น.101 ท่านสาธุชน ผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย การบรรยายเรื่องพระพุทธจริยา ในครั้งที่ ๓ นี้ จะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า ท่านเป็นอะไรของท่านเอง. คำกล่าวนี้ บางคนอาจจะไม่ทราบ เพราะไม่เคย พึ่งมาแต่ก่อน ; เพราะฉะนั้นจะขอทำ ความเข้าใจในเรื่องนี้กันสักเล็กน้อย : คือว่า ในการบรรยาย ๒ ครั้งที่แล้วมา เราได้กล่าวโดยหัวข้อว่า ท่านเป็นอะไร กับพวกเรา. ๖๓
น.102 ในครั้งที่ ๑ ได้ชี้แจงให้เห็นว่า ท่านทรงเป็นเพื่อนท่องเที่ยวไปใน วัฏฏสงสาร ของพวกเรา. ท่านตรัสว่า ตลอดเวลาที่เรากับเธอทั้งหลาย ยังไม่มี ความรู้ ไม่รู้แจ้งแทงตลอดในอริยสัจจ์ทั้ง ๔ ทั้งเราและทั้งเธอก็ต้องท่องเที่ยวไปใน วัฏฏสงสารอันยาวนาน ; นี้แสดงว่าท่านจัดพระองค์เองว่าเป็นเพื่อนทุกข์เพื่อนสุขกับเรา. ในข้อต่อไปก็มีว่า โลกนี้เป็นโลกที่มืดบอด ตลอดเวลาที่พระองค์ยังไม่เกิดขึ้น, และ ว่าเพราะมีความทุกข์อยู่ ในโลก ท่านจึงต้องเกิด, และว่า การมีระเบียบวินัยของ พระองค์อยู่ ในโลกนั้น คือความสุขของโลก ; และว่าการปรากฏของบุคคลชนิดนี้ มี ได้ยากในโลก ; และพระพุทธเจ้าทั้งหลาย มีปกติปรารภถึงสัตว์ โลก ก่อนจะ ปรารภถึงพระองค์เอง ; ทรงมอบโลกุตตรธรรมให้เป็นทรัพย์สมบัติของสัตว์ทั้งปวง, มีพระพุทธเจ้าเพียงองค์เดียวในโลกธาตุหนึ่ง ; และทรงใช้สรรพนามว่าเรา ในเมื่อ ท่านเล็งถึงพวกเราทั้งหมดในพุทธศาสนา เช่นในการรับขอขมาโทษของบุคคลนอก ศาสนาที่มาล่วงเกินแล้วขอโทษ ท่านรับโทษและอภัยโทษ ในนามของคำว่า "เรา" หมายความว่า "เราทุกคน" ทั้งหมดนี้ท่านทั้งหลาย ลองพิจารณาดูเถิดว่า ท่านเป็นอะไรกับพวกเรา ; เรารู้จักพระองค์ เต็มตามความหมายทั้งหมดนี้หรือเปล่า ? เราไม่ค่อยเคยคิดเคยนึก ให้ละเอียดลึกซึ้ง แล้วก็พูดเพ้อ ๆ ไปว่าเป็นสาวกของพระองค์ ; แต่แล้วก็ไม่รู้จัก พระศาสดา ในลักษณะที่ควรจะรู้จัก. เลิกกับเกียรติ ต่อมาในการบรรยายครั้งที่ ๒ ก็ได้กล่าวโดยหัวข้อว่า ท่านเป็นอะไรกับ พวกเรา ต่อไปอีกครั้งหนึ่ง. ในครั้งนี้ได้แสดงให้เห็นว่า ท่านตรัสว่าตถาคตเป็นแต่ ผู้บอกทาง การเดินทางท่านทั้งหลายต้องทำเอง. นี่แหละลองพิจารณาดูเถิดว่า ท่านเป็นอะไรกับพวกเรา. ดูเหมือนว่า พวกเราสมัยนี้กะเกณฑ์ให้ท่านเป็นอะไรมาก กว่านี้มากนัก, อ้อนวอนขอร้องอย่างนั้นอย่างนี้ เหมือนที่ทำ ๆ กันจนคล้าย ๆ กับว่า
น.103 วัตถุแทนของท่าน : เช่นพระพุทธรูปเป็นต้นนั้น เป็นเทวดาอารักษ์ เป็นพระเจ้า เป็นอะไรไปแล้ว จะขออะไรกันตรง ๆ กระทั่ง ขอเงินขอทอง ขอลูกขอเต้า อย่างนี้ ก็เคยมี. พระพุทธเจ้าท่านยังได้ตรัสต่อไปอีกว่า หนทางก็มีอยู่, ผู้บอกทางก็มีอยู่ ; แต่เมื่อเขาไม่เดินแล้วเราก็ช่วยไม่ได้ : เราจะทำอย่างไรได้ในเมื่อเขาไม่เดิน. นี้ทรง ปรารภถึงสาวกบางพวก ที่ไม่ได้ทำให้นิพพานปรากฏ เป็นเครื่องยินดีแก่ตน. มีผู้มา ทูลถามพระองค์ว่า ทำไมสาวกบางพวกจึงไม่สามารถทำพระนิพพานให้เป็นที่ยินดีแก่ตน. พระองค์ก็ทรงตอบเขาอย่างนี้ว่า ทางก็มีอยู่ ผู้ชี้ทางคือพระองค์ก็มีอยู่ ; แต่เมื่อเขาไม่เดิน แล้ว เราจะทำอย่างไรได้. นี้ก็ขอให้พิจารณาดูเถอะว่า พระองค์เป็นอะไรกับพวกเรา. ในข้อต่อไปได้แสดงให้เห็นว่า พระองค์ทรงถือหลักว่า : "ฉันจักขนาบแล้ว ขนาบอีก จะข่มขี่แล้วข่มขี่อีก , ฉันจะไม่ทำกับพวกเธอ อย่างที่ช่างหม้อเขาทำกับ หม้อที่ยังเปียกยังดิบอยู่ ; คือฉันจะขนาบแล้วขนาบอีก จะข่มขี่แล้วจะข่มขี่อีก ผู้ใด มีแก่นผู้นั้นก็จะทนอยู่ได้" .จว . นี้ก็เป็นพระพุทธภาษิต ที่แสดงให้เราเห็นว่า ท่านเป็น อะไรกับพวกเรา. เราจะต้องรับสนองพระพุทธประสงค์ในข้อนี้อย่างไร ; กาในเมื่อ พระองค์ตรัสว่า ใครมีแก่นคนนั้นก็ทนอยู่ ใครไม่มีแก่นก็สลายไป เพราะทนต่อ คำสั่งสอนไม่ได้ ทนต่อการขนาบแล้วขนาบอีกไม่ได้. อันนี้ก็เป็นพุทธจริยา ที่พวกเราจะต้องรับสนองพระพุทธประสงค์ ให้เหมือนกับว่าพระองค์ยังมีพระชนม์ชีพอยู่ และทำกับพวกเราในลักษณะอย่างนี้. ในข้อต่อไปอีก ได้แสดงให้เห็นว่า ในบางกรณี พระองค์ก็ต้องทรงไล่สาวก ผู้ซื้อกระด้างนั้น ให้พ้นหูพ้นตาไปเสียคราวหนึ่งก่อน แล้วค่อยทรงหาโอกาสพบ ทำความเข้าใจกันใหม่ นี้ก็เป็นเรื่องธรรมดา ; แต่ว่ามีข้อที่ต้องสนใจอยู่ว่า อาศัย ความเมตตากรุณา จึงได้ทรงพยายามเป็นอย่างมาก ที่จะทำความเข้าใจกับคนที่ทรงไล่
น.104 ไปเสียคราวหนึ่งก่อน ; เพราะว่ามันเหลือเกิน มันไม่ควรจะให้อภัย มันเป็นคนคือ กระด้างเกินไป "จึงต้องทรงลงโทษถึงกับขนาดให้ไล่ไปให้พ้นหูพ้นตาเสียก่อน ; แล้วจึง ทรงบันดาลด้วยอิทธาภิสังขารอย่างใดอย่างหนึ่งให้ได้พบกันใหม่, แล้วก็ตรัสพร่ำสอน ให้เกิดความรู้สึกและเข้าใจ. ในบางกรณี ตรัสเปรียบเทียบด้วยถ้อยคำอันรุนแรง ว่า "เธออย่าเป็น เหมือนท่อนไม้นั้นเลย คือท่อนไม้ที่เชิงตะกอน ที่ไฟไหม้อยู่ทั้งสองข้างหัวท้าย แล้ว ตรงกลางยังเปื้อนอุจจาระ แล้วใครเขาจะหยิบท่อนไม้นี้ไปใช้สอย ; แม้แต่สักว่าจะ เป็นไม้พื้น". พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำกะเราอย่างนี้ มีความหมายว่าอย่างไร ท่านทั้งหลายก็ลองนำไปคิดดู. นี่แสดงให้เห็นในส่วนที่ว่า ในคราวที่พระองค์จะต้องทรงเฉียบขาด ก็ทรง เฉียบขาดอย่างนี้ สมตามพระพุทธภาษิตที่ตรัสสนทนา กับคนฝึกม้าขายเป็นอาชีพคนหนึ่ง ซึ่งตรัสว่า "บางคราวฉันก็ใช้อุบายหยาบ, บางคราวฉันก็ใช้อุบายละเอียด, บางคราวฉัน ก็ใช้ทั้งอุบายหยาบและอุบายละเอียดเจือกัน"ผม นี่แหละคือท่านทำกะพวกเราอย่างนี้ เราจะถือว่าท่านเป็นอะไรกับพวกเรา. แต่ที่นี้ ดูต่อไป ถึงคราวที่ถึงโอกาสของการชักชวนวิงวอน หรือยิ่งกว่า วิงวอน พระองค์ก็ได้ทรงกระทำในลักษณะเช่นนั้น ; เช่นว่า ทรงปลอบโยนว่า “พรหมจรรย์นี้เป็น ฉินฺนปิโลติโกฯ - คือมีส่วนขี้ริ้วที่ฉันเฉือนออกทิ้ง หมดแล้ว เหลืออยู่แต่ส่วนที่ดีมีประโยชน์ ; เธอทั้งหลายจงถือเอาประโยชน์ คือประกอบความเพียร. ในบางคราวก็ทรงปลอบโยนว่า พรหมจรรย์นี้น่าดื่ม เหมือนยอดเนยใส ซึ่งเป็นยอดโอชาแห่งโครส ; ทั้งพระศาสดาก็อยู่ที่นี่แล้ว เธอทั้งหลายจงประกอบ
น.105 ความเพียรเถิด. ทรงชักชวนในลักษณะที่เหมือนกับการ ต่อรอง แก่บุคคลผู้ไม่เต็มใจ จะร่วมมือด้วย. นี่แหละขอให้ดูเถอะว่า พระศาสดาเป็นอะไรกับพวกเรา ? เรารู้จักท่าน ในลักษณะอย่างไร ? เราไม่ค่อยจะสนใจ หรือไม่เคยได้ยินกับข้อความชนิดนี้. ในบางคราวทรงชี้ชวนวิงวอนว่า : "สิ่งที่ฉันจะต้องทำแก่พวกเธอ ฉันก็ ทำสุดความสามารถของฉันแล้ว, แม่ กิจใดที่ศาสดาจะพึงกระทำแก่สาวกด้วยความ เมตตากรุณา ฉันก็ได้ทำแล้วด้วยความเอ็นดู ; นั่นโคนไม้ นั่นเรือนว่าง เธอทั้งหลาย จงประกอบความเพียร อย่าเป็นผู้ประมาท, อย่าเป็นผู้ต้องเสียใจภายหลัง" ; อย่างนี้เป็นต้น. ก็ขอให้คิดดูว่า ท่านเป็นอะไรกับพวกเรา ในการที่ตรัสอย่างนี้. ในบางโอกาสเมื่อได้ทรงชี้ชวนในบางเรื่อง บางอย่าง และบางกรณี เป็นที่ เข้าใจกันดี ท่านก็เปล่งสาธุการ ; คล้าย ๆ กับว่ายกมือขึ้นสูงสุด สาธุการในความ สำเร็จอันนี้. แต่ได้ตรัสว่า มญฺญฺ สททหล อธิมุญจถ - เธอจงสำคัญข้อนี้ว่า เป็นสิ่งที่เราจะต้องทำ, จงปลงความเชื่อทั้งหมดทั้งสิ้น ลงไปในข้อนี้, จงปล่อย ศรัทธาให้ถึงที่สุด, อย่าได้มีส่วนที่ข้องใจลังเลเหลืออยู่เลย ; อย่างนี้เป็นต้น. เมื่อพิจารณาดูถึงส่วนนี้ ก็จะเห็นว่า พระองค์ทรงเป็นอะไรกับพวกเรา ? คือทรงห่วงพวกเราถึงที่สุด จะทรงติดตามปลอบโยนจนวินาทีสุดท้ายด้วยถ้อยคำอย่างนี้ ; แม้ว่าในบางคราวจะทรงใช้อุบายหยาบ ถ้อยคำที่มีลักษณะขนาบข่มขี่จนถึงกับว่า ใครมี แก่นคนนั้นอยู่ ใครไม่มีแก่นคนนั้นไป ; แต่ในบางคราว ก็ทรงกระทำในลักษณะที่เป็น เพื่อนทุกข์เพื่อนยาก อย่างกับว่าเป็นเพื่อนท่องเที่ยวไปในวัฏฏสงสาร ทำอะไรก็ทำ ในนามของพวกเราอย่างนี้เป็นต้น นี้คือข้อความที่ได้กล่าวมาแล้ว ๒ ครั้ง.
น.106 ในวันนี้เป็นครั้งที่ ๓ จะกล่าวโดยหัวข้อที่เขยิบต่อไปอีก เมื่อเราได้รู้ว่าท่าน เป็นอะไรกับพวกเราพอสมควรแล้ว ก็ควรจะรู้ต่อไปว่า ท่านเป็นอะไรของท่านเอง คือส่วนตัวท่านเอง, ส่วนพระองค์เองนั้นท่านเป็นอะไรกับท่านเอง. ๑. ถ้าไม่มีความทุกข์ในโลก ตถาคตไม่จำเป็นต้องเกิด ข้อที่ ๑ ข้อนี้มีใจความสำคัญ ส่วนมากเมื่อสรุปดูแล้วก็พอกล่าวได้ว่า : ท่านรับภาระเป็นผู้มีหน้าที่ ที่จะต้องช่วยให้สัตว์ โลกได้ประสบความรอด ซึ่งเป็น เรื่องหรือสิ่งที่ดีที่สุดของมนุษย์เรา. ข้อนี้ขอให้ระลึกนึกถึงพระพุทธภาษิตในทสกนิบาต อังคุตตรนิกายซ้ำอีกครั้งหนึ่ง ว่า : ตโยเม ภิกฺขเว ธมฺมา โลเก น สํวิชฺเชยฺยุํ - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าของ ๓ อย่างนี้ไม่มีอยู่ในโลก, น ตถาคโต โลเก อุปฺปชฺเชยฺย อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ - ตถาคตก็ไม่ต้องเกิดขึ้นมาในโลก เป็นอรหันต์สัมมาสัมพุทธะ. น ตถาคตปฺปเวทิโต ธมฺมวินโย โลเก ทีเปยฺย - และทั้งธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศ แล้ว ก็ไม่ต้องรุ่งเรืองอยู่ในโลก. กตเม ตโย ? - ๓ อย่างนั้นคืออะไรเล่า ? ชาติ จ ชรา จ มรณญฺจ - ๓ อย่างนั้นคือความเกิด ความชรา และความตาย. อิเม โข ภิกฺขเว ตโย ธมฺมา โลเก น สํวิชฺเชยฺยุํ . - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, นี่แหละคือสิ่งทั้ง ๓ ที่ถ้าไม่มีในโลกแล้ว ตถาคตก็ไม่จำเป็นจะต้องเกิดขึ้นในโลก. ขอให้พิจารณาดูให้ถึงใจความของพระพุทธภาษิตนี้ แล้วก็จะรู้ได้ หรือ พอจะรู้ได้ว่า ท่านเป็นอะไรกับพวกเรา ? และท่านเป็นอะไรกับตัวท่านเอง ? หมายความว่าท่านจัดตัวเองไว้ในลักษณะใด ที่เกี่ยวข้องกันกับพวกเรา. และท่าน จัดพวกเราไว้ในลักษณะใด ? ในเมื่อมันเกี่ยวข้องกับท่าน. ถ้าเราเข้าใจความข้อนี้กัน จริง ๆ แล้ว เราจะรักท่าน มากกว่าที่เรากำลังรักอยู่เดี๋ยวนี้ ; เราจะมีความเชื่อ ความ เลื่อมใส ความยอม ความสวามิภักดิ์อะไร ๆ มากกว่าที่เรากำลังมีอยู่เดี๋ยวนี้.
น.107 นี่เรากำลังปล่อยให้สิ่งต่าง ๆ มันเป็นไปตามบุญตามกรรม, เป็นเรื่อง เลือนลาง ไม่มองกันให้ชัดให้ซึ้งลงไปแต่ในแง่หนึ่งประเด็นหนึ่ง ตามที่พระพุทธเจ้า ท่านได้ตรัสไว้เอง : กล่าวสั้น ๆ ก็คือว่า เราสนใจในพระพุทธดำรัสน้อยมาก เราจึงไม่รู้สึกต่อสิ่งเหล่านี้, ทำให้ไม่รู้จักพระองค์และตัวเราเอง ซึ่งมีความผูกพันกัน อย่างที่มันไม่ควรจะแยกกัน ; หรือว่ามันไม่อาจจะแยกกัน. ถ้าไม่มีความทุกข์ของเรา พระพุทธเจ้าท่านว่า ท่านไม่ต้องเกิดขึ้น. ช่วยกันคิดดูให้ดี ๆ สักหน่อย. ถ้าว่าเรา ไม่มีความทุกข์, หรือถ้าความทุกข์มิได้มีแก่เรา, พระองค์ก็ไม่จำเป็นจะต้อง เกิดขึ้น ; นี้หมายความว่า ท่านเกิดขึ้น เพราะมันมีปัญหาอยู่กับพวกเรา มีความทุกข์ อยู่กับพวกเรา ; ท่านจึงต้องเกิดขึ้น, แล้วท่านต้องสั่งสอน, แล้วก็ต้องมีคำสั่งสอน ของท่านเป็นดวงประทีป อยู่ในโลกอันมืดของพวกเรา. นี่เมื่อดูส่วนพระองค์ เราก็พอจะมองเห็นว่า พระองค์เป็นอะไรกับพระองค์ เอง : ดูว่าท่านจะเป็นอะไรกับพระองค์เองน้อยนิดเดียว แต่ว่าเป็นอะไรกับพวกเรานี้ มันช่างมากเหลือเกิน. มันมากตามจำนวนที่มากของพวกเรา ในเมื่อพระองค์ก็มีจำนวน เพียงหนึ่งเท่านั้น ; ท่านเป็นอะไรกับพวกเรากี่มากน้อย ช่วยกันคิดช่วยกันนึกให้ความ เป็นธรรม, ให้ความยุติธรรมแก่พระพุทธเจ้าบ้าง. อย่ามัวแต่นับถือกันแต่ สักว่าพิธีรีตอง หรือตามธรรมเนียม, หรือสักแต่ปากว่า หรือปล่อยตาม สบายใจ. อาตมากำลังขอร้องแก่ท่านทั้งหลาย ให้ศึกษาพระพุทธจริยาในข้อนี้ ในลักษณะอย่างนี้ว่า ท่านเป็นอะไรกับตัวท่านเอง ที่มันเกี่ยวกับเรา. ๒. ถ้าไม่ทรงถึงที่สุดแห่งโลก ก็ไม่ทรงสอนเรื่องที่สุดแห่งโลก ข้อที่ ๒ ต่อไปนี้ ขอให้ถือเอาพระพุทธภาษิตในสฬายตนวัคค์สังยุตตนิกาย เป็นหลัก คือข้อที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ในที่นั้นว่า : "ถ้าฉันยังไม่ถึงที่สุดแห่งโลก ฉันก็จะไม่สอนเรื่องที่สุดแห่งโลก" พระพุทธเจ้าเป็นอะไรกับท่านเอง ? พระพุทธเจ้า
น.108 ท่านทรงยืนยันอะไรในส่วนพระองค์ท่านเอง ? หมายความว่า ท่านประกาศและ ท่านยืนยัน ในความเหมาะสม ในสิทธิอันชอบธรรม ที่ท่านจะทรง สั่งสอนพวกเรา. ท่านตรัสว่า "ถ้าฉันไม่ไปถึงที่สุดแห่งโลก ฉันก็จะไม่สอนเรื่องการทำที่สุด แห่งโลก". นาหํ ภิกฺขเว คมเนน โลกสฺส อนฺตํ ณาเตยฺยํ ทิฏฺเฐยฺยํ ปตฺเตยฺยํ ติ วทามิ - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เราไม่กล่าวซึ่งที่สุดแห่งโลกนี้ ว่าพึงรู้ พึงเห็น พึงถึงได้ด้วย การไป, นน จ ปนาหํ ภิกฺขเว อปฺปตฺวา โลกสฺส อนฺตํ, ทุกฺขสฺสนฺตกิริยํ วทามิ , - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าฉันยังไม่ลุถึงซึ่งที่สุดแห่งโลกแล้ว จักไม่กล่าวซึ่งการกระทำ ซึ่งที่สุดแห่งโลกเลย. ความข้อนี้ตรัสสั้น ๆ แล้วก็เสด็จเข้าไปสู่ที่เร้นส่วนพระองค์เสีย ทรงปล่อย ให้พระอานนท์เป็นผู้ทำหน้าที่อธิบายเรื่องนี้แก่ภิกษุทั้งหลาย. จะอย่างไรก็ตามเถอะ เรื่องนี้ก็ยังแสดงอยู่ว่า ท่านทรงยืนยันในความที่ท่านเป็นผู้ที่มีความชอบธรรม มีความ ถูกต้องที่จะสั่งสอนพวกเรา. ท่านตรัสว่า ที่สุดแห่งโลก คือที่สุดแห่งทุกข์นั้น ไม่ใช่จะไปดูได้ด้วยการเดินไปด้วยเท้า, ไม่ใช่จะไปเห็นได้ ไปถึงได้ ด้วยการเดิน ไปด้วยเท้า ; แต่ต้องอาศัยการตรัสรู้ ซึ่งเป็นการไปถึงด้วยใจ, และท่านก็ไป ถึงแล้ว ; ฉะนั้นท่านก็มีความเหมาะสมที่จะสอน. ท่านไม่ได้สอนอย่างพวกเราสอน ๆ กันอย่างเดี๋ยวนี้ ; แม้ข้อที่อาตมาบอกอะไร แก่ท่านทั้งหลายนั้นก็ยังใช้ไม่ได้ ในเมื่อเปรียบกันกับหลักเกณฑ์ที่พระองค์ทรงวางไว้ ว่าต้องถึงสิ่งนั้นด้วยตนเองจริงแล้ว, จึงจะบอกเล่าคนอื่น. เดี๋ยวนี้เรายืมคำของพระองค์ ผู้ไปถึงแล้วและทรงได้บอกเล่าไว้นั้น มาบอกเล่ากันอีกทีหนึ่ง เรื่องมันจึงเปรียบเทียบ กันไม่ได้.
น.109 ขอให้พวกเราสนใจที่จะรู้ถึงพระองค์ ที่ทรงเป็นต้นตอของเรื่อง ; ท่านได้ ตรัสไว้อย่างนี้. ท่านทรงเป็นพระศาสดาที่ซื่อตรง ที่เปิดเผย ที่มีคุณสมบัติครบถ้วน สำหรับจะสั่งสอนคน. นี่แหละคิดดูเถิดว่า พระพุทธจริยาข้อนี้ ได้แสดงอะไร ว่า ท่านเป็นอะไรกับตัวท่านเอง.ถ้าเราเห็นแล้ว เราจะรักท่านมากกว่าเดี๋ยวนี้, จะนับถือจะเชื่อจะไว้วางใจท่าน มากกว่าที่เรากำลังเป็นอยู่เดี๋ยวนี้. ขอให้ทุกคน ช่วยกันคิดให้ดี ๆ;อย่ารู้สึกว่าเป็นเรื่องลำบาก เรื่องรำคาญ ที่จะต้องพยายามเข้าถึง ข้อเท็จจริงข้อนี้. ๓. ทรงบันลือสิงหนาท เพราะทรงทราบปัยจัยแห่งการเกิด - ดับ ข้อที่ ๓ นี้จะดูพระพุทธจริยา ในข้อที่ว่าท่านเป็นอะไรกับตัวท่านเองต่อไปอีก โดยอาศัยคำตรัสในบาลีนิทานวัคค์ สังยุตตนิกาย ที่มีหัวข้อว่า ท่านบันลือสิงหนาท เพราะว่าท่านทราบปัจจัยแห่งการเกิดดับ. ทสพลสมณาคโต ภิกฺขเว ตถาคโต - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ตถาคตมาตาม พร้อมแล้วด้วยกำลัง ๑๐ อย่าง. จตุหิ จ เวสารชฺเชหิ สมนฺนาคโต - มาตามพร้อมแล้ว ด้วยความรู้ เป็นเครื่องกระทำความกล้าหาญ ๔ อย่าง ; อาสภณฺฐานํ ปฏิชานาติ - จึงปฏิญญาฐานะบุคคลสุดยอด, ปริสาสุ สีหนาทํ นทติ - บันลือสิงหนาท ในท่ามกลางแห่งบริษัททั้งหลาย ; พฺรหฺมจกฺกํ ปวตฺเตติ - ยังพรหมจักรให้เป็นไป ในโลกทั้งปวง. ท่านปฏิญญาพระองค์เองอย่างนี้ คนไม่เข้าใจ ก็จะมองท่านไปในแง่ร้าย ; แต่ว่าท่านมีอะไรเต็มที่ ที่จะประกาศก้องอย่างนั้น. ข้อนั้นก็คือข้อที่พระองค์ทรงทราบ ปัจจัยแห่งการเกิดดับของคำเหล่านี้ คือ อิติ รูํป อิติ รูปสฺส สมุทโย อิติ รูปสฺส อตฺถงฺคโม - รูป เป็นอย่างนี้ ๆ, เหตุให้เกิดรูป เป็นอย่างนี้ ๆ, การถึงซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้ คือความดับของรูป เป็นอย่างนี้ ๆ. อิติ เวทนา - เวทนา เป็นอย่างนี้ ๆ, อิติ เวทนาย
น.110 สมุทโย - เหตุให้เกิดขึ้นแห่งเวทนา เป็นอย่างนี้ ๆ, อิติ เวทนาย อตฺถงฺคโม - ความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งเวทนา เป็นอย่างนี้ ๆ. อิติ สญฺญา - สัญญา เป็น อย่างนี้ ๆ, อิติ สญฺญาย สมุทโย - ความเกิดขึ้นแห่งสัญญา เป็นอย่างนี้ ๆ, อิติ สญฺญาย อตฺถงฺคโม - ความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งสัญญา เป็นอย่างนี้ ๆ. อิติ สงฺขารา -สังขาร ทั้งหลาย เป็นอย่างนี้ ๆ อิติ สงฺขารานํ สมุทโย - การเกิดขึ้นแห่งสังขารทั้งหลาย เป็น อย่างนี้ ๆ อิติ สงฺขารานํ อตฺถงฺคโม - ความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งสังขารทั้งหลายทั้งปวง เป็นอย่างนี้ ๆ. อิติ วิญฺญาณํ - วิญญาณ เป็นอย่างนี้ ๆ, อิติ วิญฺญาณสฺส สมุทโย - ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณ เป็นอย่างนี้ ๆ, อิติ วิญฺญาณสฺส อตฺถงฺคโม - ความตั้งอยู่ ไม่ได้แห่งวิญญาณ เป็นอย่างนี้ๆ. ท่านทั้งหลายลองคิดดูว่า ท่านทราบอะไรกี่มากน้อย ? คนที่ไม่รู้เรื่องนี้ จะเห็นว่าเป็นคำพูดที่ไร้สาระ. แต่ผู้ที่เข้าใจเรื่องนี้จะรู้สึกว่า เป็นความรู้ที่ลึกซึ้ง ที่ครบถ้วน ที่ถูกต้องในสรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ; โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ เรื่องที่ว่า สิ่งทั้งปวงเกิดขึ้นได้อย่างไร ? และดับไปอย่างไร ? เพราะเหตุใด ? และได้สรุปตรัส ต่อไปว่า : อิติ อิมสฺมี สติ - เมื่อสิ่งนี้มีอยู่ อิทํ โหติ - สิ่งนี้ก็ต้องมี. อิมสฺสุปปาทา อิทํ อุปฺปชฺชติ - เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้ก็ต้องเกิดขึ้น ; อิมสฺมึ อสติ - เมื่อสิ่งนี้ไม่มี, อิทํ น โหติ - สิ่งนี้ก็ไม่มี. อิมสฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฺฌติ - เพราะสิ่งนี้ดับไป สิ่งนี้ ย่อมดับ ; ยทิทํ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา ... ฯลฯ ... วิญฺญาณํ - สิ่งนี้คือ เพราะมี อวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงเกิดขึ้น, เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงเกิดขึ้น, เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยนามรูปจึงเกิดขึ้น, เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะจึงเกิดขึ้น, เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะจึงเกิดขึ้น, เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงเกิดขึ้น, เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงเกิดขึ้น, เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงเกิดขึ้น, เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงเกิดขึ้น, เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงเกิดขึ้น, เพราะ ชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ทั้งหลายนี้ก็เกิดขึ้น ; ความตั้งขึ้น
น.111 แห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ มีขึ้นมาได้ด้วยอาการอย่างนี้ ... นำ อวิชฺชาย เตฺวว อเสสวิราค- นิโรธา สงฺขารนิโรโธ --- ฯลฯ --- เพราะความดับไม่เหลือแห่งอวิชชานั่นแหละ สังขารจึงดับ, เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ, เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ ; อย่างนี้เรื่อยไปจนถึง เพราะชาติดับ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาสจึงดับ ; การดับแห่งกองทุกข์ทั้งปวง มีได้ด้วยอาการอย่างนี้. พระพุทธองค์ทรงยืนยันว่า เพราะทรงทราบข้อนี้ จึงทรงบันลือสีหนาท ประกาศพรหมจักรในท่ามกลางบริษัททั้งหลาย ปฏิญญาคือจัดพระองค์เองไว้ในฐานะ เป็นบุรุษสุดยอด. ลองคิดดูว่าเป็นเรื่องอะไรกัน เมื่อรู้เรื่องสิ่งเหล่านี้ แล้วมาปฏิญาณ ตัวว่าเป็นบุรุษสุดยอด, บันลือสีหนาทไปทุกหนทุกแห่ง ? นี้ก็เพราะว่ามีความมุ่งหมาย ต่างกัน โดยอาศัยคุณสมบัติ คุณค่า หรือน้ำหนักของคุณค่ามาเป็นหลัก ถึงจะมองเห็นว่า การรู้เรื่องนี้ ควรจะประกาศความเป็นบุคคลสูงสุด. อาสภณฺ ฐานํ คำนี้หมายถึงฐานะแห่งบุคคลสุดยอดในโลก, ถ้าพูด อย่างอารยธรรมของคนสมัยนี้ ใครมีอาวุธร้ายกาจที่สุด คนนั้นก็จะประกาศตัวเป็นบุคคล เหนือบุคคลอื่น ; นั้นมันก็ถูก สำหรับ "คน" แล้วก็ "คนที่มีกิเลส" และในหมู่คน ที่มีกิเลสด้วยกัน, โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กิเลสคือความโง่ ขนาดที่ไม่รู้ว่า เกิดมาทำไม, เกิดมาควรจะได้อะไร. เดี๋ยวนี้เราพูดกันในเรื่องที่ถูกต้อง ว่าเกิดมาทำไม ? เกิดมา ควรจะได้อะไร ? ฉะนั้นถ้าผู้ใดมีอะไร ๆ อย่างนั้น ครบหมดทุกอย่าง และมากพอที่จะ แจกจ่ายให้แก่ผู้อื่นด้วยแล้ว จะไม่ควรเรียกบุคคลนั้นว่า เป็นบุคคลสุดยอดหรืออย่างไร ; หรือว่าจะไม่ยอมให้บุคคลนี้บันลือสีหนาท ประกาศพรหมจักรหรืออย่างไร. ลองพิจารณาดูถึงพระพุทธจริยาข้อนี้ ก็จะเห็นว่าพระองค์เป็นอะไรกับ ตัวท่านเอง. ขอให้รู้จักพระพุทธเจ้าให้มากขึ้นทุกที ๆ คือทุกเรื่องหรือทุกครั้ง ที่เราได้ฟังพระพุทธภาษิตเรื่องหนึ่ง ๆ ที่มีอยู่ในพระคัมภีร์ ล้วนแต่เป็นการแสดง
น.112 พระพุทธจริยาทั้งนั้น สำหรับเรื่องนี้ ก็เห็นชัดอยู่แล้วว่า จะต้องรู้ว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นี้เป็นอย่างไร ; ใครไม่รู้ก็บ้าเต็มที่, โง่เต็มที่ ; เพราะว่า เป็นเรื่องที่มีอยู่ในตัว เป็นเรื่องอยู่ที่เนื้อที่ตัวของตัว เกิดอยู่วันหนึ่งไม่รู้กี่สิบครั้ง. เบญจขันธ์ หรือปัญุปาทานขันธ์นี้ เกิดอยู่กับเนื้อกับตัว วันหนึ่ง ไม่รู้จักกี่สิบครั้ง ร้อยครั้ง ถ้าไม่รู้ แล้วจะไม่ให้เรียกว่า คนโง่คนบ้าที่สุดได้อย่างไร. เดี๋ยวนี้พระพุทธเจ้าท่านเป็นผู้รู้แจ้ง เป็นผู้ประกาศก้องถึงความรู้เรื่องนี้ ว่ารูปเป็น อย่างนี้ เวทนาเป็นอย่างนี้ เป็นต้น; ว่ามันตั้งอยู่ไม่ได้ เพราะเหตุอย่างนี้ ๆ เป็นต้น ; แล้วในที่สุดก็ทรงสรุปเรื่องทั้งหมดนั้น อยู่ในรูปของกฎเกณฑ์ที่สำคัญที่สุดอันหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า อิทัปปัจจยตา. อิทัปปัจจยตาซึ่งแปลว่า ความที่เมื่อมีสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย, สิ่งนี้ ๆ จึงเกิดขึ้น ; "นี่คำว่า "อิทัปปัจจยตา" แปลอย่างนี้. แต่ถ้า อิทัปปัจจยตา แจกออกไปเป็นตัวอักษรให้เต็มที่ ให้มีความหมายเต็มที่ ก็ได้เป็นข้อความ ๔ บรรทัดว่า - เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ย่อมมี นี้ข้อหนึ่ง, - เพราะการเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้ย่อมมี นี้ข้อหนึ่งเป็นคู่แรก ; แล้วคู่ที่ ๒ ว่า - เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ย่อมไม่มี, และว่า - เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้ย่อมดับ. นี้อาตมาแปลตามตัวหนังสืออาจจะฟังยาก เพราะพูดแต่ว่า "สิ่งนี้ๆ" เสียหมด. ที่จริง "สิ่งนี้" คำแรก กับ "สิ่งนี้" คำหลังนั้น ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ; ว่าเมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ย่อมมี : ก็หมายความว่า เมื่อสิ่งนี้มีเป็นเหตุเป็นปัจจัย ผลของมัน นี้ก็ย่อมมี ; เพราะการเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ คือส่วนที่เป็นเหตุเป็นปัจจัย, แล้วสิ่งนี้ ที่มันเป็นผล มันก็จะเกิดขึ้น. เมื่อสิ่งนี้ไม่มี หมายความว่าสิ่งที่มันเป็นเหตุ เป็นปัจจัยนี้มันไม่มี สิ่งนี้ซึ่งเป็นผลก็ย่อมไม่มี ; และเพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ คือที่เป็นเหตุ สิ่งนี้ที่เป็นผลนั้นมันก็ย่อมดับไปด้วย. ๔ บรรทัดหรือ ๔ ประโยคนี้ เรียกว่า อิทัปปัจจยตาเต็มรูป : เป็นคำสอนที่เป็นหัวใจของพุทธศาสนา.
น.113 แล้วทรงขยายความต่อไปว่า ยทิทิ ? - สิ่งนั้นคืออะไรเล่า ? อวิชชา ปจจยา สงขารา - สิ่งนั้นคือ เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงเกิดขึ้น ฯลฯ อย่างนี้เรื่อยไป จนจบปฏิจจสมุปบาททั้ง ๒ วาระ กล่าวคือวาระแห่งการปรุงแต่งให้เกิดทุกข์ขึ้นมา, และ วาระแห่งการปรุงแต่งให้เกิดความดับทุกข์ขึ้นมา, หรือว่าความทุกข์ดับไป. นี้คือสิ่งซึ่งทำให้พระองค์ทรงประกาศความเป็นพระพุทธเจ้า ; เพราะทรง ทราบปัจจัยแห่งการเกิด และปัจจัยแห่งการดับในลักษณะอย่างนี้ จึงทรงปฏิญาณพระองค์ เองว่า : เป็นผู้ตั้งอยู่ในฐานะอันเลิศ อันสูงสุด, แล้วก็บันลือสีหนาท, แล้วก็ ประกาศพรหมจักร. "ท่านเป็นอะไรแก่ตัวท่านเอง ท่านทั้งหลายจงได้พิจารณาดู เห็นแล้วจะยิ่งเคารพรัก นับถือสวามิภักดิ์ ต่อพระพุทธองค์ยิ่งขึ้น. ๔. ทรงถือว่าปฏิจจสมุปบาทคือพระองค์เอง ในข้อที่ ๔ นี้ พระพุทธจริยาจะอาศัยพระบาลี มูลปัณณาสก์ มัชฌิมนิกาย ที่มีอยู่ว่า : ทรงถือว่า มีธรรมะคือปฏิจจสมุปบาท นั่นแหละเป็นองค์พระพุทธเจ้า ; คือตรัสว่า ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นเห็นธรรม, ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นปฏิจจสมุปบาท. พระบาลีที่อื่นก็มีอยู่ชัดว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต, ผู้ใดเห็นตถาคต ผู้นั้นเห็นธรรม. ขอให้ฟังดูให้ดีอีกทีหนึ่งว่า จะว่ามาตั้งแต่ต้นว่า : "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต, ผู้ใดเห็นตถาคต ผู้นั้นเห็นธรรม ; ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็น ปฏิจจสมุปบาท, ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นเห็นธรรม" ที่เป็นพระพุทธภาษิต เองที่ตรัสอย่างนี้ ก็มีอยู่ใน มูลปัณณาสก์ มัชฌิมนิกาย, แล้วยังมีถ้อยคำของพระ- สารีบุตรในคัมภีร์อื่น ที่กล่าวว่า "ธรรมนี้เป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสแล้วว่า : ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นเห็นธรรม ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นปฏิจจสมุปบาท" ;
น.114 พระสารีบุตร เป็นผู้ยืนยัน ว่าพระพุทธเจ้าท่านตรัสอย่างนี้ .. แล้วก็ในสูตรอีกสูตรหนึ่ง มีอยู่ชัดพระองค์ตรัสเองว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นปฏิจจสมุปบาท, ผู้ใดเห็นปฏิจจ- สมุปบาท ผู้นั้นเห็นธรรม, ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นเห็นธรรม. นี้ขยายความของคำว่า "เห็นธรรม" ออกไปให้ชัดว่า เห็นอะไร ? เราได้เคย ได้ยิน ได้ฟัง มาแต่ก่อนนั้น แต่เพียงว่า : ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต, ผู้ใดเห็นตถาคต ผู้นั้นเห็นธรรม. แต่เราไม่ทราบว่า เห็นธรรมนั้นเห็นอย่างไร ; ฉะนั้นต้องถือเอาพระพุทธภาษิตในสูตรนี้เป็นหลัก ว่า ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นเห็นธรรม ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นปฏิจจสมุปบาท. เห็นปฏิจจสมุปบาท ก็คือเห็นอย่างที่ว่ามาเมื่อตะกี้ : เห็นความเกิดขึ้น ความดับ แห่งเบญจขันธ์ ที่สรุปไว้ในรูปของอิทัปปัจจยตา แล้วขยายออกไป เป็นการเห็นปฏิจจสมุปบาทโดยตลอดทั้งสาย ทั้งส่วนสมุทย์วารและนิโรธวาร ; แต่ความ สำคัญอยู่ตรงที่ว่า การเห็นปฏิจจสมุปบาทนั้น เห็นธรรมจริง คือเห็นธรรมทั้งหมดจริง ๆ. เมื่อตรัสว่า ผู้ใดเห็นธรรมนั้น หมายถึงธรรมทั้งหมด ที่ควรจะเห็น ; นั้นก็คือ ความทุกข์, เหตุให้เกิดทุกข์, ความดับทุกข์, ทางให้ถึงความดับทุกข์. แล้วเรื่องนี้ ก็ไม่มีเรื่องไหนชัดเจน เท่ากับเรื่องปฏิจจสมุปบาท ; ดังพระบาลีแห่งหนึ่งว่า : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เราจะแสดงอริยสัจจ์ ๔ แก่พวกเธอ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค นี้. ทุกข์เป็นอย่างไรเล่า ? ก็แสดงความทุกข์. เหตุให้เกิดทุกข์เป็น อย่างไรเล่า ? ก็ทรงแสดงปฏิจจสมุปบาทส่วนสมุทยวาร ทุกขนิโรธเป็น อย่างไรเล่า ? ก็ทรงแสดงปฏิจจสมุปบาท ส่วนนิโรธวาร. มรรค, ทางให้ถึง ความดับทุกข์เป็นอย่างไรเล่า ? ก็ทรงแสดง อัฏฐังคิกมรรค ; นี้คืออริยสัจจ์.
น.115 นี้หมายความว่า คำว่าธรรมในที่นี้ เป็นเรื่องของทุกข์, ของเหตุให้เกิดทุกข์, ของความดับทุกข์, ตลอดถึงทางให้ถึงความดับทุกข์ ; ไม่มีเรื่องอะไรชัดเจนยิ่งไป กว่าเรื่องปฏิจจสมุปบาท. การที่เราจะกล่าวแต่เพียงว่า ตัณหาเป็นเหตุให้เกิดทุกข์นี้ ยังไม่พอ ; ยังเป็นอริยสัจจ์ที่ย่อเกินไป. ที่ถูกควรต้องเป็นอริยสัจจ์ที่สมบูรณ์ เหมือนกับที่ตรัส ในสูตรนี้ : ว่าทุกข์นี้มาจากชาติ - ชาตินี้มาจากภพ - ภพนี้มาจากอุปาทาน - อุปาทาน มาจากตัณหา - ตัณหามาจากเวทนา - เวทนามาจากผัสสะ - ผัสสะมาจากอายตนะ - อายตนะมาจากนามรูป - นามรูปมาจากวิญญาณ - วิญญาณมาจากสังขาร - สังขารมาจาก อวิชชา. นั่นจึงจะครบและละเอียดและชัดเจน ; การเห็นปฏิจจสมุปบาทในส่วน เกิดนี้ คือการเห็นธรรมในส่วนเกิด ซึ่งมีผลคือการเกิดทุกข์. . ตรีบางกอกผึ้ง ทีนี้ส่วนความดับทุกข์ มันก็น้อยเกินไป ที่จะพูดแต่เพียงว่า ดับเสีย ซึ่งตัณหา ก็เป็นความดับแห่งทุกข์ ; จึงได้ตรัสในรูปปฏิจจสมุปบาทว่า : ทุกข์ดับ เพราะชาติดับ - ชาติดับเพราะภพดับ - ภพดับเพราะอุปาทานดับ - อุปาทานดับเพราะ ตัณหาดับ - ตัณหาดับเพราะเวทนาดับ - เวทนาดับเพราะผัสสะดับ - ผัสสะดับเพราะ อายตนะดับ - อายตนะดับเพราะนามรูปดับ - นามรูปดับเพราะวิญญาณดับ - วิญญาณดับ เพราะสังขารดับ - สังขารดับเพราะอวิชชาดับ. อย่างนี้จึงจะได้ธรรมที่ชัดเจน ที่ครบถ้วน ที่สมบูรณ์ ทั้งเรื่องทุกข์, เรื่องเหตุให้เกิดทุกข์, เรื่องความดับทุกข์, และทางให้ถึง ความดับทุกข์ คือการทำให้ชาติดับ. นี้หมายความว่า เมื่อปฏิบัติอยู่โดยอัฏฐังคิกมรรคแล้ว กิเลสเกิดไม่ได้ อวิชชาเกิดไม่ได้. ลองเป็นอยู่ให้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ ของอัฏฐังคิกมรรคเถิด จะไม่มี โอกาสให้อวิชชาเกิดได้เลย ; ฉะนั้นเมื่อมีอวิชชาที่ดับอยู่ แล้วความทุกข์ทั้งหลาย มันก็ดับ. ดังนั้นการเห็นปฏิจจสมุปบาทครบถ้วน ในทุกแง่ทุกมุม นั่นแหละคือ
น.116 เห็นธรรม ; ซึ่งเป็นการถูกต้องแล้ว ตามพระบาลีนี้ ที่ว่า : ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นเห็นธรรม, ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นปฏิจจสมุปบาท ; ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท โดยครบถ้วนชื่อว่าเห็นธรรม, ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต ; ผู้ใดเห็นตถาคต ผู้นั้นเห็นธรรม. นี้จึงถือว่า ทรงมีธรรม คือปฏิจจสมุปบาทเป็นพระองค์เอง ถ้าเรา อยากจะเห็นพระองค์ เราต้องเห็นปฏิจจสมุปบาท ; ฉะนั้นเราจึงพูดได้ว่า ทรงมี ปฏิจจสมุปบาทในฐานะเป็นพระองค์เอง. ปฏิจจสมุปบาทในที่นี้ คือกฎเกณฑ์ของ อิทัปปัจจยตา ที่ว่า ทุกข์เกิดขึ้นอย่างไร ? ทุกข์ดับไปอย่างไร ? ทำอย่างไร ทุกข์จึงจะดับไป 2. ถ้าเห็นสิ่งนี้คือเห็นพระพุทธเจ้า ; แม้นี้เราก็จะถือว่า, ถ้าท่าน ทั้งหลายไม่ถือ, อาตมาถือ ว่าเป็นพุทธจริยา คือพระองค์ทรงแสดงปฏิจจสมุปบาทไว้ ในนามของพระองค์, ให้เราเห็นปฏิจจสมุปบาทโดยครบถ้วน แล้วเราจึงจะเห็นพระองค์ ; ทรงกระทำให้ง่ายเข้าอย่างนี้, ทรงกระทำให้ใกล้ให้ง่าย ให้สะดวกเข้ามาอย่างนี้ ; ในการที่ทำให้เราเห็นพระองค์ โดยทรงแสดงพระองค์ฝากไว้ในปฏิจจสมุปบาท. ขอให้ท่านทั้งหลายพยายามที่จะเห็นปฏิจจสมุปบาท, รายละเอียดต่าง ๆ ในเรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้ เราพูดกันในที่อื่นมากพอแล้ว เช่นคำบรรยายชุดวันเสาร์ อย่างนี้ ในภาคมาฆะบูชาที่แล้วไปนั้น เราพูดกันแต่เรื่องปฏิจจสมุปบาท ถึง ๑๓ ครั้ง. ขอให้ไปอ่านดูเอง ถ้าเขาพิมพ์ขึ้น. ในที่นี้ออกชื่อสักแต่ว่า ปฏิจจสมุปบาท ตั้งอยู่ในฐานะเป็นองค์พระ- พุทธเจ้า, ใครเห็นปฏิจจสมุปบาท คนนั้นเห็นพระพุทธเจ้า ตามที่พระองค์ทรง แสดงไว้ เพื่อให้เรามีโอกาสเห็นพระพุทธเจ้าได้ง่าย ในที่ทุกหนทุกแห่ง ; เพราะว่า สิ่งที่เรียกว่าปฏิจจสมุปบาทนั้น มีอยู่ในเราตลอดเวลาอยู่แล้ว.
น.117 ถ้าใครไม่เข้าใจเรื่องนี้ ก็ช่วยไม่ได้ ; ควรต้องไปศึกษาให้เห็น ตามที่พูด ไว้ในครั้งก่อน ๆ แล้ว ว่า สิ่งที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาทนั้น ได้เกิดขึ้นดับไป, เกิดขึ้นดับไป, อยู่ในเราตลอดเวลา. ให้เห็นการที่เกิดขึ้นและดับไปได้อย่างไรนี้ จนสามารถที่จะควบคุมอาการเช่นนี้ได้ นั้นเรียกว่าเห็นปฏิจจสมุปบาทเต็มที่ ; นั่นคือ เห็นพระองค์. นี้เรียกว่าเป็นพระพุทธจริยาอันหนึ่ง คือทรงกระทำให้เราสามารถเห็น พระองค์ ได้ จากภายในตัวเราเอง. เป็นโชคดีหรือเป็นของง่าย, ง่ายขึ้น, ง่ายขึ้น. กว่าที่จะปล่อยไว้; ไม่รู้ว่าจะไปดูพระพุทธเจ้าที่ไหน ? จะไปถึงพระพุทธเจ้าที่ไหน ? ไปถึงกันแต่ที่พระพุทธรูป เครื่องรางที่แขวนคอ หรือว่าอะไร อย่างนี้มันคนละเรื่อง. ขอให้เห็นพระพุทธเจ้าที่ปฏิจจสมุปบาท : แล้วปฏิจจสมุปบาทนั้น ก็ดูเหมือนจะแขวนอยู่ที่หัวใจนั้นแล้ว. ถ้าเห็นพระพุทธเจ้าที่นั่นกันบ้าง, หรือมี พระพุทธเจ้าที่นั่นกันบ้าง, ย่อมจะหมดความยึดมั่นถือมั่น, จะไม่มีตัวกู - ของกู สำหรับ ให้พญามัจจุราชมาห้ำหั่นย่ำยี ; อย่างนี้จะเป็นเครื่องรางที่ดีกว่า. ๕. ทรงขับเพลง อิทับปัจจยตา พระพุทธจริยาในข้อที่ ๕ ต่อไปนี้ ที่แกล้งเลือกมาสำหรับพูดกันในวันนี้ ก็คือ พระพุทธเจ้าทรงฮัมหรือขับเพลงอิทัปปัจจยตา. อาตมาจะใช้คำถูกหรือผิดก็ไม่ทราบ ; อาจจะเป็นความเข้าใจผิดก็ได้. ถ้าว่า เพลงอะไรที่เอามาร้องกัน ฮึมฮัม ๆ อยู่ในใจ เขาเรียกว่าฮัมกันหรือเปล่า ? ถ้าเรียกว่า ฮัมก็เป็นอันว่า อาตมาพูดถูกต้องแล้วว่าพระพุทธเจ้า ทรงฮัมเพลงชื่ออิทัปปัจจยตา หรือปฏิจจสมุปบาท. ในพระไตรปิฎกมีที่มาอยู่ ๒ แห่ง คือใน เล่มที่ ๑๖ แห่งหนึ่ง
น.118 เล่ม ๑๘ แห่งหนึ่ง ; แห่งหนึ่งมีอยู่ใน อภิสมย สังยุตต์ อีกแห่งหนึ่งในสหายตนสังยุตต์ ที่พูดถึงเรื่องนี้. ครั้งนั้น พระองค์ประทับอยู่ที่ ญาติเก วิหรติ ดิชกาวาสเถ, หรือดิชกาวาส • เป็นที่พักบ้านนอกๆ; แล้วก็ทรง รโหคโต - คือเสด็จอยู่ในที่ลับ ๆ เงียบๆ, อุปสลลีโน - ทรงหลีกเร้นจะไม่ให้ใครพบตัว. อิมํ ธมฺม ปริยายํ อภาสิ - ได้ทรง กล่าวแล้วซึ่งธรรมะปริยายนี้. นี้หมายความว่าอยู่พระองค์เดียว หลีกเร้นสงบสงัดอยู่ พระองค์เดียว ไม่ให้ใครรบกวน และในโอกาสนั้น ทรงกล่าวธรรมะปริยายนี้ว่า : จกขุณจ ปฏิจ จ รูเกปจ อุปปชชติ จกขุวิญญาณํ - อาศัยตาด้วย รูปด้วย ย่อมเกิด จักขุวิญญาณ. ติณณ์ สงคติ ผสฺโส - ความประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการนี้ เรียกว่าผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา, เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัยจึงมี ตัณหา, เพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงมีอุปาทาน, เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัยจึงมีภพ, เพราะมีภพเป็นปัจจัยจึงมีชาติ, เพราะมีชาติเป็นปัจจัยจึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส พร้อม : กองทุกข์ทั้งปวงเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้. นี้ตอน หนึ่งเกี่ยวกับรูป. แล้วก็ตรัสต่อไปว่า : โสตญจ ปฏิจจ สทฺเท จ ---- ฯลฯ อุปปชชติ มโนวิญญาณํ ที่นี้ก็อาศัยหูกับเสียง, แล้วก็แจกลูกไปอย่างเดียวกันทั้ง ๑๒ อาการ ; แล้วก็ตรัสว่าเพราะอาศัยจมูกกับกลิ่นเกิดฆานวิญญาณ ๓ ประการนี้เรียกว่าผัสสะ ; แล้ว ก็แจกลูกไปครบทุกอาการของปฏิจจสมุปบาท ; แล้วก็ตรัสเรื่องรสกับลิ้น แล้วก็ โผฏฐัพพะกับกาย ธัมมารมณ์กับใจ กระทั่ง ๖ อายตนะ ; ได้ทรงจำแนกโดย สมุทย์วารเกิดขึ้นแห่งทุกข์ แล้วก็ทรงแจกนิโรธวารต่อไปอีก แต่เรื่องมันแปลกกัน. ขั้นต้นมันเหมือนกันคือว่า :- จกบุญจ ปฏิจจ รูเป จ อุปปชชติ วิญญาณํ - อาศัยจักษุและรูปเกิดวิญญาณ. ฝึก ประจวบแห่งธรรม ๓ ประการ เรียกว่า
น.119 ผัสสะ; เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา, เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงเกิดตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงเกิดอุปาทาน นี้ไปจนถึงทุกข์, นี้อย่างหนึ่ง ฝ่ายสมุทยวาร. แต่พอฝ่ายนิโรธวารก็ตรัสอย่างนั้นเหมือนกัน : ตรัสเพียงแค่เวทนา แล้วก็ให้เกิด ตัณหา ; เพราะความดับไม่เหลือแห่งตัณหานั้นนั่นเที่ยว อุปาทานจึงดับ เพราะ อุปาทานดับ ภพจึงดับ, เพราะภพดับ ชาติจึงดับ, เพราะชาติดับ ชรามรณะโสกะ ปริเทวะ ก็ดับ ; ทุกข์ทั้งปวงดับด้วยอาการอย่างนี้ เป็นอันว่า พระพุทธเจ้าท่านประทับอยู่ในที่สงัด ร่ายปฏิจจสมุปบาท ฝ่าย สมุทยวารครบทั้ง ๖ ตามจำนวนของอายตนะ ; แล้วทรงร่ายปฏิจจสมุปบาท ฝ่าย นิโรธวารครบทั้ง ๖ ตามจำนวนแห่งอายตนะ. รวมทั้งสิ้นมันก็เป็นเหมือนว่า ถ้าเรา เอาตัวเลขมาคูณกันแล้วมันก็ตั้งเป็นสิบ ๆ ; เพราะปฏิจจสมุปบาทอันหนึ่งมันก็ตั้ง ๑๒ อาการ, แล้วมันยังจะมาทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ อย่างนี้ ; นี้ฝ่ายสมุทยวารก็อย่างนั้น ฝ่ายนิโรธวารก็อย่างนั้น ; เพราะฉะนั้นมันจึงมีลักษณะ เหมือนกับสูตรคูณ. แล้วลองคิดดูว่า พระพุทธองค์อยู่พระองค์เดียว แล้วก็ตรัสคำอย่างนี้กับ พระองค์เองอยู่คนเดียว ทั้งที่ตรัสรู้แล้ว ทั้งที่เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ; แล้วนานมาแล้ว ก็ยังตรัสอย่างนี้. ถ้าจะไม่ให้เรียกว่าทรงกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง เหมือนที่คนสมัยนี้ ชอบฮัมเพลง แล้วจะเรียกว่าอย่างไร. อาจเป็นเพราะว่าท่านทรงพอพระทัยของท่าน มากที่สุด ; เพราะว่าเราไม่เคยพบว่า พระพุทธเจ้าท่านได้เอาสูตร สูตรไหน หรือ เรื่องราวอะไร มาทรงพึมพัม ๆ อยู่ลำพังพระองค์เองพระองค์เดียว อย่างกับเรื่องนี้ : คือเรื่องปฏิจจสมุปบาท. นี้เป็นสิ่งที่ทำให้เชื่อได้ว่า เรื่องอื่น ๆ พระองค์ไม่ทรงเห็นว่าสำคัญ จึงได้ ทรงเอาเรื่องนี้มาทรงพึมพัมอยู่พระองค์เดียว เหมือนกับเด็ก ๆ ท่องสูตรคูณอยู่ คนเดียว.
น.120 ถ้าว่านักเรียนเรียนจบมหาวิทยาลัย หรือว่าเรียนจนชั้นมหาวิทยาลัย วันหนึ่งอยู่คนเดียว จะมานั่งท่องสูตรคูณกันลืม หรือกันอะไรก็ตามใจ ; นี้จะเหมือนกับอากัปกิริยาที่ พระพุทธเจ้า ท่านทรงกระทำอย่างนี้. หรือเราจะถือว่าคนเรา ถ้าอยู่ว่าง ๆ คนเดียว สบายใจดี ก็มักจะพึมพัมอะไรเล่นออกมาเป็นคำพูด ; แล้วพระพุทธเจ้าจะทรงละ “นิสัย" หรือ "วาสนา" ขนาดนี้ไม่ได้หรืออย่างไร มันก็เป็นปัญหาเหมือนกัน. เมื่อเราจะถือหลักว่า พระพุทธเจ้าทรงละได้ทั้งกิเลสและวาสนาแล้ว ; ก็คงจะไม่ใช่เพราะวาสนาหรืออะไรอันนั้น ที่ทรงทำให้พระองค์ทรงฮัมเพลงอิทัปปัจจยตา ; คือเรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้ ซึ่งเป็นเรื่องอิทัปปัจจยตา. ดูคล้ายกับว่าเรื่องอิทัปปัจจยตานี้ ปริม, เต็มปรี่, หรือว่าปริ่มอยู่ในพระหฤทัยจะล้นออกมาเมื่อไรก็ได้. โอกาสมีเมื่อไร ก็ล้นออกมาเป็นคำพูด ; ฉะนั้นจึงแปลกที่ว่า ทรงอยู่พระองค์เดียวในที่หลีกเร้นไม่ให้ ใครเห็น แล้วก็ยังทรงพึมพัมอันนี้ออกมาเหมือนเด็กท่องสูตรคูณ. วันแต่จะมีอาการ เหมือนเด็กท่องสูตรคูณนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะว่าท่านตรัสรู้ถึงที่สุดสมบูรณ์แล้ว. นี้ต้องการจะเปรียบเทียบให้เห็น คุณค่าของเรื่องปฏิจจสมุปบาท หรือ อิทัปปัจจยตาอีกครั้งหนึ่ง ; เพราะว่าในครั้งที่แล้วได้ยกมา ให้เห็นชัดว่า พระองค์ทรง ถือว่า ปฏิจจสมุปบาทนั้นคือพระองค์เอง. ใครเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นเห็นธรรม, ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต ; นี้ยิ่งเห็นได้ชัดว่า สิ่งที่เรียกว่าปฏิจจสมุปบาทนี้ เป็นสิ่งที่เต็มปรี่อยู่ในพระทัย โดยอัตโนมัติ โดยไม่เจตนา โดยไม่ต้องทำอะไร มันจึงล้นออกมาได้ง่าย ๆ. เรื่องยังมีต่อไปอีกว่า คราวหนึ่งภิกษุองค์หนึ่ง เผอิญผ่านมา แอบฟัง ท่านทรงเหลียวไปเห็นเข้า, ทรงตะครุบตัวภิกษุนั้นมา กำชับว่า นี่คือเรื่องที่เธอ ต้องเล่าเรียน. นี้คุณค่าของปฏิจจสมุปบาทเป็นอย่างนี้ ; เรียกว่าถึงกับมาปริม
น.121 หรือปรี่อยู่ที่ริมพระโอษฐ์ ที่จะออกมาเป็นคำพูดเมื่อไรก็ได้ แม้ว่าอยู่พระองค์เดียว. ฉะนั้นถ้าเราจะร้องเพลงหรือฮัมเพลงเล่นกันบ้าง ควรจะฮัมเพลงอิทัปปัจจยตากันบ้าง ; จะได้เดินตามรอยพระพุทธเจ้า, เดินตามรอยพระพุทธจริยา, อย่าไปร้องเพลงลูกทุ่ง ลูกบ้านอะไรให้มันเสียเวลาเลย. มาร้องเพลงที่ว่า : เพราะอาศัยตากับรูปเกิดวิญญาณ, ๓ ประการนี้เรียกว่า ผัสสะ, ผัสสะเป็นปัจจัยมีเวทนา, เวทนาเป็นปัจจัยมีตัณหา, ตัณหาเป็นปัจจัย มีอุปาทาน, อุปาทานเป็นปัจจัยมีภพ, ภพเป็นปัจจัยมีชาติ, ชาติเป็นปัจจัยมีทุกข์. นี่ว่าเรื่องตากับรูปให้เสร็จเสียทีก่อน แล้วก็ว่า หูกับเสียงให้ครบให้เสร็จไปทีหนึ่ง ; แล้วก็ว่ากลิ่นกับจมูกให้เสร็จไปที ; ลิ้นกับรสให้เสร็จไปที ; กายกับผิวหนังให้เสร็จ ไปที ; ใจกับธัมมารมณ์ให้เสร็จไปทีหนึ่ง ; ฝ่ายเกิดทุกข์. แล้วก็ว่าฝ่ายดับทุกข์ อีกทีหนึ่ง : ตากับรูปเกิดวิญญาณ, ๓ ประการนี้เรียกว่าผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา, เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงเกิดตัณหา ; ความสำรอกดับไม่เหลือแห่ง ตัณหานั้น นั่นเที่ยว ทำให้เกิดความดับแห่งอุปาทาน อุปาทานดับภพดับ ภพดับชาติดับ ชาติดับทุกข์ทั้งหลายดับ ; ร้องเพลงอย่างนี้กันแล้วก็คงจะเป็นพุทธบริษัทดีขึ้น มากขึ้น เร็วขึ้น. นี่ดูเถอะว่า พระพุทธจริยาในข้อนี้ มีอย่างไร ? เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ทำไมยังจะต้องท่องสูตรคูณ ? นี่จะเป็นเรื่องความไม่ประมาท, หรือว่าจะเป็นเรื่อง ธรรมชาติอย่างนั้นเอง ก็ไปคิดดูก็แล้วกัน. แต่ถึงอย่างไรเสีย นี่ก็ยังเป็นพุทธจริยา ; เพราะว่าเห็นชัดอยู่ว่า เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านประพฤติ ท่านกระทำ. นี้คือพุทธจริยา ข้อหนึ่ง ซึ่งเชื่อว่าท่านทั้งหลายคงจะไม่ค่อยได้ยินได้ฟัง เพราะในหนังสือพุทธประวัติ เขาไม่เอาเรื่องอย่างนี้มากล่าว, ทิ้งให้จมหายเงียบอยู่ในพระไตรปิฎก.
น.122 ทรงมีพระทัยปราศจากหัวคันนา ทีนี้ต่อไปนี้ก็อยากจะพูดถึง พระพุทธจริยาบางอย่าง อาศัยข้อความ ตามพระบาลี พระพุทธภาษิต อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต มีใจความว่า : พระพุทธองค์ทรงมีพระหฤทัยปราศจากหัวคันนา นี้แปลตามตัวหนังสือ ตถาคโต นิสฺสโฏ วิสํยุตฺโต วิปฺปมุตฺโต วิมริยาทิกเตน เจตสา วิหรติ มีคำว่า ด้วย ทั้งใจ ที่กระทำให้มีหัวคันนาไปปราศแล้ว . หัวคันนาก็คืออย่างที่มีอยู่ในนา แล้วเอา อะไรมาทำให้ละลายหมดจนไม่มีเหลือ ก็เรียกว่าปราศจากหัวคันนา. พระพุทธเจ้ามี พระทัยปราศจากหัวคันนา : หมายความว่า ไม่มีอะไรเป็นสันขึ้นมา แล้วก็แบ่งเป็น แปลง ๆ เหมือนพื้นที่นา. ข้อความนั้นมีว่า : ทสหิ โข วาหุน ธมฺเมหิ ตถาคโต - ดูก่อน วาหุนะ , ตถาคต นิสฺสโฏ - สลัดแล้ว, วิสํยุตฺโต - ปราศจากแล้ว, วิปฺปมุตฺโต - พ้นพิเศษแล้ว จากธรรมทั้งหลาย ๑๐ ประการนี้ ด้วยใจที่มีหัวคันนาอันไปปราศแล้ว ; คือเมื่อสลัด ๑๐ ประการนี้ไปเสียได้ ไม่ประกอบอยู่ด้วย ๑๐ ประการนี้ หลุดพ้นแล้วจาก ๑๐ ประการนี้ ก็มีใจปราศจากหัวคันนา. สิบประการนี้คืออะไร ? คือขันธ์ ๕ คือ ชาติ คือ ชรา มรณะ ทุกข์ และ กิเลส . ขันธ์ ๕ นับเป็น ๕ อย่าง, ชาติ คือความเกิด, ชรา คือความแก่, มรณะ คือความตาย, ทุกข์ คือความทุกข์, กิเลส คือกิเลส ; รวมกันเป็น ๑๐ อย่าง. สลัด ๑๐ อย่างนี้ออกได้ ไม่ประกอบอยู่ด้วย ๑๐ อย่างนี้, พ้นแล้วจาก ๑๐ อย่างนี้ จึงมี พระหฤทัย ซึ่งปราศจากหัวคันนา ; คือสลัดออก ปราศจาก หลุดพ้น จากสิ่งทั้ง ๑๐ นี้. ขันธ์ ๕ ในที่นี้ หมายถึงปัญจุปาทานขันธ์ ที่เกิดอยู่ทุกวันประจำในใจ ของเรา พอตาเห็นรูปเป็นต้น อวิชชาผสมอยู่ด้วย ก็เกิดปัญจุปาทานขันธ์ทุกทีไป.
น.123 ตาเห็นรูป หูฟังเสียง จมูกได้กลิ่น หรืออายตนะคู่ไหนก็ตามใจ เมื่อมีการสัมผัสกันแล้ว เกิดวิญญาณแล้ว มีลักษณะเป็นปฏิฆะสัมผัสแล้ว อวิชชาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เกิดความ รู้สึกอันใดขึ้นมา; จิตก็รู้สึกต่อสิ่งนั้น ในฐานะเป็นที่ตั้งแห่งตัณหาแห่งอุปาทาน แล้วจึงมีหัวคันนาเกิดขึ้น ด้วยอำนาจของตัณหาอุปาทานนั้นเอง. ปัญจุปาทานขันธ์ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ซึ่งรู้จัก กันดีอยู่แล้วนั้น มันเกิดขึ้นเป็นเบญจขันธ์ ทุกคราวที่ตาเห็นรูปเป็นต้น ; บางคราว ไม่มีอวิชชาเข้าผสมโรง ก็เป็นเบญจขันธ์ล้วน ๆ. บางคราวมีอวิชชาเข้าผสมโรง ก็กลาย เป็นปัญจุปาทานขันธ์ ไม่ใช่เบญจขันธ์ล้วน ๆ; แต่เป็นเบญจขันธ์ที่ประกอบอยู่ด้วย อุปาทาน. นั่นแหละมันเป็นเครื่องผูกพัน ; เมื่อมีเครื่องผูกพันอย่างนี้จิตใจก็มี หัวคันนา, จิตใจของบุคคลนั้น ก็มีลักษณะที่อุปมาได้ด้วยหัวคันนา ดังในสูตรนี้. เรื่อง ชาติ ชรา มรณะ ทุกข์ ก็เหมือนกัน ; เป็นสิ่งที่จะต้องสลัด ออกไป ในส่วนทุกข์ ; กิเลสเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ก็มีส่วนที่จะต้องสลัดออกไป ; คือจะต้องไม่ผูกพัน จะต้องไม่รัดรึง, หรือว่าจะยอมให้ติดอยู่ที่ใจไม่ได้. ข้อนี้ตรัส เปรียบไว้ เหมือนกับว่าน้ำไม่อาจจะเกาะติดที่ใบบัว น้ำหลุดจากใบบัว เป็นภาพพจน์ ที่ทุกคนอาจจะมองเห็น เพราะว่าเคยเห็นใบบัว เคยเห็นน้ำหยดลงมาที่ใบบัว มันติด ไม่ได้อย่างไร. เมื่อใจไม่ประกอบพร้อมอยู่ด้วยความผูกพันของสิ่งทั้ง ๑๐ นี้ ; เมื่อนั้น ใจไม่มีหัวคันนา คือมันเรียบราบไปเหมือนใบบัวที่เกลี้ยง ที่ไม่มีหยดน้ำติด. พระพุทธองค์ทรงมีพระหฤทัย ซึ่งกระทำให้ปราศจากหัวคันนา แล้ว ในลักษณะอย่างที่กล่าวมานี้. อันนี้ แม้ว่าจะเป็นภาวะที่เป็น หลังจากการตรัสรู้แล้ว เราก็ยังถือว่าเป็นพุทธจริยา ในฐานะที่ว่าเป็นตัวอย่างบ้าง, เป็นสิ่งที่เตือนใจ บ้าง, สำหรับเราจะ เดินตามรอยของพระองค์ ; คือพยายามทำใจของเรา ให้ ปราศจากหัวคันนา . ถ้าทำให้ปราศจากเลยไม่ได้ ก็ให้มีหัวคันนาต่ำ ๆ หน่อย,
น.124 หรือว่าให้มีหัวคันนาน้อย ๆ หน่อย เล็ก ๆ หน่อย จนกว่ามันจะหมดไป ไม่ปรากฏ. นี่คือ ความหมายของคำ ๆ นี้. กิเลสนั้นทำให้เกิดเป็นสันอะไรขึ้นมาเหมือนหัวคันนา ในพื้นฐานแห่งจิตใจ จิตใจมันไม่เรียบ เพราะขรุขระไปด้วยหัวคันนา. นี่ตามตัวหนังสือแปลอย่างนี้ จะผิด หรือถูกก็ตามใจ. ครูบาอาจารย์สอนคำนี้มาแปลอย่างนี้ ว่าปราศจากหัวคันนา หรือ ไม่ปราศจากหัวคันนา. แต่พระพุทธเจ้านั้นมีพระหฤทัยปราศจากหัวคันนา ; เพราะ ทรงทำลายหัวคันนา ละลายสูญหายไปหมดแล้ว เหลือแต่พื้นที่ ๆ ราบเรียบ นี้เป็น พุทธจริยา. เราได้พูดถึงพุทธจริยาเหล่านี้ ในลักษณะที่จะทำให้เรารู้จักพระพุทธเจ้า ว่าท่านเป็นอะไรของท่านเอง. ท่านเป็นอะไรแก่พวกเรา นี้พูดกันมามากแล้ว ตั้งเกือบ ๒๐ ข้อแล้วในการบรรยายครั้งก่อน. วันนี้พูดเรื่องว่า ท่านเป็นอะไรกับ ตัวท่านเองบ้าง ก็มีหัวข้อดังที่พูดมาแล้วนี้. ท่านเป็นพระพุทธเจ้าเพราะว่าความทุกข์มีแก่พวกเรา หรือว่าความทุกข์นั้น มีอยู่ในโลก ท่านมีหน้าที่ที่จะต้องอุบัติขึ้นมา สำหรับกำจัดความทุกข์เหล่านี้ในโลก. และว่าท่านได้ไปถึงที่สุดโลก ซึ่งไปถึงด้วยเท้า ด้วยการเดินเช่นนี้ไม่ได้ ; แต่ ท่านไปด้วยการตรัสรู้ แล้วท่านก็ไปถึงที่สุดโลกนั้นแล้ว ; เพราะฉะนั้นท่าน จึงทรงสอนเรื่องที่สุดโลก ที่สุดแห่งโลก ถ้าไม่เคยไปถึง ก็ว่าจะไม่ทรงสอน. นี่ท่าน เป็นอย่างไรในตัวท่านเอง. ทรงบันลือสีหนาทประกาศพรหมจักร เพราะรู้เรื่องทั้งหมดที่มนุษย์ควรจะรู้ ควรจะเห็น ควรจะถึง ควรจะได้นี้ ไม่มีอะไรดีกว่านั้น ; ฉะนั้นท่านจึงมีสิทธิ
น.125 อันสมควรที่จะบันลือสีหนาทประกาศข้อนี้ ซึ่งไม่เหมือนใคร แล้วก็ไม่มีใครจะดีไป กว่านี้ได้, เพราะว่า พระองค์ทรงทราบการเกิดขึ้นและการดับลง แห่งสิ่งทั้งหลาย ; และ การเกิด - ดับแห่งสิ่งทั้งหลายนั้น คือ เรื่องปฏิจจสมุปบาท . ธรรมที่เป็นเหตุให้ทุกข์เกิด, ธรรมที่เป็นเหตุให้ทุกข์ดับ นี้คือปฏิจจสมุปบาท แล้วมีการปฏิบัติเพื่อให้ทุกข์ดับอยู่เสมอ รวมกันแล้วก็เรียกว่า เรื่องปฏิจจสมุปบาท. ใครเห็นปฏิจจสมุปบาท คนนั้นเห็นพระพุทธเจ้า และว่าพระพุทธเจ้า มีอยู่ในเรา ตลอดเวลา ; เพราะว่าปฏิจจสมุปบาทเป็นสิ่งที่เกิดอยู่ในเราตลอดเวลา วันหนึ่งไม่รู้ กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง. ท่านทรงมีเรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้เป็นพระองค์ท่าน ; ฉะนั้นบางคราว เมื่อท่านอยู่พระองค์เดียวท่านจึงทรงฮัมเพลง อิทัปปัจจยตา. ขออภัยต่อท่านทั้งหลาย ขออภัยเพื่อพระพุทธเจ้าด้วย ; ว่าไม่รู้ว่าจะใช้คำ อะไรดี จึงใช้คำโสกโดกอย่างนี้ ; เพื่อให้ท่านเข้าใจเร็ว ๆ สั้นๆ ด้วยเวลาเล็กน้อย. เรื่องอิทัปปัจจยตา นี้ปรี่อยู่ตลอดเวลาในพระญาณ หรือในความรู้สึก ฉะนั้น จึงออกมาได้ง่าย ๆ ; จึงสมกับที่ว่า นั้นแหละคือพระองค์ท่าน ที่ว่าเห็นปฏิจจ- สมุปบาทคือเห็นธรรม เห็นธรรมคือเห็นตถาคต . เดี๋ยวนี้ได้ทรงกระทำให้ ความทุกข์ หรือว่าปฏิจจสมุปบาท ส่วนเกิดขึ้นแห่งความทุกข์นั้นมันเกิดไม่ได้, ทุกข์เกิดไม่ได้ จึงมีพระหฤทัย เกลี้ยง เรียบราบสงบ เหมือนกับว่าปราศจากหัวคันนา. ทั้งหมดนี้คือ พระพุทธจริยาที่นำมากล่าวในวันนี้ พอสมควรแก่เวลา. ขอให้พวกเราทุกคนรู้จักพระองค์ ให้ถูกมากขึ้น และให้เพียงพอยิ่งขึ้น กว่าที่แล้วมา ; เพราะเห็นว่าเรื่องมันเนือย ๆ กันนักแล้ว ในการที่จะรู้จักพระพุทธเจ้า ในลักษณะที่ถูกต้อง ที่เป็นจริง ที่มีประโยชน์. เราเพียงแต่อ่านประวัติในทำนอง นิยายเสียมากกว่าจะอ่านพุทธประวัติ หรือพุทธจริยา, เราไม่มีความรู้สึกจะน้อมนำอะไร เข้ามา ให้เป็นของที่มีอยู่จริงในตัวเรา.
น.126 พระพุทธเจ้าท่านทรงมุ่งหมายอย่างยิ่งว่า : ให้ดูกันที่นั่น ให้ดูกันที่นั้น แล้วฉันก็อยู่ที่นั้น คือที่ปฏิจจสมุปบาท อันมีอยู่ในตัวเราตลอดเวลา. นี่แหละ จะเป็นการทำตามพระพุทธจริยา, และก็ตรงตามพระพุทธจริยาด้วย. หวังว่าท่านทั้งหลายจะได้นำไปพิจารณาดู ให้เห็นจริงโดยไม่ต้องเชื่อตาม อาตมา, แล้วก็จะได้พยายามกระทำ ให้สำเร็จประโยชน์เต็มตามที่ควรกระทำ. ขอยุติการบรรยายวันนี้ ไว้เพียงเท่านี้ เพื่อเป็นโอกาสให้พระสงฆ์สวดชมเชย พระพุทธองค์ต่อไปอีก.
Buddhadasa