Buddhadasa.org

พุทธจริยา ตอนที่ ๗ — พระพุทธเจ้าทรงเป็นอะไรกับสาวกของเดียรถีย์อื่น

พุทธจริยา — คำบรรยายประจำวันเสาร์ ภาควิสาขบูชา พ.ศ. ๒๕๑๕ ณ สวนโมกขพลาราม ไชยา · เสาร์ที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๑๕

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.226 ท่านสาธุชน ผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย การบรรยายเรื่อง พระพุทธ- จริยา ในครั้งที่ ๗ นี้ จะได้กล่าวถึง พระพุทธจริยานั้น โดยหัวข้อว่า ท่าน ทรงเป็นอะไรกับเดียรถีย์อื่น อีกครั้งหนึ่ง แต่ว่า ในคราวนี้จะได้เลือกเอา เรื่อง ที่เกี่ยวข้อง กับ สาวกของเดียรถีย์ มากล่าว ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า ท่านทรง เป็นอะไรต่อสาวกของเดียรถีย์อื่น. สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยฟังคำว่า "เดียรถีย์" ก็ขอให้มีความเข้าใจโดย สรุป ว่าเดียรถีย์นั้นก็คือ เจ้าลัทธิต่าง ๆ, ๑๘๘

น.227 พระพุทธเจ้า ก็ทรงเป็นเดียรถีย์องค์หนึ่งด้วยเหมือนกัน. เพราะฉะนั้น เมื่อพูดถึง เดียรถีย์อื่น นอกจากพระพุทธเจ้า จึงต้องใช้คำว่า "อัญญเดียรถีย์" คือว่า เดียรถีย์อื่น. คำว่าเดียรถีย์ แปลว่า เปรียบเหมือนท่าจอดเรือ ใครชอบจะจอดท่าไหน แล้วแต่ว่า จะเป็นเรืออะไร ก็ไปจอดที่ท่านั้น. ฉะนั้นประชาชนเขาชอบใจธรรมะของครู หรือ ของศาสดาคนใด เขาก็ไปที่นั่น ตามความประสงค์ เป็นพวก ๆ ไป ไม่เหมือนกัน จึงมี สำนักเจ้าลัทธิต่าง ๆ หลายๆ สำนัก. แต่ละสำนักจึงเหมือนกับท่าจอดเรือ จึงได้เรียกว่า เดียรถีย์ ซึ่งมาจากคำบาลีว่า ติตถิยะ, ติดถิยะ - เปรียบเหมือนกับ ท่าจอดเรือ. ทีนี้เราจะมาดูกันว่า พระพุทธเจ้าทรงเป็นอะไร, หรือท่านกระทำอย่างไร ต่อผู้ที่เป็นสาวกของเดียรถีย์อื่น ในฐานะที่เป็นพุทธจริยา. พุทธจริยาในที่นี้ หมายถึง การประพฤติ กระทำ ที่ควรสนใจ เอาเป็นตัวอย่าง ; เราไม่ได้เพ่งเล็งกัน ถึงพระพุทธคุณโดยตรง ดังที่กล่าวมาแล้วหลายครั้งหลายหน ว่าการพูดที่นี่ ในชุดนี้นั้น มุ่งหมายจะแสดงพระพุทธจริยา. ๑. ปัญหาว่า คนเราจะประสบสุข หลุดพ้น. ด้วยความทุกข์ไม่ได้ เรื่องแรกที่จะนำมากล่าว ก็คือเรื่องที่พระองค์ ได้ทรงโต้ตอบกับสาวกของ นิคันถนาฏบุตร. นิคันถนาฏบุตร เป็นศาสดาของนิครนถ์ทั้งหลาย คือเป็นหัวหน้า นิครนถ์ มีชื่อตัวว่า นิคันถนาฏบุตร. พระพุทธเจ้าท่านได้มีการโต้ตอบ กับนิครนถ์ พวกนี้ ซึ่งเป็นสาวกของนิคันถนาฏบุตร แล้วก็ทรงนำมาตรัสเล่าให้ผู้อื่นฟังอีกทีหนึ่ง. เรื่องนี้เป็นไปตามเรื่อง ที่ทรงเล่าเอง ดังนี้ : - ครั้งหนึ่ง ได้ทรงเห็นนิครนถ์หมู่ใหญ่ บำเพ็ญตบะด้วยการยืนเป็นวัตร, หมายความว่า ไม่เปลี่ยนเป็นอิริยาบถอื่น ไม่นั่ง ไม่นอน ไม่เดิน ; เอาแต่ยืนท่าเดียว. นี้เรียกว่า บำเพ็ญตบะ ด้วยการยืนเป็นวัตร. ก็ลองคิดคำนวณดู เปรียบเทียบดู

น.228 ก็แล้วกัน ; เหมือนอย่างว่า เราจะต้องยืนสักชั่วโมงหนึ่ง หรือสองชั่วโมง นี้มันจะมี ความทุกข์สักเท่าไร. พวกนิครนถ์นั้น เขายืนกันเป็นเดือน เป็นปี ไม่เปลี่ยนอิริยาบถ จะมีความทุกข์สักเท่าใด, เป็นความทุกข์ทรมาน ชนิดที่เรียกกันว่า อัตตกิลมถานุโยค. พวกนิครนถ์เหล่านี้บำเพ็ญเพียรกันอยู่ ที่ข้างภูเขา อิสิคิลิ เรียกว่าศิลาดำ, คือเป็นพื้นที่ ที่ประกอบไปด้วยศิลาสีดำ. พระองค์ได้เข้าไปหาหมู่นิครนถ์เหล่านั้น แล้วถามว่า "อ้าว, ทำไมมายืนทนทุกข์ทรมานกันอยู่อย่างนี้ ดูเป็นความลำบากอย่างยิ่ง ?" นิครนถ์ทั้งหลายเหล่านั้น ทูลพระพุทธเจ้าว่า พระศาสดานิคันถนาฏบุตร ผู้รู้สิ่งทั้งปวง ผู้เห็นสิ่งทั้งปวง ผู้มีญาณทัสสนะทุกอิริยาบถ ท่านได้สอนพวกเราว่า พวกเรามี บาปกรรมติดมาแต่ปางก่อน พวกเราจะต้อง สลัดบาปกรรม นี้เสีย ด้วยการ บำเพ็ญตบะ เช่นนี้ ; และการที่เราสำรวมกาย วาจา ใจ เป็นอย่างดีอยู่ในเวลานี้ นี่ก็ไม่เป็นการทำกรรมเพิ่มขึ้นมาใหม่ แล้วกรรมเก่าก็จะสิ้นไป เพราะการบำเพ็ญตบะ ด้วยการยืน อย่างนี้. ในบัดนี้เป็นอันว่า ไม่มีการทำกรรมใหม่ และกรรมเก่าก็สิ้นไป; เมื่อทำได้อย่างนี้ก็จะมี อนวัสสวธรรม คือความที่ไม่มีอำนาจอะไรมาบีบคั้น ไม่มีสิ่งใดมา มีอำนาจเหนือพวกเราอีกต่อไป. เมื่อไม่มีอะไรมีอำนาจเหนือพวกเรา เราก็มีกัมมขยะ คือความสิ้นกรรม ; เมื่อมีความสิ้นกรรม เราก็มีทุกขักขยะ คือความสิ้นทุกข์ ; เมื่อมี ความสิ้นทุกข์ เราก็มี เวทนาขยะ คือความสิ้นไปแห่งเวทนา ; ทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง จึงเป็นอันว่า เสื่อมสลายไป ไม่มีเหลือ. คำสอนข้อนี้ เป็นที่ชอบใจแก่เราทั้งหลาย เราจึงปฏิบัติ ด้วยการยืนอยู่ ดังนี้. นี้เป็นคำตอบของพวกนิครนถ์เหล่านั้น ที่ทูลตอบพระผู้มีพระภาคเจ้า ตามที่ทรงถามเขาว่า ทำไมมายืนทรมานอยู่อย่างนี้. เขาตอบว่า ที่ทำอย่างนี้ เพื่อให้ หมดกรรมเก่า, แล้วเมื่อทำอยู่อย่างนี้ กรรมใหม่ก็ไม่เกิด จึงไม่มีทั้งกรรมเก่า และ

น.229 กรรมใหม่ แล้วก็จะสิ้นกรรม จะสิ้นทุกข์ จะสิ้นเวทนา. เมื่อคนเราไม่มีเวทนาแล้ว ก็เป็นอันว่า หมดเรื่อง ไม่มีปัญหาอะไรเหลือ. นี่คนเหล่านั้น เขาทูลว่า เขาพอใจ ในหลักการปฏิบัติอย่างนี้ ดังนั้นเขาจึงมาบำเพ็ญตบะ ยืนอยู่ที่นี่. ทีนี้ก็มาถึง พระพุทธจริยา คือคำที่พระองค์จะตรัส หรือกระทำอย่างไร ต่อไป. ขอให้ตั้งใจฟัง และสังเกตดูให้ดี ก็จะเข้าใจได้ ; ถ้าไม่ฟังให้ดี ไม่สังเกตให้ดี อาจจะเข้าใจไม่ได้ ก็ได้. เรื่องมันมีว่า นิครนถ์เหล่านี้เชื่ออาจารย์ว่า ได้เคยทำกรรมไว้แต่ภพ ก่อน ๆ โน้น เป็นกรรมเก่าที่ทำไว้ในชาติก่อน ๆ โน้น เขาจะทำลายมันเสีย ด้วยการ บำเพ็ญตบะอย่างนี้. ทีนี้พระพุทธเจ้า ท่านก็ได้ตรัสถามนิครนถ์เหล่านั้นต่อไปว่า : ดูก่อน นิครนถ์ทั้งหลาย, ท่านทั้งหลาย ทราบหรือว่า ท่านนี้ได้ เคยเกิดอยู่ในภพก่อน ๆ ? คนเหล่านั้นก็ตอบตามจริง ตามความรู้สึกจริงๆ ว่า ไม่ทราบ . นี่มันเหมือนกับพวกเรา ที่นั่งอยู่ที่นี่ทุกคนนี้ ; ถ้าเผอิญมีใครมาถามว่า คุณทราบไหมว่า คุณได้เคยเกิดอยู่แล้ว เมื่ออยู่ในภพก่อน ๆ โน้น ? ถ้าจะตอบจริง ๆ เราก็คงจะตอบว่า ไม่ทราบ ทั้งนั้น ; เว้นไว้แต่ว่า จะแกล้งตอบ. นิครนถ์จึงตอบโดยซื่อโดยตรง อย่างพาซื่อว่า ไม่ทราบ. พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสถามต่อไปว่า : ถ้าอย่างนั้น ท่าน ทราบหรือว่า ท่านได้ เคยทำบาปกรรมไว้ในภพก่อน ? นิครนถ์ก็ยิ่งตอบว่า ไม่ทราบ . เพราะ เพียงแต่ถามว่า ได้เคยเกิดมาแต่ภพก่อนไหม ก็ตอบว่าไม่ทราบเสียแล้ว ; ยิ่งไปถามว่า ทราบไหมว่า ได้เคยทำบาปกรรมไว้ในภพก่อน อย่างนั้นหรือ ? ก็ต้องตอบว่า ไม่ทราบ . พระพุทธเจ้าท่านตรัสถามต่อไปอีกว่า : เคยทำกรรม อย่างนั้น อย่างนี้ กี่อย่าง ๆ ในภพก่อน ๆ หรือ ? เขาก็ยิ่งตอบว่า ไม่ทราบ . พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า :

น.230 ทุกข์ของพวกท่านทั้งหลายนี้ สลัดออกไปได้แล้วเท่าไร ? ที่ยังมีเหลืออยู่เท่าไร ? จะต้องสลัดทุกข์ต่อไปอีกเท่าไร จึงจะหมดทุกข์นี้ ท่านทราบหรือ ? นิครนถ์ทั้งหลาย ก็บอกว่า ไม่ทราบ , ยิ่งไม่ทราบหนักขึ้นทุกที. พระพุทธเจ้าตรัสถามเป็นคำสุดท้ายว่า : เดี๋ยวนี้ท่านทั้งหลายทราบ การละ หรือ วิธีละบาป อกุศล และ ทราบวิธีการ ทำกุศลให้ถึงพร้อม อยู่ในบัดนี้หรือ ? นิครนถ์ทั้งหลายก็ตอบว่า ไม่ทราบ . นี่เป็นเรื่องตอบอย่างซื่อตรง เพราะเขาไม่ได้ ทราบด้วยตนเองว่า การทำอย่างนี้ จะเป็นการละบาป หรือจะทำให้กุศลเกิดขึ้นอย่าง บริบูรณ์. เขาทำแต่เพียงตามที่ได้เชื่ออาจารย์ ; ส่วนตัวเขาเองนั้น ไม่ทราบ. พระพุทธเจ้าท่านก็ได้ตรัสประโยคสุดท้าย ที่พึ่งดูแล้วก็น่าประหลาดอยู่ว่า : ถ้า อะไร ๆ ท่านก็ ไม่ทราบ ไปทั้งหมด ดังนี้แล้ว มัน ก็จะมีแต่คนชั้นเลว ที่มีมือเปื้อน โลหิต เกิดในตระกูลต่ำกว่าเขาทั้งหมด เท่านั้นแหละ ที่จะมาบวชในสำนักนิครนถ์. นี่ฟังดู มันเป็นคำที่รุนแรงมาก ; แต่ว่า พระพุทธเจ้าท่านมีเหตุผลที่จะรุนแรง คือ ท่านถามว่าอะไรเป็นอย่างไร ก็ไม่ทราบ, อะไรเป็นอย่างไร ก็ไม่ทราบ, อะไร ๆ ก็ไม่ทราบ. และเมื่ออะไร ๆ ก็ไม่ทราบ อย่างนี้แล้ว ใครเขาจะมาบวชในสำนักนิครนถ์ เพราะว่า คนทั้งหลาย เขาต้องการจะทราบว่าอะไรเป็นอะไร เมื่อทราบแล้วเขา จึงจะมาบวชในสำนักนั้น. เดี๋ยวนี้พวกนิครนถ์เหล่านั้นตอบแต่ว่า ไม่ทราบ ไม่ทราบ ทุกคำถาม ทุกคำถาม ตอบได้แต่ว่า ไม่ทราบ ; เพราะเหตุนี้ ก็จะมีแต่คนชั้นโง่ที่สุด ชั้นเลวที่สุดเท่านั้นแหละ ที่เขาจะมาบวชในพวกนิครนถ์. คำตรัสดังกล่าวนั้น จะเป็นการเยาะเย้ย หรือว่าสั่งสอน หรืออะไร ก็ลอง คิดดูเองว่า ข้อความอย่างนี้ มีอยู่ในสูตรนี้ ซึ่งเราเรียกว่า เป็นพุทธจริยา. ถ้าจะมอง ดูกัน ในแง่สั่งสอน ก็ต้องเป็นการสั่งสอนว่า ต้องรู้อะไรกันบ้าง ; ถ้าไม่รู้อะไร เสียเลย อย่างนี้ ก็คง จะทำผิดไปหมด , จะทำกรรมอะไรที่เป็นบาป เป็นอกุศล ไปหมด แล้วใครเขาจะมาเล่นด้วย.

น.231 พวกนิครนถ์ เหล่านั้นก็ขอเปลี่ยนเรื่องใหม่ เขา เสนอคำพูด ขึ้นมาใหม่ว่า คนเราจะถึงความสุข ด้วยความสุขไม่ได้ , คนเราจะถึงความสุขได้ ก็ต้องด้วย ความทุกข์. ถ้าว่าคนเราจะถึงความสุขได้ด้วยความสุขละก็ พระราชาพิมพิสารก็จะเป็นคน มีความสุข เพราะว่าพระราชาพิมพิสารมีความสุข ยิ่งกว่าพระสมณโคดม ; พวกนิครนถ์ ทั้งหลาย เขาทูลขึ้นอย่างนี้. เราจะต้องจับใจความของเรื่องให้ได้ว่า พวกนิครนถ์เขามีแนว ที่จะโต้ กับพระพุทธเจ้าในข้อที่ว่า เขามีความเห็นว่า คนเราจะดับทุกข์ หรือถึงความสุข ด้วยความสุขไม่ได้ มันต้องทำด้วยความทุกข์ ดังเช่นที่เขามายืนบำเพ็ญตบะ ทรมานอยู่อย่างนี้ ซึ่งมันเป็นความทุกข์. เพราะเขาเห็นว่าคนเราจะถึงความสุขได้ด้วย ความทุกข์ คนเราจะไม่ถึงความสุขได้ด้วยความสุข ; เขาก็เลยอ้างตัวอย่างว่า พระเจ้าพิมพิสารเป็นผู้มีความสุข เพราะเป็นราชา. ที่เขาอ้างพระเจ้าพิมพิสาร ก็เพราะว่า เขากำลังพูดอยู่ใกล้ๆ เมืองของพระเจ้าพิมพิสาร ว่าถ้ามีความสุข คืออยู่ได้ ด้วยความเป็นสุข พระเจ้าพิมพิสารต้องมีความสุข เพราะว่าพระเจ้าพิมพิสารนั้นมีความสุข มากกว่าพระสมณโคดมเอง นี้ เป็นคำกล่าวที่ย้อนยอกอยู่ในตัว . ทีนี้พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า : อ้าว, นี่ท่านพูดผลีผลามไปเสียแล้ว เพื่อนเอ๋ย. ข้อความนี้มีสำนวนอย่างนี้แหละ นี่แปลให้มีสำนวนฟังง่าย ๆ, ท่าน ยังไม่ได้ถามเราเลยว่า พระราชาพิมพิสาร กับเรานี้ ใครจะมีความสุขกว่ากัน, แล้ว ท่านมาด่วนพูดว่า พระราชาพิมพิสารมีความสุขกว่าพระสมณโคดม อย่างนี้มันเป็นการ พูดผลีผลาม ไม่มีความคิด. พวกนิครนถ์เหล่านั้น ก็ทูลขึ้นว่า อ้าว, ถ้าอย่างนั้น ก็ทูลถามเสียเดี๋ยวนี้ เลยว่า พระสมณโคดม กับพระราชาพิมพิสารนี้ ใครจะมีความสุขมากกว่ากัน ?

น.232 พระพุทธเจ้าก็ ตรัสตอบตามแบบของพระพุทธเจ้า หรือตามแบบของท่าน ซึ่งเป็นพระพุทธจริยา ซึ่งจะต้องสังเกตไว้ให้ดีๆ เพื่อประโยชน์หลาย ๆ อย่าง.คือ เมื่อพวกนิครนถ์เขาย้อนถามว่า ถ้าอย่างนั้นถามเดี๋ยวนี้ละ ว่าพระสมณโคดม กับ พระราชาพิมพิสาร ใครมีความสุขกว่ากัน. พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า อ้าว, ท่าน ทั้งหลายจะตอบได้เอง โดยเหตุผลของท่านเอง . โดยเราจะขอย้อนถามท่านว่า พระราชาพิมพิสาร สามารถที่จะไม่ไหวติงร่างกาย ไม่สามารถจะพูดจา แล้วก็เสวย ความสุขโดยส่วนเดียวตลอด ๗ วัน ๗ คืนได้ไหม ? พวกนิครนถ์ก็ตอบไปตามจริง ว่าไม่ได้ ; คือว่า พระเจ้าพิมพิสารจะอยู่ในสมาบัติ ไม่ไหวร่างกาย ; ไม่ปริปากพูดจา อยู่นิ่ง ๆ เหมือนก้อนหิน เสวยสุขโดยส่วนเดียว ตลอด ๗ วัน ๗ คืนนั้นไม่ได้. ทีนี้พระพุทธเจ้าก็ต่อรองว่า เอ้า ๖ วัน ๖ คืน พระราชาพิมพิสารจะอยู่ ได้ไหม ? เขาก็ต้องตอบว่า ไม่ได้. ลดลงมาเป็น ๕ วัน ๕ คืนได้ไหม ? ก็ต้อง ตอบว่าไม่ได้. ๔ วัน ๔ คืน ก็เหลว, ๓ วัน ๓ คืน ก็เหลว, ๒ วัน ๒ คืนก็ไม่ได้. ๑ วัน ๑ คืน ก็ไม่ได้. เพราะว่าพระเจ้าพิมพิสารเป็นชาวบ้านเกินไป, เป็นปุถุชน เกินไป; อยู่ด้วยความสุขทางกามคุณ มันเต็มไปด้วยความหวั่นไหวด้วยโลภะ หรือราคะ โทสะ โมหะ, จึงไม่สามารถจะอยู่ในเจโตสมาบัติ ที่ไม่ไหวติงทั้งทางกาย ทางวาจา, มีความสุขติดต่อกัน แม้แต่เพียง หนึ่งวันหนึ่งคืน ก็ไม่ได้. พระพุทธเจ้าทรงยืนยันว่า เราตถาคตนี้แหละสามารถที่จะอยู่ด้วยความ ไม่ไหวติงกาย ไม่ไหววาจา มีแต่ความสุขโดยส่วนเดียว ตลอด ๗ วัน ๗ คืน . เมื่อ เป็นอย่างนี้ ท่านก็ตอบเอาเองสิว่า พระสมณโคดม กับพระราชาพิมพิสารนี้ ใครจะมีความสุขมากกว่ากัน . ก็เป็นอันว่า พวกนิครนถ์ เขา สำนึกได้เอง พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่รุกอีกต่อไป,

น.233 นี่ขอให้นึกถึงข้อนี้ว่า เป็นพระพุทธจริยา เมื่อเห็นว่า เขาเพลี่ยงพล้ำ และรู้สึกได้ ในตัวเองแล้ว ก็ไม่รุกอีกต่อไป ; ไม่เหมือนนักปราชญ์อันธพาลสมัยนี้ พอเห็นว่าเพื่อนเพลี่ยงพล้ำแล้ว ก็รุก - รุก - รุก, รุกจนพลาดไปเองอีกก็มี. ฉะนั้น เราเป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้า เมื่อเห็นว่าเพื่อนพูดผิดไปแล้วพลาดไปแล้ว รู้สึกตัวได้แล้ว ก็ถอยกลับ หรือเลี้ยวไปทางอื่นเถิด. นี่คือพุทธจริยา ที่ทรงกระทำแก่สาวกของ อัญญเดียรถีย์. ทีนี้เรื่องมันก็จบลง ในข้อที่ว่า การที่จะถือว่า คนเราได้ความสุข เพราะ ปฏิบัติด้วยความทุกข์นั้น มันไม่ถูกเสียแล้ว ; เพราะฉะนั้นการที่นิครนถ์ จะมายืนอยู่ ตลอดเดือน ตลอดปี บำเพ็ญตบะ เพื่อไถ่ถอนความทุกข์ นี้เป็นไป ไม่ได้ เสียแล้ว เขาย่อมรู้สึกได้เอง. สูตรนี้ ก็แสดงเรื่องราวเพียงเท่านี้. สรุปความว่า การที่จะลงทุนด้วยความทุกข์ ทรมานกาย บำเพ็ญอัตตกิล- มถานุโยค เพื่อจะดับทุกข์นั้น มันไม่มีประโยชน์ มันเป็นไปไม่ได้ ; ก็แปลว่า ท่านไปโปรดเขา คือ ท่านไป โปรดพวกนิครนถ์ทั้งหลายเหล่านั้น ให้ได้ความคิด ให้ได้สติ; นี้ก็คือ พุทธจริยา . หมายความว่า พวกไชนะ หรือพวกนิครนถ์ เป็นข้าศึกศัตรู คู่แข่งขันกัน ตลอดเวลา กับพระพุทธศาสนา ; แต่พระพุทธเจ้า ท่านก็ไม่ได้ทำอะไรแก่เขามากไปกว่า ที่จะให้เขานึกได้ด้วยตนเอง แล้วเขาก็ไปค้นคว้า หาหนทาง หาวิธีที่จะทำให้ถูกต้องได้เอง ก็พอแล้ว. พระพุทธเจ้าท่านไม่มีความละโมบโลภมากเหมือนพวกเรา ที่ว่าจะเอาพวกเขา เหล่านั้น มาเป็นลูกศิษย์ของเรา มาเป็นสาวกของเรา ; นี้เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง, คือ พระพุทธเจ้ามีความบริสุทธิ์ถึงขนาดที่ว่า ไม่ต้องการเอาใครมาเป็นสาวก . เขาจะเป็นก็ตามใจ จะไม่เป็นก็ตามใจ ; หน้าที่ของพระพุทธเจ้ามีเพียงแต่ว่า ทำให้เขา รู้สึกได้ด้วยตนเอง มีหู ตา สว่าง เท่านั้น. เดี๋ยวนี้มีแต่คนเที่ยวทำชนิดที่ไม่เหมือน

น.234 กับที่พระพุทธเจ้าท่านทำ เรื่องมันจึงลำบาก. ต่อจากนี้เราจะได้พิจารณากันถึงเรื่อง อีกเรื่องหนึ่ง อีกสูตรหนึ่ง เรียกว่า อุปาลิโอวาทสูตร เป็นสูตรที่โปรดสาวกของเดียรถีย์ อย่างเดียวกันอีก แต่ว่าแยบคาย น่าฟังมาก. ๒. กาย กับใจ ไหน สำคัญกว่ากัน ? อุปาลีวาทสูตรนี้ ก็คือสูตรที่มีข้อความตอนท้าย สรรเสริญพระคุณของ พระพุทธเจ้า ๑๐๐ บท, แบ่งเป็น ๑๐ หมวด ๆ ละ ๑๐ บท เหมือนที่พระสงฆ์ได้สวด ไปเมื่อตะกี้นี้ ท่านทั้งหลายคงยังจำได้. บทที่พระสงฆ์ได้สวดไปเมื่อตะกี้เป็นการ สรรเสริญคุณของพระพุทธเจ้า ของคหบดีอุบาลีผู้นี้เองสรรเสริญคุณถึง ๑๐๐ ชนิดพอดี แบ่งเป็น ๑๐ หมู่ หมู่ละ ๑๐ ชนิด. สูตร ๆ นี้มีเรื่องราวอย่างไร เราก็ฟังกันเดี๋ยวนี้ได้ เป็นเรื่องที่โปรดสาวกของเดียรถีย์ เช่นเดียวกันอีก. ใจความของเรื่องก็อยู่ที่ว่า กายสำคัญกว่าใจ, หรือใจสำคัญกว่ากาย ; ปัญหามันมีอยู่อย่างนั้น พวกเดียรถีย์เขาถือว่ากายสำคัญกว่าใจ พระพุทธเจ้าท่านเห็นว่า ใจสำคัญกว่ากาย แล้วเรื่องมันจึงเกิดขึ้นได้ คือว่า : - ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าท่านประทับอยู่ที่ ปาวาริกอัมพวัน เป็นสวนมะม่วง อยู่ใกล้หมู่บ้านชื่อ ปาวาริกะ มันอยู่ใกล้เมืองนาลันทา. แถวนั้นอาตมาไปดูแล้ว เห็นสวนมะม่วงมากจริง ๆ ด้วย แม้เดี๋ยวนี้ ; ฉะนั้นคงจะเหมือนครั้งพุทธกาล. นิคันถนาฏบุตร ก็พานิครนถ์บริวารนั้นมาพักอยู่ใกล้ๆ กัน ที่เมืองนาลันทา ด้วยกัน. นิครนถ์ที่เป็นสาวกของนิคันถนาฏบุตรคนหนึ่งเขาชื่อว่า ทีฆตบัสสี. ทีฆตบัสสีนี้เป็นนิครนถ์ เป็นสาวกของนิคันถนาฏบุตร, ไปเที่ยวบิณฑบาตตอนเช้า เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ไปเฝ้าพระพุทธเจ้าที่ปาวาริกอัมพวัน.

น.235 เมื่อไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ทำความเคารพทักทายปราศรัยตามธรรมเนียมแล้ว. พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสถามนิครนถ์คนนี้ ถึงลัทธิของนิครนถ์ ; พระพุทธเจ้าท่านถาม ทีฆตปัสสี ว่า : นิคันถนาฏบุตรผู้เป็นอาจารย์ของนิครนถ์คนนี้ ได้บัญญัติกรรม ทั้งหลายในการทำบาปกรรม หรือการเป็นไปแห่งบาปกรรมนั้นว่า มีกี่กรรม ? ทีฆปัสสี ซึ่งเป็นนิครนถ์นี้ ก็ทูลตอบพระพุทธเจ้าว่า ตามปกติ นิคันถนาฏบุตรไม่ได้บัญญัติกรรม, ไม่ได้ใช้คำว่ากรรม ; แต่ใช้คำว่า "ทัณฑะ" แปลว่าอาชญาหรือโทษ หรืออะไร ทำนองนั้น. ในพุทธศาสนาใช้คำว่ากรรม ในฝ่ายนิครนถ์ไม่ได้ใช้คำว่ากรรม ใช้คำว่า ทัณฑะ. พระพุทธเจ้าท่านก็เลยตรัสถามต่อไปว่า : บัญญัติทัณฑะก็ได้, บัญญัติ ไว้เท่าไร ? และอย่างไร ? ทีฆตปัสสีก็ทูลตอบว่า นิคันถนาฏบุตรบัญญัติ ทัณฑะ ไว้ : คือ กายะทัณฑะ วจีทัณฑะ มโนทัณฑะ เรียกเป็นไทย ๆ เรา ก็ว่า กายทัณฑ์ วจีทัณฑ์ มโนทัณฑ์. นี้พระพุทธเจ้าท่านตรัสถามต่อไปว่า : ที่บัญญัติไว้ ๓ อย่างนี้ แต่ละอย่างมันไม่เหมือนกันใช่ไหม ? นิครนถ์คนนั้นก็ทูลว่าไม่เหมือนกัน ทั้ง ๓ อย่างนี้ พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า : ถ้าอย่างนั้นใน ๓ อย่างนั้น อย่างไหนมีโทษร้ายแรงกว่า อย่างไหน ? นิครนถ์คนนั้นก็ทูลตอบว่า กายทัณฑ์ เป็นทัณฑ์ที่มีโทษใหญ่หลวงกว่า วจีทัณฑ์, และมโนทัณฑ์ ; ก็หมายความว่าโทษที่เกิดทางกายใหญ่กว่าโทษที่เกิด ทางวาจา และโทษที่เกิดทางจิต. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "ท่านว่ากายทัณฑ์มีโทษกว่าทัณฑ์ทั้งหลายนะ" ; คือทรงย้ำ. นิครนถ์นั้นก็ตอบว่าอย่างนั้น. พระพุทธเจ้ายังย้ำอีกว่า ท่านว่ากายทัณฑ์ มีโทษกว่าทัณฑ์อื่น ๆ นะ. เขาก็ว่าอย่างนั้น. พระพุทธเจ้าทรงย้ำถึงครั้งที่ ๓ ให้ เขายืนยันว่าอย่างนั้นถึง ๓ ครั้ง. อย่างนี้เป็น ธรรมเนียมที่มีอยู่ในสูตร ทั้งหลาย ที่แสดงพระพุทธจริยาซึ่ง พวกเราควรจะสังเกตไว้ ว่าทำไมพูดกันคำเดียวไม่พอ ; จะถามซ้ำด้วยคำถาม

น.236 อย่างเดียวกันทุกตัวอักษรนี้ถึง ๓ หนเสมอไป. นิครนถ์นั้นก็ยืนยันอย่างนั้นถึง ๓ หน เหมือนกัน ; นี้จำเป็นอะไรที่ต้องทำอย่างนี้ ก็ขอให้ไปคิดดูเอง ; แต่เอามาเล่า ให้ฟัง ให้ได้รู้ ได้เข้าใจ ได้สังเกต ว่า นี้เป็นพุทธจริยา. ถ้าจะพูดสั้น ๆ ก็ว่าท่าน ไม่ทำอะไรผลี ๆ ผลาม ๆ อย่างพวกเรา คือว่าทำอะไรก็ต้องให้ชัดเจน หนักแน่น แน่วแน่ ดิ้นไม่ได้. เมื่อนิครนถ์คนนั้นยืนยัน ๓ ครั้ง อย่างนี้แล้ว พระพุทธเจ้าท่านก็นิ่ง ; เพราะว่าท่านจะรอให้เกิดโอกาสที่จะสนทนากัน ในลักษณะที่ให้นิครนถ์ผู้เป็นข้าศึกนั้น จะพ่ายแพ้แก่ตัวเอง. คำว่า "พ่ายแพ้แก่ตัวเอง" นี้จำไว้ด้วย, มีมากที่สุด ในพระพุทธจริยา ; คือท่านจะไม่ไปทำอะไรให้ใครพ่ายแพ้ท่านอย่างที่กระดากอาย, หรืออย่างจะมองหน้ากันอีกไม่ได้นั้น; แต่ท่านจะทรงกระทำ ชนิดที่เขาจะพ่ายแพ้แก่ ถ้อยคำของเขาเอง คือท่านก็นิ่งเสีย. ทีฆตปัสสี ก็ทูลถามพระพุทธเจ้าบ้างว่า : "พระองค์บัญญัติทัณฑะนี้ อย่างไร ?" พระพุทธเจ้าตรัส ตอบว่า : - "ไม่ได้เรียกว่าทัณฑะ แต่เรียก ว่ากรรม". บัญญัติกรรมอย่างไร ? ก็บัญญัติกรรมเป็นกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม. นิครนถ์คนนี้ก็ย้อนถามอีกว่า : "แต่ ๓ อย่างนี้ไม่เหมือนกันนะ". พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า : "ไม่เหมือนซิ, ไม่เหมือนกันซิ". "ถ้าอย่างนั้นอันไหน มีโทษกว่า ?" พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า : "มโนกรรมมีโทษกว่า". ทีนี้ก็เกิดการ ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง เพราะฝ่ายโน้นถือกายทัณฑ์ ; ฝ่ายนี้ถือมโนทัณฑ์ หรือ มโนกรรม แต่ทีฆตปัสสีนี้ก็ชาตินักเลงทูลว่า : "พระโคดมยืนยันว่ามโนกรรมมีโทษ กว่านะ". พระพุทธเจ้าก็ว่า "เอออย่างนั้น". ก็ทรงยืนยันถึง ๓ ครั้งอย่างเดียวกันอีก. ทีฆตปัสสี ก็ไม่พูดอะไรอีก แล้วก็ลาไป ก็แปลว่าต่างฝ่ายต่างค้างเติ่งกัน ไว้ว่า คนหนึ่งเรียกว่ากายทัณฑ์ วจีทัณฑ์ มโนทัณฑ์ แล้วก็มีกายทัณฑ์นี้สำคัญกว่า

น.237 มีโทษกว่า ; ฝ่ายหนึ่งว่ามี กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม แล้วก็มโนกรรมนี้ สำคัญกว่า มีโทษกว่า. นิครนถ์คนนั้นเขากลับไปเล่าแก่นิคันถนาฏบุตร ผู้เป็นอาจารย์ของเขาซึ่ง กำลังนั่งประชุมกันอยู่ ด้วยนิครนถ์เป็นอันมาก. แล้วในเวลานั้นในขณะนั้น มีคหบดี ชื่ออุบาลีซึ่งเป็นสาวกของนิครนถ์คนหนึ่งนั่งอยู่ด้วย. ทีฆตปัสสีนิครนถ์คนนี้ ก็เล่าเรื่อง ให้นิคันถนาฏบุตรฟัง ตามที่ได้ตอบโต้กับพระพุทธเจ้ากันคนละทีโดยละเอียด, เล่าโดย ละเอียดเลย ให้ที่ประชุมของนิครนถ์ฟัง ; อุบาลีคหบดีนี้ก็นั่งฟังอยู่ด้วย. ทีนี้อุบาลีคหบดีนี้ เขาก็ร้องขันอาสา ขอรับหน้าที่ไปโต้กับพระพุทธเจ้า ในเรื่องนี้ ว่าเขาจะลากถ้อยคำของพระสมณโคดมมาตามถ้อยคำของเขาโดยสิ้นเชิง, มีอุปมาอย่างเดียว กับในจูฬสัจจกะสูตร ที่ว่าข้าพเจ้าจะลากถ้อยคำของพระสมณโคดม มาตามถ้อยคำของข้าพเจ้า ; เหมือนบุรุษมีกำลัง จับแกะขนยาว แล้วลากไปลากมา ลากไปลากมา ลากไปลากมาเล่นตามชอบใจ ; หรือว่าคนที่มีกำลัง ซักเสื่อรำแพนใน แม่น้ำ เขาส่ายเสื่อไปมา ไปมา ลากเสื่ออยู่ในน้ำตามความพอใจของเขา เพื่อให้เสื่อ มันสะอาด ; หรือว่าพวกนักเลงเหล้าขี้เมา ชูถ้วยเหล้าขึ้นแล้ว จะแกว่งอย่างไรก็แกว่งได้ ตามชอบใจของตน ; หรือว่าเหมือนกับช้างลงไปในสระบัว ถอนสายบัวขึ้นมา แล้วก็กวัดแกว่งเล่นได้ตามชอบใจของมัน ; นี้ฉันใด; ข้าพเจ้าจะไปยกวาทะกับ พระสมณโคดม ; จะลากถ้อยคำของพระสมณโคดมให้มาตามถ้อยคำของพวกเรา ฉันนั้น เหมือนกัน. นี้โดยใจความก็คือ อุบาลีคหบดี ที่เป็นสาวกนิครนถ์นี้ เขารับอาสาอาจารย์ ของเขา ว่าจะไปทำให้พระพุทธเจ้ายอมแพ้ ; คือยอมกล่าวว่า กายทัณฑ์นี้สำคัญกว่า มโนทัณฑ์. นิคันถนาฏบุตรที่เป็นอาจารย์ก็เลยพอใจอย่างยิ่งสนับสนุนให้อุบาลีไปทำ อย่างนั้น, แต่ทีฆตปัสสีนั้นฉลาด พอจะรู้เรื่องว่าไม่ไหวแน่ เขาก็ค้านว่า อย่าอนุญาต

น.238 ให้อุบาลีไปเลย, พระสมณโคดมนั้นท่านมีอะไร ๆ ที่อุบาลีจะไปทำอย่างนั้นไม่ได้. ข้อนี้ไม่ชอบใจแก่ข้าพเจ้าเลย สมโณ หิ ภนฺเต โคตโม มายาวี อาวฏฺฏนึ มายํ ชานาติ - พระสมณโคดมนั้นเป็น มายาวี คือเป็นคนมีมนต์มายา, มายาวี อาวฏฺฏนึ โคตโม มายํ ชานาติ - พระสมณโคดมย่อมรู้ซึ่งมายาชื่อว่า อาวัฏฏนี คือมายาสำหรับ เปลี่ยนใจคน. ยาย อญฺญติตฺถิยานํ สาวเก อาวฏฺเฏติ. มันเป็นมนต์ที่สามารถ เปลี่ยนจิตใจสาวกของลัทธิอื่น ; เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าไม่ชอบใจ ในการที่จะให้อุบาลีนี้ ไปยกวาทะกับพระสมณโคดม. ตรงนี้ บางคนยังฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง คือว่าอัญญเดียรถีย์ทั้งหลาย เหล่าอื่นนั้น เขากลัวพระพุทธเจ้ากันเป็นส่วนมาก, ว่า พระพุทธเจ้ามีมนต์สำหรับกลับใจคน คือ กลับใจสาวกของพวกอื่น ให้มาเป็นสาวกของอระองค์, นี้ก็เหมือนกับเรื่องทั้งหลาย ที่เราเคยได้ยินได้ฟังกันอยู่ทั่ว ๆ ไป. พระพุทธเจ้าโปรดคนด้วยธรรมะอันบริสุทธิ์ แล้วเขาก็นับถือคำสอนของพระองค์, เป็นสาวกของพระองค์ ; แต่คนเหล่านั้นเข้าใจว่า พระพุทธเจ้าท่านใช้มายา คือมนต์ที่เป็นมายา เรียกว่า อาวัฏฏนี; อาวัฏฏนีแปลว่า กลับใจ กลับตรงกันข้าม. ทีฆตปัสสีค้านอาจารย์ของเขาอย่างนี้ แต่อาจารย์ของเขาก็ไม่เชื่อ ยังยืนยันว่า ข้อที่พระสมณโคดมจะกลับใจอุบาลีให้ไปเป็นสาวกนั้น ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ; มัน เป็นไปไม่ได้อย่างนั้น. แต่ข้อที่อุบาลีจะไปกลับใจพระสมณโคดมให้มาเป็นสาวกของ อุบาลีเองนั้น มันเป็นไปได้. ทีฆตปัสสีก็ว่า ไม่ได้. ท่านอาจารย์ก็ว่า ได้. ว่าได้ - ไม่ได้ ; ได้ - ไม่ได้, กันอยู่ถึง ๓ ครั้ง ด้วยเหมือนกัน. ในที่สุด นิคันถนาฏบุตรก็ส่งอุบาลีคหบดีนี้ ไปสู่สำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า ; คือให้ไปยก วาทะเพื่อให้ชนะพระพุทธเจ้า เกี่ยวกับเรื่องลัทธิ ว่ากายกรรมสำคัญกว่า หรือมโนกรรม สำคัญกว่า เท่านั้นเอง.

น.239 การโต้ กับ พระผู้มีพระภาค อุบาลีก็ไปเฝ้าพระพุทธเจ้าถึงที่ประทับ ที่ปาวาริกอัมพวัน ; ไปถึงแล้ว ก็ทำประทักษิณแสดงความเคารพทักทายตามธรรมเนียม. อุบาลีทูลถามพระพุทธเจ้าถึง เรื่องที่ว่า ทีฆตปัสสีได้มาที่นี่ และได้พูดว่าอย่างไร. เขาทำเป็นเหมือนกับไม่รู้ ไม่ชี้ อย่างนั้นแหละ ; ทูลถามให้พระพุทธเจ้าท่านตรัสเล่าอีกทีหนึ่ง. พระพุทธเจ้าท่าน ก็ตรัสเล่าตรง ๆ โดยละเอียด เหมือนที่ได้พูดกับทีฆตปัสสีเมื่อตอนเช้า ซึ่งสรุปความว่า พระองค์ยืนยันว่ามโนกรรมนี้สำคัญกว่ากรรมอื่น. กายกรรม วจีกรรมไม่สำคัญอะไร ไม่มีน้ำหนักอะไร. " แต่ทีฆตปัสสีเขายืนยันว่า นิคันถนาฏบุตรว่า กายทัณฑ์หรือกาย กรรมสำคัญกว่า. ทีนี้อุบาลีเขาก็ยืนยันซ้ำลงไปว่า ทีฆตปัสสีพูดถูกต้องแล้ว ; คำของ ทีฆตปัสสีนั้นตรงตามคำของศาสดาของตน. มโนทัณฑ์หรือมโนกรรมนั้นต่ำต้อย ใน เมื่อเทียบกันกับกายทัณฑ์. เดี๋ยวนี้อุบาลีใช้ถ้อยคำภาษาพูดของตัวเอง คือว่ากายทัณฑ์ หรือมโนทัณฑ์ พระพุทธเจ้าท่านก็ยอมพูดด้วย. นี้แสดงให้เห็นว่า ในครั้งพุทธกาลนั้น เรื่องคำพูดนี้ไม่ค่อยเป็นปัญหา เพราะเมื่อพูดรู้เรื่องกันแล้วว่าหมายถึงอะไร ก็เป็นอันว่าใช้ได้. เมื่อทีฆตปัสสีพูด เขา พูดเรื่องกายทัณฑ์ วจีทัณฑ์ มโนทัณฑ์. พระพุทธเจ้าพูดเรื่องกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ก็เป็นอันว่าเข้าใจกันได้. เดี๋ยวนี้เขามาพูดใช้คำว่ากายทัณฑ์ พระพุทธเจ้า ท่านก็ตรัสด้วย โดยใช้คำว่าทัณฑ์นั่นแหละ. อุบาลีก็ยืนยันว่ากายทัณฑ์ สำคัญกว่า วจีทัณฑ์ มโนทัณฑ์. พระพุทธเจ้าท่าน ก็ตรัส ข้อความตาม แบบของพระพุทธเจ้า คือว่าท่านจะ ทำอะไร ท่าน จะไม่หละหลวมจะไม่สะเพร่า ; ฉะนั้นท่านจึงพูดประโยคชนิดนี้ก่อน

น.240 คือประโยคว่า : ดูก่อนคหบดี, สจฺเจ ปติฎฺฐาย มนฺเตยฺยาสิ. - ถ้าท่านจะ ตั้งอยู่ ในความสัตย์หรือความจริง แล้วจะพึงพูดจาหารือกัน แล้ว, สิยาโน เอตฺถ กถาสลฺลาโปติ - เมื่อนั้นแหละการพูดกัน ระหว่างเรากับท่านควรจะมี" ; ก็หมาย ความว่า ต่างคนถือเอาความสัตย์ ความจริง คืออย่าบิดพริ้ว เท่านั้นนะ, ให้พูดด้วย ใจจริงอย่าบิดพริ้ว. ถ้าท่านพอใจที่จะพูดกันด้วยความจริง ตั้งอยู่ในความจริง แล้ว เราจึงควรจะพูดกัน. อุบาลี ก็ยืนยันว่า : สจฺเจ อหํ ภนฺเต ปติฎฺฐาย มนฺเตสฺสามิ โหตุ โน เอตฺถ กถาสลฺลาโปติ ข้าพเจ้าจะตั้งอยู่ในคำจริง ความจริง แล้วปรึกษาหารือกัน ; ขอให้การสนทนากันเริ่มเดี๋ยวนี้เถอะ. พระพุทธเจ้าท่านก็ว่า เอ้า! ดี ๆ ถ้าอย่างนั้น ก็ตกลงว่าเราจะพูดกัน. วาทะที่ ๑ ที่พระพุทธเจ้าท่านยกขึ้นมาตรัส ท่านถามว่า ตํ กึ มญฺญสิ คหปติ ? ประโยคนี้จะมีอย่างนี้ทุกแห่งเลย ; คือท่านจะถามว่า ท่านจะเข้าใจเรื่องนี้ ว่าอย่างไร ? นี้ ช่วยจำไว้ด้วย, พระพุทธเจ้าท่านจะเริ่มด้วยประโยคแรกว่า ท่านจะ เข้าใจเรื่องนี้ว่าอย่างไร ? แล้วท่านก็จะตั้งคำถามต่อไป : - มีนิครนถ์ผู้หนึ่งอาพาธหนัก เจ็บหนัก ร่อแร่แล้ว ถึงขนาด กินน้ำเย็นไม่ได้ กินแต่น้ำอุ่นแล้ว เมื่อเป็นดังนี้ก็ตาย. ทีนี้เมื่อ ตายไปแล้ว นิคันถนาฏบุตรผู้เป็นอาจารย์ ของท่าน จะบัญญัติคติของนิครนส์ผู้ตายนี้ว่าอย่างไร เล่า ? อุบาลี ก็ทูลพระพุทธเจ้าว่า นิคันถนาฏบุตร จะบัญญัติคติของนิครนถ์ ผู้นี้ว่า เขาจะเข้าถึงหมู่เทพที่ชื่อว่า มโนสัตตา. มโนสัตตา แปลว่า ข้องติดอยู่ ด้วยใจ เพราะเหตุใดจึงเป็นอย่างนั้น ? เพราะว่า อสุ หิ ภนฺเต มโนปฏิพทฺโธ กาลํ กโรติ. เพราะเหตุว่า นิครนถ์นั้นมี ใจปฏิพัทธ์อยู่ในภพ ชื่อมโนสัตตา แล้วทำ กาละ

น.241 พระพุทธเจ้าท่านว่า “เห็นไหมล่ะ ? เห็นไหมล่ะ ? คำของท่าน คำหน้า กับ คำหลังไม่ตรงกันเสียแล้ว " พระพุทธเจ้าท่านว่าอย่างนี้ ว่าคำของท่านคำหน้า กับคำหลังไม่ตรงกันเสียแล้ว. ทีแรกท่านว่า กายทัณฑ์สำคัญกว่า เดี๋ยวนี้ทำไม ท่านจึงว่าอย่างนี้ล่ะ ? เขามีจิตข้องอยู่ในภพนั้น เขาก็ เกิดในภพนั้น เพราะจิตข้องอยู่ ในภพนั้น. เมื่อตะกี้ท่านได้สัญญาว่าเราจะตั้งอยู่ในความสัตย์ จะพูดจริง จะไม่บิดพริ้ว แล้วจึงจะสนทนากันใช่ไหม ? อุบาลีบอกว่า : "ใช่ ๆๆ ". ตอนนี้พระพุทธเจ้าท่านไม่รุกอีก นี่พระพุทธจริยาเป็นอย่างนี้ : ท่านจะไม่ รุกอีก เพราะว่ามันมองเห็นกันได้แล้ว. แต่ทางฝ่ายอุบาลีนั้น กลับยืนยันว่า ถึงจะ เป็นความจริงอย่างนั้น ; ข้าพเจ้าก็ยังว่า กายทัณฑ์สำคัญกว่าอยู่นั่นแหละ. เขาแกล้งว่า หรือแกล้งยืนยันอะไรก็ตามใจเถอะ เขาคงยืนยันว่า "แม้อย่างนั้นข้าพเจ้าก็ยังเห็นว่า กายทัณฑ์สำคัญกว่า อยู่อย่างนั้น, วจีทัณฑ์ไม่สำคัญ มโนทัณฑ์ไม่สำคัญ". พระพุทธเจ้าท่านก็นิ่งเสีย. วาทะที่ ๒ ทีนี้ท่านก็ เปลี่ยนเรื่องเป็นวาทะที่ ๒ : ถ้าว่าอย่างนั้นเรา พูดเรื่องที่ ๒ ตํ กึ มญฺญสิ คหปติ ? - ท่านจะสำคัญข้อนี้ว่าอย่างไร ? ว่านิครนถ์ ทั้งหลายในโลกนี้ถือวัตรปฏิบัติที่เรียกว่า จาตุยามสํวรสํวุโต - คือเป็นผู้สำรวมอยู่ด้วย การสำรวม ในการควบคุม ๔ อย่าง. จาตุยามสํวรสํวุโต - สำรวมด้วยการสำรวมใน อายามะทั้ง ๔ ที่เรียกว่า อายามะ นี้ แปลเป็นไทยก็ต้อง แปลว่าควบคุม นั่นแหละ. เช่น กำหนดลมหายใจนี้เขาเรียก ปราณายามะ ควบคุมลมหายใจ. กำหนดลมหายใจนี้ เขาเรียกว่าปานายามะ คือการควบคุม ปานะ. นิครนถ์ทั้งหลายมีหลักปฏิบัติคือ สังวรณ์อยู่ด้วย การสำรวมใน อายามะ ทั้ง ๔ คือ : สพฺพวาริวาริโต - เป็นผู้ที่ ห้ามจิตอยู่ ด้วยการห้ามทั้งปวง อย่างหนึ่ง, สพฺพวาริยุตฺโต - เป็นผู้ ประกอบจิตอยู่ด้วย การระวังทั้งปวง, สพฺพวาริธุโต - เป็น ผู้กำจัดโทษในจิตแห่งจิต อยู่ด้วยการ ห้ามทั้งปวง, สพฺพวาริผุฏฺโฐ - เป็นผู้ ถูกต้อง ทำอยู่ด้วยการห้ามทั้งปวง.

น.242 ผู้ที่ไม่เคยฟังแล้วจะฟังไม่รู้เรื่อง หัวใจของลัทธินิครนถ์มีเท่านี้ คือมีอยู่ ๔ อย่างนี้เท่านั้น. คำว่า วาริ ในที่นี้ก็แปลว่า การห้าม, หรือว่า ระเบียบปฏิบัติที่ เป็นการห้าม, ห้ามจิต ; จึงว่า สพฺพวาริวาริโต ห้ามด้วยการห้ามทั้งปวง, สพฺพวาริยุตฺโต - ประกอบอยู่ด้วยการห้ามทั้งปวง, สพฺพวาริธุโต - กำจัดอยู่ด้วยการห้ามทั้งปวง, สพฺพวาริผุฎโฐ - ถูกต้องอยู่ด้วยการห้ามทั้งปวง. คำว่า การห้ามในที่นี้ หมายความว่า บังคับจิต ไม่ปล่อยจิต. ตัวซึ่ง ไม่ปล่อยจิตนี้ เป็นตัวพรหมจรรย์ ; ทีนี้จะเว้น หรือว่าจะปฏิบัติ หรือว่าจะกำจัด หรือว่าจะเสวยผล หรือว่าจะอะไรก็ตาม ; จะต้องได้ด้วยระเบียบการปฏิบัติ ที่เป็น การห้ามทั้งปวง. สพฺพวาริ แปลว่าการห้ามทั้งปวง ; ไม่ใช่แปลว่าน้ำ, ตัวหนังสือนี้ทำยุ่ง ถ้าไม่รู้เรื่องของเขาบ้างแล้วจะถือเอาความไม่ได้. ขอให้ถือเอาความว่า : เรื่องของนิครนถ์ แล้ว ถือการบัญญัติการห้าม เด็ดขาด, ห้ามสมบูรณ์ ห้ามเด็ดขาดนี้ เป็นหลัก. แม้ว่าจะเป็นฝ่ายปฏิบัติ ก็ ปฏิบัติเพื่อห้ามเด็ดขาด, ถ้าจะทำ ก็ทำด้วยหลักของการห้ามเด็ดขาด, ถ้าจะ กำจัด กิเลสก็กำจัด ด้วยการห้ามเด็ดขาด, ถ้าจะ เสวยมรรคผล ก็เสวย ด้วยการห้ามเด็ดขาด. ห้ามด้วยการห้ามทั้งปวง, ประกอบด้วยการห้ามทั้งปวง, กำจัดด้วยการห้ามทั้งปวง, ถูกต้องหรือแตะต้องผลด้วยการห้ามทั้งปวง, มีอยู่ ๔ อย่าง ; อย่างนี้ใช่ไหม ? อุบาลี ก็ต้องตอบว่า ใช่ ; เพราะมันเป็นหลักของนิครนถ์ ที่ใครก็รู้อยู่ทั้งบ้านทั้งเมืองใน เรื่องว่าด้วยการห้ามเด็ดขาด ๔ ประการนี้. ทีนี้พระพุทธเจ้าก็ตรัสถามต่อไปว่า : นิครนถ์ผู้ปฏิบัติอยู่ด้วยการสำรวมใน อายามะทั้ง ๔ นี้ เขาก็ยังเดินไปเดินมาใช่ไหม ? ก็ต้องใช่ซิ. เมื่อเขา เดินไปเดินมา เขาก็ย่อม เหยียบย่ำสัตว์ ตัวเล็กมองไม่เห็นด้วยตา ให้ตายเป็นอันมาก ใช่ไหม ? ก็ต้อง ตอบว่าใช่ ทีนี้นิคันถนาฏบุตร บัญญัติวิบากของกรรมชนิดนี้ว่าอย่างไร ? อุบาลี ก็ต้องทูลตอบว่า อสญฺเจตนิกํ ภนฺเต นิคนฺโถ นาฏปุตฺโต โน มหาสาวชฺชํ

