น.337 ท่านสาธุชน ผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย, ในการบรรยายพระพุทธจริยาเป็น ครั้งที่ ๑๐ นี้ จะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า ท่านเป็นอะไร ต่อสัตว์ธรรมดาสามัญ ทั่วไป, ได้แก่สัตว์ที่ยังเป็นเหมือนกับ ลูกอ่อนนอนในเบาะ. ข้อนี้ก็หมายถึง ปุถุชน ที่ยังไม่ประสีประสาต่อธรรมะ โดยประการใด ๆ เลย ; เกิดมาเป็นคน เป็นมนุษย์อยู่ตามธรรมดาสามัญ แล้วก็ มีกิเลส มีตัณหา มีอุปาทาน อยู่อย่าง คนธรรมดาสามัญนี้ จะต้องศึกษาดูกัน ให้ดีว่า พระพุทธเจ้าทรงเป็นอะไรแก่ บุคคลประเภทนี้. ๒๙๙
น.338 ขอทบทวนข้อความ ที่เนื่องกันมาแล้วแต่หนหลัง ว่าในครั้งที่ย้อนถัดไป จากครั้งนี้ ได้กล่าวถึงข้อที่ว่า ท่านเป็นอะไรในทุกแง่ทุกมุม ในพุทธจริยาของท่านเอง ; เมื่อเรามองดูจากทุกแง่ทุกมุมที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า และที่เป็นอยู่ในพระพุทธจริยานั้น ๆ จนสามารถที่จะกล่าวได้ว่า มีอะไรเป็นอย่างไร ; จากพระพุทธจริยาทั้งหมดนั้น ทำให้ เราทราบได้ว่า ท่านมีอะไรอย่างไร ในพระพุทธจริยานั้น ๆ, และครั้งก่อนหน้านั้น คือ ครั้งที่ ๘ ก็ได้กล่าวค้างไว้ว่า ท่านเป็นอะไร ต่อสัตว์โลกทั้งปวง. นั้นมันหมาย ความว่า สัตว์โลกทั้งปวงในทุกชนิดทุกประเภท นับตั้งแต่สิ่งที่มีชีวิต เช่นพืชพันธุ์ เป็นต้น จนถึงสัตว์ ถึงมนุษย์ ถึงอมนุษย์ ถึงเทวดา ถึงพรหม. ในครั้งนี้เราจะดูกันแต่ ในส่วนเดียว หรือที่เรียกว่าในส่วนที่แคบที่สุด คือ ดูเฉพาะพวกปุถุชนคนธรรมดาสามัญที่มีอยู่ในโลก ที่จะเกี่ยวข้องกับ พระองค์เท่านั้น. ถ้าพูดให้ง่ายเข้ามาอีกก็ว่า อย่างเช่นท่านทั้งหลาย ผู้ไม่ประสีประสา อะไรเลยต่อพระธรรม ; ครั้นพระพุทธองค์ได้ทรงพบเข้า หรือว่า ได้ทรงเกี่ยวข้องด้วย แล้วพระองค์จะทำอย่างไร ในฐานะที่เป็นอะไรแก่บุคคลประเภทนี้. นี่ขอให้ท่านทั้งหลาย มองให้แคบเข้ามาอย่างนี้ เพื่อจะรู้สิ่งที่สำคัญที่สุดต่อไป คือ เรื่องที่เกี่ยวกับว่า คำสั่งสอน ของพระองค์นี้เป็นสัสสตทิฏฐิ หรือหาไม่ ซึ่งจะได้พิจารณากันทีหลัง. การที่จะเข้าใจ เรื่องนี้ได้จะต้องดูตัวเอง หรือดูคนธรรมดาสามัญทั่ว ๆ ไป ที่อยู่ในลักษณะเดียวกัน หรือในระดับเดียวกันนี้เสียก่อน. ที่ได้ใช้คำว่า "คนทั้งหลายเหมือนลูกอ่อนนอนเบาะ" นั้น ก็ เพื่อจะให้ สังเกตตรงที่ว่า คนเราเกิดขึ้นมา ไม่มีความรู้ผิดถูกอะไรเลย เหมือนกับเด็กอ่อน นอนเบาะ แล้วบิดามารดาจะพูดอะไรเป็นคำแรก, หรือจะสั่งสอนอะไรเป็นเรื่องแรก แก่ลูกอ่อนนอนเบาะนั้น. สำหรับ พระพุทธเจ้าก็เป็นอย่างเดียวกัน คือเมื่อสัตว์ ทั้งหลายเป็นเหมือนกับลูกอ่อนนอนในเบาะ ไม่มีอะไรอยู่ในจิตใจเลยที่เกี่ยวกับหลัก
น.339 ธรรมะหรือหลักพระศาสนาแล้ว พระองค์จะตรัสอะไรเป็นคำแรก หรือเป็นเรื่องแรก แก่คนเหล่านั้น. ทีนี้ เราจะต้องดูต่อไปอีกสักหน่อยหนึ่งก่อนว่า คนที่กว่าจะโตเป็นผู้ใหญ่ พอที่จะเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าได้นั้น ย่อมไม่ใช่คนที่เป็นลูกอ่อนนอนเบาะในทางร่างกาย, เขายังเป็นเหมือนกับลูกอ่อนนอนเบาะ ในทางวิญญาณ แต่มิใช่ว่าจะปราศจากความรู้สึก คิดนึกอะไรเสียทีเดียว ; เขาย่อมจะมีความรู้สึกคิดนึกไปตามสัญชาตญาณ ที่สัตว์ทั้งหลาย ที่มีชีวิต คิดนึกได้ จะต้องมี. นี่ขอให้สนใจในข้อนี้กันก่อนว่า แม้แต่สัตว์เดรัจฉาน เช่นสุนัขและแมว มันก็มีความรู้สึกตามสัญชาตญาณ, แล้วทำไมคนเราจึงจะไม่มี ความรู้สึกตามสัญชาตญาณ. สัญชาตญาณอันแรกก็คือ จะรู้สึกไปในทำนองว่า มีตัวฉัน มีของฉัน ; เพราะว่าพอเกิดมาจากท้องแม่ ก็มีอะไรทุกอย่างมาแวดล้อมรอบด้านทีเดียว ให้เกิดความ รู้สึกคิดนึกไปในทำนองที่ว่า นั่นตัวฉัน นี่ของฉัน อะไรทำนองนี้ ; แล้วพอโตขึ้นมา จนรู้จักเพลิดเพลินในอารมณ์ ทางตา ทางหู ทางจมูก เป็นต้นแล้ว ก็มีสิ่งที่เรียกว่า นันทิ และอุปาทาน คือความยึดมั่นถือมั่น โดยความเป็นตัวตน หรือของตน. ที่นี้ ตาม สัญชาตญาณล้วน ๆ คนเราก็ไม่อยากจะตาย คืออยากอยู่ ; สัญชาตญาณของ สัตว์ทั้งหลายย่อมเป็นอย่างนั้น. ฉะนั้นแม้จะปล่อยไปตามธรรมดาสามัญ โดยไม่ต้อง ศึกษาอะไร คนเราก็ไม่อยากตาย, รู้จักคิดนึกไปในทางที่ไม่อยากจะตาย, และอยาก จะมีชีวิตอยู่, แล้วยังอยากจะมีอยู่ตลอดไป หรือตลอดกาลเสียด้วย. ฉะนั้น ความคิด มันจึงแลบออกไปเองว่า ตายแล้วควรจะเกิดใหม่, ตายแล้วเราควรจะได้มีขึ้นมา ใหม่อีก อย่าให้มันสูญสิ้นไป. นี้แหละคือข้อที่เป็นเหตุผล ที่ทำให้เราพอจะมองเห็นได้ว่า ความรู้สึกตาม ธรรมดาสามัญของคน นั้น จักต้องเป็นไป ในทางของสัสสตทิฏฐิ ; แม้ว่าจะไม่มี
น.340 ใครมาสอนในทางศาสนา ทางธรรมอะไรก็ตาม ; ความรู้สึกที่มันเกิดของมันเองจะ เป็นไปในลักษณะที่เรียกว่า สัสสตทิฏฐิ คือว่ามีตัวฉัน และฉันจะอยู่, ฉันจะอยู่ ไม่มี ที่สิ้นสุด, ฉันตายแล้ว ฉันควรจะเกิดอีก. นี้เรียกว่าสัญชาตญาณพื้นฐานอย่างนี้. สัญชาตญาณอย่างนี้ จะเรียกว่ามิจฉาทิฏฐิ หรือสัมมาทิฏฐิ ? จะเรียกว่าสัมมาทิฏฐิ คงจะไม่ได้ คือมันไม่ถูก ; แต่จะเรียกว่ามิจฉาทิฏฐิ มันก็คงจะมากเกินไป เพราะเพียงแต่ว่า เขารู้สึกไปตามอำนาจของสัญชาตญาณ ของสิ่งที่มีชีวิต ที่มันจะต้อง รู้สึกอย่างนั้น ; เพราะว่าไม่อยากตาย, แล้วก็อยากอยู่. สัญชาตญาณชนิดนี้จะถือว่า เป็นมิจฉาทิฏฐิอันร้ายกาจนั้นหาได้ไม่ ; หรือแม้แต่จะถือว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิก็ยังเป็นที่ สงสัยอยู่ เพราะมันเกิดคิดไปเอง ตามเหตุผลในตัว ของสัตว์ที่มีชีวิตทุกชีวิต. ทีนี้มันยังมีเรื่องอื่นแทรกเข้ามาอีก คือ การอบรมสั่งสอน ที่มีอยู่ในฐานะ เป็นวัฒนธรรม ; อย่างชาวไทยเรานี้ ก็ มีวัฒนธรรมที่ทำให้นึก ให้คิด ให้เชื่อ ให้บอกกันต่อ ๆ ไปว่า ตายแล้วเกิดอีก. เพราะว่าเราจะได้เห็นบิดามารดา ปู่ย่า ตายาย ทำบุญ แล้วอุทิศส่วนกุศลว่า เกิดชาติหน้าขอให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ; เพียง แต่เด็กได้เห็น และได้ยินอย่างนี้เท่านั้น มันก็จะมีความรู้สึกว่า เราจะต้องเกิดอีก, เราจะได้เกิดอีก, และเราจะได้สิ่งที่เราได้ทำไว้. นี้เรียกว่าวัฒนธรรมในบ้านเรือน ก็สอนให้คนเรา มีความคิดและความเชื่ออย่างนี้เสียแล้ว, คือเป็นไปในรูปสัสสตทิฏฐิ นั่นเอง ว่ามีตัวตน, แล้วก็มีตัวตนที่จะอยู่ไป ตายแล้วก็ควรจะได้เกิดอีก. วัฒนธรรมในประเทศไทยเรามันเป็นอย่างนี้ แม้วัฒนธรรมในประเทศ อินเดียก็ต้องเป็นอย่างนี้ ; เพราะว่าวัฒนธรรมไทยในรูปนี้ รับมาจากวัฒนธรรมอินเดีย. คนอินเดียเข้ามาเพ่นพ่านอยู่แถวนี้ตั้งสองพันปีมาแล้วโดยแน่นอน, เชื่อกันว่าอย่างนั้น ทีแรกก็ไม่ได้นำเอาพุทธศาสนาเข้ามา ; แต่ว่านำเอาความคิดความเชื่ออย่างคนธรรมดา สามัญของชาวอินเดีย ที่เรียกว่าพวกพราหมณ์เข้ามา. เพราะว่าคนเหล่านั้นเป็น
น.341 พราหมณ์, มีการศึกษาอย่างที่เรียกว่าพราหมณ์ หรือ ศาสนาพราหมณ์, ฉะนั้นจึง เป็นได้ง่ายยิ่งขึ้นไปอีก ที่จะมาสอนไปตามหลักเกณฑ์ของศาสนาพราหมณ์ คือ มีตัวตน, มีอาตมัน หรืออาตมาที่เป็นตัวตน, เป็นความรู้ใหม่ เป็นความรู้แปลก สำหรับคน บ้านนี้ ที่ไม่เคยรู้มาแต่ก่อน. เมื่อถูกทำให้เชื่อแน่นแฟ้นอย่างนี้เสียแล้ว เขาก็สอนลูก หลานสืบ ๆ กันมาจนถึงบัดนี้. ในประเทศไทยเรา ก็มีรกรากของสัสสตทิฏฐิ ตั้งอยู่ในจิตใจอย่างนี้, ใน ประเทศอินเดียก็อย่างเดียวกัน. แม้ในประเทศอินเดีย ในสมัยที่พระพุทธเจ้าท่าน บังเกิดขึ้น คนส่วนมากก็ยังเป็นอย่างนี้; เพราะว่า คนก่อนพระพุทธเจ้าเกิดนั้น ก็มี ความเชื่อเรื่องตัวตนอยู่เป็นส่วนใหญ่ เช่นเดียวกับสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ที่เชื่อไปตาม สัญชาตญาณ. แม้ว่าจะมีเจ้าลัทธิอื่นเกิดขึ้นมาสอนว่า ตายแล้วไม่เกิด ไม่มีตัวตนบ้าง ก็เป็นส่วนน้อย, มันสู้ความรู้สึกที่เป็นไปตามสัญชาตญาณพื้นฐานไม่ได้. นี่แหละ เป็นเหตุให้เชื่อได้ว่า แม้ในครั้งพุทธกาล คนทั้งหลายทั่วไปก็เป็นสัสสตทิฏฐิ คือ • มีความเชื่อว่า มีตัวเรา และตัวเราจะอยู่ไปจนตาย แล้วก็จะต้องเกิดอีก และ เป็นอย่างนี้เรื่อยไป. ความที่สัตว์ทั้งหลาย มีสัสสตทิฏฐิเป็นพื้นฐานอย่างนี้ เราควรจะเรียกว่า อะไรดี ? ก็เรียกกันว่าเป็นปุถุชนคนธรรมดาสามัญที่สุด เท่าที่จะเป็นปุถุชนกันได้ ; เป็น ปุถุชนก็ต้องมีความรู้สึกเป็นสัสสตทิฏฐิอย่างนี้ แล้วแต่ว่าจะเข้มข้น หรือว่าเป็น อย่างเจือจางเท่านั้นเอง. ที่นี้ความเป็นปุถุชนอย่างนี้ ลองคิดดูเถอะว่า พระพุทธเจ้าท่าน จะทรงมองดูในลักษณะอย่างไร ? พระพุทธเจ้าท่านทรงมองดูบุคคลทั่วไปที่มีลักษณะ อย่างนี้ ท่านจะรู้สึกอย่างไร ? ข้อนี้เข้าใจว่า ท่านจะต้องรู้สึกเหมือนกับว่า คนโต ๆ มองดูลูกเด็ก ๆ ซึ่งเป็นเด็กอ่อนนอนเบาะยังไม่ประสีประสาต่อโลกทั้งสิ้น เมื่อพระ- พุทธเจ้าท่านทรงมองปุถุชนคนทั่วไป ในความรู้สึกอย่างนี้แล้ว ก็จะต้องนึกดูต่อไปถึง
น.342 ข้อที่ว่าคำแรกที่สุด หรือเรื่องแรกที่สุด ที่ท่านจะตรัสแก่บุคคลประเภทนี้นั้น ท่านจะ ตรัสว่าอย่างไร ? นี่ถ้าท่านทั้งหลายเข้าใจในข้อนี้แล้ว จะเข้าใจหลักธรรมะที่สับสนยุ่งยาก ลำบากกันอยู่ในเวลานี้ได้โดยไม่ยากเลย ; เช่นว่า พุทธศาสนาเป็นสัสสตทิฏฐิหรือไม่ เป็นต้น. ถ้าว่า พุทธศาสนาไม่เป็นสัสสตทิฏฐิแล้ว ทำไมพุทธศาสนาจึงสอน หรือ ถือกันอยู่ สอนกันอยู่ว่า ตายแล้วเกิดอีก เช่นเรื่องชาดกทั้งหลายเป็นต้น, หรือแม้ แต่วิชชาที่ ๑ ที่เรียกว่า ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ก็มีคำกล่าวว่าระลึกชาติหนหลังได้ ร้อยชาติ พันชาติ หมื่นชาติ แสนชาติ หรือหลาย ๆ กัปป์ "พระพุทธเจ้าก็ระลึกได้, พระสาวกก็ระลึกได้. เหล่านี้แสดงว่า ข้อความนี้มันยืนยันว่า คนตายแล้วเกิดอีก ซึ่ง เป็นค ๆ นเดียวกันนั่นแหละ ; แล้วมันยังมี วิชชาที่ ๒ ที่เรียกว่า จุตูปปาตญาณ ที่ แสดงไว้ว่า มองเห็นสัตว์ทั้งหลาย คนเดียวกันนั่นแหละ ต้องเป็นไปตามกรรมของตน, เสวยกรรมนั้นแล้วเป็นอย่างนั้น, แล้วตาย, แล้วเสวยกรรมนั้น, แล้วเป็นอย่างนั้น ; เป็นคน ๆ เดียวกันอย่างนี้. นี่ก็คือลักษณะของสัสสตะสุดเหวี่ยง, แล้วจัดเป็นมิจฉาทิฏฐิ หรือไม่ ? ยังมีเรื่องอื่นอยู่อีกเป็นอันมาก ที่พุทธบริษัทเรากำลังเชื่อ และปฏิบัติอยู่ อย่างสับสน ; แม้ว่าท่านทั้งหลายทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ ก็ยัง มีความคิดในเรื่องนี้อย่าง สับสน : ทางหนึ่งได้นั่งมาว่า เป็นอนัตตา. อะไร ๆ ก็เป็นอนัตตา ก็วา ไม่มี บุคคล ไม่มีใครตาย แล้วเกิดไปรับอะไรที่ไหน. แต่อีกทางหนึ่งก็ยังเชื่อว่าตาย แล้วเกิด. เกิดแล้วได้รับนั้น ได้รับนี่, ตามที่ได้เคยเชื่อมาแต่เดิม ; มันก็ละ ไม่ได้. บางทีก็ต้องสวดมนต์ที่มีใจความเป็นสัสสตทิฏฐิ เช่นเรื่องกรรม; ตายแล้ว จะได้รับผลของกรรม, เรามีกรรมเป็นของตัว, มีกรรมเป็นอะไรไปข้างหน้า. เรามี ทั้งตัวเรา มีทั้งกรรมของเรา เราตายแล้วจะได้รับผลกรรมของเรา ; ท่านเองก็สวดมนต์ อย่างนี้อยู่เช่นนี้ทุกวัน. อย่างนี้มันจะเป็นสัสสตทิฏฐิหรือไม่? เป็นมิจฉาทิฏฐิหรือไม่ ? ในเมื่อเราไปเทียบกันดูกับที่ว่า :-
น.343 รูปัง อนัตตา, เวทนา อนัตตา, สัญญา อนัตตา, สังขารา อนัตตา, วิญญาณัง อนัตตา ; อะไร ๆ ก็อนัตตา, ตัวตนก็ไม่มี ของตนก็ไม่มี ; มีแต่ อิทัปปัจจยตา. พอฟังเรื่องอิทัปปัจจยตา ความคิดก็ไปทางหนึ่ง, พอฟังเรื่อง บุคคล ตัวตน เราเขา ทำกรรมอย่างนั้นอย่างนี้ ความคิดก็ไปอีกเรื่องหนึ่ง ; มันคล้ายกับว่าเทไปเทมา ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรแน่. นี่แหละคือ ปัญหาที่ยังเหลืออยู่ สำหรับจะต้องศึกษาให้เข้าใจ เด็ดขาดลงไป; แล้ววิธีที่จะศึกษาปัญหาข้อนี้ไม่มีอะไรดีไปกว่า ที่จะต้องติดตามไปถึง คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าในเรื่องแรก ๆ ในคำแรก ๆ ว่าท่านสอนพุทธศาสนาว่า อย่างไร, และถึงท่านได้สอนสืบต่อมาว่าอย่างไร. ถ้าเราประมวลเอาเรื่องราวทั้งหมด ที่พระองค์ทรงสั่งสอนแก่คนทุกชนิด ทุกประเภท ทุกเวลา ทุกสมัย มาพิจารณาดูแล้ว ; เราก็จะพบว่า มันมีความสับสนปนเปกันอย่างนี้ด้วยเหมือนกัน.เหมือนกับที่วัดนี้ บางวันเราก็เทศน์เรื่องอนัตตา เรื่องอิทัปปัจจยตา ; แต่ในบางคราวเราก็เทศน์ เรื่องกรรม ที่เป็นเรื่องธรรมดาสามัญ : ทำบาปได้บาป ทำบุญได้บุญ เป็นระยะยาว ไปที่เดียว. แปลว่า ปัญหาอย่างนี้ก็มีทั้งพุทธกาล และทั้งเดี๋ยวนี้ เราจะสะสางปัญหานี้ ได้อย่างไร ? นี่แหละคือข้อที่อาตมาจะได้กล่าวเรื่องพระพุทธจริยาในวันนี้ โดยหัวข้อที่ว่า พระองค์ทรงเป็นอะไร แก่สัตว์ปุถุชนคนธรรมดาสามัญ ที่ยังเป็นเหมือนลูกอ่อน นอนเบาะ. ถ้าเข้าใจเรื่องนี้แล้ว ก็จะเข้าใจเรื่องถัดไปทันที ว่าคนที่ไม่เป็น ลูกอ่อนนอนเบาะแล้วนั้น พระองค์ทรงสอนเรื่องอะไรต่อไป. ถ้าเราเข้าใจเรื่องนี้ไม่ดี เราจะเข้าใจว่า พระพุทธเจ้าสอนสัสสตทิฏฐิ เช่นเรื่องกรรมเป็นต้น กระทั่งเรื่อง ปุพเพนิวาสานุสสติญาณเป็นที่สุด. ที่นี้เราจะได้พิจารณากันต่อไปตามลำดับ เพื่อให้ เข้าใจไปตามลำดับ ไม่เช่นนั้นอาจจะเข้าใจไม่ได้,
น.344 คนทั้งหลายเป็นมิจฉาทิฏฐิหรือไม่ ? ข้อแรกจะตั้งปัญหาขึ้นมาว่า คนตามธรรมดาสามัญเหล่านี้ เป็น มิจฉาทิฏฐิหรือไม่ ? นักศึกษาพวกหนึ่ง หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกอภิธรรม จะพูดว่า คนทั้งหลายเป็นมิจฉาทิฏฐิมาแต่ในท้อง, โตขึ้นด้วยมิจฉาทิฏฐิ เพราะไม่รู้ว่าอะไร เป็นอะไร ; และถือว่า มือวิชชามาตั้งแต่ในท้อง. นี่ช่วยจำไว้อย่างหนึ่งก่อนว่า เราพวกหนึ่งมีความเข้าใจว่า คนเป็นมิจฉาทิฏฐิมาแต่ในท้อง, เกิดมาก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ มือวิชชามาเสร็จแล้ว. แต่พระพุทธเจ้าท่านไม่ตรัสอย่างนั้น ท่านตรัสว่าแม้ อวิชชาก็เพิ่งเกิด, แม้มิจฉาทิฏฐิ อกุศล เจตสิกเหล่านี้ก็เพิ่งเกิด, แล้วก็เกิด เป็นคราว ๆ ; เกิดแล้วก็ดับไป แล้วก็เกิดอีก, เกิดแล้วก็ดับไป. ถ้าอย่างนี้ จะถือว่าอย่างไร ว่าคนมีอวิชชา หรือเป็นมิจฉาทิฏฐิมาแต่ในท้องหรือไม่ ? นี่แหละคือ ปัญหาแรกที่สุด ที่จะต้องรู้จักตัวเอง ; ถ้าไม่เข้าใจข้อนี้ก็ไม่มีทางที่จะรู้จักตัวเอง เมื่อถามขึ้นมาว่า คนทั้งหลายเหล่านี้เป็นมิจฉาทิฏฐิหรือไม่ ? คำตอบมีได้ หลายทางแล้วแต่ว่าจะใช้คำตอบชนิดไหน ด้วยวิธีอะไร. เช่นว่า จะถือโดยหลักว่า ถ้ามันตรงกันข้ามกับสัมมาทิฏฐิแล้ว ก็เป็นมิจฉาทิฏฐิทั้งนั้น : อย่างนี้ก็จะพูดได้ว่า คนทั้งหลายเหล่านี้ยังไม่เป็นสัมมาทิฏฐิ, คนที่เกิดขึ้นมาเจริญอยู่ตามปกติธรรมดา อย่างนี้จะเรียกว่ามีสัมมาทิฏฐิยังไม่ได้ เพราะยังไม่รู้เรื่องอริยสัจจ์ ๔ เรื่องปฏิจจ- สมุปบาท เรื่องกรรม, หรือแม้แต่เรื่องศรัทธาที่ถูกต้อง. การที่จะมีสัมมาทิฏฐิได้ ในบาลีระบุไว้ชัดว่า จะต้องมีความรู้ใน เรื่องความทุกข์ เรื่องเหตุให้เกิดทุกข์ เรื่องความดับสนิทของความทุกข์ และทาง ให้ถึงความดับสนิทของทุกข์ ; นี้เรียกว่าสัมมาทิฏฐิ. " คนเหล่านี้ยังไม่มีความรู้ เรื่องนี้ ก็แปลว่ายังไม่มีสัมมาทิฏฐิ. เมื่อยังไม่มีสัมมาทิฏฐิ จะเรียกว่าเขามีมิจฉาทิฏฐิ
น.345 หรืออย่างไร ?. . คนที่พูดกันอย่างสะเพร่า ๆ ก็จะประณามว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ. แต่ถ้าถือ ตามหลักที่พระพุทธเจ้าตรัส เขายังไม่มีความเห็นผิด เขาก็ยังไม่เป็นมิจฉาทิฏฐิ, และ มิจฉาทิฏฐิจะเกิดต่อเมื่อมีอะไรมาทำให้เขามีความเห็นผิด ทีนี้เราดูต่อไปอีกนิดว่า คนทั้งหลายเหล่านี้กำลังไม่แน่, ทุก ๆ คนนี้กำลัง ไม่แน่ ยังรวนเร ไม่มีทิฏฐิอันไหนที่ลงรากแน่นแฟ้น ; แล้วจะเรียกเขาว่ามิจฉาทิฏฐิ โดยส่วนเดียวได้อย่างไร. พอเขาได้ฟังอะไรไป เขาก็เปลี่ยนไปทันที เป็นอยู่อย่างนี้ เรื่อย ๆ ไป. เขาอาจจะเกิดมิจฉาทิฏฐิสักเว็บหนึ่งก็ได้ แล้วมันก็หายไป; เลยกล่าว ไม่ได้ว่า คนเหล่านี้ได้เป็นมิจฉาทิฏฐิถึงที่สุด, หรือเป็นสัมมาทิฏฐิถึงที่สุด. ถ้าเขามี ความยึดถือเรื่องตายแล้วเกิด เป็นต้น ถึงที่สุด ที่จะเรียกว่า อันตคาหิกทิฏฐิแล้ว นั่นแหละจึงจะเรียกว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิได้. แต่เดี๋ยวนี้ความเห็นว่าตายแล้วเกิดของ คนเหล่านี้ ยังไม่ลงรากฐานอะไรเลย, ยังไม่เป็นอันตคาหิกทิฏฐิ แล้วจะเรียกว่า มิจฉาทิฏฐิได้อย่างไร. ถ้าจะเรียกให้ได้ ก็ต้องแบ่งมิจฉาทิฏฐิออกเป็นสองชั้น ความคิดเห็น ที่เป็นไปตามสัญชาตญาณยังไม่เป็นมิจฉาทิฏฐิ สำหรับสัสสตทิฏฐินั้น สัตว์ธรรมดาสามัญก็มีอยู่ อย่างที่ได้กล่าวมาแล้ว ข้างต้น, และคนก็รู้สึกได้เองว่า มีตัวฉัน แล้วฉันจะอยู่, ฉันตาย แล้วฉันเกิดอีก ; ก็เรียกว่ามีสัสสตทิฏฐิอยู่ในระดับนี้ จะเรียกว่ามิจฉาทิฏฐิหรือไม่ ? จะเรียกว่ามิจฉาทิฏฐิ นั้นมันคงจะแรงเกินไป. ก มันควรจะเรียกแต่เพียงว่า สัสสตทิฏฐิตามสัญชาตญาณ ; ถ้ามีสัสสตทิฏฐิชั้นสัญชาตญาณเพียงอย่างนี้ ก็ยังไม่ควรจะถูกเรียกว่า เป็น มิจฉาทิฏฐิ เพราะมันไม่มีอะไรจะห้ามไม่ให้คนมีสัสสตทิฏฐิทำนองนี้ : เพราะว่าสัตว์ มีชีวิตทั้งหลาย ย่อมรักตัว ย่อมมีตัว ย่อมสงวนตัว เห็นแก่ตัว, ตายแล้วก็ยังอยาก จะเกิดอีก.
น.346 สัสสตทิฏฐิจึงมีอยู่สองระดับ : คือระดับที่สัตว์มีชีวิตทั้งหลาย จะต้อง มี ได้เอง ; ส่วน สัสสตทิฏฐิที่เข้มข้น จนถึงกับว่า เหมือนกับเป็นหลักต่อ ที่ปัก ลงไปในวัฏฏะ ; นั่นเรียกว่า อันตคาหิกทิฏฐิ แล้ว, นั่นแหละคือ สัสสตทิฏฐิ ชนิดหลัง : สัสสตทิฏฐิในระดับที่ปักแน่น เหมือนกับปักหลักลงไปในวัฏฏสงสาร. ฉะนั้นขอให้จำไว้ทีก่อนว่า สัสสตทิฏฐิอย่างธรรมดาสามัญของลูกเป็ดไก่อ่อนปุถุชนนี้ ไม่ควรจะถูกประณามว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ ถึงขนาดที่เป็นอันตคาหิกทิฏฐิ เพราะว่ามัน เกิดเองตามสัญชาตญาณ, เพราะว่าทุกคนจะมีทิฏฐินี้. เดี๋ยวนี้ก็ตาม ครั้งพุทธกาลก็ตาม สัตว์มีชีวิตทั้งหลาย จะต้องมีสัสสตทิฏฐิ ระดับสัญชาตญาณ อย่างนี้เสมอไป. ทีนี้คนประเภทนี้เราจะเรียกเขาว่า เป็นคนมี สัสสตทิฏฐิหรือไม่ ? ข้อนี้ต้องจำกัดความของคำว่าสัสสตทิฏฐิให้ดี ; ถ้าสัสสตทิฏฐิชนิด มิจฉาทิฏฐิอันตคาหิกทิฏฐิแล้ว มันก็รุนแรงมาก ; ยังไม่ควรจะถือว่าเขามีแล้วเพราะ เขามีสัสสตทิฏฐิแต่เพียงระดับธรรมดา ๆ จนไม่ควรจะเรียกว่า สัสสตทิฏฐิด้วยซ้ำไป, แล้วเขาก็ มีตามที่เหตุผลชั่วขณะ ที่ทำให้คิดไปอย่างนั้น ว่ามีตัวฉัน ว่ามีของฉัน ฉันตาย แล้วจะเกิดอีก เพราะฉันอยากจะเกิดอีก. นี่แหละคือสิ่งแรกที่สุด ที่ท่านทั้งหลายจะต้องสนใจ ว่าคนธรรมดาสามัญ ที่เป็นอยู่ตามปรกติ เกิดมาจากท้องแม่แล้วนี้ จะเป็นมิจฉาทิฏฐิหรือเปล่า ? เป็น สัสสตทิฏฐิหรือเปล่า ? ถ้าถือตามหลักที่ว่า มิจฉาทิฏฐิ คือเห็นผิดถึงขนาดเป็น อันตคาหิกทิฏฐิ ปักดิ่งโดยส่วนเดียว ถอนรากไม่ขึ้นแล้ว ก็เรียกว่ายัง, เขายังไม่เป็น มิจฉาทิฏฐิเลย, เขาไม่ได้เกิดมาเป็นมิจฉาทิฏฐิในชั้นนี้เลย ; เพียงแต่ว่าเกิดมา ยังไม่รู้อะไรที่ถูกต้อง, แล้วก็นึก ๆ ไปตามความรู้สึกของตนเองอย่างนี้. ถ้าจะ ปรับให้เป็นมิจฉาทิฏฐิ มันก็คงจะมากเกินไปเหมือนกัน, มันจะเป็นการหลับหูหลับตา ปรับกันมากเกินไป. ฉะนั้นควรจะถือว่า เขาเป็นผู้มีสัสสตทิฏฐิในระดับหนึ่ง คือระดับ
น.347 สัญชาตญาณ ; จะต้องเรียกชื่อสัสสตทิฏฐินี้ว่า สัสสตทิฏฐิระดับสัญชาตญาณ ของสิ่ง ที่มีชีวิตทั้งหลาย ; นี่เราไม่ควรจะเรียกว่าอันตคาหิกทิฏฐิโดยแน่นอน. นี้เอาเป็นอันว่า สรุปความแล้ว ก็จะได้ความว่า : ลูกเป็ด ไก่อ่อน ที่เกิด ขึ้นมาในโลกนี้ มีสัสสตทิฏฐิระดับอ่อนที่สุด คือระดับสัญชาตญาณมาแล้วเสร็จ หรือจะ เป็นระดับพื้นฐานของสัตว์เหล่านี้ ; แล้วก็มี ลักษณะที่จะต้องรู้สึกว่า มีตัวฉัน มีของฉัน ฉันมีชีวิตอยู่ อยู่กว่าจะตาย ตายแล้วจะเกิดอีก. นี่คือพวกลูกเป็ด ไก่อ่อน คือปุถุชนคนธรรมดาสามัญทั่วไป ที่ยังไม่ทันจะลืมหูลืมตาอะไร, แล้วก็มี อยู่เต็มไปทั้งโลก. ถ้าเขาไม่ได้รับคำสั่งสอนที่ผิดอะไรมากมายแล้ว ก็จะอยู่อย่างนี้ ตลอดไป ; ในเมื่อคนอย่างนี้ มีอยู่ในโลกอย่างนี้, แล้วถูกเรียกว่าสัสสตทิฏฐิอย่างนี้. นี่แหละคือจุดตั้งต้นของปัญหา ที่จะต้องศึกษา จะต้องพิจารณา. ถ้าประณามกันว่า เป็นมิจฉาทิฏฐิเสียแล้ว มันก็จะน่าสงสาร ; แต่ถ้าเป็นอันตคาหิกทิฏฐิแล้ว มันยาก ที่จะถอนได้. แม้พระพุทธเจ้าก็จะถอนของเขาไม่ได้ ถ้าว่าสัสสตทิฏฐิของเขานั้นเป็นถึง ขนาดอันตคาหิกทิฏฐิแล้ว แม้พระพุทธเจ้าก็จะถอนของเขาไม่ได้. ผู้ที่มีความคิดเห็น ตามสัญชาตญาณ พระพุทธเจ้ายังโปรดได้ ทีนี้คนธรรมดาสามัญ ที่อยากจะเรียกว่าลูกไก่อ่อน ลูกเป็ดอ่อนเหล่านี้ เขามีสัสสตทิฏฐิชนิดที่เบาบางตามสัญชาตญาณ ; พระพุทธเจ้าจะโปรดได้. ขอให้ สังเกตความแตกต่างข้อนี้ให้มาก ก็จะเข้าใจหลักธรรมในพุทธศาสนาได้ ; ถ้าเอาไปเป็น อย่างเดียวกันเสียแล้ว ไม่มีทางจะเข้าใจหลักธรรมในพุทธศาสนาได้. สำหรับมิจฉาทิฏฐิที่เราได้ยินได้ฟังกันอยู่ มันก็ยังแบ่งออกเป็นชั้น ๆ : มิจฉาทิฏฐิชนิดที่ไม่ห้ามสวรรค์ แต่ห้ามนิพพาน, มิจฉาทิฏฐิที่ห้ามทั้งสวรรค์ ห้ามทั้ง นิพพาน ; อย่างนี้มันก็มีอยู่. มิจฉาทิฏฐิที่มีตัวตน อยากดี อยากทำดีก็ไปสวรรค์ได้.
น.348 นี่เขาเรียกว่าไปสวรรค์ได้ด้วยมิจฉาทิฏฐิ ; อย่างนี้ก็ไม่มีใครจะค้านได้ ; เพราะเขามี ความยึดมั่นถือมั่นตัวตนมาก แล้วทำดี ทำบุญ เพื่อไปเกิดในสวรรค์ ด้วยสัสสตทิฏฐิ อันแรงกล้านั้น. ฉะนั้นสัสสตทิฏฐินั้นเองที่ทำให้ไปสวรรค์ก็ได้, สัสสตทิฏฐิอย่างนี้ ไม่ห้ามสวรรค์ แต่ห้ามนิพพาน, คือมันไม่มีทางที่จะไปนิพพานได้; ไม่มีทางที่จะ บรรลุนิพพานได้ เพราะว่ามันเต็มไปด้วยทิฏฐิว่าตัวตน ว่าของตน. การที่มีทิฏฐิว่า ตัวตน ว่าของ ๆ ตนนี้มันมีอยู่เป็นสองระดับ คือระดับที่ถอนยาก ถอนไม่ได้ง่าย ๆ ในชาติปัจจุบันนี้ ; พูดว่าอย่างนั้นดีกว่า. แล้วอีกระดับหนึ่งก็คือว่าจะถอนได้ง่าย ๆ เมื่อเพียงแต่สักว่า ได้ยินได้ฟังคำสั่งสอนที่ถูกต้องของพระอริยเจ้าเท่านั้น. นี้พูดมายืดยาว เพียงแต่จะ ให้จับหลักได้สักนิดหนึ่งเท่านั้นว่า คนธรรมดา เกิดมาอย่างนี้ อย่าเพ่อไปประณามว่า เป็นมิจฉาทิฏฐิอันร้ายกาจ, แม้ว่าเขาจะ มีความรู้สึกเป็นทำนอง มีตัวฉัน มีของฉันเป็นสัสสตทิฏฐิอยู่บ้าง ; แล้วคนพวกนี้แหละ ที่ไปพบพระพุทธเจ้า แล้วพระพุทธเจ้าจะโปรดเขาได้, แล้ว คำแรกที่พระพุทธเจ้า จะพูดกับเขานั้น จะมีว่าอย่างไร ? เรื่องแรกจะพูดว่าอย่างไร ? สมมติว่า เราเชื่อกันว่าพระพุทธเจ้าท่านสอนสัมมาทิฏฐิ เรื่องไม่มีตัวไม่มีตน พ่อท่านพบกับคนลูกเป็ดไก่อ่อนเหล่านี้ แล้วท่านจะตรัสเลยว่า ไม่มีตัวไม่มีตนเว้ย ได้หรืออย่างไร ? มันจะมีอะไรที่จะเป็นเหตุให้พระพุทธเจ้าจะต้องตรัสอย่างนั้น ? หรือว่า พอพระพุทธเจ้าทรงพบปะกับคนเหล่านี้ แล้วพระพุทธเจ้าจะตรัสขึ้นมาว่า ตายแล้ว ไม่เกิดเว้ย อย่างนี้ได้อย่างไร ? ขอให้ลองคิดดู. มันไม่มีเรื่อง ไม่มีทาง มันไม่มี อะไร ที่พระพุทธเจ้าจะตรัสเป็นคำแรก หรือเรื่องแรก ว่าอย่างนี้ แม้แก่คนที่เป็นปุถุชน ธรรมดาสามัญ, หรือที่เรียกว่าลูกไก่อ่อน ลูกเป็ดอ่อน ; จะไม่มีทางที่พระพุทธเจ้า จะตรัสว่า ตายแล้วเกิดเว้ย, หรือตายแล้วไม่เกิดเว้ย ; อย่างนี้ไม่มีเลย.
น.349 ที่จริง พระพุทธเจ้าก็ทรงสอนหลักธรรมะที่ว่า ไม่มีตัวตน ไม่มีบุคคลอยู่ ที่นี่ เวลานี้, ไม่มีใครที่จะตาย ไม่มีใครที่จะเกิด ; ท่านทรงประสงค์ที่จะสอน อย่างนั้น ; แต่ ทำไมท่านพูดกับลูกเป็ดไก่อ่อนเหล่านี้ ไม่ได้ ? ก็เพราะว่าพูดอย่างนั้น ไม่ได้ เพราะพูดอย่างนั้นก็ไม่มีประโยชน์อะไร, พูดอย่างนั้นมันก็ไม่เข้าใจ ; จะพูดว่าตายแล้วไม่ได้เกิด ไม่ได้ตาย อย่างนี้มันก็ไม่เข้าใจ ; จะพูดว่าตายแล้วเกิดเว้ย มันก็ผิด. พระพุทธเจ้าไม่ได้มีหลักธรรมะว่า ตายแล้วเกิด, หรือตายแล้วไม่เกิด ; มีแต่เรื่อง อิทัปปัจจยตา. ทีนี้จะสอนอิทัปปัจจยตาแก่คนเหล่านั้น เขาก็ฟังไม่ถูก แล้วพระพุทธเจ้า จะทำอย่างไร ? จะพูดอะไรเป็นคำแรก หรือเรื่องแรก ? นี่ขอให้สังเกตข้อนี้ให้มาก แล้วจะพบว่า มีพระพุทธจริยาอย่างประเสริฐที่สุดในพระพุทธเจ้า คือการปฏิบัติต่อคน เหล่านี้ ท่านจะปฏิบัติต่อคนเหล่านี้เหมือนกับแม่ทะนุถนอมทารกอ่อนที่เพิ่งเกิดมา หรือ ประคบประหงมลูกเป็ดลูกไก่ ที่มันเพิ่งออกจากไข่ อย่าให้มันตายได้ กว่ามันจะ โตขึ้น. การประคบประหงมนั้นแหละ ถ้าฟังไม่ดี มันจะกลายเป็นมิจฉาทิฏฐิ แล้วมันก็จะต้องมีเรื่อง ที่เข้ารูปเข้ารอยกันกับความรู้สึกคิดนึกของคนเหล่านั้น ว่ามีตัวฉัน มีของฉัน, ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว, ตายแล้วไปเกิด ได้ดีได้ชั่ว ตามกรรม ที่ทำไว้ ; และพระพุทธเจ้าก็ตรัสอย่างนี้ในพระบาลีทั่ว ๆ ไป. เราจะได้พบคำตรัส เรื่องกรรม เรื่องตายแล้วเกิด, หรือมีลักษณะเป็นการยืนยันว่าตายแล้วเกิด เช่น ปุพเพนิวาสานุสสติญาณเป็นต้น ; แต่มันไม่มีคำชัด ๆ หรือคำกล่าวชัด ๆ ลงไปว่า พอพบหน้ากันแล้วก็จะบอกว่า ตายแล้วเกิด, หรือว่าตายแล้วไม่เกิด, หรือว่าทุกอย่าง เป็น อิทัปปัจจยตา ไม่มีใครตายไม่มีใครเกิด ; อย่างนี้พูดไม่ได้.
น.350 วิธีสอนของพระพุทธเจ้า ย่อมโปรดสอน ตามความเหมาะสม แก่สภาพจิตของแต่ละบุคคล ทีนี้เราจะพิจารณากันให้ละเอียด ถึงบุคคลผู้ที่ได้รับคำพูด ที่ได้รับฟัง คำตรัสคำแรกของพระพุทธเจ้า ซึ่งล้วนแต่เป็นปุถุชนทั้งนั้น คือพระพุทธเจ้าจะไป โปรดใคร ก็คือไปโปรดปุถุชน. พวกที่ ๑ พวกปุถุชน, สมมตว่าเป็นคนที่ ๑. เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ก็ทรงคิดว่าจะไปโปรดใคร ก็ทรงคิดถึงอาฬารดาบส อุทกดาบส, สององค์นี้ ก็ยังเป็นปุถุชน ยังเป็นผู้มีตัวตน หวังอะไร ๆ ที่เป็นเรื่องเป็นตัว เป็นตน ; แม้จะมี สมาบัติสูงถึงแนวสัญญานาสัญญายตนะ ก็มีตัวตน. ถ้า พระพุทธเจ้าได้มีโอกาสไป โปรดสองดาบสนี้, ถ้าสมมุติว่าเขาไม่ตายเสีย พระพุทธเจ้าจะตรัสคำแรกว่าอย่างไร ? อาตมาเชื่อว่า พระพุทธเจ้าจะไม่ตรัสว่า ตายแล้วเกิดเว้ย, หรือตายแล้วไม่เกิดเว้ย ; อย่างนี้ไม่ตรัส. หรือจะตรัสว่า ทุกอย่างเป็นอิทัปปัจจยตาเว้ย ; อย่างนี้ก็จะไม่ตรัส. แต่ ท่านจะตรัสถึงเรื่องที่ว่า : ความทุกข์นี้มันเกิดมาจาก กิเลส ตัณหา อุปาทาน, แล้วสมาบัติอย่างที่ท่านทั้งหลายมีอยู่นั้นช่วยไม่ได้, มันช่วยไม่ได้, เนวสัญญา- นาสัญญายตนะ มันก็ช่วยไม่ได้ ที่จะให้พ้นจากทุกข์ ; จะต้องมาดูกันเสียใหม่ว่าทุกข์นี้ มันเกิดมาจากตัณหาสามประการ อย่างนี้เป็นต้น. เห็นไหมว่า พระพุทธเจ้าท่านจะต้องตรัสคำที่มีประโยชน์ และฟังถูก, แล้วไม่เกี่ยวกันเลยกับที่ว่า ตายแล้วเกิด หรือตายแล้วไม่เกิด ; จะไม่ไปมัวเถียงกัน หรือไม่ไปมัวทะเลาะกันเรื่องตายแล้วเกิด หรือตายแล้วไม่เกิด. แต่จะตรัสว่า ความทุกข์ เกิดมาจากตัณหาสามประการ และอริยมรรคมีองค์แปด จะช่วยดับตัณหานั้นเสียได้ ; จะตรัสอย่างนี้ต่างหาก ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับคำว่า ตายแล้วเกิด หรือตายแล้วไม่เกิด,
น.351 สัสสตทิฏฐิ หรือไม่ใช่สัสสตทิฏฐิก็ตาม ไม่ได้พูดถึงกันเลย ; ก็แปลว่า ไม่มีโอกาสที่ จะพูดถึง อันตคาหิกทิฏฐิ หรืออะไรทิฏฐิให้มันเสียเวลา. ฉะนั้นลูกเป็ดลูกไก่อ่อน เหล่านั้นก็ไม่ต้องเสียเวลา ไม่ต้องไปตั้งปัญหาว่าตายแล้วเกิด หรือตายแล้วไม่เกิด เหมือนคนสมัยนี้. คนสมัยนี้นั้นอยากจะรู้ว่า ตายแล้วเกิด หรือตายแล้วไม่เกิดเสียเรื่อย. แต่พอเราไปศึกษาดูถึงคำตรัสคำแรก ที่จะตรัสกับคนเหล่านี้ พระพุทธเจ้าท่านจะไม่ ตอบปัญหานี้, จะไม่ตรัสข้องแวะมาถึงหลักอันนี้. ฉะนั้นจึงเห็นว่ามันไม่จำเป็น ที่จะต้องพูดเรื่องตายแล้วเกิด หรือตายแล้วไม่เกิด เป็นคำแรก แก่สัตว์ที่เป็นเหมือน กับว่า เป็นลูกไก่อ่อน ลูกเบ็ดอ่อนเหล่านี้. ทีนี้ดูต่อไปถึง พวกที่ ๒ คือปัญจวัลลีย์ พอพระพุทธเจ้าท่านพบกับ ปัญจวัคคีย์ : คำแรกหรือเรื่องแรกที่ตรัสกับปัญจวัคคีย์นั้น ตรัสว่าอย่างไร ? ขอให้ สนใจกันตอนนี้ คำแรกที่ตรัสแก่ปัญจวัคคีย์ ก็ไม่ได้พูดเรื่องตายแล้วเกิด หรือไม่เกิด กลับตรัสว่าที่มันเคร่งมากเกินไปนั้นก็ไม่ถูก ที่มันหย่อนยานเกินไปก็ไม่ถูก ; คือ เรื่องกามสุขัลลิกานุโยค อัตตกิลมถานุโยค นั้นมันไม่มีประโยชน์อะไร. จงเดินตาม อริยมรรคมีองค์ ๘ แล้วมันจะดับตัณหาได้ ทำอย่างนั้น แล้วทุกข์มันเกิดไม่ได้ เรื่องมันก็จบกันเสีย. ผลก็คือทำให้ปัญจวัคคีย์นั้นมีดวงตาเห็นธรรม ว่า ยํ กิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพพฺติ นิโรธธมฺมํ ; ซึ่งได้ยินได้ฟังกันอยู่ทุกคนแล้ว ; คือมีความรู้ ขึ้นว่า สิ่งใดมีเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นก็มีดับไปเป็นธรรมดา. ก็แปลว่า พระพุทธเจ้าท่านจะตรัสคำแรกหรือเรื่องแรก ชนิดที่ทำให้คน เกิดความเข้าใจว่า สิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นมีความดับเป็นธรรมดา ; ไม่เกี่ยวกับว่า ตายแล้วเกิด หรือตายแล้วไม่เกิด, ว่าคนนั้นหรือคนอื่น , มันไม่ เกี่ยวทั้งนั้น .. เราจะต้องถือว่า แม้ปัญจวัคคีย์ก็ยังเป็นลูกไก่อ่อน หรือลูกเป็ดอ่อนอยู่
น.352 นั่นเอง ; เพราะไม่รู้เรื่องการดับตัวตน ยังมีตัวตนแก่กล้า, แล้วก็หวังอะไรมาก, แล้วก็เชื่อเรื่องสัสสตทิฏฐิเต็มที่เหมือนกัน ในการแสดงธัมมจักกัปปวัตนสูตรแก่ปัญจวัคคีย์นั้น มันไม่เกี่ยวกับตาย แล้วเกิด หรือตายแล้วไม่เกิด; แต่บอกให้เห็นว่า ที่นี่ เดี๋ยวนี้ ความทุกข์เกิดขึ้น ได้อย่างไร, แล้วเราจะต้องทำอย่างไรจึงจะดับความทุกข์นั้น คือตัดต้นเหตุของ มันเสีย. เมื่อปัญจวัคคีย์เข้าใจหลักทั่วไปเบื้องต้นอย่างนี้แล้ว จึงจะตรัสเรื่องที่มัน เจาะจงลงไป คือเรื่องอนัตตลักขณสูตร ว่าดูเถอะมันไม่มีอะไรที่เป็นอัตตา; พอรู้ว่า มันไม่มีอะไรเป็นอัตตา ปัญหาที่ว่าตายแล้วเกิด ตายแล้วไม่เกิด มันไม่มี ; มันก็จบ เสียอย่างนี้. มันไม่ไปข้องแวะกับปัญหาที่ว่าตายแล้วเกิด ตายแล้วไม่เกิด มันไม่เกี่ยว กันเลย, มันไม่เข้าไปหามิจฉาทิฏฐิประเภทนั้นเลย. นี่ก็แปลว่า ปัญจวัคคีย์ก็ดี ใคร ๆ ก็ดี เป็นคนไม่รู้อยู่แล้วทั้งนั้น จะเรียกว่า เป็นมิจฉาทิฏฐิก็ได้. .. แต่อาตมาบอกแล้วว่า อย่าไปปรับกันถึงขนาดนั้น, อย่าเพ่อไป ปรับปัญจวัคคีย์ว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิอยู่ เมื่อพระพุทธเจ้ามาตรัสธัมมจักกัปปวัตนสูตรและ อนัตตลักขณะสูตร ก็ทำให้หลุดพ้นได้ ; เพราะว่าปัญจวัคคีย์นี้ก็เป็นมิจฉาทิฏฐิชนิด ที่ไม่เรียกว่าอันตคาหิกทิฏฐิ ซึ่งมีอย่างเราธรรมดาสามัญ, มีรู้สึกว่าเป็นตัวฉัน ก็รักตัวฉัน, รักตัวฉัน ต้องการให้ตัวฉันดีมีเพียงเท่านี้! ! แล้วเราอย่าไปพูดถึงอันตคาหิกทิฏฐิเลย ว่าตายแล้วเกิด หรือตายแล้วไม่เกิด, โลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง, โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด. ร่างกายก็อันนั้น ชีวิตก็อันนั้น ; มันป่วยการ. ทีนี้เราดูถัดไปพวกที่ ๓ ถึงยสกุลบุตร. เมื่อพบกับยสกุลบุตรนั้น ยสกุลบุตร ว่าที่นี่วุ่นวายหนอ, ที่นี่วุ่นวายหนอ. พระพุทธเจ้าตรัสว่า ที่นี่ ไม่วุ่นวาย, ที่นี่ไม่วุ่นวาย ;
น.353 นี่หมายความว่าอย่างไร ? ท่านไม่ได้พูดเรื่องตายแล้วเกิด หรือตายแล้วไม่เกิด, พูดแต่เรื่องว่า กิเลสแล้วมันวุ่นวายและเป็นทุกข์ ; คนก็เห็นทันทีว่า กิเลสนี้มันวุ่นวาย และเป็นทุกข์ ก็พยายามจะหลีกเสีย. การตรัสอนุปุพพิกถานี้ ก็ไม่เกี่ยวกับตายแล้วเกิด หรือตายแล้วไม่เกิด, ตรัสอนุปุพพิกถา เพื่อให้หายโง่ที่นี่ และเดี๋ยวนี้ ว่า ทาน ศีล ได้สวรรค์, สวรรค์ เต็มไปด้วยโทษ แล้วเนกขัมม์นั่นแหละคือไม่มีโทษ. จิตใจจึงสลัดกามารมณ์ออกไป เสียได้ คือว่าไม่ลุ่มหลงมัวเมาในกามารมณ์ จึงตรัสอริยสัจจ์ ๔. ยสกุลบุตรก็เป็น พระอรหันต์ มันก็ไม่เกี่ยวกันเลยกับที่ว่า ตายแล้วเกิด หรือตายแล้วไม่เกิด ; คณะ ของพระยสนี้ก็มีตั้งหลาย, มี ๔๐ - ๕๐ คน ก็อย่างเดียวกันอีก. ทีนี้พวกถัดไปพวกที่ ๔ คือพวก ภัททวัลลีย์ ; นี้คือพวกเจ้าชู้ พวก หนุ่มเจ้าสำราญ เรียกว่าพวกภัททวัคคีย์ ชื่อก็บอกอยู่อย่างนั้น. เขาไปเที่ยวเล่น ตามประสาคนหนุ่มเจ้าสำราญ ถูกผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งเป็นหญิงแพศยา ที่เอามาเป็น พาตเนอร์นั้น ขโมยของไป. พอไปพบพระพุทธเจ้า ท่านตรัสคำแรกว่า : จะเที่ยว หาผู้หญิงดี หรือจะหาตัวเองดี, จะหาสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับตน ไม่เกี่ยวกับประโยชน์ ของตนนั้น ไปหามันทำไม ; สลิม ก็เลยตรัสอย่างเดียวกันอีกว่า ให้เห็นความบ้าหลัง ของหนุ่มเจ้าสำราญนั้นเอง. เขาก็ละเสีย ก็เปลี่ยนความรู้สึกคิดนึกไป ในทางที่จะไม่ ไปลุ่มหลง ในสิ่งเหล่านั้นอีก ; ไม่ต้องพูดเรื่องตายแล้วเกิด หรือตายแล้วไม่เกิด. พวกที่ ๕ เรื่องถัดไป เมื่อส่งสาวกไปประกาศในทิศทางต่าง ๆ แล้ว พระองค์ ก็ไปปะทะกับพวกชฎิลพันรูป. คำแรกที่พระพุทธเจ้าตรัสกับพวกชฎิลนี้ว่าอย่างไร ? ก็พูดถึงเรื่องร้อน ๆ นั้น ว่า เมื่อเธอตั้งใจฟังให้ดีแล้ว ฉันจะพูด คือ ตาเป็นของร้อน หูเป็นของร้อน จมูกเป็นของร้อน ลิ้นเป็นของร้อน กระทั่งอายตนะภายในทั้งหมด
น.354 อายตนะภายนอกทั้งหมด วิญญาณที่เกิดขึ้นทั้งหมด ผัสสะที่เกิดขึ้นทั้งหมด เวทนาที่ เกิดขึ้นทั้งหมดมันร้อน, พูดแต่ว่า ร้อน คำเดียวเท่านั้นแหละ ; ไม่ได้พูดว่า ตายแล้วเกิด หรือตายแล้วไม่เกิด หรืออะไรไปเกิด, ไม่ได้พูดกันเลย. พูดแต่ ว่ามันร้อนเท่านั้น ; ที่นี่ เดี๋ยวนี้ มันร้อน ร้อนอยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ของเขานั้น ก็เลยเป็นพระอรหันต์ไปได้ด้วยการเห็นว่า ราคะของให้ร้อน โทสะของให้ร้อน, โมหะ ของให้ร้อน, แล้วก็ร้อนอยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์. เท่านี้เป็นพระอรหันต์ไปได้ ไม่ต้องมัวไปพูดกันว่า ตายแล้วเกิด หรือ ไม่เกิด ; ทั้ง ๆ ที่ชฎิลเหล่านั้นเชื่อว่า ตายแล้วเกิด, แล้วหวังจะได้รับผลการบูชายัญ ในชาติข้างหน้าในสวรรค์ ในเรื่องของกามคุณอะไรด้วยเหมือนกัน. แต่พระพุทธเจ้า ท่านตรัสคำแรก ไม่ตรัสเรื่องตายแล้วเกิด หรือตายแล้วไม่เกิด ; ตรัสให้รู้แต่ว่ามันร้อน. พอเห็นว่ากามคุณนี้ กามคุณที่นี่ก็ร้อน กามคุณโลกหน้าก็ร้อน, กามคุณไหนก็ร้อน. ทีนี้ไม่ชอบร้อน เรื่องมันก็เลิกกัน ; เพราะว่าไปเอาสิ่งนั้นสิ่งนี้ที่ไหนมันก็ร้อนทั้งนั้น .. พวกที่ ๖ ถัดไปอีกก็ไปโปรดพระเจ้าพิมพิสาร ซึ่งยังเป็นชาวบ้าน อยู่มาก ; โปรดคณะของพระเจ้าพิมพิสาร ก็ตรัสอย่างเดียวกันอีกนั่นแหละ. ให้แลเห็น ว่าเรื่อง ทาน ศีล นั้นมันไปสวรรค์, สวรรค์นี้มันเต็มไปด้วยโทษ, เนกขัมมะ นี่มันออกมาเสียได้ ; ไม่พูดเรื่องตายแล้วเกิด หรือตายแล้วไม่เกิด, แล้วมันไม่ ใช่เรื่องที่ต้องพูด มันเป็นเรื่องส่วนตัว. ใคร ๆ มีของใครเก็บไว้ก็แล้วกัน, ใครมี ของใครก็เก็บไว้ อย่าเอามาพูด ; เชื่ออย่างไรก็ได้ เชื่อว่าตายแล้วเกิดก็ได้ เชื่อว่า ตายแล้วไม่เกิดก็ได้ แต่อย่าเอามาพูด อย่าเอามายึดถือ อย่าเอามายืนยันต่อคำสั่ง สอนของพระพุทธเจ้า ; แล้วคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าจะช่วยขจัดมิจฉาทิฏฐินั้นให้ หมดไปเลย ทั้งระดับอ่อน และระดับแก่ ระดับสูง. นี้เรียกว่าคำแรก หรือเรื่องแรก พระพุทธเจ้าจะไม่ตรัสว่า ตายแล้วเกิด หรือตายแล้วไม่เกิด ; แต่จะตรัสให้เห็นสิ่งที่ กำลังเป็นอยู่จริง คือความทุกข์ หรือความร้อน.
น.355 พวกที่ ๗ ดูต่อไปที่น่าสนใจที่สุด คือ พวกกาลามชน. พวกกาลามชนนี้ อยู่ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง เรียกว่าหมู่บ้านกาลามะ ชนอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนั้นก็เรียกว่า กาลามชน. ชนในหมู่บ้านนี้เวียนหัวกันเต็มที่อยู่แล้ว เพราะมันเป็นทางผ่าน, เป็น ทางผ่านก็มีศาสดาพวกนี้ผ่าน ศาสดาพวกนั้นผ่าน ศาสดาลัทธิโน้นผ่าน ศาสดาลัทธินี้ ผ่าน ล้วนแต่คณะศาสดาผ่าน ; แล้วศาสดา หรือเจ้าลัทธิคนหนึ่งก็พูดอย่างหนึ่ง, คนหนึ่งก็พูดอย่างหนึ่ง, คนหนึ่งก็พูดอย่างหนึ่ง, คนหนึ่งก็พูดอย่างหนึ่ง ; ลูกเป็ด ไก่อ่อนนี้ก็เลยยิ่งเวียนหัวหนักขึ้น, เพราะไม่รู้ว่าจะเชื่ออย่างไร. พระพุทธเจ้าเสด็จไปถึงที่นั่น เขาก็ทูลถามพระพุทธเจ้า. พระพุทธเจ้า จึงตรัสสูตรที่สำคัญที่สุด คือกาลามสูตร ที่ทุกคนจะต้องสนใจ และจำไว้ให้ดี ๆ. ขอร้องหน่อยว่า เรื่องกาลามสูตรนี้จะช่วยได้ ; เพราะกาลามสูตรจะปิดประตู ไม่ให้พูด เรื่องตายแล้วเกิด หรือตายแล้วไม่เกิด. คนที่ไม่ถือหลักกาลามสูตรนี้ จะไปถามว่า ตายแล้วเกิด หรือตายแล้วไม่เกิดอยู่เรื่อย. ถ้าถือตามหลักกาลามสูตรแล้ว ถามไม่ได้; เพราะว่า ไม่ให้เชื่อตามที่คนอื่นบอก. ฉะนั้นเราสนใจกาลามสูตร ตรงนี้กันสักหน่อยหนึ่ง เพื่อเป็นหลักการ ตลอดเวลา ตลอดกาลว่า เกี่ยวกับความ เชื่อนั้น อย่าเชื่อโดยเหตุ ๑๐ ประการ. เหตุ ๑๐ ประการนี้ มีเกี่ยวกับการฟังอยู่ ๓ ประการ, การฟัง ๓ ประการนั้นคือว่า : ข้อ ๑ อย่าเชื่อตามที่ฟังบอก ๆ บอก ๆ กันมา, มา อนุสฺสเวน - อย่าเชื่อตามที่ฝั่งบอก ๆ กันมา. ข้อที่ ๒ มา ปรมฺปราย - อย่าเชื่อว่ามันมีสืบมา ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์. ข้อที่ ๓ มา อิติกิราย - อย่าเชื่อเพราะว่ามันเป็นเสียงที่เล่าลือ กระฉ่อนอยู่ทั่วไปในเวลานี้. ที่เกี่ยวกับความเชื่อมีอยู่ ๓ อย่าง อย่างนี้; เท่าที่เขาบอก ๆ กันมานี้ อย่าเพ่อเชื่อ เช่นว่า ตายแล้วเกิดนะ, ตายแล้วไม่เกิดนะ, บอก ๆ กันมาอย่างนี้
น.356 อย่าเพ่อเชื่อ. แล้วที่ว่า เขาเชื่อกันมาแต่ดึกดำบรรพ์โน้น ก็ไม่เชื่อ, แม้ใครจะเชื่อ กันมาแต่ดึกดำบรรพ์อย่างไรก็ตามใจเถอะ ฉันไม่เชื่อ. และข้อที่ ๓ ก็ว่าเดี๋ยวนี้เขา กำลังลือกันอยู่ทั้งบ้าน ทั้งเมือง ทั้งโลก, เดี๋ยวนี้หยก ๆ เขากำลังลือกำลังเชื่อกัน เหมือนอย่างไปโลกพระจันทร์ เราก็ไม่เชื่อ. เกี่ยวกับการได้ยิน ได้ฟัง มีอยู่ ๓ อย่าง อย่าเพ่อเชื่อ, ฟังก็ได้ แต่อย่าเพ่อเชื่อ ต้องเอาไปพิจารณา กว่าจะเกิดความเห็น แจ่มแจ้ง ด้วยปัญญาของตนเอง เกี่ยวกับการฟังมี ๓ อย่างนี้ เกี่ยวกับตำรับตำรามี ๑ อย่าง คือว่า มา ปิฎกสมฺปทาเนน - อย่า ฝากความเชื่อไว้กับตำรา หรือปีฎก. ปิฏกะ ก็แปลว่า ตำรา หรือปิฎก ; เกี่ยวกับ ตำรามีอย่างเดียวเท่านั้น คือว่าอย่าฝากความเชื่อไว้กับปิฎก หรือตำรา. เกี่ยวกับการคำนวณเอาเองมีอยู่ ๔ อย่าง คือ มา ตกฺกเหตุ - อย่า เชื่อด้วยเหตุผลทางตรรกคือ logic. มา นยเหตุ - อย่าเชื่อด้วยเหตุผลทางปรัชญา ; คำว่า นย ในบาลีนี้ตรงกับคำที่เรียกว่า ปรัชญา เดี๋ยวนี้. แล้วก็ มา อาการปริวิตกฺเกน - ข้อนี้อย่าเชื่อด้วยการตรึกตรองตามอาการ, อย่าเชื่อด้วย common sense อีกข้อหนึ่ง ก็ว่า มา ทิฏฐินิชฌานกขนติยา - อย่าเชื่อเพราะว่ามันทนต่อการเพ่งด้วยความเห็น ของเรา ; นี้เป็น ๔ อย่าง. เกี่ยวกับการคำนวณมี ๔ อย่างดังกล่าวแล้ว ใช้คำว่าคำนวณ หมาย ความว่า ที่เราจะมาใคร่ครวญ คำนวณ ทบทวน ชั่งตวงอะไรเหล่านี้เอาเองนี้ คือ มา ตกุกเหตุ - อย่าเชื่อเพราะเหตุผลทางตรรก, มา นยเหตุ - อย่าเชื่อด้วยเหตุผลทาง ปรัชญา, มา อาการปริวิตกฺเกน - อย่าเชื่อ common sense มา ทิฏฐินิชฌานฺขนฺติยา, - อย่าเชื่อเพราะว่ามันทนได้กับความเห็นของเรา, นี่ความเห็นของเราในที่นี้เหมือนเขา ; มันเป็นความเห็นที่ยังไม่ประกอบด้วยปัญญาตามที่เป็นจริง คือยังเป็นความเห็นเดิม ๆ ที่ เรามีอยู่อย่างไร. ความรู้เดิม ๆ เรามีอยู่อย่างไร เมื่อเอาสิ่งที่ได้ยินมาใหม่นี้ มาเทียบ
น.357 เข้าแล้วมันเข้ากันได้ ; แม้มันเข้ากันได้นี้ก็อย่าเพ่อเชื่อ, อย่าไว้ใจเพราะการที่มันเข้า กันได้. ต่อไปอีกสองอย่างเกี่ยวกับบุคคล. เกี่ยวกับบุคคลมีอยู่ ๒ อย่างคือ มา ภพพรูปตาย - อย่าเชื่อเพราะว่าผู้พูดอยู่ในฐานะที่ควรจะเชื่อได้. และ มา สมโณ โน ครูติ - อย่าเชื่อเพราะเหตุว่า สมณนี้เป็นครูของเรา. เรื่องสมณะนี้เป็นครูของเรา นี้ต้องขออธิบายหน่อย. คำว่าสมณะ คำนี้ตามธรรมดาในบาลีแปลว่า นักบวชเท่านั้น, ไม่ได้แปลว่า พระอริยเจ้า; ในภาษาบาลีแล้วก็เป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่สุด ไม่ใช่ เรื่องที่เกี่ยวกับทางพุทธโดยเฉพาะ ; คำว่าสมณะแปลว่า นักบวชเท่านั้นเอง. ผู้รู้ผู้สั่งสอนที่อยู่บ้าน เขาเรียกว่าพราหมณ์ ; ผู้รู้ผู้สั่งสอน ที่ไม่มี บ้านอยู่ หรือไม่อยู่บ้าน เขาเรียกว่า สมณะ ; มันมีเท่านั้น มันเลยพ่วงติดกัน มาว่า สมณพราหมณ์. สมณะและพราหมณ์ สมณะ คือผู้รู้ผู้สั่งสอนที่ไม่อยู่บ้าน อยู่เรือน, ผู้รู้ผู้สั่งสอนที่อยู่บ้านอยู่เรือน เขาเรียกว่าพราหมณ์ รวมกันเรียกว่า สมณพราหมณ์. นี้ขึ้นไปถึงชั้นนักบวชเลย; เพราะว่าสมณะนี้หรือนักบวชนี้ เป็นครูของ ข้าพเจ้า อย่างนี้ก็ไม่ควรเชื่อก่อน. นี้ ทบทวนดูให้ดีอีกที เพราะว่าเป็นเรื่องสำคัญ. ทบทวนดูเกี่ยวกับการฟังมีอยู่ ๓ ข้อ : อย่าเชื่อ เพราะฟังบอก ๆ กันมา, อย่าเชื่อ เพราะว่ามันเชื่อกันมาแต่ดึกดำบรรพ์, อย่าเชื่อ เพราะว่ามันกระฉ่อนอยู่ใน เวลานี้. ที่เกี่ยวกับตำรามีอยู่ ๑ ข้อ คืออย่าฝากไว้กับตำรา, หรืออ้างว่ามีอยู่ในตำรา. ที่เกี่ยวกับการคำนึงคำนวณมีอยู่ ๔ ข้อ : อย่าเชื่อด้วยเหตุผล ทางตรรก, อย่าเชื่อ ด้วยเหตุผลทางปรัชญา, อย่าเชื่อด้วยความรู้สึกสามัญสำนึก, อย่าเชื่อว่ามันเข้ากัน ได้กับความเห็นของเรา. ส่วนที่เกี่ยวกับบุคคลมีอยู่ ๒ : อย่าเชื่อเพราะว่าเป็นบุคคล ที่น่าเชื่อ, อย่าเชื่อเพราะว่าสมณะนี้เป็นครูของเรา. รวมกันเป็น ๑๐ อย่าง.
น.358 พระพุทธเจ้าท่านตรัสแก่กาลามชน ๑๐ อย่าง อย่างนี้ ; ว่าที่ใครมา ก็พูดอย่างนั้น ใครมาก็พูดอย่างนี้ ใครมาก็พูดอย่างโน้น มันยุ่งไปหมดนั้น ; ก็ อย่าเชื่อด้วยเหตุ ๑๐ อย่างนี้ . ทีนี้ จะเชื่ออย่างไร? จะเชื่อด้วยอะไร? จะเชื่อ ด้วยความรู้สึกเห็นแจ้งประจักษ์แก่ใจตามที่เป็นจริง . พอบอกว่า โลภะ หรือ ราคะ เป็นอันตราย เป็นทุกข์ นี้จะว่าอย่างไร ? ต้องเชื่อคนอื่นไหม ? ต้องเชื่อตาม ตำราไหม ? ต้องเชื่อครูว่าไหม ? ต้องเชื่อฉันว่าไหม ? มันไม่ต้องทั้ง ๑๐ อย่างเลย. โลภะเป็นของร้อน นี้มันเชื่อตัวเอง เพราะมีโลภะนี้มันร้อนแล้ว, มันรู้ จักรสของโลภะแล้ว. นี่เชื่ออย่างนี้เขาไม่เรียกว่า เชื่อทางตรรก ทางปรัชญา ทาง สามัญสำนึกอะไร ; แต่เชื่อด้วยประจักษ์แก่ใจมาแล้ว. มันมีคำใช้โดยเฉพาะเรียกว่า ยถา ภูต สมฺมปฺปญฺญา - ด้วยปัญญาอันชอบตามที่เป็นจริง. ปัญญานี้คือความรู้แจ้ง แทงตลอดอยู่ในใจ. โทสะเป็นอัตราย เป็นความทุกข์ เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ เป็นอกุศล : นี้ไม่ต้องเชื่อใคร, ไม่ต้องเชื่อครูผู้พูด ; เชื่อตัวเองได้เลย . โมหะ ก็เหมือน กันอีก. ตัณหา เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ นี้ก็มองเห็นเลย . หมายความว่า คนนั้น โตพอสมควรแล้ว ไม่ใช่เป็นเด็กอมมือ ย่อมรู้จักสิ่งที่เรียกว่า ตัณหานั้นคืออะไร, แล้วตัณหาเคยเผาผลาญมามากแล้ว. พูดว่าตัณหาเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ก็ไม่ต้องเชื่อ ครูผู้พูด มันกลายเป็นเชื่อตัวเอง เชื่อปัญญาที่ถูกต้องตามที่เป็นจริงของตัวเอง. ทีนี้มันมีพิเศษอยู่อีกส่วนหนึ่งในสูตรนี้ คือที่ว่า : โลภะต้องละเสีย, โทสะ ต้องละเสีย, โมหะ ต้องละเสีย, เป็นสิ่งที่ถูกต้องและควรกระทำ ; แม้เราจะตาย แล้วเกิด โลภะ โทสะ โมหะ นี้ก็ต้องละ ; แม้ว่าเราจะตายแล้วไม่เกิด โลภะ โทสะ โมหะ นี้ก็ต้องละ ; ฟัง โลภะ โทสะ โมหะ เป็นสิ่งที่ต้องละ. “แม้ว่าเราจะตายแล้ว เกิดก็ตาม หรือเราจะตายแล้วไม่เกิดก็ตาม โลภะ โทสะ โมหะ ที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์
น.359 นี้ต้องละ ; ฉะนั้นเรื่องที่จะต้องมาพูดกันว่า ตายแล้วเกิด หรือตายแล้วไม่เกิด มันจึง ไม่มี. ปัญหาที่ว่า ตายแล้วเกิด หรือตายแล้วไม่เกิด ไม่มีประโยชน์อะไร ; เพราะว่า ถึงตายแล้วเกิดก็ต้องละ โลภะ โทสะ โมหะ, ตายแล้วไม่เกิด ก็ต้องละ โลภะ โทสะ โมหะ ; แล้วจะไปเสียเวลาพูดเรื่องตายแล้วเกิด หรือไม่เกิด ทำไม ; ควรจะมา พูดเรื่องว่า อะโลภะ โทสะ โมหะ อย่างไร แล้วก็หมดเรื่องกัน ดีกว่า. นี่แหละขอให้สังเกตดูให้ดีว่า แม้แต่กาลามชน ที่ปวดหัว เวียนหัวอยู่ด้วย ปัญหาต่าง ๆ แล้ว ; คำแรกที่พระพุทธเจ้าตรัสแก่เขาก็มิใช่ เรื่องตายแล้วเกิด หรือ ตายแล้วไม่เกิด ; แต่กลายเป็นว่า อย่าเชื่อ ด้วยเหตุ ๑๐ อย่างนี้. ให้ฟัง ; ไม่ใช่ว่า ไม่ให้ฟัง หนังสือหนังหา ตำหรับตำรา ครูบาอาจารย์ พูดอะไรฟังทั้งนั้นเลย, แต่ อย่าเพ่อเชื่อ จนกว่ามันจะเข้ารูปกันกับความรู้สึก ที่เป็นความรู้สึก ประจักษ์แก่ใจ มาแล้วนั้น จึงจะเชื่อ . นี้เราต้องถือว่าเป็นกรณีพิเศษ พวกกาลามชนเหล่านี้ เป็น เหมือนกับลูกเป็ด ไก่อ่อน ผู้กำลังเวียนหัว ลำบาก ยุ่งยากที่สุด ; พระพุทธเจ้าท่าน ก็ไม่ตรัสเรื่องตายแล้วเกิด หรือตายแล้วไม่เกิด. พวกเราที่เรียนมาก ฟังมาก แล้วกำลังรวนเรกันอยู่นี้ อย่าไปเสียเวลาแก่ เรื่องที่มันทำให้รวนเร : เรื่องตายแล้วเกิด ตายแล้วไม่เกิด, ตายแล้วไปเกิดอย่างไร เอาอะไรไปเกิด, อย่างนี้ยังไม่จำเป็น จะต้องดูอยู่ที่ว่า มันทุกข์อยู่ด้วย โลภะ โทสะ โมหะ อย่างไรนี้ แล้วก็ละเสีย ; อย่างนี้ถูกทั้งสองทาง คือ ถูกทั้งตายแล้วเกิด ทั้งตายแล้วไม่เกิด, มันถูกหมด. พวกที่ ๘ ดูต่อไปถึงพวกอื่น ก็อยากจะ ระบุไปยังชาวบ้าน , ชาวบ้าน จริง ๆ มากยิ่งขึ้นไปอีก เช่น สิงคาลมานพ . สิงคาลมานพกำลังทำพิธีไหว้ทิศอยู่, ทิศตะวันออก ตะวันตก ทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศบน ทิศล่าง, ทำพิธีไหว้ทิศอยู่ในที่
น.360 แห่งหนึ่ง. พระพุทธเจ้าท่านเสด็จไปพบเข้า ตรัสถามว่า ทำอะไร? เขาตอบว่า ไหว้ทิศ. พระพุทธเจ้าตรัสว่า ในระเบียบของพระอริยเจ้า เขาไม่ไหว้ทิศกันอย่างนี้. เมื่อเขาทูลถามว่าไหว้อย่างไร ? ก็ตรัสเรื่องทิศ ๖ เหมือนที่เรารู้กันอยู่ดีแล้ว. ไหว้ทิศ เบื้องหน้า ก็ไหว้บิดามารดา, ไหว้ทิศเบื้องล่างก็ข้าทาสกรรมกร เป็นต้น ; ในเรื่อง ทิศ ๖ มีรายละเอียดอยู่แล้ว ไปอ่านดูได้. นี่ คำพูดคำแรกที่ตรัส ออกไปแก่ชาวบ้านมาก ๆ อย่างสิงคาลมานพนี้ ก็ไม่ได้ ตรัสเรื่องตายแล้วเกิด หรือตายแล้วไม่เกิด , ไม่ข้องแวะกันเลยกับปัญหา เรื่องตาย แล้วเกิด หรือตายแล้วไม่เกิด. แต่ ตรัสว่า เราอยู่ที่นี่เดี๋ยวนี้ เราจะต้องทำให้ มันถูกต้อง ; ถูกต้องทำอย่างไร ? อย่างในกรณีนี้ ก็ถูกต้องในการที่จะไหว้ทิศให้มัน ถูกต้อง ; มีการปฏิบัติต่อสิ่งที่มันควรปฏิบัติ ในส่วนนั้น ๆ ให้ถูกต้อง. มันมีอยู่เท่านั้น ; อย่าไปมัวพูดเรื่องตายแล้วเกิด หรือไม่เกิด. นี้ก็แปลว่า พระพุทธองค์ทรงทะนุถนอม ลูกเป็ด ไก่อ่อนเช่นนี้อย่างพิเศษ ที่สุด คือ ไม่ไปทำให้ชอกช้ำ ไม่ไปทำให้เสียเวลา ไม่ไปทำให้เวียนหัว ไม่ไป ทำให้อะไร ๆ มันเป็นเรื่องยุ่งยากไปเปล่า ๆ; ตรัสแต่ว่าต้องทำอย่างนี้, แล้วก็มอง เห็นอยู่ด้วยว่าต้องทำอย่างนี้; เพราะว่าทิศนี้ บิดามารดาเป็นทิศเบื้องหน้า นี้ก็เห็น ชัดอยู่แล้ว, บุตร ภรรยา เป็นทิศเบื้องหลัง, ครูบาอาจารย์เป็นทิศเบื้องขวา, มิตรสหาย เป็นทิศเบื้องซ้าย, ข้างบนเป็นสมณะ, ข้างล่างเป็นบ่าวเป็นทาส. นี่มันเห็นชัดอยู่ที่นี่ เดี๋ยวนี้ ในบ้านในเรือนเลย ; ต้องปฏิบัติหน้าที่เหล่านี้ให้ถูกต้อง ; อย่ามัวมาถามว่า ตายแล้วเกิด หรือตายแล้วไม่เกิด ; ถ้าถามก็ไม่ตอบ ไม่ตอบเพราะว่า ไม่มีประโยชน์ อะไร. พระพุทธเจ้าท่านว่า ไม่ตอบ. ถ้าถามว่าไม่ตอบเพราะเหตุอะไร ? ก็บอกว่า เพราะมันไม่มีประโยชน์อะไร.
น.361 พวกที่ ๙ ที่นี้ก็ดูต่อไปว่า คนที่เขามีมิจฉาทิฏฐิจัดมาก่อนแล้ว ไม่ใช่ ลูกเป็ด ไก่อ่อนแล้ว แต่เป็นประเภทมีมิจฉาทิฏฐิจัด เช่นพวกนิครนส์ทั้งหลาย พวก ลัทธิอื่น ยกตัวอย่างเช่น สัจจกนิครนถ์ ที่เอามาพูดกันแล้ว ในการบรรยายครั้งก่อน ๆ โน้น คือพระองค์ทรงเป็นอะไรกับเดียรถีย์อื่น หรือว่าสาวกของเดียรถีย์อื่น. พวก เดียรถีย์อื่นก็มีทิฏฐิอย่างแก่กล้าของเขา อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่เสมอ ; แต่พระพุทธเจ้า ก็จะไม่ตรัส เรื่องตายแล้วเกิด หรือตายแล้วไม่เกิด. อย่างสัจจกนิครนถ์นี้เขามีทิฏฐิว่า มีอัตตา มีตัวตน, ถ้าไม่มีอัตตา ไม่มี ตัวตนแล้ว จะทำอะไรไปทำไม. พระพุทธเจ้าก็ยังตรัสให้เขาเห็นได้ว่า มันไม่มีสิ่งที่ ควรจะเรียกว่าตัวตน ; เพราะขันธ์แต่ละขันธ์, แต่ละขันธ์นี้ เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ของมันเอง ; ไม่เป็นตัวตนที่ตรงไหนได้. กลายเป็นได้รู้ธรรมะที่สูงสุด ที่ลึกซึ้ง ที่สูงสุดไปเลย เพราะคำแรกไปพูดเรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, ไม่ต้องพูดเรื่อง ตายแล้วเกิด หรือตายแล้วไม่เกิด. ทีนี้ก็มาดูถึงผู้ที่มีความข้องใจ ความสนใจเกี่ยวกับมิจฉาทิฏฐิอย่างรุนแรง, เขามาทูลถามพระพุทธเจ้า มีบุคคลเช่น มาลุงกยบุตร เป็นต้น, มาบวชในศาสนานี้ ด้วยซ้ำไป; แล้วก็เผ้าแต่จะทูลถามแต่เรื่องว่า โลกเที่ยง หรือโลกไม่เที่ยง, โลกมี ที่สิ้นสุด หรือ ไม่มีที่สิ้นสุด, ร่างกายก็อันนั้น ชีวะก็อันนั้น, ร่างกายก็อันอื่น ชีวะก็ อันอื่น, หรือว่า สัตว์ตายแล้วมีอีก สัตว์ตายแล้วไม่มีอีก, สัตว์ตายแล้วมีอีกก็มี ไม่มี อีกก็มี, สัตว์ตายแล้วมีอีกก็หามิได้ ไม่มีอีกก็หามิได้ รวมเป็น ๑๐ อย่าง. ภิกษุนี้ทูล พระพุทธเจ้าว่า ถ้าไม่พยากรณ์ปัญหาเหล่านี้แล้วจะสึก. พระพุทธเจ้าก็ว่า สึกก็สึก; เพราะว่าไม่ ได้สัญญากันว่า มาบวชเพื่อจะตอบคำถามเหล่านี้. เมื่อถามว่า ทำไม จึงไม่ตรัสตอบคำถามเหล่านี้ ? พระพุทธเจ้าว่า มันไม่มีประโยชน์อะไร. นี้เรียกว่าคนเขาสนใจคำถามเรื่องตายแล้วเกิด ตายแล้วไม่เกิด นี้อย่างแรง อย่างกับว่าถ้าไม่ยอมตอบคำถามนี้แล้ว ก็จะสึก ; พระพุทธเจ้าก็ยังไม่ตอบ เพราะมัน
น.362 ไม่มีประโยชน์. ฉะนั้นคำแรกก็จะตรัสแต่เรื่อง อะไรเป็นทุกข์ ? อะไรเป็นเหตุ ให้เกิดทุกข์อยู่แต่เท่านั้น. พวกที่ ๑๐ สุดท้าย เราก็จะดูถึง บุคคลเป็นอันมาก ที่เข้ามาบวช แล้ว ก็เป็นพระมหาสาวกอยู่ เช่น พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ พระมหากัสสป พระมหา- กัจจายนะ อะไรต่างๆ เหล่านี้. คำแรกที่พระพุทธเจ้าตรัสกับคนเหล่านี้ ไม่มีเลย ไม่มีที่ไหนเลย ในเรื่องที่ว่า ตายแล้วเกิด หรือตายแล้ว ไม่เกิด. เขาไม่ถาม ; พระองค์ก็ไม่ตรัส ; ถึงเขาถาม พระองค์ก็ไม่ตอบ. ขอให้ไปดูเอาเองว่า ประวัติ ของพระมหาสาวก ๘๐ รูป อย่างนี้; คำพูดคำแรกที่ได้ฟังจากพระพุทธเจ้านั้นว่า อย่างไร ? มันไม่มี. นี่รวมความว่า ไม่เกี่ยวกับที่ว่า ตายแล้วเกิด หรือ ตายแล้ว ไม่เกิด. แต่พระองค์จะตรัสในลักษณะที่เป็นประโยชน์แก่บุคคลนั้น โดยตรง ไปทุกเรื่อง ทุกคราว. การตรัสสอน ของ พระพุทธเจ้า มิได้กระทบกระเทือนความเชื่อของผู้ใด ในที่สุดเราอาจจะสรุปคำพูด ที่พระองค์ตรัสแก่คนเหล่านี้คำแรก ๆ ทั้งที่ว่า เขาเป็นคนธรรมดาสามัญ คล้าย ๆกับว่า มีสัสสตทิฏฐิอยู่แล้ว พระองค์ก็ยังไม่ตรัส, ไม่ชวนตรัสเรื่องนี้, และจะไม่ตรัสเรื่องอย่างนี้ ; แต่จะตรัสเรื่องที่มันเป็นประโยชน์แก่ เขาโดยอัตโนมัติ. และถ้าเขาเชื่อ ถ้าเห็นว่าเขาเชื่อเรื่องตายแล้วเกิดอยู่แล้ว, หรือ ถ้ายืนยันว่าเขาเชื่อว่าตายแล้วเกิดอีก อย่างนี้; พระองค์ก็จะไม่ตรัสว่าจริง หรือไม่ จริง ; แต่จะตรัสว่า ถ้าเชื่อว่าตายแล้วเกิดอีก ก็จงทำอย่างนี้. นี่แหละมันต้องดู ; แล้วคล้ายกับพระองค์ทรงรับรองว่า ตายแล้วเกิดอีก เพราะเขาเชื่อว่า ตายแล้วเกิด ; แล้วมาทูลถามพระพุทธเจ้าว่า จะทำอย่างไรดี ? พระพุทธเจ้าท่านจึงว่า ถ้าเชื่อว่า
น.363 ตายแล้วเกิด ก็จงทำอย่างนี้, ทำอย่างนี้ คือเช่นว่า : ให้ทำบุญทำกุศล ให้ละกิเลส ให้ทำเหมือนอย่างที่ว่ามาแล้วนั่นเอง. เรื่องตายแล้วเกิดอีก หรือไม่เกิดอีก จะไม่ทรงยืนยัน จะไม่ยอมตรัส ให้เขาเอาไปยึดถือ. แต่ถ้าเขาเชื่อว่าตายแล้วเกิด ก็ตรัสแนะว่า จงทำอย่างนี้ อย่างนี้. ถ้าเขาจะเชื่อว่า ตายแล้วไม่เกิด พระพุทธเจ้าก็ไม่ไปเถียงกับเขาให้เสียเวลา หรือจะ ไม่ไปทะเลาะกับเขาให้เสียเวลา ; แต่จะตรัสว่า จงทำอย่างนี้, จงทำอย่างนี้ ; แล้วมันกลายเป็นเรื่องเดียวกันไปเลยว่า ละโลภะ โทสะ โมหะ, หรือว่าจะละ อกุศลกรรมบถ เจริญกุศลกรรมบถก็ได้, มันจะช่วยให้ตายแล้วเกิด หรือตาย แล้วไม่เกิด ก็ไม่รู้. แต่เราจะสอนให้ละอกุศลกรรมบถ ให้เจริญกุศลกรรมบถ, ให้ละโลภะ ให้ละโทสะ ให้ละโมหะ. ทีนี้ถ้าว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับกรรม ก็จะตรัสไปในทำนองว่า : ทำดี มันก็ดี ทำชั่วมันก็ชั่ว ; ถึงจะเชื่อว่าตายแล้วเกิด ก็ต้องทำอย่างนี้, ตายแล้ว ไม่เกิด ก็ต้องทำอย่างนี้. แต่ว่ายังมีแถมว่า ยังมีกรรมอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งถ้าประกอบ กระทำแล้ว จะทำให้อยู่เหนือกรรมดี กรรมชั่ว ; ไม่ข้องแวะที่ว่าตายแล้วเกิด หรือว่าตายแล้วไม่เกิด. กรรมดีนั้นทำไปดี ก็ได้ดี, กรรมชั่วทำแล้วก็ได้ชั่ว, แล้วยังมีกรรมที่ทำให้อยู่เหนือดี เหนือชั่ว. จะเชื่อว่าตายแล้วเกิดก็ตามใจ ; แต่ถ้าทำ อย่างนี้แล้ว จะอยู่เหนือดีเหนือชั่ว. ตายแล้วไม่เกิดก็ได้ ตายแล้วเกิดก็ได้ ; จงทำ อย่างนี้เถอะ แล้วก็จะอยู่เหนือดีเหนือชั่ว เหนือบุญ เหนือบาป เหนือสุข เหนือทุกข์ ไปได้เลย. จงดูพระพุทธจริยาที่ว่า จะตรัสเรื่องแรก หรือคำแรกก็ตาม ที่เป็นประโยชน์ อย่างยิ่งแก่บุคคลผู้ฟัง. พระพุทธจริยาตรงนี้ ต้องการจะชี้ในข้อที่ว่า คำตรัส ของพระพุทธเจ้าคำแรก เรื่องแรกนั้น จะเป็นประโยชน์ที่สุดแก่ผู้ฟัง ; ไม่กระทบ
น.364 กระเทือนอะไรเขาเลย. เขาจะเคยเชื่อมาว่า ตายแล้วเกิด หรือตายแล้วไม่เกิดมาแต่ ก่อนก็ตาม ; พระพุทธเจ้าจะไม่ทรงกระทบกระทั่งทิฏฐิ ความคิด ความเห็น ของเขาเลย, ไม่ต้องการให้ขุ่นข้องหมองใจอะไรกันเลย แต่จะตรัสว่า จงทำอย่างนี้, จงทำอย่างนี้. ท่านทั้งหลายก็ลองเปรียบเทียบดูเองว่า พระพุทธเจ้าท่านทรงเป็นอะไร แก่ลูกเป็ดลูกไก่โง่ ๆ เหล่านี้ ; ถึงโง่แสนจะโง่ โง่ที่สุดเท่าไร ท่านก็ไม่ไปกระทบ กระเทือนถึงเลย เกี่ยวกับความคิดเห็นทิฏฐิอะไรต่างๆ. ท่านทรงทะนุถนอมอย่างยิ่ง อย่าให้มันตายเสีย ; มันเพิ่งออกมาจากไข่ มันจะตายเสีย, ระวังอย่าให้มันตายเสีย อย่าไปขัดคอมัน. มันเชื่อว่าตายแล้วเกิดก็เอา หยุดพักไว้ก่อน ; แต่ว่าจงทำ อย่างนี้, จงทำอย่างนี้. ถ้าเชื่อว่าตายแล้วไม่เกิด ก็หยุดพักไว้ก่อน อย่ามาพูดกัน ; แต่มาพูดกันว่า จงทำอย่างนี้, จงทำอย่างนี้. พอทำอย่างนั้นแล้วย่อมได้ผล เป็นการบรรลุ มรรค ผล นิพพานไปเลย. นี่อย่าได้เข้าใจว่า สัสสตทิฏฐินิด ๆ หน่อย ๆ ที่ติดมาแต่กำเนิดนั้น มันไม่ได้ เป็นมิจฉาทิฏฐิที่จะห้ามสวรรค์ ห้ามนิพพานอะไร : มันก็ไม่ห้ามสวรรค์อยู่แล้ว เพราะ มันมีตัวตน เห็นแก่ตน; แล้วมันก็ไม่ได้ห้ามนิพพาน ในเมื่อเขาไม่ได้ถืออย่างเป็น อันตคาหิกทิฏฐิ. อันที่ว่า อันตคาหิกทิฏฐินั้น มันลงรกลงรากแน่นแฟ้นเกินไป จน พระพุทธเจ้าก็ทรงไปเขย่าไม่ไหว ในชาตินี้; แต่คนเหล่านี้ แม้ว่าจะมีความเชื่อ ว่าตายแล้วเกิดก็ดี ตายแล้วไม่เกิดก็ดี ติดมาบ้าง แต่ไม่ถึงเป็นอันตคาหิกทิฏฐิแล้ว พระพุทธเจ้าจะตรัสถ้อยคำที่ช่วยยกคนเหล่านี้ ให้ขึ้นจากมิจฉาทิฏฐิเหล่านั้นได้ ในระดับไหนก็สุดแท้. คำแรกที่พระพุทธเจ้าตรัสแก่คนธรรมดาสามัญ ที่เป็นเหมือนลูกเป็ด ลูกไก่อ่อนเหล่านี้ จะไม่มีเรื่องเกี่ยวกับตายแล้วเกิด หรือไม่เกิด, จะมีแต่เรื่องว่า
น.365 จงทำอย่างนี้ จงทำอย่างนี้ ซึ่งเขามองเห็นได้ทันที โดยไม่ต้องเชื่อพระองค์; เชื่อ ตัวเองได้ แต่มันตรงตามที่พระองค์ตรัส. ฉะนั้นเขาจึงละ โลภะ โทสะ โมหะได้, หรือว่าเจริญกุศลกรรมบถได้, หรือว่าดำเนินตามกรรมดี, หรือว่าอยู่เหนือดีไปใน ที่สุด ; มีศีล มีสมาธิ มีปัญญา มีวิมุตติ มีวิมุตติญาณทัสสนะ ไปตามลำดับได้ ; โดยไม่ต้องมาเถียงกันว่า ตายแล้วเกิด หรือตายแล้วไม่เกิด. นี่คือพระพุทธจริยา ทรงทะนุถนอม ไม่กระทบกระทั่งให้ใครลำบากใจ เกี่ยวกับความคิด ความเห็น ความเชื่อ ที่มีอยู่เดิม ๆ ของเขา. เราอย่าไปหัก ล้างเขา แล้วเราก็มิได้ ไปสมยอมกับเขา ; แต่ว่าเราพูดถึงชนิดที่จะเป็นประโยชน์ แก่เขาทันที, แล้วประโยชน์นั้นจะเจริญต่อไปจนถึงที่สุดได้ โดยไม่ต้องกระทบกระทั่ง ให้เจ็บช้ำน้ำใจอะไรแก่กัน. นั่นแหละคือพระพุทธจริยา. ขอให้มองพระพุทธจริยาในข้อนี้ โดยข้อสรุปสั้น ๆ ว่า ไม่กระทบกระทั่ง แก่ความคิดความเห็นของบุคคลใดหมด ; เว้นไว้แต่เขาจะมาขอร้องให้ผ่าให้แล่ง ให้พันกันลงไป นั่นแหละจึงจะมี. แต่ว่าตามธรรมดาแล้ว จะตรัสแก่ผู้ที่เป็นเหมือนกับ ว่าไก่อ่อน เบ็ดอ่อนเหล่านี้ ในลักษณะที่เป็นการทะนุถนอมแก่เขาอย่างยิ่ง, แล้วก็จะ มีแต่ทำให้เขาได้รับประโยชน์ เจริญก้าวหน้าขึ้นไปตามลำดับ จนเป็นเครื่องพิสูจน์ให้ เห็นได้ว่า ปัญหาที่จะมาถามกันว่า ตายแล้วเกิด หรือ ตายแล้วไม่เกิดนั้น เป็นปัญหา ของคนบ้า, เป็นปัญหาของคนโง่, เป็นปัญหาของคนที่ไม่รู้จักใช้เวลาให้เป็น ประโยชน์นั่นเอง. ขอให้ไปนึกถึงไว้เสมอว่า คำแรกที่พระพุทธเจ้าจะตรัสแก่ปุถุชนอ่อน ๆ นี้ อย่างไร ในทุกกรณี ในทุกสูตร ในทุกเรื่องทุกราว ที่มีอยู่ในพระไตรปิฎก ว่าจะ ไม่ทรงเลี้ยวเข้าไปหาปัญหาที่ว่า ตายแล้วเกิด หรือว่า ตายแล้วไม่เกิด, แล้วยัง ทรงห้ามไว้ด้วยว่า ; อย่าไปเชื่อตามที่เขาพูดว่า ตายแล้วเกิด หรือตายแล้วไม่เกิด
น.366 อย่าไปเชื่อกับมัน เพราะไม่มีประโยชน์อะไร. นี่โดยหลักของกาลามสูตรได้ห้ามไว้อย่างนี้ ; แล้วก็มาดูตามที่เห็นได้ด้วยปัญญาอันแท้จริงว่า เราจะต้องทำอย่างไร, เดี๋ยวนี้ ที่นี่ เราจะต้องทำอย่างไร, เรากำลังมีปัญหาอย่างไร. เรากำลังป่วยที่เท้า หรือกำลังป่วย ที่มือ หรือกำลังป่วยที่ศีรษะ ก็ แก้ไขให้มันตรงแก่ปัญหานั้น ๆ. อย่าไปนึกถึงเรื่อง ตายแล้ว หรือหลังจากตายแล้ว หรืออะไรดีกว่า. แต่ว่าถึงอย่างไรก็ดี ขอฝากทิ้งไว้ในวันนี้ เพื่ออธิบายในวันหน้าว่า บางที พระองค์ก็ตรัสในประโยคตรง ๆ ว่า ตายแล้วเป็นอย่างนั้น ตายแล้วเป็นอย่างนี้ก็มี จะพูดกันในวันหลังอีกส่วนหนึ่ง, ในวันนี้จะพูดแต่หลักโดยทั่วไปว่า จะ ทรงหลีกเลี่ยง ที่จะไม่ให้ปัญหามันไปข้องแวะเข้ากับที่ว่า ตายแล้วเกิด หรือว่าตายแล้วไม่เกิด ; จะคงให้ มีปัญหาแต่ว่า จะทำอย่างไรที่นี่และเดี๋ยวนี้, แล้วคนจะรอดตัวไป รอดตัวไป. ส่วนข้อความบางแห่ง ในพระไตรปิฎกมีเรื่องราวที่พระพุทธเจ้าตรัสทำนองว่า ตายแล้ว เกิด, ตายแล้วเกิด, ตายแล้วเกิดจริง ๆ นี้ มันก็มีอยู่. ทำไมมันมามีอยู่ในพระไตรปิฎก เหล่านี้ ก็จะเอาไว้พูดวันหลัง เพราะมันยืดยาวเหลือเกิน. เป็นอันว่า วันนี้เราสรุปความกันเสียทีหนึ่งว่า พระองค์ทรงเป็นอะไรแก่ ปุถุชนอ่อน ๆ ซึ่งเป็นเหมือนกับ เป็นลูกเป็ดอ่อน ลูกไก่อ่อน ? ก็คือพระองค์ทรงเป็น ผู้ทะนุถนอมสัตว์อ่อน ๆ เหล่านั้น ไม่ให้มันตายเสีย ไม่กระทบกระทั่งอะไรแก่มันเลย และช่วยมันให้รอดพ้น ให้หลุดพ้นไปได้. ขอยุติคำบรรยายพระพุทธจริยานี้เพียงเท่านี้ ให้โอกาสพระสงฆ์สวดคณสาธยายสืบต่อไป.
Buddhadasa