น.316 ท่านสาธุชนผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย. การบรรยายของเราในวันนี้ มีโดยหัวข้อที่ท่าน ทั้งหลายก็ทราบอยู่แล้ว ว่า "เชื่อ ดีกว่าไม่เชื่อ และ ไม่เชื่อ ดีกว่าเชื่อ" เป็นสองอย่างด้วยกัน. ถ้ารวมความแล้วมันก็คือ พูดเรื่องความเชื่อ แล้วก็เห็นอยู่ชัดว่าต้องการจะบอกให้ทราบ ว่า อย่างไรเชื่อดีกว่าไม่เชื่อ, อย่างไรไม่เชื่อดีกว่าเชื่อ, เป็นการ แนะให้สังเกต. ก่อนที่จะพูดกันถึงข้อที่ว่า อะไรเชื่อดีกว่า อะไรไม่เชื่อดีกว่า นี้ เรามา พูดกันถึงเรื่องคำว่า "ความเชื่อ" โดยตรงกันเสียก่อน. คำว่า "ความเชื่อ" หรือที่เรียกโดยภาษาบาลีว่า สัทธา นี้ มีความสำคัญมากที่สุด แต่คนก็เห็นว่า มันเป็นเรื่องเบื้องต้นเกินไป เป็นเรื่อง ก.ข. ก.กา เกินไป ก็เลยไม่ค่อยเอาใจใส่ ๒๘๙
น.317 เรื่องความเชื่อ แล้วมักจะเข้าใจไปในทางอวดตัว ว่าเราก็มีศรัทธาแล้ว ก็ไม่ต้อง สนใจกันว่ามันมีอะไรบ้าง. ที่แท้แล้วเขายังไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่า สัทธา หรือ “ศรัทธา" หรือ "ความเชื่อ" สักกี่มากน้อย ทั้งที่มีความสำคัญมาก. เพราะฉะนั้น ในขั้นแรกนี้เราจะได้พูดถึงสิ่งที่เรียกว่า "ความเชื่อ" กันเสียก่อน แล้วจึงจะพูด ถึงวิธีที่จะเลือกเชื่อ หรือเลือกไม่เชื่อกันต่อไป. ข้อแรก นี้ก็จะต้องพูดถึง ความสำคัญของความเชื่อ นั่นเอง ว่าสิ่ง ที่เรียกว่าความเชื่อนี้ มันมีความสำคัญอย่างไรบ้าง. ถ้าเรารู้จักความเชื่ออย่าง ถูกต้องครบถ้วนแล้ว เราจะเห็นความสำคัญของสิ่งที่เรียกว่าความเชื่อนี้มากทีเดียว .. ข้อแรกอยากจะพูดว่า ความปกติสุขของมนุษย์เรา ขึ้นอยู่กับความเชื่อ. ความ ปกติสุข ความสงบใจ ความรู้สึกสบายใจ ของคนเรานี้มันขึ้นอยู่กับความเชื่อ คนโดยมากพอพูดถึงความเชื่อก็จะไปนึกถึงเรื่องเชื่อทางธรรม ทางศาสนา เชื่อพระ เชื่ออะไรไปทางโน้น ; นั้นมันก็เป็นความเชื่อชนิดหนึ่งด้วยเหมือนกัน. แต่ ความเชื่อที่สำคัญที่สุดที่เป็นที่รวบยอดของความเชื่อทั้งหลายนั้น มันคือความ เชื่อต่อตัวเอง. ความเชื่อต่อตัวเอง นี้ มันก็มีความหมายกว้างขวางเหมือนกัน แต่สรุป รวมแล้วก็มีความเชื่อต่อตัวเองว่า ปลอดภัย. ถ้าเราไม่มีความเชื่อต่อตัวเองว่า ปลอดภัย หรือถูกแล้ว หรือดีแล้วอะไรนี้ เราจะนอนไม่หลับ. นี่ขอให้คิดดูกัน ในแง่นี้ ว่าที่เรานอนหลับสนิทหรือเราอยู่ด้วยใจคอปกติ ระบบประสาทไม่วุ่นวาย นั้น เพราะมันมีความเชื่อต่อตัวเราเองว่าทุกสิ่งที่เราทำอยู่หรือมีอยู่นี้ มันปลอดภัย ไม่ต้องตาย ; และยิ่งไปกว่านั้นก็คือ มันถูกแล้ว เราก็มีจิตใจที่ปลงลงไป หรือ ลดลงไปคือสงบ เราก็นอนหลับ. นี้เรียกว่าความสงบของจิตใจ ความสุขของ จิตใจประจำวันนี้ มันอยู่ด้วยความเชื่อต่อตัวเราเอง ; แต่เราไม่รู้สึก เราก็เลย
น.318 ไม่สนใจกับความจริงข้อนี้ แล้วก็ไม่ขอบใจความเชื่อเสียด้วย. ไม่มีใครกตัญญูต่อสิ่ง ที่เรียกว่า "ความเชื่อ" แล้วก็ขอบใจ "ความเชื่อ" แล้วก็เอาใจใส่ให้มากเข้าไว้. ถ้าเราเอาใจใส่ให้มากเข้าไว้ เราก็จะมีความเชื่อที่ดีขึ้นไปกว่า สนิทสนมยิ่งขึ้นไปอีก ; มันก็มีความสุขใจยิ่งขึ้นไปอีก. เด็ก ๆ เขาพูดกันว่า "ชีวิตนี้อยู่ด้วยความหวัง" ความที่เขาหวังว่า จะต้องได้ตามที่เขาต้องการนั้น เป็นเหตุให้เขาอยากมีชีวิตอยู่. คนหนุ่มสาวสมัยนี้ ก็มักจะพูดกันอย่างนี้. "ความหวัง" ในที่อย่างนี้ นั้นก็คือ "ความเชื่อ" นั่นเอง คือเขาหวังว่าจะได้แน่ มันจึงอยากจะมีชีวิตอยู่ ; หรือว่าความหวังนั้นหล่อเลี้ยง ชีวิตให้ปกติ ; ไม่อย่างนั้นเขาก็จะกระวนกระวาย แล้วก็จะเป็นคนประสาทไม่ ปกติ แล้วจะเป็นบ้า. ถ้าเขาแน่ใจว่าสิ่งต่าง ๆ ยังเป็นไปในทางที่พอหวังได้ตามที่ ต้องการแล้วเขาก็นอนหลับ. ความหวัง อย่างนี้ก็คือ ความเชื่อ นั่นเอง. ทุกคน อยู่ด้วยความหวังชนิดนี้ มันจึงยังไม่อยากตาย มีความเชื่อว่าจะได้ตามที่หวังอยู่ เป็นส่วนมาก ก็เลยนอนหลับสนิท ก็เป็นคนที่มีใจคอปกติ ไม่เป็นโรคประสาท. นี่มองดูให้ดีจะเห็นได้ว่า ชีวิตนี้มันอยู่ด้วยความเชื่อ ความเชื่อหล่อเลี้ยงเอาไว้ มันจึงเป็นชีวิตที่ปกติ คือเยือกเย็นพอที่จะมีความสุขได้ แต่แล้วเราก็ไม่ค่อยจะสนใจ. ข้อที่ ๒ ความเชื่อนี้มันเป็นเงื่อนต้นของการกระทำทุกชนิด. ขอให้ท่านสังเกตดูให้ดี ๆ ว่า ถ้าเราไม่เชื่อในอะไรแล้ว เราก็จะไม่ทำในสิ่งนั้น จะเป็นเรื่องทางบ้านหรือทางวัด ทางโลกหรือทางธรรม ทางอะไรก็ตาม เมื่อมี ความเชื่อแล้ว ก็อยากจะกระทำตามความเชื่อ. ฉะนั้นต้องมีความเชื่อมันจึงจะเกิด การกระทำ. เราพูดได้ว่าการกระทำทุกอย่างแม้แต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ จะหุงข้าวกิน หรือจะทำอะไรสักนิดหนึ่ง มันก็ต้องตั้งรากฐานอยู่บนความเชื่อ ที่ว่ามันจะควรทำ หรือทำได้ หรือปลอดภัยหรืออะไรเหล่านี้.
น.319 สำหรับเรื่องใหญ่โตกระทั่งเรื่องศาสนาเรื่องอะไรเหล่านี้มันก็ยิ่งต้องการ ความเชื่อ เพื่อเป็นเงื่อนต้นของการกระทำ. ฉะนั้นความเชื่อก็เป็นสิ่งที่มีความ สำคัญที่สุดที่เราจะต้องทำให้มันดี ให้มันถูกต้อง ให้มันมากพอ ; คือเราต้อง มองดูไปตามลำดับว่า ชีวิตนี้มันอยู่ได้ด้วยการงาน หรือมีการงาน ไม่ว่าชีวิตของใคร ชีวิตของคนหรือชีวิตของสัตว์เดรัจฉานก็เหมือนกัน. ชีวิตมันอยู่ด้วยการงาน อย่างน้อยก็การหากิน. ทีนี้ความเชื่อนั้นเป็นเหตุให้ทำงานและทำงานอย่างเป็น ล่ำเป็นสันมีความสำเร็จ ; มันก็จำเป็นสำหรับชีวิตที่ประกอบอยู่ด้วยการงาน ฉะนั้นเราต้องสะสางความเชื่อให้ถูกต้อง มิฉะนั้นการงานมันจะผิด เป็น มิจฉา- กัมมันโต แล้วมันก็เป็นเรื่องตกนรกทั้งเป็นโดยแน่นอน. นี่แหละความเชื่อมันมี ความสำคัญอย่างนี้ เราต้องสะสางให้มันถูกต้อง แล้วก็สร้างมันให้พอ สำหรับจะทำ การงานให้เป็นล่ำสัน. ข้อที่ ๓ ความเชื่อเป็นเสบียงเครื่องหล่อเลี้ยงกำลังกายและกำลังจิต คำว่า เสบียง เราหมายถึงเครื่องหล่อเลี้ยงระยะยาว. ทีนี้ความเชื่อหรือศรัทธา นี้เป็นเสบียงเครื่องหล่อเลี้ยงทั้งกำลังกายและกำลังจิต. เมื่อเราหมดความเชื่อ มันจะสูญหมดทั้งกำลังกายและกำลังจิต. ถ้าเราเชื่อว่าเราจะยกไหวอย่างนี้ มันก็มี กำลังกายขึ้นมา เนื่องมาจากมันมีกำลังจิต. กำลังจิตมี กำลังกายก็มี. แม้แต่ ทางระบบร่างกายล้วน ๆ มันก็ต้องอาศัยความเชื่อ. ฉะนั้น ความเชื่อจะต้องมีอยู่ ตลอดเวลาของการงานและตลอดชีวิต ; ขาดความเชื่อเมื่อใด การงานมันก็จะ ย่อหย่อน มันจะถอยกำลัง. หรือชีวิตที่ปราศจากความเชื่อหล่อเลี้ยง นั้นมัน ไม่มีแรง. ฉะนั้น เราจะต้องดูให้ดีว่าความเชื่อนี้มันหล่อเลี้ยงกำลังกาย หล่อเลี้ยง กำลังจิต หล่อเลี้ยงความหวัง หล่อเลี้ยงความพากเพียร หล่อเลี้ยงความอดทน.
น.320 คนเราไม่ค่อยเอาจริงเอาจัง ไม่ค่อยพากเพียร ไม่ค่อยอดทน เพราะมันขาดสิ่งหล่อ เลี้ยง. ในบรรดาสิ่งหล่อเลี้ยงที่สำคัญที่สุดก็ได้แก่ความเชื่อ หรือความมั่นใจ ความแน่ใจ คือมันหล่อเลี้ยงความหวังอีกทีหนึ่ง. ความหวังมันแน่นอนขึ้น กำลังใจ มันก็มีมา กำลังกายมันก็มา ความอดทนมันก็มีมา คือทนได้และพากเพียร ทำไปได้. ฉะนั้นความเชื่อก็เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงสิ่งเหล่านี้ คล้าย ๆ กับว่าเป็น เสบียง ; ซึ่งพระบาลีก็มีว่า สทฺธา พนฺธติ ปาเถยย - ศรัทธารวบรวมไว้ซึ่ง เสบียงเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง. ข้อที่ ๔ ว่าความเชื่อเป็นรากฐานที่จำเป็นสำหรับเรื่องทางศาสนา. เรื่องทางศาสนาหรือเรื่องทางวิญญาณนี้ มันเป็นเรื่องเดียวกัน. ถ้าเป็นเรื่อง ทางกายทำมาหากิน นี้เราไม่จัดเป็นเรื่องศาสนา ; แต่ถ้าเป็นปัญหาทางจิต ทาง วิญญาณทางอะไรต่าง ๆ ก็เป็นเรื่องทางศาสนา. ที่นี้ความเชื่อเป็นรากฐานอันจำเป็น นอกจากสำคัญแล้วก็ยังจำเป็นทางศาสนา. เราจำเป็นที่จะต้องมีศาสนา เพื่อเป็น ความอุ่นใจในทางวิญญาณอีกน่ะแหละ แปลว่าทางฝ่ายจิตใจล้วน ๆ เราต้องมีความ อุ่นใจ คือความแน่ใจไว้ใจตัวเองได้ เชื่อตัวเอง จึงจะมีความอุ่นใจ. ศาสนาทำให้เกิดความอุ่นใจในทางวิญญาณนั้น มันมีรากฐานอยู่บนความ เชื่อ กล่าวคือเชื่อศาสนานั้นอีก. เรามีความอุ่นใจในชีวิตประจำวันทุกอย่าง : ใน การเป็นอยู่เฉย ๆ นี้ มันก็ต้องการความอุ่นใจ แน่ใจ สบายใจหล่อเลี้ยง ; หรือว่า ในการทำการงาน ในการต่อสู้ ในกิจการที่ยากๆ ทุกอย่าง มันก็ต้องมีความอุ่นใจ. ฉะนั้นศาสนาเป็นเครื่องให้ความอุ่นใจ มันก็เลยจำเป็น ; แล้วก็จำเป็นที่จะต้อง มีศรัทธา ซึ่งเป็นรากฐานของความเชื่อในทางศาสนา. ตามปกติ เราก็ต้องมีความเชื่อในสิ่งที่จะต้องทำ มันจึงจะมีความอุ่นใจ ขึ้นมาได้. เชื่อว่าสิ่งนี้ควรทำ นี้เป็นปัญหาแรก ถ้าเราลังเลว่าสิ่งนี้จะทำดีหรือ
น.321 ไม่ทำดีอย่างนี้ มันก็ไม่มีความเชื่อ ไม่มีความอุ่นใจ ; แล้วก็อุ่นใจหรือแน่ใจว่า สิ่งนี้ทำได้ สามารถจะทำได้. ทีแรกรู้ว่าควรทำ แล้วก็รู้ว่ามันสามารถที่จะทำได้ เป็นของที่มนุษย์จะทำได้ นี้ก็อุ่นใจ, พอทำสำเร็จมันก็อุ่นใจยิ่งขึ้นไปอีก, ในที่สุด ก็อุ่นใจว่าปลอดภัยแล้ว. ความเชื่อในลักษณะอย่างนี้จำเป็นแก่ทุกคนทุกเวลา ทุกสถานที่ ; ถ้าไม่อย่างนั้นจะไม่มีความสุข. ถ้าเป็นเรื่องทางศาสนา มันยิ่ง สัมพันธ์ ยิ่งเนื่องกันมากขึ้นไปอีก เท่าที่กล่าวมานี้เราก็พอจะมองเห็นความสำคัญของสิ่งที่เรียกว่า "ความ เชื่อ" ซึ่งเราละเลยไม่รู้ไม่ชี้กันตลอดเวลา. ถ้าจะพูดก็พูดว่าเป็นคนเนรคุณ ไม่รู้จักบุญคุณของสิ่งที่มีคุณที่สุดที่หล่อเลี้ยงชีวิตไว้ คือ ความเชื่อที่ถูกต้องใน ตนเอง. นี้มันสบายเสียแล้ว มันก็เลยไม่นึก ; แต่ทางศาสนานี้เห็นว่าสำคัญ มาก จึงเตือนหรือสอนให้ไปจัดการกับความเชื่อ ให้ปลูกฝั่งความเชื่อ ให้เจริญ ความเชื่อ ทำความเชื่อให้งอกงามก้าวหน้า. ข้อที่ ๕ ความสำคัญของความเชื่อต่อมาอีกก็จะพูดได้ว่า อย่างน้อย ที่สุดสิ่งที่เรียกว่า "ความเชื่อ" นี้มันทำให้เกิดความสนใจ เกิดการค้นคว้า เกิด การพิสูจน์ทดลอง สู่การบรรลุผลสุดท้ายที่ต้องประสงค์. การที่จะไปสนใจใน อะไรสักอย่างหนึ่ง มันมีมูลมาจากความเชื่อว่าน่าสนใจ. ถ้ามันลงเชื่อว่าเรื่องนี้ น่าสนใจเสียแล้ว เราก็สนใจ. ถ้าไม่อย่างนั้นก็จะปล่อยให้ผ่านไป ๆ ฉะนั้น อย่างน้อยที่สุดความเชื่อเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความสนใจ แล้วก็เกิดการค้นคว้าขึ้นมา. ถ้าค้นคว้าถึงขนาด มันก็มีการพิสูจน์ทดลองเพื่อให้มันพบความจริงของความสนใจ; ในที่สุดก็บรรลุจุดประสงค์. วิทยาการต่าง ๆ ในโลกในสมัยปัจจุบันนี้เป็นอย่างนี้ ทั้งนั้น. การที่เขาจะก้าวหน้าออกไปเป็นเรื่องแปลก ๆ ใหม่ ๆ ที่ไม่เคยมี มันก็ มาจากความเชื่อว่าน่าสนใจ ฉะนั้นจึงพูดว่า อย่างน้อยที่สุด สิ่งที่เรียกว่าความเชื่อ นี้มันมีคุณอย่างนี้.
น.322 เมื่อความเชื่อเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างนี้เราก็ต้องศึกษามัน ต้องเข้าใจ สิ่งที่เรียกว่าความเชื่อ; แล้วก็จัดการกับความเชื่อนี้ให้มันถูกต้องด้วย ให้มัน เพียงพอด้วย. เรื่องนี้ขอย้ำเสมอว่า ต้องถูกต้องด้วย และ ต้องเพียงพอด้วย. ไม่ว่าเรื่องอะไรที่เราจะต้องทำ ต้องทำให้ถูกต้องและให้เพียงพอ. เพียงแต่ถูก ต้อง ถ้ามันไม่เพียงพอ มันก็ใช้ไม่ได้. มันก็เท่ากับไม่ได้ทำเหมือนกัน. ฉะนั้นเราต้องเข้าใจ ต้องจัดการ ต้องพัฒนาหรืออะไรแล้วแต่จะเรียก ให้ความเชื่อนี้มันมีเพียงพอ แล้วก็ถูกต้องด้วย ; เท่ากับว่านั่นแหละคือตัวชีวิต เสียเอง. ให้เห็นว่าสิ่งที่เรียกว่า "ความเชื่อ - ความเชื่อ" นั้นคือตัวชีวิตนั่นเอง. เหมือนที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า ถ้าปราศจากความเชื่อก็นอนไม่หลับ ก็เป็นบ้า ตาย. เดี๋ยวนี้เรามีความเชื่อ เราจึงนอนหลับ แล้วใจคอปกติ เส้นประสาทปกติ จึงไม่เป็นบ้าตาย. อย่างต่ำที่สุดว่าเราจะนอนเวลากลางคืนอย่างนี้ เราก็เชื่อว่า บ้านของเราปลอดภัย ประตูหน้าต่างปีคดีแล้ว ทุกอย่างปลอดภัยเราจึงนอนหลับ. ลองไม่มีความเชื่อหรือความแน่ใจอย่างนี้ มันก็นอนไม่หลับ. ทีนี้เรื่องตลอดวัน ตลอดคืนมันก็ต้องอยู่ได้ด้วยความแน่ใจ หรือความเชื่อว่ามันถูกต้องและปลอดภัย. ฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่า “ศรัทธา" นี้เป็นเรื่องสำคัญที่สุดเท่ากับเป็นตัวชีวิต นั่นเอง เพราะฉะนั้นอาตมาจึงเอามาพูดกันเป็นเรื่องหนึ่งในบรรดาเรื่องที่จะต้อง พูดหลาย ๆ เรื่องที่นี่. ทีนี้เพื่อจะกันลืม ก็อยากจะพูดเป็นหัวข้อทำนองอุปมาว่า ศรัทธาหรือ ความเชื่อที่มันเกี่ยวกับชีวิตคนเรา ในระบบการเป็นอยู่ทั้งหมดของชีวิตคนเรานี้ : ๑. ศรัทธานั้นแหละคือตัวความมั่นคงของชีวิต. ใช้คำว่า "ความมั่นคง ของชีวิต" กินความกว้าง หมายความว่าทำลายได้ยาก. ความมั่นคงของชีวิต
น.323 อยู่ได้ด้วยศรัทธา : พอไม่มีศรัทธาแล้วก็จะรวนเร แล้วก็จะเหลวไหล แล้วก็จะ โลเล แล้วก็จะล้มละลาย ; เพราะฉะนั้นศรัทธาเป็นความมั่นคงของชีวิต. ๒. ศรัทธานี้มันเป็นความพักผ่อน โดยเฉพาะทางจิตหรือทางวิญญาณ : ไม่มีศรัทธา นอนไม่หลับ แล้วก็ไม่มีการพักผ่อน ก็เป็นบ้า. ฉะนั้นศรัทธานี้ เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงให้สดชื่น เหมือนกับว่าน้ำหล่อเลี้ยงต้นไม้ให้สดชื่น. ชีวิต เรามีศรัทธาเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงให้สดชื่น ให้มันชุ่มชื่น ให้มันกระปรี้กะเปร่า เหมือนกับสิ่งหล่อเลี้ยงทั้งหลาย. ๓. ในชีวิตเรานี้ ศรัทธามันเป็นเสบียงหล่อเลี้ยงกำลังกายกำลังจิต ให้มีกำลังไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีถอยหลังและไม่มีที่สิ้นสุด ; แล้วมันเป็นกำลังเสียเองด้วย คือศรัทธานี้เป็นกำลังกาย เป็นกำลังจิตเสียเองด้วย, เป็นเครื่องหล่อเลี้ยง กำลังกายกำลังจิตด้วย. ๔. ศรัทธา นี้มีบาลีว่า เป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจ. ข้อนี้คนธรรมดา ฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง สทฺธีธ วิตฺตํ ปุริสฺส เสฏฐิ แปลว่า ศรัทธาเป็นทรัพย์อัน ประเสริฐสุดของเรา. วิตฺตํ แปลว่าทรัพย์ คำนี้แปลว่าเครื่องปลื้มใจ. ทรัพย์ สมบัตินี้มันเป็นเหตุให้เกิดความปลื้มใจ เขาจึงเรียกว่าเครื่องปลื้มใจ; เป็นภาษา ไทยเราว่า "ทรัพย์". ทรัพย์ทั้งหลายเป็นเหตุให้เกิดความปลื้มใจ. แต่ศรัทธา นี้เป็นทรัพย์ที่ทำให้เกิดความปลื้มใจชนิดที่เจ้าของไม่รู้จัก ไม่รู้สึก เหมือนกับว่า ไม่รู้คุณเกลืออย่างนั้นแหละ. คือว่า เกลือนั้นมันถูก มันง่าย มันอะไร แล้วใครก็ ไม่ค่อยให้เกียรติกับมันว่ามีค่าหรือมีคุณ ; แต่พอไม่มีเกลือ มันกินไม่ได้ มันเอะอะ โวยวายขึ้นมา ; แต่แล้วมันก็ไม่ขอบใจเกลือ. ศรัทธานี้ก็เหมือนกัน เป็นทรัพย์ เครื่องที่ทำให้คนรู้สึกสบาย แต่แล้วคนก็ไม่รู้สึกและไม่ขอบใจมัน ทั้ง ๆ ที่อยู่กับมัน
น.324 ชื่อ ดีกว่าเชื่อ เหมือนว่าเราอยู่ได้ด้วยการกินเกลืออย่างนี้ แต่เราก็ไม่เคยขอบใจเกลือ. มองอีก แง่หนึ่งมันเป็นของมีค่าน้อย มองอีกแง่หนึ่งมันก็เป็นของที่มีค่าที่สุด. ๕. ศรัทธานี้เป็นเพื่อนให้ความอุ่นใจ นี้มันก็คล้ายๆ กัน เราปลื้มใจ จากทรัพย์สมบัติ สบายใจ นี้เรารู้สึก แล้วเราจึงไปหลงในทรัพย์ ; แต่ที่แท้ที่มัน ทำให้เราปลื้มใจกว่านั้นน่ะคือความเชื่อ ศรัทธาต่อตัวเราเองนี้มันทำให้มากกว่า, มันเป็นเพื่อน เพื่อนที่มีความหมายของคำว่า "เพื่อน" มากที่สุด แต่ก็มองไม่ค่อย เห็น. เราต้องการเพื่อนที่เป็นคน ๆ ด้วยกัน ต้องการองครักษ์ ต้องการคนยาม ต้องการอะไรต่าง ๆ ; แล้วเราโง่ไป ลืมไปว่า เพื่อนที่ทำความอุ่นใจให้ตลอดเวลา และแท้จริงนั้นคือความเชื่อต่อสมรรถภาพของเราเอง นี้แหละศรัทธาเป็นเพื่อน, และเป็นทรัพย์หรือเป็นอะไรในลักษณะอย่างนี้ ๖. ถ้าเปรียบออกไปถึงในระบบอวัยวะของคนเรา : ศรัทธานี้เป็นมือ ในพระบาลีมีว่า สทฺธา หฺโถ มหามุนี ; สทฺธา หฺโถ มหานาโค มีหลายแห่ง. เมื่อพระเถระสาวกทูลสรรเสริญพระพุทธเจ้าก็พูดว่า พระพุทธเจ้าท่านมีนั่นเป็นนั้น มีนี่เป็นนี่ ; เปรียบพระพุทธเจ้าเหมือนพระยาช้าง แล้วก็มีศรัทธานี้เป็นงวง ; ถ้าเปรียบเป็นคนมหาบุรุษก็มีศรัทธานี้เป็นมือ. คำว่า "งวง" กับคำว่า "มือ" นี้คำเดียวกัน ในภาษาบาลี หตุถ-นี้แปลว่ามือ, ถ้าสำหรับช้างแปลว่างวง คนเรา มีศรัทธาเป็นมือ. ทุกคนลองคิดดูว่า "มือ" มันทำอะไร. หน้าที่ส่วนใหญ่ของมันก็คือคว้า คว้าไปจนกว่าจะพบสิ่งที่ต้องการ พอพบแล้วก็จับฉวยเอาอย่างแน่นแฟ้น ; นี้แหละ หน้าที่ของมือ หรือหน้าที่ของงวงก็ตาม. มือทางร่างกายนี้มันก็ทำหน้าที่อย่าง ทางวัตถุ ; มือในความหมายทางจิตใจก็ทำหน้าที่มืออย่างทางวิญญาณ ; คว้าก็คือ
น.325 คิดนึกไป แล้วเมื่อพบแล้วก็ยึดถือเป็นหลักเป็นเกณฑ์ มันจึงเหมือนกับงูหรือ งวงช้าง ; คว้าไปกว่าจะพบสิ่งที่ต้องการ แล้วก็จับเอามา. มีศรัทธานี้แหละเป็นมือ โดยการเปรียบเทียบเปรียบเหมือนกับมือ. ถ้าเราไม่มีศรัทธามันก็เป็นคนมือด้วน แล้วก็เลิกกัน เมื่อมือมันด้วน. ทีนี้เรายังต้องการจะมีมือดี ๆ คว้าหาสิ่งที่ควรจะได้ แล้วก็จับฉวยเอา. ก็ลองคิดดูว่ามันมีความสำคัญเท่าไร. ๗. ถ้าพูดถึงการทำไร่ทำนามีพระพุทธภาษิตว่า ศรัทธานี้เหมือนข้าวพืช เราจะทำนา เราจะต้องมีเมล็ดข้าวที่จะไปหว่านเป็นข้าวกล้า นี้เขาเรียกว่า"ข้าวพืช", ในการทำนา มีบาลีว่า ศรัทธาเป็นข้าวพืช, ความเพียรเป็นน้ำฝน, ปัญญา เป็นแอกเป็นไถ นี้ก็เป็นไปตามเรื่องราวไปเลย ; แต่ว่าศรัทธานี้เหมือนกับ ข้าวพืช. ในการทำกสิกรรมถ้าไม่มีเมล็ดพืชจะทำได้อย่างไร คนเราที่จะ ทำนาอมตะ คือทำนาเอามรรคผลนิพพานเป็นผลได้นี่ ก็ต้องมีข้าวพืชคือศรัทธา. แล้วคนเรา จะหาเงิน ทำการทำงานจะหาเงิน ก็ยังต้องมีศรัทธาเป็นข้าวพืช เปรียบเหมือน กับการค้าขายต้องมีทุน. หรือจะไปเล่นการพนัน อย่างเลวที่สุด มันก็ต้องมีเดิมพัน. ฉะนั้น ศรัทธานี้มันเป็นทุนหรือเป็นเดิมพัน สำหรับจะให้สิ่งที่จะต้องทำนั้นมันทำ ไปได้. ๘. ถ้าเปรียบด้วยการเดินทางไกล ศรัทธานี้เป็น สะเบียง ๙. ถ้าจะเปรียบด้วยการเดินทางเปลี่ยวศรัทธานี้เป็น เพื่อน. พูดไปมันจะมาก จะเกินต้องการไปแล้ว ว่าศรัทธามันมีความสำคัญ อย่างไร. ขอให้ท่านทั้งหลายมองดูกันในลักษณะนี้ แล้วก็จะรู้จัก "ศรัทธา" กัน เสียบ้าง ตามหลักพระพุทธศาสนานั้นถ้าใครโง่จนไม่รู้จักศรัทธาหรือไม่มีศรัทธาแล้ว เก็รียกว่าโง่ที่สุด ; ถือเป็นข้อแรกข้อต้นที่เราจะต้องมีศรัทธา ; แต่แล้วเราก็มี
น.326 กันแต่ปาก มันไม่รู้จัก เพราะฉะนั้นมันจึงไม่ก้าวหน้า มันก็มีแต่ปากอยู่นั่นแหละ. ฉะนั้นเดี๋ยวนี้เรามาพูดกันเพื่อให้เกิดความรู้จักสิ่ง ๆ นี้ แล้วจะทำให้มันก้าวหน้า. เป็นอันว่าได้พูดถึงสิ่งที่เรียกว่า "ความเชื่อ" หรือ "ศรัทธา" ว่ามี ความสำคัญอย่างไร พอสมควรแล้ว ฉะนั้นจึงเห็นได้ว่าเป็นเรื่องที่ควรเอามาพูด ไม่เสียเวลา. ทีนี้ก็จะพูดถึง ปัญหาที่มีอยู่ต่อไปที่เกี่ยวกับความเชื่อ : ข้อแรก ก็ควรจะพูดกันถึงตัวคำว่า "ความเชื่อ" ให้ละเอียดออกไป, มันมีความยุ่งยาก ลำบากเกี่ยวกับปัญหาข้อนี้ ตรงที่ว่าคำ ๆ นี้ มันมีความหมายหลายอย่าง. พูดว่า ความเชื่อลงไปคำเดียว แต่ว่าความหมายมันไปหลายอย่าง : เช่นว่า เชื่อตัวเอง แล้วก็เชื่อผู้อื่น แล้วก็เชื่อสิ่งอื่น ; อย่างน้อยมันก็ ๓ อย่างแล้ว มันไม่เหมือนกัน. เชื่อตัวเอง ไว้ใจตัวเอง คนเราก็ชอบจะเชื่อตัวเองอยู่ อย่างน้อย ก็ครึ่งหนึ่ง ; หรือจะพูดโดยแท้จริงแล้ว โดยสัญชาตญาณคนเรามันเชื่อตัวเอง แต่เราค่อย ๆ โง่, ค่อย ๆ โง่ มีสติปัญญาไปในทางจะเชื่อคนอื่น. เชื่อตัวเองไว้ใจ ตัวเอง มันก็ขึ้นอยู่กับว่าตัวเองมันโง่หรือตัวเองมันฉลาด. - การเชื่อตัวเองนี้ มันใช้ได้ แต่มันมีปัญหาว่าตัวเองมันโง่หรือฉลาด. ถ้าไปโดนตัวเองที่มันโง่ เข้าแล้วจะทำอย่างไร. เชื่อตัวเองมันจะปลอดภัยต่อเมื่อตัวเองมันฉลาดเท่านั้น. มันจึงแบ่งเนื้อที่ไว้สำหรับให้เชื่อคนอื่น แต่ถึงอย่างไรการเชื่อตัวเองนี้มีความ สำคัญซึ่งตามหลักพุทธศาสนาต้องการอย่างยิ่ง แล้วเราจะค่อยๆ ฟังกันต่อไป. เชื่อผู้อื่น มันเกิดขึ้นในเมื่อเราเห็นว่า เราสู้เขาไม่ได้ ; มองเห็นอยู่ชัด ว่าเขามีสมรรถภาพมากกว่าเรา เราก็เชื่อวิชาความรู้ เชื่อสมรรถภาพของเขา เชื่อฟังเขา วามิภักดิ์ต่อเขา กระทั่งเชื่อพระเจ้าตามที่เขาว่ากันว่า พระเจ้านั้นเก่ง
น.327 ไปทุกอย่าง ก็เกิดเชื่อพระเจ้า ; นี้ก็อยู่ในเชื่อผู้อื่นเหมือนกัน. แล้วยังมีแปลก ออกไปที่ว่าถูกเขาบังคับให้เชื่อ ; ทั้งที่เราไม่เชื่อไม่อยากจะเชื่อ บางคราวมันก็มี การบังคับให้เชื่อ. ในประวัติศาสตร์ของการเผยแผ่ศาสนา บางศาสนามีการ บังคับให้เชื่อ ไม่เชื่อฆ่าตายเลย. ทีแรกมันถูกบังคับให้เชื่อมาระยะหนึ่ง ต่อมา มันก็เปลี่ยนเป็นเชื่อด้วยความสมัครใจ. ที่แรกถูกบังคับให้เชื่อจริง มันเชื่อ แกน ๆ ไปก่อน ; แต่แล้วในที่สุดมันไม่พ้นไปจากการที่จะเชื่อด้วยความสมัครใจ. เพราะฉะนั้นเรามีปัญหามากเกี่ยวกับความเชื่อที่เราจะเป็นอิสระในการเชื่อ หรือ มีความถูกต้อง. นี่มันผูกพันกันอยู่อย่างนี้. เชื่อสิ่งอื่น มันก็เชื่ออำนาจศักดิ์สิทธิ์ เชื่อบุญ เชื่อบาป เชื่อพรหมลิขิต เชื่อโชคชะตาราศี ; นี้แหละยิ่งโง่มากเท่าไร ก็ยิ่งเชื่อมากเท่านั้น. ถ้าฉลาด มากเท่าไรจะยิ่งเชื่อตัวเองมากเท่านั้น. พอค่อยๆ โง่ออกไป โง่ออกไป แล้ว ก็ไปเชื่อผู้อื่น แล้วมันก็ไปเชื่อสิ่งที่ไม่น่าจะเชื่อ ที่มันปรุงกันขึ้นมาด้วยความโง่ ของมนุษย์ เป็นเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เชื่อโชคชะตาราศี. รวมทั้งเชื่อบุญ เชื่อบาป ชนิดที่เชื่อไปตามเขาว่า ไม่ได้มองเห็นชัดด้วยใจเอง. คนเชื่อบุญเชื่อบาปโดยมาก ที่มีอยู่เวลานี้ก็เชื่ออย่างงมงาย ไม่ได้มีปัญญาของตัวเอง แล้วก็ไม่อยู่ในรูปของ การเชื่อตัวเอง. คนที่เชื่อบุญเชื่อบาปที่ถูกต้องและแท้จริงนี้ ย่อมเชื่อตัวเอง. แต่ อย่างไรก็ดีขอให้มองดูเถอะว่ามันสำคัญ หรือสำเร็จประโยชน์อยู่ที่การเชื่อตัวเอง มันขึ้นอยู่กับความเชื่อตัวเอง แต่มันไม่พอ จึงไปเชื่อผู้อื่น และไปเชื่อสิ่งอื่น ; แต่แล้วมันก็วกมาหาว่าเราต้องเชื่อว่าเราทำถูกแล้วในการที่ไปเชื่อสิ่งอื่น ฉะนั้น เราต้องมีการเลือกการตัดสินใจที่ถูกต้อง. ความยุ่งยากใจทำให้เราลังเล ; ความลังเลทำให้เราเลือกไปเป๊ะ ๆ ปะ ๆ กลายเป็นเชื่อชนิดที่ไม่สมควรจะเชื่อ
น.328 ทีนี้ มีความยุ่งยากต่อไปถึงข้อที่ว่า มันเกี่ยวข้องกับบุคคล. บุคคล ที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อของเรานั้น มันก็พอจะมองดู่ได้เป็น ๓ พวก คือคนที่ เป็นฝ่ายเรา รักเรา เป็นคนดีต่อเรานี้พวกหนึ่ง ; เราก็อยากจะเชื่อ. อีกพวกหนึ่ง ก็เป็นฝ่ายตรงข้าม เป็นปรปักษ์ เป็นศัตรู ประโยชน์ขัดกัน ศาสนาขัดกัน อะไร ก็ล้วนแต่ขัดกัน ; อย่างนี้แหละเราจะไม่เชื่อ แม้ว่าเขาจะพูดถูก ทำถูกอะไร เราจะไม่ยอมเชื่อ. ยังมีคนอีกพวกหนึ่งที่เป็นกลาง ๆ เราไม่รู้ว่าเป็นศัตรูหรือว่า เป็นมิตร หรือเป็นคนต่างชาติ เป็นคนแปลกหน้า ไม่รู้ว่าจะเป็นศัตรูหรือเป็นมิตร นี้มันก็กระอักกระอ่วน. ฉะนั้น สิ่งที่มาทำให้ความเชื่อของเรารวนเรปั่นป่วน นี้มันมีมาก ; และโดยหลักทั่วไปแล้วมันก็ไม่ใช่จะแน่นอนเสมอไป ว่าคนที่รักเรา หวังดีต่อเรา บางทีก็พูดผิดเพราะเป็นคนโง่ ปัญหาก็มีมากขึ้นแก่เราที่จะเชื่อ. ฉะนั้นต้องไป ศึกษาให้ดี เข้าใจให้ดี สำหรับจะเชื่ออย่างไร เท่าไร ในบุคคลประเภทไหน ใน ๓ ประเภทนี้ จะเกี่ยวข้องกับเขาสักเท่าไร. เรามักจะลืมไปว่าใครรักเรา พอเราโกรธขึ้นมาเราเถียง พ่อแม่ที่แสน จะรักเรานี้ เราไม่เชื่อ. ส่วนที่เป็นศัตรูนั้นเราก็ไม่รู้ ว่าใครเป็นศัตรูของเรา. คนที่เป็นศัตรูเขาจะไม่เปิดเผยตัวเองว่าเขาเป็นศัตรู เขาจะซ่อนความเป็นศัตรูของ เขาไว้ แล้วก็จะทำลายเราได้มากได้ง่าย เราก็เลยไม่รู้ว่าใครเป็นศัตรู ; เราก็อาจ ไปเชื่อเอาศัตรูเข้าได้ง่าย ๆ เช่นเดียวกับเราเชื่อพ่อแม่ครูบาอาจารย์เอาได้ง่าย ๆ เหมือนกัน. นี้ก็เรียกว่าบุคคลที่เกี่ยวกับความเชื่อ นี้มันก็มีการทำความยุ่งยาก ให้แก่เรา.
น.329 ทีนี้ ลักษณะของความเชื่อนั้นเอง มันก็ยังมีมากมายหลายอย่าง : ๑. เชื่องมงาย เขาเรียกว่า ญาณวิปยุตต์ ไม่ประกอบด้วยสติปัญญา เหตุผลอะไรเลย นี้เรียกว่าเชื่องมงาย (อธิโมกข์) หลับตาเชื่อ ปราศจากเหตุผล ปราศจากปัญญา ; หรือเชื่อเพราะความรักท่วมหัวท่วมหู หรือว่าเมตตาสงสาร เกินประมาณ หรือว่าสวามิภักดิ์เกิน ประมาณ อย่างนี้ก็เชื่องมงายได้ทั้งนั้น. ฉะนั้นบางคนแม้เชื่อพระพุทธเจ้า ก็เชื่ออย่างงมงายก็มี ความศรัทธาสวามิภักดิ์ มากเกินไปก็มี. ความเชื่องมงายนี้มีได้หลายอย่าง : ถ้าเราลงรักคนนี้ถึงกับหลง ไปแล้ว ก็เชื่อเขาหมดเลย. นี้ก็อยู่ในพวกเชื่องมงาย. ถ้าเราสงสารเขามากเกินไป เราก็ไปทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ เราเชื่อเขามากเกินไป. งมงายทั่วไปนั้นมันงมงาย ถึงกับว่าโง่ แล้วก็เชื่อไปอย่างโง่เขลา. แต่เดี๋ยวนี้มันมีเชื่อเพราะรัก เพราะสงสาร เพราะสวามิภักดิ์โดยซื่อสัตย์สุจริตนี้ก็มี ; ก็อยู่ในพวกทำให้งมงายทั้งนั้น ๒. อีกอย่างหนึ่งก็เชื่อไม่งมงายคือ เชื่อโดยเหตุผล เชื่อที่มีเหตุผล มีปัญญาทดสอบมีหลักฐานแน่นอน แล้วก็เชื่อ ; อย่างนี้ไม่มีทางที่จะงมงาย. ๓. อีกพวกหนึ่ง ก็เชื่อด้วยการถูกบังคับ อย่างที่ว่ามาแล้ว ถูกบังคับ ด้วยความตาย ไม่เชื่อโดนฆ่าตาย เชื่อก็ไว้ชีวิต นี้มันก็ต้องเชื่อเหมือนกัน; จะ เรียกว่างมงายก็ไม่ถูก เพราะว่ามันจะต้องตาย นี้เราเชื่อเพราะเอาชีวิตรอดไว้ก่อน นี้มันก็ไม่ใช่งมงาย มันก็มีเหตุผล. แต่แล้วมันก็ไม่ใช่เหตุผลเหมือนที่แล้วมา ; แล้วมันก็อาจจะกลายเป็นเชื่องมงาย ปริยายใด ปริยายหนึ่ง แง่ใด แง่หนึ่งก็ได้. นี้เรียกว่าเชื่อโดยถูกบังคับด้วยความตาย. ๔. อันสุดท้าย เชื่อบริสุทธิ์ถึงที่สุดของความสวามิภักดิ์ นี้ไม่ได้ เกี่ยวกับงมงาย ไม่เกี่ยวกับเหตุผล แต่เป็นไปตามอำนาจสัญชาตญาณมากกว่า ไม่
น.330 เกี่ยวกับปัญญาหรือคิดค้นอะไร. ความเชื่อของสัตว์บางตัว สุนัขของอาตมาทุกตัว เอาไม้เท้าเงื้อตีหรือถูกหัวมันก็ไม่กลัว ; มันเชื่อว่าอาตมาไม่ตี ถือไม้เท้ามาจะตีก็ตาม จะทำอะไรก็ตาม มันไม่กลัว มันเชื่อว่าไม่ตี. นี้ความเชื่อบริสุทธิ์แล้วมันถึงที่สุด ของสัตว์บางตัว. ถ้าคนอื่นมาแต่ไกล ถือไม้มา มันวิ่งหนีแล้ว มันไม่มีความเชื่อ ในบุคคลนั้น. อย่างนี้ก็เป็นความเชื่อที่พูดได้ว่าเป็นไปตามสัญชาตญาณที่บริสุทธิ์ แล้วก็ถึงที่สุดด้วย มันก็เป็นความเชื่อเหมือนกัน. มันอาจจะเชื่อถึงกับว่า ถึงจะตี ก็ไม่เป็นไร ; มันเชื่อว่าไม่ตีแน่ แล้วมันจะเลยไปว่าตีก็ไม่กลัว ตีก็ไม่เป็นไร. นี่แหละสัตว์เดรัจฉานที่มันมีความเชื่อถึงที่สุด โดยความบริสุทธิ์ใจ มันก็มีอย่างนี้. นี้ เอามาพูดเพื่อให้เห็นว่าสิ่งที่เรียกว่า "ความเชื่อ" นั้น มันมีลักษณะ ต่าง ๆ กัน ทำให้เกิดปัญหาเรื่องความเชื่อขึ้นมาได้มากเหมือนกัน ฉะนั้นเราจะต้อง รู้ว่า ความเชื่อชนิดไหนมันถูกต้องหรือสมควร. ถ้าจะไปดูกันถึงมูลเหตุ มันก็มีมากมายหลายอย่าง มูลเหตุที่ทำให้เชื่อ เชื่องมงายบ้าง เชื่อเหตุผลบ้าง มันก็มีอย่างที่ว่ามาแล้ว มันน่าเชื่อ มันก็เชื่อ .. เห็นเขารัก เห็นเขาเอ็นดูมันก็เชื่อ, เห็นเขาสามารถกว่าเรา มันก็เชื่อ มูลเหตุที่ทำให้ไม่เชื่อมันก็ตรงกันข้าม ไม่น่าเชื่อ ไม่มีเหตุผล ไม่เก่ง กว่าเรา ไม่เป็นที่พึ่งแก่เราได้ ; นี้เราก็ไม่เชื่อ. และมันยังมีมูลเหตุทำให้เปลี่ยน ความเชื่อที่เคยเชื่ออยู่ก่อน เดี๋ยวนี้มันมาเปลี่ยนไป เพราะเราเปลี่ยนหรือเขา เปลี่ยนก็ตามใจ ความเชื่อมันก็เปลี่ยน. แล้วมันยังมีมูลเหตุอีกอันหนึ่ง ซึ่ง ร้ายกาจมาก คือทำให้เหยียบย่ำความเชื่อ ที่เราเชื่อดีอยู่แล้วถูกต้องอยู่แล้ว บางที เราก็ไม่ทำตาม เราเหยียบย่ำความเชื่อ เราเหยียบย่ำคำสอนของพระพุทธเจ้า ; พูดตรง ๆ อย่างนี้.
น.331 เราเชื่อพระพุทธเจ้าและรู้ว่าพระพุทธเจ้าท่านสอนอย่างไร เราก็รู้อยู่แล้ว เราก็เชื่ออยู่ ; แต่บางคราว เรามุทะลุดุดันขึ้นมา เราเหยียบไปเสียเลย ; ไม่เชื่อ ไม่เชื่อพ่อแม่ ไม่เชื่อครูบาอาจารย์ เหยียบย่ำคำสอนของบิดามารดาครูบาอาจารย์ ไปเสียอย่างนั้น. นี่เกี่ยวกับความเชื่อมันมีมูลเหตุที่ทำให้เกิดอาการที่วิปลาสมากมาย อย่างนี้ มันจึงทำให้เราลำบาก แล้วเราก็เลยเป็นคนไม่สมบูรณ์ด้วยความเชื่อ ทีนี้อยากจะพูดแถมพกว่า เรื่อง ความเชื่อนี้ ถ้าเชื่อตัวเองมากเกินไป เลยเป็นมิจฉาทิฏฐิก็ได้. การเชื่อตัวเองของบุคคลที่ไม่มีคุณธรรมเพียงพอ มัน กลายเป็นมิจฉาทิฏฐิไป. คนที่ดื้อต่อพ่อแม่ ไม่เชื่อฟังบิดามารดาครูบาอาจารย์ นี้เพราะเชื่อตัวเองชนิดที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ : ความเชื่อนั้นมันมีแรงมาก แต่เป็น มิจฉาทิฏฐิ ; แล้วมันเป็นอันธพาลในทางวิญญาณ ไปทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ มัน เป็นคนไม่ละอาย เป็นคนหน้าด้าน เป็นคนไม่รู้จักกลัวอะไร นี้ความเชื่อตัวเอง ที่มันบ้าบิ่น ที่มันเป็นมิจฉาทิฏฐิ. อย่างน้อยที่สุด มันทำให้อวดดี เย่อหยิ่ง จองหอง คุยโม้. พวกคุยโม้ นี้เป็นพวกเชื่อตัวเองประเภทมิจฉาทิฏฐิ. ธรรมดาเรา ก็ต้องการให้เชื่อตัวเอง แต่ให้มันถูกต้องและพอดี. พอเกิดเชื่อตัวเองไม่ถูกต้อง และเกินพอดี มันก็เป็นอย่างว่านี้ คือเป็นมิจฉาทิฏฐิ แล้วก็คือกระด้าง ไม่เชื่อ ฟังใคร เป็นอันธพาล ไม่ละอาย หน้าด้าน ไม่รู้จักกลัวบาป ไม่กลัวสิ่งที่ควรกลัว ; แล้วก็อวดดีอยู่ตลอดเวลา. ทีนี้ ก็ยังมีของเบ็ดเตล็ดที่น่าจะเอามาพูดกันเสียด้วยว่า เรื่องจริง หรือ ไม่จริงนี่มันก็ยังไม่แน่ว่าคนจะเชื่อ. ถ้ามันจริงเกินวิสัยที่คนอื่นจะเชื่อ เขาก็ไม่ เชื่อเหมือนกัน. มันก็ต้องจริงอยู่ในระดับธรรมดาสามัญที่คนเขาจะเชื่อ พอจะ
น.332 เข้าใจได้และเชื่อได้. ถ้ามันดีจริงหรือจริงเกินไป คือว่านอกขอบเขตที่คนเขา รู้กันแล้ว มันก็ไม่มีใครเชื่อ ไม่มีใครยอมเชื่อ ; และจะหาว่าคนนั้นบ้าด้วยซ้ำไป คนที่พูดไม่จริงนั้น. มีเรื่องน่าหวัวในพระบาลี เรื่องเกี่ยวกับเรื่องความเชื่อนี้ เรื่องเล่าว่า เทวดากับพวกอสูรรบกัน ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะเรื่อย. มีคราวหนึ่งถึงคราว ที่อสูรแพ้ เทวดาไล่ติดตาม พวกอสูรก็หนีไปโดยอาการแปลกๆ ครั้งหนึ่งอสูรหนี ลงไปในทางรูสายบัว ลงไปใต้บาดาลไปหาที่หลบซ่อนอยู่ที่ใต้บาดาล แล้วก็ลงไป ทางรูเล็ก ๆ ของสายบัวด้วยกองทัพทั้งกองทัพ. ก็มีคน ๆ หนึ่งเป็นนักเจริญสมาธิ เจริญฌานประเภท หูทิพย์ ตาทิพย์ ประเภทอิทธิวิธีนี้ เขาก็เห็นกองทัพพวกอสูร หนีลงไปตามรูสายบัว ลงไปใต้บาดาล ; เขาก็แปลกใจ แล้วก็มาบอกเพื่อนให้ฟัง ว่า เห็นกองทัพอสูรหนีไปทางรูสายบัว ไปใต้บาดาล ; ทุกคนว่าหมอนี่บ้า. นี่เรื่องนี้เขามีไว้สำหรับจะตักเตือน ; เพราะเรื่องจริงนั้น ถามันจริงเกินไป หรือ มันจริงนอกขอบเขตของคนธรรมดา ก็ไม่มีใครเชื่อเหมือนกัน ถึงเราก็จะไม่เชื่อ. นี้เราพูดถึงสิ่งที่เรียกว่า "ความเชื่อ-ความเชื่อ" กันมา พอให้รู้ว่าความ เชื่อคืออะไร โดยหลักเหตุผลทั่ว ๆ ไปก็ตาม โดยหลักภาษาบาลีก็ตาม ทีนี้ก็มาดู ถึงเรื่อง ความเชื่อที่จะเป็นที่พึ่งได้มากขึ้น ๆ คือความเชื่อที่เกี่ยวกับศาสนา. นี้มันก็มีปัญหาเกิดขึ้นมาอย่างเดียวกันกับที่เราตั้งเป็นหัวข้อสำหรับการบรรยายนี้ว่า “เชื่อดีกว่าไม่เชื่อ" ก็มี, "ไม่เชื่อดีกว่าเชื่อ" ก็มี. ในบางกรณีอย่าเชื่อดีกว่า ; ในบางกรณีต้องเชื่อเข้าไว้. นี่แหละปัญหานี้มันรบกวนเส้นประสาทที่สุด ตรงที่ เราไม่รู้ว่าจะตัดสินอย่างไร ว่าจะอยู่ในพวกที่เชื่อดีกว่าหรือไม่เชื่อดีกว่า. สำหรับพระพุทธเจ้าท่านตรัสกาลามสูตรไว้ ถ้าเราไม่เข้าใจของท่านแล้ว เราจะรู้สึกทำนองว่า ท่านไม่ให้เชื่ออะไรทั้งหมดเลย. นี่เรื่องกาลามสูตรนี้เป็น
น.333 เรื่องสำคัญมาก อาตมาขอร้องให้ทุกคนเลย ช่วยจำไว้ อย่าเห็นเป็นเรื่องเล่น ๆ. เพราะมันเป็นเรื่องเดียวในพุทธศาสนาที่เกี่ยวกับความเชื่อที่สำคัญที่สุด. คือเมื่อ มีคนไปทูลถามพระพุทธเจ้าว่า มีผู้มาสั่งสอนต่าง ๆ ต่าง ๆ กันไม่รู้จะเชื่อใครแล้ว พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสกาลามสูตร ว่าพวกเธอจงถือหลักอย่างนี้ว่า : - มา อนุสฺสเวน อย่าเชื่อเพราะได้ฟังตาม ๆ กันมา, - มา ปรมปราย อย่าเชื่อเพราะว่า มันทำสืบ ๆ กันมานานแล้ว, - มา อิติกิราย อย่าเชื่อเพราะว่าเขาเล่าลือกันอยู่ กระฉ่อนว่ามันเป็นอย่างนั้น, - มา ปีฎกสมุปทาเนน อย่าเชื่อเพราะว่ามันมีอยู่ ในปิฎก มีอยู่ในตำรา, - มา นย เหตุ อย่าเชื่อโดยนัย คือโดยวิธีของปรัชญา สมัยปัจจุบัน - มา ตกฺกเหตุ อย่าเชื่อโดยตรรก คือโดย logic อย่างสมัยปัจจุบันนี้ : อย่าใช้วิธีนี้สำหรับเชื่อ. - มา อาการปริวิตกฺเกน อย่าเชื่อด้วยความรู้สึกสามัญ สำนึก คาดคะเนตามสามัญสำนึก, - มา ทิฏฐินิชฌานกขนฺติยา อย่าเชื่อเพราะ เหตุที่ว่ามันตรงกับความเชื่อของเรา ; เพราะมันทนต่อความคิดเห็นของเรา. อันนี้จะเข้าใจยากที่สุด : ความคิดความเห็นของเราพอไปเพ่งเข้าทีไรเราเห็นด้วย ทุกที ถึงอย่างนั้น พระพุทธเจ้าก็ยังว่าอย่าเพ่อเชื่อ เดี๋ยวจะอธิบายให้ฟัง. - มา ภพฺพรูปตา - อย่าเชื่อเพราะ คนนี้มันน่าเชื่อ, - มา สมโณ โน ครูติ อันสุดท้าย อย่าเชื่อเพราะคนๆ นี้เป็นครูของเราเลย. ฟังดูแล้วมันขัดกับที่พูดมาแล้ว ว่าไม่เชื่อ ครูบาอาจารย์ใช้ไม่ได้ ; เดี๋ยวนี้คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแท้ ๆ ว่า อย่าเชื่อ เพราะคนนี้เป็นครูของเรา. ถ้าจะถือเอาใจความนี้ให้ถูกต้อง เราต้องตี ต้องเข้าใจความหมายของ คำว่า "ความเชื่อ" ที่พระพุทธเจ้าท่านมุ่งหมาย คือ ไม่ให้เชื่อทันที รับเอาทันที แล้วก็ปฏิบัติอย่างนั้นทันที ; มันจะกลายเป็นงมงายไป. ถูกหรือผิดไม่รู้ ทั้งถูก และทั้งผิดนั่นแหละจะกลายเป็นงมงายไปหมด ถ้าเราถือหลักในทำนองนี้.
น.334 ต่อเมื่อใด มันปรากฏแก่ใจโดยไม่ต้องเชื่ออีกแล้ว นี้คือ ไม่อาศัยคำพูด ไม่อาศัยคำสอนของคนเหล่าอื่น ไม่ต้องฝากไว้กับคำสอนของคนเหล่าอื่น แต่มันรู้ ด้วยใจจริง แล้วก็เชื่อเถอะ เชื่อได้หรือถือเอาได้. เช่นว่าโลภะ เป็นของร้อน อย่างนี้ เราต้องไปดูเมื่อโลภะมันเกิดขึ้นในใจของเรา ; แล้วเวลานั้นใจมันร้อนจริง แล้วก็เชื่อว่าโลภะนี้เป็นของร้อน. นี่แหละ อย่างนี้เขาเรียกว่าไม่เชื่อเพราะได้ยิน ได้ฟัง ไม่เชื่อเพราะว่าในพระไตรปิฎกกล่าวไว้ว่า โลภะเป็นของร้อนก็ไม่เชื่อ หรือ ว่าคำนวณโดยเหตุโดยผลอะไรก็ตาม มันก็ไม่เชื่อ คือครูบอกก็ไม่เชื่อ; แต่เชื่อ ต่อเมื่อโลภะเกิดขึ้นในใจแล้วร้อนอย่างนี้ ร้อนนี้จึงเชื่อ. โทสะก็เหมือนกัน โมหะ ก็เหมือนกัน เรื่องผิดเรื่องถูกก็เหมือนกัน ; ถ้าทำลงไปแล้ว มันเกิดความเสียหาย เป็นทุกข์นี้ผิดแน่. ถ้ามันเกิดตรงกันข้ามคือความสุขแล้วก็ไม่ผิดแน่. เชื่อผิด เชื่อถูก เชื่อร้อน เชื่อเย็น อะไรก็ตาม มันเชื่อด้วยรู้ด้วยตนเองอย่างนี้. ฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่า กาลามสูตร นี้ถ้าใช้ไม่เป็น ก็จะเป็นโทษได้ คือจะ ไม่เชื่อจนไม่รับฟังอะไร จนไม่เอามาสนใจหรือพิสูจน์ทดลอง. พระพุทธเจ้าท่านทรง ประสงค์แต่เพียงว่า อย่าเชื่อเวลานั้นทันที. ถ้าเขาพูดว่าไฟร้อนอย่างนี้ ก็ยังไม่เชื่อ เพียงแต่รับฟัง และเมื่อไปถูกไฟเข้าจริง ๆ ร้อน อย่างนี้จึงเชื่อ. ฉะนั้นจึงพูดไว้ ถึงกับว่าอย่าถือเอาตามพระไตรปิฎก อย่าเชื่อเพราะคนนี้มันน่าเชื่อ หรือว่าเชื่อ เพราะว่าคนนี้เป็นครูของเรา. รวมความว่า "ความเชื่อ" นี้พระพุทธเจ้าท่านเปิด ให้เป็นอิสระ ท่านเปิดไว้อย่างเป็นอิสระหมด ให้คนมีเสรีภาพหรือมีอิสระเกี่ยวกับ ความเชื่อถึงขนาดนี้ ; แล้วก็ไปฝากไว้กับความรู้สึกของตนเอง ที่มีความรู้สึก ในสิ่งนั้นจริง ๆ ก่อน แล้วจึงจะเชื่อ เขาเรียกว่าเชื่อตัวเอง เชื่อ experience แท้ ๆ ของตัวเอง.
น.335 ทีนี้ พร้อมกันนั้นก็มีคำสอนเรื่องการเชื่อในพระพุทธศาสนา ว่าสิ่ง ที่เรียกว่า "ศรัทธาในพระพุทธศาสนา" คือเชื่อกรรม, แล้วก็เชื่อกรรมเป็นของ ที่มีผล, แล้วก็เชื่อว่าผู้ทำนั่นแหละเป็นผู้รับผล, แล้วก็เชื่อการตรัสรู้ของ พระพุทธเจ้า ; มันกลายเป็นมีหลักว่า ศรัทธาคือความเชื่ออย่างนี้. ทีนี้ถ้าเรา เชื่อเพราะได้ยิน ได้ฟัง ได้ยินพระเทศน์ ได้อ่านหนังสือมา แล้วอย่างนี้เราเชื่อ มันก็ไม่พ้นไปจากความผิดในเรื่องกาลามสูตร ; แต่มันมีข้อแบ่งรับแบ่งสู้ว่า เชื่อ ไว้ดีกว่าไม่เชื่อ นี่แหละ คือปัญหาที่เราจะพูดกัน. เช่นที่กล่าวว่า สัตว์ทำอะไรลงไปเป็นกรรมขึ้นมา แล้วกรรมนั้นให้ผล แล้วผู้ทำนั้นจะได้รับกรรม. นี้เราได้ยินได้ฟังครั้งแรก ถ้าเราถือตามหลักกาลามสูตร เราก็เชื่อไม่ได้ ; แต่แล้วเราก็ถือว่า เชื่อดีกว่าไม่เชื่อ. นี้ก็แปลว่า ยังไม่เชื่อ โดยสมบูรณ์ เชื่อเพียงว่าจะรับเอามาเป็นข้อศึกษา เป็นข้อทดสอบ ; จึงเลยรับ เอาการตรัสรู้ หรือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามาเป็นข้อทดสอบหาความจริงต่อไป ; อย่างนี้มันปลอดภัย มันไม่มีทางที่จะผิดพลาด. ฉะนั้นจึงว่า เชื่อไว้ก่อนดีกว่า ; ยอมว่าจะเป็นคนงมงายหรือว่าเป็น คนอะไรก็ตามใจ เรายอมเชื่อว่ามีการกระทำกรรม มีผลกรรม มีการรับกรรม และการที่พระพุทธเจ้าสอนเรื่องกรรมนี่ มันเป็นสิ่งที่เชื่อดีกว่าไม่เชื่อ. แม้ว่าเรา จะเชื่อเข้าไป มันก็ไม่ให้โทษอะไร. ขอให้สังเกตดูให้ดี ๆ ว่าความเชื่อบางเรื่องนั้น เชื่อลงไปเถอะไม่เป็นไร ไม่มีโทษ ; อย่างเลวก็เพียงเสมอตัว แล้วก็ได้กำไร อย่างนี้ก็เชื่อลงไปดีกว่าไม่เชื่อ. ทีนี้ ยังมีต่อไปถึง ความเชื่อของพระโสดาบัน พระโสดาบันมีความเชื่อ ไม่ง่อนแง่นคลอนแคลนในพระพุทธเจ้า, มีความเชื่อไม่ง่อนแง่นคลอนแคลนใน
น.336 พระธรรม, มีความเชื่อไม่ง่อนแง่นคลอนแคลนในพระสงฆ์, ดังนั้นพระโสดาบัน จึงมีศีลชนิดที่ไม่ด่างพร้อย เป็นที่ชอบใจของพระอริยะเจ้าทั้งหลาย. พระโสดาบัน มีความเชื่อไม่ง่อนแง่นคลอนแคลน ไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า อย่างนี้ไม่มีความ งมงาย เพราะว่าพระโสดาบันเป็นผู้มองเห็นธรรมะ มองเห็นเหตุผลในธรรมะ แล้วจึงได้เชื่อพระพุทธเจ้าอย่างไม่ง่อนแง่นคลอนแคลน. ถ้าคนธรรมดาเชื่อมาก ขนาดนั้น มันก็มีทางที่จะงมงายได้ แล้วยังมีการง่อนแง่นคลอนแคลนได้ เพราะ ไม่มีเหตุผล ไม่เข้าใจเรื่องความทุกข์และความดับทุกข์เหมือนกับพระโสดาบัน พระโสดาบันทราบเรื่องความทุกข์, เรื่องเหตุให้เกิดทุกข์, เรื่องความ ดับทุกข์, ทางให้ถึงความดับทุกข์, ดีพอที่จะเชื่อว่าพระพุทธเจ้านี้ต้องดีแน่ ในการที่ท่านเป็นผู้รู้เรื่องนี้แล้ว ก็ทำได้อย่างนี้ แล้วก็สอนอย่างนี้. ถึงแม้จะเชื่อ สิ้นชีวิตจิตใจอย่างไร มันก็ไม่มีทางที่จะงมงาย และไม่มีทางที่จะให้โทษ. แล้ว ความเชื่อขนาดนี้นี่เองเป็นเครื่องวัดว่าคนนี้รอดตัว : วัดตรงที่ว่า ถ้าความเชื่อ ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่มีทางที่จะง่อนแง่นคลอนแคลนอีกต่อไปแล้ว ก็เป็นพระโสดาบัน ; ซึ่งจะมีศีลวิเศษประเสริฐนั้น มันก็มีมาตามธรรมดา เพราะ ความเชื่อมันมีมาก. ส่วนคนที่ยังไม่เป็นพระโสดาบันเชื่อมาก เชื่อสิ้นเนื้อประดาตัว อะไรก็ตามเถิด แต่ก็ยังง่อนแง่นคลอนแคลน เพราะมันยังไม่มีรากฐาน เนื่องใน การเห็นอริยสัจจ์ทั้ง ๔ เหมือนพระโสดาบัน ก็ไม่พ้นจากความงมงาย. ฉะนั้น ความเชื่อที่เขาพูดไว้สำหรับพระอริยบุคคลอย่างนี้ เป็นอันว่ามันผ่านเครื่องกรอง ของกาลามสูตรหรืออะไรมาหมดแล้ว ; มันไม่ต้องไปอิงนั่นอิงนี่อีกแล้ว มันผ่าน มาด้วยความรู้สึกในจิตในใจล้วน ๆ เพราะการเห็น เพราะการเข้าใจ เพราะการ รู้แจ้งในเรื่องอริยสัจจ์นั้น. สำหรับคนชาวบ้านทั่วไปที่ยังไม่เป็นพระอริยบุคคล ยังไม่เป็นพระ- โสดาบัน นี้เขาก็ให้มาตรการสำหรับวัดหรือทดสอบไว้เหมือนกัน ว่าคนที่จะพอ
น.337 เรียกได้ว่ามีศรัทธานั้นก็คือ ทฺสนกาโม สีลวต์ - อยากจะเห็นคนดี, สทฺธมฺมํ โสตฺมิจฺฉติ - อยากจะฝั่งพระสัทธรรม, วิยเนย มฺเฉร มลิ - บรรเทามลทิน ความเห็นแก่ตวอยู่เสมอ, ส เว สฺโธติ วุจฺจติ - นี้แหละคือคนมีความเชื่อ ; พระบาลีมีว่าอย่างนี้ เป็นพุทธภาษิตด้วย. ทฺสนกาโม สีลวตํ ว่าเป็นผู้ใคร่จะเห็นคนดี คนดี คนมีศีล คน ประพฤติดี เขาใคร่จะเห็นคนดี. แล้ว สทฺธมฺมิโสตฺมิจฉติ - อยากจะฟังพระ- สัทธรรม. คำว่า "สัทธรรม" นั้นมันมีความหมายจำกัด แปลว่าธรรมที่ทำความ ดับทุกข์ จึงจะเรียกว่าสัทธรรม ; หรือว่าธรรมของสัตบุรุษ. ถ้าเป็นธรรมของ สัตบุรุษต้องดับทุกข์ ; ฉะนั้นจึงไม่พูดว่า ธรรมเฉย ๆ พูดว่าสัทธรรม. พระสธรรม หรือ สัทธรรมนี้ คำเดียวกัน : ธรรมที่ทำความสงบ หรือธรรมของ บุคคลผู้สงบ คือสัตบุรุษ. เขาอยากจะฟังสัทธรรม ไม่ใช่ธรรมเฉย ๆ แล้วก็ บรรเทามลทิน คือความเห็นแก่ตัวอยู่เสมอ นี้สำคัญมาก เพราะว่าเป็นผู้ที่ทำลาย ความเข้าข้างตัว เห็นแก่ตัวอยู่เสมอ. ถ้าถือหลักอย่างนี้ ไม่มีทางพลาด ไม่มีทาง ผิดพลาด ปลอดภัยที่สุดเลย ; ความเชื่อนั้นจะปลอดภัยที่สุด ไม่มีทางที่จะตกไป เป็นฝ่ายงมงายได้เลย. ขอให้ช่วยจำไว้ว่า ผู้มีศรัทธานั้น คืออยากจะเห็นคนดี, อยากจะฟังพระสัทธรรม, แล้วก็บรรเทาความเห็นแก่ตวอยู่เสมอ ; นี้เรียกว่า ผู้มีศรัทธา" ตามหลักของพระพุทธศาสนา. ทีนี้เราใช้กฎนี้ของเรามาวัดดูกับข้อความนี้ว่า เราควรเชื่อไหมเมื่อมัน มีหลักไว้อย่างนี้ ว่าให้อยากเห็นคนดี ให้อยากฟังพระสัทธรรม ให้ทำลายความ เห็นแก่ตัวนี้. เราคิดดูด้วยเหตุผลมันก็ไม่มีทางแย้ง ฉะนั้นเราจึงสมัครจะเชื่อ ; ทีนี้เราไปทำเข้า มันก็ยิ่งรับรองว่าเป็นของถูกแน่ มันก็เชื่อเท่านั้น. นี้มันไม่ขัด กับหลักกาลามสูตรที่ได้กล่าวไว้อย่างน่ากลัวที่สุด แม้แต่ว่าไม่เชื่อเพราะเหตุที่ว่า
น.338 ผู้นี้เป็นครูของเรา. เมื่อเราไม่เชื่อว่าผู้นี้เป็นครูของเรา เราจะต้องเชื่อแล้ว เราก็มาดูที่ตัวที่คำพูดนั้นว่าท่านว่าอย่างไร. เราไม่เชื่อพระพุทธเจ้ากันแล้วที่นี้ แต่เรามาดูที่ว่าท่านกล่าวนั้นท่านกล่าวอย่างไร ; ในที่สุดเราก็ยอมแพ้ ว่าผู้ที่อยาก จะเห็นคนดี, แล้วก็อยากจะฟังเรื่องที่มีประโยชน์, แล้วก็บรรเทาความเห็นแก่ตัว อยู่เสมอ นี้มันเป็นคนดีแน่ ; ก็เลยถือเอา หรือเชื่อ นี่ตามที่เอาเรื่องนี้มาพูดนี้ ด้วยความมุ่งหมายที่ว่า ให้รู้จักเลือกเชื่อ ให้รู้จักใช้กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้เกี่ยวกับความเชื่อนั้นอย่าง ถูกต้อง อย่าให้มันเกิดขัดขวางกัน เดี๋ยวจะเป็นบ้าตาย เพราะไม่รู้ว่าจะเชื่อ อย่างไร หรือเชื่อใคร. ทางหนึ่งพระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสว่า อย่าเชื่อเพราะคนนี้ เป็นครูของเรา, แต่แล้วท่านก็ตรัสว่า อริยสาวกในพระพุทธศาสนานี้เขาเชื่อกัน อย่างนี้ ; นี่แหละมันจะดูเป็นว่าขัดกันไป. ถ้าว่าสะสางปัญหาข้อนี้ละก็พูดได้ เลยว่า ถ้าเชื่อตามวิธีที่ได้ตรัสไว้ว่า อริยสาวกเขาเชื่อกันอย่างนี้แล้ว ไม่มีทาง ขัดขวางกับอันไหนหมด เพราะมันไม่ได้สอนให้เชื่อผู้อื่นอย่างงมงาย แต่สอนให้ เชื่อจากความรู้สึกในภายในของตนทั้งนั้น. ขอให้ทุกคนสนใจในข้อนี้ คือข้อที่ว่า เราจะมีหลักอย่างไรถึงจะตัดสิน ลงไปได้ว่า เรื่องนี้เชื่อดีกว่าไม่เชื่อ, ส่วนเรื่องนี้ไม่เชื่อดีกว่าเชื่อ. จะเอาตัวอย่าง มาให้ดูต่อไปพอเป็นเครื่องช่วยความจำ ; เอาเรื่องที่มันเป็นอยู่จริงดีกว่า หรือ มันอาจจะมีขึ้นจริง ๆ : ถ้าเขามาบอกเราว่า พระอรหันต์ยังมีอยู่ในโลกเวลานี้ คุณจะเชื่อหรือ ไม่เชื่อ หรือจะถือว่าเชื่อดีกว่า หรือไม่เชื่อดีกว่า ? อาตมาว่า เชื่อดีกว่า, ถ้ามีใคร มาบอกว่าพระอรหันต์ยังมีอยู่ในโลกเวลานี้ เชื่อดีกว่า. เพราะว่าพระพุทธเจ้า
น.339 ท่านตรัสเป็นหลักเหมือนกับวิทยาศาสตร์ว่า ถ้ามีการปฏิบัติถูกต้องเมื่อไร โลกยัง ไม่ว่างจากพระอรหันต์ ตรัสว่าอย่างนี้ : "อิเมเจ ภิกฺขเว ภิกขู สมุมา วิหเรยยํ -ถ้าภิกษุทั้งหลายเหล่านี้จักเป็นอยู่โดยชอบไซร้ โลกไม่ว่างจากพระอรหันต์" นี้เรา เชื่อดีกว่าไม่เชื่อ เดี๋ยวจะว่าให้ฟัง. หมายความว่าไม่เชื่อมีทางขาดทุน ; เชื่อ มีแต่ทางได้กำไร. ทีนี้ ถ้าเขามาบอกว่าคนนั้นเป็นพระอรหันต์ คนนี้เป็นพระอรหันต์ อย่างนี้แล้วไม่เชื่อ, ไม่เชื่อดีกว่าเชื่อ, อย่าไปเชื่อ. ถ้าพูดว่าคนนั้นคนนี้เป็น พระอรหันต์ อย่าเชื่อ ไม่เชื่อดีกว่าเชื่อ ; จนกว่าเมื่อไรเรานี่จะเป็นพระอรหันต์แล้ว จึงจะรู้ ว่าการเป็นพระอรหันต์เป็นอย่างไร, แล้วจึงจะรู้ได้ว่าเป็นพระอรหันต์จริง หรือไม่จริง. ถ้าเราจะไปรับว่าเดี๋ยวนี้ คนนี้เป็นพระอรหันต์ นี้เราบ้า หรือโง่ หรือ งมงาย หรืออะไรที่สุดเลย. แต่ถ้าใครพูดว่า พระอรหันต์ยังมีอยู่ในโลกเวลานี้ เราเชื่อดีกว่า ; ไม่ต้องไปติดตามหรืออะไรมากมาย คือว่าถ้ามีการปฏิบัติถูกต้อง ที่ไหนเมื่อไร มันก็มีการเป็นพระอรหันต์เมื่อนั้น แล้วเราก็จะได้พยายามที่จะปฏิบัติ คือไม่เสียกำลังใจหรือไปโง่คิดไปว่า มันพ้นสมัยแล้วโว้ย ไม่ต้องปฏิบัติกันแล้ว. หรือถ้าจะมีคนมาบอกว่า คนเราอาจจะมีจิตใจอยู่เหนืออำนาจของ สิ่งทั้งปวงในโลก ในเรื่องโลกุตตระ เราสามารถปฏิบัติให้จิตใจเราอยู่เหนือสิ่ง ทั้งปวงในโลก ; อย่างนี้เชื่อดีกว่าไม่เชื่อ ไม่มีทางขาดทุน. แต่ถ้ามีใครมาบอก ว่าทำอย่างฉันนี้ซิ แล้วก็จะมีจิตใจอยู่เหนือ ; อย่างนี้ไม่เชื่อดีกว่า อย่างน้อยที่สุด ก็เสมอตัว. ถ้าใครมาบอกว่าทำอย่างนี้ซิจะมีจิตใจอยู่เหนือโลก นี้แหละเป็นหน้าที่ ที่จะต้องเอากาลามสูตร ๑๐ ข้อ เข้ามายันไว้ทันที คือผลักออกไปไม่ยอมเชื่อ ;
น.340 จนกว่าจะไปพิสูจน์ว่า ทำอย่างนั้นเป็นอย่างนั้น, ทำอย่างนั้นเป็นอย่างนั้น แล้ว ได้ทำด้วยตนเองจนตลอดแล้ว จึงจะเชื่อตัวเองว่าทำอย่างนั้นน่ะ มันจะมีจิตใจอยู่ เหนือโลกได้หรือไม่. ถ้าเขาพูดว่า ความดับทุกข์สิ้นเชิงไม่มีเหลือนี้เป็นสิ่งที่มนุษย์ทำได้ อย่างนี้ขอให้เชื่อ เชื่อเข้าไว้ทันทีเลย เชื่อดีกว่าไม่เชื่อ. แต่ถ้าคนนั้นคนนี้ ดับทุกข์สิ้นเชิงหรือว่าทำอย่างฉันนี้ซิ แล้วจะดับทุกข์สิ้นเชิง นี้ก็เหมือนกันอีก ไม่เชื่อดีกว่าเชื่อ ทีนี้ ข้อปลีกย่อยเช่น เขามาบอกว่าพระพุทธเจ้าทรงทราบ หรือทรง กระทำได้ทุกสิ่งที่มนุษย์ควรทราบ คือเขามาบอกเราว่า พระพุทธเจ้าเป็นสัพพัญญู (สัพพัญญู แปลว่ารู้ทุกสิ่ง) อย่างนี้เชื่อดีกว่า. พระพุทธเจ้าเป็นสัพพัญญู นี้เชื่อ ดีกว่า ดีกว่าไม่เชื่อ; ถึงจะไม่เชื่อก็ได้ ไม่ผิดอะไร แต่ว่าเชื่อดีกว่า. แต่ถ้าใครมาพูดว่า พระพุทธเจ้านี้พูดฝรั่งได้ ขับรถยนต์ได้ หรือทำ อะไรได้โดยไม่ต้องเรียน ไม่ต้องฝึก นี้อย่าเอาไปเชื่อ. เดี๋ยวนี้มีคนเข้าใจถึงขนาด ว่าพระพุทธเจ้านี้ไปเมืองจีนก็พูดจีนได้ ไปเมืองฝรั่งก็พูดฝรั่งได้ มาเดี๋ยวนี้ ก็ขับรถยนต์ได้ อย่างนี้อย่าไปเชื่อ; มันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้. แต่ถ้าพูดว่า พระพุทธเจ้ารู้ทุกสิ่งที่ควรรู้ นี้เชื่อได้ มันเกี่ยวกับความดับทุกข์เท่านั้น. คือเป็น สัพพัญญูทุกสิ่งนี้ มันก็เป็นแต่เรื่องที่เกี่ยวกับความดับทุกข์ ตรัสรู้เอง เป็นเอง ; แต่จะให้มาขับรถยนต์ มาพูดจีนอะไร นี้มันต้องเรียน ต้องเรียนเหมือนกัน จะรู้เองไม่ได้. คำว่า "รู้เอง" มันมีความหมายจำกัด เป็นเรื่อง ๆ เป็นประเภท ๆ ไป : ถ้าเป็นประเภทที่รู้ความทุกข์ รู้ดับทุกข์ในใจแล้ว พระพุทธเจ้ารู้ทุกอย่างเลย และ
น.341 รู้เอง ; และแม้เราก็จะต้องรู้เอง. การที่เราจะบรรลุมรรคผลตามรอยพระพุทธเจ้า นี้ก็ต้องรู้เอง ; เราไปพังมาจากพระพุทธเจ้านั้นมันรู้ไม่ได้ แต่เมื่อเราเอามา ปฏิบัติแล้วมันรู้เองได้. มันเช่นเดียวกับที่จะพูดว่าเรานี้ขับรถยนต์ได้โดยไม่ต้องฝึก พูดจีนได้ โดยไม่ต้องเรียน นี้มันก็เป็นไปไม่ได้. หรือจะมีผู้มาบอกว่า โลกหน้าหรือปรโลกนั้นมีอยู่ อย่างนี้เราเชื่อ ดีกว่า. ที่มาบอกว่าโลกหน้าหรือปรโลกไม่มีนี้ ไม่เชื่อดีกว่า. ถ้าเขามาบอกเรา ว่าโลกหน้าหรือปรโลกมี คือโลกหลังจากเวลานี้ไปต่อตายแล้ว หรืออะไรก็ตาม เรียกว่าปรโลกทั้งนั้น หลังจากปัจจุบันนี้ไปแล้วเป็นปรโลกไปทั้งนั้น โลกหน้ามันมี นี้เราเชื่อดีกว่าไม่เชื่อ เพราะมันเห็นอยู่จริงๆ ว่ามันมี ; เพราะว่ามันมีอดีต อนาคต ปัจจุบัน เห็นอยู่ แล้วเราก็ยังไม่ตาย ก็เห็นอยู่ว่ามันยังมี ข้างหน้ามันยังมี โลกหน้าที่เรายังมองไม่เห็นนี้ เราเชื่อว่ามี ปลอดภัยกว่าเชื่อว่าไม่มี. มันมีแต่ทางจะได้กำไร คือว่าถ้าเราเชื่อว่าโลกหน้ามี เราก็จะได้ทำอะไรเผื่อไว้ให้ มาก ๆ เราทำดีทำกุศลอะไรเผื่อโลกหน้าไว้ให้มาก ๆ. ถ้าโลกหน้ามันมีจริง เรา ก็ได้กำไรเต็มที่ ; ถ้าโลกหน้าเกิดไม่มีขึ้นมา เราก็ไม่ขาดทุนอะไร เพราะเราได้ทำ ความดี แล้วมันก็ได้ดีแก่เรา, ดีแก่เราอยู่ทุกวัน ๆ มันไม่มีทางขาดทุนอย่างนี้. ถ้าเราไปเชื่อว่าโลกหน้าไม่มี นี้มันจะแคบเข้ามา แล้วเราก็จะเกิดแหวกแนว เอา ประโยชน์ชั่วปัจจุบันนี้ไว้ก่อน มันก็คอร์รัปชั่นง่าย. เพราะฉะนั้นการที่เชื่อว่า โลกหน้ามีนี้ ได้เปรียบกว่าที่จะเชื่อว่าไม่มี. ขอเตือนว่า คำว่า "โลกหน้า" นี้อย่าไปมุ่งหมายเพียงว่าหลังจากเข้าโลง แล้วอย่างเดียว ; คำว่าโลกหน้าหรือปรโลกนี้เป็นโลกทางวิญญาณ คือโลกทาง จิตใจ ; คือหลังจากที่ปัจจุบันนี้แล้วเป็น "โลกหน้า" หมด. คือว่าหลังจาก
น.342 วินาทีนี้ หรือหลังจากขณะจิตนี้แล้ว มันก็เป็นโลกหน้าไปหมด เพราะฉะนั้น มันก็มีแน่ มีความรู้สึกเป็นตัวเรา เป็นของเรา มีได้มีเสีย มีแพ้มีชนะครั้งหนึ่ง ก็เรียกว่าตายที่หนึ่ง. ทีนี้หลังจากนั้นมันก็มีอีก ซ้ำกันไปเรื่อย. มาทีหลังนี้ เป็นโลกหน้าของที่มาที่ก่อนเสมอ. ทีนี้ ถ้ามีใครมาพูดว่า ธรรมชาติ, หรือจะใช้คำว่าพระเจ้าหรืออะไร ก็ตามใจ, ธรรมชาตินี้แหละเป็นผู้บัญญัติกฎเกณฑ์สำหรับใช้แก่มนุษย์ ; แล้ว อีกคนหนึ่ง มาพูดว่ามนุษย์ต่างหากที่บัญญัติกฎเกณฑ์ที่จะใช้แก่ธรรมชาติ อย่าง แรกนี้ปลอดภัย ที่ว่าธรรมชาติเป็นผู้วางกฎเกณฑ์สำหรับใช้แก่มนุษย์ มนุษย์ผืน ไม่ได้ ดื้อไม่ได้. ถ้าพูดอย่างนี้เชื่อดีกว่าไม่เชื่อ ; ทั้งที่เราจะไม่มองเห็นทั้งหมด หรือถึงที่สุด เราเชื่อดีกว่าไม่เชื่อว่าธรรมชาติมีอำนาจเหนือมนุษย์ มันมีกฎเกณฑ์ ตายตัวสำหรับจะใช้แก่มนุษย์ ถ้าว่ามนุษย์จะบัญญัติกฎเกณฑ์เอาไปใช้แก่ธรรมชาติ นี้คือมนุษย์โง่ ๆ ไม่รู้จักตัวเอง. ความสามารถของตัวนิดเดียว แล้วจะเอาไปใช้บังคับธรรมชาติ เช่นเราไปเอาอะไรที่เป็นธรรมชาติ มาใช้มาจ่ายมากินมาประดิษฐ์ประดอย เป็นนั้น เป็นนี่ได้ อย่าเข้าใจว่าเราบัญญัติกฎเกณฑ์แก่ธรรมชาติ ; ธรรมชาติยังคงมีกฎ ของธรรมชาติ เราไปรู้กฎเกณฑ์ของธรรมชาติ เราจึงทำไปได้ตามที่เราต้องการ. ถ้าใครพูดว่ามนุษย์จะเอาชนะธรรมชาติได้แล้วละก็พูดว่าบ้าดีกว่า คืออย่าไปเชื่อ ทีนี้ ก็จะพูดให้มันเป็นของที่ใกล้ชิด หรือจำเป็นใกล้ชิดขึ้นมา เช่น มีคนมาพูดว่าพระธรรมหรือธรรมะนี้ จำเป็นที่สุดสำหรับการที่จะมีชีวิตอยู่ ; ที่นี้ คนหนึ่งเขาพูดว่าเงินจำเป็นที่สุดสำหรับการมีชีวิตอยู่. คนที่พูดว่า ธรรมะจำเป็น สำหรับการมีชีวิตอยู่ นั่นเชื่อได้ เชื่อแล้วปลอดภัย. ส่วนพวกที่พูดว่าเงินจำเป็น
น.343 สำหรับการมีชีวิตอยู่ นั้นอย่าไปเชื่อเป็นอันขาด แม้เชื่อนิดเดียวก็เป็นอันตราย มันจะทำให้งกเงิน ให้บูชาเงิน ให้นิยมได้แล้วเป็นดี ผลสุดท้ายก็ไปตกบ่อตกหลุม ของความทุจริต. ที่ว่าธรรมะจำเป็นสำหรับชีวิตนี้มันกว้างมาก เพราะว่า แม้ว่าจะมีเงิน มาก มีอำนาจมากอะไรมาก ก็ยังไม่เป็นคนก็มี. ขอให้ฟังดูให้ดีเถอะ ว่าบางคน มีเงินมาก มีอำนาจวาสนามาก มีอะไร ๆ มาก ยังไม่เป็นคนก็มี ยังไม่เป็นมนุษย์ก็มี เหมือนกับยังไม่มีชีวิต นอนก็ไม่ค่อยหลับ และเป็นคนคุ้มดีคุ้มร้าย เพราะว่ามัน ถูกกิเลสครอบงำมากเกินไป เพราะไปเห็นว่าเงินจำเป็นแก่ชีวิต. ถ้าธรรมะจำเป็น แก่ชีวิตแล้ว มันปลอดภัย มันไม่เป็นอย่างนั้น แล้วถ้ามีหลักธรรมะที่ถือปฏิบัติอยู่ แล้วเงินมันก็ตามมาเอง มันคลานมาเอง. อาตมาเคยบอกกันให้ถือเป็นหลักไว้ทุกคนว่า "ถ้าเรามีธรรมะ เงิน มาเอง มาอยู่ใต้ฝ่าเท้า ; ถ้าเราไม่มีธรรมะแล้ว เราต้องหาเงิน แล้วเอามา สุมไว้บนหัว" ถ้ามีธรรมะเงินมาอยู่ใต้ฝ่าเท้า ถ้าไม่มีธรรมะเงินมาอยู่บนหัว บนศีรษะ ; แล้วลองคิดดูเถอะว่ามันต่างกันอย่างไร ? เป็นทาสเงินกับเป็นนาย เหนือเงิน มันต่างกันอย่างไร ? เรื่องของพระเยซูที่ประเสริฐที่สุด ที่เป็นคำสอนบนภูเขานั้นก็มีทำนอง อย่างนี้ : พญามารบอกพระเยซูว่า ทำไมไม่เสกก้อนหินให้เป็นขนมปัง เดี๋ยวนี้ ไม่มีอะไรจะกินใช่ไหม ? พระเยซูตอบว่า คนไม่ได้มีชีวิตอยู่เพราะขนมปัง, เพราะ ข้าวปลาอาหาร ; แต่คนมีชีวิตอยู่ด้วยธรรมะของพระเจ้า ฉะนั้นจึงไม่ยอมเสก ก้อนหินให้เป็นขนมปัง แม้จะอดถึงขนาดนี้. นี่คำสอนที่ดีที่สุด เรื่องคำสอน บนภูเขาของพระเยซูก็ยังมีอย่างนี้. ถ้าเราปฏิบัติผิดในเรื่องนี้ เราจะได้รับอันตราย ทางจิตทางวิญญาณเหลือประมาณ.
น.344 ทีนี้ เราก็จะเอาอย่างที่เป็นเบ็ดเตล็ดว่า คนหนึ่งพูดว่า ความไม่มีกิเลส นี้ทำให้คนมีเสรีภาพ กับอีกคนหนึ่งพูดว่า ลัทธิประชาธิปไตยทำให้คนมีเสรีภาพ. อาตมาเชื่อคนที่พูดว่า ความไม่มีกิเลสนั้นทำให้มีเสรีภาพ. ที่ว่าประชาธิปไตย ทำให้มีเสรีภาพนี้ไม่เชื่อ แล้วหาว่าพูดเท็จ. คนมีกิเลสแล้วมันจะมีเสรีภาพไม่ได้ ; ต่อให้มีประชาธิปไตยชนิดไหน ถ้าทุกคนมีกิเลสแล้วมันมีเสรีภาพไม่ได้. นี่เรา เป็นพุทธบริษัท เรามองอย่างนี้ : เมื่อคนทุกคนมีกิเลส เป็นทาสของกิเลส, เป็นทาสของเงิน, เป็นทาสของอะไรอยู่แล้ว มันเป็นคนมีเสรีภาพไม่ได้ ; แม้จะ บัญญัติลัทธิประชาธิปไตยชนิดไหนขึ้นมา มันก็มีเสรีภาพไม่ได้. ถ้าเราฆ่ากิเลส หรือบรรเทากิเลส หรือแม้แต่ควบคุมกิเลสได้เท่านั้น แหละ เรามีเสรีภาพ กิเลสไม่ลุกขึ้นมาทำอะไรเราได้. ฉะนั้นเราจะมีการปกครอง ชนิดไหนก็มีเสรีภาพกันทุกคน. เมื่อคนไม่มีกิเลสแล้วไม่มีทางที่ใครจะข่มเหงใคร หรือใครจะถูกข่มเหง. แม้แต่คำว่า "ประชาธิปไตย" ก็ยังไม่รู้ว่าอะไร ก็เลยเชื่อ งมงายกันไปว่า คนมีกิเลสนี้มันจะสร้างเสรีภาพได้ หรือว่าจะควบคุมกิเลสได้แล้ว ละก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่. ฉะนั้นลองหันไปหาธรรมะที่จะช่วยระงับหรือควบคุม กิเลส แล้วประชาธิปไตยก็จะมีมา บางทีเสรีภาพก็จะมีมา. ถ้ามีคนหนึ่งมาพูดว่า คนเรามี ๒ ปัญหา คือมีปัญหาทั้งทางกายและ ทางวิญญาณ ; อีกคนหนึ่งมาพูดว่าเรามีปัญหาเดียวโว้ย มีแต่ปัญหาทางกาย ทางปาก ทางท้อง ; อย่างนี้พังถูกหรือไม่ถูก ลองคิดดู ? คนหนึ่งเขาบอกว่า คนเรานี้มันมีปัญหา ๒ ทางคือ ทางกาย และทางจิต เหมือนกับชีวิตนี้ต้องเทียม ด้วยควาย ๒ ตัว. ตัวหนึ่งสำหรับทางกาย ตัวหนึ่งสำหรับทางจิต ต้องถูกต้อง และก้าวหน้า. อีกคนหนึ่งก็พูดว่าปัญหาอย่างเดียวเท่านั้น คือปัญหาเรื่องปาก เรื่องท้องเท่านั้น อิ่มปากอิ่มท้องแล้วก็หมดปัญหา ร่างกายดีแล้วจิตใจก็ดีเอง
น.345 อย่างนี้ คนหนึ่งมันพูดอย่างนี้. นี้ก็คือ dialectic-materialism ของพวกคอมมูนิสต์ ฉะนั้นก็ไม่ต้องพูดว่าเชื่อหรือไม่เชื่อ ที่พูดว่ามีปัญหา ๒ ทาง คือทางกาย เราใช้วิชาความรู้ทางกาย ทาง เทคโนโลยี ทางอะไรต่าง ๆ แก้ไขปัญหาให้หมดไป นี้ควายตัวหนึ่งมันลากไปได้ ; ทีนี้ก็มีความเข้าใจถูกต้อง มีความเชื่อถูกต้อง มีการกระทำถูกต้องทางจิต ทาง วิญญาณ จนเยือกเย็นสนิทนี้ นี้ควายอีกหนึ่งตัวมันช่วยลากไป. ถ้าอย่างนี้แล้ว เป็นมนุษย์ที่มีจิตใจสูง สมกับความเป็นมนุษย์ ไม่มีความทุกข์เลย ; อย่างนี้เรา จึงเชื่อ เชื่อคนที่พูดว่า คนเรานี้มีปัญหา ๒ ข้อ ๒ ทาง คือทางกายทางจิต ; แล้วเราไม่เชื่อคนที่มาพูดว่า อิ่มปากอิ่มท้องแล้วก็แล้วกัน ปัญหามีข้อเดียว เรา ก็ไม่เชื่อ ; อย่างนี้ไม่เชื่อดีกว่าเชื่อ ปัญหาเบ็ดเตล็ดยิ่งขึ้นไปอีก คนโบราณเขาพูดว่า "เชื่อพ่อ เชื่อแม่ เชื่อคนเฒ่าคนแก่ไว้ก่อนเถอะ" ; เด็ก ๆ เดี๋ยวนี้ว่า "อย่าไปเชื่อพ่อแม่ คนเฒ่า คนแก่ครึกระล้าสมัยแล้ว" ; แล้วเราควรจะเชื่อข้างไหน ? เด็ก ๆ นี้จะเชื่อ ข้างไหน ? เด็ก ๆ สมัยนี้จะเชื่อคนที่หลังทั้งนั้น เด็ก ๆ สมัยนี้จะเชื่อคนทีหลัง ที่พูดว่า "อย่าไปมัวเชื่อพ่อแม่คนเฒ่าคนแก่มันครึกระล้าสมัยแล้ว" ; มันก็ยิ่งไปกัน มากขึ้น ๆ เด็ก ๆ มันไม่อยากฟังธรรม ; คนแก่ ๆ เสียอีกบางคนพาเด็ก ๆ มาที่นี่ แล้วก็ไม่ได้พามาเพื่อฟังธรรมเพื่อไต่ถาม แต่มาทัศนาจร ; เพราะเห็นว่าเรื่อง ศาสนา เรื่องธรรมะไม่มีประโยชน์. อย่างนี้เด็ก ๆ มันก็เป็นอย่างที่ว่ามากขึ้น มันไม่เชื่อธรรมะ ไม่เชื่อศาสนา แล้วก็ไม่เชื่อคนแก่. นี้ขอให้ถือไว้เป็นหลักว่า "เชื่อคนเฒ่าคนแก่ไว้ก่อนดีกว่า" ใครมาพูด ว่าเชื่อคนเฒ่าคนแก่ไว้ก่อนนี้จะถูก แม้กระทั่งในยุคปัจจุบันนี้ ยุคจรวด ยุคปรมาณู
น.346 อะไรก็ตาม. อย่าสำคัญไปว่า ยุคปรมาณู ยุคจรวดนี้ ไม่ต้องเชื่อคนเฒ่าคนแก่ ไม่ต้องเชื่อพ่อแม่ นั้นมันโง่มาก มันไม่รู้อะไรเลย. และเด็ก ๆ กำลังเป็นอย่างนี้ ทั้งนั้น จะไม่เชื่อพ่อแม่คนเฒ่าคนแก่ ว่ายุคจรวด ยุคปรมาณู เขาไปตามกันฝรั่ง ดีกว่า. ปัญหาชวนหวัว เป็นเรื่องปัญหาชวนหวัวของเมืองไชยานี้ด้วย. ถ้ามีคน มาพูดว่า "พระอิศวรยังกินกุ้ง" อย่างนี้เชื่อดีกว่า เชื่อดีกว่าไม่เชื่อ; กับ "พระอิศวรไม่กินกุ้ง" อย่างนี้อย่าเชื่อ คือไม่เชื่อดีกว่าเชื่อ. ที่อื่นจะมีหรือไม่มี ก็ไม่ทราบ นิทานสำหรับเขาเล่ากันสนุก ๆ จะมาจากอินเดียก็ได้ หรือว่าจะ make ขึ้นแถวนี้ก็ได้. มีเรื่องว่าสัตว์ทั้งหลายไปพ้องพระอิศวร ว่ามนุษย์เบียดเบียนเหลือเกิน สัตว์พวกนั้นก็ไปพ้องพระอิศวรว่ามนุษย์เบียดเบียนอย่างนั้น สัตว์พวกโน้นก็ไป พ้องพระอิศวรว่ามนุษย์เบียดเบียนอย่างนี้ ; กุ้งเข้าไปหาพระอิศวรทีหลังเขา ไปฟ้องว่ามนุษย์เบียดเบียนอย่างนั้นอย่างนี้. พระอิศวรก็บอกว่า "เอ! ไอ้เจ้านี่ เนื้อถ้าจะกินดี" ว่าอย่างนี้ พูดกับกุ้งว่าอย่างนั้น กุ้งก็เลยตกใจถอยหนีกรูดเลย. เขาเอามาเป็นคำล้อว่า พระอิศวรยังกินกุ้ง คือว่า อย่าไว้ใจคนที่มี กิเลส แล้วมันจะไม่ทำความชั่ว โดยเฉพาะคอร์รัปชั่นสมัยนี้. หน้าอย่างนี้ยังต้อง คอร์รัปชั่น แล้วเขาจะล้อด้วยคำว่า พระอิศวรท่านยังกินกุ้ง ไม่เชื่อว่าพระอิศวร ไม่กินกุ้ง. แต่ถ้าเขาพูดว่า "พระโพธิสัตว์กินกุ้ง" นี้ เราไม่เชื่อ พระโพธิสัตว์ ไม่กินกุ้ง ; พระอิศวรเป็นเจ้านั้นยังกินกุ้ง. เขายกให้พระอิศวรเป็นผู้มีกิเลส เป็นคนธรรมดา เป็นพระเจ้าก็พระเจ้าอย่างธรรมดา ; ยังมีกิเลส ยังต้องการ ยังเห็นแก่ตัว ยังจะกินกุ้งที่มาขอให้ช่วย.
น.347 แต่ถ้าเป็นพระโพธิสัตว์แล้วเป็นไปไม่ได้ ยินดีที่จะบริจาคเนื้อของตน ให้คนอื่นกิน ให้เสือกิน. นี้เป็นเรื่องที่มีใจความว่า เราควรจะรู้ว่าคนที่ยังเป็นผู้มี กิเลสนี้ยังต้องคอร์รัปชั่น. ฉะนั้น ถ้าจะปราบคอร์รัปชั่นต้องปราบกิเลส ไม่ใช่ ปราบคน เพราะพระอิศวรยังกินกุ้ง ; มันช่วยไม่ได้ มันแก้ไม่ได้. ข้อนี้มีพูด กันมาแต่โบราณแล้ว กลัวมันจะสูญไป ก็เอามาเล่าให้ฟัง ให้ถือเป็นหลักว่า ยังเป็น พระอิศวรอยู่มันก็ยังกินกุ้งอยู่ เสมอไป. ถ้าใครจะพูดว่า สัตว์ไม่เอาเปรียบคน อย่างนี้เราควรจะเชื่อ ; สัตว์ ไม่โกงคน สัตว์ไม่เอาเปรียบคน. แต่ว่า คนนี้โกงสัตว์ และ เอาเปรียบสัตว์ ; อย่างนี้เราเชื่อ แต่ถ้าไปกลับกันเสียว่า "คนไม่เอาเปรียบสัตว์ไม่โกงสัตว์" นี้เราไม่เชื่อ. เท่าที่เป็นอยู่เดี๋ยวนี้คนมันโกงสัตว์ เอาเปรียบสัตว์อย่างไม่มีความ ยุติธรรม ; เมื่อเอาเปรียบสัตว์เล็กสัตว์น้อยได้ มันก็เอาเปรียบสัตว์ใหญ่ ; เมื่อ เอาเปรียบสัตว์ใหญ่ได้ มันก็เอาเปรียบคนด้วยกัน. เมื่อมันมีการเอาเปรียบคน ด้วยกัน ความเบียดเบียนกันก็เป็นของธรรมดา. สัตว์ไม่โกงคนเป็นอันขาด นี้เราเชื่อ ; สัตว์โกงคนนี้เราไม่เชื่อ เรายังไม่เคยเห็น. สัตว์ยังไม่มีสติปัญญา พอที่จะคดโกงอะไรใครได้ หรือเอาเปรียบใครได้ ; แต่คนนี้มีสติปัญญาที่เดินไป ในทางที่จะเอาเปรียบผู้อื่นหรือคดโกงมากขึ้น ในเมื่อเขาไม่มีธรรมะ ไม่มีศาสนา ไม่มีความเชื่อที่ถูกต้อง. ทั้งหมดนี้มันเป็นตัวอย่างสำหรับท่านทั้งหลาย จะเอาไปคิดนึกดูเอาเอง แล้วก็ตัดสินเอาเอง เทียบเคียงเอาเอง ว่า อะไรเชื่อดีกว่าไม่เชื่อ อะไรไม่เชื่อ ดีกว่าเชื่อ ; แล้วก็อาศัยหลักกาลามสูตรที่ว่าแล้ว ๑๐ ข้อนั้นสำหรับที่จะไม่เชื่อ ; อย่างมากก็เพียงแต่จะรับฟังดูก่อนสำหรับมาพิสูจน์ทดลองดูก่อน. แต่สำหรับหลัก ของพระพุทธศาสนานั้น เป็นหลักของบุคคลที่ได้ผ่านการปฏิบัติ ผ่านการทดสอบ
น.348 อะไรมาแล้ว และแล้วได้กล่าวไว้ในลักษณะที่ไม่มีทางที่จะขาดทุนแก่ผู้เชื่อ ฉะนั้น ถ้าข้อความใด หรือหลักลัทธิศาสนาใดมันกล่าวไว้ในลักษณะที่มีทางขาดทุนแก่ผู้เชื่อ แล้ว ก็อย่าไปเชื่อดีกว่า. มันมีเหมือนกันที่เขากล่าวไว้ ไปปฏิบัติตามเข้ามีทาง ขาดทุน ; แต่ในทางพุทธศาสนาแล้วจะไม่มีทางขาดทุน มีแต่จะมั่นคงปลอดภัย แล้วก็จะได้กำไรในที่สุด. ที่นี้ พูดถึงความเชื่ออีกทีหนึ่งก็ว่า ถ้าเชื่อตามหลักของความเชื่อที่เป็น ธรรม ตามหลักของศาสนาอย่างนี้มันไม่ขาดทุน ; แม้จะงมงายมันก็ไม่มีทางขาดทุน ไม่ได้ตกเป็นเหยื่อของความเสียหาย ; แต่ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักที่ได้วางไว้. เดี๋ยวนี้มันมีความเชื่อที่เกินขอบเขต หลับตาเชื่อ งมงายเชื่อ เกินกว่าที่ศาสนา บัญญัติไว้ ; เพราะฉะนั้นมันก็เลยตกเป็นทาสของอวิชชา เสียหายหรือเป็นทุกข์. เขาเรียกว่าเชื่ออย่างหลับหูหลับตา เชื่อด้วยความโง่ อย่างนี้ไม่มีในพุทธศาสนา ; มันมีแต่ที่พอดี. เรื่องให้ขายบ้านขายที่ดินมาสร้างวัด มาให้ไว้ที่วัดหมด แล้ว พลอยอาศัยวัดอยู่ นี้มันไม่มีในพุทธศาสนา ; แต่ก็มีคนพูด มีคนแนะ แล้วก็มี คนทำตามอย่างนี้. นี้ก็เป็นเรื่องที่พุทธศาสนาไม่ต้องรับผิดชอบ. ทั้งนี้ก็เพราะว่า คน ๆ นั้นมันไม่รู้หลักเกณฑ์ที่จะตัดสินว่าอะไรเชื่อดีกว่า อะไรไม่เชื่อดีกว่า ; หลับหู หลับตาเชื่อ ; แล้วก็ยังมาโทษพุทธศาสนาว่าตนเป็นผู้นับถือพุทธศาสนา เป็น อุบาสก อุบาสิกา ; อย่างนี้มันไม่มี ไม่มีความยุติธรรม. จึงขอให้ทุกคนไปอาศัยกฎเกณฑ์ หรือว่าหลักเกณฑ์ หรือว่าข้อ เปรียบเทียบอย่างที่ว่ามาแล้วนี้ ให้รู้จักสิ่งที่เรียกว่า "ความเชื่อ" แล้วใช้สิ่ง ที่เรียกว่าความเชื่อนี้ให้เป็นประโยชน์มากกว่าที่เป็นอยู่เดี๋ยวนี้. เดี๋ยวนี้เราเป็น คนไม่รู้คุณของความเชื่อ แล้วก็ไม่ได้ปรับปรุงความเชื่อให้เป็นไปโดยถูกต้อง และ
น.349 ก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป. สำหรับความเชื่อนั้น ถ้าถูกต้องจะมีประโยชน์ตั้งแต่ต้นจน ถึงที่สุดได้เหมือนกัน คือเป็นพระอรหันต์ได้เหมือนกัน ศาสนาในโลกทั้งหมดเขาแบ่งไว้เป็น ๓ พวก : ศาสนาพวกที่เอา ความเชื่อเป็นหลัก, ศาสนาพวกที่ เอาความเพียรความพยายามเป็นหลัก, แล้วก็ศาสนาที่ เอาปัญญาเป็นหลัก. ศาสนาพุทธเราถือว่าเอาปัญญาเป็นหลัก แต่ก็ไม่ได้ทิ้งความเชื่อ ; เพราะถ้ามีปัญญาแล้ว หลังจากมีปัญญาแล้วมันก็เชื่อตามที่ปัญญามันบอก; มัน ก็ไม่พ้นความเชื่อ ไม่หนีความเชื่อไปไหน. บางศาสนาเขาเอาความเชื่อมาก่อน อาศัยความที่ข้อบัญญัติในศาสนา มันวางไว้ถูกต้อง แล้วก็ปฏิบัติให้มันถูกต้อง อย่าให้มันเกินไปหรืออย่าให้มันน้อยไป มันก็เอาตัวรอดได้เหมือนกัน ; คือว่าจะไม่มีความทุกข์เลยจนตายได้เหมือนกัน. ส่วนศาสนาอีกพวกหนึ่งเขาให้เอาการกระทำบังคับจิตบังคับใจทรมานกาย บังคับใจ ให้มันอยู่ในอำนาจ อย่าให้มันเกิดความรู้สึกที่เป็นทุกข์ขึ้นมาได้ นี้มัน ก็เอาตัวรอดได้เหมือนกัน. แต่แล้วมันไม่ปลอดภัยเท่ากับหลักการในพุทธศาสนา ที่ว่าเอาปัญญานี้เป็นหลักใหญ่ ให้ความเชื่อมาทีหลังปัญญา. อย่าให้ปัญญาเป็น ทาสของความเชื่อ ให้ความเชื่อมาตามหลังของปัญญา หรือว่ารวมกันทั้ง ๒ อย่าง มันก็เป็นปัญญาชนิดหนึ่ง. ความเชื่อช่วยให้เกิดความสนใจ เอามาปฏิบัติแล้ว กลายเป็นปัญญา ; มีปัญญาแล้วจึงเชื่อด้วยปัญญาเด็ดขาดลงไป. นี้มันก็ทำไป ได้ถึงที่สุด แล้วก็ดับทุกข์ได้. พระพุทธภาษิตมีกล่าวถึงผู้ที่บรรลุมรรคผลด้วย ศรัทธาก็มีเหมือนกัน เขาเรียกว่า สทฺธานุสารี, สทฺธาวิมุตฺโต. ในอริยบุคคล ๗ จำพวกนี้ พวกที่ ๑ เรียกว่า สทฺธานุสารี, พวกที่ ๒ เรียกว่า สทฺธาวิมุตฺโต ;
น.350 แล้วก็มี กายสฺขี, อุโตภาควิมุตฺโต, ธมฺมานุสารี, ทิฏฐิปฺปฺโต, ปญฺญาวิมุตฺโต. พวกที่เขามีนิสัยสันดานอุปนิสัยเชื่อ มีกำลังใจแห่งความเชื่อสูง ไม่ง่อน แง่นคลอนแคลน ; เขาไม่เอามันไปใช้กับเรื่องอื่น เขาเอากำลังความเชื่อนี้มา ใช้พิจารณาความไม่เที่ยงของสังขารทั้งปวงนี้ มันก็ระดมเชื่อแต่ความไม่เที่ยง ; มันก็ไม่ยึดมั่นถือมั่น มันก็บรรลุมรรคผลได้. ถ้าบรรลุโสดาปัตติมรรค คนชนิดนี้ เขาเรียกว่า "สทฺธานุสารี" คือแล่นเข้าไปได้ด้วยอำนาจของศรัทธา แล่นออกไป คือ แล่นออกไปได้ด้วยอำนาจของศรัทธา แล่นออกไปจากโลกนี้ได้ด้วยอำนาจของ ศรัทธาเรียกว่า สทฺธานุสารี. ถ้าบรรลุโสดาปัตติผล สกิทาคามิมรรค สกิทาคามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล อรหัตตมรรค อรหัตผล ก็เรียกว่า "สทฺธาวิมุตฺโต" หลุดพ้นด้วยอำนาจศรัทธา. เดี๋ยวนี้คนมันไม่อย่างนี้ มันมีศรัทธาแล้วมันเอา ไปเชื่อในทางที่จะหาประโยชน์ให้แก่กิเลส ความเชื่อนั้นเลยเป็นภัย ; แต่พระ อริยเจ้า ๒ ประเภทนั้น ท่านเอาอำนาจกำลังความเชื่อนี้ไปพิจารณา อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา แล้วโดยเฉพาะพิจารณาแต่อนิจจาอย่างเดียว ทุกฺขํ อนตฺตา มันตามมาเอง ; แล้วก็บรรลุมรรคผลด้วยอำนาจของ สัทธินทรีย์ นั้นเอง. คือว่ามีสัทธินทรีย์เป็น เบื้องหน้า ; สมาธินทรีย์ บัญญินทรีย์ เป็นเบื้องหลัง เป็นผู้ช่วยหรือเป็น ช้างเท้าหลัง. สำหรับบุคคลประเภทนี้ สัทธินทรีย์มันเป็นช้างเท้าหน้า ; จึงเรียกว่า "สฺธานุสารี" "สฺธาวิมุตฺโต" นี้เรื่องมันยืดยาวไม่มีเวลาพูด แต่เอามาพูดให้ฟัง ว่าด้วยอำนาจความเชื่อที่ถูกต้องนี้บรรลุมรรคผลได้ จนถึงอรหัตผล แล้วมีชื่อ เรียกอย่างนี้. นี่ สรุปความแล้วว่าเรื่องความเชื่อนี้สำคัญ เจ นับตั้งแต่เรื่องของเด็ก ๆ อมมือ แล้วก็มาถึงเรื่องหนุ่มสาว คนแก่คนเฒ่า เรื่องโลกเรื่องธรรม เรื่องนรก สวรรค์ เรื่องมรรคผลนิพพาน มันจะสำเร็จได้ด้วยการทำให้ถูกต้องเกี่ยวกับความ
น.351 เชื่อ. ฉะนั้น ส่วนที่จะต้องปฏิบัติโดยแท้จริงก็คือว่า รู้ว่า อะไรเชื่อดีกว่าไม่เชื่อ อะไรไม่เชื่อดีกว่าเชื่อ ; แล้วก็ให้ความสำคัญแก่สิ่งที่เรียกว่า "ศรัทธา" นี้ให้มาก ๆ ว่านั่นแหละมันคือตัวชีวิต เรานอนหลับสนิทเพราะเรามีศรัทธา เชื่อความปลอดภัย สมรรถภาพของเรา เราจึงไม่เป็นโรคประสาท เราจึงไม่บ้าตาย. เราทำการงาน อย่างเข้มแข็ง เพราะเรามีศรัทธา เราค้นคว้าสิ่งต่าง ๆ ก้าวหน้าออกไปเพราะเรา มีศรัทธาในสิ่งนั้น. ใช้ศรัทธาให้ถูกเท่านั้นจะมีประโยชน์ มีผลดีทั้งทางโลกียะ โลกุตตระ อย่างที่เขาใช้ภาษาพูดกัน ว่าทางคดีโลกทางคดีธรรม. ฉะนั้น ขอให้พ่อแม่ไปจัดการให้ลูกตาดำ ๆ นี้ มีศรัทธาที่ถูกต้องเป็น พื้นฐานมาเสียตั้งแต่ที่แรก ให้เขารู้จักเลือกรู้จักตัดสินว่าอะไรเชื่อดีกว่าไม่เชื่อ อะไรไม่เชื่อดีกว่าเชื่อ โดยหัวข้อที่กล่าวมาแล้ว แล้วก็จะได้สิ่งที่ควรจะได้. ถ้าเรา ถือพุทธศาสนาก็จะได้สิ่งดีที่สุดของพุทธศาสนา คือไม่มีทุกข์ บรรลุมรรคผล นิพพาน. ทีนี้ถ้าเราไม่ถือศาสนาไหนเราถือศาสนาธรรมชาติ มันก็ยังมีผลดี คือ ว่าชีวิตนี้จะเดินไปแต่ในทางที่ถูกต้อง ; มันก็มีผลเท่ากัน ในที่สุดก็ไม่มีความทุกข์ ศาสนาไหนก็มีหลักอย่างนี้. ถ้าไม่ใช่ศาสนาจะเป็นวิทยาศาสตร์กันขึ้นมา มัน ก็ต้องมีหลักอย่างนี้ มีหลักอย่างอื่นไม่ได้ : ต้องเชื่อสิ่งที่ควรเชื่อ แล้วก็ไม่เชื่อ สิ่งที่ควรจะไม่เชื่อ ; แล้วก็มีแบ่งไว้ว่าอันนี้ยังไม่เชื่อก่อนก็ได้ มันยังเป็นปัญหาอยู่ ยังไม่เชื่อก่อนก็ได้ : จนกว่าจะผ่านการพิสูจน์และการทดลอง อย่างนี้มันก็เป็น วิทยาศาสตร์. นี่ขอให้จำไว้สั้นๆ ว่า ความเชื่อมีความสำคัญแก่ชีวิต หรือเป็นตัวชีวิต นั่นเอง ขอให้จัดการปรับปรุงมันให้ดี ให้เป็นไปในลักษณะที่เรียกว่า พัฒนา ; แล้วโลกนี้ก็ไม่ว่างจากพระอรหันต์ ขอยุติการบรรยายวันนี้เพราะสมควรแก่เวลาเพียงเท่านี้.
Buddhadasa