น.243 ปญฺญา เปตีติ - ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ, นิคันถนาฏบุตร ย่อมบัญญัติกรรม อันมิได้ มีเจตนา ว่าไม่มีโทษใหญ่หลวงแต่ประการใด ทีนี้พระพุทธเจ้าท่านก็ถามด้วยประโยค ที่เขาจะรู้ได้เองว่า นิคันถนาฏบุตร บัญญัติเจตนาว่าเป็นกายทัณฑ์ วจีทัณฑ์ หรือมโนทัณฑ์. อุบาลีก็จำเป็นที่จะต้อง ตอบไปตามตรงว่า แม้ท่านนิคันถนาฏบุตรก็ บัญญัติเจตนานี้ว่าเป็นมโนทัณฑ์. พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า : "เห็นไหม ? เห็นไหมล่ะ ? คำข้างหน้ากับ คำข้างหลังของท่าน มันไม่ตรงกันแล้ว ; แล้วเมื่อตะกี้ท่านว่า เราจะตั้งอยู่ในคำจริง พูดจริง สนทนากัน, คำข้างหน้า คำข้างหลังของท่าน มันไม่ตรงกันแล้ว. เดี๋ยวนี้ นิครนถ์ ทั้งหลาย รอดตัว ไปได้ จากบาปกรรม ที่เหยียบย่ำสัตว์ตายนั้น เพราะความ ไม่มีเจตนา ; แล้วท่าน ก็ยืนยันว่าเจตนา นี้ท่านอาจารย์ได้บัญญัติสงเคราะห์ลงไปใน มโนทัณฑ์ หรือมโนกรรม". อุบาลีคหบดีก็ไม่มีปัญญาที่จะค้าน ; แต่เขาก็ยังยืนกระต่ายขาเดียวว่า "แม้ถึงขนาดนี้ แม้ถึงเช่นนี้ ข้าพเจ้าก็ยังถือว่ากายทัณฑ์สำคัญกว่าทัณฑ์อื่น, กายฑัณฑ์ สำคัญกว่า วจีทัณฑ์ และมโนทัณฑ์". พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่ไปเถียง. วาทะที่ ๓ ตรัสว่า ถ้าอย่างนั้นเราก็พูด เรื่องที่ ๓ กันดีกว่า : - ตํ กึ มญฺญสิ คหปติ ? - ดูก่อนคหบดี, ท่านจะสำคัญข้อนี้ว่าอย่างไร ? อยํ นาฬนฺทา - เมืองนาลันทานี้, อิทฺธา เจว ผีตา จ พหุชนา อากิณฺณ มนุสฺสาติ - ว่าเมือง นาลันทานี้ มันมีความมั่งคั่ง มีความหนาแน่นเจริญรุ่งเรือง เต็มไปด้วยมนุษย์ เกลื่อนกล่นไปด้วยคนเป็นอันมากใช่ไหม ? ก็ต้องว่าใช่. ทีนี้มี บุรุษคนหนึ่ง เขาถือดาบเงื้อมาแต่ไกลร้องตะโกนว่า เรา จะทำเมืองนาลันทา ทั้งเมืองนี้ให้กลาย เป็นกองเนื้อสด ๆ กองเดียวเท่านั้นแหละ ภายในขณะครู่เดียวเท่านั้นเอง. ที่เขา กล่าวอย่างนี้เขาจะทำได้ไหม ? อุบาลีคหบดีก็ต้องทูลตอบว่า ไม่ได้, มันเป็นไป ไม่ได้; ให้ ๑๐ คน ๒๐ คนก็ทำไม่ได้. ๒.๓๐ คนล่ะ ทำได้ไหม ? ก็ไม่ได้,

น.244 คน ๕๐ คน ก็ทำไม่ได้ ที่จะทำเมืองนาลันทาทั้งเมืองนี้ ให้กลายเป็นกองเนื้อสด กองเดียวน่ะ. คือว่าฆ่าคน แล้วเอาเนื้อมารวมกองกันไว้นี้ อุบาลีก็ยืนยันว่า "มันทำไม่ได้". ทีนี้ พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสถามต่อไปว่า เอ้า, สำคัญว่าอย่างไร ? ทีนี้ ถ้าว่ามีสมณะหรือพราหมณ์ อิทฺธิมา - ผู้มีฤทธิ์, เจโตวสิปฺปตฺโต - ผู้มีอำนาจใน เจโตวสี มีฤทธิ์ : เขามาที่นี่แล้วพูดว่า เราจะทำให้เมืองนาลันทาทั้งเมืองไหม้เป็น ภัศมธุลี ไปด้วยมโนประทุษจิตดวงเดียวของเราเท่านั้น อย่างนี้เขา จะทำได้ไหม ? อุบาลีก็ทูลตอบว่า : "อู้, อย่าว่าแต่เมืองเดียว ให้เมืองนาลันทา ๑๐ เมือง ๒๐ เมือง กระทั่ง ๕๐ เมือง ผู้ที่มีเจโตวสี คือมีอำนาจทางจิตนี้ สามารถจะทำได้. นี่พระพุทธเจ้าท่านจะตรัสแย้มให้เขานึกได้ว่า นี้ด้วยอำนาจจิต มันทำให้ เมืองนาลันทา เป็นขี้เถ้าไปได้ในพริบตาเดียว, อย่าว่าเมืองเดียว ให้ทั้ง ๕๐ เมือง. แต่ถ้าคนถือดาบเหล็กแข็ง ๆ มาแล้วจะทำให้เมืองนาลันทาเป็นกองเนื้อสดนี้แม้สัก ๕๐ คน ก็ทำไม่ได้. อุบาลีก็ต้องทูลตอบยืนยันรับในข้อนี้ว่า ผู้มีฤทธิ์ในทางจิตเพียงคนเดียว และด้วยมโนปโทสจิตฺตเพียงดวงเดียวสามารถทำให้เมืองนาลันทาตั้ง ๕๐ เมือง ไหม้เหลือ แต่ขี้เถ้าไปได้. พระพุทธเจ้าก็นิ่งเสีย ก็ปล่อยให้เขานึกเอาเอง. นี่คือพระพุทธจริยา ที่จะ ไม่รุกถึงตอนนี้, จะไม่รุกมากไปกว่านี้. แต่ก็ทรงเตือนอยู่เสมอว่า ท่านจำไว้นะ ว่าคำพูดของท่าน คำหน้ากับคำหลังมันไม่ตรงกันแล้ว ; เมื่อตะกี้ท่านยืนยันกายทัณฑ์ เดี๋ยวนี้ท่านมายอมรับความสำคัญของมโนทัณฑ์. อุบาลีก็ยังยืนยันว่า แม้อย่างนั้น ข้าพระองค์ก็ยังถือว่ากายทัณฑ์สำคัญกว่า. วาทะที่ ๔ เอ้า ! ถ้าอย่างนั้น ; พระพุทธเจ้าก็ตรัสเรื่องที่ ๔ ว่า : คหบดีท่านจะสำคัญว่าอย่างไร ? ป่าชื่อว่าป่า ทัณฑกี ก็ตาม, ป่าชื่อว่าป่า กาลิงคะ ก็ตาม, ป่าชื่อว่า เมชณะ ก็ตาม, ป่าชื่อว่า มาตังคะ ก็ตาม คือเป็นป่าใหญ่ ๆ

น.245 ทำนองป่าหิมาลัยนี้ หลาย ๆ ป่าหลาย ๆ แห่งนี้ มันได้ กลายเป็นป่า ไปแล้ว. ! ท่าน ทราบไหมว่า เพราะเหตุใด ? " อุบาลีทูลว่า ได้เคยทราบมาว่า เพราะอำนาจ มโนปโทสจิตฺตของฤๅษีองค์หนึ่ง ๆ ; ใช้คำว่า มโนปโทสจิตฺต เพียงเท่านี้ ก็พอแล้ว พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่รุกอีก. แต่ท่านเตือนว่า : "อ้าว คำหน้าคำหลัง ไม่ตรงกันแล้ว, แล้วทำไมมายืนยันว่า ที่ไม่เคยเป็นป่านี้ มันมากลายเป็นป่า ด้วยอำนาจ มโนปโทสจิตฺตของฤๅษีเล่า ?" พอมาถึงครั้งที่ ๔ นี้ อุบาลีนิ่งเสียแล้ว ไม่ยืนยันกระต่ายขาเดียว เหมือน ๓ ครั้งแรก. อุบาลีก็เลยสารภาพว่า ข้าพระองค์พอใจอย่างยิ่ง, ปุริเมนาหํ ภนฺเต โอปมฺเมน ภควโต อตฺตมโน อภิรทฺโธ - ยินดีอย่างยิ่ง ต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ตั้งแต่ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำ อุปมาข้อแรก ที่ว่านิครนถ์ตายแล้ว ไปสู่หมู่ มโนสัตตา. แต่ว่าข้าพเจ้าแกล้งยืนยันกระต่ายขาเดียวอยู่อย่างนี้ ; เพราะว่าปัญหาปฏิภาณของพระผู้มี พระภาคเจ้าไพเราะเหลือเกิน, ข้าพเจ้าอยากจะฟังปัญหาปฏิภาณอันไม่รู้จบของ พระผู้มีพระภาคเจ้า ; ฉะนั้น จึง แกล้งดื้อ แกล้งยืนยันกระต่ายขาเดียวว่า ไม่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ; เพราะ เพื่อจะฟังปัญหาปฏิภาณอันวิจิตรของพระผู้มี พระภาคเจ้า. ทีนี้เขาก็ประกาศขึ้นว่า อภิกฺกนฺตํ ภนฺเต, อภิกฺกนฺติ ภนฺเต - ไพเราะ เหลือเกินพระเจ้าข้า ไพเราะเหลือเกินพระเจ้าข้า. เสยฺยถาปี ภนฺเต - คำตรัสของ พระองค์นั้น เปรียบเหมือน นิกฺกุชฺชิตํ วา อุกฺกุชฺเชยฺย บุคคลจะพึงหงายของที่ คว่ำอยู่, จะพึงหงายของที่คว่ำอยู่ให้เห็น, ปฏิจฺฉนนํ ว่า วิวเรยฺย จะพึงเปิดของ ที่ปิดอยู่ให้เห็น, มูฬฺหสฺส วา มคฺคํ อาจิกฺเขยฺย อนฺธกาเร วา - หรือว่าเหมือนกับ บอกหนทางให้แก่คนที่กำลังหลงอยู่ในป่า, เตลปชฺโชตํ ธาเรยฺย - หรือว่าเหมือนกับ จุดตะเกียงขึ้นในที่มืด จกฺขุ มนฺโต รูปานิ ทกฺขนฺตีติ - คนที่มีตาจะได้เห็นภาพ, - เอวเมว ภควตา อเนกปริยาเยน ธมฺโม ปกาสิโต - ธรรมะอันพระผู้มีพระภาค ประกาศแล้ว มีปริยายเป็นเอนกอย่างนี้. เอสาหํ ภนฺเต ภควนฺตํ สรณํ คจฺฉามิ.

น.246 ธมมญฺจ ภิกฺขุสงฺฆญฺจ - ข้าพระองค์ขอถึงพระผู้มีพระภาคเป็นสรณะ พร้อมทั้ง พระธรรมพร้อมทั้งภิกษุสงฆ์ - อุปาสกํ มํ ภควา ธาเรตุ. - ขอพระผู้มีพระภาค จงถือว่าข้าพเจ้าเป็นอุบาสก ; อชฺชตฺเค ปาณฺเปตํ สรณํ คตนฺติ - ถึงพระผู้มี พระภาคเจ้าเป็นสรณะ จนตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้ไป. นี่ขอให้สังเกตดูว่าเรื่องทั้งหมด ที่เป็นมาทั้งหมดนี้ เป็นพระพุทธจริยา อย่างไร ; ไม่มีอะไรที่ส่อความเป็นมรรยาทที่หยาบคาย, เป็นความสุภาพ, เป็นความไม่รุกล้ำ, เป็นเพียงแต่จะพูดให้นึกได้เท่านั้น ; แล้วก็สำเร็จประโยชน์ มากเกินคาด ถึงอย่างนี้. เอาละ ทีนี้พุทธจริยาถึงขนาดนี้ เราก็ต้องถือว่าสูงสุดอย่างยิ่งอยู่แล้ว ซึ่ง พวกเราทำตามไม่ค่อยไหวอยู่แล้ว แต่เรื่องมันยังไม่จบ ; ฉะนั้นก็จะพูดไปให้จบ พระพุทธจริยาที่สูงสุด ยังมีต่อไป : - ทรงยับยั้งการประกาศตน ของ คหบดี ข้อนี้ก็คือว่า เมื่ออุบาลีคหบดีประกาศตัวสลัดลัทธินิครนถ์ มาเป็นสาวกของ พระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยการกล่าวคำ เอสาหํ ภนฺเต เป็นต้นนี้แล้ว, พระพุทธเจ้า ท่านตรัสว่า : "อนุวิจฺจการํ โข คหปติ กโรหิ. - ดูก่อนคหบดี, ท่านจงรอก่อน ท่านจงทำความใคร่ครวญก่อน. อนุวิจฺจกาโร ตุมหา ทิสานํ ญาตมนุสฺสานํ สาธุ โหติ่ติ. - การรอใคร่ครวญเสียก่อนนั้นจะเป็นการดี สำหรับคนเช่นท่าน ซึ่งเป็นที่รู้จัก เคารพนับถือของมหาชน". นี่พระพุทธเจ้าท่านว่า รอก่อน อย่าเพ่อ; ให้คิดดูให้ดี ๆ เสียก่อน เพราะว่าอุบาลีคหบดีนี้ เป็นที่เคารพนับถือของคนทั้งบ้านทั้งเมือง อย่าทำอะไร ผลุนผลันอย่างนี้.

น.247 อุบาลีกล่าวว่า : "อ้าว , ข้อนี้ยิ่งทำให้ข้าพระองค์รู้สึก อิมินาปาหํ ภนฺเต ภควโต ภิยฺโยโส มตฺตาย อตฺตมโน อภิรทฺโธ - คือชอบใจ พอใจในพระผู้มี พระภาคเจ้ายิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน ; เพราะว่าพวกเดียรถีย์นั้น ครั้นได้ข้าพระองค์เป็นสาวก แล้ว ก็ยกธงเที่ยวประกาศไปทั่วเมืองนาลันทา เพื่อให้คนทั้งเมืองรู้กันว่า เดี๋ยวนี้ อุบาลีคหบดีเป็นสาวกของเดียรถีย์แล้ว. ส่วนพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น กลับว่า รอก่อน รอก่อน ท่านเป็นคนที่เคารพของคนทั้งบ้านทั้งเมือง, ท่านอย่าทำอะไรผลุนผลัน อย่างนี้. เอสาห์ ภนเต ทุติยมปี่ ภควนฺติ สรณ์ คจฉามิ ธมฺมญจ ภิกขุสงฆญจ อุปาสกฺ มํ ภควา ธาเรตุ อชฺชตฺเค ปาณฺเปตํ สรณ์ คตนฺติ. - ข้าพเจ้าขอถือเอา พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นสรณะ ครั้งที่ ๒ ทั้งพระธรรมด้วย ทั้งพระสงฆ์ด้วย ; ทรงจำ ข้าพเจ้าว่าเป็นอุบาสก ถือเอาพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นสรณะ จำเดิมตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป". เขาเลยขอเป็นครั้งที่ ๒. ทีนี้พระพุทธเจ้าท่านก็ยังเฉยเสีย ท่านยังว่า รอก่อน รอก่อน คิดดูก่อน อยู่นั่นแหละ. นี่เราคิดดูให้ดีเถอะว่าพวกเรานั้นเป็นอย่างไร. พระอาจารย์สมัยนี้ พอคนใหญ่คนโตมาเป็นลูกศิษย์เป็นสาวก แล้วก็จะทำยิ่งกว่ายกธงเที่ยวประกาศทั่วเมือง นาลันทาไปเสียอีก. นี่มันตรงกันข้าม ไม่ถือพระพุทธเจ้าเป็นตัวอย่าง ไม่ถือพระพุทธจริยา. นี่อาตมาจึงกลัว ไม่กล้าประกาศตัวเป็นอาจารย์ มันยากมันลำบาก เป็นเพื่อน กันดีกว่า. คนทั้งหลายเป็นกัลยาณมิตรกันดีกว่า, อย่าเป็นอาจารย์เป็นลูกศิษย์ กันเลย ; แต่ว่าเดี๋ยวนี้ถ้ามีใครเป็นใหญ่เป็นโตมาเป็นลูกศิษย์แล้ว เขาก็ทำให้คนทั้ง ประเทศรู้ ว่าคนนี้มันเป็นลูกศิษย์ของฉัน ; อย่างนี้ไม่เป็นพุทธจริยา. พระพุทธเจ้าท่านยังตรัสมากกว่านั้นอีก คือทรงยับยั้งอุบาลีต่อไปอีกว่า : "อย่าก่อน, อย่าเพ่อก่อน, อย่าเพ่อก่อน. ทีฆรตฺตํ โข เต กหปติ นิคนฺถานํ

น.248 โอปาณภูติ กุลํ เยน เตสํ อุปคตานํ ปีณฺฑปาตํ ทาตพฺพิ มญเญยฺยาสิ่ติ. ดูก่อน คหบดี, ตระกูลของท่านเป็นเหมือนกับน้ำบ่อทราย สำหรับนิครนถ์ทั้งหลายมาแล้ว ตลอดกาลนาน ท่านจงสำคัญความที่ท่านควรจะถวายบิณฑบาตแก่นิครนถ์ทั้งหลาย สืบไป”. ฟังดูให้ดีซิ; พระพุทธเจ้าท่านว่า อย่าเพ่อ ; เพราะว่าตระกูลของ อุบาลีนั้น เป็นเหมือนน้ำบ่อทราย เป็นที่ตักกิน ตักอะไร ไม่มีที่สิ้นสุดของนิครนถ์ ทั้งหลาย มาตลอดกาลนาน. ให้อุบาลีนึกถึงนิครนถ์ทั้งหลาย แล้วอย่าตัดนิครนถ์ ออกไปแบบนี้ พระพุทธเจ้าท่านหมายความอย่างนี้. ที่นี้อุบาลีคหบดีกลับยืนยันเสียงแข็งยิ่งขึ้นไปอีกว่า : นี้ยิ่งทำให้ข้าพระองค์ เคารพ ในพระผู้มีพระภาคเจ้ายิ่งกว่าแต่ก่อน ; เพราะว่าแต่ก่อนนี้ ข้าพระองค์เคย ได้ยินแต่เขาพูดกันว่า พระสมณโคดมนั้น ดีแต่กล่าวว่า ควรให้ทานแก่เราเท่านั้น ไม่ควรให้ทานแก่ผู้อื่น ; ให้ทานแก่เรามีผลมาก ให้ทานแก่ผู้อื่นไม่มีผลมาก. ควรให้ทานแก่สาวกของเราเท่านั้น ไม่ควรให้ทานแก่สาวกของคนเหล่าอื่น ; การ ให้ทานแก่สาวกของเรามีผลมาก ; การให้ทานแก่สาวกของคนเหล่าอื่นไม่มีผลมาก. แต่ว่ามาบัดนี้ข้าพระองค์ได้ประสบกับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้กล่าวว่า : ตระกูลของท่านเป็นเหมือนน้ำบ่อทรายของนิครนถ์ทั้งหลาย มาตลอด กาลนาน. ท่านจงสำคัญข้อที่จะพึงถวายอาหารบิณฑบาตแก่นิครนถ์ทั้งหลายสืบไป ดังนี้. ข้อที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชักชวนข้าพระองค์ ในการให้ทานแก่พวก นิครนถ์ทั้งหลายนี้ ทำให้ข้าพระองค์รู้สึก ภิยฺโย โยโส มตฺตาย อตฺตมโน อภิรทฺโธ - นี่แปลว่ามีความกำหนัดยินดี ในพระผู้มีพระภาคเจ้ายิ่งกว่าแต่ก่อน ; แต่ว่าข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ เรื่องนั้นขอให้ข้าพระองค์ ทราบการกระทำอันควรด้วยตนเองเถิด. ขอร้องว่า พระพุทธเจ้าอย่าต้องมาช่วยรู้เรื่องนี้เลย ขอรู้ด้วยตัวเองเถิด. เอสาหํ ภนฺเต ตติยมฺปิ

น.249 ภควนฺตํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺมญจ ภิกขุสงฆญจ ฯลฯ - ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ ขอถือพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นว่าเป็นสรณะ แม้ครั้งที่ ๓ ถึงพระธรรมด้วย ถึงพระสงฆ์ด้วย พึงถือข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสก จำเดิมตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จนตลอดชีวิต. นี่เรื่องมันเป็นอย่างนี้ พระพุทธจริยามีลักษณะอย่างนี้ มันทำให้เกิดความ คิดนึกขึ้นมาได้อย่างหนึ่ง ว่ามันเหมือนกับที่คนโบราณเขาพูดว่า : "ยิ่งไม่เอานั้นละ จะยิ่งได้ ยิ่งจะเอาจะยิ่งไม่ได้"; ยิ่งไม่เอาจะยิ่งได้ นี้มีอยู่ในลักษณะของ พระพุทธจริยา, พระพุทธเจ้าท่านไม่ละโมบที่จะได้สาวก. ท่านไม่ละโมบที่จะ ได้ลาภสักการะ, ท่านไม่ต้องการจะได้โดยใจจริง. พวกที่ต้องการจะเอา จะได้จริง ๆ มันกลับไม่ได้ แล้วมันก็จะกลับเสื่อมหาย หลุดลอยไป. นี้คือพระพุทธจริยา. ทรงแสดงอนุปุพพิกถา และสามุกกังสิกาเทศนา ทีนี้เรื่องก็ดำเนินไปว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงสังเกตเห็นว่า เดี๋ยวนี้ อุบาลีคหบดีนี้มีจิตใจตั้งมั่น ในพระพุทธ ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ถึงที่สุด เป็นเดิมพัน, คือว่าเป็นทุนรอน เป็นเดิมพันแล้ว จึงทรงแสดง อนุปุพพิกถา คือเรื่อง ๕ อย่าง เป็นลำดับกัน, นี่เรียกว่า อนุปุพพิกถา. แสดงเรื่องทานว่า การให้ทาน การบริจาค การไม่เห็นแก่ตัว เป็นอย่างนั้น ๆ ๆ แล้วแสดงเรื่องศีล การบังคับตัว บังคับกายวาจา เป็นอย่างนั้น ๆ แล้วก็แสดงเรื่องสวรรค์ ที่จะได้มาเพราะทานและศีล. คนบำเพ็ญทาน บำเพ็ญศีลดีแล้ว ก็ได้สวรรค์, เสร็จแล้วก็แสดงเรื่อง กามานํ อาทินวิ โอการิ สงกิเลสํ - คือแสดงเรื่องโทษ เรื่องความเลวทราม เรื่องความสกปรกเศร้าหมอง ของกามทั้งหลายที่มีอยู่ในสวรรค์ คือให้รู้ว่าในสวรรค์มันไม่มีอะไร นอกไปจากกาม ; แต่ท่านใช้คำว่าแสดงโทษ แสดงความเลวทราม แสดงความสกปรกของกาม ทั้งหลาย, เมื่อแสดงสวรรค์แล้วก็ทรงแสดงโทษแท้จริงของสวรรค์, แล้วแสดง เนกฺขมฺเม อานิสํสํ - อานิสงส์ในการที่รีบออกมาเสียจากเรื่องเหล่านั้น. นี่ก็เรียกว่า อนุปุพพิกถา.

น.250 ต้องทำให้มองเห็นชัดเข้าใจเรื่องทานก่อน, เรื่องศีลก่อน, แล้วอานิสงส์ ของมันคือสวรรค์. พอรู้สวรรค์แล้ว ก็มองเห็นความต่ำ ความทราม ความเลว ความเศร้าหมอง ของสิ่งที่มีอยู่ในสวรรค์ แล้วก็แสดงให้เห็นลู่ทางที่จะออกมาเสียจาก สวรรค์นั้น ; อย่างนี้เรียกว่า อนุปุพพิกถา, มีลักษณะเป็นเครื่องซักฟอกจิตใจ คราวเดียวหมด. คนเขามีพื้นเดิมจิตใจหลงใหลบูชาในสวรรค์ในกามคุณอยู่ ก็จะ ล้างออกได้โดยวิธีอย่างนี้. แต่ว่าต้องเมื่อมันถึงขีดหรือถึงขนาด ที่ควรจะล้าง ; ไม่อย่างนั้นมันล้างไม่ออก ; จะต้องทำด้วยเรื่องอย่างอื่น ทรมานด้วยอาการอย่างอื่น. เมื่อเห็นว่า พอจะล้างได้ จึงทรงแสดง อนุปุพพิกถา ซึ่งเหมือนกับการซักฟอกจิตใจ ให้หลุดไปเสียจากสิ่งที่เคยเกรอะกรังอยู่ในใจ. เดี๋ยวนี้ทรงเห็นว่าคหบดีนั้น กลฺลจิตฺโต - มีจิตสมควรแล้ว, มุทฺจิตฺโต - มีจิตอ่อนโยนแล้ว, วินิวรณจิตฺโต - มีจิตปราศจากนิวรณ์แล้ว, อุทฺคจิตฺโต - มีจิต แล่นขึ้นไปเบื้องบนแล้ว, ปสนฺนจิตฺโต - มีจิตเลื่อมใสแล้ว. นี่มีคำทั้ง ๕ คำที่แทน ๆ กันได้ว่า มีจิตเหมาะสมแล้ว มีจิตอ่อนโยนแล้ว มีจิตปราศจากนิวรณ์แล้ว มีจิต เดินไปในทางสูงแล้ว มีจิตเลื่อมใสแล้ว จึงทรงแสดงเรื่องสำคัญที่สุด คือเรื่อง อริยสัจจ์ ๔ ซึ่งเรียกว่า พุทฺธานํ สามุกฺกํสิกา ธมฺมเทสนา แปลว่า เทศนาที่ทรง ยกขึ้นแสดงเอง เป็นหลักธรรมที่ไม่ได้ศึกษามาจากผู้อื่น พระองค์ทรงค้นพบเอง ยกขึ้นมาเอง ทรงแสดงเอง นั้นคือเรื่องอริยสัจจ์ ๔. พอเห็นว่าอุบาลีคหบดี มีจิตใจเหมาะสำหรับเรื่องอริยสัจจ์ ๔ แล้ว ก็ทรง แสดงเรื่องอริยสัจจ์ ๔ คือเรื่องทุกข์ เรื่องสมุทัย เรื่องนิโรธ เรื่องมรรค. เราออกกัน แต่ชื่อก็พอ เพราะว่ารายละเอียดมีมาก เคยฟังมาแล้ว หรือไปหาอ่านได้จากที่อื่น. เมื่อจบ อุปาลิสฺส คหปติสฺส ตสฺมึ เยว อาสเน วิรชํ วิ่ตมลํ ธมฺมจกฺขุํ อุทปาทิ - อุบาลีคหบดีนั้นก็มีธรรมจักษุ มีดวงตาเห็นธรรม ว่า ยํ กิญฺจิ สมุทยธมฺมํ

น.251 สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ. สิ่งใดมีการเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นมีความดับ เป็นธรรมดา. นี่เกิดวิญญาณของพุทธศาสนา เต็มที่ขึ้นในจิตใจของอุบาลีคหบดีแล้ว, สลัดลัทธิอย่างนิครนถ์ออกไปหมดแล้ว เพราะอำนาจของธรรมจักษุนี้. ทีนี้พระพุทธเจ้าท่านก็เห็นได้ว่า เดี๋ยวนี้อุบาลีคหบดีนั้นเป็นอย่างไร ; ใช้คำ ในที่นี้กันว่า เดี๋ยวนี้อุบาลีคหบดีนี้เป็น ทิฏฺฐธมฺโม - เป็นผู้มีธรรมอันตนเห็นแล้ว, ปตฺตธมฺโม - เป็นผู้มีธรรมอันตนบรรลุแล้ว, วิทิตธมฺโม - เป็นผู้มีธรรมอันตน รู้แจ้งแล้ว, ปริโยคาฬหธมฺโม - เป็นผู้มีธรรมอันตนถือเอาได้มั่นคงแล้ว, ติณฺณวิจิกิจฺโฉ - เป็นผู้มีความลังเลสงสัยอันตนข้ามพ้นหมดแล้ว, วิคตกถํกโถ - เป็นผู้มีคำพูดที่ต้องถามผู้อื่น ว่าอะไรเป็นอย่างไรนี้ ไปปราศสิ้นเชิงแล้ว, เวสารชฺชปฺปตฺโต - เป็นผู้ถึงแล้วซึ่งความกล้าหาญในจิตใจของตนเอง อปรปจฺจโย สตฺถุ สาสเน - ไม่จำเป็นจะต้องอาศัยผู้อื่นเป็นปัจจัย ในการที่จะเชื่อคำสั่งสอน ของพระศาสดาของตน ; รวมอยู่เป็น ๘ ข้อธรรม หรือ ๘ คุณบทด้วยกัน. ควรจะได้ฟัง ควรจะได้จำไว้ว่า ผู้ที่เป็นพระโสดาบันนั้น เป็นอย่างไร ? มีคุณบทอย่างไร ? โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บางคำนี้ คล้ายกับว่าเป็นพระอรหันต์ เดี๋ยวจะ ลังเล เดี๋ยวจะเข้าใจผิด ; เช่นคำว่า วิคตกถํกโถ ในขั้นพระโสดาบันก็มี ; แต่ถ้า เป็นในขั้นพระอรหันต์แล้ว หมายถึงหมดจดสิ้นเชิง. ใน ขั้นพระโสดาบันนี้ เพียง แต่จะไม่ต้องถามใครว่า ทำอย่างไรจึงจะพ้นทุกข์ ; เป็นผู้เชื่อแน่นอน เห็น แจ้งด้วยตนเองว่า ทำอย่างนี้ ๆ จะพ้นทุกข์ ; หากแต่ว่าเดี๋ยวนี้ยังทำได้ไม่หมด ยัง กำลังทำอยู่ครึ่ง ๆ กลาง ๆ ; แต่เพราะเหตุที่ทิฏฐิ ความเชื่อ ความรู้ มันถึงที่สุด ไม่ต้อง ถามคนอื่นเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกต่อไป. นี่ลักษณะคุณบทของพระโสดาบัน ที่เหมือน กับพระอรหันต์ มีอยู่คำหนึ่ง คือคำนี้. ส่วนคำนอกนั้นแสดงชัดอยู่แล้วว่า ไม่มีปัญหา ทิฏฺฐธมฺโม - มีธรรมอันเห็นแล้ว, ปตฺต ธมฺโม - มีธรรมอันบรรลุแล้ว, วิทิตธมฺโม

น.252 มีธรรมอันรู้แจ้งแล้ว, ปริโยคาฬหธมฺโม - มีธรรมอันถือเอาได้มั่นแล้ว ; นี้เป็น ชั้นแรกของการละจากความเป็นปุถุชน. ติณฺณ วิจิกิจฺโฉ - ข้ามความสงสัยได้แล้ว, วิคตกถํกโถ - ปราศจากธรรมที่ต้องพูดว่า อะไรเป็นอย่างไร, เวสารชฺชปฺปตฺโต - ถึงแล้วซึ่งความกล้าหาญ. ความกล้าหาญในที่นี้ มีความหมายพิเศษหรือเฉพาะ ก่อนนี้เราไม่แน่ใจว่า เรารู้ เราไม่แน่ใจว่าเราทำได้หรืออะไรเช่นนี้ เราไม่กล้าหาญ ไม่กล้าพูด และไม่เชื่อ ตัวเอง. เดี๋ยวนี้เราเชื่อตัวเอง เขาเรียกว่ากล้าหาญ อปรปจฺจโย - ไม่ต้องมีผู้อื่น เป็นปัจจัย คือว่าไม่ต้องอาศัยการยั่วการยุ การสนับสนุนกระตุ้นของผู้ใดในการที่จะให้ เชื่อคำสอนแห่งพระศาสดาของตน. เดี๋ยวนี้อุบาลีคหบดีเป็นอย่างนี้แล้ว ในที่สุดอุบาลีคหบดีก็ทูลลาพระพุทธเจ้า หนฺททานิ มยํ ภนฺเต คจฺฉาม - ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ, พวกข้าพเจ้าจักลาไปบัดนี้. พหุกิจฺจา มยํ พหุกรณียา - เพราะว่าฆราวาสมีกิจมาก มีเรื่องมาก. พระพุทธเจ้าก็ตรัสตอบ อย่างที่เราได้ยิน ได้ฟัง และเอามาใช้เป็นแบบกันอยู่ ยสฺสทานิ ตวํ คหปติ กาลํ มญฺญสีติ คำนี้แปลตามตัวว่า ท่านรู้เวลาแห่งกิจ ที่สมควรของท่านเองเถิด ; ก็หมายความว่า อนุญาตให้ไปนั่นแหละ ; แต่ไม่ใช้ คำว่าอนุญาตให้ไป กลับใช้สำนวนว่า ท่านก็รู้เวลาของสิ่งที่ท่านควรจะทำเองซิ ก็แปลว่า แล้วแต่ท่าน หรืออนุญาตให้ท่านไป. อุบาลีคหบดีจึงถวายอภิวาท, แล้วทำประทักษิณ, แล้วก็กลับไปบ้าน. คำว่า ประทักษิณนี้ มีทั้งตอนต้นทั้งตอนปลาย เพราะ เป็นการแสดงความ เคารพ ; ใช้คำว่าประทักษิณ, ทำประทักษิณ คือ ทำการเวียนข้างขวา อย่างที่ เราทำประทักษิณพระเจดีย์อะไรนี้. เมื่อจะถอยออกไปจะต้อง ทำให้ขวามือของเราอยู่

น.253 ทางผู้ที่เป็นที่เคารพ แล้วก็เดินออกให้มันลับตาหายไป ; ไม่ให้เอาข้างซ้ายเข้า. เขาถือว่าข้างซ้ายนั้นเป็นของไม่เคารพ ; เพราะว่าข้างซ้ายนั้นถือว่าเป็นบาปเป็นของ สกปรก ; เป็นคำที่มีมูลมาจากซินิเตอร์ ภาษาลาตินเขาเรียกว่า sinister. (sinistroversus) หมายถึงมือซ้ายซึ่งเป็นมือสกปรกสำหรับทำบาป ; หรือว่ากรรมที่ชั่ว ที่บาป ที่เลว. นี่แสดงว่า แม้ทางฝ่ายตะวันตกโน้น ก็มีคติที่ถือว่า ข้างซ้ายนี้ต่ำทรามเลว สกปรก เช่นเดียวกัน. ข้างขวานี้ถูกต้องสะอาด และสูงสุด; ฉะนั้นจึงให้ใช้มือขวา ให้แสดงอะไร ด้วยมือขวาให้ทำท่าข้างขวา. อุบาลีคหบดีกลับไปถึงบ้าน แล้วทำอย่างไร ; มันก็เป็นเรื่องที่ควรจะ เล่าไปเสียให้สิ้นสุดด้วย ตอนนี้ไม่ใช่พุทธจริยาแล้ว แต่ว่ามันเป็นอิทธิพล หรือเป็น ผลของพุทธจริยา ; ฉะนั้นควรจะทราบการกระทำของอุบาลีคหบดีไว้ให้จบเรื่อง. อุบาลีคนใหม่ อุบาลีคหบดีกลับไปถึงบ้าน เรียกคนเฝ้าประตูมาทันทีเลย ; นี่ดูซิ เรียก คนเฝ้าประตูบ้านมาทันทีเลย สั่งว่าบ้านเราปิดประตูสำหรับนิครนถ์ทั้งหลาย ; เปิดรับ เฉพาะพระสมณโคดมกับสาวก ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาของพระโคดม. ให้ปฏิบัติ ในข้อนี้อย่างเคร่งครัด คือไม่เปิดประตูรับนิครนถ์อีกต่อไป ไม่เปิดรับสำหรับนิครนถ์ และนิครันถี คือไม่รับทั้งนิครนถ์ผู้ชาย และนิครนถ์ผู้หญิง, เปิดรับเฉพาะพระผู้มี พระภาคเจ้า และสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า. ต่อมาเรื่องนี้ทราบไปถึงทีฆตปัสสีนิครนถ์ คนทีแรกนั่น. ทีฆตปัสสี นิครนถ์ ทราบเรื่องที่อุบาลีปิดประตูบ้านสำหรับนิครนถ์ ก็ไปหานิคันถนาฏบุตร คืออาจารย์ ; เล่าเรื่องนี้ให้ฟัง. นิคันถนาฏบุตรไม่เชื่อ, เขาเล่าซ้ำครั้งที่ ๒ ก็ไม่เชื่อ, เล่าซ้ำ ครั้งที่ ๓ ก็ไม่เชื่อ, ยืนยันไม่เชื่อ,

น.254 ทีฆตปัสสีว่า ถ้าอย่างนั้นเขาจะไปดู ทีฆตปัสสีก็ไปที่บ้านอุบาลีคหบดี. นายประตูก็บอกว่าประตูปิดสำหรับนิครนถ์ทั้งหลายจริง ทีฆตปัสสีก็มาบอกนิคันถนาฏบุตร ว่าจริง. นิคันถนาฏบุตรก็ยังไม่เชื่อ ทีฆตปัสสีมาบอกแล้วยังไม่เชื่อ บอกอีกครั้ง ก็ไม่เชื่อ บอก ๓ ครั้งก็ไม่เชื่อ; จึงไปดูเอง. นิคันถนาฏบุตรก็พาคณะนิครนถ์ไปที่บ้านของอุบาลีคหบดี ; พอคณะนิครนถ์ ไปถึง นายประตูก็ห้าม บอกว่าประตูบ้านนี้ปิดแล้ว สำหรับนิครนถ์และนิครันถีทั้งหลาย นิคันถนาฏบุตรจึงเชื่อ. ทีนี้เขาก็บอกว่า ท่านจงเข้าไปบอกนายของท่านว่า เรา นิคันถนาฏบุตรกับนิครนถ์ทั้งหลายจะขอพบ ; เขาก็รออยู่ที่ประตูบ้าน. นายประตูก็ เข้าไปบอกอุบาลีคหบดี. อุบาลีคหบดีจึงสั่งว่า ถ้าอย่างนั้น จัดที่นั่งที่ศาลาที่ประตูกลาง ; ประตูคงจะมี ๓ ประตู ประตูบ้านนี้ ตรงประตูกลางมีศาลา แต่ว่าอยู่นอกบ้าน. ให้จัด ศาลาที่อยู่ประตูกลางนั้น เป็นที่ต้อนรับนิครนถ์ หมายความว่าไม่ยอมให้เข้าบ้าน แล้วก็ให้จัดอาสนะตามสมควร แล้วก็ให้ไปบอกนิครนถ์ให้มาพบที่นั่น. อุบาลีคหบดีก็ไปนั่งที่ศาลานั้น บนอาสนะที่สูงที่สุด ; อาสนะที่ดีที่สุด นั่งเสียเอง, เหลืออาสนะนอกนั้นไว้ให้นิครนถ์นั่ง. เรื่องเคยมีมาแต่ก่อนว่า ก่อนนี้ เมื่ออุบาลีเขายังนับถือนิครนถ์อยู่นั้น พอเห็นนิครนถ์มาแต่ไกลเขาก็เอาผ้าห่มของตัวนั้น ปัดกวาดขี้ฝุ่นอะไรต่ออะไรต่าง ๆ เพื่อให้นิครนถ์นั่ง ที่อาสนะที่สูงที่สุด ที่ดีที่สุด ตัวมา นั่งหมอบอยู่ที่เท้า ; เดี๋ยวนี้มันตรงกันข้าม เป็นว่าอุบาลีคหบดีแกล้งไปนั่งที่อาสนะที่ดี ที่สุด ที่สูงสุดเสียเอง ; พอนิคันถนาฏบุตรกับคณะมา ก็บอกว่า เอาเถอะนั่งตรงไหนก็ ตามชอบใจเถอะ. นิคันถนาฏบุตรว่า "อุมฺมตฺโตสิ ตวํ คหปติ ? - ดูก่อนคหบดี แกนี้ บ้าแล้วหรือ ? ทตฺโตสิ ตวํ คหปติ ? - แกนี้หลงแล้วหรือ ?" นิคันถนาฏบุตรเขายังเชื่อ ตัวเอง ไปถามอุบาลีว่า นี่แกบ้าแล้วหรือ ? แกหลงแล้วหรือ ที่ทำอย่างนี้ ? นี่รับปาก

น.255 กับฉันมาว่า จะมายกวาทะกับพระสมณโคดม ให้พระสมณโคดมพ่ายแพ้กลับทิฏฐิที่ ลามกเสีย. เดี๋ยวนี้แกมาได้ขื่อคาอันใหญ่จากพระสมณโคดมครอบหัวมา, แกไปหา พระสมณโคดมทั้งลูกอัณฑะ แกกลับมาไม่มีลูกอัณฑะ. "แกไปหาพระสมณโคดมทั้ง ลูกตา แกกลับมาไม่มีลูกตา, แกบ้าแล้วหรือ? แกเมาแล้วหรือ ? นี่เขาถามอย่างนี้ เห็นไหม ? เขาว่ากันแล้วว่า อาวฏฺโฏ โข สิ ตวํ คหปติ สมเณน โคตเมน อาวฏฺฏนียา มายาวี - พระสมณโคดมเป็นมายาวี, มีมนต์ สำหรับกลับใจคน. ดูก่อนคหบดี, เดี๋ยวนี้ท่านถูกพระสมณโคดมกลับใจแล้ว ด้วยอาวัฏฏนีมายานั้น. อุบาลีเขาก็ตอบว่า : ภทฺทิกา ภนฺเต อาวฏฺฏนี มายา - อาวัฏฏนีมายา เลิศวิเศษนัก กลฺยาณี ภนฺเต อาวฏฺฏนี มายา - อาวัฏฏนีมายา งดงามนัก กลาย เป็นว่าอย่างนี้ และกล่าวอีกว่า : - ถ้าว่าญาติ สายโลหิตของข้าพเจ้า ได้ถูก อาวัฏฏนีมายา ของพระสมณโคดม ครอบงำแล้ว ; นั่นก็จะเป็นไปเพื่อประโยชน์และความสุขแก่ญาติสายโลหิตของข้าพเจ้า ตลอดกาลนาน. ถ้าว่าพวกกษัตริย์ทั้งหลายในโลกนี้ ถูกอาวัฏฏนีมายา ของพระสมณโคดม ครอบงำแล้ว ; นั่นก็จะเป็นไปเพื่อประโยชน์และความสุข แก่กษัตริย์ทั้งหลายเหล่านั้น ตลอดกาลนาน. ถ้าว่าพวกพราหมณ์ทั้งหลาย ถูกอาวัฏฏนีมายาของพระสมณโคดมครอบงำแล้ว นั่นก็จะเป็นไปเพื่อประโยชน์และความสุข แก่พวกพราหมณ์ทั้งหลายนั้นตลอดกาลนาน. ถ้าพวกเวศย์หรือไวศยะหรือแพศยะคือชาวบ้านธรรมดานี้ ถูกอาวัฏฏนีมายา ของพระสมณโคดมครอบงำแล้ว, นั่นก็จะเป็นไปเพื่อประโยชน์และเกื้อกูล แก่ชาวบ้าน ทั้งหลายนั้นตลอดกาลนาน.

น.256 ถึงแม้ว่าถ้าพวกศูทรคนชั้นเลวทั้งหลายนี้ ถูกอาวัฏฏนีมายาของพระสมณโคดม ครอบงำแล้ว นั่นมันก็ยังจะเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่พวกศูทรทั้งหลาย ตลอดกาลนาน. แม้ว่ามนุษย์โลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก หมู่สัตว์พร้อมทั้ง สมณพราหมณ์ เทวดา พร้อมทั้งมนุษย์ทั้งหลายทั้งปวง จะถูกอาวัฏฏนีมายา ของ พระสมณโคดมครอบงำแล้ว ; ข้อนั้นก็จะเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่โลกทั้งหลาย ตลอดกาลนาน. ดูก่อนท่านผู้เจริญ, ขอให้ข้าพเจ้าทำอุปมาเถิด อุปมานี้ควรจะมีว่า พราหมณ์แก่ หลงเมียสาว เมียที่กำลังตั้งครรภ์นั้น ได้ใช้พราหมณ์แก่ว่า จงไปซื้อลูกลิงมาเตรียมไว้ เพื่อว่ามันจะเป็นเพื่อนเล่นของลูกของเรา เมื่อคลอดออกมาแล้ว. พราหมณ์แก่ผู้หลงใหล ในภรรยาสาวนั้น ก็ไปซื้อลูกลิงมา. ภรรยาสาวก็ว่า จงไปทำความสะอาดให้ลูกลิงนั้น ตบแต่งให้สวยงาม พราหมณ์นั้นก็เอาลูกลิงนั้นไปหาช่างย้อมผ้า บอกกับช่างย้อมผ้า : ท่านจงย้อมลูกลิง จงทุบ จงรีด จงกระทำให้มีสีสวยสด. ช่างย้อมผ้านั้นก็หัวเราะ ว่าไอ้คนบ้าให้ซักลูกลิงเหมือนซักผ้า แล้วรีด แล้วทุบเหมือนทุบผ้า ; เขาไม่เชื่อ, ไม่เชื่อคำ ของตาพราหมณ์แก่. อุปมานี้เหมือนกับว่า คนทั้งหลาย เขาจะไม่เชื่อคำของนิครนถ์อีกต่อไป เช่นเดียวกับช่างย้อมผ้านี้ ไม่เชื่อถ้อยคำของตาพราหมณ์แก่หลงเมียสาว. ที่นี้ต่อมา ตาพราหมณ์แก่คนนี้ ได้ผ้าใหม่ยังไม่ได้ย้อม, ได้มาแต่ไหนผืนหนึ่ง ก็เอาไปให้ ช่างย้อมคนนี้อีก ว่าท่านจงช่วยย้อม ช่วยทุบ ช่วยรีด ช่วยทำ ให้เป็นของวิจิตร. ช่างย้อมผ้าจึงว่าได้ ๆ, ฉันทำได้. เดี๋ยวนี้มันเป็นผ้าแล้ว เขาก็ทำอย่างนั้น : เขาซัก เขาย้อม เขารีด เขาทุบ อะไรต่าง ๆ.

น.257 อุปมานี้เหมือนคนทั้งหลายเขาพอใจ เขาเชื่อฟัง เขาถือเอาถ้อยคำของ พระสมณโคดม ในลักษณะที่ช่างย้อมผ้านี้เชื่อฟังถ้อยคำของตาพราหมณ์ คนเดียวกัน นั่นแหละ. เมื่อเอาลูกลิงไปให้ย้อม ให้ซัก ให้รีด ให้ทุบ เขาไม่ยอมทำตาม ; แต่ถ้าให้เขาย้อมผ้าตามธรรมเนียมนี้ เขาก็ยอมทำ. นี่เป็นการแสดงในครั้งสุดท้ายว่า อิทธิพลที่มาจากพระพุทธจริยา ที่ได้ กระทำแก่อุบาลีคหบดีนั้น เป็นอย่างไร ; มันถึงที่สุดอย่างนี้. ทีนี้ นิคันถนาฏบุตรได้ฟังคำเยาะเย้ย ถากถาง ของอุบาลีคหบดี แทบจะพูด อะไรไม่ได้ ; แต่ก็ยังพูดเป็นคำสุดท้ายว่า ท่านจงรู้ว่า พระราชา หรือว่าบริษัทของ พระราชาทั้งหลาย เขารู้จักท่านว่าเป็นสาวกของนิครนถ์ แล้วบัดนี้ท่านจะให้พวกเรา ทั้งหลายถือว่า ท่านเป็นสาวกของใคร ? คล้าย ๆ กับว่า คนทั้งบ้านทั้งเมือง กระทั่ง พระราชา เขายังถือกันว่าท่านเป็นสาวกของนิครนถ์อยู่ เดี๋ยวนี้ท่านจะให้ฉันถือว่า ท่านเป็นสาวกของใคร ? อุบาลีคหบดีก็ลุกขึ้นห่มผ้าเฉวียงบ่า “ หันหน้าประนมมือไปทางพระผู้มี - พระภาคเจ้า แล้วก็กล่าวคำสรรเสริญ คุณของพระพุทธเจ้า ทีละหมวด ละหมวด ๑๐ หมวด ๑๐๐ เรื่องพอดี เหมือนที่พระได้สวดไปแล้ว เมื่อตะกี้นี้ มีอยู่ ๑๐ หมวด หมวดละ ๑๐ คำ เป็น ๑๐๐ คำพอดี ล้วนแต่แสดงความหมายสูงสุดอย่างนี้. นิคันถนาฏบุตรยังถามเป็นครั้งสุดท้ายว่า : อ๊ะนี่ มันรวบรวมคุณของ พระสมณโคดมได้มากมายอย่างนี้ รวบรวมมาไว้แต่ครั้งไหน ? ทำไมมันจึงได้มาก อย่างนี้ ? ไพเราะอย่างนี้ กทา สญฺญูฬหา ปน เต คหปติ อิเม สมณสสฺ โคตมสฺส วณฺณา ? - คุณความดีของพระสมณโคดมทั้งหลายเหล่านี้ ท่านรวบรวมไว้ตั้งแต่ ครั้งไหน ?" อุบาลีตอบด้วยอุปมาว่า : คนที่เขาเป็นช่างร้อยดอกไม้ ได้ดอกไม้ขี้ริ้ว ขี้เหร่มา ไม่มากมายอะไร เขาก็ร้อยให้เป็นพวงมาลัยที่สวยงามได้. ” แต่เดี๋ยวนี้คุณของ

น.258 พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ช่างมีมากมายท่วมท้นล้นเหลือ ฉันจะต้องไปลำบากอะไรที่จะ มาทำ ในการที่จะรวบรวมพระคุณของพระพุทธเจ้าเล่า. . นี่เป็นอันว่ามันง่ายนิดเดียว ที่จะพรรณนาคุณของพระพุทธเจ้าที่มันมีอยู่มากมายนับไม่ไหว. อย่างที่เราเคยพูดกันว่า ให้มนุษย์คนหนึ่ง มีศีรษะ ๑๐๐๐ ศีรษะ ศีรษะหนึ่งมี ๑๐๐ ปาก ปากหนึ่งมี ๑๐๐ ลิ้น พรรณนาคุณของพระพุทธเจ้า พร้อม ๆ กัน หมื่นปี ก็ไม่จบ ; นี่มันจึงง่ายนิดเดียว ที่ว่าจะมีการพรรณนาคุณเพียง ๑๐๐ คำนี้". ข้อความตอนสุดท้ายนี้ก็ว่า นิคันถนาฏบุตร มีโลหิตอันอุ่นไหลออกจากปาก ในที่นั้น ; แต่ไม่ได้พูดว่าตาย แต่ว่าประโยคหลังอย่างนี้ มันเป็นเนื้อเรื่อง เป็นท้อง เรื่องที่พระสังคีติกาจารย์ เป็นผู้เขียน. เราจะเชื่อก็ได้ไม่เชื่อก็ได้ มันไม่สำคัญอะไร ; มันสำคัญแต่ว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร ? พระพุทธจริยาเป็นอย่างไร ? ที่เป็นประโยชน์ และไม่เบียดเบียนใครนี้ ขอให้ถือเอาพระพุทธจริยานั่น เป็นที่มุ่งหมาย สำหรับการรู้ การศึกษา การจดจำ การอะไรต่าง ๆ. อย่างที่นิคันถนาฏบุตรจะอาเจียนโลหิตหรือ ไม่นั้น ไม่ต้องสนใจก็ได้ หยุดสนใจได้เพียงนี้; เดี๋ยวก็จะพลอยเป็นชนิดที่ว่ามุ่งร้าย แก่ผู้อื่นไปด้วย. อาตมาไม่ใคร่สนใจ และไม่อยากให้ใครสนใจ เนื้อเรื่องที่เขียนโดย พระอาจารย์ เมื่อไรก็ไม่รู้ เติมเอาเข้าไปก็ได้ ชักออกก็ได้ ; มันไม่มีเหตุผลที่จะจัด ไว้ว่าเป็นเรื่องที่เป็นพระพุทธจริยา, หรือเป็นความมุ่งหมายของพระพุทธจริยา, หรือ เป็นปฏิปทาปกติของพระพุทธเจ้า. ทั้งหมดนี้คือพระพุทธจริยา ที่แสดงอยู่ในหลายแง่หลายมุม ที่พระสูตร ๆ นี้ เอามาเล่าให้ฟัง, เอามาแสดงให้ฟัง เพื่อว่าจะได้เข้าใจ ได้รู้จักพระพุทธเจ้า อย่าง ถูกต้องยิ่งขึ้น ๆ หนักแน่นยิ่งขึ้น ๆ; แล้วสิ่งต่าง ๆ มันจะง่ายตามไปเอง ในการที่จะ ช่วยกันส่งเสริมการปฏิบัติ, หรือว่าช่วยกันส่งเสริมพระศาสนาด้วยความเสียสละ. นี้ถ้า เราเข้าใจพระพุทธเจ้าดี เพียงอย่างเดียวเท่านั้นแหละ เรื่องต่าง ๆ จะง่าย ฉะนั้นจึงได้ เอามาแสดง. เวลาสำหรับการแสดงในวันนี้ ก็พอสมควรแก่เวลาแล้ว ขอให้พระสงฆ์ ทั้งหลายสวดธัมมปหังสนคาถา ตามเคย ต่อไป.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต