Buddhadasa.org

พุทธจริยา ตอนที่ ๖ — พระพุทธเจ้าท่านทรงเป็นอะไรกับเดียรถีย์อื่น (ต่อ)

พุทธจริยา — คำบรรยายประจำวันเสาร์ ภาควิสาขบูชา พ.ศ. ๒๕๑๕ ณ สวนโมกขพลาราม ไชยา · เสาร์ที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๑๕

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.192 ท่านสาธุชน ผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย, การบรรยายเรื่องพระพุทธจริยาได้ดำเนินมาถึงครั้งที่ ๖ ในครั้งนี้. ขอทบทวนความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ข้อความทั้งหลายที่นำมากล่าวนี้ มิได้กล่าวในฐานะเป็นพระพุทธคุณเป็นต้นโดยตรง; มุ่งหมายแต่จะกล่าวในฐานะเป็นพระพุทธจริยา ที่ต้องศึกษาและเอาอย่าง นี้เป็นส่วนสำคัญ. แต่การที่ท่านผู้ใดจะรับเอาในฐานะอย่างไรนั้น ก็ย่อมกระทำได้ แล้วแต่ว่าจะมองเห็น ๑๕๔

น.193 กันในแง่ไหน ; แต่ส่วนใหญ่นั้นขอให้สนองความประสงค์ของอาตมา ในข้อที่ว่าจะแสดงพระพุทธจริยา. พุทธจริยาเป็นสิ่งที่เราจะต้องทราบต้องเข้าใจ นั้นก็จริงแล้ว; แต่ว่า เป็นสิ่งที่ต้องประพฤติตาม ขอให้สนใจในส่วนนี้ ซึ่งรู้สึกว่ายังบกพร่องอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระพุทธจริยา ที่เกี่ยวกับเดียรถีย์อื่น ซึ่งจะได้กล่าวต่อในวันนี้. เรื่องนี้มีข้อสังเกต ที่จะต้องสังเกตกันอยู่ว่า พวกเราสมัยนี้มักจะดูหมิ่นพวกอื่น คือลัทธิอื่น หรือศาสนาอื่น ; อย่างนี้ไม่ใช่พุทธจริยา. เพราะว่าเท่าที่ได้ตรวจสอบดู ในพระบาลีทั้งหมดแล้ว ไม่มีส่วนใดที่จะแสดงให้เห็นว่า พระพุทธองค์มีพระพุทธประสงค์ที่จะย่ำยีลัทธิอื่นหรือศาสนาอื่น. แม้ว่าในบางครั้งจะมีการพูดจาชนิดที่เป็นการต่อสู้หรือหักล้างกันโดยตรง, ก็มิได้มีความมุ่งหมายที่จะทำลายผู้อื่น ; แต่มีความมุ่งหมายที่จะช่วยผู้อื่น. อย่างในครั้งที่แล้วมา ได้แสดงให้เห็นอาการบางอย่าง ที่ทรงกระทำไปเพื่อช่วยเหลือลัทธิอื่น; เพราะว่าการทำลายผู้อื่นไม่มีประโยชน์อะไร ; แต่ การทำให้ผู้อื่นมีความเข้าใจอันถูกต้อง เปลี่ยนจากมิจฉาทิฏฐิ มาเป็นสัมมาทิฏฐินั้น มีประโยชน์เหลือที่จะกล่าวได้. เราอยู่ในโลกนี้คนเดียวไม่ได้ เราต้องอยู่กับเพื่อน. ถ้าเพื่อนของเราเป็นคนพาลเราจะทำอย่างไร ? เราควรจะฆ่าเขาเสียให้หมด, หรือว่าเราควรจะช่วยให้เขากลายเป็นคนดี. ถ้าดูตามพระพุทธจริยาเหล่านี้แล้ว จะเห็นชัดว่า ทรงมุ่งหมายที่จะช่วยให้คนผิดกลายเป็นคนถูก. อย่างนี้มันมีประโยชน์ การทะเลาะวิวาทกัน ทำลายล้างกัน นั้นไม่มีประโยชน์. นี่คือพุทธจริยาที่จะต้องระลึกนึกถึงและเอาอย่าง. เราจะต้องศึกษาจากพระบาลีโดยตรง จึงจะพบข้อเท็จจริงอันนี้. แต่ถ้าเราศึกษาจากอรรถกถาหรือจากฎีกาเป็นต้นแล้ว เราจะพบอีกอย่างหนึ่ง คือ พระอรรถ-

น.194 กถาจารย์ ฎีกาจารย์เหล่านั้น ชอบดูถูกผู้อื่น จะกล่าวไปในลักษณะที่พวกอื่นไม่มีอะไรดี แม้แต่สักนิดเดียว มุ่งหมายไปเสียอย่างนี้ ; นี้ไม่ตรงตามพระพุทธประสงค์ พระพุทธประสงค์นั้นมีแต่ที่จะช่วยให้เขาเข้าใจถูก ; และก็ไม่ทรงรังเกียจแต่ประการใด. แม้ในเรื่องที่ถกเถียงกันมาหยก ๆ ในฐานะเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน เมื่อได้ทำความเข้าใจกันแล้ว ก็กลายเป็นมิตรกัน. เขาก็นิมนต์พระพุทธองค์ให้ไปฉันภัตตาหารที่สำนักของเขา ; แม้ว่าสำนักนั้นจะเป็นอเจลกนิคัณถบุตร ซึ่งเป็นข้าศึกกันอย่างร้ายแรง ตามที่ปรากฏชัดอยู่. นี้คือพระพุทธจริยา ซึ่งจะได้แสดงด้วยพระบาลีสูตรใดสูตรหนึ่ง ตามสมควรแก่โอกาส. ๑. เรื่องต้องมีอะไรที่เป็นตัวตน จึงจะประสบบุญ-บาป ได้ ในวันนี้จะได้แสดงด้วยสูตรที่ชื่อว่า จูฬสัจจกสูตร ในมัชฌิมนิกาย มูลบัณณาสก์. นิครนถ์ชื่อว่าสัจจกะ เป็นคนที่มีชื่อเสียง ; ถ้าอย่างสมัยนี้ก็ต้องเรียกว่า เป็นนักโต้วาทะอย่างที่ไม่มีใครจด, บาลีเขาเรียกว่า ภสฺสปฺปวาทิโก. ภสฺสปฺปวาทิโก นี้เป็นคำเรียกชื่อของผู้ที่พูดเก่ง มีชื่อเสียงทั้งบ้านทั้งเมือง. นิครนถ์คนนี้ นอกจากจะเป็นนิครนถ์แล้ว ยังเป็นผู้ที่พูดเก่ง จนคนทั้งบ้านทั้งเมืองยอมรับเป็น ปณฺฑิตวาโท ที่เขาถือว่า มีวาทะเป็นบัณฑิต พูดแล้วน่าฟังไปหมด, สาธุสมฺมโต พหุชนสฺส - อันมหาชนทั้งหลายยกย่องว่าเป็นคนเลิศในเรื่องนี้. ทีนี้เขาก็โอ้อวด ซึ่งเป็นการโอ้อวดด้วยความสำคัญผิด ในเมื่อไม่มีใครจะมาเป็นคู่ต่อสู้, เขาเที่ยวโอ้อวด อยู่เป็นประจำว่า : ไม่มีสมณพราหมณ์ผู้ใด ไม่มีพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธะผู้ใด ที่ถูกเราโต้ด้วยวาทะแล้วจะไม่สะทกสะท้าน จนไม่มีเหงื่อออกจากรักแร้นั้น เป็นไม่มี เพราะว่าแม้แต่เราจะพูดกับเสา เสาก็ยังหวั่นไหว ฉะนั้นจะป่วยกล่าวไปไยถึงการที่จะพูดกับมนุษย์ ซึ่งจะต้องมีความหวั่นไหว สะทกสะท้านตั้งตัวไม่ติด มีเหงื่อไหลจากรักแร้. นี่เป็นสำนวน

น.195 โดยตรงในพระบาลี, ลองจำกันไว้บ้าง ก็คงจะมีประโยชน์. มันก็เป็นเรื่องเหมือน ๆ กับเดี๋ยวนี้ ใครถ้าถูกโต้จนไม่มีคำพูดจะพูดได้แล้ว ก็มีเหงื่อไหลจากรักแร้ ; เพราะว่าละอายมาก หรืออะไรทำนองนั้น; นิครนถ์คนนี้เขาเที่ยวประกาศอย่างนี้. วันหนึ่งเขาเที่ยวไปด้วยกิจธุระ หรือบิณฑบาตก็ไม่แน่ ; แล้วก็ได้พบสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า คือพระอัสสชิ. พระอัสสชินี้ ตามที่เราได้ทราบก็เคยทำอะไรที่เรียกว่าโด่งดังมาหลายครั้ง เช่นครั้งที่ทำให้พระสารีบุตร พระโมคคลานะ เข้ามาสู่ศาสนานี้ก็เพราะพระอัสสชิ. แล้วก็มีครั้งอื่นอีกหลายครั้ง ที่อ่านพบ, และครั้งนี้เผอิญว่ามาพบกับนิครนถ์คนนี้เข้า. นิครนถ์คนนี้ก็ถามพระอัสสชิว่า พระศาสดาของท่านแสดงธรรมอย่างไร ? จำแนกธรรมอย่างไร ? อนุสาสนีที่เป็นไปมากในหมู่สาวกของพระศาสดาของท่านนั้น มีอยู่อย่างไร ? พระอัสสชิท่านก็ตอบตามตรงอย่างลูกศิษย์ที่ซื่อสัตย์ ต่ออาจารย์ว่า : พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมแสดงธรรมว่า : รูปํ อนิจฺจํ เวทนา อนิจฺจา สญฺญา อนิจฺจา สงฺขารา อนิจฺจา วิญฺญาณํ อนิจฺจํ ; นี่ชุดหนึ่งอนิจจัง. แล้วก็ รูปํ อนตฺตา เวทนา อนตฺตา สญฺญา อนตฺตา สงฺขารา อนตฺตา วิญฺญาณํ อนตฺตา ; นี้ก็อีกชุดหนึ่ง. เป็น ๒ ชุด ชุดแรกเรียกอนิจจัง ชุ ดหลังเรียกอนัตตา. สัจจกะนิครนถ์ นั้นเขาก็อวดดีขึ้นมาทีเดียวว่า : ได้ฟังอย่างนี้ไม่ดีเสียแล้ว, ได้ฟังเรื่องไม่ดีเสียแล้ว; ถ้าอย่างไรเราจะไปพบพระสมณโคดม จะสนทนากันแล้วจะเปลื้องพระสมณโคดม ให้ออกจากทิฏฐิอันลามกเสีย. นี่เขาใช้คำว่าอย่างนี้ : อปฺเปวนาม ตสฺมา ปาปกา ทิฏฺฐิคตา วิเวเจยฺยาม - ถ้าอย่างไรฉันจะช่วยเปลื้องพระสมณโคดมออกเสียจากทิฏฐิอันลามก ; ดูความโอหังของเขาซิ.

น.196 นิครนถ์ผู้นี้ก็เลยไปชักชวนพวกกษัตริย์ลิจฉวีถึงในที่ประชุม. กษัตริย์ลิจฉวี กำลังประชุมกัน ด้วยกิจธุระการบ้านการเมือง ; ในระหว่างประชุมนี้ สัจจกะนิครนถ์ เขาก็ไปชวนพวกกษัตริย์ลิจฉวีว่า มา ไปด้วยกัน ไปหาพระสมณโคดม. ถ้า พระสมณโคดมยังยืนยันอยู่ เหมือนที่สาวกองค์นั้นกล่าวแล้ว. ฉันจะลากถ้อยคำของ พระสมณโคดม มาตามคำพูดของฉัน ; ลากไปลากมา เหมือนคนแข็งแรง จับแกะ ขนยาว ลากไปลากมาข้างซ้ายข้างขวา, หรือว่าเหมือนคนแข็งแรงซักเสื้อในแม่น้ำ จับส่ายไปส่ายมา, หรือว่าเหมือนนักเลงกินเหล้า ยกถ้วยเหล้าขึ้นกวัดแกว่ง แกว่งไป แกว่งมา, หรือว่าเหมือนช้างลงไปเล่นน้ำในสระบัว ถอนสายบัวขึ้นมากวัดแกว่ง แกว่งไปแกว่งมา. ฉันจะลากถ้อยคำของพระสมณโคดม ให้มาตามถ้อยคำของฉัน เหมือนอย่างนี้. มา ไปด้วยกันเถิด; เขาชวนกษัตริย์หนุ่ม ๆ ลิจฉวีตั้ง ๕๐๐ องค์ ให้ตามไปดูเขา จะโต้วาทะกับพระสมณโคดม. พวกกษัตริย์ลิจฉวีหนุ่ม ๆ ตั้ง ๕๐๐ นั้น เกิดแบ่งเป็น ๒ พวก : พวกหนึ่ง ก็ว่า วันนี้พระสมณโคดมท่าจะแย่แล้ว, พวกหนึ่งก็ว่า วันนี้สัจจกะนิครนถ์จะฉิบหาย แล้ว. ไม่มีใครแน่ใจอย่างใดได้ทั้งหมด ; เกิดแบ่งกันออกไปเป็นสองพวกอย่างนี้ แล้วก็พากันไปยังบ่ามหาวัน ที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่. เมื่อได้พบทักทายปราศัยตามธรรมเนียมแล้ว สัจจกะนิครนถ์ก็ขอโอกาส เพื่อจะถามปัญหา. นี้เป็นธรรมเนียม ; แม้จะเป็นข้าศึกกันอย่างไร อะไรก็ตามเถอะ ถ้าจะถามอะไร หรือจะโจทท้วงอะไร เขาก็จะ ต้องขอโอกาสก่อน ทั้งนั้น ถ้าเขา ไม่ให้โอกาสแล้ว เป็นไม่ถาม. นี้ก็เป็นลักษณะสุภาพบุรุษอย่างยิ่ง ซึ่งเราควรจะถือ เป็นกฎเกณฑ์ด้วย, หรือว่าเป็นพุทธจริยาด้วย. เหมือนอย่างว่าภิกษุจะโจทอาบัติแก่

น.197 ภิกษุรูปหนึ่ง ก็ต้องขอโอกาสก่อน ; ถ้าเขาไม่ให้โอกาสก็โจทไม่ได้ ก็ต้องทำกัน อย่างอื่น ; ต่อเมื่อเขาให้โอกาสแล้วจึงจะโจทอาบัตินั้น. ที่มีความเป็นผู้ดีถึงขนาดนั้น ในระเบียบวินัยในศาสนานี้ แม้เรื่องนี้มันเป็นเรื่องกว้างออกไปถึงระหว่างศาสนา เขาก็ยังทำกันอย่างนี้ : ต้องขอโอกาส, ได้รับโอกาส คืออนุญาตแล้ว จึงจะพูด หรือจึงจะถาม. เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้โอกาสแล้ว เขาก็ถามเพื่อจะให้เกิดการ ยืนยันขึ้น : เขาทูลถามพระพุทธเจ้าว่า ทรงสอนสาวกอย่างไร ? อนุสาสนีที่ เป็นไปมากในพระสาวกนั้นเป็นอย่างไร ? พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสตอบตรง ๆ เหมือนกับที่พระอัสสชิว่า เมื่อตะกี้นี้ : ขันธ์ทั้ง ๕ เป็นอนิจจัง ขันธ์ทั้ง ๕ เป็น อนัตตานั้น. ทีนี้นิครนถ์นี้เขาก็พูดขึ้นตามแบบของผู้ที่เป็นผู้ฉลาด หรือเป็นนักพูด หรือ เป็นอะไรชั้นดี. นี่ขอให้สังเกตไว้ด้วย. เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสอย่างนั้นแล้ว เขาก็ ทูลขึ้นว่า : อุปมาย่อมแจ่มแจ้งแก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์ขออุปมาจะได้ไหม ? พระพุทธเจ้าก็ว่า เอาซิ. สัจจกะเขาก็ทูลว่า : พืชพันธุ์ธัญญาหารในโลกทั้งหลายนี้ มันต้องอาศัยแผ่นดิน มนุษย์ทั้งหลายในโลกนี้ จะทำกิจการงานใด ๆ ก็ต้องยืนบน แผ่นดิน ; ก็แปลว่าสิ่งทั้งปวงจะต้องมีรากฐาน มีฐานสำหรับยืน จึงจะทำสิ่งต่าง ๆ ได้, หรือจะเจริญงอกงามอยู่ได้ นี้ฉันใด, นี้อุปมา. ทีนี้เขาก็อุปมัยว่า รูปตฺตายํ ปุริสปุคฺคโล - บุรุษบุคคลนี้ต้องมีรูปเป็น ตัวตน, รูเปปติฎฺขาย - ได้ตั้งอาศัยในรูปแล้ว; ปุญฺญิ วา วปุญฺญิ วา ปสวติ - จึงจะได้ประสบบุญบ้าง ประสบบาปบ้าง แล้วแต่กรณี. ในเรื่องรูปก็กล่าวอย่างนี้ ในเรื่องเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ, อีก ๔ อย่าง ก็กล่าวอย่างนี้ : ว่าบุรุษ

น.198 บุคคลนี้จะต้องมีรูปเป็นอัตตา คือมีรูปเป็นตัวตน หรือว่ามีเวทนาเป็นตัวตน มีสัญญา เป็นตัวตน มันได้อาศัย หรือตั้งอาศัยอยู่บนอันนี้ ที่เป็นตัวตนแล้ว จึงจะทำสิ่งที่เป็นบุญ หรือเป็นบาปได้. ก็ลองคิดดูตอนนี้ที่ว่า : เป็นถ้อยคำที่มีความหมายอย่างไร ? นี้เป็นคำพูด ของฝ่ายอัญญเดียรถีย์ หรือฝ่ายลัทธิอื่น เขาพูดอย่างนี้ ; มายืนยันกับพระพุทธเจ้า เลยว่า : ถ้าไม่มีอะไรเป็นที่ตั้งแล้ว คนเราจะทำอะไรที่เป็นบุญและเป็นบาป ได้อย่างไร ? ให้รู้ไว้ว่านี้ฝ่ายเดียรถีย์พูด. แต่แล้วทำไมมันประหลาดที่ว่ามาตรงกับที่ พุทธบริษัทแทบทุกคน เวลานี้ในเมืองไทยนี้ ก็ยังคิดอย่างนี้; ยังคิดอย่างที่เดียรถีย์พูด ว่าต้องมีตัวตนซิ มันจึงจะทำอะไรเป็นบุญเป็นบาปเป็นของตนได้. ถ้าไม่มีตัวตน แล้ว จะทำบุญทำบาปได้อย่างไรกัน. นี้ไม่ใช่แกล้งค่าพวกเรา เป็นแต่เพียงแนะให้ดู ข้อเท็จจริงว่า ในประเทศไทยเรานี้ ก็ยังมีความเห็นว่า มันต้องมีตัวตนอยู่ มันจึง จะทำอะไรได้เป็นของตน คือเป็นบุญก็ตาม เป็นบาปก็ตาม ; พุทธบริษัทในเมืองไทย ทำไมจึงไปพูดตรงกับอัญญเดียรถีย์ คือ สัจจกะนิครนถ์นี้. แล้วปัญหามันอยู่ที่ ตรงไหน ? สำหรับในครั้งพุทธกาล ปัญหานั้นมันก็อยู่ตรงที่ว่า นั้นเป็นคำพูดของ นิครนถ์ เป็นมิจฉาทิฏฐิ. พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสว่า อ้าว, ถ้าอย่างนั้นท่านถือว่า รูปเป็นตัวตนของเรา ดังนั้นหรือ ? แล้วเวทนาเป็นตัวตนของเรา สัญญาเป็นตัวตนของเรา ฯลฯ ถามทั้ง ๕ ข้อ ว่าเป็นดังนั้นหรือ ? สัจจกะนิครนถ์ก็ว่าอย่างนั้นทั้ง ๕ ข้อ, สัจจกะนิครนถ์ เขาก็รับยืนยันว่า เขาว่าอย่างนั้น ; และว่าคนทั้งเมืองเขาก็กล่าวกันอย่างนั้น. นอกจาก สัจจกะนิครนถ์จะอ้างว่านี้เป็นคำพูดของตน แล้วยังกล่าวว่าคนทั้งเมืองเขาก็ยังว่ากัน อย่างนี้. ที่นี้พระพุทธเจ้าท่านมีโวหารอย่างไรก็ลองฟังดู.

น.199 พระพุทธเจ้าตรัสว่า อย่าไปพูดถึงคนทั้งเมืองให้เสียเวลา ว่าแต่ตัวเองเถอะ มีความเห็นว่าอย่างไร ? พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสให้ยืนยันทีละอย่าง ๆ อีกครั้งหนึ่ง ว่ารูป เป็นตัวตนหรือ ? นิครนถ์นี้ก็ยืนยันว่ารูปเป็นตัวตน. เวทนาเป็นตัวตนหรือ ? ก็ยืนยัน ว่าเวทนาเป็นตัวตน จนครบทั้ง ๕ ขันธ์. ตรงนี้ก็เป็นพุทธจริยา สำหรับอาตมารู้สึกว่าอย่างนั้น ไม่มากก็น้อย, หรือ ว่าจ ะพูดอะไรก็อย่าให้มันคลุมเครือ พรวดพราด ผลุนผลัน ; ต้องให้มันหนักแน่น แน่วแน่ ยืนยัน กันอยู่ทุกคำ อย่าให้ดิ้นได้ จนเป็นอันว่า เขาจะบิดทีหลังไม่ได้ ; เพราะคอยให้ยืนยันคำพูด ตามที่เขาจะพูดนั้นอยู่เสมอ. ทีนี้ก็ถึงที่ที่พระพุทธเจ้าท่านจะต้องตรัสบ้าง แล้วท่านตรัสอย่างไร, ท่าน มีพระปัญญาคุณอันสูงสุดอย่างไร ที่เราพูดกันแต่ปากนั้น. พระพุทธเจ้าท่านตรัสใน ลักษณะเหมือนกับตีวงล้อมเข้ามา ๆ แล้วจึงตรัสว่า : ดูก่อน อัคคิเวสสนะ ; คนนี้ เขาชื่อสัจจกะ แต่เขามีแซ่หรือโคตรนามสกุลว่า อัคคิเวสสนะ, เขาทักกันด้วยชื่อแซ่ ชื่อสกุลทั้งนั้น. ดูก่อน อัคคีเวสสนะ, ท่านเห็นพระราชาชนิดได้มุรธาภิเศก เช่น พระเจ้าอชาตสัตตุ พระเจ้าปเสนทิ เป็นต้น มีอำนาจสามารถที่จะฆ่าคนที่ควรฆ่า หรือ ริบทรัพย์คนที่ควรริบทรัพย์ หรือเนรเทศคนที่ควรจะเนรเทศใช่ไหม ? ใคร ๆ ก็รู้ว่า พระราชาครองบ้านเมืองไหน ครองประเทศไหน แล้วก็สามารถที่จะฆ่าคน หรือว่า ริบราชบาตรคน หรือว่าเนรเทศคน. สัจจกะก็ต้องตอบว่า : โอ๊ย ! อย่าว่าถึงพระราชาชั้นนั้นเลย แม้แต่คณะ พระราชา คือพระราชาเล็ก ๆ ไม่ได้มุรธาภิเศกอะไร เช่น พวกมัลละ พวกลิจฉวีอย่างนี้ ก็เป็นพระราชาคณาธิปไตย ไม่ใช่พระราชาเผด็จการองค์เดียว ; แม้แต่พระราชาคณะ เล็ก ๆ อย่างมัลละ อย่างลิจฉวี นี้ก็ยังสามารถที่จะฆ่าคนได้ ริบทรัพย์ได้ เนรเทศได้ ;

น.200 แล้วทำไมพระราชาอย่างพระเจ้าปเสนทิ หรือพระเจ้าอชาตสัตตุจะทำไม่ได้. นี่สัจจกะ เขาก็ว่าอย่างนี้. พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสว่า : อ้าว, ถ้าอย่างนั้น อัคคิเวสสนะ, ท่านจะว่า อย่างไร ? ท่านจะสั่งบังคับรูปนี้ว่า รูป เม อตฺตา - ว่ารูปจงเป็นรูปของเราเถิด ดังนี้หรือ ? ก็ไม่. วตฺตติ เต ตสฺมี รูเปวโส - อำนาจของท่านเป็นไปในรูปนี้ ว่าจงเป็นไปอย่างนี้ จงอย่าเป็นอย่างนั้น ดังนี้หรือ ? ทีนี้เขาก็นิ่งเสีย ; พอเห็นท่าว่ามันไปไม่รอดแล้ว เขาก็นิ่งเสีย. พระพุทธเจ้าก็ตรัสถามซ้ำอีกว่า ท่านมีอำนาจที่จะสั่งบังคับรูปนี้ว่า รูปจงเป็นอย่างนี้, จงอย่าเป็นอย่างนั้น ดังนั้นหรือ ? เขาก็ยังนิ่งเสีย ; นี่เริ่ม จะจนแต้ม เขาก็นึ่งเสีย ; เล่นไม่ซื่อแล้ว. พอเห็นท่าว่าตัวเองจะเสียท่าแล้วก็นึ่งเสีย. ทีนี้พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสว่า : อัคคิเวสสนะ, เวลานี้เป็นเวลาสำหรับพูด ไม่ใช่เวลาสำหรับนึ่ง. นี้แปลมาตามตัวเลย เพื่อให้รู้จักพระพุทธเจ้าของเราดีขึ้น. ผู้ใดไม่ตอบปัญหาที่ตถาคตถาม ชอบด้วยเหตุผลถึง ๓ ครั้งแล้ว ศีรษะของผู้นั้น มันจะแตกเป็น ๗ เสี่ยง. ที่ว่าปัญหาที่ชอบด้วยเหตุผล ก็แปลว่าเป็นปัญหาที่เปิดเผย ที่ตรงไปตรงมา ที่เรียกว่า fair play อย่างที่สุดแล้ว, ๘ ซึ่งควรจะตอบได้ตามเหตุผล แล้ว ; แล้วก็ไม่ยอมตอบ มานึ่งเสียอย่างนี้ ถ้าถามถึง ๓ ครั้งแล้วไม่ตอบ ศีรษะจะแตก เป็น ๗ เสี่ยง. ข้อความในบาลีกล่าวว่า ตอนนั้นสัจจกะเห็น เพียงสัจจกะกับพระพุทธเจ้า เพียง ๒ คนเท่านั้น, หรือจะมุ่งหมายเพียงว่าสัจจกะเท่านั้นเห็น ว่าวัชรปาณีถืออาวุธ วัชระนั้นมาเงื้ออยู่บนศีรษะแล้ว, และมีทีท่าว่า ถ้าแกไม่ตอบปัญหานี้ จะผ่าศีรษะแก ด้วยวัชระนี้ให้แตกเป็น ๗ เสี่ยง.ข้อความว่าอย่างนี้ตรงๆ แต่ว่าจะแปลข้อความนี้ เป็นธัมมาธิษฐานอย่างไรก็ได้. แม้ที่สุดแต่เราจะแปลว่า สัจจกะเขาเกิดความรู้สึก ขึ้นมาว่า ไม่ตอบไม่ได้แน่แล้ว,จะตอบก็ไม่รู้จะตอบอย่างไร ; ก็จะหมายความว่า

น.201 ยอมแพ้ ในใจมันรู้สึกยอมแพ้, แล้วก็รู้สึกว่าไม่มีที่พึ่งไหนแล้ว นอกจากเอา พระพุทธเจ้านั้นเองเป็นที่พึ่ง. ฉะนั้นจึงทูลว่า "ขอพระโคดมจงถามใหม่เถิด" ขอให้ตั้งคำถามใหม่เถิด, ก็คือคำถามซ้ำนั่นแหละ. พระพุทธเจ้าจึงถามซ้ำ : ถ้าว่ารูปเป็นของเรา อำนาจของท่านเป็นไปในรูป นั้นว่า รูปจงเป็นอย่างนี้เถิด รูปอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลยดังนั้นหรือ ? เขาก็บอกว่า หามิได้พระเจ้าข้า ; คือยอมรับแล้ว และนิ่งไม่ได้ต้องพูด. แล้วถามเรื่องเวทนาอีก เวทนาเป็นของเรา ; ถ้าอย่างนั้นละท่านก็สั่งบังคับได้ว่า เวทนาจงเป็นอย่างนี้ เวทนา จงอย่าเป็นอย่างนั้นดังนี้หรือ ? ก็ตอบว่าหามิได้พระเจ้าข้า. ถามไปจนครบทั้ง ๕ อย่าง จนกระทั่งวิญญาณ. พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสว่า อ้าว, ไปคิดดูให้ดีซิ; คำทีแรกกับคำทีหลัง ของท่านไม่ตรงกันเสียแล้ว. นี่พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ด่าใคร, หรือไม่ได้รุกรานใคร ให้หยาบคาย ; ท่านจะมีมรรยาทตามแบบของท่านอย่างนี้. ฉะนั้นเราควรจะถือว่า นี้ เป็นพระพุทธจริยา ; ว่าเราจะไม่รุกรานคนที่เพลี่ยงพล้ำเสียท่า, หรือรุก เข้าไปเสียให้ตายเลยอย่างนี้. นี้ก็เรียกว่ารุกถึงที่สุด แต่ด้วยอากัปกิริยาวาจาที่สุภาพ. ทีนี้ก็ตรัสต่อไปว่า : อัคคิเวสสนะ, รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง? คราวนี้เขา ก็ต้องตอบว่าไม่เที่ยง. เพราะอะไร ๆ มันมาในรูปนี้หมดแล้ว. เวทนาเที่ยงหรือ ไม่เที่ยง ? ก็ไม่เที่ยง. สิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ ? มันก็เป็นทุกข์. แล้วเมื่อไม่เที่ยงและเป็นทุกข์ แล้วก็ควรหรือที่จะไปถือ จะไปตามเห็นว่านั่นเป็นของเรา นั่นเป็นเรา, นั่นเป็นตัวตนของเรา ? เขาก็ตอบว่า หามิได้พระเจ้าข้า, เป็นอย่างนั้น ไม่ได้พระเจ้าข้า. นี่ก็แปลว่าหมดท่าแล้ว คือเป็นอันเด็ดขาดลงไปแล้วว่าเขาแพ้ ๑๐๐ เปอร์- เซ็นต์ ทีนี้พระพุทธเจ้าจะตรัสอย่างไรต่อไป ลองคิดดูซิ.

น.202 ทีนี้ท่านก็ทรงปิดรายการ คือว่ารุกอย่างแบบรุกครั้งสุดท้าย ว่า : คนที่ ติดแน่นอยู่กับความทุกข์ คือแยกกันไม่ออก ; เรียกว่า ทุกฺขํ อลฺลิโน - แปลว่า แยกออกไม่ได้จากความทุกข์, ทุกฺขํ อุปคโต - จมลงไปในความทุกข์, ทุกฺขํ อชฺโฌสิโต - อันความทุกข์ท่วมทับแล้ว, แล้วยังเห็นสิ่งที่เป็นทุกข์นั้นว่า นี้เป็นอัตตา ของเรา นี้เป็นตัวเรา หรือนี้เป็นของเรา ; คนชนิดนี้จะเรียกว่ารู้ทุกข์ และทำความทุกข์ ให้หมดสิ้นไปได้หรือ ? ตรงนี้เดี๋ยวจะฟังไม่ทันเข้าใจ ว่าพระพุทธเจ้าท่านทรงย้ำให้เด็ดขาดลงไปว่า : คนที่ติดแน่นอยู่ในความทุกข์ ฝังอยู่ในความทุกข์ ความทุกข์ท่วมทับอยู่อย่างนี้ แล้ว ก็ยังโง่, โง่เอาสิ่งที่เป็นทุกข์นั้นแหละว่าเป็นของเรา ว่านั่นเป็นตัวเรา ว่านั่นเป็นของเรา ; คนชนิดนี้จะเรียกว่าเป็นคนรู้ทุกข์ คือสามารถทำความทุกข์ให้สิ้น ไปได้หรือ ? สัจจกะนิครนถ์ ก็ต้องตอบว่า มันไม่มีหนทาง - ไม่มีหนทาง คือไม่มีทาง ที่จะเป็นไปได้. ทีนี้พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสว่า ก็ท่านนั่นแหละมิใช่หรือ ที่ติดแน่นอยู่กับ ความทุกข์, เข้าไปสู่ความทุกข์, อันความทุกข์ท่วมทับอยู่ ? นี่เขาก็ต้องรับว่า เขาเป็นผู้ที่มีความทุกข์ท่วมทับอยู่อย่างนี้ เขาก็ไม่อาจจะรู้ทุกข์ หรือไม่อาจจะทำที่สุด แห่งความทุกข์ได้. พระพุทธเจ้าท่านก็สรุปท้ายอีกว่า อัคคิเวสสนะเอ๋ย, ตัวท่านนั้นเหมือน กับคนที่มาถากต้นกล้วย เพื่อจะหาแก่น. เขามาถากต้นกล้วย เฉือนต้นกล้วยเข้าไป ทีละชั้นทีละกาบ นี้เพื่อจะหาแก่นกล้วย ; ท่านถากเท่าไรหาเท่าไร มันก็ไม่พบแก่น ของต้นกล้วย ; นี้ฉันใด. ข้อที่ท่านเที่ยวประกาศก้องในเมืองเวสาลีว่า "ไม่เห็นสมณะ หรือพราหมณ์ หรืออรหันตสัมมาสัมพุทธะผู้ใด เมื่อถูกเรายกวาทะแล้วจะไม่กระสับ กระส่าย, เหมือนที่ว่าคนแข็งแรงจับแกะขนยาวลากไปลากมา, หรือว่าเหมือน

น.203 คนแข็งแรงซักเสื่อในแม่น้ำลากไปลากมา, หรือว่าเหมือนนักเลงเหล้าแกว่งถ้วยเหล้า หรือว่าเหมือนช้างสาวสายบัวแกว่งสายบัว ; และว่าที่จะไม่สะทกสะท้านนั้นเป็นไม่มี, ว่าแม้ท่านจะพูดกับเสา เสาก็ยังสะทกสะท้านหวั่นไหว ; จะป่วยกล่าวไปไยถึงมนุษย์ ที่จะไม่หวั่นไหว และจะไม่มีเหงื่อออกจากรักแร้". ดังนั้นเดี๋ยวนี้ท่านจงดูรักแร้ของเรา ; พระพุทธเจ้าก็ทรงแสดงรักแร้ หรือจะอย่างไรก็คิดเอาเองก็แล้วกัน พระบาลีว่าอย่างนั้น. พระพุทธเจ้าทรงแสดงรักแร้ของพระองค์แก่สัจจกะนิครนถ์ว่าไม่มีเหงื่อ. นี้ก็เป็นอันว่า หมดท่า หมดโอกาสอะไรที่จะพูด, ก็นั่งคอตกก้มหน้า ซบเซาอยู่ เป็นก้อนหินไปเลย. ทีนี้ก็ถึงบทบาทของพวกหนุ่ม ๆ ลิจฉวี ๕๐๐ ที่ตามไปด้วย. หัวหน้าลิจฉวี คนหนึ่ง ชื่อว่า เจ้าทุมมุกขะ เจ้าทุมมุกขะนี้ก็ขอโอกาสพระพุทธเจ้า พูดบ้าง. เมื่อ พระพุทธเจ้าประทานโอกาสแล้ว เขาก็พูดขึ้นมาว่า อุปมาแจ่มแจ้งแก่ข้าพระองค์แล้ว พระเจ้าข้า ขอโอกาสพูด. พระพุทธเจ้าบอกว่าพูดซิ เขาก็พูดว่า : - ที่ริมสระแห่งหนึ่ง เด็กฝูงหนึ่งมันลากปูตัวใหญ่ขึ้นมาบนบกนี้ แล้วก็ช่วยกัน เอาก้อนดินบ้าง กระเบื้องบ้าง ท่อนไม้บ้าง ขว้างลงไปที่ก้ามปู ที่มันชูร่าขึ้นมา. เขาคง หลับตาเห็นภาพพจน์อันนี้ว่า ปูนี่พอเอาขึ้นมาบนบก เราจะทำอะไรมัน มันจะ ชูก้ามร่าสูงขึ้นเพื่อต่อสู้. ที่นี้เด็กฝูงนั้นก็ใช้ก้อนดินบ้าง กระเบื้องบ้าง ท่อนไม้บ้าง ซัดลงไปที่ก้ามปู ; ก้ามหักหมดหลุดหมด เหลือแต่ตัวปู ; ข้อนี้เป็นฉันใด. สัจจกะนี้ ก็เป็นฉันนั้น, สัจจกะนี้จะไม่มีก้ามชูขึ้นอีกต่อไปแล้ว จะไม่มีโอกาสที่จะชูก้าม เข้ามาหาพระองค์อีกแล้ว พระเจ้าข้า. ฟังดูมันน่าหวัวเต็มที เขาไม่ด่ากันตรง ๆ, แต่ว่ามันเจ็บยิ่งกว่าด่าตรง ๆ. นี่วิธีของผู้มีศีลธรรมดี หรือว่าผู้เจริญด้วยศีลธรรม ซึ่งเดี๋ยวนี้เขาไม่ค่อยทำกันอย่างนี้ เขาทำกันด้วยความหยาบคายทางกายทางวาจา.

น.204 สัจจกะนิครนถ์ก็เลยขอร้องว่า เจ้าทุมมุกขะหยุดพูดเถิด อย่าพูดไปเลย ไม่มีประโยชน์แล้ว. ข้าพเจ้าขอโอกาสทูลพระสมณโคดมต่อไป ; แล้วก็ทูล พระพุทธเจ้าว่า ข้าแต่พระโคดม คำพูดของข้าพเจ้าและของปุถุสมณะทั้งหลาย เหล่าอื่นนั้น มันเป็น วาจาวิลาปํ ; คำนี้ไม่รู้ว่าจะแปลออกไปเป็นไทยว่าอะไรดี ; มันมีความหมายว่าเพ้อคลั่ง คืออย่างคนที่ขี้เมา, หรือว่าคนที่เป็นไข้หนัก, หรือว่า คนที่ไม่มีสติสมปฤดี แล้วพูดอะไรออกมา ; นี่เขาเรียกว่า วาจาวิลาปํ . เดี๋ยวนี้ สัจจกะนิครนถ์ยอมรับว่า วาจาทิฏฐิอะไรของเขาที่พูดแต่ทีแรก ที่อวดดีสูงสุดแต่ทีแรก, และ ความคิดเห็นที่ว่า รูปเป็นอัตตา เวทนาเป็นอัตตา อะไรก็ดีนี้. วาจาของเขาเอง ก็ดี ของปุถุสมณะเหล่าอื่น คือว่าลัทธิอื่น อาจารย์อื่นที่คล้ายเขานี้ก็ดี เป็นคำพูดเพ้อเจ้อ, เพ้อคลั่ง ; จึงขอโอกาสพระพุทธเจ้า ทูลถามพระพุทธเจ้าอีกว่า : - ข้าแต่พระโคดม, ขอพระองค์จงแสดงธรรมเถิด ด้วยเหตุเพียงเท่าไรสาวก ของพระสมณโคดม เป็นผู้ที่จะควรกล่าวได้ว่า ได้ประพฤติกระทำถูกต้องตาม คำสั่งสอนของพระโคดม, เป็นผู้พ้นแล้วจากความสงสัย เป็นผู้พ้นแล้วจากการที่ ต้องถามผู้อื่นว่าอย่างไร, เป็นผู้มีความกล้าหาญ เชื่อความคิดของตนเอง ไม่ต้อง เชื่อตามผู้อื่น อยู่ในศาสนานี้. คำถามนี้คือถามว่า เป็นอย่างไร เป็นลักษณะไหน จึงจะเรียกว่า เป็นพระอรหันต์ ? นั่นเอง แต่ไม่ใช้คำว่าพระอรหันต์ ; ใช้คำว่า "ประพฤติ ถูกต้องตามคำสอนของพระพุทธเจ้า อยู่เหนือความสงสัย ปราศจากคำถามที่จะต้อง เที่ยวถามผู้อื่นว่า อะไรเป็นอย่างไร ? เชื่อตัวเองจนมีความกล้าหาญ ไม่ต้องเชื่อผู้อื่น อยู่ในธรรมวินัยนี้". ทีนี้พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสว่า สาวกในศาสนานี้ คือในศาสนาของพระองค์นี้ เห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงถูกต้องตามที่เป็นจริง ด้วย ยถาภูตญาณทัสสนะ. อยํ กิญฺจิ

น.205 รูปํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ. - เห็นรูปใด ๆ ในอดีต อนาคต ปัจจุบัน, อชฺฌตฺตํ วา พหิทฺธา วา โอฬาริกํ วา สุขุมํ วา หีนํ วา ปณีตํ วา ยํ ทูเร สนฺติเก วา - อยู่ใน ภายในก็ดี ภายนอกก็ดี ใกล้ก็ดี ไกลก็ดี หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี, จนกระทั่งว่า สพฺพํ รูปํ - นั่นสักว่ารูปเท่านั้น เนตํ มม - นั่นมิใช่ของเรา, เน โส หมสฺมิ - นั่นมิใช่เรา น เม โส อตฺตา - นั่นมิใช่อัตตาของเรา. พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสอย่างนี้ไปจนครบ ๕ อย่าง คือทั้ง เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณด้วย : ว่า สาวกของเราในศาสนานี้ เห็นอยู่ด้วยปัญญาอันชอบ ตามที่เป็นจริง อย่างนี้ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า เขาประพฤติถูกต้องตามคำสั่งสอน พ้นความสงสัย ไม่ต้องเชื่อผู้อื่น. สัจจกะก็ถามคำถามสุดท้ายว่า ด้วยเหตุเพียงเท่าไร ภิกษุจึงได้ชื่อว่าเป็น พระอรหันต์ ปลงภาระแล้ว สิ้นสังโยชน์แล้ว สิ้นภพแล้ว เพราะมีความรู้ชอบ ? พระพุทธเจ้าก็ยังตรัสอย่างนั้นอีกว่า : ภิกษุมีความเห็นต่อรูปเป็น อนัตตา เวทนาเป็นอนัตตา สัญญาเป็นอนัตตา สังขารเป็นอนัตตา วิญญาณเป็น อนัตตา. ที่ว่า เห็น ในที่นี้ คือเห็นด้วยความรู้สึก มิใช่เห็นด้วยอ่านหนังสือ ; เพราะเห็นอย่างนั้น ก็มีจิตหลุดพ้น ไม่ยึดมั่นในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณนั่น จิตหลุดพ้นเพราะเห็นอย่างนั้น จนกล่าวได้ว่า อริยสาวก มีองค์ ๓ คือ : - ๑. ทัสสนานุตตริยะ ได้เห็น ได้มีทัศนะในสิ่งที่ประเสริฐสูงสุด ไม่มีอะไรยิ่งกว่า. ๒. ปฏิปทานุตตริยะ ก็ได้ปฏิบัติในการปฏิบัติที่สูงสุด ไม่มีอะไรยิ่งกว่า ๓. วิมุตตานุตตริยะ ก็ได้หลุดพ้นแล้ว ในความหลุดพ้นที่ไม่มีความหลุดพ้นอื่น ยิ่งกว่า ; แล้วก็เห็นต่อไปว่า พระศาสดาของฉัน พระศาสดาของเรานี่ รู้ข้อนี้แล้ว จึงสอนข้อนี้ ฝึกตนมาในข้อนี้ได้แล้ว จึงฝึกผู้อื่นในข้อนี้ พ้นพิเศษในข้อนี้แล้ว จึงสอนผู้อื่นให้พ้นพิเศษในข้อนี้.

น.206 นี่คือคำตอบของพระพุทธเจ้า ท่านตรัสตอบแก่นิครนถ์ ที่ถามว่า ในศาสนานี้ ด้วยเหตุเพียงข้อใด จึงจะได้ชื่อว่าเป็นผู้พ้นถึงที่สุด. สัจจกะนิครนถ์ก็ลุกขึ้นเฉวียงบ่า สารภาพขอโทษ. ขอโทษนี้คือการ เปิดเผยตัวเอง ประจานตัวเอง ดังที่เขาเรียกว่าแสดงอาบัติอย่างนั้น ; แต่นี่มันไม่ใช่ เรื่องแสดงอาบัติ แต่มีความหมายเหมือนกัน คือประจานตัวเองถึงที่สุด ว่าได้ทำผิด ไปแล้ว : ว่าข้าพระองค์เป็นผู้มีปกติ กำจัดคุณของผู้อื่น , ข้าพระองค์เป็นผู้ คะนองวาจา . นี่สารภาพว่าเขาเป็นคนเลว ดีแต่จะคอยเกียดกันความดีของผู้อื่น, แล้วเป็นผู้คะนองวาจา คือพูดไปด้วยความคะนอง. โดยเขามองเห็นแล้วว่า เดี๋ยวนี้เขาเป็นผู้ผิด. คำพูดทั้งหลายเป็นเพียงความ คะนอง ; แล้วก็ยังกล่าวในครั้งสุดท้ายว่า เป็นผู้ยอมแพ้ ; คือเขาพูดด้วยอุปมาว่า บุรุษบุคคลเผชิญหน้ากันกับช้างที่ซับมัน, หรือว่ากองไฟอันลุกลามใหญ่, หรือว่า งูพิษที่ร้ายกาจ ก็ยังมีทางเอาตัวรอดได้ ; แต่บุคคลมาเผชิญกันกับพระสมณโคดมแล้ว ไม่มีทางเอาตัวรอดได้เลย ; เขากล่าวเองอย่างนี้. ข้อความที่กล่าวนี้มีความหมายในทางธรรมะว่า คนอวดดีที่มาประสบกับ พระพุทธเจ้านี้ . ไม่มีทางที่จะรอดไปได้; ไปเผชิญกับช้างซับมัน หรือว่ากองไฟ ที่ไหม้ลุกลามมาอย่างใหญ่หลวง หรือว่างูพิษอันร้ายกาจเป็นพญานาค ก็ยังหวังว่า จะหนีรอดไปได้บ้าง ; แต่มาเผชิญกับพระสมณโคดมแล้ว ไม่มีทางที่จะหนีรอดเลย. สัจจกะนิครนถ์ขอนิมนต์พระสมณโคดมฉันภัตตาหารในวันพรุ่ง ณ สำนักแห่งนิครนถ์. พระพุทธเจ้าก็ทรงรับนิมนต์ ด้วยการนึ่ง; แล้วก็ไปฉันในสำนักของนิครนถ์ คือคน ที่เป็นข้าศึกศัตรูกันหยก ๆ นี้ ในวันรุ่งขึ้น. นี้คือพุทธจริยาเรื่องนี้ คนอื่นจะมองกันในแง่อื่นอย่างไรก็ตามใจ ก็เป็น พระพุทธคุณ เป็นปัญญาคุณ เป็นเมตตาคุณ เป็นอะไรกันอย่างใหญ่หลวง. เดี๋ยวนี้

น.207 อาตมาจะขอร้อง ให้มอง กัน ในแง่ที่ว่า เป็นพุทธจริยา ว่า พระองค์ทรงประพฤติอย่างไร ต่อบุคคลซึ่งเป็นข้าศึกศัตรู . เดี๋ยวนี้เราไม่ได้ประพฤติต่อศัตรู ด้วยสิทธิ ปัญญา เมตตา ขันตี; ฉะนั้น ขอให้ช่วยจำกันไว้ ว่าจากอุทาหรณ์อันนี้ คนเราจะต้องประพฤติต่อผู้ที่ทำตัวเป็น ศัตรูของเรา ด้วยคุณธรรมคือ สุทธิ ปัญญา เมตตา ขันตี . สุทธิ คือ ความที่ มีจิตใจปกติ บริสุทธิ์ปกติ, ไม่เข้าข้างตัว ไม่เข้าข้างใคร ; ให้มีความบริสุทธิ์แห่ง จิตนี้ก่อน. แล้วก็มี ปัญญา คือว่าอย่าไปเป็นอันธพาล, หรือว่าอย่าไปเสีย สติสัมปชัญญะ, อย่ามีจิตฟุ้งซ่าน จึงจะมีปัญญาได้, แล้วก็ต้องมี เมตตา เป็นเบื้องหน้า เป็น ปุเรจาริกะ คือเป็นเบื้องหน้าต่อบุคคลที่เป็นศัตรูนั้น, แล้วก็มี ขันตี คือ ความ อดทนด้วย. นี่คิดดูว่าต้องอดทนสักเท่าไร จิตจึงจะปกติอยู่ได้ ถ้า โกรธ เสียแล้ว ก็คือ ชื่อว่าไม่อดทน แล้ว ; ถ้า โกรธ เสียแล้ว จะเมตตาใครอย่างไรได้ ; ถ้า โกรธ เสียแล้ว ปัญญาก็หายหมด . ขอให้สังเกตดูให้ดีๆ พอโกรธขึ้นมาเท่านั้น สติปัญญา อันมากมายที่มีแต่ก่อนจะวิ่งหนีไปหมด, มันหายไปหมด. พอโกรธเข้าแล้ว สุทธิคือ ความบริสุทธิ์ ความจริง ความตรงนั้น ก็หายไปหมด . เกิดโมโหโทโสเสียแล้ว จะมัวจริงอยู่ได้อย่างไร. สุทธิ ปัญญา เมตตา ขันตี ไม่มีเหลืออยู่เลย ; เพราะว่า มีความโกรธเกิดขึ้นเสียแล้ว. นี่ถือเอาพระพุทธจริยาอันนี้เป็นหลัก ก็เรียกว่าเป็นพุทธบริษัท เป็นสาวก ในพระศาสนานี้. เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ควรจะจำไว้เป็นตัวอย่าง ตลอดทั้งเรื่อง, แล้ว ก็จำไว้เป็นพิเศษในส่วนที่เป็นพระพุทธจริยาที่ทรงกระทำต่ออัญญเดียรถีย์ คือเจ้าลัทธิ อื่นซึ่งเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน.

น.208 นี้เป็น เรื่องที่ ๑ ที่แสดงไปในทางที่ว่ามีความคิดเห็นขัดแย้งกัน เกี่ยวกับอัตตา เราว่าไม่มีอัตตา เขาว่ามีอัตตา. คนที่ไม่มีอัตตา, กับคนที่มีอัตตา มาพบกันเข้าแล้ว จะต้องพูดกันอย่างไร. เป็นเรื่องที่เรียกว่า พุทธจริยาต่อ อัญญเดียรถีย์ ในแง่ที่ว่ามีอัตตากับไม่มีอัตตาจะต้องพูดกันอย่างไร. เรื่องที่ ๒ ทางเข้าสู่ ความเป็นสหาย กับพรหม ชั่วเวลาที่เหลืออยู่นี้ ก็จะพูดต่อไปอีกสักเรื่องหนึ่ง คือเรื่อง การพูดถึง สิ่งที่ ไม่มีตัว ที่ไม่เห็นตัวโดยประจักษ์ แล้วก็พูดกันเป็นคุ้งเป็นแคว ซึ่งไม่ใช่พูด อย่างเดียว เขาเชื่อด้วย เขาเชื่อกันงมงาย ด้วยในคำพูดที่พูดไปด้วยเรื่องที่มิได้มีสิ่งที่ ปรากฏให้เห็นอยู่ ; นี้เป็นเรื่องทั่ว ๆ ไป แม้ในปัจจุบันนี้เราก็เชื่อเรื่องผี เรื่องสาง เรื่องเทวโลก มารโลก พรหมโลก อะไรก็เชื่อ; เชื่อว่ามีอยู่อย่างนั้น เข้าถึงได้โดย วิธีอย่างนี้; นี่ก็รวมอยู่ในเรื่องนี้. แต่ว่าเรื่องที่เป็นเอามาก และ สำคัญมากที่สุด ในครั้งพุทธกาล นั้น คือ เรื่องการเข้าถึงพระเจ้า หรือเข้าถึงพรหม . ในบาลี เขาใช้คำว่า พรหม ในความหมายธรรมดาสามัญก็คือ พระเจ้า ; แล้วเท่าที่พูดอยู่ เดี๋ยวนี้ แล้วในศาสนาบางศาสนา เราก็ใช้คำว่า พระเจ้า. การที่จะเข้าถึงพระเจ้า ไปอยู่ร่วมเป็นอันเดียวกันกับพระเจ้านั้น เป็นปัญหาที่ต้องศึกษา ต้องปฏิบัติให้ได้ . เมื่อครั้งพระพุทธเจ้ายังทรงมีพระชนม์อยู่ในประเทศอินเดีย ก็มีปัญหาอย่างนี้ แล้วก็ได้พูดกันด้วยเรื่องปัญหาอย่างนี้ ซึ่งเป็นการต่อต้านกันกับลัทธิอื่น คือค้าน อัญญเดียรถีย์อื่นด้วยเหมือนกัน ; ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่ควรจะทราบกันไว้ แล้วก็ จะได้ดูพระพุทธจริยาในกรณีเช่นนี้อีกด้วย. เรื่องนี้มีอยู่ในสูตรที่ว่า เตวิชชสูตร ทีฆนิกาย สีลขันธวัค์ค . ที่หมู่บ้านของพวกพราหมณ์ ซึ่งเต็มไปด้วยพราหมณ์ที่มี ชื่อเสียงมาก เช่น วังกีพราหมณ์, ตารุกขพราหมณ์, โปกขรสาติพราหมณ์ ,

น.209 ชานุสโสนีพราหมณ์, โตเทยยพราหมณ์ , ซึ่งมีชื่อเสียงเด่น ๆ แล้วยังมีพราหมณ์ มหาศาลชื่ออื่น ๆ อีกมาก มีอยู่ในบ้านนี้เป็นกลุ่ม คล้าย ๆ นิคมของพวกพราหมณ์. มีพราหมณ์หนุ่ม ๒ คน เขาเดินคุยกันถึงเรื่องที่จะเข้าถึงพระเจ้าได้อย่างไร. เขาเรียกว่า พฺรหฺมสหพฺยตาย - การเข้าถึงความเป็นอันเดียวกันกับพรหม มันมี อย่างไรแน่. หนุ่มคนหนึ่งเขาว่า ที่ ตารุกขพราหมณ์พูดนั้นแหละถูกเป็นทางตรง ไปสู่ความเป็นอันเดียวกับพระเจ้า. คนหนุ่มอีกคนหนึ่งว่าไม่ถูก ที่ โปกขรสาติ - พราหมณ์ว่านั่นแหละถูก. เขาก็เลยเถียงกันตลอดทาง ว่าอันไหนจะถูกกว่า ? เขาใช้ คุณบทว่า มันต้องเป็นทางตรง , เป็นทางที่ให้ถึงได้จริง, เป็นหนทางที่จะนำออก จากโลกนี้ได้จริง ; ทางนั้นต้องเป็นทางตรงไปยังพรหมนั้น ; แล้วก็ให้ดึงออกไป จากโลกนี้ได้จริง จึงจะเรียกว่าทางนี้ใช้ได้. นี่เขาเถียงกันไม่ตกลงกันได้ ก็เลยเกิด ความคิดขึ้นว่า เดี๋ยวนี้ได้ยินว่า พระพุทธเจ้าอยู่ที่นั้น เราควรจะไปหา ไปเฝ้า พระพุทธเจ้า. พระพุทธเจ้าท่านได้ฟังเรื่องราวของหนุ่มสองคนนี้แล้ว ท่านให้เขายืนยัน, พระพุทธเจ้าท่านให้หนุ่ม ๒ คนนี้ยืนยันว่า ปัญหาว่าอย่างไร ? วิคฺคหวิวาท นานาวาท นั้น มีอยู่อย่างไร ? วิคคหะ แปลว่าถือกันคนละอย่าง, วิ แปลว่า คนละอย่าง, คหะ แปลว่า ถือ, วิคคาโห ของเธอเป็นอย่างไร ? วิวาโท ของเธอเป็นอย่างไร ? นานาวาโท ของเธอเป็นอย่างไร ? หนุ่มสองคนนี้เป็นพราหมณ์ เขาก็ทูลตามตรงว่า พวกพราหมณ์ได้แสดง หนทางไปสู่พรหมไว้มากมาย ล้วนแต่ถูกทั้งนั้นเลย ; เพราะว่าทางทุกทางมันต้อง ไปที่นั่น เช่นเดียวกับว่าหนทางที่มนุษย์เดินกันอยู่ในโลกนี้ ไม่ว่าทางไหนมันต้อง ไปที่หมู่บ้านทั้งนั้นแหละ, มันต้องไปรวมที่หมู่บ้านทั้งนั้น. ทางเล็กทางใหญ่ ทางตรง ทางคด ทางอ้อม ทางอะไร มันต้องไปที่หมู่บ้าน, มันต้องไปถึงหมู่บ้าน ; ฉะนั้น

น.210 วิคคหะวิวาทะ นานาวาทะ ของข้าพระองค์นั้นมีอยู่แต่ว่า ทางไหนนำออกได้จริง แล้วก็ตรงไปยังที่นั่นโดยตรงก็แล้วกัน. ในพระบาลีตอนนี้ เขาอ้างพวกพราหมณ์ที่มีชื่อเสียงว่าเป็นพวกนิกาย อทฺธริย, ติตฺติริย, ฉนฺโทก, พวฺหริธ ; ๔ พวกนี้แหละล้วนแต่แสดงทางไปสู่พรหม ; แล้วจริงทั้งนั้นเลย. แต่เรามาเถียงกันว่าอันไหนมัน "อุชุมัคโค" คือมันตรงดิ่งไปทันที แล้วมันนำมนุษย์ออกจากโลกนี้ แล้วพาไปสู่พรหมโลกนั้นได้ทันที. ที่นี้พระพุทธเจ้าท่านตรัสอย่างไร ? ท่านไม่ไปเถียงกับเขาในเรื่องอย่างนั้น ท่านเพียงหยิบขึ้นมาคำหนึ่งตรงคำว่า " นิยฺยานิโก " คือว่านำออกได้จริง. ท่านก็เลย ถามหนุ่มสองคนนี้ว่า : หนทางที่พวกพราหมณ์ของเธอแสดงนั้นมันเป็น นิยยานิโก คือ นำออกได้จริงหรือ ? นำออกได้จริงหรือ ? เขาก็ว่าจริง. ท่านว่านำออกได้ จริงหรือ ? เขาก็ว่าจริง. ท่านก็ย้ำอีกว่านำออกได้จริงหรือ ? เขาก็ว่าจริง. คำพูด ทำนองนี้เป็นธรรมเนียมของพระพุทธเจ้า ที่จะต้องให้เขายืนยันอย่างน้อย ๓ ครั้งเสมอ แล้วจึงจะพูดกัน. พระองค์ตรัสว่า อ้าว, เมื่อยืนยันว่านำออกได้จริง แล้วจะเข้าใจว่าอย่างไร ? ก็ในบรรดาพราหมณ์ทั้งหลายทั้ง ๔ พวกนั้นล้วนแต่ทรงไตรวิชชา; มีพราหมณ์ สักคนหนึ่งไหม ที่ ได้เคยเห็นพรหมด้วยตนเอง ? ให้มาเป็นพยานซิ. นี่ก็เลยอึ้ง กันไปหมด : ว่าพราหมณ์คนไหนเคยเห็นพรหม มาเป็นพยานซิ. พระพุทธเจ้าท่านก็ย้ำตรงที่ใครเห็นพรหมเรื่อย ไล่ไปเรื่อย. เขาก็บอกว่า อาจารย์คนหนึ่งก็ไม่เคยเห็นพรหม. แล้วท่านถามว่า อาจารย์ของอาจารย์เคยเห็นไหม? เขาก็อัดอั้น ; เพราะอาจารย์ก็ไม่มีสักคนหนึ่งที่เคยเห็นพรหม. พระพุทธเจ้าท่านว่า อาจารย์ ๗ ชั่วเลย, อาจารย์คนไหนเจ็ดชั่วไหนที่เคยเห็นพรหม. เขาก็ยังต้องตอบ ว่าไม่เคยเห็นพรหม.

น.211 ฤๅษี แต่กาลก่อนที่เป็นอาจารย์ของพราหมณ์เหล่านี้ เช่น ฤๅษี อัตถกะ วามกะ วามเทวะ เวสสวามิตตะ ยมตัคคิ อังคีรส ภารทวาชะ วาเสฏฐะ กัสสปะ ภคุ ; ตั้ง ๑๐ ชื่อนี่ คนไหนบ้างที่เคยเห็นพรหม ? ฤๅษีคนไหนใน ๑๐ นี้ เคยเห็นพรหม? อันนี้ก็ยืนยันไม่ได้ ก็รู้แต่ว่าไม่มีฤๅษีองค์ไหนสักคนเดียวที่เคยเห็นพรหม. พระพุทธเจ้า ท่านก็ไล่ซ้ำอีกทีหนึ่ง ที่จะให้เขายืนยันด้วยปากอย่างหลบไม่ได้ ; ในที่สุดก็ว่า ไม่มีสัก คนหนึ่งเลยที่เคยเห็นพรหม. พระพุทธเจ้าก็เลยตรัสอีกว่า อ้าว ! เมื่อไม่เคยเห็นพรหมสักคนเดียว แล้ว มาแสดงทางที่เป็นนิยยานิกะ, ยืนยันว่าเป็น นิยยานิกะ ออกจากโลกนี้ไปสู่พรหม. คำพูดชนิดนี้มันเป็น อปฺปาฏิหิริกตภาสิต เท่านั้น." คำนี้แปลยาก เขาแปลว่า ภาษิตที่ ไม่มีปาฏิหาริย์; มันก็ถูกแล้ว ที่จริงมันก็คือคำที่ไม่มีเหตุผลนั่นแหละ, จะพูดว่าไม่มีปาฏิหาริย์ก็ได้ ; มันเป็นคำพูดที่ไม่มีปาฏิหาริย์ : คือ คำพูดที่ ไม่มี น้ำหนักอะไรสักนิดเดียว ที่ทำให้คนเชื่อได้. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า : คำพูดชนิดนี้มันเป็น อปฺปาฏิหิริกตภาสิต เท่านั้น, คือเป็นคำกล่าวที่ไม่มีเหตุผลน้ำหนักแม้แต่สักนิดเดียว ที่จะทำให้คนเชื่อได้. พราหมณ์ สองคนนั้นก็ต้องว่าแน่นอน มันเป็นคำที่ไม่มีน้ำหนักสักนิดเดียว ที่จะเป็นเหตุผล. พระพุทธเจ้าก็ว่า : อ้าวดีซิ อย่างนั้นก็ดีซิ ผู้ที่ไม่เคยรู้ไม่เคยเห็นพรหม แล้วมาแสดง หนทางว่านี้เป็นทางตรง เป็นนิยยานิกะ นำสัตว์ออกไปสู่พรหม ; อย่างนี้เป็น ฐานะที่มีไม่ได้, มันเป็นไปไม่ได้; มันไม่ใช่ฐานะ คือมันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้. คนที่ไม่เคยเห็นพรหมนี้ มาแสดงทางแห่งพรหม; นี้เป็นไปไม่ได้. เปรียบเหมือนกับว่าคนตาบอด เกาะหลังกันเป็นแถวตั้ง ๒๐ - ๓๐ คน แต่ไม่มีใครเห็นใครสักคนหนึ่ง ; เพราะว่าเป็นคนตาบอด. ฉะนั้นคำพูดชนิดนี้ จึงเป็น คำพูดน่าหวัว : หสฺสกํ = คำพูดนี้น่าหวัว, นามกํ - คำพูดที่ต่ำที่สุด คำพูดที่ต่ำต้อย

น.212 ที่สุด, ริตฺตกํ - คำพูดที่ว่าง, ตุจฺฉกํ - คำพูดที่เหลวคว้าง ; ลักษณะน่าหวัวเหล่านี้ เป็นคำพูดของอาจารย์เหล่านั้น ที่แสดงหนทางแห่งพรหม ว่าไปเป็นคนเดียวกับ พรหมนี้. ที่นี้พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสต่อไปว่า : เดี๋ยวนี้พวกพราหมณ์ทั้งหลาย : ก็เห็น ดวงอาทิตย์อยู่ใช่ไหม ? ก็ว่าเห็นซิ. เห็นดวงจันทร์อยู่ใช่ไหม ? ก็เห็นอีก. ใคร ๆ ก็เห็นอยู่, แล้วพวกพราหมณ์ก็ไหว้ดวงอาทิตย์ ไหว้ดวงจันทร์อยู่ใช่ไหม ? ก็ไหว้อยู่ ; เขายอมรับ. แล้วพวกพราหมณ์นี้สามารถที่จะแสดงหนทางที่จะไปสู่ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ทั้ง ๆ ที่มองเห็นอยู่นี้ได้ไหม ? เขาก็จนปัญญา ก็ว่าไม่, ไม่สามารถ ที่จะแสดงหนทางที่ไปสู่ดวงอาทิตย์ดวงจันทร์. ทั้งที่มองเห็นอยู่ต่อหน้าอย่างนี้ ; แล้ว จะไปแสดงหนทางที่จะไปสู่พรหม ซึ่งไม่เคยเห็น ไม่เคยรู้ ว่าอยู่ที่ไหนได้อย่างไร ? ดังนั้นการที่เขามาแสดงว่า เขาจะแสดงหนทางที่ตรงไปยังพรหมได้นี้. มันไม่ใช่ฐานะ ที่จะเป็นไปได้ ; เพราะฉะนั้นคำพูดของเขาเป็น อปฺปาฏิหิริกตภาสิต ใช่ไหม ? พ่อหนุ่มสองคนนี้ก็ต้องยอมรับ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ว่าคำพูดนั้นไม่มีเหตุผล ไม่มีน้ำหนัก แม้แต่นิดเดียว. พระพุทธเจ้าก็ว่า ถ้าอย่างนั้นเราจะอุปมาให้เข้าใจยิ่งขึ้นว่า ชายหนุ่มคนหนึ่ง เขาเที่ยวตะโกนไปทั่วย่านตลาดว่า : เขารักนางสาวน้อยชนบทนี้, และชนบทกัลยาณี คนนี้ คือคนสวยที่สุดของชนบทนี้. ทีนี้คนทั้งหลายก็ถามว่าอยู่ที่ไหน ? ไม่ทราบ. อยู่บ้านไหน ? ก็ไม่ทราบ. ชื่ออะไร? ก็ไม่ทราบ. หน้าตาเป็นอย่างไร ? ก็ไม่ทราบ. ถามอย่างไร ก็ตอบแต่ว่าไม่ทราบ; แต่ว่าเขารักที่สุดที่จะรักได้. นี่ข้อนี้ฉันใด พวกพราหมณ์ที่แสดงหนทางเพื่อเข้าถึงความเป็นอันเดียวกับพรหม ก็เป็น อย่างนี้. หรือว่าบุรุษคนหนึ่งเขากำลังผูกพะองอยู่ที่ทางสี่แยก คนก็มามุงกันดู ถามว่า ทำอะไรกันโว้ย ? บอกว่าทำพะองจะไปพาดปราสาท, นี่คนทั้งหลายก็ถามว่า ปราสาท

น.213 อยู่ที่ไหน ? ทิศเหนือหรือ ? ก็ไม่ใช่ ; ทิศใต้ก็ไม่ใช่ ; จนในที่สุด ก็บอกว่า ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน ? แต่เดี๋ยวนี้ฉันกำลังนั่งทำพะองจะไปพาดปราสาท. ข้อนี้ฉันใด พราหมณ์ทั้งหลายก็ฉันนั้น แสดงหนทางเสียใหญ่โต เป็น อุชุมัคโค เป็น นิยยานิโก ; แต่แล้วก็ ไม่รู้ว่าพรหมนั้นอยู่ที่ไหน, นี่พระพุทธเจ้าท่านตอบคำถามด้วยลักษณะ อย่างนี้. นี่ความเป็นไปไม่ได้ของพราหมณ์ทั้งหลาย มันเป็นอย่างนี้ เหมือนกับว่า เขาไปถึงฝั่งแม่น้ำอจิรวตี น้ำเต็มเปี่ยมทั้งแม่น้ำ ; แล้วเขามามัวนั่งกวักมือให้ฝั่งข้างโน้น มาหาฝั่งข้างนี้ มันจะได้ผลอย่างไร. คนนั่งกวักมือว่าให้ฝั่งข้างโน้นจงมาหาฝั่งข้างนี้ เพื่อตนจะข้ามไป นี้ฉันใด ; ธรรมที่ทำความเป็นพราหมณ์ คือให้ถึงพรหมที่แท้จริงนั้น เขาไม่รู้จัก แล้วก็ไปถือเอาธรรมที่ไม่สามารถทำความเป็นพราหมณ์ คือไม่อาจจะถึง พรหมได้นั้น มายึดถือไว้ นี้ก็ฉันนั้น. แม้เขาจะร้องตะโกนเรียกหาพระเจ้า อินทะก็ดี โสมะก็ดี วรุณะก็ดี อิสานะก็ดี ปชาปตีก็ดี มหินทะก็ดี ; ชื่อเหล่านี้ ล้วนเป็นชื่อของ พระเจ้าทั้งนั้น ที่เขาใช้กันอยู่ในสมัยพุทธกาล ; ร้องเรียกพระเจ้าเหล่านี้อยู่ ให้คอ แห้งแล้วแห้งอีก พระเจ้าก็ไม่มาสักที ; นี้ก็เหมือนกับเรียกฝั่งแม่น้ำข้างโน้นว่า จงมาข้างนี้นั่นเอง. หรืออีกอย่างหนึ่งมัวแต่พร่ำเรียก อวฺหยาม - คือพร่ำเรียก ; คล้าย ๆ กับ พวกที่ท่อง นโม อมิทอยุ นโม อมิทอยุ แล้วก็ออกชื่อ อมิตตาภะ ๆ ๆ นี้วันละ หลายพันครั้ง หลายหมื่นครั้ง, แล้วก็พร่ำเรียก หรือ - อวฺหยาม, แล้วก็พร่ำ อ้อนวอน - อายาจน, แล้วก็พร่ำปรารถนา - ปตฺถน, แล้วก็พร่ำหลงรัก - อภินนฺทน, โดยหวังว่าตายแล้วจะไปเป็นอันเดียวกับพรหม. ออกชื่ออยู่อย่างนี้ อ้อนวอนอยู่อย่างนี้ โดยหวังว่า ตายแล้ว จะเข้าถึงความเป็นอันเดียวกันกับพรหม. นี่อย่างนี้เรียกว่า ไม่ได้ถือ เอาธรรมที่ทำความเป็นพรหม ; แต่ไปถือเอาธรรมที่ไม่ใช่ทำความเป็นพรหมมายึด ถืออยู่ ; แล้ว ตายแล้วจะเข้าถึงพรหมนั้น มันไม่ใช่ฐานะที่จะเป็นไปได้.

น.214 นี่เพราะว่าเขามีกามคุณ เป็นเครื่องผูกมัด. เรื่องนี้บางคนยังไม่ทราบว่า พวกพราหมณ์นั้นแม้จะดีวิเศษอย่างไร ก็หลงใหลเรื่องกามคุณ, ยัญทั้งหลายมีสตรี เป็นสูงสุด. พวกพราหมณ์ทั้งหลายที่ปรารถนาความเป็นพรหมนั้นแหละ ล้วนแต่ มุ่งหมายกามคุณทั้งนั้นแหละ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะนี่ มันเป็นเครื่องผูกมัดเขาไว้. ทีนี้ทรงเปรียบอีกว่า เขาไปถึงริมแม่น้ำ ริมฝั่งแม่น้ำอจิรวตีนี้ เขาเอาเชือก เส้นใหญ่มามัดแขนของเขาเองไพล่หลัง นอนแอ้งแม้งอยู่ ; แล้วว่าเขาจะถึง ฝั่งโน้น. เขาว่าเขาจะถึงฝั่งโน้น ; ตรงนี้เดี๋ยวจะฟังไม่ถูก ว่าคนนั้นเขาเอาเชือก มัดแขนตัวเองจนกระดิกไม่ได้ นอนกลิ้งอยู่อย่างนั้น แล้วเขาว่าเขาจะถึงฝั่งโน้นของ แม่น้ำอจิรวตี. ที่พระพุทธเจ้าตรัส หมายความว่า พราหมณ์ทั้งหลายหลงใหลในกามคุณ ๕, บูชากามคุณ ๕ ; แล้วเขามาพูดตะโกนว่า ฉันจะไปถึงความเป็นอันเดียวกับพรหม. นี่อาตมาว่า อย่างนี้บ้าเท่าไร คิดดูซิ ; เขาต้องการจะเป็นอันเดียวกับพรหม ; แต่ติดแน่นอยู่กับกามคุณที่นี่ ทีนี้อีกเรื่องหนึ่งมีว่า อีกคนหนึ่งไปถึงฝั่งริมแม่น้ำอจิรวตีแล้ว เอาผ้าห่มคลุม นอนคลุมโปงเสียที่ริมฝั่งข้างนี้ แล้วว่าฉันจะถึง ข้ามฟากแม่น้ำข้างโน้น. มานอน คลุมโปงเสียที่ตรงนี้ แล้วบอกว่าจะไปถึงฝั่งแม่น้ำข้างโน้น ; จะไปถึงได้อย่างไร. นี่จะเห็นได้ว่า พราหมณ์ทั้งหลายยังมีจิตเต็มไปด้วยนิวรณ์ทั้ง ๕ กามฉันทะ พยาบาท ถีนะมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา ; เพราะว่า หลงใหลในกามคุณ ยัง เต็มอยู่ด้วยนิวรณ์ทั้ง ๕. นิวรณ์ทั้ง ๕ นั้นเป็นเครื่องปิดกั้น มันเป็น โอนาหนา - เครื่องรัดเครื่องผูก, เป็น ปริโยหนา - เครื่องตรึงตรามัดแน่น. พวกพราหมณ์ ทั้งหลายนั้น ถูกนิวรณ์ทั้ง ๕ นี้หุ้มห่อ ผูกพัน ร้อยรัด จนเต็มไปหมด : ถือเอาสิ่ง

น.215 ที่มิใช่ธรรมทำความเป็นพรหมได้นั้น ว่านี้เป็นธรรมที่ทำความเป็นพรหม ; เขาเข้าใจ ผิดอย่างนี้. การที่เขาจะพูดว่า เราแสดงทางแห่งความเป็นอันเดียวกับพรหมแก่ท่าน ทั้งหลาย เป็นทางตรง เป็น นิยยานิกะ มันเป็นฐานะที่มีไม่ได้. นี่พระพุทธเจ้า ท่านบอกหนุ่ม ๒ คนนั้น. ทีนี้ท่านก็เริ่มขึ้นมาอีกข้อหนึ่งว่า พวกเธอนี้เป็นพราหมณ์ เรียนจบคัมภีร์ พราหมณ์ทั้งหลายมาแล้ว เท่าที่เรียนคัมภีร์พราหมณ์มาจบแล้วนั้น พรหมมีจิตเป็น สปริคฺคห หรือ เป็น อปริคฺคห ; ว่าพรหมนั้นมีจิตซึ่งยังมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งจับกุมเอาไว้ เขาหมายถึงสตรี คือเพศตรงกันข้าม ; ว่ามี สปริคฺคห หรือไม่มี. หนุ่มสองคนนั้น ก็บอกว่า : พรหมตามที่เรียนมา ในพระคัมภีร์ทั้งหมดนั้น ว่าพรหมเป็น อปริคฺคห คือมีจิตที่ไม่มีอะไรจับฉวยเอาไว้ ซึ่งหมายถึงเพศตรงกันข้าม. ตรัสถามต่อไปว่า พรหมมีจิตเป็น สเวรจิต หรือ อเวรจิต - พรหมนั้น เป็นผู้ที่มีจิต ที่มีเวรหรือว่าไม่มีเวร. คนนี้ก็ตอบว่า พรหมเป็น อเวรจิต คือมีจิตที่ ไม่มีเวร. พระพุทธเจ้าตรัสถามต่อไปว่า พรหมมีจิตเป็น สพฺยาปชฺฌจิต หรือเป็น อพฺยาปชฺฌจิต คือจิตที่มีความกระทบกระทั่งด้วยโทสะ หรือว่าจิตไม่มีการกระทบกระทั่ง ด้วยโทสะ. ชายหนุ่มนี้ก็ต้องบอกว่าเป็น อพฺยาปชฺฌจิต. แล้วถามว่าพรหมเป็น วสวตฺตี หรือเป็น อวสวตฺตี - คือว่าพรหมนี้เป็น ผู้ที่ทำจิตให้อยู่ในอำนาจของตัวได้, หรือว่าไม่สามารถทำจิตให้อยู่ในอำนาจของตัวได้ ; คือหมายความว่าบังคับจิตได้หรือไม่ ? วสวตฺตี หมายความว่า มีจิตอยู่ในอำนาจของตัว, หรือว่าเป็น อวสวตฺตี คือไม่สามารถบังคับจิตให้อยู่ในอำนาจของตัว. หนุ่ม ๒ คนนี้ ทูลพระพุทธเจ้าว่า พรหมเป็น วสวตฺตี, เท่าที่ได้อ่าน ได้เรียนได้ศึกษามาในพระคัมภีร์ พรหมนี้เป็น วสวตฺตี - เป็นผู้ที่มีจิตอยู่ในอำนาจของตน.

น.216 พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า : อ้าว, ดีแล้ว ๆ ถ้าอย่างนั้น เดี๋ยวนี้พราหมณ์ อาจารย์ของเธอนั้น เขามีจิตเป็น สปริคฺคห หรือเป็น อปริคุคห ? อันนี้เขาก็ต้อง ตอบซิว่า เป็น สปริคฺคห ; เพราะว่าอาจารย์ของเขาเวลานั้นก็ล้วนแต่บูชายัญ เพื่อ ประโยชน์แก่สตรีทั้งนั้น. อาจารย์ของเธอเหล่านั้นมีจิตเป็น สเวรจิต หรือ อเวรจิต ? เขาก็พาซื่อ, ตอบตามตรงว่า ยังมีจิตที่มีเวร. ถามว่าเป็น สพฺยาปชฺฌจิต หรือ อพฺยาปชฺฌจิต ? อาจารย์ของข้าพระองค์ยังมีจิตเป็น อพฺยาปชฺฌจิต . อาจารย์ ของเธอเป็น วสวตฺติ หรือ อวสฺวตฺตี ? อาจารย์ของข้าพระองค์ ยังไม่สามารถทำจิต ให้อยู่ในอำนาจ. ทีนี้พระพุทธเจ้าก็ตรัสถามว่า : อ้าว, แล้วพราหมณ์ทั้งหลายที่ทรงไตร วิชชา นี้มีจิตเหมือนกับพรหมหรือเปล่า ? ก็ว่าเปล่า. อ้าว, ถ้าอย่างนั้น พราหมณ์เหล่านี้ จะแสดงทางไปสู่ความเป็นอันเดียวกับพรหมได้อย่างไร ? มันเป็นฐานะหรือไม่ ? ก็เป็น อันว่าเลิกกัน. นี่พระพุทธเจ้าตรัสว่า เมื่อพราหมณ์ทั้งหลายผู้ทรงไตรวิชชานั้น ถือเอา สิ่งที่มิใช่เป็นพราหมณธรรม มาเป็นพราหมณธรรม; แล้วจะมาแสดงทางแห่ง ความเป็นอันเดียวกับพรหมนั้น มันเป็นอฐานะ . พราหมณ์เหล่านี้จมมิดอยู่ในน้ำแล้ว ยังตะโกนว่า แหม, ข้ามได้สบาย. นี้เป็นคำพูดล้อเลียน ว่าจมอยู่ในโคลนในน้ำ แล้วก็ยังพูดว่าฉันข้ามได้สบาย. มันเป็นคำพูดล้อเลียน ; คิด ๆ ดูให้ดี ๆ ว่าคนที่จมน้ำ อยู่นี่พูดว่า ฉันข้ามน้ำได้สบาย. นี้เราเรียกว่าวิชชาเหล่านั้นของพราหมณ์นั้น เป็น อิริณํ - เป็นป่าใหญ่ ; เป็น วิวนํ - เป็นป่าทึบป่าดงมืดมิด ; เป็น พฺยสน - เป็นความฉิบหายของสรรพสัตว์. คำสอนชนิดนั้นมันเป็นความฉิบหายของสรรพสัตว์ เป็นป่าดงมืดมิดที่สัตว์เดินไม่ถูกเลย.

น.217 ที่นี้พระพุทธเจ้าท่านจะแสดงชนิดที่เรียกว่า เข้าใจได้ด้วยตนเอง, ตรัสว่า พวกเธอเกิดที่บ้านนี้ บ้าน มนสากตคามนี้ ถ้ามีคนเดินทางไกลเขามาพบเข้า, เขามา ถามถึงหนทางนั้นทางนี้ ที่จะเดินไปมาระหว่างหมู่บ้านนี้; บางทีเธอยังอ้ำอึ้ง ยังตอบ ไม่ถูก ตอบไม่ทันใช่ไหม ? ทั้งที่เกิดบ้านนี้ ; แต่ว่าฉันนี้ถูกถามเรื่องหนทางที่จะไป เป็นอันเดียวกับพรหมนั้น ฉันจะตอบได้โดยไม่อ้ำอึ้ง โดยไม่ลังเล. พระพุทธเจ้า ท่านยืนยันของท่านอย่างนี้ พวกเธอเกิดบ้านนี้ พอถูกถามเรื่องหนทางไปมาในหมู่บ้านนี้ เธอยังอ้ำอึ้งในบางแง่ ; แต่ว่าฉันนี้ มาถามซิ เรื่องทางที่จะไปสู่พรหมนั้นเป็นอย่างไร ฉันไม่มีความอ้ำอึ้ง ไม่มีความลังเล. ที่นี้คนหนุ่ม ๒ คนนั้นก็เลยถือโอกาส สาธุ โน ภวํ โคตโม พฺรหมานํ สหพฺยตานํ มคฺคํ เทเสตุ - ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ขอพระโคดมจงทรงแสดงซึ่ง หนทาง ไปสู่ความเป็นอันเดียวกับพรหมเถิด. อุลฺลุมฺปตุ ภวํ โคตโม พฺราหฺมณี ปชํ - ขอพระสมณโคดมผู้เจริญ จงช่วยยกประชาสัตว์ทั้งหลายเถิด. พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า อ้าว, ถ้าอย่างนั้นฟังให้ดี ๆ เราจะว่า แล้วพระองค์ก็ทรงแสดง ด้วยบทที่ทรงใช้แสดง ในสูตรทั้งหลาย ซึ่งยืดยาวมาก เริ่มด้วยคำว่า อิธ วาเสฏฺฐ ตถาคโต โลเก อุปฺปชฺชติ อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ เป็นต้น ที่เราได้ยินได้ฟัง ; สูตรยาว ๆ จะแสดง อย่างนี้ทั้งนั้น : - ดูก่อน วาเสฏฐะ, ตถาคตเกิดขึ้นในโลกนี้เป็นอรหันต์สัมมาสัมพุทธะ แสดงธรรมประกาศพรหมจรรย์ ฯลฯ ว่าไปโดยละเอียด . กุลบุตรได้พึ่งแล้ว มีศรัทธารู้สึกว่า ฆราวาสคับแคบเป็นทางมาแห่งธุลี บรรพชาเป็นโอกาสว่าง. ถ้าอย่างไรเราจะปลงผมและหนวดออกบรรพชา สู่ความเป็น ผู้ ไม่มีเรือนเถิด. ครั้นออกบวชแล้ว ก็สำรวมในพระปาติโมกข์ มีอาชีวะบริสุทธิ์ คุ้มครองทวารและอินทรีย์ทั้งหลาย มีสติสัมปชัญญะ มีสันโดษ มีธุดงค์ เสพเสนาสนะ อันสงัด. กลับจากบิณฑบาตแล้ว ไปสู่ที่สงัดแล้ว เพ่งจิต สอบสวนจิต ; รู้จักนิวรณ์ ละนิวรณ์ได้ เห็นนิวรณ์ที่ละได้แล้ว ก็มีความรู้สึกปราโมทย์. เมื่อปราโมทย์แล้ว

น.218 ก็เกิดปีติ เมื่อปีติแล้ว กายก็รำงับ มีความสุข จิตก็เป็นสมาธิ เธอนั้นก็แผ่เมตตา เจโตวิมุตติ คือจิตที่เป็น สหรคต ด้วยเมตตาไม่มีประมาณในทิศที่ ๑ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ทิศเบื้องบน ทิศเบื้องล่าง ตลอดโลกทั้งปวง, ด้วยจิตที่เต็มเปี่ยม เป็น สหรคต ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีภัย เป็นอัพยาปัชฌะ ไม่มีความรู้สึกกระทบ กระทั่งแต่ประการใด.เมื่อครอบงำไปทั้ง ๔ ทิศ เหมือนบุคคลผู้มีกำลังมากเป่าสังข์ ให้ได้ยินไปโดยทิศทั้ง ๔ ไม่ยากฉันใด ภิกษุนั้น ประกอบด้วยเจโตวิมุตติอันเจริญดีแล้ว อย่างนี้ .. นี่คือ หนทางเพื่อความเป็นสหายแห่งพรหม ; ตรัสเรื่อง เมตตา แล้วก็ ตรัสเรื่อง กรุณา , แล้วก็ตรัสเรื่อง มุทิตา , แล้วก็ตรัสเรื่อง อุเบกขา . นี้ท่านตรัส ให้ละเอียด ให้เขาเข้าใจดีเสียก่อน. ทีนี้พอถึงที่จะให้เขาได้ประโยชน์ ท่านก็ถามนิดเดียวว่า : อ้าว, วาเสฏฐะ, เธอดูเอาเองซิ ; ภิกษุชนิดนี้มีจิตเป็น สปริคฺคห หรือ อปริคฺคห . เขาก็ต้องตอบ อยู่ดีว่าเป็น อปริคฺคห . เมื่อภิกษุชนิดนี้มีจิตเป็น อปริคฺคห ก็มีจิตอย่างเดียว กับพรหม ตามพระคัมภีร์ของเธอหรือไม่ ? เขาก็ต้องตอบว่าเป็นอย่างเดียวกับจิต ของพรหม. จิตชนิดนี้เป็น สเวรจิต หรือ อเวรจิต ? เขาก็ต้องตอบว่าเป็น อเวรจิตตะ มันก็เป็นจิตอย่างเดียวกับพรหมตามคัมภีร์ของเธอ. จิตชนิดนี้เป็น สพฺยาปชฺฌจิต หรือ อพฺยาปชฺฌจิต คือจิตมีสิ่งกระทบกระทั่งหรือไม่ ? มันก็ไม่มี. ภิกษุนี้เป็น วสวตฺตี หรือเป็น อวสวตฺติ ? ภิกษุนี้เป็น วสตฺตี. เขาบังคับจิต ของเขาอยู่ในอำนาจได้ ก็เลยพิสูจน์ว่า ภิกษุนั้นมีการเข้าถึงความเป็นพรหม มีจิตไม่ เศร้าหมอง ภิกษุนี้ถึงความเป็นอันเดียวกับพรหมใช่หรือไม่ ? หนุ่มสองคนนั้นก็ไม่มี ทางพูดอย่างอื่น เพราะจิตใจมันรู้สึกอย่างนั้น. ท่านถามทีละข้อทีละข้อ เรื่องเมตตา เรื่องกรุณา เรื่องมุทิตา เรื่องอุเบกขา. ภิกษุชนิดนี้อยู่ร่วมกับพรหมได้หรือไม่ ? ตอบว่าได้ ๆๆ เสียทุกที. สาธุ วาเสฏฐะ,

น.219 ดีแล้ววาเสฏฐะ ภิกษุผู้มีจิตอยู่ในอำนาจของตนอย่างนี้, ด้วยอำนาจของตน เมื่อตายแล้ว เข้าถึงความเป็นอันเดียวกับพรหม ; เป็นฐานะที่มีได้. ทีนี้เมื่อเขาละภาวะปกติอย่าง ปุถุชนเสียแล้ว เขาก็มีความเป็นอันเดียวหรือเหมือนอย่างเดียวกันกับพรหมได้. ทั้งสองคนนี้เลยร้องออกมา ด้วยความที่ทนอยู่ไม่ได้ คือว่าจิตมันถึงที่สุด เขาว่า : อภิกฺกนฺตํ โภ โคตโม - ไพเราะนัก, ไพเราะนัก พระโคดมผู้เจริญ, เสยฺยถาปิ - เปรียบเหมือนบุคคล, นิกฺกุชฺชิตํ วา อุกฺกุชฺเชยฺย - หงายของที่คว่ำอยู่, ปฏิจฺฉนฺน วา วิวเรยฺย - หรือว่าเหมือนเปิดของที่ปิดอยู่, มูฬหสฺส วา มคฺคํ อาจิกฺเขยฺย - หรือว่าเหมือนบอกทางแก่คนหลงทาง, อนฺธกาเร วา เตลปฺปชฺโชตํ ธาเรยฺย จกฺขุมนฺโต รูปานิ ทกฺขนฺติ - หรือว่าเหมือนจุดตะเกียงวางไว้ในที่มืด เพื่อคน ที่มีตา จักได้เห็นรูปต่าง ๆ ฉันใด, เอวเมว โข โภตา โคตเมน อเนก ปริยาเยน ธมฺโม ปกาสิโต - ธรรมปริยายทั้งหมดของพระสมณโคดมมีลักษณะอย่างนี้. เอเต มยํ ภวนฺติ โคตมํ สรณํ คจฺฉาม - ข้าพเจ้าทั้งหลายขอถือเอา พระโคดมผู้เจริญเป็นสรณะ, ธมฺมญฺจ สงฺฆญฺจ - พร้อมทั้งพระธรรม พร้อมทั้ง พระสงฆ์. อุปาสเก โน ภวํ โคตโม ธาเรตุ - ขอพระโคดมผู้เจริญ จงถือว่าข้าพเจ้า เป็นอุบาสก. อชฺชตคฺเค ปาณุเปเต สรณํ คเต - จำเดิมตั้งแต่วันนี้ไปจนกระทั่ง ตลอดชีวิต. สูตรนี้มีข้อความดังนี้ เป็นตัวอย่างอันหนึ่ง ที่แสดงถึงสิ่งที่เขาเชื่อกันอยู่ อย่างเต็มที่ แต่ทรงชี้ว่าอย่างนั้นไม่ถูก แล้ว ตรัสโดยลักษณะที่จักไม่เกิดเป็นเวร เป็นภัยเป็นอะไรแก่กัน ; นี้เป็นพุทธจริยา . เดี๋ยวนี้เรามักเข้าไปด่าเขาซึ่งหน้า ไปว่าเขาซึ่งหน้า ; เพราะฉะนั้นการ เผยแผ่พุทธศาสนาจึงไม่สำเร็จ. อาตมารู้สึกเศร้ามาก เพราะผู้เผยแผ่ใช้คำพูดที่ไปด่า

น.220 เขาซึ่งหน้า ไปว่าเขาซึ่งหน้า ; ไม่ใช้พุทธจริยาเป็นตัวอย่าง ว่าเราจะกระทำแก่ บุคคลผู้เป็นปฏิปักษ์หรือเป็นฝ่ายอื่นนั้นอย่างไร, หรือโดยวิธีใด. ขอให้สังเกตดูเรื่องนี้ ก็จะเข้าใจว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้เคยใช้อุบายชนิดที่มี ลักษณะเป็นการกระทบกระทั่ง, หรือว่ามีเวร, หรือว่าทำไปด้วยอาการลุอำนาจแก่โทสะ แล้วทรงสามารถเปลี่ยนเรื่องที่ไม่น่าจะเปลี่ยนได้. ดังเช่นเรื่องที่ยกมาแสดงนี้ เหมือน พลิกหน้ามือให้เป็นหลังมือ ; มันเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเปลี่ยนได้, ไม่น่าจะไปเปลี่ยน จิตใจของเขา ที่มีความเชื่ออย่างนี้มาแต่ดึกดำบรรพ์ได้ ; พระพุทธเจ้าท่านก็ยังทรง กระทำได้ ; ฉะนั้นเราก็ควรจะถือเอาอันนี้เป็นเหตุผล หรือว่าเป็นหลักได้ ; ว่าเรา ก็ควรจะทำได้ ในสิ่งที่เราคิดกันว่าอาจจะทำไม่ได้. ทีนี้เราจะทำไปได้อย่างไร เราก็ ต้องศึกษาวิธี หรืออุบาย ของพระพุทธเจ้าต่อไป. นี้เป็นพุทธจริยาข้อที่ ๑ พลิกความเห็นเรื่องมีตัวตนให้กลายเป็น ไม่มีตัวตน. ข้อที่ ๒ แสดงหนทางแห่งพรหมที่เป็นเรื่องคว้าน้ำเหลว ; ให้กลับเป็นเรื่องหนทางแห่ง พรหมที่มีจริง และถึงได้ที่นี่และเดี๋ยวนี้เลย แล้วจริงด้วย. เรื่องที่ ๓ ใครบรรลุธรรม ไม่ควรบอกแก่ผู้ใด เวลาเหลืออยู่นิดหนึ่ง ตามเวลาที่กำหนดไว้ จะพูดเรื่องเล็กๆ อีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งก็เป็นปัญหาเหมือนกัน แต่ว่าออกจะแปลก มีเรื่องในโลหิจจสูตร ทีฆนิกาย สีลวัคค์ อย่างเดียวกันอีกว่า : - พราหมณ์คนหนึ่งเขามีความเห็นว่า สมณะหรือพราหมณ์ที่ได้บรรลุธรรม แล้ว ไม่ควรจะบอกแก่ผู้อื่น ; แล้วคนอื่นจะทำอะไรแก่คนอื่นได้ ; ซึ่งมันจะ กลายเป็นว่า ไปสร้างเครื่องผูกพันอันใหม่ขึ้นมา ในเมื่อเราได้ทำลายความผูกพัน

น.221 อันเก่าไปแล้ว ; ทำอย่างนั้นมันเป็นความโลภ . คนอื่นจะกระทำแก่คนอื่นอย่างไรได้ ในเมื่อทิฏฐิของเขามีเท่านี้. หมายความว่า ถ้า ใครบรรลุธรรมอันใดแล้วไม่ควรบอกแก่คนอื่น เลย , อ้างว่าไม่มีประโยชน์ ; คนอื่นจะช่วยคนอื่นได้อย่างไร เพราะว่าทุกคน มีกรรมเป็นของตัว. นี้เขาอ้างหลักกรรม ว่าแต่ละคนละคนเป็นเรื่องเฉพาะตัว ; ที่แยบคายก็คือว่า จะไปสร้างพันธะขึ้นมาอีกทำไม. เมื่อเราเคลื่อนตัวเราหลุดพ้นออก มาจากสังคมได้แล้ว เราจะไปสร้างพันธะขึ้นมาใหม่ เที่ยวหอบหิ้วบุคคลบางคนไปอีก ทำไม ? ถ้าขืนทำไป นั้นคือความโลภ, คือความอยากจะได้ดี อยากจะได้หน้าได้ตา, มันเป็นความโลภ. คนอื่นจะช่วยกระทำแก่คนอื่นได้อย่างไร. นี่คือทิฏฐิของคน ๆ นี้ หาว่าจะไปคิดช่วยผู้อื่น โปรดผู้อื่นนั้น มันเป็น ความโลภ. ที่จริงฟังดูหยาบ ๆ แล้ว ก็จริงของเขา. มันอยากได้หน้าได้ตา อยากเป็น ครูบาอาจารย์สั่งสอนเขา นั้นมันคือความโลภ. ตัวพ้นจากความผูกพันแล้ว ยังไปหา ความผูกพันอันใหม่มาใส่ตัวอีก นี้เป็นความโลภ ; แล้วก็ว่าคนอื่นจะทำแก่คนอื่น อย่างไรได้. ทีนี้โอกาสหนึ่งเขาได้พบกับพระพุทธเจ้า อาจจะเป็นการกลั่นแกล้งของใคร คนหนึ่งก็ได้ ที่ให้ไปพบกับพระพุทธเจ้า เพื่อให้พระพุทธเจ้าโปรดตาพราหมณ์คนนี้. พระพุทธเจ้าท่านทรงใช้ถ้อยคำอย่างนี้ คือท่านถามให้พราหมณ์นี้ยืนยันทิฏฐิของตัวทุกตัว อักษรเสียก่อน ตามแบบของพระพุทธเจ้าท่านจะกระทำอย่างนั้น. ทีนี้เมื่อตาพราหมณ์ นั้นแกยืนยันอย่างนั้น ๆ แล้ว ท่านก็ตั้งคำถามใหม่ว่า : ทีนี้ถ้าว่ามีคน ๆ หนึ่งเขามา กล่าวว่า "โลหิจจพราหมณ์ครอบครองหมู่บ้าน สาลวติกา ผลประโยชน์อันใดที่เกิดขึ้น ในหมู่บ้านนี้ โลหิจจพราหมณ์ควรบริโภคแต่คนเดียว ไม่ต้องให้แก่บุคคลอื่นเลย ; นี้เป็นคำกล่าวที่ถูกต้อง" ดังนี้.

น.222 พระพุทธเจ้าท่านตรัสถามว่า คำกล่าวอย่างนี้ของคนหมู่นั้น มันทำลาย ประชาชนในหมู่บ้านนั้นใช่ไหม ? นี้ฟังถูกหรือไม่ถูก ; คือว่าตาพราหมณ์คนนี้เป็น นายบ้านครอบครองหมู่บ้าน โดยรับมอบสิทธิขาดจากพระราชา ประโยชน์อันใดที่เกิด ขึ้นในหมู่บ้านนี้ แล้วแต่ตาพราหมณ์คนนี้จะจัด. ที่นี้ถ้ามีคนมาพูดว่า ผลประโยชน์ อันใดเกิดขึ้นในบ้านนี้ พราหมณ์นี้ควรบริโภคแต่ผู้เดียว ไม่ควรแบ่งให้ใครเลย. คำที่คนที่เขาพูดนั้น มันทำอันตรายแก่ประชาชนทั้งหมู่บ้านใช่ไหม ? ตาพราหมณ์นี้ ไม่มีท่าจะพูดอย่างอื่น ; คำพูดอย่างนั้นมันทำลายประโยชน์ของประชาชนทั้งหมู่บ้านจริง ก็ต้องยอมรับอย่างนั้น : อนฺตรายกโร โภ โคตโม - พระโคดมผู้เจริญ, คำพูดนี้ เป็นอันตรายแก่ประชาชนทั้งหมู่บ้าน. อนฺตรายกโร สมาโน เมื่อมันเป็นอันตรายแก่ประชาชนทั้งหมู่บ้าน แล้ว หิตานุกมฺปีวา เตสํ โหติ อหิตานุกมฺปี วา - คำพูดนี้เป็นประโยชน์เกื้อกูลเอ็นดูแก่คน เหล่านั้นหรือไม่ ? อหิตานุกมฺปี โภ โคตโม - พระโคดมผู้เจริญ, มันไม่เป็นไป เพื่อความเอ็นดูเกื้อกูลแก่คนทั้งหลายเลย. อหิตานุกมฺปีสฺส เมตฺตํ วา เตสุ จิตฺตํ ปจฺจุปฏฺฐิตํ โหติ สปตฺติกํวา - เมื่อ ตั้งจิตไว้อย่างนี้ มันเป็นการเมตตากรุณาแก่คนทั้งหมู่บ้าน หรือว่าเป็นข้าศึกแก่ คนทั้งหมู่บ้าน ? สปตฺติกํ โภ โคตโม - พระโคดมผู้เจริญ, มันเป็นคำพูดที่เป็นข้าศึก หรือเป็นความรู้สึกคิดนึกที่มันเป็นข้าศึกแก่คนทั้งหมู่บ้าน. สปตฺติเก จิตฺเต ปจฺจุปฏฐิเต มิจฺฉาทิฏฺฐิ วา โหติ สมฺมาทิฏฺฐิ วา - ถ้าความรู้สึกคิดจะทำให้ถึงอันนี้ มันเป็นข้าศึกแก่คนทั้งหมู่บ้านแล้ว จะเป็นมิจฉาทิฏฐิ หรือเป็นสัมมาทิฏฐิ ? ตาพราหมณ์นี้ไม่มีทางเลือกตอบอย่างไรแล้ว เพราะเมื่อมันเป็น ข้าศึกแก่คนทั้งหลายแล้ว ก็ต้องถือว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ. ทีนี้พระพุทธองค์ก็ทรงแสดงของพระองค์เองว่า มิจฺฉาทิสฺฏฺฐิส โข อหํ โลหิจฺจ ทฺวินฺนํ คตีนํ - ดูก่อนโลหิจจะ, เราแสดงคติแก่ผู้มีมิจฉาทิฏฐิเพียง ๒ อย่าง

น.223 เท่านั้น, อญฺญฺตรํ คตึ ปฏฺฐิตํ - เขาจะต้องเข้าถึงคติอันใดอันหนึ่ง : นิรยํ วา - คือนรก, ติรจฺฉานโยนี วา - หรือว่ากำเนิดเดรัจฉาน. นี่พระพุทธเจ้าท่านไม่พูดอะไรมากไป กว่านี้, ไล่ไปตามลำดับ ๆ จนในที่สุดเห็นว่าความคิดอย่างนี้มันเป็นมิจฉาทิฏฐิ ; แล้ว ท่านก็ตรัสแต่เพียงว่า ; สำหรับมิจฉาทิฏฐินั้นเรามีคติที่จะแสดงว่ามีเพียง ๒ อย่าง คือเขาจะเป็นสัตว์นรก หรือเป็นสัตว์เดรัจฉาน เท่านั้น. นี่เป็นอันว่าโลหิจจพราหมณ์ก็รู้สึกว่า เขามีทิฏฐิที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ; เพราะ ว่าความคิดของเขานำไปสู่ความไม่เมตตากรุณา ไม่สงเคราะห์ ไม่เกื้อกูล, และ มีความเป็นข้าศึก ตรงกันข้ามต่อความต้องการของประชาชนทั้งปวง . ก็เลยไปเทียบ ถึงข้อที่ว่า "สมณพราหมณ์เหล่าใด ได้ถึงทับซึ่งกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว ไม่พึงบอก แก่ใคร ใครจะช่วยใครได้, หมดพันธะของตัวเองแล้ว จะไปหาพันธะของผู้อื่นมา ใส่ตัวทำไม ; มันเป็นความโลภ" ก็เลยยกเลิกทิฏฐิอันนี้ไป; เข้าถึงความเป็นสาวก ของพระพุทธเจ้า ตามวิธีที่แสดงไว้ในสูตรทั้งหลายอื่น. อันนี้เป็นพุทธจริยา และเป็นเหตุให้ทราบได้อีกข้อหนึ่งว่า มิจฉาทิฏฐินี้ มันมีได้อย่างไรบ้าง แล้วที่สำคัญกว่านั้นก็คือว่า มิจฉาทิฏฐิบางชนิดนั้นคล้ายกับ สัมมาทิฏฐิมากที่สุด ; แล้วมักจะได้ยินคนพูดกันในหมู่ครูบาอาจารย์. นี้ว่า อย่าไป ยุ่งกับเขาเลย ลำบากเปล่า ๆ ; เราก็พ้นเรื่องของเราแล้ว เราก็สบายแล้ว อย่างนี้ ก็มีพูด . บางทีจะเพราะว่าเขาขี้เกียจ หรือเพราะเขาทำไม่ได้ นี้ก็ตามใจเถอะ ; แต่เขามักจะพูดกันอย่างนั้น ; แล้วยังเชื่อว่าบางคนอาจจะ เขวเอามาก ๆ ด้วยความ บริสุทธิ์ใจก็ได้ว่า เมื่อเราพ้นทุกข์ของเราแล้ว จะไปเที่ยวเอื้อมโอบ ไปช่วยคนอื่นทำไม มันเพิ่มภาระอันใหม่. แล้วก็ยังมีอ้างพระพุทธภาษิตบางอย่างที่กำกวมเช่นว่า "เลี้ยงดู ตนเอง ไม่เลี้ยงดูผู้อื่น" คือว่าผู้ที่ปฏิบัตินั้นเลี้ยงดูตนเอง แต่ไม่เลี้ยงดูผู้อื่น.

น.224 ข้อนี้ผู้ปฏิบัติในชั้นต้นต้องทำอย่างนั้นจริง เพราะว่าตัวเองยังเลี้ยงไม่ได้สักที ในการปฏิบัติมันต้องช่วยตัวเองให้รอดก่อน อย่าไปคิดช่วยผู้อื่นเลย ; แต่ว่า เมื่อช่วย ตัวเองรอดแล้ว ไม่ได้หมายความว่าไม่ควรช่วยผู้อื่น . ฉะนั้นเราควรจะขะมักเขม้น ช่วยตัวเราให้รอด ; เสร็จแล้วก็ควรช่วยผู้อื่น. เพราะเมื่อไม่มีอะไรเป็นเรื่องของ เราแล้ว จึงไม่ใช่ภาระผูกพันอะไร ; เพราะภาระของเราหมดแล้ว. นี่การช่วยผู้อื่นนั้น ไม่ใช่ภาระของเราที่หามาใหม่; ไม่ใช่เป็นอย่างความคิดเห็นของตาพราหมณ์คนนี้. ถ้าคิดเห็นอย่างตาพราหมณ์คนนี้แล้ว พุทธศาสนาก็ท่าจะลำบากเหมือนกัน : คือว่าจะไม่มีใครช่วยให้ใครเข้าใจ หรือก้าวหน้าในทางพุทธศาสนาเพิ่มขึ้น. ฉะนั้น ขอให้ฟังให้ดี ๆ ว่า บรรลุถึงธรรมแล้ว บรรลุธรรมะส่วนตนแล้ว ก็ช่วยผู้อื่นได้ ; แล้วก็ ไม่ถือว่าเป็นความโลภ เอาดีเอาเด่นอะไร แล้วก็ ต้องไม่รู้สึกว่าเป็นพันธะ อะไรด้วย . ผู้อื่นนั้น ไม่ใช่ว่าจะช่วยผู้อื่นไม่ได้โดยประการทั้งปวง ; เพราะว่ายัง สามารถเป็นผู้แนะนำทางหรือชี้ทางได้ ให้เขาเดินของเขาเองได้. นี้เป็นเรื่องตามหลักของ พุทธศาสนา ว่ากรรมเป็นของเฉพาะตนทำแทนกันไม่ได้ ; คิดแต่ว่า การชี้ ให้ทำกรรม ที่ถูกต้องนั้นย่อมชี้ได้ . นี้ก็เรียกว่าทำประโยชน์ผู้อื่นด้วยเหมือนกัน. พระพุทธเจ้าท่านได้โปรดตาพราหมณ์คนนี้ ช่วยเปลื้องทิฏฐิของโลหิจจะ พราหมณ์นี้ออกไปได้ โดยอุบายที่พระองค์ทรงตรัสถาม, แล้ว ตรัสถาม , แล้ว ตรัสถาม, เป็นลำดับ ๆ ไป จนคนนี้จำนนแก่คำพูดของตนเอง แล้วเขาก็เปลี่ยนทิฏฐิได้. นี้ก็เป็นพุทธจริยา , พุทธจริยาในหลายแง่หลายมุม คือว่าเรา ควรจะช่วยกัน แล้ว การช่วยผู้อื่น ไม่ควรถือว่าเป็นพันธะหรือภาระอะไร ไม่ควรประณามกันว่า เป็นความอยากดิบอยากดี ถ้าทำไปด้วยความบริสุทธิ์ใจจริง ๆ และขอให้ทำอย่างนั้นด้วย. อย่างนี้ก็เป็นพุทธจริยา.

น.225 เป็นอันว่าวันนี้เราพูดกันถึงเรื่องพระพุทธจริยา โดยสูตร ๓ สูตร : เรื่องที่ ๑ ทำลายความคิดที่ว่า ต้องมีอัตตา จึงจะทำบาป ทำบุญได้ ; ความจริงนั้น ไม่ต้องมีตัวอัตตาที่จะยึดมั่นถือมั่น ก็ทำบุญและทำบาปได้. เมื่อเคลื่อนไหวไปอย่างนั้น ก็เรียกว่าบุญ, เคลื่อนไหวไปอย่างนั้นก็เรียกว่าบาป, ไม่จำเป็นจะต้องยึดถือว่า นั้นเป็นตัวเราเป็นของเรา. เรื่องที่ ๒ ว่า เราไม่ควรจะแสดงสิ่งที่ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน และเราก็ไม่รู้ว่า อยู่ที่ไหนด้วย, เราควรแสดงในสิ่งที่เห็นได้ว่า อยู่ที่นี่ในลักษณะอย่างนี้ ความเป็นพรหม อยู่ที่จิต เป็นอย่างนี้ ๆๆ และนี้คือความเป็นพรหมที่นี่และเดี๋ยวนี้. เรื่องที่ ๓ ก็ว่า อย่าถือว่าการช่วยผู้อื่นนั้นเป็นภาระเลย . ให้ถือเอา เมตตากรุณาเป็นเบื้องหน้า แล้วจะยังคงเบาสบายเหมือนกับไม่มีภาระอะไรอยู่นั่นแหละ. นี้คือพุทธจริยาที่เป็นหัวข้อใหญ่ ๆ แล้วมีพุทธจริยาในแง่เล็กแง่น้อย ละเอียด ทุกแง่ทุกมุมที่แสดงอยู่ในเรื่องราวนี้ เป็นการแสดงในหัวข้อที่ว่า พระพุทธเจ้าท่าน เป็นอะไรต่อเดียรถีย์อื่น. การบรรยายนี้ก็เป็นครั้งที่ ๒. การบรรยายก็พอสมควรแก่เวลาแล้ว ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้ เพื่อให้โอกาส แก่พระสงฆ์ทั้งหลายจะได้สวดโถมนาการคาถาต่อไป.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต