น.127 ท่านสาธุชน ผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย, ในการบรรยายเรื่องพุทธจริยา ในครั้งที่ ๔ นี้ อาตมาก็ยังคงบรรยาย โดยหัวข้อที่ว่า : ท่านเป็นอะไรของ ท่านเองต่ออีกครั้งหนึ่ง. ขอให้ระลึก ทบทวน ตามที่ได้กล่าวมาแล้วแต่ต้น ซึ่งเราได้ทำความเข้าใจกันในข้อที่ว่า ท่านเป็นอะไรกับพวกเรา มาถึง ๒ ครั้ง ทีนี้ก็มาถึงตอนที่เราจะดูกันว่า ท่าน เป็นอะไรของท่านเองบ้าง เป็นการรู้ ที่ทั่วถึงในพุทธจริยาทั้งหลาย. ๘๙
น.128 ในที่นี้ ขอซ้อมความเข้าใจ ว่าเราไม่ได้พูดอย่างกะว่า พระพุทธเจ้าท่าน ทรงมีมานะทิฏฐิเหลืออยู่ ที่จะเป็นนั่นเป็นนี่. ตามปกติเมื่อเราพูดกันว่า เป็นอะไร ? นี้ก็หมายถึงเป็นนั่นเป็นนี่ ด้วยความยึดมั่นถือมั่น ด้วยทิฏฐิ. ถ้าเรามาพูดกันว่า พระพุทธเจ้าท่านเป็นนั้นเป็นนี่ อย่างนี้เป็นเรื่องเราพูด ; ดังนั้นเราต้องทำความเข้าใจ กันในข้อที่ว่า เราไม่ได้หมายความว่า พระพุทธเจ้าท่านจะยังทรงมีทิฏฐิมานะ เหลืออยู่ สำหรับที่จะเป็นนั้นเป็นนี่. ข้อนี้ก็มีเรื่องเล่าไว้ในพระบาลี จตุกกนิบาต อังคุตตรนิกาย ที่แสดงให้เห็นว่า พระพุทธเจ้าท่านตรัสอย่างไร ; เกี่ยวกับข้อนี้ ดังที่ จะได้นำมาเล่าให้ท่านทั้งหลายพัง เป็นเรื่องแรก. ๑. พระพุทธเจ้า ไม่ทรงเป็นอะไร นอกจากพุทธะ ครั้งหนึ่ง เมื่อพระพุทธองค์ทรงดำเนินทางไกล อยู่ในระหว่างเมืองอุกกัฏฐะ กับเมืองเสตัพยะ ; โทณพราหมณ์ซึ่งเป็นพราหมณ์มีชื่อเสียงคนหนึ่ง ก็กำลังเดินทางไกล อยู่ในระหว่าง ๒ เมืองนั้น คือติด ๆ กันไปกับพระพุทธเจ้า. โทณพราหมณ์ได้สังเกต เห็น อากัปกิริยาผิวพรรณ อะไร ๆ ทุกอย่างของพระพุทธเจ้า แล้วก็เกิดความเลื่อมใส ด้วยใจจริง ; แต่เขาก็ยังทราบไม่ได้ว่า บุคคลผู้นี้คือใคร ? หรือเป็นอะไร? เพราะ เขาไม่รู้จักพระพุทธเจ้า. แต่ในที่สุดเขาก็ทนไม่ได้ จึงได้เข้าไปเฝ้า สนทนา ; ในที่สุด เขาก็ได้ทูลถามพระพุทธองค์ว่า : - เทโว โน ภวํ ภวิสฺสติ - ท่านผู้เจริญของเรา คงจะเป็นเทวดาแน่. พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสว่า : น โข อหิ พฺราหฺมณ เทโว ภวิสฺสามิ - ดูก่อนพราหมณ์, เราไม่ได้เป็นเทวดาดอก. คนฺธพฺโพ โน ภวํ ภวิสฺสติ - ถ้า อย่างนั้น ท่านผู้เจริญของเราก็คงจะเป็นคันธัพพะ. น โข อหํ พราหมณ คนธพฺโพ ภวิสสามิ - ดูก่อนพราหมณ์, เราหาได้เป็นคันธัพพะไม่. ยกฺโข โน ภวํ ภวิสฺสติ. - ท่านผู้เจริญของเราคงจะเป็นยักษ์แน่. น โข อหํ พฺราหฺมณ ยกฺโข ภวิสฺสามิ - ดูก่อนพราหมณ์, เราไม่ได้เป็นยักษ์เลย. มนุสฺโส โน ภวํ ภวิสฺสติ - ถ้าอย่างนั้น
น.129 ท่านผู้เจริญของเราคงจะเป็นมนุษย์. น โข อหํ พฺราหฺมณ มนุสฺโส ภวิสฺสามิ - ดูก่อนพราหมณ์, เราจะได้เป็นมนุษย์ก็หามิได้. พราหมณ์นั้นจึงได้ทูลถามว่า เมื่อข้าพระองค์ถามว่าเป็นอะไร ? ก็ล้วนแต่ ตอบว่าไม่ได้เป็นอะไร. อถ โก จรหิ ภวํ ภวิสฺสติ ? - ถ้าอย่างนั้น ท่านผู้เจริญ เป็นอะไรเล่า ? พระพุทธเจ้าได้ตรัสตอบว่า :- เยสํ โข อหํ พฺราหฺมณ อาสวานํ อปฺปหิ่นตฺตา เทโว ภเวยฺยํ ... ฯ ... - ดูก่อนพราหมณ์, อาสวะเหล่าใด ที่บุคคลใดละ ไม่ได้แล้ว จะทำให้เป็นมนุษย์ ; เต เม อาสวา ปหิ่นา - อาสวะทั้งหลายเหล่านั้น เราละได้แล้ว, อุจฺฉินฺนมูลา - กระทำให้มีรากอันขาดแล้ว, ตาลาวตฺถุกตา -ทำให้ เหมือนกับตาล ที่เขาทำลายเสียซึ่งขั้วแห่งยอดแล้ว, อนภาวํ คตา - ถึงความไม่มี อยู่แล้ว, อายตึอนุปฺปาทธมฺมา - มีการไม่งอกขึ้นได้อีกเป็นธรรมดา. เสยฺยถาปี พฺราหฺมณ อุปปลํวา ปทุมํวา ปุณฺฑริกํ วา - ดูก่อนพราหมณ์ เปรียบเหมือนว่า ดอกอุบลก็ดี ดอกประทุมก็ดี ดอกบุณฑริกก็ดี ; อุทเก ชาตํ - มัน เกิดแล้วในน้ำ, อุทเก สิวฑฒิ - มันเจริญแล้วในน้ำ, อุทกํ อจจุคฺคมฺม ติฏฐิติ - มันถูกต้องกับน้ำ ตั้งอยู่, อนุปลิตฺติ อุทเกน - แต่ว่าน้ำหาได้ฉาบทาติดมันได้ไม่ นี้ฉันใด. เอวเมว โข อหํ พฺราหฺมณ - ดูก่อนพราหมณ์, ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน คือข้อที่เรานี้ โลเก ชาโต - เกิดแล้วในโลก, ‘โลเก สํวฑฺโฒ - เจริญแล้วในโลก. โลกํ อภิภุยฺย วิหรามิ - แต่เราครอบงำโลก แล้วตั้งอยู่ ; อนุปลิตฺโต โลเกน - อันโลกฉาบทาติดไม่ได้. พุทโธติ มํ พราหมณ ธาเรหิ - ดูก่อนพราหมณ์, ท่านจงถือว่าเราเป็น "พุทธะ" ดังนี้เถิด. ในกรณีที่กล่าวถึงคันธัพพะ ก็ตรัสตอบอย่างนี้ ในกรณีที่กล่าวว่าเป็นยักษ์ ก็ตรัสตอบอย่างนี้ ในกรณีที่กล่าวว่าเป็นมนุษย์ ก็ตรัสตอบอย่างนี้.
น.130 ท่านทั้งหลาย จงทบทวนดูให้ดี ว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรงปฏิเสธว่า พระองค์เองมิได้เป็นเทวดา มิได้เป็นคันธัพพะ มิได้เป็นยักขะ มิได้เป็นมนุสสะ เพราะเหตุใด ? เพราะเหตุว่ากิเลสที่เป็นเหตุให้ได้ชื่อว่าเทวดา นั้นก็ทรงละได้ เด็ดขาดแล้ว, กิเลสที่เป็นเหตุให้ได้ชื่อว่าคันธัพพะ ก็ทรงละขาดแล้ว, กิเลสที่เป็น เหตุให้ได้ชื่อว่ายักษ์ ก็ทรงละขาดแล้ว, กิเลสที่เป็นเหตุให้ชื่อว่ามนุษย์ ก็ทรงละ ขาดแล้ว. และทรงเปรียบอุปมาว่า เหมือนกับดอกบัวทุกชนิด เกิดในน้ำ เจริญ ในน้ำ แทรกอยู่ในน้ำ โผล่ขึ้นมาจากน้ำ ตั้งอยู่ แต่ว่าน้ำมิได้ติดซึ่งบัวเหล่านั้นเลย ; เหมือนกับพระองค์ เกิดในโลก เจริญในโลก แต่กลับครอบงำโลก โลกไม่ฉาบทา ติดพระองค์ได้, และคำสุดท้ายที่ตรัสว่า จงถือว่าเราเป็นพุทธะเถิด นี้หมายความ ว่าอย่างไร ? ขอให้สังเกตดูให้ดีตรงนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า : พุทฺโธ อิติ มํ พราหมณ ธาเรหิ. คำว่า ธาเรหิ แปลว่า จงทรงไว้ ; ตามภาษาไทยก็แปลว่า "จงถือว่า" ท่านตรัสว่า "จงถือว่า" เราเป็นพุทธะเถิด ; อย่าถือว่าเราเป็นเทวดา เป็นคันธัพพะ เป็นยักษ์ เป็นมนุษย์เลย ดังนี้. เกี่ยวกับข้อนี้ก็มีความลำบากยุ่งยาก ทางภาษาที่ใช้พูดอยู่มากเหมือนกัน ในความหมายธรรมดา มันก็หมายความอย่างหนึ่ง, ในความหมายพิเศษ ก็หมายความไปอีกอย่างหนึ่ง ; ที่เราเคยบัญญัติกันไว้เป็น ๒ อย่าง ว่า ภาษาคน และภาษาธรรม. สำหรับคำแรกที่ว่า เทโว คือเทวดานั้น ; ถ้าภาษาคนก็ต้องหมายถึง เทวดา ตามที่คนทั้งหลายเข้าใจกันว่าอยู่บนฟ้าบนวิมาน เป็นสัตว์พิเศษอย่างนั้น นั้นเป็นภาษาคน มีความหมายอย่างหนึ่ง ; แต่ถ้าเป็นความหมายพิเศษในภาษาธรรม คำว่า เทโว หรือเทวดานี้ ยังหมายถึงพระอรหันต์ทั้งหลาย ในฐานะที่เป็น วิสุทธิเทวะ ; วิสุทธิเทวะ คือเทวดาด้วยอำนาจแห่งความบริสุทธิ์ นี้ก็ยังได้. ภาษา
น.131 มันกำกวมกันอย่างนี้ ; เพราะฉะนั้นเราต้องรู้ ความข้อนี้ หรือข้อเท็จจริงข้อนี้ ว่าเมื่อคนเขาพูดกันอยู่สองคนในที่นี้ เขาใช้ภาษาชนิดไหนพูดกัน. เมื่อพราหมณ์ ทูลถามพระพุทธเจ้าว่า เป็นเทวดาหรือ ? พระพุทธเจ้าตรัสว่า หามิได้. อย่างนี้ ก็หมายความว่า หมายถึงเทวดาชนิดที่ประชาชนเขาเข้าใจกันนั่นเอง. สำหรับ คันธัพพะ นั้น ก็เป็นเทวดาเลว ๆ ประเภทหนึ่ง เป็นพวกนักดนตรี . คำนี้คงจะมีความหมายที่เข้าใจได้ยาก : นักดนตรีถูกจัดเป็นเทวดา หมายความว่า เขาไม่มีทุกข์ไม่มีร้อนเหมือนพวกเทวดา แต่ยังต้องอาศัยดนตรีเป็นเครื่องเลี้ยงชีวิต. เทวดาประเภทนักดนตรีก็มีอยู่พวกหนึ่ง ไม่ใช่เทวดาชั้นเจ้านาย ; แต่ก็ไม่ใช่เทวดา ชั้นไพร่ เพราะว่าทำความพอใจให้แก่เทวดาทั้งหลาย ด้วยฝีไม้ลายมือของตน ; คนเขา จัดไว้เป็นเทวดา หรือสัตว์ประเภทหนึ่งต่างหาก. เมื่อพราหมณ์ทูลถามพระพุทธเจ้า ในลักษณะที่จะกะเกณฑ์ให้เป็นบุคคล เจ้าสำรวยสำราญอย่างนี้; พระองค์ก็ตรัสว่าหามิได้. รวมความว่าไม่เป็นเทวดาทั้ง ๒ พวกนี้ ก็เพราะว่าไม่มีกิเลส ที่เป็นเหตุให้พอใจในความเป็นอย่างนั้น ; ไม่ชอบ ไม่ยึดถือ ไม่บูชา ในความเป็นอย่างนั้น.หรือถ้าจะพูดกันตรงๆ ก็ว่า เห็นเป็นสิ่ง ที่ไร้สาระ น่าขยะแขยง ; จึงได้ตรัสว่าไม่เป็น เทวดา, ไม่เป็น คันธัพพะ ดังนี้. สำหรับคำว่า ยักขะ นี้ก็เหมือนกันอีก ในภาษาคนแปลว่าอมนุษย์พวกหนึ่ง ที่มีความดุร้ายมาก มีอำนาจมาก มีฤทธิ์มีเดชมาก; พระพุทธเจ้าท่านทรงปฏิเสธว่า เราไม่ได้เป็นยักษ์ ตามความหมายนั้น. แต่เราก็อ่านพบในพระสูตรแห่งอื่น ที่เขา สรรเสริญคุณของพระพุทธเจ้าว่า พระองค์ทรงเป็นยักษ์ อย่างบทบาลีที่พระทั้งหลาย ได้สวดเมื่อตะกี้นี้. เขาใช้คำว่า ยักขะ; แต่ในความหมายอย่างอื่น คือในความหมาย ที่ว่า เป็นบุคคลผู้ที่สัตว์โลกต้องบูชา ; เพราะคำว่า ยักขะ นั้นตัวหนังสือแท้ ๆ แปลว่า ผู้ที่ผู้อื่นต้องบูชา.ยักษ์ป่าดุร้ายนั้นคนอื่นก็ต้องกลัวมัน ต้องเซ่นสรวงมัน ก็ต้อง
น.132 บูชายัญให้แก่มัน ; แต่ความหมายอันแท้จริง เขาหมายถึงผู้ที่บุคคลต้องบูชาทั่ว ๆ ไป คือบูชาอย่างดี หรืออย่างเลว หรืออย่างสูงสุด เช่นพระพุทธเจ้าเป็นผู้ที่สัตว์โลกต้อง บูชา ในกรณีอย่างนั้นก็ ได้พระนามว่า เป็นยักษะ ; ส่วนในกรณีภาษาธรรมดานี้ หาได้เป็นยักษ์ในความหมายนั้นไม่ ; เพราะฉะนั้นพระองค์จึงทรงปฏิเสธว่า ดูก่อน พราหมณ์, เราจักเป็นยักษ์ก็หามิได้. ทีนี้ก็มาถึงคำตอบคำสุดท้ายที่ว่า ถ้าดังนั้นท่านผู้เจริญของเราเป็นมนุษย์ หรือ ? พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสตอบว่า หามิได้. ทรงอธิบายโดยความหมายอย่าง เดียวกันว่า กิเลสใด ๆ ที่เป็นเหตุให้ ได้ชื่อว่ายักษ์ หรือได้ชื่อว่ามนุษย์ก็ตาม กิเลส เหล่านั้นเราละได้ขาดแล้ว ให้มีรากเหง้าขาดแล้ว เหมือนต้นตาลที่ถูกทำลายเสียที่ขั้ว แห่งยอดแล้ว จะถึงซึ่งความมีอีกไม่ได้ มีความไม่งอกอีกต่อไปเป็นธรรมดา ดังนี้. คนธรรมดา มีกิเลสที่เป็นเหตุให้เกิดความพอใจอย่างนั้นอย่างนี้, หมายมั่น อย่างนั้นอย่างนี้ ; แม้ที่สุดแต่จะหมายมั่นว่า เราเป็นมนุษย์ดังนี้เป็นต้น. เพราะว่า มีความยึดมั่นถือมั่นแล้ว จะต้องรู้สึกว่าเราเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่เสมอไป ตามความ ยึดมั่นถือมั่นนั้น ; เช่นเดียวกับที่คนทั้งหลายยึดมั่นถือมั่นในความเป็นมนุษย์ของตัว เข้าใจหรือรู้สึกว่าตนเป็นมนุษย์ ; ใครหาว่าไม่ใช่มนุษย์ก็จะโกรธทันที ; นี่คือคน ธรรมดา ที่มีกิเลส, ที่เป็นเหตุให้ได้ชื่อว่าเป็นมนุษย์. ส่วนพระพุทธเจ้านั้นท่าน ไม่มีกิเลสชนิดนี้ ดังนั้นจึงไม่มีทางที่จะเรียกท่านว่า เป็นมนุษย์. ครั้นเมื่อพราหมณ์ผู้นั้นทูลถามไล่เลียงเข้าจริง ๆ ในที่สุดก็ตรัสว่า : จงถือว่า เราเป็นพุทธะเถิด. คำว่า "จงถือว่า" นี้; ฟังดูแล้วก็เข้าใจได้ว่า พระองค์ ทรงบอกให้ผู้นั้นถือว่า ไม่ใช่พระองค์ทรงถือเอง ; เพราะว่าพระองค์ไม่ทรงมีการ ถือสิ่งใด โดยความเป็นสิ่งใด นี่ขอให้ท่านทั้งหลายเข้าใจความข้อนี้ให้แจ่มชัด ว่า “การถือว่า" นี้ย่อมเป็นการถือด้วยความมั่นหมาย.เมื่อพราหมณ์นั้นเขายังมีกิเลส
น.133 เป็นเหตุให้มั่นหมาย เพื่อจะถืออะไร ว่าเป็นอะไร ก็จงถือไปเถิด ; คือให้ถือว่า เราเป็นพุทธะ. แต่ส่วนพระองค์เองนั้นไม่มีกิเลสที่เป็นเหตุให้มั่นหมาย, หรือถือว่า ตนเองเป็นอะไร. ด้วยเหตุนี้จึงได้ตรัสความข้อนี้ว่า : ท่านจงถือว่าเราเป็นพุทธะเถิด ดังนี้. ท่านว่า ใครอยากถือ ก็จงถือว่าเราเป็นพุทธะ ; แต่เราจะไม่ถือว่าเราเป็นอะไร. ที่ว่า ถือว่าเป็นพุทธะ นี้ ก็หมายความว่า มันดีกว่าที่จะถือว่าเป็นมนุษย์ หรือเป็นยักษ์ หรือเป็นเทวดา ; แม้ว่า คำว่าเทวดาจะมีความหมายถึงเทวดาในชั้น กามาวจร รูปาวจร กระทั่งอรูปาวจร คือพวกอรูปพรหมด้วยก็ตาม ก็ยังไม่มีอะไร ดีวิเศษ ที่จะไปถือว่า เราเป็นอย่างนั้น. กิเลสที่เป็นเหตุให้พอใจ หรือถือว่าเป็น อย่างนั้นมิได้มีเหลืออยู่ ; แม้กระทั่งจะถือว่าเป็นพุทธะ ก็มิได้มี. แต่เมื่อจะถือกัน ให้ได้จริง ๆ แล้ว ก็ถือว่าเป็นพุทธะ จะดีกว่า ; จะถูกกว่าที่จะถือว่าเป็นเทวดาชั้นใด ๆ หรือว่าจะเป็นมนุษย์ หรือว่าจะเป็นยักษ์. ในข้อนี้ ท่านทั้งหลายจงสังเกตดูให้ดีๆ : ให้รู้พระหฤทัยของพระพุทธเจ้า, และให้รู้จิตใจของพราหมณ์ที่ทูลถาม ว่าทั้งสองฝ่ายมีจิตใจอยู่กันคนละชั้น ไกลกันลิบ แต่ก็ยังถามกันได้และพูดกันได้ ; เพราะว่าพระพุทธเจ้าท่านทรงทราบ ความหมาย ของบุคคลผู้มีความยึดมั่นถือมั่นแล้ว ท่านก็สนทนากันได้ ทำความเข้าใจกันได้, ไม่จำเป็นที่จะต้องพูดชนิดที่ว่า มันตรงกันข้ามแล้วเข้าใจกันไม่ได้. ส่วนเราผู้เป็น สาวกของพระพุทธเจ้า ก็ต้องเข้าใจในข้อนี้ให้ถูกต้อง. เดี๋ยวจะไปเข้าใจผิดเอาว่า พระพุทธเจ้าท่านอยากจะเป็นพระพุทธเจ้า ; แล้วท่านทรงเที่ยวขอร้อง ให้ใครๆ เรียก ท่านว่าเป็นพระพุทธเจ้า ; อย่างนี้ก็จะเป็นความผิดพลาดที่ยิ่งกว่าใหญ่หลวง เพราะ มันไม่มีความจริงแม้แต่ประการใด. ถ้าขืนทำไปอย่างนั้นจะมีความเสียหาย คือจะไปทำให้ พระพุทธเจ้ากลายเป็นบุคคลผู้มีทิฏฐิ : เช่น สัสสตทิฏฐิ ว่ามีตัวมีตนเป็นนั่นเป็นนี่, เป็นอัตตานุทิฏฐิรู้สึกว่ามีตัวมีตน, หรือมีอัสมิมานะ มีมานะว่าเราเป็นนั่นเป็นนี่,
น.134 ○๙๖ พุทธจริยา ตอนที่ ๔ หรือว่ามีอัตตวาทุปาทาน คือมีอุปาทานแน่นหนาจนถึงกล่าวออกมาทางปากว่าเป็นตัวตน : ทำให้เกิดทิฏฐิ ทำให้เกิดมานะ ทำให้เกิดอุปาทาน เพราะความสำคัญผิดในข้อนี้. พระพุทธเจ้าท่านไม่มีความเป็นอย่างนั้น : ไม่มีสัสสตทิฏฐิ ไม่มีอัตตานุทิฏฐิ ไม่มีอัสมิมานะ ไม่มีอัตตวาทุปาทาน ; แต่ก็กล่าวกับบุคคลอื่นได้ว่า เมื่อท่านจะถือว่า เราเป็นอะไร ก็จงถือว่าเป็นพุทธะเถิด. นี่แหละคือพุทธจริยา ชนิดที่อาตมา เคยให้ชื่อว่า "ปากอย่างใจอย่าง" พุทธจริยาปากอย่างใจอย่างนี้ เป็นสิ่งที่จำเป็น ที่เราจะต้องเอาอย่าง, ที่เราจะต้องถือเอาเป็นตัวอย่างและปฏิบัติตาม ; คือว่าเมื่อ ปากจะพูดอะไรไปตามภาษาชาวโลก ชาวบ้าน เขาพูดกัน ก็พูดได้ โดยที่จิตใจไม่ต้อง เป็นอย่างนั้น, หรือว่าจิตใจมีความเป็นอย่างอื่น ; แต่เมื่อต้องพูดด้วยปากตามภาษา ชาวบ้านก็พูดได้. เพราะฉะนั้นพระอรหันต์ทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ก็ยัง ตรัสว่า "เรา", ยังตรัสว่า "เราเป็น", หรือว่าจงถือว่า "เราเป็น". ในที่ทั่วๆ ไปก็มี ตรัสว่า : ตถาคตเป็นนั่นเป็นนี่ก็มี อย่างนั้นอย่างนี้เป็นลักษณะที่ทำให้เรียกว่าตถาคต ; อย่างนี้ก็มี. พุทธจริยาข้อนี้ เป็นสิ่งที่จะต้องถือเอาตาม และเอามาใช้ให้เป็นประโยชน์ : คือมีหลักว่า การพูดจานั้นก็พูดไป ได้ ตามที่เขาพูดกัน ; แต่ว่าจิตใจนั้น ไม่จำเป็น จะต้องยึดถือตามที่ปากพูดเช่นนั้น. นี้เป็นเรื่องที่ควรจะถือเป็นหลักทั่ว ๆ ไป เกี่ยวกับ พระพุทธเจ้า หรือพระอรหันต์ทั้งหลาย ที่ท่านต้องมีการประพฤติหรือกระทำอย่างนี้ ในฐานะที่เป็นพุทธจริยาอย่างหนึ่งของพระพุทธเจ้านั่นเอง. ขอให้ช่วยทำความเข้าใจ กันให้ดี ๆ. ๒. พระพุทธคุณ บทว่า อรห° ทีนี้ ก็อยากจะกล่าวถึงพระพุทธจริยาอย่างอื่นต่อไปอีก พุทธจริยาที่อยาก จะกล่าวถึงในตอนนี้ก็คือ พระพุทธคุณทั้งหลาย แต่ว่าจะกล่าวในลักษณะที่เป็น จริยา เล็งถึงการประพฤติ หรือการกระทำ ที่ท่านทรงประพฤติกระทำ.
น.135 สิ่งที่เรียกว่าพุทธคุณ เราก็ท่องกันได้ทุก ๆ คนว่า : อิติปี โส ภควา อรหํ สมฺมา สมฺพุทฺโธ วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน เป็นต้น. นี้ก็ไม่ต้องอธิบายว่าเป็น พุทธคุณอย่างไร ; แต่จะอธิบายถึงพระคุณข้อหนึ่ง ๆ นั้นว่า มีอยู่ในลักษณะที่เป็น พระพุทธจริยาอย่างไร. สำหรับพระพุทธคุณบทที่ว่า อรหํ ซึ่งแปลว่าอรหันต์นั้น ในมธุบิณฑิกสูตร มัชฌิมนิกาย ได้กล่าวไว้ว่า พระอรหันต์สัมมาสัมพุทธะ ก็ยังประกอบอยู่ด้วยคุณ ๕ อย่าง : คุณบทอย่างแรกคือ กาเมหิ วิส°ยุตฺโต วิหรฺโต - ซึ่งแปลว่า ปราศจาก กามทั้งหลาย ดำรงชีวิตอยู่ ; หมายความว่ามีชีวิตอยู่โดยไม่เกี่ยวข้องกันกับกาม ทั้งหลาย. คำว่า กามทั้งหลาย ในที่นี้ก็หมายถึงวัตถุกาม คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ตลอดถึงธัมมารมณ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความรักความพอใจ ที่เรียกว่า วัตถุกาม. ที่ว่ามีชีวิตอยู่อย่างปราศจากกามทั้งหลายเหล่านี้ ก็เพราะว่าพระอรหันต์ ทั้งหลาย ไม่มีกิเลสกามอยู่ในใจ. ถ้าพูดให้ถูกต้อง ก็พูดว่าไม่มีทางที่จะมีการเกิด แห่งกิเลสกามขึ้นในใจ ; เมื่อไม่มีกิเลสกามในภายในแล้ว วัตถุกามทั้งหลายในภายนอก ก็มีไม่ได้ : คือไม่ถูกรู้สึกว่าเป็นกาม แม้ว่าสิ่งเหล่านั้นจะมีอยู่อย่างยั่วยวน อย่างที่มี ความหมายตามหน้าที่ของคำว่ากาม ; แต่มันกลายเป็นไม่มี แก่บุคคลผู้ไม่มีกิเลสกาม ; เพราะมีชีวิตอยู่อย่างนี้ตลอดเวลา เรียกว่ากาเมหิ วิสิยุตฺโต นี้เป็นคุณบทของพระอรหันต์ ซึ่งเล็งถึงความที่มีจิตใจบริสุทธิ์สะอาด. คุณบทที่ ๒ ของพระอรหันต์คือคำว่า พราหมโณ. ผู้ที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับ ภาษาทั้ง ๒ ชนิดอย่างที่กล่าวมาแล้ว ก็จะเข้าใจไม่ได้ แล้วก็จะเถียงว่าพระอรหันต์จะ เป็นพราหมณ์ไปได้อย่างไร. ข้อนี้ต้องรู้ไปถึงข้อที่ว่า คำว่า "พราหมณ์ - พราหมณ์" นั้นหมายความว่าอย่างไร ? คำว่า พราหมณ์ แปลว่าผู้หมดบาป หรือว่าผู้ลอยบาป
น.136 ได้แล้ว มาแต่เดิม; แต่ว่าที่แล้ว ๆ มานั้น ลอยไม่จริง. เดี๋ยวนี้หมายถึงการลอยจริง ลอยได้ และลอยเสร็จแล้ว จึงได้ชื่อว่าพราหมณ์ เพราะลอยบาปได้ จึงเกิดความ หมายอันที่ ๒ ขึ้นมาว่า ประเสริฐ ฉะนั้น พราหมณ์ในความหมายที่สองก็แปลว่า ผู้ประเสริฐ. พระอรหันต์เป็นผู้ประเสริฐ เพราะลอยบาปได้; และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระพุทธเจ้านั้นมีคุณบทที่น่าสนใจอยู่อีกบทหนึ่ง คือบทว่า นหาตโก ซึ่งแปลว่าผู้เสร็จ จากการอาบน้ำแล้ว; ดังที่พระภิกษุทั้งหลายได้สวดไปเมื่อตะกี้นี้ว่า นหาตกสฺส - ท่านเป็นผู้มีการอาบล้าง อันกระทำสำเร็จแล้ว; โดยความหมายแท้ ๆ ก็คือว่าอาบน้ำ เสร็จแล้ว หรือว่าเสร็จเรื่องการอาบน้ำแล้ว ไม่ต้องอาบน้ำอีกต่อไป. พระอรหันต์ ทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข เป็นผู้อาบน้ำแล้ว ก็คือลอยบาปได้แล้ว, ล้างบาปได้แล้ว ถึงความเป็นผู้ประเสริฐ; จึงมีคำอีกคำหนึ่งเกิดขึ้นมา สำหรับเรียก พระองค์ว่า พฺรหฺมสตฺโต เป็นสัตว์ประเสริฐ, หรือว่าเป็นพรหมสัตว์ เป็นสัตว์สูงสุด ประเสริฐที่สุด เพราะว่าล้างบาปเสร็จแล้ว. คุณบทข้อที่ ๓ ก็มีว่า ฉินฺนกุกฺกุจโจ แปลว่า ผู้มีความรำคาญอันตัดได้ขาด แล้ว . คำนี้คงจะน่าหวัว หรือจะชวนฉงน. สำหรับคนบางคนที่ไม่เข้าใจ. ความหมาย ของคำ ๆ นี้ คือมีการบอกว่า พระอรหันต์นั้นเป็นผู้ไม่รำคาญอีกต่อไป, เป็นผู้ไม่มี ความรำคาญในอะไร ๆ ได้อีกต่อไป. บางคนอาจจะเห็นว่าเป็นของพูดเล่น ๆ ในการ ที่คนจะไม่มีความรำคาญในสิ่งใด. ถ้าเป็นอย่างนี้ ขอให้คิดดูให้ดี ๆ ว่า ความ รำคาญนั้นมันหลายชั้น หรือว่าหลายสิบชั้นก็ได้; บางทีเราก็รำคาญตัวเองจนไม่รู้จะ ทำอย่างไรถูก. ถามว่ารำคาญอะไร ? ก็บอกไม่ถูก, ก็บอกโง่ ๆ ไปว่า รำคาญตัวเอง. ความรำคาญนี้มันเป็นเครื่องวัดอย่างดี ว่าจะยังมีกิเลสเหลืออยู่แม้แต่ นิดหนึ่งหรือหาไม่ ? ถ้ายังรำคาญในสิ่งใดอยู่ ; ก็หมายความว่า ยังมีกิเลส ,
น.137 กิเลสเป็นเหตุให้รบกวน และเป็นเหตุให้เกิดความรำคาญ. จะหมดความรำคาญได้ ก็ต่อเมื่อเป็นพระอรหันต์; หมายความว่า ความรำคาญนี้มันมาจากกิเลส. แม้จะไม่มี กิเลสอย่างหยาบ ๆ เหมือนที่ปุถุชนมี หรือพระอริยเจ้าขั้นต้น ๆ มี; มันก็ยังไปมีความ รำคาญชั้นสูง ที่จะต้องละด้วยอรหัตตมรรค. ต่อเมื่อละได้ด้วยอรหัตตมรรคชนิด นั้นแล้ว ความรำคาญจึงจะไม่เหลืออยู่ แม้แต่ในลักษณะอย่างไร; นี่คุณธรรมของ พระอรหันต์มี อย่างที่ชาวบ้านอาจจะหัวเราะว่า มีความรำคาญอันตัดได้ขาดแล้ว. คุณบทที่ ๔ ต่อไปมีว่า ภวาภเว วีตตณฺโห - เป็นผู้ปราศจากตัณหาในภพ น้อย ภพใหญ่. พระอรหันต์ทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ไม่มีตัณหา ในภพชนิดใด ในที่นี้เรียกว่า ภวะ อภวะ, ภวา ภวะ ซึ่งมักจะแปลกันว่า ภพน้อยหรือภพใหญ่; และบางคนก็จะแปลว่า ภพอันเจริญและไม่เจริญ; ความ หมายมันก็เหมือนกัน. ภพใหญ่หรือภพเจริญนั้นก็หมายความว่า เป็นความเป็นที่น่า พอใจ : ที่เรียกว่ามีความสุข เป็นที่น่าพอใจ. ถ้าภพน้อยหรือภพอันไม่เจริญ ก็คือไม่มีความสุข และแถมจะมีความทุกข์เสียด้วย. ภพก็มีแต่สองภพ คือภพน้อยและ ภพใหญ่อย่างนี้; แต่ที่ว่าจะแจกเป็นใหญ่มากใหญ่น้อยหรือว่าเล็กมากเล็กน้อย นี้มัน ก็เป็นเพียงข้อปลีกย่อย ไม่ทำให้เกิดความแตกต่างไปในทางที่ว่ามันจะต้องจำแนก ออกไปอีกพวกหนึ่ง. ฉะนั้น พูดแต่ว่าภพน้อยภพใหญ่ก็พอแล้ว ท่านไม่มีตัณหา ที่จะไปสู่ภพอันเจริญ ที่น่าสนุกสนาน, หรือว่าไปสู่ภพอันแห้งแล้ง หาความสนุกสนาน มิได้. คนเราก็มีตัณหา อยากจะไปสู่ภพที่เจริญ คือมีอะไรที่มันตรงกับความ ประสงค์ของตัณหานั้นเองมาก; และแม้ว่าจะเจริญมากหรือจะเจริญน้อย ก็ยังต้องการ ไปเสียทั้งนั้น. ส่วน พระอรหันต์นั้น มองเห็นภพโดยความเป็นภัยอยู่โดย ประการทั้งปวง ไม่ว่าภพน้อยหรือภพใหญ่; ขึ้นชื่อว่าภพแล้ว ต้องมาจากอุปาทาน
น.138 มันเกิดขึ้นได้จากอุปาทานซึ่งมาจากตัณหา แล้วก็มาจากอวิชชา; ดังนั้นสิ่งที่เรียกว่า ภพนั้น จึงเป็นภัย คือเป็นอันตรายหรือน่ากลัว, หรือน่าเกลียดน่าชัง น่า ขยะแขยง ในที่สุด. ขอให้สังเกตดูให้ดี ๆ ว่า บางทีความกลัวของเรา ก็กลัวในสิ่งที่น่าขยะแขยง : อย่างกลัวกิ้งกือ ตุ๊กแก กลัวจิ้งจก อะไรทำนองนี้ ก็กลัว; แต่มิใช่กลัวเพราะว่า มันจะกัดเราตายได้ แต่กลัวเพราะมันน่าขยะแขยง; ความน่าขยะแขยงก็ยังเป็นที่ตั้ง แห่งความกลัว. เมื่อมองเห็นในแง่นี้แล้ว ก็จะเห็นได้ทันทีว่า ขึ้นชื่อว่าภพที่มาจาก อวิชชาเป็นต้นเหตุแล้ว มันก็เป็นของน่ากลัว; ดังนั้นจึงไม่มีความอยากในภพ ชนิดไหน คือไม่อยากเป็นอะไร : เศรษฐีก็ไม่อยากเป็น ขอทานก็ไม่อยากเป็น, อยู่ตรงกลาง ๆ ระหว่างเศรษฐีกับขอทาน ก็ไม่อยากเป็น. ไม่อยากเป็น ก็หมายความว่า ไม่ต้องการจะเป็นอะไร ; อย่างนี้ มันสบายกว่า. ในใจอย่าเป็นอะไร ข้างนอกนี้เขาจะสมมติว่าเป็นอะไรก็ตามใจเขา. ข้อนี้ก็อย่างเดียวกับพระพุทธเจ้า ในกรณีที่กล่าวมาแล้วว่า ถ้าท่านอยากจะเรียกฉันว่า เป็นอะไร ก็จงเรียกว่าเป็นพุทธะ เถิด; แต่ว่าในใจของพระองค์นั้น ไม่มีความ รู้สึกที่จะเป็นอะไร. ถ้าไปยึดถือว่าเป็นพุทธะ มันก็จะเป็นภพอันใดอันหนึ่งขึ้นมา; ภพทั้งหลายเป็นของน่าเกลียด เป็นภัย. ฉะนั้นจะมีความรู้สึกเช่นนั้นขึ้น ในพระหฤทัย ของพระพุทธเจ้าไม่ได้; พระอรหันต์ทั้งหลายปราศจากตัณหา : คือความอยากเป็น ในภพทุกอย่าง, ทั้งภพน้อยและภพใหญ่; กล่าวสั้น ๆ ก็ว่า ไม่มีภวตัณหา ในเมื่อ บทแรกที่สุดหมายถึงไม่มีกามตัณหา. คุณบทข้อที่ ๕ คือคำว่า อกถํกถี คำนี้ก็สำคัญมาก ควรแก่การเข้าใจ ควรแก่การทำความเข้าใจ อกถํกถี เป็นคุณบทของพระพุทธเจ้า เหมือนที่พระสงฆ์ ทั้งหลาย ได้สวดสรรเสริญคุณเมื่อตะกี้นี้มาแล้ว ซึ่งแปลว่า เป็นผู้ที่ไม่มีการถามผู้ใด
น.139 ด้วยคำถามว่าอะไร หรืออย่างไร. เป็นผู้ ไม่ถามผู้ใดว่าอะไรหรืออย่างไร ; เหมือน ที่เราถามผู้อื่นอยู่เป็นประจำวัน. เพราะเหตุใด พระพุทธเจ้าท่านจึงไม่มีคำพูดว่า อะไร หรือ อย่างไร? ก็เพราะว่า ท่านรู้สิ่งที่ควรจะรู้นั้นหมดทุกสิ่งทุกอย่าง. สิ่งที่ไม่ควรจะรู้ ท่านก็ไม่ประสงค์จะรู้ ฉะนั้นท่านจึงไม่ไปเที่ยวถามใครว่าอะไร อย่างไร ให้เหนื่อยพระโอษฐ์, ส่วนที่ควรจะรู้ก็รู้เสียหมดแล้ว. ฉะนั้นคำพูดที่ว่าอะไรหรือ อย่างไร เช่นนี้จึงไม่มีแก่พระพุทธเจ้า; แม้ว่าท่านจะถามเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ : อย่างว่า มีอะไร มีคนมาถวาย ท่านไม่ทราบว่าจะเรียกว่าอะไร อย่างนี้ ในใจของท่านก็ไม่มี ความหมายที่จะต้องถามผู้นั้นว่า อะไร ซึ่งเป็นส่วนของความอยากรู้ หรือความยึด มั่นถือมั่น; ท่านจะถามก็ได้ ไม่ถามก็ได้; แม้ถาม ก็ไม่มีคำถามอย่างชาวบ้าน ธรรมดา ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ. ถ้าเรื่องราวที่เกี่ยวกับความดับทุกข์แล้ว เป็น อันว่าไม่มีการถาม, คือไม่มีการใช้คำว่าอะไร หรือคำว่าอย่างไร. เราจะพูดอะไร ออกไปว่า อะไร หรือว่า อย่างไร มันก็ล้วนแต่กิเลส ตัณหาทั้งนั้น. จะยกตัวอย่างให้ฟังเหมือนอย่างว่า มีอะไรก้อนดำ ๆ มาวางอยู่ที่ ตรงหน้า เราถามผู้อื่นว่าอะไร ? นี้เราถามด้วยความอยากจะรู้ว่ามันเป็นอะไร ? จะเอา มาขายได้ไหม ? มากินได้ไหม หรือถามด้วยความกลัวว่า มันเป็นอะไร ? มันจะกัด ฉันตายไหม ? อย่างนี้เรียกว่า เป็นผู้ถามด้วยคำถามว่าอะไร หรือว่าอย่างไร อย่างที่มี ความหมาย. ส่วนก้อนอะไรดำ ๆ ตรงหน้าพระพักตร์พระพุทธเจ้านั้น; สมมติว่าท่าน จะถามว่าอะไร ? ก็ไม่ได้มีความหมายอย่างนั้น คือไม่มีความหมายว่าท่านอยากได้สิ่งนั้น หรือว่าท่านกลัวสิ่งนั้น, หรือว่าท่านมีความสงสัยในสิ่งนั้นว่ามันจะเป็นอะไร. ฉะนั้น จึงต่างกัน เราจึงถือว่าท่านไม่มีการถามว่าอะไรหรืออย่างไร ด้วยอำนาจของกิเลส ตัณหา มานะทิฏฐิ เลย; ความหมายของคำว่า อกถํกถี มีอยู่อย่างนี้. ทั้ง ๕ คุณบทนี้ ที่กล่าวไว้ในมธุปิณฑิกสูตร ล้วนแต่เป็นพุทธจริยา ที่เราจะต้องสังเกตให้เข้าใจ ; เพื่อเข้าใจพระพุทธเจ้า แล้วเพื่อจะทำตามด้วย;
น.140 ทำตามตามความหมายนั้นชัดดีอยู่แล้ว; ว่า "เป็นผู้บรรเทากามเสียเถิดนะพราหมณ์" นี้เป็นคำตรัสของพระพุทธเจ้า. จงเป็นผู้พยายามชำระชะล้างซึ่งบาป ซึ่งอกุศลเสีย, แล้วก็ละกิเลสสังโยชน์ อนุสัยอันเป็นเหตุให้มีความรำคาญเสีย, แล้วตัดตัณหาในภพ ทั้งปวงเสีย, แล้วก็ไม่ต้องสนใจอะไร ในลักษณะที่มันเป็นไปด้วยกิเลสตัณหา; อยากรู้ จะถามก็ได้ แต่ไม่ต้องมีกิเลสตัณหาเป็นเครื่องบีบบังคับ หรือรบกวนให้ต้องเที่ยวถาม. นี้ก็เป็นพุทธจริยา แสดงคุณบทของความเป็นพระอรหันต์อยู่ที่พระพุทธเจ้า จงดูกัน ในแง่ที่ว่าเป็นพุทธจริยาอย่างไร. เมื่อมีคุณธรรมอย่างนั้น ตามที่กล่าวไว้ในสูตรนั้น ก็จะมีความหมาย ที่ปรากฏออกมาจากบุคคลผู้เป็นพระอรหันต์, หรือว่าเป็น ปรากฏการณ์ สำหรับบุคคลผู้ เป็นพระอรหันต์. ดังที่เราเข้าใจกันดีอยู่แล้วทั่ว ๆ ไป แล้วสอนกันมาเรื่อย ๆ นานมาแล้ว ว่า พระอรหันต์นั้นแปลว่าผู้ควร, หรือว่าผู้หักสังสารจักร, หรือว่า ผู้ไกลจาก กิเลสบาปธรรมทั้งปวง . ถ้าเราเข้าใจคุณบทข้างบน เราจะมองเห็นความเป็นผู้ควร, หรือว่าเป็นผู้หักสังสารจักร, หรือว่าเป็นผู้ไกลจากบาปธรรม อย่างแจ่มแจ้งได้โดยง่าย. สำหรับคำว่า พระอรหันต์เป็นผู้ควรนั้น เราจะมองเห็น ความควร นี้ได้ หลาย ๆ อย่าง :- ควรแก่ความเป็นมนุษย์ ก็ได้, ควรแก่การกราบไหว้ ก็ได้, ควรแก่ ของทักษิณา ก็ได้, ควรถือเอาเป็นแบบอย่าง ก็ได้; มันมากมายหลายควรทีเดียว. ควรแก่ความเป็นมนุษย์ นี้มีความหมายง่าย ๆ สั้น ๆ ว่า : ถ้ายังไม่บรรลุ ถึงความเป็นพระอรหันต์ก็ยังไม่บรรลุถึงความเต็มเปี่ยม แห่งความเป็นมนุษย์. ความเป็น มนุษย์ของมนุษย์นั้น จะสูงสุดอยู่ที่ความเป็นพระอรหันต์ ; ฉะนั้น ผู้ที่เป็นพระอรหันต์ จึงเรียกได้ว่า เป็นผู้ควรแก่ความเป็นมนุษย์ . ที่ว่า ควรแก่การกราบไหว้ นั้น ก็เพราะว่าท่านมีอะไร ๆ อย่างที่กล่าวแล้ว ข้างต้น ๕ อย่าง; เพียง ๕ อย่างเท่านั้น ก็ควรแก่ความเป็นมนุษย์ แล้วก็ควร แก่การกราบไหว้.
น.141 ที่ว่า ควรแก่ของทักษิณานี้ จงเข้าใจสิ่งที่เรียกว่าทักษิณา : ทักษิณา นั้นคือวัตถุ ที่เขาจัดหรือตั้งไว้ ในฐานะเป็นวัตถุสูงสุด ที่จะทำให้เกิด ประโยชน์แก่บุคคลทั้งหลาย รวมทั้งบุคคลที่ตายไปแล้ว. สมมติว่าเรามีอะไร ที่จะจัดไว้ในฐานะเป็นของสูงสุด เป็นของดีที่สุด ที่มนุษย์จะถือกันได้ว่าเป็นของดี ; แล้วก็มีคำถามขึ้นมาว่า ใครเป็นผู้สมควรที่จะกินของนั้น ? คนไหนบ้างที่มีคุณสมบัติ ในตัว สมควรที่จะกินของนั้น ? ถ้าไม่มีความสมควร หากไปกินเข้า มันก็กลายเป็นเรื่อง ฉ้อฉลเป็นเรื่องไม่ยุติธรรม เป็นเรื่องที่ไม่ตรงต่อธรรม. ผู้ที่มีคุณสมบัติสูงสุดเท่านั้น จึงสมควรแก่สิ่งของสูงสุด ที่เขาอุทิศตั้งไว้. คำว่า "ทักษิณา" นี้ ตามธรรมดาเขาแปลว่า ขวามือหรือข้างขวา, หมายถึง ความถูกต้องหรือสูงสุด. พระอรหันต์เป็นผู้ที่ควรแก่ทักษิณา หรือวัตถุที่ตั้งไว้ใน ลักษณะเป็นของสูงสุด. แต่ถ้าจะหมายถึงการเวียนประทักษิณ มันก็หมายความว่า การแสดงความเคารพที่สูงสุด. เดินเวียนประทักษิณ คือมีมือข้างขวาอยู่ทางบุคคล หรือวัตถุที่เป็นที่ตั้งแห่งความเคารพ ; อย่างนี้มันก็จะกลายเป็นการควรแก่ กราบไหว้ไป, ที่เราได้กล่าวมาแล้วในข้อต้น ๆ. ดังนั้นในข้อนี้ จึงหมายถึงทักษิณา ที่หมายถึงวัตถุที่ตั้งไว้ในฐานะเป็นของสูงสุด. แล้วคำว่า ควรแก่การถือเป็นตัวอย่าง นั้นชัดเจนแล้ว ; ไม่มีอะไรที่จะ เป็นตัวอย่างที่ดีไปกว่าพระพุทธจริยา ที่แสดงออกมาโดยคุณบทเหล่านั้น. ทั้งหมดนี้ เรียกว่า เป็นความหมายของคำว่าพระอรหันต์ เป็นผู้สมควร, สมควรแก่ทุกอย่าง ที่มีความสมควร. ทีนี้ก็มาถึงคำว่า ผู้หักเสียซึ่งสังสารจักร ; ro สังสารจักรหรือสังสารวัฏฏ์ นี้มีความหมายเป็นอย่างเดียวกัน : วัฏฏ แปลว่ากลม, สังสารวัฏฏี ก็แปลว่า วงกลมของการว่ายเวียน, สังสารจักร : จักรแปลว่าล้อ ล้อก็มีความหมายว่ากลม
น.142 ถ้าไม่กลมมันหมุนไม่ได้ ; ฉะนั้นคำว่าจักรจะต้องหมายถึงของกลม เพราะเดิมแท้ มันหมายถึงล้อเช่นล้อเกวียนเป็นต้น ก็คือของกลม ๆ. สังสารจักรก็คือวงกลมที่แล่นไป หรือหมุนไปเช่นเดียวกัน. การที่ทำให้วงกลมหมุนไปไม่ได้อีกต่อไปนั้น เรียกว่า การหักเสียซึ่งสังสารจักร. การหักเสียซึ่งสังสารจักร ก็ไม่มีอะไรมากกว่าที่ว่า ทำลาย วงล้อเสียสักส่วนหนึ่ง. วงล้อสังสารวัฏฏ์ หรือสังสารจักรนั้น ประกอบอยู่ด้วย กง ๓ ตัว ; คือแบ่งวงกลมออกเป็น ๓ ส่วน : ส่วนหนึ่งเป็นกิเลส ส่วนหนึ่งเป็น กรรม ส่วนหนึ่งเป็นวิบาก ; พอ ๓ ส่วนนี้มันกันเข้าดีแล้ว มันก็กลม, พอกลม มันก็วิ่งไปได้. ถ้าทุบทำลายเสียหนึ่งในสาม ของวงกลม มันจะวิ่งไปได้อย่างไร ; หลับตาก็มองเห็น. ที่นี้เราจะทุบที่ส่วนไหนที่จะทุบได้, ที่อยู่ในวิสัยที่จะทุบได้, หรือว่าเป็นผลดีที่สุด ; มันก็ควรจะทุบส่วนที่มันเป็นต้นเหตุ : ส่วนนั้นก็คือส่วนที่ เรียกว่ากิเลส ; เพราะว่ากิเลสนี้เป็นสิ่งที่สกัดกั้นก็ยังได้ ทำลายก็ยังได้ โดยอาศัย ความรู้เรื่องการเกิดขึ้นแห่งกิเลส. ผู้ที่รู้เรื่องกิเลส ก็สามารถจะขจัดกิเลสหรือ ควบคุมกิเลส ไม่ให้ทำหน้าที่ในที่นั้น หรือในเวลานั้น ; เพราะฉะนั้นลูกล้อนั้น มันก็หมุนไม่ได้. นี้เรียกว่าเป็นผู้หักสังสารจักร เพราะว่าทำลายส่วนที่เป็นกิเลสใน วัฏฏะเสียได้. อีกทางหนึ่งกล่าวได้ว่า หยุดกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาทเสียได้ ก็เท่ากับหัก สังสารจักร ; เพราะว่าสังสารจักรก็คือกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท ที่หมุนไปจนครบ รอบวงนั่นเอง. เรื่องปฏิจจสมุปบาทเป็นอย่างไร ก็พูดกันมากมายที่สุดแล้วในเรื่อง อิทัปปัจจยตา, หรือเรื่องปฏิจจสมุปบาทโดยตรง; ไปหารายละเอียดศึกษาจาก คำบรรยายนั้น ๆ. ในที่นี้ก็จะชี้แต่เพียงว่า เริ่มขึ้นด้วยอวิชชา : นี้เป็นกิเลส - อวิชชา เกิดแล้วก็ปรุงเป็นสังขาร. นี้ก็เป็นกรรมตามธรรมชาติ, กิเลสอวิชชานี้เป็นตามธรรมชาติ ;
น.143 ดังนั้นกรรมก็เป็นตามธรรมชาติ. สังขารเป็นกรรม ก็ปรุงให้เกิดวิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา. ทั้งหมดนี้เป็นวิบาก, กด วิบากที่เป็นไปตามธรรมชาติ ทีนี้หลังจากเวทนาก็จะเกิดตัณหาและอุปาทาน ; นี้คือกิเลสที่มีเจตนา ที่ยิ่งไปกว่า ธรรมชาติ : กล่าวคือกิเลสในความรู้สึกของสัตว์ที่มีเจตนา. ตัณหาและอุปาทานจึงเป็น กิเลสโดยตรง ; อุปาทานเป็นเหตุให้เกิดภพ ; ภพในที่นี้เป็นกรรม. ภพนี้ก็ ทำให้เกิดชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส ซึ่งเป็นวิบาก โดยแท้. นี้เราจะเห็นได้ว่า ปฏิจจสมุปบาททั้งสายนั้นเป็นวัฏฏะ มันจุดชนวนขึ้น มาจากสิ่งที่ไม่มีเจตนาก่อน : ตาสักว่าตา อาศัยรูปเกิดจักษุวิญญาณ ; อย่างนี้ ไม่มีเจตนา แล้วก็อาศัยอวิชชาเข้าผสมโรง ก็เป็นอวิชชาตามธรรมชาติ ยังมิใช่เจตนา. แต่พอมันสำเร็จรูปเป็นเวทนาขึ้นมาแล้ว, เป็นความรู้สึกที่เรียกว่าเวทนาแล้ว, มันจะมี ตัณหา อุปาทาน ซึ่งเป็นกิเลสโดยสมบูรณ์. "กิเลสโดยสมบูรณ์ คือตัณหา เวทนานี้ มันมาจากวัฏฏะที่ไร้เจตนาข้างต้น ; คือนับตั้งแต่อวิชชา สังขาร วิญญาณมา จึงรวม เอาไว้หมด ในคำว่ากิเลส : คือตัณหาและอุปาทาน. ฉะนั้นส่วนนี้เองเป็นส่วนที่ จะทำลายได้ไม่ยาก, กล่าวคือส่วนที่ยังเป็นธรรมชาติ ยังไม่มีเจตนา ; คือว่า เรา ระวังตา หู จมูก ลิ้น กาย ไว้ด้วยสติสัมปชัญญะ ให้มันเป็นเพียงสัมผัสล้วน ๆ อย่าเป็นอวิชชาสัมผัส การที่สะกัดไว้ได้ที่ตรงนี้ ให้เป็นเพียงผัสสะล้วน ๆ ก็ทำให้วงล้อนั้นกลม ไม่ได้ ; มันขาดส่วนที่เป็นกิเลสอยู่ มันกลมไม่ได้. แต่ว่าเรายังต้องระวังอยู่ หรือควบคุมอยู่ เพราะว่าเรายังไม่เป็นพระอรหันต์ ยังจะเผลอเมื่อไรก็ได้.ก็ แต่ถ้ายัง มีสติสัมปชัญญะควบคุมได้ วงกลมนี้ก็ยังไม่เกิดเหมือนกัน, คือหมุนไปไม่ได้ เหมือนกัน ; ก็เรียกว่าเป็นผู้ที่หักสังสารจักรอย่างสมัครเล่น ชั่วคราวก็ได้, หรือ
น.144 เรียกว่าหยุดกั้นกระแส, สกัดกั้นกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาทไว้ก็ได้. หักสังสารจักร โดยแท้จริงนั้น ก็คือว่าหมดกิเลส เพราะไม่มีความยึดมั่นถือมั่นโดยประการทั้งปวง ซึ่งเป็นลักษณะของพระอรหันต์เท่านั้น. ที่จะกล่าวได้ว่าเป็นผู้หักสังสารจักรโดย ประการทั้งปวง ข้อนี้มีความสำคัญอยู่ที่ ละความยึดมั่นถือมั่นได้โดยเด็ดขาด. เรื่องที่ควรจะทราบกันไว้เป็นความรู้ เป็นการเลื่อนชั้น เป็นการเขยิบไป ข้างหน้าก็คือว่า ความมั่นหมาย, หรือความยึดมั่นถือมั่น โดยความเป็นตัวตน นั่นแหละ, มันเป็นตัวเหนียวแน่น ของสิ่งที่เรียกว่าสังสารวัฏฏ์ หรือสังสารจักร. สำหรับพระอรหันต์ทั่วไปเรียกว่าท่านละ โลภะ โทสะ โมหะได้ จึงไม่มีความ หมายมั่น ในสิ่งที่เป็นที่ตั้งแห่งความหมายมัน. แต่สำหรับพระพุทธเจ้านั้น มีระบุ ไว้ชัดใน มูลปริยายสูตร ว่าท่านไม่มีความหมายมัน ; เพราะท่านรู้โดยนัยแห่ง ปฏิจจสมุปบาท โดยอาการที่สำคัญที่สุดว่า : นันทินั้นเป็นมูลแห่งความทุกข์ เมื่อ ชาติมีขึ้นมาเพราะมีภพ เมื่อมีภพแล้ว ชรา มรณะ เป็นต้องมี. ท่านมีความ รู้อย่างนี้ ความหมายมันจึงเกิดไม่ได้, คือมันเป็นความรู้ที่ละเอียด ที่สูง ที่สุขุม สำหรับพระพุทธเจ้า. พระอรหันต์ทั่วไปเพียงแต่ละโลภะ โทสะ โมหะ ได้ในระดับทั่วไป; ก็ยุติ ความหมายมั่นได้เหมือนกัน ; แต่ว่าการยุติความหมายมัน หรือทำลายความ หมายมั่นนั้น มิได้มีระดับเท่ากัน. ดังนั้น เราจึงมีหนทางที่จะเปรียบเทียบว่าระงับ ความหมายมั่นตามแบบของพระพุทธเจ้าแท้ ๆ นั้น ก็ลักษณะหนึ่ง, ในลักษณะของ พระอรหันต์ทั้งหลาย ก็ลักษณะหนึ่ง, ในลักษณะของพระอนาคามี สกิทาคามี โสดาบัน ก็หย่อนลงมา อ่อนลงมา ในลักษณะหนึ่ง, กระทั่งแม้ว่า ปุถุชนเราถ้ามี สติสัมปชัญญะ ได้ยินได้ฟังคำของพระอริยเจ้าแล้ว เอามาทำให้เป็นสติสัมปชัญญะ มันก็หยุดความหมายมั่นได้ตามโอกาส ที่ควรจะกระทำได้เหมือนกัน.
น.145 สำหรับสิ่งอันเป็นที่ตั้งแห่งความหมายมั่นนั้น ได้ตรัสไว้ถึง ๒๔ อย่าง ด้วยกัน ล้วนแต่เป็นสิ่งที่น่าสนใจ ; เพราะว่าแสดงให้เห็นลำดับที่สูงขึ้นไป สูงขึ้นไป สูงขึ้นไป อย่างที่เรียกว่าน่าดู หรือว่าน่าสนใจ หรือน่าสังเกต .. เกม สิ่งที่เป็นที่ตั้ง แห่งความหมายมั่น ๒๔ ประการนั้นมีว่า ชั้นที่ ๑ ดิน คือหมายมั่นดิน โดยความเป็นดิน จนว่าแม้แต่ดินก็จะเป็นตัว เป็นตนของดินขึ้นมา มีความหมายสำหรับจะให้คนโง่ไปยึดมั่นถือมั่น. ชั้นที่ ๒ ก็คือน้ำ ชั้นที่ ๓ ก็คือไฟ. ชั้นที่ ๔ ก็คือลม. ซึ่งหมายถึง ธาตุทั้ง ๔. ชั้นที่ ๕ ก็ภูตสัตว์ : คือสัตว์ที่เป็น ๆ เป็นอยู่ตามธรรมดาชั้นทั่วไป ชั้นที่ ๖ ก็คือสัตว์ชั้นที่เป็นเทพ หมายถึงเทพกามาวจร ภาวะแห่งความ เป็นกามาวจร. ชั้นที่ ๗ คือปชาบดี นี้หมายถึงจอมเทพ ความเป็นแห่งจอมเทพ. ชั้นที่ ๘ หมายถึงพรหมทั่วไป. ชั้นที่ ๙ อาภัสสรพรหม. ชั้นที่ ๑๐ สุภภิญหพรหม. ชั้นที่ ๑๑ สุภเวทัพพรหม นี้พรหมประเภทที่ถือกันว่า บริสุทธิ์สะอาด ที่สุด เป็นที่ตั้งแห่งความหมายมั่น และจัดพรหมประเภทนี้ไว้ว่า เป็นฐานรองรับ ความเป็นพระอนาคามี. ชั้นที่ ๑๒ เรียกว่า อภิภู นี้เข้าใจยาก ทำนองเหมือนกับว่าจะเล็งถึง พระเป็นเจ้า; ในความหมายปัจจุบันนี้ คือว่าผู้เป็นใหญ่ คล้าย ๆ กับว่าเป็นพรหม ผู้สร้างโลก. เรื่องนี้จะเท็จจริงอย่างไรไม่สำคัญ มันสำคัญอยู่แต่ว่า คนในสมัยนั้น เขาเชื่อกันอย่างนั้น ; เมื่อเชื่อกันอย่างนั้น มันก็เป็นที่ตั้งแห่งความหมายมั่น คือ หมายมั่นว่าจะเป็นพรหมชนิดที่เป็นพระเจ้าผู้สร้างโลก เรียกว่าอภิภู.
น.146 ชั้นที่ ๑๓ เรียกว่า อากาสานัญจายตนะ. ชั้นที่ ๑๔ เรียกว่า วิญญา- นัญจายตนะ. ชั้นที่ ๑๕ เรียกว่า อากิญจัญญายตนะ. ชั้นที่ ๑๖ เรียกว่า เนวสัญญานาสัญญายตนะ ; นี้ก็สูงสุดถึงขั้นที่เรียกว่า อรูปสมาบัติ สำหรับผู้ที่มี ปัญญาหรือมีจิตใจละเอียดอ่อน จะมองเห็นว่าเป็นความสงบรำงับที่สูงสุด ที่คนธรรมดานี้ จะพึงถึงได้, บัญญัติ เนวสัญญานาสัญญายตนะไว้ ในฐานะเป็นสิ่งที่มีค่า สิ่งที่สูงสุด สำหรับคนที่ยังมีความยึดมั่นถือมั่น. คนที่ยังมีความยึดมั่นถือมั่น เขาต้องได้อะไรที่ตรง กับความยึดมั่นถือมั่น ; ฉะนั้นแนวสัญญานาสัญญายตนะ ก็ยังเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น ของบุคคลได้. ต่อไปนี้มันกลายเป็นเรื่องธรรมดาไป คือพูดไว้อย่างกว้าง ๆ ว่า ชั้นที่ ๑๗ สิ่งที่ได้เห็น. ชั้นที่ ๑๘ สิ่งที่ได้ฟัง. ชั้นที่ ๑๙ สิ่งที่รู้สึก ได้ทางจมูก ทางลิ้น และทางผิวกาย. ชั้นที่ ๒๐ เรียกว่า วิญญาตัง คือรู้ได้จากทางใจ อย่างเดียว. ชั้นที่ ๒๑ เอกัตตัง ความเป็นอย่างเดียว. ชั้นที่ ๒๒ นานัตตัง ความเป็น หลายอย่าง. ชั้นที่ ๒๓ สัพพัง ความเป็นทั้งปวง. ชั้นที่ ๒๔ นิพพานัง คือนิพพาน. จากดินสูงขึ้นไปตามลำดับจนถึงนิพพาน แบ่งออกเป็น ๒๔ ชนิด สำหรับ เป็นที่ตั้งแห่งมัญญนา คือความสำคัญมั่นหมายด้วยทิฏฐิมานะ, มีรายละเอียดที่น่า สนใจมาก แต่ว่าไม่มีเวลาพอที่จะพูดกันที่นี่เดี๋ยวนี้ คงจะมีโอกาสพูดในคราวอื่น. สำหรับในที่นี้ ขอให้ ถือเอาใจความให้ได้ ตรงที่ว่า แม้แต่ดินก็เป็นที่ตั้ง แห่งความยึดมั่น ให้เป็นตัวตนของดิน ; แล้วเราก็จะมีอะไรที่จะไป ได้ไปเสีย ไปอะไร กับสิ่งที่เรียกว่าดิน น้ำ ลม ไฟ เหล่านี้ก็เหมือนกัน. หรือสูงขึ้นมาถึงสิ่งที่มีชีวิต, แล้วสูงขึ้นมาถึงสิ่งที่มีจิตใจสูงละเอียดประณีต จนขึ้นมาถึงภาวะแห่งจิตใจที่สูงที่ประเสริฐ ยิ่ง ๆ ขึ้นไป จนถึงสิ่งที่เรียกว่านิพพาน, และว่าถ้าหากว่าในบางกรณี มิได้เล็งถึงความ
น.147 สูงความต่ำ เพียงแต่ว่า ความรู้สึกทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย เฉยๆ ก็ยังเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่นได้. และบางทีความเป็นของ อย่างเดียว น่ารักกว่า ความเป็นของหลายอย่าง และในบางทีความเป็นของหลายอย่างนี้ มันน่ารักกว่าความเป็นของอย่างเดียว และบางทีก็อยากจะยึดเอาทั้งหมดเลย. นี้ล้วนแต่แสดงถึงความหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ตั้งของความหมาย มัน ของกิเลสของความโง่ เรียกว่าวัตถุแห่งความสำคัญมั่นหมาย : มัญญนวัตถุ มีอยู่ ๒๔ ประการอย่างนี้ .. การที่มั่นหมายนั้นมีความสำคัญเป็นลำดับ ๆ ไป เช่น สำคัญว่า นี้เป็น ดิน, นี้เป็นของของดิน, นี้มาจากดิน, ดินนี้ของเรา ; อย่างนี้ก็ล้วนแต่เรียกว่า เป็นความสำคัญมั่นหมาย ในสิ่งที่เรียกว่าดินทั้งนั้น. พอมีความสำคัญมั่นหมาย อย่างนี้แล้ว ก็จะมี นันทิ คือความเพลินที่เกิดขึ้นในดิน, จะเพลินชอบ หรือ เพลินเกลียด หรือเพลินอะไรก็ตามใจ; มันก็ต้องมีความรู้สึกที่เป็นนันทินั้นในดิน ; จะเพลินสงสัยอยู่ก็ได้ มันอาจจะรักก็ได้ มันจะเกลียดก็ได้ มันจะสงสัยอยู่ก็ได้ ตาม อาการแห่งโลภะ โทสะ โมหะ. เป็นไปในทางของโลภะมันก็เพลินรัก, เป็นไป ในทางของโทสะ มันก็เพลินเกลียด, ถ้าเป็นไปในทางของโมหะ มันก็เพลิน พะวงสงสัย ; นี้เรียกว่าความหมายมั่นในสิ่งนั้น ๆ แม้แต่สิ่งที่เรียกว่าดิน เป็นลักษณะ ของคนโง่ทั่วไป. พระอริยเจ้าชั้นเสนะ นี้ ก็คือผู้ที่เริ่มจะรอบรู้เรื่องนี้ ว่าไม่ควรจะ หมายมั่น. พระอเสขะก็มีขึ้นไปจนถึงรอบรู้ รวมทั้งพระพุทธเจ้าด้วย. ความหมายมั่น เต็มที่เต็มตัว ก็มีแต่เฉพาะแก่ปุถุชน, พระอริยเจ้าในขั้นต้น ๆ ก็เริ่มที่จะไม่ หมายมั่น ; แม้ที่สุดแต่เริ่มรวนเร ในความที่จะหมายมั่นมันก็ยังดีกว่า ที่มีความหมายมั่น
น.148 อยู่อย่างเต็มที่. พระอเสขะหมดความหมายมั่น เพราะปราศจากราคะ โทสะ โมหะ. พระพุทธเจ้าปราศจากความหมายมัน เพราะรู้จักสิ่งทั้ง ๒๔ นี้ โดยนัยที่เรียกว่าปฏิจจ- สมุปบาท คือมันให้เกิดทุกข์, เกิดทุกข์ได้ในลักษณะอย่างนั้น ๆ ; ก็เรียกว่า พระพุทธเจ้าท่านรู้จักสิ่งนี้ ด้วยวิธีของสติปัญญา : รู้ว่าความเพลินที่เกิดมาจาก ความหมายมั่นนั้น นับเป็นมูลแห่งความทุกข์ ; มีเท่านั้นเอง. ทีนี้เมื่อ หมดความหมายมั่น แล้วก็เรียกว่า มีความพิเศษอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ใน การที่จะหยุดสังสารวัฏฏ์ หรือสังสารจักรอันถาวร คือหยุดอย่างถาวร. เราหยุดไม่ได้ถาวร เพราะว่าเรายังหมายมั่น แต่เราควบคุมความหมายมัน. ส่วน พระอรหันต์ท่านหมด ความหมายมั่น ด้วยอำนาจของความหมดกิเลส หรือด้วยอำนาจของโพธิอย่างสูงสุด ; ท่าน จึงหยุดความหมายมันได้อย่างถาวร ; นี่จึงหยุดสังสารวัฏฏ์ หรือสังสารจักรอย่างถาวร. ดังนั้นพระอรหันต์ทั้งหลาย มีความสำคัญ มีคุณค่าที่สำคัญอยู่ตรงที่ ไม่มีความ หมายมั่นใน ๒๔ ประการนี้. นี้เรียกว่า เป็นผู้ทำลายสังสารวัฏฏ์ หรือสังสาร- จักรอย่างเต็มตามความหมาย ของคำๆนี้ ; โดยรายละเอียดที่เห็นได้ชัดว่า มัน ไม่อาจจะวิ่ง หรือหมุนไปได้อีกต่อไป ไม่มีกำลังหรืออำนาจแห่งความยึดมั่น, ไม่มีกำลังแห่ง ความหมายมั่น ที่มันจะดึงไปข้างหน้า; เหมือนกับว่า มีแรงอะไรอันหนึ่งที่จะผลักดัน ให้ล้อมันหมุนไปข้างหน้า ; มันก็หมุนไม่ได้ ในเมื่อไม่มีแรงชนิดนี้. นี้เป็นลักษณะ ของพระอรหันต์ ในความหมายที่ว่าเป็นผู้หักเสียซึ่งสังสารจักร. ทีนี้ในความหมายที่ว่า เป็นผู้ไกล ; ไกลจากอะไรบ้าง ? ก็ ไกลจาก กิเลส ไกลจากทุกข์. พูดให้ฟังง่ายก็ว่า ไกลจากความเป็นปุถุชน ; หรือพูดอย่าง กำปั้นทุบดิน ก็ไกลจากทุกสิ่งที่ควรจะไกล คือออกไปเสียให้พ้น ไกลจากกิเลส ; เพราะว่าคนธรรมดาสามัญปุถุชนนี้ อยู่ชิดกับกิเลส หรือว่ามีกิเลสเป็นตัวเป็นตนของตน. พระอรหันต์ก็ไกลจากกิเลส จึงจะเรียกว่าเป็นพระอรหันต์ ; เมื่อไกลจากกิเลส ก็เป็น อันว่าไกลจากความทุกข์.
น.149 เรื่องไกลจากกิเลสนี้ มันเป็นเพียงโวหารพูด ฟังดูคล้าย ๆ กับว่ากิเลสอยู่ ที่นั่น ที่นี่ แล้วจิตก็ไปเสียไกลจากกิเลส อย่างนี้ก็กลายเป็นสิ่งที่น่าหัวเราะ ; ไกลจาก กิเลสก็หมายความว่า มันไกลจากภาวะที่มันจะเกิดกิเลสได้. จิตของคน ธรรมดามีปกติ มีธรรมชาติ หรือมีความเคยชิน ที่จะเกิดกิเลสทันที เมื่อมีอารมณ์ อันเป็นที่ตั้งของกิเลสเข้ามาเกี่ยวข้อง ; อย่างนี้เรียกว่าใกล้, ใกล้กับกิเลส ทีนี้จิตของพระอริยเจ้านั้น มันไกลออกไป ไกลออกไป, คือว่ามันไม่อาจจะเกิดกิเลส แม้ว่าจะมีอะไรมาในลักษณะที่จะยั่วให้เกิดกิเลส มันก็เกิดไม่ได้; เพราะว่าพระอริยเจ้า ท่านมีความรู้ ในลักษณะที่จะให้เห็นความจริงข้อใดข้อหนึ่ง ที่จะไม่ทำให้เกิดกิเลส ; และพระอริยเจ้าชั้นสุดท้าย ก็เห็นถึงที่สุด ที่กิเลสมันเกิดไม่ได้. ข้อนี้มันขึ้นอยู่กับการที่ได้ประกอบหรือกระทำความเจริญในทางจิตใจ ที่เรียก ว่า จิตตภาวนา, อบรมบ่มปัญญา สูงขึ้นเรื่อย ๆ มันก็เกิดมีภาวะที่ว่า กิเลสเกิด ได้ยากนี้ขึ้นมาเรื่อย ๆ เพราะมันเห็นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เป็นต้น ของ สิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งของกิเลสอยู่เสมอ ; ฉะนั้นจึงเรียกว่ายากที่จะเกิดกิเลส แต่เราก็ เรียกว่าไกล. ทีนี้เมื่อเกิดกิเลสไม่ได้เลย นี้คือว่าไกลกันอย่างเด็ดขาด ไม่มีโอกาส ที่จะพบกันอีก. ที่ว่าไกลจากความเป็นปุถุชน ; นี้ก็พูดให้เห็นได้ง่าย ๆ ขึ้น ภาวะแห่ง ความเป็นปุถุชนมีอย่างไรก็ไปดูเอาเอง. เดี๋ยวนี้มันไกล ๆๆ ไกลจนว่าไม่มีทาง ที่จะพบกันอีก. ปุถุชนคือคนหนาไปด้วยกิเลส ก็มีตาถูกปิดบังไว้หนาด้วยอวิชชา, เรียกว่าปุถุชนคือคนหนา หนาเพราะมีอะไรที่บังตาหนา. ที่เรียกว่าพูดอย่างกำปั้นทุบดิน คือไกลจากสิ่งทุกสิ่งที่ควรไกล ก็ไปคิดกันเองก็แล้วกัน ว่าอะไรที่มันเป็นอันตราย เป็นภัย เป็นทุกข์ เป็นที่น่าเกลียดน่าชังนี้ ควรไกลก็ไกล, แล้วก็ทางจิตใจ มิได้หมายถึงทางร่างกาย.
น.150 รวมความว่า คำว่า พระอรหันต์ นี้ คือบุคคลผู้ควร ผู้หักสังสารจักร และ ผู้ไกล ; ภาวะอย่างนี้แสดงอยู่ที่ พระพุทธจริยา ; คือการเคลื่อนไหวทุกอิริยาบถ ของพระพุทธเจ้า จะแสดงให้เห็นภาวะอย่างนี้ คือความเป็นผู้ควร ความเป็นผู้หัก สังสารจักร ความเป็นผู้ไกล ... ขอเตือนซ้ำ ๆ ว่า การบรรยายนี้ต้องการจะแสดง หรือว่าขอให้มองเห็นในส่วนที่เป็นจริยา ที่มีอยู่ที่พระองค์ ของพระพุทธเจ้า. เราจะไม่ดูในฐานะที่เป็นคุณธรรม หรือเป็นอะไร ไกลไปทางโน้น ; จะดูแต่ในลักษณะ ที่เป็นจริยา ที่มีอยู่ที่เนื้อที่ตัวของพระองค์ ; เพื่อจะเข้าใจพระองค์ และก็จะรู้จัก พระพุทธเจ้ากันก่อน. ๓. บทที่ว่า สัมมาสัมพุทโธ สำหรับบทต่อไปที่เรียกว่า สัมมาสัมพุทโธ นั้น ก็เป็นสิ่งที่ควรสนใจ อย่างยิ่ง ; เราได้ฟังกันแต่คำ แล้วก็สวดกันแต่คำแปล ไม่ใคร่จะมองดูกันในลักษณะ ที่เป็นจริยา. สัมมาสัมพุทโธ แปลรวม ๆ กันว่า ตรัสรู้พร้อมเองโดยชอบ. สัมพุทโธ นี้จะแปลว่า รู้พร้อมก็ได้, รู้เองก็ได้; ตัว สํตัวนี้ แปลว่าเองก็ได้ แปลว่าครบ ถ้วนก็ได้ ; สัมมา ก็แปลว่าโดยชอบ. การที่รู้ครบถ้วนด้วยตนเองโดยชอบนี้ เป็นพุทธจริยา จะไม่เรียกว่า พระพุทธคุณ ทั้งที่เขารู้จักกันแต่ในฐานะที่เป็นพระพุทธคุณ. เดี๋ยวนี้ต้องการจะให้รู้ ในฐานะที่เป็นพระพุทธจริยา กล่าวคือส่วนที่จะแสดงลักษณะของความเป็นผู้รู้พร้อมเอง โดยชอบ อยู่ที่อากัปกิริยาของพระพุทธองค์ อยู่ทุกอิริยาบถ ; แต่ว่าเราต้องสังเกตดู ให้ดี.
น.151 สำหรับคำว่า " เอง ๆ " นี้ มันก็ยังมีความหมาย ที่จะมองกันได้หลายแง่ พระพุทธเจ้า ตรัสรู้เอง ก็แปลว่าพระองค์ทรงค้นคว้าเอง . ครั้งหนึ่งก็เคยพูดว่า อาจารย์ของพระพุทธเจ้า ชื่อว่า นายคลำ. 'นี้เพื่อจะให้มองเห็นภาพพจน์ง่าย ๆ ว่า ท่านคลำด้วยพระองค์ท่านเอง, การคลำนั้นเป็นอาจารย์ของพระพุทธเจ้า; เพราะ คลำด้วยตนเอง ; เพราะเมื่อพูดว่าคลำ มันก็หมายถึงตนเองจะเป็นไปด้วยผู้อื่นไม่ได้. ถ้าอาศัยความช่วยเหลือของผู้อื่น เขาไม่เรียกว่าคลำ ; เมื่อพูดว่าคลำ มันก็ต้องเป็นเรื่อง ของตนเอง. ที่พูดลงไปว่าอาจารย์ของพระพุทธเจ้าก็มี ชื่อว่านายคลำ อย่างนี้ถูกกว่า ; คนมักพูดกันผิด ๆ ว่า อาจารย์ของพระพุทธเจ้าชื่ออาหารดาบสบ้าง อุทกดาบสบ้าง, อะไรอย่างนั้น เขาว่าเอาเอง ไม่ถูกตามความจริง. อาจารย์ของพระพุทธเจ้าต้อง ถือว่าชื่อนายคลำ คือคลำเอง . นี้ก็ เป็นเอง หนึ่งแล้ว ต้อง อยากรู้เอง ต้อง ขวนขวายเอง คลำเอง พยายามเอง . ทีนี้ " เองอีกทีหนึ่ง " ก็ว่า : รู้จากความเจนจัดของตนเอง; คือ คลำที่ไหนล่ะ ? ก็คลำที่ความเจนจัดในชีวิต ที่ได้ผ่านมาแล้วแต่หนหลังของตัวเอง ในตัวชีวิตเองนี้ ; นี้ก็เรียกว่าเองเหมือนกันแหละ. การตรัสรู้เองนี้ก็คือรู้ขึ้นมาจาก experience ต่าง ๆ : ความเคยชิน เจนจัดมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก, จนกระทั่งปัจจุบันนี้, ที่ได้เที่ยวศึกษาที่นั่นที่นี่ รวมกันแล้ว จากสิ่งเหล่านั้นมันผลิตออกมาเป็นความเจนจัด ของตัวเอง ในตัวชีวิตเอง ; ฉะนั้นผลสุดท้ายจึงเป็นการทะลุขึ้นมา : เป็นความรู้ ของตัวเอง, เป็นความแก่รอบของจิตตภาวนา, คือการประพฤติกระทำในทางจิตนั้น ถึงจุดสูงสุดเข้า มันก็พลุ่งออกมาเป็นความรู้เอง. นี้คือพุทธจริยา ; ให้มองในแง่ พุทธจริยา ไม่ต้องการให้มองในแง่พุทธคุณ . ท่านคลำเอง จากสิ่งที่เป็น ความเจนจัดของพระองค์เอง ในชีวิตของพระองค์เอง เกิดความรู้พลุ่งขึ้นมาเอง จากความแก่รอบของการเจริญจิตตภาวนา นี้คือตรัสรู้เอง . เราจะต้องถือเอาเป็นตัวอย่าง ทำตามพระองค์ ให้มากเท่าที่เราจะทำได้ ; ไม่ใช่ว่าเราจะเห่อทะเยอทะยานจะเป็นพระพุทธเจ้า แต่เราถือเอาพระพุทธจริยา
น.152 มาเป็นเครื่องนำทาง , เป็นเครื่องช่วยให้เราเดินตามทางของพระองค์ได้. นี่สำหรับ คำว่า "เอง" ก็พอจะมีใจความอย่างนี้. ที่นี้สำหรับคำว่า พร้อม หรือ ครบถ้วน , ตรัสรู้อย่างครบถ้วน อย่าง พร้อมหมด. คำว่า "พร้อม" ก็มีความหมาย ที่จะต้องพิจารณาให้เห็น ว่าต้อง ประกอบไปด้วยส่วนประกอบอย่างไร จึงจะเรียกว่า พร้อมหรือครบถ้วน. คำว่า " พร้อม " นี้ ถ้าเป็น บาลีก็เรียกว่า สพฺพญญู ; สัพพะ แปลว่า ทั้งปวง ญู แปลว่า รู้ : สัพพัญญู รู้ทั้งปวงคือรู้พร้อม รู้ครบถ้วน ; ฉะนั้น ต้องรู้ทุกอย่างที่จำต้องรู้, ที่ไม่จำต้องรู้นั้น ไม่รู้ก็ได้. ข้อนี้มันยังมีปัญหาในการที่พระพุทธองค์ตรัสว่า “ ความรู้ที่เรารู้มีปริมาณ เท่ากับใบไม้ทั้งป่า แต่ที่เรานำมาสอนพวกเธอมีปริมาณเท่ากับใบไม้กำมือเดียว " ที่ว่า มีความรู้เท่ากับใบไม้ทั้งบ่านั้น มันจะรวมทั้งสิ่งที่ไม่ควรรู้เข้าด้วยหรือเปล่า ? สำหรับ อาตมามองเห็นว่า ไม่จำเป็นที่จะต้องไปรวบเอาสิ่งที่ไม่ควรจะรู้ ; เพราะมันไม่มีประโยชน์ อะไร ; และพระพุทธเจ้าท่านก็จะไม่ตรัส สิ่งที่ไม่จำเป็น หรือไม่มีประโยชน์ ; เพราะพระองค์ตรัสว่า : ปุพฺเพ จาหํ ภิกฺขเว เอตรหิ จ ทุกฺขญฺเจว ปญฺญาเปมิ ทุกฺขสฺส จ นิโรธํ :- ว่า แต่ก่อนก็ดี จนกระทั่งบัดนี้ก็ดี เราจะบัญญัติเฉพาะเรื่อง ทุกข์ กับเรื่องความดับทุกข์เท่านั้น ; แสดงว่าพระองค์ก็ไม่ทรงสนใจเรื่องที่ไม่ เกี่ยวกับความทุกข์ หรือความดับทุกข์. ฉะนั้นเราไม่จำเป็นที่จะต้องไปพิสูจน์ว่าท่านรู้ ไปถึงสิ่งที่ไม่จำเป็นจะต้องรู้ด้วยหรือเปล่า ; เอากันแต่เพียงว่า ทุกอย่างที่จำเป็นจะต้องรู้ ถ้ารู้แล้ว ก็เป็นสัพพัญญูร้อยเปอร์เซ็นต์ได้. ที่ จำต้องรู้ นี้ ก็ ต้องหมายความว่าเพียงพอ , มันมีความเพียงพออยู่ใน ความหมายนั้น หรือจะแยกเป็นว่าทุกอย่าง ทุกอย่างที่ต้องรู้, มีหลาย ๆ อย่าง
น.153 แล้วแต่ละอย่าง ๆ ต้องเพียงพอแก่ความต้องการ. ที่นี้คำว่า " เพียงพอแก่ความต้องการ " มันมีความหมายขยายออกไปว่า : ความต้องการของพระองค์เอง, และความต้องการของ สัตว์โลกทั้งหลาย ที่จะพึ่งพาอาศัยพระองค์. ในความรู้อย่างเพียงพอของพระพุทธ- เจ้านั้น ต้องเพียงพอทั้งเพื่อตนเอง และเพื่อผู้อื่น . ถ้าเราถือเอาข้อนี้เป็นพุทธจริยา เราจงนึกถึงผู้อื่นบ้าง ; ว่าเดี๋ยวนี้เรานึกถึงแต่ตัวเอง. ถ้าเอาพระพุทธเจ้าเป็นพุทธจริยา แล้ว จะต้องนึกถึงผู้อื่นบ้าง และจงนึกให้เห็นว่า การนึกถึงผู้อื่นนั้นมันปลอดภัย. การนึกถึงตัวเองนี้อันตราย เผลอนิดเดียวก็เห็นแก่ตัว เห็นแก่ตัวก็ เกิดกิเลส แล้วก็ทำสิ่งที่ไม่ควรจะทำ ; แต่ถ้านึกถึงผู้อื่นอยู่เสมอนั้น มันปลอดภัย คือมันไม่มีทางที่จะเห็นแก่ตัว. แม้การที่เราจะไปมัวบ้า สงสารผู้อื่นเสียตลอดเวลานั้น มันก็ไม่เป็นอันตรายอะไร มันไม่เกิดกิเลสได้ ; มันเป็นสิ่งที่จำเป็นที่เราจะต้องมีทั้ง สองสิ่งนี้ ควบคู่กันไปตามอัตราส่วนที่เหมาะสม, แล้วแต่ว่าใครอยู่ในสภาพอย่างไร, มีความเหมาะสมอย่างไร. จะเห็นแก่ตัวเองมากกว่าผู้อื่น หรือจะเห็นแก่ผู้อื่นมาก กว่าตัวเองก็ตามใจ ; แต่ให้เห็นแก่ทั้งสองฝ่ายไว้ก่อน จึงจะเป็นพุทธจริยา . เดี๋ยวนี้ลองสอบสวนดูให้ดี ว่าเราอาจจะเห็นแก่ตัวเราตั้ง ๙๙ เปอร์เซ็นต์ จะเห็นแก่ผู้อื่นสัก ๑ เปอร์เซ็นต์ ก็แทบจะไม่ได้ : ดูที่เรามีความคิดนึก, ดูที่เราใช้ จ่ายทรัพย์สมบัติของเรา, ดูที่เราขวนขวายอะไรต่าง ๆ นานา ก็ไปคำนวณดูว่า เพื่อ ผู้อื่นกี่เปอร์เซ็นต์ เพื่อตัวเองกี่เปอร์เซ็นต์. ความเป็นสัพพัญญูนั้นมันเผื่อผู้อื่น ; แล้วยังมีพระพุทธภาษิต กล่าวไว้ในสูตร เช่น มหาปทานสูตร เล่าเรื่องพระพุทธเจ้า นึกถึงสัตว์โลกทั้งหลาย ก่อนพระองค์เอง ; ก็แปลว่า เห็นแก่สัตว์โลกทั้งหลาย ยิ่งกว่า พระองค์เอง. สัพพัญญู ต้องรู้ทุกอย่างที่ต้องรู้ และต้องเพียงพอเท่าที่มันจำเป็นจะ ต้องมี แล้วก็พอทั้งเพื่อตนเองและก็พอเพื่อผู้อื่นด้วย . นี่คือความหมายของคำว่า รู้พร้อม หรือตรัสรู้พร้อม.
น.154 ทีนี้ก็มาถึงคำว่า สัมมา, สัมมาสัมพุทโธ ; คำว่าสัมมา แปลว่าโดยชอบ รู้พร้อมเอง แล้วก็โดยชอบ. คำว่าโดยชอบที่เป็นภาษาธรรมดา ๆ ; สัมมา แปลว่า โดยชอบ โดยชอบก็คือถูกต้อง , แต่ยังมีความหมายที่ละเอียด ที่ซ่อนอยู่ในนั้น อย่างลึกซึ้ง และอย่างสำคัญที่สุดด้วย. ที่เรียกว่าถูกต้องนี้ ยังมีว่า ถูกต้องตามแบบ ของใคร ? ถูกต้องตามที่คนชาวบ้านเขาว่ากันว่า ถูกต้อง อย่างนี้ก็ไม่ไหว. เอาคนโง่มาเป็นประมาณความถูกต้องนั้นใช้ไม่ได้ ; จะต้องถูกต้องตามความเป็นจริง. ถ้าเป็นจริงเข้าก็ต้องของธรรมชาติ ซึ่งจะรู้ได้แต่บุคคลผู้มีสติปัญญาเท่านั้น. ถูกต้องตาม ธรรมคือตามธรรมชาติ ที่รู้ได้แต่โดยวิญญูชน นั่นแหละคือความถูกต้อง. ความถูกต้องนั้น ต้องกำกับไว้ด้วยความหมายอย่างอื่นอีก เช่นว่า มันเป็น ความถูกต้อง ชนิดที่ผู้อื่นจะพลอยรู้ได้ด้วย. ถ้าเป็นความถูกต้องที่ลึกซึ้ง จนผู้อื่น พลอยรู้ตามไปด้วย ไม่ได้แล้ว; มันบ่วยการ. ความเป็นพระพุทธเจ้าจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าความถูกต้องนั้นจำกัดอยู่แค่พระองค์เององค์เดียว ; ความถูกต้องนั้นต้องถูกต้อง สำหรับที่ผู้อื่นจะพลอยรู้ความถูกต้องนี้ ได้ด้วย ; แล้วจะขยายออกไปถึงข้อที่ว่า ต้อง ปฏิบัติได้จริง ด้วย มันจึงจะถูกต้อง. มีความถูกต้องมากมาย ที่ปฏิบัติไม่ได้ เลยเป็นหมัน ; อย่างนี้ไม่เรียกว่าความถูกต้อง. ความถูกต้องในโลกเป็นอันมาก ใช้ปฏิบัติไม่ได้ ก็เลยไม่ใช่ความถูกต้อง. ในที่สุดมันก็ วัดกันได้ด้วยผล ว่าต้องไม่มีโทษ , ต้องไม่มีโทษในที่สุด จึงจะเรียกว่ามีความถูกต้อง , ไม่มีโทษโดยส่วนเดียว คือไม่มีโทษโดยแน่นอน จึงจะเรียกว่าความถูกต้อง. ข้อนี้แสดงอยู่ในพุทธจริยา : มีความถูกต้องในพระพุทธจริยา เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ แก่คนที่เขาพบเห็น; แล้วเขาอาจจะปฏิบัติตามได้ด้วย แล้วก็จะ ไม่มีโทษโดยแน่นอน. นี้เราเรียกว่าโดยชอบ ; โดยชอบคือสัมมา, สัมมาคือ โดยชอบ , โดยชอบคือโดยถูกต้อง, "โดยถูกต้อง" ที่มีส่วนที่ใช้ประกอบ ;
น.155 จำกัดความอย่างนี้ ; ไม่ใช่ว่าถูกต้อง เห่อ ๆ ตาม ๆ กันไป, เล่าลือกันไป; อย่างนี้ เป็นความถูกต้องไม่ได้ ; นี่เอามารวมกันหมด. สัมมา สัมพุทโธ ตรัสรู้พร้อม โดยชอบ ด้วยพระองค์เอง ; นี้คือพุทธจริยา. ทีนี้อยากจะขอแนะถึงพวกเรา ซึ่งไม่ใช่พระพุทธเจ้า ว่า เราจะใช้พุทธจริยา อันนี้ ให้เป็นประโยชน์ได้มากเท่าไร . แต่ถ้าเรานึกถึงข้อที่พระพุทธองค์ตรัสว่า สุทฺธิ อสุทฺธิ ปจฺตฺตํ - คือความบริสุทธิ์ หรือความไม่บริสุทธิ์ เป็นของจำเพาะตน ; คนอื่นช่วยทำความบริสุทธิ์ หรือความไม่บริสุทธิ์ให้แก่กันหาได้ไม่ . นี้ก็แปลว่า เราก็จะต้องอาศัยตัวอย่างในพุทธจริยา, คือพยายามคลำเอง แม้ว่าจะได้ความรู้มาจาก พระพุทธเจ้า ก็มารู้สำหรับคลำเอง คือเดินเอง. ที่ พระพุทธเจ้าตรัสว่า "เธอต้อง เดินเอง ฉันเป็นแต่ผู้ชี้ทาง " , แล้วก็เดินจากความรู้เจนจัดของตนเอง, กระทั่งรู้ ขึ้นมาเอง ด้วยความแก่รอบของจิตตภาวนา ตามแบบของพระพุทธเจ้า ; แล้วก็ต้อง มีความรู้ทุกอย่าง เท่าที่จำเป็นแก่เรา. แม้ว่าไม่มากเท่าที่จำเป็นแก่พระพุทธเจ้า มันก็ เท่าที่จำเป็นแก่เรา แล้วก็เพียงพอแก่เรา ; แล้วเท่าที่เราจะทำประโยชน์ผู้อื่นได้ด้วย อย่าเห็นแก่ตัวข้างเดียว และให้มีความถูกต้องที่จะไม่มีโทษเลย ; แล้วก็เป็นความ ถูกต้องที่ปฏิบัติได้ ทั้งโดยเราและโดยผู้อื่น จึงจะเรียกว่าความถูกต้อง ; นี้คือพุทธจริยา. ขอวิงวอนให้สนใจพุทธจริยา ในลักษณะอย่างนี้. เมื่อเขาพูดว่าพุทธจริยา, พุทธจริยา เขาพูดกันแต่ในแง่อย่างอื่น, บางทีก็เป็นเพียงพุทธประวัติเฉย ๆ เล่า ๆ กัน ให้จำไว้ได้เท่านั้นเอง ; เดี๋ยวนี้ต้องการให้เข้าใจ ให้แทงตลอด ให้ปรากฏขึ้นที่เนื้อ ที่ตัวของเรา. ๔. บทว่า วิชชาจรณส้มปันโน ยังเหลืออีกบทหนึ่ง ขอโอกาสพูดต่อไปให้จบคือบทว่า วิชฺชาจรณ- สมฺปนฺโน.
น.156 สำหรับบทนี้แยกตัวหนังสือได้เป็นว่า วิชชา คำหนึ่ง, จรณะ คำหนึ่ง, สัมปันโน คำหนึ่ง. สัมปันโน แปลว่า ถึงพร้อมแล้ว วิชชา = ความรู้ จรณะ = เครื่องมือให้ได้ความรู้ ; ถึงพร้อมแล้วด้วยวิชชาและจรณะ ; นี้เป็นพุทธจริยา ที่แสดงอยู่ตลอดเวลา เมื่อจะตรัสรู้. เมื่อตรัสรู้แล้ว และเมื่อเที่ยวสั่งสอนโปรดเวไนยสัตว์อยู่จนกระทั่งปรินิพพาน จะมีลักษณะแห่งวิชชา จรณะ สัมปันโนอยู่เสมอไป; ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะจึงตรัสรู้ ; พอตรัสรู้ ก็ยิ่งถึงพร้อม ด้วยวิชชาและจรณะ . มันเป็นผลที่แสดงออกมาให้เห็น แล้วก็สามารถที่จะสอนผู้อื่น, มีความรู้ส่วนที่จะสอนผู้อื่น ชนิดที่เป็นวิชชา จรณะ สัมปันโนด้วยเหมือนกัน. แต่ว่าบุคคลอย่างพระพุทธเจ้านั้น เขาถือว่าการตรัสรู้นั้นเป็นสัพพัญญู เพราะฉะนั้นจึงรู้คราวเดียวพร้อมกันหมดเลย ทั้งวิชชา ทั้งจรณะ ทั้งเพื่อตนเอง และทั้งเพื่อผู้อื่น ; อย่างนี้ขอยกให้เป็นของศักดิ์สิทธิ์ หรือว่าพิเศษไปเสียเลย. สำหรับคำว่า วิชชา ก็ แปลว่าความรู้ แต่ถ้าพูดสั้น ๆ ว่าความรู้ มันอาจจะเข้าใจแคบ. ถ้าเราไปนึกถึงคำอื่น ๆ ที่มันเป็นไวพจน์ คือเป็น synonym ของคำ ๆ นี้ แล้วก็เข้าใจได้ง่ายทันที. วิชชา มีคำแทนเรียกว่า ปัญญา ก็คือรู้รอบ . วิชชาแปลว่ารู้แจ้ง วิ แปลว่าแจ้ง ชา แปลว่ารู้ ; วิชชา แปลว่ารู้แจ้ง. ปัญญา : ญา แปลว่ารู้ ปะ นี้แปลว่ารอบคอบ ว่าหมด ; อาโลกะ นี้แปลว่าแสงสว่างเหมือนแสงแดดที่กำลังส่องอยู่นี้เรียกว่า อาโลกะ คือมันสว่าง. คำอื่นก็คือ จักษุ จักษุก็คือตา ตาสำหรับเห็น; แต่ในที่นี้มิได้หมายถึงตา ตา ลูกตาที่เห็นภาพข้างนอกนี้ หมายถึงจิตใจเป็นปัญญาจักษุ. ปัญญาที่เป็นเหมือนดวงตา ที่เห็นอะไร ๆ ที่ตาธรรมดาเห็นไม่ได้ สิ่งใดที่ลูกตาธรรมดาเห็นไม่ได้ สิ่งนั้นก็ต้องยกให้เป็นหน้าที่ของปัญญาจักษุ. คำต่อไป เช่น สัมมาทิฏฐิ มีสัมมาทิฏฐิ นั้น ก็คือมีวิชชา . ทิฏฐิแปลว่าความ คิดเห็น, สัมมาแปลว่าถูกต้อง ; นั้นก็คือ วิชชา, คำที่สูงขึ้นมาอีก เช่นคำว่า ญาณ หรือ ญาณะ ก็คือ วิชชา. คำว่าทัสสนะก็คือ วิชชา. ยิ่งประกอบคำว่า ยถาภูตญาณทัสสนะ
น.157 ยิ่งชัดมาก, คือ ญาณทัสสนะตามที่เป็นจริง, หรือบางทีก็เรียกว่า ยถาภูตสัมมัป- ปัญญา ปัญญาโดยชอบตามที่เป็นจริง. คำนี้เป็นคำที่สำคัญที่สุด เท่าที่ได้ตรวจสอบดูในพระบาลีทั้งหมดแล้ว แต่กลับเป็นคำที่ไม่ค่อยเอามาพูดกัน จนไม่ค่อยได้ยิน ; คงจะเป็นเพราะว่ามันเป็นคำยาวยืดยาด ไม่มีใครค่อยจะชอบพูดว่า ยถาภูตสัมมัปปัญญา . มันมีความสำคัญตรงที่ว่า : คำนี้เป็นคำที่มีความหมายครบถ้วน แล้ว ใช้เป็นคำที่ตรง กันข้าม กับคำว่า อวิชชา หรือมิจฉาทิฏฐิ . สำหรับสูตร เช่น กาลามสูตร ที่มีห้ามไว้ว่า อย่าเชื่ออย่างนั้น อย่าเชื่อ อย่างนี้ , อย่าเชื่อโดยได้ฟังสืบ ๆ ตาม ๆ กันมา, หรือว่าได้เห็นเขาทำตาม ๆ กันมาหรือได้ฟังเขาเล่าลืออย่างนี้, หรือว่าเดี๋ยวนี้เขากำลังยึดถือกันอย่างนี้, อย่าเชื่อตามตำราปีฎก, กระทั่งว่า อย่าเชื่อเพราะว่าเป็นครูของเรา, อย่าเชื่อด้วยเหตุว่า สมณะนี้เป็นครูของเรา อย่างนี้เป็นต้น ; แล้วถามว่าถ้าอย่างนั้นเชื่ออะไร ? มีถ้อยคำอยู่ในสูตร ๆ หนึ่ง เขียนไว้ชัดเจนเลยว่า ให้เชื่อยถาภูตสัมมัปปัญญา ; สำหรับปัญญาที่จะเกิดขึ้น จากกาลามสูตร นั้นแหละคือ คำว่าวิชชาโดยแท้จริง ; แต่มันเรียกยาวยืดยาด. ยถาภูตสัมมัปปัญญา ปัญญาโดยชอบตามที่เป็นจริง ออกมาจากความเจนจัด ที่เรารู้สึกเสวยด้วยจิตใจ ไม่ต้องใช้เหตุผล ไม่ต้องเชื่อตามผู้อื่น ; อย่างนี้แหละ คือสิ่งที่เรียกว่าวิชชา ที่พระพุทธเจ้าท่านสมบูรณ์ ; วิชชาอย่างอื่นนั้นไม่จำต้องสมบูรณ์ คือมันไม่พอ. สำหรับคำว่า จรณะ จรณะนี้ แปลว่าการเดิน ; นี้เคยบอกกันหลายครั้งหลายหนแล้วว่า ศัพท์ธรรมะในพระธรรมสูง ๆ นั้น เป็นคำที่เอามาจากคำธรรมดา ๆ ของชาวบ้านทั้งนั้นแหละ เช่นคำว่านิพพาน หรือคำว่าอะไรก็ตาม เป็นภาษาที่ใช้อยู่ในครัวว่า "เย็น ๆ” เอามาใช้เป็นนิพพานสำหรับสิ้นกิเลส. คำว่าจรณะนี้แปลว่าการเดิน เดินด้วยเท้า เดินตามถนนหนทาง ในบ้านในเมืองนี้ คือจรณะ. แต่เดี๋ยวนี้เอาคำนี้
น.158 มาใช้เป็นเรื่องของธรรม คือเรื่องของจิตใจ ก็แปลว่ากลายเป็นการเดินของจิตใจ. เราปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา แต่ว่าใจมันเดิน ฉะนั้นจึงเรียกว่า จรณะ . คำแทนชื่อของจรณะก็เช่นคำว่า ปฏิปทา ปฏิปทาก็แปลว่าเดิน เดินด้วยเท้า เดินไปที่ไหนอย่างเจาะจง นี้เรียกว่าปฏิปทา; มีจุดหมายที่แน่นอนเจาะจง แล้วเดินไปที่นั่น นั่นแหละเรียกว่าปฏิปทา. นี่คำนี้ยืมมาใช้ ในคำของธรรมะของศาสนาก็หมายถึงการปฏิบัติที่เจาะจงไปยังพระนิพพาน ก็เรียกว่าปฏิปทา. คำว่า " มรรค " ก็แปลว่าหนทาง คำว่า "จรณะ" แปลว่าการเดิน แต่ว่ามันมีที่สำหรับให้เดิน. คำว่าจรณะในภาษาบาลีนั้น จะแปลว่าการเดินก็ได้ แปลว่าที่เดินก็ได้, แปลว่าเหตุที่ทำให้ต้องเดินก็ได้. นี่ภาษาบาลีเขาเป็นอย่างนี้เสมอ ต้องแล้วแต่คำแวดล้อม. เมื่อเป็นอย่างนี้ คำว่าหนทางก็เรียกว่าจรณะได้ เพราะเป็นที่เดิน ; แต่เราต้องเติมคำประกอบให้ชัดว่า มัคคปฏิปทา คือ การเดินไปตามหนทาง เรียกว่า จรณะ . คำที่ดีที่สุดทำนองเดียวกันอีก กับคำที่กล่าวมาแล้ว สำหรับแทนคำว่าจรณะ นี้ก็คือคำว่า ทุกขสส อนุตกิริยา. ทุกขัสสะอันตะกิริยา การกระทำซึ่งที่สุดแห่ง ความทุกข์ , การเคลื่อนไหวทุกอย่าง ทุกวิถีทาง ทางกาย ทางวาจา ทางใจที่ทำไป, เพื่อทำให้ถึงที่สุดแห่งความทุกข์นั้นชื่อว่าจรณะ . แต่แล้วคำมันยาวยืดยาด เรียกยาก : ทุกขัสสะอันตะกิริยา มันเรียกลำบาก ; ก็เลยเรียกสั้น ๆ ว่า มรรคบ้าง ว่าจรณะบ้าง. คำว่า วิชชาหมายถึงความรู้ ; คำว่า จรณะหมายถึงการปฏิบัติ , หรือ กระทำไปตามความรู้ . ดังนั้นต้อง รวมกัน เหมือนว่า เราจะต้องมีความรู้ ในส่วน วิชชาหรือหลักวิชชา เราจะ ต้องมีความรู้ในวิธีการที่จะใช้วิชชานั้น ; แล้วก็ยัง
น.159 ต้องรู้จักกระทำลงไปจริง ๆ ตามวิธีการนั้น. อย่างที่เราต้องมี technics คือเป็นความรู้, มี technique คือวิธีการที่จะทำตามความรู้, ต้องมี operation คือกระทำลงไปจริง ๆ. นี่มันจึงจะเกิดเป็นจรณะอะไรขึ้นมาได้ ; รู้อย่างเดียวก็ไม่ได้ ; มัน ต้องรู้วิธีการด้วย แล้วต้องกระทำด้วย เมื่อครบแล้วก็เรียกว่า วิชชา จรณะ สัมปันโน ; จะเป็นเรื่องทางโลก ๆ ทำมาหากิน ก็ต้องมีหลักเกณฑ์อย่างนี้, จะเป็นเรื่องไปพระนิพพานก็ต้องหลักเกณฑ์อย่างนี้. สำหรับคำว่า ส้มปั่นโน นั้น แปลว่าสมบูรณ์ หรือถึงพร้อม . พร้อมนี้ก็ต้องถูกต้องอีกนั่นแหละ, แล้วก็ต้องครบถ้วน ; แล้วความถูกต้อง ความครบถ้วนและการปฏิบัตินี้ ต้องสัมพันธ์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจึงจะเรียกว่าสัมปันโนได้. ถึงพร้อมได้ด้วยวิชชาและจรณะ" แล้วก็ดับทุกข์ได้; นี้คือพุทธจริยาที่จะต้องมองให้เห็นและเอาอย่าง. นี่กำลังบอกว่า ไม่ได้พูดถึงพระพุทธคุณ แต่พูดถึงพระพุทธจริยา คือกิริยาอาการที่แสดงอยู่ที่จะต้องมองให้เห็น, ที่จะต้องเข้าใจ, แล้วก็จะต้องทำตามอย่างด้วย. นี้คือความมุ่งหมายของสิ่งที่เรียกว่าจริยา ; และหมายถึงจริยาของพระพุทธเจ้า จึงได้เรียกว่าพุทธจริยา ซึ่งเราจะต้องพูดกันต่อไป จนกว่าจะสมควร คือรู้หรือเข้าใจพุทธ-จริยาได้. นี่หวังว่ายังจะต้องพูดกันต่อ ๆ ไปอีก โดยหัวข้อที่ว่า พุทธจริยานี้อีกหลายครั้ง. สำหรับวันนี้ก็เป็นการแสดงในข้อที่ว่า ท่านเป็นอะไรของท่านเอง ; คือแสดงพุทธจริยา ในลักษณะที่ว่า ท่านเป็นอะไรของท่านเอง. นี้เราดูให้ออก ; เราแอบมองดูท่าน เห็นว่าท่านกำลังทำอย่างไร, เป็นอย่างไร แล้วก็เอามาใช้ ให้เป็นประโยชน์ แก่วิถีทางของเรา ในการที่จะเดินตามพระพุทธองค์. ขอยุติพุทธจริยาวันนี้ไว้เพียงเท่านี้ ให้โอกาสแก่พระสงฆ์ได้สวดสรรเสริญ พระธรรมตามที่เคยทำมาเป็นปกติ .
Buddhadasa