Buddhadasa.org

สันทัสเสตัพพธรรม ตอนที่ ๑๒ — พุทธศาสนา ในทุกแง่ทุกมุม

สันทัสเสตัพพธรรม — คำบรรยายประจำวันเสาร์ ภาคมาฆบูชา พ.ศ. ๒๕๑๔ ณ สวนโมกขพลาราม ไชยา · เสาร์ที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๑๔

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.460 ท่านสาธุชนผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย. การบรรยายในวันนี้จะมีในหัวข้อว่า พุทธศาสนา ในทุกแง่ทุกมุม ดังที่ท่านทั้งหลายก็ได้ทราบกันอยู่แล้ว. สำหรับคำว่า "ในทุกแง่ทุกมุม" นี้ขอให้ถือว่า เราจะพูดกันให้ ทั่วไปทุกแง่ทุกมุม แต่มิใช่โดยละเอียด เพราะไม่อาจจะพูด โดยละเอียด. จะพูดเพื่อเปรียบเทียบให้รู้จักทุกแง่ทุกมุมก่อน แล้วก็พูดโดยละเอียดเฉพาะมุมเดียวที่จำเป็น ; มุมนอกนั้น ไม่มีความจำเป็นที่จะไปรู้มันโดยละเอียด. ฉะนั้นจึงเปรียบ เหมือนกับว่าวันนี้เราจะดูอะไรให้ทั่ว ๆ กันไปสักทีหนึ่ง ใน ลักษณะที่เป็นการพักผ่อนหย่อนใจมากกว่า. หลายคราวที่แล้วมาเราพูดกันอย่างเคร่งเครียดในมุมใดมุมหนึ่ง เรื่องใด เรื่องหนึ่ง; ส่วนวันนี้ก็คล้ายกับว่าจะไปเที่ยวชมนกชมไม้กันเสียมากกว่า ชมไร่ ๔๓๓

น.461 ชมนา ชมฟ้าชมดิน ชมเขาชมทะเล ชมห้วยหนองคลองบึงบางทั่วๆ ไปอย่างนั้น มีลักษณะเหมือนกับพักผ่อนหย่อนใจ. แต่แม้ว่าจะไปเที่ยวเล่นพักผ่อนหย่อนใจ มันก็อาจจะไปพบของที่ไม่น่าชื่นใจเข้าก็ได้ เช่นไปพบซากศพที่น่าเกลียด ที่เหม็น เน่า อย่างนี้ก็มี. เราตั้งใจจะไปเที่ยวหาความสำราญ แต่ไปพบของอย่างนี้ ; หรือกำลังชมนกชมไม้ก็ไปพบสัตว์ร้ายเข้าโดยไม่รู้สึกตัว ; ฉะนั้นขอให้เตรียมพร้อม ในลักษณะอย่างนี้ แล้วก็จะไม่ผิดหวัง จะไม่ประหลาดใจ แล้วก็จะได้ประโยชน์ทั่วไป ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ไปมัวตื่นเต้นตกตะลึงหรืออะไรทำนองนั้น. นี่คือเรื่องที่จะพูด วันนี้ มันมีลักษณะอย่างนี้ .. ทำไมเราจะต้องพูดถึงพุทธศาสนาในทุกแง่ทุกมุม ? ความมุ่งหมาย ส่วนใหญ่ก็ต้องการจะให้รู้จักเลือกแง่เลือกมุมที่มันถูกต้อง ; ถ้าเถลไถลไปโดย ไม่รู้สึกตัวในแง่ในมุมที่ไม่ถูกต้อง เมื่อไม่ถูกต้องมันก็ไม่ก้าวหน้า. เดี๋ยวนี้ พุทธบริษัทไทยในยุคปรมาณู ที่เขาเจริญก้าวหน้ากันทั้งโลกนี้ จะมามัวคลาน งุ่มง่ามอยู่มันก็ไม่ถูก ; มันต้องเพื่อความถูกต้องยิ่ง ๆ ขึ้นไปในฐานะพุทธบริษัท ไทยเรา. หรือถ้าจะมองกลับไปอีกที่หนึ่งก็เพราะเหตุที่ว่า เรากำลังถือเอามุมที่ ผิด ๆ กันอยู่เป็นส่วนมาก : บางทีก็เป็นมุมที่สกปรก, บางทีก็เป็นมุมที่ต่ำที่แคบ, แล้วก็บางทีก็เลยไปถึงมุมเนื้องอกเนื้อร้ายที่เพิ่งงอกออกไป ที่จะทำให้ชาวต่างชาติ ต่างศาสนาเขาหัวเราะ. อย่าเพ่ออวดดี อย่าเพ่อประมาท เราอาจกำลังถือเอามุมผิด ๆ อยู่ โดยไม่รู้สึกตัวก็ได้. แล้วที่ว่าสกปรกก็หมายความว่ามันน่าเกลียด ; แต่เพราะมัน ชินเกินไป มันก็ไม่รู้สึก อย่างนี้ก็ได้. ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องพูดกันบ่อยๆ ให้รู้จัก ทุกแง่ทุกมุม แล้วก็เลือกเอามุมที่มันถูกต้องจำเป็นมีประโยชน์ เว้นมุมที่ผิดเสีย เดี๋ยวนี้เราอยู่ในลักษณะที่น่าวิตกยิ่งขึ้น ๆ คือว่าโลกเขาก้าวหน้า มนุษย์เขาก้าวหน้า

น.462 ในทางวัตถุ แต่ทางฝ่ายจิตใจนี้มันไม่ก้าวหน้า มันกลับจะงมงาย ; หรือบางที ก็ไปตามหลังวัตถุ มันก็เป็นการเสียหาย. นี้คือส่วนที่น่าวิตก ฉะนั้นเราจึงมา พูดกันใหม่ให้ทุกแง่ทุกมุม ; แล้วก็จะต้องขอร้องให้ทนฟังด้วย. พังดูก็น่าขัน ที่ขอร้องให้ทนฟัง เพราะบางอย่างมันคงจะไม่ชวนฟัง : แล้วบางอย่างมันอาจจะ ยังเข้าใจไม่ได้สำหรับบางคน แต่ก็ต้องเอามาพูดเพื่อประโยชน์แก่บางคน หรือ ส่วนมาก. สำหรับคำว่า "ทุกแง่ทุกมุม" ตามความหมายของคำ ๆ นี้มันก็เห็น ได้ชัดกันอยู่แล้ว ว่ามุมไหนบ้าง แง่ไหนบ้าง ในฐานะอย่างไรบ้าง ที่จะเอามาพูดได้ จะเอามาพูดให้หมด. ทีนี้ถ้าจะเปรียบเทียบก็ควรจะเปรียบเหมือนกับเราจะขึ้นไป บนยอดภูเขาสูงสุด หรือขึ้นไปบนเรือบิน แล้วมองดูสำรวจให้ทั่วถึง แล้วค้นหาให้ พบจุดที่เราต้องการโดยเฉพาะ นี้มันก็คงจะดีกว่าที่เราจะมัวซบเซาอยู่ที่แห่งใด แห่งหนึ่งด้วยความรู้หรือว่าด้วยสายตาที่แคบที่สั้น. คนเรามันมักจะมองอะไรกัน แต่ที่ตัวต้องการ หรือที่ตรงกับความต้องการของตัว ; แล้วก็ไม่มองเห็นส่วนอื่น ซึ่งมันก็มีอยู่ด้วยกัน แต่แล้วก็ไม่มองเห็น นี้มันน่าขันหรือน่าหวัว. ที่ว่าตัว ต้องการก็คือกิเลสต้องการ. กิเลสมันต้องการอะไร มันก็จะทำให้คนมองเห็น แต่สิ่งนั้นเท่านั้น ไม่มองเห็นสิ่งอื่นแม้จะดีกว่านั้น ; และแม้จะอยู่โทนโท่กว่าสิ่งนั้น. จะยกตัวอย่างเหมือนคนเข้าไปเที่ยวในป่าไผ่ ด้วยความประสงค์จะตัด ไม้ไผ่ตามที่ตัวต้องการ. ใครต้องการไม้ไผ่ไปทำอะไร มันก็จะเพ่งมองแต่ลำไผ่ ชนิดที่จะมาใช้ทำสิ่งที่ตัวต้องการเท่านั้น นอกนั้นมันไม่เห็น คล้ายกับว่าไม่ได้มอง หรือมองไม่เห็น. อย่างคนหนึ่งเขาต้องการจะตัดไม้ไผ่ที่เป็นข้อคด ๆ ไปทำบ้อง กัญชา มันก็มุดหัวค้นหาแต่ไม้ไผ่ข้อคด ๆ มันก็ไม่มองเห็นไม้ไผ่ลำโต ๆ ที่ซื่อ สูงสล้างมากมายก่ายกอง มันไม่เห็น ตามันไม่เห็น มันจะเห็นแต่ไม้ไผ่สั้น ๆ คด ๆ

น.463 ที่จะไปทำบ้องกัญชา. นี้คือว่ากิเลสมันต้องการ แล้วมันก็ทำให้เห็นแต่เพียง เท่านั้น. ที่นี้คนที่จะตัดไม้ไผ่ไปทำคันเบ็ด มันก็ไม่มองเห็นไม้ไผ่บ้องกัญชา คนที่จะนำเอาไม้ไผ่ไปเป็นเครื่องจักสาน มันก็มองแต่ไม้ไผ่ที่จะไปทำตอกได้ เท่านั้น. พวกที่จะเอาไม้ไผ่ไปทำบ้านทำเรือนทำเครื่องใช้อย่างอื่น มันก็มองเห็น แต่เรื่องของตัว. นี่ก็เรียกว่าคนเราไม่ได้มองอะไรในคราวเดียวทุกแง่ทุกมุมได้ เพราะกิเลสมันชวนให้มองแต่ในเรื่องที่มันตรงกับของกิเลส. นี่ขอให้นึกถึง อุทาหรณ์ข้อนี้ไว้ในใจ เราก็คงจะกลายเป็นผู้ที่มองเห็นอะไรไดหลายแง่หลายมุม พร้อม ๆกันได้. นี่อุปมาอันนี้ก็มีประโยชน์สำหรับที่จะมองอะไรกันให้ทุกแง่ทุกมุม แล้วก็จะพบสิ่งที่ดีกว่า. ไม้ไผ่ที่มีประโยชน์ เป็นไม้ไผ่ลำตรง ๆ ยาวๆ งาม ๆ นี้มันก็มีประโยชน์กว่าไม้ไผ่ที่จะทำบ้องกัญชาเล็กนิดเดียวสั้น ๆ แล้วคนก็ไม่สนใจ. ฉะนั้นเราจะมองพุทธศาสนากันในแง่ที่มีประโยชน์ ที่ใหญ่หลวง ; อย่าไปมอง เพียงเพื่อทำบ้องกัญชา เหมือนที่ทำกันอยู่โดยมากทั่ว ๆ ไป. ถ้าจะว่าโดยประเภท คือแยกเป็นประเภท ๆ มันก็มีมากประเภท เหลือเกิน อย่างน้อยก็จะมีสัก ๑๘ ประเภท ซึ่งจะได้ว่าให้ฟังทีหลัง มันยืดยาว. นี้เพียงแต่บอกให้รู้ว่ามันมีเป็นประเภท ๆ มากมาย. อย่างไม้ไผ่นั่นแหละมันเอา ไปทำสิ่งต่างๆ ได้มากมายหลายประเภท หรือหลายสิบประเภท ; พุทธศาสนา นี้ก็เหมือนกัน มีแง่มีมุมที่เป็นประเภทต่าง ๆ กัน อย่างน้อยสัก ๑๘ ประเภท ; ฟังแล้วไม่น่าเชื่อ. ที่นี้มันยังมีแง่มีมุมที่เรียกว่าเปิดเผย และเร้นลับ รู้สึกตัวหรือ ไม่รู้สึกตัว อย่างนี้ก็ยังมีอีก. ธรรมะหรือพุทธศาสนาบางแง่บางมุมเร้นลับ มองยาก ; บางแง่บางมุมก็เปิดเผยมองง่าย. ที่นี้คนยังมีความโง่ความฉลาด ไปมองอะไรอยู่ แล้วก็ยังไม่รู้สึกตัว อย่างนี้ก็มี. ถ้าจะว่ากันโดยระดับในแง่มุมต่าง ๆ มันก็มีหลายชนิด ที่เป็นระดับต่ำที่สุด ระดับกลาง ๆ แล้วก็ระดับสูงสุด. " พุทธศาสนาก็แบ่งแยก

น.464 ให้เป็นเรื่องต่ำ ๆ ตื้น ๆ ง่าย ๆ เป็นเรื่องขนาดกลาง, เป็นเรื่องสูงเรื่อง ลึกนี้ก็ยังมีอีก. หรือว่าจะมองกันไปว่าในระดับที่เหมาะสำหรับฆราวาสชาวบ้าน อย่างนี้ก็มี, สำหรับที่เหมาะกับบรรพชิตก็มี; หมายความว่าระดับที่ชาวบ้านจะ ทำได้ไม่มากเท่าบรรพชิต หรือที่บรรพชิตจะต้องทำให้มากกว่าชาวบ้านอย่างนี้ มันก็ยังมี. แม้ว่าเราพยายามจะเอาชนะความทุกข์แล้วจะอยู่เหนือโลกด้วยกัน แต่มันก็ยังไปได้ไกลกว่ากัน ; ฉะนั้นจึงมีแบบสำหรับชาวบ้าน และแบบสำหรับ บรรพชิต. หรือว่าอย่างน้อยที่สุดในโลกสมัยปัจจุบันซึ่งมีสถานการณ์ อารยธรรมใหม่ ๆ เกิดขึ้นอะไรเหล่านี้ มันก็ยังมีพุทธศาสนาส่วนที่เข้ากันได้ดี กับอารยธรรมใหม่ ๆ แล้วก็มีส่วนที่เข้ากันไม่ได้กับอารยธรรมใหม่ ๆ เพราะ อารยธรรมใหม่ ๆ บางอย่างมันบ้าเกินไป คือมันเตลิดเปิดเปิงเกินไป จนธรรมะ สู้ไม่ไหว ไปด้วยกันไม่ได้ อย่างนี้มันก็ยังมี. ฉะนั้นขอให้ทำในใจให้กว้างขวาง นึกดูให้ดี ๆ ถึงข้อที่ว่ามันมีมากแง่มากมุมในลักษณะอย่างนี้. เอาละทีนี้ก็จะพูดถึงข้อที่ว่า โดยประเภทแล้วมันก็มีไม่น้อยกว่า ๑๘ ประเภทที่ได้กล่าวค้างไว้เมื่อตะกี้นี้ ว่าเดี๋ยวนี้เราจะมาดูกันในลักษณะที่ต่าง ๆ กัน ถึง ๑๘ ประเภทเป็นอย่างน้อยดูที่ : ข้อนี้ท่านทั้งหลายจะต้องทราบกันเสียก่อนว่า สิ่ง ๆ ใด เพียงสิ่งเดียวนี้มันเป็นได้หลายอย่าง มันมองได้หลายอย่าง มันใช้ได้ หลายอย่าง; ไม่ใช่ว่าเรียกชื่ออะไรแล้ว มันก็จะใช้กันแต่ตามชื่อของสิ่งนั้น. เช่นขวานเอาไปใช้ถากไม้ก็ได้ ใช้ผ่าฟืนก็ได้ ใช้พันคนให้ตายก็ได้ ใช้ทุบแทนฆ้อน ก็ได้ มันได้หลายอย่าง ฉะนั้นเราต้องมีการระบุลงไปว่าในฐานะที่จะใช้มันอย่างไร. ฉะนั้นพุทธศาสนานี้ก็มีว่า "พุทธศาสนาในฐานะ ... " หรือในแง่หรือในมุมที่เป็น อะไร. บางคนยังไม่เข้าใจ เห็นว่าเป็นพุทธศาสนาแล้วยังจะเป็นอะไรได้อีก.

น.465 ขอให้นึกถึงข้อที่ว่าเป็นขวานแล้วมันจะเป็นอะไรได้อีก, มันกลายเป็น ฆ้อนก็ได้ หรือมันกลายเป็นเครื่องมืออย่างอื่นไปก็ได้. พุทธศาสนาก็เป็นได้มากแง่ มากมุม : ๑. พุทธศาสนาในฐานะที่เป็นศาสนา, ๒. พุทธศาสนาในฐานะที่เป็น ปรัชญานี้ไม่ใช่ศาสนา, ๓. พุทธศาสนาในฐานะที่เป็นศีลธรรม, ๔. พุทธศาสนา ในฐานะที่เป็นเพียงสังคมวิทยา ๕. พุทธศาสนาในฐานะที่เป็นวิทยาศาสตร์, ๖. พุทธศาสนาในฐานะที่เป็นจิตวิทยา, ๗. พุทธศาสนาในฐานะที่เป็นวัฒนธรรม, ๘. พุทธศาสนาในฐานะที่เป็นศิลปะ, ๙. พุทธศาสนาในฐานะที่เป็นอนามัยวิทยา, ๑๐. พุทธศาสนาในฐานะที่เป็นอักษรศาสตร์, ๑๑. ในฐานะที่เป็นวรรณคดี, ๑๒. ในฐานะเป็นประวัติศาสตร์ เป็นโบราณคดี, ๑๓. อยู่ในฐานะที่เป็นตรรก- ศาสตร์ คือ logic, ๑๔. ในฐานะที่เป็นศาสนาศาสตร์คือ Theology, ๑๕. อยู่ ในฐานะที่เป็นเพียงลัทธิหนึ่ง ๆ ในเมื่อคนมันชอบลัทธิ, ๑๖. ในฐานะที่เป็น พุทธศาสนาเนื้องอกที่ขยายออกไปในทางผิดพลาด ; นี่ก็ตั้ง ๑๖ อย่างแล้วที่พูดมา ; ทีนี้จะแถมอีก ๒ อย่าง ๑๗. พุทธศาสนาในฐานะที่เป็นเครื่องมือทางรัฐประศาส โนบายของผู้ปกครองประเทศ น้อมไปตามความประสงค์ของผู้มีอำนาจ, แล้ว ๑๘. อัน สุดท้าย พุทธศาสนาที่เป็นเครื่องมือสำหรับแสวงหาลาภสักการะของคน บางคน. นี่เป็น ๑๘ แล้ว ออกแต่ชื่อก็จะเหนื่อยแล้ว ; มีจำนวนตั้งโหลครึ่ง ๑๘ นี้ มันจะพอกันที ขืนนึกให้มากไปกว่านี้ มันก็จะเวียนหัวมากเกินไป. ที่นี้ เรามาดูกันในทุก ๆ แง่ เพื่อให้เกิดความเข้าใจดีกว่า โดยดูกันคร่าว ๆ ก่อน : ฐานะที่ ๑. พุทธศาสนาในฐานะที่เป็นศาสนา นั้น ก็หมายถึงพุทธ- ศาสนาที่เป็นของถูกต้องตามความมุ่งหมายเดิม ตั้งอยู่ในฐานะเป็นศาสนาเป็นที่พึ่ง แก่มนุษย์ แง่แรกมันก็เหมือนว่าเป็นเข็มทิศของชีวิต นี้ก็ได้แก่เรื่องปริยัติต่าง ๆ, แล้วยังเหมือนกับการเดินทาง คือการปฏิบัตินี่เหมือนกับการเดินทาง นี้ก็เป็นแง่ ของการปฏิบัติ, แล้วก็พุทธศาสนาในระดับที่อยู่เหนือโลก เหนือความทุกข์ นี้มัน

น.466 เป็นผลของการปฏิบัติคือเป็นปฏิเวธ. นั่นแหละพุทธศาสนาในฐานะที่เป็นศาสนา มันยังเป็นได้มากถึงอย่างนี้ เป็นปรยัติ เป็นปฏิบัติ เป็นปฏิเวธ ; ระบุความหมาย ของปริยัติว่าเป็นเหมือนเข็มทิศของชีวิต, ระบุความหมายของการปฏิบัติว่า เหมือนการเดินทางไปสู่จุดหมายปลายทาง, แล้วก็ระบุผลของมันว่าอยู่เหนือโลก แล้ว อยู่เหนือทุกข์แล้วเดี๋ยวนี้. นี่จะเป็นพุทธศาสนาในแง่ไหน ? ก็เป็นพุทธ- ศาสนาในฐานะที่เป็นศาสนา. จำกัดความโดยย่ออย่างนี้แล้วจะไว้พูดที่หลังอย่าง ละเอียด. ในฐานะที่ ๑ หรือในแง่มุมที่ ๑ พุทธศาสนาในฐานะที่เป็นศาสนา. ฐานะที่ ๒. พุทธศาสนาในฐานะที่เป็นปรัชญา ที่คนเขากำลังหลง กันนัก เรียก philosophy หรืออะไรก็แล้วแต่จะเรียก เป็นพวกบ้าความรู้ เป็นความรู้ ที่ไม่ค่อยเล็งถึงจุดจบ คือมันไปกันเรื่อยจนเพ้อหรือจนเกิน รู้มากยากนาน ; ยิ่งรู้ยิ่งไม่รู้จะไปทางไหน. พั่งดูให้ดีว่ายิ่งรูปรัชญานี้จะยิ่งไม่รู้ว่าจะไปทางไหน. เดี๋ยวนี้โลกนี้เจริญด้วยวิชาปรัชญา แล้วก็ยิ่งไม่รู้ว่าจะไปทางไหนที่จะไปสู่สันติภาพ ; แล้วมันก็มีการรบราฆ่าฟันวิกฤติการณ์นี้มากขึ้น ๆ เท่าที่มันเจริญด้วยปรัชญา. มัน เป็นความรูเพื่อ ในพุทธศาสนาก็มีความรู้ส่วนเกิน ส่วนที่จะมองในรูปปรัชญาก็ได้ ก็มีอยู่ โดยเฉพาะเรื่องที่เรียกว่า ปรมัตถ์ หรือ อภิธรรม นี้ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกิน เรื่องทำให้ไม่รู้จะไปทางไหนนั้นอยู่มากเหมือนกัน. ที่มันถูกต้องพอเหมาะพอดี ก็มี แต่ส่วนใหญ่ที่เรียกว่าปรัชญาแล้วมันเกินอย่างนี้. จะขอให้ข้อสังเกตอย่างหนึ่งที่สำคัญที่สุด ที่จะขอร้องให้ท่านทั้งหลาย สังเกตให้ดีแม้แต่ตัวเอง คือว่าความรู้เรื่องอะไรก็ตามที่ยังเข้าใจไม่ได้ มันจะอยู่ ในรูปของปรัชญาทั้งนั้นเลย นั่นก็คือความรู้ของคนโง่. ความรู้ที่ยังเข้าใจไม่ได้ เพราะยังไม่ได้ปฏิบัติเสร็จ ยังไม่ได้บรรลุผลนั้นจริง ๆ ความรู้ชนิดนี้จะอยู่ใน ลักษณะที่เป็นปรัชญา คือระคนอยู่ด้วยความสงสัยและจะมากขึ้น ๆ.

น.467 ตัวอย่างเรื่องอริยสัจจ์ ๔ ประการนี้ แรกไปจับเรียนเข้า ยังไม่รู้ ยัง ไม่ถึง ยังไม่บรรลุเรื่องอริยสัจจ์ ๔ ก็จะเป็นเรื่องปรัชญา ; ต่อเมื่อปฏิบัติแล้ว เรื่องอริยสัจจ์ ๔ ที่รู้แล้ว ปฏิบัติแล้ว รู้จริงถึงจริงแล้ว มันจึงจะพ้นจากความ เป็นปรัชญา ไปอยู่ในรูปของศาสนาหรือว่าไปอยู่ในรูปของวิทยาศาสตร์ก็ยังได้. ทีนี้เรื่องที่มันยังพื้นเผื่อเช่นเรื่องปฏิจจสมุปบาทโดยเฉพาะนี้ ไปแตะเข้า เป็นเรื่องปรัชญาทั้งนั้น มันมืดมนไปหมด มีปมสงสัยมาก ; แต่เมื่อปฏิบัติแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นพระอรหันต์แล้ว เรื่องปฏิจจสมุปบาทอันแสนจะยุ่งยากนั้น จะกลายเป็นเรื่องศาสนาตามธรรมดาไม่ใช่ปรัชญา หรือจะเป็นวิทยาศาสตร์อย่าง ชัดเจนแจ่มแจ้งเปิดเผยไปเลย เกี่ยวกับเรื่องปฏิจจสมุปบาท. ในเรื่องทำกัมมัฏฐานวิปัสสนา ทำอานาปานสตินี้ก็เหมือนกัน เมื่อ ยังทำไม่เป็น ยังทำไม่ถูก ยังคว้างยังงัวเงียอยู่ อย่างนี้แล้วมันก็เป็นปรัชญา. ต่อเมื่อทำได้แจ่มแจ้งถูกต้องชัดเจน มันจึงจะกลายเป็นวิทยาศาสตร์ขึ้นมา ให้เกิด ผลแก้ไขจิตใจได้อย่างนั้น มีผลทางจิตใจอย่างนั้น ชัดประจักษ์ด้วยตนเอง ไม่ต้อง มีใครมาหลอกมาบอก. แต่เมื่อแรกไปแตะเข้า มันมืดมน เต็มไปด้วยความเดา เต็มไปด้วยข้อสงสัยกังขาอะไรต่าง ๆ ; กัมมัฏฐานภาวนาอะไรเหล่านั้น มันอยู่ ในรูปของปรัชญาไปหมด ของคนโง่ของคนที่เต็มไปด้วยความสงสัย นี่ขอให้ถือว่าพุทธศาสนาในแง่ของปรัชญา ในฐานะที่เป็นปรัชญา มันก็มีอยู่อย่างนี้ และเป็นส่วนเพื่อส่วนเกิน แต่ก็เป็นส่วนที่ยั่วยวนให้คนศึกษา ที่สุด เพราะคนมันอยากดี อยากเด่น อยากเป็นนักปราชญ์ เพราะฉะนั้นมันก็ สนใจแต่ในแง่ปรัชญาจนลืมปฏิบัติ. ถึงพวกฝรั่งก็เหมือนกัน มันสนใจจะเป็น นักปรัชญาจนเป็นบ้าปีเนหลัง ส่วนเรื่องการปฏิบัติได้ ทำได้หรือไม่นั้น เขาไม่

น.468 รับรอง แล้วมันก็อยู่ในฐานะที่ทำไม่ได้ ทำไม่ค่อยได้ มันจึงกลุ้มไปด้วย ควันมืดของปรัชญาไปทั้งโลก ไม่ทำโลกให้มีสันติภาพได้ แก้ปัญหาต่าง ๆ ไม่ได้. นี่พุทธศาสนาในฐานะที่เป็นปรัชญา มันก็มีอยู่อย่างนี้ เช่นคัมภีร์อภิธรรมทั้งหมด หรือแทบทั้งหมด; หรือว่าหลักเกณฑ์อื่น ๆ เช่นเรื่องอริยสัจจ์ เรื่องปฏิจจสมุป- บาท ถ้ายังไม่เข้าใจก็จะยังเป็นปรัชญาอยู่เพียงนั้น พอเข้าใจก็กลายเป็นวิทยาศาสตร์ เป็นศาสนาไปได้. ฐานะที่ ๓. พุทธศาสนาในฐานะที่เป็นศีลธรรม อย่างนี้ยังเป็นเรื่อง ศาสนา แต่ว่าเราเล็งถึงในขั้นต่ำที่เกี่ยวกับสังคมเป็นส่วนใหญ่ เรียกว่าขั้นศีลธรรม พวก moral หรือ morality คือศีลธรรมในแง่ที่ต้องปฏิบัติ ; อย่าไปคว้าเอา ศีลธรรมในแง่ปรัชญาเข้าอีก. พวกที่เรียกว่า ethic หรืออะไรทำนองนี้ นั่นเป็น ปรัชญาของทางศีลธรรม มันก็จะเพื่อไปในรูปปรัชญาอีกเหมือนกัน. นี่คนมัน สนใจในเรื่อง ethic มากกว่า morality ; ไม่สนใจศีลธรรม ไปมัวสนใจแต่ปรัชญา ของศีลธรรม มันก็งัวเงียอยู่ที่นั่น ในที่นี้เมื่อพูดถึงศีลธรรมเราเล็งถึงตัวการ ปฏิบัติที่ชัด ที่เจาะจงลงไป ไม่ให้เป็นปัญหาที่สลัว ๆ. ศีลธรรมมันหมายความว่า ปฏิบัติได้จริงทันที ไม่มีข้อสงสัยแล้ว แล้วก็เห็นประโยชน์ชัดเจนอยู่แล้ว เช่นว่า ปฏิบัติธรรมเพื่อธรรม ทำงานเพื่องาน อย่างนี้เป็นต้น การทำงานเพื่องาน ถ้าเราเชื่อแล้วก็ทำไป, ไม่ทำงานเพื่อกิเลส ไม่ทำงานเพื่อเกียรติยศชื่อเสียง เพื่อได้ เพื่อดี เพื่อเด่นอะไร แต่ทำงานเพื่องาน เพื่อความถูกต้อง เพื่อหน้าที่บริสุทธิ์ อันนี้ก็เป็นศีลธรรม. แต่ถ้าไปมัวถามว่า ทำไมต้องทำงานเพื่องาน ? แล้วมันดีอย่างไร ? อย่างนี้ มันก็จะเป็นรูปปรัชญาไป ไม่ใช่ศีลธรรม. มันไม่จำเป็นจะต้องถามอีกแล้ว หรือว่าพูดกันไม่กี่คำก็รู้เรื่องแล้ว ไม่ต้องเสียเวลาตั้งปัญหาเป็นรูปปรัชญาว่า ทำไมจึงต้องทำงานเพื่องาน ? แล้ว

น.469 ถามไปเรื่อยไม่มีที่สิ้นสุด. ทำงานเพื่องานนี้ก็เพื่อว่าอย่าให้ใจมันเลวลงไป เพื่อ เห็นแก่ตัว. ถ้าทำงานเพื่อตัวกูเพื่อของกู ประเดี๋ยวมันก็คอร์รัปชั่นหรืออะไร ทำนองนั้น ; แต่ถ้าทำงานเพื่องาน ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่บริสุทธิ์ ประพฤติธรรม เพื่อธรรมแล้วละก็ ไม่มีทางผิด มีแต่ความเจริญก้าวหน้า. พวกทายกทายิกานี้ขี้โกง ไม่ได้ประพฤติธรรมเพื่อธรรม แต่ประพฤติ- ธรรมเพื่อตัวกูของกู จะดีจะเด่น จะวิเศษวิโส จะเอานั่นเอานี่. พวกชาวบ้าน ทั้งหลายก็ไม่ทำงานเพื่องาน มันขี้โกง ทำงานเพื่อตัวกู , ไม่รู้ว่าทุกอย่างมันเป็น ธรรมชาติ เป็นของธรรมชาติ. การทำไปตามธรรมชาติ ตามหน้าที่ของธรรมชาติ ; นั้นแหละมันถูกต้อง ไม่ใช่คนขี้โกง. มันก็มีกินมีใช้เป็นอยู่สะดวกสบายไปได้ โดยไม่ต้องมีกิเลส ไม่ต้องมีความทุกข์. พอทำอะไรเพื่อตัวกู มันก็จะเป็นกิเลส เป็นความโลภ ความโกรธ ความหลง เดี๋ยวก็โกงกัน เดี๋ยวก็เบียดเบียนกัน แล้วก็ แย่งชิงกัน แข่งขันกัน. เดี๋ยวนี้โลกสมัยใหม่เขาไม่ได้ทำงานเพื่องาน เขาทำงาน เพื่อตัวกู เพราะฉะนั้นโลกสมัยใหม่ ไม่มีศีลธรรม , แล้วผลที่เกิดขึ้นก็คือการ เบียดเบียน. มองอีกแง่หนึ่ง ศีลธรรมก็คือความรักสากล. ถ้าจะมีตัวกูกันแล้ว ก็ให้มันเป็นตัวเดียวกันทั้งหมดทั้งโลก ทั้งกี่โลก ๆ ให้มันเป็นคนเดียวกัน เป็น ตัวเราคนเดียวกันทั้งโลกหรือกี่โลกก็ตาม แล้วก็รักเสมอกัน มีความรักสากล มีเมตตาสากล เบียดเบียนใครไม่ได้ ; นี้ก็เป็นศีลธรรม. อย่าไปมัวถามว่าทำไม ต้องคิดอย่างนี้ให้มันมากเรื่อง เดี๋ยวจะเป็นปรัชญาไปเสียอีก. ถ้าเรารักคนอื่น เหมือนกับรักตัวเราหรือยิ่งกว่าเราแล้ว ปัญหามันก็หมดในโลกนี้. เดี๋ยวนี้เรามัน เห็นแก่ตว กำลังเห็นแก่ตัวกันทั้งโลก หรือเป็นโลกที่เห็นแก่ตัว ไม่มีศีลธรรม มันก็เลยได้มีความทุกข์ความร้อนทั่วไปทุกหัวระแหง. พูดภาษาหยาบคายก็ว่า

น.470 สมน้ำหน้ามัน ที่มันไม่มีศีลธรรม ; แล้วมันก็ค้นเรื่องปรัชญากันไม่รู้จักจบ. เรื่องที่จะแก้ไขโลกนี้ ไพล่ไปค้นในแง่ปรัชญากันไม่รู้จักจบ มันก็มีอาการเหมือน คนหลับตา ทำอะไรเพ้อ ๆ ไปอย่างนั้นเอง. พุทธศาสนาในแง่ที่เป็นศีลธรรมนี้ สำหรับทุกคนประพฤติต่อกันและกัน เพื่อตัวเองได้อยู่สะดวกสบาย โลกก็อยู่สะดวกสบาย ; ในระดับต่ำ ๆ นี้ ไม่ เบียดเบียนกันเท่านั้นก็พอแล้ว ยังไม่พูดถึงเรื่องมรรคผลนิพพาน. พูดถึง เพียงแต่ไม่เห็นแก่ตัวอย่างเลว ๆ นี้ ก็เรียกว่ามีศีลธรรมได้. หลักพุทธศาสนา ที่เป็นระดับศีลธรรมอย่างนี้ก็มีอยู่มาก ไปศึกษาเอาเองก็แล้วกัน ; แม้แต่มีศีล ๕ ก็เป็นเรื่องศีลธรรม. ถ้าถือเอาความหมายของศีล ๕ ให้ถูกต้อง อย่าเข้าใจว่า พอกล่าวศีล ๕ ครบทั้ง ๕ ข้อแล้ว ก็มีศีล อย่างนั้นมันเป็นคนหลับตาพูด. มันต้องปฏิบัติครบทั้ง ๕ แล้วก็ปฏิบัติโดยความหมายที่ถูกต้อง : ข้อที่ ๑ ไม่ ประทุษร้ายชีวิตร่างกายของผู้อื่น, ข้อที่ ๒. ไม่ประทุษร้ายทรัพย์สมบัติของผู้อื่น, ข้อที่ ๓. ไม่ประทุษร้ายของรักของผู้อื่น, ข้อที่ ๔. ไม่ประทุษร้ายประโยชน์ของ ผู้อื่นด้วยวาจาที่หลอกลวง, ข้อที่ ๕. ไม่ประทุษร้ายสติปัญญาสมปฤดีของตัวเอง ด้วยการเสพของมึนเมาเข้าไป. ลองฟังดูให้ดีซิ ว่ามันต้องไม่มีการประทุษร้าย มันจึงจะเป็นศีลธรรม : ปาณาติปาตา เวรมณี ไม่ฆ่าสัตว์นี้ ความหมายมันก็ปฏิบัติไม่ได้ ไม่ฆ่าเสียเลย มันก็ทำนาไม่ได้; เขาจึงมีหลักว่าต้องมีจิตไม่ประทุษร้าย มีการตั้งจิตที่จะไม่ ประทุษร้ายชีวิตร่างกายของผู้อื่น แม้จะไถนาทำให้ เขียด กบ ปู อะไรตายไปบ้าง มันก็ไม่ผิดศีลข้อนี้ เพราะไม่มีจิตประทุษร้าย. เราตั้งใจที่จะไม่ประทุษร้ายชีวิต ร่างกายของผู้อื่นด้วยบริสุทธิ์ใจแล้วก็มีศีลข้อนี้.

น.471 ข้อที่ ๒. อทินนาทานา เวรมณี ไม่ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้นี้ จงมองในแง่ที่ว่า ไม่ประทุษร้ายทรัพย์สมบัติของผู้อื่นโดยวิธีใดก็ตาม. ข้อที่ ๓. กาเมสุมิจฉาจาร นี้ ไม่ประทุษร้ายของรักทั้งหลายของบุคคล อื่น. มันมีข้อแก้ตัวแต่เพียงว่าไม่ทำชู้ นี้มันแคบไป มันแก้ตัว. ถ้าถือให้ถูก ตรงตามศีลธรรมข้อนี้แล้ว ต้องไม่ประทุษร้ายของรักทุกชนิดของผู้อื่น ไม่ว่าเด็ก ไม่ว่าผู้ใหญ่ ; รู้แล้วว่าของนี้เขารักจะไม่ไปแตะต้องให้เขาช้ำใจ นั่นแหละคือ ถือศีลข้อที่ ๓ ได้ถูกต้องเต็มตามความหมาย. ข้อที่ ๔. มุสาวาทา เวรมณี ไม่พูดเท็จ. มันต้องหมายถึงประทุษร้าย ประโยชน์ของผู้อื่นด้วยวาจา ; พูดเท็จที่ไม่ประทุษร้ายอะไรของใครไม่ขาดศีลข้อนี้. บางทีเราต้องพูดเท็จเพื่อให้เขาทำดี นี้เรากลับได้บุญเพราะการพูดเท็จ. แต่ถ้า หากว่าการพูดเท็จนั้นมันไปทำให้เขาเสียประโยชน์ ประทุษร้ายประโยชน์เขาละก็ เป็นการผิดศีลข้อนี้. นี้จึงระบุให้ชัดลงไปว่า ประทุษร้ายประโยชน์ของเขาโดย ใช้วาจาเป็นเครื่องมือ. ข้อ ๕. สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานา เวรมณี มักจะถือกันเพียงว่า ไม่กินเหล้าไม่กินของเมา. อย่างของเมานี้ก็มองกันในแง่แคบ ๆ หรือข้อแก้ตัว สำหรับว่าถ้าไม่ใช่เหล้าไม่ใช่น้ำเมาแล้วก็กินได้ ; นี้มันเป็นคนไม่ตรง” มันเป็นคน คดโกง. ถ้าถือตามสิกขาบทข้อนี้แล้ว ต้องไม่ประทุษร้ายสติสมปฤดีของตนเอง อะไรที่กินเข้าไป ที่สูบเข้าไป ที่ดื่มเข้าไป ที่ทาเข้าไป หรือว่าไปดม ไปเสพกับมัน แล้วมันทำให้เสียสติสมปฤดี คือความยับยั้งชั่งใจและความรู้สึกผิดชอบชั่วดีนี้แล้ว ก็เรียกว่าผิดศีลข้อนี้หมด ; ไม่ใช่แต่เฉพาะจะกินเหล้าเข้าไปอย่างเดียว อะไรก็ได้ ที่ทำให้จิตใจสูญเสียความเป็นปรกติหรือสติสมปฤดีแล้ว ก็จัดเป็นของเมาหมด. แปลว่าเราไม่มีโอกาสจะประทุษร้ายจิตใจของเราเอง.

น.472 นี่ก็เห็นได้ชัดว่าหลักศีลธรรมในพุทธศาสนา ก็มีอยู่อย่างกว้างขวางครบ ถ้วน ไปทุกแง่ทุกมุม. พุทธศาสนาส่วนนี้เป็นพุทธศาสนาในฐานะที่เป็นศีลธรรม. ฐานะที่ ๔. มองดูต่อไปอีก พุทธศาสนาในฐานะที่เป็นสังคมวิทยา ออกจะเป็นคำพูดสมัยใหม่ไปสักหน่อย มันก็ไม่รู้จะใช้คำอะไรดี. สังคมวิทยา แปลว่า ความรู้ที่เราจะต้องมีไว้สำหรับประพฤติปฏิบัติต่อกัน ในระหว่างสังคม ; มันเพ่งสังคมเป็นส่วนใหญ่ ในพุทธศาสนามีหลักธรรมที่จะต้องใช้ปฏิบัติเกี่ยวกับ สังคมนี้ครบถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งฆราวาสธรรมทั้งหลายที่มีอยู่ในคัมภีร์ของ พุทธศาสนา เกี่ยวกับครอบครัว เกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ รอบตัวเรา. อะไรที่มีอยู่ รอบตัวเรา แวดล้อมเราอยู่ เรียกว่า "สังคม" ทั้งนั้น นับตั้งแต่ บุตร ภรรยา สามี ออกไป ถึงเพื่อนฝูงมิตรสหาย คนไกลออกไป กระทั่งครูบาอาจารย์ พระเจ้า พระสงฆ์ กระทั่งคนทุกคนในโลก เลยไปถึงสัตว์เดรัจฉานด้วยดีกว่า เพราะว่า เราเป็นชาวพุทธ เราให้ความเมตตากรุณา ให้เกียรติให้ความหมายลงไปถึงสัตว์ เดรัจฉาน ซึ่งพวกฝรั่งคงไม่ยอม. แต่เราเป็นชาวพุทธมีน้ำใจอ่อนโยน เมตตา ปรานี ยอมรับนับถือสังคมแม้แต่สัตว์เดรัจฉาน ซึ่งมันจะต้องอยู่ร่วมโลกกับเราด้วย เหมือนกัน. สัตว์บางอย่างเช่นสุนัขอย่างนี้อยู่ใกล้ชิดมนุษย์มาก แล้วก็มีประโยชน์ แก่มนุษย์มาก. รวมความว่าบรรดาสิ่งต่าง ๆ ที่มันแวดล้อมเราอยู่รอบตัวนี้ เรา จะเรียกว่า "สังคม" ไปเสียทั้งหมดเลย ; เราต้องมีความรู้เรื่องนี้ให้ถูกต้อง ให้ครบถ้วน แล้วพุทธศาสนาก็มีให้ ฉะนั้นพุทธศาสนาในฐานะหรือในแง่ในมุมที่ มันเป็นสังคมวิทยา นี้ก็มีอยู่เต็มตัว ขอให้มองดูให้ดี ๆ อย่าต้องไปค้นหาสังคมวิทยา ที่อื่น ให้มันเสียเวลาเลย มันจะพลัดออกไปสู่ปรัชญาเพ้อเจ้อโดยไม่รู้สึกตัวเข้าอีก. ฐานะที่ ๕. พุทธศาสนาในฐานะที่เป็นวิทยาศาสตร์ คำพูดนี้มันก็ คล้าย ๆ กับว่าแกล้งพูด แต่ถ้าผู้ใดเข้าใจคำว่า "วิทยาศาสตร์" เพียงพอถูกต้อง

น.473 แล้ว ก็เข้าใจได้ และเห็นว่าจำเป็นที่จะต้องพูดอย่างนี้. วิทยาศาสตร์นี้มันควร จะถือว่ามันเป็นคู่ปรับกันกับปรัชญา. ปรัชญามันจะพาให้เพ้อเจ้อหลงเข้ารก เข้าพงไป ไม่รู้ไปไหน มีความสงสัยเป็นรากฐาน ; ส่วนวิทยาศาสตร์นี้มันมี ความเปิดเผย มีเหตุผลประจักษ์ชัด ไม่มีข้อสงสัยเป็นรากฐาน. ฉะนั้นพุทธ- ศาสนาโดยเนื้อแท้เป็นวิทยาศาสตร์ เท่า ๆ กับที่มันไม่เป็นปรัชญา ; เป็น วิทยาศาสตร์โดยบทที่ว่าเปิดเผย รู้สึกได้ด้วยตนเอง. บาลีว่า สนฺทิฏฐิโก - อัน บุคคลพึงเห็นด้วยตนเอง, ปจฺจตฺตํ เวทิตฺโพ วิญญูหิ - อันผู้รู้จะรู้ได้เป็นภายใน เฉพาะตน แล้วไม่ฝากไว้กับเหตุผล ไม่ฝากไว้กับความสงสัยอะไรในอันใด. เมื่อ ปรัชญามันตั้งรากฐานอยู่บนการคาดคะเนตามความสงสัย ; วิทยาศาสตร์มันตั้ง รากฐานอยู่บนการเห็นแจ้งโดยประจักษ์ รู้สึกอยู่แก่อวัยวะ หรืออายตนะที่จะรู้สึก คือทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ; มันรู้สึกชัดอยู่ไม่ต้อง อาศัยเหตุผลเลย ไม่ต้องมีความสงสัยเข้ามาเกี่ยวข้องเลย นี้มันเป็นวิทยาศาสตร์. โดยเนื้อแท พุทธศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์ อย่างที่ได้กล่าวมาแล้วเมื่อ ตะกี้หยก ๆ ว่า เรื่องอริยสัจจ์ ๔ ประการนั้น ถ้ายังปฏิบัติไม่สำเร็จ มันก็ยังเป็น ปรัชญามืดมัวอยู่นั่นแหละ พอปฏิบัติสำเร็จ อริยสัจจ์ ๔ ก็กลายเป็นวิทยาศาสตร์ เรื่องทุกข์, เรื่องเหตุให้เกิดทุกข์, เรื่องความดับทุกข์, ทางให้ถึงความดับ ทุกข์นี้, กลายเป็นวิทยาศาสตร์ที่เปิดเผยเหมือนกับวัตถุที่เห็นชัดด้วยตา; หาก แต่ว่าปรากฏแก่ใจ ไม่ต้องอาศัยผู้อื่น ไม่ต้องอาศัยเหตุผล ความทุกข์เป็นอย่างนี้ เหตุให้เกิดทุกข์เป็นอย่างนี้ ความไม่มีทุกข์เลยเป็นอย่างนี้ ๆ แล้วทางปฏิบัติให้ถึง ความไม่มีทุกข์ก็เป็นอย่างนี้ ๆ ; อย่างนี้มันกลายเป็นวิทยาศาสตร์ไป. แล้วคน ที่ยังไม่เข้าใจ แรกมาจับฉวยงงไปหมด นี้มันก็เป็นปรัชญาอยู่ ฉะนั้นขอให้ปฏิบัติ ไม่จนกว่ามันจะกลายเป็นวิทยาศาสตร์ขึ้นมา.

น.474 ในเรื่องปฏิจจสมุปบาทอันแสนจะยุ่งยากฟันเผื่อนั้นก็เหมือนกันอีก แตะ เข้าครั้งแรกก็เป็นปรัชญา พอปฏิบัติไป ๆ จนสามารถจะควบคุมพฤติของความ สำนึกของ concept อะไรต่าง ๆ ได้แล้ว นั้นก็กลายเป็นวิทยาศาสตร์ เพราะมัน หยุดกิเลสและหยุดความทุกข์ได้โดยประจักษ์เหมือนกัน แต่เดี๋ยวนี้ยังไม่มีใคร จัดการกับเรื่องปฏิจจสมุปบาทในลักษณะอย่างนี้ เอาไปพูดในแง่ของปรัชญา มากมายเพ้อเจ้อมากขึ้น. พวกฝรั่งอธิบายเรื่องปฏิจจสมุปบาทผิดทั้งนั้น นี่อาตมา กล้าเอาเกียรติยศทั้งหมดเป็นประกัน. แม้ว่าฝรั่งที่เป็นอาจารย์ เป็นจอมอาจารย์ ทางพุทธศาสนาก็ยังอธิบายปฏิจจสมุปบาทในรูปปรัชญาที่ปฏิบัติไม่ได้ ที่อธิบายกัน ผิด ๆ มาตั้ง ๑,๐๐๐ ปีแล้ว. ต่อเมื่อใดมารู้ถึงข้อที่ว่าควบคุมพฤติของจิตทางตา ทางหู ทางจมูก อย่าให้มันเกิดกเลสได้ นี้คือปฏิจจสมุปบาท ที่แท้จริง ที่เป็น วิทยาศาสตร์. กัมมัฏฐาน, วิปัสสนาอะไรต่าง ๆ เป็นวิทยาศาสตร์ ถ้าทำถูกต้อง ; ถ้าทำไม่ถูกต้องมันก็เป็นปรัชญาที่มืดมัว. ฉะนั้นในพุทธศาสนานี้มีส่วนที่เป็น วิทยาศาสตร์ เป็นเนื้อเป็นตัว เป็นรากเป็นฐาน เป็นล่ำเป็นสัน โดยบทว่า สนฺทิฏฐิโก ปฺจตฺตํ เวทิตฺโพ วิญฺญูหิ อย่างนี้. ทีนี้ต่อไป ฐานะที่ ๖. พุทธศาสนาในฐานะที่เป็นจิตวิทยา หรือที่ เกี่ยวกับจิตวิทยาทุกแขนง นี้มันก็มีทั้งส่วนที่เพื่อเกินต้องการ และส่วนที่พอดีคือ ปฏิบัติได้ ; คือมีทั้งส่วนที่เป็นปรัชญา และวิทยาศาสตร์อีกเหมือนกัน แต่พูดไว้ ในลักษณะที่เป็นจิตวิทยา หรือ psychology. จิตวิทยาส่วนมากใช้ปฏิบัติไม่ได้ เพื่อไม่รู้จะออกไปทางทิศไหน แย้งกันไม่มีที่สิ้นสุด. จิตวิทยาที่ใช้ปฏิบัติได้นั้น ไม่มากเรื่องมากราวอะไรนัก : พุทธศาสนาสอนวิธีให้รู้จักจิต บังคับจิต ควบคุม จิต แล้วก็ให้จิตประกอบอยู่ด้วยธรรมะที่ควรประกอบ กิเลสเกิดไม่ได้ จนมันหมด

น.475 กิเลสไป. ถ้ามองในแง่จิตวิทยาอย่างนี้มันก็ได้เหมือนกัน. การทำกัมมัฏฐาน ทำวิปัสสนาก็เป็นเรื่องทางจิตวิทยาอันหนึ่ง แล้วพอดี, คือใช้ปฏิบัติได้ apply ได้ practical อยู่ในตัว. แต่ว่าจิตวิทยาเพ้อเจ้อในคัมภีร์อภิธรรมหรืออะไรนั้น ก็มีมากมายเป็นภูเขาเลากา. ฉะนั้นเมื่อเราทำวิปัสสนาโดยเฉพาะเรื่องอานาปานสติ นี้มันเป็นวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับจิตวิทยา ต้องทำถูกเรื่อง ถูกต้องตามกฎของ ธรรมชาติ เป็นจิตวิทยาที่ไม่เฟ้อ แล้วจำเป็นด้วย. ส่วนจิตวิทยาสำหรับเรียน สำหรับแจกลูก สำหรับคิดให้ไม่มีที่สิ้นสุดให้เป็นนักปราชญ์ไปเลยนั้น ก็อีกส่วน ต่างหาก ซึ่งในพุทธศาสนาโดยเฉพาะในคัมภีร์ทางพุทธศาสนา ในพระไตรปิฎก นั่นแหละก็มีอยู่มาก. ฐานะที่ ๗. พุทธศาสนาในฐานะที่เป็นวัฒนธรรม นี้ระบุแคบ ๆ เฉพาะที่มันอยู่ในรูปของวัฒนธรรมตามบ้านเรือน วัฒนธรรมขนบธรรมเนียม ประเพณีที่ดี เครื่องหมายของความเจริญ มันตั้งรากฐานอยู่บนพุทธศาสนา คือว่าเมื่อมนุษย์เราไม่รู้ว่า จะปฏิบัติอย่างไรให้ดี ก็ถือหลักทางศาสนานั้นเป็น หลักพุทธศาสนาว่าอย่างไรบ้างเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็เอามาปฏิบัติจนมันชิน จนมัน กลายเป็นวัฒนธรรมประจำบุคคล ประจำครอบครัว ประจำบ้านเรือน. อย่าง วัฒนธรรมไทยมันมีอะไรดีกี่อย่างแล้วไปตรวจสอบดูเถิด มันจะมีรากฐานอยู่ที่ พุทธศาสนา. สมัยโบราณดึกดำบรรพ์วัฒนธรรมไทยจะอยู่ในรูปอะไรก็ไม่ทราบ แต่ว่าวัฒนธรรมไทยในปัจจุบันนี้ มันมีลักษณะที่มันมีรากฐานอยู่บนพุทธศาสนา ; แต่เราถือกันเป็นเพียงวัฒนธรรม. ความเมตตาอารี ความยิ้มแย้มแจ่มใส ความ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความให้อภัยหรืออะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ; จนเขาเรียกว่าเป็นลักษณะ เฉพาะของคนไทยนี้ ก็เรียกว่า "วัฒนธรรมไทย" มีรากฐานอยู่บนหลักธรรมข้อใด ข้อหนึ่งของพุทธศาสนา ซึ่งมันคงจะแตกต่างกับวัฒนธรรมของพวกอื่นที่ไม่เกี่ยว กับพุทธศาสนา ; ฉะนั้นเราจึงเรียกว่าวัฒนธรรมที่มีรกรากมาจากศาสนา ศาสนา

น.476 พุทธ. ศาสนาโดยเฉพาะพุทธศาสนาที่มาอยู่ในรูปร่างของวัฒนธรรมอย่างนี้ ก็มี อยู่มาก มีอยู่เป็นส่วนสำคัญเหมือนกัน เราเรียกว่านั่นเป็นแง่หนึ่งมุมหนึ่ง ในฐานะที่เป็นวัฒนธรรม. เป็นส่วนตัวบุคคลก็มี แล้วก็สัมพันธ์กันเป็นสังคมก็มี แล้วมันลงรากแน่นแฟ้น จนกลายเป็นสิ่งที่เราเรียกกันว่า "ประเพณี" ประเพณี ที่ดีงามของคนไทยนี้คือวัฒนธรรมของคนไทย ถอดรูปออกมาจากพุทธศาสนา. พุทธศาสนาจึงมาอยู่ในรูปนี้ อยู่ส่วนหนึ่งในชีวิตของคนไทย. ฐานะที่ ๘. พุทธศาสนาในฐานะที่เป็นศิลปะ บางคนอาจจะนึกว่า เป็นคำพูดที่เล่นลิ้น หรือว่ามีแง่มีงอน. พุทธศาสนาในฐานะที่เป็นศิลปะนั้น ต้องหมายความว่าเป็นศิลปะที่แท้จริง ไม่ใช่ศิลปะตบแต่ง ไม่ใช่ศิลปะหลอกลวง. ศิลปะนี้ความหมายที่แท้จริงเล็งถึงความงดงาม ความน่าพอใจ น่าเลื่อมใส แล้ว ก็ไม่หลอกลวง. ขอให้นึกถึงความหมายของคำว่า "ความงามที่บริสุทธิ์" ไว้เป็น ส่วนใหญ่เถอะ แล้วจะรู้จักความหมายของคำว่า "ศิลปะ". เราสวดมนต์กันอยู่ เราทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ว่าคำสั่งของพระพุทธเจ้าที่ตรัสว่า จงปฏิบัติ ให้งดงามในเบื้องต้น งดงามในท่ามกลาง งดงามในเบื้องปลาย แล้วจงเผยแผ่ พรหมจรรย์ ประกาศพระศาสนาให้งดงามในเบื้องต้น ให้งดงามในท่ามกลาง ให้งดงามในเบื้องปลาย อาทิกลฺยาณิ มฺเฌกลฺยาณิ ปริโยสานกลฺยาณิ ; สวดมนต์กันอยู่ทุกวัน ว่าทำให้มันงามทั้งในเบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลาย ; นี้คือความหมายของศิลปะ. ให้กาย วาจา ใจ งดงาม ดูแล้วน่าเลื่อมใส น่า ชื่นอกชื่นใจ น่ายินดีด้วย. เพ่งความงามเป็นหลักใหญ่อย่างนี้แล้วเราก็เรียกว่า "ศิลปะ". ดีเฉย ๆ ไม่งามไม่เรียกว่าศิลปะ ; คือไม่ดึงดูดใจ ไม่จับตาจับใจ ; ต้องดีด้วยและงามด้วย จึงจะเป็นศิลปะ. พระพุทธเจ้าท่านต้องการให้พระศาสนา ของท่านเป็นอย่างนั้น จึงกำชับว่า จงปฏิบัติให้เป็นอย่างนั้น จงเผยแผ่สั่งสอน

น.477 ให้เป็นอย่างนั้น. ทีนี้คำว่า "ศิลปะ" ในที่นี้มันกว้าง คือเป็นวัตถุสิ่งของก็ได้ เป็นการประพฤติกระทำก็ได้ เป็นความนึกคิดก็ได้. ทีนี้เราคิดนึกโดยวิธีที่งดงาม มันก็เป็นศิลปะทางความคิดนึก, เราประพฤติกระทำที่ กาย วาจา ใจ ให้งดงาม ใครเห็นแล้วต้องรัก อย่างนี้ก็เรียกว่าเป็นศิลปะที่ต้องปฏิบัติ สำหรับปฏิบัติ ไม่ เพียงแต่คิด ๆ นึก ๆ ฉะนั้นการที่มีปัญญาสามารถคิดได้ดี หรือว่าถอดความคิด ออกมาเป็นรูปร่าง เป็นรูปภาพอะไรได้ดี นี้ก็ยังคงเป็นศิลปะ ในพุทธศาสนา มีอยู่มาก. แต่ว่าโดยเนื้อแท้ศิลปะในพุทธศาสนา หมายถึงการปฏิบัติ และจิตใจที่ เปลี่ยนแปลงไปในลักษณะที่ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป. ทีนี้ ชาวต่างประเทศเขาไม่รู้เรื่องนี้ ไม่รู้หัวใจของพุทธศาสนาในแง่ของ ศิลปะ เขาไปหลงเอาพระพุทธรูปเป็นศิลปะของชาวพุทธ หรือเอาพระวิหารเจดีย์ อะไรต่าง ๆ เป็นศิลปะของชาวพุทธ ; อย่างนี้เรียกว่ารู้จักชาวพุทธน้อยไป. ศิลปะ ของชาวพุทธไม่ใช่อย่างนั้น. เมื่อพระพุทธเจ้ายังมีชีวิตอยู่ สิ่งเหล่านี้ยังไม่มี แต่พุทธศาสนามีแล้ว ; พระพุทธเจ้าท่านขอร้องให้ งาม ๆ งาม ๆ ทั้งเบื้องต้น ท่ามกลาง เบื้องปลายมานานแล้ว ไม่ใช่สร้างโบสถ์ให้งาม สร้างพระพุทธรูป ให้งาม มันยังไม่มีสิ่งเหล่านี้ ; แต่ว่าให้ปฏิบัติและสั่งสอนให้มันงดงามทั้งเบื้องต้น ท่ามกลางและเบื้องปลาย. ทีนี้ถ้าว่าเราจะมองกันกว้างไปมันก็ได้ พระพุทธรูป โบสถ์วิหารเป็นศิลปะก็ได้ เป็นเครื่องจูงใจก็ได้. ยังมีคำที่ลึกกว่าที่ใช้กันอยู่หรือที่เข้าใจกันอยู่ เช่นว่าพระธรรม ตัว พระธรรม ธรรมะนี้มันเป็นกวีนิพนธ์ของชีวิต. พระธรรมที่แท้จริง ที่เล่าเรียน ถูกต้อง ที่ปฏิบัติถูกต้องนั้น ได้รับผลจริง นี้มันเป็นกวีนิพนธ์ของชีวิต ; อย่างนี้ ก็เรียกว่าเป็นศิลปะได้. นี้บางคนก็คงไม่เข้าใจ ว่ามันจะเป็นกวีนิพนธ์ของชีวิต ได้อย่างไร เพราะเคยได้ยินแต่ว่ากวีนิพนธ์นี้มันคำโคลงคำกลอนไว้สวดไว้ท่องกันอยู่

น.478 มันรู้จักแต่ตัวหนังสือ รู้จักแต่อย่างนั้น. ส่วน กวีนิพนธ์ของชีวิต นี้หมายความ ว่า มันมีความหมายอะไรอันหนึ่งซึ่งมันไพเราะเท่ากับโคลงกลอน งดงามเท่ากับ โคลงกลอน ไพเราะเท่ากับโคลงกลอน แต่มันมิใช่ตัวโคลงกลอน เพียงแต่มัน มีความหมายเหมือนกัน. ฉะนั้นอะไร ๆ ในตัวชีวิตที่ประพฤติปฏิบัติถูกต้องดีแล้ว มีความงามความไพเราะเหมือนโคลงกลอน อันนี้เราเรียกว่า "กวีนิพนธ์ของชีวิต" นี่คือศิลปะของชีวิต พุทธศาสนาในฐานะที่เป็นศิลปะมันก็คืออย่างนี้. ฉะนั้น ถ้าไม่ลำเอียงมันก็เป็นสุนทรียะอันหนึ่ง เป็นสุนทรียศาสตร์ที่ลึกเกินกว่าที่คนสมัยนี้ จะเข้าใจได้. ขอประณามแล้ว ขออภัยที่จะประณาม แล้วขอโทษที่จะต้องประณาม ว่ามันเป็นความงามที่ลึกเกินไปกว่าที่บุคคลผู้บ้าวัตถุหลงวัตถุนี้จะมองเห็นได้ หรือ ว่าจะชอบใจได้. คนสมัยนี้ชอบแต่ของสกปรก เอร็ดอร่อยทางเนื้อทางหนัง จิตใจ ต่ำทราม จึงไม่เข้าถึงศิลปะหรือความงามของพระธรรม หรือ "กวีนิพนธ์ของชีวิต" ตามหลักของพุทธศาสนา. ฉะนั้นเข้าใจเรื่องนี้ก็จะเข้าใจได้ทันที ว่าพุทธศาสนา ในฐานะที่เป็นศิลปะนั้นก็มีอยู่อย่างลึกซึ้งอย่างสำคัญที่สุด จะเข้าถึงหรือไม่ถึง ก็สุดแท. ข้อต่อไป ฐานะที่ ๙. พุทธศาสนาในฐานะที่เป็นอนามัย อนามัย- วิทยา. อนามัยคือความสมบูรณ์ด้วยกำลังหรือความปกติของกำลังของสมรรถภาพ แต่เดี๋ยวนี้เขาเล็งถึงกันแต่ทางร่างกาย เพราะมนุษย์สมัยนี้มันบ้ากันแต่เรื่องทาง ร่างกาย : อนามัยก็มีแต่เรื่องทางร่างกาย. ทีนี้เราต้องการที่จะให้มองให้ครบให้หมด ว่าอนามัยนั้นมีทั้งทางร่างกายและทั้งทางจิต มันต้องอนามัยทั้งทางกาย อนามัย ทั้งทางจิต. พอผู้ใดปฏิบัติธรรมะในพุทธศาสนาอย่างถูกต้อง เขาจะมีร่างกายดี มีจิตใจดี. ขอให้ฟังดูให้ดี ฉะนั้น การปฏิบัติธรรมะในพุทธศาสนา คือการทำ ให้มีอนามัยดีทั้งทางกายและทางจิต.

น.479 พูดไปมันก็มากเรื่อง แต่ว่ายกตัวอย่างได้ : โรคภัยไข้เจ็บของมนุษย์ สมัยนี้แทบทั้งหมด มันมีมูลมาจากการขาดอนามัยทางจิต คือจิตมันไม่ดี จิตมัน ไม่ได้รับการพักผ่อน มันนอนหลับยาก มันมีวิตกกังวลเพราะกิเลสมันมาก นอน หลับยาก ; ไม่เท่าไรมันก็เป็นโรคเส้นประสาท. หรือแม้แต่เป็นโรคเบาหวาน เป็นโรคหัวใจ เป็นโรคความดันโลหิตสูง อะไรนี้มันมีมูลมาจากการเป็นอยู่ที่ไม่ ถูกต้องตามหลักอนามัยทางจิตใจมาก่อน เป็นระยะยาวพอสมควร มันจึงเกิดโรค ทางกายนี้ขึ้นมาได้. มันขาดธรรมะมันจึงเป็นโรคเหล่านี้ขึ้นมาได้. แม้มันตะกละกิน เข้าไปมากจนเป็นโรคกระเพาะตาย นี้มันก็ขาดธรรมะในข้อที่ว่า ให้กินอยู่แต่พอดี. หรือว่ามันทำมีดบาดมือ ก็เพราะมันขาดธรรมะในข้อที่เรียกว่า สติสัมปชัญญะ ; มันขาดอนามัยทางจิตมันจึงทำมีดบาดมือ. ฉะนั้นถ้าเรามีความสมบูรณ์ทั้งทางกาย และทางจิต ก็ไม่มีทางจะเกิดโรคภัยไข้เจ็บเหมือนคนเดี๋ยวนี้ ; มันจะมีอายุยืน เป็นร้อยปีขึ้นไป แล้วมันจะไม่ค่อยเจ็บไข้อะไร พอถึงวันจะตายมันก็ตายไปเหมือน กับผลไม้หล่นเพราะงอมอย่างนี้ ; มันไม่มีเรื่องมากเหมือนคนสมัยนี้ เดี๋ยวเป็น โรคนั้น เดี๋ยวเป็นโรคนี้ ให้ไปโรงพยาบาลทุกวันก็ยังไม่พอ ถ้าจะเอาจริง ๆ แล้ว มันก็ไม่พอ. ฉะนั้น ลองปฏิบัติธรรมะให้ถูกต้องไปทุกแง่ทุกมุม : ข้อแรกมีสติ- สัมปชัญญะ ก็ไม่ทำมีดบาดมือ ไม่ตกกระได ไม่ตกล่อง ไม่อะไรทุกอย่างที่เกิดจาก ความสะเพร่าจะไม่มี. ให้มี หิริโอตตัปปะ กลัวบาปละอายบาป มันก็ไม่ไปเที่ยว กลางคืน ไม่ไปกินเหล้าให้เป็นโรคตับแข็ง แล้วก็ทุกอย่างซึ่งจะป้องกันโรคได้ มากมายอย่างนี้. ถ้าประพฤติธรรมะแล้วมันจะไม่มีทางเกิดโรค แม้ทางกาย ที่เป็นกันอยู่โดยมาก ; ที่นี้ โรคทางจิตก็ไม่เกิด คือไม่โลภเกินไป ไม่ขี้มกโลภ ขี้มักโกรธ ขี้มักหลง นี้มันก็สบาย อนามัยทางจิตมันก็ดี. นี้หลักปฏิบัติธรรมทุกข้อ มันเป็นไปเพื่อผลอย่างนี้ทั้งนั้น ฉะนั้นมองให้ดีเถิด ไม่ใช่แกล้งพูด หรือว่าไม่ต้อง

น.480 แกล้งมอง มองให้ยุติธรรม จะเห็นว่า พระธรรมทุกข้อเป็นไปเพื่ออนามัย ไม่ ทางกายก็ทางจิต หรือว่าทั้งสองอย่างรวมกันเลย. ยกตัวอย่าง ถ้าปฏิบัติอานาปานสติ อย่างถูกต้องนะ, ระวังให้ดีต้องใช้ คำว่าอย่างถูกต้อง เพราะว่าปฏิบัติอานาปานสติเป็นบ้า ต้องล่ามโซ่นี้มันมากมาย แล้ว มีอยู่มากมายแล้ว เพราะมันไม่ใช่อานาปานสติที่ถูกต้อง. ถ้าปฏิบัติอานา- ปานสติถูกต้องมันก็สบาย ไม่ต้องล่ามโซ่ แล้วร่างกายก็จะสบายที่สุด จิตใจก็สบาย ที่สุด วิญญาณก็จะแจ่มใสที่สุด คือไม่มีกิเลส หรือหมดกิเลสเป็นที่สุด. ถ้าสนใจก็ไป หาเรื่องอานาปานสติอ่านดู เริ่มตั้งแต่กำหนดลมหายใจยาว กำหนดลมหายใจสั้น นี้ทำให้ร่างกายสบายที่สุดเลย เรื่อยขึ้นไปจนถึงเรื่องจิตเรื่องธรรมข้อสุดท้าย แล้ว มันก็หมดกิเลส. ฉะนั้นเราจึงถือว่าพุทธศาสนาในฐานะที่เป็นวิชาอนามัย หรือเป็น อนามัยโดยตรงนี้ก็มีอยู่ มีอยู่ที่เนื้อที่ตัวอย่างมหาศาลเลย แต่คนมองข้ามมอง ไม่เห็น. ต่อไปอีกซึ่งออกจะเบ็ดเตล็ด : ฐานะที่ ๑๐. พุทธศาสนาในฐานะ ที่เป็นอักษรศาสตร์ นี่ก็เรื่องเพ้ออีกตามเคย แต่ว่ามันมีอยู่. คุณไปสำรวจดู พระไตรปิฎกทั้งหมด ซึ่งเป็นหนังสือเมื่อกองเข้าแล้วก็สูงท่วมหัว หรือสูงเสมอหัว อย่างนี้ ในนั้นมีอักษรศาสตร์เกี่ยวกับภาษา เกี่ยวกับอักษรอะไรที่สมบูรณ์ตามรูป ของภาษาโบราณภาษาหนึ่ง คือภาษาบาลีในประเทศอินเดีย. หลักอักษรศาสตร์ ของภาษาไทยก็ถอดรูปออกมาจากหลักอักษรศาสตร์ของภาษาบาลี. ที่นี้ เมื่อเรา ไปดูตัวภาษาบาลีเอง เราจะพบหลักอักษรศาสตร์ : การต่อคำออกเสียง เรียกว่า สนธินี้, การสมาสคำหลายคำให้เหลือน้อยคำ ให้มีความหมายกว้าง มันเป็นเรื่อง อักษรศาสตร์ที่เรียกว่า grammar และอื่น ๆ ทั้งหมดอยู่ในนั้น ในคัมภีร์พระไตร ปิฎกนั้น. แล้วพระพุทธเจ้าก็ยังต้องประสงค์เหมือนกันว่า ให้ภิกษุพูดจาด้วย

น.481 ถ้อยคำที่ถูกต้องตามหลักของอักษรศาสตร์ เพราะว่าท่านไม่ต้องการให้สาวก เป็นคนป่าเถื่อน ; ต้องการให้มีวิชาความรู้แม้กระทั่งทางอักษรศาสตร์ พูดจาให้ มันถูกต้องตามหลักของอักษรศาสตร์, ถ้าหากจะทำได้. ฉะนั้นการร้อยกรอง คัมภีร์พระไตรปิฎกอันมหาศาลนั้น เขาก็ระมัดระวังกันมากในแง่ของอักษรศาสตร์. ฐานะที่ ๑๑. พระพุทธศาสนาในแง่เนื่องกันกับวรรณคดี. นี้เราหมาย สูงขึ้นมาถึงความไพเราะในแง่ของวรรณคดี หรือค่าของความหมายทางวรรณคดี. สูตรบางสูตรมีลักษณะเป็นวรรณคดีเต็มตัว ยกตัวอย่างเช่น สักกปัญหสูตร แต่ง เป็นกาพย์กลอนพรรณนาลักษณะของความรักอย่างหนุ่มสาว แต่แปลความหมาย เป็นเรื่องของพระอรหันต์ ; อย่างนี้เข้าใจว่าคนเดี๋ยวนี้ทำไม่ได้ คนเดี๋ยวนี้มันโง่ เกินไปที่จะร้อยกรองถ้อยคำอย่างนั้นได้. ถ้าไม่เชื่อลองไปอ่าน แล้วท่านจะ ประหลาดใจหรืองง. ชื่อสักกปัญหสูตร มัชฌิมนิกาย ไปเปิดดู ฐานะที่ ๑๒. พุทธศาสนาในแง่ของประวัติศาสตร์และโบราณคดี พุทธศาสนาที่อยู่ในรูปของพระไตรปิฎก นี้เต็มไปด้วยความรู้ทางประวัติศาสตร์ ทางโบราณคดี. ฝรั่งเขาศึกษาโบราณคดีของประเทศอินเดีย จากพระไตรปิฎก ส่วนพวกเรายังหลับตาอยู่ ยังไม่รู้ว่าจะเอาออกมาได้อย่างไร. ถ้าจะเขียนโบราณคดี ของประเทศอินเดียเกี่ยวกับมนุษย์ เกี่ยวกับการปกครอง เกี่ยวกับเศรษฐกิจ เกี่ยวกับอะไรก็ตามของประเทศอินเดียสมัยโบราณ เขาเอาจากพระไตรปิฎก ; มีมากแง่มากมุมที่ทำให้รู้ว่ามันอยู่กันอย่างไร มันมีความเป็นอยู่อย่างไร มีความ เปลี่ยนแปลงอย่างไร มีเรื่องประวัติศาสตร์โบราณคดีทั้งทางฝ่ายวัตถุสิ่งของ ว่ามี สิ่งของอะไรใช้ เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว. เครื่องดนตรีบางอย่างที่เอ่ยถึงในพระคัมภีร์ เหล่านั้น เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว. นี่เป็นโบราณคดีทางวัตถุ. แล้วโบราณคดีทาง ตัวมนุษย์ แล้วก็ทางความคิดนึกของมนุษย์ มันเปลี่ยนมา ๆ ๆ เป็นเรื่องโบราณคดี

น.482 มหาศาลอยู่ในพระไตรปิฎกนั้น ในคัมภีร์ของพุทธศาสนา. ฉะนั้นถ้าใครไปถือ เอาพระไตรปิฎกส่วนนี้เป็นพุทธศาสนา มันก็คือโบราณคดีและประวัติศาสตร์. ฐานะที่ ๑๓. พุทธศาสนาในแง่เป็นเรื่องตรรกวิทยา หรือตรรกศาสตร์ หรือ logic. คัมภีร์พระไตรปิฎกส่วนที่ ๓ ที่เรียกว่า อภิธรรมปีฎกเต็มไปด้วย logic หรือตรรกศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบุคัมภีร์ที่เรียกว่า คัมภีร์กถาวัตถุ. เดี๋ยวนี้เขาแปลเป็นไทยแล้วอุตส่าห์ไปดูหน่อยซิ ไปยืมใครมาอ่านดูก็ได้ จะพบแง่ ของ logic ที่ลึกซึ้งกว่า logic บางอย่างที่คนเขาพูดกันอยู่เดี๋ยวนี้. มันเป็น logic ที่เกี่ยวกับการปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์ ; พูดกันในรูปปรัชญาแง่ logic. วิธีพูด อย่าง logic พูดเก่ง เก่งกันถึงที่สุดแล้วตั้งแต่สมัยนั้น คือสองพันกว่าปีมาแล้ว ; คนเดี๋ยวนี้ก็ยังไม่เก่งกว่า. นี่เรียกว่าตรรกศาสตร์หรือตรรกวิทยา. พุทธศาสนาที่อยู่ในฐานะตรรกศาสตร์ ก็คือคัมภีร์พระอภิธรรมเป็นส่วน ใหญ่. แม้คำพูดที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอง ที่ท่านจะทรมานคนเจ้าทิฏฐิมานะก็เต็ม ไปด้วยรูปของตรรกะหรือ logic ในลักษณะเป็นปาฏิหาริย์. ท่านทำให้คนที่เป็นศัตรู ต้องพ่ายแพ้ไปด้วยคำพูดที่เต็มไปด้วย logic ทั้งนั้น. . มีคนบางพวกตั้งใจว่าจะไป ปราบพระพุทธเจ้าให้ลงด้วยคำพูดนี้ ถ้าอย่างนี้ละก็แพ้กลับมาทุกรายไป. แล้วเรา ก็อ่านพบเรื่องราวนั้น ๆ ที่แสดงถึงการใช้ logic อย่างดีที่สุด เหมือนกับว่าปูมัน ยกก้ามร่าขึ้นจะกัดเด็ก ๆ. เด็ก ๆ มันก็เอาหินทุบโป้งเข้าให้ก้ามปูก็แตกละเอียด; จะมีลักษณะอย่างนั้น. บางคนตั้งใจจะไปปราบพระพุทธเจ้าด้วยวาจานี้ แล้วก็ เงียบกลับมา เหงื่อแตก. นี่คือเรื่องของ logic การมี logic การใช้ logic เต็มไป ในคัมภีร์ทางพุทธศาสนาและในจริตจริยาของพระพุทธเจ้าเอง. ฐานะที่ ๑๔. พุทธศาสนาในฐานะที่เป็นศาสนศาสตร์ เป็น theology ไม่ใช่เป็น religion. อันทีแรกเราพูดถึงว่า พุทธศาสนาที่เป็นศาสนาคือ religion

น.483 หลักปฏิบัติเพื่อดับทุกข์. เดี๋ยวนี้เราพูดถึงพุทธศาสนาในฐานะที่เป็นศาสนศาสตร์ วิชาอันว่าด้วยศาสนาเป็น theology. อย่างนี้มันก็เล็งถึงรูปเรื่องของสิ่งที่ต้องเชื่อ ต้องนับถือแม้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่มันก็เชื่อ และเป็นความเชื่อชนิดที่ไม่ใช้ เหตุผล ไม่ใช้สติปัญญามากมายนัก เขาวางไว้อย่างไรแล้วก็จะต้องเชื่อ. ใน ศาสนาอื่นเขายกเอาพระเจ้าเป็นใหญ่ ในพุทธศาสนาเราก็ต้องมีสิ่งที่เป็นใหญ่เท่า ๆ กับพระเจ้า สิ่งนั้นก็คือพระธรรมนั่นเอง. เราเคารพนับถือกันอย่างว่าเป็นของ ศักดิ์สิทธิ์สูงสุด วิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ เหมือนกับพระเจ้า อย่างนี้ละก็มันก็เป็น เรื่องของศาสนศาสตร์ กระเดียดไปข้างเป็นเทพเจ้าเป็นเทวดาไป. ลักษณะ อย่างนี้ก็มีอยู่ในพุทธศาสนาที่เราใช้ปฏิบัติกันอยู่ แม้ว่าพระพุทธเจ้าท่านไม่ต้อง ประสงค์จะให้ปฏิบัติอย่างนั้น แต่การปฏิบัติของพุทธบริษัทมันก็มีอยู่ในรูปอย่างนั้น หรือกล่าวอีกทีหนึ่งว่า แม้พุทธศาสนาไม่มีพระเจ้า แต่ก็มีสิ่งหนึ่งที่ทำหน้าที่ เหมือนกับพระเจ้า. หน้าที่ของพระเจ้าก็คือว่าจะลงโทษคนที่ทำผิด จะให้รางวัล คนที่ทำถูก จะช่วยจะอะไรคนที่ทำดี ; ในพุทธศาสนานี้ก็มี สิ่งที่จะลงโทษคน ทำผิด จะช่วยคนทำดี จะคุ้มครองโลก ; แต่เราไม่เรียกว่า "พระเจ้า" เราเรียกว่า "พระธรรม" หรือกฎแห่งกรรม หรือความเป็นจริงอะไรก็ตามแต่. แต่ถ้าเอา ความหมายกันแล้วมันเป็น theology ด้วยกันทั้งนั้น คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์อันหนึ่งซึ่งมอง ไม่เห็นตัว ซึ่งเราต้องเชื่อ ต้องเคารพ ต้องให้ความสนใจ ต้องปฏิบัติตามอย่างยิ่ง แล้วมันค่อนข้างจะงมงาย. ทีนี้เตลิดเปิดเปิงออกไปอีกถึง ฐานะที่ ๑๕. ว่า พุทธศาสนาในฐานะ ที่เป็นลัทธิ นี้มันจะงมงายมากขึ้น คำว่าลัทธินี้มันเป็นของปลีกย่อย แล้วแต่ใคร จะชอบอย่างไร ชอบลัทธิอย่างไร, เสรีภาพเต็มที่ ฉันอยากจะถือลัทธิอย่างนี้ ใครจะมาว่าฉัน. ฉะนั้นในวงพุทธบริษัทด้วยกันถือพุทธศาสนาด้วยกัน ยังถือ กันเป็นลัทธิ ๆ ๆ ตามชอบใจของตัว. ทีนี้คำว่า "ลัทธิ" นี้มันเตลิดเปิดเปิง

น.484 ออกไปถึงกับว่าเป็นเรื่องขลัง เรื่องศักดิ์สิทธิ์ เรื่องอะไรไปตามความโง่ของคน ; มันแปรรูปไปจากเดิมมาก. ถ้าปฏิบัติผิด ๆ ด้วยความงมงายแล้ว มันเกิดลัทธิ ใหม่ขึ้นมาเสมอ ขอให้จำไว้อย่างนี้. หลักธรรมะในพุทธศาสนาข้อใดก็ตาม ถ้านำไปปฏิบัติกันผิด ๆ ด้วยความโง่ความงมงายแล้ว มันจะเกิดลัทธิใหม่ขึ้นมา เสมอ เป็นลัทธิหนึ่ง ๆ ปลีกย่อย. ฉะนั้นจึงมีความขลัง มีความศักดิ์สิทธิ์อะไร ต่าง ๆ ของผู้ถือลัทธิเช่นนั้น ลัทธิหนึ่ง ๆ. เมื่อพูดถึงลัทธิแล้ว ก็จะต้องพูดถึงสิ่งที่ทางศาสนาคริสเตียนเขาเรียก dogma หมายความว่าลัทธิที่บัญญัติตกลงกันแล้ว บัญญัติกันขึ้นมาอย่างไม่มีใครแย้ง ใครค้าน ให้ถือว่าเป็นของถูกเพียงเท่านี้ นอกจากนี้ผิด; แล้วทุกคนจะแย้ง จะค้านไม่ได้ เพราะเราได้ตกลงกันแล้ว. ศาสนาที่เขาเชื่อพระเจ้าหรือเชื่อบุคคล ผู้แทนพระเจ้านั้นเขาทำได้ แต่ในพุทธศาสนานั้นทำไม่ได้. สิ่งที่เรียกว่า dogma ไม่มีในพุทธศาสนาที่ถูกต้อง ; มันเกิดมีขึ้นเพราะคนมันทำผิด ไปถือเป็นลัทธิ ปลีกย่อยตามความพอใจของตัว แยกแขนงออกมา นี้ก็กลายเป็นไม่ใช่พุทธศาสนา ไป; แต่แล้วก็ยังเรียกว่าพุทธศาสนา. ถ้าพูดให้มันตายตัวลงไปแล้ว ก็ให้ถือ เสียว่า dogma หรือ dogmatic system นี้ มันมีไม่ได้ในพุทธศาสนา ; แต่เดี๋ยวนี้ มันก็มีอยู่ ที่คนว่ากันขึ้นมา หรือว่าต้องการให้มีขึ้นมา. ลัทธินี้ หมู่นี้ คณะนี้ อาจารย์นี้ จะสอนแต่อย่างนี้อย่างอื่นไม่สอน แล้วอย่างอื่นผิดทั้งนั้น. นี่มันเป็น dogma เฉพาะคณะขึ้นมา แล้วอาจจะมีมากจนถึงว่าเฉพาะคณะสงฆ์ทั้งคณะก็ได้. อย่างนี้เรียกว่า "พุทธศาสนาในฐานะที่เป็นลัทธิ" มันได้เกิดขึ้นแล้ว และมันได้มี อยู่ทั่วๆไป แล้วส่วนมากก็เป็นเรื่องงมงายอันตราย ; มีเป็นส่วนน้อยที่ว่าจะเป็น ประโยชน์บ้าง. ใช้คำว่า "บ้าง" นะ ช่วยจำไว้ให้ดี. ต่อไปอีก ฐานะที่ ๑๖. พุทธศาสนาในฐานะที่เป็นศาสนาเนื้องอก เนื้องอกคือโรคมะเร็ง มันงอกออกไปไม่ใช่เนื้อ ดูคล้ายกับเนื้อ แต่มันไม่ใช่เนื้อ ;

น.485 อย่างนี้เราเรียกว่า "เนื้องอก". พุทธศาสนาในยุคหลัง ๆ นี้มีเนื้องอกออกไป ไม่ใช่พุทธศาสนาที่ถูกต้อง แต่ก็ยังเรียกชื่อกันว่าพุทธศาสนา รวมอยู่ในพุทธ- ศาสนา ; อย่างนี้มันก็ต้องระวัง เพราะว่าโรคมะเร็งเรากลัว ส่วนโรคมะเร็งของ ศาสนาทำไมจะไม่กลัว. พุทธศาสนาเนื้องอกก็คือไปเจือกันเข้ากับไสยศาสตร์, พุทธศาสนาที่ไปเจือกันเข้ากับโหราศาสตร์, พุทธศาสนาที่ไปเจือกันเข้ากับเรื่องผี เรื่องสาง เรื่องวิญญาณผี, แล้วพุทธศาสนาที่เถลไถลออกไปเป็นมิจฉาทิฏฐิ มีสัสสตทิฏฐิ เป็นต้นว่า คนนี้ตายแล้วไปเกิดอีก คนนี้ตายแล้วไปเกิดอีก ๆ เป็น คนเดียวกัน อย่างนี้มันเป็นสัสสตทิฏฐิ เป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นพุทธศาสนาเนื้องอก. ก่อนนี้ไม่มี ถือเป็นของผิด เดี๋ยวนี้ก็มาถืออย่างนี้กันอีก เป็นเนื้อร้ายที่งอกออกมา ฉะนั้นเรื่องที่เกี่ยวกับไสยศาสตร์ก็ดี โหราศาสตร์ก็ดี ผีศาสตร์ วิญญาณศาสตร์ อะไรก็ดี จนกระทั่งมิจฉาทิฏฐิใหม่ ๆ นี้ก็ดี เป็นพุทธศาสนาเนื้องอก คือโรคมะเร็ง มีตั้ง ๑๖ อย่างแล้ว. ทีนี้ ก็ดูอีกต่อไป ๒ อย่าง เป็นของแถมพก เพื่อให้ดูให้มันทั่วถึง : ฐานะที่ ๑๗. พุทธศาสนาที่อยู่ในฐานะเป็นเครื่องมือทางรัฐประศาสนบาย แต่ ละชาติแต่ละประเทศก็มีรัฐประศาสนบาย อุบายการปกครองประเทศชาติ ศาสนา ตกอยู่ใน ฐานะเป็นเครื่องมืออย่างนี้มาแล้ว ตั้งแต่ครั้งพุทธกาลกระทั่งปัจจุบันนี้. ศาสนารูปนี้เอาเป็นหลักนักไม่ค่อยจะได้ แต่ว่าก็ยังคงเอาเป็นหลักได้อยู่ตามสมควร เพราะว่ามันต้องแล้วแต่ความจำเป็นของประเทศชาติ. ในโลกนี้มันต้องถือว่า อำนาจเป็นใหญ่ นี่อย่าลืม พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า โลกนี้อำนาจเป็นใหญ่ ฉะนั้นอย่าไปทำเล่นกับอำนาจ. ทางพระเจ้าพระสงฆ์นี้ก็ยอมผ่อนผัน หากมีอำนาจ บังคับแล้วก็ปล่อยไปตามใจเขาเถอะ เราไม่รู้ไม่ชี้แล้ว; แล้วมันก็เอาไปเป็น เครื่องมือเพื่อประโยชน์แก่การปกครอง อย่างนี้ก็มี. มันเป็นเรื่องที่จำเป็นในบาง ครั้งบางคราวบ้าง, เป็นเรื่องที่พ่ายแพ้แก่อำนาจบ้าง. ในศาสนาอื่น ๆ ยิ่งมี

น.486 บางทีใช้เป็นเครื่องมือหาเมืองขึ้นก็มี. นี่เรามีเป็นเพียงเครื่องมือปกครองประเทศ ชาติในลักษณะเป็นรัฐประศาสนบาย อย่างนี้มันก็ยังดีนะ แต่ต้องยอมรับว่า ต้องยอมให้แก้ไขได้ตามประสงค์ของผู้ที่มีอำนาจ. อันสุดท้าย ฐานะที่ ๑๘. พุทธศาสนาในฐานะเป็นเครื่องมือแสวงหา ลาภสักการะ ลาภคือวัตถุสิ่งของ สักการะคือเสียงสรรเสริญเยินยอ พระพุทธ ศาสนาที่ตกไปอยู่ในฐานะเป็นเครื่องมือ ที่คนบางคนจะใช้แสวงหาลาภและสักการะ นี้ก็มีอยู่แม้กระทั่งวันนี้. ถ้าเราไม่รู้จักก็จะพลัดไปเป็นเหยื่อ คือเป็นเครื่องแสวง ลาภสักการะของบุคคลบางคนไป. ที่บนตึกชั้นบนนั้นมีภาพที่เขียนไว้ภาพหนึ่ง มีตัวหนังสือว่าขายบัตร เบิกทางไปสวรรค์. นี่เขาทำนาบนหลังทายก ผู้ซื้อบัตรเบิกทางไปสวรรค์ คือ มีคนบางพวกใช้พุทธศาสนาเป็นเครื่องมือทำนาบนหลังทายกทายิกา ผู้สมัครซื้อ บัตรเบิกทางไปสวรรค์ ; อย่างนี้ก็พอจะเข้าใจได้ว่ามันอยู่ในรูปไหน. บางทีเอากัน ดื้อ ๆ ซื่อ ๆ ใช้ศาสนานี้เป็นเครื่องมือสะสมทุนรอนสำหรับจะลาสิกขาบท ถ้า พระองค์ใดองค์หนึ่งอยากจะมีเงินมากตอนสึกออกไป นี้ก็ใช้ธรรมะหรือศาสนาเป็น เครื่องมือสะสมทุน. ถ้าไม่ถึงอย่างนั้นก็ต้องใช้ศาสนานี้เป็นเครื่องมือหาเกียรติยศ ชื่อเสียง เพื่อความเป็นปราชญ์ เป็นนักปราชญ์ที่กำมือเปล่า. "นักปราชญ์กำมือเปล่า" เป็นคำพูดบัญญัติเฉพาะ. นักปราชญ์ กำมือเปล่า หมายความว่านักปราชญ์คนนั้นรู้อะไรมาก แต่ในกำมือนั้นเปล่า คือ ไม่มีอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอัน มีแต่ความรู้สำหรับพูด สำหรับสอน สำหรับอะไร ไม่รู้จักสิ้นสุด แต่ว่าปฏิบัติไม่ได้ : แล้วไม่เกี่ยวกับการปฏิบัติด้วย. อย่างนี้เขา เรียกว่า "กำมือเปล่า" - โมฆะบุรุษ ผู้มีกำมือเปล่า แต่ตั้งอยู่ในฐานะเป็นนักปราชญ์

น.487 เพราะแตกฉานในความรู้ทางศาสนา. หรือว่าบางทีก็เพียงแต่ว่า อาศัยศาสนานี้ เพื่อจะสร้างความดีความเด่นให้เหลืออยู่ต่อตายแล้ว เป็นอนุสาวรีย์ลม ๆ แล้ง ๆ ให้แก่ตัวเอง มีมากมายหลายชนิดหรือหลายสิบชนิด. นี่เป็นตัวอย่างของการที่พุทธศาสนากลายเป็นเครื่องมือแสวงหาลาภ สักการะของคนบางพวก ก็ยังต้องเรียกว่าพุทธศาสนาอยู่ดี ; เพราะเขาจะพูด ตามหลักของพุทธศาสนา ใช้ถ้อยคำในพุทธศาสนา มีพิธีรีตองอย่างพุทธศาสนา อะไร ๆ ก็เป็นพุทธศาสนาไปหมด แต่มันกลายเป็นเรื่องที่ไม่ซื่อตรง คือพุทธ- ศาสนาที่ตกอยู่ในกำมือของผู้เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว แสวงหาลาภสักการะด้วย การใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือ นี้เป็นตัวอย่างที่ ๑๘. ก็เลยพูดได้ว่าพุทธศาสนานี้ อย่างน้อยก็มีอยู่ตั้ง ๑๘ แง่ ๑๘ มุม ที่ควรจะดูกันให้ดี ๆ ว่ามุมไหนมันจะมีสาระ มากที่สุด แล้วเราจะได้ถือเอามุมนั้น. อาตมาได้กล่าวมาแล้วตั้งแต่ที่แรกว่า มุมที่ ๑ ที่ยกมาพูดเป็นมุมแรกคือ พุทธศาสนาในฐานะที่เป็นศาสนานั้นแหละ เป็นมุมที่จะต้องสนใจ จะต้องถือเอา ประโยชน์ให้ได้จากมุมนั้น แล้วมันก็เนื่องไปถึงมุมอื่น ๆ อีกบางมุมได้เอง เช่น มุมที่เป็นศีลธรรม มุมที่เป็นวิทยาศาสตร์ มุมที่เป็นอนามัยอะไรเหล่านี้มันก็ได้ มาเองโดยอัตโนมัติ ; ถ้าเราถือเอามุมที่เป็นศาสนาที่แท้จริงให้ถูกต้อง. ฉะนั้น เราพูดกันถึงมุมที่เป็นศาสนาแท้จริงอย่างถูกต้องกัน นี่จะคุ้มกับเวลา. จะขอย้อนไปพูดถึงว่า "ทุกแง่ทุกมุม" กันอีกนิดหนึ่ง พุทธศาสนามี มากแง่มากมุม ทั้งนี้มันก็เพื่อว่าจะใช้แก้ปัญหาในชีวิตของบุคคลทุกปัญหา. เพราะว่าคน มนุษย์ในโลกนี้ มันมีปัญหามากแง่มากมุมนับไม่ไหว ฉะนั้นพุทธ- ศาสนาจึงต้องมีมากแง่มากมุม เพื่อจะแก้ปัญหาของคนทุกคนในโลกให้ครบถ้วน ให้จงได้ ก็เลยพลอยมีมากแง่มากมุมอย่างนี้. เมื่อถือเอาแต่ส่วนบริสุทธิ์ ที่ไม่

น.488 หลอกลวง มันก็มากแง่มากมุมอย่างนี้อยู่แล้ว ; ที่นี้ยังมีส่วนที่ไม่ตรง ไม่ซื่อตรง ไม่บริสุทธิ์ ก็ยังมีมากแง่มากมุมต่อไปอีก. ที่ว่า จะแก้ปัญหาของมนุษย์ นี้ มันก็ยังมีข้อที่จะต้องระวัง ปัญหาที่ แท้จริงก็มี แล้วปัญหาที่เพ้อก็มี. ปัญหาที่ไม่จำเป็นจะต้องถามนั้นเรียกว่าปัญหา เพ้อ. อาตมานั่งนอนอยู่ที่วัดนี้ มีคนมาถามปัญหามากมายเหลือเกิน แล้วใน บรรดาปัญหาที่เขาเอามาถามนั้นเป็นปัญหาเพื่อเกือบทั้งนั้น คือปัญหาที่ไม่ควร จะถามหรือไม่ต้องถามแทบทั้งนั้นเลยที่เอามาถาม. ปัญหาที่จริง ที่ตรง ที่จำเป็น ด่วนจี๋ไม่ค่อยจะมี มีเหมือนกันแต่น้อยมาก. นี่ปัญหาชีวิตนี้มีทั้งอย่างจริงและ อย่างเพ้อ เพ้อคือไม่ต้องถามก็ได้ ตอบก็ไม่มีที่สิ้นสุด แต่คนมันก็ชอบถาม ปัญหานี้. หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ที่จำเป็น หรือที่ไม่จำเป็น; เขาไปถามแต่เรื่อง ไม่จำเป็น เรื่องที่ฟุ้งไปด้วยสติปัญญา นี่มันไม่รู้จะไปทางทิศไหน. ส่วนสติปัญญา ที่จะแก้ทุกข์ คบทุกข์กันที่นี่เดี๋ยวนี้โดยเร็วนี้ ไม่ค่อยจะถาม. เหมือนกับยกตัวอย่างอยู่บ่อย ๆ ว่า คนถูกยิงอย่างนี้ ทำไมไม่ตั้งปัญหา ที่ว่าจะรักษาแผลนี้อย่างไรให้หายโดยเร็วที่สุด ไปมัวตั้งปัญหาว่าใครยิง มันยิงด้วย อาวุธอะไร สมัยก่อนโบราณโน้นเขายิงด้วยลูกศร ลูกศรมันอาบยาพิษอะไร สมัยนี้ยิงด้วยปืน ปืนยี่ห้ออะไร เอามาจากไหน มันมัวแต่ถามปัญหาอย่างนี้ ไม่ถาม ปัญหาว่าเดี๋ยวนี้จะรักษาแผลที่ถูกยิงให้หายโดยด่วนที่สุดอย่างไร. ทีนี้คำว่าด่วนที่สุด นี่ให้เปรียบเทียบน้ำหนักเหมือนอย่างว่า ไฟไหม้ อยู่บนหัวของเรานี้ เราจะต้องรีบดับโดยเร็วกี่มากน้อยล่ะ. ไฟไหม้อยู่ที่บนหัวเรา เราจะต้องรีบดับโดยเร็วกี่มากน้อย ลองคิดดู. แล้วจะมัวไปถามว่าใครยิ่งตรงไหน ยิ่งเพราะโกรธเรื่องอะไร ด้วยปืนอะไร ยืมมาจากใคร นี้มันไม่มีประโยชน์ มันต้อง ว่าจะรักษาแผลอย่างไรโดยด่วนที่สุดเลย แล้วก็ด้วยความต้องการมากที่สุดด้วย.

น.489 ที่ว่า ต้องการมากที่สุด นี้ก็พังแล้วไม่น่าเชื่อ ว่าคนเขาไม่ต้องการมาก ที่สุด คนเขาต้องการเล่น ๆ น้อย ๆ; ที่มาถามปัญหาหรือมาศึกษาพุทธศาสนานี้ ทำกันอย่างเล่น ๆ ไม่ใช่ต้องการที่สุดเลย. ที่ต้องการที่สุดนี้ต้องเปรียบเทียบเหมือน อย่างว่า ถูกจับกดลงไปในน้ำใต้น้ำเลย แล้วคนนั้นมันต้องการจะหายใจ มันต้องการเล่น ๆ หรือมันต้องการจริง ๆ คนที่มันถูกจับกดลงในน้ำนั้นมันต้อง การจะหายใจ แล้วความต้องการนั้นมันเล่นหรือจริง จริงกี่มากน้อย คิดดูเถอะ. ถ้าคิดไม่ออกก็ไปมุดหัวลงในน้ำเลยด้วยตนเอง แล้วระหว่างนั้นลองนึกดูว่า ต้องการจะโผล่ขึ้นมาพ้นน้ำ นี้มันต้องการเล่น ๆ หรือว่าต้องการจริงที่สุด มากที่สุด. มันจะตายนี่ แล้วมันก็ต้องการจะขึ้นมาจากน้ำอย่างแรงที่สุด โดยเร็วที่สุด. นี่เราต้องทำกับพุทธศาสนาอย่างนี้มันจึงจะได้ คือต้องการให้ถูกต้อง แล้วก็ให้เร็วที่สุด ด่วนที่สุด แล้วก็ให้จริงที่สุด ให้มากที่สุด ; เหมือนกับ ตัวอย่างที่ได้กล่าวมาแล้ว. นี่พุทธศาสนาแท้ ๆ เขามุ่งหมายอย่างนี้ เป็นตัว หลักเกณฑ์หรือเป็นตัวสำคัญ. แต่ที่นี้ได้พูดแล้วว่าพุทธศาสนาต้องการจะสนองความต้องการ หรือ ต้องการจะแก้ปัญหาทุกแง่ทุกมุม ฉะนั้นก็เปิดให้กว้างแม้แต่คนที่อยากทำเล่น ๆ ก็ยอมให้ ทำไม่จริงก็ยอมให้ มันอยากเป็นนักปราชญ์ไม่อยากจะดับทุกข์ก็ยอมให้ มันจะเพ้อเจ้อไปถึงไหนก็ตามใจมัน ไม่มีใครขัดคอ. แล้วยังมีคนบางพวก บาง คนมันอยากรู้เท่านั้นแหละ มันเพียงแต่อยากรู้ อยากรู้ไปทุกชนิด อยากรู้ไป ทุกอย่าง แล้วอยากจะเอาไปคิดไปนึกเสียทุกสิ่งทุกอย่าง อย่างนี้มันก็มี ; นี่ส่วนมากก็เป็นอย่างนี้. เดี๋ยวนี้เรียนพุทธศาสนากันในลักษณะอย่างนี้กันเสียเป็น ส่วนมาก. ที่ตั้งสมาคมพุทธศาสนากันขึ้นในเมืองไทยก็ดี ในเมืองฝรั่งก็ดี มัน เป็นเสียแต่อย่างนี้ คือมันอยากคิดอยากนึกแปลก ๆ หรืออยากจะอวดกันแปลก ๆ

น.490 หรือว่าอยากจะใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือหาเครดิต ชื่อเสียงกันนั่นเอง ; ไม่เหมือน กับคนถูกกดอยู่ใต้น้ำแล้วมันอยากจะดิ้นขึ้นมาพ้นน้ำ. อาตมาเอามาแสดงให้ฟังว่ามันมีมากแง่มากมุม แล้วแต่จะเอากันใน แง่ไหนรูปไหน ก็แสดงให้มันสมบูรณ์ในเรื่องหนึ่ง ๆ แล้วแสดงให้เห็นว่ามัน สัมพันธ์กันอยู่อย่างไร ในระหว่างเรื่องหลายเรื่องนั้น. เรื่องที่ไม่จำเป็นมันก็เข้ามา สัมพันธ์กับเรื่องที่จำเป็นอย่างนี้เป็นต้น มันก็เลยมากเรื่องเปลืองเวลา ในที่สุดก็ เป็นเรื่องรู้มากยากนาน. นักศึกษาสมัยปัจจุบันนี้ คือพวกที่รู้มากยากนาน เพราะ ไปฝากเนื้อฝากตัวกับปรัชญามากเกินไป. ฉะนั้นขอให้ถือว่า มุมต่าง ๆ มากมาย หลายสิบมุมก็ตาม มุมที่แท้จริงนั้นคือมุมสำหรับแก้ปัญหา, มุมที่จะเป็น ประโยชน์จริง ๆ นั้น คือมุมที่จะแก้ปัญหาได้. แล้วปัญหานั้นต้องเป็นปัญหาจริง ปัญหาด่วนจี๋ ปัญหาที่มีประโยชน์ ; ส่วนมุมอื่น ๆ นั้นเป็นมุมช่วยประกอบ ช่วย ประดับประดา. ตัวจริงนั้นให้มันยืนอยู่เป็นหลัก แล้วประดับเข้ามา ประกอบ เข้ามา เพื่อให้มันสวยงาม หรือว่าอะไรนิด ๆ หน่อย ๆ. ฉะนั้น คนเราจะต้องมีปัญหาที่มันเป็นความทุกข์ มาสำหรับจะให้พุทธ- ศาสนาช่วยแก้ ; ถ้าอย่างนี้ละก็ไม่เสียเวลา ไม่เสียหาย มันจะเป็นไปถูกต้อง โดยเร็ว. มันต้องเป็นมุมที่มีปัญหาจริง ๆ เอามาเพื่อจะแก้. ทีนี้ ถ้าว่ามันนอก ไปจากนี้มันก็เป็นเรื่องเสียเวลา ใช้คำหยาบ ๆ ว่ามันเป็นเรื่องบ้า หรือเรื่องที่กำลัง จะเป็นบ้า หรือว่าในที่สุดมันก็จะกลายเป็นเหยื่อของผู้หลอกลวง. ถ้าเราไปสนใจ ผิดมุม ผิดเรื่อง ผิดลักษณะที่แท้จริง มันจะเป็นบ้า หรือกำลังจะเป็นบ้า หรือว่าจะตกเป็นเหยื่อของผู้หลอกลวง. เป็นอันว่าเราจะสนใจพุทธศาสนาในมุม ที่ถูกต้องที่จำเป็น คือพุทธศาสนาในฐานะที่เป็นศาสนา เป็นข้อใหญ่ ส่วน นอกนั้นเป็นเรื่องประดับและประกอบ.

น.491 พุทธศาสนาที่เป็นพุทธศาสนามุมเดียวโดยเฉพาะนี้ มันก็ยังมีแตกแยก แขนงเล็กแขนงน้อย ตามที่ได้ว่ามาแล้วให้ฟัง ว่ามันมีอยู่อย่างน่าเวียนหัว พุทธศาสนาในฐานะที่เป็นศาสนาแท้จริงนั้น เพื่อดับทุกข์ ใช้ปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ ; แต่พร้อมกันนั้นมันก็เป็นมุมที่สำหรับเรียนกันไม่มีที่สุด เรียนกันอย่างเดียวไม่มีที่ สิ้นสุด นี่คือมุมปริยัติ, แล้วอีกทางก็เป็นมุมที่เรียกว่าเป็นสถาบันศักดิ์สิทธิ์เป็น คณะสงฆ์ประจำชาติ ประจำประเทศ เป็นสถาบันศักดิ์สิทธิ์ นี่อย่างนี้ก็มุมหนึ่งอีก. ในพุทธศาสนาบางทีก็มุ่งหมายกันแต่เพียงว่า มีโบสถ์วิหารลานพระเจดีย์ มีผ้า เหลือง ถ้าผ้าเหลืองเต็มไปหมดทุก ๆ แห่ง ก็เรียกว่า ศาสนาเจริญอย่างนี้. พุทธศาสนามันกลายเป็นเพียงสัญญลักษณ์ทางผ้ากาสาวพัตร ผิดหรือถูกคิดดูซิ. แม้ว่าผ้าเหลืองจะเต็มไปทั้งบ้านทั้งเมืองนี้ มันจะเป็นที่แน่นอนว่าจะดับทุกข์ หรือไม่. สัญญลักษณ์ทางผ้าเหลืองนี้ก็มี สัญญลักษณ์ทางโบสถ์วิหาร พระเจดีย์ นี้ก็มีสัญญลักษณ์ทางปูชนียวัตถุ เป็นพระพุทธรูป เป็นพระคัมภีร์ เป็นพระ อะไรก็มี ; กระทั่งเอาของเหล่านั้นมาเป็นเครื่องรางเสียก็มี เอาพระพุทธรูปที่ไว้ สักการะบูชามาเป็นเครื่องรางเสียก็มี แล้วมาอยู่ในรูปพิธีรีตองเสียก็มาก. พุทธศาสนาที่เป็นพิธีรีตองนี้ระวังให้ดี. พุทธศาสนาที่เป็น พิธี ยังพอ จะใช้ได้บ้าง แต่ถ้า รีตอง แล้วก็ไม่ไหว. เพราะว่าทำเป็น พิธี นั้นมันยังมีเหตุผล อยู่มาก คือทำให้ถูกต้องตามวิธี. แต่ถ้า รีตอง แล้วใช้ไม่ได้คือโง่ถึงที่สุดแล้ว. แล้วที่เป็นพิธีหรือรีตองนี้มันมากขึ้นทุกที แล้วมันยิ่งยึดมั่นกันมากเสียด้วย. อย่าง บวชพระบวชเณรนี้ ก่อนนี้ก็บวชกันตามหลักการที่ถูกต้อง เดี๋ยวนี้มันก็มีบวช สมัครเล่น บวชจำเป็น บวชพิธีรีตอง อย่างที่เรียกว่าบวชหน้าไฟอย่างนี้ คนบวชก็ไม่รู้บวชทำไม บวช ๓ วัน ๗ วัน บวชหน้าศพ มันกลายเป็นพิธีรีตอง. ถ้าบวชจริงมันก็บวชไปเลย. ทีนี้บวชชั่วคราวนี้ก็มี ทั้งอย่างพิธีรีตอง และอย่าง ที่ว่ามุ่งหมายจะเอาประโยชน์อันแท้จริงชั่วเวลาอันจำกัด อย่างนี้ไม่ใช่พิธีรีตอง.

น.492 อย่างว่าบวชระหว่างปิดภาคเรียนปิดเทอม แต่ถ้าตั้งใจบวชจริง ๆ, บวชจริง เรียนจริง ปฏิบัติจริงนี้ ไม่ใช่พิธีรีตอง. ถ้าบวชโดยไม่มีเหตุผล ไม่มีความหมาย นั้นมันเป็นพิธีรีตอง. เดี๋ยวนี้ทอดกฐินนั้นเพื่อจะลงเรือไปกินเหล้าเล่นไพ่ ไปทอดกฐิน คือ จะลงเรือสนุก ๆ ไปกินเหล้า ไปเล่นไพ่. ทอดกฐินอย่างของพระพุทธเจ้านั้นไม่ต้อง ไปไหน มี ๒-๓ คนเอาผ้าไปถวายที่วัดเงียบๆ ก็เป็นกฐินสมบูรณ์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่ต้องลงทุนเป็นหมื่นเป็นแสน เช่าเรือหาเหล้าข้าวปลา หาไพ่ หาอะไรไปเล่น เป็นวันเป็นคืน. พิธีรีตองมันเป็นกฐินทัศนาจรอย่างนี้. มีอะไร ๆ อีกหลายอย่างที่ถ้าทำไปโดยงมงายไร้เหตุผลแล้ว มันก็เป็น พิธีรีตองหมด. มีอะไรสักนิดหนึ่งก็จัดอาหารเหมือนกับเช่นผีไปเช่นพระพุทธรูป นี่คิดดูซิ มันมีไม่ได้ในพุทธศาสนา. พระพุทธรูปไม่ใช่ผีศักดิ์สิทธิ์หรือวิญญาณ ศักดิ์สิทธิ์ จะเอาอาหารไปเซ่น อะไรไปเซ่น แต่ก็ได้ทำกันทั่วไปหมดเลย. ใน สมัยพระพุทธเจ้าทำไม่ได้เพราะท่านยังมีชีวิตอยู่ แม้ท่านนิพพานแล้ว ก็ไม่มี พระพุทธรูปที่จะให้ทำอย่างนั้น พระพุทธรูปนี้เพิ่งเกิดเมื่อสัก ๖-๗๐๐ ปี หลังจาก พระพุทธเจ้านิพพาน. เมื่อแรก ๆ มีพระพุทธรูปใหม่ ๆ เขาก็ไม่ทำกันอย่างนั้น ไม่เอาอาหารเซ่นผีไปเช่นพระพุทธรูป แล้วต่อมาเมื่อเร็ว ๆ นี้ เมื่อไม่นานนักนี้ มันเกิดมีอันนี้ขึ้นมาเป็นพิธีรีตอง. นี้ไม่ใช่ว่าจะด่าใคร จะกระทบกระเทียบ กระแนะกระแหนใคร แต่ยกตัวอย่างมาให้เห็นว่า สิ่งที่เรียกว่า "พิธีรีตอง" นั้น มันเกิดขึ้นมาอย่างไร. ตัวอย่างเช่นที่ว่านี้ถ้าจะยกมากล่าวมันมีอีกมากมาย เวลามันไม่พอ แต่ เท่าที่ยกมานี้มันก็พอแล้วสำหรับจะเข้าใจว่าอะไรคือพิธี อะไรคือพิธีรีตอง อะไรคือ

น.493 ความถูกต้อง อะไรคือความจำเป็น อะไรคือสมัครเล่น อะไรคือทำเพ้อ ๆ ไป มากแง่มากมุมอย่างนี้ทั้งนั้น. นี่เรื่องมากแง่มากมุมเลอะเทอะอย่างนี้พอกันที ก็จะ พูดกันแต่ในแง่ในมุมเดียวที่มันจะจำเป็น คือในมุมที่เป็นพุทธศาสนาโดยบริสุทธิ์ สำหรับจะดับทุกข์ของสัตว์ทั้งหลาย. ขอทบทวนอีกครั้งหนึ่ง ได้พูดมาแล้วว่า พุทธศาสนามีไว้สำหรับ มนุษย์นี้ เพื่อแก้ปัญหาของมนุษย์ มีพุทธศาสนาไว้เพื่อแก้ปัญหาของมนุษย์ ถ้า ไม่อย่างนั้นพุทธศาสนาไม่มีค่า ไม่มีความหมาย ไม่มีประโยชน์อะไร. ฉะนั้น มนุษย์มีปัญหาหรือเปล่า ? ถ้ามนุษย์ไม่มีปัญหาอะไรเลย ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมี พุทธศาสนา ; ท่านทั้งหลายก็ไม่ต้องมาที่นี่ให้เสียเวลาเพื่อพูดกันตรงๆ อย่างนี้ ถ้าไม่มีปัญหา. ทีนี้ถ้ามีปัญหาคือมันต้องการใช้พุทธศาสนาเพื่อแก้ปัญหา เราจึง ควรจะมาพบกัน มาพูดกัน มาปรึกษาหารือกัน หรือว่ามาปรับทุกข์กัน เพราะว่ามัน ต่างคนต่างก็มีความทุกข์. นี้เรียกว่ามันต้องมีปัญหา มันจึงหันหน้าไปหาศาสนา. มนุษย์มีปัญหาจึงได้หันหน้าไปหาศาสนา แล้วก็ไม่ว่าศาสนาไหนนะ พุทธศาสนา หรือศาสนาคริสเตียน อิสลาม พราหมณ์ ฮินดูอะไรก็ตามเถอะ มันล้วนแต่มี ปัญหาทั้งนั้น จึงหันหน้าไปหาศาสนา เพื่อให้แก้ปัญหา. ทีนี้ ปัญหาของมนุษย์มันก็มาก : ปัญหาเรื่องไม่มีอะไรจะกิน. ปัญหา เรื่องครอบครัวไม่เรียบร้อย, ปัญหาเรื่องเพื่อนไม่ดี ปัญหาสารพัดอย่าง กระทั่ง ว่าปัญหาในโลกนี้มันยุ่งไปแต่เรื่องความเดือดร้อน จากอันธพาลบ้าง จากเหตุการณ์ ภายนอกบ้าน อะไรบ้าง มันเป็นปัญหาไปหมด ; มากจนคล้ายกับว่าสางกัน ไม่ไหว. ฉะนั้นปัญหาบางอย่างที่มันยังไม่จำเป็นก่อน ไม่เกี่ยวข้องกันก่อน ก็บัด ทิ้งไปเสียทีก่อน ; ให้มันเหลือแต่ปัญหาที่จำเป็น.

น.494 ปัญหาที่จำเป็นก็มีหลายปัญหา ก็ควรจะมาค้นให้พบว่ารกรากของปัญหา นั้นมันอยู่ที่ตรงไหน แล้วในที่สุดอาจจะพบว่ามันอยู่ที่รกรากเดียวกัน. ปัญหาที่ จำเป็นหลาย ๆ อย่าง หลาย ๆ ปัญหาของมนุษย์ นี้มาจากรกรากอันเดียวกัน หรือปัญหาเดียวกัน ปัญหานี้คืออะไร ? ถ้าจับปัญหานี้ได้จะเอาพุทธศาสนาไปใช้ เป็นประโยชน์ได้. ปัญหาที่ว่ามีเพียงปัญหาเดียว เป็นต้นตอของปัญหาทั้งหลายนี้ก็คือ ปัญหาที่มนุษย์นี้มันตกเป็นทาสของอายตนะ นี่บางคนฟังไม่ถูกแน่. ปัญหา ที่มนุษย์มันตกเป็นทาสของอายตนะ ; อายตนะนั้นคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ๖ อายตนะ, มนุษย์ตกเป็นทาสของ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, จนทำให้ปัญหา เกิดขึ้นสารพัดอย่างเลย แม้กระทั่งปัญหาครอบครัวไม่เรียบร้อย. ปัญหาที่ว่ามนุษย์ตกเป็นทาสของอินทรีย์ ของอายตนะนี้มันก็ยังมีอยู่ถึง ๒ ชั้น : ชั้นแรกก็คือ ตกเป็นทาสของอายตนะตามธรรมชาติ คือปล่อยไป ตามธรรมชาติ คนเราก็มีความต้องการเพียงเท่านั้น มีการขวนขวายเพียงเท่านั้น เดือดร้อนเพียงเท่านั้น นี้ก็เรียกว่าเป็นทาสของอายตนะตามธรรมชาติ. เดี๋ยวนี้มัน ไม่พอ มนุษย์ไปขยายให้เกินกว่าที่จำเป็นตามธรรมชาติ คือมันไปต้องการ ให้มากกว่าที่ธรรมชาติต้องการให้มีนั่นเอง. ถ้าเรามี เราทำ เราใช้ เราอะไรกัน แต่เท่าที่ธรรมชาติมันต้องการแล้ว มันก็จะไม่มากเหมือนอย่างนี้. สมัยโบราณเขาอยู่ เขาทำ เขาอะไรกันเพียงเท่าที่ธรรมชาติเรียกร้องต้อง การ ฉะนั้นเขามีปัญหาไม่มาก ; มาบัดนี้พวกเรามันต้องการเกินกว่า ที่ธรรมชาติ เรียกร้องมากนัก หลายเท่าหลายสิบเท่าหลายร้อยเท่า. คนหนึ่งมีรถยนตร์ตั้ง ๕ คัน นี่คุณลองคิดดูว่ามันเกินความต้องการเรียกร้องของธรรมชาติสักเท่าไร . ส่วนอีก

น.495 คนหนึ่งไม่ต้องมีรถยนตร์ก็ได้ ยังสบายดี จะไปไหนก็ไปขึ้นรถประจำทางก็ได้ มันก็พอจะแก้ไขได้ ; แต่ถ้าไม่สะดวก มีคันเดียวมันก็พอ ไม่ต้องมีตั้ง ๕ คัน. ทำไมมันจะต้องมีตึกมีรามมีอะไรเกินกว่าที่มันจำเป็นจะต้องมี มีเครื่องใช้ ภายในบ้านในเรือนเกินกว่าที่จะต้องมี นี่เพราะว่าความต้องการมันขยายออกไป เพราะฉะนั้นปัญหามันก็ขยายออกไปตามตัว จึงมีปัญหามาก เลยแก้ไม่หวาดไหว เป็นบ้าเสียก่อน ไม่ทันพบพุทธศาสนา เป็นบ้าตายเสียก่อน หรือไปฆ่าตัวตาย เสียก่อนได้พบพุทธศาสนา ; อย่างนี้มันก็มีอยู่มาก. นี้เรียกว่าปัญหาของมนุษย์ ที่เป็นทาสของอายตนะนี้มันมีอยู่ ๒ ชั้นอย่างนี้ : ชั้นตามธรรมชาติมันก็พอตัว อยู่แล้ว คือมีความทุกข์อยู่ตามสมควรแล้ว, ที่นี้ขั้นเกินธรรมชาติหลายเท่า มันก็มีความทุกข์มากอีกหลาย ๆ เท่า. อายตนะ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ๖ อย่าง ใน ๖ อย่างนี้ควรจะ แบ่งเป็น ๒ กลุ่ม คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย นี้กลุ่มหนึ่ง, แล้วก็ใจล้วน ๆ อีก กลุ่มหนึ่ง. ที่เห็นอยู่ชัด คนเราเป็นทาสอายตนะ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทาง ลิ้น ทางกายหรือทางผิวหนังนี้ เสียเป็นส่วนใหญ่, รุนแรงกว่า. อยากจะให้ เอร็ดอร่อยสวยงามทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้นและทางผิวหนัง สัมผัสระหว่าง เพศนี้ คืออายตนะทางผิวหนังเป็นเรื่องสำคัญ ; ที่จะมีกินมีใช้มากไม่มีขอบเขตนี้ มันก็เรื่องอายตนะทางผิวหนังเป็นส่วนใหญ่ ; ส่วนเรื่อง ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น นั้นเป็นส่วนประกอบ. เพราะกามารมณ์ตั้งอยู่ที่สัมผัสทางผิวหนังเป็น ส่วนใหญ่ ; ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้นนี้เป็นส่วนประกอบ. กลุ่ม ๕ แรกนี้ เรียกว่า "เบ็ญจกามคุณ" คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ นี้มันก็ร้ายกาจที่สุด อยู่แล้ว. ทีนี้อีกส่วนหนึ่งก็เป็นส่วนใจล้วน ๆ ซึ่งควบคุมทุก ๆ ส่วน. นี้ก็ยัง ยิ่งร้ายกาจไปกว่า แต่คนมองไม่เห็น ; แล้วบางคนก็ไม่เข้าใจว่า มันมีอยู่อีก ส่วนหนึ่ง คือส่วนที่ ๖ นี้, มักจะรู้แต่เรื่อง ตา หู จมูก ลิ้น กาย.

น.496 ทีนี้ ถ้าตั้งปัญหาว่าอายตนะทางใจ, ทางใจล้วน ๆ นั้นมันคืออะไร ? มีอะไรเป็นอารมณ์ ? เมื่อเรามีลูกดี มีเมียดี มีผัวดี มีคนใช้ดี มีอะไรดีอย่างนี้ นี่เรารู้สึกสบายใจ ; อันนี้ไม่เกี่ยวกับตาหูจมูกลิ้นกาย แต่เกี่ยวกับทางจิตใจคือทาง มนายตนะ. เรื่อง มนายตนะ คือ อายตนะทางใจ นี้มันเป็นเรื่องใหญ่ถึงขนาดนี้ อะไรดีหรืออะไรเลวมันไปรวมอยู่ที่ใจหมด. มีของถูกใจซึ่งไม่ได้กินทางตา ทางหู ทางจมูกอะไร เพียงแต่เก็บไว้เฉย ๆ มันก็สบายใจ มันก็หลงรัก. ทีนี้ยิ่งไปกว่านั้น อาหารสมอง อาหารทางมันสมองนี่ก็มีพิษร้ายมากเท่ากัน ; เป็นได้แก่พวก นักปราชญ์หรือพวกบ้าคิด. นักคิด นักบ้าคิด นักปราชญ์นี้ เขาไม่ต้องการอาหาร ทางปาก ทางตา ทางหูอะไรนัก แต่เขาต้องการอาหารทางสมอง มาหลงใหล อาหารทางสมอง เพราะเป็นเรื่องทางใจ เป็นอายตนะที่หก. คนที่ชอบเกียรติ บ้าเกียรติ แม้เกียรติบริสุทธิ์ ไม่ใช่เกียรติคดโกง. บ้าเกียรติ หลงเกียรติ จนไม่เป็นอันกินอันนอน ไม่สนใจเรื่องทางรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส แต่ไปหลงเรื่องเกียรติเหลือประมาณ อย่างนี้มันเป็นโทษของอายตนะ ที่หก คือใจ. ส่วนเกียรติประเภทที่ใช้เป็นเครื่องมือหากามนั้นเราไม่พูดถึง. เกียรติบางชนิดเป็นเครื่องมือสำหรับหากามารมณ์ นี้เอาไปไว้กับพวกกามารมณ์. แต่ว่าเกียรติบริสุทธิ์ที่เราไม่เอาไปใช้แสวงหากามารมณ์นี้ มันก็ยังทำให้คนเป็นบ่าว เป็นทาสของมันได้ คือหลงใหลแล้วก็ปล่อยไปตามความต้องการของเกียรติ ไม่รู้ จักดีไม่รู้จักชั่วก็ได้. หรือเหมือนอย่างว่าเรานอนฝัน แล้วมีความสุขอย่างยิ่งนี้ไม่เกี่ยวกับ ตา หู จมูก ลิ้น กาย เลย มันก็เรียกว่าเป็นเรื่องทางใจ. อะไร ๆ ที่ทำให้จิตใจรู้สึก เอร็ดอร่อยก็เรียกว่าเป็นเรื่องทางมนายตนะทั้งนั้น เป็นอายตนะที่หก นี้ที่เรา ไม่ค่อยระวัง เราไม่เห็นเป็นอันตราย เราไม่เห็นว่าเป็นปัญหาที่ต้องแก้ เราก็ปล่อย

น.497 ให้มันเป็นทาสสิ่งที่เราเรียกว่าความเอร็ดอร่อยทางใจนี้ไปเรื่อย ๆ แล้วก็มากขึ้น ๆ มันก็ส่งเสริมความโลภ ความโกรธ ความหลง มากขึ้น ไม่มีอะไรเลย. แล้วพอ ความโลภ ความโกรธ ความหลง มากขึ้นแล้ว ก็ไม่ต้องพูดกันแล้วที่นี้ ไม่ต้อง พูดอะไรกันอีกแล้ว มันก็มีแต่ความทุกข์เท่านั้น. นี้เรียกว่าอย่าระวังแต่เพียงว่า แค่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ให้ระวังตัวสำคัญตัวร้ายที่สุดคือใจ. นกอินทรีย์ ๕ ตัว คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย นี้ ไม่ร้ายเท่านกอินทรีย์ ตัวเดียวตัวที่หก คือใจ. เขาเปรียบเทียบเหมือนนกอินทรีย์ ซึ่งมันจิกกินสัตว์ มีชีวิตเลย คนเป็น ๆ มีชีวิตนี้ นกอินทรีย์มันกิน. ๕ ตัวแรกที่เกาะกินอยู่ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย นี้ไม่ร้ายเท่าตัวที่หก ที่มันเกาะกินอยู่ที่หัวใจ หมายถึงจิตใจไม่ใช่ ก้อนหัวใจ. เราปล่อยกันเกินไปจนไม่เอาใจใส่กับนกอินทรีย์ตัวที่สำคัญทั้งใน ๒ แง่ : ในแง่ที่จะหลงใหลบ้าหลัง ก็ไปบ้าหลังทั้ง ๕ ตัวข้างต้น ; หรือในแง่ที่ จะปราบปรามจะฆ่ามัน ก็ไปหลงใหลอยู่แต่ไปทำกับ ๕ ตัวข้างต้น ; ตัวสุดท้ายไม่ ค่อยจะสนใจ ฉะนั้นจึงปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนาไม่ได้. นี้เรียกว่าแก้ปัญหา มันไม่ถูกเรื่อง มันไปเป็นปลายเหตุเสียหมด มันไม่เป็นต้นเหตุ ฉะนั้นจะต้อง รู้จักต้นเหตุที่สำคัญ คือมันจะต้องมีปัญหาที่แท้จริงขึ้นมาสำหรับให้พุทธศาสนาแก้. พุทธศาสนาจะเป็นเหมือนเครื่องมือหรืออาวุธ ที่จะชำระชะล้างปัญหาเหล่านี้. ที่ปล่อยไปตามธรรมชาติก็เป็นความทุกข์อยู่ระดับหนึ่ง ; ที่นี้ไปขยาย เกินธรรมชาติ มันก็เป็นทุกข์เพิ่มขึ้นกี่เท่ากี่ร้อยเท่าแล้วแต่ไปขยายมัน ; ทีนี้เรา ก็เลยไปแก้ไม่ถูกวิธี ไปแก้แต่ปลายเหตุ ไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ. ธรรมดามันก็เป็น ทุกข์อยู่แล้ว, นี่ขอให้ช่วยจำให้ดีตรงนี้สักหน่อยว่า ที่เป็นทาสของอายตนะนี้ มันก็เป็นทุกข์อยู่แล้ว ; ที่นี้ไปแก้มันอย่างโง่ ๆ มันเลยเป็นทุกข์เพิ่มขึ้นอีกกว่าที่ มีอยู่เดิม เพราะไปแก้อย่างผิดวิธี. มันเลยเป็นความทุกข์มาก ๓ ชั้น : ตาม

น.498 ธรรมชาติก็เป็นทุกข์อยู่แล้ว, สมมุติว่าหน่วย ๑ ; แล้วไปทำให้มันเกินธรรมชาติ มันก็เพิ่มขึ้นอีกเป็น ๒ หน่วย ; แล้วไปแก้มันผิดวิธี มันก็เพิ่มส่วนนี้ขึ้นมาอีก มันเลยกลายเป็น ๓ หน่วย ๔ หน่วย ๕ หน่วยขึ้นมา เป็นความทุกข์ที่เพิ่มขึ้นมา อย่างนี้ ก็คือยิ่งเป็นทาสของอายตนะมากขึ้นทุกที ยิ่งเป็นเหยื่อของนกอินทรีย์ นี้แหละมากขึ้นทุกที. นี้แหละความเป็นทาสของอายตนะ คือความเป็นทาส ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้เป็นตัวปัญหา ; ขอให้ท่านทั้งหลายทุกคนจับตัวปัญหาให้ได้ว่า ปัญหา ทั้งหมดมันรวมอยู่ที่นี่. ถ้าอย่าเป็นทาสของอายตนะเสียอย่างเดียว แล้วปัญหา อื่นไม่มี. เรายากจนเข็ญใจไม่มีอะไรจะกิน นี่สำหรับคนจนก็เพราะมันเป็นทาส ของอินทรีย์ เป็นทาสของกิเลส. หรือคนมั่งมีแล้วมันก็ยังมีความทุกข์ เพราะมัน ก็เป็นทาสของกิเลสของอายตนะ. คนมีอำนาจวาสนาก็ยังเป็นทุกข์เพราะเป็นทาส ของอายตนะ. คนเบียดเบียนรบราฆ่าฟันกัน มันก็เพราะเป็นทาสของอายตนะ. ไปแจกเอาเองก็แล้วกันว่าปัญหาทุกชนิดจะรวมอยู่ที่นี่ : บังคับตัวเองไม่ได้ปล่อย ไปตามกิเลสตัณหา ซึ่งเป็นทาสของอายตนะ. ทีนี้ ปัญหาก็มีต่อไปว่าเราจะไม่เป็นทาสของอายตนะ เราจะไม่เป็นทาส ของ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ต่อไป เราต้องการความเป็นอิสระ หรืออิสระเสรี ภาพขึ้นมาแล้ว. เสรีภาพที่แท้จริง คือจิตไม่เป็นทาสของอะไร. เสรีภาพที่เขาพูดกัน ในโลกนี้เป็นเรื่องจอมปลอม เป็นเรื่องโกหกจอมปลอม เป็นเสรี เป็นประชาธิปไตย แต่แล้วก็เป็นทาสของกิเลสตัณหา ยังทำชั่ว ยังคอร์รัปชั่น ยังเห็นแก่ตัว ยังถือว่า ประโยชน์ของตัวนั้นถูก ประโยชน์ของผู้อื่นไม่ต้องคำนึงถึง. ประชาธิปไตยไหน ประเทศไหนมันก็ถือแต่ว่า ประโยชน์ของตัวนั้นแหละเป็นใหญ่ และถูกต้อง. ฉะนั้นจะฆ่าใครสักกี่มากน้อยก็ไม่แปลก ถ้าประโยชน์ของตัวมันยังอยู่ ; มีอิสระ

น.499 ที่จะฆ่าผู้อื่น เพื่อจะเอาประโยชน์ของตัวไว้; นี้แหละประชาธิปไตยในโลก ที่จริงก็ไม่ใช่ประชาธิปไตยหรือเสรีภาพอะไร มันเป็นทาสของกิเลส เป็นทาสของ ความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นทาสของอายตนะ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. ทีนี้ ถ้าไม่แก้อันนี้ได้ โลกนี้ก็ไม่มีส่วนที่จะงดงามน่าดู เป็นโลกของ มนุษย์ได้ ; จะเป็นโลกของความป่าเถื่อนอยู่นั่นแหละ. นี่ ขอให้นึกดูเถอะว่าเมื่อตะกี้นี้พูดว่า เราจะไปเที่ยวชมสวน ชมป่า ชมดอกไม้ จะไปพบซากศพ หรือจะไปเที่ยวชมวิว ไปพบเสือ มันมีอยู่อย่างนี้. ถ้าเราไม่แก้ปัญหาต้นตอ คือความเป็นทาสของอายตนะแล้ว มันก็ไม่มีอะไรที่ น่าชื่นใจ. เวลาเหลืออยู่นิดหนึ่งนี้ก็ขอพูดเรื่อง ความไม่เป็นทาสของอายตนะ กันบ้าง นั้นแหละคือพระอริยเจ้า คือสัตบุรุษ. ในพุทธศาสนานี้เรามีคำว่า 'สัตบุรุษ" คือคนดี และมีคำสูงขึ้นไปกว่านั้น คือเป็นพระอริยเจ้า ; ถ้าผิด จากนี้แล้วก็ไม่ไหว เป็นอันธพาลไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง. เป็นสัตบุรุษก็คือผู้ที่ เริ่มต่อสู้ ต่อสู้เต็มฝีไม้ลายมือเพื่อจะไม่เป็นทาสของอายตนะ เพื่อจะเป็นอิสระ เพื่อจะมีเสรีภาพออกมาจากการกดขี่ของกิเลส นี้คือสัตบุรุษ. สัต นี้มาจาก สต แปลว่าดี สัตบุรุษ นี้แปลว่า คนดี เป็นคนที่กำลังตัดสินใจแน่วแน่ ต่อสู้ต่อต้าน จากความเป็นทาสของอายตนะ ไปทำบาปไม่ได้ ทำชั่วไม่ได้ทุกอย่างทุกประการ ที่นี้ ถ้าทำได้สำเร็จ มีความบาปความชั่วน้อยลงไปเท่าไร เขาก็เรียกว่าเป็นพระ อริยเจ้าขั้นนั้น ๆ ๆ สูงขึ้นไปตามลำดับจนเป็นพระอริยเจ้าขั้นสูงสุด ไม่มีบาปเลย อยู่เหนือบุญเหนือบาปโดยประการทั้งปวง. นั้นคือการไม่เป็นทาสของอินทรีย์. การที่ทำได้อย่างนี้ก็เรียกว่ามันเป็นการทำถูกต้อง ตามความมุ่งหมายของ พุทธศาสนา ; คือถ้าไม่เกี่ยวกับพุทธศาสนาก็เรียกว่ามันถูกต้องตามความเป็นมนุษย์

น.500 ตามความหมายของความเป็นมนุษย์. มนุษย์แปลว่าใจสูง อย่าแปลเป็นอย่างอื่น เลย มนุษย์แปลว่าใจสูง ; หรืออย่างขยายความไปก็ว่า เป็นเทือกเถาเหล่ากอ ของคนที่มีใจสูง นั่นเรียกว่า "มนุษย์". ถ้าใจสูงก็ไม่เป็นทาสของอายตนะ เป็น ทาสของอายตนะคือใจต่ำ. ทีนี้พอเราไม่เป็นทาสของอายตนะ มันก็ว่างจากการ เบียดเบียน ตัวเองไม่เดือดร้อน ผู้อื่นไม่เดือดร้อน ; นี้ก็คือโลกของพระศรีอารย์ ที่นี่และเดี๋ยวนี้ โลกพระศรีอารย์ที่แท้จริงคืออย่างนี้ ไม่ใช่อย่างพวกคอมมูนิสต์ว่า. พวกคอมมูนิสต์ว่าเมื่อทุกคนสมบูรณ์ด้วยวัตถุแล้ว โลกนี้เป็นโลกพระศรีอารย์ ; นั้นพระศรีอารย์วัตถุนิยม มันเป็นไปไม่รอด ; มันยังเป็นทาสของอายตนะ ทางตา ทางหูอยู่. ถ้าโลกพระศรีอารย์ของพุทธศาสนาแล้วก็หมายความว่าไม่มี ใครเป็นทาสของอายตนะ มีแต่อิสระเสรีภาพเหนือกิเลส ; แล้วไม่มีใครเดือดร้อน. นี่คือโลกของพระศรีอารย์ที่นี่และเดี๋ยวนี้. ถ้าพวกคริสเตียนว่า เขาก็ว่าโลกของ พระเจ้า คืออย่างนี้ ที่นี่และเดี๋ยวนี้. ฉะนั้นพุทธศาสนาในฐานะที่เป็นศาสนา หรือในฐานะที่เป็นพุทธศาสนา นั้นมุ่งหมายอย่างนี้ : มุ่งหมายทำคนให้เป็นสัตบุรุษ ให้เป็นพระอริยเจ้า ทำโลก ให้เป็นโลกของพระศรีอารย์ที่นี่และเดี๋ยวนี้ ให้มนุษย์เป็นมนุษย์. เดี๋ยวนี้มนุษย์ ยังไม่เป็นมนุษย์ เป็นมนุษย์แต่ชื่อ เป็นมนุษย์แต่ปาก คือใจยังต่ำ. ที่นี้หลักการนี้ ขอให้เข้าใจว่าต้องการให้เป็นกันอย่างที่ว่านี้ แม้ในบ้านในเรือน ; ไม่ต้องการ ให้มาอยู่ที่สวนโมกข์ หรือในป่าในดงอะไรที่ไหน ให้อยู่ที่บ้านที่เรือน แต่ให้มีจิตใจ ไม่เป็นทาสของ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ; อย่าไปลุ่มหลงความเอร็ดอร่อยทางเนื้อ ทางหนังว่าเป็นของประเสริฐ; จะมีบ้างก็ในฐานะเป็นของที่มันมีอยู่ในโลก อย่างนั้นเอง อย่าไปบูชามัน เรียกว่าอย่าไปเป็นทาสมัน อย่าไปเป็นทาสเนื้อหนัง ถ้าจะสมัครเป็นทาส ก็ให้มันเป็นทาสของพระธรรม หรือพระเจ้าแล้วแต่จะเรียก เรามีพุทธศาสนาในฐานะที่เป็นพุทธศาสนามาเพื่อช่วยให้คน หลุดพ้นจากความเป็น

น.501 ทาสที่แท้จริง ; ความเป็นทาสอย่างอื่นเป็นของลม ๆ แล้ง ๆ ความเป็นทาสกิเลส เป็นทาสอายตนะ นี้เป็นทาสแท้จริง เป็นทาสถึงที่สุด. นี้คือแง่ที่ดีที่สุด สำคัญ ที่สุด ของสิ่งที่เรียกว่า "พุทธศาสนา" หรือศาสนาไหนก็ตาม. ศาสนาทุกศาสนาถ้าเป็นศาสนาที่จริงแท้ ที่มีประโยชน์แล้ว ก็ต้อง มุ่งหมายเพื่อดึงคนออกมาเสียจากความเป็นทาสของอายตนะ คือพญามาร หรือซาตานหรืออะไรแล้วแต่จะเรียก คือความลุ่มหลงทางเนื้อหนัง เป็นทาสของ เนื้อหนัง. ธรรมะดึงออกมาเสียจากความเป็นทาสของเนื้อหนังก็มาเป็นคนอิสระ เป็นสัตบุรุษ เป็นพระอริยเจ้า เป็นโลกพระศรีอารย์ เป็นได้ทุกอย่างที่น่าปรารถนา ด้วยอาการอย่างนี้ ได้พูดมา ๑๘ แง่ ๑๘ มุม แล้วก็มีมุมเดียวคือธรรมะที่แท้จริงที่จะดึง คนออกมาเสียจากความเป็นทาส นอกนั้นเป็นเรื่องประกอบประดับให้น่าดูขึ้นบ้าง ; แล้วนอกไปจากนั้นอีกก็คือเรื่องเพ้อ เรื่องบ้าหอบฟาง ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด เหมือนที่เขาเป็นกันอยู่มากมายเวลานี้. บ้าหอบฟาง ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด พุทธบริษัทเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย จะมีอะไรสักหน่อยหนึ่งก็ได้ มันเป็นเพชร เป็นพลอย มีค่ามีประโยชน์สำหรับจะเชือดเฉือนกิเลสตัณหา เชือดเฉือนความ เป็นทาสทางอายตนะให้หมดไป ; มีอยู่มุมเดียวเท่านี้ ใน ๑๘ แง่ ๑๘ มุม นี่เราได้พูดกันถึงพุทธศาสนาในทุกแง่ทุกมุมก็เพื่อให้ค้นพบมุมนี้ หวังว่า ทุกคนจะเอาไปคิดไปนึกให้สำเร็จประโยชน์ตามความมุ่งหมายนี้ ให้สมกับอุตส่าห์ ถ่อร่างมาถึงที่นี่ด้วยความยากลำบากด้วยกันจงทุก ๆ คนเถิด. ขอยุติการบรรยายวันนี้ไว้เพียงเท่านี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต