Buddhadasa.org

พุทธจริยา ตอนที่ ๕ — พระพุทธเจ้าท่านทรงเป็นอะไรกับเดียรถีย์อื่น

พุทธจริยา — คำบรรยายประจำวันเสาร์ ภาควิสาขบูชา พ.ศ. ๒๕๑๕ ณ สวนโมกขพลาราม ไชยา · เสาร์ที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๑๕

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.160 ท่านสาธุชน ผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย , การบรรยายว่าด้วยพระพุทธ- จริยา ยังจะมีต่อไป. สำหรับในวันนี้ จะมีการกล่าวถึงพระพุทธจริยา ที่ทรง ประพฤติกระทำต่อเดียรถีย์อื่น. ขอให้ ท่านทั้งหลายนึกทบทวน ไปถึงครั้งที่ แล้ว ๆ มา ว่าเราได้กล่าวถึงพระพุทธ- จริยากันอย่างไรบ้าง? ในครั้งแรก เราได้กล่าวถึง โดยหัวข้อว่า ท่านเป็น อะไรกับพวกเรา ? ท่านเป็นอะไรกับ พวกเรานี้ ๒ ครั้ง, แล้วว่า ท่านเป็น อะไรกับท่านเอง นี้ก็ ๒ ครั้ง. ๑๒๒

น.161 ในวันนี้ จะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า ท่านเป็นอะไรต่อเดียรถีย์อื่น คือต่อ พวกลัทธิอื่น ซึ่งเป็นคู่แข่งขันกันอยู่กับพระพุทธองค์ โดยนัย ; แม้การกล่าวอย่างนี้ ก็เป็นการกล่าวถึงพระพุทธจริยา และมีมากมายเหลือที่จะกล่าวให้หมดได้ จึงนำมากล่าว แต่เพียงเป็นตัวอย่าง เป็นพวก ๆ ไปดังนี้ : - ◌่าแย่ จริงสุดความเห็นถึงสกัสหลากหลาย สำหรับคำว่าเดียรถีย์อื่นนั้น บางท่านอาจจะยังไม่เข้าใจว่า เดียรถีย์อื่นนั้น คืออะไร ? ! ในภาษาบาลีก็เรียกว่า อญฺญ ติ ต ถิย แปลตามตัวหนังสือก็ว่าเดียรถีย์อื่น. ทีนี้เราโดยมาก โดยเฉพาะที่บ้านนอก เมื่อได้ยินคำว่า เดียรถีย์ ก็คิดไปว่าเป็นแขก ก็มี, หรือเป็นผู้ที่ตั้งใจจะทำร้ายพุทธศาสนาไปเสียตะพึด ; แต่ที่จริงคำว่าเดียรถีย์นั้น เป็นคำกลาง ๆ; แก้ ถ้าแปล ก็แปลว่า ลัทธิ. เดียร ลี ย์ คำนี้ แปลว่าลัทธิ ; ติ ด ถิย นั้น ตามธรรมดาสามัญ ก็แปลว่า ท่าน้ำสำหรับจอดเรือ. ตอนนี้ ขอให้ระลึกถึงข้อที่เคยบอกกล่าวอยู่เสมอ ๆ ว่า ภาษาศาสนา ภาษา ธรรมะนั้น ล้วนแต่ยืมเอาภาษาชาวบ้านตามธรรมดามาใช้ทั้งนั้น. ดังนั้น คำจึงตรงกัน คือเป็นคำเดียวกัน ; แต่ความหมายไม่เหมือนกัน. แต่ ถึงอย่างไรก็ดี มันก็ยังมีความ หมายเค้าเดิมอยู่นั่นแหละ เช่น คำว่า ติตฺถิย แปลว่าท่าสำหรับจอดเรือ. นี่หมายความว่า ท่าเรือท่าหนึ่ง ๆ ก็มีเรือมาจอดกันหลาย ๆ ลำ แต่ว่าจะต้องมากันตามพวก : เช่นเรือพืน ก็จะจอดที่ท่าเรือขายพื้น, เรือปลาก็จะจอดที่ท่าเรือขายปลา, หรือว่าเรือขายผลไม้ ก็ต้องจอดที่ท่าเรือ สำหรับเขาจอดเรือขายผลไม้ ; ท่าเรือมันเป็นอย่างนี้. ทีนี้ เมื่อมาเป็นชื่อของลัทธิทางศาสนา ก็หมายความว่า นี้เป็นลัทธิหนึ่ง, นั้นเป็นลัทธิหนึ่ง, โน้นเป็นลัทธิหนึ่ง. ) ใครชอบใจลัทธิไหน ก็ไปหาสำนักเจ้าลัทธิ นั้น เช่นเดียวกับเรือ เขาก็ไปจอดตามท่าที่เกี่ยวข้องกัน ตามที่เขาจะต้องไปจอด. นี่คำว่า ติ ต ถิย ก็แปลว่าสำนักเจ้าลัทธิ ซึ่งเป็นเพียงดังท่าจอดเรือ ; และพระพุทธ-

น.162 เจ้าเองก็เป็น ติตถิยะ อันหนึ่ง เหมือนกับ ติตถิยะ ทั้งหลาย. แต่เราเป็นพุทธบริษัท เราก็ไม่เรียกว่าลัทธิอื่น ; เราเรียกลัทธิของเราว่า พุทธศาสนา ไม่จำเป็นจะต้องใช้ คำว่าเดียรถีย์อื่น, หรือลัทธิอื่น, หรือท่าจอดเรือแห่งอื่น. ที่จริงลัทธิพุทธศาสนา ของพระพุทธเจ้า ก็เป็นท่าจอดเรือ ในอันดับใหญ่โตท่าหนึ่งด้วยเหมือนกัน ในครั้ง พุทธกาล ในประเทศอินเดียนั้น. ตรงนี้ ขอ อย่าได้เข้าใจเอาเองว่า ท่าจอดเรือของพระพุทธเจ้า จะมี เรือจอดมากกว่าท่าจอดเรือลัทธิอื่น . ข้อนี้เราจะต้องนึกถึงข้อที่ว่า ในโลกนี้ มีคน โง่มาก ; คนโง่คงไม่มาหาพระพุทธเจ้า; และตามความจริง ก็เป็นอย่างนั้น ที่ปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์ ว่าคนที่มาเป็นสาวกของพระพุทธเจ้านั้น ก็มิได้มากมาย หรือ ว่าเกินหน้าลัทธิอื่น ; เพราะว่าคนโง่มีมาก. คนที่พอจะเข้าใจพระพุทธศาสนาได้เท่านั้น จึงจะมาหาพระพุทธเจ้า. ในเมื่อเอาปริมาณกันแล้ว พุทธศาสนาเรา อาจจะแพ้ เดียรถีย์อื่นบางเดียรถีย์ก็ได้. นี่แหละคือข้อที่ว่าลัทธิหรือเดียรถีย์นั้น ก็เป็นลัทธิที่มี การแข่งขันกันไปในตัวโดยธรรมชาติ. ผู้ที่ไม่นับถือลัทธิไหน ๆ เลยอย่างจริงจังก็ยัง จะมี ; แห้ง เพราะว่าอาจจะมีความคิดชนิดที่เข้ากับลัทธิไหนไม่ได้. แต่อย่างไรก็ดี คนที่ ไม่มีสติปัญญาเหล่านี้ ก็ยังจะต้องถือลัทธิของตัวเอง, ถือลัทธิได้ คือได้เงิน ได้ของ ได้อะไรนั่นแหละเป็นดี ; เพราะฉะนั้น จึงมีการกล่าวร้ายต่อพระพุทธเจ้า. สำหรับข้อที่ว่า มีเดียรถีย์อื่น จ้างคนให้ทำร้าย ให้ด่าพระพุทธเจ้า เหล่านี้ ก็มีกล่าวอยู่ในคัมภีร์ ชั้นอรรถกถา ยังไม่เคยพบในคัมภีร์ชั้นบาลี ; แต่ก็เป็นที่เชื่อ ได้ว่า มันคงจะมีเรื่อง ; อย่างเรื่องจิญจมาณวิกา เป็นต้นนี้ ยังไม่เคยพบในพระบาลี. แต่ก็มีมากมาย หลายเรื่อง หลายราย หลายชนิด ในอรรถกถา หรือหนังสือที่ อธิบายอรรถกถา. สำหรับในบาลีโดยตรงนั้น ก็เคยพบแต่เพียงว่า พวกหญิงชาวบ้าน เขาโกรธและเขา ค่ าพระพุทธเจ้า ว่าทำให้ต้องเป็นหม้าย ; อย่างนี้ คงจะไม่ถูกด่าแต่

น.163 พระพุทธเจ้า ; เพราะว่าคนที่ออกไปบวชในลัทธิอื่นนั้น ถ้าไปบวชแล้ว ภรรยาอยู่ ข้างหลัง ก็ต้องเป็นหม้ายด้วยเหมือนกัน. แต่ว่าในพระบาลีมีไว้ชัดว่า พวกหญิง เขารุมด่าพระพุทธเจ้ากันเป็นหมู่ ๆ ว่าทำให้คนเป็นหม้าย ; อย่างนี้ไม่เกี่ยวกับลัทธิ ; แต่ เกี่ยวกับว่า ประโยชน์ส่วนตัว ; เว้นไว้แต่ว่า เขาจะถือว่า ประโยชน์ส่วนตัวเป็นลัทธิ, มันก็เป็นลัทธิอื่นด้วยเหมือนกัน .. ทีนี้ ดูต่อไปอีก ในพระบาลีนั้น ๆ กลับจะมีว่า พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ ทรงตั้งพระองค์เองเป็นปรปักษ์แก่ใคร ; มีก็แต่ว่า ลัทธิอื่น เดียรถีย์อื่น ทำตน เป็นปรปักษ์ต่อพระพุทธเจ้า นี้จะเห็นมีอยู่ทั่ว ๆ ไป. แต่ถึงอย่างไรก็ดี เรื่องนั้น ก็ไม่ได้ร้ายแรงมากมาย เหมือนอย่างที่เราเข้าใจกันอยู่ในเวลานี้ เพราะว่าอ่านแต่ อรรถกถา ซึ่งมีความลำเอียงมาก. เรื่องราวในพระบาลีจะพบว่า พระพุทธเจ้าท่านแวะไปตามสำนักเดียรถีย์อื่น มีอยู่มาก ที่กล่าวว่า เวลายังเช้านัก ไปบิณฑบาตยังไม่สมควร ; ก็ทรงไถลแวะ เข้าไปที่สำนักเดียรถีย์อื่น ที่อยู่ใกล้ ๆกัน, หรืออยู่ในระหว่างทางที่จะต้องทรงผ่านไป บิณฑบาต. ที่ทรงแวะเข้าไปนั้น ก็เพื่อสนทนา ไม่ใช่เพื่อจะไปเอาอะไร มากไปกว่า เพื่อจะมีโอกาสสนทนา ; และการสนทนานี้ ไม่ใช่มุ่งร้าย ไม่ใช่ด้วยหวังร้าย ไม่ใช่จะหวงความรู้ หรือไม่ใช่จะทำอะไรไปในลักษณะที่เป็นปรปักษ์. การสนทนา แม้สนทนากับคู่ปรปักษ์ ท่านก็ สนทนาด้วยหวังว่า เขาจะมีความเข้าใจถูกต้อง แล้วจะเป็นประโยชน์แก่เขาตลอดกาลนาน ; ดังนั้นจึงทรงหาโอกาส ที่จะเยี่ยมกราย เข้าไปในหมู่คนที่ถูกอุปโลกข์ ว่าเป็นปรปักษ์ต่อกัน. บางทีก่อนไปบิณฑบาต เช่นนั้น ได้โปรดคนมิจฉาทิฏฐิ หรือว่าเจ้าลัทธิบางลัทธิ ให้มีความเข้าใจถูกต้อง กลายเป็นคนดี มีสัมมาทิฏฐิไป อย่างนี้ก็มี ; แล้วก็มีไม่น้อยด้วย.

น.164 ขอให้ถือ เอาเรื่องอย่างนี้เป็นตัวอย่าง เป็นหลักเกณฑ์ สำหรับที่จะทราบ ถึงพระพุทธจริยา ที่พระองค์ทรงประพฤติกระทำ ต่อบุคคลที่เรียกกันว่าเป็นปรปักษ์ . ไม่เหมือนพวกเรา เป็นปรปักษ์กันแล้ว ก็ตั้งหน้าตั้งตาแต่จะเกลียดจะชัง จะคิด ทำลายล้างกันเท่านั้น ; ไม่เคยคิดว่า เราจะทำให้ผู้ที่เป็นปรปักษ์นั้น มีความเข้าใจ ถูกต้องเสีย เขาก็จะได้เป็นคนดีมีประโยชน์แก่ตัวเขานั่นแหละ ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ; เราไม่ต้อง การอะไร. นี่ก็เพราะว่าเราไม่ประพฤติกระทำตามพระพุทธจริยานั่นเอง. ดังนั้น ขอให้ระลึกกันเสียใหม่ ถ้านิสัยมีอยู่ในลักษณะอย่างที่กล่าวนี้จริง ๆ แล้ว ก็จงใช้ พระพุทธจริยาข้อนี้ มาลบล้างนิสัย สันดานของพวกเรา ที่เฝ้าแต่จะเกลียดชังบุคคล ฝ่ายที่เป็นปรปักษ์. ที่จริง คำว่าปรปักษ์นี้ ก็ไม่ใช่ร้ายกาจอะไรนัก มันยังมิได้หมายความถึง กับว่าเป็นศัตรู หรือว่าเป็นข้าศึก. คำว่าข้าศึกนั้น มันมากถึงที่สุดแล้ว คือจะ ทำลายล้างกันโดยตรง. คำว่าศัตรูนั้น มันคอยจองล้างจองผลาญอยู่. คำว่าปรปักษ์ นั้น มันเป็นแต่ถือกันคนละฝ่าย : ปร แปลว่าอื่น ปักษ์ แปลว่าฝ่าย ; ปรปักษ์ ก็แปลว่าฝ่ายอื่น โดยการกระทำก็ได้ โดยความคิดนึกก็ได้ : เป็นปรปักษ์ต่อกันนี้ ไม่มีน้ำหนักเท่ากันกับว่าเป็นศัตรูกัน ; แต่เดี๋ยวนี้ก็ใช้ปนเปกันไป. ถ้าถือตามอรรถกถา ก็มีบุคคลที่เป็นศัตรูต่อพระพุทธองค์มากมายเหลือเกิน ; แต่ถ้าสำรวจดูตามบาลีแล้ว ก็มีแต่สักว่าคนเป็นปรปักษ์มากเหลือเกิน ; และโดย เฉพาะอย่างยิ่ง ปรปักษ์ในทางความคิดเห็น. ปรปักษ์อย่างนี้แหละ คือที่เรียกใน ที่นี้ว่าเดียรถีย์อื่น คือเจ้าลัทธิอื่น. ถึงอย่างนั้นพระพุทธองค์ก็ทรงไปมาหาสู่ เหมือน กับว่าไม่มีอะไร; ก็ทรงคอยจ้องหาโอกาสที่จะพูดจากับเขาให้เขาเข้าใจถูกต้อง ; แม้ว่าจะต้องทรงใช้ความพยายามยืดยาว หรือหลายครั้งหลายหน.

น.165 นี่แหละ การไปบิณฑบาตของพระองค์ ก็เรียกว่าไปโปรดสัตว์โดยแท้จริง : คือว่าการออกบิณฑบาตนั้น มิได้หมายความว่าเป็นแต่เพียงไปเที่ยวแสวงหาอาหาร ; แต่มี ความมุ่งหมายที่จะโปรดสัตว์โดยวิธีใดวิธีหนึ่ง. เช่นอย่างว่า ยังเช้านัก ก็แวะเข้าไป โปรดพวกเดียรถีย์อื่น ที่วัดเขาอยู่ติด ๆ กัน, หรือว่าเข้าไปในเมืองแล้ว พบใครก็ พูดจา แล้วก็มีประโยชน์ เป็นการโปรดเขา. ถ้าว่าไปฉันที่บ้าน เขานิมนต์ให้ฉัน ที่บ้านนั้นเลย ก็ยิ่งมีการโปรดอย่างยิ่ง คือจะสั่งให้ภิกษุอื่น ๆ กลับไปก่อน แล้วก็ทรง อยู่สนทนากับเจ้าของบ้าน จนเป็นที่พอพระหฤทัย จึงจะเสด็จกลับต่อภายหลัง ; หรือแม้ที่สุด แต่ว่าจะทรงกลับก่อน ก็จะต้องทรงบังคับให้ภิกษุที่สามารถองค์ใดองค์หนึ่ง อยู่โปรดเจ้าของบ้าน ในนามของพระองค์เอง. นี่จงดูพุทธจริยากันในลักษณะอย่างนี้บ้าง ว่า ทรงเคลื่อนไหวตลอดเวลานั้น ก็เพื่อจะช่วยผู้อื่น แม้กระทั่งที่ผู้เป็นปรปักษ์ ; แล้วควรจะเข้าใจให้ดี ๆ เพราะว่า มันลึกกว่าธรรมดา ; เพราะว่าเราไม่สมัครจะทำอย่างนั้น ซึ่งเราจะคิดกันเสียว่า ถ้าเป็นปรปักษ์แล้ว ก็อย่าไปยุ่งกับเขาเลย. ดูให้ดีเถิด ว่าอย่างนี้มันไม่ตรงกับ พระพุทธจริยา ซึ่งมีอยู่ชัด ๆ และทรงแสดงอยู่อย่างชัดแจ้ง ในบางกรณี มันมีเรื่องถึงกับว่า พระองค์ทรงบันลือสิงหนาท ประกาศ พรหมจักร คือลัทธิของพระองค์ท่ามกลางเดียรถีย์อื่นเหล่านั้น ก็มีเหมือนกัน. ฟังดูแล้ว คล้าย ๆ กับว่าทรงอาละวาด เพราะว่าตัวหนังสือทำให้เข้าใจผิดก็ได้. มิได้หมายความว่า ทรงอาละวาดในท่ามกลางหมู่ปรปักษ์เหล่านั้น เหมือนพวกเราที่มีกิเลสชอบกระทำกัน ; เช่นจะลุกขึ้นท้าทายด้วยเสียงอันดัง อย่างนี้เป็นต้น. แม้ว่าจะมีพระบาลีว่า ทรงบันลือ สิงหนาทประกาศพรหมจักร ท่ามกลางเดียรถีย์อื่น มันก็เป็นการประกาศที่ทำไปด้วยความ หวังดีต่อปรปักษ์ ; แล้วก็ทำอย่างสุภาพ ทำอย่างมีเหตุผล ทำอย่างมีธรรมะที่ทำ ความกล้าหาญ ให้มันเป็นที่ปรากฏ เพื่อจะยืนยันในลัทธิของพระองค์. ฉะนั้น

น.166 ขอให้เข้าใจคำว่า ปรปักษ์ หรือภาวะแห่งความเป็นปรปักษ์ ซึ่งมีกันในระหว่างเดียรถีย์ ทั้งหลายให้ถูกต้อง ; แล้วเราก็จะได้เข้าใจคำว่า ท่านเป็นอะไรกับพวกเดียรถีย์อื่น ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป. ๑. ทรงถูกประชดว่า โปรดสัตว์ได้กี่มากน้อย เรื่องแรก จะได้กล่าวถึงข้อความในอังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต มีปริพพาชก ชื่อว่าอุตติยะ ปริพพาชก มาเฝ้าพระพุทธองค์, มาคะยั้นคะยอให้พระพุทธเจ้าทรง อธิบายเรื่อง อันตคาหิกทิฏฐิ คือทิฏฐิที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ ซึ่งเป็นหลักใหญ่ เป็นประธาน อยู่ในบ้าน ในเมือง ; หรือว่าประเทศอินเดียในสมัยนั้น ทิฏฐิเหล่านี้ มันรุนแรง มันสุดเหวี่ยงไปทางใดทางหนึ่ง เขาจึงเรียกว่า อันตคาหิกะ - แปลว่า ถือเอาซึ่งที่สุด คือพูดอะไรไม่ยั้งเหลือไว้เลย จะพูดสุดเหวี่ยงไปในทางใดทางหนึ่งหมด เช่น : - พวกที่ ๑ ว่า โลกนี้เที่ยง ก็หมายความว่าจะพูดตัดบท คำเดียวขาด ว่า ขึ้นชื่อว่าสัตว์โลกแล้ว ก็เที่ยง เป็นอย่างไรก็จะเป็นอย่างนั้นตลอดไป ตายแล้วก็เป็น อย่างนั้นอีก, ตายแล้วก็เป็นอย่างนั้นอีก ; อย่างนี้เรียกว่า โลกมันเที่ยง. นี่ก็เป็น อันตคาหิกทิฏฐิ อย่างหนึ่ง แล้วก็เป็นหมายเลข ๑. พวกที่ ๒ ก็ว่าโลกไม่เที่ยง นี่มันกลับหลังหันกันเลย ก็หมายความว่า มันตรงกันข้ามกับพวกที่ ๑ ก็แล้วกัน พูดมาอย่างไรก็พูดกลับตรงกันข้าม. พวกที่ ๓ ว่าโลกมีที่สุด ไม่เท่าไรมันก็จะจบ หรือว่ามันก็จะจบกันแค่ตายลง พอคนเราตายลงไป ก็สุดหรือจบ. พวกที่ ๔ ว่าไม่; ไม่มีจบ. พวกที่ ๕ ก็ถือว่าอันเดียวกันเรื่อย ชีวิตก็อันนี้ ร่างกายก็อันนี้ หมายความว่า ใครตายไป จิตดวงนั้นก็ไปได้ร่างกายอันนี้อีก จะเป็นของอันเดียวกัน คู่เดียวกันเรื่อยไป.

น.167 พวกที่ ๖ ก็ว่าไม่ใช่ พูดในลักษณะที่ผิด กลับตรงกันข้าม ไปอีกทางหนึ่ง. พวกที่ ๗ ว่าสัตว์ ภายหลังแต่ตายแล้ว มีอีก. พวกที่ ๘ ว่าไม่; ตรงกันข้าม. พวกที่ ๙ ว่าตายแล้วมีอีกก็มี ไม่มีอีกก็มี ; นี่พวกนี้แยกเป็น ๒ อย่าง. พวกที่ ๑๐ ว่าไม่; จะว่ามีอีกก็ไม่ได้, จะว่าไม่มีอีกก็ไม่ได้. นี่รวมกันเป็น ๑๐ อย่าง เรียกว่า อันตคาหิกทิฏฐิ ขอให้เรารู้จักเดียรถีย์ อื่นไว้ในลักษณะอย่างนี้ : ว่าถ้ากล่าวอย่างนี้แล้ว มันอื่นจากที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส, หรือว่า อื่นไปจากหลักพุทธศาสนา. ทีนี้ บางคนอาจจะสงสัยว่า ทำไม ที่กล่าวว่าโลกเที่ยงนี้พอจะเห็นได้ว่าไม่จริง แต่ที่จะกล่าวว่า โลกไม่เที่ยงนี้ มันควรจะถูกซิ ; เพราะว่าพุทธศาสนาก็มีกล่าวว่า อนิจจัง อนิจจตา อะไรอยู่ คือว่า ไม่เที่ยง - ไม่เที่ยง. นี่แหละคือข้อที่จะเข้าใจไม่ได้ ว่าเรากับพวกอื่นนั้น มันผิดกันที่ตรงไหน ; ทำไมจึงถือว่าผู้ที่กล่าวว่า โลกไม่เที่ยงนี้ เป็นมิจฉาทิฏฐิไปเล่า ? เพราะว่ามันมีความหมายเล็งไปถึงมีตัวมีตนเป็นโลก โลกเป็นตัว เป็นตน ; โลกชนิดนั้น จะกล่าวว่าเที่ยง หรือกล่าวว่าไม่เที่ยงก็ตาม มันผิดทั้งนั้น ; หรือละเอียดไปกว่านั้น ก็หมายความว่าการที่กล่าวว่าไม่เที่ยง ในลักษณะที่ตรงกันข้าม กับเที่ยงนี้ มันเป็นไปไม่ได้. ที่กล่าวอย่างถูกต้องนั้น ก็คือกล่าวว่า : เมื่อมีสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ ๆ จึงเกิดขึ้น ; เมื่อไม่มีสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ ๆ ก็ดับลง ; จะกล่าวได้แต่ อย่างนี้. คือไม่กล่าวว่าเที่ยง หรือไม่กล่าวว่าไม่เที่ยง. แต่จะกล่าวว่า ถ้ามีปัจจัยอย่างไร มันก็จะเป็นอย่างนั้น ; นี่คือเราละ, คือพุทธศาสนา. ถ้ากล่าวผิดไปจากนี้ เป็นเที่ยงก็ตาม ไม่เที่ยงก็ตามแล้ว ก็จะเป็นอื่นไป เป็นพวกอื่น เป็นลัทธิอื่น เป็นเดียรถีย์อื่น.

น.168 ที่ว่ามีที่สุด หรือไม่มีที่สุดก็เหมือนกัน เป็นการกล่าวโดยส่วนเดียว กล่าวอย่าง ผ่าซาก กล่าวอย่างสุดเหวี่ยง. คำว่า อันตะ นี่แปลว่า สุดเหวี่ยง. พระพุทธเจ้าท่าน จะไม่ยอมรับอะไร ๆ ในลักษณะที่เป็นการกล่าวอย่างสุดเหวี่ยง ; ไม่มีอะไรที่มัน สุดเหวี่ยงได้ ; เพราะว่า ทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามปัจจัย ตามกฎของ อิทัปปัจจยตา. ฉะนั้นจึงไม่กล่าวว่า เที่ยงหรือไม่เที่ยง มีที่สุด หรือไม่มีที่สุด. ส่วนที่จะกล่าวว่า ร่างกายก็อันนั้น ชีวะก็อันนั้น นั้นมันยิ่งหนักขึ้น ไปอีก ; เพราะว่าเราก็ไม่มีชีวะ ไม่มีอะไรที่เป็นตัวตน อยู่แล้ว ; แล้วก็มีแต่เหตุ ปัจจัยปรุงแต่ง ; ทุกอย่างก็เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย. ฉะนั้น มันไม่อาจจะ กล่าวว่า นั้น ๆ นั้น ๆ อยู่อย่างไรได้ ; หรือแม้แต่ที่จะกล่าวว่า อื่น ๆ มันก็ไม่ได้. มันไม่นั้น และมันไม่อื่น ; แต่มันอยู่ตรงกลาง คือว่า เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ตามกฎเกณฑ์ของอิทัปปัจจยตา. ทีนี้ อีก ๒ คู่ข้างท้ายนี้ มีคำว่า ตถาคโต ซึ่งในที่นี้ ต้องแปลว่าสัตว์. ตถาคโต แปลว่า มาอย่างไรไปอย่างนั้น, หรือว่า ไปอย่างไรไปอย่างนั้น : คือว่า มาอย่างที่สัตว์จะต้องมา ตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติธรรมดา ; นี้เรียกว่า ตถาคโต. ผู้มาอย่างนั้น ก็คือสัตว์ ทุกคนก็เป็นสัตว์ในลักษณะนี้ด้วยกันทั้งนั้น. นี้หลังจากตาย แล้วมีอีก นี้ก็เข้าลักษณะเป็นสัสสตทิฏฐิ. ถ้าระบุสัตว์อีกพวกหนึ่งว่า ไม่มีอีก ; นั่นก็เป็น คำพูดสุดเหวี่ยง พูดตายตัวเด็ดขาด ไม่มีเป็นอย่างอื่น ; นี้เป็นอันว่าใช้ไม่ได้แน่. พวกที่ ๙ ที่จะทำความเข้าใจผิด เพราะว่าเราก็ยังพอจะมองเห็นว่า บางคน ตายแล้วเกิดอีก บางคนตายแล้วไม่เกิดอีก เช่นคนธรรมดาเกิดอีก พระอรหันต์ไม่เกิดอีก อย่างนี้. เดี๋ยวก็จะมาเข้ารูปว่า สัตว์ตายแล้วมีอีกก็มี ไม่มีอีกก็มี. ข้อที่พูดว่าตาย แล้วมีด้วย และไม่มีด้วย นี้มันไปผิดอยู่ที่สัตว์ แล้วมันไปผิดอยู่ ที่ความมีของสัตว์ ;

น.169 มันไม่ใช่ ความเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ของสิ่งที่มีเหตุมีปัจจัย. ฉะนั้นระวังให้ดี อย่า ไปเที่ยวยืนยันเข้าว่า พุทธศาสนาบัญญัติว่าสัตว์ตายแล้วมีอีกก็มี ไม่มีอีกก็มี มันจะเป็นอันตคาหิกทิฏฐิชนิดนี้. เราจะไม่พูดอย่างนี้ ซึ่งเป็นการพูดสุดเหวี่ยง เราจะพูดว่า เมื่อมีสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ ๆ ก็เกิดขึ้น, เมื่อไม่มีสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ ๆก็ดับลง : "ฉันไม่พูด ว่าสัตว์ แล้วฉันก็ไม่พูดสุดเหวี่ยง ว่ามีหรือว่าไม่มีอีก". พวกสุดท้ายยิ่งกำกวมหนักยิ่งขึ้นไปอีกว่า จะพูดว่ามีก็ไม่ได้ จะพูดว่า ไม่มีก็ไม่ได้; นี่เป็นเรื่องส่าย เป็นเรื่องไม่ยอมให้ตายตัว. แต่ที่แท้มันก็ ยอมรับว่า มีสัตว์นั่นแหละ. คำพูดอย่างนี้ ก็มิใช่จะมาเป็นหลักพุทธศาสนา ว่าทุกสิ่ง เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยได้ เพราะว่ามันมีสัตว์ ; แล้วสัตว์นั้น เป็นสิ่งที่จะไม่ให้ใคร พูดว่ามี หรือไม่ให้พูดว่าไม่มี. ดังนั้น มันจึงคง เป็นมิจฉาทิฏฐิ ไปตามเดิม. เรื่องอันตคาหิกทิฏฐินี้สำคัญมาก สำหรับคนที่จะเป็นพุทธบริษัท ; แม้ว่าจะ เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อตนของตนเอง ก็อย่าไปเกี่ยวข้องกับทิฏฐิ ๑๐ ประการนี้ มันจะเป็น มิจฉาทิฏฐิอย่างละเอียด. มิจฉาทิฏฐิชนิดนี้ ไม่ได้ห้ามสวรรค์ เพราะว่า มิจฉาทิฏฐิ ชนิดนี้ ยังทำให้ทำบุญทำทานแล้วไปสวรรค์ ได้ ; แต่ว่าไม่มีทางที่จะไปนิพพาน เพราะมันมีตัวตนที่ไม่รู้จักดับ. เราก็ควรระวังไว้สำหรับส่วนตัวในการปฏิบัติ, และอีก ที่หนึ่งก็ระวังไว้ ในเมื่อจะพูดให้ผู้อื่นเข้าใจ หรือเมื่อจะสอนผู้อื่น ; แม้จะสอนลูก สอนหลาน สอนลูกเล็ก ๆ ก็ระวังให้ดี. ถ้าจะสอนให้เป็นรูปมิจฉาทิฏฐิชนิดนี้บ้าง ก็เพียงชั่วคราว เช่นว่า จะสอน ให้เขาถือว่ามีสัตว์ แล้วสัตว์นี้ตายแล้วเกิด แล้วจะต้องรับผลกรรมที่ทำไว้ ; อย่างนี้ ก็ต้องเรียกว่า มันเป็นอุบายขั้นแรกที่จะสอนลูกเด็ก ๆ ให้เขาทำดี. แต่เสร็จแล้วใน

น.170 ที่สุด ก็ต้องขุดรากทิ้ง ; ปลูกฝังลงไปแล้ว ยังจะต้องขุดรากทิ้งเพื่อจะไม่ให้มีความ ยึดมั่นถือมั่น ชนิดที่มันปิดกั้นกระแสแห่งพระนิพพาน. เมื่อไปสุคติโลกสวรรค์กัน เพียงพอแล้วก็ต้องขุดรากอันนี้ทิ้ง ไปสู่กฎเกณฑ์แห่ง อิทัปปัจจยตา : ที่ว่าไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล. ฉะนั้นจะพูดลงไปตายตัวว่าเกิดอีกหรือไม่เกิดอีก, หรือคนเดียวกันหรือ มิใช่คนเดียวกันนี้ มันไม่มีทางจะพูดแล้ว นี้คืออันตคาหิกทิฏฐิ มีอยู่ ๑๐ อย่าง. ปริพพาชกหรือเดียรถีย์อื่นเหล่าใดก็ตาม เขาจะมารบเร้าเซ้าซี้, เซ้าซี้ อย่างน่ารำคาญที่สุด ที่จะให้พระพุทธเจ้าตรัสถ้อยคำเกี่ยวกับเรื่องนี้ออกมา ; มีความ มุ่งหมายว่า เขาจะจับผิดพระพุทธเจ้า หรือว่าเขาจะอ้างเอาพระพุทธเจ้าเป็นพยาน เป็นผู้ร่วมความคิดเห็นกันด้วยอย่างนี้ มันมีอยู่ถึงอย่างนี้. นี้พระพุทธเจ้าท่านจะไม่ ยอมตรัส แล้วปฏิเสธสรุปว่าไม่มีประโยชน์อะไร ความคิดเห็น ๑๐ ประการนี้ เราจะมา วิพากษ์วิจารณ์กัน ไม่มีประโยชน์อะไร, ไม่เป็นเงื่อนต้นของการปฏิบัติ เพื่อดับทุกข์ ทั้งปวง ท่านไม่ยอมตรัส ; นี้ท่านจะตรัสเรื่องที่เป็นของท่าน คือเป็นพุทธศาสนา. เหมือนกับในเรื่องที่กำลังว่านี้ ก็หมายความว่า อุตติยะปริพพาชก มาเฝ้า เซ้าซี้ให้พระองค์ทรงพูดจาเกี่ยวกับเรื่องนี้ พระองค์ก็ทรงปฏิเสธทีละข้อ ทีละข้อ ทีละข้อ ว่าไม่มีประโยชน์อะไร ฉันไม่พูดด้วย. ทีนี้ เขาก็จะถามว่า อถ กิญฺจรหิ โภตา โคตเมน พยากตนฺติ ซึ่งมีใจความว่า ถ้าอย่างนั้นก็ไม่พูด อย่างนี้ก็ไม่พูด อย่างโน้น ก็ไม่พูดแล้ว ; จะพูดเรื่องอะไร จะพยากรณ์สิ่งใด ? พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสว่า : - อภิญฺญา โข อหํ อุตฺติย สาวกานํ ธมฺมํ เทเสมิ - ดูก่อน อุตติยะ, เราแสดงธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง แก่สาวกทั้งหลาย, สตฺตานํ วิสุทฺธิยา - เพื่อความบริสุทธิ์หมดจดของสัตว์ทั้งหลาย. โสกปริเทวานํ สมฺมติกฺกมาย - เพื่อการก้าวล่วงเสียซึ่งโสกะ และปริเทวะทั้งปวง, ทุกฺขโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมาย - เพื่อความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งทุกข์ และโทมนัสทั้งหลาย, ญายสฺส

น.171 อธิคมาย - เพื่อให้ถึงทับซึ่ง ญายธรรม อันสัตว์ควรจะรู้, นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยาย - เพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน. นี่ ขอให้ทำความเข้าใจในตอนนี้กันก่อน : ว่าเมื่อปริพพาชกเขาถาม กระเซ้าเรื่องทิฏฐิ ๑๐ พระพุทธเจ้าไม่ยอมตรัส ; ปฏิเสธทีละข้อ ทีละข้อ. เมื่อปริพพาชก ผูกมัดพระองค์ให้ตรัสให้จงได้ ว่าถ้าอย่างนั้นจะตรัสเรื่องอะไร ? พระพุทธเจ้าท่าน ก็ตรัสอย่างนี้ : ว่าฉันจะแสดงธรรมหรือจะพูด แต่เฉพาะเรื่องที่มันเป็น สตฺตานํ วิสุทธิยา - เพื่อความบริสุทธิ์หมดจดแห่งสัตว์ทั้งหลาย. สัตว์สกปรก เพราะว่ามี ทิฏฐิ อย่างพวกของแกน่ะ ; แต่พระพุทธเจ้าท่านไม่เหมือนอาตมา ท่านไม่ตรัส หยาบคายอย่างนั้น, ท่านบอกว่า เพื่อความหมดจดสะอาดของสัตว์ทั้งหลาย คือสะอาด จากทิฏฐิ, ทิฏฐินั้นมันเป็นของมืด เป็นของครอบคลุม หุ้มห่อ ผูกมัด รัดรึง, ต้องการให้เกลี้ยงเกลาไปจากทิฏฐิเหล่านั้นเสีย ให้สัตว์มันสะอาด, โสกปริเทวานํ สมฺมติกฺกมาย - เพื่อก้าวล่วงเสียซึ่งโสกะและปริเทวะ. คำตรงนี้มีความหมายพิเศษอยู่บ้าง ใช้คำว่า สมฺมติกฺกมาย เพื่อก้าวล่วงเสีย ซึ่งโสกะและปริเทวะ ; แต่พอที่ถึงเรื่องของทุกข์โทมนัส ตรัสใช้คำว่า อตฺถงฺคมาย - เพื่อตั้งอยู่ไม่ได้แห่งทุกข์และโทมนัส. ความมันก็คล้ายๆ กัน แต่มันมีน้ำหนักคนละ ระดับ, จึงตรัสว่า ก้าวล่วงเสียซึ่งโสกะ ปริเทวะ, เพื่อตั้งอยู่ไม่ได้แห่งทุกข์และ โทมนัส ; หมายความว่า เมื่อบุคคลรู้ธรรมะนี้แล้ว ก็จะก้าวข้ามพ้น ๆ ไปเสียได้จาก ความทุกข์เบ็ดเตล็ด ; โสกะ ปริเทวะ มันกลายเป็นของที่ไม่มีปัญหาอะไรมาก เดินข้าม ๆ ไปอย่างนั้นก็ได้. แต่สำหรับคำว่า "ทุกข์" กับคำว่า "โทมนัส" นั้น มันมี ความหมาย จึงได้ใช้คำว่า ตั้งอยู่ไม่ได้ ก็คือเพื่อดับเสียซึ่งความทุกข์ คือทุกข์ ทางกาย, และโทมนัส คือทุกข์ทางใจ.

น.172 แล้วมีคำต่อไปว่า ฌายสฺส อธิคมาย - เพื่อจะถึงทับซึ่งญายธรรม. ญายธรรม นี้ ตามปกติก็แปลกันว่า : ธรรมที่ควรจะรู้ หรือต้องรู้ หรือพึงรู้, คือรู้ความที่หมดทุกข์ หรือดับทุกข์นี้เป็นส่วนใหญ่. แต่ว่าแม้เรื่องการปฏิบัติ เพื่อให้ถึง ความดับทุกข์นั้น ก็ต้องรู้เหมือนกัน ถึงจะรู้ความดับทุกข์ได้ ; และก็ต้องรู้จักตัวทุกข์ด้วย เหตุให้เกิดทุกข์ด้วย. ฉะนั้น จึงสมบูรณ์ เป็นเรื่องที่ต้องรู้ถึง ๔ ประการ คือ อริยสัจจ์อย่างที่กล่าวกันทั่ว ๆ ไป. เรื่องความทุกข์นั้น ต้องเป็นเรื่อง ๔ เรื่องจึงจะสมบูรณ์ คือ : ความทุกข์, เหตุให้เกิดทุกข์, ความดับทุกข์สนิทไม่มีเหลือ, แล้วก็ทางที่จะดับทุกข์ให้ไม่มีเหลือ ความรู้เหล่านี้เรียกว่า ญายะ แล้วประสงค์ที่สำคัญที่สุดตรงที่รู้ ความที่พ้นทุกข์แล้ว, ดับทุกข์แล้ว, คือรู้รสของที่สุดแห่งความทุกข์ หรือนิพพานนั่นเอง. พระองค์แสดงธรรมนี้ เพื่อให้สัตว์ได้ถึงทับซึ่ง ญายะธรรม ; คือได้มี ความรู้ว่า สิ้นทุกข์แล้ว ไม่มี เหลือแล้ว นี้เป็นอย่างไร, พระองค์ตรัสสรุปเป็นตอนท้ายอีกทีหนึ่งว่า สจฺฉิกิริยาย - เพื่อจะทำให้แจ้ง ซึ่งพระนิพพาน. มันก็มีความหมายที่คล้ายกัน แต่ระบุให้ชัดลงไปว่า นิพพาน ความดับไม่มีเหลือแห่งทุกข์ ; ก็ดับกิเลสไม่มีเหลือนี้ เป็นสิ่งที่ต้องทำให้แจ้ง. คำนี้ มีความหมายพิเศษอยู่ตรงที่ว่า ต้องทำให้แจ้ง คือว่าไม่สามารถจะสร้างขึ้นมาได้ แต่ว่า สามารถที่จะทำให้แจ้งได้. คำว่านิพพานนี้ ขอให้จำไว้เป็นหลัก สำหรับจะพูดจากันให้ถูกต้อง ; เพราะว่าในที่นี้จะถือว่า พระนิพพานนี้เป็นอสังขตะ คือใครสร้างขึ้นไม่ได้ มันมีอยู่ โดยธรรมชาติ ตามกฎเกณฑ์ของอสังขตะ. ฉะนั้นเราจะทำได้อย่างมาก ก็เพียงแต่ว่า ทำให้มันปรากฏ ทำให้มันแจ้ง ; โดยเอาของที่บังหน้าออกไปเสีย มันก็แจ้ง ประจักษ์ต่อสิ่งนั้น ซึ่งมีอยู่ตลอดเวลา. ฉะนั้นจึงจะถือว่าพวกอสังขตะเท่านั้น ที่จะเที่ยง

น.173 หรือมีอยู่ตลอดเวลา, หรือไม่เปลี่ยนแปลง. ดังนั้นถ้อยคำที่จะใช้กับสิ่งนี้ หรือสิ่ง ชนิดนี้ จึงแปลกออกไป ว่าทำให้แจ้ง ; ไม่ได้ใช้คำว่า ทำให้เกิด หรือ ทำให้เจริญ นั้น ทำไม่ได้; ทำได้แต่เพียงว่า ทำให้แจ่มแจ้ง แก่ความรู้สึกหรือความรู้จักของเรา. นี่คือถ้อยคำที่พระองค์ตรัสตอบแก่ปริพพาชกนั้น เมื่อปริพพาชกนั้นเขา ตัดพ้อต่อว่า ว่าเรื่องอะไร ๆ ที่เขาพูดกัน พระโคดมก็ไม่พูด ถ้าอย่างนั้นพูดเรื่อง อะไร ? พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ฉันพูดอย่างนี้, แสดงธรรมเพื่อ อย่างนี้ ๕ อย่าง ด้วยกัน : - เพื่อความหมดจดของสัตว์ทั้งหลาย, เพื่อก้าวล่วงโสกะปริเทวะ, เพื่อความตั้งอยู่ ไม่ได้แห่งทุกข์และโทมนัส, เพื่อถึงทับซึ่งญายะธรรม, เพื่อ ทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน. ทีนี้ อัญญเดียรถีย์คนนั้น ก็ได้ทูลต่อไปในลักษณะที่เรียกว่า น่าหมั่นไส้ หรือว่ายั่วโทสะ หรือถ้าว่าอย่างเป็นคนธรรมดา ก็จะเกิดการทะเลาะวิวาทกัน ; คือเขา ได้ทูลถามพระพุทธเจ้าว่า : เมื่อพระโคดมไม่พูดเรื่องอันตคาหิกทิฏฐิ ๑๐ จะพูดแต่ เรื่องทำสัตว์ให้บริสุทธิ์, ให้ก้าวล่วงโสกะปริเทวะ ทุกขะโทมนัส, ให้แจ้งต่อ นิพพานแล้ว ; สพฺโพ วา เตน โลโก นิยฺยาสฺสติ - โลกนี้อันพระสมณโคดมนำเขา ออกไปจากทุกข์ได้ทั้งหมดหรือ ? อุปฑฺโฒ วา หรือว่านำไปได้สักครึ่งหนึ่ง, ติภาโค วา หรือว่าทรงพาออกไปได้หนึ่งในสาม ; ดังนั้นหรือ ? พระพุทธเจ้าท่านทรงนิ่งเสีย ไม่พูดด้วย ; เพราะเป็นคำถามที่พูด ตรง ๆ ก็ว่า ทั้งโง่และทั้งอวดดี และทั้งยั่วโทสะ, คือถามว่า ที่พระพุทธองค์ทรง แสดงธรรมอย่างนี้นั้น พาสัตว์โลกทั้งโลกออกไปจากกองทุกข์ได้ทั้งหมดหรือ หรือพาไป ได้ครึ่งหนึ่ง, หรือพาไปได้หนึ่งในสาม ? พระพุทธเจ้าท่านก็ทรงนิ่งเสีย,

น.174 นี้ก็ เป็นพุทธจริยา ที่ควรจะเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับคนขี้โมโห. พวกเราถูกยั่วเข้านิดเดียวก็เป็นยักษ์เป็นมาร ออกงิ้วออกยักษ์ขึ้นมาแล้ว ; แต่ พระพุทธเจ้าท่านนิ่งเสีย นั่นแหละ คือพุทธจริยา ที่พวกอัญญเดียรถีย์อื่น เขามากล่าวคำ ในลักษณะอย่างนี้. ทีนี้ เผอิญว่าพระอานนท์ นั่งอยู่ที่นั่นด้วย. พระอานนท์นี้ใคร ๆ ก็รู้ว่า ท่านยังไม่เป็นพระอรหันต์นะ, ท่านเป็นพระอรหันต์ต่อเมื่อพระพุทธเจ้านิพพานแล้ว. พระอานนท์ท่านก็นิ่งไม่ได้ซิ ; แต่ท่านก็ไม่ใช่อันธพาลเหมือนพวกเรา ซึ่งจะโกรธแทน หรือว่าจะพูดคำหยาบแทน. ท่านก็มีความคิดขึ้นในใจ ว่าเจ้าปริพพาชกนี้มีทิฏฐิ อันลามกอยู่ในใจ ; ทิฏฐินี้จะเป็นไปเพื่อความทุกข์แก่เขาตลอดกาลนาน. นี้คือ พระอานนท์ทราบว่า ปริพพาชกนั้นกำลังท้าทายพระพุทธเจ้า แล้วประณามพระพุทธเจ้าว่า คงจนแต้มแล้ว, ตอบไม่ได้แล้ว ด้วยการนิ่งเสีย ทั้งที่ถูกถามด้วยเรื่องที่ทรงยกขึ้นมา แสดงเอง แล้วตอบไม่ได้; เลยนิ่งเสียอย่างนี้. นี้เป็นการเห็นผิด เข้าใจผิด ต่อพระพุทธเจ้า ; พระอานนท์จึงคิดสงสารปริพพาชกนั้น แล้วก็จะช่วยให้เขาได้รับ ประโยชน์. นี่แม้ไม่ใช่พุทธจริยา ; เป็นแต่เพียงสาวกจริยา ก็ยังเป็นอย่างนี้. ขอให้คนขี้โมโห ถือเป็นตัวอย่างด้วยเหมือนกัน. พระอานนท์เลยกล่าวกับปริพพาชกนั้น ให้ปริพพาชกนั้นทราบว่า : พระพุทธเจ้าท่านไม่ทรงประสงค์ที่จะทราบว่าสัตว์หลุดออกไปได้เท่าไร ? จำนวนเท่าไร ? เพราะว่าท่านไม่ได้ต้องการอะไร เช่นไม่ได้ต้องการจะเก็บค่าผ่านประตู เหมือนที่พวกเรา ชอบเก็บกัน. พระพุทธเจ้าท่านแสดงธรรมปลดปล่อยนั้น ไม่ใช่เพื่อจะเก็บค่าผ่านประตู ; เพราะฉะนั้น ท่านจึงไม่ประสงค์จะทราบว่า มันหลุดออกไปได้กี่คน. ในเรื่องพุทธจริยาเช่นนี้เราก็เคยพูดกันแล้ว ตั้งแต่การบรรยายครั้งแรก ๆ ว่าจะทำอย่างไรได้ เมื่อเขาเองไม่เดินตาม ทั้งที่ว่า หนทางก็มีอยู่ ผู้ชี้ทางก็มีอยู่

น.175 แล้วเขาก็ยังไม่เดินตาม อย่างนี้เขาก็ออกไม่ได้. คนที่สมัครจะเดินตามออกไปได้, เขาก็ออกไปได้. พระพุทธเจ้าท่านไม่ต้องการจะทำอย่างที่เรียกกันตรง ๆ ก็ว่า ไม่ต้องการจะเก็บค่าผ่านประตู ; ฉะนั้น ไม่ต้องนับว่าใครจะออกไปได้กี่คน. มันเพียง แต่ว่า พระพุทธเจ้าคือ : พระผู้มีพระภาคเจ้า ท่านทรงแน่ใจว่า ทางนี้เป็นทาง ถูกต้องแน่ ทางนี้เป็นทางที่สัตว์จะหลุดออกไปได้แน่, ทางอื่นไม่มี; ฉะนั้น จึงพูดแต่เรื่องนี้ จึงพูดแต่อย่างนี้. "ทาง" นี้มีการอธิบายกันทีหลัง ว่า ได้แก่ละนิวรณ์ ๕ ตั้งมั่นในสติปัฏฐาน ๔ แล้วก็ เจริญโพชฌงค์ ๗ ให้บริบูรณ์ คือทางนี้. แต่ตอนนี้พระอานนท์ยังไม่ได้ พูดว่าอย่างนี้, แต่พูดต่อไปว่า : "ฉันจะอุปมาให้ฟังว่าเหมือนนคร ๆ หนึ่ง มีประตู เพียงประตูเดียว นอกนั้นเป็นกำแพงแน่นหนา, นายประตูไม่สนใจว่าใครจะเข้าเท่าไร จะออกเท่าไร ; เขาไม่ต้องการจะรู้ว่าคนเข้าเท่าไร, คนออกเท่าไร ; ต้องการ จะรู้แต่เพียงอย่างเดียวว่าทางออกมีช่องนี้เท่านั้น มันไม่มีช่องอื่น. เขาสนใจแต่ที่ จะแน่ใจว่า ทางออกนี้เป็นทางออกแน่แล้ว ถูกต้องแน่แล้ว ; นี่สนใจกันเพียงเท่านี้. ถ้าจะออกแล้ว ก็ออกได้แต่ทางนี้เท่านั้น ; ขอแต่ให้จัดแจงทางนี้ไว้ ให้ออกได้ อยู่เรื่อยไป ส่วนจะออกกันได้กี่คน ไม่รู้ไม่ชี้". "นี่เป็นอุปมาฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ฉันนั้น ทรงมั่นหมายแต่เพียง จะแสดงทางที่ออกได้และทรงแน่ใจว่า มันเป็นทางที่ออกได้ โดยวิธีอย่างนี้. ทีนี้ เมื่อทูลถามปัญหาไม่ตรงจุด เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงนึ่งเสีย. ขอท่านอย่าได้ คิดด้วยทิฏฐิของท่าน ว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า จนต่อคำพูด ต่อคำถาม ในเรื่องที่ทรง ยกขึ้นมาแสดง ด้วยพระองค์เองนั้น ยังไม่ได้". ทั้งหมดนี้ ทั้งเรื่องนี้ก็เป็นพุทธจริยา ขอให้สรุปใจความให้ได้ว่า คนที่เขา เป็นปรปักษ์นั้น เขากระทำแก่พระพุทธเจ้าอย่างไร ; แล้วเมื่อมีคนกระทำแก่

น.176 พระพุทธเจ้าถึงขนาดนี้ ว่าแหม! ท่านปล่อยคนทั้งโลกเที่ยวหรือ, หรือว่าปล่อยได้ ครึ่งโลก, หรือว่าปล่อยได้หนึ่งในสามของโลก. ท่านก็นิ่งเสีย เพราะไม่มีเรื่องที่ ควรจะตอบ ท่านก็นิ่งเสีย. สรุปความว่า ทรงสนใจแต่ที่จะแสดงหนทางดับทุกข์เท่านั้น เหมือนกับ เครื่องจักรที่ต้องการจะแสดงแต่หนทางดับทุกข์เท่านั้น ; เพราะว่าหน้าที่ ที่ทำมีเพียง เท่านั้น ทำได้เพียงเท่านั้น นอกนั้นเป็นเรื่องของสัตว์เหล่านั้นเอง ; ไม่ทรงสนใจ ว่าใครจะออกกันกี่คน เพราะไม่ต้องการจะเก็บค่าผ่านประตู. นี่คือความบริสุทธิ์บริบูรณ์ ความบริสุทธิ์หมดจดจากเครื่องเศร้าหมอง ของพระผู้มีพระภาคเจ้า, อันเป็นความ บริสุทธิ์ซึ่งมีอยู่ได้ในธรรมะ, ไม่ใช่เรื่องการค้า ไม่ใช่เรื่องการเมือง ; ก็ย่อมมีความ บริสุทธิ์ได้. ขอให้มองพุทธจริยาในแง่อย่างนี้ เรื่องพุทธประวัติง่าย ๆ นั้น อาตมาจะไม่ เอามาพูด ขอบอกไว้แต่ล่วงหน้า ; ว่าจะพูดกันแต่พุทธจริยาที่ลึกซึ้ง และโดยเฉพาะ อย่างยิ่ง ที่พวกเราบกพร่องคือไม่กระทำตามพระองค์ ในข้อเหล่านี้ ๒. เรื่องมัชฌิมาปฏิปทา อาคาฬหปฏิปทา และนิชฌามปฏิปทา ทีนี้ ก็อยากจะยกเรื่องที่เคยพูดแล้ว มาพูดอีกนิดหนึ่ง คือเรื่อง มัชฌิมา- ปฏิปทา. พุทธศาสนามีมัชฌิมาปฏิปทา อะไร ๆ ก็อยู่ตรงกลาง ถ้าไม่อยู่ตรง กลาง คือมันไปสุดโต่งฝ่ายไหนเข้าแล้ว มันเป็นเรื่อง อัญญเดียรถีย์ ; อญฺญติตถิย - คือเป็นเรื่องของเดียรถีย์อื่น. ถ้าเราจะจำคำว่าตรงกลาง ตรงกลาง ตรงกลาง ไว้สัก คำหนึ่ง เท่านั้นแหละจะเพียงพอ คือมัชฌิมาปฏิปทา ; เหมือนอย่างว่าเมื่อตะกี้นี้ : อันตคาหิกทิฏฐิทั้ง ๑๐ นั้นมันสุดเหวี่ยง เหวี่ยงซ้าย เหวี่ยงขวา เหวี่ยงอะไรก็ตามใจ, มันสุดเหวี่ยงทั้งนั้น ไม่ใช่ตรงกลาง ; ฉะนั้น พุทธศาสนา หรือว่าธรรมะที่พระพุทธองค์

น.177 ทรงแสดงเพื่อประโยชน์แก่ความหมดจดของสัตว์ทั้งหลาย เป็นต้น นั้นคือธรรมะที่อยู่ ตรงกลาง เรียกว่ามัชฌิมาปฏิปทา. ถ้าว่าไม่ตรงกลาง มันก็มีแต่เรื่องที่หย่อนหรือตึง อย่างในธัมมจักกัปปวัตตน- สูตร, เรื่องหย่อนคือ กามสุขัลลิกานุโยค, เรื่องตึงคือ อัตตกิลมถานุโยค ; แต่ถ้า จะตรัสทั่ว ๆ ไป ซึ่งตรัสกว้าง ๆ ทั่วไปนั้นทรงใช้คำอีกคู่หนึ่งต่างหาก คือคำว่า อาคาฬห- ปฏิปทา - ปฏิปทาที่ชุ่มแช่อยู่ในน้ำ กับคำว่า นิชฺฌามปฏิปทา - ปฏิปทาที่แห้งเกรียม เหมือนกับเผาไฟ ลนไฟให้แห้งเกรียม. ปฏิปทาการปฏิบัติที่เหมือนกับชุ่มแช่อยู่ในน้ำนี้คือไปทางฝ่ายกามคุณ นี้ตรัส ว่า : กตมา จ ภิกฺขเว อาคาฬหปฏิปทา - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, อาคาฬหปฏิปทา เป็นอย่างไรเล่า ? อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ เอวํวาที โหติ เอวิ ทิฏฺฐิ - ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย, คนบางคนในโลกนี้ มีคำพูดอย่างนี้ มีความเห็นอย่างนี้ ว่า : นตฺถิ กาเมหิ โทโส - โทษในกามทั้งหลายไม่มี. ตัวทิฏฐิมีนิดเดียวว่า นตฺถิ กาเมหิ โทโส - โทษ หรือความเลวร้ายในกามทั้งหลายนั้นไม่มี ; โส กาเมสุ ปาตพฺยติ อาปชฺชติ - ดังนั้น บุคคลนั้น จึงถึงซึ่งความตกจม มิดอยู่ในกามทั้งหลาย. อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อาคาฬห- ปฏิปทา - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, นี้เราเรียกว่า อาคาฬหปฏิปทา. ในที่ทั่วไป เรียกกามนี้ว่า ปงฺก คือเลน หรือตมที่เหลว. ฉะนั้น พอลง ไปที่เลนหรือตมนั้น มันจม ๆ ๆ ๆ ลงไปจนมิด. อาการที่จมมิด อย่างนี้ คือคำว่า อาคาฬห ; นี้จัดเป็นปฏิปทาพวกหนึ่ง เป็น อญฺญติตฺถิย, หรือ อญฺญติตฺถิย ของ ลัทธิอื่น ของพวกอื่น มีอยู่หลายชนิด หลายระดับ หลายอาการ ล้วนแต่ว่าหมกมุ่น อยู่ในกามทั้งหลาย ซึ่งเป็นของเปรียบเหมือนของเปียกแฉะและเหลว. ทีนี้ นิชฺฌามปฏิปทา ; นิชฺฌาม แปลว่า ไหม้เกรียม. กตเม จ ภิกฺขเว นิชฺฌามปฏิปทา - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, นิชฺฌามปฏิปทา เป็นอย่างไรเล่า ?

น.178 อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ อเจลโก โหติ มุตฺตาจาโร หตฺถา ว เลขโน. - ฯลฯ น เอหิ ภทนฺติโก ฯลฯ อิติ เอวํรูปํ อฑฺฒามาสิกมฺปี ปริยายภตฺต โภชนานุโยค มนุยุตฺโต วิหรติ. ข้อความยืดยาวมาก ๒ - ๓ หน้ากระดาษ รวมความแล้วก็คือว่า เป็นผู้ประพฤติชนิดที่ เราเรียกกันง่ายๆ ว่า ทรมานตน, บำเพ็ญตบะชนิดทรมานตน ทุกอย่างทุกประการ เช่น : - - ในเรื่องเครื่องนุ่งห่มอย่างนี้ ก็นุ่งห่มของที่มันเหลือที่จะทนได้ กระทั่ง ไม่นุ่งห่มเลย นุ่งห่มหญ้าคาบ้าง นุ่งห่มแผ่นปอกรองบ้าง นุ่งห่มไม้ซีก ๆ กรองกันเข้าบ้าง ขนสัตว์ ปีกนกทั้งปีกบ้าง อะไรบ้าง ; มากเหลือเกิน เรื่องเครื่องนุ่งห่ม. - เรื่องกินอาหาร ก็กินน้อย ๆ ๆ จนไม่กิน หรือกินชนิดที่คนเขาไม่กิน เช่นกินอุจจาระปัสสาวะของตนเอง ยังมีอีกมาก ล้วนแต่เป็นเรื่องที่มันยิ่งยวดไปในเรื่อง ที่คนอื่นทำไม่ได้. - ที่อยู่อาศัยก็เหมือนกัน จะอยู่ในที่ ที่มันเหลือที่จะอยู่ได้ เหมือนกับประชด ตัวเองอย่างนั้น. พระพุทธเจ้าก็เคยปฏิบัติอย่างนี้มาก่อน : ทรงทดลองดูแล้วทุกอย่าง อย่างว่าฤดูหนาว กลางวันในป่ามันหนาวอยู่ กลางทุ่งมันอุ่นบ้าง ; ก็ประชดตัวเอง ว่าไม่อยู่กลางทุ่ง ไปอยู่ในป่า ; พอตกกลางคืน ในป่ามันอุ่นบ้าง กลางทุ่งมันหนาวมาก ก็ประชดตัวเอง มาอยู่กลางทุ่ง ; มีเรื่องเล่าไว้มาก ไปอ่านดูเองก็แล้วกัน. การเป็นอยู่ชนิดที่ทำตัวเองให้หมดความรู้สึก หรือว่าให้เนื้อหนังร่างกาย ทั้งหมดนี้ มันไม่อาจจะเกิดความรู้สึกทางกามารมณ์ มีความมุ่งหมายอย่างนั้นเอง ก็เรียกว่าแผดเผาตัวเองอย่างทื่อ ๆ ขวานผ่าซากให้ร่างกายมันทุพพลภาพ ต่อการที่จะเกิด ความรู้สึกทางกามารมณ์. นี้เขาเรียกว่า นิชฺฌามปฏิปทา. มันตรงกันข้ามกับอันแรก ที่ว่าจะกระโดดลงไปในเรื่องของกามารมณ์. นี่ก็คือ อัญญติตถิยะ –คือลัทธิอื่น,

น.179 ยังแถมเป็นลัทธิอื่น ที่พระพุทธองค์ทรงเคยทดลองมาแล้วด้วย ก่อนจะตรัสรู้. สองอันนี้ เป็นอัญญติตถิยะ โดยหลักใหญ่. ทีนี้ อันที่อยู่ตรงกลางก็คือมัชฌิมาปฏิปทา. กตมา จ ภิกฺขเว มชฺฌิมา– ปฏิปทา - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, มัชฌิมาปฏิปทาเป็นอย่างไรเล่า แล้วก็ทรงแสดงข้อ ปฏิบัติทีละข้อ ละข้อ เป็นสติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ มรรคมีองค์ ๘ แต่ละอย่าง ๆ เป็นมัชฌิมาปฏิปทาทั้งนั้น รวม ได้เป็น ๓๗ อย่างด้วยกัน. ฉะนั้นขอให้รู้ว่านี่ของเราละ. ที่ใช้คำว่า "ของเรา" มันเป็นอันที่ยึดมั่นถือมั่นหรือมีกิเลส ; แต่ว่าเข้าใจให้ดี ว่าศาสนาของเรา ลัทธิ ของเรา เดียรถีย์ของเราเป็นมัชฌิมาปฏิปทา; แล้วก็แยกกันเด็ดขาดจากกันกับ อัญญติตถิยะ ทั้งหลาย, ไม่มีทางที่จะร่วมอะไรกันได้. เมื่อเรารู้ข้อนี้แล้ว ก็จะเข้าใจได้ง่ายว่า พระพุทธองค์จะต้องทรงปฏิบัติ อย่างไร ในเมื่อเขามาถามเซ้าซี้ ให้พระองค์ตรัสออกไป เพื่อที่จะถือโอกาสจับความ ผิดพลาดของพระองค์บ้าง, หรือว่าจะได้อ้างอิงคำของพระองค์ ไปเป็นประโยชน์แก่ ตนบ้าง. แต่พระพุทธเจ้าท่านก็จัดการแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด ให้เห็นเสีย อย่างนี้ เพื่อว่าอย่าให้มีทางที่จะไปปนเปกันได้ ; ในส่วนการประพฤติกระทำคือ อย่างนี้, แล้วในส่วนความคิดความเห็นทิฏฐิ ก็คืออย่างที่ว่ามาแล้ว คืออย่าง อันตคาหิกทิฏฐิ ๕ คู่ หรือ ๑๐ อย่างนั้น มันเรียกว่าฝ่ายทิฏฐิ แยกกันไปคนละพวก. ทีนี้ฝ่ายการประพฤติกระทำลงไป เป็นกรรม กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม นี่ก็ ตามนี้; มันก็ต่างกันอย่างนี้อีก โดยจัดเป็นเดียรถีย์อื่น โดยการกระทำก็ตาม โดย ความคิดเห็นก็ตาม. ๓. ทรงค้าน ติตลาถตนะ ๓ อย่างให้ล้มไป ทีนี้ ก็ขอให้เข้าใจต่อไปอีกว่า ความสัมพันธ์กันระหว่างคู่ปรปักษ์นี้ มีอยู่เรื่อย ไม่มีทางจะหลีกกันได้ เช่นจะไม่พบหน้ากัน; ฉะนั้น เราก็ต้องมีการ

น.180 กระทำที่ทำให้มันแยกกัน จนเห็นว่ามันเป็นอย่างไร ถ้ามีการกระทบกระทั่งกัน. พระพุทธเจ้าท่านก็มีเหมือนกัน ที่ว่าจะต้องแสดงอะไรออกไป ไม่ให้เสียเหลี่ยมนักเลง ; แต่แล้วก็เป็นที่เชื่อถือว่า ท่านไม่ได้ทำไปด้วยกิเลส ท่านจะต้องทำไปตามเหตุผล ตามหน้าที่ ที่ว่า จะเป็นผู้ประกาศธรรมะตามแบบของท่าน. นี้ท่านก็มี และจะเรียกว่า อะไรก็ลำบากใจเต็มที จะเรียกว่า policy หรือจะเรียกว่าอะไรก็ลำบากยากใจ ที่จะพูด ; แต่ว่าท่านก็มี สิ่งชนิดนั้น ที่จะทำให้คำของเดียรถีย์เหล่าอื่นนั้นล้มละลาย แต่ให้คำของพระองค์ทนอยู่ได้. นี่ลองคิดดู ; ถึงกับว่าท้าทาย, มีลักษณะเหมือนกับการท้าทาย; เมื่อ พวกฝ่ายอัญญเดียรถีย์ท้าทาย ท่านก็ทำให้มันล้มละลายได้. แต่ที่ท่านเป็นฝ่ายท้าทาย ก็มีการกระทำชนิดไม่มีใครมาทำให้ล้มละลายได้. นี่จึงเกิดการแบ่งแยกกันเป็น ๒ ฝ่าย คือว่าเมื่อฝ่ายอัญญเดียรถีย์ เขาประกาศลัทธิของเขา เป็นความเห็นเป็นความคิด ที่เขา คิดว่าถูก แต่ที่แท้เป็น อกิริยทิฏฐิ พระพุทธองค์ก็ทรงพิสูจน์ให้เห็นว่ามันใช้ไม่ได้. ความคิดเห็นของพวกนั้น ของเดียรถีย์เหล่านั้น เขาเรียกกันว่า ติตฺถายตน, ติตฺถ + อายตน คืออายตนะของ ติตฺถ คือท่าเรือนั้น หมายความว่าเรื่องหรือว่าตัวทิฏฐิ ตัวลัทธินั่นเอง ของลัทธินั้น. ติตถายตนะ ที่เป็นไปมากก็เรื่องการกระทำ ๓ อย่าง. ติตถายตนะ ที่ ๑ คือเดียรถีย์พวกที่ยืนยันว่า ปุพฺเพ กตเหตุ - มีใจ ความว่า ทุกอย่าง ๆ ไม่ว่าอะไร เหตุหรือผลหรืออะไรก็ตามใจ สุขทุกข์ก็ตาม การ กระทำก็ตาม ; มันเป็นไปเพราะเหตุแห่งกรรมที่ได้กระทำไว้แต่ก่อน. เขาเรียกว่า ปุพฺเพ กต เหตุ - พวกที่ยืนยันว่าเป็นเพราะเหตุแห่งกรรมที่ได้กระทำไว้แต่ก่อน ต้อง ไปตามกรรมที่กระทำไว้แต่ก่อน.

น.181 ทีนี้ พระพุทธเจ้าท่านก็ว่า ถ้าอย่างนั้นเราก็ไม่มีโอกาส ไม่มีความสามารถไม่มีทางที่จะเอาชนะอะไร ๆ ได้; เพราะว่ากรรมแต่ปางก่อนนั้น มันทำให้เราเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนั้น ตายตัวไปเสียแล้ว. เราจะรักษาศีล เราก็ทำไม่ได้, เราจะเจริญสมาธิปัญญาอะไรก็ทำไม่ได้, เพราะมันต้องเป็นไปตามกรรมก่อน ไปเสียหมด; เราทำอะไรอีกไม่ได้. นี่เท่ากับท่าน ประกาศลงไปว่าการกระทำ ต่อไปนี้ ไม่เป็นการกระทำ. พวกนั้นก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร ก็หมายความว่านิ่ง, หรือว่าทิฏฐินี้ มันสลายไป; เพราะว่าพระพุทธเจ้า ท่านต้องการจะ ไม่ให้คนทั้งปวงฝากเนื้อฝากตัวไว้กับกรรมก่อน. ถ้าว่าอะไร ๆ มันสำเร็จเสียแต่แค่กรรมก่อน แล้วเราจะทำอะไรได้ ; ฉะนั้น เราต้องหันมาฝากเนื้อฝากตัวไว้กับกรรมที่เราจะทำใหม่. เราอย่าไปยอมให้ มันสุดโต่งไปแต่กรรมก่อนกรรมเก่า; เราต้องทำกรรมใหม่ที่เอาชนะกรรมเก่าให้ได้. อย่างที่เรียกว่าทำกรรมประเภทอริยมรรค แล้วก็อยู่เหนือดีเหนือชั่ว เหนือบุญเหนือบาป เหนือสุขเหนือทุกข์ ไปหมดเลยนี้; เพราะฉะนั้น ติตถายตนะ ที่ว่า ปุพฺเพ กตเหตุ นั้นผิดแล้ว; นี่ท่านว่าอย่างนี้. ติตถายตนะ ที่ ๒ ว่า : อิสฺส นิมฺมานเหตุ - สิ่งทั้งหลายทั้งปวงมันเป็นไปเพราะการเสกสรรค์ของอีศวร. อีศวรคือพระเจ้า, ที่เราเรียกกันง่ายๆ ว่าพระเจ้า; เพราะว่าคนในอินเดียสมัยนั้น ก็เชื่อพระเจ้า ก็มีพระเจ้าสูงสุดอยู่ ซึ่งจะมีอำนาจเด็ดขาดบันดาลอะไรต่าง ๆ ได้. นี่คนเป็นอันมากเชื่ออย่างนี้; คนที่ไม่เชื่อก็มี. แต่ว่าเดียรถีย์พวกที่เชื่อพระเจ้าอย่างนี้ ก็ว่า ทุกอย่างเป็นไปเพราะเหตุแห่งการบันดาลของ อีศวระ คือพระเจ้า. นี่ พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสอย่างเดียวกันอีก : ถ้าอย่างนั้น เราก็ทำอะไรไม่ได้; เราจะทำอะไรได้ เราจะรักษาศีล เราจะปฏิบัติอะไรก็ไม่ได้. หรือว่า เราจะ

น.182 รักษาศีลโดยการบันดาลของพระเจ้าอย่างนั้นหรือ? มันก็ตอบไม่ได้อีก. เดี๋ยวนี้เราต้องทำอะไรได้ ฉะนั้น เราจะไม่ถืออย่างท่านถือ ว่าทุกอย่างมันเป็นไปตามการบันดาลของพระเจ้า ติตถายตนะ ที่ ๒ ก็สลายไป. ติตถายตนะ ที่ ๓ ว่า อเหตุอปจฺจยา - มันไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัยโว้ย; มันก็เพ่งเล็งกันแต่ผลที่จะได้รับ. พระพุทธเจ้าท่านก็ว่า ทิฏฐิอย่างนี้ ลัทธิอันนี้มันใช้ไม่ได้. นี่อาตมาพูดเพื่ออธิบาย สำนวนคำพูดนั้นไม่ใช่ตรง ๆ อย่างนี้ แต่ว่าเนื้อความมันว่าอย่างนี้ : ว่าเมื่อสิ่งเหล่านี้ มัน ไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย มันเป็นไปเองลอย ๆ แล้ว ก็จะทำอะไรได้ เราจะทำอะไรให้ได้ตามที่เราประสงค์อย่างไรได้. เราก็รักษาศีลไม่ได้ เจริญสมาธิภาวนาอะไรไม่ได้อีกเหมือนกัน, หรือว่าทำอะไรให้เกิดผลตามที่เราต้องการ, มันก็ไม่ได้; เพราะว่าสิ่งนั้นไม่มีเหตุไม่มีปัจจัยเสียแล้ว. ฉะนั้น อายตนะที่ ๓ นี้ ก็ผิดอีก ก็เป็นอันว่าพระพุทธองค์ทรงพิสูจน์ หรือจะเรียกว่าค้านก็ตามใจเถอะ ให้ ติตถายตนะ ทั้ง ๓ นี้ล้มไป. แต่ทีนี้พอมาถึงที่พระพุทธองค์เองบ้าง; มันจำเป็นที่จะต้องมีการบัญญัติลัทธิ หรือหลักลัทธิ หรืออายตนะอะไรก็ตาม แล้วแต่จะเรียกบ้าง; พระองค์จะบัญญัติอย่างไร ? พระพุทธเจ้าท่านตรัสยืนยันขึ้นก่อนว่า : อยํ โข ปน ภิกฺขเว มยา ธมฺโม เทสิโต - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ธรรมนี้อันเราแสดงแล้ว อนิคฺคหิโต - ใครข่มขี่ไม่ได้. อสงฺกิลิฏฺโฐ, - ใครจะทำให้เศร้าหมองไปไม่ได้, อนุปวจฺโจ - ใครจะติเตียนไม่ได้, อปติฏฺกุฎฺโฐ - ใครจะคัดค้านไม่ได้, ท่านบันลือสีหนาทประกาศพระธรรมจักรในลักษณะอย่างนี้ สมเณหิ พฺราหฺมเณหิ วิญฺญูหิ - อันสมณะและพราหมณ์ผู้รู้ทั้งหลาย ไม่สามารถจะคัดค้านได้ ท่านปฏิญญาอย่างนี้,

น.183 แล้วทีนี้เรื่องอะไรเล่าที่แสดงแล้ว ไม่มีใครข่มขี่ได้ ทำให้เศร้าหมองได้ ติเตียนได้หรือคัดค้านได้อีก คือเรื่องธาตุ ๖. ธาตุทั้ง ๖ มีอยู่อีก แล้วก็ทำให้มีอายตนะ หรือ ผัสสายตนะ ๖; ครั้นมีผัสสายตนะ ๖ แล้ว จะมีเวทนาที่เรียกว่า มโนปวิจาร ๑๘ คือ เวทนา. ทีนี้ก็ตรัสว่า : เรากล่าวเวทนาว่าเป็นที่ตั้งแห่งอริยสัจจ์, หรือกล่าวอริยสัจจ์แก่บุคคลผู้มีเวทนา. ทีนี้อริยสัจจ์นั้นคืออะไรเล่า ? คือทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค นี่คืออายตนะหรือลัทธิของพระองค์. นี่ทบทวนให้ฟังง่าย ๆ อีกที แต่สั้น ๆ ว่า มันมีธาตุ ๖ : ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาส วิญญาณ นี้มันมีธาตุ ๖; เพราะมันมีธาตุ ๖ มันจึงเกิดสิ่งที่มีผัสสายตนะ ๖ คือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้ : แล้วเพราะมีผัสสายตนะ ๖ นี้ จึงเกิดเวทนาขึ้นมาเป็นโสมนัส เป็นโทมนัส เป็นอุเบกขา เป็นเวทนาอย่างนี้; แล้วเวทนานี้คือเรื่องที่จะทำให้เกิดเป็นทุกข์ หรือเป็นเหตุให้เกิดทุกข์, หรือเป็นความดับทุกข์; ทางให้ถึงความดับทุกข์, ที่เรียกว่า อริยสัจจ์ ๔ ขึ้นมา. อริยสัจจ์ ๔ ต้องตั้งรากฐานอยู่บนเวทนา. นี่ ท้าว่า ๔ เรื่องนี้ใครคัดค้านซิ. ฉันพูด ๔ เรื่อง ๔ อย่างนี้ เอ้า, ใครคัดค้านซิ. นี่อาตมาว่าเอาเองนะ. คือว่าคำของพระพุทธเจ้านั้น นิ่มนวล เรียบร้อยกว่านี้. เรื่องธาตุ ๖ หมายความว่า ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ วาโยธาตุ เตโชธาตุ อากาสธาตุ วิญญาณธาตุ; อย่างที่ตรัสไว้ในที่ทั่วไปว่า บุรุษนี้ประกอบไปด้วยธาตุ ๖ นะ, คือว่าคนเราคนหนึ่ง ๆ ประกอบด้วยธาตุ ๖. ส่วนที่เป็นร่างกายคือ ดิน น้ำ ลม ไฟ; ส่วนที่เป็นจิตก็คือ วิญญาณธาตุ นอกนั้นเป็นที่ว่างซึ่งเป็นที่ตั้งที่อาศัยของ ๕ ธาตุนั้น. ไปดูภาพเขียนในตึกนี้ก็ได้ ภาพธาตุ ๖ นี่ธาตุ ๖ มันมีอยู่อย่างนี้ มันจึงจับกลุ่มกันขึ้นมา เป็นสิ่งที่เราสมมติเรียกกันว่าคนนี้. ทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ ล้วนแต่ประกอบอยู่ด้วยธาตุ ๖. ใครจะค้านอย่างไรก็ค้านซิ,

น.184 ทีนี้ว่า ธาตุ ๖ ประชุมกัน เป็นอย่างนี้แล้ว เป็นคนอย่างนี้แล้ว มัน ก็มีอายตนะ สำหรับให้เกิดการสัมผัส. อายตนะนั้นคือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีอยู่ข้างใน แล้วมันก็ได้อายตนะข้างนอกเอง คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์. มันมีอายตนะ ๖ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สำหรับรู้สึกสิ่งต่าง ๆ จริงไหม ? ใครจะค้านก็ค้านซิ. นี่ไม่ต้องอ้างที่อื่น ไม่ต้องอ้างสิ่งที่ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน; แต่จะอ้างสิ่งที่อยู่เดี๋ยวนี้ ที่นี่. ทีนี้ เมื่อมีอายตนะ ๖ ทั้งข้างนอกข้างใน กระทบกันเป็นผัสสะ ก็ย่อมมีเวทนา. เวทนานี้ เราเรียกว่า มโนปวิจาร. มโนปวิจาร แปลว่าที่เที่ยวของจิต ที่เที่ยวของมโน. มโน หรือจิตนี้ มัน เที่ยวไปในเวทนา ๑๘ อย่าง นี้ คือ เวทนา ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ มัน ๖ ทาง แล้ว; แล้วในทางหนึ่ง ๆ นั้น เป็นโสมนัสบ้าง เป็นโทมนัสบ้าง เป็นอุเบกขาบ้าง แล้วจึงได้ ๑๘. ฉะนั้นใจนี้ มันมีที่เที่ยวมาก, ที่เที่ยวเล่นมากถึง ๑๘ ที่ เรียกว่ามโนปวิจาร. จิตของคนเราจะเที่ยวไปใน ๑๘ ที่นี้ จริงไหม ? ใครอยากจะค้านก็ค้านซิ; มันก็ไม่มีทางจะค้าน. ทีนี้ เมื่อมันมีเวทนาอย่างนี้แล้ว ฉันบัญญัติความจริงอีก ๔ ประการ สำหรับบุคคลผู้มีเวทนาอยู่ คือว่า : เมื่อใครกำลังมีเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ ก็หมายความว่าคนนั้นยังไม่ตาย ยังมีความรู้สึกต่ออะไรได้ โดยเฉพาะรู้สึกต่อเวทนานั่นแหละ. ฉะนั้น เวทนาทำให้เกิดตัณหา - ตัณหาทำให้เกิดอุปาทาน - อุปาทานทำให้เกิดภพ - ภพทำให้เกิดชาติ อย่างนี้ มันมีได้เฉพาะผู้ที่มีเวทนาเท่านั้น; ถ้าไม่มีเวทนามันเลิกกัน. เดี๋ยวนี้ก็เป็นอันว่ามันมีเวทนาแล้ว ฉะนั้น จึงบัญญัติอริยสัจจ์ ๔ ประการสำหรับบุคคลผู้ที่รู้จักเสวยเวทนา.

น.185 อริยสัจจ์ ๔ ประการนั้น ก็คือ : ทุกข์อย่างหนึ่ง, เหตุให้เกิดทุกข์ อย่างหนึ่ง, ความดับสนิทแห่งทุกข์ อย่างหนึ่ง, ทางให้ถึงความดับสนิทแห่งทุกข์ นั้นอย่างหนึ่ง, เป็น ๔ อย่าง นี้เรียกว่าอริยสัจจ์. ถามกันในชั้นนี้ก่อนก็ยังได้ว่า ๔ อย่าง อย่างนี้ใครค้านไหม ? มันมากไปไหม ? มันน้อยไปไหม ? นี่กล้าท้าอย่างนี้. แล้วที่จะพูดกันถึงเรื่องสุข เรื่องทุกข์ เรื่องดับทุกข์กันแล้ว มันมีอยู่ ๔ อย่างนี้ พอไหม ? เมื่อไม่ค้านก็จะพูดต่อไป ว่าทุกข์นั้นคืออะไร. ทุกข์ : คือชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส เรื่อยไปจนถึง สังขิเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา ที่เราสวดมนต์กันอยู่ทุกวันนั่นแหละ ก็แปลว่า อาการที่ไม่เป็นสุขใจ สุขกายทุกอย่าง หลายอย่าง แล้วสรุปลงไปที่ว่า มีความยึดมั่นถือมั่นในเบญจขันธ์ ว่าตัวเราว่าของเรา ทั้งหมดนี้คือความทุกข์. ทุกขสมุทัย - เหตุให้เกิดทุกข์คืออะไร ? ก็ตรัสว่า : เพราะ อวิชชา เป็นปัจจัยจึงเกิด สังขาร - เพราะ สังขาร เป็นปัจจัยจึงเกิด วิญญาณ - เพราะ วิญญาณ เป็นปัจจัยจึงเกิด นามรูป - เพราะ นามรูป เป็นปัจจัยจึงเกิด อายตนะ - เพราะ อายตนะ เป็นปัจจัยจึงเกิด ผัสสะ - เพราะ ผัสสะ เป็นปัจจัยจึงเกิด เวทนา - เพราะ เวทนา เป็นปัจจัยจึงเกิด ตัณหา. นี่ลำดับไปจนถึงกับว่า ทุกข์เกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้. ทุกขนิ โรธ - ความดับไม่มีเหลือแห่งทุกข์คืออะไร ? ก็ว่า อวิชฺชา เตฺว ว อเสสวิราคนิโรธา สงฺขารนิโรโธ ฯลฯ เรื่อยไป เป็นปฏิจจสมุปบาท ฝ่ายดับทุกข์. ปฏิปทาให้ถึงความดับสนิทแห่งทุกข์ คืออะไร ? ก็ตรัสว่า : - อริโย อฏฺฺฐงฺคิโก มคฺโค เสยฺยถีทํ สมฺมาทิฏฺฐิ สมฺมาสงฺกปฺโป ฯลฯ - เรื่อยไปจนจบ. นี้คืออริยสัจจ์ ๔ อย่าง เกี่ยวกับทุกข์และดับทุกข์. ใครอยากจะค้านก็ค้านซิ.

น.186 นี่ก็ค้านไม่ได้ แม้แต่ตัวอักษรเดียว ที่พวกนั้นเสนอมาตั้ง ๓ อย่าง ๓ ประเด็นกว้าง ๆ ทั้งนั้น. พระองค์ก็ทรงแสดงให้เห็นว่า : มัน ไม่มีประโยชน์ มันใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ แล้วมันไม่จริง แล้วอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้; พูดถึงพระเจ้า พูดถึงกรรมเก่าแก่หนหลัง อยู่ที่ไหนก็ไม่รู้. เดี๋ยวนี้ฉันพูดที่นี่ ความทุกข์มันมีอย่างนี้, เหตุให้เกิดทุกข์มันมีอย่างนี้, ความดับทุกข์มันมีอย่างนี้, ทางให้ถึงความดับทุกข์ มันมีอย่างนี้, ที่นี่และเดี๋ยวนี้; นี่คือพุทธจริยา. พวกเราอย่าชอบหลับหูหลับตาพูดถึงเรื่องที่อยู่ในโลกไหนก็ไม่รู้ เมื่อไร ก็ไม่รู้ พระเจ้าอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้. ส่วนที่มีอยู่ที่นี่จริงๆ, แล้วมีปัญหาเดียวกัน, แล้วจะแก้ปัญหาได้ด้วยนี้ ; กลับไม่พูด. นี่ถ้าถือเอาพุทธจริยาเป็นตัวอย่างแล้ว ก็จะต้องพูดอย่างนี้ : ว่า ที่นี่มันมี อยู่แล้ว , มีธาตุ อยู่ ๖ ธาตุ มีผัสสายตนะ อยู่ ๖ ผัสสายตนะ แล้วก็ มีมโนปวิจาร คือเวทนา ๑๘ ชนิด ; แล้วจิตที่มันท่องเที่ยวไปในเวทนานี้ มันเกิดตัณหา อุปาทาน เกิดภพ เกิดชาติก็ได้ ; หรือว่าถ้า ดับเวทนาเสียได้ มันก็ดับทุกอย่าง จนดับทุกข์ได้. นี้คือเรื่องอริยสัจจ์ ๔ แสดงด้วยลักษณะของปฏิจจสมุปบาท เห็นชัดอยู่ที่นี่ และเดี๋ยวนี้, เหมือนกับเป็นของที่เอามาใส่ฝ่ามือแล้วดูอย่างนั้นแหละ มันง่าย มันชัด ที่นี่และเดี๋ยวนี้ ; แล้วไม่มีทางจะค้าน อย่างนี้. นี่ เรียกว่าลัทธิของพระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งใครจะด้านให้ล้มคว่ำไปไม่ได้ ; ไม่เหมือนกับติดถายตนะ ๓ อย่าง ของพวกเดียรถีย์ ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงคว่ำ เทกระจาดไปหมดแล้ว ; คือค้านได้. ฉะนั้น เมื่อพระองค์จะทรงเผชิญหน้ากันกับ อัญญเดียรถีย์นี้ พระองค์จะทรงมีอะไรที่เขาค้านไม่ได้, และพระองค์จะสามารถค้าน สิ่งที่ด้านได้ของพวกที่มันยังไม่สมบูรณ์ มันยังไม่จริง.

น.187 ์ีย์อื่น ที่จริง ของเขาก็มีส่วนที่น่าเชื่อ ส่วนที่ทำให้คนเชื่อ ; แต่แล้วมันก็มีส่วน ที่เป็นช่องโหว่. พระองค์ทรงแสดงส่วนที่เป็นช่องโหว่ให้เห็น มันก็เลยถูกยกเลิกไป. แต่ถ้าว่า ตามที่แท้ที่จริงแล้ว มันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆด้วย. ถ้าเราจะไปฝากเนื้อ ฝากตัวไว้กับกรรมเก่าเสียเรื่อย เราก็เป็นอัมพาต แล้วจะมีประโยชน์อะไร ; หรือว่า ถ้าเราจะเชื่อพระเจ้า เราก็ทำอะไรไม่ได้ ; เราก็ไม่กล้าทำอะไร. นี่หมายถึงพระเจ้า อย่างที่เขาเชื่อ ๆ กัน ไม่ใช่พระเจ้าในความหมายอื่น ที่มันยังมีอยู่เหมือนกัน. แล้วถ้า จะถือว่า ทุกอย่างไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย แล้วมันก็เลยหมดเรื่องที่จะต้องทำ. ทั้งหมด นั้นเป็น อกิริยทิฏฐิ พระพุทธเจ้าท่านทรงทำลายเสีย ; แล้วก็ ทรงแสดงถึง กิริยทิฏฐิ ว่ามันเป็นสิ่งที่ทำได้ และควรกระทำอยู่ที่นี่และเดี๋ยวนี้ ในลักษณะอย่างนี้ นี่ขอให้พิจารณาดูพุทธจริยาอย่างนี้ ช่วยกันหาคำตอบของคำถาม ที่ว่าท่าน เป็นอะไรกับเดียรถีย์อื่น ? ท่านจะเป็นศัตรูผู้ทำลายล้างเดียรถีย์อื่นหรือ ? คนที่มอง ลวก ๆ อาจจะคิดไปว่าอย่างนั้น. แต่ที่แท้แล้ว พระองค์ทรงโปรดเดียรถีย์อื่น ให้หายหลับหูหลับตา ให้เขาลืมตา ให้ลืมตาขึ้นมาเห็นอะไรตามที่เป็นจริงนี้. ท่านโปรดปรปักษ์หรือว่าฝ่ายตรงกันข้ามเสมอ ; และก็เป็นธรรมดา ที่ท่านจะต้องใช้ วิธีการอย่างนี้ ซึ่งดูแล้วคล้าย ๆ กับว่า เที่ยวหาเรื่องระรานท้าทายอย่างนั้น ; แท้จริง ไม่มีลักษณะที่เป็นการหาเรื่องรุกรานท้าทาย. แต่ว่าเป็นหน้าที่ ที่ พระพุทธเจ้าจะต้อง ทำหน้าที่ของพระพุทธเจ้า คือการเปิดหูเปิดตาสัตว์ทั้งหลาย . นี้เป็นพุทธจริยา ถ้าดูไม่ดี สังเกตไม่ดี จะเห็นว่าเป็นเรื่องดุร้ายและรุกราน ; ฉะนั้นอย่าได้คิดอย่างนี้ มันจะเป็นทิฏฐิอันลามก เหมือนกับเมื่อตะกี้นี้ ในเรื่อง ปริพพาชกคนนั้น, เป็นทิฏฐิที่กล่าวตู่พระพุทธเจ้า โดยไม่มีความจริง ; เพราะความโง่ ของเรา เห็นพระพุทธเจ้าเป็นผู้รุกรานไปแล้ว.

น.188 ทรงประกาศ โลกายตะ ๔ อย่าง (ล้อพราหมณ์) ที่นี้อยากจะพูดเรื่องสั้น ๆ อีก เพราะว่า เวลายังมีเหลืออยู่นิดหน่อย บางที ท่านก็ทรงล้อ, ขออภัยจำเป็นที่จะต้องพูดอย่างนี้ ว่า บางที่พระพุทธเจ้าท่านก็ ทรงล้อ ล้อคนอื่นเล่น. คำว่าล้อนี้มันก็เป็นชื่อของกิเลส. พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลายไม่มีกิเลส แต่บางทีทำอะไรมองเห็นแล้ว มีอาการเหมือนกับว่า ล้อ เหมือนกัน. แต่ถ้าล้อ มันก็ล้ออย่างเพื่อน, "ถึงล้อ ก็ล้อเพียง กลเยี่ยงวิธีสหาย บ่มิมุ่งจะทำร้าย บ่มิมุ่งประจานใคร" นี้. คำประพันธ์ อยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ จำไม่ได้แล้ว ไม่รู้ว่าจำมาจากไหน. ไม่ใช่ล้อเพื่อจะทำลาย เพื่อจะ ประหัตประหาร แต่ว่าล้ออย่างเพื่อน ให้เพื่อนกลับตัวได้. นี้บางทีพระพุทธเจ้าท่าน ก็ทำเหมือนกัน ซึ่งก็ควรจะถือว่าเป็นพุทธจริยาด้วยเหมือนกัน. เรื่องมีว่า พราหมณ์ที่มีหน้ามีตา มีชื่อเสียงคนหนึ่ง ไปทูลถามพระพุทธเจ้า ว่าลัทธิที่เขาถือกันอยู่ทั่ว ๆ ไปนั้น มันเป็นอย่างไร ? มันถูกหรือไม่ถูก ? คือถามว่า ที่เขาถือกันว่า สิ่งทั้งปวงมี นี้เป็นอย่างไร ? สิ่งทั้งปวงไม่มี นี้เป็นอย่างไร ? สิ่งทั้งปวง เป็นอย่างเดียวกัน นี้เป็นอย่างไร ? แล้วสิ่งทั้งปวงเป็นหลาย ๆ อย่าง ต่าง ๆ กัน คือ มากอย่าง นี้อย่างไร ? หมายความว่า คนในประเทศอินเดียสมัยนั้น เขาถือความเห็น อย่างนี้กันอยู่เป็นพวก ๆ : พวกหนึ่งว่าสิ่งทั้งปวงมี คือพวก สัสสตทิฏฐิ ถือว่ามี ๆ มี ๆ, พวกหนึ่งว่าไม่มี คือพวก นัตถิกทิฏฐิ อุจเฉททิฏฐิ . อีกพวกหนึ่งถือว่า ที่มีทั้งหมดนั้น เป็นของอันเดียวกันทั้งนั้น : เช่นว่า มันมีจุดอยู่ที่พระเจ้า หรือว่า มันมีอะไรอยู่ที่อะไร อันใดอันหนึ่ง อันเดียวนั่น. อีกพวกหนึ่งถือว่าไม่ใช่ มันหลายอัน หลายอย่าง แยกกันเป็นคนละเรื่อง ; รวมมีอยู่ ๔ พวก อย่างนี้ เป็นทิฏฐิ ความคิด ความเห็น ๔ ชนิดอย่างนี้.

น.189 พราหมณ์คนนั้น มาทูลถามพระพุทธเจ้าว่า ทุกอย่างมี มันว่าอะไรนะ ? มันหมายความว่าอย่างไรนะ ? แล้วก็ถามไปทั้ง ๔ ข้อนั้น. พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัส ตอบทำนองว่า : ที่ว่า สิ่งทั้งปวงมี นี้ มันก็เป็น โลกายตะ ชั้นเลิศนะ ; ท่านว่า อย่างนี้. ที่ว่า สิ่งทั้งปวงไม่มีน่ะ มันเป็นโลกายตะ ชั้นที่ ๒ นะ. ที่ว่า สิ่งทั้งปวง มีเป็นอันเดียวกัน เป็นโลกายตะชั้น ๓ นะ. ที่ว่า สิ่งทั้งปวงมีมากอย่าง ; ไม่ได้ เป็นอย่างเดียวกันนั้น เป็นโลกายตะชั้น ๔ นะ. นี้ มัน เป็นเรื่องล้อ คือไม่ค้าน ไม่ด้านลงไปตรง ๆ แต่ล้อให้นึกได้ ว่า "ฉันแสดงธรรม คือพูดไม่ข้องแวะกับโลกายตะเป็นคู่เหล่านั้นเลย. ฉัน ไม่พูดว่า มี และว่าไม่มี , และก็ ไม่พูด ว่า ทุกอย่างนั้นเป็นอันเดียวกัน , หรือทุกอย่างเป็น คนละอย่าง จะไม่พูดอย่างนั้น. ฉันพูดแต่เพียงว่า : อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา, สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ, วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ ฯลฯ นี่เรื่อยไปจนถึงทุกข์ เกิดขึ้นได้อย่างนี้; และว่า : อวิชฺชาย เตฺว ว อเสสวิราค นิโรธา สงฺขารนิโรโธ ฯลฯ เรื่อยไปจนทุกข์ทั้งหลายดับไปด้วยอาการอย่างนี้ ; กลายเป็นว่าฉันพูดอย่างนี้ ก็ทรง ล้อในทำนองว่าโลกายตะของเลิศในโลกของพวกท่านนั้น ฉันไม่ได้สนใจ ; ไม่ถือว่า จะมีประโยชน์อะไรด้วย : คือว่ามันไม่ดับทุกข์อะไรได้ ถึงจะรู้ไปก็เป็นเรื่องฝันทั้งนั้น. ฉะนั้น ต้องมาดูกันที่นี่ว่า จะต้องทำอย่างนี้ ทำอย่างนี้ : คือให้อวิชชาดับ ให้สังขารดับ วิญญาณดับ นามรูปดับ แล้วก็ไม่มีทุกข์นี้. นี้เป็นวิธีหนึ่งซึ่งว่าจะไม่ค้านให้เขาละอาย ให้เขาเก้อเขิน ก็เป็นพุทธจริยา ถ้าทำได้อย่างนี้ก็ดีมาก. เราควรจะถือไว้เป็นหลักว่า ถ้าจะค้านใครผู้ใดแล้ว อย่าให้ เขาต้องเก้อเขินเลย . เราก็พูดอย่างของเรา แล้วเขาก็นึกได้เอง, เขาก็ไม่เก้อเขินด้วย แล้วเขาก็เปลี่ยนด้วย. ถ้าเราไปทำให้เขาเก้อเขิน เขาเกิดโมโหขึ้นมาในขณะนั้น ; สติสัมปชัญญะของเขาก็ฟันเพื่อนไป เขาจะไม่ยอมรับสิ่งที่เราพูด, หรือจะไม่เข้าใจ

น.190 สิ่งที่เราพูด แล้วเขาก็ไม่ยอมรับอยู่ดี ; เพราะว่าเขากำลังพื้นเสีย หัวเสีย. ฉะนั้น เราจะไม่ค้านให้เขาหัวเสีย ; แต่เราก็จะพูดเหมือนกับล้อเล่น แล้วแสดงสิ่งที่เราต้องการ จะแสดงนี้ออกไป; มันก็กลายเป็นว่าได้ผล. ในที่สุด พราหมณ์คนนี้ ก็สรรเสริญคำตรัสของพระพุทธเจ้า ประกาศตัว มาเป็นผู้นับถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จนตลอดชีวิต. นี้เป็นพุทธจริยา ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง : ว่าจะไม่ทำให้ใครเขาเก้อเขิน. เรามีอะไรของเราก็พูดไป อย่างเป็นเพื่อนแลกเปลี่ยนความคิดความเห็นกัน : แต่แล้วกลับได้ประโยชน์. สรุปความของเรื่องทั้งหมดที่พูดกันในวันนี้ คล้าย ๆ กับว่า บางทีเราก็จะต้อง ใช้อะไรที่เรียกว่า เกลือจิ้มเกลือ อย่างนั้นก็มี แต่ว่าทำไปด้วยเจตนาดี บางทีเขาเป็น ฝ่ายท้าทายหรือล้อเลียนมาก่อน ก็ต้องใช้วิธีที่จะสวนไปให้มันเข้ารูป หรือเหมาะสมกัน และเมื่อเขาท้าทาย เรายอมรับคำท้าทาย โดยให้เขาค้านก็ได้. เราไม่ต้องทำอะไร ให้มากไปกว่า เอ้า, เมื่อท้าทาย ก็ลองค้านที่ฉันว่าดูซิ ; เขาก็ค้านไม่ได้. มันก็ไม่ต้อง มีเรื่องที่น่าเกลียดน่าชังอะไร ทำให้ได้ผลไปได้เหมือนกัน. แต่บางคราวก็ทรงใช้วิธี ล้อเลียน หรือยกย่องพร้อมกันไปกับการที่บอกว่า "ฉันมีอย่างนี้" ไม่ได้พูดว่า ดีกว่า หรือเลวกว่า, หรือของใครจะถูกกว่า ; แม้ที่สุดแต่ว่าใครจะผิดจะถูก ก็ไม่ต้องพูด กันแล้ว. ทั้งหมดนี้เป็นพุทธจริยา โดยหัวข้อที่ว่า ท่านเป็นอะไรแก่พวกอัญญเดียรถีย์ ทั้งหลาย. การบรรยายพระพุทธจริยาในวันนี้ ก็สรุปความได้อย่างนี้ ให้พูดไปจน อาตมาตายก็ไม่จบ. เรื่องพระพุทธคุณหรือความเฉลียวฉลาดของพระพุทธเจ้ามีมากมาย เหลือเกิน ยิ่งเอามาอธิบายให้เป็นเรื่องละเอียดลออออกไปแล้ว ก็ยิ่งพูดกันไม่หวาดไหว จึงพูดได้แต่ใจความ. ระลึกนึกถึงคาถาของปู่ย่าตายาย แต่งไว้ครั้งไหนกันก็ไม่รู้ว่า สหสฺส สีเส สเจ โกโส สีเส สีเส สตํ มุกฺขา ฯลฯ นั้นกันอีกครั้งหนึ่ง ว่าถ้าสมมติ

น.191 ว่าบุรุษคนหนึ่ง มีศีรษะ ๑๐๐๐ ศีรษะ ใน ๑ ศีรษะมี ๑๐๐ ปาก ใน ๑๐๐ ปากมี ๑๐๐ ลิ้น แต่ละลิ้นบรรยายไปตลอดเวลา ๑ หมื่นปี ก็ไม่สามารถจะพรรณนาคุณของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นให้ครบถ้วนได้. นี่เป็นอันเลิกกัน ; เป็นอันว่า ยอมรับว่าพรรณนาไม่ไหวโดยรายละเอียด. แต่ถ้าว่าโดยหลักโดยหัวใจแล้ว ก็พรรณนาได้เป็นเรื่องๆ ไป ซึ่งจะได้พยายามเลือกสรรเอามาพรรณนากันคราวละ ๒ - ๓ เรื่อง จนเพียงพอแก่ความต้องการ. สำหรับวันนี้ ก็ยุติการบรรยายไว้เพียงเท่านี้ ขอนิมนต์พระสงฆ์ทั้งหลายสวดคำสรรเสริญพระคุณของพระองค์ตามที่เคย

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต