น.352 ท่านสาธุชนผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย. หัวข้อการบรรยายในวันนี้มีว่า วิภัชชวาท - ขณิกวาท และ ฆนิกวาท - สัสสตวาท คำเหล่านี้เป็นคำแปลกหรือใหม่ สำหรับท่านทั้งหลายส่วนมากก็ได้ ; แล้วก็คงจะทำความ ลำบากยุ่งยากใจให้บ้างก็ได้ ; แต่เป็นการจำเป็นอยู่ไม่น้อย เหมือนกัน ที่ว่าพุทธบริษัททั้งหลายควรจะได้ฟังได้ยินคำชนิดนี้ แล้วก็เข้าใจดีด้วย. มีสิ่งที่จะต้องสังเกตอยู่ ๒ คำ คือคำว่า "ขณิกวาท" ซึ่งมันคล้ายกันมาก กับคำว่า "ฆนิกวาท" ฉะนั้นขอให้ดูตัวหนังสือจะเห็นว่า "ขณิกวาท" นั้น มัน ข. กับ ณ ; ส่วน "ฆนิกวาท" นั้นมันตัว ฆ. กับ น. ขณิกวาท แปลว่าลัทธิที่พูดว่า ทุกอย่างเป็นไปชั่วขณะ, แล้ว ฆนิกวาท นั้นแปลว่า ลัทธิที่พูดว่ามันเป็นก้อน ๓๒๕
น.353 เป็นตัว เป็นตน. คำพูดชนิดนี้มันเป็นคำพูดที่เรียกว่าภาษาปรัชญา. เราไม่ ต้องการจะเรียนปรัชญา แต่เราก็ต้องทราบเรื่องของมันตามสมควร จึงได้เอามาพูด ทั้งที่มันเป็นถ้อยคำที่ฟังตะกุกตะกักเข้าใจยาก และยังทำความรำคาญให้แก่ท่านผู้ฟัง แต่แล้วก็ขอให้สนใจฟังเท่าที่จะทำได้เพื่อความเข้าใจ. ขอให้ดูจากใบปลิวที่กำลัง จะแจกให้นี้เพื่อดูตัวหนังสือ ขณิกวาท กับ ฆนิกวาท ๒ คำเท่านั้นเอง. เอาละเราจะทบทวนหัวข้อบรรยายกันใหม่ว่า วิภัชชวาท - ขณิกวาท กับ ฆนิกวาท - สัสสตวาท. คู่แรกเป็นพุทธศาสนา คู่หลังไม่ใช่พุทธศาสนาและ ตรงกันข้าม. ถ้าพูดง่าย ๆ ก็ว่า คู่แรก วิภัชชวาท - ขณิกวาท นี้เป็นพุทธศาสนา เป็นสัมมาทิฏฐิ; ส่วนคู่หลัง ฆนิกวาท - สัสสตวาท นี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นนอก พุทธศาสนา. เราเอามาพูดคราวเดียวกันเป็นคู่เปรียบเทียบ เพื่อให้เข้าใจง่าย เข้าใจชัด แล้วจะไม่เอามาปนกันให้ยุ่งไปหมด. จะขอบอกถึงความหมายของคำเหล่านี้พอเป็นเลา ๆ ว่า วิภัชชวาท แปลว่าลัทธิที่บอกว่าทุกอย่างแบ่งแยกออกไปได้ คือไม่ใช่ตัวตนตัวเดียวก้อนเดียว ; แล้ว ขณิกวาท แปลว่า ลัทธิที่บอกว่าทุกอย่างเป็นไปเพียงชั่วขณะ ชั่วขณะ ๆ ; นี่ฝ่ายพุทธศาสนามีหลักอย่างนี้. ทีนี้ฝ่ายมิจฉาทิฏฐิมีหลักว่า ฆนิกวาท - ลัทธิ ที่บอกว่าเป็นก้อน เป็นตัวตน เป็นก้อน ๆ หนึ่งไม่แบ่งแยก, แล้ว สัสสตวาท - แปลว่าลัทธิที่บอกว่า เที่ยงแท้แน่นอนถาวรไม่เปลี่ยนแปลงอะไรหมด. ถ้าจะ เปรียบเทียบกันก็ วิภัชชวาท ของแบ่งแยกได้มันตรงกันข้ามกับ ฆนิกวาท คือของที่ เป็นก้อนไม่แบ่งแยก ; แล้ว ขณิกวาท ลัทธิที่บอกว่า ชีวิตนี้มันเป็นแต่เพียง ชั่วขณะ ๆๆ ไม่เป็นตัวชีวะ เป็นก้อน เป็นล่ำ เป็นสันอะไร เป็นแต่ชั่วขณะ ๆๆ ชั่วขณะจิตหนึ่งด้วยซ้ำไป. แล้วมันตรงกันข้ามกับลัทธิสัสสตวาทที่ถือว่าเที่ยงแท้ อยู่อย่างไรอยู่อย่างนั้น ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ; นี่เป็นมิจฉาทิฏฐิ. ที่นี้คู่แรก
น.354 ที่ว่าของแบ่งแยกได้เป็นส่วน ๆ ประกอบกันอยู่เป็นส่วน กับว่าเป็นไปชั่วขณะ ๆ นี้ เป็นพุทธศาสนา ; ส่วนที่ว่าเป็นตัวตนเป็นก้อน แล้วก็อยู่ถาวรไม่เปลี่ยนแปลงนี้ เป็นมิจฉาทิฏฐินอกพุทธศาสนา. เพราะฉะนั้นวันนี้ก็กำลังพูดกันถึงคู่ของการ เปรียบเทียบระหว่างสิ่งที่เป็นพุทธศาสนา กับสิ่งที่มิใช่พุทธศาสนา. ขอทบทวนอีกทีหนึ่งว่า วิภัชชวาท - ขณิกวาท นี้เป็นพุทธศาสนา, ฆนิกวาท และสัสสตวาท อันนี้ไม่ใช่พุทธศาสนา แต่เรากลับถือกันมากที่สุด. ท่านทั้งหลายทุกคนหรือส่วนมากของมนุษย์เรานั้น มันถือฆนิกวาท และสัสสตวาท นี้กันเสียเป็นส่วนมากโดยไม่รู้สึกตัว. ที่มันเป็นไปเองโดยไม่รู้สึกตัว มันจะเป็น อย่างนี้ทั้งนั้น คือคนจะรู้สึกว่าตัวกูเป็นตัวกู เป็นกลุ่มเป็นก้อนเป็นตัวเป็นตน แล้วก็ว่าถาวร ตายแล้วก็ยังไม่ตาย ยังมีไปเกิดอีก ๆๆ เที่ยงแท้ถาวรอย่างนี้ นี่จะรู้สึกกันเสียอย่างนี้มากกว่าจะรู้สึกอย่างแรก ซึ่งเป็นพุทธศาสนา. ทำไมจึงเอาเรื่องยุ่งยากลำบากอย่างนี้มาพูด ? นี่ก็เพื่อว่าให้ท่านทั้งหลาย รู้จักพุทธศาสนามากขึ้น ชัดเจนยิ่งขึ้นเท่านั้น. ทั้งนี้ก็เพื่อประกันความไม่แน่ใจ ความลังเล ความสงสัยระแวงที่มีอยู่เป็นส่วนตัวรบกวนเส้นประสาท ; แล้วก็เพื่อ จะประกันไม่ให้ไปคละ หรือปนเปกับพวกอื่นหรือลัทธิอื่น. ขอให้ท่านทั้งหลาย มองเห็นประโยชน์ข้อนี้เสียก่อน แล้วก็คงจะตั้งใจทำความเข้าใจ ว่าเราเดี๋ยวนี้ มีความลังเลไม่แน่นอนเกี่ยวกับหลักธรรมะ เดี๋ยวเป็นตัวกูเดี๋ยวมิใช่ตัวกู ; ปาก ก็พูดว่าไม่ใช่ตัวตน แต่ใจมันก็เป็นตัวตนเสียเรื่อย อย่างนี้มันก็ลังเลอยู่เรื่อย. หรืออีกทีหนึ่งเราไปปนเปกับลัทธิอื่น ศาสนาอื่นที่เขามีตัวมีตน มันเป็น ความเสียหายอยู่อย่างนี้. ทีนี้ เราจะพูดให้มันชัดลงไปเพื่อไม่ให้มีลังเลและไม่ให้ ไปปนกับศาสนาอื่น. อีกทางหนึ่งก็เพื่อจะให้ท่านทั้งหลายรู้จักพุทธศาสนาในแง่ของ
น.355 ปรัชญากันเสียบ้างตามสมควร. แต่ก็มิได้มุ่งหมายจะสอนปรัชญาดังที่ได้กล่าวแล้ว. การที่มาแบ่งแยกให้เป็นลัทธิ เป็นแขนง เป็นพวกเป็นกลุ่มเป็นก้อนอย่างนี้ มัน เป็นลักษณะของปรัชญา รู้ก็ได้ ไม่รู้ก็ได้ ; ที่จริงก็ไม่จำเป็นจะต้องรู้ แต่ถ้าเข้าใจ มันก็มีประโยชน์ คือมันมีรากฐานความรู้แน่นแฟ้นมั่นคงมากขึ้น จนกระทั่งว่า มันไม่ลังเล แล้วก็ไม่ไปปนกันกับลัทธิอื่น. ฉะนั้น อาตมาจึงเอามาพูดให้ฟัง และพูดกันในลักษณะที่เป็นการเปรียบเทียบ เป็นคู่ตรงกันข้ามเสมอ. ท่านทั้งหลายจะได้ยินแต่คำว่า อนัตตา-อนัตตาเป็นส่วนมาก ก็พูดได้ เหมือนกัน เรียกได้เหมือนกันว่า "อนัตตวาท" คือวาทะที่บอกว่าไม่มีตัวตน นี้แหละมันเป็นคู่หรืออันเดียวกันกับ วิภัชชวาท คือลัทธิที่บอกว่ามันแบ่งออกเป็น ส่วน ๆ ส่วน ๆ ได้เรื่อย เช่น ร่างกายนี้แบ่งเป็นธาตุดินน้ำลมไฟก็ได้. แบ่งเป็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณก็ได้, แบ่งออกกี่อย่าง ๆ ก็ได้, แต่ละอย่างยังแบ่ง ได้ต่อไปอีก ฉะนั้นจึงว่าไม่ใช่ตน ; นี้เป็นฝ่ายพุทธศาสนา. ส่วนฝ่ายที่ตรงกันข้าม เขาเรียกว่า อวิภัชชวาท คือลัทธิที่บอกว่าแบ่งแยกไม่ได้ ไม่มีการแบ่งแยก เป็นตัว เป็นตน เป็นก้อน นี้มันก็ตรงกับคำว่า "อัตตา" หรือตัวตน เรียกว่า "อัตตวาทะ" หรืออัตตวาท ลัทธิที่บอกว่าเป็นตัวตนไม่แบ่งแยก. แล้วมันก็เลยเป็นอันเดียว กันกับ ฆนิกวาท ลัทธิที่บอกว่ามันเป็นก้อน ฆนะ แปลว่า ก้อน. ทีนี้ถ้าไปมองดูโดยเอาเวลาเป็นหลัก มันก็เกิดพวกที่แสดงให้รู้ถึงเวลา เช่น อนิจฺจํ แปลว่าไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงเรื่อยไปตามเวลา นี้ก็คือลัทธิขณิกวาท ซึ่งแปลว่าลัทธิที่บอกว่า ทุกอย่างเป็นของชั่วขณะ ๆ นิดหนึ่ง ๆ เท่านั้น. ฉะนั้น อนิจจวาท กับ ขณิกวาท นั้น ก็คือสิ่งเดียวกัน. อันหนึ่งบอกว่า ไม่เที่ยงเปลี่ยนเรื่อย, อันหนึ่งบอกว่าชั่วขณะ ก็คือไม่เที่ยง และเปลี่ยนเรื่อย
น.356 นั่นเอง. นี้เป็นพุทธศาสนา. ที่นี้ตรงกันข้ามกับที่ไม่ใช่พุทธศาสนา ก็คือว่า อขณิกวาท คือพวกอื่นลัทธิอื่นเขาบอกว่าไม่ใช่ ทุกอย่างตายตัวเที่ยงแท้ เพราะ มันเป็นก้อน เป็นตัว เป็นตน มันจึงไม่ใช่ของที่ชั่วขณะ แต่เป็นของแน่นแฟ้น ถาวรและไม่เปลี่ยนแปลง. นี้มันตรงกับ นิจจวาท คือวาทะลัทธิที่บอกว่าเที่ยง เที่ยงแท้ หรือ สัสสตวาท วาทะที่บอกว่ายั่งยืน เที่ยงแท้ยั่งยืน. เพราะฉะนั้น อขณิกวาท หรือสัสสตวาท หรือนิจจวาทนี้เป็นของอันเดียวกัน คือพวกที่ถือว่า เที่ยงแท้และยั่งยืน ; ตรงกันข้ามกับอนิจจวาท และขณิกวาทที่แปลว่าไม่เที่ยงแท้ และประกอบอยู่ด้วยขณะหนึ่ง ๆ เท่านั้น. นี้พูดเป็นคู่เปรียบเทียบให้มันจำได้ง่าย ๆ สรุปสั้น ๆ ว่า พวกหนึ่งว่า มีตัวตนไม่แบ่งแยก ; พวกหนึ่งว่าไม่มีตัวตน เพราะเป็นของที่แบ่งแยกได้ไม่มีที่ สุดสิ้น. พวกหนึ่งพูดว่าเที่ยงแท้แน่นอนถาวรไม่เปลี่ยนแปลง ; พวกพุทธศาสนา บอกว่าไม่เที่ยงเพราะเป็นของชั่วขณะ เปลี่ยนแปลงเรื่อย. เอาละเราลองมานึกดูถึงตัวเราเอง ที่เรากำลังมีความรู้สึกอยู่ในจิตใจ ของเราเอง นี่ว่าเป็นอย่างไร ? มันก็จะเป็นเหมือนอย่างที่พูดมาแล้วว่า เราแทบ ทุกคนแทบตลอดเวลานี้รู้สึกว่ามีตัวกู แล้วรู้สึกไปในทางเที่ยง เที่ยงแท้ถาวร รู้สึก ในทางที่ว่ามันเป็นตัวกูแล้วจะแบ่งแยกอย่างไรได้ แล้วมันเป็นตัวกูแน่นแฟ้นมั่นคง อยู่อย่างนี้ จะเรียกว่าเป็นของชั่วขณะ ๆ ชั่วขณะจิตอย่างไรได้. นี่เราอย่าเข้าใคร ออกใคร อย่าลำเอียงอะไร เราจึงรู้ว่าในใจแท้ ๆ ของเรามันรู้สึกไปอย่างหนึ่ง แต่ ปากของเรามันพูดไปอีกอย่างหนึ่ง. แล้วที่ใจรู้สึกนั่นแหละมันคือรู้สึกจริงหรือ เป็นความจริง ; ปากพูดนี้ไม่จริง คือมันไม่ตรงตามที่รู้สึกอยู่ในใจ แต่มันพูด ไปตามที่ได้ยินได้ฟังมา เขาว่า อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ก็ว่าเออกับเขาด้วย แล้วก็ ต้องพูดอย่างนั้น. ถ้าไม่พูดอย่างนั้นกลัวจะถูกหาว่าเป็นคนไม่รู้อะไร ปากก็เลย
น.357 พูดว่า อนิจฺจํ ทุกข์ อนตฺตา ตามเขาไป แต่ความรู้สึกที่แท้จริงมันยังเป็นตัวกูของกู มันมีตัวมีตนที่ถาวรมั่นคงอยู่เสมอ. ทีนี้เราก็จับปัญหาให้ได้ว่า เรามันเป็นเสียอย่างนี้ มันไม่ตรงกับความจริง ของพระธรรมหรือธรรมชาติ ; แล้วความทุกข์ก็เกิดขึ้น เพราะเรามันเป็นเสีย อย่างนี้ คือเราโง่ แล้วก็รู้สึกไปตามความโง่ของเราว่ามันเป็นตัวเป็นตนหรือเป็น ของเที่ยง มันจึงได้ไปรักนั่นรักนี่ ที่ว่าเป็นตัว เป็นตน เป็นของตน และเป็น ของเที่ยง ไปเกลียดนั่นกลัวนี่หลายอย่างหลาย ประการที่ทำให้เกิดความทุกข์ขึ้น. มิจฉาทิฏฐิชนิดนี้มันเป็นสมบัติของเรามาตั้งแต่เด็ก โดยไม่รู้สึกตัว เพราะว่าสิ่ง ต่าง ๆ ที่แวดล้อมตัวเราอยู่นี้ มันชวน หรือมันยั่ว หรือมันหลอกให้เราเกิดความ คิดอย่างนี้มากขึ้น ๆ ตั้งแต่เราเกิดมานี่ มันมีสิ่งแวดล้อมสารพัดอย่างที่แวดล้อม เข้ามา เพื่อให้เรารู้สึกไปในทางเป็นตัวกูของกู ยิ่งขึ้นทุกที. ไม่มีการสอน ไม่มี การทำให้เข้าใจไปในทางที่ว่าไม่มีตัวกูหรือไม่มีของกู เพราะฉะนั้นปัญหามันจึงเกิด มากขึ้น ๆ แน่นแฟ้นมากขึ้น ในที่สุดพอโตเป็นผู้ใหญ่นี้มันเต็มไปด้วย โลภะ โทสะ โมหะ ที่เกิดมาจากความยึดมั่นตัวกูของกู. นี้มันเป็นปัญหา นี้คือตัวปัญหาสำคัญ อย่างยิ่ง คืออย่างเดียวเท่านั้น ปัญหาก็มีเท่านี้. ฉะนั้นถ้าเราได้เรียนรู้เรื่องวิภัชชวาท และ ขณิกวาทมาเสียตั้งแต่เล็ก ๆ เด็ก ๆ แล้ว ความคิดอย่างนี้คงจะไม่เกิดหรือเกิดยาก. คือมีการสอนเด็ก ๆ ให้ มองดูชีวิตร่างกายนี้ว่า มันเป็นส่วนย่อย ๆ ประกอบกันขึ้น เหมือนกับรถยนต์ คันหนึ่ง หรือเรือลำหนึ่ง หรือบ้านหลังหนึ่ง หรืออะไรก็ตาม มันประกอบขึ้น ด้วยส่วนประกอบอย่างนั้น ๆ ๆ ; ถ้ามันทำหน้าที่รวมกันแล้วก็เหมือนกับว่า เป็นตัวเป็นตน วิ่งได้เดินได้พูดได้อะไรก็ได้. หรือว่าถ้ามีการสอนให้รู้จักขณิกวาท คือของประกอบอยู่ด้วยขณะ ๆ ขณะ ๆ เปลี่ยนอยู่เรื่อยทุกขณะ ทุกขณะจิตก็ได้
น.358 นี่มันเร็วมาก หรือขณะวินาที ขณะนาทีอะไรก็ได้ มันเปลี่ยนเรื่อยอยู่อย่างนี้. ถ้า เด็ก ๆ ได้รับการสั่งสอนอย่างนี้ การเกิดของมิจฉาทิฏฐิที่ว่าเป็นตัวเป็นตนนั้นมันก็ เกิดยาก หรือจะเกิดแต่น้อย. เดี๋ยวนี้มันก็เป็นมาแล้วอย่างไม่มีใครรับผิดชอบ หรือ ไม่มีใครอาจจะรับผิดชอบได้ในลักษณะที่เด็ก ๆ โตขึ้นมาเท่าไร ก็ยิ่งมีความรู้สึก เป็น ตัวกูของกู เป็นตัวเป็นตนเที่ยงแท้ถาวรมากขึ้นเท่านั้น ; จึงเห็นว่าเป็นปัญหาที่ จะต้องเอามาพูดกันในรูปของปรัชญา. แต่ก็ไม่ได้ตั้งใจจะสอนปรัชญา เพียงจะพูด กันเท่าที่จำเป็น เท่าที่คนธรรมดาจะต้องทราบไว้บ้าง ถ้าพูดเป็นปรัชญาเพ้อเจ้อไปก็ไม่มีที่สิ้นสุด มัวแต่จะพิสูจน์ เรื่องขณะ เรื่องแบ่งแยก นี้ไม่มีที่สิ้นสุด มันก็ลำบากเปล่าเหมือนกัน. เดี๋ยวนี้เอาแต่พอ ให้เห็นว่า ทุกอย่างมันไม่ใช่ตัวตนเพราะมันแบ่งแยกเป็นส่วนย่อยได้เรื่อย แล้วมัน ก็ประกอบอยู่ด้วยขณะหนึ่ง ๆ ขณะหนึ่งๆ แม้ทางร่างกายเขาถือกันว่าชั่วกี่วัน หรือกี่เดือนกี่ปีนี้ อะไรบางอย่างเปลี่ยนไปหมดแล้ว เป็นคนละคนแล้ว เช่น เซลล์ที่ประกอบขึ้นเป็นร่างกายนี้ ภายในไม่ถึง ๑๐ ปี มันก็จะเปลี่ยนหมดแล้ว ทุกเซลล์แล้ว. ส่วนทางจิตนั้นไม่ต้องพูดมันก็เปลี่ยนอยู่เดี๋ยวนี้ เปลี่ยนอยู่ทุกขณะ ของจิต. นี่เปลี่ยนอยู่ทุกขณะอย่างนี้เรียกว่า "ขณิกวาท" คือความรู้ที่บอกให้ท่าน ทั้งหลายทราบว่า ทุกอย่างเป็นเพียงของชั่วขณะทั้งทางกายและทางจิต. ถ้ามอง เห็นจริงอย่างนี้มันก็จะไม่เกิดมิจฉาทิฏฐิ แล้วก็จะเกิดความโลภ ความโกรธ ความ หลง ได้ยาก คนเราก็สบายมาก เพราะฉะนั้นจึงเอาเรื่องนี้มาพูด ; มาพูดกัน เสียบ้าง. ที่ใช้คำว่า "กันเสียบ้าง" นี้ก็เพราะว่าไม่ค่อยจะได้พูดเรื่องอย่างนี้ ซึ่ง มันอยู่ในรูปของปรัชญา แต่วันนี้จะเป็นวันแรกด้วยซ้ำไป ที่จะเอาเรื่องอย่างนี้ มาพูด. ถ้าจะพูดเป็นหัวข้อสำหรับจดจำ ว่าคำสอนอย่างนี้มันคืออะไร คำสอน ที่บอกว่าเป็นของชั่วขณะ เป็นของแบ่งแยกได้ เปลี่ยนแปลงเรื่อย นั่นคืออะไร ?
น.359 ก็จะพูดว่า นี้คือความรู้ที่จำเป็นที่สุดสำหรับมนุษย์เรา ; กล้ายืนยันว่าจำเป็นที่สุด สำหรับมนุษย์เรา. สัตว์เดรัจฉานไม่จำเป็นที่จะต้องมีความรู้ข้อนี้ เพราะว่าสัตว์ เดรัจฉานไม่มีสติปัญญาอย่างมนุษย์หรือเท่ามนุษย์ เขาปล่อยไปตามเรื่องตามเดิม ตามสัญชาตญาณล้วนๆ. ส่วนมนุษย์นี้มันอุตริหรือมันมีบาป หรือมันมีอะไรก็ไม่ ทราบยากที่จะเรียก : มนุษย์นี้มันมีสติปัญญาเกิดขึ้น เจริญรวดเร็วมาก จนละทิ้ง สัญชาตญาณ. ทีนี้ปัญญาที่มันเกิดขึ้นมาใหม่เรื่อยรวดเร็วนี้ มันจะเดินไปทางไหน ตามปกติมันจะเดินไปในทางแต่ให้เกิดความเห็นแก่ตัว ; ที่จะเกิดความยึดมั่นเป็น ตัวกูของกูยิ่งขึ้นทุกที ตามที่สติปัญญาของมนุษย์มันเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นทุกที. ถ้าพูดกันเป็นสมัย ๆ ก็ได้ : ความเจริญของสติปัญญาของมนุษย์ในโลก ในยุคปัจจุบันนี้ขนาดว่าไปโลกพระจันทร์ได้ นี้ก็เรียกว่าเจริญมากในทางสติปัญญา ; แต่แล้วความรู้สึกที่เห็นแก่ตัว มันก็เจริญมากขึ้นด้วยเหมือนกัน ; มันก็มีปัญหา เกิดขึ้นมากเป็นความโลภ ความโกรธ ความหลงมาก เห็นแก่ตัวมาก เบียดเบียน ซึ่งกันและกันมาก อะไรล้วนแต่มากทั้งนั้น. ฉะนั้นมันจึงต้องมีความรู้สักอย่างหนึ่ง สำหรับมาเป็นเครื่องคุ้มครองไม่ให้ความมากของสติปัญญานี้มันเดินไปแต่ในทางผิด คือทางที่จะมีความทุกข์มากขึ้น ; ให้มันเดินมาในทางที่มีความสงบหรือความสุข มากขึ้น เท่ากับที่สติปัญญามันมีมาก ; นี่มันจึงจะสมควรหรือถูกต้อง. พูดกันสั้น ๆ ก็ว่า เรายิ่งมีสติปัญญามากเท่าไร เราควรจะมีความ สุขสงบมากเท่านั้น. เดี๋ยวนี้มันยังไม่เป็นอย่างนั้น มันกลายเป็นตรงกันข้าม ยิ่งมีสติปัญญามากก็ยิ่งเลวมาก ; ยิ่งไม่มีศีลธรรม ยิ่งเบียดเบียน ยิ่งเห็นแก่ตัว ยิ่งระอุอยู่ด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลง ; อย่างนี้มันก็ไม่ถูก. เพราะว่า ถ้าถูกมันต้องเป็นไปในทำนองที่ว่ายิ่งมีสติปัญญามากเท่าไร ก็ควรจะยิ่งมีความ เป็นมนุษย์มากขึ้นเท่านั้น มีความสงบสุขมากขึ้นเท่านั้น. ที่นี้ผู้ที่มีปัญญาจริง ๆ
น.360 มีพระพุทธเจ้ารวมอยู่ในกลุ่มนั้นด้วย ในฐานะเป็นยอดเป็นประมุขของผู้มีปัญญา เกิดค้นคว้าจนพบข้อเท็จจริงเหล่านี้ จึงได้บัญญัติขึ้นสอน เช่นวิภัชชวาท ขณิกวาท อนัตตวาท อะไรก็ตาม นี้ให้มนุษย์มีความรู้เหล่านี้กันเสียที ; แล้วสติปัญญา ของเขาก็จะไม่เป็นไปในทางที่จะทำให้เกิดความทุกข์มาก แต่จะเป็นไปในทางที่จะ เกิดความสงบสุขมาก. ฉะนั้นเราจึงนับถือพระพุทธเจ้า นับถือพระพุทธศาสนา ซึ่งมีพระพุทธเจ้าเป็นผู้ให้กำเนิด แล้วก็สั่งสอนเรื่องขณิกวาท เรื่องอนัตตวาท เรื่องวิภัชชวาทเป็นต้น. ทีนี้ ขอบอกว่ายังต้องระวังให้ดีอีกชั้นหนึ่งว่า แม้จะมีคำพูดที่ถูกต้องว่า วิภัชชวาท ขณิกวาท หรืออะไรก็ตาม แต่มันก็ยังมีคำสอนที่ผิดเกี่ยวกับธรรมะ ชื่อเดียวกันนั้น : เช่นคำสอนที่ถูกต้องมีอยู่ว่าสังขารร่างกายนี้ มันไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน นี้เป็นคำสอนที่ถูกต้อง ; แต่แล้วมันอาจจะเขวเฉโดยถูกบิดผันต่อไปว่า เมื่อไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนแล้วก็ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร ; นี้มันก็เลยกลายเป็นคำสอน เรื่องไม่ใช่ตัวไม่ใช่คนที่เป็นมิจฉาทิฏฐิไป. คำสอนที่ถูกต้องที่ว่าไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนนี้ ยังต้องรับผิดชอบ ยังต้องปฏิบัติในทางที่ควรปฏิบัติ ที่เรียกว่าปฏิบัติดี แล้วก็ ไม่ปฏิบัติชั่ว แล้วก็ไม่เบียดเบียนใคร ไม่เอาเปรียบใคร ไม่เห็นแก่ตัว นั่นเป็น คำสอนที่ถูก. แต่แล้วก็มีคำสอนที่เขวนอกรีตออกไปว่า เมื่อไม่ใช่ตัวไม่ใช่ ตนแล้วจะต้องรับผิดชอบอะไร ฉะนั้นทำอะไรก็ได้ ทำบุญก็ไม่มีบุญ ทำบาป ก็ไม่มีบาป เอาเปรียบใครก็ไม่เป็นบาป ; ไม่มีอะไรที่จะต้องระมัดระวังสำรวม อย่างนี้เป็นต้น. นี้ก็เรียกว่าเขวเฉออกไปจากธรรมะที่ถูกต้อง ก็ยังเรียกชื่อเดิม นั่นเอง. ฉะนั้นคำว่า "อนตฺตา, อนตฺตา" นี้มีทั้งอย่างที่ถูกต้องและอย่างที่เขว ; เรื่องสุญญตาก็เหมือนกัน มีทั้งอย่างที่ถูกต้อง และมีทั้งอย่างที่เขว. พูดว่า
น.361 ว่างเปล่า อย่างนี้ก็เพื่อให้เห็นว่ามันไม่มีตัวมีตน จะมีอะไรก็ตามใจแต่ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน. ทีนี้พวกเฉก็ว่าเมื่อว่างเปล่าแล้วก็ไม่มีอะไรเลย ไม่ต้องคิดนึกอะไรเลย ไม่ต้องยับยั้ง ไม่ต้องรับผิดชอบ ไม่ต้องอะไรเลย ; ก็เป็นสุญญตาที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ เพราะฉะนั้นเมื่ออาตมาพูดว่า คำสอนเหล่านี้เพื่อให้เกิดความเข้าใจถูกต้อง เพื่อจะ ดับเสียซึ่งความทุกข์ นี้มันหมายความว่า เป็นคำสอนที่ได้กล่าวไว้อย่างถูกต้อง มีความเข้าใจถูกต้อง อยู่ในขอบเขตที่ถูกต้อง ; ไม่มีที่อุตริหรือที่เขวหรือเฉ นอกรีตออกไป. เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นก็ลองมองดูว่า ลัทธิคำสอนนี้มันมาจากอะไร ? ก็เห็นได้ชัด ๆ ง่ายๆ ว่า ลัทธิคำสอนหรือทิฏฐิที่ถูกต้องอย่างที่ว่ามาแล้วนั้นมันต้อง มาจากปัญญา มาจากสัมมาทิฏฐิ มาจากญาณทัสสนะของผู้ที่มองเห็นสิ่งทั้งหลาย ทั้งปวงตามที่เป็นจริง. เช่นบอกว่าเป็น อนตฺตา ไม่ใช่ตน มันก็เนื่องมาจาก มีสัมมาทิฏฐิ มีวิปัสสนาญาณ มีปัญญาที่ถูกต้อง เห็นความที่ทุกสิ่งเป็นเพียงของ ชั่วขณะ ๆ แล้วก็แบ่งแยกออกไปได้จนว่างไป ไม่มีตัวตนอย่างนี้. อย่างนี้มันก็เป็น คำสอนที่ถูกต้อง และมาจากปัญญา. ทีนี้บางทีมันเขวออกไป เพราะจิตใจมัน ประกอบอยู่ด้วยมิจฉาทิฏฐิ มีมิจฉาทิฏฐิเข้ามาแทรกแซง เข้ามาชักจูงให้เขวออกไป นิดหนึ่ง ว่าเมื่อมันไม่มีตัวไม่มีตนแล้วก็จะไม่รับผิดชอบอะไร ทำบุญไม่เป็นบุญ ทำบาปไม่เป็นบาป อย่างนี้มันเริ่มมีมิจฉาทิฏฐิแทรกแซงเข้ามา เป็นกิเลสที่เขา อยากจะทำอะไรตามกิเลส ก็มีข้อแก้ตัว ว่าไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้อง รับผิดชอบ. นี้เรียกว่าคำสอนที่มันเขว มีมิจฉาทิฏฐิเข้ามาแทรกแซงและชักจูง. ถ้ามันเป็นคำสอนที่ผิด, ผิดเลย ไม่ใช่เพียงแต่เขว อย่างนี้มันก็มาจากอวิชชาเต็มตัว อวิชชาเป็นพื้นฐาน ไม่รู้ตามที่เป็นจริงแม้แต่สิ่งเดียว. ฉะนั้นขอให้สังเกตดูให้ดี ว่าที่ถูกต้องก็มีอยู่ ที่เขวก็มีอยู่ และที่ผิดเลยผิดหมดเลยอย่างนี้ก็มีอยู่. ฉะนั้น ถ้ามาจากปัญญาที่ถูกต้องแล้ว จะมีผลเป็นการดับทุกข์ได้จริงทั้งแก่ตัวเองและแก่
น.362 ผู้อื่น ; แต่ถ้าเป็นมิจฉาทิฏฐิแทรกเข้ามา มันดับทุกข์ไม่ได้ มันรู้กันได้ตรงนี้ ; แล้วมันมีแต่จะเอาเปรียบ หรือเบียดเบียนกันมากขึ้นเท่านั้นเอง. เพื่อให้แน่นอนยิ่งขึ้นไปอีก เราก็มองดูต่อไปอีก ถึงประโยชน์ของ คำสอนนี้ โดยมองให้ยิ่งขึ้นไป ; หรือว่าจะเอาเป็นกลาง ๆ ว่ามันมีผลเกิดขึ้น อย่างไรก็ได้ : ถ้ามันเป็นไปอย่างถูกต้อง มันก็เป็นไปเพื่อขจัดปัญหาต่าง ๆ ที่ เกิดขึ้นแก่เราวันหนึ่ง ๆ ในชีวิตประจำวันวันหนึ่ง ๆ นี้ได้ แล้วมันก็มุ่งหมายที่ จะให้เป็นอย่างนั้นด้วย. รวมความว่ามันเป็นไปเพื่อความดับทุกข์ แล้วก็เป็นไป เพื่อนิพพานในที่สุด ; ดับทุกข์สุดยอดก็คือนิพพาน. ฉะนั้นเรื่องอนตฺตาไม่ใช่ ตัวตน, เรื่องสุญญตา เรื่องว่างจากตัวตน, เรื่องขณิกวาท ของต่าง ๆ ประกอบ อยู่ชั่วขณะ, เหล่านี้ ทั้งหมดนี้มันเพื่อให้เรามีจิตใจฉลาด เข้าใจธรรมชาติถูกต้อง แล้วก็ไม่ไปมัวหลงที่จะรักสิ่งที่มันชวนให้รัก หรือจะเกลียดสิ่งที่มันชวนให้เกลียด หรือมันไปกลัวสิ่งที่ชวนให้กลัว หรือมันไปเศร้า หรือมันไปหดหู่อะไรก็ตามซึ่งมีอยู่ ในชีวิตประจำวันนี้. เมื่อคนอื่นเขามองไม่เห็น เขาก็โทษผี โทษสาง โทษเทวดา โทษโชคเคราะห์ โทษอะไรต่าง ๆ แต่พุทธบริษัทมีปัญญามีดวงตา มองเห็น มันก็โทษความโง่ที่ไม่เข้าใจในความจริงของธรรมชาติตามที่ได้สอนไว้อย่างนี้ มัน จึงไปมีความทุกข์. ทีนี้เราจะดับทุกข์ก็ต้องหมดความโง่ชนิดนั้น. ฉะนั้นถ้ามัน เป็นไปอย่างถูกต้อง มันก็เป็นเครื่องแสดงอยู่ในตัวว่าดับทุกข์ เป็นไปเพื่อดับทุกข์ ; ถ้าไม่ดับทุกข์ก็ไม่ถูกต้อง. ฉะนั้นอย่าไปเอาผีสางเทวดาอะไรเข้ามาเกี่ยวข้อง. ถ้ามันเป็นทุกข์ก็ให้ถือหรือเชื่อลงไปว่ามันทำผิดแล้ว มันทำผิดต่อกฎเกณฑ์ของ ธรรมชาติในเรื่องเหล่านี้แล้ว ; เรื่องไม่ใช่ตัวตนเรื่องชั่วขณะอะไรนี้. ฉะนั้น เราทำเสียใหม่ คิดเสียใหม่ แก้ไขเสียใหม่ ให้มันถูกต้อง อย่าให้มีความทุกข์. นี่คำสอนที่ถูกต้องมันก็มีประโยชน์ เพื่อดับทุกข์อย่างนี้.
น.363 ถ้ามันไม่ถูกต้อง มันเขว มันผิด อย่างที่ว่ามาแล้ว มันก็มีผลเพื่อให้โง่ ต่อไปอีก ให้โง่มากยิ่งขึ้นไปอีก ให้เวียนว่ายอยู่ในความเป็นอย่างนี้มากนานออก ไปอีก. นี่ดูให้ดีว่าทำไมเราจึงขจัดปัญหาเรื่องความทุกข์ในอกในใจออกไปไม่ได้ ยังมีอยู่เท่าเดิม นี่ก็เพราะว่าเราขจัดมิจฉาทิฏฐิส่วนนี้ออกไปไม่ได้ เรามัวแต่ยึดมั่น ถือมั่นเรื่องตัวตน เรื่องเที่ยง เรื่องอะไรอยู่เรื่อยไป; มันก็โง่ต่อไปหรือโง่ยิ่งขึ้น หรือเวียนว่ายต่อไปอยู่ซ้ำ ๆ ซาก ๆ. ปีที่แล้วอย่างไร ปีนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้น ยังมีปัญหาเรื่องจิตใจหม่นหมองอยู่อย่างนั้น. ฉะนั้นเราจะต้องรู้คำสอนที่ถูกต้อง ของพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือหลักที่บอกว่า เป็นอนัตตาหรือเป็น ของชั่วขณะ ๆ หรือว่าเป็นของที่แบ่งแยกออกไปเป็นส่วนย่อย ๆ ย่อย ๆ ได้เรื่อย ๆ จนว่างไปในที่สุด. ถ้ามองเห็นอยู่อย่างนี้แล้วมันก็รักใครไม่ได้ เกลียดใครไม่ได้ กลัวอะไรก็ไม่ได้ หรือหม่นหมองอย่างใดอย่างหนึ่งก็ไม่ได้ทั้งนั้น. อยากจะบอกต่อไปอีกว่า เมื่อเราต้องการผลของคำสอนเรื่องอนัตตา เป็นต้นนี้ มันต้องมีการปฏิบัติด้วย เพียงแต่ฟังอาตมาพูดที่นี่เดี๋ยวนี้นั้น มันไม่ สำเร็จประโยชน์. มันต้องเอาไปปฏิบัติ คือระวังอย่าให้มิจฉาทิฏฐิหรือความเห็น ที่ผิด ๆ นี้มันเกิดขึ้นมาได้ อย่าเปิดโอกาสให้ความเห็นผิดๆเหล่านี้มันเกิดขึ้นมาได้ ; ฉะนั้นเรา ต้องเป็นอยู่ด้วยสติสัมปชัญญะที่ถูกต้อง จนความคิดโง่ ๆ เขลา ๆ ผิด ๆ นั้นมันไม่เกิดได้ มันไม่มีโอกาสจะเกิดได้ เพราะเรามีสติอยู่แต่ในความถูกต้อง. ฉะนั้นความถูกต้องก็ไม่มีอะไรอีก นอกจากหัวข้อที่ได้ออกชื่อมาแล้ว ว่าทุกอย่างเป็นของชั่วขณะ ๆ, ทุกอย่างไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน, ทุกอย่างเปลี่ยนแปลง เรื่อย, ทุกอย่างแบ่งแยกออกไปได้เรื่อยจนว่างไปไม่มีตัวตนนี้ ; นี่เรียกว่าความรู้ ที่ถูกต้อง. แล้วเราก็มีสติอยู่ด้วยความรู้ที่ถูกต้องอย่างนี้ จนไม่ให้โอกาสแก่ความ หลงผิดเกิดขึ้นในใจได้ นี้คือตัวการปฏิบัติ. ปฏิบัติธรรมะในพระพุทธศาสนา
น.364 มีอยู่อย่างนี้ แล้วมีอยู่แต่เท่านี้ คือมีสติสัมปชัญญะ ชนิดที่ว่าไม่เผลอให้เกิด ความเข้าใจผิด หลงผิด มิจฉาทิฏฐิอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมา ; ให้อยู่แต่กับสัมมาทิฏฐิ อยู่เรื่อยไป อย่างนี้เรียกว่า "ดำรงชีวิตชอบ" มีการเป็นอยู่ชอบ ชนิดที่จะทำให้ โลกนี้ไม่ว่างจากพระอรหันต์. คำนี้พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้เองว่า "ถ้าอยู่กัน โดยชอบไซร้ โลกไม่ว่างจากพระอรหันต์" อยู่กันโดยชอบนี้ คืออยู่โดยมี สติสัมปชัญญะ รู้สึกตัวอยู่เสมอ อย่าให้เกิดมิจฉาทิฏฐิฝ่ายตรงกันข้าม เช่น ฆนิกวาท เกิดความเห็น คิดรู้สึกขึ้นมาว่าเป็น ตัวกูของกู เป็นก้อนเป็นตนนี้ ; หรือว่าเกิดมิจฉาทิฏฐิสัสสวาท เป็นตัวเป็นตน ที่ยืดยาวยืนนานถาวรไม่สิ้นสุด ไปเลย. ถ้ามิจฉาทิฏฐิอย่างนี้ครอบงำแล้วมันก็จะเฉออกนอกทาง จนกระทั่งผิด ทาง เรียกว่าเป็นอยู่ไม่ชอบแล้ว แล้วก็ไม่มีโอกาสที่จะเกิดพระอรหันต์ขึ้นในโลก จึงขอให้ระวังกันเพียงอย่างเดียวว่า ให้เป็นอยู่ทุกลมหายใจเข้าออกนี้อย่างถูกต้อง คือไม่มีเผลอให้เกิดมิจฉาทิฏฐิ หรือความโง่ขึ้นมาในใจ จนเกิดความเห็นแก่ตัว ยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกูของกู. ถ้าจะแยกเป็นข้อปฏิบัติละเอียดออกไป ก็คืออริยมรรค มีองค์แปด. เรื่องอริยมรรคมีองค์แปดนี้ ก็เคยพูดเคยอธิบายกันมามากมายแล้ว ใน ตำรับตำราก็มี ไปหาอ่านดูได้ รวมความว่าให้เป็นอยู่ชอบ หรือเป็นอยู่อย่างถูกต้อง ๘ ประการ คือถูกต้องของความคิดเห็นอย่างที่ว่านี้ว่าไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน เป็นของ ไม่เที่ยงเปลี่ยนแปลงได้ มีความคิดเห็นหรือความเข้าใจถูกต้องอย่างนี้ก่อน เรียกว่า "ความถูกต้องของความคิดเห็น" แล้วก็มีความถูกต้องของการปรารถนา, แล้ว ก็มีการถูกต้องของการพูดจา, มีการถูกต้องของการทำการงาน, มีการถูกต้อง ของการเลี้ยงชีวิต, มีความถูกต้องของความเพียร ความพากเพียร, มีความ ถูกต้องของสติที่ระลึกประจำอยู่ในใจ, มีความถูกต้องของสมาธิ คือกำลังใจ หรือ
น.365 จิตที่มันบักแน่นลงไปอย่างไร มันต้องเป็นการถูกต้องด้วย. ถ้าใครอยู่ด้วยอาการ ที่ถูกต้องครบ ๘ องค์อย่างนี้แล้ว ก็เรียกว่าเวลานั้นมันเป็น สัมมาทิฏฐิไปหมด คือ เป็นผู้ที่มองเห็นความเป็นของชั่วขณะ ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน อยู่ตลอดเวลา แล้ว ความที่เป็นมิจฉาทิฏฐิตรงกันข้ามก็เข้ามาไม่ได้ เข้ามาไม่จุ ไม่มีเนื้อที่ให้เข้ามา ; ฉะนั้นในจิตใจของเราจึงเต็มไปด้วยความถูกต้อง ๘ ประการ. ถ้าจะพูดอย่างอื่นก็พูดได้ คือว่าเราเป็นอยู่โดยวิธีที่เห็นว่า สิ่งทั้งหลาย ทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นอยู่เสมอ นี้มันเป็นหัวใจของพุทธศาสนา ว่าทุกอย่าง ไม่ว่าอะไร ไม่ควรไปยึดมั่น คือไม่ควรไปสำคัญมั่นหมายเข้า ว่ามันเป็นตัวเรา หรือเป็นของเรา ปล่อยให้เป็นธรรมชาติเป็นของธรรมชาติ ; แล้วก็ปฏิบัติให้ถูก ต้องตามกฎของธรรมชาติ แล้วร่างกายและจิตใจนี้ก็ไม่มีความทุกข์เลย ; ไม่ต้อง มีตัวเราขึ้นมา ก็ไม่มีความทุกข์เลย. จะพูดอีกอย่างหนึ่งว่า เพราะเห็น อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา อยู่เป็นนิจ มันก็ เรื่องเดียวกัน : พอเห็น อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา อยู่เป็นนิจ มันก็ไม่ยึดมั่นถือมั่น อะไร แล้วเวลานั้นมันก็มีความถูกต้อง ๘ ประการอยู่ในตัวมันเอง. ทั้งหมดนี้ ที่พูดกันยืดยาวนี้อยากจะสรุปสั้น ๆ ว่า เดี๋ยวนี้!มีอายุยาวมา พอสมควรแล้ว เห็นสิ่งต่าง ๆ พอสมควรแล้ว ก็รู้สึกขึ้นมาได้เองว่าไม่มีอะไรที่น่า ไปหลงกับมัน. นี่เป็นคำพูดเหมือนกับพูดเล่น แต่มันกลายเป็นคำพูดที่จริงที่สุด มีประโยชน์ที่สุด มันไม่มีอะไรเลยที่น่าจะไปหลงกับมัน. คำว่าไม่มีอะไรเลย นี้มัน ทุกอย่างเลย จะเป็นวัตถุสิ่งของ หรือจะเป็นเกียรติยศชื่อเสียง อำนาจวาสนา แม้แต่ความดี แม้แต่บุญกุศล.
น.366 พูดอย่างนี้ฟังไม่ถูกจะกลายเป็นมิจฉาทิฏฐิไปโดยไม่รู้สึกตัว. ความดี ก็เป็นของดี บุญกุศลก็เป็นบุญกุศลแน่นอน, แต่อย่าไปหลงกับมัน อย่าไปหลง กับมัน แม้ในสิ่งที่เรียกว่าความดีหรือบุญกุศลนี่อย่าไปหลงกับมัน. ความดีมีอยู่ อย่างไรก็มีอยู่อย่างนั้น แล้วก็ทำความดี แล้วก็ไม่มีความทุกข์. ไม่มีความทุกข์ เรียกว่าความสุข แม้ความสุขนี้ก็อย่าไปหลงกับมัน ก็เรียกว่าไม่ไปหลงในอะไรหมด ไม่ไปหลงยึดมั่นสิ่งใดว่าเป็นตัวตนหรือของตน แม้แต่ประการเดียว ; เรียกว่า ไม่มีอะไรที่น่าไปหลง. เดี๋ยวนี้เรายังหลงอยู่ทุกอย่าง ไปหลงมันทุกอย่าง แม้แต่ สิ่งของก็หลง เกียรติยศชื่อเสียงก็หลง อะไรก็หลง ; มันโง่ไปรักอะไรเข้า มันก็ ไปหลงในสิ่งนั้น หรือมันไปเกลียดอะไรเข้า มันก็ไปหลงเกลียดในสิ่งนั้น ; เดี๋ยว หลงรัก เดี๋ยวหลงเกลียด เดี๋ยวไปหลงกลัว เดี๋ยวไปหลงโกรธ ขึ้น ๆ ลง ๆ อยู่ อย่างนี้. ฉะนั้น ผลของความรู้ที่ถูกต้องทั้งหมดที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น มันก็คือ ความรู้แจ้งเห็นจริงที่เกิดขึ้นมาในใจว่า อ้าว! ไม่มีอะไรที่น่าไปหลง. พูดให้ชัด อีกหน่อยก็ว่าไม่มีอะไรน่าเอาน่าเป็น ไม่มีอะไรที่น่าเอา ไม่มีอะไรที่น่าเป็น. น่าเอา ก็คือของที่น่ารัก น่าพอใจ, น่าเป็น ก็คือเป็นนั่นเป็นนี่อย่างที่เขาว่าดี มีเกียรติหรือหรูหราหรืออะไรก็ตาม. นี้ไม่มีอะไรที่น่าเอาน่าเป็น ; มันล้วนแต่ เป็นของชั่วขณะไม่ใช่ตัวตน เปลี่ยนแปลงได้ทั้งนั้น ; แล้วพอไปยึดมั่นถือมั่นเข้า ไปเอาไปเป็นเข้า มันมีความทุกข์ทันที. ฉะนั้นว่าอย่าไปเอาไปเป็นกับมัน ; แต่ ถ้าจะต้องทำไปอย่างไรก็จงทำไปอย่างนั้น : เกิดมาเป็นคนก็ทำไปตามหน้าที่ของคน เกิดมาเป็นพ่อแม่ก็ทำหน้าที่ไปตามหน้าที่ของพ่อแม่ อย่าไปหลงในความเป็น พ่อแม่, เกิดมาเป็นลูกเป็นอะไรก็ทำหน้าที่ของลูกให้ดี อย่าไปหลงในความเป็นลูก อย่าไปเรียกร้องเอาอย่างนั้นอย่างนี้ด้วยความหลง.
น.367 ฉะนั้น ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นอะไรก็เป็นให้มันถูกต้อง คือไม่หลง; เป็นชาวนา เป็นพ่อค้า เป็นข้าราชการ กระทั่งเป็นเทวดา ถ้าเป็นได้ ก็อย่าไปหลง ในความเป็นอะไรของตัว. นี่ไม่มีอะไรที่น่าเอาน่าเป็น แล้วมันก็จะเกิดความรู้สึก สรุปขึ้นมาสั้น ๆ ปัดออกไปเสียหมดว่า พอ-พอกันที ๆ. เรื่องบ้านี้พอกันที เรื่องหลงนี้พอกันที. ถ้าในใจของใครเกิดความรู้สึกว่า พอกันทีโว้ย ! แล้ว ก็เป็นที่แน่นอนว่าเขาได้รู้หลักซึ่งเป็นหัวใจของพุทธศาสนา ที่เรียกว่าวาท ๆ อะไร เหล่านี้ เช่น ขณิกวาท ว่าทุกอย่างชั่วขณะ ๆ, วิภัชชวาท ทุกอย่างแบ่งออกไปได้ ซอยละเอียดออกไปจนว่างไปในที่สุด อนัตตวาท ก็ว่าไม่ใช่ตัวตน, อนิจจวาท ก็คือไม่ใช่ของเที่ยง. นี่พอเห็นขนาดนี้แล้วมันจะสะอึก หรือว่ามันจะหยุดชะงัก มันจะบอกปฏิเสธว่าพอกันทีโว้ย ; เป็นผลของการรู้คำสั่งสอนของพระพุทธศาสนา. ทีนี้ก็อยากจะพูดต่อไปเสียเลยในคราวเดียวกันว่า คนพวกไหนที่ควรจะ ทำอย่างนี้ ? ก็ตอบได้ทันทีว่า ทุกพวกเลย ที่เรียกว่าคนหรือมันคล้ายกับคน มันก็ ทุกพวกเลย. มนุษย์ก็ทุกพวก : มนุษย์ที่เป็นฆราวาสก็ต้องทำความรู้สึกในข้อนี้, มนุษย์ที่เป็นบรรพชิตเป็นนักบวชก็ต้องทำในความรู้สึกข้อนี้ ; แม้จะทำไม่เท่ากัน หรือระดับเดียวกัน มันก็ต้องทำในข้อนี้ ข้อที่ว่าไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา ชั่วขณะ ๆ ให้เกิดความเห็นแจ้งขึ้นมา. ฆราวาสบางคนเห็นว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องปรัชญา เป็นเรื่องปรมัตถ์ เป็นเรื่องชั้นสูง เป็นเรื่องอะไร ไม่ใช่เป็นเรื่องของคนชาวบ้าน ; อย่างนี้ยัง เข้าใจผิด. ความรู้เหล่านี้มันคือตัวพุทธศาสนาตัวแท้ของพระพุทธศาสนา. ตัวแท้ ของพุทธศาสนามีไว้เพื่อดับความทุกข์ เพราะฉะนั้นที่ไหนมีความทุกข์ ใครมี ความทุกข์แล้วคนนั้นต้องมีพุทธศาสนา. ทีนี้พวกชาวบ้านมีความทุกข์มากกว่า พวกบรรพชิต เพราะฉะนั้นชาวบ้านนั่นแหละยิ่งต้องการธรรมะที่จะดับทุกข์.
น.368 ฉะนั้นจึงต้องสนใจ เรื่องอนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ที่เรียกในที่นี้ว่า "วิภัชชวาท" หรือ "ขณิกวาท". ที่ได้เรียกแปลกออกไปนี้ ก็เพื่อให้มันละเอียดออกไป. ถ้าพูดว่า ไม่ใช่ตนเฉย ๆ มันยังฟังยาก. อนัตตาไม่ใช่ตน นี้ยังฟังยาก ก็เลยบอกว่ามันเป็น สิ่งที่แบ่งแยกได้ คือเป็น วิภัชชะสิ่งที่แบ่งแยกได้. มันเป็นอนัตตาไม่ใช่ตนเพราะ มันเป็นสิ่งที่แบ่งแยกได้; แล้วมันเป็นอนัตตาเพราะมันเป็นขณิกะ คือของ ชั่วขณะ ชั่วขณะ ๆ ๆ แล้วมันจะเป็นตัวเป็นตนได้อย่างไร. ความทุกข์มันเกิด มาจากความโง่ว่าเป็นตัวเป็นตน มีตัวมีตน. ถ้าฆราวาสเป็นทุกข์ ฆราวาสก็ต้อง มีความรู้เรื่องนี้ ; สำหรับพระนั้นมันก็เหมือนกัน แต่ว่าผิดกันหน่อยตรงที่ว่า พระนั้นมีโอกาสที่จะปฏิบัติมาก ๆ ปฏิบัติเร็วๆ; ฆราวาสนั้นลำบากยุ่งยากอยู่ ด้วยของอย่างอื่นบางอย่าง ก็ไปช้า ๆ; แต่แล้วก็ต้องไปด้วยกัน. เมื่อถามว่าใครจะเป็นผู้สนใจศึกษาลัทธิข้อปฏิบัติเหล่านี้ ๆ ก็บอกว่า ทุกคนเลย ถ้าเป็นมนุษย์ก็มนุษย์ทุกคน ถ้าเป็นเทวดาก็เทวดาทุกคน เทวดาชั้น กามาวจร เทวดาชั้นพรหมชั้นไหน ๆ ก็ตามใจแก ยังมีความทุกข์อยู่ทั้งนั้น เพราะ แกมีตัวมีตนอยู่ทั้งนั้น. ฉะนั้นแกก็ต้องศึกษาเหมือนกับมนุษย์ ไม่ดีไปกว่ามนุษย์ ; และยังจะเสียเปรียบมนุษย์ ตรงที่ว่ามนุษย์นี้มีความทุกข์มากกว่าเทวดา เทวดามี ความสนุกสนานมากก็ลืมตัวมาก เตลิดเปิดเปิงไปได้มาก มันก็ยิ่งมีความทุกข์มาก นี่เสียเปรียบมนุษย์. มนุษย์นี้เขามักจะถือกันว่ามีความสุขกับความทุกข์ก้ำกึ่งกัน พอจะก้ำกึ่งกัน มันก็เป็นโอกาสดีที่จะรู้ความจริงได้ง่าย. ส่วนเทวดานั้นมีแต่ ความสุขสนุกสนานมาก ความทุกข์แทบไม่ปรากฏ. ทั้งที่มีความทุกข์แต่ก็แทบจะ ไม่ปรากฏ ฉะนั้นจึงลืมตัวมาก. เทวดาก็ต้องตาย เทวดาก็ต้องมีความโลภ มีความโกรธ มีความหลง เทวดาก็ร้องไห้เป็น เทวดาก็มีกิเลส มันก็มีความทุกข์ อย่างเดียวกัน ; แต่ว่ามันมีบุญ เขาเรียกว่ามีบุญตรงที่มีโอกาสได้สนุกสนาน เสียมากกว่า ให้ลืมตัวยิ่งขึ้นไป. เราตอบได้อย่างกว้างที่สุดว่า สัตว์ทุกชนิด
น.369 ที่มีปัญญารู้นึกรู้คิดได้แล้ว จำเป็นที่จะต้องศึกษาลัทธิเหล่านี้ : วิภัชชวาท ขณิกวาท อนัตตวาท อนิจจวาท แล้วแต่จะเรียก แต่รวมความแล้วก็คือ ความจริง ที่บอกให้เห็นว่าไม่ควรจะไปหลงนั้นเอง. ทีนี้ ก็พูดต่อเลยไปว่า ที่ไหนกัน จะไปดู ไปเรียน ไปปฏิบัติที่ไหนกัน ? หรือว่ากฎเกณฑ์เรื่องนี้มันใช้ได้ในที่ไหน ใช้ไม่ได้ในที่ไหน ? นี้ก็ขอตอบว่า กฎเกณฑ์เรื่องนี้ ธรรมะข้อนี้ใช้ได้หรือต้องใช้ทั่วไปในที่ทุกหนทุกแห่งแล้วแต่ มนุษย์จะรู้จักว่ามันมีอะไรอยู่ที่ไหน. พูดภาษาวัด ๆ ภาษาศาสนาเขาว่าทั่วไป ทุกโลกธาตุ. กี่หมื่นโลกธาตุก็ตามใจ ทุก ๆ โลกธาตุจะต้องปฏิบัติกฎเกณฑ์ข้อนี้ จะต้องรู้กฎเกณฑ์ข้อนี้ก่อน แล้วปฏิบัติกฎเกณฑ์ข้อนี้ ; ไม่ยกเว้น. นี่ไม่ต้อง พูดถึงเฉพาะแต่มนุษย์ในโลกนี้ หรือโลกธาตุนี้ สัตว์ทั้งหลายอื่นในโลกธาตุอื่นที่มี สติปัญญาคิดนึกได้แล้วก็จะต้องรู้กฎเกณฑ์ข้อนี้ ปฏิบัติกฎเกณฑ์ข้อนี้. ทั้งนี้ ก็เพราะว่านี่มันเป็นกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ. เพราะฉะนั้นธรรมชาติมีอาณาเขต ไปถึงไหน กฎเกณฑ์ของธรรมะนี้ก็ไปถึงนั้น มันเป็นกฎของธรรมชาติ เป็น หน้าที่ที่มนุษย์หรือสัตว์ทั้งหลายจะต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ฉะนั้น ธรรมชาติมีอยู่ที่ไหน กฎเกณฑ์ก็มีอยู่ที่นั่น. เป็นอันว่าไม่ยกเว้นที่ไหน จะใน สัตว์นรกหรือว่าในมนุษย์ หรือว่าในสวรรค์ หรือในชั้นไหนก็ตาม ไม่ว่าที่ไหน จะต้องรู้ข้อนี้และปฏิบัติข้อนี้ ; ไม่อย่างนั้นจะเป็นทุกข์. ข้อสุดท้ายจะถามว่าเมื่อไรกัน ? บอกว่าตลอดกาลเลย ทั้งอดีต ทั้ง อนาคต ทั้งปัจจุบัน อย่าไปหาทางออกเรื่องเวลา ว่าบางยุคบางสมัยก็ไม่ต้อง. สำหรับธรรมะนั้นไม่เกี่ยวกับเวลา. สำหรับมนุษย์นั้น ถ้าปราศจากธรรมะ เมื่อไรแล้ว ก็เป็นมีเรื่องของความทุกข์เมื่อนั้น. เมื่อนั้นทีเดียวไม่ยกเว้น ไม่เกี่ยวกับเวลา. แต่ทีนี้เราพูดให้มันชัดหน่อยว่า เมื่อมีปัญหาหรือความทุกข์ เกิดขึ้นนั่นแหละ ถ้าเวลาอื่นท่านทั้งหลายไม่ต้องการธรรมะ ก็จำเป็นที่จะต้องการ
น.370 ธรรมะในเวลาที่ความทุกข์มันเกิดขึ้น หรือมันมีปัญหาเกิดขึ้นในจิตในใจ. นี่เรา จะต้องมีความรู้ข้อนี้มาช่วยให้ทันเวลา แล้วให้ถูกต้องด้วย. มันมีอยู่ ๒ คำที่ จะต้องจำให้ดี ว่าความรู้นี้ต้องมาอย่างถูกต้องด้วย แล้วต้องมาทันเวลาด้วย. เมื่อเรามีความทุกข์นั่นมันต้องมาให้ทันเวลา สำหรับจะแก้ความทุกข์นั้น ; แล้วมาถูกต้องจึงจะแก้ความทุกข์นั้นได้. ฉะนั้นเราเตรียมตัวให้พร้อม เมื่อมี ความทุกข์หรือมีปัญหาทางจิตทางวิญญาณเกิดขึ้น ซึ่งเป็นความทุกข์ ก็ต้องมีความ รู้เรื่อง วิภัชชวาท ขณิกวาท อนัตตวาท อะไรนี้มาให้ถูกต้องและทันเวลา ก็จะ ดับทุกข์ได้. นี้เรียกว่าเวลาที่มีความทุกข์เกิดขึ้น. เมื่อยังมีเวลาที่เราอยู่สบายไม่มีความทุกข์เกิดขึ้น อย่างนี้เราก็ยังจะต้อง เอาความรู้ที่ว่านั้นแหละมาอบรมให้มันแก่กล้ายิ่งขึ้น. ความรู้เรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เรื่องวิภัชชวาท ขณิกวาท นี้มาอบรมให้แก่กล้า ๆ ยิ่งขึ้น. ที่ว่าแก่กล้า ในที่นี้ก็หมายความว่าเข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น รวดเร็วยิ่งขึ้น อยู่ในอำนาจ อยู่ในกำมือ ของเรามากขึ้น จนกระทั่งเป็นคู่มือ อยู่กับมือ ไม่เคยห่างไปจากมือ. นี่เรียกว่า ตามปกตินั้นจะต้องอบรมความรู้นี้ให้มันแก่กล้ายิ่งขึ้นทุกที; แล้วพอมีปัญหา เกิดขึ้น มีความทุกข์เกิดขึ้น ก็ใช้ความรู้นี้ให้ถูกต้องและให้ทันแก่เวลา. นี่หลัก- เกณฑ์ต่าง ๆ เหล่านี้เกี่ยวข้องกับหลักธรรมะที่กล่าวมาแล้ว ว่าท่านจะต้องมีความ เข้าใจอย่างนี้ .. ทีนี้ ก็จะได้พูดต่อไปถึงตัวธรรมะนั้น ตัวคำสอนนั้น ๆ : ดังที่ได้กล่าว มาแล้วตั้งแต่ข้างต้นว่า เราเรียกคำสอนนั้น ๆ ว่า วิภัชชวาท ขณิกวาท เป็นต้น. วาท คือ วาทะ ; วาทะ แปลว่าคำพูด. วิภัชชวาทะ หรือ วิภัชชวาท แปลว่าวาทะที่ บอกว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นแบ่งแยกออกไป ได้ละเอียดออกไป-ละเอียดออกไปจนว่าง ในที่สุด. ขณิกวาท-วาทะที่บอกว่าทุกอย่างประกอบอยู่ด้วยขณะ ๆ เท่านั้น ไม่ใช่ ถาวรยั่งยืน. คำว่า "วาทะ" พูดถึงคำว่าวาทะ บางคนอาจจะฉงน. คำว่าวาทะ
น.371 นี่เป็นภาษาบาลี เป็นระเบียบ เป็นธรรมเนียมที่ใช้ในภาษาบาลีหรือภาษาสันสกฤต ในสมัยโบราณกาล เขายกเอาคำว่า "วาทะ" หรือคำพูดขึ้นมาใช้ เช่นเดียวกับที่ พวกฝรั่งสมัยปัจจุบันนี้ใช้คำว่า -ism. - ism นั้นแปลว่าลัทธิหรือความเห็น หรือการกระทำอะไร ที่มันยืนยันลงไปอย่างใดอย่างหนึ่ง, นี่ตรงกับคำว่าวาทะ ในที่นี้. แม้จะมีชื่อเรียกว่า "วาทะ" แต่ตัวจริงมันมิใช่คำพูด ตัวจริงมันเป็นลัทธิ หรือความรู้สึกที่มีอยู่ในใจ แล้วหลั่งออกมาทางปาก แสดงออกมาทางคำพูด .. บางคนไปเขลาว่ามันเป็นแต่วาทะ ๆ แล้วมันจะทำอะไรได้. ที่จริงคำว่า "วาทะ" นี้ มันไม่ได้หมายถึงคำพูด มันหมายถึงความรู้สึกคิดนึกที่เป็นเหตุให้พูด ให้พูด ออกมาหรือแสดงออกมาทางคำพูด ; เป็นของแปลกหูสำหรับท่านทั้งหลาย แต่ไม่แปลกหูสำหรับนักศึกษาที่เขาได้ยินกันเสียจนชินว่า คำว่า วาทะ หรือวาท หรือ - ism. นี่ขอให้เข้าใจดี ๆ ว่า ขณิกวาทะ หรือวาทนี้มันไม่ใช่คำพูด มันเป็น ลัทธิที่ฝั่งอยู่ในใจ แล้วแสดงออกมาทางคำพูด. ทีนี้ นอกจากหรือยิ่งไปกว่าที่มันไม่เป็นเพียงคำพูดแล้ว มันยังเป็น ความรู้สึกที่เกิดอยู่เองในตัวของท่านทั้งหลายโดยสามัญสำนึก โดยสัญชาตญาณก็มี ท่านทั้งหลายจะต้องนึกถึงคนทุกคนรวมทั้งตัวเองด้วย ว่าแต่ละคน ๆ นั้น มันมี ความรู้สึกอะไรที่เป็นความรู้สึกเด็ดขาดของตน ซึ่งตนคิดอย่างนั้น เชื่ออย่างนั้น ถืออย่างนั้น ถ้าพูดก็พูดอย่างนั้นไม่มีพูดอย่างอื่น. นี่ "วาท ๆ" อย่างนี้มันมีอยู่ ด้วยกันทุกคน ; มีอยู่แต่ว่าจะมีไปในทางถูกหรือในทางผิด และโดยมากก็มีไปใน ทางผิดคือให้เป็นทุกข์ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว. แต่เดี๋ยวนี้อยากจะชี้ในข้อที่ว่าตามปกติ มันมีอยู่แก่คนทุกคน ในคนทุกคน และมันเกิดเอง. พอเราเกิดมาจาก ท้องแม่ - ism หรือวาทะนี้มันเริ่มก่อตัว ตั้งรกตั้งราก ลงรากลงฐานขึ้นมาเรื่อย ๆ จน พอโตเป็นหนุ่มเป็นสาว มันก็มีเต็มที่ของมันเป็นรูปอย่างหนึ่ง ๆ ; นั่นแหละ
น.372 เรียกว่า-ism หรือวาทะของบุคคลผู้นั้น ซึ่งเขาพร้อมที่จะพูดออกมาเสมอ แล้วก็ ถือเป็นหลักแน่นแฟ้นในใจอยู่เสมอ และนี่เป็นไปได้โดยสามัญสำนึก คือเขานึก เอาเองได้ตามสิ่งแวดล้อม ที่มันแวดล้อมเขาอยู่ทุกวัน ๆ ๆ ๆ ตั้งแต่เกิดมา ; เขา ก็ปรุงรูปทิฏฐิความคิดเห็นนี้ขึ้นมาได้เองเป็นของเขา. แล้วที่ยิ่งไปกว่านั้นมันก็ มีมาได้จากสัญชาตญาณอย่างสัตว์. สัตว์ทั้งหลายมีสัญชาตญาณ ที่อย่างต่ำก็ของสัตว์เดรัจฉาน, แล้วก็ติดมา ถึงความเป็นมนุษย์. ความรู้สึกของมนุษย์ระดับต่ำที่สุดเป็นเรื่องของสัญชาตญาณ : ต้องการกินอาหาร, ต้องการสืบพันธุ์, ต้องการเกียรติยศ, ต้องการดีต้องการเด่น ต้องการการยกหูชูหาง, อะไรนี้เป็นเรื่องของสัญชาตญาณ มันก็มีมากพออยู่แล้ว. ทีนี้สัญชาตญาณนั้น ๆ ถูกปรับปรุงแก้ไขเปลี่ยนแปลงไปตามสติปัญญาที่อบรม ขึ้นมา มันก็เปลี่ยนรูปไปบ้าง ก็มาอยู่เป็นหลักลัทธิสำเร็จรูปประจำตัวบุคคลนั้น เรียกว่า "วาทะ" หรือ-ism สำหรับบุคคลนั้น ; แล้วมันก็มีกันอยู่ทุกคน. นี้แหละ มันตั้งต้นขึ้นมาจากสัญชาตญาณและสามัญสำนึก ที่แวดล้อมเราตั้งแต่อ้อนแต่ออก, นี่ชั้นหนึ่งก่อน ; ทีนี้มันก็ค่อยเจริญขึ้น ๆ ตามสิ่งที่เข้ามาแวดล้อม. คำว่า เจริญขึ้น ๆ ก็คือการเปลี่ยนแปลงไป ๆ ๆ ตามสิ่งที่แวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือการศึกษา. คำว่า สิ่งแวดล้อม มีความหมายมาก มีความ สำคัญมาก สิ่งแวดล้อมนั่นแหละมันเปลี่ยนหัวใจเรา หัวใจเราเคยเป็นอย่างหนึ่ง มีอยู่อย่างหนึ่ง เดี๋ยวนี้มันมาเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น เพราะสิ่งแวดล้อมมันค่อยๆ แวดล้อม - ค่อย ๆ แวดล้อม จนกลายเป็นคนละคนไปก็ได้. ทีนี้ยิ่งเป็นการศึกษา ยิ่งเป็นสิ่งแวดล้อมที่ร้ายกาจมากที่จะเปลี่ยนให้เป็นอย่างไรได้แรงที่สุด เร็วที่สุด. การศึกษานี้ถูกก็มี ผิดก็มี เป็นไปเพื่อทุกข์แต่ไม่รู้สึกตัวก็มี ; อย่าง เรามานั่งประชุมกันที่นี่ ฟังเรื่องนี้ที่นี่ ก็เป็นการศึกษาด้วยเหมือนกัน. ถ้ามัน
น.373 มีความเข้าใจ มันก็มีอิทธิพลมาก เปลี่ยนแปลงจิตใจให้ไปตามทางของความดับทุกข์ ได้ ; ถ้าไม่เข้าใจ มันก็ไม่มีอะไร ; ถ้าเข้าใจผิด มันก็มีผลร้ายเกิดขึ้น. เพราะฉะนั้น ขอให้ถือว่าสิ่งที่เรียกว่า "วาท" หรือ วาทะ หรือ-ism นี้ มีแก่คนทุกคนอย่างที่จะ หลีกเลี่ยงไม่ได้ และไม่ต้องรู้สึกตัวก็ได้. รู้สึกแต่ว่าจะใช้มันอย่างไร จะส่งมัน ออกไปอย่างไร จะบ่งกันอย่างไรเท่านั้น. ฉะนั้น อย่าได้เข้าใจว่าสิ่งนี้มันไม่เกี่ยวกับเรา มันอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ที่แท้มันสิงอยู่ในดวงจิตในวิญญาณ ของเราตั้งแต่อ้อนแต่ออกเรื่อยมา ฉะนั้น คน ๆ หนึ่งมีความคิดเห็นอย่างไรเป็นหลักละก็คนนั้นมีวาทะว่าอย่างนั้น มี-ism ของเขาว่าอย่างนั้น ; นั่นแหละคือบุคคลิกภาพของเขา คือความเป็นอย่างนั้น. ฉะนั้นเรามีหน้าที่แต่เพียงว่าจะควบคุมมันให้ไปในทางถูก หรือแก้ไขมันให้เป็นไป ในทางถูกยิ่งขึ้นทุกที. ดูอีกทีหนึ่งสิ่งที่เรียกว่าวาทะหรือ-ism นี้ มันเป็นสิ่งที่มีอำนาจสูงสุด เหมือนพระเจ้าทีเดียวก็ว่าได้. ทุกคนมีความเชื่อตัวเอง ; ความเชื่อของตัว นั้นแหละจริงและถูก ฉะนั้นก็บูชาความเชื่อของตัวเอง ความคิดเห็นของตัวเอง. นี่คือวาทะ หรือ - ism ของบุคคลนั้น ; มันมีลักษณะเหมือนกับพระเจ้าสำหรับ บุคคลนั้น. เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นสิ่งที่มีอำนาจในการที่จะบันดาลชีวิต หรือ บันดาลโชคชะตาของชีวิตของบุคคลนั้น ทั้งที่เกี่ยวกับตัวเขาและทั้งที่เกี่ยวกับสังคม. ลัทธิความคิดเห็นประจำตัวเขา คือวาทะ หรือ - ism ของเขานั่นแหละเป็นพระเจ้า ผู้สร้างตัวเขาละ ; เขาจะเป็นไปตามอำนาจของวาทะอันนั้น. ชีวิตของเขาจะเป็น ไปตามนั้น. ฉะนั้นเขาจะเป็นทุกข์หรือเป็นสุขตามเรื่องของเขา แล้วเขาจะพลอย ทำให้สังคมเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ มันก็เพราะเรื่องนี้ของเขา ; จึงถือว่ามันเป็นสิ่ง ที่มีอำนาจที่จะบันดาลชีวิตของคนทุกคน สำหรับวาทะนี้.
น.374 คนเราทำอะไรไปตามวาทะของตัวทั้งนั้น ขอให้จำไว้ ; - ism ของตัว มีอยู่อย่างไร คนนั้นจะทำไปอย่างนั้น ทำอย่างอื่นไม่เป็น; แล้วมันเป็นสิ่ง ที่จะให้คนเรายกหูชูหาง หรือว่าจะทำให้คนเราอ่อนน้อมถ่อมตัว มันก็คือ - ism อันนี้ คือวาทะอันนี้. ฉะนั้นบางคนยกหูชูหางหรือบางเวลายกหูชูหาง ; บาง เวลาก็อ่อนน้อมถ่อมตัว. แล้วเรื่องยกหูชูหาง เรื่องอ่อนน้อมถ่อมตัวนี้มันไม่ใช่ เรื่องเล็กน้อย คือเรื่องที่จะทำให้เกิดเรื่องร้ายหรือเรื่องดีได้ทั้งนั้น. ฉะนั้นไป เข้าใจให้ดี ๆ ไปจัดการมันให้ดี ๆ. ดูต่อไปอีกก็จะมองเห็นได้ว่า วาทะนี้คือตัวลัทธิ หรือเป็นต้นกำเนิด ลัทธิต่างๆ จะเป็นลัทธิปรัชญา หรือลัทธิศาสนาอะไรก็ตาม. วาทะหรือ - ism ของบุคคลนั้น ประจำตัวบุคคลนั้น มันจะสร้างศาสนา สร้างลัทธิขึ้นมา สำหรับเขา ; แล้วทีนี้ถ้าเผอิญหลาย ๆ คน มันตรงกันมาก ๆ คน ก็รวมกันเข้า เป็นลัทธิที่มีผู้ถือมาก, และถ้ามากไปกว่านั้นอีก มันก็กลายเป็นศาสนา ซึ่งมีคน นับถือมากออกไปอีก. ฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่า "วาทะ" นี้ มันเลยไม่ใช่ของเล็ก ๆ เช่น พุทธศาสนาก็เป็นวาทะอันหนึ่ง สอนเรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อย่างที่ เราพูดมาแล้ว. มันเป็นตัวลัทธิหรือเป็นตัวกำเนิดของลัทธิต่างๆ ด้วย พร้อม กันนั้นก็เป็นกำเนิดของสิ่งอื่นที่มันเกี่ยวเนื่องกัน. - ism นี้ เป็นต้นกำเนิดของ การเสียสละหรือไม่เสียสละก็ได้ ; แล้วมันเป็นต้นเหตุให้เกิดบ้าเลือดขึ้นมา ไม่ยอม บ้าเลือดยอมตายอะไรขึ้นมาได้. ฉะนั้นอย่ามองข้ามไปเสีย อย่ามองไกล เตลิด เปิดเบิ่งจนไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่อันหนึ่งร้ายกาจที่สุด มันสำคัญที่สุด ที่ทำให้คนเรานี้ ทำอะไรก็ได้ สุภาพอ่อนโยนก็ได้ กระด้างหยาบคายก็ได้ บ้าเลือดก็ได้ ยอมตาย ก็ได้ เสียสละก็ได้ ขี้เหนียวก็ได้ ได้ทุกอย่างและทุกเมื่อ ; อย่าทำเล่นกับเรื่อง วาทะ. เอาละ ท่านทั้งหลายจะเห็นได้เองทุกคนแล้วว่าทำไมสิ่งนี้จึงถูกเรียก ว่า "วาทะ" ? วาทะแปลว่าคำพูด สิ่งนี้ก็คือสิ่งที่จะดันออกมาข้างนอกเป็นคำพูด;
น.375 หรือว่าคนพูดก็พูดไปตามอำนาจของสิ่งนี้. เราเรียกมันสั้น ๆว่า "วาทะ" แต่ ไม่ใช่คำพูด ; หากแต่ว่าเป็นต้นเหตุของคำพูด เป็นที่มาของคำพูด ; แล้วคำพูด ทุกคำก็เพื่อระบายออกหรือแสดงออก ซึ่งสิ่งนี้. คำว่า วาทะ นั้นมันแทนลัทธิ หรือความรู้สึกในใจ; คำว่า วจี - วจี นี้มันเป็นคำพูดที่พูดด้วยปากตามธรรมดา ; แต่ถึงอย่างนั้น วจีนี้ก็เป็นไปตามอำนาจของความรู้สึกที่มีอยู่ข้างใน ซึ่งนั่นเรียกว่า วาทะ. คนใดมีวาทะอย่างไร คนนั้นจะพูดอย่างนั้น. ที่เราได้ยินได้ฟังมากที่สุด ก็คือคำว่าอัตตวาทะอุปาทาน รวมกันเรียกว่า "อัตตวาทุปาทาน" - อุปาทาน - ความ ยึดมั่นถือมั่นด้วยอำนาจวาทะว่าตัวตน = อัตตคือตัวตน + วาทคือวาทะ + อุปาทาน คือความยึดมั่นถือมั่น ; แปลรวมกันว่า ความยึดมั่นถือมั่นด้วยวาทะว่าตัวตน. ข้อนี้ไม่ใช่ยึดมั่นถือมั่นด้วยคำพูดว่าตัวตนของตน แต่ยึดมั่นถือมั่นด้วยความรู้สึก คิดนึกที่เป็นเหตุให้พูดออกมา ว่าตัวตนว่าตัวกว่าของกู ; นั่นแหละขอให้จำไว้ให้ดี ว่า วาทะ ๆ ในกรณีนี้โดยเฉพาะนั้นไม่ใช่หมายถึงคำพูด ; แต่หมายถึงอะไรที่ลึก ที่อยู่ลึกเข้าไปข้างในที่เป็นเหตุให้พูด แล้วพูดออกมาก็พูดเพื่อสิ่งนั้นแหละ. นี่เข้าใจ คำว่าวาทะ หรือสมัยใหม่เขาเรียกว่า - ism กันเสียบ้าง อย่างนี้. ชั่วเวลาที่เหลืออยู่นี้ก็อยากจะพูด ถึงตัวเรื่องนั้น คือคำว่า "วิภัชชวาท" เป็นต้น. ตรงนี้ต้องขอโอกาสนิดหน่อยเพื่อจะบอกให้ทราบว่า คำพูดคำเดียว มีความหมายหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเช่นคำว่า "วิภัชชวาท" วิภัชชวาท แปลว่า มีวาทะที่แบ่งแยกได้. วิภัชชวาทนี้มีอีกชนิดหนึ่งไม่เกี่ยวกับการแบ่งแยก ธรรมหรือสังขาร เป็นการแบ่งแยกไว้เผื่อ เผื่อไว้เพื่อความถูกต้อง คือถ้าเรา ไม่พูดอะไรลงไปตายตัว เราพูดให้มันดิ้นได้อย่างนี้ก็เรียกว่า วิภัชชวาทะเหมือนกัน เอกัง - สวาทะ หมายความว่าพูดตายตัวทีเดียวลงไปอย่างนี้ พอเขาค้านแล้วจน แต้ม หงายหลังอย่างนี้. แต่ถ้าเป็นวิภัชชวาทะแล้วเขาก็แบ่งแยกไว้ว่า ถ้าอย่างนั้น เรียกว่าถูก ถ้าอย่างนี้เรียกว่าผิด, อย่างนี้จึงจะเป็นสุข อย่างนี้จะไม่เป็นสุข ;
น.376 แบ่งไว้อย่างนี้ไม่มีทางจน. อย่างนี้ก็เรียกว่าวิภัชชวาทะเหมือนกัน พระพุทธเจ้า เป็น วิภัชชวาที่ คือท่านไม่ปฏิเสธหรือรับอะไรโดยส่วนเดียว. อย่างมีคนมาทูลถามท่านว่า พระพุทธเจ้าตรัสอย่างไรเกี่ยวกับคำสอน หรือวาทะของผู้อื่น. ศาสดาอื่นลัทธิอื่นเขาพูดกันอย่างนั้น ๆ ให้ทำอย่างนั้น ให้ปฏิบัติอย่างนั้น ให้ละอย่างนั้น อะไรก็ตาม ส่วนพระพุทธโคดมว่าอย่างไร ? นี่พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสตอบว่า เราไม่พูดว่า ลัทธิไหนควรปฏิบัติโดยส่วนเดียว หรือลัทธิไหนไม่ควรปฏิบัติโดยส่วนเดียว ; เราไม่พูดว่าตบะนี้ไม่ควรบำเพ็ญ หรือว่าตบะนี้ควรบำเพ็ญโดยส่วนเดียว ; คือจะไม่พูดอะไรตายตัวลงไปส่วนเดียว แต่จะพูดว่า ตบะใดหรือการปฏิบัติใดทำลงไปแล้ว ปฏิบัติลงไปแล้ว กุศลเกิดขึ้น อกุศลดับไป; อย่างนี้ควรบำเพ็ญหรือควรประพฤติ. ถ้าทำลงไปแล้ว อกุศล เกิดขึ้น กุศลดับไป นี้ไม่ควรทำ ไม่ควรประพฤติ. นี่พระพุทธเจ้าท่านตรัส อย่างนี้ก็เรียกว่า "วิภัชชวาที" ไม่พูดโดยส่วนเดียวลงไปว่าอะไรควร หรือไม่ควร ให้ความหมายไว้เป็นเครื่องตัดสินเอาเอง. ฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงข่มขี่ผู้ที่ควรข่มขี่ ยกย่องสรรเสริญบุคคลที่ควรยกย่องสรรเสริญ ; ไม่ถือว่าบุคคลควรจะยกย่องหรือ - ควรข่มขี่โดยส่วนเดียว. พวกที่ไปทูลถามพระพุทธเจ้าก็เลยพอใจ ชอบใจ. ทีนี้ มันก็ยังมีคำว่า วิภัชชวาที่อีกคำหนึ่งอย่างที่พูดมาแล้วนี่ คือว่าผู้ที่มี วาทะว่า สังขารธรรมทั้งปวงไม่เป็นตัว ไม่เป็นตน ไม่เป็นก้อน ไม่เป็นอะไร ; เป็นสิ่งที่แบ่งแยกได้. ถ้าพูดว่าสังขารธรรมทั้งปวงเป็นตัว เป็นตน เป็นอัตตา ละก็เป็นลัทธิฮินดู เป็นลัทธิอื่นนอกพุทธศาสนา. ฉะนั้นภิกษุในพุทธศาสนา หรือพุทธบริษัทในพุทธศาสนาจะเป็น วิภัชชวาที่ หมด คือเป็นผู้ที่พูดด้วยความ รู้สึกว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้ มันประกอบอยู่ด้วยสิ่งหลาย ๆ ส่วน แบ่งแยกได้.
น.377 กรดศักดิ์ ในตำนานมีปรากฏเรื่องนี้ เมื่อพระเจ้าอโศกจะทำสังคายนาครั้งที่ ๓ ชำระพุทธศาสนานั้น ตอนนั้นศาสนาเสื่อมปนกันยุ่ง เพราะว่าคนพวกอื่นปลอม บวชเข้ามาเป็นอันมากในพุทธศาสนา เพราะพุทธศาสนากำลังเจริญ พระเจ้าอโศก ส่งเสริม ก็มีคนนอกมาปลอมบวชมาก จนความเสียหายเกิดขึ้น แล้วจะจัดการ กันอย่างไร ที่จะคัดเอาคนที่ไม่ใช่คนในพุทธศาสนา หรือภิกษุในพุทธศาสนาออกไป ก็ใช้ลัทธิวิภัชชวาท หรือ อวิภัชชวาท กล่าวคือเอาตัวผู้ต้องหานั้น คือภิกษุองค์ใด องค์หนึ่งก็ตาม ที่สงสัยว่านี้ปลอมบวชหรือไม่ปลอมบวชมาซักถามข้อนี้ ซักถาม เกี่ยวกับสังขาร เกี่ยวกับธรรมทั้งปวงเป็นอย่างไร. ถ้าคนไหนตอบไปในทางเป็น ตัวเป็นตน ไม่ใช่ของแบ่งแยกหรือชั่วขณะแล้วก็จับสึกเลย ; ถือว่าไม่ใช่เป็น พุทธศาสนา แล้วปลอมเข้ามา. ทีนี้ ถ้าว่าองค์ไหนตอบถูกต้อง ในเรื่องของ วิภัชชวาท ขณิกวาท อันนี้ก็ให้อยู่ รับเอาไว้ ให้อยู่เป็นภิกษุในพุทธศาสนา. กระทำโดยวิธีนี้จึงสามารถขจัดพวกนอกพุทธศาสนา ที่ปลอมบวชเข้ามาในสมัย พระเจ้าอโศกนั้น ให้ออกไปได้หมดจากพุทธศาสนานี้ แล้วก็ถือว่า เป็นการ สังคายนาชำระพุทธศาสนาให้บริสุทธิ์ครั้งหนึ่ง. นี่ขอให้เข้าใจคำว่า "วิภัชชวาท" นี้ไว้ว่ามันเป็นสองความหมาย หรือ หลายความหมายอยู่. แต่ความหมายที่สำคัญนี้ก็คือว่าให้มองสังขารทั้งหลายทั้งปวง ในฐานะเป็นของที่แบ่งแยกออกไปได้. ทีนี้ จะมองกันอย่างไร ? สำหรับพุทธศาสนาที่เป็นวิภัชชวาทอันแรก ก็มองที่คนทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ คน ๆ หนึ่งนี่อย่างน้อยก็แบ่งแยกออกได้เป็น ๒ ส่วน คือเป็นกายกับใจ : จะเรียกว่าคนเดียว คุ้นเดียว ก้อนเดียว เหมือนก้อนหิน ก้อนเดียวอย่างนี้ไม่ได้ เพราะคนคนหนึ่งต้องมี ๒ ส่วน คือส่วนหนึ่งเป็นกาย, ส่วนหนึ่งเป็นใจ ; อย่างนี้ก็เรียกว่า วิภัชชวาท. ทีนี้ดูต่อไปอีกคนหนึ่งแบ่งออก
น.378 เป็น ๓ ส่วนบ้าง แบ่งเป็นร่างกายส่วนหนึ่ง, แล้วแบ่งเป็นส่วนที่กำลังเป็นจิต คิดนึกอีกส่วนหนึ่ง, แล้วแบ่งเป็นส่วนที่เป็นความรู้สึกของจิตที่กำลังคิดกำลังนึก อีกส่วนหนึ่ง ; เลยได้เป็น ๓ ส่วน, อย่างนี้ก็เรียกว่า รูปส่วนหนึ่ง จิตส่วนหนึ่ง เจตสิกส่วนหนึ่ง ก็เลยเป็น ๓ ส่วน. เมื่อตะกี้เราแบ่งเป็น ๒ ส่วนว่า กายส่วน หนึ่ง ใจส่วนหนึ่ง ; ที่นี้ใจเอาไปแบ่งเป็น ๒ ส่วน เป็นส่วนจิต กับ ความรู้สึก ของจิต ก็เลยได้รวมกันหมดเป็น ๓ ส่วน. ทีนี้ อยากจะแบ่งให้มันมากไปกว่านั้น ซึ่งเคยแบ่งเป็นเพียง ๒ ส่วน คือ กายกับใจนี้แบ่งให้มันมากกว่านั้นเป็น ๕ ส่วน โดยเป็นรูป เป็นเวทนา เป็นสัญญา เป็นสังขาร เป็นวิญญาณ ที่เรียกว่า "ขันธ์ห้า" ร่างกายนั้นคือรูป, ส่วนใจนั้น แบ่งออกเป็น ๔ ส่วน คือเป็นเวทนาความรู้สึกที่เกี่ยวกับสุขทุกข์นี้อย่างหนึ่ง, สัญญาเกี่ยวกับสมปฤดีความรู้สึกตัว ความจำอะไรนี้อย่างหนึ่ง, แล้วสังขารเป็น ความคิดความนึก ความรู้สึกคิดนึกของจิตนี้ส่วนหนึ่ง, แล้วเป็นวิญญาณ คือ ตัวจิตผู้คิดผู้นึกอีกส่วนหนึ่ง ; มันเลยได้เป็น ๕ ส่วน. นี้คนคุ้นเดียวถูกแบ่ง เป็น ๕ ส่วน จะว่าเป็นก้อนหรือฆนะได้อย่างไร. ทีนี้จะแบ่งเป็นอย่างอื่นบ้าง ให้เป็น ๖ ส่วน ก็เรียกว่าแบ่งโดยให้เป็นธาตุ. ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ธาตุอากาศ ธาตุวิญญาณ เลยเป็น ๖ ธาตุ ; คน ๆ หนึ่งแบ่งได้เป็น ๖ ส่วน : ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ นี้ก็เป็นส่วนร่างกาย แล้ววิญญาณธาตุเป็น ส่วนจิตใจที่ยังไม่แบ่งออกไปอีก. แล้วอากาศธาตุนั้นคือความว่างที่เป็นพื้นฐานของ ทุกสิ่งนั้น มันก็รวมอยู่ในร่างกายนี้ด้วย ; หมายความว่ากายกับใจนี้ก็ตั้งรากฐาน อยู่บนความว่าง เป็นธาตุว่าง. มันยังมีทางที่จะแบ่งอย่างอื่น เพื่อประโยชน์อย่างอื่นได้อีก เอาหน้าที่ การงานของอวัยวะเป็นหลัก ก็เลยแบ่งคน ๆ เดียวนี้ออกเป็น ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
น.379 เพราะว่านี้แหละตัวการ นี่แหละตัวร้าย เขาเรียกว่า "อินทรีย์" ที่แปลว่า ตัวร้ายหรือตัวร้ายกาจ. ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ๖ ส่วนนี้ ที่เรียกว่าอินทรีย์ คือตัวร้ายกาจ ที่ทำให้เกิดเรื่อง เกิดความรู้สึก แล้วคิดแล้วนึก แล้วยึดมั่นถือมั่น แล้วเกิดความโลภ ความโกรธ ความหลง จนเป็นความทุกข์ขึ้นมาในที่สุด. ทั้งหมดนี้มันอาศัยส่วน ๖ ส่วนนี้ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. นี่คนคุ้นหนึ่ง ถูกแบ่งออกเป็นส่วนสำคัญ ๆ ๖ ส่วน คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. แล้ว ในขณะใดมันได้เสวยอารมณ์อยู่ ก็รวบเอาอารมณ์นั้นแหละเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง ๆ ของร่างกายด้วย. เมื่อใดตาเห็นรูป เมื่อใดหูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส กายได้สัมผัสผิวหนัง ใจได้คิดนึกรู้สึกนี้ก็เอาอีก ๖ ส่วนข้างนอกนี้เข้าไปรวมอยู่ใน ๖ ส่วนข้างใน ฉะนั้นเดี๋ยวนี้รูปมันกำลังทำงานอยู่ภายในเกี่ยวกับตา เสียงกำลัง ทำงานอยู่ภายในเกี่ยวกับหู ฯลฯ มันก็เข้าไปประกอบอยู่ในนั้นด้วย. เพียงเท่านี้ ท่านทั้งหลายก็จะพอเข้าใจได้ตามตัวอย่างที่ยกมานี้ว่า คน ๆ หนึ่งนี้อย่าไปเข้าใจว่า มันเป็นคุ้นเป็นก้อนเหมือนก้อนหินก้อนหนึ่ง ที่วางอยู่ตรงนี้ ; มันต้องแบ่งได้ เป็นส่วน ๆ แล้วแบ่งแยกออกไป แบ่งออกเป็นธาตุ ๖ อย่าง แล้วธาตุอย่างหนึ่ง ยังแบ่งได้ไปอีก ๆ ๆ จนมันว่างไปในที่สุด. นี้เรียกว่าทางรูปธรรมก็แบ่งได้อย่างนี้. ทีนี้ แบ่งในทางนามธรรม คือทางความหมายในทางวิญญาณ ก็แบ่ง คนเป็นระยะ ๆ ตามลักษณะของสิ่งที่เรียกว่าวิญญาณมันทำหน้าที่อยู่อย่างไร แล้ว มีผลเกิดขึ้นอย่างไร. อย่างนี้เขาเรียกว่า "วัฏฏะ" คือเป็นกิเลส เป็นกรรม เป็นวิบาก. ในบางคราวเรานี้อยู่ในสภาพ หรือในวิสัยของกิเลส กำลังมีกิเลส เกิดขึ้นในจิตใจ ตอนนั้นตัวเรา สมมุติว่าตัวเรานั้นเป็นกิเลส แล้วต่อมาก็เป็นกรรม เป็นการกระทำกรรม. เวลาที่เรากระทำกรรมนี้ คน ๆ นี้ กลายเป็นคนที่กำลัง ทำกรรม หรือผู้ที่ทำกรรมอยู่ ; แล้วต่อมาบุคคลนี้ กลายเป็นผู้รับผลกรรม,
น.380 รับผลกรรมเสร็จแล้วเดี๋ยวก็เกิดกิเลสอีก เป็นคนกิเลส เป็นของกิเลส หรือเป็น ตัวกิเลสอีก. วนเวียนอยู่ในเรื่องกิเลส เรื่องกรรม เรื่องวิบาก ก็ยังเป็นคนได้ ตั้ง ๓ ชนิดแล้ว : คนผู้มีกิเลส, คนผู้ทำกรรม, คนผู้รับผลของกรรม ; แล้ว ยังมีอย่างอื่นอีกมากมาย. นี้เรียกว่ามองดูให้ดีในฝ่ายนามธรรม คนเราก็ยัง แบ่งเป็นชนิด ๆ ได้มากมายหลายชนิด. ที่ไกลออกไปกว่านั้น ในคนเรานี้บางทีบางเวลาบางขณะมันเป็นโลก หรือเป็นความทุกข์, บางเวลาบางขณะคนเรานี้มันเป็นตัวเหตุให้เกิดทุกข์ คือกำลัง เป็นกิเลส, และบางเวลาบางขณะคนเรานี้ก็เป็นความดับทุกข์ คือว่างจากกิเลส ไม่มีทุกข์สบายดีเย็นดี เย็นอกเย็นใจดี, ในบางเวลาบางขณะ เรากำลังพยายาม ที่จะทำความดับทุกข์ เดินไปตามทางของความดับทุกข์อย่างนี้ก็มี. เรียกโดยอุปมา อีกโวหารหนึ่ง พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่า "โลก" : บางคราวเราเป็นโลก, บางคราวเราเป็นเหตุให้เกิดโลก, บางคราวเราเป็นความ ดับสนิทของโลก, บางคราวเราเป็นทางให้ถึงความดับสนิทของโลก ; แล้วแต่ว่า เรากำลังทำอะไรอยู่. ถ้าเรากำลังเป็นทุกข์ นั่งร้องไห้อยู่ เป็นทุกข์อยู่ อย่างนี้ ก็เราเป็นโลก เป็นตัวทุกข์. และบางคราวเราเป็นผู้ที่มีความโลภ มีกิเลสตัณหา อุปาทานง่วนอยู่ นี้เรียกว่ามันเป็นเหตุให้เกิดโลก. ที่นี้บางคราวเราก็ไม่มีอะไร ไม่มีกิเลสอะไรรบกวน ยังสบายดีอยู่ หรือว่าเป็นพระอรหันต์ไปแล้ว มันก็เป็น ความดับสนิทของโลก. ส่วนมากเรากำลังดิ้นรนขวนขวายอยู่ เพื่อจะดับกิเลสดับความทุกข์ อย่างที่อุตส่าห์มานั่งฟังอยู่ตรงนี้ ตั้งชั่วโมงนี้ ก็คือพยายามที่จะทำความดับสนิท ของโลก โดยการศึกษาหาความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง เพื่อปฏิบัติให้ดับโลก. อย่างที่เรานั่งฟังเทศน์อยู่นี้ มันก็เป็นเหมือนกับการเดินทาง หรือการทำความ
น.381 เลิศศักดิ์ ดับสนิทของโลก ไปสู่ความดับสนิทของโลก เพื่อไม่ให้เป็นทุกข์อีกต่อไป. ทีนี้ พอเรากลับไปถึงบ้าน ก็ไปเจอะความทุกข์กลัดกลุ้มขึ้นมาอีก มันก็กลายเป็นโลกอีก. หรือไปมีกิเลสหมกมุ่นนอนไม่หลับอยู่ มันก็แล้วแต่เป็นอยู่อย่างไร อาจจะจำแนก แจกแจงออกไปได้เป็นหลายอย่าง หลายสิบอย่าง. ในสภาวะของความเป็นคน เป็นทุคติก็ได้ เป็นสุคติก็ได้ เป็นทุคติ มีอยู่ ๙ อย่าง เป็นสุคติมีอยู่ ๔ อย่าง นี่พูดให้พังง่าย ๆ : เป็นทุคติคือ นรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย. นรกความร้อนใจ เมื่อไร คุณร้อนใจ เมื่อนั้นคุณก็เป็นสัตว์นรก นี่พูดแบบเด็ก ๆ. เมื่อไรคุณหิวกระหาย ทางจิตทางวิญญาณเมื่อนั้นคุณก็เป็นเปรต. เมื่อไรคุณโง่อย่างไม่น่าโง่ มีความโง่ อย่างไม่น่าโง่ เมื่อนั้นคุณก็เป็นสัตว์เดรัจฉาน ในร่างของคนนี้ คุณก็เป็น สัตว์เดรัจฉานได้. ที่นี้เมื่อไรคุณขี้ขลาดไม่มีเหตุผล เมื่อนั้นคุณก็เป็นอสุรกาย. นี่คน ๆ หนึ่งนี้เป็นนรกก็ได้ เป็นเดรัจฉานก็ได้ เป็นเปรตก็ได้ เป็นอสุรกายก็ได้ ; และเมื่อไรก็ได้แล้วแต่ว่าคนนั้นมันอยู่ในสภาพอย่างไร มันรู้ธรรมะหรือไม่รู้ธรรมะ. ไม่รู้เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตากันเสียเลย อย่างนี้มันก็มีโอกาสที่จะเป็นนรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย ง่วนอยู่ที่นั่น กลับไปกลับมาอยู่ที่นั่น นี่ทุคติ ๔ อย่างนี้ เป็นของง่ายดายสำหรับคน ๆ นั้น. ฉะนั้น ในวันหนึ่งเขาเป็นครบทั้งนรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกายก็ได้ แล้วแต่จิตใจมันไปอย่างไร จิตใจมันเป็นอย่างไร มันก็เป็นอย่างนั้น. ในทางสุคติ บางคราวก็เป็นมนุษย์ บางคราวก็เป็นเทวดากามาวจร บางคราวเป็นเทวดารูปาวจร บางคราวเป็นเทวดาอรูปาวจร. พูดอย่างชาวบ้าน เขาก็พูดว่าเป็นมนุษย์ก็ได้ เป็นเทวดาในสวรรค์ เป็นรูปพรหม และเป็น
น.382 อรูปพรหม ๔ อย่างนี้ก็เรียกว่าเป็นสุคติ. ถ้าใจเราเป็นอย่างมนุษย์ เราก็เป็น มนุษย์ สุขบ้างทุกข์บ้าง อาบเหงื่อต่างน้ำไปบ้าง อย่างนี้มันก็เป็นมนุษย์. เมื่อใดสบายใจ ได้แต่เล่นแต่หัวตลอดวันตลอดชั่วโมง นี้ก็เป็นเทวดาไป. หรือ เมื่อใดมีความสงบอยู่ด้วยสิ่งที่เป็นวัตถุบริสุทธิ์ มันก็เป็นรูปพรหมไปบ้าง แต่ ไม่ค่อยจะมี. ถ้ามีความสงบอยู่ด้วยนามธรรมบริสุทธิ์เช่นความว่างเป็นต้น ก็ เรียกว่าเป็นอรูปพรหมไปบ้าง. เป็นทุคติและสุคติรวมกันทั้ง ๘ อย่างนี้เราเป็นได้ทั้ง ๘ อย่าง กลับไป กลับมา ๆ อยู่นี้เป็นได้ทั้ง ๘ อย่าง ถ้ามองเห็นอย่างนี้ ก็เป็น "วิภัชชวาท" ว่าคนมิได้เป็นอะไรตายตัว เพราะคนมิได้เป็นอะไรตลอดเวลา เป็นชั่วขณะ ๆ เป็นสัตว์นรก ๕ นาทีก็ได้ แล้วก็เปลี่ยนเป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นเปรต เป็น อสุรกายไปได้ แล้วแต่จิตใจมันจะเปลี่ยนได้เร็วเท่าไหร่ นี้คือ "ขณิกวาท". แล้วโดยที่คนมิได้เป็นแต่เพียงอย่างเดียวโดด แบ่งแยกออกไปได้อย่างนั้นเรียกว่า วิภัชชวาท. ขอให้เข้าใจคำว่า "ขณิกวาท" และ "วิภัชชวาท” ในลักษณะอย่างนี้. ที่เรียกว่า เกิดมาชาติหนึ่ง ๆ นั้น คือความคิดที่ว่าตัวเราที่หนึ่ง ๆ ก็เรียกว่าชาติหนึ่ง. ความคิดว่ามีตัวกูอย่างนั้นอย่างนี้ที่หนึ่งก็เรียกว่ามีชาติหนึ่ง เพราะฉะนั้นวันหนึ่งเกิดได้หลายชาติ หลายสิบชาติ หลายร้อยชาติ; เป็นเรื่อง ปฏิจจสมุปบาทครั้งหนึ่งก็เรียกว่าเกิดมาทีหนึ่ง. นี้ก็ยิ่งแสดงว่ามันเป็นขณิกวาท ชั่วขณะ ๆ ๆ แล้วเป็นวิภัชชวาทไม่ใช่เป็นตัวเป็นตน ; เป็นแต่สังขารธรรม คือ เป็นอวิชชา เป็นสังขาร เป็นวิญญาณ เป็นนามรูป เป็นอายตนะ เป็นผัสสะ เป็นเวทนา เป็นตัณหา เป็นอุปาทาน เป็นภพ และเป็นชาติคือเป็นตัวกู อย่างนี้ เป็นต้น. เมื่อมองเห็นอยู่อย่างนี้เรียกว่าผู้นั้นมีสติปัญญาแจ่มใสในความเป็น วิภัชชวาท หรือขณิกวาทในพุทธศาสนา เข้าใจพุทธศาสนา มีจิตใจน้อมไปตาม ทางของพุทธศาสนา.
น.383 ถ้ามันมาตรงกันข้าม ตรงกันข้ามจากขณิกวาทหรือ วิภัชชวาทนี้ มัน ก็เป็น ฆนิกวาท. เป็นฆนิกวาทคือเป็นก้อนเหมือนก้อนหินก้อนหนึ่ง. ก้อนหิน ก้อนนี้ เขาก็เรียกว่า ฆนะ ฆนะอันหนึ่ง คือก้อนหินก้อนหนึ่ง. ฆนิกวาท ลัทธิที่บอกว่ามันเป็นก้อน เป็นตัว เป็นตน เป็นบุคคล เป็นสัตว์อะไรนี่ มันก็มีอยู่ อย่างตรงกันข้าม แล้วก็หลาย ๆ ระดับ. สมัยแรกทีเดียว เมื่อมนุษย์ดีกว่าสัตว์เดรัจฉานสักเล็กน้อย ความคิด ความนึกเรื่องตัวกู พอเกิดขึ้นอย่างนี้ มันก็เริ่มเป็น ฆนิกวาท เริ่มมีความรู้สึกคิดนึก ไปในทำนองว่ามีตัวกูเมื่อไร ก็เป็นฆนิกวาทเมื่อนั้น. แล้วต่อมามันเจริญขึ้น ๆ จนเป็นตัวกูถาวร อธิบายกันมากออกไป เป็นอาตมัน เป็นอาตมันที่ไม่รู้จักตาย เวียนว่ายไม่มีที่สิ้นสุด นี้เป็นอาตมันที่ไม่รู้จักตายขึ้นมา มันก็เป็น ฆนิกวาท. นี้เป็นต้นเงื่อนของวิญญาณเจตภูตอะไรที่เราเรียก ๆ กันอยู่ ลอยล่องไปเกิดใน วัฏฏสงสารไม่มีที่สิ้นสุดนี้. ในที่สุดมาเกิดอยู่ในรูปของตัวตนตัวเรา เป็น egoism โบราณหลายแสนปีก็มี ถัดมาก็มี ปัจจุบันนี้หยก ๆ ก็มี. ปรัชญา ของพวกฝรั่งเขามีพูดเรื่องตัวตนนี้ ก็มีอยู่พวกหนึ่งเหมือนกัน ว่า "เพราะฉันคิดอยู่นี่ ฉันจึงมีอยู่" เจ้าของลัทธินี้ชื่อ Descartes ให้คำสอนไว้ว่า "ฉันคิดอยู่ เพราะฉะนั้นฉันก็มีอยู่" เป็นภาษาละตินแปลเป็นภาษาไทยได้อย่างนั้น "cogito, ergo sum. - ฉันคิดได้ ดังนั้นฉันมีอยู่" นี้ก็เป็นฆนิกวาทว่ามีตัวฉัน เป็นปัจเจกบุคคลอันหนึ่งทีเดียว ไม่แบ่งแยก ไม่เป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่ใช่ ของปรุงแต่งขึ้นชั่วขณะเลย เป็นตัวฉัน เป็น egoism เป็นตัวฉัน. นี่คือคำสอน ที่เป็นปรัชญาในปัจจุบันเวลานี้ ก็ยังมีอย่างนี้. ฉะนั้น อย่าเข้าใจว่าพวกฆนิกวาทนี้มันของเพิ่งเกิด หรือว่ามีเกิด ในครั้งพุทธกาล เดี๋ยวนี้หมดไปแล้ว ; มันไม่หมด มันจะยังอยู่ตลอดเวลาที่คน
น.384 ยังโง่อยู่ ว่ามีตัวฉัน ว่ามีตัวกู ก็หาเหตุผลมาสนับสนุนเรื่อยไป จนให้มีความคิด ยึดถืออย่างนี้เหลืออยู่ได้. พอมาถึงคนสมัยนี้สมัยวัตถุนิยมจัดนี้ มันหลงในความเอร็ดอร่อย ทางเนื้อทางหนัง ก็ไม่คิดอะไรหมด คิดว่าจิตที่รู้สึกอร่อยได้นี้คือตัวกู ; เพราะ ฉะนั้นตัวกูจึงเต็มไปหมด และมีความเห็นแก่ตัวเต็มไปหมดทั้งโลกเวลานี้. เพราะมันตกอยู่ใต้อำนาจของความรู้สึกตามธรรมชาติที่เป็นความเอร็ดอร่อยทางเนื้อ ทางหนัง คือทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกายอะไรนี้ นี้คือ ฆนิกวาท ในปัจจุบันที่หนาแน่นสุมทั่วไปหมดทั้งโลก. มันมาจากสัญชาตญาณ ความรู้สึก เกิดได้ง่าย เกิดได้เองตามธรรมดา ในเมื่อจิตนี้มันไปโง่หลงในความเอร็ดอร่อย ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย. ฉะนั้นความรู้สึกจะไม่เกิดในทางอื่น จะไม่เฉลียวฉลาดในทางไหนหมด นอกจากว่ามีตัวกู ; แล้วกูก็จะเอาอย่างนั้น กูก็จะเอาอย่างนี้. นี้เรียกว่าเราพูดกันในเรื่อง วิภัชขวาท คือของที่แบ่งแยกได้ จนว่างไป กับ ฆนิกวาท คือของที่เป็นตัวเป็นตนเป็นก้อน ไม่มีการแบ่งแยก. คู่สุดท้ายคือ ขณิกวาท กับ สัสสตวาท ขณิกวาท แปลว่าประกอบอยู่ ชั่วขณะ ส่วน สัสสตวาท ตรงกันข้าม คือ เที่ยงถาวร. พวกขณิกวาทคือพวก พุทธศาสนาถือว่าอะไร ๆ เป็นการปรุงแต่งชั่วขณะ ปรุงแต่งชั่วขณะ : ร่างกายของ คนเรานี้ก็เป็นของปรุงแต่งชั่วขณะ ๆ มีเหตุปัจจัยปรุงแต่งถี่ยิบไปเลย ; จิตใจนี้ ก็ยิ่งเป็นอย่างนั้นมากขึ้นไปอีก คือ ความรู้สึกคิดนึกเกิดขึ้น เพราะมีปัจจัยปรุงแต่ง ชั่วขณะ ๆๆ ความคิดเลื่อนลอยไหลเป็นเรื่องเป็นราวไป. ทั้งกายทั้งใจก็เป็น ของปรุงแต่งชั่วขณะอย่างนี้. ทีนี้ คำว่า "ขณะ ๆ” นั้น สั้นยาวเท่าไร ? เขาบัญญัติว่าขณะหนึ่งนี้คือ ขณะของจิตที่เกิดขึ้นครั้งหนึ่ง. จิตนี้เป็นธรรมชาติอันหนึ่ง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป,
น.385 เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป, โดยไม่มีอะไรเจือก็ได้ : เป็นจิตล้วน ๆ เป็นธรรมชาติ ที่เข้าใจยาก สำหรับคนธรรมดาสามัญ แต่ว่าเป็นธรรมชาติทางนามธรรม เหตุ ปัจจัยของมันก็เป็นสิ่งที่บุคคลรู้ได้ยาก คือ เป็นธรรมชาติอันลึกลับที่เรารู้ได้ยาก ยังไม่รู้หรือไม่ต้องรู้ก็ได้. แล้วสิ่งที่เรียกว่า “จิต" ซึ่งเป็นธาตุชนิดหนึ่งนี้มัน ปรากฏขึ้น แว็บหนึ่ง ๆ อย่างนี้อยู่เรื่อยไป ตามกฎเกณฑ์ หรือตามอำนาจของ ธรรมชาติ ของสิ่งที่เรียกว่าจิต. มนุษย์ยังไม่เคยรู้ ไม่สนใจไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่าจิตนั้นคืออะไร เช่นเดียว กับไม่รู้จักไฟฟ้า แต่เอาไฟฟ้ามาใช้ประโยชน์ได้ ทั้งที่ไม่รู้จักไฟฟ้าว่าคืออะไร. เรา ก็เอาจิตหรือมีจิตหรือรู้สึกต่อจิต ใช้จิตให้เป็นประโยชน์ได้ แต่ไม่รู้ว่าจิตที่แท้นั้น คืออะไร. นี่เขาถือว่าจิตที่แท้นั้นคือธรรมชาติแท้ ๆ ธรรมชาติธรรมดาเหมือน กับสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้ แต่มันเป็นฝ่ายประเภทนามธรรม ไม่ใช่ฝ่ายวัตถุ. ทีนี้ มันอยู่ได้อย่างไร ? มันอยู่ได้ด้วยการเกิดขึ้นแว้บ ๆ แว๊บ ๆ ติดกันไป เหมือนกับกระแสไฟฟ้าที่มาปรากฏที่หลอดไฟฟ้า โดยเหตุที่มันมาถี่เกินไปเราจึง เห็นมันเป็นดวงโชติช่วงโร่อยู่อย่างนั้น ไม่มีเกิด - ดับ แต่ที่แท้มันมีการ เกิด - ดับ ตั้งพันกว่าครั้งใน ๑ วินาที แล้วแต่เขาจะทำมันอย่างไร. ถ้าเราไม่รู้เราก็คิดว่ามัน ไม่ได้เกิด - ดับ ๆ แต่ถ้าเรารู้หรือเป็นอินยิเนียร์ รู้เรื่องการเกิดขึ้นของกระแสไฟฟ้า ในไดนาโมก็รู้ว่ามัน เกิด - ดับ ๆ วินาทีละกี่ร้อยหรือกี่พันครั้ง ; แต่ชาวบ้านไม่รู้. เรื่องจิตนี้ก็เหมือนกัน เราเจ้าตัวไม่รู้สึกว่าจิตนี้เป็นสิ่งที่เกิด - ดับ ๆ ๆ ๆ แต่ที่แท้ มันเป็นธรรมชาติที่ เกิด - ดับ ถี่ยิบ ยิ่งมากไปกว่ากระแสไฟฟ้าที่ว่า เกิด - ดับ ๆ. นี้เรียกว่าพื้นฐานของตัวจิต ขณะจิตหนึ่งมันมีเท่านั้น. ฉะนั้นการ เปลี่ยนแปลงของจิตมันก็เปลี่ยนได้ทุกขณะจิต ฉะนั้น เรารู้สึกเป็นสุขเป็นทุกข์ หรือ
น.386 ว่ารู้สึกว่าอะไรก็ตามใจ มันชั่วขณะของจิตที่เปลี่ยนแปลงไป ๆ ต่อเนื่องกันเป็นสาย ; และยิ่งถือว่าร่างกายนี้ ในขณะจิตนี้ ก็เป็นอีกอันหนึ่งกับร่างกายนี้ในขณะจิตอื่น ; ไม่ใช่อันเดียวกันทุกขณะจิต ; จึงมีคำพูดที่สอนไว้ว่าความสุขความทุกข์ก็ตาม นี้มันมีความหมายชั่วขณะจิตหนึ่ง ๆ; หากว่ามันติดต่อกันไปยาวเท่านั้น. ทีนี้ อัตตภาพร่างกายชีวิตของเราก็เหมือนกัน มันมีค่าชั่วเวลาที่เกิดขึ้นของจิต ชั่วเวลาที่จิตเกิดขึ้นชั่วขณะหนึ่ง ๆ ขณะหนึ่ง ๆ; หลังจากจิตขณะหนึ่ง มันก็ เป็นอันอื่นไปแล้ว. แต่เราไม่รู้สึกอย่างนั้น เราว่าตัวกู ตัวกูนั่งอยู่นี้ตั้งชั่วโมง ตัวกูอยู่นี่เป็นเดือนเป็นปีเป็นอะไรไป ไม่มีใครรู้สึกว่าจิตนี้เกิดขึ้นนับไม่ถ้วนครั้ง ในเวลาเพียง ๑ นาที ๑ วินาที. ถ้าผู้ใดมารู้ว่าสังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นของชั่วขณะ "ขณะ" ที่เล็กน้อย มากคือขณะจิตหนึ่งนี้ ; ก็เรียกว่าผู้นั้นรู้เรื่องของ ขณิกวาท คือลัทธิหรือคำสอน ที่บอกว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตั้งอยู่ชั่วขณะ ๆ เท่านั้น. ที่นี้ถ้ามันถี่หรือสั้นมาก เกินไปสำหรับการที่จะศึกษาแล้ว ก็จะยืดออกไปอีกหน่อยก็ได้ : ว่าชั่วความคิดนึก ว่าตัวกูครั้งหนึ่งนั้นแหละ คือคน ๆ หนึ่งละ ถือเอาตามหลักปฏิจจสมุปบาทว่า เราเกิดความสำคัญมั่นหมายเป็นตัวกูอย่างนั้นอย่างนี้ อย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นครั้งหนึ่ง นั้น นั่นคือคน ๆ หนึ่ง เกิดมาที่หนึ่ง ชาติหนึ่งแล้ว ; ประมาณนาทีหนึ่งบ้าง ดับไป ประมาณ ๕ นาทีดับไป ถ้าแรง ๆ มากก็ตั้งชั่วโมงจึงจะดับไป แล้วเกิดใหม่. ฉะนั้นบุคคลก็คือของชั่วขณะ ๆ แล้วแต่เราจะกำหนดกันอย่างไร ขนาดหยาบ ขนาดกลาง ขนาดละเอียด. ถ้าขณะละเอียดก็ชั่วขณะจิตเท่านั้นเอง. ถ้าเราจะดูกันที่ตัวสิ่งที่จะเป็นที่ตั้งของความยึดถือ เราก็เรียกว่า "จิต " นั่นเอง ตัวจิตนั่นเองรู้สึกที่หนึ่งก็เรียกว่าเป็นจิตหนึ่ง รู้สึกที่หนึ่งก็เรียกว่าเป็น จิตหนึ่ง รู้สึกอย่างไรครั้งหนึ่งก็เป็นจิตหนึ่ง ; อย่างนี้เขาจัดไว้หลายสิบชนิด แล้วแต่จะเรียก ตามอภิธรรมก็เป็น ๘๙ ดวง หรือว่า ๑๒๑ ดวง แล้วแต่จะไป บัญญัติมัน.
น.387 จิตที่เกิดขึ้นครั้งหนึ่ง เขาก็มักจะเรียกว่า "วิญญาณ" วิญญาณ ดวงหนึ่งก็ได้. วิญญาณในที่นี้หมายถึงความรู้สึก รู้สึกในทางจิตนี้ครั้งหนึ่ง. เขาเรียกเป็นกลาง ๆ ว่า "วิญญาณ" แต่เมื่อวิญญาณนี้ทำหน้าที่อย่างใด อย่างหนึ่ง เขาเปลี่ยนเรียกชื่อไปเป็น "จิต". จิตชื่อนั้นทำหน้าที่อย่างนั้น จิต ที่ทำหน้าที่จุติ ตายจากชาตินี้แล้ว จิตทำหน้าที่ปฏิสนธิใหม่ในชาติอื่น ; แล้วจิต ทำหน้าที่รับอารมณ์ทางตาบ้าง ทางหูบ้าง ทางจมูกบ้าง; รับอารมณ์แล้วก็ พิจารณาอารมณ์ รู้สึกอารมณ์ แล้วก็เสวยอารมณ์ แล้วก็เกิดความรู้สึกที่เป็นกิเลส อย่างนี้ ; จึงเป็นมากชนิด. แต่ถ้าเราจะเรียกว่าจิตก็ได้ จะเรียกว่าวิญญาณ ก็ได้. บางพวกเขาเรียกว่าวิญญาณ. พุทธศาสนาบางนิกายทางฝ่ายมหายาน เขาเรียกว่า "วิชฺญาณปติมาตราสิทธิ์" พวกนี้สอนชัดเจนละเอียดละออที่สุดในหลัก ที่ว่าไม่มีอะไร ไม่มีอะไรนอกจากสักแต่ว่าวิญญาณ คือสักว่าจิตไปทำความคิดนึก รู้สึกอะไรเข้า เขาไม่เรียกว่าจิต เขาเรียกว่า "วิญญาณ". วิญญาณแปลว่ารู้แจ้ง รู้แจ้งของจิตก็คือจิต นั้นมันรู้แจ้งนั้น รู้แจ้งนี้ ไปรอบด้าน ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ทางอะไรก็ตาม. ฉะนั้นโลกนี้ไม่มีอะไรนอกจากความ รู้สึกของจิตหรือวิญญาณ ; แล้วสัตว์ บุคคล สังขารอะไรต่าง ๆ ก็เป็นเพียงสักว่า วิญญาณ ; สักว่าวิญญาณที่กำลังรู้สึกว่าเป็นอย่างไร. มันรู้สึกว่าตัวกูอย่างนั้น อย่างนี้ก็เพราะว่าวิญญาณนั้นมันไปโง่ ไปรู้สึกเข้าอย่างนั้น. พวกนี้เขาถือว่า ไม่มีอะไรนอกจากวิญญาณ. ที่นี้ วิญญาณก็พอจะเรียกได้ว่ามันมีอยู่ ๒ อย่าง เป็น วิญญาณประจำ หมายความว่ามันรู้สึกเพียงสักว่าเรามีชีวิตอยู่ยังไม่ตาย แต่ไม่เกิดความรู้สึกคิดนึก ปรุงแต่งอะไร ; นี้ก็เป็นอย่างหนึ่ง. แล้ววิญญาณอีกอย่างหนึ่งก็กำลังไปรู้สึก คิดนึกปรุงแต่งยึดมั่นถือมั่น อะไรเป็นตัวกูของกูนี้อย่างหนึ่ง. ฉะนั้นวิญญาณที่ ยังไม่ปรุงแต่งเป็นความยึดมั่นถือมั่นมันก็ยังสบายดี เป็นวิญญาณที่ไม่มีความทุกข์
น.388 หรือจิตที่ไม่มีความทุกข์. ทีนี้ วิญญาณหรือจิตที่มันไปปรุงแต่งเป็นความยึดมั่น ถือมั่นอะไรเข้า มันก็เป็นจิตหรือวิญญาณที่มีความทุกข์. คนเราธรรมดามีวิญญาณ ๒ ชนิดนี้อยู่เสมอไป อย่างเรานั่งอยู่ที่นี่ ตาเราก็เห็น หูเราก็ได้ยิน แต่เราไม่มีความทุกข์ จมูกเราก็รู้กลิ่น ลิ้นก็รู้รส แต่เรา ยงไม่มีความทุกข์ เพราะยังไม่เกิดอะไรที่ทำให้เป็นความปรุงแต่ง ยึดมั่นถือมั่น ขึ้นมาทางตาทางหูเป็นต้น ; ฉะนั้น วิญญาณเช่นนี้หรือจิตชนิดนี้ยังไม่เป็นทุกข์ สบายดีนั่งฟังเทศน์อยู่นี้ก็ได้. แต่ว่าเมื่อใดเลยนี้ไป ความคิดนึกเลยนี้ไป ไปรับ เอาเวทนาที่เกิดมาจากวิญญาณนั้นมาปรุงแต่งให้เป็นตัณหาอุปาทาน อยากอย่างนั้น อยากอย่างนี้ หรือต้องการอย่างนั้นต้องการอย่างนี้ขึ้นมา ก็เป็นวิญญาณ หรือ จิตที่มีความทุกข์. ฉะนั้นเดี๋ยวเราจึงมีความทุกข์ เดี๋ยวเราจึงไม่มีความทุกข์ ; เดี๋ยวเราก็กลับไปมีความทุกข์อีก. การที่จิตหรือวิญญาณนี้เดี๋ยวก็ไปมีความทุกข์ เดี๋ยวก็ไม่มีความทุกข์ สลับกันอยู่ อย่างนี้เราดูแล้วก็จะเห็นว่า โดยหลักพื้นฐานมันเป็นของชั่วขณะ เป็นของชั่วขณะ ถ้ายึดถือเอาผิดเป็นความทุกข์ ถ้ายึดถือไม่ผิดก็ไม่เป็นความทุกข์. รู้ว่าเป็นของชั่วขณะแล้ว ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรเป็นตัวเป็นตนอะไรขึ้นมา มันก็ไม่มี ความทุกข์. ถ้าไปยึดมั่นในทางที่จะเป็นตัวเป็นตน ไม่ใช่นามธาตุหรือวิญญาณธาตุ ที่เป็นไปตามธรรมชาติ แต่ว่าเป็นตัวเป็นตน เป็นตัวเราของเราเสียแล้ว อย่างนี้ ก็เป็นฆนิกวาทขึ้นมา เป็นสัสสวาทขึ้นมา ; มันก็เลยมีความทุกข์. บางที ก็เรียกว่า “สัตววาท" เป็นสัตว์ขึ้นมา บางทีก็เรียกว่า “ปุคคลวาท" เป็นบุคคล ขึ้นมา. เป็นสัตว์เป็นบุคคล เป็นตัวเป็นตน แล้วกระทั่งว่าเป็นเราเป็นเขา เป็นมึงเป็นกู ดีกว่าเลวกว่า เสมอกันอะไรนี้เป็นต้นขึ้นมา ; นี่ล้วนแต่ว่าลืม หรือไม่รับรู้ ในเรื่องสักว่าเป็นตามธรรมชาติ ไปเห็นเป็นมีสัตว์บุคคลตัวตนเราเขา
น.389 พรรษาศักด์ ตัวกูของกู ; อย่างนี้เรียกว่า "สัสสตวาท" แล้วก็เป็นความทุกข์. ถ้าเป็นขณิกวาท อยู่เพียงใดแล้ว ก็จะไม่มีความทุกข์เลย. นี่ ขอให้ท่านทั้งหลายทบทวนข้อความทั้งหลายที่ได้พูดมายืดยาว ออก จะเกินเวลาแล้วนี้ว่า สิ่งสำคัญที่สุดที่เราพุทธบริษัทจะต้องรู้ไว้ไม่มากก็น้อย อย่าง น้อยก็รู้ไว้เป็นหลักนี้ว่า ได้แก่สิ่งที่เขาเรียกกันในภาษาปรัชญา ภาษาธรรมะ สมัยใหม่นี้ว่า "วาท ๆ" หรือ - ism นี้ ; แต่คำว่า "วาท ๆ" นี้มีมาแล้วตั้งแต่ก่อน พุทธกาล หรือครั้งพุทธกาล คือสิ่งซึ่งทำให้เปล่งคำพูดออกมาว่าอย่างไรนั้น คือ วาท ละ. มันคิดนึกก่อน แล้วมันพูดออกมาเป็นคำพูด แล้วพูดก็ต้องพูดไป ตามความรู้สึกนั้น มันรู้สึกอย่างไรมันจะพูดไปตามความรู้สึกนั้น แล้วให้รู้ว่า นี่แหละคือตัวร้ายกาจที่สุด สำคัญที่สุด ที่มันจะทำให้เราเป็นทุกข์. ฉะนั้นรู้จัก มันเสีย แล้วควบคุมมันให้ได้ กระทั่งทำลายส่วนที่ควรทำลายออกไปเสีย ให้เหลือ อยู่แต่สิ่งที่มันเป็นความจริงตามธรรมชาติ ไม่ต้องยึดมั่นถือมั่นว่าตัวเรา ว่าของเรา. เดี๋ยวนี้เรากำลังสบาย ไม่มี "วาท ๆ" นี้รบกวน แต่พอเราเผลอเมื่อไร วาท ๆ, นี้มัน จะเกิดขึ้น แล้วมันก็จะทำให้มีเรื่องมีราวมีความทุกข์ไปตามเรื่องตามราว ของมัน. นี่พูดอย่างนี้มันก็เป็น จิตวิทยาที่ลึกซึ้ง เป็นปรัชญาที่ลึกซึ้งเกินความ จำเป็นไปก็ได้ แต่แล้วก็ไม่ทราบว่าจะพูดอย่างไรดี มันก็ต้องพูดอย่างนี้ พอเป็น เครื่องสังเกต เป็นแนวทางให้สังเกตว่า ทิฏฐิ ๆ หรือ วาท ๆ นี้ คือ สิ่งที่สำคัญ ที่สุด ที่มันเกี่ยวกันอยู่กับมนุษย์ จะดี หรือจะชั่ว จะสุข หรือจะทุกข์ ก็เพราะสิ่งนี้เอง.
น.390 ขอให้ทุกคนไปคิดดูให้ดี แล้วควบคุมมันให้ได้. อย่าได้มี ฆนิกวาท ว่าตัว ว่าตน เป็นคุ้น เป็นก้อน, แต่ให้มี วิภัชชวาท คือรู้แจ่มแจ้งอยู่เสมอว่ามัน แบ่งแยกจนว่างไปเลย. แล้วก็อย่าให้มี สัสสตวาท ว่า เที่ยงแท้ถาวรยั่งยืน, แล้ว ให้มีให้ถูก คือมี ขณิกวาท. ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าอะไรหมดที่เป็นสังขารธรรม แล้ว ล้วนแต่เป็นของชั่วขณะจิต ๆ เท่านั้นเอง; เรื่องมันก็จบเท่านี้. ขอให้ ไปทบทวนดูบ่อย ๆ เพราะมันเป็นเรื่องสับสน ซับซ้อน หรือค่อนข้างจะยุ่งยาก แต่ก็ไม่เหลือวิสัย. ขอยุติการบรรยายในวันนี้ เพียงเท่านี้.
Buddhadasa