Buddhadasa.org

พุทธจริยา ตอนที่ ๘ — พระพุทธเจ้าท่านเป็นอะไรกับสัตว์โลกทั้งปวง

พุทธจริยา — คำบรรยายประจำวันเสาร์ ภาควิสาขบูชา พ.ศ. ๒๕๑๕ ณ สวนโมกขพลาราม ไชยา · เสาร์ที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๑๕

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.259 ท่านสาธุชน ผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย, การบรรยายเรื่องพุทธจริยาเป็น วาระที่ ๘ นี้ จะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า ท่านเป็นอะไรต่อสัตว์โลกทั้งปวง ท่าน ทั้งหลายจะต้องทบทวนความจำ มาแต่ ต้น สักครั้งหนึ่งว่า : การบรรยาย เรื่องพุทธจริยานี้ เราจะได้บรรยาย กันในลักษณะที่เป็นพระพุทธจริยา คือ ตัวอย่าง ; ไม่ได้ตั้งใจจะบรรยาย ใน ลักษณะที่เป็นการแสดงพระคุณ หรือ พระพุทธคุณ ทำนองนั้น ; แต่จะ แสดงพระพุทธจริยา ที่เราทั้งหลายจะ ๒๒๑

น.260 ต้องถือเอาเป็นตัวอย่าง, และต้องปฏิบัติด้วย. พระพุทธจริยานั้น มีมากมาย หลายระดับ ในบางระดับนั้น ก็เป็นเรื่องสำหรับพระพุทธเจ้าโดยตรง ; แม้อย่างนั้น ก็ยังมีความหมายหรือมีหลักเกณฑ์ ที่พวกเราก็อาจจะเอามาปฏิบัติตามได้ โดยสมควร แก่การปฏิบัติ ; ไม่มีอะไรที่เราจะไม่อาจเอามาเป็นตัวอย่างได้. ความหมายของคำ แต่ละคำ มันกว้างและยืดหยุ่นได้ ; เป็นอันว่าจะต้องถือเอาให้ได้ในระดับใดระดับหนึ่ง ในแง่ใดแง่หนึ่ง ทุก ๆ ข้อของพระพุทธจริยานั้น. ในสองครั้งแรกของการบรรยาย ได้กล่าวโดยหัวข้อว่า ท่านเป็นอะไรต่อ พวกเรา พุทธบริษัทโดยเฉพาะ. นี้ก็มีใจความสำคัญอยู่ตรงที่ว่า ท่านเป็น ทุกอย่าง : เป็นทั้งเพื่อน เป็นทั้งผู้สั่งสอน หรือจะเรียกกันให้ประหลาด ๆ ก็ว่า เป็นผู้ปล่อย ; เพราะว่าเราเหมือนกับสัตว์ที่ถูกขังกรง แล้วพระองค์ก็เป็นผู้ปล่อย. นี่ท่านเป็นอะไรแก่พวกเรา คิดดูอย่างนี้ เราได้บรรยายไปแล้ว โดยหัวข้อว่าท่านเป็นอะไรต่อท่านเองต่อพระองค์เอง. นี่แสดงถึงลักษณะ หรือคุณสมบัติ หรือการประพฤติ การกระทำ ซึ่งพระองค์ทรง กระทำ อยู่ในพระองค์เอง โดยพระองค์เอง เพื่อพระองค์เอง เพื่อความเป็นพระพุทธเจ้า ตามหน้าที่ของท่าน. ในสองครั้งต่อมาอีก ก็ได้กล่าวโดยหัวข้อว่า ท่านเป็นอย่างไรต่อพวก เดียรถีย์อื่น ซึ่งได้แก่เจ้าลัทธิทั้งหลายต่าง ๆ ที่มีอยู่ในสมัยนั้น. รวมความแล้วก็เป็น อันว่า ท่านเป็นผู้หวังดีเหมือนกับเพื่อน, แล้วก็ช่วยเหลือให้คนเหล่านั้น ได้เกิด ความเข้าใจถูกต้อง. ดังนั้นพวกเดียรถีย์เจ้าลัทธิไม่น้อยเหมือนกัน ที่มีความเข้าใจ ถูกต้อง มาเป็นสัมมาทิฏฐิ เป็นสาวกของพระองค์ ; แม้ว่าไม่ใช่ทั้งหมด มันก็มีอยู่ อย่างน่าอัศจรรย์. นี้ก็เรียกได้ ว่าท่านเป็นผู้ปลดปล่อยด้วยเหมือนกัน ; เพราะว่า

น.261 เดียรถีย์ทั้งหลายเหล่านั้น ติดอยู่ในมิจฉาทิฏฐิ ซึ่งเป็นเหมือนกับอยู่ในกรงขัง ; แล้ว พระองค์ทรงช่วยปลดปล่อย. การทรงปลดปล่อยก็หมายความว่า ทำให้เขาหลุดจากที่คุมขังเหล่านั้น ออกมาได้ ; มิได้กระทำพระองค์อย่างกับว่าเป็นศัตรู เหมือนที่พวกสาวกทั้งหลาย เข้าใจกันโดยมาก. พวกสาวกยังมีกิเลส, ยังมีเรา มีเขา มีมึง มีกู ทั้งที่เป็น พุทธบริษัท. ฉะนั้น จึงมองลัทธิอื่นในฐานะเป็นข้าศึกศัตรู : มองศาสนาคริสเตียน อิสลามหรืออะไรก็ตาม ในลักษณะเป็นปรปักษ์ หรือฝ่ายตรงกันข้าม. ถ้าสมมุติว่าพระพุทธเจ้า ท่านเสด็จอุบัติขึ้นมาในเวลานี้ ก็จะไม่มีความเป็น ข้าศึกศัตรูอย่างนี้เลย ; คือจะทรงมีความรู้สึกหรือการกระทำที่เป็นไปในทางทรงเป็นห่วง, ช่วยเหลือให้หลุดพ้นจากสิ่งที่มันควรจะหลุดพ้น คือความเข้าใจผิดต่าง ๆ, และเพื่อ ช่วยทำความเป็นมนุษย์ ให้มีความสุข อย่างนี้ ทั้งนั้น. ในครั้งต่อมา คือครั้งที่แล้วมานี้เอง ได้กล่าวโดยหัวข้อว่า ท่านเป็นอะไร ต่อสาวกของเดียรถีย์เหล่าอื่น ; นี่แปลกกันหน่อยหนึ่งที่ว่า ครั้งก่อนได้พูดถึงเดียรถีย์ บางคนที่เป็นครูบาอาจารย์ หรือเป็นศาสดา ; แล้วต่อมาได้พูดถึงพวกที่เป็นสาวกของ เดียรถีย์เหล่านั้น จนพระองค์ได้รับการขนานนามว่า พระองค์เป็นมายาวี คือผู้ใช้เล่ห์กล มายา ใช้มนต์ชื่อ อาวัฏฏนีมายา ซึ่งเป็นมนต์สำหรับกลับใจคนให้หันมาเป็นสาวกของตน ; ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าหวัว ไม่ใช่เราพูด แต่พวกเขาพูดกันเอง. พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้เป็น อย่างนั้น ท่านทรงแสดงธรรม สั่งสอนคนให้เข้าใจถูกต้องในเรื่องของพระธรรม ; ไม่มีเจตนาอันใด ที่จะไปดึงสาวกของคนอื่นมาเป็นสาวกของพระองค์ ; นั่นมันเป็น เรื่องของกิเลส ; ทรงกระทำแต่เพียงว่า เขาควรจะรู้อะไร ก็ให้เขารู้, แล้วส่วนมาก ก็เป็นเพราะว่า เขามาถาม หรือถึงกับว่าเขามาลองดี. พระองค์จึงทรงทำหน้าที่ของ พระองค์ คือทรงเป็นแสงสว่าง, หรือว่าเป็นผู้แก้ไข หรือว่าเป็นผู้ปลดปล่อย

น.262 ก็ตามใจ แล้วแต่จะเรียก ; ในที่สุด ก็ทำให้สาวกของเดียรถีย์ทั้งหลาย ได้เปลี่ยนมา เป็นสาวกของพระองค์. รายที่มาเป็นสาวกผู้มีเรื่องราวโด่งดัง และมีชื่อเสียงมาก ก็คือ พระสาวกที่มีชื่อว่า อุบาลีคหบดี ที่ได้กล่าวแล้วในการบรรยายครั้งที่แล้วมา ; เป็นผู้ สรรเสริญคุณของพระพุทธเจ้าไว้ ๑๐ หมวด หมวดละ ๑๐ บท ดังที่พระสงฆ์ทั้งหลาย ได้สวดสาธยายจบลงไปเมื่อตะกี้นี้เอง. นั่นแหละเป็นคำสรรเสริญของสาวกพวกเดียรถีย์ ผู้กลับใจมาเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า เขามีความรู้สึกอย่างนั้นในพระคุณของพระองค์. การบรรยาย ๗ ครั้งที่แล้วมานี้ ก็เรียกได้ว่า พิจารณาดูกันไปโดยลำดับ ๆ ทีละเรื่อง ๆ ทีละตอน ส่วนในวันนี้ จะได้กล่าวโดยสรุปให้มันกว้างว่า ท่านเป็นอะไร กับสัตว์โลกทั้งปวง. พระพุทธเจ้า ทรงเป็นอะไร กับ สัตว์โลกทั้งปวง คำว่า “สัตว์โลกทั้งปวง” นี้ ขอให้ทำความเข้าใจกันว่า หมายถึงสัตว์โลก ทั้งปวงกันจริง ๆ ไม่ยกเว้นอะไรเลย ; และยังให้ความหมายไกลออกไปถึงกับว่า ถ้ามีชีวิต แล้วก็จะเรียกว่าสัตว์โลกทั้งปวง ถ้ามันมีความรู้สึกที่รู้สึกอะไรได้ ก็ต้องถือว่ามันก็มีส่วน ที่จะได้รับประโยชน์จากการกระทำของพระพุทธเจ้า. หรือว่าแม้ได้รับประโยชน์เพียง จากการที่มีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลก. อาตมาใช้คำว่า สัตว์โลกทั้งปวง ไม่ยกเว้นอะไร เรียกว่าสัตว์โลกทั้งหลาย แล้วก็ยังจะขยายความข้อนี้ ให้ต่ำลงไปถึงกับพืชพันธุ์ พฤกษชาติอะไรต่าง ๆ ด้วย ; เพราะว่าพระพุทธเจ้าท่านก็เพ่งเล็งถึงด้วย. เดี๋ยวนี้เรากำลังเถียงกัน อย่างที่เรียกว่า หลับตาเถียงกันก็ได้ คือเถียงกันว่า ต้นไม้มีชีวิต หรือไม่มีชีวิต, ต้นไม้มีจิตใจ หรือ ไม่มีจิตใจ, ต้นไม้มีความรู้สึก หรือไม่มีความรู้สึก, ต้นไม้มีวิญญาณ หรือไม่มีวิญญาณ อย่างนี้เป็นต้น.

น.263 บางคนก็ยึดมั่นตามที่คนก่อน ๆ บอก ; นี้ก็เถียงกันไปอย่างหนึ่ง, บางคน ก็ยึดมั่นตามข้อสังเกต ที่ตนสังเกตเห็นนั่นเอง ก็เถียงกันไปอีกอย่างหนึ่ง. นี้ก็ย่อมเป็น เรื่องที่เถียงกันได้ไม่รู้จบ, จะบังคับให้ใครเชื่อตามใจก็ไม่ได้. แต่สำหรับอาตมา มีความเห็นว่า ต้นไม้นี้มันมีความรู้สึก ; แม้ว่า จะไม่มีความรู้สึกเท่ากับคน มันก็ มีความรู้สึกไปตามแบบของต้นไม้ ; เพราะว่ามันเป็นของสด เพราะว่ามันมีชีวิต, ในชีวิตมีความรู้สึก. ถ้าไม่มีความรู้สึก มันจะไม่มีการต่อสู้เพื่อให้มีชีวิตรอด. ชีวิต สัตว์มันเห็นได้ง่าย ว่ามันต่อสู้อย่างไร ; แต่ว่าชีวิตต้นไม้พืชพันธุ์นี้มันค่อนข้างจะเห็น ไม่ง่าย ; ฉะนั้นต้องสังเกตให้ดีๆ ให้รู้ว่า แม้แต่ พืชพันธุ์ทั้งหลายนี้ มันก็มีการ ต่ อสู้เพื่อให้มันมีชีวิตรอดอยู่, ให้ได้อาหารกิน. ที่มันต่อสู้มากที่สุด โดยเฉพาะ ก็เพื่อให้ได้แสงแดด. ถ้าไม่มีแสงแดด หรือไม่ได้รับแสงแดด มันหุงข้าวกินไม่ได้. ลองไปสอบถามผู้ที่เชี่ยวชาญทางชีววิทยาดูเถิด. จะเห็นว่า ต้นไม้มันเก็บ อาหารดิบขึ้นมาตลอดเวลา, ดูดขึ้นมาสำรองไว้ที่ใบ. พอได้แสงแดดที่ใบก็เกิดการปรุง เป็นสิ่งที่เหมือนกับว่า ข้าวที่หุงเสร็จเอามาเลี้ยงชีวิตเลี้ยงตัวได้อย่างนี้มันจึงเอามาเลี้ยง ลำต้นของมันให้เจริญได้ ; นี้มันต้องการแสงแดด อย่างที่เราเห็นกันอยู่ ; มีแดด อยู่ทางไหน มันจะระดมกันออกใบไปทางนั้น, ยื่นกึ่งไปทางนั้น ; เพื่อได้ แสงแดด ; อีกทางหนึ่งมันจะหดทีเดียว. นี่เรียกว่ามันต้องการอาหาร ออกรากไป ทางนั้น ออกใบไปทางโน้น ในทางที่จะได้อาหาร. เกี่ยวกับการสืบพันธุ์ มันจะต่อสู้ ดิ้นรนเพื่อการสืบพันธุ์ไม่ยอมให้สูญพันธุ์ไปง่ายๆ พอถูกทำอันตรายเกือบจะตาย มัน จะรีบออกลูกทันที เพื่อให้ลูกเหลืออยู่เป็นพืชพันธุ์สืบไป. นี่ยกมาให้ดูเป็นตัวอย่าง ที่พอจะเห็นได้ว่า ต้นไม้มันมีความรู้สึก ; เมื่อ มันมีความรู้สึก ก็ต้องถือว่ามันมีจิตใจชนิดหนึ่ง หรือว่ามีวิญญาณในระดับหนึ่ง. แต่พูด อย่างนี้บางคนจะไม่ยอมเชื่อ ยิ่งพวกที่เชื่อถือเอาตามตำราแล้วยิ่งไม่เชื่อ ; โดยเฉพาะ

น.264 อย่างยิ่งพวกอภิธรรมจะไม่ยอมเชื่อว่า ต้นไม้มีความรู้สึก อย่างนี้เป็นต้น. แต่เดี๋ยวนี้ เรามีอิสระที่จะพูดตามความคิดนึกของเรา. อาตมาจึงยืนยันว่า แม้แต่ต้นไม้มันก็มี ความรู้สึก. เราควรจะสงเคราะห์ต้นไม้เข้าไว้ ในฐานะเป็นสัตว์โลกด้วย เหมือนกัน อย่างน้อยก็เป็นการเตรียมเพื่อจะเป็นสัตว์โลกชนิดหนึ่ง เพราะว่ามันมีความ รู้สึก. นี้เรียกว่าเรามองดูกันด้วยสามัญสำนึกของคนโง่ ๆ อย่างพวกเรา ที่ไม่เคยเรียน วิทยาศาสตร์อย่างเช่นอาตมา. ทีนี้เราจะดูถึงความมุ่งหมายของ พระพุทธองค์ ก็จะมองเห็นชัดว่า ทรง รับรองความเป็นสิ่งมีชีวิตหรือเป็นสัตว์ ของต้นไม้ หรือของพืชพันธุ์ทั้งหลาย ตลอดจนหญ้าบอนอะไรก็ตาม เพราะว่า พระพุทธเจ้าท่านได้ปรับอาบัติแก่ภิกษุผู้ฆ่า ต้นไม้ เท่ากับฆ่าสัตว์ตัวหนึ่ง คือเป็นอาบัติปาจิตตีย์ด้วยกัน ; จะฆ่าต้นไม้หรือพืชพันธุ์ ต้นหนึ่งก็เท่ากับฆ่าสัตว์ตัวหนึ่งซึ่งก็เป็นอาบัติปาจิตตีย์ด้วยกัน. โลก นี้แปลว่าพระพุทธเจ้า ท่านทรงยอมรับ ค่าหรือชีวิตของต้นไม้หรือพืชนั้น ๆ ในฐานะที่มันเป็นสิ่งมีความรู้สึก มันไม่ชอบความทุกข์เหมือนกัน, อยากจะได้ความสุขสบายเหมือนกัน จึงได้มีการ บัญญัติวินัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจนว่า ภิกษุทำลายต้นไม้ นี้เป็นอาบัติปาจิตตีย์ ; หรือเพียงแม้แต่จะเก็บใบ เก็บดอก เก็บลูก อะไรก็ไม่ได้ ; และยังทรงห้ามการเดิน ทางในฤดูที่ว่าเป็นฤดูที่พืชอันละเอียดในแผ่นดินกำลังจะเจริญงอกงาม เดินไปแล้วจะ ไปเหยียบย่ำทำลายพืชพันธุ์ไม้เหล่านั้นมากเกินไป. และยังมีวินัยข้อเล็ก ๆ น้อย ๆ อีกมาก มาย ซึ่งล้วนแต่แสดงว่า ทรงรับรองความมีชีวิตของพืช เช่น ทรงบัญญัติมิให้ ภิกษุ สามเณรถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะลงไปบนพืชหญ้าสีเขียว อย่างนี้เป็นต้น ; ทรง ปรับอาบัติผู้ที่ถ่ายลงไปบนหญ้าของเขียว เพราะมันเป็นสิ่งมีชีวิต. พระพุทธเจ้าท่านทรงยอมรับนับถือสิ่งที่มีชีวิตชนิดนี้ ในฐานะที่มันมีชีวิต ; ฉะนั้นเราจึงต้องเห็นอกเห็นใจมันบ้าง, ควรจะรวมไว้ในคำนี้ที่ว่า สัตว์โลกทั้งปวงด้วย. เพราะว่า คำว่าสัตว์โลกทั้งปวงนี้หมายเอาถึงสิ่งที่มีความรู้สึก เกลียดทุกข์ และ

น.265 อยากจะได้ความสุข. ไปคิดเอาเองก็แล้วกัน ; ถ้าเรามองเห็นได้ว่า บรรดาพืชพันธุ์ พฤกษาอะไรเหล่านี้ก็ล้วนแต่เกลียดทุกข์ อยากได้ความสุขด้วยกันทั้งนั้นแล้ว ช่วยนับมัน เข้าไว้ในพวกหมู่ที่ควรจะต้องได้รับความเมตตาปรานีด้วย. นี่แหละ คือคำว่าสัตว์โลก ทั้งปวง ที่อาตมาต้องการจะให้ทุกคนพิจารณาให้มองเห็น. เราควรจะนับเอาพวก พืชพันธุ์ต้นไม้ ว่าเป็นสัตว์โลกโดยอ้อม เพราะว่ามันมีความรู้สึกไม่ชอบความทุกข์ ต้องการความสุขสบายด้วยเหมือนกัน, เพราะมันมีอาการให้สังเกตเห็น. เมื่อเรามองดู บทบัญญัติของพระพุทธเจ้า ก็จะพบว่าทรงบัญญัติไว้ในลักษณะที่เป็นการรับรู้ รับรอง, และเมตตากรุณาต่อมันในลักษณะพิเศษระดับหนึ่ง, จึงมีบทบัญญัติ มิให้ภิกษุทำลาย ชีวิตต้นไม้ แม้แต่เพียงว่า ไม่ให้ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ ลงบนของเขียวที่มีชีวิตอยู่ เช่น หญ้าบอนเป็นต้น. เมื่อเราได้ความหมายของคำว่าสัตว์โลกกว้างขวาง ถึงขนาดตั้งต้นแต่พืชพันธุ์ ต้นไม้ขึ้นไปเป็นลำดับ ถึงสัตว์เดรัจฉาน ถึงมนุษย์ ถึงเทวดา มาร พรหม รวมหมด ก็เรียกว่าสัตว์โลกแล้ว ก็ พิจารณาดูกันต่อไปว่า พระพุทธเจ้าท่านเป็นอะไรแก่สัตว์ โลกเหล่านี้ คือทั้งหมด. เมื่อมีคำถามอย่างนี้ คำตอบมันมีได้หลายแง่หลายมุม ฉะนั้นเราตอบโดย การพิจารณาดูจากการประพฤติ การกระทำ ต่อสิ่งเหล่านี้ของพระพุทธเจ้าเองก็แล้วกัน ว่าท่านทรงกระทำต่อสิ่งเหล่านี้อย่างไรบ้าง ; แล้วเราก็จะตอบได้เองด้วยกันทุกคน ว่า ท่านเป็นอะไรต่อสิ่งเหล่านี้ ในที่สุด. อันดับ ๑ ต่อ พืชพรรณ พฤกษาป่าไม้ สำหรับ ต้นไม้ นั้น พระพุทธเจ้าท่านทรงเกี่ยวข้องด้วยเป็นอันมาก, ขอให้ มองดูว่า มันเป็นสิ่งที่เป็นคู่กันมากับพระพุทธเจ้าก็ได้. พระศาสดาทุกองค์ ไม่ว่า

น.266 ของศาสนาไหน ก็ตรัสรู้กันในป่าที่เต็มไปด้วยต้นไม้ทั้งนั้น ; นี่ท่านเกี่ยวข้องกับ สิ่งเหล่านี้อย่างไร แล้วมีพระพุทธดำรัสมากที่สุดที่ตรัสเกี่ยวกับต้นไม้มากที่สุดว่า : นั่นโคนไม้ นั่นที่สงัด จงประกอบความเพียร อย่าต้องเป็นผู้เสียใจในภายหลัง. หมายความว่า ทรงชี้ไปที่ต้นไม้ ที่โคนต้นไม้ บ่อยที่สุด ให้ภิกษุใช้ให้เป็นประโยชน์, ให้ทำความเพียรที่โคนต้นไม้ พอบวชเป็นพระเข้ามา อุปัชฌาย์ก็บอกนิสสัย มีอยู่ข้อหนึ่งที่ว่า : รุกขมูลเสนาสนํ นิสสาย ปพพฺชา การบรรพชานี้อาศัยโคนต้นไม้เป็นที่อยู่อาศัย. ให้ดูตามที่ว่า พระพุทธเจ้าท่านตรัสให้สาวกเกี่ยวข้องกับต้นไม้อย่างไร. พระพุทธเจ้า เองท่านก็เกี่ยวข้องกับต้นไม้มากที่สุด จนคล้าย ๆ กับจะพูดได้ว่า ท่านชอบต้นไม้มาก ที่สุด. เมื่อประสูติ ก็ประสูติใต้ต้นไม้, เมื่อตรัสรู้ ก็ตรัสรู้ใต้ต้นไม้, เมื่อ นิพพาน ก็นิพพานใต้ต้นไม้, ส่วนมากแทบตลอดเวลาก็อยู่ใต้ต้นไม้ ; แล้วจะไม่ ให้ท่านชอบต้นไม้, หรือว่าถือเอาต้นไม้เป็นเพื่อนทุกข์เพื่อนยากได้อย่างไร. การแสดงธรรมในสูตรต่างๆ ก็มีเป็นอันมากที่อุปมาด้วยต้นไม้อย่างนี้ อย่างนั้น อย่างโน้น. ต้นไม้ต้น ๆ ก็ดี ต้นไม้รวมกันเป็นป่าก็ดี เกี่ยวข้องกับ พระพุทธเจ้ามากเหลือเกิน ; กลางวันที่ว่าพระองค์ประทับอยู่ทิวาวิหาร หลีกเร้น พระองค์เดียวนั้น ท่านก็อยู่ในป่าไม้ทั้งนั้น ตามป่าไม้ที่มันสงบหรือมันเย็น, หรือแม้ แต่เป็นสุมทุมพุ่มไม้. ถ้าทรงต้องการพักผ่อนในกลางวัน ก็จะเสด็จเข้าไปในป่าไม้ ไม่เคยพบว่าเข้าไปประทับในกุฏิ. ท่านเคยใช้ป่าไม้เป็นที่ประกอบความเพียรก่อนตรัสรู้ เป็นเวลาตั้งหลายปี ; ฉะนั้นเราอาจจะทายได้เองว่า พระองค์ทรงสนิทสนมกับต้นไม้ ชอบต้นไม้ ; หรือว่าจะมีความรู้สึกเหมือนอย่างพวกเราสมัยนี้ ที่ชอบความงดงาม สวยงามของต้นไม้ ของป่าไม้ ในแง่ของศิลปะ.

น.267 เรื่องราวในพุทธประวัติประเภทตำนาน อย่างปฐมสมโพธิ์อย่างนี้ ก็มีว่า ในคราวที่ไปทูลให้พระองค์เสด็จไปกรุงกบิลพัสดุ์นั้น หลายครั้งหลายหน ไม่เคยสำเร็จ ; ครั้งสุดท้ายมีผู้ทูลว่า ขณะนี้เป็นฤดูวสันต์ ต้นไม้กำลังสวยสดงดงาม มีทิวป่ากำลัง สวยสดงดงาม, ถ้าเสด็จไปกรุงกบิลพัสดุ์ จะได้ทอดพระเนตรเห็นความงามนั้น ๆ ซึ่งจะได้ผ่านไปได้โดยลำดับ ๆ ; พระพุทธเจ้าก็ได้เสด็จไป เพื่อเหตุผลอันนี้ หรือว่า เหตุผลอย่างอื่นประกอบด้วย. รวมความว่า ท่านได้เกี่ยวข้องกับต้นไม้ ทั้งที่จะได้ใช้ ให้มันเป็น ประโยชน์ และทั้งที่จะได้ทำประโยชน์ต่อมัน; ความรู้สึกของพระองค์จะต้อง ละเอียดลออประณีตสุขุมมากเกี่ยวกับต้นไม้ จึงทรงห้ามถ่ายอุจจาระปัสสาวะลงบนพืชพันธุ์ ของเขียว หรือกระทั่งห้ามไม่ให้ฆ่าต้นไม้ โดยถือว่า เท่ากับฆ่าสัตว์. สรุปความแล้ว ก็ต้องถือว่า ในพระหฤทัยของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงรับรู้ กระทั่งเลยไปถึงว่า มีความทะนุถนอมด้วยความเมตตากรุณาต่อต้นไม้ด้วย. แม้ใครจะไม่เชื่อ แต่อาตมาเชื่อ ว่าพระพุทธเจ้าท่านรักและสงสารต้นไม้, คุ้มครอง ต้นไม้, คุ้มครองป่าไม้มากอย่างยิ่ง ; เรียกว่า พระมหากรุณาคุณของพระองค์ มิใช่ คุ้มครองแต่เพียงสัตว์ที่เคลื่อนที่ได้ ; แม้สิ่งที่มีชีวิตเคลื่อนที่ไม่ได้ เช่นต้นไม้อย่างนี้ ก็ยังทรงให้ได้รับความคุ้มครอง รับรู้ และเมตตากรุณา. เอาละ พอกันที เรื่องนี้ตั้งใจจะยกมาพูด พอเป็นตัวอย่างสำหรับต้นไม้ เป็นสิ่งที่มีชีวิต และมีความรู้สึกคิดนึกได้ ก็อยู่ในข่ายของพระมหากรุณา. อันดับที่ ๒ ต่อ สัตว์เดรัจฉาน ทีนี้ เลื่อนขึ้นมาอันดับที่ ๒ ถึงสัตว์เดรัจฉาน สัตว์เดรัจฉานนี้ก็เข้าใจกัน อยู่แล้วว่า หมายถึงอะไร จะเป็นสัตว์ ๔ เท้า หรือ ๒ เท้า, หรือมีเท้ามาก

น.268 นับไม่ไหว, หรือไม่มีเท้าเลย, ก็เรียกว่าสัตว์เดรัจฉาน, พระองค์ก็ได้ทรงแผ่เมตตา ไปยังสัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ ไม่มีประมาณ. และทรงสอนให้ภิกษุทั้งหลายแผ่เมตตา ไปยังสัตว์เหล่านี้อย่างไม่มีประมาณ ; แม้ในสัตว์ร้าย เช่นเป็นอสรพิษ เช่นงูเงี้ยว เป็นต้น ก็ยังสอนให้แผ่เมตตากรุณาไปยังสัตว์เหล่านั้น. คิด ให้ภิกษุสังวรระวังด้วย หิริและโอตตัปปะ ; อย่าให้กระทบกระทั่งแก่สัตว์เดรัจฉานที่มีชีวิต แม้ว่าจะเป็นตัวเล็ก ๆ อยู่ในน้ำ มองด้วยตาไม่ค่อยจะเห็น ; อย่างนี้ก็ต้องระมัดระวังให้ดี อย่าให้กระทบ กระทั่งแก่มัน ; แล้วก็ทรงวางหลักให้ช่วยชีวิต ไม่ให้ทำลายชีวิต : "ผู้ที่มุ่งทำลาย ชีวิตไม่ควรจะเป็นเจ้าของ ของชีวิต, ผู้ที่ช่วยชีวิตเท่านั้นที่ควรจะเป็นเจ้าของชีวิต" ; คำพูดนี้ก็มีอยู่ในหนังสือพุทธประวัติพิเศษของฝ่ายหนึ่ง. เมื่อพระเทวทัตยิงหงส์หรือห่านตัวหนึ่ง ตกลงมายังไม่ทันจะตาย ; พระ- พุทธเจ้า ครั้งยังเป็นเจ้าชายสิทธัตถะอยู่ ได้ไปเก็บหงส์ตัวนั้นได้ แล้วไม่ยอมให้แก่พระ- เทวทัต จนต้องเป็นความกัน ต้องมีการตัดสินโดยบุคคลพิเศษคนหนึ่ง ซึ่งกล่าวว่า : - "ผู้ที่ควรเป็นเจ้าของสิ่งที่มีชีวิต คือผู้ที่ตั้งใจจะช่วยชีวิต". พระเทวทัต ไม่ได้ตั้งใจจะช่วยชีวิต แต่เป็นผู้ยิง เป็นผู้ตั้งใจจะทำลายชีวิตคือตั้งใจจะยิ่งมันให้ตาย ; เพราะฉะนั้นพระเทวทัตจึงไม่ควรเป็นเจ้าของสิ่งที่มีชีวิต ; ไม่มีใครด้าน ผลสุดท้าย หงส์นั้นก็ตกแก่พระสิทธัตถะ และได้ทรงนำหงส์ไปรักษาจนหาย แล้วปล่อยไป. นี่เป็นเรื่องที่เขาเขียนขึ้นไว้ เท็จจริงอย่างไรก็ไม่ต้องรู้, รู้แต่ที่แน่นอนว่า พระพุทธเจ้าท่านย่อมมีพระกมลสันดาน เมตตากรุณาแก่สัตว์เดรัจฉานไม่มีขอบเขต ไม่มีประมาณด้วยเหมือนกัน. สำหรับสัตว์ทั่วไป ท่านมีกฎเกณฑ์อย่างนี้ ว่า : สัตว์เลี้ยง หรือสัตว์ใช้งาน สัตว์ใช้ประโยชน์เป็นต้นนี้ ท่านห้ามไม่ให้รับ ; ห้ามภิกษุสงฆ์ ไม่ให้รับสัตว์เลี้ยง สัตว์วัวควายอะไรอย่างนี้ ก็อยู่ในลักษณะที่แสดงความเมตตากรุณา. พูดรวมกันหมดแล้วก็คือว่าท่านทรงสงเคราะห์สัตว์ พบ สัตว์เดรัจฉานทั้งหลายอยู่ใน ขอบข่ายของพระมหากรุณาที่อยากจะให้พ้นทุกข์ และมีความสุขด้วย.

น.269 นี่ก็คิดดูเถิด พระพุทธจริยา ที่เป็นไปในสัตว์โลกทั้งปวง ซึ่งเป็นประเภท ต้นไม้บ้าง และสัตว์เดรัจฉานบ้าง. อันดับที่ ๓ ต่อ สัตว์ประเภท อมนุษย์ ทีนี้จะพูดถึงสิ่งที่สูงขึ้นมาถึง สัตว์ที่เขาเรียกกันว่า อมนุษย์ คือยังไม่มี ความเป็นมนุษย์ แต่มันก็ไม่ใช่จำพวกสัตว์เดรัจฉาน ; นี้มันเป็นชื่อคำพูดที่มีอยู่. ส่วนข้อเท็จจริงจะอย่างไร ก็ไม่จำเป็นจะต้องไปจู้จี้กับมันนัก ; ควรเอาแต่หลักเกณฑ์ที่ว่า แม้จะเป็นอมนุษย์ ยังไม่ถึงความเป็นมนุษย์ ก็ยังต้องให้ความเมตตา กรุณา สงสารมัน. พวกที่เป็นอมนุษย์ เช่นยักษ์ เช่นนาค อย่างนี้ พระพุทธเจ้าท่านไม่ยอม รับให้เข้ามาอุปสมบทก็จริง ; แต่ว่ามิใช่จะไม่มีเมตตากรุณาต่อสัตว์เหล่านั้น. ท่าน ยังมีความเมตตากรุณาแก่สัตว์เหล่านั้นให้มากเท่าที่จะทำได้, ให้เป็นไปเท่าที่จะทำได้. อมนุษย์นี้ยังสูงกว่าสัตว์เดรัจฉาน คือ มีบทบัญญัติในวินัยว่า ถ้าใครฆ่าสัตว์ประเภทนี้ ไม่ใช่ต้องอาบัติปาจิตตีย์แต่เป็นอาบัติที่สูงขึ้นไปถึงขนาดถุลลัจจัย อะไรทำนองนั้นก็มี อยู่ประเภทหนึ่ง. ยังมีอีกประเภทหนึ่ง คือ อมนุษย์นั้นมีหลายประเภท จะเป็นยักษ์หรือเป็น นาค, หรือเป็นนรกเปรตอะไรก็สุดแท้ ซึ่งรวมอยู่ในคำว่า วินิบาต แปลว่าผู้ตกต่ำ ; ก็อยู่ในโลกนี้ด้วยเหมือนกัน นับรวมอยู่ในโลกนี้กับพวกมนุษย์. พระพุทธเจ้า ท่านก็มิได้ทรงตัดลงไปว่า เป็นสัตว์ที่น่ารังเกียจ เกลียดชังมาก; และยังทรงสอน ให้มีเมตตากรุณา พระองค์เองก็ทรงมีเมตตากรุณา. นี้ก็เป็นพระพุทธจริยาที่ทรง ประพฤติกระทำต่อพวกอมนุษย์,

น.270 อันดับที่ ๔ ต่อ สัตว์ประเภท มนุษย์ ก็มาถึงพวกมนุษย์ นี่เกือบจะไม่ต้องพูดเพราะใครๆก็รู้จักมนุษย์ ซึ่งเป็น สัตว์สองเท้า แล้วมีบาลี ซึ่งเป็นพุทธภาษิตด้วยว่า ทวิปาทาวา จตุปปาทาวา ในบรรดา สัตว์สองเท้าสี่เท้าทั้งหลาย. พระพุทธเจ้าท่านยังเป็น อคฺคมกขายติ - เลิศกว่าเขา ทั้งหมด, ในบรรดาสัตว์สองเท้า มีพระพุทธเจ้าเป็นยอด. พระพุทธเจ้าทรงรับรองความเป็นมนุษย์ แม้ของชนวรรณะต่ำ ที่เป็น วรรณะศุทร หรือแม้ต่ำกว่าศุทร ก็ทรงรับรองว่าเป็นมนุษย์. พวกพราหมณ์เขาบัญญัติ ในทำนองคล้าย ๆ กับว่า พวกศุทรและต่ำกว่าศูทรนี้ ไม่ใช่มนุษย์ ; แล้วเหยียบย่ำเขา กระทำแก่เขาเยี่ยงสัตว์เดรัจฉาน. เมื่อพระพุทธเจ้าท่านเกิดขึ้น ท่านมิใช่ไปเลิกของเขา ; แต่ในขอบเขตของพระองค์นี้ ท่านยอมรับว่าเป็นมนุษย์. ฉะนั้น วรรณะศุทร หรือ วรรณะจัณฑาล วรรณะที่เลวต่ำอย่างไรก็มาบวชได้ ; ถ้าเขาเหล่านั้น ไม่มีความผิด หรือไม่มีโทษอย่างอื่นแล้ว ก็มาบวชได้ เป็นภิกษุได้ ; และว่าอาจจะเป็นพระอรหันต์ได้. นี้แสดงพระพุทธจริยา ซึ่งผิดกว่าเขาทั้งหมด ที่เขารังเกียจโดยวรรณะ ; พระพุทธเจ้าท่านไม่รังเกียจโดยวรรณะ ฉะนั้นมนุษย์อยู่ในขอบเขตของพระมหากรุณา เต็มที่ ซึ่งเราจะพูดกันโดยละเอียดทีหลัง อันดับที่ ๕ ต่อ เทวดา ที่นี้จะพูดถึงเทวดา : ประเภทกามาวจร ซึ่งอยู่ในสวรรค์ชั้นจาตุมมหาราช ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตตี เหล่านี้เขาเรียกว่า เทวดาประเภท กามาวจร ก็อยู่ในขอบเขตที่ทรงรับไว้ ในฐานะที่เป็นสัตว์ที่ต้องได้รับเมตตากรุณา คือต้องช่วยเหลือ, เทวดาจำพวกเหล่านี้ ก็ไม่ใช่วิเศษวิโสอะไร มีบุญ หรืออะไร

น.271 ก็ไม่รู้ ที่ว่าได้บริโภคกามคุณตามใจชอบอยู่มาก ; แต่แล้วก็ยังมีเทวดาประเภทที่ดีกว่านี้ ที่เรียกว่าเทวดา ประเภทรูปาวจร อรูปาวจร คือพวกพรหม : ซึ่งหมายถึงเป็น เทวดาชนิดที่มีรูป หมายความว่าเป็นเทวดาที่มีรูปธรรมเป็นปทัฏฐาน เป็นรากฐาน. พวกรูปพรหม อย่างสูงสุด ก็มีธรรมเพียงแค่ จตุตถฌาน ที่เป็นสุขชนิด ที่ยิ่งกว่ากามารมณ์, ไม่เกี่ยวกับกามารมณ์, แต่ก็ไม่มีความสุขถึงนิพพานไปได้ ; ฉะนั้นจึงเป็นเทวดาที่ยังไม่มีอะไรมากไปกว่ามนุษย์ คือว่ายังไม่มีความสุขอย่างนิพพาน, แต่มีความสุขประเภทที่อยู่ด้วยฌาน ด้วยสมาธิ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับกามคุณ. แต่แล้ว เทวดาแม้ชนิดนี้ ก็ไม่รู้เรื่องที่เกี่ยวกับ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา และเทวดาชั้น รูปพรหมนี้ ก็ยังหลงใหลอยู่ในสิ่งที่เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เพราะว่าไม่รู้เรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ; แล้วก็หลงอยู่ในสิ่งที่เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เหมือนกับสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง. อย่าพูดถึงเพียงรูปพรหมชั้นนี้เลย แม้พวกพรหมชั้นอรูปพรหมสูงสุด ๑๔ ชั้น ก็ยังไม่รู้เรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เหมือนกัน ; ยังหลงอยู่ในสิ่งที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อย่างละเอียด อย่างประณีต. . พวกพรหมทั้งหลายนี้ ไม่ว่าพรหม ชนิดไหน พอพูดถึงเรื่องไม่มีตัวตนละก็สะดุ้ง ; คือคำว่า สักกายนิโรธ - ความดับ เสียแห่งสักกายะ คือความยึดถือว่ากายนี้ของตน. พอพูดถึงความดับเสียซึ่งสักกายะนี้ พวกพรหมจะสะดุ้ง, บางทีจะกลัวมากกว่าพวกมนุษย์เสียอีก ; เพราะว่า พวกพรหมเขามี ตัวตนชนิดที่ประณีต ละเอียด สุขุม เป็นสุขสบายที่สุด. เมื่อพูดถึงว่า ไม่มีตัวตนนี้เขากลัว เขาสะดุ้ง ; นี่ก็เพราะเขายังไม่มีดีอะไร มากไปกว่าสัตว์ที่ยังไม่รู้เรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. แม้ว่าจะเป็นพรหมสูงสุดของ อรูปพรหม ที่เรียกว่าเนวสัญญานาสัญญายตนะ นี้ก็ยังไม่ใช่ความดับทุกข์ คือยังไม่ใช่ ทุกขนิโรธ, ยังไม่ดับอัตตวาทุปาทาน. ฉะนั้นจึงยังกลัวตายเหมือนกัน. การที่จะดับ

น.272 สัญญาได้ ซึ่งเป็นสัญญาเวทยิตนิโรธนั้นก็ตาม จะต้องสูงกว่านั้น คือต้องดับสักกายะได้, และดับสัญญาในอัตตสัญญาหรืออะไรได้ จึงจะสูงไปกว่าพรหม. ฉะนั้นพวกพรหม ทั้งหลายจึงยังเป็นสัตว์ที่น่าสงสาร เพราะยังหลงอยู่ในสิ่งที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เหมือนกัน. ฉะนั้นจึงถูกจัดไว้ในครอกเดียวกัน กับสัตว์ มนุษย์ เดรัจฉานทั่ว ๆ ไป คือว่ายังเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสาร ยังมีโลภะ โทสะ โมหะ, ยังมีความหลง อยู่ในสิ่งที่เป็นที่ตั้งแห่งความหลง ; นี่แหละคือสัตว์โลกทั้งปวง คิดดูเถิด สัตว์โลกทั้งปวงนั้น นับตั้งแต่หญ้าบ่อนขึ้นไป จนถึงต้นไม้ จนถึงสัตว์เดรัจฉานจัม ที่มองไม่เห็นตัว และเห็นตัว กระทั่งถึงอมนุษย์ และมนุษย์ จนกระทั่งเทวดาในชั้นกามาวจรสวรรค์ กระทั่งถึงพรหมโลก และเหนือพรหมโลก ; ทั้งหมดนี้ มันคือสัตว์ทั้งปวง แล้วอยู่ในครอกเดียวกัน : ถูกแวดล้อมอยู่ด้วยความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย มีกิเลส ตัณหาของตัวเอง เป็นเครื่องผูกพัน ร้อยรัดให้ติดอยู่ในความหลง. ฉะนั้น เราจึงควรจะถือว่า ทั้งหมดนี้ คือสัตว์โลก ทั้งปวงที่พระพุทธเจ้าท่านทรงรับรู้ และทรงตั้งพระทัยที่จะช่วยเหลือ. ขอให้พิจารณามองดูให้ดี ๆ เถิดว่า สิ่งซึ่งเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตายกันกับเรานั้น มันมีมากเท่าไร ? มันมีตั้งแต่หญ้าบอนขึ้นไป จนถึงพรหมโลกชั้นสูง สุดขั้น เนวสัญญานาสัญญายตนะทีเดียว นี้ก็เป็นเพื่อนสำหรับ ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย. พระพุทธองค์ทรงประพฤติพุทธจริยา ต่อสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงนี้ โดยสมควร แก่สถานะ หรือแก่อัตตภาพของสัตว์นั้น ๆ; จึงมีบทบัญญัติต่างๆ ที่ให้สาวกกระทำ แก่สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นเป็นลำดับ ๆ เป็นขั้น ๆ ไป. . ถ้าใครไม่นึกถึงข้อนี้ คนนั้นก็ ไม่ใช่สาวกของพระพุทธเจ้า. ถ้านึกถึงข้อนี้ ก็จะเข้าใจพระพุทธจริยา ที่ทรงประพฤติ กระทำต่อสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง.

น.273 ในวันนี้ อาตมาต้องการจะพูดถึงเรื่องนี้เป็นพิเศษ, ก็จะได้พูดเรื่องนี้ในฐานะ ที่ว่าเราเป็นมนุษย์ ; เพราะเราไม่ได้เป็นต้นไม้ เราไม่ได้เป็นสัตว์เดรัจฉาน เราก็ ไม่ใคร่เข้าใจว่าสัตว์เหล่านั้นจะพ้นทุกข์ได้อย่างไร. .. แต่สำหรับเราที่เป็นมนุษย์นี้ เราจะ ต้องรู้เต็มที่. พระพุทธเจ้าท่านก็มีเมตตากรุณาเหมือนกันหมด ไม่ว่าสัตว์ชนิดไหน ; แต่มันอยู่ที่ว่าสัตว์นั้น ๆ ชนิดนั้นๆ จะรับเอาประโยชน์จากความเมตตากรุณาของ พระพุทธเจ้าได้เท่าไร นั้นต่างหาก. ในฐานะที่เราเป็นมนุษย์ เราก็ถือว่า ประโยชน์สำหรับมนุษย์นี้ เป็นเรื่อง ที่เราจะต้องศึกษากันก่อน ; และถือว่า เราออกรับเอาพระกรุณาคุณนั้นในฐานะของ สัตว์โลกทั้งปวง. เพราะว่าสัตว์โลกทั้งปวงนั้นมันเกี่ยวข้องกัน ถ้าพูดตามนามธรรมแล้ว คนนั้นแหละเดี๋ยวก็เป็นสัตว์แต่ละประเภทได้ ; พอมีความคิดอย่างสัตว์ ก็เป็นสัตว์ เดรัจฉานทันทีแล้ว, มีความคิดอย่างเทวดา ก็เป็นเทวดาทันที, มีจิตใจอย่างพรหม ก็เป็นพรหมไปทันที ; รวมเรียกว่า มนุษย์นี้เป็นอะไรได้ทั้งหมด, กระทั่งว่า จะเป็น ก้อนหินก็ได้ ถ้ามันหมดความรู้สึก หรือสลบไป อะไรในทำนองนั้น. ฉะนั้นจึงเอาเรื่อง คนเราเป็นหลักที่จะรับเอาพระพุทธจริยา มาศึกษา มาปฏิบัติตาม, จึงถือว่าสัตว์โลก ทั้งหลายนี้ เล็งถึงคน หรือที่เกี่ยวข้องกับคนเป็นส่วนใหญ่. เทวดาก็ไปจากคน ไม่มี อะไรดีไปกว่าคน, นอกจากโชคหรือโอกาสนิดหน่อย, ตัณหาก็มีเหมือนกับคน. อย่าเข้าใจว่า เป็นเทวดา เป็นพรหมแล้ว จะมีตัณหาอย่างอื่น ; ที่จริงก็มีตัณหาเหมือนกันกับคน คือมีความโลภ ความโกรธ ความหลง แล้วต้อง เป็นทุกข์. เพราะฉะนั้น เราดูกันคราวเดียวหมดได้เลย ว่าสัตว์โลกทั้งหลายมันเป็น อย่างนี้, หรือจะดูกันตามหัวข้อที่เรากำหนดไว้ว่า พระพุทธเจ้าท่านเป็น อะไรแก่เรา ในนามของสัตว์ โลกทั้งหลายทั้งปวง ดังต่อไปนี้.

น.274 ทรงรอบรู้โลกทั้งปวง จึงชื่อว่า "ตถาดต" ข้อแรก จะถือตามพระพุทธภาษิต ที่ว่า พระองค์ทรงรู้จักโลกอย่างดี. ในอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต มีข้อความเหล่านี้ พระพุทธเจ้าตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ว่า โลกเป็นสิ่งที่ตถาคตรอบรู้ชัดเจน และโลกเป็นสิ่งที่ตถาคตรอบรู้ว่ามันเป็นอย่างไร แต่ตถาคตถอนตัวออกได้แล้วจากโลก. นี่มีความหมายอยู่ ๒ ประเด็น ว่ารู้จักโลก จนกระทั่งถอนตัวออกจากโลกได้. ข้อสอง เหตุให้เกิดโลก นี้เป็นสิ่งที่ตถาคตก็รู้ชัดเจนแล้ว และก็ ละมันได้แล้วอย่างเด็ดขาดด้วย ; คือต้องรู้ก่อน แล้วจึงจะถอนตัวออกมาได้ แล้วจึง จะละมันเสียได้. ข้อสาม ความดับไม่เหลือแห่งโลก นี้ก็เป็นสิ่งที่ตถาคตรอบรู้แล้ว และกระทำให้แจ้งขึ้นมาได้. ข้อสี่ ทางดำเนินแห่งความดับไม่เหลือแห่งโลก นี้ก็เป็นสิ่งที่ตถาคต รอบรู้แล้ว แล้วก็ทำให้มันมีขึ้นมาโดยสมบูรณ์ได้. สิ่งใดที่โลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก หมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ ทั้งเทวดาและมนุษย์ได้เห็นแล้ว ได้ฟังแล้ว ได้ลิ้มแล้ว ได้ดมแล้ว ได้สัมผัสแล้ว ได้รู้แล้ว ได้ถึงแล้ว ได้แสวงแล้ว ได้เที่ยวไปแล้ว ; สิ่งนั้นตถาคตรอบรู้ชัดเจนแล้ว เหตุนั้นจึงได้ถูกเรียกว่า "ตถาคต". พระพุทธเจ้า ถูกเรียกว่าตถาคต เพราะว่าทรงรู้แจ้งโลกด้วย และเหตุที่ เกิดโลกและความดับสนิทของโลกด้วย และทางให้ถึงความดับสนิทของโลกด้วย. ฟังดูบ้างว่า มันเป็นเรื่องอะไร : ท่านรู้เรื่องสัตว์โลก เรื่องเหตุให้เกิดสัตว์โลก, เรื่อง ความดับของสัตว์โลก, เรื่องทางให้ถึงความดับของสัตว์โลก, จึงได้ขนานพระนามว่า

น.275 พระพุทธเจ้า, ที่เรียกว่าตถาคต คือว่า พระพุทธเจ้าท่านเป็นอย่างนั้น ; ถ้าไม่ อย่างนั้น ก็ไม่ชื่อว่าพระพุทธเจ้า. คำว่า "ตถาคต" แปลว่า "เป็นอย่างนั้น". นี้เพราะเหตุที่ท่านรู้จักสิ่งที่เรียกว่าโลกดีนั้น ท่านจึงสามารถประพฤติ ประโยชน์ต่อโลกได้ดีแทบทุกอย่าง ; ส่วนเรามันยังไม่รู้จักโลกดี เราจึงไม่สามารถที่จะ ทำประโยชน์แก่โลก หรือว่าจัดการให้มันถูกต้องต่อปัญหาต่าง ๆ ในโลก. นี้จะเรียกว่าพระพุทธจริยาก็ยังได้ เพราะพระองค์ทรงรู้ดี, แล้วทรงเปิดเผย ให้แก่สัตว์ทั้งหลาย ได้รู้ตาม รู้เรื่องโลก. นี่เป็นข้อแรกที่สุดที่เราจะนึกถึงพระพุทธเจ้า ในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นอะไรแก่สัตว์โลกทั้งปวง. ๒. ทรงเป็น ดวงประทีป ของโลก ทีนี้จะพูดต่อไปตามลำดับ ในข้อที่ว่า พระองค์ทรงเป็นดวงประทีป ของสัตว์โลกทั้งปวง. สัตว์โลกทั้งปวงเหมือนกับคนอยู่ในที่มืด ; แม้จะมีตา มันก็ใช้ประโยชน์ อะไรไม่ได้ เพราะมันมืด. ที่นี้พระพุทธเจ้าท่านได้ทรงจุดประทีปขึ้น คนมีตาก็ได้ใช้ ประโยชน์จากตาของตน ; พระพุทธเจ้าท่านได้ทรงจุดดวงประทีปขึ้นในโลก. นี้ท่าน ตรัสว่า : ตลอดเวลาที่ดวงอาทิตย์ดวงจันทร์ยังไม่มีขึ้นมา โลกนี้ก็มืด ; พอ ดวงอาทิตย์ดวงจันทร์มีขึ้นในโลก สิ่งต่าง ๆ มันก็หายความบอด. ข้อนี้ฉันใด : ตลอดเวลาที่ตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธะ ยังไม่ปรากฏขึ้นในโลก ความปรากฏแห่ง แสงสว่างก็ไม่มีในโลก; มีแต่ความมืด ชนิดที่ทำให้เหมือนกับตาบอด ; ไม่มีการบอก กล่าว ไม่มีการแสดง ไม่มีการบัญญัติ ไม่มีการแต่งตั้ง ไม่มีการเปิดเผย ไม่มีการ จำแนก ไม่มีการกระทำให้เข้าใจง่ายซึ่งเรื่องความทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความดับทุกข์

น.276 และหนทางให้ถึงความดับทุกข์. พอ พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดขึ้น ในโลก จึงได้มีแสงสว่าง : การบอก การแสดง การบัญญัติ การแต่งตั้ง การเปิดเผย การจำแนก การกระทำให้เข้าใจง่าย ซึ่งเรื่องอริยสัจจ์ ๔. พระพุทธจริยานี้ สรุปความได้ว่า ทรงเป็นดวงประทีปของสัตว์ โลก ทั้งปวง. ทีนี้เราก็มีปัญหาอยู่ว่า จะใช้ประโยชน์ของดวงประทีปนั้นได้หรือเปล่า ? ถ้าเรา ไม่มีตา ถึงจะไปจุดตะเกียงขึ้นสักกี่ดวง มันก็ไม่มีประโยชน์ ; หรือว่าเรามีตา แต่ว่า มีอะไรมาบังอยู่ที่หน้า ที่ตานี้ ; แม้จะจุดตะเกียงขึ้นสักกี่ดวง มันก็ไม่มีประโยชน์. สัตว์ทั้งหลายนั้น ก็อยู่ในฐานะ ๒ อย่างนี้ คือไม่มีตาเสียเลย : หมายความ ว่ามันโง่เกินไป ; หรือว่า มันพอจะมีตา คือเฉลียวฉลาดบ้าง แต่มีอะไรมาบังอยู่ มันก็ไม่ได้รับประโยชน์จากแสงสว่าง. เพราะฉะนั้นจะต้องช่วยกัน ทำลายม่านที่มา บังตานั้น ; เพื่อให้ตาได้รับประโยชน์จากแสงสว่างของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นดวงประทีป ของโลก. ๓. ทรงพร่ำสอนอริยสัจจ์แก่สัตว์โลก นานาอุบาย นานาอุปม า พระพุทธเจ้าท่านได้ทรงพยายามทุกอย่างทุกประการ ในการที่ จะพร่ำสอนวิธีทำความดับทุกข์แก่สัตว์โลกทั้งปวง ด้วยนานาอุบาย ด้วย นานาวิธี. ข้อนี้ขอให้ทราบไว้เถิด ; อาตมายืนยันได้ ไม่หลอก ว่าในพระไตรปิฎก ทั้งหลายนั้น มันมีข้อความที่แสดงให้เห็นว่า ; พระพุทธองค์ทรงพยายามเหลือประมาณ ไม่มีหยุดหย่อน, ไม่รู้จักเหน็ดไม่รู้จักเหนื่อย ด้วยอุบายอย่างนั้น ๆ อย่างนั้น ๆ, ด้วยอุปมาอย่างนั้น ๆ อย่างนั้น ๆ ; คือทรงพยายามจะทำให้สัตว์ทั้งหลายเข้าใจธรรมะนี้

น.277 ให้จนได้. สัตว์โลกมีต่าง ๆ กัน พระพุทธเจ้าก็ต้องทรงใช้อุบายต่าง ๆ กัน ; หรือว่า กระทั่งเดียรถีย์อื่น พระองค์ก็ทรงมีวิธีที่จะทำให้เดียรถีย์เหล่านั้นได้รับแสงสว่าง. นี่แหละ คือพระพุทธจริยา ที่บอกไม่ถูก ; มากก็มาก ลึกก็ลึก น่าอัศจรรย์ ก็น่าอัศจรรย์ ; แล้วก็ล้วนแต่ มีบุญคุณอยู่เหนือสัตว์ โลกทั้งปวง. ขอให้ดู พระพุทธจริยาในข้อนี้ ; ไม่ดูก็ไม่เห็น, ยิ่งดูก็จะยิ่งเห็น, ไม่ดูก็จะไม่เห็น. ท่านไม่ได้ ขี้เกียจและเห็นแก่ตัวเหมือนพวกเรา ซึ่งนึกถึงตัวเองก่อน พอนึกถึงผู้อื่นแล้วก็ชะงักเสีย ; เพราะมีความตระหนี่บ้าง เพราะเหตุอย่างอื่นบ้าง. ส่วนพระพุทธเจ้าท่านตรงกันข้าม ท่านทรงพยายามทันที ทุกอย่างทุกประการ โดยไม่ทรงเห็นแก่เหน็ดเหนื่อย ; เหมือน กับว่า ทำงาน ๒๔ ชั่วโมง ในการที่จะช่วยเหลือสัตว์โลกทั้งหลายด้วยอุบายที่ไม่ซ้ำกัน เพราะคนมันต่าง ๆ กัน. เกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็ต้องเอาเรื่องปรัมปรา ที่เคยได้ยินแล้ว ได้ยินเล่า มาพูด อีกว่า : พอตกไปตอน ใกล้รุ่ง ก็ทรงลุกขึ้นเล็งญาณ ตรวจส่องดูโลก ว่า โลกที่ ตรงไหนมันเป็นอย่างไร? จะไปโปรดโลกที่ตรงไหนในวันนี้? ทรงทำเสร็จก่อนรุ่งสว่าง พอ รุ่งสว่าง ก็ไป : ไปโปรดสัตว์ ไปหาโอกาสที่จะโปรดสัตว์, ไปบิณฑบาตนั้น ก็ไปหาโอกาสที่จะโปรดสัตว์. การโปรดสัตว์อย่างนี้ บางทีก็ตลอดวันไปเลยก็มี : เที่ยวไปที่นั่นที่นี่ ตามที่จะมีเรื่อง จะทรงพักผ่อนบ้าง ก็เท่าที่จำเป็น. พอตกเย็นที่วัด ; ตอนเย็นก็ทรงสั่งสอนชาวบ้าน ที่ไปที่วัด. พอ ตกค่ำ ลง ก็ทรงสั่งสอนภิกษุ ที่อยู่กับพระองค์ที่วัด ที่อารามนั้น. พอ ตกดึก ก็เรียกว่า ทรงแก้ ปัญหาของเทวดา ; เทวดาทั้งหลายนั้น จะเป็นเทวดาชนิดไหนก็ตามใจ มักจะมา เฝ้าพระพุทธเจ้าเวลาดึก. เรื่องที่เห็นชัด ๆ ก็คือ เรื่องที่พระราชาชั้นสูง เช่นพระเจ้าอชาตศัตรู, พระเจ้าพิมพิสาร, ล้วนแต่ไปเฝ้าพระพุทธเจ้าเวลาดึกทั้งนั้น ; ไปด้วยกองทัพ เพราะ

น.278 ระแวงภัย ระแวงอันตราย ; กลางวันไม่มีเวลาว่างหรือไม่ชอบก็ได้. ตกลงก็ยังเหลือเวลา ที่พระพุทธเจ้าเป็นส่วนพระองค์ เพียงนิดเดียวเท่านั้น กล่าวคือดึกล่วงไปแล้ว ก่อนจะ ใกล้รุ่งจึงทรงพักผ่อนด้วยสีหไสยา . อย่างนี้ก็ต้องถือว่า เป็นการทำงานเหมือนกัน เพราะว่า ถ้าไม่พักผ่อนแล้ว จะเอาแรงที่ไหนมาทำในวันรุ่งขึ้น. นี้จึงควรจะถือว่า ท่านทำงาน ๒๔ ชั่วโมง เพราะมหากรุณาที่มีต่อสัตว์โลกทั้งหลายทั้งปวง ; พยายาม ทุกอย่าง ทุกวิถีทาง ทุกอุบาย ; จะต้องเรียกว่าอุบาย เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่ต้องใช้ สติปัญญา อย่างที่เรียกว่า ทำโดยไม่ให้รู้สึกตัว. ๔. ทั้งทรงถือว่า ทั้งพระองค์เอง ทั้งสัตว์ทั้งหลาย ที่ต้องเวียนว่ายในวัฏฏสงสารนี้ เพราะไม่รู้อริยสัจจ์เสมอกัน ข้อนี้เดี๋ยวจะฟังเห็นไปว่า ไม่มีความหมายอะไร. ขอให้ฟังให้ดี ว่าพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า : เราและเธอทั้งหลาย ต้องเวียนว่ายในสังสารวัฏฏ์ตลอด กาลนาน เพราะไม่รู้อริยสัจจ์" . นี้มันไม่ใช่มีความหมายแต่เพียงเท่านั้น ; มันมี ความหมายว่า พระองค์ก็เหมือนกับเรา, เราก็เหมือนกับพระองค์. ถ้าไม่รู้ อริยสัจจ์แล้วก็เป็นอันว่า จมอยู่ในวัฏฏสงสารนี้ ด้วยกันทั้งนั้น ; เพราะฉะนั้น อย่าคิดไปในทางผิด ๆ ว่า เรามันผิดจากพระพุทธเจ้าจนเกินไป จนเอาอย่างอะไรกัน ไม่ได้. พระพุทธเจ้าท่านทรงยอมให้ ว่ามันเหมือนกัน : เมื่อไม่รู้อริยสัจจ์แล้ว ก็จะต้องตกอยู่ในกองทุกข์เหมือนกัน. ฉะนั้น เราควรจะมีมานะพยายาม รีบฉวย โอกาสนี้ ทำอย่างเดียวกับที่พระพุทธเจ้า ท่านทรงแนะให้ทำ หรือท่านชี้ทาง ให้ทำ ; ท่านช่วยให้กำลังใจให้เราทำ ว่า "ฉันกับแกก็เหมือนกัน เมื่อยังไม่รู้

น.279 อริยสัจจ์ก็ต้องเวียนว่ายไปในวัฏฏสงสาร" อย่างนี้ ; จึงขอให้ทำเหมือน ๆ กัน ; ฉะนั้น เราในฐานะที่เป็นสัตว์โลกนี้ ก็ควรจะรู้กันบ้างว่า ไม่ใช่ว่าเป็นผู้อาภัพ หรือว่าตายด้าน ในเรื่องนี้เอาเสียทีเดียว. พระพุทธเจ้าท่านทรงอุตส่าห์ถ่อมลดพระองค์ ลงมาเป็นเพื่อน, เพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย, แล้วก็เป็นเพื่อนที่เวียนว่ายในวัฏฏสงสาร, แล้วก็เป็นเพื่อนที่ ทีแรกก็ไม่รู้ด้วยกันทั้งนั้น แล้วก็ค่อย ๆ รู้. ฉะนั้น ถ้าเรารู้จักพระคุณของพระองค์ ก็ต้องรีบยกตน รีบช่วยตน รีบขวนขวายให้มันเป็นไปได้ ตามที่พระองค์ ทรงหวัง . ๕. ตรัสเรื่องบัญญัติกฎเกณฑ์ เพียงเรื่องทุกข์ กับความดับทุกข์ เรื่องมันมีน้อยเข้ามา ก็ตรงที่ว่า พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า แต่ก่อน ก็ดี เดี๋ยวนี้ก็ดี ฉันจะบัญญัติกฎเกณฑ์ แต่เพียงเรื่องทุกข์ กับความ ดับทุกข์เท่านั้น ; แม้ข้อนี้ก็ต้องให้ถือว่า เป็นพุทธจริยา. ทีนี้พวกเรามันลูกศิษย์นอกคอกของพระพุทธเจ้า ไม่พูดกันแต่ในเรื่องทุกข์ กับความดับทุกข์ เราชอบพูดเรื่องที่ไม่ใช่เรื่อง ก็ดูเอาเองก็แล้วกัน เช่น เรื่องอะไร ตายแล้วเกิด, ตายแล้วไม่เกิด อะไรไปเกิดนี้เป็นส่วนใหญ่. ส่วนความทุกข์ที่มีอยู่ เดี๋ยวนี้ ไม่พูดกันที่ว่า จะดับมันอย่างไร ; เพราะมันเป็นลูกนอกคอก ไม่ทำ ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า : ว่าอย่าไปพูดแต่เรื่องชนิดนั้น ไม่เป็นเบื้องต้นของ พรหมจรรย์ ไม่เป็นไปเพื่อเกิดประโยชน์เกื้อกูล ; แต่ให้พูดเรื่องทุกข์ กับความ ดับทุกข์ ; และว่าเราตถาคต แต่ก่อนก็ดี เดี๋ยวนี้หยก ๆ ก็ดี จะพูดแต่เรื่องทุกข์ กับเรื่องความดับทุกข์เท่านั้น. นี้เป็นพุทธจริยา ในข้อที่ว่า อย่าไปทำเรื่องที่มัน ไม่จำเป็นจะต้องทำ ; แล้วมันทำให้เสียเวลาเปล่า.

น.280 เดี๋ยวนี้ทั้งพระทั้งเณร ก็ยัง ไปพูดเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับทุกข์ หรือดับทุกข์ ไปพูดเรื่องขี้หมูขี้หมา ไร้สาระอะไรอยู่แทบตลอดวันตลอดคืน ; นี้ก็อยู่ในพวกที่เรียกว่า ไม่ใช่สาวกผู้ซื่อตรงของพระพุทธเจ้า. บางทีภิกษุสามเณรมีเวลานั่งพูดเรื่องเหลวไหล มากกว่าชาวบ้าน ที่มีการงานมากเสียอีก. ขอพูดไว้ในที่นี้ด้วย ว่าจริงหรือไม่จริง ? ในฐานะที่ว่าเป็นสัตว์โลกทั้งปวง ที่พระองค์จะทรงโปรดนั้น ; ก็ช่วยทำให้ตรงตาม พระพุทธประสงค์บ้าง คือสนองพระพุทธประสงค์ให้สำเร็จง่าย ๆ และโดยเร็ว. คำว่า "ความทุกข์ และความดับทุกข์" นี้ มันมีความหมายกว้าง ; แต่มันไม่กว้างจนถึงกับออกไปนอกเรื่อง เช่น ไปพูดกันเรื่องตายแล้วเกิด ตายแล้ว ไม่เกิดนี้ มันยังไม่ถึง. มันต้องเอาที่ปัจจุบันนี้ ว่ามันกำลังโง่อย่างไรบ้าง ? มันไม่ ฉลาดในข้อไหนบ้าง ? นี้ต้องดูกันในเรื่องนี้ก่อน นี้พระพุทธเจ้าท่านจึงทรงแสดงให้ กว้างออกไปถึงปัญหาของมนุษย์. ๖. เรื่องบางเรื่องที่ควรสนใจที่สุด เช่นว่าอะไรควรกลัว ? และอะไรไม่ควรกลัว ? บาลี มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ เป็นต้น แสดงข้อความนี้ว่า : คนโดย มากไม่กลัวในสิ่งที่ควรกลัว แล้วก็ไปรักสิ่งที่ควรกลัว. ภิกษุทั้งหลาย, กามคุณ มี ๕ อย่างเหล่านี้. ๕ อย่างคืออะไรเล่า ? ๕ อย่างคือ รูปที่เห็นด้วยตา เสียงที่ฟัง ด้วยหู กลิ่นที่ดมได้ด้วยจมูก รสที่ลิ้มได้ด้วยลิ้น โผฏฐัพพะที่สัมผัสได้ด้วยกาย แต่ละอย่าง ละอย่าง ชนิดที่เป็นที่น่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ ยวนตายวนใจให้รัก ; เข้าไป ตั้งไว้ซึ่งความใคร่ เข้าไปตั้งไว้ซึ่งความกำหนัดย้อมใจ. ภิกษุทั้งหลาย, สุขโสมนัส อันใดเกิดขึ้น เพราะอาศัยกามคุณทั้ง ๕ เหล่านี้ สุขเหล่านี้ เราเรียกว่าก ามสุข เป็นสุข ของปุถุชน เป็นสุขของบุคคลผู้อยู่กันเป็นคู่ ไม่ใช่สุขอันประเสริฐ เรากล่าวว่า สุขนั้น อันบุคคลไม่ควรเสพ ไม่ควรเจริญ ไม่ควรทำให้มาก และควรกลัว.

น.281 คำตรัสนี้ ตรัสแก่ภิกษุ ; แต่ว่าแม้ชาวบ้านก็พังดูเถิด มันยังได้ประโยชน์ เพราะสิ่งนั้นแม้ว่าเราจะยังไม่รู้จักกลัว ; แต่มันเป็นสิ่งที่น่ากลัว เพราะมันทำอะไร เราได้บ้าง.สำหรับภิกษุนั้น จะยิ่งควรกลัว หรือยิ่งน่ากลัวยิ่งขึ้นไปกว่าชาวบ้านมาก ; เพราะว่า ที่ออกไปบวชเป็นภิกษุนั้น เพื่อจะทำให้ชนะในเรื่องนี้โดยเร็ว. ทีนี้ก็กลับ ไม่กลัว หรือกลับวกมาเป็นอย่างชาวบ้าน. นี่ทรงแสดงว่า อะไรเป็นสุขที่ควรกลัว อะไรเป็นสุขที่ไม่ควรกลัว. ทรงแสดง สุขที่ ไม่ควรกลัว คือสุขที่เกิดมาแต่ความ สงบรำงับ เกิดมาแต่ความรู้ เรื่องความทุกข์, เรื่องความดับทุกข์นั้นเอง. ตรัสสุดท้ายว่า : คำใดที่เรากล่าวแล้วว่า บุคคลควรรู้จักวินิจฉัยตัดสินใจ ในเรื่องของความสุข ถ้ารู้จักวินิจฉัยตัวความสุขถูกต้องแล้ว ก็ควรประกอบความสุข ชนิดที่ควรประกอบ ; นี่เรากล่าวอย่างนี้; เพราะอาศัยเหตุผลอย่างนี้. เดี๋ยวนี้ สัตว์โลกทั้งหลายทั้งปวง ก็กำลังยึดถือความสุขที่ควรกลัว และ ไม่กลัว . พระพุทธเจ้าท่านก็เลยทำอะไรให้แก่สัตว์ชนิดนี้ไม่ได้, หรือไม่ค่อยจะได้ ;เพราะมันเป็นไปในทางที่มันจะตรงกันข้ามเสีย. ที่ควรกลัวแล้วก็ไม่กลัว แล้วใครจะช่วยอะไรได้. ๗. ทรงแสดงบ้านเมืองที่น่าอยู่ และไม่น่าอยู่. เรื่องมันก็คล้ายๆ กัน : ทรงยกตัวอย่างบ้านเมือง เมืองหนึ่ง ชนบทชื่อ โทรณะ กล่าวกันว่าสะดวกสบาย ทำนองเหมือนกับว่าอย่างกรุงเทพฯ อย่างนั้นแหละ ;คือมีอะไรที่เป็นเครื่องประเล้าประโลมใจ เป็นเครื่องบำรุงบำเรอมาก ; มันก็มีอยู่ ;ซึ่งคนทั้งหลายถือว่า มันเป็นบ้านเมืองที่น่าอยู่. ส่วนบ้านเมืองที่มันเป็นไป เพื่อความไม่หลงใหลอย่างนั้น เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่องนิพพานนั้น มองเห็นเป็นบ้านเมืองที่ไม่น่าอยู่. นี้เปรียบอย่างอุปมา ; ถึงที่เป็นอุปมัย คือเนื้อแท้ก็ว่า

น.282 คำสั่งสอนเรื่องอริยมรรคมีองค์ ๘ นี้ สัตว์โลกทั้งหลาย มองเห็นเป็นเรื่องที่ไม่ น่าฟัง ; แต่ถ้าเป็นเรื่องของกามคุณ ๕ ก็เห็นเป็นเรื่องที่น่าฟัง ; หรือว่ากามคุณ ๕ เป็นเรื่องที่น่าอยู่ การปฏิบัติในเรื่องอริยมรรค มีองค์ ๘ เป็นเรื่องที่ไม่น่าอยู่. เราก็มีทางที่จะทดสอบตัวเองว่า เรากำลังพอใจจะอยู่ในนครของอริยมรรคมีองค์ ๘, หรือว่าจะอยู่ในนครของเบ็ญจกามคุณทั้ง ๕ นั่นเอง. นี้ก็เป็นพุทธจริยา ตามความรู้สึกของอาตมา ว่าท่านได้ทรงใช้อุบายนั่นนี่ หลายอย่าง หลายทาง ที่จะให้ เกิดความรู้สึกนึกได้ แก่สัตว์โลกทั้งหลาย ว่าบ้านเมืองตรงไหนน่าอยู่, บ้านเมือง ตรงไหนไม่น่าอยู่ : ความสุขชนิดไหน ควรกลัว ความสุขชนิดไหน ไม่ควรกลัว ๘. สัตว์โลกชอบคุยกันแต่เรื่องกาม ยังมีคำกล่าว ที่จะมองเห็นได้ชัดๆ ตรงๆ ว่า สัตว์โลกนี้ชอบคุยชอบฟัง กันแต่เรื่องเบ็ญจกามคุณ ไม่ชอบฟังเรื่องสงบสงัดจากเบ็ญจกามคุณ . เมื่อตรัสเรื่องกามคุณ ๕ อย่างมีอย่างไร ; แล้วก็ได้ตรัสต่อไปว่า : ดูก่อน สุนักขัตตะ, นี้เป็นสิ่งที่มีได้เป็นได้ : คือข้อที่บุคคลในโลกนี้ มีอัชฌาศัย น้อม ไปในเหยื่อของโลก คือกามคุณนั่นแหละ ; ถ้อยคำสำหรับสนทนา อันพร่ำบ่น ถึงกามคุณนั้น ๆ ย่อมตั้งอยู่ได้ สำหรับบุคคลผู้มีอัชฌาศัย น้อมไปในเหยื่อของโลก เขาย่อมตรึกตามตรองตาม ถึงสิ่งอันอนุโลมต่อกามคุณนั้นๆ: สิ่งนั้นย่อมพบกับบุรุษ นั้นด้วย บุรุษนั้นย่อมเอาใจใส่ต่อสิ่งนั้นด้วย. พระองค์ตรัสว่า : ชอบพูด ชอบคุย ชอบอะไรกันแต่เรื่องกามคุณ, ส่วนถ้อยคำที่ประกอบไปด้วย เรื่องของจิตที่ไม่หวั่นไหวด้วยถามคุณ แม้จะผ่าน หูไป แม้จะผ่านหูมา เขาก็ไม่ยอมฟัง , ไม่เงี่ยหูฟัง ไม่กำหนดจิตเพื่อจะเข้าใจ เมื่อเป็นดังนั้น ถ้อยคำชนิดนั้นก็ไม่คุ้นกันกับบุรุษนั้น และบุรุษนั้นก็ไม่สนใจกับถ้อยคำ

น.283 ชนิดนั้น ; แปลว่า เขาไม่ชอบคุย ไม่ชอบฟัง เรื่องที่มันเป็นของที่เหนือไปกว่า กามคุณ หรือไม่หวั่นไหวไปตามกามคุณ. ดูก่อน สุนักขัตตะ, เปรียบเหมือนบุรุษผู้จากบ้าน หรือนิคมของตน ไปนาน. ครั้นเห็นบุรุษผู้หนึ่ง เพิ่งออกไปจากบ้าน หรือนิคมนั้น เขาย่อมถามบุรุษผู้นั้น ถึง ความเกษม ถึงความมีอาหารหาง่าย ถึงความปราศจากโรค ของบ้านนั้น นิคมนั้น. บุรุษนั้นก็เล่าให้ฟัง เขาก็ย่อมฟังด้วยดี ย่อมเงี่ยหูฟัง ย่อมตั้งใจฟังอย่างหูผึ่ง. นี้เป็นการทรงอุปมาว่า ถ้าพูดกันเรื่องกามคุณ ก็เงี่ยหูฟัง หูผึ่ง ; แต่ถ้า พูดถึงเรื่องที่ไม่หวั่นไหวไปด้วยกามคุณ ก็ไม่มีใครฟัง ; นี้สัตว์โลกทั้งหลาย เป็น อย่างนี้. พระองค์ก็ ทรงพยายามอย่างยิ่ง ที่จะให้คนนั้น ๆ เงี่ยหูฟังเรื่องที่มันดีไป กว่าเรื่องกามคุณ. ๙. ทรงเห็นว่า สัตว์โลกมีทิฏฐิวิปริต มองเห็นไปว่า สุขมีในกามเท่านั้น . นี้ก็เป็นพุทธจริยา ; นอกจากแสดงว่า พระองค์ทรงพยายามอย่าง เหน็ดเหนื่อยแล้วก็ยังทรงแสดงถึงความที่สัตว์อยู่ในลักษณะที่มันผืนต่อกระแส ที่พระพุทธเจ้าท่านจะโปรดได้ ; แต่แล้วท่านก็ยังคงพยายามอยู่นั่นเอง. ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ? ข้อนี้ก็ตอบได้ว่า เพราะว่าสัตว์โลกนั้น มีทิฏฐิวิปริตแล้ว. ทิฏฐิวิปริต : ทิฏฐิ แปลว่าความคิดความเห็น ความรู้ ความเชื่อ อะไรนี่ เรียกว่าทิฏฐิ : เพราะว่าสัตว์นั้นมีทิฏฐิวิปริต. วิปริตอย่างไร ? วิปริตไปว่า ความสุขนั้นมีแต่ในถามคุณเท่านั้น ; คือสัตว์โลกทั้งหลายทั้งปวง มีทิฏฐิปักดิ่งลงไปว่า ขึ้นชื่อว่าความสุขแล้ว จะได้มาแต่ทางกามคุณเท่านั้น ; มีความเชื่อเสียอย่างนี้

น.284 มีความเห็นเสียอย่างนี้ ; อย่างนี้ท่านเรียกว่ามีทิฏฐิวิปริต. เป็นหน้าที่ของพระพุทธเจ้า ที่จะต่อสู้ ให้คนเหล่านี้มีทิฏฐิหายวิปริต คือให้มีสัมมาทิฏฐิ. มีพระพุทธภาษิตเกี่ยวกับข้อนี้ ในมัชฌิมนิกายว่า : ดูก่อน มาคันทิยะ , แม้ในกาลอันยืดยาวในอดีตก็ตาม กามะทั้งหลายก็มีสัมผัสเป็นทุกข์ มีความแผดเผาอันยิ่งใหญ่ มีความเร่าร้อนอันยิ่งใหญ่ : แม้กาลอันเป็นอนาคตยืดยาวข้างหน้าก็ตาม กามทั้งหลายก็มีสัมผัสเป็นทุกข์ มีความแผดเผาอันยิ่งใหญ่ มีความเร่าร้อนอันยิ่งใหญ่ ; แม้ในกาลปัจจุบันนี้ก็ตาม กามทั้งหลายมีสัมผัสเป็นทุกข์ มีความแผดเผาอันยิ่งใหญ่ มีความเร่าร้อนอันยิ่งใหญ่. ดูก่อนมาคันทิยะ, แต่ว่า สัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ยังไม่ปราศจากความกำหนัดในกามอยู่นั้นเอง ; ถูกถามเคียวกินอยู่ ถูกความ เร่าร้อนแผดเผาอยู่ ; มี อินทรีย์คือความเป็นอิสระแก่ตน ถูกถามกำจัดเสียหมดแล้ว จึงได้มีทิฏฐิอันวิปริตว่าสุขมีแต่ในกามทั้งหลาย, ซึ่งแท้จริง มีสัมผัสเป็นทุกข์นั่นเอง. กามทั้งหลายมีสัมผัสเป็นทุกข์ แต่คนมาเห็นว่าเป็นสุข ; ฉะนั้น คนจึงมีทิฏฐิบักดิ่งลงไปว่า ชื่อว่าความสุขแล้ว ย่อมต้องมีมาจากกามทั้งหลาย นี้เรียกว่าความวิปริตของสัตว์โลก. พระพุทธจริยา ก็คือทรงพยายาม เพื่อให้มองเห็นความวิปริตอันนี้ แล้วจะได้ละเสีย. ๑๐. ทรงช่วยสัตว์โลก ให้พ้นจากการถูกลวง ด้วยผ้าเปื้อนเขม่า. ทีนี้ เรื่องก็มองเห็นได้ต่อไปว่า : ความวิปริตนี้ มันเปรียบเหมือนกับว่า ถูกลวง ถูกล่อลวง. สิ่งที่ล่อลวงนี้ก็คืออวิชชา หรือ กิเลสทั้งหลาย ; มันเป็น เรื่องล่อลวง. เรามันถูกกิเลสหรืออวิชชาล่อลวงโดยไม่รู้สึกตัว จนกว่าเมื่อไรจะหาย ถูกล่อลวง. ข้อนี้พระพุทธเจ้าท่านตรัสอุปมา ในสูตรเดียวกันนั้นว่า : - ดูก่อน มาคันทิยะ, เหมือนบุรุษตามืดมาแต่กำเนิด มองเห็นรูป เห็น สีขาว เหลือง แดง ไม่ได้ แม้แต่เห็นพื้นแผ่นดินว่าขรุขระ หรือสม่ำเสมอก็ไม่ได้

น.285 ไม่เห็นดวงดาว ไม่เห็นดวงจันทร์ ; นี่คือว่าเขาตามืดมาแต่กำเนิด. ทีนี้ มีบุรุษ คนหนึ่งมาบอกเขาว่า นี่ผ้าขาว เป็นผ้าสะอาด งดงาม ปราศจากมลทิน มีอยู่นี่. เขา ก็บอกให้บุรุษตามืดนั้นรับเอาผ้าเปื้อนเขม่า สกปรก ไว้ในฐานะเป็นผ้าขาวสะอาดไม่มีมลทิน. ตลอดเวลาเลย ที่เขาคิดว่ามันเป็นผ้าขาว. ต่อมานาน ตาของเขาถูกรักษาให้หาย เขาจึงมองเห็นทันทีว่า นี่ถูกหลอก ; ก็เสียใจหรือว่าโกรธ คิดว่าจะฆ่าคนที่มาหลอกนี้เสียสักที บุรุษนี้ ก็เหมือนกับสัตว์ทั้งหลาย ที่ยังไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร เพราะว่าตายังมืด มันจึงถูกหลอกได้ เราตถาคตเป็นผู้แสดงธรรมแก่ท่าน ว่านี้ เป็นทุกข์ นี้เป็นความดับทุกข์ และท่านจะละความทุกข์นี้เสียได้ ต่อเมื่อละความ เพลิดเพลิน ความกำหนัด ในอุปาทานขันธ์เสียได้ ; นั่นคือการเกิดขึ้นแห่งดวงตา ของท่าน. บุรุษนั้นมีความรู้สึกว่า ตลอดเวลามานี้. เราถูกจิตนี้หลอกลวง. จิตนี้ หลอกลวง หมายความว่า จิตที่ประกอบไปด้วยอวิชชา มีความไม่รู้; เมื่อมีอวิชชา มันก็มีตัณหา มีอุปาทาน มีภพ มีชาติ และเป็นทุกข์จนได้ เพราะความถูกลวง. ๑๑. ทรงเป็นผู้รักษา ตาของสัตว์ทั้งหลายให้หาย การประกาศพระธรรม การประกาศพรหมจรรย์ของท่าน มีอุปมาเหมือน กับการรักษาคนตาบอด ให้หายบอด : แต่แล้วก็ มีปัญหาตรงที่ว่า คนไม่ค่อย ยอมรับการรักษา, ตลอดเวลาที่ยังถูกลวงอยู่ ก็เห็นว่าตาไม่บอด ; ถือเอา ตามที่ตาบอดนั้น เห็นว่ามันมีเพียงเท่านั้น ปัญหาจึงมีอยู่อย่างนี้ ในโลกนี้ ในหมู่ สัตว์โลกทั้งหลายนี้. เมื่อเป็นดังนี้ข้อความต่อไปจึงมีว่า : - เป็นธรรมดาของสัตว์ทั้งหลาย ที่จะต้องถือเอาที่พึ่งอย่างเขลาๆ อย่างผิวเผิน ; เมื่อเขาตาบอดด้วยอวิชชาแล้ว เขาก็ไม่สามารถจะแสวงหาผู้รักษาโรคตาของเขาได้. นี่คือ การแสวงหาที่พึ่งนั้น มันเป็นไปไม่ถูกต้อง. ฉะนั้น สัตว์โลกทั้งหลาย

น.286 จึง ไปเอาคนตาบอดคนอื่น มาเป็นผู้รักษาความบอดของตัว. นี้คือการถือเอา ที่พึ่งผิด ๆ ในโลกนี้. โดยเฉพาะ พระพุทธภาษิตที่เรียกว่า เขมาเขมสรณทีปิกคาถา ที่เราสวดกันอยู่ทุกวันนั่นแหละ ; เป็นการแสดงถึงการที่มนุษย์ตาบอด แล้วก็ไปเอา พวกตาบอดด้วยกันมาเป็นผู้จูง. ฉะนั้น มันจึงเป็นที่พึ่งได้น้อยเกินไป ผิวเผินเกินไป : เช่นไปถือเอาเรื่องไสยศาสตร์มาเป็นที่พึ่ง ; ในพระบาลีนั้นก็มีที่พูดถึงแต่เรื่องถือเอา ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ อะไรศักดิ์สิทธิ์นี้. เดี๋ยวนี้กลับทำเก่งไปกว่านั้น มีเรื่องศักดิ์สิทธิ์มากกว่า มันก็ยิ่งบอดมากขึ้นเท่านั้นเอง. นี้เรียกว่า ถือเอาที่พึ่งผิด ๆ, ที่พึ่งผิว ๆ เผิน ๆ, เขว ๆ ไม่เป็นที่พึ่งได้จริง ; ผลมันก็เป็นไปในทำนองที่ว่า ยิ่งขุดหลุมฝังตัวเองลึกยิ่งขึ้นทุกที . ๑๒. สัตว์โลกกำลัง หลงสร้างเหว ให้ตัวเองอยู่ร่ำไป ข้อความในสังยุตตนิกาย มหาวารวรรค แสดงความข้อนี้ว่า : มนุษย์ ที่ไม่รู้ตามที่เป็นจริงว่า ความทุกข์เป็นอย่างไร, ความดับทุกข์เป็นอย่างไร ; แล้วเขาก็หลงไปยินดีในเหตุ ในปัจจัย ที่จะทำให้เกิดทุกข์, ที่จะทำให้มีความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย โสกะ ปริเทวะ อันไม่รู้จักสิ้นสุด. เขาก็ยินดีในเหตุ ปัจจัยนั้น ๆ ที่จะทำความทุกข์ให้เกิดขึ้นยิ่ง ๆ ขึ้นไป. ครั้นเขาก่อสร้างเหตุปัจจัยนั้น ๆ แล้ว เขาก็ตกลงในเหวแห่งความเกิด ความแก่ ความตาย ความโศก ความรำไร ทุกข์กาย ทุกข์ใจ คับแค้นใจนี้ . นี้เรากล่าวบุคคลนั้นว่า ไม่พ้นไปจากเหวแห่งความ ทุกข์ทั้งหลาย. นี่เพราะว่ามันมีอะไรผิดกันมาตามลำดับนี้ จึงกลายเป็นสร้างเหวสำหรับ ให้ตัวเองตก ; ไม่คิดจะสร้างทางที่จะถอนตัวเองขึ้นมาจากความทุกข์. นี้ก็จะต้องดู กันต่อไป ให้เห็นความจริงที่ว่า ควรจะเปลี่ยนเรื่องกันเสียที แล้ว. อย่าคิด อย่าพูด อย่าฟังกันแค่เรื่องโลก ๆ เลย: จงคิด จงพูด จงฟังกันในเรื่องความดับของโลก

น.287 นั้นเสียบ้าง . อย่ามัวคิดมัวพูด กันแต่เรื่องโลก - โลก, จงมาคิดเรื่อง ความดับโลก กันเสียบ้าง. อาจจะมีคนฟังไม่ดี เข้าใจผิด ว่ายุบโลกให้เลิกไป ดับโลกให้สิ้นไป ไม่มี เหลืออย่างนี้ก็ได้ ; อย่างนั้นมันก็ไม่ถูก. ๑๓. อย่ามัวคิดถึงแต่เรื่องโลก ๆ อย่างเดียว จงคิดเรื่องดับโลกให้เย็นกันบ้าง พระพุทธเจ้าท่านทรงหมายความแต่เพียงว่า : เรื่องโลก ๆ นั้นมันเรื่อง ร้อน มาพูดเรื่องดับโลกกันเสียบ้าง กล่าวคือเรื่องเย็น เรื่องทำโลกให้เย็น, เรื่องความเย็น ในโลก. โลกนี้ ถ้าทำไปแบบนี้ มันก็ร้อน ; แต่ถ้าทำอีกแบบหนึ่ง มันก็เย็น. ฉะนั้นคนในโลกนี้มาพูด มาคุย มาปรึกษาหารือกัน ในเรื่องความดับโลกกันเสียบ้าง คือ ดับความร้อนในโลกกันเสียบ้าง . อย่าพูดกันแต่เรื่องที่ทำให้โลกร้อนยิ่งขึ้น ; เพราะว่ายังไม่รู้สึกตัว มันทำไปโดยไม่รู้สึกตัว ; ทำโลกให้ร้อนยิ่งขึ้น ; แล้วก็มัว แต่พูด มัวแต่ยุ มัวแต่ส่งเสริม มัวแต่ทำในข้อที่ทำโลกนี้ให้ร้อนยิ่งขึ้น. นี่คล้าย ๆ กับว่า สถานะการณ์ในโลกปัจจุบันนี้ คนทั้งโลกเขารบกันทั้งโลก แล้วมามัวพูดกันแต่เรื่องจะทำให้โลกร้อนยิ่งขึ้น ไม่พูดกันถึงเรื่องที่จะทำโลกให้เย็น ลงเลย ; แต่สำหรับทางธรรมะนั้น มันเป็นเรื่องส่วนตัวบุคคล อย่าไปคิดเรื่องโลกนั้น โลกนี้ โลกโน้น จะลงทุนทำบุญเอาวิมาน ในสวรรค์อะไรพันนี้ ; เรื่องอย่างนี้มัน ควรจะพอกันที . เพราะว่า ในสวรรค์หรือในพรหมโลก มันก็ยังมีความทุกข์ ยังมี กิเลส ยังโง่ในเรื่องความดับทุกข์ ; แล้วมันร้อนไปทุกโลก ทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก. เดี๋ยวนี้ ที่นี่ ถ้าว่า มาคิดมาพูดมานึกกัน ตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอน ว่าความทุกข์เป็นอย่างนี้ เหตุให้เกิดทุกข์เป็นอย่างนี้ ความดับทุกข์เป็นอย่างนี้ ทางให้ถึงความดับทุกข์เป็นอย่างนี้ ; เมื่อเข้าใจแล้ว มันก็จะหยุดได้ ในสิ่งที่เป็น เหตุของความทุกข์, คือ หยุดกิเลส ตัณหาได้ โลกนี้มันก็เย็น .

น.288 นี่ ควรจะพูดกันในเรื่องชนิดนี้ ควรจะคิดปรึกษาหารือกัน ในเรื่อง ชนิดนี้ ; เพราะว่ามันเป็นความคิดที่ประกอบไปด้วยประโยชน์ เป็นจุดตั้งต้นของ พรหมจรรย์ ที่จะเป็นไปพร้อมเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความ ดับทุกข์ เพื่อความรำงับ แล้ว เป็นอยู่ด้วยแสงสว่าง ด้วยปัญญาที่จะทำให้ลุถึง นิพพาน . ๑๔. อย่ามัวเถียงกันด้วยเรื่องลัทธินั่นลัทธินี้ พูดเรื่องพ้นทุกข์กันดีกว่า ในสูตรที่คล้าย ๆ กันนี้ ต่อ ๆ กันไปนี้ยังมีว่าข้อความที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส ไปในทำนองว่า : อย่ามัวแต่ทุ่มเถียงเกี่ยงแย่ง วิวาทะกัน ด้วยเรื่องลัทธินั่นลัทธินี่เลย ; มากล่าวเรื่องความดับทุกข์โดยตรงกันดีกว่า . นี้มันเหมือนกับการศึกษาในโลกปัจจุบันนี้ เขามีลัทธินั่นลัทธินี่ ทางปรัชญา ทางจิตวิทยา ทางอะไรก็ไม่ทราบมากมายเหลือเกิน ; แม้แต่ในทางปรัชญา อย่างเดียว ก็มีหลายลัทธิหลายแขนง แล้วก็มามัวถกเถียงกัน แต่เรื่องลัทธินั่นลัทธินี่ จนทะเลาะวิวาท จนโกรธ จนเคืองกันไปก็มี ไม่มีโอกาส ที่จะร่วมมือกันได้. นี่ท่านตรัสไปในทำนองว่า เลิกทุ่มเถียงเกี่ยงแย่ง ด้วยลัทธินั่น ลัทธินี่กันเสียที ; มาพูดกัน แต่เรื่องความดับทุกข์จะดีกว่า. ถ้าว่าคนในโลกปฏิบัติ ตามนี้ โลกก็จะดีกว่านี้. เดี๋ยวนี้เขาต้องการแต่เพียงว่า จะเอาชนะด้วยปากพูดในเรื่องวิชาความรู้ ซึ่งไม่มีการปฏิบัติเลย เป็นไปทั้งโลกในเวลานี้ , อยู่ในลักษณะเช่นนี้ และเป็น มากยิ่งขึ้นด้วย. นี้มันผิดคำสอนของพระพุทธเจ้า ผิดหลักของพระพุทธจริยา ที่ว่า ท่านจะไม่ตอบคำถามเรื่องลัทธินั่น ลัทธินี่ ลัทธิโน่น ; แม้แต่ที่สุดว่าตายแล้วเกิด หรือตายแล้วไม่เกิดนี้ ท่านก็ไม่ยอมตอบ. ท่านว่า มันไม่มีประโยชน์อะไร ; จะไป

น.289 เถียงกัน ก็ไม่มีประโยชน์อะไร จะตอบแต่ว่าทุกข์นี้เป็นอย่างไร ; ดับทุกข์อย่างไรกัน ที่นี่ เดี๋ยวนี้ ในเรื่องที่มีอยู่จริง เฉพาะหน้านี้. ปัจจุบันนี้คนเราในโลกนี้ สัตว์โลก ทั้งหลายนี้ ก็ไม่ยอมทำอย่างนี้; ไม่มองว่าทุกข์เพราะเหตุนี้ จะดับมันที่ตรงนี้ ; ต้องการแต่ว่ากูจะชนะท่าเดียว. พระพุทธจริยาบางอย่างจึงยังเป็นหมัน ๑๕. เรื่องที่จะดับทุกข์นั้น เป็นสิ่งที่ทำได้ ไม่เหลือวิสัย เดี๋ยวนี้เรามันยึดมั่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยึดมั่นในกามคุณ คือสิ่งที่ถูกกับ กิเลสของตนอย่างเหนียวแน่นนี้ ยึดมั่น, มีแต่ความยึดมั่น, เคยชินแต่ความยึดมั่น, มันเอาความยึดมั่นขึ้นเป็นสรณะ. มันคอยแต่จะยึดมั่น ดีก็จะยึดมั่น ชั่วก็จะยึดมั่น แม้จะเอาธรรมะมาให้ ก็จะมีความยึดมั่น อย่างเดียวกับที่ยึดมั่นกามคุณ. ที่ถูกเรื่องของ ธรรมะ เรื่องดับทุกข์นี้ ไม่ต้องอาศัยความยึดมั่น; เพราะว่าความยึดมั่นนั้น มันทำไป ด้วยความโง่. ถ้าเรามีปัญญาถูกต้องเพียงพอ ไม่ต้องทำการยึดมั่น แม้ว่าเราจะตั้งใจจะทำ ให้จริงจัง ให้สุดความสามารถ ให้สุดกำลังเรี่ยวแรง นี่ก็ไม่เรียกว่าความยึดมั่นถือมั่น ; เพราะว่าความยึดมั่นถือมั่นนั้น มันยึดว่ากู ว่าของกู. ถ้าว่าเรามีปัญญา ไม่ต้องยึดว่ากู ว่าของกู รู้แต่ว่าอะไรควรทำ ก็ทำเท่านั้นเอง, ต้องทำและควรทำ ก็ทำเท่านั้นเอง ; แล้วก็ทำด้วยสติปัญญาด้วย ไม่ต้องยึดมั่น. เดี๋ยวนี้ คนมันยึดมั่น ยึดมั่นอย่างเดียว แต่ยึดมั่นในกามารมณ์. กามารมณ์นี้ เป็นเรื่องที่ยึดมั่นกันมาเรื่อยๆ ตั้งแต่แรกเกิดมาจนกระทั่งบัดนี้. ทีนี้ พอมาได้ธรรมะ ได้ศาสนา มันก็ยึดมั่นแบบนั้นอีก; ฉะนั้น จึงมีศาสนาสำหรับยึดมั่น มีธรรมะสำหรับ ยึดมั่น ทำนองเดียวกับยึดมั่นกามารมณ์ มันเลยกลายเป็นไสยศาสตร์ไปเสีย. พระธรรม หรือคำสั่งสอน หรือพระพุทธศาสนา เลยกลายเป็นของศักดิ์สิทธิ์สำหรับยึดมั่นถือมั่น ไปเสีย ; มันก็ ต้น ตัน, มันก็ติด ต้น ตันตายด้านอยู่ที่นั่น.

