น.75 ท่านสาธุชน ผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย, การบรรยายเรื่องพุทธจริยาใน ครั้งที่ ๒ นี้ ก็จะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า ท่านเป็นอะไรกับพวกเรา ต่อไปอีกสัก ครั้งหนึ่ง. ท่านเป็นอะไรกับพวกเรา ? เป็นคำถามที่ชัดเจนอยู่ในตัวแล้ว ว่า พระพุทธเจ้าท่านเป็นอะไรกับพวกเรา ถ้าไม่รู้เรื่องนี้ก็เรียกว่าไม่รู้จักพระพุทธ- เจ้า, ดีแต่ท่องว่า พุทธัง สะระณัง ๓๗
น.76 คัจฉามิ อย่างนกแก้วนกขุนทองอยู่ตลอดเวลา. นี้เป็นเหตุให้เราต้องเป็นผู้ไม่ประมาท ; ต้องพยายามทำความเข้าใจว่า พระพุทธเจ้าเป็นอะไรแก่พวกเราให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป. การที่พูดแต่เพียงว่า ท่านเป็นพระพุทธเจ้าของเรา, หรือเป็นพระศาสดา ของเรา, เป็นอะไรของเรา, นั่นพูดกันแต่ปาก ไม่เคยเห็นว่า มีความเข้าใจ หรือ ความเชื่อความเลื่อมใสที่ตั้งรากฐานอยู่บนความเข้าใจ ; นี้แหละอาตมาจึงได้กล่าวโดย หัวข้อว่า ท่านเป็นอะไรกับพวกเราให้มากเป็นพิเศษ. ในครั้งที่แล้วมา ได้กล่าวโดยหัวข้อตามลำดับว่า ท่านเป็นเพื่อนท่องเที่ยว ไปในวัฏฏสงสารกับพวกเรา ; นี้ก็เป็นพระพุทธภาษิต ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอง ว่า ตลอดเวลาที่เรายังไม่รู้ตาม รู้แจ้งซึ่งอริยสัจจ์ทั้งหลาย ทั้งเธอและฉัน ก็ต้อง ท่องเที่ยวไปในวัฏฏสงสารตลอดกาลนาน. ขอให้พิจารณาดูคำตรัสนี้ ท่านตรัสอย่าง เป็นกันเองที่สุด ว่าฉันกับพวกเธอ ต้องท่องเที่ยวไปในวัฏฏสงสารตลอดกาลนาน : เอวมิทํ หิ ทีฆมทธาน สนฺธาวิตํ สํสริตํ มมญฺเจว ตุมหากญจ ; ถ้าเป็นบาลีก็ว่า อย่างนี้ . เราเคยรู้สึกอย่างนี้กันบ้างหรือเปล่า ว่าพระพุทธเจ้าท่านจัดพระองค์เองไว้ ในฐานะเป็นเพื่อนทุกข์เพื่อนยากกันกับเรา; เมื่อไม่รู้แจ้งแทงตลอด ก็ต้องท่องเที่ยว ไปในวัฏฏสงสารตลอดกาลนาน. ถ้าเรานึกอย่างนี้ เราคงจะพยายามทำตามคำสั่งสอน ของพระองค์ มากกว่าที่เป็นกันอยู่เดี๋ยวนี้. บางคนถึงกับจะไม่รู้ว่าวัฏฏสงสารคืออะไรด้วยซ้ำไป ; อาจจะเคยได้ยิน คำว่าวัฏฏสงสาร แต่ก็ไม่รู้ว่าอะไร, ไม่เข้าใจ, แล้วก็เอาไปไว้ที่อื่น ไม่เกี่ยวข้องกับตัวเอง ที่ว่ากำลังเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสาร. เขาเรียกว่าเป็นคนโง่ เหมือนกับหนอนที่เกิด ในพริก ก็ไม่รู้จักความเผ็ดร้อนของพริก, .หนอนที่เกิดจากคูณในส้วม มันก็ไม่รู้จักคูณ
น.77 หรือส้วมเหล่านั้น ว่ามันเป็นอย่างไร. สัตว์ทั้งหลายที่เวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสาร จมอยู่ในวัฏฏสงสาร ทนทรมานอยู่ในวัฏฏสงสาร ก็ไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่าวัฏฏ สงสาร ; ดังนั้นคนพวกนี้จึงไม่รู้จักขอบพระทัยพระพุทธเจ้า หรือไม่ขอบพระคุณ พระพุทธเจ้า ว่าท่านได้เป็นอะไรให้บ้าง และได้เป็นมากน้อยอย่างไร. ขอให้มองเห็นในข้อนี้กันอยู่ตลอดเวลาว่า : พระพุทธเจ้าท่านทำตนเป็น เพื่อนทุกข์เพื่อนยากกับพวกเรา, ท่านทรงใช้สรรพนามว่า "พวกเรา" เหมือนกัน ในเมื่อท่านตรัสเรื่องซึ่งมันเล็งถึงรวมกันทั้งหมดในพุทธศาสนา ในวงพุทธศาสนา อย่างที่ ได้แสดงแล้วในวันก่อนนั้น. ลักษณะเฉพาะของพระพุทธเจ้าต่อไปอีกอย่างหนึ่ง ก็คือว่า จะทรงปรารภ สรรพสัตว์ทั้งหลาย ก่อนแต่ที่จะปรารภพระองค์เอง. นี้ลองฟังดูให้ดี ว่าท่านตรัสว่า : พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์นี้ ปรารภ ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ทุกข์โศก ของสัตว์ทั้งหลายก่อน, รำพึงอยู่ในใจก่อน, จึงจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า. นี่ท่านเป็นเพื่อนทุกข์เพื่อนยาก เพื่อนลำบากกับเรา ; แล้วท่านยังนึกถึงความทุกข์ ความยากลำบากของเรานี่ก่อน. แล้วเราก็ยังเป็นคนตาบอด อกตัญญูอยู่นี่เอง; เพราะว่ามองไม่เห็น จึงได้ไม่รู้บุญคุณ, ก็เรียกว่าเป็นคนตาบอด อกตัญญู. ถึงแม้จะไม่รู้เพราะตาบอด เรื่องมันก็เป็นคนอกตัญญูอยู่นั่นเอง : มันเป็นสิ่งที่เสียหายมาก. ฉะนั้นหวังว่าเราจะได้แก้ไขปัญหาเหล่านี้ให้หมดไป ด้วยการ ศึกษาให้รู้จักสิ่งที่เรียกว่า พระพุทธจริยานี้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปทุกที. ข้อที่อยากจะทบทวนต่อไปก็คือว่า ทรงมอบโลกุตตรธรรมให้เป็นทรัพย์ มรดกแก่เรา. ข้อนี้ขอให้นึกว่า พระพุทธเจ้าท่านก็มีการมอบหมายมรดก ให้แก่เรา เช่นเดียวกับปู่ย่าตายายของเรา มีการมอบหมายมรดกให้แก่เรา ; แต่มันเป็นเรื่องวัตถุ
น.78 เสียโดยมาก ไม่เป็นเรื่องทางธรรมะหรือทางจิตใจ ; แม้จะเป็นเรื่องทางจิตใจมันก็เป็น เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ว่าพระพุทธเจ้าท่านตรัสยืนยันและได้ทรงกระทำตามที่ท่านยืนยัน ว่า : เรามอบโลกุตตรธรรมอันประเสริฐ ให้เป็นทรัพย์แห่งตน แก่สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง แก่มนุษย์. นี่คือพุทธจริยาที่สูงสุดของพระพุทธเจ้าที่ทรงกระทำต่อเรา. สิ่งที่เรียกว่า พุทธจริยา นั้น ก็คือ สิ่งที่พระองค์ทรงประพฤติเป็นปกติ จนเป็นธรรมเนียมของพระพุทธเจ้า, นั่นคือท่านมีหน้าที่ ที่จะมอบโลกุตตรทรัพย์ : ทรัพย์สมบัติที่เป็นโลกุตตระให้แก่พวกเรา. ทรัพย์ที่เป็นโลกุตตระ ก็คือทรัพย์ที่จะทำให้พวกเราข้ามขึ้นได้จากวัฏฏสงสาร ; ถ้ายังจมอยู่ในวัฏฏสงสาร ก็แปลว่า จมอยู่ในโลก นานาชนิด นานาแบบ.ท่านได้ช่วย ยกให้ขึ้นจากความเวียนว่ายไปในวัฏฏสงสารอย่างนั้น ; แต่ถ้าจะพูดโดยสมมติ ลืมยาก ก็ว่า : ให้พ้นจากการเป็นหนอน ที่จมอยู่ในพริก, หรือว่าพ้นจากการเป็นหนอน ที่จมอยู่ในคูณ ; เพราะว่ามันจมอยู่ในคูณมานานนักแล้ว ควรจะขึ้นกันเสียที โดยอาศัย การปฏิบัติ ในลักษณะที่เป็นการรับมรดกที่พระองค์ทรงประทานไว้ ได้แก่ข้อปฏิบัติ ทั้งหลายที่เป็นไปเพื่อการถึงซึ่งความสิ้นสุดแห่งกรรม. ตัวพรหมจรรย์ในพระพุทธศาสนานี้ เป็นการประพฤติปฏิบัติเพื่อให้ถึง ที่สุดแห่งกรรม ทั้งกรรมดำและกรรมขาว ; เพราะเป็นการกระทำที่ไม่คำไม่ขาว, ให้เป็นที่สิ้นสุดแห่งกรรมดำและกรรมขาว, ให้ขึ้นจากวัฏฏสงสาร, ให้พ้นจากทุกข์ ทั้งปวง. นี่คือมรดกที่พระพุทธเจ้าท่านทรงมอบหมาย ; และทรงมีพระพุทธประสงค์ว่า ทุกคนจะได้รับ ; แต่แล้วเราก็ไม่รู้จัก อย่าว่าแต่จะได้รับเลย. เราไม่รู้จัก ก็เพราะว่า เราไม่สนใจ; เราไม่สนใจ ในสิ่งที่เรียกว่าโลกุตตรธรรม.
น.79 บางคนก็สนใจในคำว่า "นิพพาน" พอใจนิพพาน แต่ ไม่รู้ว่า คืออะไร. ครั้งหนึ่ง ได้ลองสอบถามถึงความเข้าใจเรื่องนี้ ว่าที่ทำบุญกันนี้ จะเอาสวรรค์หรือว่าจะ เอานิพพาน ? เขาบอกว่าอยากจะได้นิพพาน. แต่พอถามอีกทีหนึ่งว่า ถ้าให้ได้การที่ ไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไปอย่างนี้ จะเอาไหม ? บอกว่าไม่เอา, เพราะว่า ไม่สนุก. อาตมาได้ทดลองสอบถามคนใกล้ ๆ นี้ดู ไม่น้อยกว่า ๓ - ๔ คนแล้ว ได้รับ คำตอบอย่างนี้เหมือนกันหมด ; พอบอกว่านิพพาน ละก็อยากได้ ; พอที่บอกว่า พ้นจากวัฏฏสงสารไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิด แล้วก็ไม่เอา ; เพราะว่าเขายังอยากจะ สนุกสนาน อยากจะกินเหล้า อยากจะรำวง ทั้งที่เป็นผู้หญิง ; ฉะนั้นจึงไม่ต้องการ ซึ่งการหยุดเวียนว่ายในวัฏฏสงสาร ; แต่ปากอยากได้นิพพาน ; เพราะเขาถูกหลอกว่า นิพพานนั้นแสนจะเป็นสุข สนุกสนาน นึกอะไรก็ได้นั่น, เขาจะไปนึกเอาอะไรให้ มากมายที่สุด : เป็นเมืองแก้ว เป็นอะไรซึ่งล้วนแต่เป็นของวิเศษวิโส; เขาก็เลย อยากได้นิพพาน. นี้เป็นการแสดงว่า คนเหล่านี้ไม่เข้าใจในคำว่าวัฏฏสงสาร ก็เลยไม่ เห็นอกเห็นใจ ไม่เห็นน้ำพระทัยของพระพุทธเจ้า ที่ว่า : เราเวียนว่ายในวัฏฏสงสาร กันมานานนักแล้ว ควรจะทำความสิ้นสุดแก่วัฏฏสงสารเสียที. ท่านทรงกระทำ พระองค์ให้เป็นเพื่อนทุกข์ เพื่อนยาก อย่างนี้ แต่แล้วก็ยังไม่สมประสงค์ของพระองค์ ; เพราะมีแต่สาวกที่ไม่รู้ไม่ชี้ ในพระพุทธจริยาอันสำคัญที่สุด : คือทรงเป็น "เพื่อน" ของเรา เพื่อจะช่วยให้ข้ามขึ้นจากโลก, แล้วก็เผื่อคนเกิดสุดท้ายภายหลัง ก็ได้ทรง มอบมรดกที่เป็นโลกุตตรธรรมไว้ให้ อย่างที่ไม่มีที่สิ้นสุด ; ก็ล้วนแต่ไม่สนใจอีก เหมือนกัน. นี่คือความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องทบทวนความเข้าใจในข้อนี้กันอยู่ทุกครั้ง ทุกคราว ที่จะพูดถึงเรื่องนี้กันสักยุคหนึ่ง เรียกว่าเรื่อง พุทธจริยา.
น.80 สำหรับในวันนี้ก็จะได้พูดถึงพระพุทธจริยา ในลักษณะที่ว่าท่านเป็นอะไร กับพวกเรานี้สืบต่อไป. โดยหัวข้อแรกที่ว่า ท่านเป็นผู้ชี้ทาง : ท่านเป็นอะไร แก่เรา ? ท่านเป็นผู้ชี้ทาง ! ๑. ทรงเป็นผู้ชี้ทาง ข้อนี้หมายความว่า มนุษย์อยู่ในความมืดบอด หลงทาง, หรือไม่รู้จักทาง, หรือถึงกับไม่รู้ว่าเราจะต้องเดินทางด้วยซ้ำไป. พระพุทธองค์ทรงอยู่ในฐานะเป็นผู้ ชี้ทาง ; โดยเหตุที่ว่าสิ่งที่เรียกว่ากรรม หรือการกระทำนั้น เป็นของเฉพาะตัว ทำแทนกันไม่ได้ ; แม้แต่การเดินทาง ก็เดินแทนกันไม่ได้, เหมือนกับเราจะกิน อาหารแทนกันไม่ได้ อย่างนี้, เราจะถ่ายอุจจาระแทนกันก็ไม่ได้ ; นี้เป็นสิ่งที่เห็นได้ง่าย ชัดเจน. การเดินทางเพื่อบรรลุถึงความสิ้นสุดแห่งวัฏฏสงสาร มันก็เดินแทนกันไม่ได้ อย่างนั้น ; ดังนั้นพระองค์จึงตรัสว่า. : อกขาโต โว มยา มคโค : หนทางอันเรา บอกแล้วแก่ท่านทั้งหลาย ; ปญญาย สลลสตฺถน์ : จะเป็นเครื่องตัดเสียซึ่งลูกศร ด้วยปัญญา ; ตุมเหหิ กิจฺจํ อาตปฺป : ความเพียรนั้นพวกเธอต้องทำเอง ; อกขาตาโร ตถาคตา : พระตถาคตทั้งหลายเป็นแต่ผู้ชี้ทางเท่านั้น. พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้เป็นคาถาบทหนึ่งดังกล่าวข้างต้น. ท่านใช้คำว่า "ตถาคตทั้งหลาย" ก็หมายความว่า : พระพุทธเจ้าทุกพระองค์เหมือนกันหมด ทำได้แต่เพียงเป็นผู้บอกหนทาง ; ส่วนการเดินทางนั้นต้องเดินเอง; และบัดนี้ "ทาง" นั้นก็ได้บอกแล้ว เพื่อจะตัดเสียซึ่งลูกศรคือความทุกข์ ด้วยปัญญา ด้วยความรู้ ; เมื่อรู้แล้วจะตัดเสียได้ซึ่งลูกศร คือความทุกข์. การเดินทางนี้คือ การปฏิบัติ ครั้นปฏิบัติแล้ว ก็จะทำลายความทุกข์เสียได้. ทีนี้ เรามาพิจารณาดูกันว่า สภาพที่เป็นอยู่จริงในเวลานี้ มันเป็นอย่างไร ?
น.81 คนโดยมากนับถือพระพุทธเจ้า ในลักษณะที่ตรงกันข้ามกับที่พระองค์ตรัส : คือ พระองค์ตรัสว่า เป็นแต่ผู้ชี้ทาง แล้วต้องเดินเอง ; ที่นี้คนเขาต้องการมาก ถึงขนาดที่ว่า ให้พระพุทธเจ้าช่วยอุ้มไป หรือจับลากพาไป ; นี่มันไขว้กันอยู่อย่างนี้. คนมักจะเข้าใจหลักธรรมะ ในลักษณะที่ว่าให้พระพุทธเจ้าช่วย เหมือนกับว่าช่วยพาไป ; ไม่ฟังให้ดี ไม่ศึกษาให้ดี ไม่เข้าใจให้ถูกต้อง ; จึงเกิดความรู้สึกในลักษณะที่ว่า พระพุทธเจ้าท่านจะช่วย ในลักษณะที่พาไป ; ก็เลยอ้อนวอนอยู่ตลอดเวลา, กลาย เป็นเรื่องบนบานอย่างนั้นอย่างนี้อยู่ตลอดเวลา ; กระทั่งมาถึงยุคที่เอาพระพุทธรูปเป็น พระพุทธเจ้าด้วยแล้ว ก็ยิ่งงมงายในเรื่องนี้มากขึ้น, แล้วยังจะมากขึ้นไปกว่านี้อีก. ขอให้ย้อนระลึกนึกไปถึงพระพุทธเจ้าพระองค์จริง ที่ท่านมีอยู่อย่างไร ? อยู่ที่ไหน ? จะทำอะไร ? ได้มากน้อยเท่าไรสำหรับเรา ? ท่านเป็นเพื่อนทุกข์ เพื่อนยาก เวียนว่ายไปในวัฏฏสงสาร ; ไม่ได้หมายความว่าท่านพาไปหรืออุ้มไป. แต่เป็นเพื่อน ทุกข์กันไปก่อน ในขณะที่ยังไม่หลุดพ้น ; ท่านก็เป็นผู้ที่ถึงที่สุดแห่งการเวียนว่าย ให้ดู. รวมทั้งบอกวิธีที่จะทำด้วย แล้วก็ทำให้ดูด้วย ตำตาอยู่อย่างนี้. แต่แล้ว คนก็ยังจะคิดว่า ไม่ต้องทำอะไร ; นอกจากอ้อนวอนให้พระพุทธเจ้าท่านช่วย พาไป ; แล้วส่วนมากก็ไม่ได้คิดอย่างนั้นด้วยซ้ำ ; คิดเพียงว่าอยู่ที่นี่ก็ดีแล้ว ก็นับถือ พระพุทธเจ้าไปตามธรรมเนียม ที่เขาว่า ๆ กันเท่านั้นเอง ; มันก็ไม่เข้ารูปเข้าเรื่อง กันกับเรื่องนี้ ที่ว่า "การเดินทางท่านต้องเดินเอง ตถาคตเป็นแต่ผู้ชี้ทางเท่านั้น" พระพุทธจริยาในลักษณะนี้ แสดงชัดในลักษณะที่ว่า : ท่านทำได้แต่เพียง เป็นผู้ชี้ทาง ; ท่านมีคุณสมบัติอย่างอื่น มีเมตตา กรุณา มีอะไรก็มาก ; แต่ว่า สมรรถภาพนี้มันก็ได้แต่เพียงเป็นผู้ชี้ทาง ; เพราะเหตุว่ามันมีอีกสิ่งหนึ่ง ซึ่งมีอำนาจ เหนือกว่าอะไรทั้งหมด คือความที่กรรมเป็นของเฉพาะตัว. สิ่งที่เรียกว่ากรรม หรือการกระทำ หรือผลกรรมนั้น เป็นของเฉพาะตัว. เราอย่าหวังพึ่งพระพุทธเจ้า ให้ผิดเรื่องผิดราว จนไม่ได้รับประโยชน์อะไร ต้องเข้าใจและหวังให้ถูกเรื่องถูกราว แล้วก็ทำให้ถึงที่สุดเท่าที่เราจะทำได้.
