น.295 ท่านสาธุชน ผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย การบรรยายเรื่องพระพุทธจริยา ในครั้งที่ ๙ นี้เป็นโอกาสพิเศษเนื่องจาก มาตรงกันพอดีกับวันวิสาขปุณณมี หรือ วันวิสาขบูชา คือวันนี้; ดังนั้นจะได้ ถือเอาโอกาสพิเศษนี้ บรรยายเรื่อง พระพุทธจริยา ในลักษณะที่เป็นพิเศษ ด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งจะได้บรรยายโดย หัวข้อว่า ท่านเป็นอะไร ในทุกแง่ทุกมุม ในพระพุทธจริยาของท่านเอง. ๒๕๗
น.296 ท่านเป็นอะไรในทุกแง่ทุกมุม ในพระพุทธจริยาของท่านเองนี้ ท่านทั้งหลาย ก็พอจะมองเห็นได้แล้วว่า เราจะกล่าวกันในทุกแง่ทุกมุม ที่เกี่ยวกับพระพุทธจริยา, และเกี่ยวกับต้นเหตุของเรื่องนั้น ๆ อันทำให้เกิดพระพุทธจริยา แล้วก็เป็นส่วนที่ เกี่ยวกับพระองค์เอง ; จึงเรียกว่าเป็นการบรรยายพุทธจริยาครั้งพิเศษ เนื่องในวัน วิสาขบูชา พระพุทธศักราช ๒๕๑๕. สิ่งที่เรียกว่าพระพุทธจริยานั้น มีมากแง่มากมุม ดังที่ท่านทั้งหลายก็ได้ทราบ กันอยู่เป็นอย่างดีแล้ว ; เรายังอาจจะพรรณนาพระพุทธจริยากันได้อีกหลายแง่หลายมุม กว่าจะครบถ้วนสำหรับการบรรยายภาควิสาขบูชาแห่งปีนี้. เกี่ยวกับข้อนี้ อาตมาอยาก จะขอร้องให้ท่านทั้งหลาย สนใจเป็นพิเศษ เกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่ว่า เรื่องทุกเรื่อง มีความหมายหลายชั้น ; ถ้าจะเรียกก็เรียกว่า มันเป็นสิ่งที่ลึกอยู่เป็นชั้น ๆ แล้วแต่ว่าผู้ใดมีปัญญาจะมองเห็นกันได้เท่าไร ; มีปัญญามากก็มองเห็นได้ลึกมาก, มีปัญญาไม่มากก็มองเห็นได้ลึกน้อย ; แม้ที่สุดแต่คำว่าประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน ซึ่งเป็นความหมายสำคัญของวันนี้ ก็ยังมีอยู่เป็นหลายชั้น. เราได้พูดกันมาหลายครั้งหลายหนแล้ว เกี่ยวกับความลึกซึ้งของคำเหล่านี้ ซึ่งเป็นเรื่องของเหตุการณ์หนึ่ง ๆ ที่เกี่ยวกับพระพุทธองค์. สำหรับ ในวันนี้จะถือเป็น โอกาสพิเศษ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น จึงขอ บรรยายให้ละเอียดออกไป โดย ลำดับ :- ๑. เรื่อง ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน สำหรับคำว่า ประสูติ ก็มีความหมายได้เป็นหลายชั้น เมื่อถามว่าประสูติ ที่ไหน ? ก็ตอบว่า ประเทศอินเดีย ที่สวนลุมพินี ที่ในป่า แล้วก็ที่กลางดิน. คำตอบ อย่างนี้มันเป็นคำตอบชั้นตื้น ผิวดินที่สุด เท่าที่คนทุกคนก็รู้, เด็ก ๆ ก็ท่องได้ว่า
น.297 พระพุทธเจ้าท่าน ประสูติกลางดิน ที่ป่าไม้แห่งหนึ่งที่เรียกว่า สวนลุมพินี แล้วก็อยู่ ในประเทศอินเดีย . นี่ก็เพราะ หมายถึงการประสูติทางร่างกาย ทางเนื้อทางหนัง, คือประสูติจากพระครรภ์ของพระมารดา ; เรียกว่าประสูติอย่างธรรมดา ทางเนื้อทางหนัง. นี้เป็นความหมายที่เรียกว่าผิวดิน ไม่มีอะไรลึกซึ้งไปกว่านั้น ; เพราะว่าถ้าจะพูดกัน ในอีกความหมายหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่เป็นความหมายทางร่างกายแล้ว เราจะต้องพูดว่า ท่าน ประสูติในหัวใจของเรา. พระพุทธเจ้าประสูติในหัวใจของคนทุกคน ที่รู้จักพระพุทธเจ้า ; เมื่อคนโง่ ไม่รู้จักพระพุทธเจ้า ก็ไม่มีพระพุทธเจ้าองค์ไหนจะมาประสูติในหัวใจของเขา ; แต่ถ้าเขาฉลาด สามารถเข้าใจในคำที่พระพุทธองค์ทรงสอน จนถึงกับรู้ตามที่ตรัสว่า : "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต, ผู้ใดเห็นตถาคต ผู้นั้นเห็นธรรม" อย่างนี้แล้ว พระพุทธเจ้าก็จะประสูติขึ้นมาในหัวใจของบุคคลนั้น. นี้ก็เรียกว่าประสูติได้เหมือนกัน แต่ เป็นการประสูติในทางธรรม ในทางนามธรรม หรือที่เรียกว่า ในทางฝ่าย วิญญาณ ซึ่งยิ่งไปกว่าจิตใจ. คำว่า ประสูติ ก็ ยังมีเป็น ๒ ความหมาย ว่า เกิดที่ไหน ? ก็ เกิด ที่ลุมพินีก็ได้ , เกิดในหัวใจของมนุษย์ก็ได้ ; แล้วพระพุทธเจ้าชนิดไหนจะมี ประโยชน์แก่เรา ? พระพุทธเจ้าที่ประสูติที่ในหัวใจของเรานั้น คงจะมีประโยชน์กว่า. ถ้าถามว่า ประสูติในอาการอย่างไร ? เรื่องมันก็มีกล่าวไว้มาก ; ถ้าพูด ตามที่คนทั่วไปจะรู้สึก หรือเด็ก ๆ จะรู้สึก ก็ต้องว่า การประสูติก็ต้องมีทางช่อง พระประสูติ หรือช่องคลอด อย่างนี้ก็มี, นี้มันเป็นการประสูติทางเนื้อหนัง อย่างที่ว่า มาแล้ว, และข้อความในคัมภีร์บางคัมภีร์ก็ว่า พระพุทธเจ้าประสูติทางพระปรัศว์ คือ ทางข้างซี่โครงของพระมารดา อย่างนี้ก็มี, นั้นก็มีความหมายผิดไปจากความหมายแรก ที่ว่าประสูติทางช่องคลอด.
น.298 แต่ถึงอย่างไรก็ดี จะมองเห็นได้ว่า จะประสูติทางช่องคลอด หรือจะ ประสูติทางข้างซี่โครง มันก็ยังเป็นเรื่องทางร่างกายอยู่นั่นแหละ. ถ้าเป็นเรื่องการ ประสูติทางฝ่ายวิญญาณ ที่คลอดในหัวใจของคนแล้ว ก็ไม่เกี่ยวกับช่องคลอด, ไม่เกี่ยวกับทางข้างซี่โครง ; เพราะว่ามีการเกิดในหัวใจของคน ที่เป็นการเกิด อย่าง ที่มักจะเรียกกันว่า อุปปาติกะ คือเกิดด้วยความรู้สึก. เมื่อใดมีการเห็นธรรม ที่มี ความหมายเป็นพระพุทธเจ้า เมื่อนั้นก็มีการเกิดพระพุทธเจ้าในแบบอุปปาติกะขึ้น ในหัวใจของบุคคลนั้น . หรือ ถ้าจะถือเอาพระพุทธเจ้าเองเป็นหลักก็ว่า เมื่อใดพระพุทธเจ้า , คือ พระพุทธเจ้าก่อนที่จะเป็นพระพุทธเจ้า, หมายถึงพระสิทธัตถะ ท่านมีการตรัสรู้ ; เมื่อนั้นก็เป็นอันว่า พระพุทธเจ้าได้เกิดขึ้นในหัวใจของพระสิทธัตถะ . ฟังดูก็ แปลกดี ว่า พระพุทธเจ้าได้เกิดขึ้นใน ลักษณะเป็นอุปปาติกะ เกิดขึ้นในหัวใจของบุคคล ที่เรียกชื่อว่า พระสิทธัตถะ ในวันคล้ายกับวันนี้ คือวันเพ็ญวิสาขปุณณมี. นี่เกิด อย่างไร ? ยังตอบได้เป็นสองทางอย่างนี้ ถ้าถามว่า เกิดเมื่อไรอีก ? คนที่เขาถือ ตามตำนาน ก็ว่าเกิดเมื่อวันเพ็ญ ของเดือนวิสาขะ เช่นวันนี้. แต่ถ้าเราจะถือ ตามภาษาธรรม ไม่เกี่ยวกับเนื้อหนัง ของบุคคล ก็แปลว่า ท่านเกิดได้นิรันดร เกิดเมื่อไรก็ได้ เกิดได้ตลอดเวลา ; เมื่อใดมีบุคคลเห็นธรรมชนิดนั้นแล้ว พระพุทธเจ้าก็เกิดขึ้นในหัวใจของบุคคลนั้น ; เพราะฉะนั้นจึงเกิดแก่ใครก็ได้, ที่ไหนก็ได้, เมื่อไรก็ได้, คือเกิดได้ตลอดเวลา เป็นนิรันดร. ขอให้เปรียบเทียบดูว่า ที่จะพูดว่าพระพุทธเจ้าท่านประสูติในวันนี้ กับที่จะ พูดว่าพระพุทธเจ้าประสูติได้ตลอดกาลนิรันดร อย่างนี้ ; อย่างไหนมันจะเห็น ได้ยากกว่า ? สำหรับ คนที่ไม่มีความรู้ในทางฝ่ายธรรม หรือฝ่ายนามธรรม หรือว่า
น.299 ฝ่ายวิญญาณแล้ว จะไม่เข้าใจได้เลยว่า พระพุทธเจ้าอาจจะเกิดได้ตลอดกาล นิรันดร . นี่เพราะเราถือเอาพระพุทธเจ้าอย่างธรรมะ มิใช่อย่างบุคคล. ถ้าลองไป เปรียบเทียบกันดูเป็นคู่ ๆ อย่างนี้ว่า ประสูติที่ไหน ? มันก็มีอยู่เป็นสองอย่าง ; ประสูติ ที่นั่นที่นี่ อย่างที่เรียนรู้กัน นี้อย่างหนึ่ง, แล้วว่าประสูติในหัวใจของคน นี้มันก็อีก อย่างหนึ่ง. ประสูติเมื่อไร ? ประสูติเฉพาะวันเพ็ญวิสาขปุณณมี นี้มันก็อย่างหนึ่ง ; แต่จะพูดว่าท่านประสูติได้ตลอดกาลนิรันดร คือเกิดออกมาได้ตลอดกาลนิรันดร ไม่ว่า เมื่อไร, ใครเห็นธรรมที่ไหน , พระพุทธเจ้าก็เกิดขึ้นที่นั้น . ทีนี้ ก็ยังมีปัญหาต่อไปอีก ที่ว่า การประสูติ กับ การตรัสรู้ กับ การ ปรินิพพานนี้ ทำไมเผอิญเป็น ถึงกับว่ามี ได้ ในวันเช่นวันนี้ คือ วันเพ็ญเดือน วิสาขะนี้ ? นี้ก็เรียกว่ามีปัญหา ซึ่งจะต้องคิด ว่า ทำไมจึงมีได้ตรงกันถึง ๓ อย่าง อย่างนี้, หรือว่าคำกล่าวนี้เป็นคำกล่าวที่มีความหมายทางนามธรรม, หรือทางวิญญาณ ดังที่กล่าวมาแล้ว. ถ้าจะพูดเป็นทำนองว่า ประสูติ ตรัสรู้ นิพพาน ตรงกันในวัน เช่นวันนี้ นี้ก็เรียกว่าเป็นการเผอิญเป็น อย่างที่ ชาวโลกเขาเรียกว่า มันเป็นการ บังเอิญ หรือ เผอิญเป็น ให้มาตรงกันทั้งสามวันอย่างนี้. แต่ถ้าจะ พูด ในภาษาที่ลึกกว่านี้ คือภาษาธรรมแล้ว เรื่องก็จะกลาย เป็นว่า ที่แท้นั้น การประสูติ การตรัสรู้ กับ การปรินิพพานนั้น มันมีความหมาย อย่างเดียวกัน . บางคนได้ยินอย่างนี้ ก็เข้าใจได้ทันที, บางคนไม่อาจจะเข้าใจได้ ; เพราะว่ารู้แต่ภาษาวัตถุ ภาษาร่างกาย ภาษาเนื้อหนัง อย่างเดียว ; ไม่รู้ถึงภาษา นามธรรมว่า ประสูตินั้นคือ ความเป็นพระพุทธเจ้าได้เกิดขึ้น , ความเป็นพระ- พุทธเจ้าได้เกิดในขณะที่ พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้. ที่นี้ การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้านั้น จะมีได้ต่อเมื่อกิเลสมันสิ้นไป ที่เรียกว่ากิเลสนิพพาน หรือตัวกูมันนิพพาน, รูปนามมันสิ้นความหมายแห่งความเป็นตัวกู หรือเรียกว่าปรินิพพาน คือดับไป.
น.300 ถ้าถือเอาความหมายในภาษาธรรม อย่างนี้แล้ว เรื่องทั้งสามเรื่อง มันกลาย เป็นเรื่องเดียวกัน : ประสูติคือการเกิดขึ้น, เกิดขึ้นนั้นคือ การเกิดขึ้นแห่งความเป็น พระพุทธเจ้า. การเกิดขึ้นแห่งความเป็นพระพุทธเจ้าจะมีต่อเมื่อตรัสรู้. มีความ ดับทุกข์ได้ คือ ความสิ้นไปแห่งกิเลส, ความสิ้นกิเลสนั้นคือนิพพานแท้ นอกนั้น ไม่ใช่นิพพานแท้. เมื่อเอาแต่ที่แท้ ๆ เอาแต่ที่เป็นนามธรรม ดังนี้แล้ว การประสูติ การตรัสรู้ การปรินิพพาน เลยเป็นสิ่งเดียวกัน . ผู้ที่เข้าใจจะมองเห็นได้ว่า ในวันที่เราเรียกกันว่า วันตรัสรู้นั่นแหละ มีการ เกิด หรือ การประสูติออกมา ของพระพุทธเจ้า จากพุทธครรภ์, พระพุทธคัพภะก็ได้. โอกาสหลังก็จะพูดกันได้ถึงว่า พุทธคัพภ์ หรือพุทธครรภ์นั้นมันอยู่ที่ไหน ? พระพุทธ- เจ้าองค์แท้องค์จริง ประสูติออกมาจากพุทธครรภ์ ในขณะวินาทีของการตรัสรู้ แล้วก็มีการดับไปแห่งกิเลส สิ้นไปแห่งกิเลสนี้ ที่เรียกว่าปรินิพพาน. ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน มีสามคำพูด แต่เล็งถึงสิ่ง ๆ เดียวกัน . ถ้ามองกันอย่างนี้ เป็นกล่าวอย่างภาษาธรรม มันก็เลยเป็นอันว่า เป็นเรื่องง่ายนิดเดียว เข้าใจได้ทันทีว่า การประสูติ การตรัสรู้ และการปรินิพพานนั้น มีได้ในเวลาเดียวกัน คือ ในขณะจิต ที่มีการตรัสรู้นั่นแหละ มีการประสูติและปรินิพพานด้วย ตามความหมายอย่างนี้. เราได้พูดเรื่องนี้กันมาหลายปีแล้ว จะพูดอย่างซ้ำ ๆ ซาก ๆ ย่ำเท้าอยู่ที่นั่น ตลอดไป มันก็ไม่ไหว, ควรจะมองเห็นลึกซึ้งมากขึ้นไปทุกที จนลึกถึงที่สุด แล้ว ก็จะเข้าใจสิ่งต่างๆ ได้ดีที่สุด, ถึงตัวจริงถึงสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ได้จริง ไม่ใช่สักแต่ว่า พูด ๆ แล้วก็จำ ๆ กันไว้ ; แต่จะกลายเป็นเรื่องจริงไปหมด. พูดถึงพระพุทธเจ้า ก็เป็นพระพุทธเจ้าจริง, พูดถึงการประสูติ ก็เป็นการประสูติจริง, ตรัสรู้ก็ตรัสรู้จริง, นิพพานก็นิพพานจริง.
น.301 มันมีประโยชน์อย่างนี้ อาตมาจึงรบกวนท่านทั้งหลาย เซ้าซี้รบกวนให้มอง สิ่งต่างๆ ในแง่ที่ลึกยิ่ง ๆ ขึ้นไป ยิ่งขึ้นไป อย่างที่เรียกว่าในทางภาษาธรรม. เราพูด กันแล้ว เราจำกันได้แล้ว ในเรื่องทางภาษาคน ; แต่ยังไม่เข้าใจในเรื่องภาษาธรรม ; บัดนี้ก็เลยพูดเรื่องภาษาธรรม, และพูดให้ยิ่ง ๆ ขึ้นทุกทีว่า การประสูติ การตรัสรู้ การปรินิพพาน นี้มันเป็นการง่ายนิดเดียว ที่จะมีพร้อมกัน ในเวลาเดียวกัน กระทั่ง ในขณะจิตเดียวกัน ; เพราะเราเล็งเอาแต่ความหมายที่สำคัญ, ไม่เอาเปลือก ไม่เอา ผิวนอกเป็นเกณฑ์. นี้เรียกว่าได้แนะให้ท่านทั้งหลาย สังเกต เห็นการพูดจาที่มีอยู่สอง ชนิด, มีความหมายอยู่เป็นสองชนิดคือ ภาษาคน กับ ภาษาธรรม . เมื่อรู้เรื่อง ภาษาคนพอแล้ว ก็จะต้องรู้เรื่องภาษาธรรมต่อไป จึงจะถึงประโยชน์ที่แท้จริงที่ควร จะได้. ๒. พระพุทธประวัติ ที่นี้ จะได้พูดต่อไปโดยหัวข้อว่า พระพุทธประวัติ . เมื่อพูดถึงว่า พระพุทธประวัติ ก็ฟังออกว่า จะพูดกันถึงเรื่องราวของพระพุทธเจ้า ; ที่นี้ก็มีปัญหาว่า จะพูดกันถึงเรื่องราวของพระพุทธเจ้านี้ จะพูดกันในเรื่องทางกาย หรือว่าจะพูดกัน ในเรื่องทางจิตหรือทางวิญญาณ ; มันมีอยู่เป็นสองเรื่องสองทาง, แล้วมันต่างกันลิบ มันไปกันคนละทาง. ถ้าพูดถึง พระพุทธประวัติในทางฝ่ายร่างกาย ก็ยังแยกออกได้เป็น สองอย่างคือ ตามที่ได้กล่าวไว้ ในตำนานพุทธประวัติ ซึ่ง มีลักษณะเป็นนิยาย , ควรจะเรียกได้ว่าเป็นนิยาย ; อย่างปฐมสมโพธิ อย่างพระพุทธประวัติทั่ว ๆ ไป ก็มีลักษณะเป็นนิยาย คือ มีเรื่องผิดธรรมดารวมอยู่ด้วยมาก เช่นเดียวกับประวัติของ
น.302 พระศาสดาอื่น ๆ ในโลก ; จะเป็นพวกพระเยซู หรือพระศาสดาองค์ไหน ก็ล้วนแต่มี ประวัติอย่างนิยายซึ่งเรียกกันว่า ตำนาน นี้อย่างหนึ่ง. อีกอย่างหนึ่งก็ เป็นเรื่องทางประวัติศาสตร์ เป็นเรื่องเล็งถึงตัวบุคคลด้วย เหมือนกัน ; แต่ว่าตัดเอาพวกนิยายอะไรออกไปเสีย เหลือแต่ลักษณะทางประวัติศาสตร์. ฉะนั้นพระพุทธเจ้าในลักษณะที่เป็นนิยายก็บรรยายไว้อย่างหนึ่ง, พระพุทธเจ้าในลักษณะ ที่เป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ เท่าที่นักประวัติศาสตร์ หรือนักวิทยาศาสตร์จะยอมรับได้ นี้ก็มีอีกแนวหนึ่ง ; แต่ทั้งสองแนวนี้ก็เรียกว่าพุทธประวัติในลักษณะทางกายทั้งนั้น. ส่วน พระพุทธประวัติในลักษณะทางวิญญาณนั้น มันไปอีกทางหนึ่ง เล็งกันแต่ในเรื่องทางวิญญาณ. เราอาจจะเล็งไปถึงประวัติศาสตร์ทางวิญญาณของสัตว์ ทั้งหลายทั้งปวงในโลกนี้ ที่ว่ามันมีจิตใจ หรือวิญญาณ ก้าวหน้าสูงขึ้นมาอย่างไร, จนมาเกิดดวงวิญญาณชนิดของพระพุทธเจ้า ขึ้นมาในโลกนี้ : ; อย่างนี้ก็เรียกว่าพุทธ- ประวัติในแง่ของวิญญาณ. แต่เดี๋ยวนี้เราจะเอาให้รัดกุม ให้เจาะจงลงไปยิ่งกว่านั้น ก็ จะมองกันในแง่ ที่ว่า นับตั้งแต่คลอดออกมาจากครรภ์มารดา พระโพธิสัตว์ หรือ พระพุทธเจ้านี้ ท่านมีจิตใจอย่างไร . เราจะไม่ดูที่ร่างกาย เราจะดูแต่ที่จิตใจของท่านว่า ตั้งแต่เป็น เด็ก ๆ มานั้น มีความเฉลียวฉลาดอย่างไร, มีความเมตตากรุณาอย่างไร, จนกระทั่ง มาถึงวันตรัสรู้ ท่านมีพระหฤทัย หรือ จิตใจ หรือดวงวิญญาณนี้ เปลี่ยนมาอย่างไร, จนกระทั่งตรัสรู้, ในขณะแห่งการตรัสรู้นั้น ท่านมีดวงวิญญาณอย่างไร, แล้วต่อมา ก็เป็นพระศาสดา สั่งสอนสาวก โปรดสัตว์ทั้งหลายมาตลอด ๔๕ พรรษานั้น ท่านมี ดวงวิญญาณที่ เปลี่ยนแปลงมาอย่างไร , จนกระทั่งวาระสุดท้าย ที่เรียกว่า ปรินิพพานนั้น ท่านมีดวงวิญญาณอย่างไร.
น.303 นี่เราจะพบพระพุทธประวัติอีกแบบหนึ่ง แบบที่จะไม่ค่อยจะสนใจกันเลย, เพราะว่าไปสนใจแต่ทางร่างกายกันเสียเป็นส่วนมาก. ว่าที่จริง พระพุทธประวัติที่แท้ จริงนั้น จะมีอยู่เฉพาะ ในวันที่เรียกรวม ๆ กันว่า ตรัสรู้ นั้นเอง , ในคืนวันที่ ตรัสรู้นั่นแหละ เป็นพระพุทธประวัติในทางวิญญาณ ที่น่าสนใจที่สุด เราควรจะ สนใจศึกษาให้เห็นชัดว่า จากตอนหัวค่ำ ที่มีการพยายาม ที่จะให้ตรัสรู้ แล้วก็มีผล เกิดขึ้นตามลำดับ จน ถึงตอนดึก จนถึง ตอนรุ่งสว่าง แล้วตรัสรู้ นี้ดวงจิต หรือ ดวงวิญญาณ ของพระองค์ได้เปลี่ยนไปอย่างไร ; นั่นแหละคือพุทธประวัติที่แท้จริง ที่เป็นเนื้อหาแท้จริง เป็นหัวใจของสิ่งที่เรียกว่าพุทธประวัติ, นอกนั้นก็ไม่มีความหมาย อะไรนัก. ท่านเป็นเด็กอย่างไร ท่านเป็นหนุ่มอย่างไร ตามใจท่าน ; แต่ว่า ในคืน วันนั้นตั้งแต่หัวค่ำจนถึงสว่างนั้น ท่านจะเปลี่ยนจิตใจจากปุถุชน ไปเป็นพระสัมมา- สัมพุทธเจ้า นั้น นั่น, จิตใจของท่านได้เปลี่ยนไปอย่างไร, เราจะต้องศึกษากันทุก ๆ ขณะจิต ตามหลักของธรรมะ แล้วชั่วเวลา ๑๒ ชั่วโมงเท่านั้น ที่จะเป็นพุทธประวัติที่ประเสริฐ ที่สุด และจริงที่สุด ที่ควรจะเรียกว่าพระพุทธประวัติ. ขอให้ท่านทั้งหลายตั้งเป้าหมายไว้อย่างนี้ วันอื่น ๆ โอกาสอื่น เราคงจะได้ พูดกันโดยรายละเอียดให้เข้าใจได้. แต่ ในวันนี้ตั้งใจจะพูดแต่เพียงว่า พระพุทธ ประวัตินั้นก็มีอยู่เป็น ๒ ชนิด คือใน ภาษาคนธรรมดาพูด นี้อย่างหนึ่ง ใน ภาษา ธรรมะ ที่ผู้รู้ธรรมะเขาพูดกันนั้น เป็นอีกอย่างหนึ่ง. พุทธประวัติจึงมีอยู่เป็นสองอย่าง, แล้วในสองอย่างนั้นยังต่างกัน แยกออกไปได้เป็นหลาย ๆ ตอน หรือ หลาย ๆ แบบ อย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้น. สรุปความว่า พุทธประวัติในทางฝ่ายกาย, ในฝ่ายร่างกายของพระองค์นั้น ก็ยังมีอย่างแบบตำนานหรือนิยาย, แล้วก็ยังมีอย่างแบบประวัติศาสตร์ ที่ประวัติศาสตร์
น.304 ยอมรับ. ที่นี้พุทธประวัติในทางฝ่ายวิญญาณ ฝ่ายจิตใจของท่าน ก็ ควรจะมองกัน มาตั้งแต่แรก ที่ว่ามนุษย์จะมีจิตใจสูงขึ้นมาได้อย่างไร, จนถึงเป็นพระสัมมา- สัมพุทธเจ้า , แล้วเราจะมองว่า พระหฤทัยดวงจิตของพระองค์เป็นอย่างไร ตั้งแต่ประสูติ จากครรภ์พระมารดา จนถึงวันปรินิพพาน, แล้วจะมองอีกครั้งหนึ่งเป็นครั้ง สำคัญที่สุด ว่าจะมองเฉพาะ ๑๒ ชั่วโมง ในคืนวันที่จะตรัสรู้เท่านั้น ; เพราะการเปลี่ยน จากปุถุชนมาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น มันเป็นอย่างไร ; นั่นแหละคือยอดสุดของ พระพุทธประวัติอย่างนี้. ขอให้มีหัวข้อสำหรับศึกษากันอย่างรัดกุม ในลักษณะอย่างนี้ ไม่เท่าไรก็จะ รู้จักสิ่งเหล่านี้ได้ดี. นี่คือพุทธประวัติ ซึ่งจะแสดงพระพุทธจริยาตั้งแต่ต้นจนปลาย ; แต่ว่าแสดงพระพุทธจริยาในภาษาธรรม ในแง่ที่ลึกซึ้ง ซึ่งต้องดูด้วยธรรมจักษุ จึงจะ มองเห็น, ถ้าดูด้วยตาเนื้อธรรมดา มันก็มองไม่เห็น นี้คือพุทธประวัติ. ๓. พระพุทธคุณ ต่อไปนี้จะพูดถึงพระพุทธคุณ. คำว่า พระพุทธคุณนี้ ก็หมายความว่า คุณสมบัติของพระพุทธเจ้า เรียกสั้น ๆ ว่าพระพุทธคุณ : ; เราชอบจะแบ่งแยกออกเป็น สองฝ่ายว่า : พระพุทธคุณในส่วนพระองค์ท่านเอง กับ พระพุทธคุณที่จะมีต่อ สัตว์อื่น . มันมีอยู่เป็นสองพุทธคุณ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังแบ่งออกได้เป็น ภาษาคนและ ภาษาธรรม. พระพุทธคุณในภาษาคน ก็หมายถึงประโยชน์ตรง ๆ หรือว่า ลักษณะ อาการตรง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในพระพุทธเจ้า , แล้วก็แผ่มาถึงบุคคลในโลก แล้วแต่ ว่าใครจะมองกันในแง่ไหน คือ ในแง่เนื้อหนังร่างกายวัตถุ, หรือว่า จะมองกันในแง่ ดวงจิต หรือวิญญาณ ก็คงจะพบต่างกัน ; คือว่าในทางฝ่ายร่างกายมันก็มีปรากฏการณ์
น.305 ตามแบบของทางร่างกาย, มีประโยชน์ไปตามแบบของทางวัตถุ ชนิดที่คนธรรมดาสามัญ รู้จักเท่านั้น ; อาจจะมองกันไปในแง่ที่ต่ำลงมา ต่ำลงมา อย่างที่คนเขามองกัน ในเวลานี้ว่า มีพระพุทธเจ้าไว้เพื่อจะช่วยให้เราได้ปลอดภัย จนเอาพระมาแขวนคอ. เหล่านี้ก็ด้วยหวังว่า พระพุทธคุณนั้นจะคุ้มครอง ให้เราปลอดภัยอย่างนี้เป็นต้น. นี้มันเป็นเรื่องวัตถุมากไปแล้ว. เรื่อง ทางภาษาธรรม หรือ ทางจิต ทางวิญญาณนั้น มันต้องไปไกลกว่านั้น หรือว่า จะต้องมีพระพุทธเจ้าพระองค์จริง อย่างที่ว่ามาแล้ว อยู่ในใจของเรา ; พระพุทธคุณจึงจะแสดงอานิสงส์แก่เรา คือจะช่วยทำให้เราหมดกิเลส หมดความทุกข์ หมดข้าศึกศัตรูในภายใน ; ไม่ใช่ว่าต้องการให้คุ้มครองในทางภายนอก เช่นกันปืน ให้ยิงไม่เข้า ให้ยิงไม่ออก ให้ฟันไม่เข้า อะไรทำนองนี้. ถ้าดู พระพุทธคุณในส่วนที่เป็นของพระองค์เอง ก็ได้ยินได้ฟังกันมากจน จำได้กันทุกคนแล้วว่า ได้แก่ พระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระกรุณาคุณ . พระพุทธเจ้าท่านประกอบไปด้วย พระปัญญาคุณก่อน คือ ได้ตรัสรู้สิ่งที่ควรจะรู้ถึงที่สุด. นี้เรียกว่าปัญญา ; ปัญญามี ก็ทำลายความไม่รู้ คือ อวิชชาเสียได้. เมื่อทำลาย อวิชชาเสียได้ ก็เกิดความบริสุทธิ์ขึ้นมา จึงเรียกว่า บริสุทธิคุณ คือ ภาวะส่วนที่ บริสุทธิ์ หมดจดจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองทั้งหลาย ; นี้เรียกว่าบริสุทธิคุณ. ท่านยังมี คุณต่อไปอีกคือ เมตตา กรุณา ต่อสัตว์ทั้งหลาย ; มีความรู้สึกเมตตากรุณาเนื่องมา จากพระปัญญาคุณ ; เพราะมีปัญญาคุณ จึงรู้ว่า จะต้องทำอย่างไรต่อสัตว์ทั้งหลาย อย่างถูกต้อง ก็คือช่วยสัตว์ทั้งหลาย. เรา ควรจะมองให้เห็นโดยเหตุผลที่ว่า เพราะมีปัญญา อย่างเดียว จึง ทำลายกิเลสได้ กลายเป็นผู้บริสุทธิ์ , แล้วว่า เพราะมีปัญญานั้นแหละ จึง ทำให้รู้ ต่อไปว่าควรจะช่วยเหลือสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ในเวลาที่ยังเหลืออยู่ต่อไปข้างหน้านี้.
น.306 เรื่องนี้มันจึงมาสรุปอยู่ที่คำว่า ปัญญา ปัญญาก็แปลว่า ความรอบรู้. คำว่า รู้นี้ ก็ตรงเป็นอันเดียวกัน มีความหมายอย่างเดียวกันกับคำว่า พุทธะ ซึ่งแปลว่ารู้. คำว่า พุทธะ แปลว่ารู้ : ถ้าเป็นคำธรรมดาสามัญ ก็แปลว่าตื่นนอน, ถ้าเป็นภาษา ที่สูงขึ้นไป ก็ตื่นจากหลับคือ กิเลส กล่าวคือความรู้นั่นเอง. ฉะนั้น พุทธะ กับ ปัญญา นี้เป็นสิ่งเดียวกัน ; พระพุทธเจ้าท่านเป็นพระพุทธเจ้าได้ เพราะมีปัญญา, มีปัญญาจึงเป็นพุทธะ, และถ้าเป็นพุทธะก็ต้องมีปัญญา, มีปัญญาก็ทำให้หมดกิเลส ; แล้วก็ทำให้ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ต้องมีใครบังคับ นอกจากความรู้สึกของปัญญา. ถ้าจะถามว่า อะไรมาเชื้อเชิญมาบังคับ ให้พระพุทธเจ้าทรงยอม เหน็ดเหนื่อย ในการโปรดสัตว์ ? นั่นก็คือ ความเป็นพระพุทธเจ้า คือความมีปัญญา หรือ ความเป็นพุทธะ ทำให้ทรงทำหน้าที่โปรดสัตว์ เหล่านี้เราเรียกว่าพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ พระกรุณาคุณ ; สามคุณรวมอยู่ในพระพุทธเจ้าเรียกว่า เป็นพระคุณ ที่มีอยู่ในพระองค์ของท่าน, เรียกว่า คุณค่า หรือ คุณสมบัติ หรือ คุณลักษณะ หรืออะไรที่เรียกว่า คุณ ๆ นั่นแหละ มันมีอยู่ในพระพุทธเจ้า เป็นสามชนิดอยู่อย่างนี้. นี้เราเรียกว่า "คุณสมบัติ" ก็แล้วกัน. ทีนี้ ยังมีอีกคุณหนึ่ง คือเรียกว่า คุณประโยชน์. พระพุทธเจ้าท่านมี คุณประโยชน์, หรือประโยชน์คุณต่อสรรพสัตว์ ; นี่เรามองกันไปในแง่ว่า พระพุทธเจ้าท่านมีประโยชน์อะไรแก่สรรพสัตว์, คล้าย ๆ กับว่า เราไม่ยอมให้ พระพุทธเจ้าท่านมีพระคุณ เพื่อพระองค์เองแต่ฝ่ายเดียว, เราต้องการให้พระพุทธเจ้า ท่านมีคุณ หรือประโยชน์ ต่อสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงด้วย ; แล้วก็ได้มีจริง ๆ เหมือนกับ ที่กล่าวมาแล้วว่า ผู้ที่ปราศจากกิเลสแล้ว ก็ไม่มีหน้าที่อะไรเหลืออยู่ต่อไปอีก นอกจากการทำประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลายอื่น. ส่วนพระองค์ท่านนั้น ก็เรียกกันว่า กติ ปริญเณยย์ - กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มี
น.307 เหลืออยู่อีกต่อไป ; เรียกว่า สิ้นกิจ จบกิจ หมดกิจ ของความเป็นพระพุทธเจ้า ในส่วนพระองค์ท่าน. แต่ทีนี้ มันก็ยังเหลือกิจที่จะช่วยให้ผู้อื่นได้เป็นอย่างท่านบ้าง; นี้ก็ เป็นกิจที่ไม่รู้จักจบ ก็ทำไป. เมื่อมีพระชนม์ชีพอยู่ ท่านก็ทรงทำ ทรงขวนขวาย ไม่ทรงเห็นแก่เหน็ดแก่เหนื่อย ไม่ขี้เกียจเหมือนพวกเรา ; พวกเราทั้งขี้เกียจ ทั้ง เอาเปรียบ ทั้งแสวงหาประโยชน์อย่างไม่ซื่อตรง จากการทำคุณเหล่านี้. ทำอะไรนิด หน่อยก็อ้างว่า ทำมากเสียแล้ว เหนื่อยเสียแล้ว เป็นข้อแก้ตัว. พระพุทธเจ้าท่านทำอย่างที่ เหนือกว่านั้น ; ไม่มีข้อแก้ตัว, ไม่มีคำตรัสชนิดที่เป็นการทวง ว่า เราทำมากแล้ว. พวกเราเดี๋ยวนี้ทำอะไรนิดหนึ่ง ก็ยกขึ้นเป็นข้อแก้ตัว เป็นข้อทวงบุญคุณ หรือเป็นข้อ ประท้วงว่า ได้ทำมากแล้ว แกทำบ้างเถิด ; มีอย่างนี้ทั่วไป. แต่พระพุทธเจ้าท่านจะ ไม่มีถ้อยคำชนิดนี้. ขอให้นึกถึงคำว่า ปุพพณเห บิณฑบาตญจ สายณเห ธมฺมเทศน์ ที่ชิน ๆ หูกันดีว่า : ตอนเช้าไปบิณฑบาต เพื่อโปรดสัตว์โดยตรง จนกระทั่งตลอดวัน หาโอกาสที่จะโปรดคนในเมื่อไปบิณฑบาต ไปตามในบ้านในเมือง, พอตอนเย็น ทรงแสดงธรรมที่วัด ที่อาราม ที่พระองค์ประทับอยู่ เพราะชาวบ้านไปที่อาราม พอค่ำลงก็สอนภิกษุสาวก ในพระอารามนั้นเอง เรียกว่า ปโทเส ภิกขุโอวาทิ พอตอนดึกจะต้องตอบปัญหาของเทวดา ที่ว่า อฑฒ รตฺเต เทว ปญหนํ พอครึ่งคืน เข้าไปแล้ว ก็แก้ปัญหาเทวดา, เทวดาที่มาจากสวรรค์นั้น หรืออย่างไรก็ไม่ทราบ ก็มีเรื่องราวกล่าวไว้เหมือนกัน. ก็ แต่เทวดาที่ไปดึก ๆ อย่างนี้ก็มี คือพวกพระราชา ทั้งหลาย : พระเจ้าปเสนทิโกศล หรือพระเจ้าอชาตศัตรู พระเจ้าพิมพิสาร ก็ล้วนแต่ ไปในเวลาที่เรียกว่า อฑฺฒฺ รตฺเต คือครึ่งคืนเข้าไปแล้ว ไปด้วยกองทัพคุ้มครอง. อย่างนี้ก็เรียกว่า แก้ปัญหาของเทวดาได้.
น.308 ครึ่งคืนเข้าไปแล้ว ก็เหลือเวลานิดหน่อยที่จะทรงพักผ่อนบ้าง จนถึง ปจจุเสว คเต กาเล ภพพาภพเพ วิโลกน์ คือจวนหัวรุ่ง ก็เล็งญาณส่องโลก, ใช้คำว่าอย่างนั้น หมายความว่าพอถึงตอนหัวรุ่ง ก่อนสว่างนั้น ก็เล็งญาณส่องโลกว่า สัตว์ใด ประเภทใด พวกไหน ยังเป็นอาภัพพสัตว์ และพวกไหนเป็นภัพพสัตว์ ; ก็หมายความว่า ควร จะไปโปรดคน ๆ ไหน พวกไหน ที่ไหน นั่นเอง. ถ้าเห็นว่าคนไหนยังหนานักก็ยัง ไม่ไปโปรด, คนนี้บางแล้ว ก็ควรจะไปโปรด; พอสว่างขึ้นก็ไปโปรด. เวลา ที่ท่านไม่ได้ทำงานมันก็มีอยู่นิดหนึ่ง ตั้งแต่แก้ปัญหาเทวดาแล้ว จนถึงเวลาเล็งญาณ ส่องโลก นี้ก็คือทรงพักผ่อน ถ้าไม่ให้ทรงพักผ่อน ร่างกายจะอยู่ได้อย่างไร. การที่ทรงพักผ่อนเพื่อให้ร่างกายอยู่ได้ นี้ก็ต้องถือว่า เป็นเวลาทำงานด้วย เหมือนกัน ; เหมือนกับว่า เวลาที่เราต้องกินอาหาร ถ้าเราไม่กินอาหาร เราก็ตาย. ฉะนั้นก็ต้องนับรวมอยู่ในเวลาที่ทำงานด้วยเหมือนกัน : กินอาหาร เพื่อทำงาน ช่วยเหลือสัตว์โลก ; ไม่ใช่ไปกินอาหารเพื่อความสุข หรือความสนุกสนานเอร็ดอร่อย ส่วนตัว; ดังนี้การกินอาหาร หรือ การพักผ่อนเช่นนี้ ต้องผนวกไว้ในเวลาของการ งานด้วย ; จึงควรจะถือว่า ท่านทำงานตลอดเวลา ๒๔ ชั่วโมงก็ได้. นี่คือประโยชน์ ผู้อื่นละ ; หมายความว่า เมื่อประโยชน์ของพระองค์เองเสร็จไปแล้ว หมดไปแล้ว ก็เหลืออยู่แต่ประโยชน์ผู้อื่นเท่านั้น วันละ ๒๔ ชั่วโมง. นี้เราจะเรียกว่า พระคุณ ที่มีต่อสัตว์ โลก หรือสัตว์ทั้งหลายเหล่าอื่น. คุณสมบัติส่วนพระองค์ก็มี คุณประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลายเหล่าอื่นก็มี มันมี อยู่เป็นสองคุณอย่างนี้ ; และถ้าจะเพ่งกันให้ลึก ก็ต้องเป็นประโยชน์ทางนามธรรม : ทางจิต ทางวิญญาณ. อย่าเอาประโยชน์ทางเนื้อทางหนังกันเลย เช่นว่า ไปบนบาน พระพุทธรูป ว่าให้ได้ลูกสักคนหนึ่ง, หรือว่าไปบนบานพระพุทธรูปว่า ให้ถูก หวยเบอร์ อย่างนี้มันเป็นเรื่องทางเนื้อหนัง, มันไม่เกี่ยวกับพระพุทธองค์, มันเป็น
น.309 เรื่องของคนโง่ข้างเดียว พระพุทธเจ้าจะไม่มีทาง มีส่วนที่จะรับรู้ ; มันเป็นเรื่องของ คนโง่ข้างเดียว ก็โง่ไปก็แล้วกัน. ถ้าจะเป็นเรื่องที่ ให้พระพุทธเจ้าท่านรับรู้รับ ทราบด้วย มันต้องเป็นเรื่องทางจิต ทางวิญญาณ : เพราะว่าเรื่องของพระพุทธเจ้านั้น เป็นเรื่องหมดกิเลส เป็นเรื่องนิพพาน, เป็นเรื่องทางจิตทางวิญญาณ. นี่ขอให้รู้จัก พระพุทธคุณกันใน ๒ ลักษณะอย่างนี้, แล้วก็มีสองฝ่าย แต่ว่า เพ่งเอาเป็นฝ่ายวิญญาณ. นี่คือพระพุทธคุณ โดยหัวข้อสั้นสรุปที่สุด ที่จะเอามาพูดกัน ในวันเช่นวันนี้. ๔. พระพุทธจริยา ต่อไปอยากจะพูดถึงคำว่า พระพุทธจริยาอีก ทั้งที่มันเป็นหัวข้อใหญ่ของเรื่อง ที่กำลังพูดนี้อยู่แล้ว. พระพุทธคุณก็เล็งไปในทางคุณ หรือ ประโยชน์, พระพุทธ- จริยา ก็เล็งไป ในเรื่องของสิ่งที่ต้องประพฤติ หรือต้องปฏิบัติ หรือที่ประพฤติ ปฏิบัติอยู่เป็นปกติวิสัย. พุทธจริยา เราก็มองกันในแง่ต่าง ๆ อย่างที่เคยบรรยายมา แล้ว นับเป็นครั้งที่ ๙ ทั้งครั้งนี้ ว่า : พระพุทธจริยานั้นมองดูที่ว่า ท่านทำอะไร? ท่านทรงเป็นอะไรแก่พระองค์ท่านเอง ? นี้ก็พุทธจริยาหนึ่ง, ท่านทรงเป็นอะไร ต่อสาวกทั้งหลายของท่าน นี้ก็เป็นพุทธจริยาหนึ่ง, ท่านทรงเป็นอะไรต่อเดียรถีย์อื่น คือ เจ้าลัทธิอื่นที่เป็นข้าศึกศัตรูของท่าน นี้ก็เป็นพุทธจริยาหนึ่ง, แล้วก็ท่านทรงเป็น อะไรต่อสาวกของเดียรลีย์อื่น นี่ก็เป็นพุทธจริยาที่แยกออกมา ; เพราะว่าท่านมีหน้าที่ โปรดคนที่เป็นสาวกของเดียรถีย์อื่น ที่เป็นมิจฉาทิฏฐินั้น ให้มาสู่ความเป็นสัมมาทิฏฐิ หรือมาสู่ศาสนานี้ด้วย. หรือ จะมองกันทีเดียวหมด ก็ว่าท่านทรงเป็นอะไรต่อสัตว์โลกทั้งปวง : สัตว์โลกทั้งปวงนี้ ให้หมายถึงสิ่งที่มีชีวิตทั้งปวง นับตั้งแต่ เป็นหญ้า บอน ตะไคร่น้ำ
น.310 หญ้าบอนอะไรขึ้นมา จนถึงสัตว์เดรัจฉาน จนถึงสัตว์อมนุษย์ สัตว์มนุษย์ สัตว์เทวดา มาร พรหม อะไรขึ้นไปเลย ทั้งหมดนี้; พระพุทธเจ้าท่านทรงประพฤติ หรือ กระทำต่อ สิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายเหล่านี้อย่างไร. เรื่องกระทำต่อสัตว์เดรัจฉาน หรือมนุษย์นั้น เห็นได้ง่าย และก็เห็นกันอยู่ : แต่อาตมาอุตริอยากจะขอร้อง ให้มองเห็นว่า พระพุทธเจ้าท่านทรงมุ่งหมายจะคุ้มครอง ลงไป แม้แก่ หญ้าบอน ต้นไม้ ที่เรียกว่าพวกพืช ไม่ใช่สัตว์ พระพุทธเจ้าท่าน ก็ยอมรับรู้กับมัน, รับรองมัน ว่าเป็นสิ่งที่มีชีวิตอยู่ในโลก. ฉะนั้นจึงทรงบัญญัติ ไม่ให้ภิกษุฆ่าต้นไม้. ถ้าภิกษุฆ่าต้นไม้ก็มีโทษ มีอาบัติ เท่ากับฆ่าสัตว์. หรือว่า ถ้าภิกษุไปถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ ลงไปบนพืชของเขียวนี้ ก็ทรงปรับอาบัติ. ถึงแม้ พวกฆราวาสนี่ พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่ทรงแนะนำ หรือไม่ทรงยินดี ไม่ทรงอนุญาตให้ กระทำ ในการที่จะถ่ายอุจจาระลงไปบนของเขียว คือหญ้าบอน เป็นต้น ซึ่งจะทำให้ มันตาย. ถ้าสำหรับภิกษุแล้ว ท่านปรับอาบัติเท่ากับฆ่าสัตว์. นี้ขอให้ช่วยมองกันให้ถึงว่า พระพุทธจริยานั้นเป็นอย่างไร, คือพระพุทธ- หฤทัยนั้นเป็นอย่างไร, แล้วแสดงออกมาทางพระพุทธจริยาอย่างไร ; คือท่านโอบอุ้ม ไปจนกระทั่งถึงพืชทั้งหลาย มีหญ้าบอน เป็นต้นว่า อย่าไปทำอันตรายแก่ชีวิตของมัน, ในกรณีที่ควรจะเว้นได้ก็ให้เว้น, แล้วก็บัญญัติไว้เป็นชั้น ๆ, ชั้นที่กวดขันที่สุด ก็คือชั้นที่เป็นภิกษุ อย่าไปทำอันตรายชีวิตของพืชเลย. นี้ก็คือพุทธจริยาที่เมตตา กรุณา ทรงกระทำการคุ้มครองแม้แต่พืช โดยถือว่า มันเป็นสิ่งมีชีวิต ; ทำให้เรา พูดได้ว่า ข่ายของพระพุทธจริยานั้น ครอบคลุมไปหมดแก่สัตว์ที่มีชีวิตทุกประเภท นับตั้งแต่หญ้าบอนขึ้นมา จนถึงสัตว์ ถึงคน ถึงมนุษย์ ถึงเทวดา ถึงพรหมในที่สุด อยู่ในร่มเงาของพระพุทธจริยา คือหน้าที่ที่พระองค์จะทรงปฏิบัติ ต่อสัตว์โลกทั้งปวง ; แล้วก็ขอให้มีความหมายอย่างนี้ดีกว่า.
น.311 ตรงนี้อยากจะขอแทรกหน่อยหนึ่งว่า ทำไมจะต้องไปเมตตาปรานีต่อหญ้า บอน ; เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่า ความเมตตากรุณาปรานีนี้ มันตั้งซ้อน ๆ กันอยู่เป็นชั้น ๆ เป็นชั้น ๆ ; มันมีรากฐานอยู่ที่ชั้นต่ำที่สุด. เพราะว่า ถ้าเรามักง่าย ทำอันตรายสิ่ง ที่อยู่ในชั้นต่ำที่สุด ไม่เท่าไรเราก็ทำแก่ชั้นที่สูงขึ้นไปได้. ถ้าเราเป็นคนใจบาป หยาบช้า ฆ่าสัตว์เดรัจฉานได้โดยง่าย ไม่เท่าไรมันก็จะเผลอฆ่าคนได้โดยไม่ยาก ; เพราะ เหตุนี้จึงพยายามที่จะมีระเบียบปฏิบัติ ที่เรียกว่ารัดกุม เท่าที่เราจะทำได้ : หัดให้เมตตา ปรานี ให้มาก ๆ เข้าไว้ดีกว่า มันจะคุ้มกันความสะเพร่า ความมักง่าย ความ เผลอเรอ แม้ในระดับที่สูงที่ไม่ควรจะแตะต้อง. ถ้าว่า ผู้ใดปล่อยจิตใจมากเกินไป ในการทำอันตรายผู้อื่นแล้ว ไม่เท่าไรก็จะทำอันตรายแม้แก่บิดามารดาของตนเอง. ขอให้นึกไว้อย่างนี้. นี้คือความมุ่งหมายที่พระพุทธเจ้าท่านมีขอบเขตของพุทธจริยา หรือพระ มหากรุณา กว้างขวางอย่างนี้. ขอให้ทุก ๆ ท่านรู้จักพระพุทธจริยาไว้ ในลักษณะ ที่มีขอบเขตอย่างนี้. ทีนี้พระพุทธจริยานี้แสดงให้เราทราบถึงลักษณะของพระพุทธเจ้า ; ฉะนั้นหัวข้อต่อไปก็จะพูดถึงพระพุทธลักษณะ. ๕. พระพุทธลักษณะ พระพุทธลักษณะก็แปลว่า ลักษณะของพระพุทธเจ้า. คำว่าลักษณะนี้ แปลว่าเครื่องกำหนด มันมาจากคำว่า ดู ว่าเห็น. สิ่งใดที่เราดู เราเห็นได้ สิ่งนั้น เป็นลักษณะ. พุทธลักษณะก็คือ สิ่งที่เราจะดูจะเห็น ที่องค์พระพุทธเจ้า; นี้ก็ยิ่ง จะต้องแบ่งเป็นชั้น ๆ อีกตามเคย. ชั้นแรกที่สุดก็คือ ทางร่างกาย, ชั้นที่ ๒ ก็คือทางจิต, ชั้นที่ ๓ ก็ทาง วิญญาณ หรือ ที่เรียกว่า ทางสติปัญญา ทางทิฏฐิ.
น.312 ทางร่างกาย เราได้ยินได้ฟังกันมาจากพระคัมภีร์ว่า พระองค์ทรงประกอบ ไปด้วยมหาปุริสลักษณะ ๑๐๘ ประการ ๓๒ ประการ, แล้วแต่จะเอากันในชั้นไหน. พระมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการนี้รู้จักกันมาก เป็นลักษณะทางร่างกายที่ผิดจากบุคคล อื่น. ถ้าถือเอาตามตัวหนังสือนั้นแล้ว จะผิดมากจนดูเป็นมนุษย์ที่มีรูปร่างประหลาด ที่สุดก็ได้. ไปหาอ่านเอาเอง เพื่อไม่เสียเวลา ; แต่ว่าจะยกตัวอย่างสักข้อหนึ่ง ที่ว่า จะประหลาดอย่างไร. ที่ว่า ท่านมีพระหัตถ์ยาว จนถึงกับว่าปลายพระหัตถ์นั้น แตะต้องพระชานุ คือหัวเข่าได้ ใครมือยาวอย่างนี้บ้าง ? แล้วยังมีอะไรที่ประหลาด ๆ. นี่เรียกว่าลักษณะ ทางร่างกาย. รวมความแล้วก็คือว่าสวยที่สุด สง่าผ่าเผยที่สุด น่าเกรงขามที่สุด อะไร ที่สุดทั้งนั้นแหละ ; เขาเรียกว่า "มหาปุริสลักษณะ" มีอยู่ในคัมภีร์ที่สำคัญที่สุดของพวก พราหมณ์ หรือเวท ว่ากันมาแต่โบราณกาล ก่อนพระพุทธเจ้าเกิด ; ว่าถ้ามีลักษณะ อย่างนั้นแล้วละก็ เขาจะเป็นพระพุทธเจ้า, หรือ มิฉะนั้นก็เป็นพระจักรพรรดิ์. นี้ลักษณะทางร่างกาย ; พระพุทธเจ้าท่านก็เป็นอย่างนี้กับเขาด้วย. เมื่อ มองให้ละเอียด ก็จะมองไปทางมรรยาท ทางวาจา การพูดจา การ กระทำ นี้ก็ล้วนแต่ละเอียดประณีต ; เป็นลักษณะทางกาย ทางวาจา. ลักษณะ ทางกายในประเภทนี้ เราก็จะเห็นได้ว่า มันรวมอยู่ในคำว่ามีศีล, มีศีล คือมีการ ประพฤติกระทำ ทางกาย ทางวาจา ถูกต้องบริสุทธิ์สะอาด น่ารัก น่าเลื่อมใส. พระพุทธ- ลักษณะในทางกายเป็นอย่างนี้. ทีนี้ พระพุทธลักษณะในทางจิต หมายถึงสมาธิ คือ ท่านมีจิตมั่นคง และมีความสุข. คำว่าสมาธินี้ไม่เกี่ยวกับปัญญา ไม่เกี่ยวกับความรู้ แต่เกี่ยวกับ ลักษณะ หรือภาวะของจิตเท่านั้นเอง : คือมีความมั่นคง มีจิตที่มั่นคง ไม่มีอะไรมา กระทบกระทั่งได้. เมื่อจิตไม่มีอะไรมากระทบกระทั่งได้ ดังนั้นจิตนั้นก็จะสะอาด และ
น.313 มีความสุข. ผู้ใดมีจิตเป็นสมาธิมั่นคง หมายความว่ากิเลสมากระทบกระทั่งให้หวั่นไหว ไม่ได้, กิเลสเล็ก กิเลสใหญ่อะไรก็ตาม จะทำให้จิตหวั่นไหวไม่ได้ ; ทีนี้จิตก็มั่นคง เพราะที่มันหวั่นไหวไม่ได้, ไม่มีอะไรกระทบกระแทกได้ มันจึงมีความสุข และมี ความสะอาดด้วย. คำว่าสมาธินั้นจึงมีความหมายแจกเป็น ๓ องค์ คือว่า : บริสุทธิ์สะอาดด้วย, มั่นคงด้วย, มีความสุขด้วย. นี้เป็นพุทธลักษณะทางจิต ; ถ้าเราจะดูแต่เฉพาะใน แง่จิต เราจะพบอย่างนี้ ว่าพระพุทธเจ้าท่านมีพุทธลักษณะทางจิต เป็นความมั่นคง ไม่หวั่นไหวไปตามกิเลสด้วย, แล้วก็มีความสุขด้วย, มีความสะอาดแห่งจิตด้วย. ดูในทางต่อไป ทางสุดท้าย คือ ทางวิญญาณ ; เป็นคำพูดที่ไม่รู้ว่าจะพูด ว่าอย่างไร, ก็พูดเอาเองว่า ทางวิญญาณ คือทางทิฏฐิ ทางสติปัญญา กระทั่งถึง ทางปฏิภาณ, สติปัญญาปฏิภาณนี้ รวมอยู่ในพวกนี้ ก็คือทางปัญญานั่นเอง. ทางกาย ก็คือศีล, ทางจิตก็คือสมาธิ, ทางวิญญาณก็คือปัญญา ; ทรงมีปัญญาคือ มีทิฏฐิ ถูกต้อง. นี้เป็นพระพุทธเจ้าชั้นลึก ที่คนไม่ค่อยมอง แล้วมองไม่ค่อยเห็น. พระพุทธเจ้าพระองค์จริงนั้น อยู่ที่ชั้นลึก คือชั้นปัญญา มีความรอบรู้ ถึงขนาดที่ทำลายกิเลสได้. กิเลสนี้มันก็รวมอยู่ในพวกความรู้ผิด คือ ไม่ใช่ปัญญา. ถ้าเป็นทิฏฐิก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ มันไม่ใช่สัมมาทิฏฐิ มันจึงเป็นกิเลสชนิดหนึ่ง ที่ทำให้ ไม่มีปัญญา. ถ้ามีปัญญา ก็ไม่อาจจะมีกิเลส ; ฉะนั้นจิตนั้นจึงมีความสะอาด หรือ มีความสงบสุข ความบริสุทธิ์ ลึกไปกว่าธรรมดา. คนที่ยังมีกิเลสก็มีจิตเป็นสมาธิได้ ขอให้เข้าใจไว้อย่างนั้น. เป็นฤๅษี มุนี ชีไพรอะไร ก็ยังมีกิเลส ยังไม่หมดจากกิเลส ก็มีสมาธิได้ ไปกระทั่งถึง เนวสัญญานาสัญญายตนะ สมาธิไปได้ไกลอย่างนั้น แม้ของปุถุชน. ฉะนั้นจะพูดแต่
น.314 เพียงว่า มีจิตมั่นคงเป็นสมาธิ อย่างนี้มันยังไม่แน่นอน, มันเป็นสมาธิที่เปลี่ยนกลับไป เป็นไม่สมาธิก็ได้, แล้วเป็นสมาธิชนิดที่ยังมีตัวตนอยู่ ยังยึดมั่นในตัวตนอยู่ก็ได้ ; ฉะนั้นจึงไม่พอ. จะต้องมีปัญญาอีกทีหนึ่ง คือทำลายกิเลสเสียให้สิ้นเชิงไป. เมื่อกิเลสหมดสิ้นเชิงไปแล้ว ความเป็นสมาธิมันก็ตายตัวแน่นอน, คือความ บริสุทธิ์ทางกาย ทางวาจา ก็ตายตัว และแน่นอน ; ฉะนั้นพระพุทธเจ้าพระองค์จริง จึงอยู่ในส่วนลึก คือส่วนที่เรียกว่าทางวิญญาณ หรือ ทางปัญญา ทางทิฏฐินั่น. แต่เดี๋ยวนี้ เอาเป็นว่า พระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ท่าน สมบูรณ์ทั้งทางกาย ทั้งทางจิต ทั้งทางวิญญาณ คือทางสติปัญญา ; นั่นแหละเป็นลักษณะของท่าน . เพื่อให้เราเข้าใจง่ายก็แจกเป็น ๓ ชั้นอย่างนี้ : ชั้นกาย ชั้นจิต แล้วก็ ชั้นลึกที่สุด คือชั้นวิญญาณ ชั้นสันดานอะไร. ลักษณะทางกายเห็นได้ง่าย เพราะเป็น รูปธรรม ; แต่ถึงอย่างนั้น เราก็ยังไม่เคย มีความรู้กันเป็นที่แน่นอนและถูกต้องว่า พระวรกายของพระพุทธเจ้านั้นเป็นอย่างไร. พระพุทธรูปในเมืองไทยมีหลายหมื่น หลายแสน หลายล้านองค์ละกระมัง, แล้วองค์ไหนเหมือนพระพุทธเจ้า. ใครเชื่อว่า องค์ไหนเหมือนพระพุทธเจ้า ; พระพุทธรูปแบบสุโขทัย หรือว่าแบบเชียงแสน หรือว่าแบบไหน ที่ว่าจะเหมือนพระพุทธเจ้า ; มันก็เหลวทั้งนั้น. แปลว่าทางกาย แท้ ๆ เราก็ยังไม่รู้ว่า พระพุทธเจ้าท่านมีรูปร่างอย่างไร, เอาอะไรเป็นหลัก ; ถ้าเอาตามมหาปุริสลักษณะ ๓๒ เป็นหลัก ก็ไม่เคยมีใครทำขึ้นเลย. ถ้าใครทำพระพุทธรูปถูกต้องตามมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการแล้ว คน เห็นเข้าอาจจะวิ่งหนีก็ได้ เพราะมันแปลกประหลาด และน่ากลัว. ก็เป็นอันว่า ไม่ต้องรู้กันว่า รูปร่างที่แท้จริงของพระพุทธเจ้านั้นเป็นอย่างไร แม้แต่ทางกาย. อย่าอวดดี, อย่าอวดดี, ว่าแม้แต่ทางกาย เราก็ยังไม่รู้จักว่า พระพุทธลักษณะนั้น เป็นอย่างไร ? เคยเห็นที่ไหน ?
น.315 พุทธลักษณะทางจิต ของท่านยิ่งไม่เห็นใหญ่, ยิ่งทางสติปัญญา ของท่าน ด้วยแล้ว ยิ่งไม่เห็น มากขึ้นไปกว่านั้นอีก คือหยั่งไม่ถึง ; แม้แต่สิ่งที่เรียกว่าพระพุทธ ลักษณะแท้ ๆ เราก็ยังไม่มีตาที่จะไปเห็นได้ จนกว่าเมื่อไร เราจะมีธรรมจักษุ, คือ มีตาอย่างเดียวกันกับที่พระพุทธเจ้าท่านมี เราจึงจะเห็นองค์พระพุทธเจ้าได้ ว่ามี อะไรอย่างไร มีลักษณะอย่างไร ; แล้วถ้ามีธรรมจักษุ ก็จะเห็นพระพุทธเจ้าที่เป็นชั้น องค์จริง ก็เลยไม่ไปสนใจชั้นเปลือกนอก ชั้นที่ไม่เป็นองค์จริงที่เป็นเพียงเปลือกนอก. แม้แต่พระพุทธเจ้าที่เป็นองค์จริงในสมัยโน้น ในอินเดียนั้น ก็ยังไม่ใช่พระพุทธเจ้าจริง แท้จริง หรือถูกต้อง. พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสห้ามเสียว่า "โอ๊ย, อย่าไปดูที่นั่น, ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา, ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นเห็นธรรม ; ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นเห็นธรรม, ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา" นี่เป็นคำตรัสไว้ตรง ๆ มีอย่างนี้ : ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา, ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นเห็นธรรม. ถ้า ใครอยากจะเห็นพระพุทธลักษณะ ก็จงพยายามเห็นธรรม, ถ้า อยากจะเห็นธรรม เร็ว ๆ ชัด ๆ ไว ๆ ก็จงเห็นปฏิจจสมุปบาท คือ ความผันแปร ที่มีอยู่ในร่างกายเรา ที่ยาววาหนึ่ง ที่ยังเป็น ๆ นี้ ซึ่งผันแปรอยู่ในทางสมุทยวาร คือเกิดทุกข์ก็ได้, ผันแปรอยู่ในทางนิโรธวาร คือทุกข์ไม่เกิด ทุกข์ดับลงไปก็ได้. ดูที่นั่น ถ้าเห็นปฏิจจสมุปบาทนั้นแล้ว จะชื่อว่าเห็นธรรม. ถ้าเห็นธรรมแล้ว จะชื่อว่า เห็นพระตถาคต. เห็นพระพุทธเจ้านั้น คือเห็นธรรมส่วนที่เป็น ความดับทุกข์ ; ความดับทุกข์นั้นต้องเห็นที่ความทุกข์ จะไปเห็นที่อื่นไม่ได้. ใครอวดดีไปเห็นความดับทุกข์ที่อื่น นั่นแหละคือ คนที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย. นี้เป็นกันมากถึงขนาดที่ว่า เอาความทุกข์ไว้ที่บ้าน, เอาความดับทุกข์ไว้ ที่วัด ; นี้คือคนโง่ที่สุดในโลก. ความทุกข์อยู่ที่ตรงไหน มันต้องทำความดับทุกข์ ที่นั่น ต้องดับลงไปบนตัวทุกข์ : เหมือนกับเราดับไฟอย่างนี้. มีไฟอยู่ที่ตรงไหน
น.316 ก็ดับลงไปที่ไฟ; มันจึงจะมีความดับไฟ. ฉะนั้นเรา ต้องเห็นทุกข์ที่มีอยู่ในร่างกาย ที่ยาววาหนึ่งนี้ ยังเป็น ๆ นี้ แล้วก็ดับมันลงไปให้ได้ ก็จะเห็นความดับทุกข์. เห็นทั้งสองอย่างนี้ เรียกว่าเห็นปฏิจจสมุปบาท. ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นเห็นธรรม, ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็น เราตถาคต ; นี่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้อย่างนี้. ถ้าใครอยากจะเห็นพระพุทธลักษณะ ที่แท้จริง ก็จงพยายามให้เห็นอย่างนี้ : เห็นความจริง หรือ กฎเกณฑ์ของความจริง, หรือสภาวธรรมตามที่เป็นจริง ที่มันเกี่ยวกับความทุกข์และความดับทุกข์. สภาวธรรม นั้นเป็นพระพุทธลักษณะที่แท้จริง ในภาษาธรรม ไม่ใช่ภาษาคน คือเนื้อหนังร่างกาย. นี้เป็นพุทธลักษณะที่มีอยู่เป็น ๓ ชั้น : ทางกาย ทางจิต และทางปัญญา ; จงพยายามให้เห็นให้มากที่สุดเท่าที่จะเห็นได้, โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันเช่นวันนี้ ซึ่ง เป็นวันสำคัญ ที่อุทิศเวลาทั้งหมดมา เพื่อจะกระทำให้ดีที่สุด ในการที่จะรู้จักพระพุทธเจ้า แล้วจะได้บูชาพระพุทธเจ้า. อย่าได้เป็นคนโง่ที่ว่า ทำพะอง หรือบันไดไว้จะไปพาด ที่ปราสาท แล้วก็ไม่รู้ว่ามีปราสาทอยู่ที่ไหน ; นี่มันโง่เท่าไร. เราตั้งใจมาว่า จะบูชาพระพุทธเจ้าในวันนี้ แล้วเราก็ไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้า อยู่ที่ไหน, หรือเป็นอย่างไร ? คิดดูเถอะมันน่าสงสาร. วันนี้ตั้งใจว่า จะบูชา พระพุทธเจ้ากันเป็นการใหญ่ ให้สุดชีวิตจิตใจ ให้เต็มขนาด ; แต่แล้วก็ไม่ทราบว่า พระพุทธเจ้าอยู่ที่ไหน หรือเป็นอย่างไร. นี้มันเป็นเรื่องตลก ไม่ควรจะมีแก่ พุทธบริษัท ผู้มีความรู้ มีความตื่นจากหลับแล้ว, ตื่นจากหลับมีดวงตาที่มองเห็น อะไรได้แล้ว. ๖. พระพุทธภาวะ ทีนี้ที่มันเนื่องกันอยู่กับพุทธลักษณะ ก็คือ พระพุทธภาวะ, เราจะพูดกัน โดยคำว่า พุทธภาวะ.
น.317 ภาวะ แปลว่า ความมี ความเป็น ; พุทธภาวะ หรือ พุทธสภาวะ ก็คือ ความเป็น, ลักษณะแห่งความเป็น หรือความมีอยู่ แห่งพระพุทธเจ้า. ถ้าคำ สภาวะก็คือ ที่เป็นอยู่เอง, ถ้าภาวะก็คือเป็นเฉย ๆ; หมายความว่าที่มันเกี่ยวข้องกับ สิ่งอื่น, มีสิ่งอื่นมาเกี่ยวข้องด้วย, ทำให้มันเป็นไปตามสิ่งที่มาเกี่ยวข้อง ; อย่างนี้ เราเรียกว่าภาวะ. แต่ถ้ามันเป็นเองโดยเด็ดขาด ไม่เปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น เราก็ จะเรียกว่าสภาวะ. สภาวะ กับ ภาวะ มันต่างกันนิดหน่อยอย่างนี้ . พุทธภาวะ หรือ พุทธสภาวะ คือความเป็นแห่งพระพุทธเจ้า, ลักษณะ ที่แสดงภาวะแห่งความเป็นพระพุทธเจ้า มันเนื่องกัน. ลักษณะ กับ ภาวะ นี้มันจะ เนื่องกัน : เราจะดูภาวะได้จากลักษณะ, เราจะดูลักษณะได้จากภาวะ. แต่ถ้าจะพูด หรือเรียกกันว่า พุทธภาวะ ก็อยากจะระบุลงไปในชั้นแรกว่า : ความสะอาด ความสว่าง ความสงบ นั้นเอง. ภาวะแห่งความสะอาด ภาวะแห่งความสว่าง ภาวะแห่งความสงบ เป็นอย่างไร ; นี้ก็เป็นพุทธภาวะ หรือเป็นพุทธสภาวะในบาง กรณี. จงศึกษาให้เข้าใจคำว่า สะอาด สว่าง สงบ; เรื่องก็เป็นอย่างเดียว กับที่พูดมาแล้วเมื่อตะกี้นี้ว่า : สะอาดก็คือบริสุทธิ์จากกิเลส, สว่างก็คือรู้แจ้งหรือ ปัญญา, สงบ ก็คือไม่วุ่นวาย และไม่เป็นทุกข์. ทั้งสามภาวะนี้ ที่จริงมันก็เป็น ภาวะเดียวกัน : ถ้ามันสะอาดจริง มันก็ต้องมีความสว่างอยู่ในนั้นด้วย และมีความ สงบอยู่ในนั้นด้วย. ถ้ามันสงบจริง สงบแท้จริงไม่หลอกกันแล้ว มันก็ต้องมีสะอาดด้วย และสว่างด้วย ; ทั้งสามอย่างนี้มันจะเป็นของสิ่งเดียวกัน ในความหมายทางธรรมะชั้น สูงสุด ; สะอาดที่สุด สว่างที่สุด สงบที่สุด มันจะกลายเป็นสิ่งเดียวกันไป. ฉะนั้น เราดูภาวะ คือ ความเป็นแห่งความสะอาด ความเป็นแห่งความสว่าง ความเป็น แห่งความสงบนี้ ว่าเป็นภาวะของบุคคลผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน คือ พระพุทธเจ้า.
น.318 คำว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน นี้ไม่ควรจะต้องอธิบายกันอีกแล้ว เพราะ อธิบายมามากแล้ว แล้วก็พูดอยู่ทุกวันว่า พุทธะ คือผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ; ฉะนั้น ภาวะของผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน นี้ก็คือ ความสะอาด ความสว่าง ความสงบ. เราแยกออกเป็น ๓ อย่างทั้งที่แท้มันอยู่ที่สิ่ง ๆ เดียวกัน, มันเป็นสิ่ง ๆ เดียวกัน แล้วแต่ว่า เราจะมองในเหลี่ยมไหน มันมีเหลี่ยมให้มองเป็นเหลี่ยม ๆ ไป : มองในแง่ว่า สะอาด หรือไม่สะอาด, มองในแง่ว่า สว่างหรือมืด, มองในแง่ว่า มันสงบหรือวุ่นวาย ; สิ่งนั้น แหละมันจะมองได้ครบ ; ที่เรียกว่าพระพุทธภาวะนี้คือ ความสะอาด ความสว่าง ความสงบอย่างนี้ ก็อยากจะพูดว่า นี่พูดกันในภาษาคน ที่เอาสิ่งที่เห็นด้วยตา หรือ เนื่องด้วยตา นี้เป็นหลัก. ถ้าว่าพูดกัน ในภาษาธรรมที่ลึกซึ้ง แล้ว ก็จะต้องพูดว่า พุทธภาวะนั้นเป็น ความว่าง ก็ยิ่งไม่เห็นใหญ่เลยที่นี้ ; พูดว่า ความสะอาด ความสว่าง ความสงบ ก็ยังไม่ค่อยจะเห็นอยู่แล้ว ; พอพูดว่าเป็นความว่าง ก็ยิ่งไม่เห็นหนักขึ้นไปอีก เพราะ มันเป็นภาษานามธรรม ภาษาวิญญาณ ยิ่งขึ้นไปอีก. แล้วที่มันยิ่งไปกว่านั้น ก็คือว่า คนธรรมดาสามัญนี้ ไม่รู้จักความว่างที่แท้จริง, รู้จักแต่ความว่างไปตามภาษาของคน ธรรมดา : - ว่างอย่างของเขาคือไม่มีอะไร. ถ้าอย่างนี้มันผิดแล้ว ; ถ้าว่าง คือไม่มี อะไรนี้มันผิดแล้ว ; เรียกว่าคนโง่สองซ้อน สามซ้อนแล้ว. เพราะว่าความว่างนั้น อย่างน้อยมันก็มีความว่างนั่นแหละ ; จะว่าไม่มีอะไรก็ไม่ได้ คือมันมีความว่างนั่นแหละ. มันมีปัญหาอยู่แต่ว่า เรารู้จักความว่างหรือไม่. ความว่างในภาษาคนก็คือไม่มีอะไร, ไม่มีอะไรเลย ; อย่างนี้เป็นไปไม่ได้ เป็นได้แต่คนโง่ คนโง่ที่จะพูดว่า ไม่มี อะไรเลย ; มันไม่ได้มีภาวะอย่างนั้นอยู่จริง ; ตรงไหนล่ะที่ว่าไม่มีอะไรเลย ? ถ้าว่าว่างชนิดที่ไม่มีอะไรเลย มันก็ยังมีอากาศ ; ในขวด ๆ หนึ่งก็ยังมี อากาศ, สูบอากาศออกเสีย เป็นความว่างอากาศ, มันก็มีความว่างอากาศนั่นแหละ
น.319 จะเรียกว่าไม่มีอะไรเลยไม่ได้. ฉะนั้นคนธรรมดาก็พูดเอาแต่ตามความรู้สึก, ความว่าง ของคนชาวบ้าน คนธรรมดา มันก็ไม่จริง. แต่ ความว่างในทางนามธรรม ทาง สติปัญญา นี้ เขาหมายถึงว่างทางจิตใจ, ไม่มีสิ่งที่จิตใจจะยึดถือได้ นั่นแหละ คือความว่าง. ภาวะที่จิตใจไม่อาจจะยึดถือเอาได้ นั้นคือ ความว่าง ; ในภาษาบาลี เรียกว่า สุญญตา คือความว่าง. ว่างจากอะไร? ว่างจากความ ที่จะยึดถือเอาได้. ขอให้ดูโลกทั้งปวงเป็นของว่างกันเสียก่อน, ให้เห็นว่าไม่มีส่วนไหนที่เป็น ภาวะ ที่ควรจะยึดถือ หรือยึดถือเอาได้. มันเป็นของธรรมชาติทั้งนั้น ยึดถือเอา เป็นของเราไม่ได้ ; ฉะนั้นโลกนี้ว่าง. พูดว่า โลกนี้ว่าง ไม่มีใครเชื่อ เว้นไว้แต่คนที่ เห็นธรรมะ หรือเห็นจริงเท่านั้น จึงจะยอมเชื่อว่าโลกนี้ว่าง. โลกนี้ทั้งๆ ที่มีอะไร เต็มไปหมดอย่างนี้แหละ ว่าง, ว่างจากส่วนที่จิตใจจะยึดถือเอาได้ : หมาย ความว่า จิตใจที่มีสติปัญญาแล้ว จะมองเห็นว่า ไม่มีส่วนไหนที่ควรจะยึดถือเอาได้. ส่วนจิตใจที่ยังโง่ ก็คิดว่ายึดถือได้หมด ; จะยึดถืออะไรก็ยึดถือเอา, ยึดถือ ลูกเมีย ทรัพย์สมบัติอะไร เป็นตัวกู เป็นของกู. นี้มันก็คือความหลอกลวง เพราะ ไม่เห็นความว่าง ; และที่ยึดถืออยู่นั่นแหละ ที่แท้มันว่าง. สิ่งใดที่กำลังยึดถืออยู่ว่า เป็นตัวกู เป็นของกูนั้นแหละ ที่แท้ มันเป็นสิ่งที่ว่าง เพราะส่วนที่จะยึดถือได้ หรือควรยึดถือนั้น มันไม่มี. ที่ว่า พุทธภาวะ คือความว่าง นั้น ว่างหมดทั้งฝ่ายผู้ที่จะยึดถือ และ ฝ่ายที่จะถูกยึดถือ. ที่ว่าเบญจขันธ์เป็นอนัตตาหรือว่าง นี่มันเป็นเพียงความรู้สึกของจิต ซึ่งจะยึดถือบ้าง ซึ่งถูกยึดถือบ้าง ; ทีนี้เมื่อทุก ๆ ขันธ์ทั้ง ๕ ขันธ์ มันเป็น ธรรมชาติ ที่เป็นอนัตตา คือไม่มีตัวตนที่จะเป็นผู้ยึดถือ และไม่มีสิ่งที่จะถูกยึดถือ และ ยึดถือได้; เพราะฉะนั้นจึงว่าง. ความว่างอย่างนี้ มันเป็นความรู้ที่สุดเลย,
น.320 เป็นความสะอาดที่สุดเลย, เป็นความสงบที่สุดเลย ; แล้วบริสุทธิ์อย่างยิ่งด้วย, ไม่มีอะไรจะบริสุทธิ์เท่าความว่าง หรือว่าสะอาดเท่าความว่าง หรือว่าสงบเท่าความว่าง ; แล้วก็พูดว่า "ว่าง" คำเดียว เลยกลายเป็นพุทธภาวะทั้งหมดทั้งสิ้น. พวกที่เขามองเห็นแล้วเขาก็พูดว่า พุทธะก็ว่าง ธรรมะก็ว่าง สังฆะ ก็ว่าง ; ถ้าพุทธะจริง ธรรมะจริง สังฆะจริง นั้น จะมีภาวะเป็นว่าง ; ถ้าไม่อย่างนั้น ก็ยังเป็นวุ่น. จิตที่ยังไม่สะอาด ไม่สว่าง ไม่สงบ มันก็ยังวุ่น ; ถ้ามันสะอาด สว่าง สงบ มันจะว่าง. เมื่อพูดเป็นสามคำ ก็พูดว่า สะอาด สว่าง สงบ ; ถ้าพูด เป็นคำเดียว ก็คือคำเดียวว่า ว่าง. ใครเคยเห็นพระพุทธเจ้าว่างบ้าง ? ใครเคยเห็นพระพุทธเจ้าชนิดนี้กันบ้าง ? ไม่มีใครเคยเห็น เพราะว่าจิตของบุคคลเหล่านั้นกำลังวุ่น กำลังมีตัวกู มีของกู ไม่เคยว่าง ต่อ เมื่อใดจิตมันว่าง จึงจะเห็นความว่าง. เมื่อจิตมันวุ่น มันก็จะเห็นแต่ความวุ่น. ทีนี้ปุถุชนเรามีแต่ความวุ่นในจิต จึงไม่เห็นความว่าง, จึงไม่เห็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ซึ่งที่แท้เป็นความว่าง. นี้พูดแต่เค้าเงื่อน เพราะว่าไม่อาจจะพูดให้เข้าใจได้ในวันนี้ ; พูดได้แต่ เพียงเค้าเงื่อน สำหรับจะไปดูเอาเองเรื่อย ๆ ไป และเข้าใจได้ในวันหน้าว่า พุทธภาวะ คือ ความสะอาด สว่าง สงบ. ที่สะอาด สว่าง สงบ แท้จริงนั้น มีแต่สุญญตา. ๗. พุทธเกษตร ทีนี้ พุทธภาวะ ที่มีอยู่ในพระพุทธเจ้านั้น มีอยู่ที่ไหน ? หรือจะถามไป อีกทีว่า พระพุทธเจ้าอยู่ที่ไหน ? เราจะเรียกว่า พุทธเกษตร.
น.321 พุทธเกษตร : เกษตรนั้นแปลว่า ที่ หรือ ที่นา หรือทุ่งนา. ศัพท์ว่า เกษตรนั้นแปลว่านา ; ภาษาบาลีว่า เขตต ภาษาสันสกฤตว่า เกษตรแปลว่าทุ่งนา, ทุ่งนาก็หมายความว่าเป็นสถานที่ ที่มีอะไรอยู่ เรียกว่าเขตต หรือเกษตร. ที่นี้ พุทธเกษตร คือเขตที่พระพุทธเจ้าท่านอยู่นั้น อยู่ที่ ไหน ? พอใช้คำว่า พุทธเกษตร คำนี้ก็ต้องแบ่งเป็นสองประเภท คือ ภาษาคน กับ ภาษาธรรม อีกนั่นเอง. พุทธเกษตรในภาษาคนนี้ คัมภีร์บางคัมภีร์ของฝ่ายมหายาน เขาว่ามันอยู่ในสามหมื่นโลกธาตุ แต่ละโลกธาตุมีพุทธเกษตร มีแดนที่พระพุทธเจ้าท่านอยู่ : เช่น พุทธเกษตรนี้ก็มีแดนสุขาวดี ที่พระพุทธเจ้า อมิตาภะอยู่. นี้แปลว่า ในทุก ๆ โลกธาตุ ซึ่งมีถึงสามหมื่นโลกธาตุนั้น ล้วนแต่มีพุทธเกษตร, ที่พุทธเกษตรนั้นมีพระพุทธเจ้า. ถ้าพูดอย่างบางลัทธิก็ว่า มีมากองค์ หลายสิบ หลายร้อยองค์, คล้าย ๆ กับรอคิวที่จะแสดงตัวออกมาแก่มนุษย์โลก ; นี่เรียกว่าพุทธเกษตร. นี่พูดภาษาเนื้อหนังร่างกายไปเรื่อย มันก็เป็นแผ่นดิน เป็นโลก เป็นอะไรไปเรื่อย นี้เรียกว่าพุทธเกษตร ; คนที่ได้ยินได้ฟังเมื่อชอบใจก็เชื่อ และรับเอาไว้ทันทีว่าพุทธเกษตรอยู่ที่นั่นที่นี่ มีพระพุทธเจ้าอย่างนั้นอย่างนี้, กระทั่งว่าเราอยากจะไปเกิดในพุทธเกษตรด้วย. นี่พุทธเกษตรในภาษาคน ภาษาวัตถุ. ถ้า พุทธเกษตรในภาษาธรรม แล้ว มันพูดได้ง่ายกว่านั้นมาก คือ อยู่ในจิตใจของเรา. พุทธเกษตรนั้นคือนา แผ่นดิน ที่จะเป็นที่เกิดของพระพุทธเจ้านั้น มันอยู่ในจิตใจของเรา. พวกมหายานอย่างจีน จะเป็นมหายานหรือไม่เป็นก็ไม่แน่ มีคำพูดประโยคหนึ่งว่า ในดวงจิตของเรา มีพระพุทธเจ้าสามหมื่นองค์, ในดวงจิตของเรามีพระพุทธเจ้าสามหมื่นองค์อย่างนี้ หลายคนคงกำลังคิดว่า บ้าแล้วใช่ไหม ? คือพอได้ยินว่า ในดวงจิตของเรามีพระพุทธเจ้าสามหมื่นองค์นี้ ก็จะคิดว่าคนนี้มันบ้าแล้ว ; นี่ใครบ้าก็ลองพิจารณาดู.
น.322 อันนี้จำนวนมันเท่ากันกับที่พูดเมื่อตะกี้นี้ว่า มันมีอยู่สามหมื่นโลกธาตุในโลกธาตุหนึ่ง ๆ ก็มีพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งนี้. เดี๋ยวนี้คนนี้เขาพูดเสียว่า ในดวงจิตของเรานี้ มีพระพุทธเจ้าอยู่สามหมื่นองค์ นี้หมายความว่า ที่ว่าสามหมื่นโลกธาตุนั้นมันอยู่ในดวงจิต ; อะไร ๆ มันขึ้นอยู่กับจิต มันสำเร็จอยู่ที่จิต ; โลกธาตุทั้งหมดจึงอยู่ที่จิต ; ถ้าว่าโลกธาตุอยู่ที่จิต พระพุทธเจ้าที่ประจำอยู่ในโลกธาตุ ก็ต้องอยู่ในจิตด้วย. นี่พูดกันอย่าง logic ที่เขาพูดว่า ในจิตมีพระพุทธเจ้าสามหมื่นองค์นี้ย่อมใช้ได้ในความหมายทางภาษาธรรม. ถ้าเข้าใจอย่างนั้นเราก็รวยกันใหญ่ มีพระพุทธเจ้าอยู่ตั้งสามหมื่นองค์ในดวงจิต ไม่ต้องเอามาแขวนให้รุงรังที่คอเพียง ๔-๕ องค์; แล้วก็ยังช่วยอะไรไม่ได้. พระพุทธเจ้าที่อยู่ข้างนอก จะอยู่ที่คอ หรือว่าอยู่ในโบสถ์ นี้ยังช่วยอะไรไม่ได้ ; ต้องพระพุทธเจ้าที่อยู่ในจิต จึงจะช่วยได้ : กล่าวคือ ความรู้ หรือสติปัญญา หรือความสะอาด สว่าง สงบ ที่มีอยู่ในจิตใจของเรานั้น เป็นพระพุทธเจ้า และช่วยเราได้ . เดี๋ยวนี้เรามีพระพุทธเจ้าตั้งสามหมื่นองค์ แล้วจริง ๆ แท้ ๆ ทั้งนั้น,แล้วอยู่ในดวงจิต ในจิตของเรา, แล้วก็ปลอดภัยที่สุด สบายที่สุด น่าจะพอใจที่สุด. นี่จะต้องรู้จักกันว่า พระพุทธเจ้าอยู่ที่ไหนกัน ในลักษณะอย่างนี้ ที่เราเรียกว่าพุทธเกษตร. คนอื่นเขาว่าอยู่ที่โลกธาตุอื่น ที่ไหนก็ไม่รู้ อยู่ universe อันไหนก็ไม่รู้ ; เราว่าอยู่ในจิต ในจิตดวงเดียว มีตั้งสามหมื่นองค์. ฉะนั้นจิตของเราคือพุทธเกษตร เป็นความจริง ; แต่แล้วก็กลายเป็นสิ่งที่ไม่รู้จัก ; เมื่อไม่รู้จักก็ไม่มีประโยชน์อะไร. ขอให้ทุกคนช่วยกันทำดวงจิตดวงเดียวนี้ ให้เป็นที่อยู่ของพระพุทธเจ้า ถึงสามหมื่นองค์กันต่อไป , เรียกว่าเป็นผู้รู้จักพุทธเกษตรในภาษาธรรม ; อย่าเอาตามภาษาคนกันเลย มันลำบาก ; จะมีพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง เกิดในประเทศอินเดีย ๒๕๐๐ ปีมาแล้ว, เดี๋ยวนี้ก็นิพพานเสียแล้ว ; อย่างนี้เสียเปรียบกันมาก ในเมื่อ
น.323 คนหนึ่งเขามีพระพุทธเจ้าตั้งสามหมื่นองค์ อยู่ในจิตของเขาตลอดเวลาเลย. ใครจะได้เปรียบเสียเปรียบกันกี่มากน้อยก็ไปคำนวณดูเอง. นี่อย่าเพ้อหาว่า คนนี้มันบ้าแล้ว เราอาจจะโง่ไปก็ได้, แล้วอย่าลืมว่าคนโบราณเขาเก่ง เขาพูดอะไรไว้สำหรับให้เรากลายเป็นคนโง่. ช่วยจำเอาไว้ให้ดี ๆ อะไร ๆ ที่เราฟังไม่ออก ฟังไม่เข้าใจนั้น คือคำพูดที่เขาพูดไว้ สำหรับให้เรากลายเป็นคนโง่, สมน้ำหน้าเลย. ระวังให้ดี, อะไรที่ดูไม่ออกฟังไม่ออก ที่เขาเขียนไว้ พูดไว้นั่นน่ะ ให้ถือว่าเป็นเรื่องที่เขาทำขึ้นไว้อย่างฉลาดที่สุด ; แต่สำหรับมาทำให้เราเป็นคนโง่ แทนที่ว่าเขาโง่. นี้มันจะแก้กันได้ก็โดยที่ว่า เราดูให้ดี แล้วอย่ากลายเป็นคนโง่ ที่เขาหลอกให้โง่ได้. เราอย่าไปยอมเป็นคนโง่ เราพยายามที่จะให้ฉลาด, จะพูดมาในแง่ไหน จะพลิกอย่างไร หรือ หลอกกันอย่างไร ก็จะรู้ทันไว้เสมอ. เท่าที่พูดมานี้เป็นเรื่องพุทธเกษตร เป็นที่เกิดของพระพุทธเจ้า. ๘. พุทธลัพธ์ คำพูดต่อไปที่อยากจะพูดคือ พุทธคัพภ์ . ศัพท์ ก็คือครรภ์นั่นแหละ,ครรภ์มารดานั่นแหละ จะออกเสียงว่าคัพภ์ก็ได้ - พุทธคัพภ์ หรือ พุทธครรภ์. ครรภ์หรือ ศัพท์ ที่เป็นที่คลอด ที่เกิดของพระพุทธเจ้านั้นอยู่ที่ไหน ? ทุกคนกำลังนึกว่าอยู่ที่ท้องของพระนางสิริมหามายา จริงไหม ? กำลังนึกอย่างนั้นใช่ไหม ? ว่าพุทธคัพภ์ พุทธครรภ์อยู่ที่ท้องอยู่ที่มดลูก ของพระนางสิริมหามายา ; ก็ถูก แล้วไม่มีใครเถียง ; แต่ว่ามันเป็นภาษาคน ไม่ใช่ภาษาธรรม. ท้องมารดานี้ก็ได้ เป็นมดลูกของแม่ ; แต่ว่าท้องของธรรม มันเป็นมดลูกของธรรม. มดลูกของธรรมมันอยู่ที่ไหน ? เมื่อไม่รู้จักธรรม ไม่เห็นธรรมแล้ว ก็ ไม่มีวันที่จะเห็นว่ามันอยู่ที่ไหน. ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นตถาคต, ผู้ใดเห็นตถาคต ผู้นั้นเห็นธรรม.
น.324 เดี๋ยวนี้ไม่เห็นทั้งตถาคต และไม่เห็นทั้งธรรม ไม่รู้ว่าธรรมอยู่ที่ไหน ก็เลยไม่รู้ว่าธรรมนั้นจะเป็นมดลูกได้อย่างไร, ธรรมนั้นจะคลอดพระพุทธเจ้ามาได้อย่างไร ; มันยิ่งมองไม่เห็น ไม่เข้าใจ, หาว่าบ้าอีกแล้ว. ที่จริงธรรมนั่นแหละคือมดลูก ที่จะคลอดพระพุทธเจ้าพระองค์จริงออกมา ; ส่วนศัพท์หรือครรภ์ของพระพุทธมารดานั้นเพียงแต่จะคลอดกาย หรือเปลือกของพระพุทธเจ้าออกมา คือเด็กน้อย ๆ ที่เป็นเพียงเปลือก หรือว่าเป็นภาชนะ ที่จะใส่พระพุทธเจ้าทีหลัง มันคนละเรื่อง. พุทธศัพท์นั้นไม่ใช่มดลูกของแม่ แตก แต่พุทธคัพภ์นั้นเป็นมดลูกของธรรม ต้องเห็นธรรม ต้องรู้จักธรรม แล้วจึงจะรู้ว่าธรรมนี้จะคลอดพระพุทธเจ้ามาอย่างไร. พุทธลัพธ์หรือพุทธครรภ์นั้นคือสุญญตาหรือความว่าง : ผู้ใดเห็นสุญญตาที่แท้จริง ก็คือเรียกว่าเห็นธรรมที่แท้จริง ; สุญญตานั้นแหละคลอดพระพุทธเจ้ามา. ธรรมะขนาดที่เห็นสุญญตา คือไม่มีความยึดมั่นถือมั่น ไม่ติดอยู่ที่นั่นที่นี่ ไม่วิ่งไปวิ่งมาที่โน่นที่นี่ ; อย่างนี้เป็นภาวะของธรรมที่สูงสุด, เป็นลักษณะของธรรมที่สูงสุด ; เราเรียกกันว่า ความว่างก็ได้ ว่านี้เป็นสิ่งที่คลอดพระพุทธเจ้าออกมา. พระพุทธเจ้าแท้จริงคือความว่าง เหมือนที่ว่ามาแล้วเมื่อตะกี้นี้. พุทธภาวะที่แท้จริงคือ สุญญตา ; ฉะนั้นสุญญตาก็คลอดออกมาจาก สุญญตา ซึ่งมันคลอดออกมาได้ไม่มีที่สิ้นสุด. พุทธศัพภ์ คือพุทธครรภ์ หรือว่ามดลูกที่คลอดพระพุทธเจ้าอันแท้จริงมานั้นคือ สุญญตา ; ถ้ามองเห็นก็เห็น มองไม่เห็นก็ไม่เห็น. ที่นี้จะพูดให้พอมองเห็นก็พูดว่า พุทธภาวะนั้นอยู่ที่ในจิตของสัตว์นั้นแหละ. สุญญตาธรรม หรือธรรมชนิดไหน ประเภทไหน ก็อยู่ในจิตของสัตว์ ; เพราะว่าธรรมจะต้องมีที่ตั้ง ที่อาศัย ที่ปรากฏ ; มันก็คือจิตของสัตว์. จิตดวงใดเห็นธรรมนั้นก็คือ จิตที่จะคลอดพระพุทธเจ้าออกมา ; ธรรมะคือพระพุทธเจ้า, พระพุทธเจ้า
น.325 คือธรรมะ โดยบทว่า : "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นเห็นธรรม" ; ธรรมปรากฏในจิต ที่อื่นปรากฏไม่ได้. ฉะนั้นพระพุทธเจ้าก็คลอดจากครรภ์ในจิตของบุคคล ผู้เห็นธรรมแล้ว เป็นจิตที่เห็นธรรมจริง ๆ แล้วยังจะมีการคลอด หรือการเกิดขึ้นของสิ่งที่เรียกว่า พระพุทธเจ้าที่แท้จริง. ฉะนั้นพุทธคัพภ์ที่ว่าสุญญตานั้นก็กลายเป็นมาอยู่ในจิตของบุคคลผู้เห็นธรรม. พระพุทธเจ้าคลอดที่นี่ ไม่ใช่คลอดจากท้องของพระนางสิริมหามายา. ใครจะพูดว่า พระพุทธเจ้าคลอดจากพระครรภ์ของพระนางสิริมหามายา ก็ให้เล็งไปยังพระกุมาร ที่เป็นเนื้อหนัง ที่เป็นเปลือกของพระพุทธเจ้า. นั่นเป็นพระพุทธคัพภ์ หรือพุทธครรภ์ ที่คลอดพระพุทธเจ้ามาแล้ว เป็นเด็กมาแล้ว ยังไม่เป็นพระพุทธเจ้า; ต่อ เมื่อไรจิตนั้นเป็นที่เกิด ที่ปรากฏ ที่ตั้งแห่งธรรม คือการตรัสรู้ ; เมื่อนั้นมันก็คลอดพระพุทธเจ้าออกมา . พอพระพุทธเจ้าคลอดจากพระครรภ์ของพระมารดานั้น ก็เป็นอีกชนิดหนึ่ง แล้วก็ยังไม่เป็นพระพุทธเจ้าด้วย ; จะเป็นต่อเมื่อพระพุทธเจ้าที่เป็นธรรม เป็นนามธรรม, กระทั่งเป็นอสังขตธรรม คือสัจจธรรมหรือสุญญตาธรรมนี้ มันเป็นอสังขตธรรมปรากฏในจิตนั้น จึงจะประสูติพระพุทธเจ้าออกมาอีกทีหนึ่ง ; ฉะนั้นจิตนั้นจึงได้ชื่อว่า ผู้ประสูติ หรือว่าเป็นมดลูก เป็นคัพภ์ เป็นครรภ์ ที่จะคลอดพระพุทธเจ้าพระองค์จริงออกมา. เอาละเดี๋ยวนี้ วันนี้เราสมมุติว่าเป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ ; ใครอยากจะพูดว่า คลอดจากพระครรภ์ของพระนางสิริมหามายาก็ได้ แต่อาตมาอยากจะมองให้ลึกกว่านั้น : มองแต่ที่สิ่งเดียวคือการตรัสรู้ ; มองอย่างนี้ก็เป็นการคลอดออกจากครรภ์ คือจิตที่เป็นธรรม. ๙. พุทธคุรุ และคุรุฐานียะ ที่นี้จะพูดโดยหัวข้ออย่างอื่นต่อไปอีกว่า พุทธคุรุ. คุรุ แปลว่า ครู ; พุทธคุรุแปลว่า ครูของพระพุทธเจ้า. อะไรเป็นครูของพระพุทธเจ้า ? ท่านทั้งหลาย
น.326 ก็คงจะนึกถึงครูชื่อวิศวามิตร ผู้สอนหนังสือให้พระสิทธัตถะกุมาร, อาฬารดาบส อุทกดาบส ผู้สอนฌาน สอนสมาบัติให้แก่โพธิสัตว์สิทธัตถะ ; ล้วนแต่เป็นครูของ พระพุทธเจ้าทั้งนั้น. นี้เป็นครูบุคคล : พระสิทธัตถะก็ยังไม่เป็นพระพุทธเจ้า ยังเป็น เพียงเนื้อหนังที่เป็นเปลือกของพระพุทธเจ้า ก็เลยได้ครูที่เป็นเนื้อเป็นหนัง ที่เป็น บุคคล ก็เลยสอนหนังสือ ก ข ก กา สอนวิชา สอนฌาน สอนอะไรไปตามเรื่อง. นี้เป็นครูชนิดที่เป็นบุคคล เป็นเจ้าลัทธิ ที่มีอยู่ในสมัยนั้น ที่ชวนให้น่าศึกษา ก็เข้าไป ศึกษาด้วย ; แต่ทุกคนก็บักใจมันลงไปว่า ครูของพระพุทธเจ้าคือ อาหารดาบส อุทกดาบส เป็นต้น ; นั่นน่ะมองกันแต่ในทางวัตถุ หรือทางเนื้อหนังก็เป็นไป อย่างนั้น. ขอให้มองอย่างที่ ๒ ส่วนที่ ๒ คือมองกันในทางธรรม, ทางภาษาธรรม หรือทางภาษาวิญญาณต่อไปอีก เพราะแต่ว่าเรื่องทางวัตถุยังไม่หมด ; ครูที่เป็นคน ๆ ของพระพุทธเจ้า เมื่อก่อนเป็นพระพุทธเจ้านั้นมี อาหารดาบส เป็นต้น. แต่อาตมายัง อยากที่จะพูดว่า ธรรมชาติที่แวดล้อมพระพุทธเจ้านั้นเป็นครูของท่าน, ธรรมชาติ ต่าง ๆ ที่แวดล้อมบุคคลอยู่นั้น มันทำให้คนฉลาดขึ้นทุกวัน. พระพุทธเจ้าท่านมี อุปนิสัยพิเศษ วิเศษมาก ; ดังนั้นท่านจึงสามารถรับเอาความรู้จากธรรมชาติ ที่แวด ล้อมตัวท่านได้ง่าย แล้วก็มากกว่าที่คนด้วยกันจะสอนให้ ; หรือพูดลงไปตรง ๆ ว่า พระพุทธเจ้าท่านเรียนจากธรรมชาติ มากกว่าที่เรียนจากครูที่เป็นคน ๆ. และ ธรรมชาติแห่งจิตใจของท่านเองก็พิเศษด้วย. มีเรื่องดังที่ว่า ท่านเคยพบความรู้สึก ชนิดที่เรียกว่า ปฐมฌานตั้งแต่เมื่อยัง เป็นพระกุมารเล็ก ๆ ที่ใต้ต้นหว้าตอนแรกนาขวัญก็เป็นได้ ; ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ เรียนเอาจาก ธรรมชาติ และธรรมชาติในภายในของท่าน มันก็พิเศษ หรือวิเศษอยู่แล้ว ; อย่างนี้ ไม่ใช่คนผู้ใดมาสอนท่าน. การที่ไปเรียนกับ อาหารดาบส อุทกคาบสนั้น เป็นเรื่อง
น.327 เพ้อเจ้ออะไรก็ได้ ; เพราะว่าเรียนจากคน ; ที่มันจริงกว่านั้นคือเรียนจากธรรมชาติ เมื่อเรียนจากธรรมชาติ ท่านก็ต้องใช้ครูพิเศษอีกคนหนึ่ง ชื่อว่า คลำ หรือค้นคว้า ; ฉะนั้นครูของท่านที่แท้จริงชื่อว่านายคลำ หรือนายค้นคว้า. ท่านทำอย่างนี้มา ตั้งแต่เล็กแต่น้อย จนกระทั่งออกผนวช. และจนกระทั่งผนวชแล้ว ท่านก็คลำเรื่อย. อาหารดาบส อุทกดาบส จะสอนท่านเท่าไร ท่านก็ไม่เห็นด้วย ท่าน ก็ต้องคลำต่อไป ; ฉะนั้นครูของท่านชื่อว่า นายคลำ เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของอิทัป- ปัจจยตา จนในที่สุด ท่านคลำพบตัวอิทัปปัจจยตา คือปฏิจจสมุปบาท ; ซึ่งต่อมา ท่านตรัสว่า : “ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นเห็นธรรม, ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้น เห็นเรา" นี้ท่านคลำจนพบ อิทัปปัจจยตา หรือ ปฏิจจสมุปบาท โดยวิธีการของ อิทัปปัจจยตา. เรื่องนี้พูดมาแล้วโดยละเอียดในการบรรยายวันเสาร์ครั้งก่อน ๆ. อาจารย์ที่แท้จริงของพระองค์กลับชื่อว่านายคลำ แล้วไม่มีตัวตนเป็นบุคคล, เป็นความพยายามที่จะเข้าถึงธรรมชาติ ตามวิธีของธรรมชาติ ที่เรียกว่า อิทัปปัจจยตา ; ในฐานะที่เป็นปรากฏการณ์ เป็นทุกข์ เป็นอะไรอยู่ นี้ก็มี, ในฐานะที่เป็นกฎ ที่มี อำนาจบังคับสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นไป ในลักษณะอย่างนี้ก็มี. นี้คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่าน คลำพบ แล้วก็โดยกฎเกณฑ์ของสิ่งนั้นเอง จึงถือว่าพระพุทธเจ้าท่านมีครูชื่อนายคลำ, คือ ค้นคว้าปรากฏการณ์อะไรต่าง ๆ จนพบจุดสำคัญที่สุด ได้แก่กฎเกณฑ์ของ ความทุกข์ และความที่สัตว์ทั้งหลายจะต้องเป็นไปตามกฎเกณฑ์อันนี้ : นี้คือครู ของท่าน .. พุทธคุรุ แปลว่าครูของพระพุทธเจ้าคือสิ่งนี้ ; แล้วก็มีอีกคำหนึ่งที่เนื่องกัน คือคำว่าพุทธคุรุฐานียะ. พุทธคุรุฐานียะ แปลว่า สิ่งที่เป็นที่ตั้งแห่งความเคารพของท่าน. ถาม ขึ้นเฉย ๆ ดังๆ ว่า พระพุทธเจ้าเคารพอะไร ? บางคนอาจจะงงจนนึกไม่เห็น นึกไม่ออก. แต่พระพุทธเจ้าท่านตรัสเองว่า : พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์เคารพ
น.328 พระธรรม : เย จ พุทธา อตีตา, เย จ พุทธา อนาคตา, ปจจุปฺปนฺนา จ เย พุทธา, สพฺเพ สทฺธมฺมครุโน ; ตรัสเป็นคำกลอนไว้อย่างนี้ ว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ในอดีตเหล่าใด พระพุทธเจ้าทั้งหลายในอนาคตเหล่าใด พระพุทธเจ้าทั้งหลายในปัจจุบัน เหล่าใด ทุกองค์เคารพพระธรรม. มีนักเลงดีตั้งปัญหาแย้งขึ้นมาว่า ที่ว่า เย จ ปจจุปฺปนฺนา จ เย พุทฺธา - พระพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่าใดเป็นปัจจุบัน ; เขาว่า เป็นไปไม่ได้; เพราะว่าคนนี้ เขานึกถึงแต่ พระพุทธเจ้าองค์นี้ จึงว่าไม่มีหลายองค์ เลยไม่มีคำว่าพระพุทธเจ้า ทั้งหลายเป็นปัจจุบัน. แต่พวกมหายานเขาว่า ในสามหมื่นโลกธาตุมีพระพุทธเจ้าทุก โลกธาตุ ทั้งในปัจจุบันด้วย ; ฉะนั้นอย่างน้อยในปัจจุบันนี้ มีพระพุทธเจ้าสามหมื่นองค์ ตามความคิดของพวกมหายาน. เอาละ เรื่องนี้ไม่ต้องเถียงกัน ขอให้ยุติ; เป็นอันว่า พระพุทธเจ้าเท่าไร ก็ตาม ที่ไหนก็ตาม เวลาไหนก็ตาม ทุกองค์เคารพพระธรรม. พระธรรมนั้นคืออะไร ? พูดอย่างเอาเปรียบหน่อยก็ว่า พระธรรมนั้นคือ สิ่งที่คลอดพระพุทธเจ้าออกมา เหมือน ที่ว่าเมื่อตะกี้นี้ ; แล้วทำไมจะไม่ให้พระพุทธเจ้าเคารพพระธรรม. แต่คำพูดมีอยู่ สองความหมาย ที่ว่าพระพุทธเจ้าเคารพพระธรรม นี้ก็พูดภาษาคน ; หมายถึง พระพุทธเจ้าเคารพระเบียบ หรือธรรมวินัย ที่พระองค์ตรัสรู้ พระองค์ตรัสรู้ธรรมวินัย แล้ว ทรงสอนสาวกทั้งหลาย พระองค์เองก็เคารพธรรมวินัยนั้น. นี้เรียกว่าพูดกัน อย่างภาษาคนพูด. ถ้าพูดอย่างภาษาธรรมที่ไม่เห็นตัว ที่ละเอียดไปกว่านั้น ; พระพุทธเจ้า ท่านเคารพพระธรรม ในฐานะที่เป็นตัวกฎ ตัวพระเจ้า, พระธรรมในฐานะที่เป็น ตัวพระเจ้า ที่เป็นกฎเหนือสิ่งทั้งปวงนั้น. ธรรมะในฐานะที่เป็นระเบียบ คือระเบียบ แบบแผน นี้ก็มี, ธรรมะในฐานะที่เป็นพระเจ้า ก็มี,
น.329 คำว่า พระเจ้า ในที่นี้หมายถึงสิ่งที่มีอำนาจทำให้สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้น, สิ่งที่มีอำนาจทำให้สิ่งทั้งหลายตั้งอยู่ได้ และเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ก็พระเจ้านั่นแหละ คือสิ่งที่มีอำนาจเหนือสิ่งใด มีอยู่ในที่ทุกหนทุกแห่ง ; ภาษาฝรั่งเขาเรียกว่า God หมายถึงพระเจ้า. แล้วเขาเลยถามเราว่า ในพวกพุทธนี่มี God ไหม ? บอกว่ามีซิ ; แต่เราหดเสียงสั้นเป็น กฎ, เป็น ฎ สะกด ก็แปลว่า กฎ. กฎนี้คือ God ของพวกท่าน ; เพราะว่ากฎนี้มีอำนาจสร้างสิ่งทั้งหลายทั้งปวง บันดาลสิ่งทั้งหลายทั้งปวงมีอยู่ในที่ทุกหน ทุกแห่ง. กฎนี้คือธรรม คือพระธรรม, คือธรรมในลักษณะที่เป็นกฎ แล้วเป็น อสังขตธรรมด้วย. มันจึงเป็นการสมควรแล้ว เป็นสิ่งสมควรแล้ว ที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทุก พระองค์จะต้องเคารพธรรม ในฐานะที่เป็นกฎ รวมทั้งกฎที่ทำให้พระพุทธเจ้าเกิดขึ้น ในโลก, หรือว่าทำให้พระพุทธเจ้าอยู่ตลอดอนันตกาล, หรือว่าจะทำให้ร่างกายของ พระพุทธเจ้าต้องแตกดับไป เหมือนกับร่างกายของคนทั้งหลาย. กฎนี้คือธรรม ธรรมนี้ คือกฎ : ฉะนั้นพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ก็เคารพธรรม นี้ถูกแล้ว. ดังนั้นคุรุฐานียะ ของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ คือพระธรรม, พระธรรมเป็นคุรุฐานียะของพระพุทธเจ้า ทุกพระองค์ ; จะมองกันในแง่ไหนก็เป็นคุรุฐานียะของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ; และพระพุทธเจ้าก็ได้ตรัสไว้เองว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายเคารพพระธรรม. นี้เรา เรียกว่าครู หรือเรียกว่า ที่เคารพของพระพุทธเจ้า. ๑๐. พุทธจิต ทีนี้ อยากจะพูดเสียให้หมด ไม่ต้องพูดหลายหนว่า จะมีสิ่งที่ควรจะตั้ง ข้อสังเกตศึกษาว่า พุทธจิต. พุทธจิต แปลว่า จิตของพระพุทธเจ้า ; นี่ฟัง ไม่ดีจะเลอะหมด เพราะว่าเรื่องจิตนี้ ก็เป็นสิ่งที่ยุ่งยากสับสนอยู่มากแล้ว ; พระพุทธเจ้า มีจิต ; แล้วก็ต้องพูดกันอย่างภาษาคน. .. คนทุกคนมีจิต พระพุทธเจ้าในฐานะที่เป็น
น.330 บุคคลคนหนึ่ง ก็ต้องมีจิต, จะเป็นเรื่องสมมติบัญญัติตามภาษาคนว่า พระสิทธัตถะ ที่เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ก็มีจิต. จิตของท่าน สะอาด สว่าง สงบ, จิตของท่าน มีลักษณะ สะอาด สว่าง สงบ, คือว่า ความสะอาด สว่าง สงบ นั้นเป็นตัวจิต ของท่าน ; แล้วแต่เราจะให้ความหมายของคำว่า จิต ในลักษณะอย่างไร. ถ้าจิตเป็นเพียงความรู้สึกคิดนึก มันก็คือ ความสะอาด สว่าง สงบ. ถ้าว่า จิตเป็นตัวตั้งตัวตียืนโรงเสียเอง ตัวความสะอาด สว่าง สงบ นั้นแหละเป็นจิต ทีนี้อย่าลืมว่า เมื่อตะก็พูดว่า ความสะอาด สว่าง สงบ นั้น สรุปรวมลงที่สุญญตา คือว่าง, ว่างที่ถูกต้องนั้นจึงจะสะอาด จึงจะสว่าง จึงจะสงบ. ฉะนั้น สุญญตา นั่นแหละคือจิตของพระพุทธเจ้า. นี้เป็นความหมายทางภาษาธรรม. ถ้าว่าความหมายทางภาษาคน พระพุทธเจ้ามีจิตเมตตากรุณา มีจิต อดกลั้น อดทน, มีจิตที่มีปัญญา มีสะอาดอะไรนี้ ; นี้พูดอย่างภาษาคน อย่างที่ เราได้ยินได้ฟังว่า พระพุทธเจ้ามีจิตสม่ำเสมอในสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง. ในพระราหุล ซึ่งเป็นพระโอรสของท่าน ท่านรู้สึกอย่างไร ท่านก็รู้สึกในพระเทวทัต ที่เป็นศัตรู ของท่านอย่างนั้น ; อย่างนี้ก็พูดภาษาคนทั้งนั้น. หรือว่า ช้างนาฬาคีรี ที่มาทำให้ ท่านกลัว ท่านก็มีความรู้สึก เหมือนกันกับรู้สึกในพระราหุลอย่างนี้. เอาซิ นี่มันเป็น ภาษาชาวบ้าน ภาษาคนทั้งนั้น แต่ก็แสดงถึงจิตของพระพุทธเจ้า อย่างสูงสุดแล้ว. ถ้าจิตในภาษาธรรมแท้ ๆ ก็คือ สุญญตา ; เมื่อไม่มีเรื่องที่จะต้องคิด ต้องนึก ต้องทำอะไร พระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์ ย่อมอยู่ด้วยสุญญตาวิหาร. วิหารแปลว่า ธรรมเป็นเครื่องอยู่ คือ ท่านมีความอยู่ - คืออยู่แห่งจิตนั้น ด้วยสุญญตา ; ฉะนั้น สุญญตาเป็นจิตของท่าน ในฐานะเป็นพื้นฐาน ; คือถ้ามีอะไรมาเป็นเรื่องที่ ต้องทำ ต้องคิด ต้องนึก นั้น มันก็เข้ามาแทรกแซงในบางโอกาสเท่านั้น. สุญญตา
น.331 ก็ยังอยู่เป็น base เป็น substratum อยู่ข้างใต้อยู่ตลอดเวลา. จิตของท่านเป็นสุญญตา ส่วนที่จะมีความคิดนึก มีหน้าที่ทำการงานนั้น มันก็มาแทรกข้างบนชั่วขณะ ๆ เป็น ขณะไป ๆ; แต่แล้วก็ไม่สามารถทำลายภาวะแห่งสุญญตา ซึ่งเป็นพื้นฐานแห่งจิตได้ ; ดังนั้นจึงจะถือว่า จิตแท้จริงของพระพุทธเจ้าคือสุญญตา ที่สะอาด สว่าง สงบ ถึงที่สุด. นี้เรียกว่าเราดูกันที่จิต จนจะเรียกว่า จิตของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างไรได้. ๑๑. พุทธญาณ ทีนี้ ดูต่อไปถึงสิ่งที่มันเนื่องกันอีก ก็คือ ญาณ, พุทธญาณ. ญาณ แปลว่า ความรู้, พุทธญาณ แปลว่า ญาณของพระพุทธเจ้า. ในบรรดาญาณทั้งหลาย คัมภีร์ปฏิสัมภิทามัคค์รวบรวมมาไว้ทั้งหมด ให้เห็นว่ามีอยู่ ๗๓ ญาณด้วยกัน, ที่เป็น ความรู้ทั้งหลายทั้งหมด มีอยู่ ๗๓ ญาณด้วยกัน. ทีนี้มันก็มีอยู่เพียง ๖ ญาณเท่านั้น ที่เป็นญาณสำหรับพระพุทธเจ้าโดยเฉพาะ, สำหรับสาวกทั้งหลายมีไม่ได้; สาวก ทั้งหลายก็มีได้แต่เพียง ๖๗ ญาณที่เหลือ. ในบรรดาญาณทั้งหมด ๗๓ ญาณนั้นมีทั่วไปแก่พระพุทธเจ้า ; มีอยู่ ๖ ญาณเท่านั้นที่สาวกมีไม่ได้ ที่เรียกว่า สตฺตอาสยานุสย - คือญาณที่สำหรับให้รู้ อัชฌาสัย อุปนิสัยแห่งสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง นี้พระสาวกไม่จำเป็นจะต้องใช้ญาณนี้ จึงไม่มี ยมกปาฏิหาริย์าณ - ญาณสำหรับแสดงยมกปาฏิหาริย์ นี้พระสาวกทั้งหลายไม่มีหน้าที่ ; ฉะนั้นจึงไม่ต้องมีญาณนี้. มหากรุณาสมาปตติญาณ - คือสมาบัติมีมหากรุณาเป็น ตัวสมาบัติ ; อย่างนี้พระสาวกไม่ต้องมี ; เพราะว่าพระสาวกไม่มีสิ่งที่เรียกว่า มหากรุณา. ญาณที่ว่า สทฺธมมิกญาณ นี้มีแต่พระพุทธเจ้า พระสาวกไม่มี สัทธัมมิกญาณ. ญาณที่เรียกว่า สพฺพญฺญุตญาณ , รู้พร้อม, และญาณที่เรียกว่า อนาวรณญาณ - คือญาณที่มีอะไรสะกัดกั้นไม่ได้ นี้ก็มีแต่ของพระพุทธเจ้า. ทั้ง ๖ ญาณนี้มีเฉพาะแต่พระพุทธเจ้า ไม่มีแก่พระสาวกในบรรดาญาณทั้งหลาย ๗๓ ญาณ.
น.332 ญาณเบื้องต้น สัมมสนญาณ เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จนกระทั่ง เห็นอะไรต่าง ๆ จนกระทั่งญาณเป็นที่สิ้นแห่งอาสวะนี้ พระสาวกก็มีได้เหมือนกับ พระพุทธเจ้า; เว้นเสียแต่ ๖ ญาณนี้เท่านั้นที่พระสาวกไม่มี. ดังนั้นเราจึงถือว่า ๖. ญาณนี้เป็นญาณพิเศษเฉพาะพระพุทธเจ้า พุทธญาณโดยตรงมีเท่านี้; นอกนั้น เสมอกันแก่พระสาวก และแก่พระพุทธเจ้า. เมื่อต้องการให้ระบุพุทธญาณ เราจะระบุญาณทั้ง ๖ นี้ว่าเป็นญาณเฉพาะ พระพุทธเจ้า และใช้คำว่า พุทธญาณ ; จะเล็งถึงแต่ญาณที่มีไว้เฉพาะพระพุทธเจ้า ก็คือมี ๖ ญาณนี้ : ญาณสำหรับให้รู้อัชฌาสัย นิสัยของสัตว์ทั้งปวง, ญาณให้ แสดงยมกปาฏิหาริย์ได้, ญาณให้มีมหากรุณาสมบัติ, และญาณสัพพัญญู. แล้วก็ ญาณ อนาวร ; อนาวรแปลว่าไม่มีอะไรกระทบกระทั่ง หรือสะกัดกั้นได้. เมื่อเรา รู้จักพุทธญาณดีขึ้นทั้งหมดนี้ ก็ทำให้เรารู้จักพระพุทธจริยาดีขึ้น. ๑๒. พระพุทธบัญญัติ เอาละเหลือเวลาอีกนิดหนึ่ง ก็อยากจะพูดถึงพระพุทธบัญญัติ, พระพุทธ บัญญัติอย่าเข้าใจว่าเป็นเพียงวินัย ; พุทธบัญญัติจะหมายถึงทั้งธรรมและวินัย. ธรรมและวินัย เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าท่านบัญญัติ. เดี๋ยวนี้มักจะพูด หรือสอนกัน ในโรงเรียนว่า บัญญัตินั้นเป็นวินัย. ถูกแล้ว บัญญัติก็เป็นวินัย ; แต่ที่ไม่ใช่วินัย พระพุทธเจ้าท่านก็บัญญัติ เห็นได้จากพระพุทธภาษิตที่ว่า ปุพเพ จาหิ ภิกฺขเว เอตรหิ จ ทุกฺขญฺเจว ปญฺญาเปมิ ทุกฺขสฺส จ นิโรธํ - ซึ่งแปลว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในกาลก่อนก็ดี ในปัจจุบันนี้ก็ดี เราบัญญัติ, ปญฺญาเปมิ - เราบัญญัติเฉพาะ เรื่องทุกข์ กับเรื่องความดับแห่งทุกข์เท่านั้น. พุทธบัญญัติมีแต่เรื่องทุกข์ กับความ ดับแห่งทุกข์เท่านั้น, วินัยนี้มันเป็นส่วนน้อยส่วนหนึ่งของการบัญญัติ เรื่องเกี่ยวกับ ความดับทุกข์. การดับทุกข์ส่วนใหญ่มันขึ้นอยู่กับธรรมะ ; เพราะฉะนั้นทั้งธรรมะ ทั้งวินัย เป็นสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติ หรือแต่งตั้งขึ้น. บัญญัติแปลว่าแต่งตั้งขึ้น.
น.333 เดี๋ยวนี้เรามีคำที่ทำให้แยกธรรมวินัยกันว่า วินัยเป็นสิ่งที่พระพุทธองค์บัญญัติ, ธรรมเป็นสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงแสดง. อย่าลืมว่าทั้งบัญญัติ ทั้งแสดง ในความหมายนั้น ก็คือคำว่า "แต่งตั้ง" ในคำที่ว่า เราบัญญัติเฉพาะเรื่องทุกข์ กับ ความดับทุกข์เท่านั้น. คำว่า พุทธบัญญัติ คืออะไร ; อย่าไปพูดตามที่เขาพูดกันในโรงเรียนว่า พุทธบัญญัติ คือการบัญญัติทางวินัย, หรือตัววินัยคือพุทธบัญญัติ ; เรา ต้องหมายถึงธรรมะด้วย. ที่นี้ถ้าอยากจะใช้คำว่า วินัย ก็ขอให้นึกถึงคำว่า วินัยอีกคำหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ วินัยในปาติโมกข์. วินัยนั้นแปลว่า เครื่องนำสัตว์ออกไปอย่างวิเศษ , วินัยนั้น แปลว่าเครื่องนำสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ออกไปเสียจากวัฏฏสงสาร; นั่นคือวินัย พระพุทธเจ้าเป็น เวเนยุยโก - เป็นผู้มีวินัย คือผู้นำสัตว์ทั้งหลายออกไปเสียจาก วัฏฏสงสาร. วินัยอย่างนั้นก็กลายเป็นว่านำออกไปเสียจากวัฏฏสงสาร ; เพราะฉะนั้น วินัยนั้นไม่ใช่วินัยปาติโมกข์ ไม่ใช่วินัยศีล ; มันเป็นธรรมทั้งหลายทั้งปวงที่จะนำสัตว์ ออกไปจากวัฏฏสงสาร. เมื่อเป็นอย่างนี้เราก็กล่าวได้ทันทีว่า พุทธบัญญัติ นั้นก็คือ การบัญญัติ กฎเกณฑ์ หรือวิธีปฏิบัติ ที่จะนำสัตว์ให้พ้นจากความทุกข์. ที่เราได้ยินได้ฟังมาอีก อันหนึ่งก็คือว่า : สพฺพปาปสฺส อกรณํ - การไม่ทำบาปทั้งปวง ; กุสลสสูปสมฺปทา - ทำกุศลให้ถึงพร้อม ; สจิตฺตปริโยทปนํ - การทำจิตให้บริสุทธิ์ ; เ อตํ พุทฺธานสาสนํ - นี้เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย. นี้คือบัญญัติ, พุทธบัญญัติของ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์, ไม่ใช่เฉพาะแต่วินัย ; เราใช้คำว่าบัญญัติกันเสียให้ ถูกต้อง. ถ้าอยากจะใช้คำว่า วินัย ก็เข้าใจความหมายของคำ ๆ นี้ให้หมดจดสิ้นเชิง, อย่าเอามาแต่เพียงเอกเทศ. เป็นอันได้ความว่า พุทธบัญญัตินั้น คือ เรื่องทุกข์ กับเรื่องความดับทุกข์ เท่านั้น,
น.334 พุทธอนุสาสนี เมื่อพูดถึงบัญญัติแล้ว ก็พูดมาถึง, พุทธอนุสาสนี หรือพุทธพหุลา - นุสาสนี ก็ได้ ; พุทธอนุสาสนีแปลว่าคำสั่งสอน คำพร่ำสอน, คำนี้ต้องแปลว่า พร่ำสอน. คำพร่ำสอนอยู่ตลอดเวลา นี้เรียกว่า อนุสาสนีของพระพุทธเจ้า, หรือ ว่าพุทธพหุลานุสาสนี - คำสั่งสอนที่มากที่สุด คำที่พร่ำสอนมากที่สุด, ข้อนี้ได้แก่ เรื่อง อนิจจัง และอนัตตา ที่สวดอยู่ทุกวัน : รูปัง อนิจจัง, เวทนา อนิจจา, สัญญา อนิจจา, สังขารา อนิจจา, วิญญาณัง อนิจจัง, รูปัง อนัตตา, เวทนา อนัตตา, สัญญา อนัตตา, สังขารา อนัตตา, วิญญาณัง อนัตตา, สัพเพ สังขารา อนิจจา, สัพเพ ธัมมา อนัตตา. นี่จำไว้ให้ดี ๑๐ คำนี้คือ พหุลานุสาสนี ; เรื่องอื่น ๆ มันจะไม่ชื่อว่าพหุลานุสาสนี. พระพุทธเจ้าของเราทรงสอนเรามากที่สุดคือเรื่องนี้ เรื่องเบญจขันธ์เป็น อนิจจัง, เบญจขันธ์เป็นอนัตตา. สรุปความแล้ว สังขารทั้งหลายเป็นอนิจจัง, ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา. สิ่งที่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่งทั้งหลายเป็นอนิจจัง, สิ่ง ทั้งหลายทั้งปวง ทั้งที่ปัจจัยปรุงแต่ง และปัจจัยมิได้ปรุงแต่งนั้น เป็นอนัตตา ; สอง ประโยคนี้เท่านั้น, มีเพียงสองประโยคนี้เท่านั้น ที่เป็นพหุลานุสาสนี หรือพุทธ อนุสาสนี. พุทธานุสาสนีคืออย่างนี้ ; ว่า สังขารไม่เที่ยง ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ขอให้ช่วยเอาใจใส่มากเป็นพิเศษ อย่าละเลย ; เท่าที่สวดอยู่ทุก ๆ วันก็ขอให้พยายาม ทำความเข้าใจด้วย. ๑๔. พุทธหฤทัย คำสุดท้ายที่จะพูดกันในวันนี้คือ พุทธหฤทัย. ก็อยากจะพูดให้ชัดว่า พุทธธรรมหฤทัย ; ธรรมหฤทัย ก็แปลว่า หัวใจแห่งธรรม. พุทธธรรมหฤทัย ก็คือ หัวใจแห่งธรรมของพระพุทธเจ้า. คำว่า หัวใจ นี้ก็ต้องอธิบายแล้ว ; มัน
น.335 เป็นจุดศูนย์กลางของทั้งหมด เรียกว่าหัวใจ, ธรรมหฤทัย ก็แปลว่า หัวใจแห่งธรรม, พุทธธรรมหฤทัย ก็แปลว่าหัวใจแห่งธรรม ของพระพุทธเจ้า; คำสรุปธรรมะของ พระพุทธเจ้า ทั้งในส่วนปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ หรืออะไรก็ตาม สรุปอยู่ในประโยค เพียงประโยคเดียวว่า : สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย - ธรรมทั้งหลายทั้งปวง อันใคร ๆ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น. นี้คือพุทธธรรมหฤทัย คือหัวใจแห่งพระธรรมของ พระพุทธเจ้า. แล้วก็เป็นหัวใจของพระพุทธเจ้าเองด้วย. ธรรมทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น นี้เป็นหัวใจปริยัติ ; ถ้าเรียนต้องเรียนให้รู้เรื่องนี้. ธรรมทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น นี้เป็น หัวใจปฏิบัติ ; ถ้าปฏิบัติต้องปฏิบัติอย่างนี้. ธ รรมทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่น ถือมั่น นี้เป็นหัวใจของปฏิเวธ คือ ได้ผลมา เป็นมรรค ผล นิพพาน ก็ได้ผล มาเป็นความไม่ยึดมั่นถือมั่น อย่างนี้. ฉะนั้นจึงถือว่า ปริยัติธรรมก็ดี ปฏิบัติธรรม ก็ดี ปฏิเวธธรรมก็ดี มีหัวใจเป็นประโยคเดียวกันว่า "ไม่ยึดมั่นถือมั่น" ที่เป็นประโยค บาลีว่า : "สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวลาย" - ธรรมทั้งหลายทั้งปวง อันใคร ๆ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น. นี้เรียกว่า พุทธธรรมหฤทัย หัวใจพระธรรมก็เป็นอย่างนี้, หัวใจพระพุทธเจ้าก็เป็นอย่างนี้, หัวใจพระสงฆ์แท้จริงก็เป็นอย่างนี้; จึงควรจะถือว่า มันเป็นหัวใจ หัวใจที่ควรเอาใจใส่. ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่ล้วนแต่แสดงให้เห็นพระพุทธจริยา, แล้วแสดงให้เห็น พร้อมกันไปในทันทีว่า : พระพุทธเจ้าท่านเป็นอะไร ในทุกแง่ทุกมุม ในพุทธจริยา ของท่าน ; แล้วทุก ๆ หัวข้อมีความหมายแยกเป็นสองฝ่าย สำหรับสอนศีลธรรม แก่คนชาวบ้านธรรมดา ก็เรียกว่า ในภาษาคน ; แสดงวัตถุ แสดงเนื้อหนังร่างกาย หรือวัตถุธรรมเป็นหลัก. ถ้าเป็นเรื่องที่เป็นนามธรรม ก็แสดงด้วยภาษาธรรม, ไม่เกี่ยวกับวัตถุ ไม่เกี่ยวกับร่างกาย ; เกี่ยวกับความจริง หรือเนื้อใน ที่อาศัยอยู่
น.336 ในวัตถุ หรือร่างกายนั้น ๆ เช่น พระพุทธเจ้าภาษาคน ก็คือองค์ของท่านที่เป็นเนื้อ เป็นหนัง คลอดจากครรภ์พระมารดา. พระพุทธเจ้าองค์จริงนั้นคือ ธรรมหฤทัย หรือธรรมะนี้ มันคลอดจากธรรม ; ไม่ได้คลอดจากพระครรภ์มารดา เป็นสองชั้น อย่างนี้อยู่. วันนี้เราจะทำวิสาขบูชา ก็ขอให้พยายามทำ ให้สุดความสามารถ ในการที่จะ รู้จักพระพุทธเจ้าพระองค์จริง ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพื่อให้การทำวิสาขบูชา มีความหมายดีกว่าปีที่แล้ว. อาตมาอุตส่าห์ทนพูดยืดยาวนี้ ก็ด้วยหวังว่า การทำวิสาขบูชาของเราปีนี้ คงจะดีกว่าปีที่แล้วมา ; เพราะว่า ท่านทั้งหลายทุกคนมีจิตใจ ที่เข้าถึงพระพุทธเจ้า พระองค์จริงนี้มากกว่าปีที่แล้ว. นี้คือคำอธิบายเกี่ยวกับพระพุทธจริยา แสดงโดยลักษณะของพระพุทธประวัติ. พระพุทธคุณ, พระพุทธลักษณะ, พุทธภาวะ, พุทธเกษตร, พุทธธรรม, พุทธคุรุ, พุทธคุรุฐานียธรรม, พุทธจิต, พุทธญาณ, พุทธบัญญัติ, พุทธานุสาสนี และพุทธ- ธรรมหฤทัย เป็นที่สุด เป็นจุด ๆ เดียวที่เป็นที่ออกมาของสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ที่เกี่ยวกับ พระพุทธศาสนา. การบรรยายพระพุทธจริยาในวันนี้ ก็พอสมควรแก่เวลาแล้ว ขอโอกาส พระสงฆ์ทั้งหลายได้สวดธรรมสาธยาย ชมเชยคุณของพระธรรมต่อไป.
Buddhadasa