น.39 ท่านสาธุชน ผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์นี้ ได้สิ้นสุดไปภาคหนึ่งแล้ว ซึ่งเราเรียกว่า ภาคมาฆบูชา และล้วนแต่เป็นการ บรรยายเรื่องอิทัปปัจจยตามาโดยตลอด. บัดนี้มาถึงภาควิสาขบูชาแล้ว จึงได้ เปลี่ยนเรื่องที่จะบรรยายนั้น ให้เหมาะ สมกับภาคนี้ ซึ่งอาตมามีความเห็นว่า ควรจะได้กล่าวถึงเรื่องต่างๆ อันเกี่ยว กับพระพุทธเจ้ากันในทุกแง่ทุกมุมเสีย สักที. อาตมารู้สึกว่า เดี๋ยวนี้เราก็ยัง ๑
น.40 ไม่ได้รู้จักพระพุทธเจ้ากันให้ลึกซึ้ง สมกับที่พระองค์ทรงมีพระคุณอันลึกซึ้ง ; ดังนั้น ขอให้เป็นที่เข้าใจกันว่า ในภาควิสาขบูชาสามเดือนนี้ จะมีการบรรยายในชุด พุทธจริยา มีจำนวน ๑๓ ครั้งด้วยกัน ขอให้ทราบไว้เป็นการล่วงหน้าดังนี้ด้วย. เมื่อจะถามว่า พุทธจริยาคืออะไร ? ก็เข้าใจว่า เป็นการยาก ที่บุคคลจะมอง เห็นได้โดยครบถ้วนในทุกแง่ทุกมุม ; พุทธจริยาที่รู้กันเป็นส่วนมาก ก็คือพุทธประวัติ ในส่วนที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของพระองค์เสียเป็นส่วนใหญ่. ความหมายของคำว่า "พุทธจริยา" ในที่นี้ หมายถึงการประพฤติ การกระทำ หรือแม้ที่สุดแต่พฤติที่ได้ เป็นไปเองในโลกนี้ ที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า ทั้งที่เป็นส่วนพระองค์ และทั้งที่มีความ สัมพันธ์กันกับพวกเรา. อาตมามีความเห็นว่า เราควรจะพิจารณากันอย่างลึกซึ้ง ละเอียดลออ ตลอดทั่วถึงกันสักที. ถ้าว่าโดยแท้จริงแล้ว เรื่องนี้อาตมาก็ได้เคยกล่าวมาหลายครั้งหลายหน ในข้อที่ว่า บุคคลที่เราเรียกกันว่าพระพุทธเจ้านั้น มีอะไรๆ ที่ลึกซึ้ง ซับซ้อนกันอยู่ เป็นหลาย ๆ ชั้น : นับตั้งแต่พระพุทธเจ้าของพวกเด็ก ๆ ซึ่งถือเอาสัญญลักษณ์อย่างใด อย่างหนึ่งมาเป็นพระพุทธเจ้า, พระเครื่องที่แขวนคอ, หรือพระพุทธรูปในโบสถ์ ลงไปกระทั่งถึงวัตถุอื่น ๆ ที่มุ่งหมายคล้ายกันกับพระพุทธรูปเช่น ต้นโพธิ์ เหล่านี้เป็นต้น. สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นพระพุทธเจ้าอย่างวัตถุ คือเป็นสัญญลักษณ์ เท่านั้นเอง. พระพุทธเจ้าในลักษณะเช่นนี้ เราจะต้องรู้ความหมายของสัญญลักษณ์นั้น ให้ถูกต้อง แล้วก็ ให้เพียงพอด้วย จึงจะได้รับประโยชน์; ถ้ามิฉะนั้นแล้วก็จะเป็น เพียงความเชื่อในเบื้องต้น ซึ่งทุกคนควรจะมี สำหรับเป็นเครื่องผูกใจในเบื้องต้น ที่จะทำความก้าวหน้า ในทางที่จะรู้จักสิ่งซึ่งตัวมีไว้เป็นสัญญลักษณ์. นี้คือพระพุทธเจ้า
น.41 อย่างเป็นวัตถุ. ฉะนั้นขอให้ถือว่า พระพุทธเจ้าอย่างเป็นวัตถุ เป็นเหมือน สัญญลักษณ์เบื้องต้นนี้ ก็มีอยู่พวกหนึ่ง. ทีนี้ พระพุทธเจ้าที่เป็นบุคคล เป็นมนุษย์ที่มีร่างกาย เนื้อหนัง เหมือน เราท่านทั้งหลาย ; นี้ก็เป็นพระพุทธเจ้าอย่างที่เป็นบุคคลาธิษฐาน ; คือหมายถึง บุคคลที่มีชีวิตอยู่ เมื่อสองพันกว่าปีมาแล้วในประเทศอินเดีย. คนเหล่านั้นคิดว่า นั่นเป็นพระพุทธเจ้าจริง. แต่พระพุทธเจ้าท่านปฏิเสธว่า นั่นไม่ใช่พระพุทธเจ้าจริง ; ที่ไม่ใช่องค์พระพุทธเจ้าจริง เพราะว่าบุคคลที่ได้เห็นร่างกายนั้น ทั้งที่เดินสวนทางกัน ก็ยังไม่รู้จักพระพุทธเจ้า. คนบางพวกเมื่อมีผู้บอกว่า นั่นเป็นพระพุทธเจ้า เขาก็ยังไม่เชื่อ, ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีบางคนรักพระพุทธเจ้าอย่างรักบุคคล อยากจะเข้าใกล้พระพุทธเจ้า ; รักพระพุทธเจ้ายิ่งกว่าชีวิต อย่างนี้ก็มี. นี่แหละขอให้มองดูกันในแง่นี้คือ : อาตมาอยากจะกล่าวว่า แม้แต่ร่างกาย ของพระพุทธเจ้าเอง ก็ยังเป็นเพียง สัญญลักษณ์ของพระพุทธเจ้า อยู่นั้นเอง. พูดอย่างนี้ ท่านทั้งหลายอาจจะไม่เชื่อ, ถ้าท่านไม่เชื่อ ท่านจงให้ความเป็นธรรม กันบ้าง ; แล้วจงศึกษาถึงข้อเท็จจริง ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ที่ว่า "เมื่อไรจึงจะ เรียกว่า เห็นพระพุทธเจ้า". เห็นร่างกายนั้น เห็นเพียงวัตถุภายนอก ซึ่งไม่ใช่ พระพุทธเจ้าพระองค์จริง, เป็นเพียงร่างกายเนื้อ. พระพุทธเจ้ากายเนื้อเช่นนี้ก็ยัง เป็นพระพุทธเจ้าของคน ซึ่งมีสติปัญญาความรู้อย่างลูกเด็ก ๆ อยู่นั่นเอง. ทีนี้ เราเขยิบสูงขึ้นมาถึงพระพุทธเจ้า ที่ไม่ใช่กายเนื้อ ; คือกายจริง. กายจริงของพระพุทธเจ้า ที่พูดกันอยู่นี้ ก็มุ่งหมายไปถึง : - พระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ พระเมตตาคุณ, เหล่านี้ล้วนแต่หมายถึงพระพุทธเจ้า. พระองค์ ประกอบไปด้วยปัญญา คือรู้สิ่งที่ควรรู้ถึงที่สุด จึงทำให้หมดกิเลส หมดความทุกข์ ; แล้วก็เลยได้คุณที่สอง คือบริสุทธิ์คุณขึ้นมา. เมื่อหมดจดจากกิเลสความทุกข์แล้ว
น.42 ก็ยังไม่หยุดอยู่ ยังทรงทนลำบากเพื่อจะสั่งสอนสัตว์ ให้พ้นจากกิเลสและความทุกข์ด้วย ; เป็นเหตุให้เกิดเป็นเมตตาคุณ หรือกรุณาคุณขึ้นมาอีก รวมเป็น ๓ คุณ ; แต่นี้ก็ยัง เป็นเพียงพระคุณสำหรับบุคคล ที่จะพูด ๆ ท่อง ๆ กันเสียมากกว่า. เราจะต้องเห็นพระพุทธเจ้าให้ตรง ตามที่พระพุทธองค์ทรงประสงค์ อย่างที่ตรัสว่า : "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา, ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นเห็นธรรม ; ผู้ที่ไม่เห็นธรรม ไม่ได้ชื่อว่าเห็นเรา แม้แต่ผู้นั้นจะจับจีวรของเราอยู่". แล้ว ยังมีตรัสไว้ในที่อื่นอีกว่า : "ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นเห็นธรรม ผู้ใดเห็น ธรรม ผู้นั้นเห็นปฏิจจสมุปบาท". เมื่อเอาพระพุทธภาษิตทั้งสองแห่งนี้มาต่อกันเข้า มันก็จะได้ความว่า ผู้ที่เห็นธรรม คือ เห็นปฏิจจสมุปบาท ; นั่นแหละคือ ผู้ที่เห็นพระพุทธเจ้าพระองค์จริง. เมื่อพูดกลับกันก็พูดว่า ผู้ที่เห็นพระพุทธเจ้าพระองค์จริง ก็ต้องเห็นธรรม คือเห็นปฏิจจสมุปบาท. การที่มัวท่องกันอยู่แต่ว่า ปัญญาคุณ บริสุทธิคุณ เมตตาคุณ โดยไม่เห็นปฏิจจสมุปบาท นี้ก็ยังไม่ชื่อว่า เห็นพระพุทธเจ้าโดยสมบูรณ์ ; เพราะ อาศัยหลักที่ว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต, ผู้ใดเห็นตถาคต ผู้นั้นเห็นธรรม ขอให้สนใจในข้อนี้ให้มากเป็นพิเศษ : ให้เห็นพระพุทธเจ้าในลักษณะที่ กล่าวได้ว่า อยู่กับพระพุทธเจ้าอยู่ตลอดเวลา, ให้สมกับที่พระองค์ตรัสว่า " เรา จะยังอยู่กับเธอ ตลอดเวลา แม้ว่าจะล่วงลับไปแล้วโดยร่างกาย" คำพูดนี้เป็น พระพุทธภาษิตที่ตรัสไว้ในขณะที่พระองค์กำลังจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ในไม่กี่นาทีอยู่ แล้วว่า : "ธรรมวินัยอันใด ที่ตถาคตแสดงแล้ว บัญญัติแล้วนั้น จักอยู่เป็นศาสดา ของพวกเธอทั้งหลาย ในกาลเป็นที่ล่วงลับไปแห่งเรา" พึงคิดให้เห็นว่า สิ่งที่เรียกว่าธรรมวินัย ที่ได้ทรงแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว ในที่นี้ มีความหมายอย่างเดียวกับคำว่า "ธรรม" ในประโยคที่ว่า "เห็นธรรม
น.43 เห็นตถาคต, เห็นตถาคต เห็นธรรม" ทั้งนี้เพราะว่า ธรรมวินัย ที่ทรงบัญญัตินั้น ก็ไม่มีเรื่องอะไร ที่ออกไปนอกขอบเขตของเรื่อง อิทัปปัจจยตา หรือ ปฏิจจสมุปบาท. พระองค์ตรัสว่า : แต่กาลก่อนก็ดี เดี๋ยวนี้ก็ดี เราตถาคตกล่าวบัญญัติเฉพาะ เรื่อง ความทุกข์ และความดับทุกข์ เท่านั้น ; หมายความว่า พระองค์จะยอมตรัสด้วย แต่เพียงเรื่องทุกข์ กับ ความดับทุกข์ สองอย่างเท่านั้น. ส่วนเรื่องอิทัปปัจจยตา หรือเรื่องปฏิจจสมุปบาทนั้น ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่า เรื่องความทุกข์เกิดขึ้นอย่างไร และความทุกข์ดับลงไปอย่างไร. แต่ทีนี้มันมีความสำคัญ คือว่า การเห็นธรรมชนิดนี้ ไม่อาจเห็นได้ด้วย การอ่าน หรือการฟัง หรือเพียงการคิดคำนวณด้วยเหตุผล ; แต่เป็นสิ่งที่เห็น ได้ด้วยการประพฤติกระทำ ให้สิ่งนั้นปรากฏขึ้นในใจจริง ๆ คือ อบรมสติปัญญา ให้รู้จักสิ่งที่เรียกว่า ความทุกข์ และเหตุให้เกิดความทุกข์ ซึ่งมีอยู่เป็น ประจำวันจริง ๆ อย่างที่ได้เคยกล่าวมาแล้วโดยสรุปว่า : เมื่อใดความรู้สึกในจิตใจ เป็นไป ในทางความยึดมั่นถือมั่นแล้ว ความทุกข์ก็ปรากฏขึ้น เพราะว่ามันเกิด ปัญจุปาทานขันธ์ขึ้นมาแล้ว. ถ้าจิตไม่มีความรู้สึกเป็นไปในทางความยึดมั่นถือมั่น ความทุกข์ก็ไม่ปรากฏ. ต้องรู้สึกในข้อนี้ด้วยจิตใจ แล้วก็ชิมรสของความทุกข์ที่เกิดขึ้น ด้วยจิตใจ ; แล้วก็ชิมรสของความไม่ทุกข์ที่เกิดขึ้นนี้ ด้วยจิตใจ ; แล้วจะรู้ชัดลงไปว่า เมื่อไรมีความยึดมั่นถือมั่น เป็นตัวกู - ของกู เมื่อนั้นก็มีความทุกข์โดยแน่นอน. อย่างนี้เรียกว่า เห็นธรรม หรือเห็นปฏิจจสมุปบาท ในลักษณะที่พระพุทธองค์ ตรัสว่า เห็นพระพุทธองค์เอง. นี่แหละขอให้มองเห็นหรือรู้สึก ตามพระพุทธดำรัสที่ตรัสไว้ว่า : เรายังอยู่ กับเธอตลอดเวลา. ถ้าใครไม่มองเห็นความจริงข้อนี้ ก็ต้องเรียกว่า เป็นคนโง่ ; อย่างดีที่สุดก็เป็นสาวกโง่ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะว่าไม่เคยเห็นพระพุทธเจ้า ที่แท้จริง ชนิดที่พระองค์ตรัสว่า "เรายังอยู่กับเธอตลอดเวลา".
น.44 ๖ คาด สนักฺโย พุทธจริยา ตอนที่ ๑ ทั้งหมดนี้เป็นการแสดงให้ท่านทั้งหลายเห็นว่า พระพุทธเจ้าจริง ๆ นั้น คือ อะไร. ถ้ารู้จักพระพุทธเจ้าในลักษณะอย่างนี้ ก็ง่ายที่จะรู้จัก สิ่งที่เรียกว่า "พุทธจริยา" คือพฤติต่าง ๆ ที่เป็นไปเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าเอง และเกี่ยวกับพวกเราที่เป็นสาวกของท่าน. ท่านทั้งหลายอย่าลืมว่า พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "เราจะยังอยู่กับเธอทั้งหลายตลอดเวลา" นี่ฟังดูคล้าย ๆ กับว่า เป็นพระเจ้า ; แต่ท่านก็ไม่ได้ทรงมุ่งหมาย ที่จะเป็นพระเจ้าใน ทำนองนั้น เป็นแต่ทรงแสดงให้ทราบว่า พระพุทธเจ้าองค์จริงนั้น จะอยู่กับท่าน ทั้งหลายตลอดเวลา ; จะอยู่ได้ หรือไม่ได้ มันก็แล้วแต่ท่านทั้งหลาย ที่จะ เป็นผู้ประพฤติกระทำ ในลักษณะที่จะเห็น หรือไม่เห็นพระพุทธเจ้านั้น. ทีนี้ อาตมาอยากจะพูดไปในทางที่ว่า ใครจะเห็น หรือไม่เห็น ก็ช่วยเหลือ อะไรกันได้ไม่มากนักในตอนนี้: เท่าที่จะทำได้ก็คือ จะพยายามพูดไปเรื่อย ๆ ให้เห็น พระพุทธเจ้าพระองค์จริง กระทั่งเห็นความจำเป็นที่เราจะต้องมีพระพุทธเจ้า ชนิดนี้ คือชนิดที่จริงแท้ ที่อยู่กับเราได้ตลอดเวลา, ตามหัวข้อดังต่อไปนี้ : - ๑. ทรงเป็นเพื่อนเวียนว่ายในสังสารวัฏฏ์ หัวข้อแรกอยากจะพูดว่า พระพุทธเจ้าท่านเป็นเพื่อนท่องเที่ยว ไปในสังสารวัฏฏ์ ของพวกเรา. นี่ฟังดูให้ดี ให้มันมีความหมายลึกหน่อย คือให้ มองให้เห็นว่า พระพุทธเจ้าท่านเป็นเพื่อนกับเรา เป็นเพื่อนท่องเที่ยวไปในวัฏฏสงสาร. ข้อนี้อาศัยพระพุทธภาษิตที่ตรัสว่า : จตุนน์ ภิกขเว อริยสัจจานํ อนนุโพธา อปปฏิเวธา เอวมิทํ ทีฆมฺธานํ สนฺธาวิติ สิสริติ มมญเจว ตุมหากญจ ฯ ซึ่งมีใจความว่า : "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เพราะไม่รู้ตาม เพราะไม่รู้แจ้งแทงตลอด ซึ่งอริยสัจจ์ทั้ง ๔ เราและเธอทั้งหลายจะต้องท่องเที่ยวไปในวัฏฏสงสาร อันยาวนาน เห็นปานนี้". นี้คือคำที่ตรัสแก่ภิกษุ ในฐานะที่ว่า ก่อนนี้เคยเป็นเพื่อนท่องเที่ยวไป ในวัฏฏสงสาร อันยาวนานมาด้วยกัน ; ผัดจนกระทั่ง มีการรู้ตาม รู้แจ้งแทงตลอด
น.45 ซึ่งอริยสัจจ์ ๔, ถ้าพูดอย่างภาษาคนภาษาธรรมดาก็ว่า เวียนว่ายตายเกิด ไม่รู้กี่ร้อยชาติ พันชาติ หมื่นชาติ แสนชาติ จึงได้มาเป็นพระพุทธเจ้า หรือสิ้นสุดเป็นพระอรหันต์ ไม่ต้องเวียนว่ายในวัฏฏสงสารกัน เพราะรู้ซึ่งอริยสัจจ์ นี้ก็อย่างหนึ่ง. ถ้าว่าจะ พูดกันอย่างภาษาธรรม คือเอาการเวียนว่ายในวัฏฏะนี้เป็น เรื่องทางจิตใจ : เกิดตัณหา อุปาทาน ครั้งหนึ่ง ก็เรียกว่าชาติหนึ่ง ; อย่างนี้ก็ แปลว่า ก่อนแต่ที่จะเป็นพระอรหันต์กันนี้ ก็เวียนว่ายในวัฏฏสงสารกันมามากมาย นับไม่ถ้วน, แม้ว่าจะนับตั้งแต่คลอดออกจากท้องของมารดาออกมา กว่าจะเป็นพระ- อรหันต์ได้สักองค์หนึ่งนี้ ก็ต้องเวียนว่ายไปในวัฏฏะ คือ กิเลส กรรม และวิบาก มากมาย นับไม่ได้ จนกว่าจะรู้อริยสัจจ์. นี้เป็นอันแสดงว่า ก่อนแต่ที่จะเป็นพระอรหันต์ ก็เป็นเพื่อนเวียนว่ายกันมาในวัฏฏะ อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า มมญเจวของ - ฉันด้วย, ตุมหากญจ - ของท่านทั้งหลายด้วย. วัฏฏสงสารนี้ยาว จนกระทั่งถึงวันของการรู้ อริยสัจจ์ หยุดเวียนว่ายในวัฏฏะ. ท่านพูดอย่างว่า "เป็นเพื่อนทุกข์เพื่อนยาก เวียนว่าย กันไปในวัฏฏสงสาร จนกว่าจะรู้อริยสัจจ์". แต่ว่า นอกจาก ท่านเป็นเพื่อนทุกข์ เพื่อนยากของพวกเราแล้ว ก็ยังเป็นเพื่อนประเสริฐสูงสุด คือช่วยเปลื้องปลด ความทุกข์ยากนั้นให้หมดไป. ทำไมเราไม่มองพระพุทธเจ้ากันในลักษณะอย่างเป็นเพื่อนทุกข์เพื่อนยากนี้ จะได้มีความเชื่อ มีความเลื่อมใส มีความตั้งใจ หรืออะไร มากกว่าที่จะมีอยู่อย่าง เดี๋ยวนี้ ; ซึ่งมักจะทำไปพอสักว่าตามประเพณี. พระพุทธเจ้าท่านประสงค์ให้เรารู้จัก ท่านในลักษณะอย่างนี้ เราก็ยังหลับตา อุดหู ไม่ค่อยจะยอมรับฟัง ; เห็นได้ง่าย ๆ ก็คือว่า ไปมัวสนใจเรื่องอื่น ๆ เรื่องอื่น ๆ ซึ่งไม่ค่อยจะตรงกับพระพุทธประสงค์, มัน เป็นเรื่องอะไรก็ไม่รู้ พูดไปก็ลำบาก. สรุปแล้วก็คือว่า เห็นแก่เรื่องปาก เรื่องท้อง ทำนองนั้นกันเสียทั้งนั้น คือ เห็นแก่การอยู่ดีกินดี มากกว่าที่จะเห็นแก่การ กินอยู่แต่พอดี เพื่อให้เหมือนกับพระพุทธเจ้ามากขึ้น.
น.46 ข้อนี้อยากจะให้ท่านทั้งหลายลองทดสอบดูว่า ผู้ที่ร้อง พุทธัง สรณัง คัจฉามิ อยู่ตลอดเวลานั้น เขา มีความรู้สึกจริงตามนั้นกันหรือเปล่า ? คือรู้สึกว่าพระพุทธเจ้า ท่านเป็นเพื่อนทุกข์เพื่อนยาก แล้วก็ยังเป็นเพื่อนที่จะปลดความทุกข์ยากนั้น ให้หมดไปด้วย ; เราจึงได้ร้องว่า พุทธัง สรณัง คัจฉามิ เป็นต้น, หรือเปล่า ? นี่แหละ คือข้อที่ธรรมเนียมมันทำให้คนร้องอย่างนี้ เหมือนนกแก้ว นกขุนทอง มาตั้งแต่เล็ก มันเลยปิดบังข้อเท็จจริง คือความหมายอันแท้จริงของคำกล่าวเหล่านี้ ; จึงเอามาพูดกันวันนี้ว่า ท่านทั้งหลายจะได้พิจารณาดูใหม่ ให้มองเห็นในข้อที่ว่า : พระองค์ทรงนับถือสาวกของพระองค์ เหมือนกับเพื่อนทุกข์เพื่อนยาก พยายามที่จะ ช่วยปลดปล่อย ให้พ้นจากความทุกข์ความยาก ; แต่แล้ว เราก็ตอบสนองพระคุณของ ห่านนิดเดียว : เอาแต่ โมโห โทโส, มีความโลภ ความโกรธ ความหลง ตามใจตัวเอง ; ซึ่งล้วนแต่ว่า มันเหมือนกับสบประมาทพระพุทธเจ้า เพราะเรา ปล่อยให้ตัวเราเกิดความโลภ ความโกรธ ความหลง ความอึดอัด หม่นหมอง อยู่นั่น เอง ; ไม่เชื่อพระพุทธเจ้า ไม่พยายามทำตนให้เป็นเพื่อนกับพระพุทธเจ้า ในการที่ จะรอดพ้นจากความเวียนว่ายในวัฏฏสงสาร ซึ่งหมายถึงเวียนว่ายในกิเลส ในความทุกข์ ประจำวันนั้นเอง ไม่รู้จักก้าวขึ้นมาเสียสักที. ขอให้พิจารณาดูกันในข้อนี้ จนสรุปได้ว่า ทรงเป็นเพื่อนเวียนว่ายไปใน วัฏฏสงสารของสัตว์โลกจนกว่าจะลุถึงอริยสัจจ์ แทงตลอดซึ่งอริยสัจจ์ พ้นจากวัฏฏสงสาร ไปได้ นี้ข้อหนึ่ง. ๒. โลกมืดบอดตลอดเวลาที่พระองค์ยังไม่เกิดขึ้น ทีนี้ก็อยากจะมองไปในข้อเท็จจริงที่ว่า โลกนี้มันเป็นโลกที่มืดที่บอด อยู่ตลอดเวลาที่พระพุทธเจ้ายังไม่เกิดขึ้น. ข้อนี้เกือบจะไม่ต้องอธิบายอะไร ; ถ้าเราจะอ่านตามพระพุทธภาษิตที่ได้ตรัสไว้ดังต่อไปนี้ว่า : - ยาวกีวญจฺ ภิกฺขเว
น.47 พระพุทธเจ้าท่านเป็นอะไรกับพวกเรา ๙ จนฺทิมสุริยา โลเก นุปฺปชฺชติ - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ตลอดเวลาเพียงใด ที่ดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์ไม่ปรากฏขึ้นในโลก, เนว ตาว มหโต อโลกสส ปาตุภาโว โหติ มหโต โอภาสสส - ตลอดกาลเพียงนั้น ความปรากฏแห่งแสงสว่างอันใหญ่หลวง ยังไม่มีในโลกนี้ก่อน, อนธตมฺ ตทาโหติ อนธการติมิสา - มันมีแต่ความมืด เหมือน ความบอด เป็นความมืดซึ่งจะทำโลกนี้ ให้เป็นเหมือนกับโลกที่มีความบอด, เนว ตาว รตตินทิวา ปญญายนฺติ - กลางวันและกลางคืนก็ยังไม่ปรากฏ, น มาสทธมาสา ปญฺญายนฺติ -เวลาหนึ่งเดือน หรือครึ่งเดือนก็ยังไม่ปรากฏ, น อุตุสิวจฉรา ปญฺญายนฺติ - ฤดูและปีก็ยังไม่ปรากฏ. ยโต จ โข ภิกขเว จนทิมสุริยา โลเก อุปปชชฺติ - ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย, ก็ในกาลใดแล ดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์ปรากฏขึ้นในโลก, อถ มหโต อาโลกสส ปาตุภาโว โหติ มหโต โอภาสสส - ลำดับนั้นความปรากฏแห่งแสงสว่าง อันใหญ่หลวงย่อมมีขึ้นในโลก. เนว อนธตมํ โหติ น อนธการติมิสา - ความมืด เหมือนดังความบอดก็ไม่มี, อก รตตินทิวา ปญญายนฺติ, มา สทฺธมาสา ปญฺญายนฺติ อุตุสิวจฉรา ปญญายนฺติ. - เมื่อนั้นเวลากลางวัน กลางคืน ก็ปรากฏ เวลาหนึ่งเดือน ครึ่งเดือนก็ปรากฏ เวลาฤดูหนึ่ง ปีหนึ่งก็ปรากฏ : ข้อนี้ฉันใด : ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย, ข้อนี้ก็ฉันนั้น. ยาวกีวญจ ตถาคโต โลเก นุปปชชติ อรห์ สมมาสมพุทโธ - ตลอดกาลเพียงใดที่ตถาคต ผู้เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธ ยังไม่ปรากฏขึ้นในโลก, แนว ตาว มหโต อาโลกสส ปาตุภาโว โหติ มหโต โอภาสสส ตลอดกาลเพียงนั้น ความปรากฏแห่งแสงสว่าง อันใหญ่หลวงก็ไม่มีในโลก. อนฺธตม์ ตทาโหติ อนธการติมิสา - มันมีแต่ความมืด เหมือนความบอดในขณะนั้น, เนว ตาว จตุนนํ อริยสจฺจานํ อาจิกขณา โหติ ฯ ตลอดกาลเพียงนั้น การบอก การแสดง การบัญญัติ
น.48 การตั้งขึ้นไว้ การเปิดเผย การจำแนกแจกแจง และการทำให้เป็นเหมือน หงายของที่ คว่ำต่ออริยสัจจ์ทั้งหลาย ๔ ประการนั้น ยังไม่มีก่อน. ยโต จ โข ภิกขฺเว ตลาดโต โลเก อุปฺปชฺชติ อรห์ สมฺมาสมฺพุทโธ - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ก็ในกาลใดแล ตถาคตปรากฏขึ้นในโลก เป็นพระอรหันตสัมมา- สัมพุทธเจ้า, อล มหโต อาโลกสส ปาตุภาโว โหติ ฯ - ลำดับนั้นความปรากฏแห่ง แสงสว่างอันใหญ่หลวง ย่อมมีในโลก. ความมืดที่กระทำให้เป็นเพียงดังคนบอดย่อม ไม่มี, อก จตุนฺนํ อริยสจฺจานํ อาจิกฺขณา โหติ เทสนา ปญฺญาชนา ปฏฺชิปนา วิวรณา วิภชนา อุตฺตานึกมฺมํ - ลำดับนั้น การบอก การแสดง การบัญญัติตั้งขึ้นไว้ การเปิดเผย การจำแนกแจกแจง การกระทำให้เหมือนการหงายของที่คว่ำ ต่ออริยสัจจ์ ทั้งหลาย ๔ ประการย่อมมี. นี่แหละ ขอให้ท่านทั้งหลายกำหนดใจความสั้น ๆ นี้ไว้ให้ได้ว่า โลกยังเป็น โลกที่มืดบอดอยู่ตลอดเวลา ที่พระพุทธเจ้ายังไม่บังเกิด. ถ้าเปรียบเสมือนว่า ไม่มีดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ โลกนี้มันมืด กระทั่งเวลา วัน เดือน ปี อะไรก็ไม่มี ; เมื่อตถาคตยังไม่เกิด แสงสว่างชนิดหนึ่งที่ส่องเข้าไปยังจิตใจของสัตว์ นั่นก็ยังไม่มี ; โลก คือจิตใจของสัตว์มันก็มืด, เป็นความมืดที่จะทำให้เกิดอาการแห่งความบอด และ เวลานั้นก็ยังไม่มีวัน เดือน ปี คือ ยังไม่มีการบอก การแสดง การเปิดเผยแจกแจง ซึ่งอริยสัจจ์ทั้ง ๔. นี่เราก็เรียกได้ว่า ทางวัตถุมันก็มีโลก ถ้าไม่มีดวงอาทิตย์มันก็มืด; แล้ว โลกทางจิตใจทางนามธรรมถ้ายังไม่มีพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นเหมือนกับดวงอาทิตย์ โลกทางจิตใจ ทางนามธรรม หรือ โลกคือจิตใจของสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง มันก็มืด, เป็นความมืดซึ่งจะทำให้เป็นเหมือนกับความบอด. แล้วก็ตรัสจำแนกอริยสัจจ์ เหมือน ที่เรารู้กันว่า : - อริยสัจจ์ คือ ทุกข์, คือเหตุให้เกิดทุกข์, ความดับแห่งทุกข์,
น.49 ทางให้ถึงความดับแห่งทุกข์. แต่ได้ตรัสสรุปในตอนท้าย ด้วยการทรงย้ำไว้ว่า ตสฺมา ติด ภิกฺขเว - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เพราะเหตุฉะนั้นในเรื่องนี้ อิทํ ทุกฺขนฺติ โยโค กรณีโย - โยคะอันเธอทั้งหลายพึงกระทำให้รู้ว่า ทุกข์นี้เป็นอย่างไร, โยคะอันเธอ ทั้งหลายพึงกระทำให้รู้ว่า เหตุให้เกิดทุกข์นี้เป็นอย่างไร, โยคะอันเธอทั้งหลาย พึงกระทำให้รู้ว่า ความดับแห่งทุกข์นี้เป็นอย่างไร, และว่าโยคะอันเธอทั้งหลาย พึงกระทำให้รู้ว่า ปฏิปทาให้ถึงความดับแห่งทุกข์นี้คืออย่างไร ; พระบาลีโดยตรง มีอยู่อย่างนี้. ตรงนี้มีข้อที่อยากจะเตือนเกี่ยวกับทางตัวหนังสืออย่างหนึ่งเสียก่อน : การ ที่พระองค์ทรงใช้คำว่า โยคะ หรือ โยโค ในกรณีนี้ มันไปตรงเป็นคำเดียวกันกับคำว่า โยคะ โยโค ซึ่งเป็นชื่อของกิเลส. โยคะที่เป็นชื่อของกิเลสก็คือ กาม ทิฏฐิ อวิชชา เป็นต้นนั้น เรียกว่าโยคะเหมือนกัน แปลว่ากิเลสที่ประกอบสัตว์ไว้ในรูปที่เป็นทุกข์ ; ส่วนคำ โยคะ ในที่นี้ไม่ใช่กิเลส ไม่ได้หมายความอย่างนั้น ; หมายถึงการประกอบ ซึ่งความเพียร. ผู้ที่ทำโยคะ เรียกว่า โยคี ; โยคีคือผู้ที่ทำความเพียรให้รู้ว่า ทุกข์เป็นอย่างไร, เหตุให้เกิดทุกข์เป็นอย่างไร, ความดับทุกข์เป็นอย่างไร, ทางให้ถึงความดับทุกข์เป็นอย่างไร. พระองค์ทรงกำชับในลักษณะที่ขอร้องว่า จงกระทำซึ่งโยคะ ๔ ประการ แล้วก็จะได้ผลตามความมุ่งหมาย ไม่เสียทีที่พระพุทธเจ้าได้เกิดมาในโลกนี้ ทรงแสดง จำแนก เปิดเผยซึ่งอริยสัจจ์ ๔ ด้วยหวังว่า โลกนี้จะไม่เป็นโลกที่มีความบอด อีกต่อไป. ก่อนหน้าพระพุทธเจ้าเกิด โลกนี้เป็นโลกที่บอด ใช้คำว่า อนธการติมิสา - ความมืดซึ่งจะทำเพียงดังคนตาบอด ; แล้วโลกนี้ก็มีอยู่เป็นสองโลก : โลกที่ต้อง อาศัยดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ นั่นก็อย่างหนึ่ง, โลกที่ต้องอาศัยดวงอาทิตย์ คือ พระพุทธเจ้า นี้ก็อย่างหนึ่ง.
น.50 ตอนนี้ก็ขอให้เรา พิจารณาดูถึงความสัมพันธ์กัน ระหว่างสัตว์โลก กับ พระพุทธเจ้าว่ามีอยู่อย่างไร. ถ้าไม่มีพระพุทธเจ้า สัตว์ โลกทั้งหลายจะเป็น อย่างไร. ถ้าเห็นความจริงข้อนี้ ก็จะรู้จักความสัมพันธ์กันอย่างที่แยกกันไม่ได้ ใน ระหว่างพวกเรากับพระพุทธเจ้า. แต่ เดี๋ยวนี้เราไม่นึกไม่คิด, แล้วรู้สึกคล้าย ๆ กับว่ามีพระพุทธเจ้าก็ได้ ไม่มีก็ได้; หรือว่า ไม่ต้องมีความสัมพันธ์กันอย่าง แน่นแฟ้น ถึงขนาดนี้ ก็ปล่อยไปตามเรื่อง. แม้อาการอย่างนี้ก็ควรจะเห็นว่าเป็นพุทธจริยา ; แม้ว่ามิใช่กิริยาอาการที่ทรงประพฤติกระทำแก่บุคคลโดยตรง ก็คล้าย ๆ กับว่าเป็นอาการ ของพระพุทธเจ้าในความหมายทั้งหมด ที่กระทำแก่สัตว์โลกในความหมายทั้งหมด. พูดอย่างสมัยใหม่ เขาก็คงจะพูดว่า เป็นการผูกพันระหว่างสถาบันของพระพุทธเจ้า กับ สถาบันของมนุษย์. ที่จริงก็เป็นพุทธจริยา ซึ่งเป็นความหมายของการเป็นพระพุทธเจ้า ; ถ้าไม่มีการกระทำเหล่านี้ ก็ไม่มีความหมายในการเป็นพระพุทธเจ้า. นี้สรุปความในข้อนี้ว่า ถ้าไม่มีพระพุทธเจ้า โลกนี้ก็ไม่เป็นโลก ; เช่น เดียวกับว่าถ้าไม่มีดวงอาทิตย์ดวงจันทร์ โลกกลม ๆ นี้ก็ไม่เป็นโลก. แม้เดี๋ยวนี้แหละ ถ้าเราไม่มีดวงอาทิตย์ก็จะต้องตายกันหมดในเวลาไม่นานเท่าไร. ไม่มีแสงสว่างพอ ไม่มีความอบอุ่นพอ ไม่มีความเจริญของสิ่งที่มีชีวิต ; ลงมา ไม่มีดวงอาทิตย์อย่างเดียว ทั้งหมดในโลกนี้ก็ตายหมด. โลกจิตใจก็เหมือนกัน ถ้าไม่มีแสงสว่างของ พระพุทธเจ้าก็ตายหมด : คือตายจากความเป็นมนุษย์ ไม่มีความเป็นมนุษย์ อะไรเหลืออยู่. เราต้องรับรู้พระพุทธจริยาในข้อนี้ ที่เป็นความประพฤติกระทำอย่าง ใหญ่หลวงสูงสุด เหลือที่จะพรรณนาได้. ๓. เพราะโลกมีทุกข์ จึงทรงอุบัติขึ้นในโลก ทีนี้ ควรจะดูกันในข้อต่อไป จะเรียกว่าพุทธจริยาหรือไม่ ท่านทั้งหลายก็ คงจะรู้ได้เอง. ข้อนี้มีหัวข้อว่า เพราะมีความทุกข์อยู่ในโลก ตถาคตจึงเกิดขึ้น และธรรมวินัยของตถาคตจึงส่องแสงอยู่ได้.
น.51 ขอให้ท่านจับใจความให้ได้ว่า เพราะในโลกมีความทุกข์ ตถาคตจึงเกิดขึ้น และ "ตะเกียง" ของตถาคตจึงส่องแสงอยู่ได้. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า : - อิเม โข ภิกฺขเว ตโย ธมฺมา น สิวิชฺเชยฺยฺํ - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ถ้าธรรม ๓ ประการนี้ (ชาติ ชรา มรณะ) ไม่พึงมีแล้วไซร้ น ตถาคโต โลเก อุปฺปชฺเชยฺย อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ - ตถาคตก็จะไม่เกิดขึ้นในโลก เพื่อเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธะ. น ตถาคตปฺปเวทิโต ธมฺมวินโย โลเก ทีเปยฺย - พระธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศ แล้วนั้น ก็ไม่อาจจะส่องแสงอยู่ได้ ; ยสฺมา จ โข ภิกฺขเว อิเม ตโย ธมฺมา โลเก สํวิชฺชนฺติ - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เพราะเหตุใดแล ที่ธรรม ๓ ประการคือ ความทุกข์ มีอยู่ในโลกนี้, ตสฺมา ตถาคโต โลเก อุปฺปชฺชติ อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ - เพราะ ฉะนั้นตถาคตจึงเกิดขึ้นในโลก เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธะ, ตสฺมา ตถาคตปฺปเวทิโต ธมฺมวินโย โลเก ทิปฺปติ. - และเพราะเหตุนั้น ธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศไว้แล้ว จึงส่องแสงอยู่ได้ในโลกนี้. ข้อที่ว่าธรรม ๓ ประการนี้มีอยู่ในโลก นั้นคือ ความเกิด ความแก่ และ ความตาย. ในที่นี้พระพุทธเจ้าท่านตรัสระบุความทุกข์เป็นเรื่อง ความเกิด ความแก่ และความตาย คือเอาแต่ที่เป็นปัญหาใหญ่ของสัตว์โลกว่า : ถ้าไม่มีความเกิด ความ แก่ และความตายในโลกแล้ว ก็ย่อมไม่มีเหตุผลอะไร หรือไม่มีความจำเป็น อะไร ที่พระพุทธเจ้าจะเกิดขึ้นในโลก ; เมื่อไม่มีเรื่องที่จะต้องเกิด ไม่มีเหตุผล ไม่มีที่ตั้งอะไรที่จะทำให้เกิด พระพุทธเจ้าก็ไม่เกิด และเกิดไม่ได้. แม้พระพุทธเจ้า เกิดแล้ว และแสดงธรรม ธรรมนั้นก็ไม่ส่องแสง เพราะว่า ไม่มีใครมีปัญหา เพราะ ไม่มีใครที่จะเกิด จะแก่ จะตาย. ใจความสำคัญอยู่ที่ว่า ที่พระพุทธเจ้าเกิดนี้ ก็เพื่อจะแก้ปัญหาเรื่อง ความเกิด ความแก่ ความตาย. และว่า ธรรมวินัยที่ทรงแสดงออกไปนั้น ก็เพื่อจะแก้ปัญหาเรื่องความเกิด ความแก่ ความตาย. ท่านทรงแยกเป็นสองเรื่อง
น.52 คือ ตัวท่านเองอย่างหนึ่ง กับ ธรรมวินัยที่ท่านทรงแสดงอย่างหนึ่ง ; ทั้งสองอย่างนี้ เกิดขึ้นในโลก หรือมีอยู่ในโลก ส่องแสงอยู่ในโลกได้ ก็เพราะว่า โลกนี้มีปัญหา คือ ความเกิด ความแก่ ความตาย. เมื่อพูดถึงความเกิด ความแก่ ความตาย ก็หมายความว่าคนที่ยังไม่รู้ คือ บุถุชนเหมือนเราท่านทั้งหลายที่ยังเป็น ปุถุชน ยังโง่ ยังไม่รู้เรื่อง อิทัปปัจจยตา ; ก็เห็นเป็นตัวเราเกิด ตัวเราแก่ ตัวเราตาย มันจึงมีปัญหา. ถ้าไม่มีความยึดมั่น ถือมั่นว่า ตัวเราเกิด ตัวเราแก่ ตัวเราตาย ก็ไม่มีใครที่จะเป็นเจ้าของปัญหา หรือ เป็นเจ้าทุกข์ หรือเป็นผู้เดือดร้อน. เดี๋ยวนี้สัตว์ทั้งหลายมืดบอด เหมือนที่กล่าวมาแล้ว มันจึงมีปัญหา คือมี ตัวเรา มีของเรา มีตัวกู - มีของกู จึงมีความทุกข์ เพราะความทุกข์มีอยู่ในโลก พระพุทธเจ้าจึงเกิดขึ้น, และคำสอนหรือศาสนาหรืออะไร ของพระองค์นี้ ตั้งอยู่ ในโลกได้ เพราะว่าโลกมีความต้องการ. ท่านทั้งหลายจงพิจารณาดูว่า ลักษณะอย่างนี้จะเรียกว่าพระพุทธจริยาได้ หรือไม่ ? ลูกเด็ก ๆ ก็เคยอ่านแต่พุทธประวัติ ว่าพุทธจริยาเป็นอย่างนั้น อย่างนั้น ; แต่เดี๋ยวนี้มันเป็นเรื่องนามธรรม ไม่ได้เล็งถึงตัวบุคคล แต่เล็งถึงความจริง สภาพ ความจริงหรือสถานการณ์ในจิตใจของสัตว์ทั้งหลาย, เป็นพุทธจริยาอย่างใหญ่หลวง, ลึกลับเหมือนกับนามธรรม. เมื่อพระพุทธเจ้าต้องเกิดขึ้นด้วยเหตุนี้ ไม่ใช่เหตุอื่น ไม่ใช่ไม่มีอะไรเป็นปัจจัยสำคัญ; มันมีปัจจัยสำคัญอยู่ที่ว่า เพราะมีความทุกข์อยู่ในโลกนี้. นี้เป็นปัจจัยให้พระพุทธเจ้าเกิด. ถ้าไม่มีปัจจัยนี้ ก็ไม่อาจจะเกิดพระพุทธเจ้าขึ้นมาได้ หรือเกิดแล้วก็ไม่รู้ว่าจะไปทำอะไร. ส่วนพระองค์เองก็มีปัญหาเรื่องความเกิด ความแก่ ความตาย เหมือนกัน จึงได้เกิดมาเพื่อตรัสรู้, ส่วนที่เกี่ยวกับสัตว์ทั้งหลายนั้น ก็เพราะ สัตว์ทั้งหลายมีความเกิด ความแก่ ความตาย เหมือนกัน จึงต้องทรงแสดงธรรม.
น.53 การเกิดแห่งพระพุทธเจ้า และการแสดงธรรมของพระพุทธเจ้า นั้นมี ปัญหาต้นเหตุแท้จริงอยู่ที่ว่าเพราะมีความทุกข์อยู่ในโลกนี้ ; ถ้าความทุกข์ไม่มีอยู่ใน โลกนี้ ก็ยกเลิกกันหมดได้ ไม่ต้องมีทั้งพระพุทธเจ้า และทั้งพระธรรมวินัยของพระองค์. เมื่อพิจารณาอย่างนี้แล้ว ทำไมไม่มองเห็นความสำคัญอย่างที่แยกกันไม่ได้ ในระหว่าง สัตว์โลกทั้งหลาย กับพระพุทธเจ้า, แล้วทำไมไม่ยอมรับเอาพระพุทธเจ้าในฐานะ ..... เป็นอะไรก็ยากที่จะเรียก : คือสูงสุดไปหมดสำหรับมนุษย์ทั้งหลาย. เดี๋ยวนี้ เราไม่รู้ความจริงข้อที่ว่า "เพราะมีความทุกข์อยู่ในโลกนี้ จึงไม่รู้ ความสำคัญ ในการที่จะต้องมีพระพุทธเจ้า แล้วก็เลยเป็นเหตุให้ไม่รู้จักคุณ พระคุณ พระเดชพระคุณ พระอะไรของพระพุทธเจ้า ที่มีอยู่แก่สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง. ถ้าเรารู้ความจริงแล้วเราก็จะถือว่า นี้ก็เป็นพระพุทธจริยา ; เพื่อว่าเราจะยอมรับว่า นี้เป็นพระคุณ หรือเป็นหนี้สินที่เราจะต้องรับรู้และจะต้องชดใช้ ด้วยการกระทำ ให้ตรงตามความประสงค์ของธรรมชาติที่มีความทุกข์, และให้ตรงตามที่พระพุทธเจ้า ท่านมาเป็นผู้ซึ่งสมัยนี้เขาเรียกว่า "ปลดปล่อย" พระพุทธเจ้าอุบัติมาเพื่อปลดปล่อยสัตว์ ทั้งหลายออกไปเสียได้จากกองทุกข์. ขอให้รู้ความจริงข้อนี้ อันเป็นต้นเหตุที่ต้องมี พระพุทธเจ้า และพระธรรมวินัยของพระองค์ ; แล้วพึงเป็นลูกหนี้ที่ดี ให้รู้จักใช้หนี้. นี่แหละหวังว่าท่านทั้งหลาย จะรู้จักสิ่งที่เรียกว่า พระพุทธจริยา ของ พระพุทธเจ้านั้นให้ลึกลงไป ให้ลึกลงไป กว่าที่เคยศึกษาเล่าเรียน เมื่อเป็นลูกเด็ก ๆ. ๔. ธรรมนี้เพื่อความสุขของโลก ข้อต่อไปมีหัวข้อว่า การมีพระตถาคตและระบบธรรมะของพระ- ตถาคตอยู่ในโลกนั้นคือความสุขของโลก. นี้เรียกตามพระพุทธภาษิต. การที่มีระบบระเบียบวินัยสำหรับปฏิบัติอยู่ระบบหนึ่ง ตรง ตามที่พระพุทธเจ้า ท่านทรงบัญญัติเปิดเผยจำแนกแจกแจงนี้ นั่นแหละคือตัวความสุขประโยชน์ หรืออะไร
น.54 ที่ควรปรารถนา ของคนในโลก. ข้อนี้พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า : สุคโต วา ภิกฺขเว โลเก ติฏฐิมาโน สุคตวินโย วา - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, พระสุคตก็ดี ระเบียบวินัย ที่บัญญัติขึ้นโดยพระสุคตก็ดี ตั้งอยู่ในโลก, ตทสฺส พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย โลกานุกมปาย - ข้อนั้นจะเป็นไป อตฺถาย เพื่อประโยชน์ หิตาย เพื่อเกื้อกูล สุขาย เพื่อความสุขแก่ชนทั้งหลาย, จะเป็นไปเพื่อการอนุเคราะห์ซึ่งโลก ทั้งเทวดา และ มนุษย์. ที่เป็นคำนามตรง ๆ ท่านใช้คำว่า อตฺถาย หิตาย สุขาย - เพื่อประโยชน์ เพื่อความเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ เพื่ออนุเคราะห์สัตว์โลก. ทีนี้ตรัสต่อไปว่า กตโม จ ภิกขเว สุคโต ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ที่เรียกว่า พระสุคต ๆ นั้นอะไรเล่า ? ก็ได้ตรัสว่า อิธ ภิกขฺเว ตลาดโต โลเก อุปฺปชฺชติ อรหํ สมฺมา สมฺพุทฺโธ วิชฺชา จรณสมฺปนฺโน สุคโต โลกวิทู อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ สตฺถาเทวมนุสฺสานํ พุทฺโธ ภควา, อยํ ภิกฺขเว สุคโต. มีใจความว่า ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย, ตถาคตฺเกิดขึ้นแล้วในโลกนี้ เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ชอบเอง สมบูรณ์ ด้วยวิชชา และจรณะ เสด็จไปดี รู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษ ไม่มีสารถีอื่นยิ่งกว่า เป็นพระศาสดาผู้สอนทั้งของเทวดา และมนุษย์, เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน เป็นผู้ จำแนกธรรม. อยํ ภิกฺขเว สุคโต - ภิกษุทั้งหลาย, นี่แหละคือพระสุคต. และตรัสต่อไปว่า กตโม จ ภิกฺขเว สุคตวินโย - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ระเบียบ วินัย ของพระสุคตนั้นเป็นอย่างไรเล่า ? แล้วก็ตรัสตอบว่า : โส ธมฺมํ เทเสติ อาทิกลฺยาณํ มฺเฌกลฺยาณิ ปริโยสานกลฺยาณํ - ตถาคตย่อมแสดงธรรม งดงามในเบื้องต้น งดงามในท่ามกลาง งดงามในเบื้องปลาย. สาตฺถํ สพยญฺชนํ - ประกอบด้วยอรรถ ประกอบด้วยพยัญชนะ, เกวลปริปุณฺณํ ปริสุทฺธํ พรฺหมฺจริยํ ปกาเสติ - ทรงประกาศซึ่งพรหมจรรย์ บริสุทธิ์ บริบูรณ์ สิ้นเชิง, อยํ ภิกฺขเว สุคตวินโย - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, นี่แหละคือระเบียบ วินัย ของพระสุลต.
น.55 ขอให้ท่านทั้งหลายจับใจความสำคัญให้ได้ว่า ในที่นี้พระองค์ทรงยกสิ่ง ๒ สิ่ง ขึ้นมาเป็นตัวเรื่อง คือว่า พระสุคตเองนั้นอย่างหนึ่ง, ระเบียบ วินัย ของพระสุคตนั้น อีกอย่างหนึ่ง. ถ้าทั้งสองอย่างนี้ยังมีอยู่ในโลก ก็จะเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลความสุข แก่เทวดา และมนุษย์ ซึ่งเป็นการอนุเคราะห์โลก สำหรับ องค์พระสุดตนั้น ก็คือพระพุทธเจ้า อย่างที่เรารู้จักกัน ใน พระพุทธคุณทั้งเก้า ท่องกันอยู่ทุกคืน. ระเบียบ วินัย ของพระสุคตนั้น ก็คือ คำที่ได้ยิน ได้ฟังอยู่เสมอว่า ธรรมวินัย คือคำสั่งสอนหรือ พรหมจรรย์ ระบอบการ ประพฤติปฏิบัติ ที่ทรงแสดงไว้ดี ตามที่เคยได้ยินว่า สวากขาโต แปลว่า กล่าวไว้ดี แสดงไว้ดี. ถ้าใครไม่รู้ว่า แสดงไว้ดี หมายความว่าอย่างไร ? ก็รู้ได้โดยความข้อนี้. แสดงไว้ดีคือ งดงามไพเราะในเบื้องต้น ท่ามกลาง เบื้องปลาย, จะสอดคล้อง กันด้วยความหมาย และหัวข้อย่อ และบริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง ที่ว่าดับทุกข์ได้จริง. นี้จึงเรียกว่าแสดงไว้ดี กล่าวไว้ดี. ระเบียบวินัยนี้ของพระสุคต กับ พระสุคตเอง มีรวมกัน เป็น ๒ อย่าง ; แต่ว่าความสำคัญอยู่ที่ การมีระเบียบวินัยของพระสุคตนั้นอยู่ ในโลก ; นั้นคือ อัตถะ หิตะ สุขะ - คือความสุข ประโยชน์เกื้อกูล ของโลก ของเทวดา และมนุษย์. ข้อนี้ก็ควรจะเข้าใจได้เองว่า ทำไมจะต้องพูดว่าทั้งเทวดาและมนุษย์. ถ้าจะมาพูดอย่างตรงไปตรงมา ตามความคิดเห็นก็คือว่า : ทั้งของคนที่ยังลำบาก และ ทั้งของคนที่สบายแล้ว. คนในโลกนี้มันก็มีอยู่ ๒ พวกเท่านั้น คือ คนที่ลำบาก อยู่นี้คือมนุษย์, คนที่สบายแล้วก็คือเทวดา ; แต่ว่าทั้งเทวดาและมนุษย์นี้ยังไม่ได้ รับประโยชน์สูงสุด ที่จะได้รับจากพระธรรม ; ฉะนั้นพระองค์จึงทรงแสดงธรรม ชนิดที่ทั้งคนที่ยังลำบาก และคนที่สบายแล้วนั้น จะได้รับประโยชน์อย่างยิ่งหรือสูงสุด. เดี๋ยวนี้เข้าใจกันไปเสียว่า เทวดานี้มีอะไรดี ๆ เป็นที่พอใจถึงที่สุดเสียแล้ว, ก็เลยไม่ต้องทำอะไร มากไปกว่าอยากจะเป็นเทวดา. ทำบุญสักหน่อยก็อธิษฐานว่า
น.56 ให้ไปเป็นเทวดา, บางคนก็สร้างบ้านเล็ก ๆ ให้เทวดาอยู่ที่ประตูบ้าน หรือในเขตบ้าน ของตน. นี่ก็คล้าย ๆ กับว่าหลงใหลในเทวดากันเสียในลักษณะอย่างนี้. ทีนี้เมื่อถือตามพระพุทธภาษิตนี้ มันก็ยังเป็นไปไม่ได้, ใช้ไม่ได้, ไม่ไหว, สำหรับมนุษย์และเทวดาแบบนั้น. ที่ถูกต้องประพฤติพรหมจรรย์ ตามที่ได้แสดง ไว้แล้ว คือ ตามรายละเอียดที่ว่าบริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิงนี้ คือดับทุกข์ได้หมดจด สิ้นเชิง, ไม่มีความทุกข์อะไรเหลือทั้งของมนุษย์และเทวดา. นั่นจึงมีเหตุผลที่จะกล่าวว่า การมีระเบียบวินัยของพระสุคตนั้น คือความสุขของโลก, ไม่ใช่ว่าเป็นเทวดา แล้วก็จะหมดปัญหากัน. อย่างนี้ใครจะมองเห็นเป็นพระพุทธจริยาหรือไม่ ? คนที่เห็นแก่ตัว เข้า ข้างตัว ก็คงจะมองไม่เห็นว่าเป็นพุทธจริยา ; จะเห็นเป็นธรรมชาติ ของธรรมชาติ หรือกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ. แต่เราจะมองกันให้ละเอียดสักนิดหนึ่งว่า มันเกี่ยวข้องกับ การที่มีพระพุทธเจ้าขึ้นมาในโลก, แล้วพระพุทธเจ้าท่านต้องทำหน้าที่อย่างพระพุทธเจ้า ถ้าไม่อย่างนั้นก็ไม่เรียกว่าพระพุทธเจ้า. ข้อที่การกระทำของพระพุทธเจ้าทำให้โลก มีความสุขมีอะไร นี่เราก็เรียกว่าพุทธจริยา. ขอร้องอีกครั้งหนึ่งว่า อย่ามองพุทธจริยากัน เหมือนกับว่าในหนังสือ แบบเรียน ที่ลูกเด็ก ๆ ก็เคยอ่านกันเพียงเท่านั้น ; เป็นคนโตแล้ว ควรจะมองพุทธจริยา อย่างที่คนโต ๆ เขามอง คือเห็นว่า การที่มีธรรมะของพระสุคตอยู่ในโลกนั้น คือตัว ความสุขของโลก ; แล้วก็พูดได้อย่างกำปั้นทุบดินว่า ถ้าธรรมะมีอยู่ในโลกก็ย่อมหมายความ ว่าโลกได้ประพฤติธรรม อย่าได้ไปเข้าใจว่าจะมีธรรมอยู่ในโลกได้ โดยไม่มีคน ประพฤติธรรม โดยไม่ต้องมีใครประพฤติธรรม. ถ้าพูดว่าระเบียบวินัยของพระสุคต มีอยู่ ในโลก ก็ต้องหมายความว่ามีคนประพฤติตามระเบียบวินัยของพระสุคต ; ไม่ใช่เขียนหรือพิมพ์เป็นเล่มหนังสือใส่ไว้ในตู้เต็มตู้ แล้วก็จะเรียกว่ามีระเบียบ วินัย ของพระสุคต อยู่ในโลก !
น.57 เดี๋ยวนี้ก็มีข้อเท็จจริงพิสูจน์ได้พออยู่แล้ว ที่ว่ามีพระไตรปิฎกจะท่วมโลก อยู่แล้ว โลกนี้ก็ยิ่งมีอาการเป็นบ้าหนักขึ้น เพราะมันคนละเรื่องกันอย่างนี้. ที่ถูก จักต้องมีการประพฤติตามระเบียบวินัยของพระสุคต จึงจะกล่าวได้ว่า มีระเบียบวินัยของ พระสุคตอยู่ในโลกนี้ ; และนี้เป็นพุทธจริยาที่เป็นอนันตกาล หรือตลอดกาลไม่สิ้นสุด. แม้ว่า ร่างกายของพระพุทธเจ้าจะล่วงลับไปแล้ว แต่พระพุทธองค์จริงนั้นยังอยู่ เหมือนที่ได้กล่าวแล้วทีแรก. ถ้าว่ามีผู้ประพฤติปฏิบัติ ชนิดที่ให้พระธรรมมีอยู่ ในโลก โลกนี้ก็มีพระธรรม โลกนี้ก็มีความสุข. ฉะนั้นเมื่อถือตามพระพุทธภาษิตนี้ ก็ต้องถือว่า มีการประพฤติ ในระเบียบวินัยของพระตถาคต ไม่ใช่มีแต่สมุด กระดาษ อยู่บนหลังเต่า๑ เหมือนที่เราเข้าใจกันดีอยู่แล้ว. ๕. พุทธภาวะ ปรากฏได้ยาก ทีนี้เราจะพูดในหัวข้อต่อไปว่า การปรากฏของพระพุทธเจ้านั้น มีขึ้น ได้โดยยาก. ข้อนี้มีความหมายซับซ้อน ขอให้จำให้ดีว่า การปรากฏของพระพุทธเจ้า มีได้ยาก. คนทั่วไปก็จะคิดว่า หลายกัปป์หลายกัลป์ จึงจะเกิดพระพุทธเจ้าสักทีหนึ่ง ; นี้มันลูกเด็ก ๆ อมมือพูด ความจริงจะต้องลึกซึ้งกว่านั้น คือว่า ในโลกนี้, คือในอัตภาพ ร่างกาย ระบบชีวิตจิตใจของคนเรานี้ ยากที่จะมีเวลา อันจะเป็นการปรากฏของ พระพุทธเจ้า; เพราะว่า ในสังขารร่างกายนี้ มันมีความชินแต่อนุสัย แต่ สังโยชน์, มันคอยแต่จะเกิด กิเลส อวิชชา ; ไม่เป็นพุทธะ ไม่เป็นพุทธิ ขึ้นมาได้, โอกาสที่จะเป็นพุทธะ พุทธิ ขึ้นในใจของคน ๆ หนึ่ง แต่ละวัน ๆ นี้ยาก แสนยาก. ขอให้ถือความหมายนี้ดีกว่า ที่ว่าจะถือเอาตามความหมายธรรมดาสามัญ. ๑. เป็นภาพเขียนฝาผนัง คนถือว่าคัมภีร์ต่าง ๆ บนหลังเต่านั้นคือพระธรรม. แต่เต่าค่าคน ว่าฉัน ต่างหากเป็นตัวธรรม, บนหลังฉันนั้นมันกระดาษต่างหาก (ผู้จัดพิมพ์)
น.58 แต่แม้จะถือเอาความหมายธรรมดาสามัญ ก็ต้องถือว่ายังยากอยู่นั่นแหละ ที่ พระพุทธเจ้าจะเกิดขึ้นมาในโลกสันนิวาส ในโลกธาตุนี้ เป็นไปได้ยาก ; ถึง แม้พระพุทธเจ้าก็ได้ตรัสข้อความในทำนองนั้น ไว้ด้วยเหมือนกัน. พระพุทธเจ้าท่าน ตรัสว่า : เอกปุคคลสส ภิกขเว ปาตุภาโว ทุลฺลโภ โลกสฺมี - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, การปรากฏของบุคคลเอกมีได้ยากในโลกนี้ กตมสฺส เอกปุคคลสส -บุคคลเอกชนิดไหน กันเล่า ? ตถาคตสฺส อรหโต สมมาสมพุทธสส - บุคคลเอกคือ ตถาคตที่เป็นอรหันต- สัมมาสัมพุทธเจ้า. ถ้าพูดอย่างโลกธรรมดา, โลกมนุษย์ในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ที่ไม่รู้กี่หมื่นกี่แสน กี่ล้านปี; มันยากที่จะเกิดมีบุคคลประเภทที่เรียกว่า อรหันต- สัมมาสัมพุทธเจ้า หรือ บุคคลเอก ในภาษาคน ในภาษาความหมายธรรมดา. ความ ยากลำบากนี้ มันมีอยู่ ; ก็ดูซิ, ถ้าเอาเวลาเป็นเกณฑ์ ก็เป็นเวลาหลายกัปป์ หลายร้อย หลายพันกัปป์ จึงจะเกิดพระพุทธเจ้าสักทีหนึ่ง ; นี้ตามที่เขาว่าไว้ ตามธรรมเนียม เราก็พอจะมองเห็นได้ หรือว่า พอจะเชื่อว่า คงจะเป็นอย่างนั้น ; แต่ที่ใกล้ ๆ เข้ามาก็มีอยู่ว่า พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลกแล้ว มีชีวิตอยู่นี่ แต่ว่าน้อยคนนักที่จะรู้จัก และยอมรับเอาพระพุทธเจ้า. อย่าเข้าใจว่า ในประเทศอินเดีย ในสมัยที่พระพุทธเจ้ายังมีพระชนม์อยู่นั้น ทุกคนเขายอมรับนับถือพระพุทธเจ้า. ถ้าคำนวณดูแล้วจะน่าใจหาย : เมื่อไปเทียบ กับคนทั้งหมดแล้ว มีไม่กี่เปอร์เซ็นต์ที่รู้จักพระพุทธเจ้า, นอกนั้นเขาไม่ได้นับถือ พระพุทธเจ้า เขาถือศาสนาอื่น หรือไม่ถือศาสนาอะไร ; นี้มีอยู่เป็นอันมาก. ถ้าว่า จะเปรียบกันเหมือนที่เราชอบเปรียบว่า : มีดอกบัวที่จมอยู่ใต้น้ำ เป็นอาหารของ เต่าปลา, มีดอกบัวที่กำลังจะโผล่พ้นน้ำ, มีดอกบัวที่พอโผล่พ้นน้ำ, และมี ดอกบัวที่ยังเหลือแต่พอถูกแสงแดดแล้วจะบาน ; อย่างนี้ เมื่อกล่าวตามหลักนี้แล้ว ดอกบัวที่พอถูกแสงแดดแล้วจะบานทันทีนั้นมีน้อยนัก น้อยเกินไป ; มันมีแต่ดอกบัว ที่ไม่อาจจะโผล่พ้นน้ำเสียมากกว่ามาก.
น.59 นี้คือข้อที่คนในสมัยพุทธกาลนั้น มีส่วนน้อยที่นับถือพระพุทธเจ้า รู้จัก พระพุทธเจ้า ; ส่วนที่ไม่รู้ว่า พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลกนี้แล้วนั้นมีจำนวนมากกว่า. นี้จึงกล่าวได้ว่าเป็นการยากที่จะปรากฏ; การปรากฏของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ ยากที่จะปรากฏขึ้นในหมู่คนโง่. เมื่อคนพากันโง่เต็มไปหมดทั้งบ้านทั้งเมือง แล้ว พระพุทธเจ้าจะปรากฏได้อย่างไร : ไม่มีใครรู้จัก จะเรียกว่าปรากฏได้อย่างไร ; แล้ว ก็ถือกันว่า ในโลกนี้สมัยนั้นกำลังมืด, โลกนี้กำลังเป็นกลียุค ก็หมายความว่า คนทั้งโลกนั่นแหละมืด มืดถึงขนาดที่ว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วใหม่ ๆ คิดว่า "ไม่สอน ละเว้ย เพราะน้อยคนเหลือเกินที่จะรู้ได้". นี่คำว่า ยากที่จะปรากฏ มีความหมาย อย่างนี้. ใกล้เข้ามาอีกก็หมายความว่า ในโลกนี้, ในโลกอัตภาพ จิตใจ ร่างกาย ที่ยาววาหนึ่งนี้ ร่างกายคนเป็น ๆ ที่ยาววาหนึ่งนี้ ก็ยากที่ความรู้สึกที่เป็นพุทธะ จะปรากฏได้ ; แม้ผู้ที่อ้างตัวว่าเป็น อุบาสก อุบาสิกา ภิกษุ สามเณรนี, ใน ร่างกายของคนที่เรียกตัวเองอย่างนี้ ก็ยากที่ว่า พุทธภาวะจะโผล่ขึ้นมาสักครั้งหนึ่ง, ครั้นโผล่แล้วก็ยังจะลับหายไปเสียอีกด้วยก็ได้ เพราะไม่ถึงขนาดที่อาจจะกล่าวได้ว่า "ที่แท้จริง". เราจะมองดูพระพุทธเจ้ากันในทุกแง่ทุกมุม อย่างที่กล่าวมานี้ ในฐานะ เป็นบุคคลอย่างคนธรรมดานี้ก็ ได้, ในฐานะที่ว่าเป็นพุทธภาวะ คือพุทธะองค์จริง ในจิตใจมนุษย์นี้ก็ ได้. ทั้งสองประเภทนี้ยากทั้งนั้น ยากที่สุด ยากเหลือที่จะประมาณ ที่จะแสดงออกมา ที่จะโผล่ออกมา. คนโดยมากก็ไม่เห็น ไม่รู้สึกว่ายาก ; มัวแต่คิดว่า ที่ไหน ๆ ก็มีการพูดถึงพระพุทธเจ้า มีนั้นมีนี่ มีพระพุทธรูปจะท่วมโลกอยู่แล้ว ก็เลย ไม่เห็นความสำคัญ ไม่เอาใจใส่ ให้สมกับที่ว่าเป็นการยากที่จะปรากฏ. ในที่นี้ทรงใช้ คำว่า เอกปุคคลสส คือบุคคลเอก เป็นบุคคลเอก.
น.60 คำว่า เอก นี้ มีความหมาย ได้หลายทางเหมือนกัน คือว่า เอกมีคนเดียว ก็ได้ เอกไม่มีใครเหมือนก็ได้ ; หรือเอกคนเดียว ก็ยังมีความหมายหลายทาง คือว่าคนอื่นทำไม่ได้ ทำได้คนเดียว ไปได้คนเดียว; อย่างนี้ก็ได้. ฉะนั้นไปดู ให้ดีๆ ไปพิจารณาดูให้ดี ๆ คำว่า "บุคคลเอก" นี้ มีความหมายลึกซึ้งเหลือเกิน จึงเป็นการยากที่จะมีขึ้นมาในโลก : โลกทั้งหมด ทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลกก็ได้, หรือว่าในโลกแคบ ๆ เดี๋ยวนี้ก็ได้, หรือว่าในโลกที่เป็นร่างกายที่ยาววาหนึ่งนี้ก็ได้ ; เป็นการยากตรงที่ สิ่งที่เรียกว่าพุทธะนั้นจะปรากฏออกมาได้. เรามันฉลาดไป ตามแบบของเรา เราจึงไม่รู้สึกว่ามีได้ยาก รู้สึกว่ามีได้ง่าย ไม่สนใจ เลยไม่ได้ รับประโยชน์อะไรจากการเกิดของบุคคลคนเดียว ที่มีได้ยากในโลก. อาการอันนี้เราจะไม่เรียกว่าพุทธจริยาโดยเจตนา แต่ก็เนื่องกันอยู่กับสิ่งที่ พระพุทธเจ้าท่านประพฤติท่านกระทำ ; คือว่า แม้ว่ายากที่ใครจะเห็น จะรู้จัก รับเอาได้ ท่านก็ยังทำ ท่านก็ยังพยายามสั่งสอน เพื่อให้พุทธะปรากฏออกมาให้ได้ แม้แก่คนสักคนหนึ่ง. ข้อนี้มีคติที่สำคัญซ่อนอยู่ในนั้นว่า แม้ว่าจะไม่ค่อยมีใครเข้าใจ สอนแล้ว เหนื่อยเปล่า ไม่มีอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอัน แต่ถ้าเป็นธรรมที่บริสุทธิ์แล้ว ควรคิดว่าต้อง สอน ต้องพยายามสอน ใครจะรับเอาได้ หรือไม่รับเอาได้ ก็จะต้องสอน ; เพราะว่า เป็นหน้าที่ ที่พระพุทธเจ้าท่านจะต้องสอน แล้วก็เป็นหน้าที่ของสาวกของพระพุทธเจ้า ที่จะต้องสอน. อย่าไปคิดว่า ต่อเมื่อคนรับจะสามารถรับเอาได้มาก ๆ เข้าใจได้มากๆ อึกทึก ครึกโครม เต็มไปด้วยเกียรติยศ ชื่อเสียง ลาภสักการะแล้วจึงจะสอน ; อย่างนั้น เลิกพูดกัน ไม่เกี่ยวกันกับเรื่องนี้. ขอให้ถือว่า แม้ยากที่สุด แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องทำ ให้สมกับว่า ยิ่งยากเท่าไรก็จะต้องยิ่งทำให้ดีเท่านั้น. ออก ขอให้ถือเอาคติของคำที่มีว่า
น.61 ความยากที่จะมี ได้นั่นแหละ ว่าหมายความว่า เป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุด ที่ดีที่สุด เหนือการตีค่า หรือราคา. เดี๋ยวนี้เรามันหลง ในลักษณะที่กลับตรงกันข้าม ; อย่าเพ่อทะนงตัวไปนัก เรานั้นกำลังหลงชนิดที่ว่า เอากลางวันเป็นกลางคืน เอากลางคืน เป็นกลางวันอยู่อย่างไม่รู้สึกตัว. ๖. ทรงเห็นกลางวันเป็นกลางวัน กลางคืนเป็นกลางคืน พอดีมาถึงข้อต่อไปนี้คือ เรื่องความหลง. พระพุทธเจ้าท่านตรัสแก่พราหมณ์คนหนึ่งว่า : - "ดูก่อนพราหมณ์ , สมณะพราหมณ์พวกหนึ่ง เวลากลางคืนแท้ ๆ เขาก็เข้าใจไปว่า เป็นเวลากลางวัน, เวลากลางวันแท้ ๆ เขาก็เข้าใจไปว่า กลางคืน. ส่วนเราตถาคต ย่อมเข้าใจ กลางคืน ว่าเป็นกลางคืน ย่อมเข้าใจกลางวัน ว่าเป็นกลางวัน" นี้ฟังดูเผิน ๆ แล้ว น่าหวัว ; พระพุทธเจ้าท่านรู้ว่า กลางคืนเป็นกลางคืน กลางวันเป็นกลางวัน ; เดี๋ยวนี้ ใคร ๆ ก็อาจจะยกตัวเองเป็นพระพุทธเจ้ากันหมด เพราะว่าที่นั่งที่นี่ ใครบ้างที่ไม่รู้ว่า กลางคืนเป็นกลางคืน กลางวันเป็นกลางวัน. แต่ว่าความหมายอย่างที่ท่านตรัส นี้เป็น ความหมายในภาษาธรรม : เป็นกลางวันของโพธิ, เป็นกลางคืนของอวิชชา ; พอไปกลับกันเสีย โพธิหรือปัญญานั้นเป็นอวิชชา, อวิชชาเป็นโพธิ หรือปัญญา ; พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสในรูปอย่างนี้ ถ้าฟังไม่ดีก็คล้าย ๆ กับว่า เป็นคำที่ไม่มีความหมาย. ในที่สุดตรัสว่า : เมื่อใคร ผู้ใด จะเรียกใคร ให้เป็นการถูกต้องว่า ใคร เป็นสัตว์ผู้มีความไม่หลงอยู่เป็นปกติ ดังนี้แล้ว เขาพึงเรียกเราตถาคตว่า : อสมฺโมห- ธมฺโม สตฺโต - สัตว์ผู้มีความไม่หลงเป็นธรรมดา, โลเก อุปฺปนฺโน - เกิดขึ้นแล้ว ในโลก ; พหุชนหิตาย - เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่มหาชน, พหุชนสุขาย - เพื่อ ความสุขแก่มหาชน, โลกานุกมปาย - เพื่ออนุเคราะห์แก่โลกทั้งหลาย, อตฺถาย
น.62 " เพื่อประโยชน์, หิตาย - เพื่อเกื้อกูล, สุขาย - เพื่อความสุข, เทวมนุสฺสานํ - ทั้งแก่เทวดา และมนุษย์. ถ้าจะเรียกใครสักคนหนึ่งว่า เป็นสัตว์ผู้มีความไม่หลงเป็นธรรมดา, คือ ไม่เห็นกลางวันเป็นกลางคืน ไม่เห็นกลางคืนเป็นกลางวัน, แล้วก็บอกถูกว่า อะไร เป็นกลางคืน อะไรเป็นกลางวัน, และสัตว์ทั้งหลายจะได้รับประโยชน์เกื้อกูล พ้น จากทุกข์ได้, ใครจะเป็นบุคคลอย่างนั้น ; ก็ตรัสว่า : มเมว ติ สมฺมา วทมาโน วเทยย อสมฺโมหธมฺโม สตฺโต - เมื่อเขาจะกล่าวให้ถูกต้อง จงกล่าวว่า เราตถาคต เป็นสัตว์ผู้มีความไม่หลงเป็นธรรมดา, ตถาคตเป็นผู้ที่ไม่หลงเอากลางวันเป็นกลางคืน เอากลางคืนเป็นกลางวัน เหมือนคนอื่นและพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าอื่น. มีข้อความมากมายหลายแห่ง ที่ถ้าว่าฟังไม่ดีแล้ว ก็จะรู้สึกไปใน ทำนองว่า พระพุทธเจ้านี้ตรัสถ้อยคำหยาบคาย ยกตนข่มท่าน หรืออะไรทำนองนั้น ; แต่ว่ามีข้อความอย่างอื่นอีกมากกว่า, หรือมีเหตุผลอย่างอื่นอีกมากกว่า, ที่แสดงว่า จำเป็นจะต้องตรัสอย่างนี้ แก่บางคน ในบางกรณีก็ต้องตรัสตรง ๆ อย่างนี้; ไม่ใช่ เป็นเรื่องของบุคคลผู้มีกิเลส ซึ่งเป็นเหตุให้ยกตนข่มท่าน. และข้อความเรื่องนี้ก็ขอให้ ถือว่า เป็นเรื่องรวมอยู่ในกลุ่มนั้น. ข้อที่พระพุทธเจ้าท่านทรงประกาศอย่างกล้าหาญว่า เป็นอย่างนั้น ๆ อย่างนั้น ๆ เป็นธรรมเนียม เป็นระเบียบ หรือว่า เป็นธรรมดาของ พระพุทธเจ้าด้วย ซึ่งมีอีกมากมายหลายอย่าง ที่จะบรรลือสีหนาท ประกาศพรหมจักร ว่าตถาคตเป็นอย่างนั้น ๆ ; ยังมีอีกมาก. ข้อที่พระองค์ไม่ทรงหลงเอากลางคืนเป็นกลางวัน เอากลางวันเป็นกลางคืน แล้วก็ทำให้สาวกทั้งหลายของพระองค์ รู้จักถูกต้องตามที่เป็นจริงอย่างนั้นด้วย นั้นเป็น พุทธจริยา, แล้วก็ต้องเป็นพุทธจริยาตลอดกาล ; ไม่ใช่พุทธจริยาชั่วว่าคนนั้นยังอยู่,
น.63 คนนี้ได้รับ ; แต่เป็นเหมือนกับของสถาบัน อย่างที่ว่า สิ่งที่เรียกว่าพระพุทธเจ้า ในที่นี้ ต้องเป็นสิ่งที่จะมีอยู่ตลอดกาล. โดยอาศัยหลักอะไร ? ก็อย่างที่ว่ามาแล้ว : "ฉันอยู่กับพวกเธอตลอดกาลนี้" อย่างนี้. ข้อที่เราจะเป็นพวกที่หลงเห็นกลางวันเป็นกลางคืน เห็นกลางคืนเป็นกลางวัน หรือไม่นั้นก็ไปทดสอบตัวดู. ถ้าเรายังมีมิจฉาทิฏฐิอยู่แล้ว มันก็เห็นกลางวันเป็น กลางคืน เห็นกลางคืนเป็นกลางวัน บ้างบางคราว หรือบางกรณี, หรือว่าจะเป็น ส่วนมากหรือทั้งหมดด้วยซ้ำไป. ภาษาที่เราพูดกันในโลกนี้ตามธรรมดาก็ว่า เห็นผิด เป็นถูก เห็นถูกเป็นผิด นี้หมายความว่าอย่างนี้: แต่ใช้เป็นสำนวนอีกอย่างหนึ่ง ก็ว่า เห็นกลางวันเป็นกลางคืน เห็นกลางคืนเป็นกลางวัน. กลางคืนมืดได้แก่อวิชชา กลางวันสว่างได้แก่โพธิ ; ทีนี้โพธิจริง ก็เป็นโพธิจริง, ถ้าโพธิไม่จริง แต่เจ้าตัวคิดว่าโพธิจริง ก็เป็นโพธิไปไม่ได้เหมือนกัน ; เพราะเขาเห็นเพียงเท่านั้น แล้วเขาก็ทำไปตามนั้น. ฉะนั้นต้องเอาโพธิจริงกัน, ถ้า โพธิจริงต้องอาศัยพระพุทธเจ้าอีก. นี่คือข้อที่ว่า ท่านเป็นผู้ส่องแสงสว่างด้วยตะเกียง ของท่านคือ ระเบียบ วินัย ของพระตถาคต ที่ว่าเมื่อตะกี้ ที่ว่า : เพราะทุกข์มีอยู่ ในโลก ตลาดตจึงเกิดขึ้น และธรรมวินัยของตถาคตถึงส่องแสงอยู่ได้. นั่นคือ ตะเกียง ได้แก่พระธรรมวินัย ; ถ้ามีอยู่คนก็เห็น กลางวันเป็นกลางวัน กลางคืน เป็นกลางคืน. นี่เป็นพุทธจริยาอันหนึ่งด้วย ในความหมายอย่างนี้ ซึ่งถ้าเรายังมอง ไม่เห็น เราก็เป็นลูกเด็ก ๆ เห็นพระพุทธเจ้าอย่าง ลูกเด็ก ๆ. ก็ให้ไปทดสอบตัวเองดู อย่าเพ่อประมาทว่า เราเห็นกลางวันเป็นกลางวัน เห็นกลางคืนเป็นกลางคืน อย่างถูกต้องแล้ว ; นั่นเป็นเรื่องทางวัตถุยังไม่ถูกต้องจริง. ๗. เป็นพระพุทธเจ้าด้วยการมองสัตว์โลกก่อนมองตัวเอง. ข้อต่อไปก็อยากจะพูดถึง โดยหัวข้อว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลาย จะทรง ปรารภถึงสรรพสัตว์ ก่อนปรารภถึงพระองค์เอง.
น.64 คนโดยมากเขาคิดว่า พระพุทธเจ้าออกบวช ค้นหาการตรัสรู้นั้น เพราะ เห็นแก่พระองค์เอง หรือเห็นแก่พระองค์เองก่อน แล้วก็เห็นแก่คนอื่นทีหลัง ; แต่แล้ว มันแปลกประหลาดคือ มีพระพุทธภาษิตที่พระพุทธเจ้าตรัส เล่าเรื่องของพระพุทธเจ้า ทุกพระองค์ จะปรารภสัตว์ทั้งหลายก่อน แล้วจึงปรารภตัวเอง; อย่างนี้รวมทั้ง พระพุทธเจ้าผู้กล่าวเอง และพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ; แต่ข้อความที่กล่าวเริ่มขึ้นด้วย พระพุทธเจ้าองค์อื่น ๆ ก่อน. ที่ตรัสโดยละเอียด มีข้อความอย่างนี้ว่า : "เมื่อพระผู้มีพระภาคอรหันต- สัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี ยังไม่ตรัสรู้, ก่อนแต่การตรัสรู้ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่ ความปริวิตกนี้ได้เกิดขึ้น แก่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสีนั้น ว่า กิจฉํ วตายํ โลโก อาปนฺโน - สัตว์โลกนี้หน่อ ถึงแล้วซึ่งความยากลำบาก ; ชายติ จ - เกิด อยู่ด้วย, ชรายติ จ - แก่อยู่ด้วย, มิยยติ จ - ตายอยู่ด้วย, จวติ จ - เคลื่อน อยู่ด้วย อุปปชชติ จ - บังเกิดใหม่ด้วย; อล จ ปนิมสส ทุกฺขสฺส นิสสรณ์ นปปชานาติ ชรามรณสฺส, - แม้อย่างนั้นแล้ว สัตว์เหล่านั้นก็ยังไม่รู้ ซึ่งอุบายเป็น เครื่องออกไปจากทุกข์นี้ คือออกจาก ชาติ ชรา มรณะ ; กุทาสสุ นาม อิมสฺส ทุกขสส นิสสรณ์ ปญฺญายิสสติ ชรามรณสส. - การออกไปจากทุกข์นี้ จากชาติ ชรา มรณะ ของสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น จะปรากฏได้อย่างไรหนอ ดังนี้. นี่ลองฟังดูให้ดีเถอะว่า กุทาสสุ นาม อิมสฺส ทุกฺขสฺส นิสสรณ์ ปญฺญายิสสติ ชรามรณสส ; สำนวนอย่างนี้พูดเป็นเรื่องเห็นอกเห็นใจคนอื่น ; ทั้งที่ตัวเองก็ยังไม่เป็นพระพุทธเจ้า ไปปรารภความเห็นใจผู้อื่นว่า เขาไม่เห็นอุบาย เป็นเครื่องออกไปจากทุกข์นี้แล้ว การทำตนให้ออกไป ได้จากทุกข์นี้ จะปรากฏ ได้อย่างไรหนอ ? แล้วก็ตรัสถึงพระพุทธเจ้าองค์อื่น ๆ ก็มีปริวิตกอย่างนี้, พระองค์เอง ก็มีปริวิตกอย่างนี้ ; คล้าย ๆ ว่าเหลียวดูทีเดียวทั้งโลก แล้วก็เห็นลักษณะอย่างนี้ ; แล้วก็รู้สึกคล้าย ๆ กับว่า เศร้า หรือ หวั่นวิตก ว่านี่จะรอดได้อย่างไรกัน, มันมัว แต่เป็นอย่างนี้ อยู่อย่างนี้อยู่ แล้วจะรอดได้อย่างไรกัน.
น.65 ข้อความนี้แสดงให้เห็นว่า พระพุทธเจ้ามีพระทัยใหญ่หลวง คือมอง ไปยังผู้อื่นมากกว่าที่จะมองแต่ตัวเอง; หรือถ้ามิฉะนั้นก็มองพร้อมกันเลย ; แต่ ข้อที่ว่า "คนอื่น" นั้นมากนัก ทำให้รู้สึกว่าเป็นปัญหามาก. ฉะนั้นจิตใจที่บริสุทธิ์ ที่ไม่เห็นแก่ตัวถึงขนาดนี้ จึงจะเห็นแก่คนอื่น ; เห็นแก่คนอื่นคือเห็นความทุกข์ยาก ของคนอื่น จนลืมตัวเอง ; นี้ก็เป็นพุทธจริยา. ถ้าว่าจิตใจไม่สูงขึ้นมาถึงขนาดนี้ จะไม่มีลักษณะของพุทธจริยา ; ก็คือพวกเราคนธรรมดาสามัญ จะเห็นแก่ตัวเองก่อน มองคนอื่นทีหลัง แม้ว่าเรามีคนเดียว, เขานั้นมีตั้งมากมาย. ปัญหาอย่างนี้เป็นปัญหาที่เรียกว่า “ตลอดกาล" ;ทะเล เดี๋ยวนี้บ้านเมือง ของเราเจริญไม่ได้ ก็เพราะว่ามีแต่คนที่มองดูตัวเองเท่านั้น ไม่ได้มองทั้งหมด. เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่าว่าแต่เรื่องของบ้านเมือง แม้เรื่องในครอบครัว ก็ยังมีลักษณะ อย่างนี้ คือไม่มองผู้อื่นก่อน ; แล้วลืมไปเลย ไปมองแต่ตัวเอง ยึดมั่นตัวเอง แล้ว ก็ลืมคนอื่นไปเลย. ถ้าไม่เป็นอย่างนี้ ก็ย่อมจะไม่มีอาการที่เรียกว่ากระทบกระทั่งกัน แม้แต่ในครอบครัว ขอให้เห็นว่าสัตว์ทั้งหลายนี้มองตัวเองก่อน ; ส่วนพระพุทธเจ้าทั้งหลายนั้น ย่อมมองทั้งหมด หรือมองผู้อื่นก่อน ; เลยแยกอาการอันนี้ออกมาเป็นพุทธจริยา สำหรับเราจะได้รู้สึกไว้ว่า ที่เกิดพระพุทธเจ้าขึ้นมาได้ในโลกนี้ ก็เพราะว่ามีข้อเท็จจริง อันนี้ ; คือว่าจะต้องมีบุคคลชนิดที่มองคนอื่นก่อนตัวเอง และปรารภสัตว์ทั้งหลาย ก่อนปรารภตัวเอง. บัดนี้เวลาเหลือน้อยแล้ว ก็อยากจะพูดอีกสักนิดหน่อยถึงข้อที่ว่า การมอง ผู้อื่นนั้น ได้มองไปแม้กระทั่งตั้งแต่ก่อนตรัสรู้ ; เหมือนกับว่า คนเรายังช่วยตัวเอง ไม่ได้ ก็จะคิดช่วยคนอื่น, หรือเหมือนกับว่า เรายังยากจนอยู่ ทำงานอาบเหงื่อ ต่างน้ำอยู่, ( แต่แล้วก็คิดว่า พอเรามีเงินบ้างเมื่อไรเราจะช่วยคนอื่น .. เดี๋ยวนี้เรามัก
น.66 จะเห็นแต่เรื่องในนิยาย คำพูดอย่างนี้ไม่เป็นเรื่องจริง. แต่สำหรับพระพุทธเจ้า ท่าน จะมีลักษณะเหมือนอย่างที่ว่ามานี้ : เรารวยขึ้นมาเมื่อไร เราจะช่วยคนอื่นให้รวยหมดเลย หรือว่า เราหายลำบากเมื่อไร เราจะช่วยคนอื่นให้หายลำบาก. ๘. ทรงมอบโลกุตตระให้เป็นทรัพย์แก่ทุกคน ที่ควรทราบต่อไปคือ เป็นหน้าที่ ที่พระพุทธเจ้า จะช่วยมากถึงขนาดที่ ให้สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงข้ามวัฏฏสงสารได้ ให้พ้นจากโลกได้ ให้อยู่เหนือโลก. หน้าที่ ที่พระพุทธเจ้าท่านจะต้องช่วยสัตว์ทั้งหลายคือช่วยให้อยู่เหนือโลก ; ก็คิดดูซิว่า เป็นหน้าที่อะไร ? มันเป็นหน้าที่เล็กน้อย หรือว่าเป็นหน้าที่ใหญ่หลวง หรือว่าสูงต่ำ อย่างไร ; และที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็มีเรื่องน่าหวัว คือ : - ครั้งหนึ่งพราหมณ์คนหนึ่ง เขาไปทูลถามพระพุทธเจ้าว่า พระสมณโคดม บัญญัติทรัพย์สมบัติ สำหรับสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงอย่างไร ? พระพุทธเจ้าท่านยังไม่ตอบ. ท่านถามว่า แล้วก็พราหมณ์ทั้งหลายล่ะ บัญญัติอย่างไร ? พราหมณ์ก็ทูลพระพุทธเจ้าว่า ตามแบบฉบับ คัมภีร์อะไรของพราหมณ์ทั้งหลายนั้นก็บัญญัติสิทธิในการขอจากผู้อื่น นั้นว่า ทรัพย์สมบัติของพวกพราหมณ์ ; เมื่อบัญญัติ คันศร และลูกศร นี้ว่าเป็นทรัพย์ สมบัติของพวกกษัตริย์ พวกนักรบ ; แล้วก็บัญญัติการทำนา และการเลี้ยงสัตว์ นี้ว่า เป็นทรัพย์สมบัติของคนธรรมดา ทั่วไป ที่เรียกว่า ไวศยะ หรือ แพศยะ, แล้วบัญญัติว่า เคียว กับ ไม้คาน ว่า เป็นทรัพย์สมบัติของวรรณะ ศูทร ของพวกศูทร. ที่จริงก็เป็นเรื่องที่ถูกตามความจริง หรือตามกฎที่เป็นอยู่จริงมากทีเดียว ที่พวกพราหมณ์ บัญญัติตามนี้. พราหมณ์นั้นก็ทูลถามพระพุทธเจ้าว่า แล้วพระสมณโคดม มีถ้อยคำอย่างไร ในเรื่องนี้. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า : อริยํ โข ปน อหํ พรฺาหฺมณ โลกุตฺตรํ ธมฺมํ
น.67 ปฺริสสฺส สทฺธนํ ปญฺญเปมิ - "ดูก่อนพราหมณ์, เราบัญญัติโลกุตตรธรรม อันประเสริฐ ว่าเป็นทรัพย์ของคนทุกคน ". โลกุตตรธรรมอันประเสริฐด้วยแล้ว ก็เป็นทรัพย์ของคนทุกคน ; หมายความว่า พระพุทธเจ้าท่านเป็นอย่างไร, ลองคิดดู. พวกเราลองคิดดูว่า พระพุทธเจ้าท่านเป็นคนอย่างไร ? ทำไมพระพุทธเจ้าท่านไม่แยกพวกว่า พวกกษัตริย์ พวกพราหมณ์ พวกแพศย์ พวกศูทร และต้องไปตามนั้น - ตามนั้น. ที่พวกพราหมณ์เขาว่า ภิกขาจาร สิทธิ ในการขอ ให้ผู้อื่นมาเลี้ยงเรานั้น เป็นทรัพย์ของพวกพราหมณ์ คือ พวกครูบาอาจารย์ กระทั่งพวกนักบวช, แล้วการใช้อาวุธเป็นทรัพย์สมบัติของพวกกษัตริย์พวกนักรบ, การทำไร่ไถนา เลี้ยงสัตว์ นี้เป็นของพวกชาวบ้านธรรมดา, แล้วเคียวและไม้คานเป็น ของพวกกรรมกร. ข้อนี้หมายความว่า พระพุทธเจ้าท่านไม่ทรงคำนึงถึงเรื่องนี้ เพราะเป็น เรื่องเล็ก ๆ เป็นเรื่องเด็ก ๆ มากเกินไป ไม่ได้เอาใจใส่ ; ไปเอาใจใส่ถึงสิ่งที่ ประเสริฐที่สุด แล้วก็มีได้แก่คนทุกคน คือโลกุตตรธรรม หรือธรรมะที่ทำให้มีจิตใจ อยู่เหนือความทุกข์ทั้งปวง เหนือโลกทั้งปวง อย่างประเสริฐที่สุด ว่าสำหรับคนทุกคน. ฟังไม่ดีก็ดูคล้าย ๆ กับว่า จะให้ทุกคนบรรลุโลกุตตรธรรมได้ ; แต่ท่านไม่ได้เล็งถึงข้อนี้. ท่านเล็งถึงข้อที่ว่า ทุกคนควรจะรู้จัก และควรจะพยายาม และควรจะได้รับสิ่งที่ เรียกว่าโลกุตตรธรรม. ข้อที่บางคนไม่ได้รับ ก็ตามใจเ ขา เพราะเขาไม่เอา ; เขาไม่เอาจริง เขาไม่สมัคร เขายังหลงกลางวันเป็นกลางคืน กลางคืนเป็นกลางวัน. แต่ขึ้นชื่อว่า ธรรมดาพระพุทธเจ้าแล้ว ก็จะต้องหวัง หรือเผื่อไว้ให้แก่คนทุกคน ว่าจะต้องไปตามนี้ ; เพราะว่าพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลก เพื่อจัดเรื่องนี้ ไม่ใช่มาจัดเรื่องทำมาหากิน เรื่องวัว เรื่องควาย เรื่องอย่างที่ว่ามาเมื่อตะกี้.
น.68 การที่ทรงมอบโลกุตตระให้เป็นทรัพย์ หรือเป็นมรดกแก่คน ทุกคน นี้ก็เป็นพุทธจริยา. เพราะว่าทรงประสงค์อย่างนี้ ทรงพยายามอย่างนี้, มีหลักการอย่างนี้, ทรงมีพุทธจริยาในการที่จะมอบโลกุตตรธรรม ให้เป็นทรัพย์สมบัติ แก่คนทุกคนในโลก. สมัยนี้เขาคงจะเรียกว่า "ของขวัญอันประเสริฐ หรืออะไร ทำนองนั้น ที่พระพุทธเจ้ามีไว้สำหรับทุกคน" ; แต่แล้วคนส่วนมากในโลกนี้ เขา ไม่ต้องการของขวัญอันนี้. เขากลับเห็นว่าเป็นเรื่องบ้า ๆ บอ ๆ ไม่มีรส ไม่มีชาติ ไม่มีความสนุกสนาน ไม่มีอะไรที่เขาอยากจะได้. นั่นแหละคนที่หลับตา เอากลางวัน เป็นกลางคืน เอากลางคืนเป็นกลางวัน มีจิตใจวิปริตวิตถารเกี่ยวกับโลก เกี่ยวกับความ พ้นเหนือโลก. เราควรจะทดสอบตัวเองกันทุกคนเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า เรายินดีรับทรัพย์นี้ ที่พระพุทธเจ้าทรงหวังว่า จะมอบให้แก่ทุกคนหรือไม่ ? ถ้าเราไม่ทำอย่างนี้ เราก็ กลายไปเป็นสาวกของตาพราหมณ์คนนั้น ; เขาชื่อ เอสุการีพราหมณ์ มาโต้กับ พระพุทธเจ้าเรื่องนี้. เขารู้สึกว่าพระพุทธเจ้าคงไม่มีความรู้อะไร ที่ดีไปกว่านี้ คือที่ดี ไปกว่าที่เขาว่า. ฉะนั้นเราจะต้องรู้จักแง่ดี หรือส่วนดี หรือว่าอะไรที่เป็นส่วน ประเสริฐของพระพุทธเจ้ากันให้ถูกต้อง จะได้รับของขวัญจากพระพุทธเจ้า และเป็น สาวกของพระพุทธเจ้าได้. ถ้าไม่อย่างนั้นเราก็จะเป็นสาวกของตาพรามหณ์คนนั้นแหละ. เพราะว่าเราก็ประกอบกิจกรรมอยู่ตามหลักเกณฑ์ของคน ๔ พวกนั้นแล้ว, มันเป็น อยู่แล้ว. ๙. พระพุทธเจ้าไม่เกิดขึ้นพร้อมกัน ๒ พระองค์ เรื่องพุทธจริยาต่อไปที่เราน่าจะนึกคือ พระพุทธเจ้าท่านตรัสแก่พระอานนท์ ว่า : - ดูก่อนอานนท์, ภิกษุผู้ฉลาดรอบรู้ในสิ่งที่เป็นไปได้ และในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ นั้น ภิกษุนั้นจะรู้ว่า ข้อนี้เป็นไปไม่ได้ คือข้อที่ว่า : เอกิสฺสา โลกธาตุยา เทฺว อรหนฺโต สมฺมาสมฺพุทฺธ.า อปฺพพํ อจริมํ อุปฺปชเฺชยฺยฺํ ใน โลกธาตุเดียวนี้
น.69 จะเกิดพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าขึ้นสองพระองค์ ไม่ก่อน ไม่หลังกัน, ว่านี้เป็นฐานะที่มีไม่ได้. ดูก่อนอานนท์ ฐานญฺจ โข เอตํ วิชฺชติ นี้เป็นสิ่งที่ เป็นไปได้ คือ ยํ เอกิสฺสา โลกธาตุยา เอโก อรหํ สมฺมาสมฺพุทธ อุปปชฺเชยฺย : ในโลกธาตุเดียวนี้ มีพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดขึ้นพระองค์เดียว. คำว่า "โลกธาตุ" มีความหมายที่เรายังเข้าใจกันไม่ได้ ; แต่ว่ามีหลักเกณฑ์ ที่จะจำกัดลงไปได้แน่นอนว่า มันต้องเป็นเขตรับผิดชอบร่วมกัน หรือเนื่องถึงกัน หรือ ว่า มีอะไรที่จะต้องเป็นไปอย่างเดียวกัน. นี้เรียกว่าโลกธาตุหนึ่ง ๆ ซึ่ง รวมทั้ง มนุษย์โลก เทวโลก มารโลก พรหมโลก นรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย อะไรหมด. ทั้งหมดนี้เป็นกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่ง ที่มีอะไรเหมือนกัน เป็นไปด้วยกัน ตามกฎเกณฑ์เดียวกัน. ถ้ามีพระพุทธเจ้า ก็มีร่วมกัน แยกกันไม่ได้. นี่ขอบเขต เท่านี้เรียกว่า โลกธาตุหนึ่ง ; มิได้หมายความว่า โลกกลม ๆ ก้อนนี้ก้อนหนึ่ง. คำนี้ เป็นคำพูดในภาษาโบราณ ในประเทศอินเดีย สมัยโบราณ เรียกว่า โลกธาตุ.เมื่อจะพูดว่า แผ่นดินไหว ก็พูดว่าโลกธาตุไหว คือมันไหวทั้งหมดนี้ ; ไม่ใช่ไหวเป็นจุดเล็ก ๆ เป็นเรื่องของเด็กอมมือ เหมือนเรื่องแผ่นดินไหว ที่เราเห็นใน หนังสือพิมพ์. เมื่อพูดว่า โลกธาตุไหว ก็คือ ไหวหมดทั้ง เทวโลก มารโลก พรหมโลก โลกนรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย ไหวพร้อมกันหมดเลย ; นั่นแหละ คือโลกธาตุหนึ่ง. ถ้ามันมีผิด บกพร่อง เสียหายอย่างนี้ มันก็เนื่องถึงกันหมด ในสิ่งที่เรียกว่า โลกธาตุหนึ่ง. อนึ่ง พระพุทธเจ้าก็มิได้ตรัสยืนยันว่า มีเพียงโลกธาตุเดียว. มันจะต้อง มีหลายร้อยหลายพันโลกธาตุ, หรือบางทีก็หลายหมื่นโลกธาตุ; แต่ว่าในโลกธาตุ หนึ่ง ๆ นั้น จะมีพระพุทธเจ้าได้เพียงพระองค์เดียว นั่นคือเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ก็คือว่า การเกิดพระพุทธเจ้าขึ้นในโลกธาตุหนึ่ง มากกว่าหนึ่งองค์ พร้อมกัน ไม่ก่อนไม่หลัง.
น.70 คำตรัสนี้ ไม่ใช่มุ่งหมายไปในทำนองที่ว่า จะให้เราแบ่งพรรคแบ่งพวก ; แต่ว่าจะต้องการให้เราคิดว่า ในโลกธาตุหนึ่งนี้ เรามีอะไร เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน คือว่าเราจะได้ หรือจะเสีย หรือว่าจะทุกข์ หรือจะสุขนี้ มันจะต้องอันเดียวกัน. ที่ว่า มีพระพุทธเจ้าเพียงองค์เดียวนี้ หมายความว่า ท่านเป็น พระพุทธเจ้าเพียงองค์เดียว สำหรับทุกคน. เมื่อตะกี้เราพูดว่า ท่านเป็นเพื่อนท่องเที่ยวไปในวัฏฏสงสาร : ท่าน ก็เป็นเพื่อนคนเดียวในโลก, เป็นอย่างที่เรียกว่า เป็นเพื่อนทุกข์ เพื่อนยาก เพื่อน ลำบาก ไม่มีใครเสมอเหมือน ก็เพียงคนเดียวในโลก. หรือว่า ท่านก็เป็นเพื่อนที่ดี เป็นเพื่อนที่ช่วยแก้ไขให้พ้นทุกข์ ; ก็นับว่าเป็นเพื่อนคนเดียว เท่านั้นแหละ ที่ดีที่สุด มีได้เพียงคนเดียว. เราควรจะมองตรงไปยังพระพุทธเจ้านี้ว่า ท่านเป็นอะไร ? เป็นเพื่อน คนเดียว ไม่มีใครเปรียบ ไม่มีใครเทียบทันได้ เหมือนกับเป็นคู่ทุกข์คู่ยาก ของสัตว์ ทั้งหลาย ก็มีคนเดียวเท่านั้น, เมื่อตะกี้ก็พูดมาแล้วถึงข้อที่ตรัสว่า " เพราะไม่รู้ อริยสัจจ์ ๔ ฉันกับเธอจึงท่องเที่ยวไป ในวัฏฏสงสาร". นี่ก็แสดงอาการที่ว่า เพื่อน ทุกข์เพื่อนยากนี้ ก็มีคนเดียว. แม้เรื่องที่จะรอดพ้นไปได้จากโลกนี้ เป็นโลกุตตระ ก็มีท่านองค์เดียว ที่จะทำให้ได้ ที่จะช่วยให้ได้ เหมือนกับว่า มีเพื่อนคู่สุขคู่ทุกข์ คนเดียวคือพระพุทธเจ้า นอกนั้นไม่จริง ; หรือว่าจริงก็ไม่ถึงขนาด คือมันเล็กน้อย เกินไป. เราควรจะมองพระพุทธเจ้ากันในแง่นี้ แล้วก็จะเกิดผลดีอย่างที่ว่า จะมี ศรัทธา มีปสันนา มีความเพียร มีอะไรต่าง ๆ มากขึ้นในพระพุทธเจ้า และในการ ปฏิบัติระเบียบวินัยของพระพุทธเจ้า. เอาละเป็นอันว่า ในโลกธาตุหนึ่ง เรามีเพื่อนทุกข์ เพื่อนสุข อยู่ คนเดียวคือพระพุทธเจ้า ; และขอให้ถือว่าแม้นี้ก็เป็นพุทธจริยาของท่าน ที่เกี่ยวข้อง กันอยู่กับเรา. ถ้าอนุญาตให้พูดหยาบคายหน่อย ก็จะพูดว่าท่านมีหนี้บุญคุณที่สุมอยู่
น.71 บนศีรษะของเรา, ชนิดที่เขาค่าใครเขาก็ว่ามันสุมอยู่บนกระบาล. เดี๋ยวนี้เราพูดว่า ‘มันสุมอยู่บนศีรษะ"; แต่แล้วก็ไม่มอง ไม่รับรู้ ไม่รู้ ไม่ชี้ ในพุทธจริยาเหล่านี้ ; แล้วอะไรจะเกิดขึ้น หรือว่าอะไรจะเป็นไปในทางที่น่าชื่นใจ น่าปรารถนา. สรุปรวมความว่า ถ้าเราไม่พยายามที่จะมองพุทธจริยาให้ถูก ให้ตรง ให้ครบ ให้ถ้วนแล้ว เราก็จะเป็นอย่างนี้อยู่เรื่อยไป. น่าเศร้าใจที่ว่าจะเป็น อย่างนี้อยู่เรื่อยไป, ว่าลงหลักปักรากลงไปอย่างนี้ ไม่ขยับเขยื้อน ก็เรียกว่าเป็นหลักตอ ที่ปักแน่นลงไปในวัฏฏสงสาร ถอนไม่ขึ้น. อาตมาเห็นว่า วิธีที่จะรอดได้ ก็ให้พยายามกันใหม่เถิด คือว่าลืมหูลืมตาให้ กว้างกว่าที่แล้วมา ให้รู้จักพระพุทธจริยา ให้ถึงที่สุดของความหมายของอาการ แห่งพุทธจริยานั้น ๆ นั้นคือการขยับเขยื้อน ; คือจะปล่อยให้เฉื่อยชาอยู่ เหมือนเดิมไม่ได้ ; แล้วจะเกิดอาการที่กระตุ้นเตือนใจขึ้นมาเอง. เพราะว่าถ้าจิตใจ มองเห็นอะไรบ้างแล้ว มันก็ทนอยู่ไม่ได้ ต้องมีการเคลื่อนที่ขยับไปตามนั้น ตามความ เห็นแจ้งเห็นจริง. เดี๋ยวนี้อาตมารู้สึกว่า คนให้ความเป็นธรรมแก่พระพุทธเจ้าน้อย ให้ ความสนใจแก่พระพุทธเจ้าน้อย ไม่สมกับที่ท่านมีพระมหากรุณาธิคุณ, แล้วก็ คนในโลก ในวงกว้าง ในโลกของพุทธบริษัทนี่ กำลังจะเลือนไป กำลังจะสลายตัวไป. คนโบราณในครั้งพุทธกาล ที่เขาเห็นพระพุทธเจ้า เขารู้จักพระพุทธเจ้า เขาเข้าใจ พระพุทธเจ้า เขาต้องเข้าใจข้อความเหล่านี้ คือมองเห็นพระพุทธจริยาเหล่านี้ จึงได้มีการ มอบกายถวายชีวิต หรือจะเรียกว่าอย่างไรก็แล้วแต่จะเรียก; เพื่อรับนับถือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ โดยเอาชีวิตจิตใจนี้เป็นเดิมพัน. นี้ก็เพราะว่า มองเห็นสิ่งที่ เรียกว่า พุทธจริยาโดยแท้จริง เป็นที่ตั้งแห่งความเชื่อ ความเลื่อมใส ความพยายาม กระทำตาม ; แล้วเรื่องของสติปัญญาค่อยมาทีหลัง. เดี๋ยวนี้รู้จักบุญคุณ หนี้สิน
น.72 ตามบุญคุณ ที่พระพุทธเจ้ามีแก่สัตว์โลก ให้ถูกต้อง ให้ตรง ให้จริง ให้ยุติธรรม กันเสียก่อน. เรื่องนี้ก็จะได้เอามาพูดเรื่อย ๆ ไป จนกว่าจะรู้สึกว่า มีผู้เข้าใจ. นี่คือเหตุผลในการที่ว่า ในภาควิสาขบูชานี้ เราจะได้พูดกันแต่เรื่อง พุทธจริยา ไม่พูดเรื่องอื่น และวันนี้ก็ได้พูดมาพอสมควรแก่เวลาแล้ว. ขอให้ท่าน ทั้งหลายถือว่า พระองค์ทรงเป็นเพื่อนทุกข์เพื่อนยากของเรา ท่องเที่ยวไปในวัฏฏสงสาร. โลกนี้เป็นโลกที่มืดที่บอด จนกว่าพระพุทธองค์จะมาทรงช่วยจุดตะเกียงให้ ; เพราะเหตุว่าโลกมีความทุกข์ ท่านจึงมา ท่านจึงเกิดขึ้น ท่านจึงจุดตะเกียงขึ้น ; ไม่ใช่ว่า ทำโดยไม่มีเหตุผลอะไร. เพราะว่าความทุกข์มันยังมีอยู่ในโลก แล้วท่านก็ยังมีประโยชน์ อยู่เพียงนั้น ; ฉะนั้นการที่มีดวงตะเกียงของท่านอยู่ในโลก นี่แหละคือความสุข ของสัตว์โลกทั้งปวง. ฉะนั้น เราต้องถือว่าท่านเป็นบุคคลเอกคนเดียวสำหรับเรา ไม่มีบุคคลใดเอกไปกว่าท่าน สำหรับเรา. เรานั้นมันมีความหลงมหาศาล ขนาดเห็นกลางวันเป็นกลางคืน ขนาดเห็น กลางคืนเป็นกลางวัน มันถึงขนาดนั้น; เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงมีหน้าที่ ที่จะ สงสารสัตว์ทั้งหลายอื่น ก่อนที่จะสงสารพระองค์เอง. พระพุทธเจ้าทั้งหลายจึงปรารภ สัตว์ทั้งหลาย ก่อนที่จะปรารภถึงเรื่องตัวเอง ; จึงช่วยให้หลุดพ้น ด้วยการ สั่งสอนอบรม ให้มีแสงสว่างนี้ จนพ้นโลก จนอยู่เหนือโลก. ๑๐. ท่านตรัสว่า ‘พวกเรา' ในนามพวกเราทั้งหมด เรื่องที่ประหลาดกว่านั้นก็คือ ท่านจะใช้คำว่า "พวกเรา" ซึ่งหมายถึง พวกเราทั้งหมดในพุทธศาสนา. ในพระไตรปิฎกอันมากมายนั้น เท่าที่นึกออกพบอยู่ แห่งเดียว แต่อาจจะมีอีกมากแห่ง. นกแอซิดในนิทานวัดค์ สังยุตตนิกาย มีข้อความแห่งหนึ่งที่พระพุทธเจ้าท่านใช้คำว่า "พวกเรา" เมื่อท่านตรัสถึงตัวท่านเอง ; เหมือนคนในสมัยนี้ที่เขาพูดในนามสมาคม
น.73 หรือในนามอะไร เขาพูดว่า "พวกเรา". ยิ่งเป็นสำนวนต่างประเทศก็ยิ่งพูดว่า พวกเรา. พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสคำอย่างนั้น ในเมื่อพูดกับคนนอก โดยใช้คำว่า "พวกเรา" ; เรื่องก็เลยเป็นอันว่าทั้งหมดนี้ ทั้งพุทธบริษัท ๔ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา รวมอยู่ในคำว่า "พวกเรา". เพราะฉะนั้นเราควรจะยินดีว่า พวกเราที่นี่ ก็นับอยู่ ในคำว่า "พวกเรา" ของพระพุทธเจ้า ; แม้นักบวชนอกศาสนาลัทธิอื่นเขาปลอมเข้ามา บวชในศาสนานี้ เพื่อที่จะขโมยเอาธรรมะในศาสนานี้ ไปสอนเป็นของตัว แต่พอมา ได้ยินพระพุทธเจ้าตรัสธรรมะตามหน้าที่ของท่าน เขาก็เปลี่ยนจิตใจ ; นี่อำนาจของ พระธรรม ทำให้เขาสารภาพว่า ที่มาบวชนี้ มาบวช "เพื่อจะขโมยเอาธรรมะของ พระสมณโคดมนี้ ไปใช้เป็นลัทธิของตัว" ; ก็เลยขอโทษ. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า : - ยโต จ โข สุสิม อจฺจยํ อจฺจยโต ทิสวา - ดูก่อนสุสิมะ, เมื่อท่านเห็นโทษโดยความ เป็นโทษอย่างนี้; ยถาธมฺมํ ปฏิกโรสิ - และท่านจะกระทำคืน ดังนี้แล้ว ; ตนเต มยํ ปฏิกคุณหาม - พวกเราก็จะรับโทษของท่าน. ขโมยในที่นี้หมายความว่า เป็นการขโมยทรัพย์สมบัติของกลางระหว่างทุกคน คือ ของศาสนา ท่านเลยใช้คำว่า "พวกเรา" ; นี้จะต้องถือว่าทุกคน รวมทั้งที่นั่งอยู่ที่นี่ เวลานี้ด้วย รวมอยู่ในคำว่า "พวกเรา" ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสในวันนั้น แก่บุคคลที่มา ขโมยธรรมในพุทธศาสนา. เขาเข้ามาบวชเพื่อขโมยธรรม แต่ก็กลับตัวได้ แล้ว พระพุทธเจ้าท่านก็ยกโทษให้ในนามของพวกเราทั้งหมด. ทีนี้ เรื่องบวชเพื่อขโมยธรรมนี้ดูจะไม่น่ากลัว เท่ากับว่า บวชแล้ว ทำลายธรรม, บวชแล้วไม่บวชจริง, เป็นภิกษุไม่เป็นภิกษุจริง, เป็นภิกษุณีไม่เป็น ภิกษุณีจริง, เป็นอุบาสกไม่เป็นอุบาสกจริง, เป็นอุบาสิกาไม่เป็นอุบาสิกาจริง อย่างนี้ก็ยิ่งร้ายกว่าที่ว่าบวชขโมยธรรมเอาไปสอนต่อ ; เพราะว่ามันเป็นการบวช เพื่อทำลายธรรม, ไม่สนใจ ไม่รู้จัก แม้แต่พระพุทธเจ้าในลักษณะที่ถูกต้องตามที่ เป็นจริง, แล้วก็ทำอะไรปรารภตัว ตามกิเลสของตัว ; ก็เป็นเรื่องเข้ามาใน
น.74 ศาสนานี้ เพื่อทำลายธรรม, ซึ่งมันยิ่งกว่าขโมยธรรม. ขโมยนั้นยังเอาไปใช้ เป็นประโยชน์ได้ แต่ถ้าทำลายก็เสียหายหมด. ถ้าบวชเพื่อทำลายธรรมอย่างนี้ ยังสงสัย อยู่ว่า พระพุทธเจ้าท่านจะยกโทษให้หรือไม่ ? ถ้ามาบวชขโมยเอาไปซิ เอาไปใช้ เป็นประโยชน์แก่คนอื่น ๆ มันก็น่าจะยกโทษให้ ; แต่ถ้าเข้ามาในศาสนานี้เพื่อทำลาย ธรรมแล้ว ยังน่าสงสัยว่าพระพุทธเจ้าท่านจะยกโทษให้หรือไม่. พวกเราก็จงระวังกันให้ดี ๆ พยายามรู้จักพระพุทธเจ้ากันให้ดีที่สุด ใน ทุก ๆ ลักษณะแห่งพระพุทธจริยา, แล้วคงจะไม่มีใครเข้ามาในศาสนานี้ เพื่อทำลายพระศาสนานี้โดยไม่รู้สึกตัว. "โดยไม่รู้สึกตัว" นี้สำคัญมาก ; ถ้าโดย รู้สึกตัวนั้น มันก็เป็นไปได้ยาก ถ้าโดยไม่รู้สึกตัวแล้ว มันเป็นไปได้ง่าย อาจจะทำให้ เสียหาย ฉิบหายอะไรหมดเลย โดยไม่รู้สึกตัวอีกก็ได้. ข้อนี้ ขอฝากไว้ให้ขึ้นอยู่กับความรู้สึกอย่างแจ่มแจ้ง ในพระพุทธจริยา ทั้งหลาย ว่าพระองค์ทรงมุ่งหมาย ให้เราช่วยกันสืบอายุพระศาสนาอย่างไร. อาตมา ถือว่า การมาเรียนรู้พุทธจริยากันคราวนี้ เพื่อมีความมั่นคงในการสืบอายุพระศาสนา ต่อไป อย่างนี้ .. ขอยุติการบรรยายเฉพาะวันนี้ไว้เพียงเท่านี้แถม เพื่อให้โอกาสแก่พระสงฆ์จะสวด คุณสาธยายธรรมปหังสนกถา ต่อไปอีก ตามที่เราตั้งใจไว้เป็นประจำ.
Buddhadasa