น.82 นี้ข้อแรก : เมื่อถามว่าท่านเป็นอะไรกับพวกเรา ? ก็ต้องมองให้เห็น ชัดเจน ; แล้วตอบว่า ท่านเป็นผู้ชี้ทางให้กับเรา. ทางนี้ ไปสู่ที่สุดแห่งความทุกข์ ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป ; หมายความว่า ไม่เกิดตัวกู - ของกูมาเป็นทุกข์อีก ต่อไป; มีแต่กายและจิตใจที่สงบเย็น อยู่ไปจนกว่าจะถึงกาลแตกทำลาย. นี่เป็นเรื่อง การเดินทาง มีจุดหมายปลายทางอยู่ที่นี่ แล้วก็ ต้องทำกันในชีวิตนี้ ที่นี่และ เดี๋ยวนี้ ที่กำลังมีความทุกข์อยู่นี้ รีบเดินให้ถึงจุดหมายปลายทางเสีย. ๒. ทางก็มีอยู่ เมื่อเขาไม่เดิน พระพุทธองค์ก็ช่วยไม่ได้ ทีนี้มันก็มีปัญหาในข้อต่อไป พระพุทธเจ้าเป็นอะไรกะเรา ? พระพุทธเจ้า ท่านเป็นผู้ชี้ทาง ; แล้วท่านก็ทำอะไรไม่ได้ ในเมื่อเรามันเป็นคนเหลวไหล เมื่อเราเป็นคนเหลวไหลแล้ว พระพุทธเจ้าท่านช่วยอะไรไม่ได้, ทั้งที่พระองค์ ทรงมี พระเมตตา กรุณา อะไร เหลือที่จะเปรียบได้; แต่ก็ช่วยไม่ได้จริง ๆ. ในข้อนี้มันก็มีปัญหาเกิดขึ้น โดยมีผู้ถามว่า "ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ เมื่อ พระโคดมว่ากล่าวอยู่อย่างนี้ สั่งสอนอยู่อย่างนี้ คนได้ลุถึงนิพพานจนเป็นที่พอใจแห่งตน ทุกคนหรือ ?" พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า :- ดูก่อนพราหมณ์, สาวกของเราบางพวก แม้เราว่ากล่าวอยู่อย่างนี้ พร่ำสอนอยู่อย่างนี้ ก็หาทำนิพพานให้ปรากฏ เป็นที่พอใจได้ ทุกพวกไม่ ; บางพวกก็ทำได้ บางพวกก็ทำไม่ได้. ผู้ถามนั้นก็เลยทูลถามต่อไปว่า : โก นุ โข ภนฺเต โคตม เหตุ ? - ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อะไรเล่าเป็นเหตุ ? โก นุ โข ปจฺจโย? - อะไรเล่าเป็นปัจจัย ? ยํ ติฏฺติ เอว นิพพานํ - ในเมื่อนิพพานนี้ก็มีอยู่จริง ติฏฐิติ นิพพาน คามิ มฺโค ; - และหนทางเพื่อไปนิพพานนี้ก็มีอยู่จริง, ติฏฐิติ ภวิ โคตโม สมาทเปตา - และพระสมณโคดมผู้ชี้ชวน เพื่อการเดินทางไปสู่นิพพานนั้นก็มีอยู่จริง; แล้วทำไม สาวกของพระโคดม ซึ่งพระโคดมกล่าวสอนอยู่อย่างนี้ พร่ำสอนอยู่อย่างนี้ บางพวก
น.83 ก็ทำนิพพานให้ปรากฏเป็นที่ยินดีแก่ตนได้, บางพวกก็ไม่สามารถทำนิพพานให้ปรากฏ เป็นที่ยินดีแก่ตนได้. พระพุทธเจ้าท่านตรัสตอบว่า : เตนหิ พฺราหฺมณ ตณฺเฌเวตฺถ ปฏิปุจฉามิ - ดูก่อนพราหมณ์, ถ้าอย่างนั้นเราขอย้อนถามท่านเกี่ยวกับเรื่องนี้ ยถา เต ขเมยย, ตถา นํ พยากเรยยาติ - สิ่งใดเป็นความจริงใจของท่าน ท่านจงพูดสิ่งนั้น ติ ก็ มญฺญสิ พราหมณ กุสโล ตวิ ราชคหลามิมสส มคคสฺส - ดูก่อนพราหมณ์ ท่านเป็นผู้ เชี่ยวชาญในหนทางที่จะไปสู่กรุงราชคฤห์มิใช่หรือ ? เอวํ กุสโล อหํ ราชดหลามิมสฺส มฺคสฺส - ดูก่อนพระโคดมผู้เจริญ ข้าพเจ้าเป็นผู้เชี่ยวชาญ ในหนทางที่จะไปสู่นครราชคฤห์. ตํ ก็ มญฺญสิ พราหมณ ? - ดูก่อนพราหมณ์, ถ้าอย่างนั้นท่านจะอธิบาย ความข้อนี้ว่าอย่างไร ? อิธ ปุริโส อาคจฺเฉยย ราชคหํ คนตุกาโม - มีบุรุษคนหนึ่ง เขาต้องการไปสู่เมืองราชคฤห์ มาถึงที่นี่แล้ว, โส ตํ อุปสงกมิตวา เอวิ วเทยย อหิ กนฺเต ราชคหํ คนตุ๋ ฯลฯ - เขากล่าวกะท่านว่า ข้าพเจ้าต้องการจะไปสู่เมืองราชคฤห์ ถ้าท่านรู้ ท่านจงแสดงหนทางเพื่อไปสู่เมืองราชคฤห์เถิด. เมื่อเขากล่าวอย่างนี้ ท่านย่อมกล่าวว่า ดูก่อนบุรุษ นี่แหละหนทางที่จะไปสู่ เมืองราชคฤห์. ท่านจงไปทางนี้หน่อยหนึ่ง, ครั้นไปหน่อยหนึ่งแล้ว ท่านจะเห็น หมู่บ้านชื่อนี้ ชื่อนี้. ท่านจงไปอีกหน่อยหนึ่ง ; ครั้นไปหน่อยหนึ่งแล้ว ท่านจะเห็น นิคมชื่อนี้ ชื่อนี้ ท่านจงไปอีกหน่อยหนึ่ง ; ครั้นไปอีกหน่อยหนึ่งแล้ว ท่านจะเห็น นครราชคฤห์ ซึ่งรื่นรมย์ไปด้วยอาราม รื่นรมย์ไปด้วยป่าไม้ที่จัดไว้เฉพาะ รื่นรมย์ ไปด้วยภูมิภาคแผ่นดิน รื่นรมย์ไปด้วยสระโบกขรณี.
น.84 ดูก่อนพราหมณ์, ท่านก็บอกเขาอยู่อย่างนี้ ท่านก็พร่ำบอกเขาอยู่อย่างนี้ ; เขาก็ยังถือเอาหนทางผิด เดินย้อนกลับหลังไป. ที่นี้มีบุรุษอีกคนหนึ่ง มาที่นี่ ต้องการ จะไปนครราชคฤห์ ถามท่านแล้วอย่างเดียวกัน ; ท่านก็บอกให้อย่างเดียวกัน. บุรุษนั้น อันท่านบอกแล้ว พร่ำบอกแล้วอย่างนี้ เขาก็เดินไปสู่เมืองราชคฤห์ แล้วถึงได้โดยสวัสดี. โก นุ โข พราหมณ เหตุ ? - ดูก่อนพราหมณ์, อะไรหนอเป็นเหตุ ? โก ปจฺจโย ? - อะไรหนอเป็นปัจจัย ? ยํ ติฏฐิเตว ราชคห์ - ที่นครราชคฤห์ก็ตั้งอยู่. ติฺฐิติ ราชคหคามิมคโค - หนทางที่จะไปสู่นครราชคฤห์ก็มีอยู่. ติฏฐิติปี ตํ สมาทเปตา - ท่าน ซึ่งเป็นผู้ชี้บอกซึ่งหนทางก็มีอยู่ ; แต่ทำไมคนหนึ่งจึงไม่ไปสู่เมือง ราชคฤห์ได้ ส่วนอีกคนหนึ่งทำไมจึงไปสู่เมืองราชคฤห์ ได้ด้วยความสวัสดี. พราหมณ์นั้นได้ทูลตอบว่า : เอตถ สิยาห์ โภ โคตม กโรมิ มฺคฺส ยาห์ โภ โคตม - ข้าแต่พระโคดม ข้าพเจ้าจะทำอย่างไรได้ เพราะว่าข้าพเจ้าก็เป็นแต่ ผู้บอกทางเท่านั้น. เอวเมว โข พราหมณ ติฏฐิเตว นิพพานํ ; - ดูก่อนพราหมณ์, ข้อนี้ ก็เหมือนกันนั่นแหละ นิพพานก็ตั้งอยู่, ติฏฐิติ นิพพานคามิมฺโค - หนทางไปสู่ นิพพานก็ตั้งอยู่ ; ติฏฐามหิ สมาทเปตา -เราตถาคตผู้ชี้บอกซึ่งหนทาง ก็มีอยู่ : แต่ถึงกระนั้น สาวกทั้งหลายของเรา ที่เราพร่ำบอกอยู่อย่างนี้ พร่ำสอนอยู่อย่างนี้ ; บางพวกก็บรรลุถึงนิพพาน เป็นที่ยินดีแห่งตนได้, บางพวกก็ไม่ลุถึงนิพพาน ไม่เป็น ที่ยินดีแห่งตนได้. ดูก่อนพราหมณ์, เราจะทำอะไรได้ ; เพราะว่าเราเพียงแต่เป็น ผู้บอกหนทางเท่านั้น. นี้คือพระพุทธภาษิตที่ตรัสไว้ เกี่ยวกับเรื่องนี้ คือเกี่ยวกับพระองค์เอง ที่เกี่ยวกับพวกเราซึ่งเป็นสาวก. มีคนเขารู้เห็น ว่า สาวกของพระพุทธเจ้านี้ บางพวก ก็เหลวไหล, บางพวกก็เอาจริงเอาจัง. เขาจึงมาทูลถามพระพุทธองค์ ในลักษณะ
น.85 อย่างนี้. พระพุทธองค์ก็ตรัสไปตรง ๆ อย่างนี้ ในลักษณะที่ว่า เมื่อเขาไม่เดินแล้ว เราจะทำอย่างไรได้ ; เพราะว่าเราเป็นผู้ชี้ทางเท่านั้น. เรื่องนี้คือคำอธิบายที่ว่า เราจะหวังอะไรจากผู้อื่นได้อย่างไร แม้จากพระพุทธเจ้า ที่เราได้ถือเอาเป็นที่พึ่งอันสูงสุด ; เพราะว่าการเดินทางนั้นเป็นเรื่องที่บุคคลจะต้องเดินไปตามหนทางนั้นด้วยตนเอง. เมื่อ ไม่เดินด้วยตนเองก็ย่อมไม่มีผลอะไรเกิดขึ้นมา แม้ว่าจะเป็นสาวกของพระสัมมา- สัมพุทธเจ้า. นี้เป็นข้อที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ชัดเจนว่า : "แม้จะเป็นสาวกของเรา เขาก็ไม่เดิน คือไม่กระทำตามที่เราแนะ เราชี้ เราบอกอยู่อย่างนี้ทุกวัน ๆ".ยิ่งมา ถึงสมัยนี้ด้วยแล้ว ก็น่ากลัวว่าจะมีความเป็นอย่างนั้นมากขึ้น เพราะว่า โลก ในสมัย ปัจจุบัน นี้ มีอะไร ๆ ที่จะ หน่วงเหนี่ยวคน ไม่ให้เดินทาง, หรือให้แวะข้างทาง, หรือให้เถลไถลออกไปนอกทาง, หรือย้อนกลับมาบ้านเสียอีก นี้มันมากนัก ; มัน มากมายกว่าครั้งพุทธกาลมากนัก. ครั้งพุทธกาลก็ยังเป็นอย่างนี้ ดังที่พระพุทธเจ้าท่าน ตรัสตอบพราหมณ์คนนี้ ; นี่เดี๋ยวนี้มันก็ยิ่งเป็นมากกว่านั้น. นั่นแหละคือข้อที่ว่า ทำไมเราจึงบ่นเพ้อกันไปว่า ไม่รู้จะไปดูพระอริยบุคคลที่ไหน, หรือว่ามีพระอริยบุคคล ที่ไหน, หรือมีอะไรทำนองนั้นที่ไหน. มันมีแต่คนที่ ไม่เดินทาง, แม้คนที่อยากรู้ นักหนานั้นก็ไม่เดินทาง มันก็มีแต่คนที่ไม่เดินทาง. พระพุทธจริยาในข้อนี้ จึงอยู่ ในลักษณะที่เรียกว่า เป็นหมันยิ่งขึ้น ในปัจจุบันนี้. ทีนี้ก็อยากจะพูดเรื่อง ทาง อีกสักนิดหนึ่ง : ที่ว่า เดินทาง, เดินทาง, นี้ทำอย่างไร ? สำหรับบรรพชิต : เดินทางก็คือกระทำจิตใจให้เจริญงอกงาม สูงขึ้นไป ตามลำดับ โดยบทที่พระพุทธองค์ตรัสว่า : อธิจิตฺเต จ อาโยโค เอติ พุทธานสาสน์ - การประกอบความเพียร ในความเป็นผู้มีจิตยิ่ง คือจิตสูง ; นั่นคือคำสั่งสอนของ
น.86 พระพุทธเจ้าทั้งหลาย. ที่ว่า จงประกอบความเพียร ในการที่จะทำให้เกิดอธิจิต ; อธิจิต คือจิตที่ยิ่ง ที่สูง เหนือกิเลส เหนือความทุกข์. ภิกษุสามเณรพยายามประกอบความเพียรในอธิจิต ชื่อว่าเป็นผู้เดินทาง ; ส่วนการทำอย่างอื่นนั้นไม่แน่ แม และอาจจะเป็นอุปสรรคของการเดินทางไปเลย ก็ได้ . ถ้าภิกษุสามเณรเราจะมัวแต่แสวงหาลาภ สักการะสรรเสริญ เหล่านี้ มันก็ ไม่เป็นการเดินทาง เช่นเดียวกับตัวอย่างในเรื่องนั้น ที่ว่า เมืองราชคฤห์ก็มีอยู่ หนทาง ที่จะไปเมืองราชคฤห์ก็มีอยู่ ผู้ชี้ทางให้เดินไปสู่เมืองราชคฤห์ก็มีอยู่ แล้วเขายังเดิน กลับหลังหันได้."นี่ก็เพราะว่ามันมีอะไรชนิดหนึ่ง ซึ่งทำให้ในที่สุดก็ย้อนกลับหลังไป หาเรื่องเดิม ๆ ของตัว านไม่ไปสู่เมืองราชคฤห์ ซึ่งในที่นี้เปรียบเหมือนกับนิพพาน ; คล้ายกับว่า หนอนตัวนั้นมันก็เวียนลงไปในส้วมตามเดิม ; มันไม่ต้องการที่จะมีปีก มีหางบินไป พ้นไปจากความเป็นอย่างนั้น. นี้คือข้อที่กำลังเป็นปัญหาอย่างยิ่งเกี่ยวกับ พระพุทธจริยาข้อนี้, คือข้อที่ทรงเป็นแต่เพียงผู้ชี้ทาง. หวังว่าสาวกทั้งหลายของพระพุทธเจ้า ทั้งที่เป็นบรรพชิตและเป็นคฤหัสถ์ จะได้พิจารณากันเป็นพิเศษในข้อนี้ บรรพชิตกับคฤหัสถ์ก็มีเรื่องที่จะต้องเดินทาง เหมือนกันทั้งนั้น แต่ว่าบรรพชิตจะต้องไปก่อน ไปให้ดี ไปให้เป็น ตัวอย่างแก่คฤหัสถ์ ; แล้วในที่สุดมันก็ต้องไปด้วยกันทั้งนั้น ; ไม่อย่างนั้นแล้ว ก็ไม่เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าไปได้เลย. นี้คือปัญหาเกี่ยวกับพระพุทธจริยาข้อนี้ ที่พระพุทธองค์ได้ทรงกระทำเต็มที่แล้ว, เต็มที่ในหน้าที่ส่วนของพระองค์แล้ว. ๓. ท่านทรงขนาบเรื่อย ทีนี้ปัญหาข้อต่อไปว่า ท่านเป็นอะไรกับพวกเรา ก็อยากจะพูดถึงหัวข้อที่ว่า ท่านได้ทรงกระทำหน้าที่ของท่านเป็นอย่างดีแล้ว โดยจะขอเรียกว่า ท่าน ทรงขนาบเรื่อย.
น.87 พระพุทธเจ้าท่านทรงขนาบอยู่เรื่อย, ทั้งที่ท่านมีชีวิตอยู่ก็ทรงขนาบอยู่เรื่อย และทรงขนาบอยู่ แม้กระทั่งเดี๋ยวนี้. ข้อนี้มีพระพุทธภาษิตว่า น เต อหิ อานนท ตถา ปรกกมิสสามิ - ดูก่อนอานนท์, เราไม่ทำอย่างนั้นกะพวกเธอ. ยถา กุม ภกาโร อามเก อามกมฺเต - คือเราไม่ทำอย่างที่พวกช่างหม้อ เขากระทำแก่หม้อที่ยังเปียก ยังดิบอยู่. นิคคุยหนิดคยหาหํ อานนท วกขามิ - เราจะกล่าวข่มแล้วข่มอีก. ปวยห ปวยหาหํ อานนฺท ปวกขามิ - เราจะกล่าวขนาบแล้วขนาบอีก โย สาโร - ผู้ใด มีแก่น โส ธสฺสติ, - ผู้นั้นจะทนอยู่ได้. นี่ขอให้เราฟังดูเถอะว่า พระพุทธเจ้าท่านทรงกระทำอย่างไรกับพวกเรา ? เรียกว่าท่านทรงกระทำอย่างเอาจริงเอาจังที่สุดแล้ว ; ท่านไม่ได้ย่อหย่อน อ่อนแอ ในหน้าที่ของท่าน ; ท่านทรงขนาบเรื่อย . นี่เพื่อว่าเป็นผู้ชี้ทางที่ดี ท่านยอมเหนื่อย ยอมลำบากที่จะมาปลุกปล้ำ ขนาบแล้วขนาบอีก ข่มขี่แล้วข่มขี่อีก ; ท่านจึงตรัสไว้ อย่างนี้, คือว่า ท่านจะไม่ทะนุถนอมเอาอกเอาใจ . นี่จึงเรียกว่าท่านจะไม่กระทำ อย่างที่พวกช่างหม้อเขากระทำแก่หม้อ ที่มันยังเปียก ยังดิบอยู่ หม้อที่มันยังเปียก ยังดิบอยู่นั้น ถ้าไปทำหยาบ ๆ กับมัน มันก็แตกหมด, มันก็บู้บี้หมด, มันต้องค่อย ๆ ต้องทะนุถนอม, ต้องฉลาด ต้องระมัดระวังเต็มที่. แต่ทีนี้พระพุทธองค์ตรัสว่า ท่านไม่ทำอย่างนั้น หรือฉันไม่ทำอย่างนั้น กะพวกแก. ถ้าพูดอย่างภาษาธรรมดา ๆ คือตรัสแก่พระอานนท์ว่า : "ดูก่อนอานนท์, เราจะกล่าวข่มแล้วข่มเล่า . ดูก่อนอานนท์ , เราจะขนาบแล้วขนาบเล่า ใครมีแก่น คนนั้นอยู่" คำว่า ใครมีแก่น หมายความว่า คนนั้นเป็นคนดี รักความดี ซื่อตรง ต่อความดี หรือรักตัวเอง คือมีความบริสุทธิ์ใจ ในการที่จะประพฤติพรหมจรรย์ เรียกว่าคนนั้นมีแก่น ; และคนนั้น เท่านั้น ที่จะทนอยู่ได้. คนไม่มีแก่นก็วิ่งหนี
น.88 กระเจิดกระเจิงไปหมด, ก็สึกหาลาเพศไปหมด. นี่ก็เหมือนกับคนที่ว่าเขาชี้ทางไป เมืองราชคฤห์แล้ว ; มันก็ยังเดินกลับหลังได้. ในขั้นแรก บางทีจะเป็นเพราะทนคำพูดชี้ทางนั้นไม่ไหวก็ได้ ; เพราะว่า พระองค์ตรัสว่า ฉันจะข่มขี่แล้วข่มขี่อีก ขนาบแล้วขนาบอีก ในลักษณะที่ตรัสแก่ พระราชะว่า : คำด่านั้นคือคำชี้ขุมทรัพย์. ในที่อื่นท่านก็ตรัสไว้อย่างนั้น ; นิธินํ ว ปวดตาโร - คนด่าน่ะคือคนชี้ขุมทรัพย์. นี้พระพุทธเจ้าท่านจึงทรงทำอย่างนี้ และ ทรงกระชับไว้ในประโยคสุดท้ายว่า ใครมีแก่น อยู่, ใครไม่มีแก่น ไป; นี่พูดกัน ตรง ๆ อย่างนี้. นี้คือพระพุทธจริยา ที่ท่านทั้งหลายจะต้องฟังให้ดี จะต้องเข้าใจให้ดี, และก็จะต้องยอมรับ ; ถ้าว่าต้องประสงค์ที่จะเป็นสาวกของพระองค์. สรุปความว่า ข้อนี้พระพุทธจริยาคือความเฉียบขาด คือความที่จริงจัง เฉียบขาดถึงที่สุด จะเรียกว่า ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ หรือเกิน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ก็แล้วแต่จะพูด, แล้วมันถึงที่สุดในความเฉียบขาดของพระองค์, โดยหวังว่าสาวกนี้จะไปได้ถึงจุดหมาย ปลายทาง. ๔. พระองค์ทรงมีความเฉียบขาด แต่เปี่ยมด้วยกรุณา แต่นาทีนี้เราจะดูพระพุทธจริยาที่เนื่องกันต่อไปอีก ว่า พระพุทธองค์ทรงมี ความเฉียบขาด อย่างนี้ ; แต่ก็ยังเต็มไปด้วยความเมตตากรุณาอยู่นั่นเอง. ค เหมือนกะว่าบิดามารดาจะตีลูก มันก็ต้องย้อมไปด้วยความเมตตากรุณา ; เมื่อมีเรื่องที่ต้องตี มันก็ต้องตี; แต่ว่าตีด้วยจิตใจที่มีความเมตตากรุณา; เหมือนกับ ตีหม้อที่ยังเปียกยังดิบอีกนั่นแหละ ; หม้อที่ยังเปียกยังดิบ มันก็ต้องตีเหมือนกัน ตีให้
น.89 มันได้รูป. พระพุทธเจ้าท่านก็ทรงมีพระพุทธจริยาในลักษณะอย่างนี้ ที่เรียกว่า ขนาบแล้วขนาบอีก ข่มแล้วข่มอีก ; นั้นก็คือข่มด้วยความเมตตากรุณา. มีเรื่องเล่าว่า : ครั้งหนึ่งพระองค์ประทับอยู่ในที่แห่งหนึ่ง ภิกษุหมู่หนึ่ง ที่ไม่มีมรรยาท คุยโขมงโฉงเฉงกันเข้ามาสู่พระอารามนั้น. พระองค์ตรัสบอกภิกษุ อุปัฏฐากให้ไล่ไปเสียให้พ้น อย่าให้เข้ามาในอารามนี้. ภิกษุเหล่านั้นเป็นผู้ไม่มีมรรยาท ; ลองคิดดูเถอะ ว่าขืนคุยโขมงโฉงเฉงเข้ามาในที่ที่รู้อยู่ว่า พระพุทธองค์ประทับอยู่ มันก็ควรจะถูกขนาบ, เรียกว่า ปเวยห - ถูกขนาบ. พระองค์จึงตรัสให้อุปัฏฐากไล่ไป เสียให้พ้น ; นี้ก็เรียกว่ามีลักษณะขนาบ, คือว่าใครมีแก่นก็จะอยู่ได้. แต่แล้วในที่สุดก็ทรงรำพึงถึงข้อที่ว่า ภิกษุที่ถูกไล่ไปนี้คงจะมีความกระสับ กระส่าย มีความฟุ้งซ่าน และอาจจะหมุนไปสู่หนทางที่ผิด หรือว่าจะไม่มีที่พึ่ง เหมือน ลูกวัวที่พลัดจากแม่. ความคิดอย่างนี้ก็คือ ความเมตตากรุณา อย่างที่เขาชอบเปรียบ เป็นคำอุปมาว่า สหัมบดีพรหมต้องลงมาอ้อนวอน มาขอร้อง ขอให้พระพุทธเจ้าเห็น แก่ภิกษุเหล่านั้น ซึ่งจะเป็นเหมือนลูกวัวที่พลัดแม่; แล้วพระพุทธเจ้าก็ทรงยอมรับ คำนิมนต์นี้ ก็ทรงบันดาลโดยอิทธิฤทธิ์ของพระองค์ อย่างใดอย่างหนึ่ง ให้พบหน้ากัน กับภิกษุเหล่านั้นอีก, แล้วก็ทรงสั่งสอนให้เกิดความรู้สึกระลึกได้ ด้วยธรรมเทศนา เป็นอันมาก, แล้วก็โปรดภิกษุนั้นให้สำเร็จประโยชน์ได้ตามสมควร เช่นท่านตรัสว่า : "คนที่ไม่อบรมตนเอง ไม่มีหิริ ไม่มีโอตตัปปะ, ไม่มีความสำรวมระวังในศีล, ไม่คุ้มครองอินทรีย์ ไม่อะไรต่างๆ นี้; มันไม่มีส่วนดีที่ตรงไหน. เปรียบเหมือน กับไม้พื้นในที่เผาศพ จะหยิบขึ้นมาได้อย่างไร ในเมื่อสองข้างพืนคุ้นนั้น ทั้งหัวทั้งปลาย มันก็มีไฟลุกอยู่ ตรงกลางมันก็เปื้อนด้วยอุจจาระ". ที่ท่านเปรียบอุปมาอย่างนี้ให้เข้าใจได้ง่าย ๆ ให้เห็นได้ง่ายๆ ว่า : ภิกษุ ผู้ ไม่อบรมตนนั้นก็มีลักษณะอย่างนี้ : ไม้พื้นที่ไฟกำลังลุกอยู่ทั้งสองข้าง แล้วตรงกลาง
น.90 ก็เปื้อนอุจจาระ จะจับได้อย่างไรกัน ; และตรัส เรื่องความคิดที่เป็นอกุศล ต่างจาก ความคิดที่เป็นกุศลอย่างไร ? มันก็เหมือนไม้ฟืนอีกอันหนึ่ง " ซึ่งมันไม่เป็นอย่างนั้น ; มันก็จับได้ ฉวยได้ ใช้เป็นประโยชน์ได้. นี้ก็หมายความว่า เป็นพระพุทธจริยาที่น่าสังเกตว่า แม้ว่าจะทรงขนาบ ก็ยัง ทรงต้อนไปให้ถูกทิศถูกทาง ; การขนาดนั้นมันเป็นการต้อนไป ให้ถูกทิศถูกทาง. เมื่อถูกทิศถูกทางแล้ว แม้จะตีกันหนัก ๆ มันก็มีประโยชน์ เพราะว่าจะได้เดินไปเร็ว ๆ. มันก็ไม่มีข้อไหนขัดกันกับที่ตรัสว่า : "ดูก่อนอานนท์ ฉันจะไม่ทำกับพวกเธอ อย่าง ช่างหม้อ ทำกับหม้อที่เปียก ๆ ดิบ ๆ" ; ก็ต้องทำกันอย่างเฉียบขาด ทำกันอย่าง รุนแรง ทำไปให้ถูกทาง. เดี๋ยวนี้เรากลัวว่า สาวกของพระพุทธเจ้าจะไม่ยอมรับ หลักการอย่างนี้; จะโมโห จะดื้อ จะวิ่งหนี, หรือบางทีจะต่อสู้ด้วยซ้ำไป. นั่นแหละจึงเป็นสิ่งที่จะต้องศึกษาพระพุทธจริยา ข้อหนึ่ง ๆ ข้อหนึ่ง ๆ นี้ ให้ดี ๆ ให้เข้าใจความมุ่งหมาย ; แล้วก็ทำให้สำเร็จ ตามที่พระพุทธองค์ได้ทรงมุ่งหมาย. พระพุทธจริยาส่วนที่เป็นการขนาบข่มขี่ เฉียบขาดอย่างนี้ก็มีมากมายหลายแห่ง ; ก็เรียกว่า เป็นพุทธจริยาพวกหนึ่ง. ๕. ทรงชักชวน ทีนี้ก็จะพูดถึงพุทธจริยาในลักษณะที่เป็นการวิงวอน ขอร้อง. ข้อนี้ต้องให้นึกถึงข้อความที่กล่าวมาแล้วว่า : "ฉันจะไม่ทำกับพวกเธอ อย่างช่างหม้อ ทำกับหม้อที่เปียก ๆ ดิบ ๆ". อันนั้นก็ยังคงเป็นความจริงอยู่เรื่อย ๆ. แต่ว่าในข้อที่พระพุทธองค์ทรงขอร้องวิงวอนนี่ ก็มิได้หมายความว่า ทำอย่างหม้อ. คือ ทำอย่างกับที่ทำกับหม้อที่เปียก ๆ ดิบ ๆ สำนวนตรัสนี่ ฟังออกในลักษณะที่เรียกไม่ถูก ; ว่าจะเป็นวิงวอนล้วน ๆ, หรือว่าขอร้องล้วน ๆ; มีลักษณะอย่างหนึ่งซึ่งเป็นการบังคับ
น.91 อย่างดีที่สุด อยู่ด้วยในนั้น อย่างกับว่าเป็นคำวิงวอนที่น่าเกรงขาม ; นี่ ฟังเข้าใจ หรือไม่เข้าใจ ? บางครั้งเป็นสำนวนวิงวอนเหลือประมาณ แต่เป็นคำวิงวอนที่น่า เกรงขาม. อย่างพระพุทธภาษิตที่ว่า : "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ธรรมนี้เป็นธรรมที่ เรากล่าวดีแล้วอย่างนี้, เป็นธรรมที่ทำให้เป็นดุจของคว่ำที่หงายแล้วอย่างนี้, เป็น ธรรมที่ทำให้เป็นดุจของปีดที่เปิดออกแล้วอย่างนี้, เป็นธรรมที่เราตถาคตประกาศ ก้องแล้วอย่างนี้, เป็นธรรมที่เหมือนกับสิ่งที่มีส่วนขี้ริ้วที่เราเฉือนออกหมด เหลือ แต่ส่วนดีอย่างนี้. เมื่อเป็นอย่างนี้ ก็ควรแล้วที่พวกเธอจะทำความเพียรในธรรมนั้น แม้ว่าจะเหลือแต่กระดูก" ; หมายความว่า ถ้าทำไม่สำเร็จก็ยอมตาย เหลือแต่กระดูก ดังนี้ ท่านทั้งหลายจะเห็นเป็นคำวิงวอน หรือว่าคำอะไร. นี้มันมีลักษณะของคำวิงวอน เจืออยู่ในคำบังคับ, แล้วก็มีเหตุผล ครบถ้วนบริบูรณ์อยู่ด้วยในนั้น. นั่นแหละคำของพระพุทธเจ้า. สังเกตดูให้ดีเถอะว่า ที่ท่านว่า : "ฉันไม่ทำกับพวกเธอ อย่างทำกับหม้อที่ยังเปียกยังดิบอยู่" ท่านก็ไม่ได้ดุ ได้ว่าได้ตีอะไร ; แต่ก็แสดงถ้อยคำที่ผู้ฟังแล้ว ก็จะต้องมีความคิดนึก รู้สึกไปใน ทางที่จะต้องทำตาม. ขอให้สังเกตดูว่า มันไม่ใช่คำด่าที่ไม่มีเหตุผล ; ฉะนั้นจึงตรัสว่า ให้ถือว่า คำด่านี้เหมือนกับคำชี้ขุมทรัพย์. ในบางเรื่อง จะต้องใช้ถ้อยคำอย่างนี้ กับบุคคล บางพวก, หรือว่าพระองค์ทรงมุ่งหมายว่า มันเป็นเรื่องที่ต้องทำอย่างนั้น เหมือนกับว่า จะทำให้เนื้อร้ายหายออกไปหมด มันก็ต้องเชือดต้องเฉือนให้ยังเหลือแต่เนื้อดี จะโดย วิธีใดก็ได้. นี่เรียกว่าการขนาบแล้วขนาบอีก ข่มแล้วข่มอีก ใครมีแก่น คนนั้นก็ตั้งอยู่.
น.92 บางทีทรงวิงวอน ทีนี้บางทีก็มีลักษณะวิงวอนมากกว่านี้ อย่างในพระพุทธภาษิตที่พระ เหล่านี้จะได้สวดรับต่อท้ายการบรรยาย เช่นคำว่า : มณฺฑเปยยมิทิ ภิกขเว พรหมจริย์ - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, พรหมจรรย์นี้น่าดื่มเหมือนมัณฑะ ยอดโอชา แห่งโครส. ผู้ที่ไม่เข้าใจก็เข้าใจเสียว่า ที่เรียกว่า "มัณฑะ" นั้นคือของดีชั้นสุดท้าย, ชั้นสุดยอด ของสิ่งที่เกิดมาจากวัวคือนมวัว. นมวัวสด ๆ เขาเอามาทำเป็นนมเปรี้ยว เอาฝานมเปรี้ยว ไปทำเป็นเนยขัน เอาเนยขึ้นไปทำให้เป็นเนยใส ; แล้วจากเนยใสนี้เอาไปทำให้เป็นหัว ของเนยใสเรียกว่า มัณฑะ ; ถือว่าเป็นของดี ของแพง ของประเสริฐสุดในรสที่มัน เกิดมาจากวัว ทุกคนชอบกิน. พระองค์ตรัสว่า : พรหมจรรย์นี้ คือธรรมวินัยนี้, ศาสนานี้ มันเป็น ของน่าดื่มเหมือนกับมัณฑะ. นี่พูดทำนองลักษณะชวนเชื่อ เพราะว่ามัณฑะนั้นมันมีรส อย่างไร ; ภิกษุทั้งหลายก็เคยดื่มมาแล้ว เคยชิมมาแล้ว รู้เรื่องดีแล้ว. ฉะนั้นพอ ตรัสว่า พรหมจรรย์นี้ น่าดื่มเหมือนมัณฑะ มันก็มีความหมายขึ้นมาทันที. เมื่อ คน เหลวไหลก็จะนึกได้ทันทีว่า เรานี้มันโง่ ไม่ได้รับรสของพรหมจรรย์ ; ซึ่งที่แท้มีรส เหมือนกับมัณฑะ. ภิกษุองค์ที่ไม่เหลวไหล, ก็มีกำลังใจขึ้นมาทันที ; แม้ว่าไม่เคยดื่ม รสของมัณฑะพรหมจรรย์นี้ ก็จะพยายามให้ได้ดื่มมัณฑะนี้เสียสักที. อย่าให้ได้ยิน แต่ชื่อ. พระพุทธเจ้าท่านใช้สำนวนที่เป็นเรื่องชวนเชื่อจูงใจ ในลักษณะอย่างนี้ ว่าพรหมจรรย์นี้น่าดื่มเหมือนมัณฑะนี้อย่างหนึ่ง. ตถา สตฺถา จ สมมุขีภูโต อีกอย่างหนึ่ง พระศาสดาก็อยู่ที่นี้แล้ว ตสฺมา ติด ภิกขเว วิริยํ อารภถ ; เพราะฉะนั้นเธอทั้งหลายจงปรารภความเพียรเถิด. ข้อที่ว่า พรหมจรรย์นี้น่าดื่มเหมือนมัณฑะและพระศาสดาก็นั่งอยู่ที่นี่ด้วย; หมายความว่า จงหมดห่วงในเรื่องที่ว่ามันจะล้มเหลว ไร้สาระ ; เพราะพรหมจรรย์นี้มันก็เหมือน
น.93 มัณฑะ แล้วผู้ที่จะคอยช่วยให้เธอได้ดื่มมัณฑะนี้ ก็มีอยู่ที่นี่แล้ว กล่าวคือพระศาสดา นั่นเอง. นี่เป็นถ้อยคำที่ว่า ชักชวน วิงวอน แต่น่าเกรงขาม ; ไม่ใช่คำอ่อนแอ ลักษณะอย่างนี้มีอยู่มากทั่วไป ที่เป็นพุทธจริยา ชี้ชวนวิงวอนว่า : "เธอจงปรารภความ เพียรเถิด เพื่อจะบรรลุถึงสิ่งที่ยังไม่บรรลุ, เพื่อจะถึงทับ ถึงสิ่งที่ยังไม่ถึงทับ, เพื่อ จะทำให้แจ้ง สิ่งซึ่งยังไม่ได้ทำให้เห็นแจ้ง. นี้คือการบรรลุ มรรค ผล นิพพาน. พระศาสดาท่านมีหลักการอย่างนี้ ในการที่จะประพฤติกระทำ หรือพูดจา หรืออะไรต่อภิกษุ เป็นคำวิงวอนที่น่าเกรงขาม. มันมีลักษณะชนิดที่เรียกว่า ใครมีแก่น แล้วก็อยู่, ใครไม่มีแก่นแล้วก็ไป, อย่างนี้อยู่เรื่อยไป. ทีนี้เราจะทำอย่างไร ในเมื่อ เราไปนึกเสียว่า พระศาสดาก็มิได้อยู่ที่นี่, แล้วเราก็ไม่ต้องการสิ่งเหล่านี้. นี่เพราะว่า เรา เป็นคนไม่มีแก่น, ไม่จริง หลอกลวง ไม่มีแก่น เหลวคว้าง ; จึงไม่ ได้รับ สิ่งที่ดีที่สุด ที่เรียกว่ามรดกลือโลกุตตรธรรม, "โลกุตตรธรรมอันประเสริฐ อัน เรามอบให้เป็นทรัพย์ส่วนตัวแก่มนุษย์". นี้เป็นการชี้หรือเปรียบเทียบให้เห็นใน พระพุทธจริยา ที่มีอยู่อย่างไร ? และกับเราผู้ที่จะต้องสนองพระพุทธจริยานั้นอย่างไร ? คำชี้ชวนวิงวอนนี้ ไม่ซึมเข้าไปในจิตใจของพระสาวก, ของสาวก, หรือว่า ของสาวกปลอมนี้; จึงไม่เกิดผล ตามที่พระพุทธองค์ทรงประสงค์. ข้อนี้จะรู้ได้ โดยพระพุทธจริยาอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นลักษณะวิงวอนเหลือประมาณ คือเมื่อทรงแสดง หลักธรรมะที่สำคัญ ๆ เรื่องใหญ่ ๆ ชัดเจนถูกต้องครบถ้วนแล้ว เป็นเวลานานยาวแล้ว ตอนสุดท้ายจะจบเรื่อง พระองค์ก็จะตรัสอย่างนี้ว่า : ยํ โข ภิกขเว สตฺถารา กรณียํ สาวกานํ หิเตสินา อนุปกมฺปเกน อนุกมป์ อุปาทาย กติ โข มยา - ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย, กรณียกิจอันใดที่พระศาสดาผู้หวังประโยชน์ เกื้อกูล เอ็นดูแก่สาวก ทั้งหลาย อาศัยความเอ็นดูนั้นแล้วจะพึงกระทำแก่สาวกทั้งหลาย กรณีนั้น เราได้ทำแล้ว แก่พวกเธอ ; ท่านว่าอย่างนี้.
น.94 อะไรที่เป็นหน้าที่ที่พระศาสดาผู้เต็มเปี่ยมไปด้วย กรุณา เอ็นดู หวังความ เกื้อกูลแล้ว จะพึงทำแก่สาวก ; เดี๋ยวนี้ฉันได้ทำแล้วแก่เธอ : เอตานิ ภิกฺขเว รุกขมูลานิ - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, นั่นโคนไม้, เอตานิ สุญฺญาคารานิ - นั่นเรือนว่าง หรือที่สงัด, วามยถ ภิกขเว - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงประกอบความเพียร พยายาม, มา ปมาทตฺถ - อย่าได้เป็นผู้ประมาทเสียเลย, มา ปจฺฉา วิปปฏิสาริโน อหุวตถ - อย่าได้ต้องตกเป็นผู้เสียใจในภายหลังเลย. อยิ โว อมหากํ อนุสาสนี ติ - นี่แหละคืออนุสาสนีของเรา สำหรับพวกเธอทั้งหลาย. ขอให้ท่านสังเกตดู ความรู้สึกในพระหฤทัยแท้จริงของพระพุทธเจ้า ในการ กล่าวถ้อยคำนี้ มีลักษณะเหมือนกับการต่อรอง, ไม่ใช่ท่านจะบังคับแบบเผด็จการ หรืออะไรทำนองนั้น แต่ท่านใช้คำอย่างนั้น, ท่านได้บอกว่า สิ่งที่ฉันต้องทำกะเธอนั้น ฉันทำแล้ว ทำสุดความสามารถของฉันแล้ว ยังเหลือแต่หน้าที่ฝ่ายเธอที่เธอจะต้อง ทำบ้าง. ฉะนั้นจึงว่า นั่นโคนไม้, นั่นเรือนว่างที่สงัด, ท่านจงพยายามตามที่ฉันว่านี้. อย่าเป็นผู้ไปมัวประมาทเสียเลย, แล้วก็จะได้ไม่ต้องเป็นผู้เสียใจในภายหลัง. นี่คือ ข้อสัญญากันระหว่างเรา. เมื่อหน้าที่ของฉัน ฉันทำแล้ว ; มันก็เหลือแต่หน้าที่ของเธอ ที่เธอจะต้องทำ.นี้หลังจากที่ได้ตรัสหลักธรรมะอย่างใหญ่อย่างสำคัญ อย่างยืดยาว จบลงแล้ว พระพุทธองค์จะตรัสอย่างนี้แก่สาวก. นี้ก็เป็นพุทธจริยา ที่ควรจะเอามา สนใจอย่างยิ่ง. นี้เรามันปล่อยเรื่อยไปหมด จนไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ; ใครจะต้องทำอะไร ใครมีหน้าที่อย่างไร ก็ปล่อย ๆ ไปหมดโดยไม่สำนึกถึงว่า พระพุทธเจ้าท่านได้ลงทุน ใช้เดิมพันอันสูงสุด มาต่อรองกับพวกเรา ; เพราะว่าท่านได้พยายามทำดีที่สุดในฝ่าย ของท่าน เป็นเดิมพันในฝ่ายของท่าน ท่านจึงเรียกร้องเอาว่า ทีนี้ก็ถึงเธอ, ถึงที่ ที่เธอจะต้องทำ.
น.95 นี่ขอให้มองดูให้เห็นลักษณะพิเศษเฉพาะของพระพุทธเจ้า จากพุทธจริยา เหล่านี้ จนมองเห็นซึ้งถึงในพระหฤทัยของท่านว่า เป็นความเมตตากรุณาสูงสุดเท่าไร ; แล้วเป็นความเอาจริงเอาจัง ไม่ยอมอ่อนข้อเลยนี้เท่าไร ; ด้วยความรักและความเมตตา กรุณาซื่อตรงที่สุดเท่าไร. บิดามารดาควรจะทำกะลูกกะหลานอย่างนี้, ครูบาอาจารย์ ควรจะทำแก่ลูกศิษย์ลูกหาอย่างนี้ จึงจะเรียกว่าสมกับที่เป็นพุทธบริษัท คือบริษัท ของบุคคลผู้มีปัญญา. นี้เรียกว่าตัวอย่างบางประการของพระพุทธจริยา ที่เป็นไปใน ลักษณะวิงวอน. ๗. ทรงสาธุ ทีนี้ก็ยังมีอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งจะเอามาพูดกันเพื่อเป็นตัวอย่างว่า เมื่อได้ ทรงอธิบายให้ภิกษุเข้าใจแล้ว ทรงสอบถามทบทวนดูเป็นอย่างดี จนรู้สึก ว่าภิกษุนั้นเข้าใจ; พระองค์ก็จะทรงพอพระทัยเป็นอย่างมาก ; แล้วก็ตรัส ออกมาในลักษณะที่เป็นการทรงแสดงความพอพระหฤทัย อย่างใหญ่หลวงคืออนุโมทนา สาธุ. ท่านจะตรัสอย่างนี้ว่า สาธุ สาธุ ภิกขเว. นี่ฟังดู เรารู้สึกซาบซึ้งขนพองสยองเกล้า ในเมื่อพระพุทธเจ้าจะตรัสกับ พวกเราว่า : สาธุ สาธุ ภิกขเว - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สาธุ สาธุ ; เอว เมติ ภิกขเว มญญา สททหก - เธอจงเข้าใจอย่างนี้ จงเชื่ออย่างนี้ ในข้อนี้, เอว เมติ ภิกขเว อธิมุญจถ - เธอจงปล่อยความเชื่อหรือกำลังใจทั้งหมดของเธอ ลงไปในเรื่องนี้ อย่างนี้ ; นิกกงขา เอตถ โหถ - เธอจงเป็นผู้ปราศจากความสงสัยลังเลในข้อนี้ ; นิพพิจิกิจฉา - จงปราศจากวิจิกิจฉา ปราศจากกังขา, เอเสวนโต ทุกขสฺส - นั่นแหละ คือที่สุดของความทุกข์. หมายความว่า เข้าใจถูกต้องอย่างนี้ แล้วระดมทุ่มเทความเชื่อ ความคิด การกระทำทั้งหมดลงไป ในข้อนี้ นั่นมันจะจบเรื่อง คือมันจะดับทุกข์ได้ แล้วจะจบเรื่อง ; แปลว่าท่านทรงคอยประคับประคอง คอยตะล่อมให้มันเข้าทาง ถูกทาง เรื่อยจนวินาทีสุดท้าย ที่จะส่งสาวกออกไปจากกองทุกข์ ให้ไปสู่ความดับทุกข์.
น.96 นี่แสดงว่า ท่านให้เกียรติยศอย่างยิ่งแก่สาวก , ท่านทำพระองค์ เป็นเพื่อนที่ดีแก่สาวก, หรือว่าท่านก็ ติดตามไม่เห็นแก่เหน็ดแก่เหนื่อย ในการที่จะ คอยประคับประคอง ให้เป็นไปแต่ในทางที่ถูกต้อง, แล้วก็ด้วยเหตุผล ; เพราะ ท่านกำชับไว้อย่างนี้เสมอ ว่าต้องอย่างนี้ ต้องอย่างนี้ ต้องอย่างนี้เสมอไป; เมื่อถูกแล้ว ก็ให้ระดมกำลังทั้งหมดลงไป. ขอให้นึกถึงถ้อยคำเมื่อตะกี้ว่า ที่ศาสดาผู้เมตตา ผู้เอ็นดู ผู้หวังประโยชน์เกื้อกูลแก่สาวกทั้งหลายจะพึงทำ. นี่เดี๋ยวนี้เราไม่ค่อยจะได้พบอย่างนี้. ครูบาอาจารย์ก็หายาก ที่ว่าจะเป็นผู้มีความเมตตากรุณาอย่างนี้ ที่จะคอยติดตามศิษย์ ไปจนวินาทีสุดท้ายอย่างนี้ ; เรียกว่าคอยประคับประคอง ให้เดินทางไปถูกต้อง อย่างเข้มแข็งอย่างขะมักเขม้น .. ทีนี้มีบทสาธุการของพระองค์อีกบทหนึ่ง ที่จะกล่าวแก่สาวกทั้งหลายว่า : สาธุ สาธุ ภิกฺขเว - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สาธุ สาธุ ; อุปนีตา โข เม ตุมฺเห ภิกฺขเว - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เธอทั้งหลายเป็นผู้ที่ฉันนำไปได้แล้ว: อิมินา สนฺทิฏฐิเกน - ด้วยธรรมะอันเป็นสันทิฏฐิโกนี้; อกาลิเกน ด้วยธรรมะอันเป็นอกาลิโกนี้, เอหิปสฺสิเกน - ด้วยธรรมะอันเป็นเอหิปัสสิโกนี้ ; โอปนยิเกน - ด้วยธรรมะอันเป็น โอปะนะยิโกนี้, ปจฺจฺตํ เวทิตพฺเพน วิญฺญูหิ - ด้วยธรรมะอันเป็น ปัจจัตตัง เวที ตัพโพ วิญญูหิ. อย่างนี้แปลว่าทรงแสดงความพอพระทัยสูงสุด ถึงที่สุดเลย, พอพระทัย ดีพระทัยว่า ที่สาวกได้ทำตัวให้เป็นผู้ที่พระองค์นำไปได้โดยพระธรรม ที่ประกอบ อยู่ด้วยคุณธรรม ๖ ประการนี้ คือที่เราสวดกันอยู่ทุกวันว่า : สวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม สนฺทิฏฺฐิโก อกาลิโก เอหิปสฺสิโก โอปนยิโก ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ เป็นคุณบท ๖ ข้อ ด้วยกัน, เป็นลักษณะเฉพาะของพระธรรมในพระพุทธศาสนานี้ ถ้าผิดจากนี้ แล้วไม่ใช่พระธรรมในพระพุทธศาสนานี้ ; ต้องเป็นไปในลักษณะ
น.97 ๖ ประการนี้ จึงจะเป็นธรรมวินัยของพระองค์. ฉะนั้นพระองค์จึงพอพระทัย ถึงกับ ตรัสออกมาว่า "สาธุ สาธุ ภิกฺขเว" ในการที่เธอเป็นผู้ที่ทำให้ฉันนำเธอไปได้โดย พระธรรมที่ประกอบอยู่ด้วย คุณธรรม ๖ ประการนี้. นี่ทรงพอพระทัยว่า ธรรมวินัย ที่ได้ตรัสไว้ดีนั้น ไม่เป็นหมัน แล้วมีผู้ได้รับประโยชน์อย่างถูกต้อง ให้พระองค์นำไปได้ อย่างถูกต้อง. นี่คือคำที่ตรัสแก่พวกเรา. ๘. ทรงมีมุทิตา เมื่อมองดูถึงพระหฤทัย ความรู้สึกในพระทัยของพระองค์ จะมองเห็น พุทธจริยาอันพิเศษนี้ด้วย ว่าพระพุทธเจ้าท่านทรงประพฤติกระทำแก่พวกเราอย่างไรบ้าง ? เราเคยได้ยินว่า พระพรหมจะต้องประกอบด้วย เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ; ในกรณีอย่างนี้ พระพุทธองค์ทรงมี มุทิตา อย่างสูงสุดแก่พวกเราผู้เป็น สาวก จึงได้ตรัสอย่างนี้. เมื่อได้รับคำสั่งสอน สอบสวนเป็นอย่างดี ไม่ต้องเชื่อตามผู้อื่น : คือรู้แจ้ง ประจักษ์ซึ่งธรรมะนั้น ด้วยตนเอง ไม่ต้องเชื่อตามผู้อื่น ; พระพุทธองค์จะตรัสอย่างนี้ คือ สาธุ สาธุ อย่างที่ว่ามา ๒ ชนิดนี้ แล้วยังมีอย่างอื่นอีก. นี้ก็นำมาแสดงพอเป็นตัวอย่างว่า พระพุทธเจ้าท่านทรงมีน้ำพระทัยแก่พวก เรานี้อย่างไร, และทรงประพฤติกระทำเป็นปกติวิสัยของพระพุทธองค์ ; ดังนั้นจึงต้อง เรียกว่าเป็นพระพุทธจริยา. ขอให้ยอมรับรู้ความจริงข้อนี้ ที่เรียกว่าพระพุทธจริยา คือทรงกระทำเป็นปกติวิสัย, ตามปกติวิสัยของพระพุทธเจ้า แก่สรรพสัตว์ในลักษณะ ต่าง ๆ มีอีกมากอย่าง ซึ่งจะต้องนำมาพูด จนกว่าจะเพียงพอ. ท่าน ทรงใช้คำว่า "พวกเรา" รวมเราเข้าไปด้วย ทั้งทรงทำพระองค์เองให้เป็นเพื่อน ท่องเที่ยวไปใน วัฏฏสงสาร จนกว่าจะถึงกาลตรัสรู้.
น.98 ในที่นี้ แสดงข้อรายละเอียดปลีกย่อย เกี่ยวกับที่ท่านกระทำแก่พวกเรา ว่าท่านเป็นผู้ชี้ทาง โดยท่านทำได้เพียงเป็นผู้ชี้ทาง ; เรานั้นต้องเดินเอง. การชี้ทาง ของพระองค์นั้นก็คือ การขนาบเรื่อย บ่นว่าเรื่อย พร่ำสอนเรื่อย ไม่อ่อนแอ; แม้ว่า จะมีความเมตตากรุณาอย่างใหญ่หลวง ก็มีแต่คำขนาบเรื่อยข่มขี่เรื่อย ในลักษณะที่ว่า ใครมีแก่น คนนั้นทนอยู่ได้, ใครไม่มีแก่นคนนั้นก็วิ่งหนีไป. อย่างในบางคราว ก็จะต้องทรงกระทำ "นิคคหะ" คือข่มขี่ถึงขนาดที่เรียกว่า ไล่ให้ไปเสียทีก่อน ; มัน จำเป็นจะต้องทำอย่างนั้น แล้วทีหลังค่อยพูดกันใหม่. นี่คล้าย ๆ กับเรื่องในครอบครัว ระหว่างบิดามารดาที่ดีกับบุตรธิดาที่ดีเหมือนกัน. ในบางคราวก็ทรงวิงวอนด้วยเหตุผล ไม่ใช่ประจบ ไม่เคยพบคำศัพท์ ข้อไหนสักคำเดียว ซึ่งเป็นลักษณะประจบ ; แต่ว่าเป็นคำวิงวอนอย่างยิ่ง เป็นคำ วิงวอนด้วยเหตุผล แล้วจะใช้ให้ทำอะไร ที่ยากลำบาก ก็มีเหตุผล ; และมีการ ต่อรองว่า : เมื่อหน้าที่ของฉัน ฉันทำเสร็จแล้ว ไม่ควรจะเป็นหมัน, ก็เป็นหน้าที่ ที่เธอจะต้องทำบ้าง ฉะนั้นจงไปทำเดี๋ยวนี้ ; ว่านั่นโคนไม้, หมายความว่า จงลงมือ ปฏิบัติธรรมะ หรือปฏิบัติในอธิจิตตาโยคะ ; อธิจิตตาโยคะ คือทำความเพียรใน ลักษณะที่จิตมันจะดีขึ้น ๆ สูงขึ้น. พอพูดจาตกลงกันได้ เข้าใจกันได้ ก็ทรงสาธุการ. ทั้งหมดนี้คือพระพุทธจริยา ที่จะสรุปเรียกได้ว่า ท่านเป็นอะไรกับพวกเรา ; มันไม่มีคำพูด จะพูดให้หมดสิ้นได้ ว่าท่านเป็นอะไรกับพวกเรา. ถ้าจะมองดูในแง่ที่ เป็นพ่อ ก็ยิ่งกว่าเป็นพ่อ มันก็เลยไม่ต้องใช้คำนี้. ถ้าจะเรียกว่า เป็นอาจารย์ ก็ยิ่งกว่าอาจารย์ ก็เลยไม่ต้องใช้คำนี้. ถ้าจะว่า เป็นเพื่อน ก็เกินกว่าเพื่อน ; ไม่ ต้องใช้คำนี้ : จะใช้คำไหนขึ้นมา ก็เกินกว่าคำนั้นทั้งนั้น ; ดังนั้น จึงต้องเรียกว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า, พระผู้มีพระภาค, พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า, เป็น
น.99 ศาสดาทั้งของเทวดาและมนุษย์ นั่นแหละคือท่านเป็นอะไรกับพวกเรา. ท่านเป็น อะไรกับพวกเรา ก็คือท่านเป็นอย่างนั้นกับพวกเรา, คือว่า สามารถจะใช้คำได้ทุกคำ ที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่เรา หรือในระหว่างสรรพสัตว์จนหมดคำพูดที่มนุษย์จะพูดกัน ได้ว่าพระพุทธเจ้าเป็นอะไรกับพวกเรา แล้วก็เป็นมากเกินกว่าความหมายของคำเหล่านั้น ทั้งนั้น. แต่ก็ยังมีสาวกบางพวก ที่ไม่รู้สึก ไม่สนใจ ไม่เคารพ ไม่เชื่อฟัง ไปเห็น แก่ความสุขทางเนื้อทางหนัง ยิ่งกว่าเห็นแก่พระธรรมคำสอน ; ปัญหามันมีอยู่อย่างนี้. ดังนั้นจึงรู้สึกว่า การพูดกันถึงเรื่องพระพุทธจริยานี้ จะมีประโยชน์ คือจะไม่เสียหลาย, จะช่วยให้เกิดความรู้สึก ที่ย้ำให้เกิดความเชื่อ ความเลื่อมใส ความจริงใจ ความพยายาม พากเพียร ที่จะทำตนให้เป็นสาวกที่ถูกต้องตามความหมายของคำ ๆ นี้, จนกล่าวได้ว่า เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น โดยแท้จริง ตลอดเวลา. อย่างที่เรา เข้าใจกันแล้วว่า พระพุทธเจ้าท่านยังอยู่กะเราตลอดเวลา ; ใครไม่เข้าใจข้อนี้ คนนั้นก็ยังไม่ประสีประสาอะไรต่อพระพุทธเจ้า. ถ้ามีความเข้าใจจริง จะเห็นจริง ตามที่พระองค์ตรัสว่า ฉันอยู่กะเธอตลอดเวลา โดยธรรมะที่แสดงแล้ว โดยวินัย ที่บัญญัติแล้ว. ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นฉัน ผู้ใดเห็นฉันผู้นั้นเห็นธรรม ; เมื่อไรก็ได้ ที่ไหนก็ได้. มันจึงมีโอกาสอย่างยิ่งที่ว่า เราจะ เป็นสาวกที่ถูกต้อง แล้วเราก็จะได้รับ มรดก คืออริยโลกุตตรธรรมที่พระองค์ทรงมอบให้ ; แล้วก็จะได้ถึงที่สุดแห่ง ความทุกข์ ; พูดตามสำนวนชาวบ้านก็ว่า "ตามพระองค์ไป". นี่พูดสำนวน ชาวบ้านนะ อย่าว่ามากกว่านั้นเลย ว่าตามสำนวนชาวบ้านว่า จะได้หมดทุกข์ บรรลุ- นิพพาน แล้วก็ ตามพระองค์ไป; ซึ่งถ้าจะพูดเป็นสำนวนที่แท้จริง แล้วหมดเรื่องกัน มันก็หมดความทุกข์เหมือนพระองค์ไปอย่างนั้น
น.100 นี้เรามาใคร่ครวญกันเป็นพิเศษ ด้วยความไม่ประมาท ในพระพุทธจริยา ทั้งหลาย ซึ่งวันก่อนก็ได้แสดงไว้แล้วถึง ๑๐ ประการ. และได้แสดงในวันนี้อีก ๘ ประการ ล้วนแต่เป็นพระพุทธจริยา. อาตมาคิดว่าจะไม่แสดงให้มากกว่านี้ เพราะว่า เป็นเรื่องที่ทำเล่น ๆ ไม่ได้, เป็นเรื่องที่เข้าใจยากหรือว่าลึก ; ฉะนั้น เรามาคิดกัน เพียงคราวละ ๗ ข้อ ๘ ข้อ ก็จะพอ. เป็นอันว่าต้องยุติการบรรยายเรื่องพุทธจริยาในวันนี้ ไว้เพียงเท่านี้ เพื่อให้ พระท่านสวดธัมปหังสนกถา ต่อท้ายต่อไป.
Buddhadasa