น.290 จงใช้ธรรม อย่างแพข้ามฟาก. ท่านสอนในสูตร ๆ หนึ่ง ในมัชฌิมนิกายที่ว่า ธรรมะหรือศาสนานี้ จงใช้ อย่างกับว่า เป็นพ่วงแพ เป็นแพสำหรับข้ามฟาก . ที่ได้ตรัสเป็นแพ ไม่ตรัส เป็นเรือนี้ มีความหมายดีมาก เพราะว่าเราไม่ต้องต่อเรือ ซึ่งมันลำบากมาก มัน เปลืองมาก. เรื่องก็มีว่าบุรุษคนหนึ่งเขาเดินทางไปถึงฝั่งน้ำแห่งหนึ่ง ต้องการจะข้าม ไปฟากโน้น ไม่มีเรือ ไม่มีอะไร ไม่มีใครสักคนหนึ่ง. เขาก็รวบรวมเศษไม้ ใบไม้ ขยะ สวะ อะไรก็ตาม มาทำพอให้มันเป็นกลุ่มเป็นก้อน, พอให้เขานั่งไปบนนั้นได้ ; แล้วใช้มือ ใช้เท้าดัน พุ้ยน้ำนี้ไป ทีละน้อย ทีละน้อย. เขาก็ถึงฝั่งฟากข้างโน้นได้ด้วย ความสวัสดี ; แล้วก็ขึ้นบกไป ไม่เอาเรือเอาแพไปที่ไหนด้วย. แพก็คือสวะที่ลอย อยู่ในน้ำนั่นเอง ไม่ต้องต่อเรือ คือไม่ต้องลงทุนมาก ; แล้วก็ไม่ต้องเที่ยวแบกอยู่. ถ้าเรือสวยๆ ก็ เสียดายเรือ ก็ เที่ยวแบกเรืออยู่ อย่างนี้ก็จะขึ้นบกไม่ได้ . ให้ทุกคนใช้ธรรมะ ในลักษณะเหมือนกับแพสวะข้ามฟาก ชั่วเวลานั้นเท่านั้น . นี้มันมีความหมายอยู่หลาย ๆ แง่ ที่ว่าถ้าธรรมะจริง ที่จะเป็น ประโยชน์จริง ไม่ต้องยึดมั่นถือมั่นในลักษณะศักดิ์สิทธิ์ เหมือนที่ยึดถือศักดิ์สิทธิ์กัน เดี๋ยวนี้ ; แล้วถ้าเป็นธรรมะจริง ไม่ต้องลงทุนด้วยเงิน ด้วยของ ด้วยสตางค์ อะไรเลยก็ได้ ; แล้วมันสำคัญอยู่ที่ว่าต้องไม่ยึดมั่นถือมั่น ด้วยตัณหา อุปาทานด้วย. ถ้ายังมีตัณหา อุปาทานอยู่ที่ไหน มันจะติดอยู่ที่ นั้น นั่น จะข้ามฟากไป ไม่ได้ . นี่พระองค์ทรงแสดงอย่างนี้; ฉะนั้น ก็ควรจะจำกันไว้ว่า ถ้าเป็นแพจริง ๆ แล้ว มันก็ดีอย่างนี้; ไม่ต้องลงทุน ไม่ต้องแบกต้องหาม ไม่ต้องเที่ยวเป็นเจ้าของอยู่เรื่อย เหมือนกับอุปมาในพระสูตร ๆ นี้. เดี๋ยวนี้ เราไม่ได้คิดว่า ธรรมะนี้เป็นพ่วงแพชั่วคราวอย่างนี้; เราคิด ยึดมั่นมาก แล้วก็มากหลายเท่า หลายสิบเท่า แล้วตลอดเวลาด้วย ; คล้าย ๆ กับว่า

น.291 เราจะอยู่กับความดี ความสุข ความอะไรก็ไม่รู้อยู่เรื่อยไปแหละ, ไม่ต้องการจะพ้นไปจากสิ่งเหล่านี้ : ฉะนั้น เรื่องมันเลยตายด้าน คือติดต้นอยู่ที่นี่ ขอให้นึกถึงพระพุทธจริยา ที่ทรงแสดงธรรมะเปรียบเหมือนกับแพสวะ ข้ามน้ำชั่วคราว และพระองค์ก็ได้ทรงทำมาอย่างนั้นแล้วด้วย. นี่เรากำลังทำ ในทำนองที่ตรงกันข้าม ; คล้ายๆ กันกับจะตั้งบริษัทอุตสาหกรรม หรือว่าอะไร ที่มันใหญ่หลวงกันมากมายทีเดียว ในการที่จะเดินทางไปนิพพาน .- แต่พระพุทธเจ้า ท่านตรัสเปรียบว่า จงใช้แพสวะ ที่ลอยมาติดเข้า, ข้ามฟากไปฟากโน้นเถิด. ๑๗. ทรงเปรียบคนทั้งโลกเหมือนหนูบุครู. หรือคนสร้างบ้าน นี้ก็เลยมีข้อความที่ตรัสเปรียบต่อไปอีก ข้อที่ว่า : เพราะว่า คนยึดถือต่าง ๆ กันอย่างนี้ มันจึงเกิดมีคนที่ทำอะไรมากเกินไปเสียบ้าง หรือน้อยเกินไป เสียบ้าง หรือไม่สนใจเสียเลยบ้าง. สัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ ถ้าเปรียบกับหนู ก็มีอยู่ ๔ ชนิด คือ : หนูขุดรู ก็มี ไม่ขุดก็มี หนูขุดรูแล้วอยู่ก็มี ขุดรูแล้วไม่อยู่ก็มี, หรือว่าคนนี้ ปลูกเรือนก็มี ไม่ปลูกก็มี ปลูกแล้วอยู่ก็มี ปลูกแล้วไม่อยู่ก็มี. คนมีต่าง ๆ กันอย่างนี้ ฉะนั้นจะหา คนหรือหนูที่ทั้งขุดรูและทั้งอยู่นี้ มันไม่มี หรือไม่ค่อยจะมี ; เพราะว่าไม่เข้าใจสิ่ง เหล่านี้ เหมือนกับที่ว่า ไม่เข้าใจว่าธรรมะเหมือนพ่วงแพนี้ เลยทำไม่ตรงจุด กลายเป็นที่น่าหัวเราะเยาะ. พระพุทธเจ้าท่านก็ทรงยกตัวอย่างด้วยเรื่องปริยัติ เช่นว่าบวชแล้ว ก็เรียน ปริยัติ สุตะ เคยยะ ไวยากรณ์ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อภูตธัมมะ เวทัลละ อะไรที่เรียกว่า นวังคสัตถุศาสตร์ นั่นแหละ ; คำพูดอย่างนี้ขอให้จำไว้ว่า หมายความว่าเรียนจบพระไตรปิฎก แล้วมันไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย. เหมือนกับว่า

น.292 สะสมบันไดไว้ ไม่รู้ว่าจะไปพาดที่ไหน ทำนองนั้น ; เป็นเรื่องล้อ เหมือนกับที่กล่าว ไว้ในสูตร ๆ หนึ่ง ที่เคยเอามาพูดแล้วในครั้งก่อน. เป็นอันว่าเราจะต้องรู้ : รู้ความถูกต้อง รู้ความพอเหมาะพอดี ในการ ที่จะเกี่ยวข้องกับธรรมะนี้ว่า มันเป็นอะไร แล้วก็ใช้มันอย่างไร ? เท่าไร ? แล้วจะ พบว่า มันง่ายเหมือนอย่างนี้ ไม่ต้องลงทุนสักสตางค์หนึ่ง ; เหมือนกับคำที่ตรัสว่า นิพพานเป็นของให้เปล่าไม่คิดเงิน. ๑๘. ทรงชี้ ให้เห็นโลกส่วนที่มีน้ำวน, มีคลื่น, มีรากษส ทีนี้ก็มาถึงพระพุทธเจ้าเอง ท่านก็ตรัสด้วยอุปมาที่ว่า ท่านเป็นเหมือน กับผู้ที่ยืนอยู่ริมตลิ่ง คอยชี้บอกอันตราย. ทีนี้ มีคนลอยน้ำมา คนเป็น ๆ นี้ ว่ายน้ำลอยน้ำมา น้ำจะพัดพาไป ทางปากอ่าวโน้น, พระพุทธเจ้าท่านตรัสบอกว่า ไม่ควรจะไป; เพราะเหตุว่า มันมี อันตราย มันเป็น น้ำวน, ประกอบไปด้วยคลื่น, มียักษ์รากษส อยู่ในน้ำ, ไปถึงตรงนั้นแล้วจะต้องตาย หรือว่าอย่างน้อยก็เกือบตาย. คน ๆ นั้นพอได้ยินดังนั้น ก็ว่ายกลับ จึงรอดตัวไปได้. นี้หมายความว่า เดี๋ยวนี้สัตว์โลกเรา เอาแต่ตามใจตัวเอง เรื่องเอร็ดอร่อย ทางเนื้อทางหนัง ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย เรื่องประเล้าประโลมใจ ที่มัน หนาแน่นอยู่ทุก ๆ วัน ในโลกนี้ ที่อารยธรรมแผนใหม่ เขามีกันมากขึ้นนี้ เหมือนกับว่า เราว่ายไปตามสายน้ำ ที่จะไปถึงที่วน แล้วก็จมติดอยู่ในน้ำวนนั้น. นี้พระพุทธเจ้า ท่านยืนอยู่ริมตลิ่ง ท่าน บอกว่าอย่าไป.

น.293 นี่ปัญหา มันก็เกิดขึ้นว่า เชื่อหรือไม่เชื่อ ; พวกเราเดี๋ยวนี้มันไม่เชื่อ มันยังต้องการจะดันผ่าเข้าไปในเรื่องของวัตถุนิยมยิ่งขึ้นทุกที ๆ ; เมื่อไม่เชื่อพระพุทธเจ้า ก็ต้องจมลงไปในน้ำวน. ทีนี้ บุรุษบางคนมองเห็น เขาก็ว่ายกลับ. พระพุทธเจ้า ท่านทรงกระทำหน้าที่ของท่าน ในลักษณะอย่างนี้ : แม้นี้ก็เป็นพุทธจริยา. เอาละ, เป็นอันว่า ตัวอย่างตั้งสิบกว่าเรื่องนี้ ที่ยกมาให้เห็นนี้าก เป็น พุทธจริยา ที่ทรงประพฤติกระทำต่อสัตว์โลกทั้งปวง ที่มีความรู้สึกคิดนึกได้, ที่เกลียด ความทุกข์ และต้องการความสุข ; แต่ว่ามันอยู่ที่ว่า ; ความรู้สึกนั้น ๆ มันสูงพอหรือไม่ ? มันอยู่ในระดับไหน ? ถ้ายังอยู่ในระดับที่ว่า เป็นต้นไม้ เป็นสัตว์เดรัจฉาน, อย่างนี้ มันก็ไม่ได้รับประโยชน์อะไรมาก ; แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังอยู่ ในขอบข่ายของพระมหา กรุณาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ว่าท่านประสงค์จะทำสิ่งที่มีชีวิต มีความรู้สึกนี้ ให้ได้รับประโยชน์สุข ; จึงทรงบัญญัติแม้แต่ว่าพืชพันธุ์ของเขียวนี้ ก็อย่าไปทำอันตราย มัน. โดยเฉพาะอย่างยิ่งภิกษุ หรือผู้ที่ต้องการจะประพฤติอย่างภิกษุ ; แม้แต่ต้นไม้ ก็ไม่อยากจะทำอันตรายมัน, แล้วก็ไม่ทำอันตรายแม้แต่สัตว์เดรัจฉาน หรือว่ามนุษย์ ด้วยกัน. นี้ เป็นเรื่องของความเมตตา , เป็นเรื่องที่ ๑. เรื่องที่ ๒ คือเรื่องช่วย เรื่องกรุณา ก็ช่วย ๆ ช่วย ๆ เพื่อ หัดนิสัยให้ เป็นคนที่มีเมตตากรุณา. ฉะนั้น ช่วยกันเถอะ แม้แต่ว่าต้นไม้ ต้นหญ้า ต้นบอน ควรให้มันงอกงามอยู่ได้ ก็ช่วยมันบ้าง ; จะทำให้มีนิสัยเมตตากรุณา ช่วยสัตว์ ช่วยมนุษย์ ช่วยไปถึงทั้งหมดเลย, ตัวเองก็จะได้รับประโยชน์จากความเมตตากรุณา ของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า. นี้ ขอให้ทบทวนถึงข้อที่พูดทีแรกที่สุดว่า พระพุทธเจ้าท่านทรงรู้เรื่องโลก โดยทั่วถึง : ท่านรู้เรื่องโลก, เรื่องเหตุให้เกิดโลก, เรื่องความดับสนิทของโลก,

น.294 ทางแห่งความดับสนิทของโลก, อย่างทั่วถึง ; เพราะฉะนั้น ท่านจึงอยู่ในฐานะ ที่จะสามารถช่วยโลก. แล้วขอบเขตความมุ่งหมายของท่านนั้น จะช่วยทุกสิ่งที่มีชีวิต ที่มีความรู้สึกได้ ตั้งแต่ระดับต่ำที่สุดจนถึงสูงสุด และบางที เราอาจจะพูดได้ว่า ทรง มุ่งหมายจะช่วย แม้แต่โลกแผ่นดิน ที่ไม่มีความรู้สึกอะไร. ถ้าว่ามนุษย์ ไม่เป็น อันธพาล ไม่เบียดเบียนฆ่าฟันกันแล้ว ตัวโลก ก้อนดินโลกนี้ มันก็ยังจะอยู่ เป็นปกติสุข ไม่ถูกทำลาย. นี่ลองเอาระเบิดปรมาณู หรืออะไรใส่กันดูซิ แม้แต่ตัว แผ่นดินล้วน ๆ มันก็พลอยถูกทำลาย. ถ้าว่าตั้งอยู่ในศีลในธรรมของพระพุทธเจ้า กันแล้ว แม้แต่ก้อนหินสักก้อนหนึ่ง มันก็จะไม่ถูกทำลาย. ขอให้มองกันอย่างกว้างขวางที่สุด ด้วยจิตใจที่กว้างขวางที่สุด สมกับที่เป็น พุทธบริษัท อย่างนี้เถิด. มันจะเป็นประโยชน์ไม่โดยตรงก็โดยอ้อม, แล้วก็เป็น ประโยชน์ทั้งนั้น คือมันช่วยให้เป็นไปในทางที่มีสันติสุขทั้งนั้น. ขอให้ท่านทั้งหลายทุกคน ระลึกถึงพระพุทธจริยา ในแง่ที่ว่า ท่าน ทรงเป็นอะไรแก่สัตว์ โลกทั้งปวง โดยนัยที่ได้วิสัชนามานี้ อย่างกว้างขวางที่สุด แม้ ว่ามันไม่ชัดเจนแจ่มแจ้งนัก แต่มันก็กว้างขวางที่สุด. เอากันอย่างนี้ก่อน แล้วโอกาส วันหน้ายังมี เราจะได้พูดกันให้ชัดเจนแจ่มแจ้งเป็นเรื่อง ๆ ไป เป็นขั้น ๆ ไป ทุก ๆ ระบอบของการปฏิบัติธรรมะ โดยสมควรแก่การปฏิบัติต่อไป. ขอยุติการบรรยายในวันนี้ แล้วก็ขอให้พระสงฆ์สวดโถมนการคาถาตาม สมควรแก่เวลา เหมือนที่ได้เคยทำมาแล้ว ต่อไป.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต