น.391 ท่านสาธุชนผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย. การบรรยายในวันนี้มีหัวข้อว่า อภิธรรม คืออะไร ? ดังที่ท่านทั้งหลายก็ทราบดีอยู่แล้ว. อาตมารู้สึกประหลาดใจ นิดหน่อย อยากจะขอพูดว่าการบรรยายโปรแกรมนี้คงจะมี อะไรพิเศษ จึงมีท่านทั้งหลายจำนวนใหญ่จำนวนหนึ่ง ซึ่ง อุตส่าห์สละทุนทรัพย์ อดหลับอดนอนมาฟัง, โปรแกรมอื่น ๆ ไม่เคยมี เพราะฉะนั้นวันนี้จะต้องมีอะไรเป็นเครื่องดึงดูดมาก เป็นพิเศษ จึงมีผู้ที่อุตส่าห์มาจากกรุงเทพฯ แล้วมันก็ได้แก่ สิ่งที่เรียกว่า "อภิธรรม" นั่นเองเป็นแน่นอน. คราวอื่น ๆ ไม่ได้เอ่ยถึงอภิธรรม คราวนี้มีหัวข้อว่า อภิธรรมคืออะไร ? ก็เลยมากันมาก. นี้มันเป็นเครื่องแสดงอยู่ในตัวแล้วว่า เรื่องอภิธรรมนั้นมันสำคัญ อย่างไร. อย่างน้อยที่สุดก็เป็นสิ่งที่เป็นที่สนใจแก่ทุกคนมากเป็นพิเศษ สำหรับ ๓๖๔
น.392 ผู้ที่เป็นพุทธบริษัท เพราะฉะนั้นอันแรกข้อแรกที่จะพูดกัน ก็อยากจะพูดถึงข้อที่ว่า ทำไมจึงได้พูดถึงเรื่องนี้ คือเรื่องอภิธรรม. เรื่องอภิธรรม มันบอกอยู่แล้วว่า เป็นเรื่องที่สนใจกันมาก เห็นได้ว่า อุตส่าห์มาจากที่ไกล นี้เป็นสิ่งที่แสดงว่าอภิธรรมเป็นที่สนใจ พูดได้ว่าทุกคนเป็น ผู้ใคร่ต่ออภิธรรม. ข้อนี้มันเป็นไปได้โดยอำนาจสัญชาตญาณทั้งสัตว์และทั้งคน คืออยากรู้อะไร ซอกแซกลึกซึ้งยิ่ง ๆ ขึ้นไป แม้แต่เด็ก ๆ ตัวเล็กๆ มันก็อยาก รู้อะไรซอกแซกลึกซึ้งยิ่งขึ้นไป มันจึงถามเรื่อย นี้ก็ด้วยอำนาจของสัญชาตญาณ. เมื่อเรามีความรู้สึกตามสัญชาตญาณข้อนี้ มันก็เป็นของธรรมดาที่อยากจะรู้เรื่อง อภิธรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งซอกแซก. ฉะนั้น ขอให้ถือว่าเราทุกคนเป็นสหายอภิธรรมต่อกันและกันไม่ยกเว้น ใคร ; มันแล้วแต่ว่าใครจะมีโอกาสหรือไม่มีโอกาส ที่จะได้ศึกษาหรือได้ฟังสิ่งที่ ลึกซึ้งซอกแซก. แต่แล้วมันก็แน่นอนว่าทุกคนต้องการ เพราะฉะนั้นจึงถือว่า เป็นสหายอภิธรรมด้วยกันทุกคน แม้ว่าจะเป็นผู้ที่กำลังไม่ชอบกัน กำลังค่ากัน กำลังทะเลาะวิวาทกัน มันก็เป็นสหายอภิธรรมกันอยู่นั่นแหละ. ที่ทะเลาะกัน ก็เพราะอยากจะรู้อภิธรรมอย่างลึกซึ้ง แล้วมันก็เกิดไปรู้ไม่ตรงกัน มันก็เลย ทะเลาะกันอย่างนี้เป็นต้น. นี่แหละ เราจึงต้องพูดเรื่องอภิธรรมกันเสียบ้าง เพราะ ว่ามันเป็นเรื่องที่ตรงกับจุดประสงค์ หรือความต้องการของคนเรา ตามอำนาจ สัญชาตญาณ. แต่เดี๋ยวนี้ ปัจจุบันนี้ เวลานี้ มันยังมีปัญหาตรงที่ว่ายังเหมือนกับ ตาบอดคลำช้าง คือคลำไม่ถูกตัวอภิธรรม : อภิธรรมมันตัวใหญ่นักยิ่งกว่าช้าง ช้างตัวนิดเดียวคนตาบอดมันยังคลำถูกที่ต่าง ๆ กัน ถูกอวัยวะของช้างตรงนั้นตรงนี้
น.393 แต่ไม่เคยถูกหัวใจช้าง. ลองคิดดูว่า ตาบอดมันจะคลำให้ถูกหัวใจช้างได้อย่างไร มันก็คลำถูกหาง ถูกขา ถูกท้อง ถูกงวง ถูกงา ไปตามเรื่อง ; ตาบอดคลำช้าง ถูกแต่อวัยวะ ไม่ถูกหัวใจ. ฉะนั้น พวกเราสหายอภิธรรมทั้งหมด ก็อาจจะเป็นได้ในข้อที่ว่า คลำไม่ถูกหัวใจของช้าง คือไม่ถูกหัวใจของอภิธรรม ไปถูกหาง หู ขา แขน อะไร ของอภิธรรมไปก็ได้ ก็เป็นเหตุให้เข้าใจกันไม่ได้. นี้คือจุดที่ทำให้เข้าใจกันไม่ได้ มีอยู่หลายเรื่อง อภิธรรมนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่ง. ครั้งหนึ่งเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๘ อาตมาไปพูดที่กรุงเทพ ฯ เรื่อง "สิ่งที่เข้าใจ กันไม่ได้" พูดไปประโยคหนึ่งว่าอภิธรรมมิได้อยู่ในรูปของพุทธวัจนะ ก็มีคนโกรธ ตั้งก่อนบ้านค่อนเมืองก็ว่าได้ เพราะไปว่าอภิธรรมมิได้อยู่ในรูปของพุทธวัจนะ แล้วหูของเขาก็เชื่อนไป ฟังได้ยินไปว่าอภิธรรมมิใช่พุทธวัจนะ แม้ว่าเราได้บอกว่า อภิธรรมมิได้อยู่ในรูปของพุทธวัจนะ หรือคำพูด ; ตัวหนังสือที่บรรยายอภิธรรม นี้ไม่ได้อยู่ในรูปของพุทธวัจนะ เป็นคำเรียบเรียงร้อยกรองใหม่ ; ส่วน เนื้อแท้นั้นเป็นพุทธวัจนะก็มี ไม่ใช่ก็มี. นี่แหละมันจึงต้องทำความเข้าใจ กันเรื่อย ๆ ไป จนกว่าสหายอภิธรรมทุกคนจะเข้าถึงหัวใจของอภิธรรม. อาตมามีความมุ่งหมายที่จะให้ทุกคนมีอภิธรรมจริง หรือมีหัวใจของ อภิธรรมเท่าที่จะทำได้ แต่ก็มิได้ยกตัวหรืออวดรู้ยืนยันข้างเดียว ว่าตนนี้รู้ อภิธรรมจริงหรือหัวใจของอภิธรรม แต่จะยืนยันในข้อที่ว่า จะพยายามอย่างยิ่ง อย่างสุดความสามารถตามที่จะทำได้ ที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่าอภิธรรมคืออะไร ? แล้วหัวใจนั้นอยู่ที่ตรงไหน ?
น.394 อาตมาเองเป็นผู้พูด พูดด้วย เจตนาจะให้สหายอภิธรรมทุกคนจับได้ หัวใจของอภิธรรม และด้วยความหวังดี ไม่มีความหวังร้ายอยู่ตรงไหน. อาตมา ก็อยู่ในพวกที่มีความคิดนึกรู้สึกอย่างเดียวกัน คือโดยสัญชาตญาณก็อยากจะรู้อะไร ลึกซึ้ง คืออยากรู้อภิธรรม. ก่อนบวชก็เคยสนใจอภิธรรม อาตมาบวชมาได้ ๔๕ ปี แล้ว แล้วสนใจอภิธรรมมาตั้งแต่ก่อนบวช แล้วมันก็เข้าไปตั้งเกือบ ๕๐ ปี แล้ว; แล้วจนกระทั่งบัดนี้. ที่สุราษฎร์ฯ นี่เขามีเรียนอภิธรรมกันตั้งแต่เมื่อ ๕๐ ปีมาแล้ว ที่วัดธรรมบูชาเราอยู่ที่พุมเรียงก็พลอยได้เรียน คุยกันเรื่องกามาวจร รูปาวจร มันแปลก มันสนุกกันใหญ่ ทั้งที่ไม่รู้ว่าอะไร ; ก็เพราะมันเป็นสิ่งที่ดึงดูด ความสนใจ มันแปลกประหลาด. ทีนี้ พอเรียนไป มันพบอะไรบ้าง มันก็รู้ อยู่แก่ใจ แล้วมันใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง มันก็รู้อยู่แก่ใจ เพราะฉะนั้นจึงมีเรื่อง ที่จะพูดมากเหมือนกัน สำหรับการสนใจที่มีมาตั้ง ๕๐ ปีแล้ว ในเรื่องที่เรียกว่า อภิธรรม. ที่ได้เอามาพูดนี้ก็มีเจตนาที่จะให้ได้ประโยชน์แก่ทุกคน ไม่ใช่ เจตนาจะด้านหรือจะอวดดี ; ขอให้เข้าใจให้ถูกต้องว่า ไม่ใช่จะด้านใครผู้ใด แล้วก็ไม่ใช่จะอวดดีอะไรของตัวเอง แต่มีจิตใจที่บริสุทธิ์ ที่มุ่งหมายจะให้ทุกคน ได้ประโยชน์จากสิ่งที่เรียกว่าอภิธรรม เพราะฉะนั้นขอให้สนใจฟังให้ดีเป็นพิเศษ ที่อุตส่าห์อดตาหลับขับตานอนมาจากกรุงเทพฯ ก็มีมากคน ขอให้ได้ประโยชน์ให้ คุ้มค่า แต่ไม่รับรองว่ามันจะสนุกจนไม่ง่วงนอน. ในเรื่องประโยชน์นี้ ถ้าจะพูดกันแล้วก็หมายความว่า ผู้นั้นแต่ละคน ๆ จะพึงได้รับ นี้ก็ประโยชน์ข้อหนึ่ง แล้วก็วงการพุทธบริษัทไทยเราทั้งชาติทั้งประเทศ นี้จะได้รับ นี้มันก็ประโยชน์อีกข้อหนึ่ง อย่างน้อยมันก็มี ๒ ประโยชน์. ถ้าพูดกัน รู้เรื่อง ประโยชน์เหล่านี้จะต้องได้ เป็นแน่นอน : ผู้ฟังแต่ละคนจะได้ประโยชน์
น.395 ข้อแรก คือ จะรู้จักเลือกคัดแยกออกมาแต่ส่วนที่แท้จริง ที่แท้แทนส่วนที่มันเกิน หรือเพ้อ. สิ่งที่เรียกว่าอภิธรรมนี้มันมีอยู่ ๒ ส่วน คือส่วนจริงส่วนแท้นี้ส่วนหนึ่ง แล้วก็ส่วนเกินหรือส่วนเพื่อนั้นอีกส่วนหนึ่ง มันมีอยู่ ๒ ส่วน. ถ้าเรารู้จักเลือก เราก็จะเลือกได้ส่วนจริงส่วนแท้ แล้วก็ไม่เกี่ยวข้องกับส่วนเกิน ; แล้วก็จะได้รู้จัก แยกสิ่ง ๒ สิ่งนี้ออกจากกัน. สิ่ง ๒ สิ่งนี้ สิ่งแรกคือ ธรรมะ กับ วินัย แล้วอีกสิ่งหนึ่งคือ อภิธรรม กับ อภิวินัย. ถ้ามันแปลกหูสำหรับบางคนก็ขอให้ได้ยินเสียเดี๋ยวนี้ว่า ใน พระไตรปิฎกนั้นมีอยู่คู่หนึ่งคือ ๒ ชุด ธรรมะกับวินัยนี้คู่หนึ่ง แล้วอภิธรรม กับ อภิวินัยอีกคู่หนึ่ง เดี๋ยวก็จะได้เห็นว่ามันเป็นอย่างไร. ถ้าท่านรู้จักแยกธรรมวินัย ออกมาเสียจากอภิธรรมอภิวินัยได้แล้ว ก็จะปลอดภัย จะได้แต่ส่วนจริง ส่วนยิ่ง ส่วนแท้ ไม่มีส่วนเพ้อหรือส่วนเกิน. ทีนี้ เราก็จะได้พระศาสดาที่แท้จริงมาเป็น ของที่อยู่กับเรา. เมื่อพระพุทธเจ้าท่านจะปรินิพพาน ท่านได้ตรัสเป็นพินัยกรรมสุดท้ายว่า "ธรรมวินัย อะไรอันใดที่ตถาคตได้แสดงไว้ บัญญัติไว้ นั้นจะอยู่เป็นศาสดาของ พวกเธอ หลังจากที่เราล่วงลับไปแล้ว" นี่ขอให้จับใจความให้ได้ว่า พระพุทธเจ้า ท่านตรัสว่า ธรรมกับวินัยจะอยู่เป็นพระศาสดาแทนท่าน เมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว โดยร่างกาย. เราจะมีพระศาสดาที่มีชีวิตอยู่กับเราจนกระทั่งวันนี้ได้ โดยที่เรา เอาตัวธรรมและวินัยไว้ให้ได้. ธรรมกับวินัยไม่ใช่อภิธรรมอภิวินัย แยกธรรม และวินัยออกมาเสียจากอภิธรรมและอภิวินัย ท่านก็จะได้พระศาสดาที่ยังมีชีวิต อยู่จริง แล้วมาอยู่กับเรา.
น.396 ถ้าจะมองถึงผล เราก็จะได้รับความเย็น ซึ่งเป็นผลของพระธรรม นิพพานคือความเย็น ซึ่งเป็นผลของพระธรรมวินัยโดยตรงในชีวิตประจำวันของเรา ทุกคนมากขึ้น ๆ นี่แหละคือตัวอย่างของประโยชน์ที่คนแต่ละคนจะพึงได้รับ ในการที่รู้จักว่าอภิธรรมคืออะไร ?. สำหรับประโยชน์ที่จะได้รับรวม ๆ กันทั้งหมู่ทั้งสังคม หรือทั้งประเทศ คือพุทธบริษัททั้งหมดในเมืองไทยนี้ จะได้รับประโยชน์ในข้อที่ว่า พุทธบริษัทไทย ทั้งหมดในเมืองไทย จะไม่ถูกหาว่างมงาย โดยไปยึดนั่นยึดนี่อย่างงมงาย ในสายตา ของนักศึกษาชาวต่างประเทศ โดยเฉพาะก็พวกฝรั่งที่เรียกว่าชาวต่างประเทศ ซึ่ง ถ้าเขามาเห็นพวกเราทำอะไรอยู่อย่างงมงาย เขาก็จะรู้สึกขึ้นในใจ ว่านี่มันงมงาย อย่างนี้มันเสียชื่อของประเทศ ฉะนั้นพุทธบริษัทไทยเรา ต้องไม่มีอะไรที่งมงาย ที่จะทำให้ชาวต่างชาติเขามองไปในแง่นั้นได้. เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ประเทศชาติ ของเราก็จะได้รับประโยชน์จากพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาประจำชาติมากขึ้น พุทธบริษัทไทยก็จะมีส่วนส่งเสริมเผยแพร่พระพุทธศาสนา ที่เป็นที่น่าพอใจได้ มากขึ้น. นี่แหละประโยชน์ที่ส่วนรวมจะได้ มันมีอยู่อย่างนี้ รวมกันเข้าทั้ง ๒ ประโยชน์แล้ว มันก็เป็นประโยชน์มหาศาล. เพราะฉะนั้นจึงถือว่า สิ่งที่เราเรียกว่าอภิธรรมนี้เป็นเรื่องสำคัญ คือ จะให้ได้ประโยชน์ก็ได้ ไม่ได้ประโยชน์ก็ได้ จะให้งมงายก็ได้ ไม่งมงายก็ได้ เพราะ มันมีทั้งที่จริงหรือแท้ แล้วมันมีทั้งที่เพ้อหรือเกิน. เราก็จะพูดกันแต่ส่วนที่อะไร เพื่ออะไรเกิน อะไรจริงอะไรแท้ นี่ขอให้ท่านทั้งหลายทุกคนตั้งใจฟังให้ดี ว่าอาตมา จะพูดไปด้วยเจตนา ที่จะให้เราได้รับประโยชน์ ไม่ใช่เป็นการค้านหรือเป็นการอวด. เอาละทีนี้เราก็จะพูดกันถึงตัวสิ่งที่เรียกว่า "อภิธรรม" ในวงกว้าง ในความหมายที่กว้าง คือทุกแง่ทุกมุม. ขออภัยที่จะต้องพูดกันกว้างทุกแง่ทุกมุม
น.397 เตี๋ยวทนไม่ได้ก็ง่วงแล้วก็หลับ ขอร้องเป็นพิเศษว่า อย่าเพ่อง่วง อย่าเพ่อหลับ อุตส่าห์หยิกขาตัวเองไว้ อย่าให้ง่วงอย่าให้หลับ เพื่อจะได้ฟังตลอดทุกแง่ทุกมุม สิ่งที่เรียกว่าอภิธรรมคืออะไร ? นี่ก็มาถึงหัวข้อนี้เข้าแล้ว. ที่นี้จะเอา ตามพยัญชนะก่อน เอาตามตัวหนังสือก่อน : ตามตัวพยัญชนะของคำว่า "อภิธรรม" ธรรมก็คือธรรม ส่วน อภิ นี้เป็นอุปสรรคนำหน้า อภิ ตัวนี้แปลว่า ยิ่ง หรือ ใหญ่ ก็ได้ แปลว่า เกิน ก็ได้. มันจึงเกิดเป็น ๒ แง่ขึ้นมาว่า อภิธรรมนี้มันเป็นธรรมะ ส่วนเกิน หรือว่าธรรมะส่วนยิ่งใหญ่. ทีนี้ที่ว่า ยิ่งใหญ่ นั้นก็เหมือนกัน มันยัง มีปัญหาว่ายิ่งใหญ่ไปในทางไหน : ยิ่งใหญ่ไปในทางปริยัติ หรือยิ่งใหญ่ไปใน ทางปฏิบัติ หรือผลของการปฏิบัติ หรือมันยิ่งใหญ่ไปในทางสำหรับโต้เถียงกัน เป็น dialoctic มีเหตุผลสำหรับจะฟัดเหวี่ยงโต้เถียงกัน. อภิธรรมยังมีชื่อแทน อีกอย่างว่า เวทัลละ คือเรื่องสำหรับโต้เถียงกันด้วยสติปัญญา ด้วยเหตุผลที่ลึกซึ้ง ; นี้มันยิ่งใหญ่ แต่มันยิ่งใหญ่ไปในทางสำหรับโต้เถียงกันก็มี ไม่ใช่ยิ่งใหญ่ไปในทาง ของการปฏิบัติ ที่ว่า เกิน นั้นหมายความว่า เกินความจำเป็นของมนุษย์ที่จะต้องรู้ หรือจะต้องปฏิบัติ มนุษย์เราจำเป็นจะต้องรู้แต่เรื่องที่ปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ ถ้าเกิน นั้นไป ก็เรียกว่าเกิน หรือไม่จำเป็น หรือไม่ต้องสนใจก็ได้. เพราะอภิธรรม และ อภิวินัยนี้เป็นส่วนเกิน ตามตัวพยัญชนะแปลว่าส่วนเกินก็ได้ และก็เป็นส่วนเกิน จริง ๆ ด้วย. ที่รู้ได้ว่าเป็นส่วนเกินนี้ ก็เอาตามพระพุทธภาษิตที่พระพุทธเจ้า ท่านตรัสไว้เอง ขอให้สนใจฟังตอนนี้สักหน่อย ด้วย. พระบาลีพระพุทธภาษิตในอังคุตตรนิกาย มีสูตรเรียกว่า สูตรกล่าว ด้วยเรื่องม้า มีม้าแกลบ แล้วก็ม้าใหญ่ คือม้าเทศ แล้วก็มีม้าอาชาไนย มีอยู่ ๓ ชนิด ๓ ม้า; แล้วม้าแต่ละชนิด ๆ นั้น ก็ยังไม่เหมือนกัน ตรงที่ว่า ม้าบางตัว
น.398 มันก็ฝีเท้าเร็ว สีไม่สวย รูปร่างไม่ดี. บางตัวฝีเท้าเร็วด้วย สีก็สวยด้วย แต่ รูปร่างไม่ดี. แล้วบางตัวก็ฝีเท้าก็เร็วด้วย สีก็สวยด้วย รูปร่างก็ดีด้วย. ขอให้จำไว้ให้แม่นยำใน ๓ ส่วนนี้ว่า วิ่งเร็ว สีสวย รูปร่างดี. ม้าแกลบได้แก่ พระโสดาบัน, พระสกิทาคามี, ม้าเทศนั้นคือ พระอนาคามี, ม้าอาชาไนย คือพระอรหันต์ ม้าแกลบวิ่งเร็วเพราะรู้อริยสัจจ์ คือบรรลุมรรคผลขั้นพระโสดาบัน ผู้รู้ อริยสัจจ์ขั้นพระโสดาบันนี้พวกที่ ๑ เรียกว่าม้าแกลบชนิดวิ่งเร็ว ; แล้วม้าแกลบ ตัวนี้สีไม่ดีสีไม่สวย เพราะว่าถูกถามปัญหาเกี่ยวกับอภิธรรมอภิวินัยเข้าแล้วจน หุบปากตอบไม่ได้ ; แล้วก็รูปร่างไม่สวย เพราะว่าไม่มีชื่อเสียง ไม่มีเกียรติยศ ไม่มีลาภสักการะ. ม้าแกลบพวกที่ ๒ ก็คือว่า วิ่งเร็วเป็นพระโสดาบัน แล้วก็สีสวย คือตอบปัญหาอภิธรรมอภิวินัยได้คล่องแคล่ว แต่แล้วรูปร่างไม่ค่อยดี คือไม่ค่อย มีเกียรติ ไม่ค่อยมีลาภ. ม้าแกลบพวกที่ ๓ วิ่งเร็ว คือเป็นพระโสดาบัน สีสวย คือตอบปัญหาอภิธรรมอภิวินัยได้คล่องแคล่ว แล้วก็มีเกียรติยศชื่อเสียง มีลาภ. นี่ม้าแกลบเสร็จไปพวกหนึ่ง มีอยู่ ๓ อย่างที่เป็นเครื่องวัด ม้าเทศคือม้าขนาดใหญ่ ได้แก่พระอนาคามี : พวกที่ ๑ ม้าเทศนี้วิ่งเร็ว คือเป็นพระอนาคามี บรรลุมรรคผลขั้นพระอนาคามี แล้วก็สีไม่สวยคือพระอนาคามี พวกนี้ตอบปัญหาอภิธรรมอภิวินัยไม่ได้เลย ถ้าใครมาถามปัญหาเกี่ยวกับอภิธรรม อภิวินัยแล้วจน หุบปาก แล้วก็รูปร่างไม่ค่อยดี คือไม่ค่อยมีชื่อเสียงไม่มีลาภ. ม้าเทศอนาคามีพวกที่ ๒ ก็ว่า วิ่งเร็ว บรรลุมรรคผลขั้นอนาคามีแล้ว แล้วก็สีสวย คือตอบปัญหาอภิธรรมอภิวินัยได้คล่องแคล่ว แต่ว่ารูปร่างไม่สวย คือไม่ค่อย มีเกียรติยศชื่อเสียงไม่มีลาภ. ม้าเทศพวกที่ ๓ เป็นอนาคามี วิ่งเร็วเป็นถึงอนาคามี แล้ว สีก็สวย คือตอบปัญหาอภิธรรมอภิวินัยได้ฉาดฉานเลย แล้วก็มีรูปร่างงาม คือมีเกียรติยศชื่อเสียง มีลาภเป็นที่เคารพนับถือ. นี่พวกม้าเทศก็เสร็จไป.
น.399 ม้าอาชาไนยคือพระอรหันต์ เทียบได้กับพระอรหันต์ : - พวกที่ ๑ วิ่งเร็ว เพราะว่าวิ่งมาจนถึงความเป็นพระอรหันต์ บรรลุมรรคผลเป็นพระอรหันต์ ม้าอาชาไนยวิ่งเร็ว แต่ก็สีไม่สวย คือพระอรหันต์ประเภทนี้เมื่อถูกถามปัญหาเกี่ยว กับอภิธรรมอภิวินัยแล้วจน, หุบปาก พูดอะไรไม่ได้สักคำเดียว, แล้วรูปร่างก็ไม่สวย คือว่าไม่มีเกียรติยศชื่อเสียงไม่มีลาภ ไม่เป็นที่รู้จักกว้างขวางอะไรอย่างนั้น. - ม้า อาชาไนยพวกที่ ๒ ม้าอาชาไนยพระอรหันต์ตัวนี้วิ่งเร็ว คือเป็นพระอรหันต์ แล้วก็สีสวย คือตอบอภิธรรมอภิวินัยได้ฉาดฉานไม่ติดไม่จน แต่ว่ายังรูปร่างไม่สวย คือไม่มีเกียรติยศชื่อเสียง ไม่มีลาภ. - ม้าอาชาไนยพวกที่ ๓ พวกสุดท้าย เป็น พระอรหันต์แล้ว นี่วิ่งเร็ว แล้วก็สีสวย คือตอบอภิธรรมอภิวินัยได้ฉาดฉานด้วย แล้วก็รูปร่างดี คือว่ามีเกียรติยศชื่อเสียง มีลาภสักการะเป็นที่รู้จักกว้างขวาง. นี้ขอให้ทุกคนสังเกตดูให้ดี ๆ จะพบข้อเท็จจริงบางอย่างที่มีคำว่าม้า ๓ จำพวก จำพวกหนึ่งมีถึง ๓ ชนิดแล้ว มันก็เป็น ๙ ชนิด, แต่นั้นมันไม่สำคัญ สำคัญอยู่ว่าพระโสดาบัน พูดอภิธรรม พูดอภิวินัยไม่เป็นสักคำเดียวเลยก็มี, เป็น พระสกิทาคามี พระอนาคามีแล้วพูดอภิธรรม อภิวินัยไม่ได้แม้แต่สักคำเดียวเลย ก็มี, แล้วพระอรหันต์เป็นพระอรหันต์แล้วพูดอภิธรรม พูดอภิวินัยไม่ได้แม้แต่ สักคำเดียวก็มี. นี่ขอให้เข้าใจตรงข้อที่ว่าพระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ ทั้ง ๔ พวกนี้พูดอภิธรรมไม่ได้แม้แต่สักคำเดียวก็มี ; แล้วจุดสำคัญ มันก็อยู่ตรงที่ว่า เป็นพระอริยบุคคลได้โดยไม่ต้องรู้อภิธรรม พูดอภิธรรมไม่ได้ ไม่รู้อภิวินัย พูดอภิวินัยไม่ได้ แต่ว่าท่านปฏิบัติจนบรรลุมรรคผลและดับทุกข์ได้. ฉะนั้นเราจึงถือว่า อภิธรรมอภิวินัยนี้เป็นส่วนเกิน แม้ไม่รู้ พูดไม่ได้ ก็ยังบรรลุมรรคผลเป็นได้ถึงพระอรหันต์. นี่จึงถือว่าเป็นส่วนเกิน นี้ขอให้ไปดู ในบาลี โยธาชีววรรค อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ถ้าฉบับบาลีก็เล่ม ๒๐ หน้า ๓๗๐ ข้อ ๕๘๐ มีข้อความอย่างนี้ ฉะนั้นจึงเห็นว่าอภิธรรมอภิวินัย ๒ อย่างนี้
น.400 ยังเป็นส่วนเกิน ไม่จำเป็นแก่ผู้ที่จะปฏิบัติเพื่อดับทุกข์โดยตรง แต่เหมาะสมสำหรับ ผู้ที่มีสติปัญญาเหลือเพื่อ เอาไปใช้เรียนรู้อภิธรรมอภิวินัย พูดได้คล่องแคล่ว ฉาดฉาน. นี้ก็เรียกว่ามันก็เป็นส่วนเกินสำหรับคนทั่วไป แต่ไม่เป็นส่วนเกิน สำหรับคนที่มีสติปัญญาเหลือเพื่อ. ที่นี้ท่านก็จัดตัวเองได้ว่าอยู่ในพวกไหน ถ้าอยู่ ในพวกคนธรรมดา ก็จงรู้เถิดว่าอภิธรรมอภิวินัยนี้เป็นส่วนเกิน รู้ก็ได้ ไม่รู้ก็ได้. แต่ถ้าท่านเป็นคนเฉลียวฉลาด มีปัญญาเหลือใช้ละก็อภิธรรมอภิวินัยนี้ก็พอดี สำหรับท่าน. ฉะนั้นขอให้รู้จักอภิธรรมรวมทั้งอภิวินัยไว้อย่างนี้. ขอให้เข้าใจต่อไปอีกว่า สิ่งที่เรียกว่าอภิธรรมอภิวินัยที่พระพุทธเจ้า ท่านตรัสถึงอย่างนี้นั้น มันมีมาแล้วก่อนพระพุทธเจ้าด้วยซ้ำไป คำพูดว่า "อภิธรรม อภิวินัย" นี้มีมาก่อนพระพุทธเจ้า ในสมัยพระพุทธเจ้าก็พูดถึง ยังไม่มีอภิธรรม ปิฎก ๗ คัมภีร์ เขาก็มีคำพูดว่าอภิธรรมอภิวินัยกันอยู่แล้ว : มันหมายถึงคำอธิบาย หรือการขยายความที่เกินจำเป็นสำหรับคนธรรมดาของสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" นั่นเอง. ขอให้นึกถึงคำคู่เมื่อตะกี้นี้ว่า ธรรมะกับวินัย นี้คู่หนึ่ง แล้วอภิธรรมกับ อภิวินัยนี้คู่หนึ่ง : ธรรมะ นี้เล็งถึงข้อปฏิบัติตามธรรมดาสามัญ, ถ้า อภิธรรม ก็คือที่มันเกินกว่าธรรมดา ; วินัย นี้ก็คือวินัยตามธรรมดา โดยเฉพาะคือตัว ปาฏิโมกข์, ทีนี้คำอธิบายวินัยที่มันละเอียดละออออกไปเกินความจำเป็น เช่น บท ภาชนีย์ พวกขันธกะ พวกวินีตวัตถุ ในพระวินัยปิฎกนั้นนั่นแหละคือส่วนเกิน แล้วนั่นคือส่วนที่เรียกว่า อภิวินัย : จึงเกิดเป็น ๒ คู่ว่า ธรรมะกับวินัย และ อภิธรรมกับอภิวินัย. ในครั้งพระพุทธเจ้ารู้กันอยู่อย่างนี้ ถ้าพูดถึงอภิธรรมอภิวินัย ก็หมายถึงคำอธิบายส่วนเกิน ถ้าพูดถึงธรรมวินัยเฉย ๆ นั้น คือที่จำเป็นที่พอดี สำหรับคนจะต้องปฏิบัติ ; แล้วพระองค์ก็ทรงระบุธรรมะกับวินัยว่าจะอยู่เป็น ศาสดาของเธอทั้งหลาย เมื่อเราล่วงลับไปโดยร่างกาย อย่างนี้เป็นต้น. นี้ขอให้ นึกถึงพระสูตรนี้ที่เป็นพระพุทธภาษิตโดยตรง ไปอ่านดูได้ เพราะว่าเดี๋ยวนี้
น.401 พระไตรปิฎกแปลไทยก็มี แล้วก็จะพบว่าพระพุทธเจ้าท่านตรัสมันไว้ลักษณะอย่างนี้ ทั้งนั้น เป็นเครื่องแสดงให้เราเห็นว่ามันเป็นส่วนเกิน คือเป็นโสดา เป็นสกิทาคา เป็นอนาคา เป็นพระอรหันต์ได้โดยพูดอภิธรรมไม่เป็นแม้แต่คำเดียว. ดูกันต่อไปให้เห็นว่า คำว่า "อภิธรรม" นี้ ตามความหมายทั่ว ๆ ไป มันหมายถึงคำอธิบายที่เป็นส่วนละเอียดสุขุมลึกซึ้งเกินธรรมดา หรือเกินจำเป็น มีอยู่ก่อนพุทธกาล ได้แก่เรื่องที่ต้องพูดด้วยโวหารที่แยบคายที่ลึกซึ้ง ที่ยิ่ง ที่เกิน อะไรอย่างนี้. ในครั้งโบราณกาลนั้นมันก็มีเรื่องที่เล่าแล้วก็น่าหวัวด้วย. ชาดกในพระไตรปิฎก เรื่อง ภิงสกะชาดก คนจำนวนหนึ่ง พี่น้อง ทาส ทาสี อะไร ออกไปบวชเป็นดาบส ถึงฤดูที่ต้องกินเง่าบัวเป็นอาหาร ก็มีการไปหา เง่าบัวมากิน ผลัดเวนให้คนหนึ่งไปหามาวางไว้ให้ทุกคนได้กิน ที่นี้พระอินทร์เขามา แกล้งทดลองน้ำใจ เขามาลักเอาเง่าบัวส่วนที่วางไว้ให้ดาบสพี่ชายที่สุดนั้นไปเสีย ทุกวัน ๆ จนดาบสพี่ชายนั้นอดไม่ได้ก็ถามขึ้นว่า ทำไมของฉันจึงไม่มี ใครเอาไปไหน แล้วดาบสทั้งหมดก็เลยสบถสาบานว่าไม่ได้เอาไป. ดาบสที่เป็นทาสีสาบานว่า ถ้า ดิฉันขโมยเง่าบัวส่วนนั้น ๆไปแล้ว ขอให้ตายไปเกิดเป็นภิกษุณีแตกฉานในอภิธรรม มีวาจาฉาดฉานในอภิธรรม ใคร ๆ รอหน้าไม่ติด. ลองคิดดูในเมื่อดาบสองค์อื่น เขาสบถว่า ถ้าขโมยแล้วขอให้ไปเป็นเทวดาบ้าง ไปเป็นเศรษฐีบ้าง ไปเป็น พระราชาบ้าง; ดาบสองค์นี้สาบานว่า ถ้าเป็นขโมย ขอให้ตายไปเกิดเป็นนัก อภิธรรมที่ใครรอหน้าไม่ติด. นี่หมายความว่าในสมัยโบราณกาลนี้ก็มีการพูดการถก การอะไร ในเรื่อง อภิธรรม. ใครทำได้ มีชื่อเสียง มีเกียรติ ห้อมล้อมไปด้วยเกียรติ แต่เรื่องเกียรติ เรื่องกามอะไรนี้ เป็นที่รังเกียจขยะแขยงของดาบส เพราะฉะนั้นจึงเอามาเป็นเรื่อง
น.402 สบถ. แล้วทุกคนก็เชื่อ เพราะเป็นสิ่งที่น่าขยะแขยงสำหรับดาบสเหล่านั้น : เรื่องเป็นพระราชา เรื่องเป็นเทวดา เรื่องเป็นคนรวย เรื่องอะไรเหล่านี้ รวมทั้งเรื่อง เป็นผู้แตกฉานในอภิธรรมด้วย. นี้ก็เป็นเรื่องแสดงว่ามันมีอยู่แล้วก่อนพุทธกาล และในสมัยพุทธกาล เพราะว่าในสมัยที่แต่งหนังสือชาดกนี้ มันก็มีสิ่งที่เรียกว่า อภิธรรมแล้ว. แล้วอย่าเข้าใจว่ามีแต่ในพุทธศาสนา เพราะมันเป็นคำกลาง ใช้ได้ทั่วแก่ทุกศาสนาทุกลัทธิ ศาสนาอื่นเขาก็มีอภิธรรมอย่างของศาสนาอื่น ศาสนาพุทธเราก็มีอภิธรรมอย่างศาสนาพุทธเรา ; มีอภิธรรมอภิวินัยเป็นของตน ๆ ด้วยกันทั้งนั้น แต่ว่ามันไม่เหมือนกัน. ธรรมะวินัย นี้เป็นของธรรมดา ระดับธรรมดาจำเป็นแก่ทุกคน ส่วน อภิธรรมอภิวินัยนั้นเกินธรรมดา จึงถือว่าเกินหรือเพ้อ เนื้อหาของเรื่องอภิธรรมนั้น มันมีแต่ส่วนที่สูงทั้งนั้น ส่วนที่สูงส่วนที่ยาก ส่วนที่ประกอบไปด้วย logic อย่างสูง ซึ่งคนธรรมดาพูดไม่ได้ พูดไม่เป็น มันจึงเป็นเรื่องของนักปราชญ์ ไม่ใช่ เรื่องของชาวบ้าน ; เป็นเรื่องของคนฉลาดและมีเวลาเหลือ ; แม้จะเป็นเรื่องของ นักปราชญ์สมัครเล่นก็ยังดี. หมายถึงว่าคนธรรมดานี้สมัครเล่น เป็นนักปราชญ์ สมัครเล่น แล้วอุตส่าห์ไปเรียนอภิธรรมมันก็มีโอกาสที่จะเป็นนักปราชญ์สมัครเล่น. แต่ถึงอย่างนั้น ในครั้งพุทธกาลโน้น คำนี้ก็เป็นคำพูดธรรมดา ไม่ได้ขลัง ไม่ได้ ศักดิ์สิทธิ์ เหมือนอย่างเดี๋ยวนี้ที่พูดกัน. อย่างไรก็ตามขอให้ผู้ฟังทุกคนเข้าใจว่า อาตมาไม่ได้กล่าวว่าอภิธรรม เป็นของผิดหรือไร้สาระไม่มีประโยชน์ แต่กล่าวว่าอภิธรรมนั้นเป็นส่วนเกิน และ ส่วนพอดี : มันเกินสำหรับคนธรรมดา มันพอดีสำหรับคนที่มีสติปัญญาเหลือใช้. ที่เกี่ยวกับส่วนเกินนี้มันลำบาก เรามีสติปัญญาเท่านี้ ไปเล่นกับส่วนเกิน ส่วนลึกส่วนยากเข้าแล้ว จะพลัดตกเหวโดยไม่รู้ตัว เพราะมันเหลือความสามารถ
น.403 สติปัญญาของคน ๆ นั้น ไปเล่นกับเรื่องที่ เกินภูมิ เกินชั้น เกินฐานะ มันจะพลัด ตกเหวโดยไม่รู้สึกตัว. เพราะฉะนั้นขอให้ตั้งใจฟังพระพุทธภาษิตอีกสักข้อหนึ่ง ที่มันจำเป็นมาก คือว่า พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสถึงอนาคตภัย คือภัยที่น่ากลัวที่จะ มีมาในอนาคต ๕ อย่าง และในอย่างหนึ่งคืออย่างที่ ๓ นั้นมีว่าอย่างนี้ : "ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ! ภัยอันอื่นยังมีอีกคือว่าในอนาคตอันไกล จักมีภิกษุทั้งหลาย ที่ไม่อบรมกาย ไม่อบรมศีล ไม่อบรมจิต ไม่อบรมปัญญา ; ภิกษุนั้นเมื่อ ไม่อบรมกาย ไม่อบรมศีล ไม่อบรมจิต ไม่อบรมปัญญาอยู่อย่างนั้นแล้ว ไป สนทนากันอยู่ ไปกล่าวกันอยู่ถึงอภิธัมมกถา เวทัลละกถา ก็จะพลัดก้าวออกไป สู่ธรรมดำโดยไม่รู้สึกตัว" นี่ขอให้สนใจคำว่า "ธรรมดำ" ก้าวไปสู่ธรรมดำโดย ไม่รู้สึกตัว. "ภิกษุทั้งหลาย ! ด้วยอาการอย่างนี้แล ความเลอะเลือนแห่งวินัย ย่อมมีเพราะความเลอะเลือนแห่งธรรม ; ความเลอะเลือนแห่งธรรมย่อมมี เพราะความเลอะเลือนแห่งวินัย. ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เป็นอนาคตภัยที่ ๓ ที่ยัง ไม่เกิด จะเกิดในกาลข้างหน้า" ใจความของพระสูตรนี้ก็คือว่า อภิธรรมเหมาะสำหรับผู้ที่มีอะไร ๆ พร้อมสำหรับที่จะไปแตะต้องอภิธรรม คนที่ไม่พร้อมที่จะไปแตะต้องอภิธรรม คือไปพูด ไปอะไรเข้าแล้ว จะพลัดไปสู่ธรรมดำโดยไม่รู้สึกตัว. บาลีที่ว่า กณฺหํ ธมฺมํ แปลว่า ธรรมดำ นั้นคือมิจฉาทิฏฐินั่นเองที่เรียกว่า ธรรมดำ จะพลัดออกไป สู่ธรรมดำ คือมิจฉาทิฏฐิ โดยไม่รู้สึกตัว ; จะต้องเป็นผู้สำรวมระวังอย่างยิ่ง ในทางร่างกาย คือปรับปรุงร่างกายให้มันปกติ มีศีลสมบูรณ์ มีสมาธิสมบูรณ์ มีปัญญาสมบูรณ์ มันจึงจะสามารถไปลูบคลำอภิธรรม แล้วไม่พลัดไปสู่ธรรมดำ ถ้าไม่ถึงขนาดนั้น ไปลูบคลำอภิธรรมเข้า จะพลัดตกไปสู่ธรรมดำโดยไม่รู้สึกตัว คือมิจฉาทิฏฐิ. นี่สอนไปสอนมา เดี๋ยวสอนให้เป็นจิตดวงนี้ไปเกิดชาติโน้น - ชาติโน้น - ชาติโน้น เป็นจิตดวงนี้จุติแล้วปฏิสนธิไปเกิด หอบเอามหากุศลไปด้วย
น.404 อย่างนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นสัสสตทิฏฐิ จิตใจอันนั้นร่างกายอันนั้น หรือว่าจิตใจ อันนั้นร่างกายอันอื่นเป็น อันตคาหิกทิฏฐิ ; แล้วก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ ประเภท สัสสตทิฏฐิ. แล้วก็ไม่รู้สึกตัวว่าได้พลัดไปสู่ธรรมดำแล้วอย่างนี้. นี้คืออันตราย ของผู้ที่ไม่ระมัดระวัง ไม่มีความเหมาะสม แล้วก็ไปแตะต้องอภิธรรม จนพลัด ไปสู่มิจฉาทิฏฐิโดยไม่รู้สึกตัวอย่างนี้. พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่า ธรรมดำ : กณฺหิ ธมฺมํ พลัดไปสู่ธรรมดำโดยไม่รู้สึกตัว. ฉะนั้นขอให้ระวังกันให้มาก ในการที่จะไปสอนอภิธรรมเรื่องจิต เรื่อง เจตสิกละเอียดละอออย่างยิ่ง แล้วในที่สุดไปหลงมหากุศล จะหอบหิ้วมหากุศลอันนี้ เอาไปด้วย จิตดวงนี้ไปในภพโน้น มันเป็นสัสสตทิฏฐิ. แล้วบางคนอธิบายว่า เป็นพระโสดาบันเกิด ๗ ชาติ แล้วก็คน ๆ นั้นเองเกิด ๗ ชาติ เข้าโลงแล้วเกิดอีก เข้าโลงแล้วเกิดอีก มันก็เป็น ๗ ชาติเป็นคนนั้นเอง. แล้วความเป็นพระโสดาบัน หอบหิ้วเอาไปได้อย่างไร ถ้าหอบหิ้วเอาไปได้ มันก็เป็นพระโสดาบันมาแต่ในท้อง ในชาติที่ ๒ ที่ ๓ ก็เป็นพระโสดาบันมาแต่ในท้อง แล้วเป็นไปได้อย่างไร. นั่นแหละคือสัสสตทิฏฐิหรือมิจฉาทิฏฐิ คือพูดผิดไปแล้วโดยไม่รู้สึกตัว หรือความ คิดเห็นมันไถลถลำไปแล้วโดยไม่รู้สึกตัว ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "พลัดตกไป สู่ธรรมดำโดยไม่รู้สึกตัว" ขอให้ระวังอย่างนี้. นี้มันเป็นพระพุทธภาษิตในโยธา- ชีววรรค อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต. ถ้าเป็นฉบับบาลีก็เล่ม ๒๒ หน้า ๑๒๒ ข้อที่ ๗๙. ถ้าอ่านบาลีไม่ได้ อ่านฉบับไทยก็ไปเปิดหาอังคุตตรนิกาย บัญจกนิบาต แล้วก็ดูที่ข้อ ๗๙ ข้อมันจะตรงกัน แต่เลขหน้ามันไม่ตรงกัน. ฉบับบาลีกับฉบับ ไทย เลขหน้าไม่ตรงกัน แต่เลขหมายหัวข้อนั้นเขาจะรักษาไว้ตรงกันหมด ไปดู ข้อ ๗๙ จะพบเรื่องนี้. นี้เรียกว่าโดยพยัญชนะ โดยความหมายของคำว่าอภิธรรมเป็นอย่างนี้ มันมีความหมายเป็นเรื่องเกิน แล้วมีความหมายทั่วไป ก่อนพุทธกาลก็มีการสนใจ
น.405 การใช้อภิธรรม แล้วคนที่ไม่เหมาะสมไปแตะต้องเข้า จะพลัดตกเหวคือธรรมดำ โดยไม่รู้สึกตัวเป็นมิจฉาทิฏฐิ. นี้เรียกว่าโดยพยัญชนะ ก็พอจะมองเห็นได้อย่างนี้. อภิธรรมคืออะไร ต่อไป เราจะดูกันโดยประเภทหรือชนิดของอภิธรรม ก่อน. ต้องขอเตือนท่านทั้งหลายอีกครั้งหนึ่งว่า อย่าเพ่อง่วงนอน มันจะชวน ง่วงนอนมากขึ้น แล้วก็อย่าคิดว่า อาตมากระทบกระเทียบกระแนะกระแหน นักอภิธรรมผู้ใดด้วย. ข้างต้นได้พูดมาแล้วว่า จะพูดเพื่อประโยชน์แก่พวกเรา ซึ่งเป็นสหายอภิธรรมร่วมกันอย่างที่จะหลีกไม่ได้. เดี๋ยวนี้จะพูดถึงประเภท คือ ชนิดต่าง ๆ ของสิ่งที่เรียกว่า "อภิธรรม" ตามความเข้าใจ ตามความพอใจ ตามผล ของการค้นคว้าของอาตมาที่รักและสนใจอภิธรรมมาเป็นเวลา ๕๐ กว่าปี คือตั้งแต่ ก่อนบวช. อาตมาจะแยกอภิธรรมออกเป็น ๒ อย่าง อย่างนี้เสมอไป : อภิธรรม ส่วนจริง ส่วนแท้ ส่วนยิ่ง ส่วนประเสริฐ ส่วนสูงสุดนี้ส่วนหนึ่ง, และอภิธรรม ส่วนเพ้อหรือส่วนเกินนั้นอีกส่วนหนึ่ง. ถ้าเป็นอภิธรรมจริงอภิธรรมแท้ มัน ก็ต้องหมายถึงสิ่งที่ดับทุกข์ได้. แต่แล้วก็กลายเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่เคยเรียกมัน ว่า "อภิธรรม" แต่ไปเรียกว่า "สุตตันตะ". อย่างพระพุทธภาษิตว่า "เย เต สุตฺตฺตา - สุตตันตะ ทั้งหลายเหล่าใด, ตถาคตภาสิตา - ที่ตถาคตได้ภาษิตแล้ว, คมภีรา - ลึกซึ้ง, คมภีรตฺถา - มีอรรถอันลึกซึ้ง, โลกุตฺตรา - อยู่เหนือโลก, สุญฺญตปุปฏิสิยุตฺตา - เนื่องเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตา" นี่คือสิ่งที่จะช่วยดับทุกข์ได้ แม้สำหรับฆราวาส. เดี๋ยวเราจะได้พูดกันถึงเรื่อง ธัมมทินนสูตร พวกฆราวาส ไปถามว่า อะไรจะเป็นประโยชน์แก่ฆราวาส พระพุทธเจ้าท่านตรัสอย่างนี้. แล้วก็ยังตรัสสิ่งที่ตรงกันข้าม คือพวกข้อความคัมภีร์ที่ร้อยกรองขึ้น ทีหลัง ไพเราะ ลึกซึ้ง สละสลวย ทั้งตัวอักษร ทั้งความหมาย. นี้ไปสนใจเข้า
น.406 มันก็เลยไปอีกทางหนึ่ง คือไม่ดับทุกข์ ส่วนเราเอาแต่เรื่องดับทุกข์. ดังนั้นอภิธรรม แท้ต้องมีลักษณะอย่างนี้ จะเรียกชื่อว่าอภิธรรมก็ได้ ไม่เรียกชื่อว่าอภิธรรมก็ได้ ; แต่พระพุทธเจ้าท่านเรียกชื่อว่าสุตตันตะ, "เย เต สุตฺตฺตา -- ที่เป็นอย่างนั้น ๆ น่ะ ดับทุกข์ได้". ไม่มีเรื่องอภิธรรม พระพุทธเจ้าไม่เคยใช้คำว่า "อภิธรรม" แก่ ธรรมที่ดับทุกข์ได้ อย่างมากก็ใช้คำว่า "ธรรมวินัย". ทีนี้ เราจะมองดูสิ่งที่เรียกว่า อภิธรรมที่มีอยู่เป็นชั้น ๆ ก็คือคำว่า “อภิธรรมอภิวินัย" ในสูตรที่กล่าวแล้วข้างต้น เรื่องที่เกี่ยวกับม้า ๓ ชนิดนั้น : อภิธรรมอภิวินัยนี้ก็เป็นชนิดหนึ่งที่พูดกันอยู่แล้วในครั้งพุทธกาล ก่อนมีคัมภีร์ อภิธรรมปิฎก ๗ คัมภีร์. นี้เป็นอภิธรรมชนิดหนึ่ง. ต่อมาก็มีคำอธิบายธรรมะที่ลึกซึ้ง คำบัญญัติต่างๆ ในธรรมะของ ศาสนาที่ลึกซึ้ง อธิบายให้ละเอียด ให้สูงออกไป คือคัมภีร์ประเภทปฏิสัมภิทามัคค์ คัมภีร์จุลนิเทศ มหานิเทศ ถ้าสนใจขอให้เปิดดูเถอะจะมีประโยชน์มาก จะรู้ว่ามัน เป็นอย่างไร ; คือในนั้นอธิบายคำแต่ละคำไว้ลึกซึ้งกว้างขวางยิ่งขึ้นไป เช่นคำว่า ตัณหาอย่างนี้อธิบายกันหลาย ๆ บรรทัดมากออกไป มีไวพจน์มาก มีอะไรมาก. เช่นคำว่าอวิชชา คำว่าขันธ์ คำว่าธาตุ ฯลฯ เหล่านี้เป็นหน้าที่ของคัมภีร์ประเภทนี้ ประเภทปฏิสัมภิทามัคค์และคัมภีร์จุลนิเทศเป็นต้น. มันก็เลยเกิดคัมภีร์ประเภทนี้ ขึ้นมา ที่เรารู้จักกันดี ว่าพระสารีบุตรร้อยกรองคัมภีร์ปฏิสัมภิทามัคค์เป็นต้น นี้ก็คือ ตัวอภิธรรม มีเพียงเท่านี้ก่อน. ทีนี้พระพุทธเจ้านิพพานแล้ว ทำสังคายนาแล้ว ร้อยกรองคำอธิบายส่วนลึกซึ้งกันต่อ ๆ มาอีก ๒๐๐ - ๓๐๐ ปี จึงเกิดอภิธรรม ๗ คัมภีร์ที่สมบูรณ์. อภิธรรม ๗ คัมภีร์นี้ที่ถูกย่อมาเป็นอภิธัมมัตถสังคหะ แล้ว ขยายกลับออกไปอีกเป็นอภิธัมมัตถวิภาวนีอื่น ๆ ซึ่งเราเรียนกันอยู่ในกรุงเทพฯ.
น.407 เมื่อพูดว่าอภิธรรม, ที่เรียนกันอยู่ในกรุงเทพฯ นั้นมันไม่ใช่อภิธรรม ๗ คัมภีร์ในพระไตรปิฎก แต่เป็นคำอธิบายคัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะ : ‘บางคน ยังไม่ทราบก็อยากจะบอกให้ทราบว่า อภิธรรมปีฎก ๗ คัมภีร์นั้นมันหลายพันหน้า เกือบจะตั้งหมื่นหน้า หอบเบ้อเร่อ; แล้วพระอาจารย์คนหนึ่งในเกาะลังกา ประมาณ พ.ศ. ๑๒๐๐ ย่อหลายพันหน้านั้นลงมาเหลือไม่กี่สิบหน้า เรียกว่าอภิธัม- มัตถสังคหะ ; แล้วต่อมาก็แต่งคัมภีร์อธิบายอภิธัมมัตถสังคหะขึ้นอีกมากมาย หลายคัมภีร์ มันก็หลายร้อยหน้าขึ้นมาตามเดิม ; แล้วก็มาสอนมาเรียนกันอยู่ ในประเทศพม่า มาถึงเมืองไทยที่เรียนกันอยู่ที่กรุงเทพฯ. เดี๋ยวนี้อาตมากำลังพูดถึงอภิธรรม ๗ คัมภีร์ เป็นอภิธรรมระดับหนึ่ง grade หนึ่ง. ที่นี้ต่อมาก็ถึงยุคอภิธรรมมัตถสังคหะ เป็นอภิธรรมอีกชนิดหนึ่ง ขึ้นมา. แล้วก็มาถึงยุคอภิธรรมต่าง ๆ ที่แต่งขึ้นเพื่ออธิบายอภิธัมมัตถสังคหะ ตามอัตโนมัติบ้าง อิงอรรถกถาบ้าง. นี้ก็เช่นคัมภีร์อภิธัมมัตถุวิภาวนี นี่เป็น อย่างที่ ๔ เข้ามาแล้ว, ที่นี้มาถึงอย่างที่ ๕ ก็คือคำอธิบายที่แข่งกันอธิบาย เกี่ยวกับอภิธัมมัตถุวิภาวนีเป็นต้นนี้. กระทั่งถึงอภิธรรมที่ต้องใช้เม็ดมะขามช่วย ใช้ก้อนหินช่วย อย่างนี้มันก็เป็นอภิธรรมระดับหนึ่ง. ที่นี้ต่อมาก็มาถึงอันสุดท้าย เรียกว่า "อภิธรรมรังหนู". ลองฟังดูให้ดีว่าอาตมาเรียกว่า อภิธรรมรังหนู คืออภิธรรมพิธีรีตอง ได้เกิดขึ้น ว่าต้องสวดอภิธรรม ต้องใช้อภิธรรมบ้าง จะต่ออายุบ้าง จะทำบุญให้ พ่อแม่บ้าง จะทำอะไรบ้าง เกิดเจ๊กทำขายเป็นสินค้ามัดละ ๑๕ บาท. ๗ ผูกขาย ๑๕ บาท ขายอย่าง ขูดเลือด. สมัยนั้นใบลานแผ่นเท่านั้นไม่กี่สตางค์เขา ขาย ๑๕ บาท เพราะว่าคนเรามันหลงอภิธรรม จะต้องสร้างขึ้นไว้แทนคุณพ่อแม่ ให้จงได้. ทีนี้ใครก็อยากสร้าง ใครก็อยากสร้าง โดยที่อ่านไม่ออกก็ไม่ต้องอ่าน
น.408 แล้วเจ๊กเขียนผิดเขียนถูกก็ไม่ต้องดู อาตมาเอามาอ่านดูมันผิดทั้งนั้นเลย. แล้ว ก็เอามาให้อาจารย์อย่างนั้นแหละ ชาวบ้านสร้างซื้อ ๑๕ บาท มัดหนึ่งเอามาให้ อาจารย์ อาจารย์ที่วัดก็ต้องเก็บไว้, ทีแรกก็เก็บไว้ที่ที่บูชา ทีนี้มันมากนัก ไม่มี ที่เก็บ หลาย ๆ ปีเข้าก็รู้ขึ้นบนเพดานโรงฉันก็เป็นรังหนู ใบลานเหล่านี้เป็นรังหนู นี่แหละอภิธรรมพิธีรีตองทำให้เกิดอภิธรรมรังหนู. อภิธรรม grade ที่ ๑ คืออภิธรรมอภิวินัยที่พูดถึงในเรื่องม้า, อภิธรรม grade ที่ ๒ คือคัมภีร์นิเทศต่าง ๆ รวมทั้งปฏิสัมภิทามัคค์ ที่พระสารีบุตรได้ ร้อยกรองขึ้นใช้อยู่ในสมัยพระพุทธเจ้าซึ่งยังทรงมีชีวิตอยู่. ในตอนนั้นถ้าพูดถึง อภิธรรมก็หมายถึงส่วนนี้ และจัดเข้าไว้ในขุททกนิกายตรงตามอรรถกถา สมันตปา- สาทิกา ว่า วินัยก็ดี อภิธรรมก็ดี รวมเข้าในขุททกนิกาย ของสุตตันตปิฎก. ทีนี้ ก็มาถึงอภิธรรม grade ที่ ๓ คืออภิธรรม ๗ คัมภีร์ หรือ ๖ คัมภีร์ก็แล้วแต่จะเรียก. ถ้ายังไม่ถึงสังคายนาครั้งที่ ๓ อภิธรรมใหญ่มีเพียง ๖ คัมภีร์ ยังขาดกถาวัตถุ. พอถึงสังคายนาครั้งที่ ๓ แล้ว มันจึงจะมี ๗ คัมภีร์ เติมคัมภีร์กถาวัตถุเข้าไปด้วย. อภิธรรม ๗ คัมภีร์สมบูรณ์เมื่อสังคายนาครั้งที่ ๓ นี้ ต่อมาเมื่อพูดว่า อภิธรรม ก็หมายถึงอภิธรรม ๗ คัมภีร์ คือมันรวมพวกปฏิสัมภิทามัคค์นิเทศเข้าไว้ด้วยเสร็จ. ต่อมา grade ที่ ๔ : อภิธัมมัตถสังคหะ และคำอธิบายอภิธัมมัตถสังคหะ คือ ย่ออภิธรรมปิฎกเหลือเป็นของย่อเข้ามา ต่อมาอีกระยะหนึ่งก็ถึงอภิธรรม grade ที่แข่งกันอธิบายอย่างในประเทศพม่า ในประเทศไทยนี้. จำไว้ง่ายๆ ว่า อภิธรรมที่เราเรียนกันที่กรุงเทพ ฯ นี้ มันงอกขึ้นที่ ประเทศลังกา โดยพระเถระชื่ออนุรุทธ ย่ออภิธรรมปิฎกเหลือเพียงอภิธัมมัตถ- สังคหะไม่กี่หน้า. นี้มันเป็นเมล็ดแตกหน่องอกขึ้นที่ลังกา แล้วมันก็ไปเจริญเติบโต ที่ประเทศพม่าซึ่งสนใจอภิธรรม เรียนกันเป็นการใหญ่ แล้วมันมาออกดอกออกลูก
น.409 ที่ประเทศไทย อย่างที่เราเรียนกันอยู่เดี๋ยวนี้อย่างจริงจัง. นี่มันกินเนื้อที่ถึงอย่างนี้ : งอกที่ลังกา ไปเติบโตที่พม่า มาออกดอกออกลูกที่ประเทศไทย. ทีนี้ ก็มาถึงอภิธรรมที่แข่งกันอธิบาย อภิธรรมที่เรียกว่าอภิธรรม เม็ดมะขาม หรือแล้วแต่จะเรียก. ขออภัยที่เรียกนี้ไม่ใช่ดูถูกดูหมิ่น มันจำเป็น ที่จะต้องทำอย่างนั้น แล้วก็มาถึงอภิธรรมรังหนู. รวมแล้วมีตั้ง ๖ ชนิดอย่างนี้ เลือกเอาเถอะ จะเอาชนิดไหน. นี่ว่าโดยประเภท แล้วอภิธรรมมันมีอยู่ ๖ ชนิด อย่างนี้ที่เป็นส่วนเกิน. อภิธรรมส่วนแท้ ส่วนจริง ส่วนไม่เกินนั้น คือเรื่อง สุญญตา ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอง. นี้คือข้อที่แสดงให้เห็นว่าอภิธรรมคืออะไร มันมีอยู่ตั้ง ๖ หรือ ๗ ชนิดอย่างนี้ อันไหนคือจริง อันไหนคืออะไร ก็ไปดู เอาเองก็ได้. เมื่อพูดว่าอภิธรรมคืออะไรแล้ว ต่อไปก็จะพูดโดยอาศัยประโยชน์ ประโยชน์ของอภิธรรมมาเป็นหลักสำหรับพูด. ประโยชน์คือความมุ่งหมาย ความ มุ่งหมายก็มุ่งหมายที่ประโยชน์ : มีความมุ่งหมายอะไร จึงได้มีอภิธรรมเหล่านี้ ขึ้น ? นี่เรียกว่าประโยชน์. นี่ต้องแบ่งเป็นยุคดึกดำบรรพ์ ยุคพุทธกาล และยุค ปัจจุบัน. ยุคดึกดำบรรพ์ หมายความว่าก่อนพุทธกาล มีคำพูดเหล่านี้พูดแล้ว พูดว่าอภิธรรมอภิวินัยนี้ก็มีคำพูดแล้ว ยังไม่เกิดพุทธศาสนา ก็ยังใช้คำอย่างนี้กัน อยู่แล้ว ว่าธรรมวินัย อภิธรรมอภิวินัยนี้ ; แต่มันไม่ได้มีเนื้อความเหมือนกับ ที่ครั้งหลัง ๆ นี้ แต่คำพูดธรรมดาคำนี้มีแล้ว. คำพูดที่ลึก ที่หลักแหลม ที่เป็น เค้าเงื่อนของปรัชญา ของตรรกวิทยา นั่นแหละคืออภิธรรม. คำเหล่านี้เขาพูด เป็นกันมาแล้วตั้งแต่ก่อนพุทธกาล หลายร้อยปีหรือตั้งพันปีก็ได้. อินเดียเจริญ
น.410 ด้วยวิชาความรู้มาตั้งแต่ก่อนพุทธกาลประมาณ ๕๐๐ ปี ที่เริ่มเป็นนักปราชญ์กันขึ้น แต่ว่าไม่ใช่นักปราชญ์เต็มขีด ไม่ใช่นักปราชญ์อย่างพระพุทธเจ้า นักปราชญ์พูด ทาง logic ทางปรัชญา ทางที่ว่ามันลึก มันสูงนี้ พูดเป็นกันมาตั้ง ๕๐๐ ปี ก่อน พุทธกาล. ฉะนั้นคำเหล่านี้มันหมายถึงสิ่งที่เรียกว่าอภิธรรม. อภิธรรมนี้มันมีประโยชน์คือ หัดคนให้ฉลาด : ถ้าเราไปเกี่ยวข้องกับ เรื่องฉลาดพูด ฉลาดคิด ฉลาดถามแล้ว คนมันก็ฉลาด. ฉะนั้นเขาจึงชอบ จึงนิยม จึงมีคำพูด หรือว่าการศึกษาประเภทนี้. แม้เด็กตัวเล็กๆ ของเรา เราก็ชอบให้เขาพูดคำฉลาด ให้เขาถามเรื่องฉลาด ให้เขารู้จักคิด รู้จักนึก ฉลาด มาตั้งแต่เล็ก ๆ เราต้องการ. นั่นแหละคือเค้าเงื่อน หรือความมุ่งหมาย ของ อภิธรรม. สิ่งที่เรียกว่า "อภิธรรม" ที่มันเป็นของเกินนี้ แต่มันมีประโยชน์ ที่จะทำให้คนฉลาด. สำหรับฝึกคนให้มีปฏิภาณหลักแหลมในทางพูดจาเฉลียว- ฉลาด ทางตรรก ทางวาทศิลป์ ให้เด็กมีแววฉลาดไปตั้งแต่เล็ก. ฉะนั้นความ นิยมในเรื่องฉลาด คำพูดฉลาด วิธีพูดฉลาด พูดให้มันลึกกว่าธรรมดาเข้าไว้นี้ มีมาแล้วตั้งแต่ก่อนพุทธกาล นั่นแหละคือสิ่งที่เรียกว่า อภิธรรมก่อนพุทธกาล ดึกดำบรรพ์. ครั้งพุทธกาลเห็นได้ชัดเลย ขอให้ไปสำรวจในพระไตรปิฎก ในครั้ง พุทธกาล มันเป็นยุคทองของปรัชญา พูดโก้ ๆ อย่างภาษาสมัยใหม่ ยุคทองของ ปรัชญา คือยุคอุปนิษัทในประเทศอินเดีย. ยุคอุปนิษัทอินเดีย เหมา ๆ เอาได้ว่า เอาสมัยพระพุทธเจ้าไว้ตรงกลาง แล้วถอยหลังไป ๒๕๐ ปี มาข้างหน้าอีก ๒๕๐ ปี เป็น ๕๐๐ ปี ยุค ๕๐๐ ปี นี้เป็นยุคอุปนิษัท เป็นยุคทองของปรัชญาในประเทศ อินเดีย นั่นคือเต็มไปด้วยอภิธรรม. มีนักปราชญ์ หลายนิกาย หลายคณะ หลาย พวก หลายหมู่ ล้วนแต่เป็นคนฉลาด ยกวาทะ ยกโวหารมาเหนือเมฆกันทั้งนั้น.
น.411 มันต้องใช้โวหารอภิธรรมทั้งนั้นเลย ทุกนิกาย ทุกสาขา ในสังคมที่เป็นที่ออของ นักปราชญ์ นักปราชญ์ด้วยกันทั้งนั้น. อย่างพระพุทธเจ้าท่านก็ทรงเลือกว่า เอ้า เราก็ไปเข้าบ่อนกับเขาด้วยที่ประเทศมคธ ที่เมืองมคธที่เป็นที่ออกันของนักปราชญ์ ท่านก็มาเข้าบ่อนกับเขาด้วย ก็เพื่อจะประกาศลัทธิของท่าน. ที่ไหนเป็นที่ออ หรือเป็นคงที่ออของนักปราชญ์ ที่นั้นเต็มไปด้วยอภิธรรม. แต่แล้วความมุ่งหมาย ทั่วไปก็เพื่อฝึกปฏิภาณ ฝึกความเฉลียวฉลาดเป็นภายในก่อน. ส่วนในอาศรม หนึ่ง ๆ หมายความว่าคณะหนึ่ง ๆ เช่นอาศรมชฎิล อาศรมอาชีวก อาศรมอะไร ก็ตาม เขามีหมู่คณะของเขาตั้งเป็นอาศรม เขาต้องฝึกภายในอาศรม ให้คนทุกคน มันฉลาดปฏิภาณหลักแหลม ด้วยสิ่งที่เรียกกันเดี๋ยวนี้ว่าอภิธรรม. แม้เขาจะไม่ใช้ คำว่าอภิธรรม ไปใช้คำอื่น มันก็มีความหมายอย่างเดียวกัน เช่นคำว่า เวทัลละ เป็นต้น คือการโต้การถามด้วยวาทศิลป์อย่างหลักแหลม ลึกซึ้งที่สุด นี่คือตัว อภิธรรม ทุกนิกายทุกสาขาต้องมีต้องใช้ ไม่อย่างนั้นไม่ทันเพื่อน แพ้เขา เป็น นิกายที่จะล่มจมไป. มองกันอีกทางหนึ่ง มันเป็นกีฬาของมันสมองของนักปราชญ์ ของ สมณพราหมณ์. สมณะและพราหมณ์ที่เป็นนักปราชญ์ก็ต้องการเล่นเหมือนกัน แต่จะมาเตะฟุตบอลเล่นอย่างพวกเรานี้มันไม่ได้ มันก็เล่นด้วยการฝึกสมองทาง อภิธรรม ทางอภิปรัชญา เป็นกีฬาทางสมองของสมณะและพราหมณ์ผู้มีสติปัญญา หลักแหลมในอาศรมนั้น ๆ ที่จะทำหน้าที่สั่งสอนต่อไป นี่คืออภิธรรม. ตอน เช้า ๆ พระพุทธเจ้าท่านเห็นว่าเวลามันยังเช้าเกินไป ท่านทรงแกล้งไถลเข้าไป ในวัดของพวกนี้ ไปคุยกับเขาถึงเรื่องที่หลักแหลมชั้นอภิธรรม นี่ไปอ่านดูใน พระไตรปิฎกจะมีบ่อย ๆ พบบ่อย ๆ ว่าตอนเช้าพระพุทธเจ้าเสด็จออกไปบิณฑบาต แต่เผอิญวันนี้มันยังเช้านักก็แวะเข้าไปในวัดเดียรถีย์ คือลัทธิอื่น ลัทธิใดลัทธิหนึ่ง ไปคุยเรื่องที่มันลึก ๆ ยาก ๆ ที่จะโต้กันด้วยมันสมองนี้ก็มี. นี่คือลักษณะของ
น.412 อภิธรรมที่มีอยู่ทั่วไปทุกหนทุกแห่ง ในประเทศที่เป็นที่ออของนักปราชญ์. นี่ใน ครั้งพุทธกาลเป็นอย่างนี้ สิ่งที่เรียกว่าอภิธรรมถูกใช้อย่างนี้ ประโยชน์อย่างนี้ มุ่งหมายอย่างนี้ ; จนกว่าจะมาอยู่ในวงแคบในพุทธศาสนาของเรา. มาถึงในปัจจุบันนี้ โดยเฉพาะในประเทศไทยเรา อภิธรรมก็ถูกเอา มาเรียน เอามาพูด เอามาทำกันอย่างหลักแหลมทำนองเดียวกันนั้นแหละ แต่มันจะ ผิดบ้าง ถูกบ้าง เกินบ้าง หย่อนบ้าง อย่างไรมันก็แล้วแต่ความเป็นจริงของผู้เรียน ผู้พูด ผู้สอน. มันจะต่างกันอยู่บ้างก็ที่เดี๋ยวนี้มันกลายเป็นของขลังของศักดิ์สิทธิ์ มีเครดิตในทางขลังทางศักดิ์สิทธิ์ จนที่ไม่ใช่อภิธรรมแล้วไม่ค่อยสนใจ. นี่ถ้าไม่ออก โปรแกรมว่าวันนี้พูดเรื่องอภิธรรม ท่านทั้งหลายจากกรุงเทพฯ คงไม่มา. มันมี ความขลังความศักดิ์สิทธิ์อย่างนี้ในประเทศไทยเรา ; ซึ่งก่อนนี้อภิธรรมไม่เคย ได้รับเกียรติอย่างนี้ มันเป็นของเกิน. ธรรมะและวินัยเป็นของพอดี อภิธรรม อภิวินัยเป็นของเกิน. เดี๋ยวนี้เกินจนขลังจนศักดิ์สิทธิ์ในปัจจุบันนี้ ในพม่าในลังกา หรือในประเทศไทย. ส่วนเกินนี่ระวังให้ดีจะเผลอพลัดไปสู่ธรรมดำเหมือนที่ว่า เมื่อตะกี้นี้. มันเผลอพลัดไปสู่ความเป็นเครื่องมือของการโอ้อวด ของการข่มขู่ ผู้อื่น ยกตนข่มท่าน จะใช้ไปในทางเป็นเครื่องมือโอ้อวด ยกตนข่มท่านได้ แม้ระหว่างชาติ อย่าว่าระหว่างบุคคลเลย ระหว่างประเทศชาติก็จะใช้ทำเป็น เครื่องมือโอ้อวดข่มขี่กัน. นี้มันจะเกินไปเสียแล้ว เขาไม่เคยมุ่งหมายอย่างนี้ แต่เดี๋ยวนี้มันก็ทำได้ถึงอย่างนี้. ถ้าว่าเกินไปกว่านั้นก็ใช้เป็นเครื่องมือแสวงหาประโยชน์ ขอให้ระวังให้ดี มันจะเผลอถึงกับใช้อภิธรรมเป็นเครื่องมือแสวงหาประโยชน์ แสวงหาเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ โดยใช้อภิธรรมเป็นเครื่องมือ อย่างนี้แล้วหมดเลย. มันผิดความประสงค์ มันผิดอะไรหมด ขอให้ระวังในส่วนนี้ด้วย ว่าประโยชน์
น.413 มันจะเลยขอบเขตไปถึงอย่างนี้. ถ้ามันถึงอย่างนี้แล้วนักอภิธรรมนั้นจะตกอยู่ใน ธรรมดำ มีจิตใจประกอบไปด้วยกิเลส หวงแหน หรือว่าขายเป็นสินค้า หรือว่า ใครไปแตะต้องเข้านิดเดียวก็โกรธเป็นพืนเป็นไฟ. อาตมาพูดประโยคเดียวว่า อภิธรรมยังมิได้อยู่ในรูปของพุทธวัจนะ นี้ถูกด่าตั้งกะบุงโดยพวกที่หวงอภิธรรม. นี่คือมันหลงยึดมั่นถือมั่นเรื่องขลังศักดิ์สิทธิ์มากเกินไปแล้ว. เลยไปกว่านั้นก็ว่า เดี๋ยวนี้ถูกเขาใช้อภิธรรมเป็นเครดิต ของสำนัก วิปัสสนา. สำนักวิปัสสนาไหนต้องยกอภิธรรมขึ้นเป็นป้ายเป็นเครดิต เอามา เรียนกันก่อน เป็นนักอภิธรรมกันก่อน. ครั้งพุทธกาลไม่เคย และไม่เกี่ยวกันกับ นักวิปัสสนา. อภิธรรมเป็นข้าศึกกันกับวิปัสสนา ; เดี๋ยวนี้เอาอภิธรรมมาเป็น บ้ายเป็นยี่ห้อ เป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อของวิปัสสนา. ขอให้ไปอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับพระเถระที่สำคัญที่สุดในศาสนา เช่น พระนาคเสนที่จะไปปราบพระยามิลินท์ พระนาคเสนนี้เป็นตัวสำคัญ ทำหน้าที่สำคัญ คือจะปราบพระยามิลินท์ผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ หรือว่าพระโมคคัลลีปุตตเถระผู้เป็น ประธานในการนำสังคายนาครั้งที่ ๓ นี่เป็นพระตัวสำคัญที่สุด นี้ครูบาอาจารย์ เขาช่วยกันอบรมแวดล้อมดูแลมาตั้งแต่เล็ก ตั้งแต่เป็นเณร ว่าจะอบรมเด็กคนนี้, เณรคนนี้ให้เป็นตัวฉลาดสำคัญที่สุด ที่เป็นตัวพระนาคเสนจะไปเล่นงานพระยา- มิลินท์เป็นต้น. ทีนี้เขาก็ดูแลให้เรียนให้ศึกษา ให้อบรมกันอย่างดีที่สุดตั้งแต่เป็น เณร พอเป็นพระแล้วก็ห้ามไม่ให้ไปทำวิปัสสนา ไม่ให้พระองค์นี้ไปทำวิปัสสนา ให้มาเรียนอภิธรรมเสียก่อน. เข้าใจไหม เขาอำนวยให้ผู้ที่เป็นพระนาคเสนนั้น มาเรียนอภิธรรมเสียก่อน อย่าเพ่อไปทำวิปัสสนา ห้ามขาด ช่วยกักขังแวดล้อมไว้ เสียก่อน ให้มาเรียนอภิธรรมให้แตกฉานเสียก่อน แล้วจึงไปเรียนวิปัสสนาเป็น พระอรหันต์ แล้วจึงไปเล่นงานพระยามิลินท์. ถ้าปล่อยให้ไปทำวิปัสสนาเสียก่อน
น.414 แล้ว ท่านจะไม่เรียนอภิธรรมเป็นอันขาด เพราะมันเป็นของเพ้อและของเกิน. ถ้าพระนาคเสนถูกส่งไปทำวิปัสสนา แลวเป็นพระอรหันต์เสียแล้ว ท่านจะไม่เรียน อภิธรรมเป็นอันขาด มันเป็นของเพ้อและของเกิน. ทีนี้ก็บังคับให้ท่านเรียน อภิธรรมจนแตกฉาน แล้วจึงไปทำวิปัสสนาจนเป็นพระอรหันต์ แล้วจึงไปเล่นงาน พระยามิลินท์. และพระเถระสำคัญองค์อื่น ๆ ในประวัติศาสตร์ก็ยังมีลักษณะ อย่างนี้. นี่เรียกว่ามันไม่เคยเกี่ยวกันกับสำนักวิปัสสนา. เดี๋ยวนี้ยกมาเป็นป้าย ยี่ห้อ ต้องสอนอภิธรรม ต้องมีอภิธรรม จึงจะเป็นสำนักวิปัสสนาที่ถูกต้อง ที่ดี ที่อะไร เป็นเครดิตของสำนักนั้น. นี่ประโยชน์หรือความมุ่งหมายมันเตลิด เปิดเปิงออกไปเสียอย่างนี้ มันก็ไปสู่ของเพื่อหรือของที่ใช้โฆษณาชวนเชื่อมากขึ้น ไม่ใช่ของจริงของแท้. เราจะดูกันกว้าง ๆ อีกว่าประโยชน์หรือความมุ่งหมายนี้ มันต้องเป็นไป ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ : ความเจริญของมันสมองนี้มันต้องมี มนุษย์ เราต้องเจริญทางมันสมองเรื่อยไป แล้วมันไม่หนีไปไหน มันต้องไปหาสิ่งที่ เรียกว่าอภิธรรม ; แต่มันจะไปได้ไกลหรือใกล้เท่าไรนั้นเป็นคน ๆ ไป. แต่ อย่าลืมว่ามันสมองของมนุษย์ต้องเจริญ ไม่มีขีดสุด ไม่ยอมหยุด เพราะฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่าอภิธรรม ไม่แง่ใดก็แง่หนึ่ง ไม่ปริยายใดก็ปริยายหนึ่ง จะต้องเข้ามา เกี่ยวข้องกับมนุษย์ ฉะนั้นอย่ากลัวว่าเราจะไม่ชอบอภิธรรม. มันมีประโยชน์ คือ เป็นความเจริญก้าวหน้าของมันสมอง. เราไม่ต้องเจตนา แม้ไม่มีใครเจตนามันก็ ต้องเป็นอย่างนั้น เพราะความเจริญของมันสมองมันจะไปในทางที่ลึก ที่สูง ที่ดี ยิ่ง ๆ ขึ้นไป. นี้เรียกว่าประโยชน์ของอภิธรรมมันมีอยู่อย่างนี้ ในยุคก่อนพุทธกาล ก็มีอย่างหนึ่ง, ในยุคพุทธกาลก็มีอยู่อย่างหนึ่ง, ในปัจจุบันนี้ก็มีอยู่อย่างหนึ่ง, เพ่งประโยชน์ เพ่งความมุ่งหมายไม่ค่อยเหมือนกัน. สรุปความว่าเมื่อดูสิ่งที่เรียกว่า “อภิธรรม" นี้ จะฟังดูโดยชื่อ : อภิ มันก็แปลว่าเกินหรือยิ่ง อภิธรรมโดยพยัญชนะ มันก็คือเกิน. โดยชนิดหรือโดย
น.415 ประเภท ตั้งหลาย ๆ ประเภทที่ออกชื่อมาแล้ว กระทั่งอภิธรรมรังหนูนี้ มันก็ส่อ ความเกิน. ที่นี้ความมุ่งหมายหรือประโยชน์ที่แท้จริงของมัน มนุษย์ก็ทำให้มันเกิน ความมุ่งหมายของอภิธรรมที่แท้จริง มันก็ล้วนแต่เป็นเรื่องเกิน. ฉะนั้นอภิธรรม ก็คือธรรมะส่วนเกินของมนุษย์ธรรมดาสามัญ. แต่ที่ว่าเกินนี้ไม่ใช่เลว ไม่ใช่ผิด ไม่ใช่ไร้สาระ มันก็มีส่วนดี ยังถูกอยู่นั่นแหละ มีสาระอยู่นั่นแหละ แต่มันเกิน สำหรับคนธรรมดา. ขอให้คนธรรมดาระวังให้ดี ไม่ใช่ผิด ไม่ใช่เขว ไม่ใช่ ไร้สาระ ไม่ใช่น่ารังเกียจ แต่มันเป็นส่วนเกิน. ส่วนเกินนี้ อยากจะฝากความจำไว้อย่างนี้ว่าเรียนเรื่องรูป เรื่องจิต เรื่องเจตสิก เรื่องความสัมพันธ์กันระหว่างสิ่งเหล่านี้ มันมากมายหลายกะบุง จน รู้ดีเหมือนกับว่าจะสร้างมนุษย์ขึ้นมาได้ใหม่ โดยความรู้อันนี้ คือความรู้เรื่องจิต เรื่องเจตสิก เรื่องรูป เรื่องอะไรต่าง ๆ นี้, เรียนแล้วจะสามารถสร้างมนุษย์ขึ้นมา ; แต่แล้วไม่สนใจที่ว่ามนุษย์ที่เกิดอยู่ตาดำ ๆ นี้จะดับทุกข์ได้อย่างไร. ในคัมภีร์ เรื่องรูป เรื่องจิต เรื่องเจตสิกนั้น มันบอกถึงวิธีคล้าย ๆ ถึงกับว่าสร้างมนุษย์ ขึ้นมาใหม่ได้เลย แต่แล้วไม่มีถ้อยคำมากพอที่จะบอกว่า มนุษย์ที่เกิดอยู่แล้วนี้ จะดับทุกข์ได้อย่างไร. นี่ อภิธรรมเป็นเสียอย่างนี้ จึงอยู่ในวิสัยที่เรียกว่า "เกิน". อยากจะให้ได้ยินได้ฟังพระบาลีอีกเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นคำของพระไตรปิฎก เกี่ยวกับอภิธรรมอภิวินัยเหมือนกัน : ในที่ประชุมสงฆ์ที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ด้วยก็มีพระพวกอยู่ป่า พระที่อวดภูมิของตัวเป็นพระอยู่ป่า มีคุณธรรมสูง. เดี๋ยว ก่อนขอให้เข้าใจว่าในครั้งพุทธกาลนั้น ถ้าพูดว่าพระป่า แล้วก็หมายความว่ามี เกียรติยศสูง. คืออยู่ป่า ไม่เกี่ยวข้องกับประชาชน ลาภผลอะไรเลย อยู่ป่า เป็นพระที่ถูกยกขึ้นเป็นสถาบันพิเศษกว่าพระบ้าน คือสูงกว่าดีกว่า. ในที่ประชุม สงฆ์ที่มีพระพุทธเจ้าอยู่ด้วยนั้น พระป่าองค์หนึ่งชื่อ โคลิสานิส เป็นตัวเอ้ในป่า
น.416 นา มาสู่ที่ประชุมนั้น กิริยามารยาทหยาบคายเก้งก้าง พูดจาสามหาว แม้ในที่ประชุม ที่พระพุทธเจ้าท่านประทับอยู่ด้วย. ทีนี้พระสารีบุตรท่านก็มาจัดการ คือพูดขึ้นว่า พระป่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง. ตรงนี้มีข้อที่ว่าพระบ่าจะต้องรู้อภิธรรม รู้อภิวินัย ในบรรดาข้อแนะ ๑๗ ข้อนี้ มันมีอยู่ข้อหนึ่ง ที่ว่า พระป่าจะต้องแตกฉานใน อภิธรรม อภิวินัย. แต่ไม่ได้เป็นข้อ ข้อเดียวหรือข้อสำคัญ มันมีไล่มาโดย ลำดับ. ข้อ ๑ ว่า พระป่าเมื่อมาสู่ที่ท่ามกลางสงฆ์ จะต้องเคารพยำเกรงเพื่อน พรหมจรรย์ ให้เป็นคนสุภาพ อ่อนน้อมถ่อมตัว อย่าเป็นคนยกหู ชูหาง นึกไว้ว่า ตัวเป็นพระป่า. ทีนี้ พระป่ามาทำอย่างเก้งก้างหยาบคายอย่างนี้ จะมีผู้กล่าว กันเกริ่นไปหมดว่า เสียทีที่เป็นพระป่า กิริยาหยาบคายไม่น่าดู. ข้อ ๒ ว่าพระบ่าเมื่อเข้ามาสู่ที่ชุมนุมสงฆ์ ต้องฉลาดในการนั่ง คือ อย่าไปนั่งเบียดพระเถระ อย่าไปนั่งบังพระนวกะอย่างนี้เป็นต้น. พระป่ามัน เก้งก้าง หยาบคาย นั่งก็ไม่เป็น จึงถูกระบุว่า พระบ่านี่จะต้องรู้จักฉลาดในการนั่ง ข้อ ๓ พระป่าไม่ควรจะเข้าบ้านเช้านัก ไม่ควรกลับจากหมู่บ้านสายนัก ถ้าทำอย่างนั้น เขาจะว่าพระนี้เที่ยวกลางคืนเป็นนิสัย. ข้อ ๔ พระป่าไม่ควรเที่ยวไปในตระกูล ทั้งก่อนภัตต์และหลังภัตต์ เขาจะหาว่าพระป่านี้ขี้เที่ยว เที่ยวในเวลาวิกาลค่ำคืนก็ได้. ข้อ ๕ พระป่าไม่ควรคะนองกาย คะนองวาจา. ข้อ ๖ พระป่าไม่ควรปากกล้า พูดจาพล่อย ๆ. ข้อ ๗ พระป่าควรจะมีการสำรวมวาจา ว่าง่ายสอนง่าย เชื่อฟังเพื่อน ที่คอยตักเตือน อย่าดื้อ. ข้อ ๘ พระป่าควรจะเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย คือ คุ้มครอง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้ดี ๆ.
น.417 ข้อ ๙ พระป่าควรรู้ประมาณในโภชนะ อย่ามาตะกละ อยู่ในป่ามันอด เข้ามาในหมู่บ้านก็กินเสียใหญ่อย่างนี้เป็นต้น. ข้อ ๑๐ พระบ่าควรจะประกอบความเพียรในธรรมเป็นเครื่องตื่น คือ อย่านอนมาก มันอาจจะติดนิสัยอยู่ป่าแล้วมานอนมาก ไม่มีชาคริยานุโยคเป็นต้น. ข้อ ๑๑ พระป่าควรจะปรารภความเพียรไม่ท้อถอย. ข้อ ๑๒ ควรจะเป็นผู้มีสติไม่หลงลืม ข้อ ๑๓ ควรจะมีจิตเป็นสมาธิ ข้อ ๑๔ แล้วควรจะเป็นผู้มีปัญญา. ๑๔ ข้อนี้ จำเป็นทั้งนั้น. แล้วก็มาถึงข้อเกินที่ว่า ข้อ ๑๕ พระป่าควรขวนขวายในอภิธรรม อภิวินัย เพราะว่าจะมีผู้ ถามปัญหาแก่พระป่าในเรื่องนี้ ; เมื่อตอบไม่ได้ก็ไม่สำเร็จประโยชน์แก่เขา ก็จะ ถูกหาว่าไม่มีประโยชน์อะไร พระป่านี้ไม่มีประโยชน์อะไร ฉะนั้นควรขวนขวาย ในอภิธรรม อภิวินัย. ข้อ ๑๖ พระป่าควรจะทำความขวนขวาย ในวิโมกข์อันละเอียด ที่สูงกว่ารูปสมาบัติ. ที่จริงไม่จำเป็น แต่เมื่อเขาเห็นว่าพระนี้อยู่ป่า แล้วเขาเกี่ยง ให้มันเก่ง ให้มันสูง ให้ได้วิโมกข์ ถึงขนาดสูงกว่ารูปสมาบัติ. ฉะนั้นพระป่า ก็เลยจำใจ จำเป็นที่จะต้องฝึกฝนวิโมกข์สมาธินี้ ให้สูงกว่ารูปสมาบัติ. ข้อ ๑๗ พระบ่าควรขวนขวายในอุตริมนุสธรรม. อุตริมนุสธรรม เป็น ธรรมที่ว่าถ้าพระภิกษุธรรมดาอวดอุตริมนุสธรรมเป็นปาราชิก ; พระป่าจะต้อง ขวนขวายในอุตริมนุสธรรม เพื่อว่าชาวบ้านเขาหวังอยู่ว่าพระป่าจะต้องมีคุณธรรม สูง ฉะนั้นพยายามให้มีฌาน ให้มีสมาบัติ มีวิโมกข์ มีวิมุตติมรรคผลอะไร. นี้มันเป็น
น.418 ส่วนเกินที่ต้องมีไว้สำหรับพระป่า เพราะเขายกไว้เป็นสถาบันพิเศษ ต้องมีอะไร เก่งกว่าพระบ้าน. นี้ก็มีคำว่า "อภิธรรม อภิวินัย" ติดเข้ามาที่นี่อีก นี่ในมัชฌิมนิกาย โคลิสานิสสูตรมัชฌิมนิกาย มัชฌิมบัณณาสก์ ข้อ ๒๐๓ ขอให้ไปอ่านดูโดย ละเอียดด้วย. ครั้งนั้นพระโมคคัลลานะสอดขึ้นมาว่า นี้จะให้ปฏิบัติกันแต่พระป่า เท่านั้นหรือ ? พระบ้านไม่ต้องอย่างนั้นหรือ ? พระสารีบุตรตอบว่า ไม่ใช่ ; เมื่อพระป่ายังต้องทำแล้ว จะต้องพูดกันทำไมถึงพระบ้าน. ก็แปลว่าพระบ้าน ก็ต้องทำ. ฉะนั้นพระบ้านก็เป็นอันว่าจะต้องสนใจอภิธรรม อภิวินัย ไว้เหมือนกัน เผื่อว่าคนเขาถาม. มันจะเสียเกียรติ เสียภูมิ ของพระที่บวชมาช้านานหลาย พรรษา. และนี้ก็เป็นสูตร ๆ หนึ่งในพระบาลี ในพระไตรปิฎกที่ชี้ให้เห็นว่า อภิธรรมอภิวินัยนี้ ถูกจัดไว้ในส่วนเกิน คือเกินจำเป็น เกินระดับธรรมดา ; แต่ว่าไม่ใช่ว่าไม่มีประโยชน์ มันมีประโยชน์ มันต้องมีในบางกรณี มิฉะนั้น จะเสียหายอย่างอื่น รวมความแล้วก็คือว่ามันเกิน. ทีนี้ ขอโอกาสพูดสักนิดเกี่ยวกับคำว่า "เกิน". เกี่ยวกับคำว่าเกิน คำเดียว : จะยกตัวอย่างไปตั้งแต่เด็ก ๆ เราจะให้เขาเรียนอะไร ให้รู้อะไร ให้ตั้ง คำถามเพียงเท่าไร เรียกว่าพอดี ถ้าเกินนั้นเรียกว่าเกิน. เด็ก ๆ ควรจะมีความรู้ หรือว่าควรจะถามให้รู้ และรู้แต่เพียงว่าทำดีนั้นคือทำอย่างไร แล้วก็ทำ ; ทำดี คือทำอย่างไรแล้วก็ทำ ; นี้ก็พอดีแล้วสำหรับเด็ก ๆ ว่าทำดีให้ได้โดยวิธีใด นี้ก็ พอแล้วสำหรับเด็ก ๆ แต่ถ้าเด็กมันอุตริไปถึงว่า ทำไมจึงต้องทำ ; แล้วเอา อะไรมาตัดสินว่าดีหรือไม่ดี ? ถ้าขึ้นมาถึงนี้แล้ว มันเกินสำหรับเด็กแล้ว ธรรมะนี้
น.419 มันเกินสำหรับเด็กแล้ว, แม้มันจะไม่เกินสำหรับนักปราชญ์ที่เขาจะรู้ว่าทำอย่างไร ทำ ทำไม อะไรดีอะไรไม่ดี. หรือถ้าเด็ก ๆ มันจะถามว่า โอ๊ย ทำดีนี้เขาทำกันมา ตั้งแต่เมื่อไร ? นี้คนแก่ก็ตอบไม่ไหว. ถ้าทำดีแล้วมันไม่ดีใครจะรับประกัน ? ถ้าถามอย่างนี้มันก็ยิ่งเกินเรื่อยไป มันเกินสำหรับเด็ก. เด็ก ๆ ควรรู้แต่ว่าทำดี ให้ได้โดยวิธีใดพอแล้ว. อย่าให้ไปรู้หรือไปถามเตลิดเปิดเปิงนั้นมันจะเป็น อภิธรรม คือส่วนเกิน. ส่วนที่เป็นธรรมนี้ ทำดีให้ได้อย่างไร พอแล้ว. เอาละทีนี้มาถึงชาวนากันที ที่นี่เขาทำนา เป็นชาวนากันมาก อยากจะ พูดสำหรับชาวนาบ้าง : ทำนารู้แต่เพียงว่าเลือกดินอย่างไร เลือกฤดูกาลอย่างไร เลือกพันธุ์ข้าวอย่างไร เลือกปุ๋ยอย่างไร ไถหว่านคำดูแลรักษาเก็บเกี่ยวอย่างไร เท่านี้พอดีแล้ว พอดีสำหรับชาวนาที่จะเป็นกระดูกสันหลังของประเทศชาติแล้ว. อาตมาหมายถึงชาวนาที่เป็นกระดูกสันหลังของประเทศชาติ ไม่ใช่นั่งเก้าอี้ทำงาน อยู่ที่ออฟฟิศ กระทรวงเกษตร : ที่เป็นกระดูกสันหลังอยู่กลางทุ่งนา อาบแดด อาบเหงื่ออยู่ มันรู้แต่เลือกดิน เลือกเวลา เลือกพันธุ์ข้าว เลือกปุ๋ย รู้วิธีไถหว่าน คำ ดูแลรักษาเก็บเกี่ยว มันก็พอสำหรับจะเป็นชาวนา. ถ้าไปรู้ถึงธาตุดิน ธาตุ ฟอสเฟต ธาตุอะไรต่าง ๆ มีธาตุอะไรอีกแยกออกไปอย่างไร อย่างนี้มันก็เกินแล้ว เป็นอภิธรรมที่เพื่อที่เกินสำหรับชาวนาแล้ว. และถ้าชาวนาคนไหนจะเกิดดื้อดันว่า ไม่รู้เรื่องนี้กูไม่ยอมทำนา มันก็อดตายแน่. มันเป็นเรื่องของอาจารย์สอนวิชา วิทยาศาสตร์เกี่ยวกับเกษตรที่กระทรวง ไม่ใช่สำหรับชาวนา. นี่ชาวนาจะมารู้ว่า ธาตุที่ประกอบกันเป็นดินเป็นปุ๋ยนั้น มันคือธาตุอะไรบ้าง ในหน่อข้าวมีธาตุอะไร บ้าง สารข้าวมีธาตุอะไรบ้าง ข้าวนี้เกิดมาในโลกเมื่อไร ตั้งแต่ยุคไหน เป็นมา อย่างไร ควายไถนามีมาในโลกกี่ล้านปีแล้ว มนุษย์ทำไร่ไถนาเป็นมากี่ล้านปี ในเนื้อไม้ ในเนื้อเหล็ก ในเนื้อควายประกอบด้วยธาตุอะไร ; ถ้าไม่รู้อย่างนี้แล้ว
น.420 ไม่ยอมทำ อย่างนี้ชาวนาบ้า. มันก็เป็นเรื่องเกินยิ่งกว่าเกิน เป็นอภิธรรมยิ่งกว่า อภิธรรมของชาวนา. นี่คำว่า "เกิน" มันมีความหมายอย่างนี้. มาถึงพวกเราพุทธบริษัทที่จะดับทุกข์ ที่จริงรู้เรื่องเดียวก็พอในทาง ปฏิบัติ คือรู้วิธีควบคุมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เท่านั้น. ขอให้ช่วยฟังข้อนี้ว่า : ที่พอดี ที่ตรง ที่จริง ที่แท้ ที่ประเสริฐนั้นมีประโยคเดียวว่าให้รู้จักควบคุม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ในลักษณะที่มีอะไรมากระทบแล้วไม่เกิดความคิดเลว ๆ เป็นความโลภ ความโกรธ ความหลงขึ้นมา มีเท่านี้เอง นี้พอดี สนใจเท่านี้จะเป็น พระอรหันต์ได้ เพราะว่าทำอยู่อย่างนี้เรียกว่า "เป็นอยู่โดยชอบ" พระพุทธเจ้า ท่านตรัสว่า "ถ้าภิกษุทั้งหลายเหล่านี้เป็นอยู่โดยชอบ โลกไม่ว่างจากพระอรหันต์" เป็นอยู่โดยชอบมีข้อเดียวเท่านั้น เป็นอยู่ด้วยการควบคุม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไว้ในลักษณะที่ถ้ามีอะไรมากระทบแล้วไม่อาจจะเกิดโลภ โกรธ หลงได้ ; คือไม่ ยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวกูของกูขึ้นมา แล้วก็เกิดโลภ เกิดโกรธ เกิดหลง ; นี้จำเป็น ที่สุด พอดีที่สุด พอเหมาะที่สุด. ทีนี้เราชอบของมาก ๆ ของข้อเดียวอันเดียว มันง่ายเกินไปไม่ชอบ ; ก็ขอแยกไปเป็นเพียงอริยสัจจ์ ๔ คือ เรื่องทุกข์, เรื่องเหตุให้เกิดทุกข์, เรื่องความ ดับทุกข์ เรื่องทางให้ถึงความดับทุกข์, ซึ่งรวมแล้วเรียกว่าใบไม้กำมือเดียว ไม่ใช่ใบไม้หมดทั้งป่า. พระพุทธเจ้าตรัสโวหารอย่างนี้ : "ตถาคตมีความรู้เท่า กับจำนวนใบไม้หมดทั้งป่า แต่ตถาคตจะนำมาสอนเพียงใบไม้กำมือเดียว" ท่านลอง เทียบดูว่าใบไม้หมดทั้งป่ากับใบไม้กำมือเดียว แล้วใบไม้กำมือเดียวนี้คือ เรื่อง อริยสัจจ์. ทีนี้เรื่องอริยสัจจ์มัน ๔ เรื่อง : เรื่องทุกข์ เรื่องเหตุให้เกิดทุกข์ เรื่องความดับทุกข์ เรื่องทางให้ถึงความดับทุกข์. ในเรื่องความดับทุกข์ ๔ เรื่องนี้ ๓ เรื่องข้างต้นไม่สำคัญ มันสำคัญอยู่ที่เรื่องปฏิบัติที่เป็นทางดับทุกข์นั่นแหละสำคัญ
น.421 ถ้าลงได้ปฏิบัติอย่างนั้นอยู่แล้ว มันดับทุกข์, ๓ อย่าง ข้างต้น มันพลอยรู้ไปเอง มันรู้อยู่ในตัวการปฏิบัตินั้นเอง. การปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ที่ว่านี้ มันก็ไม่มีอะไร มีแต่ควบคุม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้มันปกติอยู่เสมอ อย่าให้โอกาสแก่การเกิดขึ้นของตัณหา ของโลภะ โทสะ โมหะ เมื่อตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น เป็นต้น. นี่เท่านี้มันพอดี กระทัดรัดพอดี เท่าที่จำเป็น และถูกต้อง. ทีนี้ไม่เอา เรามัน ไม่ชอบ เรามันชอบมาก; มันก็เลยกลายเป็นเรื่องแยกแขนงออกไปทุกที คำว่าทุกข์นี้ ศึกษาแตกออกไปเป็นคำพูดทางปรัชญา : พยัญชนะว่าอย่างไร อรรถะว่าอย่างไร มีกี่อย่างกี่ชนิด ชนิดไหนหนักเบาอย่างไร ก็เป็นรูปอภิธรรมไป. ในที่สุดก็ไปแจกทุกอย่างไปในรูปของอภิธรรม : ไปแจกธาตุเป็นหลาย ๆ ธาตุ, แล้วธาตุหนึ่ง ๆ ก็แยกไปอีก แจกอายตนะ แจกขันธ์ แจกปัจจยาการ มันก็เริ่ม เกินออกไปทุกที ๆ เป็นอภิธรรมยิ่งขึ้นไปทุกที. พระอรหันต์ในยุคแรก ๆ ไม่รู้เรื่อง เหล่านี้ ไปอ่านพระพุทธประวัติในพระคัมภีร์ชั้นบาลีเถอะ พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว สอนคนเป็นพระอรหันต์ตั้งหลายสิบหลายร้อยแล้ว ไม่เคยพูดกันถึงเรื่องแจกลูก อย่างนี้ ; พูดกันแต่เรื่องประโยค ๆ เดียว คือควบคุม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อย่าให้เกิดตัวกูของกูเท่านั้น. เช่นอนัตตลักขณะสูตรอย่างนี้ไม่ต้องแจกลูกเป็น ขันธ์ ธาตุ อายตนะออกไปเป็นชั้น ๆ ชั้น ๆ จนนับไม่ไหว จนต้องใช้เม็ดมะขาม ช่วย. อย่างนั้นมันเป็นอภิธรรมออกไป ๆ มากขึ้น ๆ. ยิ่งไปเรียนรู้ความสัมพันธ์ความสลับซับซ้อนอะไรต่างๆ นานา กระทั่ง อย่างที่เรียกว่า จนจะสามารถสร้างมนุษย์ขึ้นมาได้ใหม่ ; เรารู้เรื่องขันธ์ เรื่องธาตุ เรื่องอายตนะ เรื่องปัจจยาการ จนจะสามารถสร้างมนุษย์ขึ้นมาได้ใหม่ ; แต่ไม่ สนใจข้อที่ว่ามนุษย์ตาดำๆ อยู่นี้จะดับทุกข์ได้อย่างไร ไม่พูดถึง ไม่มีในรายละเอียด
น.422 เหล่านั้น ; ในอภิธรรมส่วนเกินจะไม่มีที่ว่ามนุษย์ตาดำ ๆ นี้จะดับทุกข์ได้อย่างไร แต่มีรายละเอียดถึงขนาดที่ว่าจะสร้างมนุษย์ขึ้นมาได้ใหม่เลย. นี้เรียกว่า "ส่วนเกิน" ขอให้ช่วยกันระวังให้ดี ให้พอดี อย่าให้เกิน ; สำหรับตัวเองก็อย่า ให้เกิน สำหรับสังคมทั้งหมดของเราในประเทศไทยก็อย่าให้มันเกิน ให้มันพอดีที่ จะใช้เป็นประโยชน์ได้ มิฉะนั้นจะเสียเวลา มิฉะนั้นจะงมงาย แล้วมิฉะนั้นจะ พลัดตกไปสู่ธรรมดำโดยไม่รู้สึกตัว เพราะมันเกินหนักเข้า ๆ ๆ มันก็พลาดผิด ตกหลุม ตกเหวของมิจฉาทิฏฐิโดยไม่รู้สึกตัว. เช่นที่ไปสอนว่า คน ๆ นี้ไปเกิด คน ๆ นี้หอบเอาความเป็นพระโสดาบันไปด้วยตั้ง ๗ ชาติ จิตดวงนี้ไปเกิดอีก นี้มันเป็นสัสสตทิฏฐิ. นี้คำว่า “เกิน" พยางค์เดียว มันมีความหมายอย่างนี้ ขอให้ช่วยจำไปด้วยว่าเกินนั้น มันมีความหมายอย่างไร. บัดนี้ จะพูดเรื่อย ๆ ไปตามที่เห็นว่าสมควรจะพูด ว่าทำไมเราจึงกล้า วิจารณ์กันขนาดนี้ ? จะชอบไหม ว่าทำไมจึงกล้าวิจารณ์กันอย่างอิสระเช่นนี้ ? อย่างนี้ในข้อนี้จะขอพูดไว้คราวเดียวหมดเลย สำหรับใช้ได้ทุก ๆ คราวทุก ๆ เรื่อง ว่าทำไมเราจึงกล้าวิจารณ์กันขนาดนี้ : ข้อ ๑ ก็เพราะว่าพระไตรปิฎกที่แรกจำกันมาด้วยปาก ฟังด้วยหู บอกกันด้วยปากเรื่อยมาเป็นเวลาตั้ง ๔๐๐-๕๐๐ ปี จึงจะได้เขียนเป็นตัวหนังสือ จำกันมาด้วยปาก ฟังกันมาด้วยหู เป็นเวลาตั้ง ๔๐๐ ปีเศษ หรือถึง ๕๐๐ ปี จึงจะได้เขียนลงเป็นตัวหนังสือ มันอาจจะมีผิดเพี้ยนหลงลืมโดยไม่เจตนาในชั่ว ๔๐๐-๕๐๐ ปีนี้. ฉะนั้นเราต้องกล้าวิจารณ์. ข้อ ๒ แม้เขียนเป็นตัวหนังสือแล้ว มันก็ตั้ง ๒,๐๐๐ ปีมาแล้ว ที่เขียน เป็นหนังสือแล้วเมื่อ พ.ศ. ๕๐๐ มาถึงเดี๋ยวนี้มันตั้ง ๒,๐๐๐ ปีแล้ว ฉะนั้นมันอาจ
น.423 จะมีอะไรที่สูญหายไป หรือเพิ่มเข้ามาชดเชย หรือว่าเพิ่มเติมเข้าไปด้วยเจตนาบ้าง ไม่เจตนาบ้าง อย่างนี้มันอาจจะมีแม้แต่คัดลอกผิดมันก็มี ฉะนั้นเราต้องกล้า วิจารณ์. การกล้าวิจารณ์นี้ไม่ใช่เราอวดดี พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ โดยกาลามสูตร. วันก่อนพูดเรื่องกาลามสูตรกันอย่างละเอียด เดี๋ยวนี้พูดแต่หัวข้อก็พอ : มา อนุสฺสเวน อย่าเชื่อโดยฟังตาม ๆ กันมา, มา อิติกิราย อย่าเชื่อโดยตื่นข่าว, มา ปรมปราย อย่าเชื่อเพราะเหตุว่าเป็นของเก่าทำสืบ ๆ กันมา, กระทั่งถึงว่า มา นยเหตุ อย่าเชื่อโดยคาดคะเนตามวิธีปรัชญา, มา อาการปริวิตกฺเกน อย่าเชื่อโดยการตรึกตามอาการ, มา ตกุกเหตุ อย่าเชื่อตามวิธีตรรกศาสตร์, มา ทิฏฐินิชฌานกขนฺติยา อย่าเชื่อเพราะว่านี้ มันทนต่อความเห็นและการพิสูจน์ ของเรา, แล้วที่มันร้ายที่สุดก็คือว่า มา ปีฎกสมุปทาเนน อย่าเชื่อหรือรับเอา โดยเหตุที่ว่านี้มันมีอยู่ในปิฎก, แล้วก็ มา ภพพรูปตาย อย่าเชื่อเพราะเหตุที่ว่า ผู้พูดมันเป็นคนน่าเชื่อ, แล้วข้อสุดท้ายว่า มา สมโณ โน ครูติ อย่าเชื่อเพราะ ว่าสมณะนี้เป็นครูของเรา. พระพุทธเจ้าท่านพูดอย่างนี้ ฟังดูให้ดีเถอะ - อย่าเชื่อแม้แต่ เพราะ เหตุว่าสมณะองค์นี้เป็นครูของข้าพเจ้า -อย่าเชื่อเพราะมันมีในพระไตรปิฎก - อย่า เชื่อเพราะมันน่าเชื่อ - อย่าเชื่อเพราะว่ามีเหตุผลทางตรรก ทาง logic ทางปรัชญา เป็นต้น ; ให้เชื่อต่อเมื่อมันปรากฏแก่ใจแล้วว่ามันเป็นเช่นนั้นจริง. เช่นใคร พูดว่าไฟร้อนนี้เราต้องไม่เชื่อ. ถ้าเห็นเด็กมันไปจับแล้วมันหดมือ นี้เราเชื่อ ครึ่งหนึ่ง, แต่ถ้าหากไฟมันไหม้มือเราแล้ว จึงเชื่อว่าไฟร้อน. พระพุทธเจ้า ท่านทรงเปิดให้อย่างอิสระถึงที่สุดอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเราจึงกล้าวิจารณ์ แม้แต่ วิจารณ์พระพุทธเจ้าเอง. นี่พูดอย่างนี้บาปหรือไม่บาป ก็ไปคิดเอาเองเถอะ
น.424 บางคนคิดว่าพูดจ้วงจาบพระพุทธเจ้า แต่ว่าพระพุทธเจ้าท่านสั่งอย่างนั้น ว่าฉัน พูดก็อย่าเพ่อเชื่อ ต้องไปวิจารณ์ รู้สึกโดยจิตใจของตนเองก่อนแล้วจึงเชื่อ. นี่เรา อาศัยหลักอย่างนี้ คือหลักกาลามสูตรบ้าง หลักโคตมีสูตรบ้าง หลักมหาปเทส ๔ ในพระสูตรฝ่ายสุดต้นตะบ้าง เราจึงกล้าวิจารณ์ ; กล้า ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลย ไม่ยับยั้งอะไรไว้ให้เลย. เดี๋ยวจะวิจารณ์ให้ดู. ข้อ ๓ มันยังมีเหตุผลต่อไปอีกว่า ในสิ่งที่เราเอามาเรียนมาสอนมาทำ อะไรกันอยู่นี้ มันมีอะไรบางอย่างส่อความบกพร่อง ส่อความวิตถาร, วิตถาร คือไม่เป็นไปตามแบบ ไม่เป็นไปตามหลัก, นี้มันส่ออยู่ในนั้นเอง เช่นในอภิธรรม- ปีฎก ยกตัวอย่าง อย่างตรง ๆ เลย ไม่เกรงใจ หรือว่าไม่กลัวอะไร ยกตัวอย่าง ในอภิธรรมปีฎก อธิบายคำว่าสักกายทิฏฐิไว้ในคัมภีร์หนึ่ง แล้วอธิบายคำว่า อัตตวาทุปาทานไว้ในอีกคัมภีร์หนึ่ง ตรงกันทุกตัวอักษร ; อธิบายสักกายทิฏฐิ กับ อัตตวาทุปาทานนี้ตรงกันทุกตัวอักษร. สักกายทิฏฐิสำหรับพระโสดาบันละ กับ อัตตวาทุปาทาน สำหรับพระอรหันต์ ละ มันตรงกันทุกตัวอักษร. นี้เราถือ ว่าเป็นสิ่งส่อความน่าสงสัย ส่อความวิตถารไม่เป็นไปตามเหตุผลสามัญ. แล้วเรา เกิดฉงนขึ้นมาทันที แล้วก็วิจารณ์อย่างอิสระเลย จนกว่าจะพบความจริง. นี้คือ หลักที่ว่า ในสิ่งที่เราเกี่ยวข้องอยู่ด้วย มันมีอะไรส่อพิรุธ ฉะนั้นเรากล้าวิจารณ์ อย่างอิสระ. ข้อ ๔ ต่อไปอีกก็มีว่า การถ่ายทอดจากภาษาสู่ภาษา เช่นจากภาษา อินเดียมาเป็นภาษาลังกา จากภาษาลังกากลับไปเป็นภาษาอินเดียบางส่วน แล้ว มาสู่ภาษาไทยนี้ การถ่ายทอดจากภาษาสู่ภาษานี้ มันก็มีข้อที่จะต้องพลั้งพลาดโดย ไม่รู้ตัว. แล้วก็ในนั้นมันมีการตีความ หรือพูดถึงสิ่งที่ไม่มีอยู่ในประเทศของตัว ราวกับว่ามีอยู่ในประเทศของตัว เช่นเอาเรื่องในประเทศลังกาไปพูด กลายเป็น
น.425 เรื่องในประเทศอินเดียอย่างนี้เป็นต้น ; มันก็ส่อความพิรุธ. นี้มันไม่มีหลัก ประกันว่าจะไม่คลาดเคลื่อน เพราะฉะนั้นเราจึงต้องอาศัยหลักกาลามสูตร เป็น เครื่องกรอง เป็นเครื่องกลั่นกรองอย่างยิ่ง และโดยเฉพาะคำอธิบายอรรถะ ชั้น อรรถกถาด้วยแล้วก็ต้องใช้หลักกาลามสูตรอย่างยิ่ง. ข้อ ๕ ในที่สุดจะขออ้างคำของพระพุทธเจ้าที่ว่า อย่าเชื่อสักเพราะเหตุ ที่ว่าสมณะนี้เป็นครูของเรา สมณะนี้ก็คือพระพุทธเจ้า ท่านเป็นครูของพวกเรา ก็อย่าเชื่อ นี่พระพุทธเจ้าท่านสอนอย่างนี้. ให้เป็นผู้ที่เชื่อตัวเอง ฟังมาแล้ว จากพระพุทธเจ้า มาศึกษา มาค้นคว้า มาปฏิบัติ มาใช้เหตุผล มาทดสอบ มา ปฏิบัติอยู่แล้ว ๆ เล่า ๆ จนมองเห็นว่า อ้าว มันจริง ; แต่ว่าบางอย่างไม่ต้อง รอถึงอย่างนั้น มันเชื่อตัวเองได้ เช่นพระพุทธเจ้าตรัสว่า ความโลภเป็นของร้อน ความโกรธเป็นของร้อน ความรักเป็นของร้อนนี้ ไม่ต้องรอ เชื่อได้เลย เพราะมัน เคยปรากฏอยู่แก่ใจมาแล้วแต่ก่อน. ความรักเป็นของร้อน ความโกรธเป็นของร้อน นี้มันเชื่อได้ทันทีเลย. แต่ถ้าเรื่องอื่นที่มันไม่ปรากฏในลักษณะอย่างนี้ก็ต้องรอ ไว้ก่อน ถ้าเราไม่รู้จักความโลภ เราก็ต้องรอไว้ก่อน จนกว่าจะมีความโลภเกิดขึ้น ในใจ แล้วก็รู้ว่าความโลภเป็นอย่างไร มันก็ตรงกับที่พระพุทธเจ้าท่านพูด. นี่เรา จึงกล้า กล้าไม่เชื่อก่อน แล้วก็กล้าวิจารณ์อย่างอิสระที่สุด เพราะเหตุผลอย่างที่ ว่ามานี้. ข้อ ๖ เกี่ยวกับอภิธรรมโดยเฉพาะอีก : เกี่ยวกับอภิธรรม ๗ คัมภีร์ โดยเฉพาะในตัวพระไตรปิฎกเอง ข้อความส่วนที่เป็นพระวินัยปิฎก มีเรื่องราว กล่าวถึงการทำสังคายนาครั้งที่ ๑ และครั้งที่ ๒ เล่าเรื่องทำสังคายนาครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒ พูดถึงแต่ธรรมะกับวินัย ไม่มีอภิธรรมปิฎก มันเห็นชัดอยู่อย่างนี้ ว่า เครดิตของอภิธรรมปิฎกนี้ ไม่รู้ว่ามันอยู่ที่ไหน ในตัวพระไตรปิฎกเอง พูดถึง
น.426 การทำสังคายนาครั้งที่ ๑ และครั้งที่ ๒ ไว้ชัดเจนละเอียดเพียงพอ ไม่พูดถึง อภิธรรม พูดถึงแต่สังคายนาธรรมะและวินัย. ถึงในอรรถกถาที่อธิบายข้อความ ของพระไตรปิฎก อธิบายวินัยปิฎก คือ สมันตปาสาทิกา ที่พระพุทธโฆษาจารย์ อรรถกถาจารย์องค์ที่ลือชื่อที่สุดเขียนขึ้น พ.ศ. ตั้ง ๙๐๐ เศษแล้ว ท่านก็ยังเขียน อยู่ว่า "วินัยก็ดี อภิธรรมก็ดี สงเคราะห์เข้าไว้ในขุททกนิกาย" คือนิกาย ที่ ๕ ของสุตตันตปิฎก. นี้หมายความว่าเมื่อเขาทำสังคายนากันนั้น เขาแบ่งเรื่องทั้งหมด เป็นเพียง ๕ พวกเท่านั้น พวกเรื่องยาว พวกเรื่องขนาดกลาง พวกเรื่องขนาดสั้น แล้วพวกเรื่องเป็นหมู่ ๆ แล้วพวกเรื่องเบ็ดเตล็ด ; รวมเป็น ๕ พวก : เรื่อง ยาวรวมเรียกว่า ทีฆนิกาย, เรื่องขนาดกลางรวมเรียกว่า มัชฌิมนิกาย , เรื่อง ขนาดสั้นเรียกว่า สังยุตฺตนิกาย, เรื่องเป็นหมู่ ๆ เรียกว่า อังคุตตรนิกาย, เรื่องเบ็ดเตล็ดเรียกว่า ขุททกนิกาย ; แล้วท่านเขียนไว้ชัดว่า "วินัยปิฎก อภิธรรมปิฎก สงเคราะห์รวมลงไปในขุททกนิกาย" นี่เครดิตของอภิธรรมปิฎก มันเป็นเสียอย่างนี้. มันเป็นส่วนประกอบส่วนหนึ่งในขุททกนิกาย. แต่ถ้า เราดูเดี๋ยวนี้แล้วมันเป็นไปไม่ได้ คืออภิธรรมปีฎกมันมากกว่าส่วนที่เหลือทั้งหมด ; แต่ถ้าในครั้งกระโน้นแล้ว มันน้อยพอที่จะเข้าไปอยู่ในขุททกนิกาย. ข้อ ๗ จะไปดูอรรถกถาธรรมบทมันก็ไม่ไหว มันเป็นเรื่องแต่งทีหลัง พูดถึงพระไตรปิฎกในสมัยที่ยังไม่มีพระไตรปิฎก เช่น พระจักขุบาลบวชเข้ามาแล้ว ไปถามพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าบอกให้เรียนพระไตรปิฎก นี้ไม่มีใครเชื่อ เพราะพระไตรปิฎกมันยังไม่เกิด. แล้วเรื่องยมกปาฏิหาริย์กล่าวไว้ในอรรถกถา ธรรมบทนั้น ก็ต้องวิจารณ์ เดี๋ยวจะว่าให้ฟัง : เรื่องพระพุทธเจ้าขึ้นไปบนดาวดึงส์ แล้วแสดงอภิธรรมปีฎกนั้น มันไม่มีในพระไตรปิฎก มันไม่มีในอรรถกถาของพระ ไตรปิฎก ส่วนที่เป็นอภิธรรมปีฎกโดยตรง ; มันไปมีในเรื่องแต่งทีหลัง เช่น อรรถกถาธรรมบท. นี่เครดิตของอภิธรรมปีฎกมันเป็นอย่างไร ก็คอยฟังกันต่อไป
น.427 ข้อ ๘ เมื่อเราไปสำรวจดูพระอภิธรรมปิฎกเองให้ตลอด จะเกิดความ รู้สึกขึ้นมาเองไม่ต้องมีใครบอก : รูปโครงของเรื่อง ถ้อยคำที่ใช้ เนื้อหาของเรื่อง นี้มันจะบอกเองว่านี้ของใหม่ ฉะนั้นฝรั่งจึงรู้ได้ทันที. นี้อาตมาขออ้อนวอน ให้ทุกคนนี้ ถ้าสามารถจะทำได้ ขอให้ไปอ่านพระอภิธรรมปิฎกภาษาไทย ให้ผ่าน ให้ตลอดให้หมด จะรู้เองว่านี่มันเป็นอะไร สำนวนโวหารเป็นอย่างไร อะไรเป็น อย่างไร จะเป็นของเก่าหรือของใหม่ จะรู้ได้เอง. เดี๋ยวนี้ ขี้เกียจขี้เหนียวไม่ซื้อ หนังสือเพียงชุดเท่านี้มาอ่านดู. อย่าขี้เกียจอ่าน อย่าขี้เหนียว ไปซื้อมันมา อภิธรรมปิฎกทั้งชุดที่เป็นภาษาไทยจากกรมการศาสนา แล้วมาอ่านดู จะมีอะไรแสดง ขึ้นมาหลายอย่างรอบด้าน เช่นเรื่องที่มันไม่ใช่เรื่อง ที่ไปพูดให้เทวดาพัง. สำนวน ของคัมภีร์บุคคลบัญญัตินั้น มันเหมือนสำนวนสุตตันตปิฎก ไม่ใช่สำนวนอภิธรรม ปีฎก. สำนวนอภิธรรมปีฎกมันผิดจากสำนวนสุตตันตปิฎก มันเป็นภาษาง่ายกว่า ต่ำกว่าหลังกว่า ; ส่วนสำนวนสุตตันตปิฎกมันเก่ากว่า. แล้วมันมีอยู่แต่คัมภีร์ ปุคคลบัญญัติเท่านั้น ที่สำนวนเผอิญไปเหมือนกันกับสุตตันตปิฎกอย่างนี้เป็นต้น มีอะไรอีกมากมายหลายอย่าง. นี้แสดงว่ามันกลับไปกลับมา มันเพิ่มเติม อย่างที่ รู้กันแล้วว่าคัมภีร์กถาวัตถุนี้เพิ่งแต่งเมื่อสังคายนาครั้งที่ ๓ เป็นต้น แล้วสำนวน มันจะเหมือนกันได้อย่างไร. ข้อ ๙ ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ เมื่อพระพุทธเจ้าจะปรินิพพานนี้ พินัยกรรมสุดท้ายมีอยู่หลายข้อ มีข้อสำคัญอยู่ข้อหนึ่งว่า ถ้าท่านทั้งหลายเกิดความ สงสัยในเรื่องธรรมวินัยนี้ว่าจะถูกหรือไม่ถูก จำมาผิดหรือไม่ผิด ให้ใช้หลัก มหาปเทส. หลักมหาปเทสนี้คือ ให้เอาข้อที่สงสัยนั้นมาวัดทดสอบกันดูกับหลัก ทั่วไปที่มีอยู่ในสูตรและในวินัย. ท่านระบุชัดแต่เพียงว่า สุทฺเต โอสาเรตพฺพํ - เอามาหยั่งสอบดูกับสูตร, วินเย สนฺทฺเสตฺพํ - เอามาเทียบดูกันกับวินัย ;
น.428 ๒ อย่างเท่านั้น. ให้เทียบในสูตร ให้เทียบในวินย. ไม่มีที่พูดว่าให้เทียบใน อภิธรรม ไม่มีที่พูดว่าให้เทียบดูในธรรมเฉย ๆ กลับไประบุว่าให้เทียบดูกับในสูตร ทั้งหลาย ให้เทียบดูกับในวินัยทั้งหลาย. ถ้ามันเข้ากันได้กับหลักทั่วไป ก็นั่นแหละ ใช่แล้ว ถูกแล้ว. อย่าเชื่อเพราะครูว่า อย่าเชื่อเพราะได้ยินคนนั้นว่า อย่าเชื่อ เพราะว่าอุปัชฌายะว่า อย่าเชื่อเพราะเพื่อนสหธรรมิกรวมกันว่า ; อย่าเชื่อ ให้เอามาทดสอบดูด้วยการหยั่งสอบดูในสูตร เทียบดูในวินัย ; ไม่มีคำว่าอภิธรรม. นี่เครดิตของอภิธรรมไม่มีเลยในพินัยกรรมคำสุดท้ายของพระพุทธเจ้า ที่ตรัสไว้ สำหรับให้ทดสอบเรื่องที่มันเป็นปัญหา หรือข้อสงสัย. ข้อ ๑๐ เครดิตของอภิธรรมปิฎกนั้น ยังมีทางที่จะดูกันอีกมากมาย ขอให้ทนฟัง ถ้าง่วงนอนหยิกขาได้แล้ว : ถ้าจะเอาตามความรู้ความคิด ตามมติ ของนักศึกษาที่เป็นนักศึกษาตัวยงพวกฝรั่งกันบ้าง นักศึกษาตัวยงชาวต่างประเทศ ที่เรารู้จักกันดีก็คือ พระเถระเยอรมัน ชื่อ ญาณดิลก มาอยู่ในเกาะลังกาจนตาย เป็นขรัวใหญ่อยู่ที่นั่น แตกฉานในพระไตรปิฎก. นี้เราเรียกว่าพวกฝรั่งเหล่านั้น เขาไม่ถูกกักขังโดยทางวิญญาณ คือไม่มี tradition ไม่มีวัฒนธรรมอะไรที่ไปทำให้ เขาเชื่อมาแต่เกิด เชื่อมาแต่อ้อนแต่ออกเหมือนพวกเรา. พวกเรามันถูกขังทาง วิญญาณมาแต่อ้อนแต่ออก ตามขนบธรรมเนียมประเพณี พูดแล้วต้องเชื่อ แล้วพูด กันมาเรื่อยอย่างนั้น. ที่นี้พวกฝรั่งเขาไม่เป็น เพราะฉะนั้นเขาอิสระ เมื่อเขามา แตะต้องอะไรเข้าเขาก็ทำไปอย่างอิสระ. ท่านองค์นี้ชอบอภิธรรมที่สุด ชอบ พระไตรปิฎกที่สุด แต่ก็ยังพูดว่าไม่ถืออภิธรรมเป็นพุทธวัจนะหรืออยู่ในรูปพุทธ- วัจนะอยู่นั่นเอง ; และไม่ถือว่าอภิธรรมนี้เกิดตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้า แต่มัน มาเกิดทีหลัง. นี่ ท่านเขียนไว้ชัด ๆ อย่างนี้ : นี่ คือคำของญาณดิลก พระเถระ องค์นี้ว่า :-
น.429 "อภิธรรมปีฎกนั้น เมื่อดูตามรูปโครงปัจจุบันที่มีอยู่ในเวลานี้ เป็น ของเกิดสมัยที่หลังจากปีฎกอีก ๒ ปีฎก, คือ วินัยปิฎก กับ สุตตันตปิฎก. อภิธรรมปีฎกมันแสดงลักษณะว่าเกิดทีหลังปีฎกอีก ๒ ปีฎก โดยไม่ต้องสงสัยเลย ว่าเป็นการจัดระบบคำสอนในสุตตันตปิฎกมาอธิบายใหม่ให้ง่ายขึ้น ในแง่ของ ปรัชญา หรือว่าให้ถูกยิ่งไปกว่านั้น ก็คือในแง่ของจิตวิทยาและสรีระวิทยา". ข้อนี้หมายความว่าคำพูดในสุตตันตปิฎกนั้น เป็นภาษาศีลธรรมตรงไปตรงมาเกินไป แล้วก็ไม่เป็นที่พอใจของนักปราชญ์ หรือว่ามันไม่ง่ายในการจะศึกษาอย่างปรัชญา มันไม่มีเกียรติพอที่จะไปต่อสู้กับนิกายอื่นหรือศาสนาอื่น ฉะนั้น ผู้ร้อยกรอง จึงร้อยกรองโดยเอาคำในสุตตันตปิฎกมาแต่ละคำ ๆ ที่ยาก ที่พิเศษนั้นมาอธิบายใหม่ จัดรูปคำอธิบายใหม่ในแง่ของปรัชญา หรือให้ถูกกว่านั้นก็ในแง่ของจิตวิทยา เป็น เรื่องจิต เรื่องเจตสิก และสรีระวิทยา คือเรื่องรูป. อภิธรรมมีเรื่องจิต เรื่องเจตสิก เรื่องรูป แล้วก็เรื่องนิพพาน คือความดับของสิ่งเหล่านี้. แล้วท่านเขียนต่อไปว่า "เนื้อหาของอภิธรรมปีฎกสรุปรวมอยู่ใน อภิธัมมัตถสังคหะ ที่แต่งขึ้นโดยพระอนุรุทธมหาเถระ ไม่ก่อนกว่าคริสตศตวรรษ ที่ ๘ คือไม่ก่อนกว่า พ.ศ. ๑๓๐๐" ที่นี้มีต่อไปอีกว่า "เช่นเดียวกับที่คำบางคำใน อภิธรรมปีฎกนั้นไม่มีในสุตตันตปิฎก. คำบางคำหรือแง่สั่งสอนบางแง่ในอภิธัม- มัตถสังคหะนั้นมิได้มีในอภิธรรมปีฎก เพราะว่านำเข้ามาใหม่ ปรุงขึ้นใหม่ หรือจัดระเบียบใหม่. แต่ว่าการที่นำเข้ามาใหม่นี้เพื่อสะดวกแก่การย่อให้สั้น หรือเพื่อการจัดระบบเท่านั้นไม่ใช่เป็นของผิดหรือของเขว" อาจารย์คนนี้เขาว่า อย่างนี้ อภิธัมมัตถสังคหะไม่ใช่ของผิดหรือของเขว มันย่ออภิธรรมปีฎกใหญ่ ลงมาอีกทีหนึ่ง คือชี้ให้เห็นว่าคำพูดที่มีอยู่ในสุตตันตปิฎกไม่มีในอภิธรรมปีฎก. เช่นเดียวกับคำพูดบางคำในอภิธรรมปิฎก ไม่มีในอภิธัมมัตถสังคหะที่เราเอามา เรียนกันอยู่.
น.430 แล้วท่านยังเขียนต่อไปว่า "ความแตกต่างกันระหว่างสุตตันตปิฎก กับอภิธรรมปีฎกนั้น มิได้เกี่ยวกับเนื้อหาของเรื่อง มันต่างกันแต่เพียงวิธีจัดคำ วิธีใช้คำ ส่วนใจความนั้นเพ่งเล็งถึงสิ่งเดียวกัน" ใช้คำต่างกัน จัดคำต่างกัน วางรูปโครงการสั่งสอนต่างกัน แต่เพ่งเล็งถึงเนื้อเรื่องเดียวกัน. ท่านเขียนต่อไปว่า "สุตตันตปิฎกอธิบายคำสอนด้วยภาษาพูดตามธรรมดาแบบของชาวบ้าน. สุตตันต ปีฎกพูดภาษาธรรมดาที่ชาวบ้านพูด ซึ่งเป็นคำพูดที่ไม่ถูกต้องตามทางของปรัชญา บ้างไม่มากก็น้อย ; ส่วนคัมภีร์อภิธรรมปีฎกนั้น ใช้ภาษาทางปรัชญาอย่าง บริสุทธิ์ ในความหมายชั้นปรมัตถ์" ท่านบอกเราว่าพูดเรื่องเดียวกัน แต่สุตตันต- ปีฎกพูดภาษาชาวบ้านพูด นั้นจะไม่ถูกตามความหมายทางปรัชญาอยู่บ้างไม่มาก ก็น้อย ; เพราะว่าสุตตันตปิฎกต้องพูดเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับมนุษย์ เพราะฉะนั้น จึงพูดว่าฉัน พูดว่าข้าพเจ้า พูดว่าท่าน พระพุทธเจ้าเองก็พูดว่า "เราตถาคต" อย่างนี้แล้วพระพุทธเจ้าก็สอนอยู่หยกๆว่า เรา ไม่มี มีแต่ขันธ์ แต่ธาตุ แต่อายตนะ แล้วทำไมพระพุทธเจ้าพูดว่า "เราตถาคตเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้". นี่มันไม่ถูก ตามทางแห่งปรัชญา หรือ logic เพราะฉะนั้นจึงถือว่าสุตตันตปิฎกนั้นพูดภาษา ชาวบ้าน ; ส่วนอภิธรรมปีฎกนั้นพูดภาษาปรมัตถ์ ไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล พูดเป็น ขันธ์ ธาตุ อายตนะ เป็นภาษาปรัชญาบริสุทธิ์. แต่แล้วตรงนี้ขอแทรกหน่อยว่า คัมภีร์อภิธรรมปีฎกบางส่วนเช่นคัมภีร์ วิภังค์ตอนธัมมหทยวิภังค์นี้พูดถึงเปรต พูดถึงเทวดา พูดถึงนรกอย่างบุคคลาธิษฐาน นี้ผิดหลักอภิธรรมเลย เพราะไปพูดอย่างบุคคลเข้าอีก. อภิธรรมปิฎกทั่วไปพูดอย่าง ธรรมชาติ ขันธ์ ธาตุ อายตนะ ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคลทั้งนั้น เป็นที่ยอมรับ ; แต่มีบางแห่ง เช่นตรงนี้เป็นต้น พูดอย่างสัตว์อย่างบุคคล เป็นนรกอย่างนั้น
น.431 เป็นสัตว์ เป็นเปรต อย่างนั้นอะไรอย่างนี้. อย่างนี้แล้วก็แย่ แล้วนักอภิธรรม บ้านเราก็ชอบเอาอันนี้มายืนยันด้วย ยิ่งเสียหมดเลย. ท่านญาณดิลกเขียนไว้ต่อไปว่า "การศึกษาอภิธรรมในทุกเงื่อนไข ผู้นั้นต้องมีความคุ้นเคยอย่างทั่วถึง เป็นการล่วงหน้า ต่อคำสอนขั้นมูลฐาน และ ความมุ่งหมายของจริยธรรมของพุทธศาสนาเสียก่อนเท่านั้น ; ทำได้อย่างนี้ อภิธรรมปีฎกจึงมีประโยชน์" ท่านว่าอย่างนี้ ผู้ที่จะไปเรียนอภิธรรมนั้น ต้อง ทำความคุ้นเคยกับหลักคำสอนชั้นมูลฐาน คือว่าพุทธศาสนามีหลักมูลฐานอย่างไร นี้ต้องคุ้นเคยเสียก่อน ; มิฉะนั้นจะเขวเมื่อไปเรียนอภิธรรมปิฎก. แล้วความ มุ่งหมายของจริยธรรม ของพุทธศาสนาก็คือ สอนเรื่องไม่มีตัวไม่มีตน ไม่ให้ เห็นแก่ตน ต้องศึกษาให้แจ่มแจ้งจนเป็นที่คุ้นเคยกันเสียก่อน แล้วไปศึกษา อภิธรรมปิฎก จะได้รับประโยชน์จากอภิธรรมปีฎก ; มิฉะนั้นจะเขว คือจะพลัด ตกไปสู่ธรรมดำโดยไม่รู้สึกตัว อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านว่า. นี่นักปราชญ์คนนี้เป็นชาวเยอรมันตายไปแล้ว เขาเขียนไว้อย่างไม่ เข้าใครออกใคร. แต่นี้เป็นฝรั่ง ทีนี้เราลองไปฟังนักปราชญ์ชาวลังกาเองดูบ้าง. เกี่ยวกับชาวลังกานี้ต้องอธิบายกันหน่อย ชาวลังกานี้ยึดมนพระพุทธศาสนา แน่นแฟ้น เป็น conservative ยิ่งกว่าพวกเรา คล้าย ๆ กับว่าพุทธศาสนาและคัมภีร์ ต่าง ๆ ใครแตะต้องไม่ได้. นี่เลือดลังกาต้องเป็นอย่างนี้. แต่นายคนนี้ที่เป็น เลือดลังกาแท้ ๆ ยังเขียนไว้อย่างนี้ จะอ่านให้ฟัง เขาชื่อ Cassius A. Pereira นี้มันเป็นชื่อภาษาโปรตุเกส ซึ่งเข้าไปมีอิทธิพลในประเทศลังกายุคหนึ่ง ฉะนั้น ชาวลังกาจำนวนมากมีชื่อเป็นภาษาโปรตุเกส. เขาเขียนว่า : "เราไม่สามารถที่จะกำหนดเจาะจงลงไปได้ว่า การ ปรากฏของพระคัมภีร์อภิธรรมทั้ง ๓ นี้ ในรูปลักษณะที่เราเห็นอยู่เวลานี้นั้น
น.432 มันมีขึ้นเมื่อไร. หลักฐานในภายใน ( หมายความว่าในวงพุทธศาสนา) ในคัมภีร์ นั้น เขาแสดงให้เห็นชัดว่า คัมภีร์ธัมมสังคนี คัมภีร์วิภังค์ คัมภีร์ปัฏฐานะ ๓ คัมภีร์นี้เป็นของเก่าที่สุด ซึ่งอาจจะได้สวดเป็นสังคีติตามรูปที่ปรากฏแก่เราใน เวลานี้ ; สวดมาแล้วตั้งแต่การประชุมสังคายนาครั้งที่ ๒ ราวร้อยปี พ.ศ. ๑๐๐, ส่วนคัมภีร์ธาตุกถา, คัมภีร์ปุคคลบัญญัติ, คัมภีร์ยมกด้วยนั้น เป็นเพียง ของก่อนสมัยอโศก พระเจ้าอโศกก็ ๓๐๐ ปีเศษ และได้ถูกนำเข้าสู่สังคีติแล้ว ในรูปที่คล้ายกับรูปปัจจุบันนี้มากที่สุด ในการทำสังคายนาครั้งที่ ๓ ในรัชสมัย ของพระเจ้าอโศกนั่นเอง". ตอนนี้ชี้ให้เห็นว่า ๓ คัมภีร์แรกนั้นเก่ากว่าเพื่อน มีแล้วตั้งแต่ สังคายนาครั้งที่ ๒. ๓ คัมภีร์หลังนี้เพิ่งจะมีบริบูรณ์เมื่อสังคายนาครั้งที่ ๓ แต่ เกือบจะบริบูรณ์เท่านั้น. ส่วนคัมภีร์กถาวัตถุนั้น ตามที่เราทราบกันอยู่เดี๋ยวนี้ มีอายุสืบต่อมาหลังจากสังคายนาครั้งที่ ๓ ตามที่พระโมคคัลลี่ปุตตเถระ ได้ร้อย กรองขึ้น เพื่อป้องกันและกำจัดมิจฉาทิฏฐิต่าง ๆ ที่เป็นอันตรายต่อความจริง ซึ่ง ค่อย ๆ เกิดมากขึ้น ๆ จนถึงเวลานั้น. เพราะฉะนั้นในคัมภีร์กถาวัตถุนี้มันจึงมีเรื่อง กล่าวถึงพวกมิจฉาทิฏฐิที่เพิ่งเกิดขึ้นทางแคว้นอินเดียใต้ ในแคว้นอันทระ หรือ อะไรพวกนี้ เมื่อสัก ๕๐๐ - ๖๐๐ ปี หลังพุทธปรินิพพานก็มี มันเป็นอย่างนั้น. ถ้ามันเก่าตั้งแต่ครั้งกระโน้นจริง ทำไมจะต้องมาพูดเรื่องเมื่อ พ.ศ. ๕๐๐ และ ๖๐๐ ได้. ฉะนั้นจึงถือว่าเป็นของที่เพิ่มเข้าไปตามที่ควรจะเพิ่ม ท่านผู้นี้เขียนต่อไปว่า "ดังนั้นหลักฐานต่าง ๆ เท่าที่หาได้ ได้พิสูจน์ ให้เห็นว่าพระคัมภีร์ทั้ง ๗ นี้ ตามรูปโครงนี้ มีขึ้นแล้วไม่หลังกว่าปี ๒๕๐ ก่อน คริสตศักราช คือว่าไม่หลังกว่าปี พ.ศ. ๒๕๐๐ แล้วจากหลักฐานต่าง ๆ นั้น เราพอจะเชื่อได้ว่าพระคัมภีร์ทั้ง ๗ นั้น ไม่ได้ถูกบิดผันแก้ไขโดยเจตนาตลอด
น.433 เวลาที่มีอยู่ในเกาะลังกา" ท่านผู้กล่าวเป็นชาวลังกาท่านยืนยันข้อนี้ ว่าหลักฐาน ต่าง ๆ ที่จะหาได้ทำให้เชื่อได้ว่า ตลอดเวลาที่สอนอยู่ในลังกา ไม่มีใครกล้าแตะ ต้องแก้ไขบิดผันโดยเจตนา ; แต่มีข้อแม้ที่ท่านเขียนไว้ว่า "มิใช่มันจะเป็นไป ไม่ได้ ว่าจะไม่มีความผิดพลาดที่เกิดขึ้นโดยไม่เจตนาจากผู้ศึกษา หรือผู้คัดลอก พระคัมภีร์นั้น ๆ. ถ้าหากว่ามันไม่มีข้อผิดพลาดเสียเลย มันก็เป็นสิ่งที่น่า อัศจรรย์เกินไป”, ท่านว่าอย่างนั้น "เดี๋ยวนี้เห็นอยู่ชัดว่ามันมีความผิดพลาด บางอย่าง แต่ไม่ใช่ในส่วนที่เป็นเรื่องสลักสำคัญ" เขาเขียนไว้อย่างนี้. Professor T.W. Rhys Davids ผู้มีชื่อเสียงที่สุดฝ่ายปริยัติ ก่อตั้งสมาคม Pali-Text Society ที่ลอนดอนนั้น ท่านถือว่ามันเป็นเพียงเรื่องทางฝ่ายปรัชญา หรือเรื่องจิตวิทยาเท่านั้นเอง ; ไม่มุ่งหมายทางตัวศีลธรรมที่เป็นความมุ่งหมายของ พุทธศาสนา; เป็นตัวอธิบายศีลธรรมในพุทธศาสนาในแง่ของปรัชญาและจิตวิทยา .. ทีนี้ยังมีคนหนึ่งเป็นชาวอินเดียเอง ชื่อ Hary Singh Gour เป็นนักศึกษา ที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง เขาใช้คำสั้น ๆ ลุ่น ๆ ว่า "อภิธรรมปีฎกนี้เป็นคำอธิบาย พระพุทธวัจนะชั้นต้น บางคำที่มันยาก" นี้ก็เห็นจะพอกันทีสำหรับเครดิตของอภิธรรมปิฎก. สรุปสั้น ๆ แต่ เพียงว่า มันอยู่ในวิสัยที่เราควรจะวิจารณ์อย่างอิสระ ฉะนั้นอย่ากลัวเลย. เรื่อง ที่น่าง่วงนอนยิ่งขึ้นไปอีก หยิกขาได้เป็นครั้งที่ ๒ คือ : ข้อ ๑๑ ปาฏิหาริย์ที่เกี่ยวกับอภิธรรมปีฎก ลองฟังดูบ้าง : ปาฏิหาริย์ ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับพระอภิธรรมปิฎกที่เป็นเหตุให้เราเชื่ออย่างหลับหูหลับตา จนเกิด อภิธรรมรังหนู. อภิธรรมรังหนูนี้เกิดขึ้นมาได้ในประเทศไทย เพราะอำนาจ
น.434 ปาฏิหาริย์ที่เกี่ยวกับพระอภิธรรมปิฎก ฉะนั้นลองฟังให้ดี ผู้ที่สละเงินซื้อใบลาน จนไปสุมไว้บนเพดานให้เป็นรังหนูนี้ มันเกิดมาจากปาฏิหาริย์ของอภิธรรมปิฎก. ปาฏิหาริย์เกี่ยวกับอภิธรรมปีฎกเรื่องสำคัญก็คือ เรื่องว่าพระพุทธเจ้าได้ เสด็จขึ้นไปบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์แล้วแสดงอภิธรรมที่นั่น โปรดเทวดาที่เคยเป็น พระมารดาของท่าน. นี่คือพระมหาปาฏิหาริย์ แล้วก็มีปาฏิหาริย์ที่เนื่องกัน เช่น ต้องแสดงยมกปาฏิหาริย์ก่อน แล้วขึ้นไปอย่างไร แล้วลงมาอย่างไร. แต่เรื่องสำคัญ มันมีว่า ขึ้นไปบนเทวโลกแสดงอภิธรรม ซึ่งชาวบ้านหรือนักปราชญ์ในเมืองมนุษย์ เรียนไม่รู้เรื่อง แต่ไปแสดงแก่เทวดาให้รู้เรื่องได้ ; เทวดาซึ่งเอาแต่เล่นแต่กิน แต่สบายนั้นแหละ. เรื่องนี้ขอให้ทนฟังอาตมาเล่านิดหน่อย เรื่องว่าพระพุทธเจ้าขึ้นไปบน เทวโลกนั้นน่ะ มันเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องมีในพุทธศาสนาของเรา เพราะว่าใน ศาสนาอื่น ๆ หรือแม้ว่าไม่เกี่ยวกับศาสนา เป็นลัทธิอื่นนั้นเขาจะมีว่าศาสดาของเขา หรือบุคคลสำคัญของเขาต้องเคยขึ้นไปบนเทวโลกทั้งนั้น แล้วในฝ่ายพุทธศาสนา ถ้าเราพูดว่าไม่มีแล้ว มันก็แย่ ; เพราะฉะนั้นมันต้องมีกับเขาบ้างให้จนได้. ทีนี้ มันจะมีได้โดยฝีมือของใคร นี้มันเป็นเรื่องที่จะต้องมี เพื่อสร้าง สถาบันที่ศักดิ์สิทธิ์. เช่นเราจะต้องพูดว่า พระพุทธเจ้าท่านมาเหยียบรอย พระบาทไว้ที่สระบุรีนั้น ถ้าไม่พูดว่าพระพุทธเจ้ามาเหยียบไว้แล้ว ไม่มีใครสนใจ หรอก. ทีนี้เราจะต้องมีอะไรที่ทำให้สนใจให้เป็นสถาบันเสียก่อน. พอมันเป็น สถาบันแน่นแฟ้นในจิตใจของประชาชนแล้ว มันใช้ได้แล้ว มันจะจริงหรือไม่จริง ก็ช่างมันเถอะ เพราะเขาต้องการสถาบันอันแน่นแฟ้นในจิตใจของประชาชน ที่ประเทศอินเดียครั้งกระโน้นก็เหมือนกัน ต้องการสถาบันอันนี้ให้เชื่อว่าพระ- พุทธเจ้าของเราเก่งไปทุกสิ่งทุกอย่าง.
น.435 ทุกคนจะต้องระลึกถึงข้อที่ว่าเราสวดกันอยู่ทุกวันว่า "สตฺถา เทวมนุส สานํ" ถ้าเรื่องมันไม่จริงเราก็โกหกทุกวัน เราพูดว่า "สตฺถา เทวมนุสฺสาน" : "อิติบี่โสภควา อรห์สมฺมาสมฺพุทฺโธ วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน สุคโตโลกวิทู อนุตฺตโร ปุริสทมุมสารถิ สตฺถา เทวมนุสฺสาน" ท่านเป็นครูทั้งของเทวดาและมนุษย์ ไม่ขึ้น ไปบนเทวโลกแล้วจะเป็นครูของเทวดาได้อย่างไร เราก็สวดอยู่ทุกวัน. ฉะนั้นเรื่อง มันต้องเป็นไปได้ ต้องเข้ารูปกันได้. ฉะนั้นมันก็เป็นหน้าที่ของผู้รับผิดชอบในสมัย นั้น จะเป็นพระมหาเถระที่เป็นประธานสงฆ์ทั้งหมดในเวลานั้นก็ดี หรือจะเป็น พระมหาจักรพรรดิที่รับผิดชอบ เป็นองค์อุปถัมภ์ของพุทธศาสนาในเวลานั้นก็ดี จะต้องช่วยกันรับผิดชอบ ให้มันเกิดสถาบันอันนี้แน่นแฟ้นลงไปในจิตใจของคน ทั้งปวง ว่าพระพุทธเจ้ามีอะไรครบพร้อมหมดทุกอย่าง ทุกเรื่อง แม้กระทั่งขึ้นไป บนสวรรค์. ทีนี้ ดูหินสลักที่จำลองมาไว้ที่สวนโมกข์นี่ หินสลักสมัยภารหุต สมัย สาญจีนี้มัน พ.ศ. ๔๐๐ - ๕๐๐ เท่านั้นเอง. เมื่อ พ.ศ. ๔๐๐ - ๕๐๐ มีความ เชื่อเรื่องพระพุทธเจ้าขึ้นสวรรค์เสร็จแล้ว ไปดูเถอะ เขาสลักบันไดขึ้นสวรรค์ลง สวรรค์ของพระพุทธเจ้าในหินสลักนั้น. ฉะนั้นแสดงว่าประชาชนเชื่อกันหมดแล้ว โดยอำนาจของพระราชามหาจักรพรรดิให้สลักภาพเหล่านี้ ประชาชนต้องเชื่อ ในยุคที่มันพ้องกันไม่เชื่ออยู่สักครึ่งอายุคน มันตายหมด ยุคหลังมันเชื่อหมด ว่า พระพุทธเจ้าขึ้นไปบนดาวดึงส์. นี่ พ.ศ. ๔ - ๕๐๐ นี้เป็นอันว่าประชาชนเชื่อ แน่นแฟ้นแล้วมีหินสลักเหล่านี้เป็นพยาน. แล้วหนังสือคัมภีร์เรื่องพุทธประวัติ นั้นเขียนทีหลังหินสลัก คัมภีร์ลลิตวิสตระหรือว่าพระพุทธจริตะ อะไรก็ตามเรื่อง พุทธประวัติมันเขียนที่หลัง เมื่อประมาณ พ.ศ. ๙๐๐ - พ.ศ. ๑๐๐๐ เพราะฉะนั้น หนังสือที่เขียนเขาเขียนตามหินสลัก หินสลักเขาสลักในสมัยที่ไม่ได้ใช้หนังสือ. ทีนี้หินสลักนี้ พ.ศ. ๔ - ๕๐๐ ; ถ้าก่อนหินสลัก พ.ศ. ๔ - ๕๐๐ นี้ขึ้นไปอีกมันก็ ถึงสมัยพระเจ้าอโศกเท่านั้น.
น.436 ในสมัยพระเจ้าอโศกเราไม่พบหินสลักเรื่องนี้เลย แต่เราได้มีเค้าเงื่อน อันหนึ่ง ซึ่งทำไมพระเจ้าอโศกไปสลักศิลารูปช้างยกเป็นเสาสูงไว้ตรงที่เมืองสังกัส แล้วระบุไว้ว่า สถานที่นี้เป็นสถานที่ ที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากเทวโลกมาสู่เมือง มนุษย์ตามเดิม. ที่เมืองสังกัสมีเสาอโศกใหญ่โตรูปช้าง แล้วถือกันว่าเป็นที่ ที่พระพุทธเจ้าลงจากเทวโลก. นี้เป็นอันเชื่อได้ว่า อย่างน้อยพระเจ้าอโศกก็อยาก จะให้มีสถาบันอันนี้ลงไปในจิตใจของประชาชน ว่าพระพุทธเจ้าท่านขึ้นสวรรค์แล้ว ลงมาจากสวรรค์ เพราะมันเป็นประโยชน์ทางนโยบาย ทางอาณาจักร ทางธรรมจักร อะไรหมดทุกอย่าง ; แต่ไม่มีการสลักภาพ. พ.ศ. ๓๐๐ จะมีเพียงลักษณะอย่างนี้. พ.ศ. ๔ - ๕๐๐ มีการสลักภาพหราไปหมด. พ.ศ. ๙๐๐ - ๑๐๐๐ ก็เขียนเป็นหนังสือ เป็นคัมภีร์พุทธประวัติ อย่างปฐมสมโพธิ. ที่เราเรียกในเมืองไทยว่า ปฐมสมโพธิ ในอินเดียก็มีคือคัมภีร์ลลิตวิสตระ คัมภีร์พุทธจริตะมันก็มีเรื่องขึ้นดาวดึงส์. ฉะนั้น เรื่องขึ้นดาวดึงส์ต้องมี จริงไม่จริงก็ตามใจ มันต้องให้ฝั่งอยู่ในจิตใจของประชาชน ว่าพระพุทธเจ้าเป็น สตฺถา เทว มนุสฺสานํ สอนทั้งในเทวโลก มนุษย์โลก. นี้เรา เห็นใจยอมรับว่าจะต้องมี ; แต่ที่จะให้เราถือว่าเป็นความจริงนั้นมันไม่ได้. นี้เรา ไม่งมงาย เราถือตามพระพุทธเจ้า. พระพุทธเจ้าดีจริง คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ดีจริง โดยไม่ต้องขึ้นไปบนเทวโลกหรอก. ยิ่งไม่ขึ้นไปเทวโลกเสียอีก พระพุทธเจ้า จะเก่งกว่า ; สำหรับเรามันเป็นอย่างนี้. แต่สำหรับประชาชนทั่วไป ซึ่งมีแต่ ความเชื่อนั้น มันต้องเป็นอย่างโน้น. เดี๋ยวนี้เราจะอยู่ในลักษณะนี้มันถูกต้อง หรือพอดี เราจึงกล้าวิจารณ์เรื่องปาฏิหาริย์ไปเทวโลก ว่ามันไม่สมเหตุสมผล อยู่ในตัวมันเอง. ในเรื่องราวนี้เราจะมองกันในแง่วิจารณ์อย่างอิสระ : ข้อแรกจะมอง ความวิตถารที่ว่า เมื่อพระพุทธเจ้าขึ้นไปบนดาวดึงส์เพื่อเทศน์แก่พวกเทวดานั้น จะขอเล่าเพื่อคนบางคนที่ยังไม่รู้เรื่อง คนที่รู้เรื่องแล้วทนเอาหน่อย. พระพุทธเจ้า
น.437 ต้องขึ้นไปจำพรรษาบนดาวดึงส์ ๓ เดือน เพื่อจะเทศน์โปรดบุคคลที่เคยเป็น พุทธมารดา เป็นประธานในเทวดาทั้งหลาย. ทีนี้ท่านทำอย่างไร ท่านเป็นคน อย่างเรา ๆ ท่านต้องฉันข้าว แล้วจะอยู่บนนั้น ๓ เดือนได้อย่างไร. เช้าขึ้นท่าน ต้องลงมาบิณฑบาตในเมืองมนุษย์ ข้อความมีเล่าว่า ขากลับไม่ลงมาสู่บ้านที่ท่าน เคยอยู่ คือชมพูทวีปนี้ แต่ก็ไปบิณฑบาตเสียที่อุตตรกุรุทวีป คือจะเป็นหลังภูเขา หิมาลัยไปทางประเทศรัสเซียโน้น ; ไปบิณฑบาตทางโน้น แล้วก็มาฉันที่ตีนเขา หิมาลัย ที่สระอโนดาต เพื่อให้พระสารีบุตรไปเฝ้าที่นั่นทุกวัน แล้วก็แสดงแก่ พระสารีบุตรว่าวันนี้ได้เทศน์อะไรที่บนดาวดึงส์. พระสารีบุตรก็จำเอามา แล้ว ก็มาบอกแก่ภิกษุทั้งหลาย ๕๐๐ รูปช่วยจำเอาไว้ทุกวัน, ทำอย่างนี้. แต่พระพุทธเจ้า ท่านต้องลงมาบิณฑบาตในเมืองมนุษย์ ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะในเมืองมนุษย์ เพราะ มันทำบนเทวโลกไม่ได้ ทำอย่างนี้จน ๓ เดือนหรือพรรษาหนึ่ง. ทีนี้ถามว่าเมื่อท่านลงมาบิณฑบาตและฉันอาหารนี้ พวกเทวดาไม่คอย แย่หรือ ? ก็มีเรื่องว่าท่านเนรมิตพระพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งให้แสดงธรรมแทนอยู่ เหมือนที่ท่านแสดง. พวกเทวดาก็ไม่รู้ - เพราะโง่. ทีนี้ ๓ เดือนในประเทศไทย ๑ พรรษา ๓ เดือนในประเทศไทย มันเท่ากับ ๒-๓ ชั่วโมงในเทวโลก มันก็ยิ่ง ไม่รู้ซิ. คุณเคยรู้เรื่องเปรียบเทียบเวลาเกี่ยวกับอย่างนี้หรือเปล่า : ๑ วันใน เมืองมนุษย์เท่ากับกี่นาทีในเทวโลก ; ๑ วันในเทวโลกเท่ากับกี่ร้อย ปีในเมือง มนุษย์เป็นต้น. เพราะฉะนั้น ๓ เดือน พรรษาหนึ่งอย่างมนุษย์นี้เท่ากับ ๒-๓ ชั่วโมง ในเมืองเทวดา. แล้วเวลาระหว่างนั้นพระพุทธเจ้าต้องลงมาบิณฑบาตที่นี่ ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะที่นี่ตั้ง ๙๐ ครั้ง ๒-๓ ชั่วโมง ในเมืองเทวดานั่น. เอาละ เป็นอันว่าท่านทำได้อย่างนั้น. นี้เราก็สงสัยว่าทำไมต้องไปบิณฑบาต ฝ่ายอุตตรกุรุ ซ่อนตัวอย่างนี้ทำไม มาบิณฑบาตกับพวกเราตามเคยไม่ได้หรือ ; นี้มันส่อพิรุธ อย่างนี้. แล้วเมื่อพระพุทธเจ้าลงมาบิณฑบาตฉันอยู่ทางนี้ พระพุทธนิมิตทางโน้น
น.438 ? พูดว่าอะไร รู้ได้อย่างไร หรือท่านยังบันดาลให้ท่านพูดอยู่ แล้วท่านฉันข้าว ไปพลางอย่างนั้นหรือ. มันเป็นเรื่องที่ชวนให้วิจารณ์อย่างนี้เรื่อยไป. เรื่องทั่วไปในพระไตรปิฎกมีว่า เทวดาก็ลงมาในเมืองมนุษย์เฝ้าพระ- พุทธเจ้าหรืออะไรบ่อย ๆ ทำไมพระพุทธเจ้าไม่เรียกประชุมเทวดาลงมาฟังกันที่ เมืองมนุษย์ล่ะ เรียกเทวดาทั้งหลายลงมาประชุมกันที่เมืองมนุษย์ ; มันคงทำไม่ได้ อีกแหละ. ๒-๓ ชั่วโมง ของพวกโน้นมันเท่ากับ ๓ เดือนของพวกนี้ มันทำไม่ได้ อย่างนี้. ข้อ ๑๒ ถ้าว่าเราดูเรื่องที่พูด โผล่ขึ้นก็ กุสลาธมฺมา อกุสลาธมฺมา อพุยากกาธมฺมา นี้ เทวดาฟังไม่รู้เรื่องแน่ โผล่ขึ้นมาถึงก็พูดอย่างนี้ มันฟัง ไม่รู้เรื่องแน่ แล้วยิ่งแจกขันธ์แจกธาตุแจกอายตนะซับซ้อนลึกซึ้งออกไป มันก็ ยิ่งฟังไม่รู้เรื่อง เพราะไม่ได้พูดถึงเรื่องบุคคลอย่างบุคคลาธิษฐานที่มีความทุกข์ ต้องการจะดับทุกข์อย่างนี้ ท่านไม่เคยพูด. ก็เป็นอันว่าเรื่องที่แสดงแก่พุทธมารดา นั้นมันไม่อยู่ในวิสัยที่ท่านจะฟังถูก. ให้คุณไปเปิดดูอย่างที่ขอร้องเมื่อตะกี้ ว่าอุตส่าห์ไปซื้ออภิธรรมปีฎกมาอ่านดู มันจะรู้สึกตัวได้เองเลย ว่าเทวดาฟังไม่ถูก. นี่มันมีข้อที่จะวิจารณ์อย่างนี้. ข้อ ๑๓ ดูสำนวนที่อยู่ในบาลีอภิธรรมปิฎกนั้น มันเป็นสำนวนอีกชนิด หนึ่งไม่เหมือนกับสำนวนสุตตันตปิฎก แล้วมันส่อว่าเป็นสำนวนรุ่นหลัง สำนวน ทีหลังซึ่งเลวลงมา และอีกทีหนึ่งก็เป็นสำนวนสอนเด็กในโรงเรียน ตามวิธีหนังสือ ที่ทำมันให้ชัดเจนรัดกุมตายตัว เหมือนกับหนังสือสำนวนสอนเด็กในโรงเรียน อย่างนั้น คือสำนวนที่ใช้สอนในโรงเรียน ว่าอย่างนั้นก็ได้ แม้ไม่ใช่เด็ก, แต่ เป็นสำนวนสอนในโรงเรียน. อภิธรรมปีฎกเป็นอย่างนี้. ส่วนสุตตันตปิฎกนั้น
น.439 เป็นสำนวนพูดกับชาวบ้าน พูดกับมนุษย์ตามปกติเลย แล้วแต่เรื่องอะไรมันจะ เกิดขึ้น ไม่ใช่สำนวนในโรงเรียน. อภิธรรมปิฎกสำนวนในโรงเรียนสอนตรรกวิทยา จิตวิทยา ; ส่วนสุตตันตปิฎก นี้เป็นสำนวนพูดกันตามธรรมดาในเรื่องความ ดับทุกข์. นี้มันเป็นข้อที่ชี้ให้เห็นว่าทำไมพระอาจารย์ผู้เขียนอรรถกถา สมันต- ปาสาทิกานี้ อาจารย์ผู้นี้เคร่งครัดอย่างยิ่ง conservative อย่างยิ่ง ; คือพระพุทธ โฆษาจารย์เขียนว่า อภิธรรมปิฎกนี้มันรวมอยู่ในขุททกนิกาย. ลองคิดดู ท่าน เผลอหรืออย่างไร. ข้อ ๑๔ ดูอีกแง่หนึ่งว่าสุตตันตปิฎกทุกเรื่องที่เกิดขึ้น จะระบุสถานที่ ที่เกิดเรื่อง แล้วพระพุทธเจ้าตรัส แล้วตรัสแก่ใคร บอกเป็นเรื่อง ๆ ไปเลย. ส่วนในอภิธรรมปีฎกไม่บอก ไม่มีบอกว่าตรัสแก่ใครที่ไหน ไปเปิดดูอภิธรรมปิฎก เอง จะเห็นว่าไม่มีบอกว่าตรัสแก่ใครที่ไหน ไม่มีบอกว่าตรัสแก่พุทธมารดา ในสวรรค์. ที่ว่าตรัสแก่พุทธมารดาในสวรรค์นั้น คนที่หลังว่า ไม่มีอยู่ในตัว พระไตรปิฎกเอง ไม่มีอยู่ในตัวอภิธรรมปิฎกเอง ไม่มีอยู่ในตัวอรรถกถาของ อภิธรรมปีฎกโดยตรงเอง ; มีแต่ในหนังสือที่คนชั้นหลังแต่ง ชั้นหลังกว่า. นี่พวกเรามันโง่ว่าพระพุทธเจ้าว่า หรือว่าในอภิธรรมปีฎกมันว่า มันเป็นอย่างนี้ ขออภัยพูดหยาบคายหน่อย. ในอภิธรรมปิฎกมันไม่มีบอก ว่าพระพุทธเจ้าตรัส ที่นั่นที่นี่ มันโผล่ขึ้นมาก็เป็น กุสลาธมฺมา อกุสลาธมฺมา เลย ; แล้วเป็นสำนวน สอนในโรงเรียน ไม่ใช่สำนวนพูดกับคน. ข้อ ๑๕ ที่น่าคิด : สุตตันตปิฎกมีหลักฐานเรื่องที่พูด ; เรื่องคนฟัง อะไรเสร็จหมด แล้วก็ไม่ขู่ใคร ๆ ว่า ถ้าไม่เชื่อจะตกนรก. ในตัวสุตตันตปิฎกเอง ก็ไม่ได้ขู่ใครว่าถ้าไม่เชื่อจะตกนรก. พระอรรถกถาจารย์ของสุตตันตปิฎกทั้งหลาย ไม่ขู่ใครว่า ถ้าใครไม่เชื่อจะตกนรก. แต่อภิธรรมปีฎกนี้ประหลาด มีการขู่โดย ใครก็ตามใจ กระทั่งเดี๋ยวนี้ว่า ถ้าไม่เชื่อจะตกนรก. ทำไมของดีวิเศษจะต้องมาขู่
น.440 กันอย่างนี้. นี่ก็ช่วยเอาไปคิดดูด้วย เมื่ออภิธรรมปิฎกมีปาฏิหาริย์ถึงอย่างนี้แล้ว ว่าพระพุทธเจ้าไปเทศน์บนดาวดึงส์ก็เชื่อแล้ว ทำไมจะต้องเอามาขู่ว่า ถ้าไม่เชื่อ จะต้องตกนรกอีกล่ะ. มันมาขัดขวางกันอย่างยิ่ง. ข้อ ๑๖ ที่ประหลาดต่อไปอีกก็คือว่า พูดแต่เรื่องตัวหนังสือขยายความ พูดเป็นอักษรศาสตร์ การขยายความ ทางตรรกวิทยา ทางจิตวิทยา ; ไม่พูด เรื่องการปฏิบัติ เพื่อดับทุกข์เลย. เรื่องสมถะ เรื่องวิปัสสนามีนิดเดียว หรือ เรียกได้ว่าไม่มีในอภิธรรมปิฎก. ในอภิธัมมัตถสังคหะ ๙ ปริเฉท นั้น มีอยู่สักครึ่ง ปริเฉทเท่านนที่จะพูดถึงตัวการปฏิบัติ ; แล้วก็เอ่ยถึงสักแต่ว่าชื่อ แล้วก็ไม่ แปลกออกไปจากสุตตันตปิฎกที่ตรงไหนเลย. แต่ไปพูดเรื่องจิต เรื่องเจตสิก เรื่องรูป เรื่องเหตุ เรื่องอะไรต่าง ๆ ไม่รู้กี่ปริเฉทต่อกี่ปริเฉทมากมายหลายหมื่น หลายแสนคำพูด ; นี้มันน่าสงสัย. เรื่องที่จะเป็นประโยชน์โดยตรง เช่นว่าปฏิบัติอานาปานสติอย่างไร กายคตาสติอย่างไรมันไม่มี มันมีแต่ในสุตตันตปิฎก. แล้วถ้ามีคำอธิบายเกี่ยวกับ เรื่องนี้ที่ดีบ้าง มันก็อยู่ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามัคค์ ที่เดี๋ยวนี้ยังติดค้างอยู่ในขุททกนิกาย ในสุตตันตปิฎก. คำอธิบายอานาปานสติอย่างละเอียดอย่างที่มีในปฏิสัมภิทามัคค์ นั้นไม่มีในอภิธรรมปีฎก. มันน่าน้อยใจ มันน่าเสียดาย ที่ว่าเรื่องที่มีประโยชน์ โดยตรงมันไม่มี มันมีแต่เรื่องตัวหนังสือที่ลึกซึ้งเป็นนักปราชญ์ เป็นบรมปราชญ์ เรื่อยไปไม่มีที่สิ้นสุด. เอาละจะยกตัวอย่างเปรียบเทียบอีกอย่างหนึ่ง ว่าเรื่องเดียวกัน คือชื่อ ๆ เดียวกัน พูดกันเสียคนละแง่ : ยกตัวอย่างเรื่องอกุศลมูล. เรื่องโลภะ โทสะ โมหะ เรียกว่าอกุศลมูล. ถ้าพูดถึงเรื่องอกุศลมูล ในสุตตันตปิฎกจะบอกว่าละมันอย่างไร
น.441 โดยชัดเจนโดยพิศดารเลย ; แต่ในอภิธรรมปิฎกมันจะมีแต่แจกลูก คำว่าอกุศล คำว่ากุศล และคำว่าโลภะ คำว่าโทสะ โมหะ แจกออกไปตามที่มันมีรากอย่างไร มีปัจจัยอย่างไร รากไหนสัมพันธ์กับรากไหนอย่างไร ไปแต่เรื่องอย่างนี้ทั้งนั้น. ที่จะบอกว่าละมันอย่างไร มันไม่มี. นี่ว่าพูดเรื่องเดียวกันแล้ว สุตตันตปิฎกจะพูด ที่เป็น apply คือใช้ปฏิบัติได้แก่คนนี้ ; แจกส่วนอภิธรรมปีฎกจะพูดภาษาปรัชญา ภาษาจิตวิทยาตามวิธีของ logic.นี่พูดเรื่องเดียวกัน ชื่อเดียวกัน ชื่ออกุศลมูล ด้วยกันมันต่างกันอย่างนี้. ทีนี้ มันน่าหวังที่ว่า เรื่องเหตุการณ์ขนาดสำคัญถึงกับพระพุทธเจ้าขึ้นไป บนเทวโลกนี้ ทำไมมันไม่มีในพระไตรปิฎก ; ส่วนเรื่องสำคัญน้อยกว่านั้นมันกลับมี. ในพระไตรปิฎกกลับมีเรื่องที่สำคัญน้อยกว่าถ้ามาเทียบกัน. เรื่องที่พระพุทธเจ้า ขึ้นเทวโลก เหตุการณ์สำคัญขนาดนี้กลับไม่มีในพระไตรปิฎก. ในพระไตรปิฎก มีพูดถึงเรื่องที่สำคัญน้อยกว่านั้นมากมายหลายร้อยหลายพันเรื่อง. นี่มันน่าสงสัย อย่างนี้. ข้อ ๑๗ ในอภิธรรมปิฎกสอนเรื่องฌาน ๕ รูปฌาน ๕. นี้ผู้ที่เคยเรียน อภิธรรมคงรู้ดีว่าในอภิธรรมไม่มีฌาน ๔ ไม่มีรูปฌาน ๔ อย่างที่เราสอน ๆ กันอยู่ มันมีรูปฌาน ๕ ในอภิธรรม. ส่วนในสุตตันตปิฎกไม่มีฌาน ๕ ไม่มีรูปฌาน ๕ มีแต่รูปฌาน ๔. คุณจะว่าอย่างไร : ว่าพระพุทธเจ้าสอนมนุษย์สอนเรื่องฌาน ๔ พอสอนเทวดาสอนเรื่องฌาน ๕ พระพุทธเจ้าตลบแต่ลงถึงขนาดนี้หรือ. เมื่อสอน รูปฌานนี้ สอนมนุษย์ว่าฌาน ๔ พอสอนเทวดาสอนฌาน ๕ ; เราก็ไม่ยอม พระพุทธเจ้าเล่นไม่ซื่อแล้ว. ทีนี้มันไม่ใช่อย่างนั้น คนเขียนอภิธรรมปีฎกอยากจะ อวดเบ่ง จึงเขียนเป็นฌาน ๕ เป็นรูปฌาน ๕. พระพุทธเจ้าท่านคงเส้นคงวา เสมอแหละ. รูปฌาน ๔ มันก็ต้อง ๔ แหละ มันจะเป็นอย่างนั้นไปไม่ได้ สอน มนุษย์อย่าง สอนเทวดาอย่าง อย่างนี้ไม่เอา มันผิดหลักของพระพุทธเจ้าในเรื่อง
น.442 เดียวกัน. ขอให้นึกถึงเรื่องที่พูดมาแล้ว ว่าในบาลีพระไตรปิฎกแท้ ๆ พูดถึงเรื่อง ทำสังคายนาไม่มีพูดถึงอภิธรรมปิฎก. ข้อ ๑๘ ที่นี้ปัญหามันยังเหลืออยู่แต่ว่า เทวโลกนั้นมันคืออะไร อยู่ ที่ไหน. . คุณเคยคิดบ้างหรือเปล่าว่าเทวโลกนั้นคืออะไร แล้วมันอยู่ที่ไหน ? เทวโลกอย่างเด็กอมมือ มันก็อย่างหนึ่ง เทวโลกอย่างคนผู้ใหญ่มีสติปัญญา มันก็ อีกอย่างหนึ่ง; แล้วเทวโลกตามภาษาอภิธรรม แล้วมันมีเป็นบ้านเป็นเมือง เป็นอย่างนั้นไม่ได้ เพราะอภิธรรมจะพูดแต่เรื่องธรรมชาติ ไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล ไม่มีตัว ไม่มีตน ฉะนั้นเทวโลกมันก็จะหมายถึงอะไรอื่น ที่ไม่ใช่บ้านเมืองก็ได้. นี่เป็นภาษาอภิธรรมที่ยิ่งไปกว่าอีก มันก็อยู่ที่จิตใจที่ต่าง ๆ ต่าง ๆ กัน. จิตใจใน ภาวะอย่างนั้นเรียกว่าเป็นมนุษย์, จิตใจในภาวะอย่างนั้นเรียกว่าเป็นเทวดา ถ้าใครสางปัญหาข้อนี้ได้ คือว่า รู้ว่าเทวโลกคืออะไรแล้ว ปัญหาทั้งหมดอาจจะ หมดไปก็ได้ แล้วเรื่องต่างๆ เป็นเรื่องจริงหมด แต่ก็ต้องตีความ ถือเอาตาม ตัวหนังสือตรง ๆอย่างเรื่องของเด็ก ๆไม่ได้. นี้เรียกว่าเรากล้าวิจารณ์อย่างอิสระ เป็นเรื่องแรกคือเรื่องปาฏิหาริย์ ของอภิธรรมปิฎก ; ไม่ใช่เพื่อจะทำลายอภิธรรมปิฎก แต่เพื่อให้รู้ตามที่เป็นจริง ว่าเราควรจะถือเอาอย่างไร ; แล้วเราควรจะผ่อนผันให้แก่บุคคลประเภทที่มีแต่ ความเชื่ออย่างไร. พระมหาเถระหรือพระราชาเขาต้องสร้างสถาบันอันนี้ขึ้นมา ให้ได้ เพื่อความอยู่ยืนมั่นคงของพระอภิธรรมปิฎกนั่นเอง. ถ้าไม่สร้างเรื่อง ปาฏิหาริย์อันนี้ขึ้นมาแล้ว บางทีมันหายไปหมดแล้ว ไม่มีเหลือถึงบัดนี้แล้ว หรือ ว่าเหลือ ก็เหลืออยู่ในวงที่แคบที่ไม่มีใครสนใจ เหลืออยู่แต่ในคัมภีร์ ; ไม่เป็น ที่แตกตื่นของคนมาก ๆ อย่างนี้.
น.443 แล้วทีนี้ก็ขอร้องให้ทนง่วงนอนหยิกขาเป็นครั้งที่ ๓ ไหน ๆ จะพูดแล้ว ก็พูดกันเสียให้หมด แล้วคุณก็คงไม่มาอีก ว่าแง่หรือปมที่จะต้องวิจารณ์เกี่ยวกับ อภิธรรม นี้มันยังมีอยู่อีกบางแง่ : ข้อ ๑๙ อาตมาอยากจะพูดอย่างไม่เกรงใจว่า พระพุทธวัจนะที่เรียกว่า ชั้นสูงสุด ยอดสุดของพระพุทธวัจนะนั้นมันต้องเป็นเรื่องที่ดีที่สุด ที่ตรง ที่จริง. ถ้าเป็นเรื่องอภิธรรมต้องเป็นอภิธรรมจริง ไม่ใช่อภิธรรมเพื่อ. เมื่อตะกี้พูดกัน มาแล้ว อะไรอภิธรรมเพ้อ อะไรอภิธรรมจริง. นี่พระพุทธเจ้าจะต้องตรัสแต่ อภิธรรมจริงไม่ใช่อภิธรรมเพื่อ. อภิธรรมจริง ก็คือที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส อยู่เสมอ ๆ ว่า เย เต สฺตฺตฺตา ตถาคตภาสิตา คมฺภีรา คมฺภีรตฺถา โลกุตฺตรา สุญฺญตปฏิส์ยุตฺตา มีเท่านี้ราว ๖ คำเท่านี้เอง : คือระเบียบของสูตรที่ตถาคต ตรัสเอง อันลึกซึ้ง อันมีความหมายลึกซึ้ง เหนือโลก ที่พูดแต่เรื่องสุญญตา นั่นแหละคืออภิธรรมจริง มีน้อย แล้วไม่เพ้อ แล้วตรงไปยังการปฏิบัติ. นอกนั้น เป็นอภิธรรมเพื่อ. แล้วสุญญตปฏิสังยุตฺตา คือธรรมที่พูดเรื่องสุญญตา นี้มันมี อยู่ก่อนอภิธรรมไหนหมด : ก่อนอภิธรรมในปฏิสัมภิทามัคค์, ก่อนอภิธรรม ๗ คัมภีร์ในอภิธรรมปิฎก. พระพุทธเจ้าท่านสอนเรื่องสุญญตานี้ก่อน แล้วก็ ไม่ถูกเรียกว่า "อภิธรรม", มันแปลกที่ว่าอภิธรรมแท้ไม่มีชื่อเรียกว่า อภิธรรม อภิธรรมแท้ไม่ชื่อว่าอภิธรรม ; อภิธรรมที่ชื่อว่าอภิธรรมคืออภิธรรมเพ้อ เป็น อภิวินัยอภิธรรมที่พูดกันเพื่อความเด่นของปัญญาปฏิภาณ. นี่อภิธรรมเพื่อนั้นละ คืออภิธรรม. ส่วนอภิธรรมจริง ไม่มีชื่อว่าอภิธรรม แต่กลับไปมีชื่อว่าสุตตันตะ ที่กล่าวแต่เรื่องสุญญตา ที่พระพุทธเจ้าตรัสเอง ที่ลึกซึ้งเหนือโลก. นี้ขอให้คิดเสียใหม่ให้ถูกว่า อย่ากลัว อย่ากลัวว่าที่อาตมาพูดไป ๆ นี้ จะทำให้อภิธรรมหมดราคา ; อย่าตกใจ อย่ากลัวว่าที่พูดอย่างนี้วิจารณ์อย่างนี้
น.444 จะทำให้อภิธรรมหมดราคา ; มันมีแต่จะทำให้อภิธรรมเป็นอภิธรรมชัดขึ้น แล้ว ก็ใช้ประโยชน์ตรงตามความมุ่งหมายของอภิธรรม ; อย่าได้ก้าวก่าย อย่าได้มีแง่ ที่ให้พวกฝรั่งเขามาดูหมื่นได้ว่า คนไทยงมงายเกี่ยวกับ อภิธรรม. อย่าลืมที่พูด เมื่อตะกี้ว่า อภิธัมมัตถสังคหะที่เป็นต้นตอของอภิธรรมเม็ดมะขาม ; อภิธัมมัตถ- สังคหะนี้ออกหน่อในลังกา ไปเติบโตในพม่า มาออกดอกออกลูกในเมืองไทย นี้อย่าลืม. ถ้าเราทำผิดเกี่ยวกับข้อเท็จจริงอันนี้แล้วพวกฝรั่งเขาจะหัวเราะเยาะ. ข้อ ๒๐ อภิธรรมตามความยึดมั่นถือมั่น นั่นมันอภิธรรมหนึ่ง อภิธรรมที่เป็นอิสระที่ถูกต้องนั้นมันอีกอันหนึ่ง. อภิธรรมตามความยึดมั่นถือมั่น ของผู้หลงอภิธรรมนั้นมันเป็นอภิธรรมอีกอันหนึ่ง เรียกว่า "อภิธรรมตามทัศนะ ของท่าน"; อย่างนี้ไม่ใช่อภิธรรมจริง. ข้อนี้เปรียบเทียบกันได้กับข้อที่ว่า พระพุทธเจ้าตามทัศนะของท่านไม่ใช่พระพุทธเจ้าจริง : พระพุทธเจ้าจริงไม่ใช่ พระพุทธเจ้าตามทัศนะของพวกท่าน คือท่านยึดมั่นถือมั่น รักและเลื่อมใสใน พระพุทธเจ้ามากเกินไป ก็วาดพระพุทธเจ้าตามความรู้สึก ให้ความหมายตามความ รู้สึก เป็นพระพุทธเจ้าตามทัศนะของท่านสำหรับอุปาทานยึดมั่นถือมั่น ; นี้ไม่ใช่ พระพุทธเจ้าจริง. พระพุทธเจ้าตามความอยาก ความหวัง ความรัก ความหลง ของท่านนั้นไม่ใช่พระพุทธเจ้าจริง. พระพุทธเจ้าจริงต้องไม่เป็นอย่างนั้น คือ เป็นอิสระตามแบบของพุทธะ. ที่นี้อภิธรรมก็เหมือนกัน : อภิธรรมตามทัศนะ ของท่านไม่ใช่อภิธรรมจริง ต้องเป็นอภิธรรมตามแบบของพระพุทธเจ้า แล้วก็ที่ ไม่เรียกว่าอภิธรรมด้วย ที่เรียกว่าสุตตันตะที่พูดแต่เรื่องสุญญตา. ความเชื่อของคนจำนวนมากมันเป็นของเชื่อไม่ได้ เพราะว่าคนโง่มีมาก ในโลกนี้ จริงไหม เอ้า พูดกันตรงๆ ว่าในกรณีทั่วไปคนโง่มีมากกว่าคนฉลาดเหลือ ประมาณในโลกนี้. ฉะนั้นความเชื่อหรือความเข้าใจของคนส่วนมากนั้นเชื่อไม่ได้
น.445 เพราะมันเป็นคนโง่ เพราะฉะนั้นเราอย่าถืออะไรตาม ๆ กันมา ได้ยินกันมา เหมือนหลักกาลามสูตรห้ามไว้. เราต้องแยกตัวออกมาเป็นผู้เป็นอิสระมีสติปัญญา ให้สติปัญญาเป็นตัว อย่าให้ความโง่เป็นตัว. ฉะนั้นความเชื่อของมวลชน เอา เป็นประมาณไม่ได้เพราะงมงาย ฉะนั้นอย่าเชื่ออภิธรรมตามความเชื่อของมวลชน หรือคนมากเลย เชื่อตามเหตุผลหรือว่าตามความรู้สึกที่แท้จริงไปตามสามัญสำนึก อย่างอิสระเหมือนที่วิจารณ์ ให้ฟังมาแล้วเถิด. ข้อ ๒๑ อยากให้มองให้ลึกลงไปว่า แม้ว่าคนส่วนมากจะเชื่ออภิธรรม ว่าอย่างนี้ อย่างนั้น อย่างโน้น ศักดิ์สิทธิ์อย่างนี้ แต่ว่าคนส่วนมากก็ยังหวังพึ่ง สุตตันตะอยู่นั่นแหละ. ในกรุงเทพฯ ก็ดี ที่ไหน ๆ ก็ดี คนส่วนมากยังหวังพึ่ง สุตตันตะทั้งนั้นเลย ไม่ได้หวังพึ่งอภิธรรม. เอาอภิธรรมไว้พูดเบ่งทับคนอื่น เป็น นักปราชญ์เท่านั้น แต่ที่จะดับทุกข์ปฏิบัติดับทุกข์โดยตรงแล้วพึ่งสุตตันตะทั้งนั้น พระอรหันต์ครั้งพุทธกาลท่านไม่ประสีประสาต่ออภิธรรม เป็นพระ- อรหันต์กันเป็นสิบเป็นร้อยแล้ว ไม่เคยได้ยินคำว่า “อภิธรรม " ; แต่มีอภิธรรม ที่ไม่มีชื่อว่าอภิธรรม คืออนัตตา สุญญตานั่นแหละคืออภิธรรม แต่มันไม่มีชื่อ ว่าอภิธรรม. คนเป็นพระอรหันต์รอดตัวกันมาได้เพราะอภิธรรมที่ไม่มีชื่อว่า อภิธรรม แต่ไปมีชื่อว่าสุญญตา ว่าอนัตตาเป็นต้น. พระอรหันต์ครั้งพุทธกาล ไม่ได้รู้อภิธรรม ที่มีชื่อว่าอภิธรรม ; แต่ไปรู้ในชื่อว่าสุญญตา อนัตตา. พูดไปก็เตือนไว้เรื่อยว่า แม้ว่าจะพูดอย่างนี้ก็ไม่ใช่ว่าอภิธรรมจะหมด ค่า อภิธรรมแม้เพ้อ แม้เกิน นั้นก็ยังมีค่าไปตามของที่ต้องเพื่อต้องเกิน เพื่อหมู่ แห่งนักปราชญ์. แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในรูปของพระพุทธภาษิตหรือแม้ว่าไม่ได้เป็น พุทธภาษิตมันก็ยังมีประโยชน์ เพราะมันเป็นหลักที่ถูกต้องตามแบบของมัน ใน ฐานะที่เป็นความรู้ชั้นสูงหรือเกินระดับธรรมดา. มันคงมีค่าไปตามแบบของ
น.446 ปรัชญา จิตวิทยา จนกระทั่งพระสารีบุตรกำชับว่าพวกอยู่ป่าต้องรู้อภิธรรมอภิวินัย โว้ย. ถ้ามันไม่สำคัญแล้วจะกำชับกันทำไม ข้อ ๒๒ ทีนี้มันก็น่าหวัวว่า พระพุทธเจ้าอุตส่าห์ขึ้นไปแสดงถึงเทวโลก แล้วต่อมาไม่แสดงอีกเลย พระพุทธเจ้าไม่แสดงอีกเลยคิดดูซิ มันน่าหวัวไหม ? พระพุทธเจ้าแสดงอภิธรรมอยู่ตลอดเวลา แต่คนไม่ได้ยิน คือท่านไม่ได้เรียกมัน ว่าอภิธรรม. หัวใจแท้ ๆ ของอภิธรรมปิฎกนั้นมันก็อยู่ในรูปคำสอนที่พระพุทธเจ้า ท่านสอนอยู่เป็นประจำวัน แต่ ไม่ได้ใช้คำว่าอภิธรรม. พระพุทธเจ้าก็ไม่เคย ตรัสว่า ใครไม่เชื่ออภิธรรมจะตกนรก นี่ขอยืนยัน. ในพระไตรปิฎกพระคัมภีร์ ทั้งหลายพระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสไว้ว่า ใครไม่เชื่ออภิธรรมแล้วจะตกนรก หรือจะไม่ สำเร็จมรรคผล ; แต่ท่านว่าถ้าไม่ปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ ๘ ประการแล้ว ไม่มีทางจะดับทุกข์ ; นี่ท่านยืนยันอย่างนี้. ที่เราเห็นชัดอยู่ก็ว่า ท่านตรัสโสตาปัตติยังคะเป็นรากฐานเป็นเบื้องต้น ว่าจงประกอบไปด้วยองค์ ๔ คือมีศรัทธาไม่หวั่นไหวในพระพุทธ มีศรัทธาไม่ หวั่นไหวในพระธรรม มีศรัทธาไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ แล้วมีอริยกันตศีล คือศีล บริสุทธิ์ไม่มีที่ติ พระอริยเจ้าชอบใจศีลชนิดนี้ ๔ ข้อนี้เป็นโสตาบัตติยังคะ ทำให้ เป็นโสดาบัน จงขะมักเขม้นในสิ่งนี้ จะเรียกว่าอภิธรรมหรือไม่อภิธรรมก็ลองว่า เอาเอง. เท่าที่ท่านตรัสไว้อย่างน่าอัศจรรย์ ก็คือว่า อยู่โดยชอบ ๆ โลกไม่ว่าง จากพระอรหันต์. ท่านว่าอยู่โดยชอบ ๆ ไม่ใช่ว่าเรียนอภิธรรม ๆ ท่านว่าอยู่ โดยชอบ โลกไม่ว่างจากพระอรหันต์. ทีนี้ อยู่โดยชอบ ก็อยู่ให้เป็นซิ คุณอยู่ให้ เบ็นซิ. อยู่โดยชอบคืออยู่อย่างไร ? อย่ากระดุกกระดิกไปในทางผิด ก็คือว่า ควบคุม หู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้ถูกต้อง. ถ้าจะไปอ้างฝรั่งกันบ้างก็ต้องฟังดูอย่างที่ว่ามาแล้ว พวกฝรั่งทั้งหมด ไม่เชื่อว่าอภิธรรมเป็นพุทธวัจนะ ไม่เชื่อเรื่องขึ้นเทวโลกดาวดึงส์อะไร แต่พวกฝรั่ง
น.447 ก็ชอบอภิธรรมแสนจะชอบ เพราะมันถูกรสถูกชาติ ถูกรสของปรัชญา ของ ตรรกวิทยาที่มีอยู่ในอภิธรรม. ฝรั่งที่ลงทุนเผยแพร่พุทธศาสนา ก็ชอบอภิธรรม อย่างยิ่ง แต่ไม่เชื่อว่าเป็นพุทธวัจนะ. ทีนี้ก็มีพวกหนึ่งมักจะเอาข้างเข้าถูเรื่องพุทธวัจนะนี้ คือเขาเถียงขึ้นมา เอาข้างเข้าถู. อาตมาเรียกว่า "เอาข้างเข้าถู" คือเขาว่าถ้ามันลงกันได้กับพุทธ มติแล้ว ให้ถือว่าเป็นพุทธวัจนะ. นี้เพื่อจะอ้างเอาอภิธรรมเป็นพุทธวัจนะ : เขา พูดขึ้นมาว่า ถ้ามันลงกันได้กับพุทธมติ ก็ให้ถือว่าเป็นพุทธวัจนะ. มันก็จริง อภิธรรมปิฎกทั้งหมดลงกันได้กับพุทธมติ ในข้อที่ว่าไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล ; มีแต่ ขันธ์ ธาตุ อายตนะ มันก็เป็นพุทธวัจนะ. แต่เดี๋ยวนี้ตัวหนังสือหรือคำพูด มันมากเกิน มันพร่าเกิน แล้วมันไม่อยู่ในรูปของพุทธวัจนะ ขอให้เข้าใจอย่างนี้. ถ้าถือเอาตามโคตมีสูตรเป็นหลักว่า " ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อประกอบ ทุกข์แล้ว ไม่ใช่พุทธวัจนะ" แล้วอภิธรรมก็ไม่ใช่พุทธวัจนะ โดยเฉพาะอภิธรรม ปี่ฎกทำให้ยากแก่การเรียน ทำให้ลำบาก ทำให้เวียนหัว ทำให้พลัดไปสู่มิจฉาทิฏฐิ แล้วก็มี ทำให้เป็นบ้าไปก็มี ; มันทำเรื่องให้มากจนเกิดทุกข์. ความจริงมัน ไม่ต้องลำบากมากถึงอย่างนั้น ที่จะปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ มันไม่ต้องมีเรื่องมาก อย่างนั้น ; ทีนี้ไปทำให้มันมาก ไปทำให้มันลำบาก ฉะนั้นจึงถือว่ามันทำให้ เป็นไปเพื่อความทุกข์ ไม่ใช่ระบอบ ไม่ใช่ระเบียบของพระพุทธเจ้า. ฉะนั้นขอให้ ตัดทอนเรื่องที่ทำให้เกิดความลำบากมากนั่นออกไปเสีย ให้เหลือแต่ลำบากน้อย และเท่าที่จำเป็น นี้จึงจะเป็นพุทธวัจนะ. คนเรานั้นถ้าลงได้รักสิ่งใด ได้เมาสิ่งใด ได้หลงสิ่งใดแล้ว มันก็ถือสิ่งนั้น กลายเป็นสิ่งที่ใครแตะต้องไม่ได้. อาตมาไปพูดนิดเดียวว่า "ข้อความในอภิธรรม ปีฎกไม่ได้อยู่ในรูปของพุทธวัจนะ" เท่านี้ก็ถูกด่าหลายกะบุง เพราะว่าเขารักเขา หลงยึดถือสิ่งนั้นจนใครไปแตะต้องนิดหนึ่งก็ไม่ได้. ส่วนเราถือว่าวิพากษ์วิจารณ์
น.448 ได้เต็มที่ โดยเหตุผลเหมือนอย่างที่ว่ามาแล้ว. ของที่มันลึกเราต้องช่วยกันทำ ให้ง่าย จึงจะถูก ; ไม่ใช่ทำให้มันลึกอยู่ตามเดิม แล้วก็เลยเข้าใจกันไม่ได้. ถ้าว่าเราจะเอาอภิธรรมตัวจริงออกมาได้ ก็ใช้หลักกาลามสูตรเป็น เครื่องทดสอบ รู้ เข้าใจ ปฏิบัติ ในส่วนที่มันปฏิบัติได้ ; ส่วนที่ไม่เกี่ยวกับการ ปฏิบัติก็ไม่ต้องสนใจ. เดี๋ยวนี้อยากจะท้าว่าเรียนรู้อภิธรรมปิฎกจบหมด แตกฉาน หมดทั้ง ๗ คัมภีร์ แล้วคน ๆ นั้นยังไม่ต้องอาศัยหลักกาลามสูตร หรือโคตมีสูตร เป็นต้น อย่างนั้นหรือ ? มันเป็นไปไม่ได้ : ให้เรียนอภิธรรมปีฎกจบหมดแล้ว มันก็จะต้องหันมาหา ก. ข. ก. กา. ตามที่เขาเรียนกันเรื่องกาลามสูตร โคตมีสูตร อริยมรรคมีองค์ ๘ สำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไปตามเดิม. นี้เพราะ อภิธรรมมันช่วยไม่ได้ มันมีแต่เรื่องหนังสือ. ฉะนั้นให้สนใจในคำว่า "อภิธรรม อภิวินัย" กับคำว่า "ธรรม" คำว่า "วินัย" ให้เข้าใจหมด แล้วจะจับเอาตัวอภิธรรม จริงได้ ; ไม่ถูกอภิธรรมเพ้อ. นี้มีข้อที่จะต้องวิจารณ์อยู่อีกมากมาย จะเอามาแต่ที่ช่วยให้เห็นได้ง่าย ๆ ชัดๆ : สำหรับอภิธรรมยุคปรมาณูนี้ ต้องไม่มีช่องโหว่ให้ใครคัดค้านได้. อภิธรรมยุคอื่นก็ตามใจ อภิธรรมของพุทธบริษัทในยุคปรมาณูนี้ อย่ามีช่องโหว่ ให้ใครคัดค้านได้. ข้อความและเหตุผลที่อาตมาพูดไปนี้แหละจะเอาไปช่วย อุดช่องโหว่ ส่วนที่ไม่ใช่ก็บัดออกไป เหลืออยู่มันจะคงทนต่อการพิสูจน์ของ นักคิดในยุคปรมาณูนี้. ขอให้ระลึกถึงคำว่า "ธรรม" กับ "อภิธรรม" เป็นคู่กันไว้ : ถ้าธรรม ก็พูดเรื่องปฏิบัติ, ถ้าอภิธรรมแล้วก็พูดเรื่องปริยัติ. นี่จะยืนยันอย่างนี้ไม่กลัว ใครด่า. ถ้าว่าธรรมแล้ว จะต้องพูดเรื่องปฏิบัติ ถ้าอภิธรรม จะต้องพูดเรื่อง ปริยัติที่เลอเลิศ ที่ประเสริฐเป็นปรัชญา. เพราะว่าธรรมจะต้องพูดแต่เรื่อง
น.449 ดับทุกข์ลงไปตรง ๆ ที่กายวาจาใจ. ที่นี้อภิธรรมมันจะแจกลูกแจกตัวอักษร ความหมายของตัวอักษรของคำว่า กาย วาจา ใจ ของคำว่าอะไรทุกคำ จึงเป็นปริยัติ มีความมุ่งหมายเป็นปริยัติ. เพราะฉะนั้นในคำ ๆ เดียวกัน ชื่อเดียวกัน มันจึง พูดคนละแง่ เช่นคำว่าอกุศลที่ยกตัวอย่างมาแล้วในสุตตันตะ : ธรรมเฉย ๆ อย่างนี้ จะพูดแต่เรื่องปฏิบัติ คือละอกุศลอย่างไร, ส่วนในอภิธรรมจะพูดแจกลูกแจกฝอย แจกอะไรของคำพูดเหล่านี้ออกไปเรื่อย นี่คือในรูปของปริยัติ. ทีนี้มาเปรียบเทียบกันอย่างนี้ว่า ให้โกยอภิธรรมทิ้งไปให้หมด อภิธรรม ตามที่รู้กันอยู่นั่นแหละ อภิธรรมปิฎก อภิธัมมัตถสังคหะ อภิธรรมอะไรก็ตาม ที่ระบุไปที่อภิธรรมเพ้อนี้ โกยทิ้งไปเสียให้หมด เราก็ไม่ขาดอะไร. เพราะเรา มีสุตตันตะเหลือไว้ เป็นข้อปฏิบัติเพื่อพระนิพพานได้โดยเร็ว ไม่ลังเลไม่เฉื่อยชา เสียอีก. เอ้า ทีนี้กลับกันตรงกันข้าม ลองโกยสุตตันตปิฎกทิ้งให้หมดเหลือแต่ อภิธรรมปีฎกแล้วเจ๊งเลย. ขอใช้คำหยาบ ๆ อย่างนี้. มนุษย์จะเจ๊ง โลกนี้จะเจ๊ง. ถ้าเอาสุตตันตปิฎกทั้งหมดไปทิ้ง แล้วเหลือแต่อภิธรรมปิฎก นี้มนุษย์จะเจ๊ง จะเดินไม่ถูก ไม่ไปตามทางของอัฏฐังคิกมรรคสู่นิพพานได้. แต่ถ้าเอาอภิธรรม- ปีฎกโกยทิ้งไปทั้งกะบิเลย เหลือแต่สุตตันตปิฎก เราก็ยังเดินไปสู่นิพพานได้ แล้วจะง่ายเข้า เพราะไม่มัวไปพะว้าพะวังกับอภิธรรมปิฎกนั่นเอง. นี่พูดอย่างนี้ ไม่กลัวโกรธแล้วเห็นไหม ไม่ใช่พูดเพราะเกลียด หรือเพราะโกรธ หรือเพราะ กระทบกระเทียบกระแนะกระแหน ; พูดเพื่อว่าพุทธบริษัทไทยในยุคปรมาณูนี้ ขอให้มีอภิธรรมชนิดปรมาณูที่มันเจาะแทงกิเลสได้จริง. คำอีกคำหนึ่งที่ประหลาดคือคำว่า "มาติกา" คนโดยมากนี้เข้าใจว่า คำว่า มาติกานี้หมายถึงอภิธรรม ; อย่างนั้นหลับหูหลับตาเต็มที่. คำว่ามาติกาแปลว่า หัวข้อ หัวข้อของสุตตันตะก็ได้ ของวินัยก็ได้ ของอะไรก็ได้. หัวข้อของสุตตันตะ
น.450 ? นั่นแหละคือมาติกา ที่เอามาทำเป็นอภิธรรม. หัวข้อสำคัญของสุตตันตะ มาติกา ของสุตตันตะนี้คือตัวอภิธรรม ; ตัวที่เอามาขยายออกเป็นอภิธรรม. แล้วมาติกา ของวินัยก็มี : ตัวปาฏิโมกข์นั้นคือมาติกาของวินัย. คัมภีร์กังขาวิตรณี ที่อธิบาย ปาฏิโมกข์นั้น เขามีชื่ออีกอย่างหนึ่งเรียกว่า "มาติกัฏฐกถา" อรรถกถาของมาติกา. มาติกานั้นคือตัวปาฏิโมกข์. ฉะนั้นอย่าไปยึดคำว่ามาติกาว่าเป็นอภิธรรมเป็นอะไร เสียอย่างเดียวไปตะพึด. นั่นเพราะว่าคัมภีร์อภิธรรมปิฎกมันขึ้นด้วยคำว่ามาติกา แต่เขาหมายถึงสุตตันตมาติกาที่เอามาใช้เป็นอภิธรรม เลยไปเรียกว่าอภิธรรม มาติกา. วินัยมันก็มีมาติกา. อภิธรรมที่ยังไม่ได้อธิบายอะไรนั้นเรียกว่า "มาติกา" ; อภิธรรมที่อธิบายไปมากนั้นคือ อภิธรรมปีฎก. ทีนี้ เราพูดในแง่ปฏิบัติกันดีกว่า แง่ตัวหนังสือ แง่ logic นี้มันไม่ค่อย จะมีประโยชน์นัก : อยากจะพูดว่าอภิธรรมมีคำอธิบายมากตั้ง ๒ - ๓ เล่ม ในส่วน อภิธรรม ๗ คัมภีร์ เพื่ออธิบายคำ ๓ คำเท่านั้น คือคำว่ากุสลา อกุสลา อพฺยากตา ผู้ที่เคยเรียนอภิธัมมัตถสังคหะ เรียนอภิธรรมนี้ก็จะเห็นว่าทุกอย่างมันเกี่ยวกับคำทั้ง ๓ นี้ : กุสลา อกุสลา อพฺยากตา. เรื่องจิต เรื่องเจตสิก เรื่องรูป เรื่องนิพพานอะไร ก็ตามมันเกี่ยวกันอยู่กับ ๓ คำนี้. ทีนี้ทำไมไม่ใช้อย่างที่วิธีลัดมาเหนือเมฆ หรือ เรียนลัด : คือพระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้แล้วว่า กุศล อกุศล อัพยากฤต นี้มันเป็น สุญญตา คือยึดมั่นถือมั่นไม่ได้ ; แล้วเราจะมานั่งแจกลูกกันทำไม กวาดทิ้งไป ทั้งหมดไม่ดีกว่าหรือ. ทั้งกุศล ทั้งอกุศล ทั้งอัพยากฤตนี้กวาดทิ้งลงคลองไปเสีย ไม่ดีกว่าที่จะมานั่งแจกลูกมัน ; นี่เรียนลัดมาเหนือเมฆ. จะมาเสียเวลาแจกลูก ออกไป แจกหลานออกไป แจกเหลนออกไป แจกลูกของเหลน มันก็ไม่มีที่สิ้นสุด ; กวาดทิ้งลงคลอง ในฐานะว่าเป็นสิ่งที่ยึดมั่นถือมั่นไม่ได้. นี่ประโยคที่ว่า "สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย" ก็โผล่ขึ้นมาทันทีเลย : ธรรมทั้งหลายทั้งปวง ทั้งกุศล ทั้งอกุศล ทั้งอัพยากฤต ยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกูของกูไม่ได้ กวาดทิ้งเลย
น.451 ไม่สนใจ ทำจิตแต่จะไม่ยึดมั่นอะไร ทั้งกุศล ทั้งอกุศล ทั้งอัพยากฤต ; นี้แหละ คือยอดอภิธรรมยุคปรมาณูทันใจที่สุดเลย. นี่อภิธรรมยุคปรมาณูมันเป็นอย่างนี้. เราไปมัวพูดมันไปในรูปแจกลูกออกไป แจกลูกออกไป ไม่เคยทำให้ ใครเป็นพระอรหันต์. จงดูอนัตตลักขณสูตร อาทิตตปริยายสูตรอะไรเป็นต้น นั้นพูดแต่ในแง่ไม่ให้ยึดมั่นกุศล อกุศล อัพยากฤต จึงได้เป็นพระอรหันต์กัน ที่ตรงนั้น ตรงที่นั่งฟังนั้น. ทีนี้เราไม่ชอบ ก็ไปอุตส่าห์ทน ๆ ทนกันเป็นสิบ ๆ ปี เรียนอภิธรรมแจกลูก มันเลยติด "กัญชา" เป็นกัญชา เป็นยาเสพย์ติดขึ้นมา. ในยุคหนึ่ง สมัยหนึ่ง อภิธรรมปิฎกนี้เป็นกัญชา ติดกันตาปรือ คุยเรื่องอื่นไม่เป็น คุยแต่เรื่องกัญชานี้ทั้งนั้น. แต่นั่นมันพ้นสมัยแล้ว เดี๋ยวนี้ มันเป็นอภิธรรมปรมาณู ไม่ใช่อภิธรรมกัญชา ; เลิกอภิธรรมกัญชาเสียบ้าง. อภิธรรมนี้จัดไว้เป็นอุตริมนุสธรรม คือเกินหรือยิ่งเหมือนกัน ; แต่ว่ามันเกินหรือ ยิ่งในฝ่ายปริยัติ ไม่ได้เกินหรือยิ่งในฝ่ายปฏิบัติ. อภิธรรมเป็นของยิ่งของเกิน เป็นอุตริมนุสธรรมสูงสุด แต่มันเป็นไปในทางฝ่ายปริยัติ ไม่ใช่ฝ่ายปฏิบัติ ทีนี้อยากจะแนะตรงข้อที่ว่าลำพังสุตตันตะ ไม่มีพูดอะไรมาก พูดแต่ว่า ทุกอย่างไม่ควรยึดมั่นถือมั่นนี้ แล้วก็ศึกษากันในร่างกายที่ยาวประมาณวาหนึ่งนี้ อย่าเอาออกไปนอกนี้ มันก็เต็มที่อยู่แล้ว ; ไม่ค่อยจะมีที่ใส่แล้ว ร่างกายยาววา หนึ่งนี้ ฉะนั้นอย่าไปทำเรื่องให้มันมากเหลือกำลังของร่างกาย. สำหรับคำว่า พระสูตร ข้อนี้เป็น practical อย่างยิ่ง. ชาวบ้านทั้งหมด อยากจะระบุว่าที่นั่งอยู่ที่ตรงนี้ด้วยก็ได้ ทั้งหมดนี้ พอพูดว่า พระสูตร ๆ นี้ ใจ นึกไปถึงเรื่องนิทานกันทั้งนั้น เรื่องนิทานชาดก เรื่องนิทานอรรถกถาธรรมบท ว่านั่นคือ พระสูตร ๆ นั่นแหละโง่ที่สุดเลย. สุตฺตฺตา - ระเบียบแห่งสูตร,
น.452 ตถาคตภาสิตา - พระพุทธเจ้าตรัสเอง, คมฺภีรา - ลึกซึ้ง, คมภีรตฺถา-มีอรรถ อันลึกซึ้ง, โลกฺตฺตรา - เหนือโลก, สุญญตปฺปฏิสิยุตฺตา-พูดเฉพาะเรื่องสุญญตา, นี้คือพระสูตร ; ไม่ใช่นิทานที่เทศน์ในใบลาน แล้วก็ว่าพระสูตร ๆ. ที่กรุงเทพฯ ก็เหมือนกัน ตามวัดต่าง ๆ พอพูดถึงพระสูตรก็หมายถึงนิทานในใบลาน, แต่ “พระสูตร" ของพระพุทธเจ้าไม่ใช่อย่างนั้น แต่เป็นเรื่องสุญญตา. เลิกเข้าใจว่า สูตรคือนิทานเหมือนชาวบ้านนั้นเสียก่อน. สุตตันตะ : สุตต แปลว่าพระสูตร ; อันตะ แปลว่ายอดสุดหรือหัวใจ หรือระเบียบเส้นบรรทัด = ระเบียบเส้นบรรทัด ของสูตรนี้คือเรื่องสุญญตา. ขอให้ทิ้งไว้เสียที่นี่อย่าเอากลับไปกรุงเทพฯ คำว่า “สูตร” คือนิทานนั้น เอาทิ้งไว้เสียที่นี่ อย่ากลับไปกรุงเทพฯ; คำว่าสูตรคือ เรื่องสุญญตา. คำต่าง ๆ นี้ เราคิดว่าของเราทั้งนั้นเลย ความยึดมั่นถือมั่นมากจนเห็น แก่ตัว. คำว่า นิพพานก็ของกู, คำว่า อรหันต์ก็ของกู, คำว่า ขันธ์ ธาตุ อายตนะก็ของกู, ไม่มีในศาสนาอื่น. อย่างนี้หลับตา. ที่จริงคำพูดเหล่านี้มีอยู่ ก่อนพุทธกาล. คำว่า "นิพพาน" ถึงที่สุดนั้นมีอยู่ก่อนพุทธกาล. คำว่าดี ว่าชั่ว ว่าบุญ ว่าบาป ว่าสุข ว่าทุกข์ นรกสวรรค์ กุศล - อกุศล - อัพยากฤต พวกนี้ เขามีอยู่ก่อนพุทธกาล ; แต่เขาอธิบายไม่ได้ในลักษณะที่จะสลัดมันออกไปได้. พระพุทธเจ้าท่านอธิบายในลักษณะที่สลัดมันออกไปได้หมด ; มันต่างกันเท่านั้น. อย่าเข้าใจคำเหล่านี้ว่าของกู ในศาสนาอื่นไม่มี คำว่า "นิพพาน” นั้นมีมานาน แล้ว มันแปลว่าเย็น เย็นของอะไรมันก็นิพพานกันมาตามลำดับ จนมาถึงนิพพาน จริง เย็นจริงของพระพุทธเจ้า. คำว่ากามาวจร รูปาวจร อรูปาวจรนี้อย่าเข้าใจว่า ของกู ; ของพวกอื่นมันก็มี เขาอธิบายไว้ตามแบบของเขา เรายืมมาใช้ใน ลักษณะที่จะจัดชนิดของสัตว์ ของบุคคล ของภูมิ ของจิตอะไรให้มันศึกษาง่าย เข้าใจง่าย. เป็นอันว่าเราเลิกเห็นแก่ตัวโดยไม่รู้สึกตัวกันเสียที อะไรก็ของกู. แล้วพุทธศาสนาของเราก็สอนเรื่องไม่ให้มีกู เราก็จะมีของกูอยู่เรื่อย อย่างนี้ไม่มีวัน
น.453 จะรู้พุทธศาสนา. เพราะฉะนั้นถ้าเราชอบอภิธรรมจริง ๆ กันแล้ว ก็ต้องเว้น อภิธรรมเก๊ อภิธรรมเพื่อ อภิธรรมเกิน. ขอให้เว้นอภิธรรมเก๊ อภิธรรมเพ้อ อภิธรรมเกิน แล้วถือเอาอภิธรรม จริง อภิธรรมแท้ อภิธรรมสูงสุดนี้ให้ได้ด้วยสติปัญญาของตัวเอง. ข้อนี้มันจะช่วย กันไปทั้งหมดก็ไม่ได้ อภิธรรมเก๋ อภิธรรมเพ้อ อภิธรรมเกินนี้ เป็นกัญชา เป็น เฮโรอีนแล้ว มันติดแล้วถอนยาก ; ส่วนอภิธรรมแท้ไม่ติด ไม่มีการเสพย์ติด มีแต่การปลดปล่อย ไม่มีการผูกมัด มีแต่การปล่อยวางให้หลุดพ้นออกไป. ถ้าเรา ไปหลงอภิธรรมติดอภิธรรม ยึดมั่นถือมั่น นี้จะเสียเวลาในชีวิต เสียเวลาไปเปล่า ๆ ในเรื่องเพ้อ เอาแต่เรื่องจริงเร็ว ๆ ดีกว่า. ถ้าเราไปเสียเวลาแล้วก็หมายความว่า ประเทศชาติของเราก็พลอยเสียเวลาด้วย ; มันก็ทำบาปเท่านั้นเอง ทำให้ ประเทศชาติพลอยเสียเวลาไปด้วย. นี้คือข้อที่จะต้องวิจารณ์มีอีกมาก ขอร้องให้หยิกขาเพียง ๓ ครั้งมันก็จะ มากกันอยู่แล้ว มันก็ควรจะจบกันที่แต่มันยังมีอีกมาก เพราะฉะนั้นก็จะขอพูดถึง เรื่อง อภิธรรมจริง คือสุญญตาโดยหัวข้อสักเล็กน้อย : อภิธรรมจริงไม่ได้อยู่ใน ชื่อหรือนามว่าอภิธรรม ; แต่อยู่ในนามว่าสุญญตา ; สุญญตปฏิสิยุตฺตา สฺุตฺตานี้ พระพุทธเจ้าตรัสว่านี้จำเป็นแก่ฆราวาส ไปดูธัมมทินนสูตร สังยุตตนิกายเล่ม ๑๙ : ฆราวาสไปถามพระพุทธเจ้าว่า อะไรจำเป็นแก่ฆราวาส เป็นประโยชน์สุขตลอด กาลนาน ท่านว่า "สุญญตา" พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เมื่อใดพุทธบริษัททั้งหลายละทิ้งเรื่องสุญญตา แล้วไปชอบของที่คิดกันใหม่ ๆ หรู ๆ หรา ๆ แปลกๆ เมื่อนั้นเนื้อแท้ของ พุทธศาสนาจะหมดไป. ไปดูสังยุตตนิกายเล่ม ๑๖ ในเรื่องนี้เปรียบไว้น่าหวัวมาก
น.454 ว่าในสมัยโบราณกลองศึกของกษัตริย์นักรบพวกหนึ่ง มันเก่าแก่มาแต่หลายชั่วอายุ คน พอผุเขาก็เอาเนื้อใหม่อุดเรื่อย หลายชั่วอายุคนเข้า ไปดูที่ไหนได้ ไม่มีเนื้อ เก่าเลย เนื้อใหม่ทั้งนั้นกลองใบนั้น. นี่กลองคือพุทธศาสนานี้ก็เหมือนกัน ถ้า ละเลยเรื่องสุญญตาเมื่อไร เนื้อเก่าจะหายไป เนื้อใหม่จะเข้ามา, เนื้อเก่าจะหายไป เนื้อใหม่จะเข้ามา จนหาเนื้อเก่าไม่ได้. ขอให้เข้าใจเรื่องสุญญตาให้ถูกต้อง. แล้วว่ามันมีได้แก่ผู้ที่ระมัดระวังสำรวมอย่างดีเท่านั้น ไม่ใช่พูดพล่อย ๆ ไม่ใช่รุกรู้ รุกรน หรือว่ามีโมโห โทโส เอาอวดดี เอาเบ่งกัน. ถ้ายังค่ากันได้ ถ้ายังชกปาก กันได้แล้ว ก็ยังไม่ใช่นักอภิธรรม ; รู้กันไว้อย่างนี้ซิ. ของเรามันจะต้องเป็น อภิธรรมที่ด่ากันไม่ได้ หรือว่าเอาเปรียบใครไม่ได้ อะไรทำนองนั้น. ถ้าว่าสนใจเรื่องสุญญตาแล้ว มันช่วยตัวเองได้ ขอให้ไปอ่านอังคุตตร นิกายในทุกกนิบาตเล่ม ๒๐, ที่บอกนี้เป็นพระไตรปิฎกบาลีทั้งนั้น ถ้าเป็นปิฎกไทย ต้องไปดูเทียบเอาเอง ; ว่าถ้าสนใจกันแต่ในเรื่องสุญญตาแล้ว มันจะอยู่ได้ด้วย ตนเอง ไม่ต้องไปพึ่งความคิดความเห็นของผู้อื่น. พอเลิกสนใจเรื่องสุญญตา เท่านั้น จะค่อย ๆ เลอะเลือน ห่างเหออกไป ห่างเหออกไป จากตัวแท้ของ พุทธศาสนา. ฉะนั้นเรื่องสุญญตานี้จึงเป็นเรื่องหลักประกันกำกับเอาไว้ ไม่ให้เรา พลัดออกไปนอกทางได้ แล้วยังดีกว่านั้นก็คือว่า แม้เราอยู่ด้วยกันเท่านี้ภายในวงนี้ แล้วก็ยังจะช่วยกันได้ คือมันผิดไม่ได้ มันจะช่วยกันอยู่ได้ภายในวงนี้ : ถูกต้อง มั่นคง ดับทุกข์สิ้นเชิงอยู่ได้ ด้วยอำนาจของสิ่งที่เรียกว่าสุญญตา. พระพุทธเจ้า เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าแล้วท่านยังตรัสว่า ตถาคตฆ่าเวลาส่วนมากให้ล่วงไปด้วย สุญญตาวิหาร. นี่เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ท่านยังอุตส่าห์อยู่ด้วยสุญญตาวิหาร ลอง คิดดูซิ ; จึงขอร้องให้พวกเราสนใจ แล้วเมื่อเห็นสุญญตาเมื่อไร เห็นความว่างจาก ตัวกูของกูเมื่อนั้น จิตจะรักนิพพาน จิตจะน้อมไปชอบนิพพาน รักนิพพานมากขึ้น. เดี๋ยวนี้เรารักความเป็นนักปราชญ์ รักความใหญ่โต รักความดี ความเด่น ไม่รัก
น.455 นิพพาน เพราะเราไม่เข้าใจสุญญตา. พอเข้าใจสุญญตาจะรักนิพพานยิ่งกว่าสิ่งใด แล้วมากขึ้น ๆ จนน้อมไปแต่ในทางสุญญตาอย่างเดียว. ฉะนั้นขอให้สนใจอภิธรรมที่ไม่ได้มีชื่อว่าอภิธรรม แต่มีชื่อว่าสุญญตา ดังที่กล่าวแล้ว. มันรวมอยู่ในประโยคว่า "สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย" นี้แหละคืออภิธรรมแท้ อภิธรรมสุญญตา. นี้เป็นอภิธรรมแท้ อภิธรรมตรง อภิธรรมจริง อภิธรรมของพระพุทธเจ้า นอกนั้นเป็นอภิธรรมเกิน ; อย่างน้อย ก็เป็นเพียงคำอธิบายอภิธรรม ของพระพุทธเจ้า. อภิธรรมที่อธิบายอภิธรรมของ พระพุทธเจ้าซึ่งมีมากมาย. อภิธรรมของพระพุทธเจ้ามีประโยคเดียวว่า "ธรรม ทั้งหลายทั้งปวง อันใคร ๆ ไม่ควรยึดมั่น ถือมั่น". ในที่สุดอาตมาขอร้อง ๒ - ๓ คำ ซ้ำแล้วซ้ำอีก ว่า อภิธรรมแท้ไม่ได้ อยู่ในป้ายหรือยี่ห้อ ว่าอภิธรรม. อภิธรรมแท้อยู่ในบ้ายหรือยี่ห้อของคำว่าสุญญตา. แล้วก่อนเรียนอภิธรรม จะต้องจับหัวใจของพุทธศาสนาโดยทั่วไปให้ได้เสียก่อน แล้วเรียนอภิธรรม นั้นจะไม่เขว จะไม่ยึดมั่นถือมั่น หรือจะไม่เผลอพลัดไปสู่ ธรรมดำ ; เป็นนักอภิธรรมสอนอภิธรรมอยู่แท้ ๆ เผลอพลัดไปสอนมิจฉาทิฏฐิ เรื่องสัสสตทิฏฐิ ตัวกูก็คนนั้น ชาตินั้น ก็คนนั้น. ความจริงแล้วสุตตันตะกับอภิธรรมนั้นมุ่งหมายจะพูดเรื่องเดียวกัน แต่ พูดคนละวิธี ; ขอร้องให้เข้าใจอย่างนี้. เราจงเลือกเอาวิธีที่เป็นประโยชน์ทัน แก่เวลา. เดี๋ยวนี้เปรียบเหมือนกับไฟกำลังไหม้อยู่บนศีรษะ จงเลือกเอาวิธี ที่จะดับไฟโดยเร็ว อย่าเลือกเอาวิธีที่จะไปมัวตั้งข้อสอบสวนว่าใครมันจุดไฟ ใคร มันเอาอะไรจุด ใครมันจุดเพราะเหตุไร ฯลฯ; เอาแต่ว่าเดี๋ยวนี้ดับไฟได้อย่างไร มันจะได้รอดตาย.
น.456 คำว่า "อภิธรรม" ไม่ใช่สิ่งเดียวกับวิปัสสนา และไม่เกี่ยวเนื่องกัน. ถ้าคนทำวิปัสสนาเป็นพระอรหันต์แล้วจะไม่เรียนอภิธรรม. ฉะนั้นขอให้รีบทำ วิปัสสนา พอทำได้แล้วนั้นจะเป็นอภิธรรมแท้ไม่ใช่อภิธรรมเกิน. ที่เขาห้ามว่า อย่าเพ่อไปทำวิปัสสนา มาเรียนอภิธรรมก่อน นี้คืออภิธรรมเกิน อภิธรรมเพื่อ เรียนให้มากเข้าไว้ก่อน แล้วก็ไปทำวิปัสสนาเป็นพระอรหันต์ แล้วก็จะใช้สิ่งนี้เป็น ประโยชน์ เป็นเครื่องมือทำประโยชน์แก่ผู้อื่นไม่ใช่เพื่อตัว. ฉะนั้นอภิธรรมเพื่อ อภิธรรมเกิน นี้มีประโยชน์อย่างยิ่ง เพื่อการช่วยกู้พระศาสนาไว้ไม่ให้น้อยหน้าใคร. แต่อภิธรรมจริง อภิธรรมแท้นี้เพื่อดับทุกข์ส่วนตัวโดยเร็วเท่านั้น. ควรเลิกสอน ชนิดที่ปนกันยุ่งไม่รู้ว่าอภิธรรมไหนเพื่ออะไร ; และอย่าพลัดไปสอนอภิธรรม สัสสตทิฏฐิ ตัวคนนี้ไปเกิด แล้วหอบเอามหากุศลไปเต็มเปาเลย แล้วก็ไปเกิด ด้วยกันอีก อย่างนี้มันเป็นสัสสตทิฏฐิ. มันต้องไม่มีตัวกูของกูตั้งแต่ที่นี่ตั้งแต่ เดี๋ยวนี้. กุศลก็ตาม อกุศลก็ตาม อัพยากฤตก็ตาม โดยทิ้งทั้งกะบิเลย นี้จึงจะ เป็นอภิธรรม. เดี๋ยวนี้อย่าไปเข้าใจว่า คำสอนทั้งหมดในคัมภีร์อภิธรรมนั้นมันเป็น อภิธรรมแท้ของพระพุทธเจ้า. เรื่องสวรรค์ข้างบน นรกข้างล่างใต้ดิน นี้เลิก กันที. ขอร้องซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าสวรรค์ข้างบน นรกข้างใต้นี้เลิกกันทีมันโง่เกินไป เพราะว่ามันไม่มีข้างบนข้างล่าง. โลกกลม ๆ นี้มันมีจุดดูดอยู่ที่ตรงกลาง แล้วมัน ดูดเข้ามาหาจุดนี้ เพราะฉะนั้นข้างนอกออกไปเป็นข้างบน ข้างฝ่ายนี้มันเป็น ข้างล่าง รอบตัว. เอาส้มโอมาสักลูกหนึ่ง ฝั่งแม่เหล็กที่แรงมาก ๆ ไว้ตรงศูนย์ กลางส้มโอ แล้วก็เอาตุ๊กตาที่ทำด้วยเหล็กตัวเล็ก ๆ มาก ๆ มาติดไว้รอบส้มโอเลย แล้วคุณจะรู้ว่าไม่มีข้างบนข้างล่าง. นี่ความรู้สึกว่าข้างบนข้างล่าง นี้คือความ หลอกลวงของ gravity ของโลก. พวกที่บินไปถึงโลกพระจันทร์เขารู้เรื่องนี้ดีแล้ว
น.457 เขาจะหัวเราะพวกอภิธรรมที่มัวสอนอยู่ว่า สวรรค์ข้างบน นรกข้างล่าง ฉะนั้น เลิกกันได้แล้ว เรื่องสวรรค์ข้างบน นรกข้างล่างนี้ มันเป็นเรื่องที่เลิกกันได้แล้ว. อภิธรรมจริงคือความว่าง ได้ยินหรือยังว่า อภิธรรมจริงคือความว่าง : ความว่างไม่มีข้างบนไม่มีข้างล่าง ไม่มีข้างซ้ายไม่มีข้างขวา ไม่มีข้างหน้าไม่มี ข้างหลัง เป็นความว่าง นั่นคือมันจริง คือมันอภิธรรมจริง มันไม่ติดอยู่ข้างไหน หมด. ถ้าเราเข้าถึงอภิธรรมจริง เราก็เข้าถึงสุญญตา. สรุปความสั้น ๆ ว่าเราบรรยายกันวันนี้เรื่องอภิธรรมคืออะไร ? ก็บอกว่า อภิธรรมจริงอย่างหนึ่ง อภิธรรมเพ้อ อภิธรรมเกินอย่างหนึ่ง. อภิธรรมจริงคือ เรื่องสุญญตา อภิธรรมจริงไม่ได้ปิดป้ายว่าอภิธรรม แต่ปิดป้ายว่าสุญญตา ; อภิธรรมเก๋ อภิธรรมเพื่อ อภิธรรมเกิน ปีดบ้ายว่าอภิธรรม ๆ ๆ: รู้จักแยก กันเสียอย่างนี้ แล้วรู้จักถือเอาอภิธรรมจริง. แล้วทีนี้ถ้าสมมุติว่าเลื่อมใสในอภิธรรมอย่างถอนไม่ขึ้น แล้วก็จะสร้าง โรงเรียนสอนอภิธรรม จะสร้างตึกขึ้นสักหลังหนึ่งแล้วสอนอภิธรรม ขอร้องให้ สร้างสัก ๗ ชั้น ให้มันเป็นตึก ๗ ชั้น ปราสาท ๗ ชั้นสอนอภิธรรม. ชั้นบนสุด สอนอภิธรรมจริงที่บีดฉลากว่าสุญญตา ไม่มีฉลากว่าอภิธรรม ; แล้ว ๖ ชั้นข้างล่าง ลงมานี้สอนอภิธรรมเพ้อลงมาตามลำดับ ๆ. ปราสาทชั้นล่างสุดชั้นพื้นดินที่ ๑ นี้สอน อภิธรรมรังหนู คือเพิ่มความ ยึดมั่นถือมั่นให้มาก ทำบุญให้มากอะไรให้มากเกี่ยวแก่อภิธรรมนี้ แล้วก็ตั้ง โรงพิมพ์พิมพ์ใบลานอภิธรรมขาย ๗ กำ หนึ่งมัดนี้ ๑๕ บาท ก็ได้กำไรถมไป ; นี่เผยแผ่อภิธรรมรังหนูเป็นอย่างนี้ นี่ชั้นล่าง. ทีนี้ปราสาทชั้นที่ ๒ ก็สอน อภิธรรมเม็ดมะขาม ก็ได้ อภิธรรมที่เป็นอภิธัมมัตถวิภาวนี ฎีกาอรรถกถานี้.
น.458 อภิธรรมที่ต้องใช้ก้อนหินช่วย ใช้เม็ดมะขามช่วย. กิแล้วขึ้นไปอีกชั้นที่ ๓ สอน อภิธัมมัตถสังคหะ อภิธัมมัตถวิภาวนีให้ถูกต้องตามตัวบท อย่าอธิบายเอาเอง โดยอัตโนมัติเป็นส่วนมาก. นี้ให้ย้อนกลับไปหาพระคัมภีร์ ย้อนไปหาอภิธัม- มัตถสังคหะ อภิธัมมัตถวิภาวนีให้ตรงตามตัวอักษรเลยก็ยังดี. ที่นี้ขึ้นไปอีกชั้นที่ ๔ ก็สอนตัว อภิธรรม ๗ คัมภีร์ โดยตรงเลย. อย่าเข้าใจว่าอภิธรรม ๗ คัมภีร์โดย ตรงนั้น มันเหมือนกับอภิธัมมัตถสังคหะ. อภิธรรม ๗ คัมภีร์โดยตรงในสังคีตใน สังคายนามันหลายพันหน้ากระดาษ ; อภิธัมมัตถสังคหะมันย่อลงมาเหลือไม่กี่หน้า กระดาษ ; และอภิธัมมัตถวิภาวนีขยายความออกไปอีกหลายร้อยหน้าอีก. เมื่อเรา เรียนไปถึงอภิธัมมัตถสังคหะให้แตกฉานแล้ว พอขึ้นไปอีกชั้นก็ไปเรียนตัวเดิมตัว จริงของมันคืออภิธรรม ๗ คัมภีร์. ที่นี้ขึ้นไปอีกชั้นที่ ๕ ก็สอน อภิธรรมชนิดที่ พระสารีบุตรพูด คัมภีร์นิเทศ จุลลนิเทศ มหานิเทศ ปฏิสัมภิทามัคค์ ซึ่งมีสำนวน อย่างเดียวกับอภิธรรมปีฎก แต่เขาอธิบายในขอบเขตจำกัด เช่นอธิบายอานา- ปานสติอย่างรัดกุมที่สุด แต่สำนวนเดียวกับอภิธรรมปิฎก ; นี้อาตมาจึงเรียกว่า อภิธรรมที่ยังคงเหลือในขุททกนิกาย เมื่อครั้งทำสังคายนา ระบุคัมภีร์จุลลนิเทศ มหานิเทศ ปฏิสัมภิทามัคค์. ที่นี้ขึ้นไปอีกชั้นหนึ่งคือชั้นที่ ๖ แล้วก็สอน อภิธรรม อภิวินัย : อภิธรรมกถาเวทัลละกถา ที่ยากที่เป็นปรมัตถ์อย่างยิ่งที่พระพุทธเจ้า ท่านตรัสถึงอยู่บ่อย ๆ ; แต่ไม่ใช่เป็นอภิธรรม ๗ คัมภีร์ มันเป็นคำพูดธรรมะ วิธีพูดธรรมะ วิธีสอนธรรมะอย่างลึกซึ้งแยบคาย อย่างวิธีที่เดี๋ยวนี้เขาเรียกว่า ปรัชญา. พอถึงชั้นที่ ๗ สุดยอดก็คืออภิธรรมสุญญตา. สร้างโรงเรียนอภิธรรมเป็นตึก ๗ ชั้น นับมาจากข้างบนสอนอภิธรรม สุญญตา, แล้วสอนอภิธรรมที่มีชื่อว่าอภิธรรมอภิวินัย, อภิธรรมกถา, เวทัลละกถา ที่พระพุทธเจ้าท่านพูดถึง. ลงมาชั้นที่ ๓ จากข้างบนก็สอนอภิธรรมในขุททกนิกาย. ลงมาถึงชั้นที่ ๔ จากข้างบนก็สอนอภิธรรม ๗ คัมภีร์. ถึงชั้นที่ ๕ มาจากข้างบน
น.459 สอนอภิธัมมัตถสังคหะ อภิธัมมัตถวิภาวนีที่ถูกต้องตามตัวบท. แล้วลงมา ถึงชั้นที่ ๖ สอนฎีกาอรรถกถาของสิ่งเหล่านี้ ที่มันมากเข้าจนต้องใช้ก้อนหินช่วย ใช้เม็ดมะขามช่วย. แล้วมาถึงชั้นสุดท้ายชั้นล่างชั้น ๗ ก็สอนอภิธรรมรังหนู. มันเป็น ๗ ชั้นอย่างนี้แล้วบริบูรณ์ที่สุดเลย. จะได้ชื่อว่าเป็นผู้ทำประโยชน์ให้แก่ อภิธรรม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลย สมบูรณ์ที่สุดถ้าทำได้ทั้ง ๗ อย่าง อย่างนี้. นี่ให้เอาไปคิด ไปนึก ไปปรึกษาหารือกันดูบ้าง ถ้าจะช่วยกอบกู้พระ- พุทธศาสนาโดยอาศัยอภิธรรมแล้ว ขอร้องให้ทำให้ครบทั้ง ๗ นี้ นับตั้งแต่อภิธรรม รังหนูขึ้นไปถึงอภิธรรมสุญญตา. นี่ อาตมาก็รู้สึกเหนื่อยไม่มีแรงจะพูดแล้ว ผู้ฟัง ก็ต้องหยิกขา ๓ - ๔ ครั้งแล้ว ก็เห็นว่ามันควรจะจบกันที่. ขอให้ท่านทั้งหลาย ได้รับอภิธรรมจริง อภิธรรมแท แทนอภิธรรมเกิน อภิธรรมเพ้อด้วยกันทุก ๆ คน ก็จะคุ้มค่ารถ ค่าอดหลับอดนอน ที่มาจนถึงที่นี่ ขอยุติคำบรรยายเพียงเท่านี้สำหรับวันนี้.
Buddhadasa