Buddhadasa.org

พุทธจริยา ตอนที่ ๑๑ — พระพุทธเจ้าท่านเป็นอะไรกับพระประยูรญาติ

พุทธจริยา — คำบรรยายประจำวันเสาร์ ภาควิสาขบูชา พ.ศ. ๒๕๑๕ ณ สวนโมกขพลาราม ไชยา · เสาร์ที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๑๕

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.367 ท่านสาธุชน ผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย, การบรรยายเรื่องพระพุทธจริยา ได้ดำเนินมาถึงครั้งที่ ๑๑ แล้ว เราควร จะได้ทบทวนความรู้สึกเกี่ยวกับพระ- พุทธจริยานี้ เป็นลำดับมากันสักครั้ง หนึ่งก่อน ในครั้งที่ ๑ ที่ ๒ ได้กล่าวถึง พระพุทธจริยาในหัวข้อว่า ท่านเป็น อะไรกับพวกเรา. เราได้พิจารณากัน ในทุกแง่ทุกมุม ว่า ท่านเป็นอะไรกับ พวกเรา ทั้งในทางตรง ทั้งในทางอ้อม ทั้งในทางเปิดเผย และในทางที่เร้นลับ ๓๒๙

น.368 เห็นได้ยาก, จนเรามีความรู้จักพระพุทธองค์มากขึ้น; ทำให้เราตั้งใจที่จะ ประพฤติตามพระองค์มากขึ้น และ ทำให้เราคิดที่จะสนองพระคุณของ พระองค์ ยิ่งกว่าแต่ก่อน. เรื่องการสนองพระคุณ หรือที่เรียกกันว่า กตัญญูกตเวทิตานั้น เป็นสิ่งที่ จะต้องดูกันให้ดีว่า มีความสำคัญอย่างไร ? หรือมีความมากน้อยเท่าไร ? ถ้าเรา ไม่ดูก็ไม่เห็น, ถ้าไม่เห็น เราก็เป็นลูกหนี้ที่เลว คือไม่รู้จักบุญคุณของผู้มีพระคุณ. ถ้าว่ากันที่จริงแล้ว พระคุณของพระพุทธเจ้านั้นมากมาย สุดจะคำนวณได้ แล้ว เราจะเอาอะไรไปทดแทนสนองพระคุณ ; เหมือนกับว่า เราเป็นหนี้บุคคลคนหนึ่ง เป็นจำนวนเงินตั้งหลายร้อยล้าน หลายพันล้านอยู่ก่อนแล้ว, เดี๋ยวนี้เรามีการแสวงหา รายได้ของเรา ได้มาวันหนึ่งไม่กี่บาทกี่สตางค์ แล้วเราจะใช้หนี้อันมากมายนั้น ให้หมด ได้อย่างไร ? ในเวลาเท่าไร ? ถ้ามองเห็นข้อนี้กันจริงๆ เราจะรู้สึกว่า มันได้แก่เรื่องของเราเอง ที่เป็น หนี้พระคุณของพระพุทธเจ้าในลักษณะอย่างนั้น, แต่เมื่อนึกดูถึงข้อที่พระองค์ทรงหวัง ในพวกเรา ว่าจะให้พวกเราใช้หนี้นี้กันอย่างไรแล้ว ก็พอจะมีหวัง : ท่านต้องการ ให้เรารีบปฏิบัติ เอาตัวให้รอด ให้หลุดพ้นจากกิเลสทั้งหลายทั้งปวงแล้ว เท่านั้น ก็เป็นอันว่าหมดหนี้กัน, ไม่ได้เอาอะไรมากไปกว่านั้น. นี่เรามันเหลวไหลเอง เป็น ลูกหนี้ที่เลว ; พระพุทธเจ้าเป็นเจ้าหนี้เหนือศีรษะ มีคุณมากมาย อาจจะตอบแทนได้ ด้วยเราประพฤติประโยชน์ของเราเอง ให้สิ้นสุดตามพระพุทธประสงค์ แล้วก็เป็น อันหมดหนี้กัน, ตามพระพุทธประสงค์มีอยู่อย่างนั้น. ถ้าเราเข้าใจเรื่องนี้ เราก็มี หวังที่จะใช้หนี้ได้ ในลักษณะที่เรียกว่า ไม่เหลือวิสัย ; แต่ถ้าเราโง่มันก็เหมือนกับ คนที่มีรายได้วันละไม่กี่สตางค์ และจะต้องใช้หนี้นับด้วยร้อยล้าน พันล้าน หมื่นล้านบาท, นี่คือ การที่เรารู้จักพระพุทธจริยา จะช่วยได้มากอย่างนี้ ขอให้สนใจ.

น.369 ต่อมาในครั้งที่ ๓ ที่ ๔ เราได้พูดถึงพระพุทธจริยาในหัวข้อว่า ท่านเป็น อะไรของท่านเอง. นี่หมายถึง พระพุทธจริยาที่แสดงให้เห็นพระคุณ ส่วนของ พระองค์เองว่าเป็นที่ตั้งแห่ง ความเชื่อ ความเลื่อมใส อะไรต่าง ๆ นี้ มากมาย เท่าไร. ถ้าเรามองเห็น เราก็จะมีความเชื่อ ความเลื่อมใสสูงสุดขึ้นทันที ; กำลัง ความเชื่อความเลื่อมใสชนิดนี้ มันจะช่วยให้เราสามารถปฏิบัติ ตามคำสอนของพระองค์ ได้อย่างกล้าหาญ อย่างรวดเร็ว อย่างที่ว่าสำเร็จประโยชน์ ; เพราะฉะนั้นเราก็ควร จะต้องสนใจ. ในครั้งที่ ๕ และครั้งที่ ๖ เราได้พูดกันถึงพระพุทธจริยา ในหัวข้อว่า ท่านเป็นอะไรต่อเจ้าลัทธิอื่น ศาสดาอื่น ? ข้อนี้สรุปความได้ว่า ท่านไม่วางพระองค์ ไว้ในฐานะเป็นข้าศึกศัตรู ต่อลัทธิอื่น หรือต่อศาสนาอื่น, คือท่านไม่เป็น เหมือนพวกเราในสมัยนี้ ที่มองเห็นศาสนาอื่นในฐานะเป็นปรปักษ์ หรือศัตรู. จาก พระพุทธจริยานั้น ทำให้มองเห็นได้ว่า พระองค์ทรงมีพระเมตตากรุณา แม้ในพวกอื่น จึงทรงหาโอกาสที่จะทำความเข้าใจกันอยู่เสมอ กระทั่งว่า ตอนเช้าไปบิณฑบาต ถ้ายัง เช้าเกินไปก็ทรงแวะเข้าไปสนทนากับพวกนี้, แล้วก็ได้ทำให้พวกเดียรถีย์เหล่านั้นได้ รับประโยชน์มาก หรือว่าหมุนมาในทางถูกก็มีมาก. ถ้าเราปฏิบัติตามพระพุทธจริยา ข้อนี้ก็คือ อย่าไปดูหมิ่นเหยียดหยามลัทธิอื่น, อย่าไปตั้งตนเป็นศัตรูลัทธิอื่น ; นี่คือ การเดินตามพระพุทธจริยาส่วนนี้. ในครั้งที่ ๗ พูดกันในหัวข้อว่า ท่านเป็นอะไรต่อสาวกของเดียร์ถีย์อื่น. ข้อนี้ทำให้มีผู้เห็นไปว่า ท่านเป็นผู้มีเวทมนต์มายา สำหรับดึงเอาสาวกของศาสนาอื่นมา เป็นสาวกของท่าน. คำกล่าวเช่นนี้มันผิด หรือเป็นการกล่าวเท็จต่อพระองค์มากเกินไป ; ข้อเท็จจริงก็มีอยู่ว่า สาวกของพวกอื่นมาเป็นสาวกของพระองค์นั้น เป็นความจริง ; แต่ว่า ไม่ใช่เป็นเรื่องเวทมนต์คาถา มายาเล่ห์กลอะไร, มันเป็นเรื่องของคนที่มี

น.370 หูตาสว่างขึ้น แล้วก็จะต้องเลือกทางเดินของเขาเอง จึงมีคนละทิ้งลัทธิอื่น มาสู่ลัทธิ ของพระองค์. อย่างนี้มันก็มีปัญหาเรื่อยมา จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ เกี่ยวกับลัทธิทั้งหลาย ที่มีอยู่ในโลก ; แล้วก็มีคนที่เป็นสาวกของลัทธิศาสนานั้น ๆ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมากัน อยู่เรื่อย. ถ้ามันเป็นไปในทางที่ดีขึ้นสูงขึ้น ก็นับว่าเป็นการดี คือเป็นกุศล. ในครั้งที่ ๘ ได้มองดูพระพุทธจริยากัน ในฐานะที่ว่าท่านเป็นอะไรต่อสิ่ง ที่มีชีวิตทั้งปวงในโลกนี้ นับตั้งแต่หญ้าบอนขึ้นไป ถึงสัตว์เดรัจฉาน ถึงมนุษย์ ถึงอมนุษย์ กระทั่งพวกเทวดา มาร พรหม อะไรทุกอย่าง. ข้อนี้ก็เพื่อจะให้มอง เห็นให้ชัดลงไปว่า การเกิดของพระพุทธเจ้านั้น มีประโยชน์แก่สิ่งที่มีชีวิต ทุกชีวิต แม้แต่หญ้าบอน ก็ไม่พลอยเดือดร้อน จากบุคคลผู้ปฏิบัติตามพระธรรม คำสอนในพระพุทธศาสนา. ขอให้สังเกตดูให้ดี ว่าสิ่งที่ดีจริง ๆ มีประโยชน์จริง ๆ สูงสุดจริง ๆ นั้น จะมีประโยชน์กว้างขวางถึงอย่างนี้, คือ อย่าว่าแต่มนุษย์เลย แม้แต่ ต้นหญ้า ก็ได้รับประโยชน์ จะไม่มีภิกษุสามเณรองค์ใดไปถ่ายอุจจาระรดหญ้า อย่างที่ ว่ามาให้ฟังแล้ว. ขอให้มองเห็นพระพุทธจริยา หรือพระพุทธคุณให้ถึงที่สุดอย่างนี้ จริง ๆ กันทุกคน. ในครั้งที่ ๙ ก็คือดูที่พุทธจริยากันทุกแง่ทุกมุม เพื่อให้เห็นว่า ท่านเป็น อะไร ท่านมีอะไรในพุทธจริยาของท่าน ในทุกแง่ทุกมุม. นี้ก็มีเรื่องมาก, หมายถึง คุณธรรมหลายอย่างหลายประการ ที่ต้องใช้ที่ต้องมี ในการที่จะประกอบหน้าที่ ของพระองค์, เป็นคุณธรรมที่พวกเรามักจะดูหมื่น ว่ามันเป็นเรื่องเล็กน้อยเกินไป. ที่จริงสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ นี้ ไม่มีอะไรเป็นของเล็กน้อย แต่เราก็ไปเห็นว่าเล็กน้อย แล้วก็ไม่ค่อยสนใจ. นี้เรียกว่า เป็นคนสะเพร่า เราจึงไม่ทำอะไรให้สำเร็จประโยชน์ได้ ตามที่ควรจะได้ในทางธรรม ; กล่าวสั้น ๆ ก็คือว่า เราเป็นคนไม่ได้รับประโยชน์ในทาง ธรรม เพราะเราเป็นคนดูหมิ่นธรรมบางอย่างบางประการ ว่าเป็นของเล็กน้อย.

น.371 ในครั้งที่ ๑๐ ได้พูดกันถึงพระพุทธจริยา ในฐานะที่ว่าท่านเป็นอะไรต่อ มนุษย์ธรรมดาสามัญที่ "ต้องมี หรือมี" สัสสตทิฏฐิ เป็นสมบัติดั้งเดิมติดตัวมา. ปัญหา ข้อนี้มีอยู่ว่า การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เป็นการตรัสรู้ ความที่ไม่มี, ความที่ สัตว์ทั้งหลายไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน, หรือไม่มีอะไรเป็นของตน ; แต่หัวใจของคนทุกคน มันรู้สึกมีตัวตน และเป็นอะไรของตน. พูดสั้น ๆ ก็ว่า สัตว์ทั้งหลายจะมีความรู้สึก ว่า ตัวตน ว่าของตน ; แต่การตรัสรู้ของพระพุทธองค์นั้น คือรู้ตามที่เป็นจริงว่า ไม่มี อะไรเป็นตัวตน หรือ ของตน มันตรงกันข้ามอย่างนี้. ถ้าพิจารณาให้ดี เราจะเห็นความลำบากอย่างยิ่งในการที่พระองค์จะทรง เผยแผ่ธรรมะที่พระองค์ได้ตรัสรู้ จึงเป็นเหตุให้พระองค์ต้องมีการสอนธรรมะเป็น ระดับ ๆ ไป, คือให้คนที่ยังมีตัวตนสนใจรับไปศึกษาปฏิบัติ แล้วก็ถอนตัวตนได้ใน ที่สุด. มองดูแล้วจะเห็นว่าเป็นปัญหาที่ยาก เป็นหน้าที่ที่ลำบาก ; เรา ตามธรรมดา พิจารณาแล้วก็จะสั่นหัว ว่าสู้ไม่ไหว ; ถึงพระพุทธเจ้าเองก็เหมือนกัน เมื่อตรัสรู้ใหม่ ๆ ก็ทรงรู้สึก อย่างที่เราเรียกว่าสั่นศีรษะ, ทรงคิดว่า ไม่สามารถจะสอนใครได้เลย คือ มันยาก มันลึก และมันตรงกันข้ามกับความรู้สึกของสามัญสัตว์ ; แต่ในที่สุดก็มีพระมหา- กรุณามาเชื้อเชิญ ให้พยายามสอน ด้วยว่า คนส่วนน้อยจำนวนหนึ่ง ซึ่งอาจจะเข้าใจได้ นั้นก็มีอยู่ และเขาก็อาจจะเข้าใจได้. ก็เป็นอันว่า มีการสอนให้คนที่ยังเป็นเหมือนกับ ลูกเป็ด ลูกไก่อ่อน ๆ นั้น ก็สอนวิธีหนึ่ง, คนที่ดีกว่านั้นหน่อยก็สอนอีกวิธีหนึ่ง, คนที่ ดีกว่านั้นยิ่งขึ้นไปอีก ก็สอนอีกวิธีหนึ่ง, คนที่จะบรรลุธรรมได้เดี๋ยวนี้ทันทีก็สอนอีก วิธีหนึ่ง. นี่คือพระพุทธจริยาอันแสดงให้เห็นว่า ไม่มีอะไรตายตัวว่า ท่านทำอย่างนั้น ท่านทำอย่างนี้ โดยส่วนเดียว ; เหมือนคนประมาทคนเขลาจะคิด และมีความเชื่อว่า ใครเป็นอะไรโดยส่วนเดียว, ยืนยันอย่างกระต่ายขาเดียว อย่างนี้ก็เป็นคนโง่ตลอดกาล.

น.372 พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้กล่าวอะไรโดยส่วนเดียว, และท่านทรงขอร้อง ไม่ให้ ทุกคนกล่าว หรือยึดถืออะไร โดยส่วนเดียวว่า อย่างนั้นแน่นอน อย่างอื่นใช้ ไม่ได้. ในทางปฏิบัติของคนเราที่มันต่าง ๆ กัน ท่านสอนให้ยึดถือหลักที่เป็นกลาง คือหลักของ อิทัปปัจจยตา : เมื่อมันมีเหตุปัจจัยอย่างนี้ ผลมันก็ต้องเป็นอย่างนี้ ก็ทำให้ถูกกับเหตุปัจจัยนั้น ๆ เป็นกรณี ๆ ไป ก็สำเร็จประโยชน์ในที่สุด. นี่เรียกว่าเป็น พระพุทธจริยาที่ลึกซึ้ง และเราก็ไม่ค่อยเอามาพูดกัน. เดี๋ยวนี้เราก็ได้พูดกันมาบ้างแล้ว และก็กำลังจะจบชุดพระพุทธจริยาอยู่แล้ว ขอให้ท่านทั้งหลายตั้งอกตั้งใจ กำหนดจดจำ ตั้งอกตั้งใจพินิจพิจารณา หาทางที่จะเข้าใจ และรู้จักพระพุทธเจ้าเสียโดยเร็ว. ในครั้งที่ ๑๑ นี้ จะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า ท่านเป็นอะไรต่อพระประยูร - ญาติของท่าน. นี้ท่านทั้งหลายก็จะเห็นได้ว่า มันเป็นเรื่องในวงแคบ และก็เป็นเรื่อง ส่วนพระองค์อยู่มากทีเดียว ที่จะกล่าวถึงเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับพระญาติของพระองค์ ; แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะว่ายังมีอะไร ๆ อยู่หลายแง่หลายมุม ที่เกี่ยว ข้องมาถึงพวกเรา, อย่างน้อยที่สุดก็ว่า ข้อปฏิบัติต่าง ๆ หรือพระพุทธจริยาต่าง ๆ ที่ทรงกระทำต่อพระญาตินั้นมีประโยชน์แก่เรา ; เพื่อเราจะถือเอาเป็นตัวอย่างได้ เป็นอย่างน้อย ในเมื่อท่านทำแก่พระญาติของท่านอย่างไร ก็ต้องมีประโยชน์, หรือว่า ท่านจะต้องอดกลั้นมากเท่าไร จึงจะสำเร็จได้, หรือว่า ท่านต้องเห็นแก่ญาติเป็นพิเศษ ในกรณีเช่นไร, และในกรณีเช่นไร จะไม่ยอมเห็นแก่พระญาติ ดังนี้เป็นต้น. ขอให้พิจารณากันต่อไป ในหัวข้อที่ว่า ท่านเป็นอะไรต่อพระประยูรญาติ ของท่านเอง. เกี่ยวกับเรื่องญาตินี้ มีข้อความกล่าวไว้ในอรรถกถาโดยพระอรรถกถา- จารย์กล่าวไว้ว่า พระจริยาของพระพุทธเจ้ามีอยู่ ๓ ประเภทด้วยกัน : โลกัตถจริยา - คือจริยาที่ทรงประพฤติเป็นประโยชน์แก่โลก. ญาตัตถจริยา - จริยาที่ทรงประพฤติ

น.373 เป็นประโยชน์แก่พระญาติโดยเฉพาะ. พุทธัตถจริยา - จริยาที่ต้องประพฤติในฐานะที่ ทรงเป็นพระพุทธเจ้า. นี้เป็นคำกล่าวในอรรถกถา ; แม้ว่ามิใช่ พระพุทธภาษิตก็ยัง น่าสนใจ ว่าท่านประพฤติอย่างไรต่อสัตว์โลกทั้งปวง, และท่านประพฤติอย่างไรต่อผู้ที่เป็น พระญาติ ซึ่งพระอรรถกถาจารย์หมายถึงญาติสาโลหิตตามธรรมดา ; กล่าวไว้มากมาย จนสรุปได้ว่า ท่านเห็นแก่พระญาติเป็นพิเศษ. นี้จะจริงหรือไม่ จะรู้กันได้ด้วย พระพุทธจริยาทั้งหลาย ที่มีอยู่ในพระบาลี ซึ่งจะเอามาเล่าให้ฟัง. แต่ถึงอย่างไรก็ดี ในที่นี้ควรจะเข้าใจคำว่า ญาติ กันให้เพียงพอ เพื่อ จะได้ รู้จักสิ่งที่เรียกว่าญาติ ในความหมายของญาตัตถจริยา. คือประพฤติประโยชน์แก่พระญาติ. คำว่า ญาติ คำนี้ เรารู้ความหมายกันแต่ในเพียงว่า เป็นคนที่เนื่องกันในทาง สืบสายโลหิตทางนั้นทางนี้ ; เพราะว่าในภาษาไทยเราพูดกันแต่อย่างนี้. ที่จริงคำว่า ญาตินั้นมันมีความหมายกว้างกว่านั้น. คำ ๆ นี้มาจากรากของคำว่า รู้ หมายถึงรับรู้, หมายถึงต้องรับรู้ ; คำว่า ญาติ นี้ แปลว่า ผู้ที่บุคคลจะต้องรับรู้, หมายความว่า ยอมรับว่าเป็นญาติ และต้องประพฤติตามหน้าที่ที่เป็นญาติ. คำว่า ญาติ จึง แปลว่า ผู้ ที่เราจะต้องรับรู้ ; ญาติทางสายโลหิต ก็เห็นชัดอยู่แล้วว่า เราต้องรับรู้ เราคอย นับกันอยู่ทีเดียวว่า ใครเป็นญาติ ใครไม่เป็นญาติ ; อย่างนี้เรียกว่าญาติทางสายโลหิต. ทีนี้ก็ยังมี ญาติประเภทอื่นอีก อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสว่า : วิสาสา - ปรมาญาติ การวิสาสะกันนั้น เป็นญาติอย่างยิ่ง. ใช้คำว่า ปรมาญาติ คือ เป็น ญาติอย่างยิ่ง, วิสาสะ ก็แปลว่าความเอาใจใส่ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ให้ได้รับความ เบาใจสบายใจ หรือนอนใจ. คำว่าวิสาสะ แปลว่า ทำให้สบายใจ, การ ทำกัน และกันให้สบายใจนั้น เรียกว่าเป็นบรมญาติ คือญาติอย่างยิ่ง. ญาติอย่างนี้ ไม่ได้เล็งกันถึงความสัมพันธ์กันทางสายโลหิต แต่ไปเล็งถึงข้อที่ว่า มีความรัก มีความ เมตตา มีความเอาใจใส่ เสียสละช่วยเหลือ. บางทีก็ไม่ได้เป็นญาติทางสายโลหิต แต่ก็มีความรักใคร่เอาใจช่วยเหลือ ยิ่งกว่าญาติทางสายโลหิต, และก็มีประโยชน์ยิ่งกว่า

น.374 เป็นญาติทางสายโลหิตด้วยซ้ำไป. คนโบราณที่ไหนก็ไม่ทราบพูดกันไว้ว่า "ถึงเป็น เลือดเป็นเนื้อ แต่ถ้าไม่เอื้อเฟื้อ ก็ไม่ใช่ญาติของอาตมา" ; ถ้ามีความเอื้อเฟื้อ ก็กลายเป็นญาติ ; นี่เรียกว่าเป็นญาติทางวิสาสะ. ยังมี ญาติอีกประเภทหนึ่ง ท่านเรียกว่า ญาติที่ร่วมกิจการงานโดยเฉพาะ เช่น ถือลัทธิเดียวกัน ถือวัฒนธรรมเดียวกัน ถือศาสนาเดียวกัน นี้ก็เป็นญาติ ; เป็นญาติในทางศาสนา แล้วก็มีเพื่อนร่วมชาติ ร่วมศาสนา ร่วมธรรมะของพระพุทธเจ้า, นี้เป็นญาติที่สูงยิ่งขึ้นไปอีก ; หมายความว่า ต้องรับรู้ ต้องนึก ต้องนับอยู่ในใจด้วย เหมือนกัน. ญาติอันสุดท้าย ก็คงจะเป็น ญาติตามธรรมชาติ คือการที่เราเป็นเพื่อน ร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตายกันในวัฏฏสงสาร ; นี้เรียกว่าเป็นญาติโดยธรรมชาติ. ถ้าเรา นึกถึง และเรารับรู้ เรายอมรับ และรับรู้ ก็ตรงกับความหมายของคำว่า ญาติ อยู่นั่นเอง, แปลว่า ผู้ที่เราต้องรับรู้ว่าเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ของเรา ; แม้แต่สุนัข และแมว เมื่อมีความรับรู้ ยอมรับอย่างนี้มันก็เป็นญาติ เพราะมันตรงกับตัวหนังสือที่ว่า ญาติ แปลว่า ผู้ที่บุคคลต้องรับรู้ เท่าที่กล่าวมานี้ทำให้เห็นได้ว่า ญาติมีอยู่หลายอย่าง ; อย่างน้อยก็มีอยู่ ๔ อย่าง : คือ ญาติสาโลหิต, ญาติเพราะวิสาสะ กัน, ญาติเพราะร่วมธรรมะ ร่วมศาสนา กัน, และ ญาติเพราะว่าเกิดมาอย่างเดียวกัน ในวัฏฏสงสารนี้. เมื่อญาติ มีอยู่หลายอย่าง อย่างนี้ เราก็ดูทีว่า พระพุทธเจ้าท่านประพฤติประโยชน์แก่พระญาตินั้น หมายถึงพระญาติไหน ? โดยทั่ว ๆ ไป ก็หมายถึงพระญาติที่เกี่ยวพันทางสายโลหิตนั่นเอง. และ ในที่นี้ ในวันนี้ก็ตั้งใจจะกล่าวถึงความหมายของญาติชนิดนี้ ทั้งที่ความหมายของ คำว่าญาติชนิดอื่นมีความหมายน่าดูกว่า.

น.375 ญาติทางสายโลหิต เราก็เห็นกันอยู่แล้วว่า แม้ว่าจะร่วมสายโลหิตกันแท้ ๆ ก็ไม่ใช่ว่าจะพูดกันรู้เรื่องเสมอไป, พี่น้องก็ยังทะเลาะกัน ถึงกับเอาเป็นเอาตายแก่กัน. บางทีพ่อแม่กับลูก ก็พูดกันไม่รู้เรื่อง โกรธเคืองถึงกับจะเอาเป็นเอาตายกันก็มี ; ถ้ายัง เป็นมิจฉาทิฏฐิ มันช่วยไม่ได้ ถึงอย่างนี้ ; จึงว่าแม้จะ เป็นญาติสาโลหิตกันก็ ไม่ใช่ว่า จะพูดกันรู้เรื่องเสมอไป, และมิใช่ว่าจะรักกันเสมอไป, รังเกียจกัน ก็มี, ทำเฉย ๆ กันก็มี. ลองคิดดูให้ดีว่า แม้เป็นญาติสาโลหิต ใกล้ชิดที่สุด มันก็ยัง มีปัญหาอย่างนี้ ; แม้พระพุทธเจ้าก็มีปัญหาอย่างนี้เกี่ยวกับพระญาติ. ท่านทำ อย่างไร ที่เรียกว่าดีที่สุด ที่เป็นพุทธจริยา ที่เราจะต้องเอามาศึกษาให้รู้ ให้เข้าใจ และ ปฏิบัติตาม. เกี่ยวกับพระญาติทางสายโลหิต พระพุทธเจ้าท่านได้ปฏิบัติแล้วอย่างไร? เราควรจะดูกันให้กว้าง แม้ว่าจะไม่โดยละเอียดลออ ก็ดูกันให้ครบถ้วน. เมื่อพูดถึงวงศ์ญาติของพระพุทธเจ้า เราก็จะต้องนึกถึงวงศ์วาน หรือโคตร ของพระพุทธเจ้า. พระพุทธเจ้าเป็นวงศ์โอกกากะ, พระวงศ์ ของพระพุทธเจ้า เขา เรียกว่า วงศ์โอกกากะ ; มีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์ ซึ่งเขามักจะเรียกกันว่า วงศ์ อิกษวากุ เป็นภาษาสันสกฤต. กษัตริย์วงศ์อิกษวากุนี้มีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์ของอินเดีย, คำว่า อิกษวากุ นั้นคือโอกกากะในภาษาบาลี ; พระพุทธเจ้าท่านเป็นวงศ์นี้ พระโคตร ของท่านชื่อว่า โคตมโคตร เพราะต้นตระกูลสายนี้สืบมาจากฤๅษีที่ชื่อว่า โคตมะ ; สกุลของท่านชื่อว่า โคตมะวงศ์ใหญ่ เรียกว่าโอกกากะ หรืออิกษวากุ, ถ้าสูงขึ้นไป เขาก็เรียกว่า วงศ์พระอาทิตย์. พระพุทธเจ้าเป็นวงศ์พระอาทิตย์ ; ในบาลี สุตตนิบาตทรงจัดพระองค์ว่า เป็นอาทิตยวงศ์, เป็นวงศ์อาทิตย์ ; ท่านก็ไม่ได้ ทำให้เสียชื่อเสียงของวงศ์ แต่ ท่านได้ทำให้เป็นประโยชน์ เป็นเกียรติยศเป็น ชื่อเสียงของโคตร ของวงศ์ดีที่สุด. ที่ถึงกับเป็นพระพุทธเจ้า ชนิดสัมมาสัมพุทธเจ้า

น.376 ก็เรียกว่าท่านได้เป็นประโยชน์แก่พระญาติพระวงศ์ของท่าน ถอยหลังขึ้นไปถึงต้นวงศ์โน่น ดีที่สุดเลย. ถ้าเราจะถือเอาพระพุทธจริยานี้เป็นหลัก ก็ต้องทำอย่างเดียวกัน คือทำ ให้วงศ์ตระกูล ที่เขาสมมุติกัน ว่าเราอยู่ในวงศ์ไหน ตระกูลไหนนั่นแหละ ได้มีเกียรติ เหมือนกับว่า ในอาทิตย์วงศ์อิกษวากุ โคตมโคตรนี้ มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขึ้นมา. เมื่อถึงวันวิสาขะเราก็ยังพูดว่า โคตมโคเตนะ โดยพระโคตรเป็นโคตมะ ; ยังว่ากันอยู่ ทุกปีทั่วไปหมดทุกประเทศที่นับถือพุทธศาสนา. นั่นแหละคือพุทธจริยาที่ได้ทรงแสดง ไว้อย่างไร, มันมีผลเป็นปฏิกิริยาเกิดขึ้นอย่างไร, ก็เห็นกันอยู่. นี้ได้นำมากล่าว กันโดยส่วนใหญ่ที่สุด คือวงศ์ของพระญาติทั้งหมด กระทั่งว่าเป็น วงศ์เล็กๆ เขาก็ เรียกว่าเป็นวงศ์สากิยะ ซึ่งเล็กลงมา แต่ก็ไม่ได้ทำให้เสียชื่อเสียงของวงศ์ในส่วน พระองค์ ในส่วนที่อยู่ในความรับผิดชอบของพระองค์. ที่นี้ดูกันต่อไปถึงพระพุทธบิดาโดยเฉพาะ : เรื่องเกี่ยวกับพระพุทธบิดา นี้มีหลายแง่ ; จะยกตัวอย่างมาพิจารณากันแต่บางแง่ เช่นว่า ท่านไม่ยอมตามความ ประสงค์ของพระพุทธบิดา ที่ให้อยู่ครองเรือน . ในบาลีมัชฌิมนิกายมีว่า : "เมื่อ บิดามารดาร้องไห้น้ำตานองหน้าอยู่ เราออกจากเรือน บวชถึงความเป็นผู้ไม่มีเรือน" อะไรอย่างนี้เป็นต้น. นี้ก็เป็นพระพุทธจริยา ; ดูให้ดีเถิด มิใช่จะเอาเรื่องพ่อแม่ประสงค์ อย่างหนึ่ง หรือตรงกันข้าม มาเป็นหลักเสมอไป ; อย่างนี้ถือว่าไม่ใช่เป็นหลัก. มันต้องใคร่ครวญดูว่า มันมีอะไรบ้าง ? และมีคุณค่า มีประโยชน์ มีน้ำหนักอย่างไร ? ถ้าในกรณีที่ไม่มีคุณค่า ไม่มีน้ำหนักมากอย่างการออกบวช มันก็เป็นธรรมดาที่ว่า จะต้อง เอาตามความประสงค์ของพ่อแม่. แต่นี่เรื่องมันไม่เป็นขนาดนั้น เพราะว่าคนที่เกิดมา สำหรับเป็นพระพุทธเจ้านั้น เราท่านต้องพิจารณาดูให้ดีว่า อะไรมันเป็นอะไร, มัน เท่าไรมันเพียงไร, ทำให้ถูกตามเรื่องนั้น ๆ นั่นแหละจะเป็นพุทธจริยา. ถ้าอ่อนแอ หรือหลงใหลในความสุข ก็อยู่กับพ่อ ซึ่งเหนี่ยวรั้งทุกอย่างทุกทางให้อยู่ครองราชสมบัติ,

น.377 ทีนี้ก็ตัดออกไป ถึงขนาดที่เรียกว่า มหาภิเนษกรมณ์ คือการออกอันสูงสุด ใหญ่หลวง ด้วยการตัดญาติ ตัดความประสงค์ของบิดาออกไป ในลักษณะอย่างนี้ สูงสุดถึงขนาด ที่ต้องเรียกว่ามหาภิเษกรมณ์ คือการออกอันใหญ่หลวง โดยไม่ คำนึงถึงพระบิดา ว่ามีความประสงค์อย่างไร . เมื่อออกผนวชแล้ว, บวชสำเร็จ เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ก็ไม่ไปเยี่ยมบ้าน, และไม่เคยพบว่า เสด็จไปจำพรรษาใน กบิลพัสดุ์ด้วยซ้ำไป. แต่ข้อนี้เป็นปัญหาอยู่ เพราะว่าเมืองกบิลพัสดุ์นั้น เป็นส่วน หนึ่งของประเทศโกศล ซึ่งมีเมืองสาวัตถีเป็นเมืองหลวง ; ประเทศสากยะเป็น ประเทศเล็ก ๆ รวมอยู่ในประเทศใหญ่ คือประเทศโกศล มีเมืองสาวัตถีเป็นเมืองหลวง. พระพุทธเจ้าจำพรรษาที่เมืองสาวัตถีมากที่สุด. ถ้าเราถือเอาประโยชน์อันนี้ที่ว่า จำพรรษาอยู่ในเขต ที่เป็นเขตของบิดา มารดาก็ยังพอพูดได้ ; แต่ถ้าจะพูดถึงเมืองกบิลพัสดุ์โดยตรงแล้ว ดูเหมือนพระองค์จะ ไปเยี่ยมอยู่เพียงสองสามครั้งเท่านั้น. ก็แปลว่า ไม่ได้ติดในเรื่องบิดามารดา เพราะว่า ต้องถือเอาหน้าที่การงานเป็นใหญ่ คือความเป็นพระพุทธเจ้ามีหน้าที่อย่างไร ก็ต้องทำ หน้าที่อย่างนั้น. ยังมีเรื่องในอรรถกถา ที่ว่าพระพุทธบิดาส่งคนไปนิมนต์พระพุทธองค์ให้ไป เยี่ยมบ้านตั้งหลายหน ส่งคนไปตั้งหลายพวก จึงได้ไป. นี่จะเห็นว่าท่านไม่รู้คุณของบิดา หรืออย่างไร ; ถ้าเข้าใจพระพุทธจริยาถูกแล้ว ก็จะไม่คิดอย่างนั้น ; เพราะว่ามัน ไม่ใช่อย่างนั้น. สำหรับพระพุทธบิดาก็ได้ไปโปรดให้ถึงธรรม ให้บรรลุธรรม ในขั้นที่เรียกว่าปลอดภัย ไม่มีอันตกต่ำไป เป็นธรรมดาแล้ว , เป็นพระโสดาบัน เป็นพระอนาคามีไปแล้ว ในที่สุด ; นี่ก็ไม่บกพร่อง. ทีนี้ก็ดูถึง พระพุทธมารดา พอประสูตรแล้วไม่กี่วัน พระพุทธมารดา ก็สิ้นพระชนม์ เรียกว่าไม่ได้ทำหน้าที่อะไรมากนักในการสนองคุณพระพุทธมารดา.

น.378 แต่ในเรื่องที่เขียนกันขึ้นชั้นหลังว่า ตามไปโปรดพระพุทธมารดาถึงชั้นดาวดึงส์ สวรรค์ อย่างนี้. กัดนั่นมันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งยังไม่วินิจฉัย เพราะว่าไม่มีในพระบาลี. ข้อที่ว่าพระพุทธมารดาสิ้นพระชนม์ไปเสียภายในเวลาไม่กี่วันนั้น ; เขาอธิบายกันว่า เพราะไม่สมควรที่จะมีบุคคลเข้ามาร่วมพระครรภ์ด้วยกับพระพุทธเจ้า. พบ เรื่องนี้มันเป็น ด้วยอำนาจของกรรม หรือของธรรม หรือของอะไรก็สุดแท้ ต้องทำให้พระพุทธมารดา สิ้นพระชนม์ ; รพนี่มีคนยึดมั่นถือมั่นอยู่มาก เราไม่สนใจก็ได้. เราจะถือว่าเป็น เรื่องธรรมดาสามัญ หรือเรื่องบังเอิญที่เป็นอย่างนั้นก็แล้วกัน ; เราจะไปโทษ พระพุทธเจ้าโดยตรงไม่ได้ ; เป็นอันว่า ไม่มีเรื่องพุทธจริยาอะไรที่สำคัญ ที่เกี่ยว กับพระพุทธมารดาโดยตรง . ๑. การโปรดพระนางปชาบดีโคตมี และ พระญาติใกล้ชิด ทีนี้มีเรื่อง สำคัญที่สุด ที่เกี่ยวกับผู้ที่ตั้งอยู่ในฐานะเป็นพระพุทธมารดา รับช่วง คือ พระมหาปชาบดี เป็นทั้งน้ำ และเป็นทั้งแม่เลี้ยง ซึ่งได้รับช่วงการเลี้ยงดู พระกุมารจนเติบโต จนกระทั่งออกบวชไป. เรือน นี้มีพระพุทธจริยาที่จะต้องพิจารณา กันบ้าง. เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว, มีคณะสงฆ์ประดิษฐานขึ้นแล้ว ก็มีเรื่องราว ที่ว่า พระเจ้าแม่น้ำปชาบดีนี้ก็อยากจะบวช เป็นนักบวชในพุทธศาสนา. ครั้งหนึ่ง เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จไปเยี่ยมบ้าน คือที่กบิลพัสดุ์ ประทับอยู่ที่ในอารามใกล้ ๆ นครกบิลพัสดุ์นั้น พระนางปชาบดีโคตมีก็ไปเฝ้าและทูลขอว่า : สาธุ ภนฺเต ลเภยฺย มาตุคาโม ตถาคตปฺปเวทิต ธมฺมวินเย อาคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชนฺติ ซึ่งมีใจความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอโอกาส ขอให้มาตุคามได้บวช จากเรือน เป็นผู้ไม่มีเรือนในธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศดีแล้วนี้เถิด ; คือขอให้ พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ผู้หญิงบวชได้.

น.379 พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า : อลิ โคตมิ - อย่าเลยโคตมี อย่าเลย. มา เต รุจฺจิ มาตุคามสฺส ตถาคตปฺปเวทิต ธมฺมวินเย อาคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชาติ เพราะการที่มาตุคามจะออกบวชในธรรมวินัย ที่ตถาคตประกาศดีแล้วนี้ อย่าเป็นที่ชอบใจ อย่าขวนขวายแก่เธอเลย. พระนางปชาบดีก็อ้อนวอนเป็นครั้งที่ ๒ ก็ทรงปฏิเสธเป็นครั้ง ที่ ๒, อ้อนวอนครั้งที่ ๓ ก็ทรงปฏิเสธเป็นครั้งที่ ๓. นี่ขอให้ดูว่า พระพุทธจริยา เป็นอย่างไร. พระนางปชาบดีก็ต้องร้องไห้ แล้วกลับไป. ต่อมาวันหนึ่งพระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่เมืองเวสาลี ไม่ไกลจากกบิลพัสดุ์ ; ทีนี้พระนางปชาบดีก็มาไม้ใหม่ ; นี่พูดภาษาโลกโคก ขออภัย เพื่อรวบรัดเวลา. ทีนี้พระนางโกนหัวไปเลยพาพวกผู้หญิงที่เป็นบริวารจำนวนหนึ่งไปด้วย โกนหัวไปเลย, แล้วก็เดินไปเป็นระยะทางไกล ขนาดที่ว่าเท้าพองและตัวเต็มไปด้วยเหงื่อด้วยฝุ่น ; เข้า ไปยืนอยู่ที่ประตู ที่กุฎาคาร บ่ามหาวัน ที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่. พระอานนท์ออกมา เห็นเข้า ร้องว่า อ้าว, ทำไมเป็นอย่างนี้, ถามกันจนรู้เรื่อง ว่า ถ้าอย่างไรก็จะ ต้องบวชให้ได้. พระอานนท์ก็เลยรับอาสาว่า จะไปทูลขอกับพระพุทธเจ้า. พระอานนท์ได้เข้าไปเล่าเรื่องที่พระนางปชาบดีได้ทำอย่างไร, ได้มาใน ลักษณะอย่างไร ; ได้ทูลขอให้ช่วยทรงอนุญาตให้ได้บวช. พระพุทธเจ้าก็ทรงปฏิเสธอีก. พระอานนท์ก็ขอเป็นครั้งที่ ๒ พระพุทธเจ้าก็ปฏิเสธอีก, ขอเป็นครั้งที่ ๓ ก็ทรง ปฏิเสธอีก. ที่นี้พระอานนท์ใช้วิธีอื่น คือทูลถามไปในทางอื่นว่า : ถ้ามาตุคามบวช แล้วจะบรรลุมรรคผลได้ไหม ? พระพุทธเจ้าก็ต้องตรัสตอบตามตรงว่า ได้. พระอานนท์ เลยถือโอกาสว่า ถ้าได้ก็ควรจะยอมให้พระนางปชาบดีโคตมีบวช ; อ้างคุณของ พระนางปชาบดีว่า : พหุอุปการา - มีอุปการะคุณมาก, โปสิกา - ได้เลี้ยงดู, ขีรสฺส ทายิกา - เป็นผู้ให้นม. พระอานนท์ทูลอย่างนี้ เพราะว่าพระชนนีของพระองค์ได้ กระทำกาละ, พระนางปชาบดีได้ให้ดื่มนม ; ถ้าหากว่าผู้หญิงบวชแล้วบรรลุมรรคผลได้ ก็ควรจะให้บวช.

น.380 นี่คิดดูซิว่า พระพุทธเจ้าท่านจะทำอย่างไร ? พระอานนท์ก็ฉลาด พระพุทธเจ้า ก็ทรงเป็นพระพุทธเจ้า. ในที่สุดพระพุทธเจ้าท่าน ตรัสว่า : ถ้ายอมรับครุธรรม ๘ ประการก็พอจะบวชได้ . นี่พระพุทธเจ้าท่านตรัส, ถ้าพูดอย่างภาษาเราก็ว่า ใช้ลูกไม้ เหนือเมฆ, คือครุธรรม ๘ ประการนั้น มันล้วนแต่หนัก ๆ ซึ่งจะทำให้ผู้หญิงทนไม่ไหว แล้วภิกษุณีก็จะหมดไปเอง. เมื่อจะต้องให้บวชแน่แล้ว เพราะมีเหตุผลอย่างนี้ แต่เพื่อเห็นแก่ศาสนาก็ป้องกันไว้แต่เนิ่น ๆ บัญญัติครุธรรมที่มันหนัก ซึ่งจะถือไว้ได้ ไม่กี่มากน้อยแล้วมันก็จะสลายตัวไปเอง. นี่เป็นพระพุทธจริยาหรือไม่ ก็ลองคิดดู, แล้วเป็นอย่างไร. พระอานนท์ก็กลับมาบอกพระนางปชาบดี ; พระนางปชาบดีก็ดีใจ ทูลรับ อาสาว่า : ข้าพเจ้าจะยอมรับเอา ครุธรรม ๘ ประการนั้น ด้วยความเต็มอกเต็มใจสูงสุด เอาไว้เหนือเกล้าเหนือเศียร เหมือนชายหนุ่ม หญิงสาว เมื่อได้ดอกไม้งามและถูกใจ ; ก็เป็นอันว่า บวชเพราะรับครุธรรม ๘ ประการนั้น แล้วก็เป็นภิกษุณีได้. ทีนี้พระอานนท์ก็เข้าไปกราบทูลพระพุทธเจ้าว่า เดี๋ยวนี้พระนางปชาบดียอม รับครุธรรมนั้นแล้ว เป็นอันว่าบวชแล้ว. พระพุทธเจ้าก็เลยตรัสเรื่องที่มันเกี่ยวกันนี้ว่า : ถ้ามีสตรีเข้ามาบวชในธรรมวินัยนี้ ธรรมวินัยจะอยู่ได้เพียง ๕๐๐ ปี ไม่ถึง ๑,๐๐๐ ปี. นี้ กล่าวตามตัวหนังสือที่มีอยู่ในพระไตรปิฎกเอง ในบาลีเองว่าอย่างนี้ว่า : ถ้าผู้หญิง เข้ามาบวชในธรรมวินัยนี้ ธรรมวินัยจะอยู่ได้เพียง ๕๐๐ ปี ไม่ถึง ๑๐๐๐ ปี ก็เปรียบเหมือนบ้านเรือน ตระกูลหนึ่งที่มีแต่ผู้หญิง, และมีบุรุษน้อย โจรก็ทำอันตราย ได้ง่าย, หรือเหมือนกับว่า หนอนขยอก ลงในนาข้าว ข้าวก็เสียหายเร็ว, หรือว่า เหมือนเพลียลงในไร่อ้อย อ้อยก็เสียหายเร็ว เสียหายมาก. นี่ถือว่า สตรีเข้ามาบวชในธรรมวินัยนี้ จะทำให้ธรรมวินัยนี้มีอายุน้อยลง ; และยัง ตรัสตรงๆ ว่า เขาทำทำนบเพื่อกั้นน้ำ , เดี๋ยวนี้เรา ก็ทำทำนบ เพื่อสะกัดกั้น

น.381 ความมีอยู่แห่งภิกษุณี, คือการบัญญัติครุธรรมนั้น เป็นเหมือนการสะกัดกั้นภิกษุณี ไม่ให้มีอยู่ในธรรมวินัยนี้ได้ยืดยาว ให้หมดไปโดยเร็ว. นี้เรียกว่าพระพุทธจริยาเกี่ยวกับพระนางปชาบดีโคตมี ซึ่งเป็น เหมือนพระ-พุทธมารดาทุกอย่าง. เราจะเห็น ใจความของเรื่องว่า พระพุทธเจ้าท่านมีพระทัย อย่างไร เข้มแข็งอย่างไร เห็นแก่ธรรมะอย่างไร; และพร้อมกันนั้นก็เห็นแก่ความกตัญญู กตเวที อย่างไรด้วย. สรุปความว่า มันไม่มีอะไรที่เสียไป มันได้มาทุกอย่าง แต่มันต้องได้ไปในลักษณะที่เป็นผลดีแก่ส่วนรวม; เพราะพระอานนท์อ้างว่า ได้ใช้น้ำนมของพระนางปชาบดีโคตมี, และผู้หญิงบวชแล้วก็บรรลุมรรคผลได้ พระองค์จึงทรงยอม เพราะความกตัญญูกตเวที. แต่แล้วก็มีแผนการที่จะไม่ให้เป็นอันตรายแก่พระศาสนา จึงทำทำนบครุธรรม ๘ ประการนี้ กั้นเอาไว้. นี้คือพระพุทธจริยา คือว่าทรงเข้มแข็ง ไม่เห็นแก่พระญาติ จนถึง กับเป็นผลเสียแก่พระศาสนา. เมื่อพระองค์ต้องพ่ายแพ้ จำนนแก่ถ้อยคำของพระอานนท์ก็ทรงหาทางออกอย่างอื่น ซึ่งก็คงได้ผลอย่างเดียวกันนั่นแหละ. นี่จะเห็นได้ว่าไม่มีส่วนไหนที่เสียไป, คือ ไม่ใช่ว่าจะไม่เห็นแก่พระญาติเสียเลย แล้วก็ ไม่ใช่ว่าจะ ไม่เห็นแก่พระศาสนาส่วนใหญ่. เป็นอันว่าสำเร็จประโยชน์ทั้งสองฝ่าย. นี้คือพระพุทธจริยาที่ทุกคนจะต้องนึกให้เข้าใจ และเอาเป็นตัวอย่าง. ทีนี้เราลองนึกต่อไป ถึงพระนางพิมพา พระราหุล อะไรเหล่านี้ พระพุทธเจ้าท่านทรงประพฤติต่ออย่างไร. ในพระพุทธประวัติโดยพิสดารเราก็ทราบกันอยู่ว่า ทรงออกไปเสีย ในวันที่พระราหฺลคลอดใหม่ ๆ เช่นนั้น ย่อมไม่เป็นความประสงค์อย่างยิ่งของพระนางพิมพา ; แต่ก็ออกไปทั้งอย่างนั้น ; นี่จะเรียกว่าประพฤติประโยชน์อย่างไรกัน.ตอนนี้ก็มีเขียนไว้ในรูปของวรรณคดีกวีนิพนธ์ไพเราะมาก, ไม่มีในพระบาลี ; แต่ว่า

น.382 มันก็มีเหตุผล ที่ตรัส สรุปความว่า : ออกไปที่เพื่อหาทางช่วยพวกเธอ ; ถ้าเรายังจมน้ำอยู่ เราจะช่วยยกคนที่จมน้ำได้อย่างไร. เราต้องไม่จมน้ำเสียก่อน แล้วจึงจะมายกคนที่จมน้ำอยู่นี้ได้; แล้วก็ออกไป เพื่อหาวิธีชนิดที่เรียกว่า ไม่จมน้ำเสียก่อน, แล้วก็มาช่วยคนทั้งหลายที่ยังจมน้ำอยู่ ; มีเรื่องยืดยาวพิสดาร. สรุปความแล้วก็ว่า การออกไปนั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องใจจืดใจดำ เหมือนที่คนสมัยนี้เขาคิดกัน, คนสมัยนี้เขาหาว่าพระสิทธัตถะใจดำ หรือว่าอำมะหิต, หรือว่าพระเวสสันดร ใจดำอำมะหิต ; นี่มองกันคนละแง่. เป็นอันว่า พระพุทธจริยานั้นจะเล็งถึงประโยชน์อันใหญ่หลวง เรื่องส่วนตัวเป็นเรื่องเล็กน้อย เรื่องการช่วยคนนั่นแหละสำคัญ, คนที่รักก็ตาม คนที่เกลียดก็ตาม มันต้องช่วยด้วยกันทั้งนั้น. เรื่องที่เกี่ยวกับพระญาติใกล้ชิดก็มีอยู่อย่างนี้. เรื่อง เกี่ยวกับพระนันทะพุทธอนุชา ลูกผู้เรียงน้องนี้ ก็ทรง กระทำจนออกบวชไปได้ในที่สุด. เรื่องพระนันทะ ใคร ๆ ก็รู้ว่ากำลังแต่งงาน, กำลังอยู่ใน พิธีแต่งงาน ; พระพุทธเจ้าท่านยังพาออกไปได้, กลายเป็นภิกษุไปเลยในวันแต่งงาน. ชาวบ้านสมัยนี้ก็ย่อมว่า ทำทารุณแก่เจ้าสาวเหลือประมาณ, ทำทารุณหรือค่อนข้างจะทารุณต่อเจ้าบ่าวด้วย. พระพุทธจริยาไม่ใช่เป็นอย่างนั้น, ไม่ถือว่าเรื่องอย่างนั้นเป็นเรื่องทารุณ ; แต่เป็นเรื่องที่ทรงเห็นว่า ควรกระทำแน่แล้วก็กระทำ.ถ้าคนที่เรียกว่าถูกทารุณนั้นกลายเป็นได้ประโยชน์อะไรยิ่งไปกว่าเดิม. นี่เป็นพระพุทธ-จริยาที่ตรงนี้ ; ไม่ใช่ว่าตามใจกันไปเรื่อย, ต้องเอาประโยชน์สูงสุดเป็นหลักไว้เสมอ. ญาติทั้งหลายได้รับประโยชน์ที่ดีกว่าประโยชน์ที่กำลังได้รับเสมอไป ในลักษณะที่เรียกว่าถูกกระทำทารุณโดยพระพุทธเจ้า. ใจความสำคัญมันก็มีอยู่อย่างนี้. ๒. การเอื้อเฟื้อ รักษาน้ำใจพระญาติ ทีนี้ดูต่อไปให้กว้างให้ลึกไปในทางธรรม ว่า เมื่อพระองค์ได้ ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ทรงประพฤติต่อพระญาติในทางธรรม หรือที่เกี่ยวกับ

น.383 พระธรรมขั้นโลกุตตรธรรมนั้นอย่างไรบ้าง ? มีเรื่องมากมายหลายสิบเรื่อง ที่จะเอามาเป็นตัวอย่างจะยกมาแต่บางเรื่อง พอให้เข้าใจความหมายอย่างนี้. เรื่องในเสขปฏิปทาสูตร มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ แสดงให้ เห็นว่าพระองค์ทรงมีความสัมพันธ์กับพระญาติ แล้วก็ทรงอำนวยความประสงค์ของพระญาติในเรื่องสามัญธรรมดา นี้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้. ในสูตรนั้นมีว่า : เมื่อพระองค์เสด็จไปถึงเมืองกบิลพัสดุ์ พักอยู่ที่ ป่า,สวนป่านิโครธาราม. พระญาติทั้งหลายมานิมนต์ให้ไปประเดิมการใช้สัณฐาคาร ซึ่งสร้างเสร็จใหม่ยังไม่มีใครใช้. สัณฐาคารเป็นโรงประชุมใหญ่สำหรับประชุมกิจราชการของพระราชา หรือของทางราชการ สร้างมายังไม่มีใครใช้ ; เขาขอทูลพระพุทธเจ้าไปประเดิมการใช้ อย่างที่เราเรียกกันสมัยนี้ว่า เพื่อเป็นสวัสดีมงคล ก็ทรงยอมรับและเข้าไปประทับในสัณฐาคารนั้น ในเวลากลางคืน ; เขาจัดที่พักให้ที่อาคารหลังใหม่นั้น ประทับพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์. พระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อย ต้องการจะพักผ่อน ก็ตรัสกับพระอานนท์ว่า : "จงทำให้เสขปฏิปทาแจ่มแจ้งแก่พวกเจ้าสากิยะทั้งหลายเถิด" . ขณะนั้นพวกเจ้าสากิยะเป็นอันมาก มีเจ้ามหานาม เป็นหัวหน้าอยู่ที่นั่น ในเวลานั้น. พระอานนท์ก็แสดงเสขปฏิปทาแทนพระพุทธองค์ ซึ่งว่าต้องการจะพักผ่อน คือ ว่าเมื่อยหลัง. พระอานนท์แสดง เสขปฏิปทา เราก็ได้ยินได้ฟังกันอยู่แล้วว่า : พระอริย-สาวกในธรรมวินัยนี้ บริบูรณ์ด้วย ศีล แล้วก็ คุ้มครอง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ให้ กิเลสเกิดขึ้นได้, และ รู้ประมาณในการบริโภค, ประกอบความเพียรเป็น เครื่องตื่น คือไม่เป็นคนที่ง่วงเหงา เป็นคนแจ่มใสอยู่ตลอดเวลา พอถึงเวลานอนก็นอนถ้าไม่ถึงเวลานอนก็ไม่มีมึนชาง่วงเหงา หรือว่าจิตหดหู่จะไม่มี, แล้วก็มี สัปปุริสธรรม ๗ ประการ, และ ได้ฌาน ๔ ; รวมเป็น ๑๕ อย่าง นี้เรียกว่าเสขปฏิปทา.

น.384 บุคคลนั้นชื่อว่า อปูจฺจณฺฑตาย สมาปนฺโน - ถึงพร้อมด้วยความเป็นแห่งไข่ที่ไม่เน่า, คือถึงพร้อมด้วยความไม่เป็นไข่เน่า. ตามตัวหนังสือแปลอย่างนี้ จะถูกหรือผิด ก็ไม่มีใครแปลได้ดีกว่านี้. อปูจฺจณฑตาย - ความไม่เป็นเหมือนไข่เน่า, คือความเป็นไข่เน่านั้นจะฟักไม่ออก. ผู้ที่มีเสขปฏิปทา ปฏิบัติแล้ว จะไม่เป็นไข่เน่าที่ฟักไม่ออก. ภพฺโพ อภินิพพิทาย - สมควรที่จะแทงตลอดซึ่งกิเลส, ภพฺโพ สมฺโพธาย - สมควรที่จะรู้พร้อม ภพฺโพ อนุตฺตรสฺส โยคกฺเขมสฺส อธิคมาย - สมควรเพื่อจะถึงซึ่งโยคเขมธรรม อันไม่มีอะไรยิ่งกว่า. ในเมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว ประกอบด้วยเสขปฏิปทา อย่างนี้แล้ว ก็ จะได้บรรลุธรรมสูงสุด ที่กุลบุตรออกบวชแล้วหวังจะได้รับ. เปรียบเหมือนกับว่า ฟองไข่ที่แม่ไก่กกดีแล้ว มันก็ออกมาเป็นตัวได้เอง ; แม่ไก่ไม่ต้องตั้งใจว่าลูกไก่จะออกมา. แม่ไก่ทำหน้าที่กกไข่ให้ดี แล้วไข่นั้นก็จะเป็นตัวลูกไก่ออกมา เพราะว่าเสขปฏิปทาทั้งหมดนี้ มันทำให้บุคคลนั้นมีภาวะเหมือนไข่ที่ไม่เน่า. นี่พระอานนท์ก็ได้แสดง ธรรมที่ ทำให้บุคคลไม่เป็นเหมือนไข่เน่า เมื่อแม่ไก่ฟักอยู่ตามปกติแล้ว ก็ออกมาเป็น ตัวได้เอง. นี่ขอให้มองดูว่า สิ่งที่พระพุทธเจ้าสั่งให้พระอานนท์ทำให้แก่ พระญาติ หรือมอบหมายแก่พระญาตินั้น มันมีความหมายอย่างไร, มีค่าเท่าไร. มันมีค่าสูงสุดที่ว่ามนุษย์จะพึงให้แก่กันได้ หรือที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะพึงให้แก่สัตว์ทั้งหลายได้ ดังนั้นจึง ทรงระบุให้แสดง เสขปฏิปทา ที่จะทำให้คนเหล่านี้ ไม่เป็นเหมือนไข่ที่เน่า เสียหมดแล้วฟักไม่ออก. พระพุทธเจ้าท่านมีความตั้งพระทัยอย่างไร ในหมู่ญาติทั้งหลาย. เมื่อพระอานนท์แสดงธรรมนี้เสร็จ พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้หลับนี่ เพียงแต่นอนเอนพัก ; ก็เสด็จลุกขึ้นมาตรัสว่า : สาธุ สาธุ - อานนฺท - ดูก่อนอานนท์, ดีมาก ดีมาก,

น.385 สาธุ โข ตวํ อานนฺท กปิลวตฺถวานํ สกฺยานํ เสขปฏิปทํ อภาสิ. ดูก่อนอานนท์, ดีนักแล ที่เธอแสดงเสขปฏิปทาแก่สากิยะ ชาวเมืองกบิลพัสดุ์ ในลักษณะอย่างนี้. นี่พระอานนท์เป็นน้องพระพุทธเจ้า แปลว่าช่วยกันทั้งพี่ทั้งน้อง ที่จะทำประโยชน์แก่พระญาติ และให้ความเอื้อเฟื้อใกล้ชิดสนิทสนม จึงยอมรับนิมนต์มาพักที่อาคารสร้างใหม่. นี้ก็แปลว่าความถนอมน้ำใจ หรืออะไรนั้น ทำนองนี้แก่พระญาตินั้นก็คงมีเต็มที่ ในเมื่อมันถนอมได้, คือเมื่อไม่ขัดต่อหน้าที่ของพระพุทธเจ้า ; แล้วก็มาให้ของขวัญชั้นเลิศ คือสิ่งที่ทำให้ไข่ไม่เน่า ให้ฟักออกเป็นตัว, เป็นของขวัญชั้นเลิศ ที่ควรจะให้แก่พระญาติของพระพุทธเจ้าเอง นี้ก็เรื่องหนึ่ง. สรุปความได้ว่าท่านได้ทำดีที่สุดแล้ว ในการที่จะรักษาน้ำใจของ พระญาติ คือให้สิ่งที่มีค่าสูงสุดแก่พระญาติ. ๓. พระญาติบางองค์ ที่ช่วยอย่างไร ก็ไม่ไหว ทีนี้ก็มองดูกันต่อไปถึงเรื่องอื่น ซึ่งเป็นเรื่องที่ว่าช่วยไม่ได้อีก คือ มีพระญาติบางคนไม่อาจจะรับเอาสิ่งสูงสุดเหล่านี้ได้; นี้มีมาใน มธุบีณฑิกสูตร มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ : เมื่อพระพุทธเจ้าประทับอยู่ในที่แห่งเดียวกันนั่นแหละ, หรือเรื่อง มันติด ๆ กันไป ; เข้าไปบิณฑบาตในเมืองกบิลพัสดุ์ แล้วก็ออกจากเมือง พักผ่อนในเวลากลางวันที่ในป่า เรียกว่าป่ามหาวัน ; พระญาติชื่อ ทัณฑปาณิสักกะ ก็ไปที่นั่นเพื่อเดินเล่น, ไปจนถึงที่นั่น เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า แล้วก็ทูลถามปัญหาบางอย่างอย่างกระด้างว่า : กึ วาที สมโณ กิมกฺขายีติ ? พระญาติองค์นี้ออกจะเป็นนักเลง ได้ยืน ยันคางด้วยไม้เท้า มีมือทั้งสองกุมปลายไม้เท้าอยู่ใต้คาง, ถามว่า : ดูก่อนสมณะท่านพูดอย่างไร ? ท่านสอนเขาอย่างไร ? หยาบคายอย่างนี้ ; ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสตอบว่า : เรามีปรกติ

น.386 กล่าวอย่างนี้สอนอย่างนี้, คือว่า คนในโลกนี้ พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ จะไม่ทะเลาะวิวาทกันด้วยเหตุอะไร, และอีก ประการหนึ่ง สัญญาจะไม่ติดตามบุคคลผู้เป็นพราหมณ์ ซึ่งปราศจากตณหา ไม่มีข้อ สงสัย ไม่มีความรำคาญในสิ่งใด ๆ. คำตอบนี้มีว่า เรามีปรกติกล่าว มีปรกติบอก ซึ่งสิ่งที่ทำให้คนไม่ทะเลาะวิวาทกัน, และสิ่งที่จะทำให้อนุสัย กิเลส ไม่ติดตามบุคคล ได้คือเป็นพระอรหันต์. สรุปสั้นที่สุดก็คือว่า จะบอก เรื่องที่จะทำให้คนไม่ทะเลาะ วิวาทกันนี้เรื่องหนึ่ง, แล้วก็ เรื่องที่ทำให้คนเป็นพระอรหันต์ อีกเรื่องหนึ่ง. ทัณฑปาณิก็โคลงศีรษะขึ้นลง ๆ, แลบลิ้น, เอานิ้วสามนิ้วแตะหน้าผาก แล้วลากไม้เท้า เดินไปเลย. ไม่มีเรื่องที่เล่าว่าได้รับประโยชน์อะไร, และ ดูเหมือน เรื่องมีอยู่ว่า มันไปกระทบจิตใจของเขา ; เพราะเจ้าสากิยะองค์นี้มีลักษณะเป็น นักเลง พูดจาระราน ก่อเรื่องทะเลาะวิวาท. พอ พระพุทธเจ้าว่า เรามีปรกติพูดสิ่ง ซึ่งไม่ก่อเรื่องทะเลาะวิวาท เขาก็คงจะไม่ชอบใจ, กล่าวถึงพระอรหันต์ ไม่มี กิเลส ก็จะไม่เข้าใจ แล้วก็ไปเสีย ; แสดงว่าแม้จะเป็นพระญาติของพระพุทธเจ้าทั้งที่ ก็ไม่ได้รับประโยชน์อะไร, และอากัปปกิริยาต่าง ๆ ที่แสดงเหมือนอย่างที่เราเรียกอย่าง ภาษาหยาบคาย ก็ว่าหยิ่ง หรือจองหอง หรือโง่เขลา ก็ได้. ตอนนี้พระพุทธเจ้ากลับมาสู่วิหารในตอนเย็น แล้วก็เล่าเรื่องทัณฑปาณิสักกะ มาเฝ้า, แล้วพระองค์ได้ตอบคำถามของเขาอย่างไร, และเขาทำกิริยาอาการหลีกไป อย่างกระฟัดกระเพียด ; ตรัสเล่าแก่ภิกษุทั้งหลายหมด. ภิกษุองค์หนึ่ง ก็เกิดอยากจะ ทราบขึ้นมาทันทีว่า ปฏิบัติอย่างไรจึงจะไม่ก่อการทะเลาะวิวาท, แล้วจะทำให้สิ้นอาสวะได้ เพราะคำนั้นพระพุทธองค์ได้กล่าวแต่โดยย่อ. พระพุทธเจ้าตรัสตอบแก่ภิกษุนี้โดยย่ออีกว่า : อนุสัยที่เป็นเหตุให้ทำ ความเนิ่นช้า มันกลุ้มรุมภิกษุได้ด้วยอาการอย่างไรแล้ว ; ถ้าภิกษุไม่เพลิดเพลินพร่ำ

น.387 สรรเสริญมัวเมา ในธรรมที่เป็นเหตุ ให้เป็นที่ตั้งแห่งอนุสัยนั้นแล้ว ; นั่นแหละ จะเป็นที่สุดของราคานุสัย ของปฏิฆานุสัย ของทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย มานานุสัย ภวราคานุสัย อวิชชานุสัย ; นั่นแหละเป็นที่สิ้นสุดของการทะเลาะวิวาท, เป็นที่ สิ้นสุดของการเบียดเบียนกันด้วยศาตรา, บาปอกุศลกรรมทั้งปวงก็ดับไปไม่มีเหลือ. นี้มี ใจความว่า : สิ่งใด อารมณ์ใดก็ตาม เป็นที่ตั้งของอนุสย ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ก็กลุ้มรุมจิตใจของภิกษุ ; ขอให้บุคคลผู้ปฏิบัตินั้น อย่าเพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญ เมาหมกในอารมณ์นั้น. นี่เป็น หลักกลางที่สุด เป็นใจความของพุทธศาสนา ในลักษณะที่เป็น กลางที่สุด ว่าสิ่งใด หรือ อารมณ์ใด, หรือรูป เสียง กลิ่น รส อันใด, ความคิดนึก อันใด ก็ตามใจ มัน เป็นที่ตั้งแห่งอนุสัย คือว่า เมื่อเราไปโลภเข้า, เมื่อเราไป ยินดีพอใจโลภขึ้น มันก็เกิดเป็นราคานุสัย. ถ้าเราไปเกลียดไปโกรธไปไม่ ชอบเข้ามันก็เป็นปฏิฆานุสัย. ถ้าไปสงสัยพะวงอยู่ มันก็เป็นอวิชชานุสัย. ในที่นี้แจกเป็น ๗ อนุสัย มันก็เหมือนกันนั่นแหละ ต่างแต่แจกให้ละเอียดออกไป เท่านั้น : แต่โดยหลักมันก็มีเท่านั้น : ถ้าไปรักก็สร้างราคานุสัย, ถ้าไปเกลียดหรือ โกรธ ก็สร้างปฏิฆานฺสัย, ถ้าไม่รัก หรือไม่เกลียด แต่ยังไปพะวงสงสัยสนใจทึ่งอยู่ มันก็สร้างอวิชชานุสัย. สิ่งหนึ่งมันทำให้รัก สิ่งหนึ่งมันทำให้เกลียด สิ่งหนึ่งมันทำให้พะวงสงสัย แล้วมันเกิดอนุสัยอย่างนี้, และอนุสัยนี้ก็เรียกว่า ปปัญจสัญญา - สัญญาที่ทำความ เนิ่นช้า, ได้แก่อนุสัยเหล่านี้เอง มันสะสมหมักหมมอยู่ในสันดาน, มันทำความเนิ่นช้า แก่การบรรลุพระนิพพาน ทั้งสามอนุสัยเลย. พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสว่า : ธรรมใด มันเป็นเหตุให้เกิดอนุสัย กลุ้มรุมจิตใจ จงพยายามที่จะรู้จัก แล้วไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำสรรเสริญ ไม่เมาหมกในธรรมนั้น ก็มีเท่านั้นเอง.

น.388 ก็แปลว่าทุก ๆ วันนี้ มันมีอะไร ๆ ที่จะมาทำให้เรารัก เพื่อเกิดราคานุสัย ก็ตาม มีอะไรมาทำให้เราเกลียด โกรธ กลัว เป็นปฏิฆานุสัยก็ตาม, หรือมาทำให้ทึ่ง พะวงสงสัยสนใจ หลงใหล เป็นอวิชชานุสัย ก็ตาม. จงมองให้รู้จัก แล้วอย่าไปยินดี พอใจเพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญ ชักชวนในธรรมนั้น ในสิ่งนั้น. เมื่อทำอยู่อย่างนี้ อนุสัยก็เกิดไม่ได้; ก็เป็นอันว่า ไม่มีปปัญจสัญญา หรืออนุสัยที่ทำความเนิ่นช้าแก่การ บรรลุพระนิพพาน ; ทรงอธิบายแก่ภิกษุนั้นว่าอย่างนั้น. เพราะเมื่อทำได้อย่างนั้น เหตุที่ต้องทะเลาะวิวาท ใช้ศาตราเบียดเบียนกันด้วยอาวุธ ด้วยปาก ด้วยอะไรก็สุดแท้ มันเกิดไม่ได้ มันหมดสิ้นไป ; มัน เป็นที่สิ้นสุดแห่งการทะเลาะวิวาทด้วย เป็นที่ สิ้นสุดแห่งอกุศลธรรมด้วย. พระพุทธเจ้าตรัสย่อ ๆ อย่างนี้. พระภิกษุทั้งหลายก็ไปหาคำอธิบาย โดยละเอียดเอาจาก พระมหากัจจายนะ ; เพราะว่าพระพุทธเจ้าท่านตรัสย่อ ๆ แล้ว ท่านเสด็จเข้าไปในที่ประทับเสีย ก็เป็นอันว่า พระภิกษุทั้งหลายไปหาความรู้โดยละเอียดจากพระมหากัจจายนะ. ทีนี้พระอานนท์ได้ยินเรื่องนี้ก็ทูลพระพุทธเจ้าว่า ธรรมปริยายนี้ ผู้ที่มี สติปัญญาเป็นสัมมาทิฏฐิจะชอบที่สุด เหมือนกับว่าคนที่กำลังหิว เหนื่อย เพลีย แล้วก็ได้ก้อนน้ำผึ้ง ; เมื่อเป็นเช่นนี้ พระผู้มีพระภาคจะให้ชื่อธรรมปริยายนี้ว่าอย่างไร ? พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสว่า "ฉันจะให้ชื่อมันว่า ธรรมปริยายก้อนน้ำผึ้ง" - มธุปิณฑิกสูตร หรือ มธุปิณฑิกปริยาย, ธรรมปริยายก้อนน้ำผึ้ง. นี้ขอให้สนใจว่า พระพุทธเจ้าท่านพยายามที่สุดแล้วที่จะโปรดพระญาติ หรือจะให้สิ่งที่ดีที่สุด หรืออร่อยที่สุด เหมือนก้อนน้ำผึ้ง แต่พระญาติบางคนก็รับเอา ไม่ได้ แถมเป็นนักเลงโต. นี้ก็เป็นพระพุทธจริยา. ขอให้สังเกตดูให้ดีว่า ไม่ใช่ว่า เป็นพระพุทธเจ้าแล้วจะโปรดคนได้หมดทุกคน ; มันก็ยังมีคนหลับหูหลับตารับเอา ไม่ได้, ยังแถมมีคนที่เป็นมารตามล้างผลาญ เช่นพระเทวทัตเป็นต้น. เรื่องต่อไป

น.389 จะยกตัวอย่าง เรื่องพระเทวทัต เพราะเรื่องมันไม่ซ้ำกัน. ญาติคนที่กล่าวไปแล้วนั้น รับอะไรไปก็ไม่ได้ เขาก็ไปเหมือนกับหันหลังให้. ๔. พระเทวทัต เป็นพระญาติชนิดไหน ทีนี้ ญาติอย่างพระเทวทัตนี้เป็นอย่างไร ? คนรู้เรื่องเทวทัตกันอยู่มาก แต่ อาจจะจับใจความไม่ได้ และไม่ได้สนใจในส่วนที่เป็นพุทธจริยา. พระเทวทัตนี้ใคร ๆ ก็รู้ว่า เป็นลูกพี่ลูกน้องกับพระพุทธเจ้า. เรื่องละเอียดนี้มีอยู่ในคัมภีร์ วินัยปิฎก จุลวรรค. เมื่อพระพุทธเจ้าได้โปรดสัตว์ทั้งหลายแล้ว โปรดพวกสากิยะ จนออกบวชกัน จำนวนใหญ่แล้ว ; ก็มีกษัตริย์หนุ่ม ๆ รุ่นพระเทวทัตนี้หลายคน มาปรึกษากันว่า พวกสากิยะเหล่าอื่น หรือสาขาอื่น เขาก็บวชกันมากแล้ว แต่พวกเราเป็นญาติสนิท สายใกล้ชิดที่สุด ยังมิได้มีใครออกบวชเลย ; ถ้าอย่างไรเราควรจะออกบวชกันบ้าง. นี่เขา ปรึกษากันดีมากในระหว่าง เจ้าสากิยะหนุ่ม ๆ : ในที่นี้ก็มีอยู่ ๖ คน ด้วยกันคือ ภัททิยะ องค์หนึ่ง อนุรุทธะ องค์หนึ่ง อานนทะ องค์หนึ่ง ภัคคุ องค์หนึ่ง กิมพิละ องค์หนึ่ง เทวทัต องค์หนึ่ง รวม ๖ องค์ ๗ ทั้ง อุบาลี ซึ่ง เป็นช่างตัดผมประจำราชสำนัก. เรื่องเบ็ดเตล็ดก็น่าสนใจ ในเรื่องคนหนุ่ม ที่ชื่อ อนุรุทธนี้, เจ้าสากิยะ องค์นี้ ทีแรกเขาจะยัดเยียดให้พี่ชายที่ชื่อ มหานามไปบวช. พี่ชายที่ชื่อมหานาม ก็ว่า เอ้า ถ้าอย่างนั้นก็มาปรึกษากันถึงเรื่องที่จะครองเมืองซิ. พระมหานามก็สอน เรื่องที่จะอยู่เป็นฆราวาสครองบ้านเมืองอย่างไร ให้แก่พระอนุรุทธน้องชาย. พระอนุรุทธ ว่า อ๊ะ ถ้าอย่างนี้ไม่ไหว ; มีคำว่า : น กมฺมา ขียนฺติ น กมฺมานํ อนฺโต ปญฺญายติ - การงานทั้งหลายไม่รู้จักสิ้นจักสุด ที่สุดของการงานไม่ปรากฏ. กทา กมฺมา ขียิสฺสนฺติ? - เมื่อไรการงานมันจะสิ้นสุด ? กทา กมฺมานํ อนฺโต ปญฺญายิสฺสติ - เมื่อไรที่สุดของ การงานจะปรากฏ ? เมื่อไรเราจะพอกันที ?

น.390 พี่ชายก็ตอบว่า : น หิ ตาต อนุรุทฺธ กมฺมา ขียนฺติ - พ่ออนุรุธเอ๋ย การงานนั้นไม่รู้จักสิ้นสุด, น กมฺมานํ อนฺโต ปญฺญายติ - ที่สุดของการงานไม่ปรากฎ, อขีเณ ว กมฺเม มาตาปิตโร จ ปิตามหา จ กาลกตาติ. - พ่อแม่ของเราตายไป การงานก็ไม่สิ้นสุด, ปู่ย่าของเราตายไป การงานก็ไม่สิ้นสุด ; แปลว่าช่วยกันทำ ทั้งพ่อแม่ ทั้งปู่ทั้งตาทั้งยาย การงานมันก็ไม่รู้จักหมดจักสิ้น. พระอนุรุทธรู้สึกอย่างนั้น ก็เลยตอบว่า : "ประโยชน์อะไรที่จะครองเรือนสำหรับฉัน พี่จงอยู่ครองเรือน ฉันจะบวช". พระอนุรุทธทีแรกไม่อยากจะบวช พอได้ฟังอย่างนี้ขอเป็นฝ่ายบวช ให้พี่ชายอยู่ครองเรือน. พระอนุรุทธไปขออนุญาตมารดา มารดาบอกปฏิเสธ เพราะแม่ก็รักและ ไม่อยากให้บวช ; แต่มีลูกไม้อย่างหนึ่งคิดว่า คงไม่ได้บวชละ. แต่ไม่อยากจะขัดใจ จึงใช้อุบายอันหนึ่งว่า "ถ้าเจ้าภัททิยะบวชละก็ เจ้าก็บวชเถิด". เพราะพระมารดารู้ว่า อย่างไร ๆ เจ้าภัททิยะบวชไม่ได้แน่ เพราะเป็นพระราชาครองเมืองอยู่. ทีนี้พอเอา เข้าจริง ภัททิยะก็บวช อนุรุทธก็เลยได้บวช. ก็เป็นอันว่า คนหนุ่มๆ เหล่านี้พร้อมที่จะไปบวช พร้อมด้วยคนใช้ที่ชื่ออุบาลี. ทีแรกเขาจะไม่ให้อุบาลีบวช ; เมื่อไปถึงครึ่งทาง ได้ใช้ให้กลับบ้าน, ให้เอาเครื่อง อาภรณ์กลับบ้าน. อุบาลีก็ไม่ยอม ; เพราะว่าถ้านำกลับมา คงจะถูกหาว่า อาภรณ์ เหล่านี้ปล้นมาจากเจ้าสากิยะ. เจ้าสากิยะทางบ้านโน้นก็จะฆ่าเขาตาย ; อุบาลีก็ไม่ ยอมกลับ เอาอาภรณ์แขวนไว้ที่ต้นไม้ แล้วก็ไปบวชด้วยจนได้. เจ้าสากิยะทั้งหลายเหล่านั้น มีความเห็นกันว่า ควรจะให้คนใช้บวชก่อน ; เพื่อว่าเจ้าสากิยะทั้งหลาย ที่มีมานะทิฏฐิจัดเหล่านั้น จะได้ลดมานะทิฏฐิ, จะได้ทำ ความเคารพต่อคนใช้ที่แก่พรรษากว่าแม้แต่ครู่เดียว. พระพุทธเจ้าก็ทรงยอมตามความ ประสงค์นั้น. นี้พิจารณาดูให้ดี ๆ ว่า เจ้าสากิยะแม้จะมานะแข็งกระด้าง มานะ

น.391 ทิฏฐิอย่างไม่มีตัวจับ; แต่ในบางกรณีก็รู้จักตัวเอง ตั้งใจที่จะข่มขี่มานะทิฏฐิ ของตัวเอง , เป็นผู้พูดเสนอขึ้นเองว่า ให้คนใช้บวชก่อน เราจะได้เคารพคนใช้ แล้วมานะทิฏฐิของเราก็จะได้ลดลง. นี้แปลว่าเจ้านายชนิดนี้ มีจิตใจสูงอย่างนี้; เจ้านายธรรมดาสามัญจะไม่คิด อย่างนี้. "กูจะบวชก่อน กูเป็นเจ้า กูเป็นนาย" จะว่าไปตามนั้น. แต่เจ้าสากิยะ ชุดนี้มีความคิดอย่างนี้ สมกับมีความเป็นญาติ, เป็นพระประยูรญาติของพระพุทธเจ้า. พระพุทธเจ้าท่านก็ยอมรับสนองความประสงค์ที่ดีเช่นนี้; ก็เป็นอันว่า บวชกันตามนั้น; อุบาลี คนใช้เลยได้บวชก่อน เป็นหัวแถว, ได้นั่งอยู่เป็นคนหัวแถว. ผลของการบวช ภายในพรรษานั้นเอง เจ้าภัททิยะ ซึ่งบวชแล้วทำความ เพียรได้บรรลุพระอรหันต์ บรรลุวิชชาสาม. ภิกษุองค์นี้เที่ยวเดินบ่น เดินรำพึง เดินพร่ำว่า สุขหนอ, สุขหนอ, สุขหนอ. เมื่อไม่ได้บวชนั้น เป็นพระราชารับช่วง จากพระพุทธบิดาของพระพุทธเจ้า ; เป็นพระราชาบวชแล้วมาเดินบ่นว่า สุขหนอ ๆ แสดงว่าเมื่อยังไม่ได้บวชนั้นแย่มาก. พระพุทธเจ้าท่านตรัสถามถึงข้อนี้ ก็ทูลตอบว่า : เมื่อยังเป็นพระราชานั้น มีการอารักขานอกวังในวัง เขาอารักขาอย่างดี ; ข้าพระองค์ ก็ยังสะดุ้ง, ยังนอนสะดุ้ง ; นอกนครในนครก็รักษาอย่างดี ก็ยังนอนสะดุ้ง ; นอก ประเทศในประเทศชนบทนั้นก็รักษาอย่างดี ก็ยังนอนสะดุ้งกลัวข้าศึกประเทศอื่นว่าจะ มารบกวน, นอนสะดุ้ง. นอกวังในวังก็รักษาอย่างดี นอกเมืองในเมืองก็รักษาอย่างดี ในประเทศก็รักษาอย่างดี ก็ยังนอนสะดุ้ง. แต่เดี๋ยวนี้ข้าพระองค์นั่งนอนอยู่ในป่า คนเดียว แท้ ๆ ไม่มีการอารักขาใด ๆ เลย ก็ยังสุขเหลือประมาณ จึงเผลอไปพูดว่า สุขหนอ, สุขหนอ. พระอนุรุทธนั้นได้ทิพจักษุ, พระอานนท์ได้โสดาบัน, พระเทวทัตนั้น ได้ฤทธิ์อย่างปุถุชน, คือฤทธิ์อย่างคนมีกิเลส. นี่แหละเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา

น.392 ตอนนี้ เพราะไปเกิดได้ฤทธิ์เข้า, ฤทธิ์นั้นเป็นไปกับอาสวะ คือกิเลส; ไม่ใช่ฤทธิ์ ของพระอริยบุคคล ผู้ไม่มีอาสวะ; เพราะฉะนั้นเรื่องมันจึงเกิดยืดยาวเกี่ยวกับ พระเทวทัต จะแสดงให้เห็นต่อไปว่า เป็นอย่างไรดังต่อไปนี้ : - พระพุทธเจ้าเสด็จจากกรุงกบิลพัสดุ์ แล้วไปสู่เมืองโกสัมพี คือไปทางทิศ ตะวันตกสุด ไปพักอยู่ที่โฆสิตาราม ใกล้เมืองโกสัมพี. ที่นี้พระเทวทัตนั่งคิด นอนคิดอยู่คนเดียว ด้วยอำนาจ คือที่มีฤทธิ์นี้; แล้วความคิดมันก็แล่นไปทางกิเลส อาสวะนั่น. ระวังให้ดี, เรื่องฤทธิ์ มันเป็นอย่างนั้น มันเป็นฤทธิ์ของปุถุชน. ก็จะใช้ฤทธิ์นั้นในทางหาประโยชน์ส่วนตัว. พระเทวทัตก็คิดไปในทำนองว่า จะไปชนะน้ำใจใครนะ จึงจะรวยด้วยลาภ สักการะ ในที่สุดก็คิดออกว่า จะไปลวงอชาตสัตตุกุมาร, ซึ่งยังเป็นคนหนุ่ม ยังไม่ค่อยมีความรอบคอบ; ตกลงใจว่าจะไปหลอกลวง อชาตสัตตุกุมาร เอามาเป็น อุปัฏฐาก แล้วจะได้ร่ำรวยด้วยลาภสักการะ. พระเทวทัตก็ไปเมืองราชคฤห์; นิรมิต ตัวเองให้เป็นเด็กเล็ก ๆ แล้วก็มีงูพันอยู่รอบ ๆ; ไปปรากฏอยู่บนตักของเจ้าชาย อชาตสัตตุ. เจ้าชายก็กลัว เพราะมีของอย่างนี้มาปรากฏอยู่บนตัก ก็สะดุ้งกลัว. เทวทัต ก็ถามว่ากลัวหรือ ? ตอบว่ากลัว. เทวทัตก็ว่า อย่ากลัว; เราเป็นเทวทัต, เราเป็นเทวทัต; แล้วแสดงตัว อย่างเทวทัต. เมื่อแสดงตัวอย่างเทวทัต ให้เห็นเป็นพระเทวทัตขึ้นมา พระกุมารก็เลย เลื่อมใส เพราะว่าเป็นเด็กหนุ่มย่อมชอบเรื่องอย่างนั้นด้วยกัน ก็เลยหลงใหลใน พระเทวทัต เลยบำรุงบำเรอด้วยลาภสักการะเป็นอันมาก. มีข้อความเขียนไว้ว่า จะมีรถ ๕๐๐ คัน พาสำรับ ๕๐๐ คู่ไปที่สำนักของพระเทวทัตทุกวัน ; ก็เลยพาให้ พระเทวทัต หลงลาภ ลืมตัวยิ่งขึ้นไปกว่าเดิมอีก ถึงขนาดที่ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าเสียเอง, จะปกครองคณะสงฆ์เสียเอง. พอความคิดเลว ๆ นี้เกิดขึ้น ฤทธิ์ทั้งหลายก็เสื่อมหมด, ฤทธิ์ที่เคยทำได้ดีก็เสื่อมไปในทันใดนั้น เพราะความคิดอันนั้น.

น.393 ที่นี้ก็มีเทพบุตรองค์หนึ่ง ซึ่งคุ้นเคยกับพระโมคคัลลานะ เข้าไปบอกพระ- โมคคัลลานะว่า เดี๋ยวนี้พระเทวทัตคิดประทุษร้ายต่อคณะสงฆ์ ต่อพระพุทธเจ้าแล้ว. พระโมคคัลลานะก็ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า กราบทูลตามที่ได้ฟังจากเทพบุตรองค์นั้นว่า เดี๋ยวนี้พระเทวทัตคิดร้ายแล้ว. พระพุทธเจ้าตรัสถามย้ำว่า : ได้ยินอย่างนั้นหรือ ? ได้ยินอย่างนั้นหรือ ? ถึง ๓ ครั้ง. แล้วพระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสแต่เพียงว่า เอ้า มันจะไป กันในรูปไหน ก็คอยดูต่อไปก็แล้วกัน ; นี่หมายความว่าท่านรู้เรื่องนี้ดี แต่ท่านยังไม่พูด ; ท่านกลับไปตรัสเรื่องศาสดา ๕ จำพวก. ศาสดา ๕ จำพวกนี้เป็นศาสดาทุจริต : พวกที่ ๑ เป็นคนทุศีล แล้วก็แสดงตัวเหมือนกับว่ามีศีล. ฝ่ายทายก ลูกศิษย์ลูกหาทั้งหลาย รู้ว่าอาจารย์ทุศีล ก็เลยขู่ว่า ถ้าอาจารย์ไม่ช่วย ไม่ให้สิ่งของ ไม่ยกย่องแล้ว ก็จะเปิดโปงเรื่องอาจารย์ทุศีล, อาจารย์ก็เลยต้องเอาใจลูกศิษย์ลูกหา, ให้ลูกศิษย์ลูกหาช่วยรักษาความลับ; อาจารย์ก็ต้องระวัง ในการช่วยรักษาความลับ ของลูกศิษย์. นี่ก็เรียกว่าศาสดาศีทุลพวกที่ ๑ ซึ่งต้องพึ่งพาการอารักขาของลูกศิษย์. พวกที่ ๒ อาชีวะวิบัติ แล้วก็ให้ลูกศิษย์ช่วยปกปิด. พวกที่ ๓ แสดงธรรมวิบัติ คือพูดผิด ๆ ทั้งนั้น แต่ลูกศิษย์มาช่วยกันรักษา ว่าถูก อาจารย์ก็ให้สินบน. พวกที่ ๔ มีการพูดจาผิด ๆ. พวกที่ ๕ มีญาณทัสสนะผิด ๆ. ทั้ง ๕ พวกนี้ล้วนแต่ต้องอาศัยพวกลูกศิษย์ช่วยรักษา ต้องง้อลูกศิษย์ ต้อง ให้สินบนลูกศิษย์ ; ส่วนว่าเรา ตถาคต เป็นผู้บริสุทธิ์ในส่วนทั้ง ๕ ไม่ต้องการอารักขา ของศิษย์, และศิษย์ก็ไม่ต้องอารักขาเรา. นี่คิดดูให้ดีเถิดว่า พระพุทธจริยามีอยู่อย่างไร ในเมื่อมีคนมาบอกว่า เทวทัตคิดร้าย. พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสอย่างนี้ คล้ายกับประกาศไปแล้ว แต่ในความ

น.394 หมายที่ไม่ระบุตัวว่า เทวทัตเป็นศาสดาชนิดนั้น ชนิดที่ต้องอาศัยลูกศิษย์ ต้องติดสินบน ลูกศิษย์ ต้องทำอะไรไปในรูปนั้น; แต่ส่วนเราตถาคตไม่เป็นอย่างนั้น. ที่นี้พระพุทธเจ้าเสด็จจากโกสัมพี ประทับที่เวฬุวัน กรุงราชคฤห์ ก็ได้ทรง ทราบข่าวการที่เจ้าอชาตศัตรูหลงใหลในเทวทัต, เทวทัตกำลังหลอกลวงเจ้าอชาตศัตรู ; เดี๋ยวนี้พระเทวทัตมีลาภสักการะมาก. ที่นี้ภิกษุบางพวกก็สนใจขึ้นทีเดียวว่า พระเทวทัตนี้ ทำไมมีลาภสักการะมากถึงขนาดนั้น คือมีลาภตั้ง ๕๐๐ สำรับ บรรทุกไปด้วยรถตั้ง ๕๐๐ คันอย่างนี้ ก็มาเฝ้าพระพุทธเจ้า ทูลถามว่า ทำไมพระเทวทัตจึงมีลาภสักการะ ถึงขนาดนั้น. พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า : อย่า, อย่า, พวกเธออย่าชอบใจ ในการ ได้ลาภสักการะเห็นปานนั้นของเทวทัตเลย. ท่านตรัสประโยคหนึ่งว่า มันเหมือน กับการเอาดีหมีมาทาที่จมูกของลูกสุนัข แล้วมันก็จะเป็นสุนัขที่ดุร้ายถึงที่สุด ; หมาย ความว่า ลาภสักการะที่เกิดขึ้นแก่พระเทวทัตนั้น จะทำให้พระเทวทัตฉิบหายถึงที่สุด ; เหมือนลูกสุนัขธรรมดามันไม่ดุไม่ร้ายอะไร แต่พอเอาดีหมีไปทาที่จมูก มันก็กลายเป็น สุนัขที่ดุเป็นบ้าเป็นหลังไปเลย. นี่ระวังให้ดี ลาภสักการะทั้งหลายนี้จะทำให้เทวทัต เปลี่ยนแปลงไป เป็นคนที่มีจิตใจเสียหายหมด ; ดังนั้นเธออย่าไปชอบใจลาภสักการะ ที่เกิดขึ้นแก่เทวทัตเลย. มันจะเหมือนกับไปทาดีหมีเข้าที่จมูกลูกสุนัข ; แล้วลาภ สักการะนั้น มันก็จะเกิดขึ้น เพื่อมาฆ่า เพื่อมาทำความวอดวายแก่เทวทัต. อีกประการหนึ่ง เหมือนลูกของกล้วย พอมันออกมา มันก็ฆ่าต้นกล้วย, หรือ เหมือนกับว่า ลูกไม้ไผ่ พอมันออกมา มันก็ฆ่าต้นไผ่, หรือลูกไม้อ้อ พอออกมา มันก็ฆ่าไม้อ้อ, หรือลูกม้าอัสดรออกมา มันก็ฆ่าแม่ม้าอัสดร. ทุกคนก็คงพอจะ มองเห็นได้ว่า พอกล้วยออกลูกเขาก็ตัดต้นกล้วยเพื่อเอาลูกกล้วย หรือว่ากล้วยออกลูกมา เพื่อฆ่าแม่มันเอง ไม้ไผ่ไม้อ้อพอมันออกลูกเขาก็เห็นว่ามันแก่จัด ใช้การได้ดีแล้ว ขืนปล่อยไว้มันก็ตายเปล่า เขาก็ตัด.

น.395 แม่ม้าอัสดร พอมีครรภ์แก่ ลูกม้าอาชาไนยอัสครมันอยู่ในครรภ์ เขาไม่รอ ให้มันคลอดตามธรรมดา เขากลัวลูกม้าจะตาย. เขาจึงผ่าท้องแม่ม้าเอาลูกม้าออกมา เสียก่อนเพื่อความปลอดภัย. ลูกม้านี้เกิดมาก็เท่ากับเพื่อฆ่าแม่มันเอง. นี่เหมือนกับว่า ลาภสักการะที่มันเกิดขึ้นกับเทวทัตนี้ มันจะฆ่าเทวทัตในลักษณะอย่างนั้น. ทีนี้เรื่องมันก็เป็นไปตามนั้น โอกาสวันหนึ่ง พระเทวทัตก็ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ไปกราบทูลพระพุทธเจ้าว่า : "พระผู้มีพระภาคเจ้ามีอายุมากแล้ว ทรงเหน็ดเหนื่อย มากแล้ว ขอได้หยุดการปกครองคณะสงฆ์. ขอให้มอบการปกครองคณะสงฆ์นี้ ให้แก่ ข้าพระองค์" : คือพระเทวทัตไปขอให้พระพุทธเจ้าหยุดปกครองคณะสงฆ์ และมอบ หน้าที่ปกครองสงฆ์ให้แก่พระเทวทัต. พระพุทธเจ้าก็ห้ามว่า อย่า อย่า. พระเทวทัต ก็ขออีก ; ก็ทรงห้ามอีก. ขออีกก็ทรงห้ามอีก ถึงสามครั้งสามหน. พระพุทธเจ้าเลยตรัส ประโยคสุดท้ายว่า : "แม้แก่บุคคลเช่นสารีบุตร และโมคคัลลานะ เรายังไม่มอบการ ปกครองคณะสงฆ์ให้ แล้วเหตุไฉนจะมามอบให้แก่เธอ ซึ่งเป็นเหมือนซากศพบริโภค ก้อนเขฬะ" . นี่พระพุทธเจ้าใช้คำอย่างนี้ มันก็น่ากลัว มันเป็นคำที่ถึงที่สุด จะว่า พระพุทธเจ้าด่าคนไม่เป็นก็ไม่ถูก แต่ว่าท่านจะทำอย่างที่เป็นการด่า หรือว่าจะมีจิตใจ อย่างไร ก็สุดแท้ ; แต่ถ้อยคำในบาลีมีอย่างนี้ "ทำไมฉันจะให้แก่เธอซึ่งเป็นเหมือน ซากศพกินก้อนเขฬะ". เขฬะ คือน้ำลายน้ำเลือดเสลดหนอง เป็นซากศพกินน้ำหนอง ไฉนฉันจะมอบการปกครองสงฆ์ ให้แก่เธอ, เป็นคำเหยียด คำหยาม คำประณาม ถึงที่สุด. พระเทวทัตก็โกรธปัด ๆ ไปเลย ลุกไปจากที่นั้น. ทีนี้ เรื่องก็มีต่อไปว่า พระพุทธเจ้ารับสั่งให้สงฆ์กระทำ ปกาสนียกรรม แก่พระเทวทัตในเมืองราชคฤห์ คือให้พระสารีบุตร ซึ่งได้รับสมมติโดยสงฆ์ ถือเอา

น.396 อำนาจสงฆ์ ไปประกาศในกรุงราชคฤห์ว่า : พระเทวทัตเมื่อก่อนเป็นอย่างหนึ่ง เดี๋ยวนี้ ไม่เป็นอย่างนั้นแล้ว ประกาศเพียงเท่านี้. พระเทวทัตนั้นแต่ก่อนเป็นอย่างหนึ่ง เดี๋ยวนี้เป็นอีกอย่างหนึ่ง ; เพราะฉะนั้น ถ้าพระเทวทัตประพฤติกระทำอย่างใด ขออย่าให้ใครถือว่าการกระทำของพระเทวทัตนั้น เนื่องกับพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ . คำประกาศของสงฆ์นี้สุภาพ หรือลึกซึ้งแนบเนียนมาก ว่าเดี๋ยวนี้ พระเทวทัต เป็นอย่างอื่น ไม่เหมือนทีแรกแล้ว. ถ้าพระเทวทัตทำอย่างไร ขอใคร ๆ อย่าได้ถือว่า การกระทำนี้ เนื่องด้วยพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือเป็นไปตามแบบฉบับของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์. ลักษณะระชา ที่นี้ ประชาชนพวกหนึ่ง ซึ่งเป็นพวกโง่เขลา ก็พาลหาเรื่องว่า ; พระ สมณะโคดมนี้ อิจฉาริษยาพระเทวทัตแล้ว ; เพราะว่า เทวทัตร่ำรวยด้วยลาภสักการะ อย่างที่ว่ามาแล้ว. เมื่อมีการประกาศของคณะสงฆ์ออกมาอย่างนี้ ประชาชนพวกหนึ่ง ก็หาว่า พระพุทธเจ้าริษยาเทวทัตแล้ว ; ประชาชนอีกพวกหนึ่งฉลาดไม่คิดอย่างนั้น คิดว่าเรื่องนี้ต้องสำคัญมาก ขอให้คอยดูต่อไป. พอเรื่องเกิดขึ้นอย่างนี้ พระเทวทัตก็เข้าไปหาเจ้าชายอชาตศัตรู แนะว่า : เดี๋ยวนี้เป็นโอกาสแล้ว ให้เจ้าชายอชาตศัตรู ฆ่าพระเจ้าพิมพิสาร ซึ่งเป็นบิดา จะได้ เป็นพระราชา ; และตัวเทวทัตเองก็จะฆ่าพระพุทธเจ้า เพื่อจะเป็นพระศาสดา. เจ้าชายอชาตศัตรูนั้น เป็นเด็กหนุ่มที่หลงมาแต่ทีแรก ก็เชื่อ เหน็บกฤช เหน็บอาวุธแหลม, มีดชายธง, เข้าไปเพื่อจะฆ่าบิดา, ฆ่าพ่อของตัวเอง. ทีนี้ พวกข้าราชบริพารของพระเจ้าพิมพิสารก็สงสัย ; เขาเห็น เลยจับตัวเจ้าชายอชาตศัตรูนี้ ค้น ; แล้วก็พบมีดชายธงนั้น ; ก็เลยขู่เจ้าชายอชาตศัตรูว่า ทำไมจึงพกมีดเข้าไป ในห้องของพ่อ. ได้พบ เจ้าชายอชาตศัตรูหมดท่า ก็เลยสารภาพว่า คิดจะฆ่าพ่อ

น.397 ตามคำแนะนำของพระเทวทัต เพื่อจะเป็นพระราชาเสียเอง ; แล้วพระเทวทัตก็จะเป็น พระศาสดา. ทีนี้ อำมาตย์ที่ทำหน้าที่นั้นก็เลยแตกความเห็นกันเป็นสามพวก : พวกที่ หนึ่งมีความเห็นว่า ต้องฆ่าเจ้าชายอชาตศัตรูนี้เสีย แล้วก็ต้องฆ่าเทวทัตเสีย และจะ ต้องฆ่าภิกษุทั้งหลายที่เป็นบริวารของเทวทัตเสียด้วย ; อำมาตย์พวกที่หนึ่งมีความเห็น อย่างนี้. อำมาตย์พวกที่สองว่า ไม่ต้องฆ่าพระที่เป็นบริวารของเทวทัต ; เพราะเขา ไม่รู้, ฆ่าเสียแต่เจ้าชายอชาตศัตรูและเทวทัตสองคนก็พอ. อำมาตย์พวกที่สามมีความ เห็นว่า อย่าฆ่าเลย ไปทูลถามพระราชาดูก่อน พระราชาว่าอย่างไร ก็ค่อยทำอย่างนั้น. พระราชามีความเห็นอย่างอื่น ว่าการกระทำใดๆ ของพวกนี้มิได้เป็น อะไรแก่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ . พระราชานี้วิเศษมาก พระเจ้าพิมพิสารนี้ มีเรื่องราวมาก ขอให้ศึกษาเรื่องราวของท่าน. พระเจ้าพิมพิสารบอกว่า การกระทำนี้ มันไม่กระทบกระทั่งอะไรกับพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์; เป็นเรื่องส่วนตัว ของฉัน. พระราชาเลยให้ถอดยศพวกที่หนึ่ง ที่คิดว่าจะฆ่าเจ้าชายอชาตศัตรู จะฆ่า เทวทัต ฆ่าบริวารของเทวทัตเสียหมด ถอดยศหมดเลย.ให้ลดตำแหน่งอำมาตย์ พวกที่สองที่ว่าให้ฆ่าเจ้าชายอชาตศัตรูกับเทวทัต ภิกษุอื่นไม่ต้องฆ่า. ส่วนอำมาตย์พวก ที่สามที่ว่า ไม่ฆ่าทั้งหมด แต่ไปถามพระราชาดูก่อน นี้เลยได้เลื่อนยศ. คิดดูเถิด มันแปลก มันตรงกันข้ามกับความคิดของคนเรา พระเจ้า - พิมพิสารเป็นอริยบุคคล มีคนคิดฆ่าท่าน มีคนทำอะไรอย่างนี้ ท่านยังว่ามันไม่ กระทบกระเทือนอะไรกับพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มันเป็นเรื่องส่วนตัว ; ก็เลยเรียกลูกชายของท่านไปถามว่า : ทำไมจึงคิดฆ่าพ่อ ? เจ้าชายอชาตศัตรูก็ว่าต้องการ ราชสมบัติ อยากจะเป็นพระเจ้าแผ่นดิน. พระเจ้าพิมพิสารก็ว่า เอ้า, อย่างนั้นก็เอาไป ; ก็มอบราชสมบัติให้ลูกชาย ก็เลยเป็นว่าพระเจ้าอชาตศัตรูนี้ได้เป็นพระราชา โดยไม่ ต้องฆ่าพ่อ,

น.398 ต่อมา เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูเป็นพระราชาเต็มตัวแล้ว ; พระเทวทัตก็เข้า ไปบอกพระราชาอชาตศัตรูว่า ถึงโอกาสที่จะฆ่าพระพุทธเจ้าแล้ว. พระเจ้าอชาตศัตรู ก็สั่งบริวารเสนานั้นว่า ให้ทำตามคำสั่งของพระเทวทัต โดยเด็ดขาด ; เทวทัตสั่ง อย่างไร ต้องการอย่างไร ให้ทำตามนั้น. นี่พระเทวทัตก็ได้กำลัง ได้อำนาจครบ ถ้วนที่จะทำการปลงพระชนม์พระพุทธเจ้า . ครั้งที่ ๑ แผนการส่งคนไปฆ่าถึงที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ; มันมีแหล่งศร มีลูกศร มีดาบ เพื่อไปฆ่า. .. อุบายของเทวทัตนั้นแยบคาย และมันสนุกเหมือน เรื่องนิยาย นิทาน. พระเทวทัตเรียกคนที่หนึ่งมาว่า เจ้าไปฆ่าพระสมณะโคดม แล้วกลับมาทางนี้คือมาหาเรา. ทีนี้ก็สั่งทหารเสนาอีก ๒ คนว่า ถ้าแกเห็นทหาร คนหนึ่งเดินกลับมาทางนี้ แกจงฆ่าคนนั้นเสีย แล้วแกสองคนจงเดินมาหาเรา ; แล้วก็ ไปสั่งทหารอีก ๔ คนว่า ถ้าแกเห็นทหาร ๒ คนเดินผ่านมาทางนี้ จงฆ่าเสีย ; แล้วแก ๔ คนกลับมาหาเรา. แล้วสั่งให้ทหารอีก ๘ คน ว่าแกจงฆ่า ๔ คนที่เดินมาทางนี้เสีย แล้วแกมาหาเรา. และทหารอีก ๑๖ คน จงฆ่าคน ๘ คนที่มันเดินมาทางนี้ ฆ่ามัน ตายหมดแล้วแกมาหาเรา. นี่แผนการที่ดูเหมือนเรื่องนิยาย เฉลียวฉลาด ; เพราะถ้าเทวทัตทำอย่างนี้ สำเร็จ คนที่หนึ่งไปปลงพระชนม์พระพุทธเจ้า เสร็จแล้วพอเดินกลับมาหน่อยเดียว ก็จะถูก ๒ คนฆ่า. พอ ๒ คนนั้นเดินกลับมาหน่อยเดียวก็ถูก ๔ คนฆ่า. พวก ๔ คนนั้นเดินกลับมาหน่อยเดียวก็ถูก ๘ คนฆ่า. พอ ๘ คนนั้นเดินกลับมาหน่อยเดียว ก็ถูก ๑๖ คนนั้นฆ่า. พวกคนทั้งหลาย ๒๐ กว่าคนนี้ ไม่รู้เรื่องอะไรเลย เพียงแต่ทำ ตามแผนการของเทวทัตสั่งว่าถ้าใครเดินมาแล้วฆ่า, เรื่องมันก็เงียบไปหมด ไม่รู้ว่า ใครฆ่าพระพุทธเจ้า. แผนการของพระเทวทัตเป็นอย่างนี้.

น.399 ทีนี้ คนที่หนึ่ง ที่ว่าไปฆ่าพระพุทธเจ้าโดยตรงนั้น มันก็ไป ; แต่พอ เข้าไปในที่ใกล้พระพุทธเจ้า เกิดกลัว กลัวจนสุดประมาณ กลัวจนบอกไม่ถูก จนทำอะไรไม่ได้ . พระพุทธเจ้าเห็นคนนั้นกลัวจนผิดปรกตินัก ก็ถามว่า ทำไม จึงกลัว ? คนนั้นเลยสารภาพ แล้วก็ขอโทษพระพุทธเจ้าด้วย. พระพุทธเจ้าก็ว่า อ้อ, ดีแล้ว เมื่อขอโทษก็เป็นอันว่างดโทษ เพราะทำไปด้วยความโง่ความเขลา ความไม่ฉลาด ; แต่ว่าการที่เห็นโทษ มาขอโทษนี้ เรายอมรับได้ ยอมยกโทษให้ เพื่อสำรวมระวังต่อไป. คนนี้ก็เลยหายกลัว พอหายกลัว พระพุทธเจ้าก็เลยแสดงธรรม ในรูป ของอนุปุพพิกถา ว่าอย่าให้ไปหลงในเรื่องสวรรค์ ซึ่งเป็นผลของทาน ของศีล, มันประกอบไปด้วยโทษ ; อย่าไปหลงใหลในกาม ให้หลีกออกจากกาม. นี้มัน ก็เป็นเรื่องที่ดีที่สุด คือมันตรงกับจิตใจคนเรา. คนเราที่รับจ้างเป็นข้าราชการ เพื่อหาเงินหาอะไร เพราะต้องการจะได้กาม, ต้องการจะมีอำนาจ ในการบริโภคกาม ทีนี้เมื่อมาแสดงโทษของกามว่าเป็นอันตรายอย่างนี้ คนนั้นก็เปลี่ยนใจ คล้าย ๆ กับว่า เสียสละหน้าที่เดิม ; พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงอริยสัจจ์สี่ แก่คนนี้, คนที่จะมาฆ่า พระองค์หยก ๆ เขาก็ได้ดวงตาเห็นธรรม ที่เรียกว่า สิ่งใดมีการเกิดขึ้น เป็นธรรมดา สิ่งนั้นมีการดับเป็นธรรมดา เขากลายเป็นพระโสดาบันไป. "ทำกับ พระพุทธเจ้าแล้วเป็นอย่างนี้ รับจ้างเขามาจะฆ่าหยก ๆ นี่ ก็กลายเป็นพระโสดาบันไป. พระพุทธเจ้าโปรดคนนี้เป็นพระโสดาบัน ได้ธรรมจักษุแล้ว ปฏิญาณตนเป็นอุบาสกแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสว่า เธออย่ากลับทางเดิม เธอจงกลับไปบ้านอีกทางหนึ่ง. ทีนี้ ๒ คนนั้นก็คอยอยู่ คอยแล้วคอยอีก ก็ไม่เห็นคนหนึ่งเดินกลับไป เพราะพระพุทธเจ้าสั่งให้เดินไปทางอื่น ก็ตามมาดู ; ก็มาพบพระพุทธเจ้า และก็พูด กันรู้เรื่อง แล้วก็ได้ฟังเทศน์ แล้วได้บรรลุธรรมจักษุอีก. อีก ๔ คนคอยนานนัก

น.400 ไม่เห็น ๒ คนเดินไปก็ตามมาดู ก็เป็นอย่างเดียวกันอีก ทั้ง ๘ คน ทั้ง๑๖ คนก็ตาม มาดู ก็มาเป็นอย่างเดียวกันหมด . พระพุทธเจ้าสั่งให้กลับทางอื่นหมด ไม่ให้กลับ ทางเดิม ; ดังนั้น ไม่มีใครถูกฆ่าสักคนหนึ่ง เป็นพระโสดาบันกันหมด . คนที่ ๑ กลับไปทางอื่น ก็ยังมีแก่ใจไปบอกพระเทวทัตว่า เดี๋ยวนี้เป็น อย่างนี้ ๆ ว่าเขานั้น เปลี่ยนเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าแล้ว. พระเทวทัตหมดปัญญา ที่จะฆ่าโดยบุคคลอื่น, ที่จะให้บุคคลอื่นฆ่า. เทวทัตจึงตัดสินใจว่า ถ้าอย่างนั้น ฉันจะฆ่าเอง บอกคนนั้นว่าอย่างนั้น ; แปลว่าโอหัง พูดจาเปิดเผยว่า ถ้าอย่างนั้น ฉันจะฆ่าเอง ; แล้วก็หาโอกาสที่จะปลงพระชนม์พระพุทธเจ้าด้วยน้ำมือของตนเอง. วันหนึ่งเมื่อเห็นพระพุทธองค์จงกรมอยู่ในร่มเงาของภูเขาคิชฌกูฏ ; เทวทัตก็ขึ้นไป ข้างบน ก็กลิ้งหินก้อนใหญ่ที่จะงัดลงมาได้, ให้ลงมาทับพระพุทธเจ้า ; หินแตก กระจัดกระจายพรูลงมา. แต่มันไม่ทับพระพุทธเจ้า เพราะมันไปกระทบหินอื่นมันจึง แตก. สะเก็ดหินกระเด็นมาถูกพระพุทธเจ้า ทำให้พระบาทของพระพุทธเจ้ามีรอย ช้ำเลือด ; ที่เรียกว่า พระโลหิตห้อขึ้นมา. พระพุทธเจ้าก็ทรงแหงนขึ้นไปดูข้างบน ; อ้าว, ก็เห็นเทวทัต ก็เลยตรัสว่า นี่มันไม่ใช่บุญ ไม่ใช่บุญเหลือประมาณ ; ทำอย่างนี้ มันเป็นบาปเหลือประมาณ, ทำให้โลหิตห้อ ช้ำเลือดแก่เรา นี่เป็นบาป ไม่ใช่บุญ เหลือประมาณ ; ได้ตรัสเรียกภิกษุซึ่งอยู่ในบริเวณนั้น ให้มารู้เรื่องนี้. ทีนี้ ภิกษุทั้งหลายนั้นยังเป็นปุถุชน อะไรก็มี ยังกลัว ก็ชวนกันส่งเสียงดัง, สวดสาธยายดัง ; เพื่อขจัดเทวทัตออกไป หรือเพื่อป้องกันพระพุทธเจ้า ; มีปัญญา ทำได้แต่ส่งเสียงดัง อย่าให้ศัตรูของพระพุทธเจ้าเข้ามาทำร้ายพระพุทธเจ้าอีก. ทีนี้พระพุทธเจ้าท่านตรัสห้าม : น ปรุปกกเมน ภิกขเว ตถาคตา ปรินิพพานฺติ ท่านตรัสบอกภิกษุทั้งหลายว่า : อย่าทำ , อย่าทำ , ไม่ต้องทำ , เพราะว่าพระตถาคตทั้งหลาย จะไม่ปรินิพพานด้วยการกระทำของบุคคลอื่น .

น.401 นี้เป็นเรื่องที่ว่า มันควรจะถือเป็นหลักได้อย่างหนึ่งว่า พระพุทธเจ้าจะไม่มีการปรินิพพาน เพราะการกระทำด้วยเจตนาของบุคคลอื่น ; ถ้าจะปรินิพพาน ก็ปรินิพพานด้วยเรื่อง ของท่านเอง. ตรัสว่า "พวกเธอไม่ต้องมาทำการอารักขาตถาคต" แล้วก็ตรัสเรื่องศาสดา ๕. จำพวกอีกครั้งหนึ่งว่า : ศาสดาทุจริตนั้น ต้องให้สาวกช่วยรักษา ช่วยปิดบังความชั่ว ทุจริต : แต่เราเป็นผู้บริสุทธิ์โดยส่วนทั้ง ผกก พวกเธอไม่ต้องมาคุ้มครองรักษาเรา, กลับไปเสียเถิด. เรื่องการกลิ้งก้อนหินไม่สำเร็จ ทีนี้ เทวทัตก็ทำต่อไป คือ ปล่อยช้าง นาฬาคีรี . เทวทัตเข้าไปบอกทหารว่า : เดี๋ยวนี้เราเป็นที่นับถือของพระราชา, พระเจ้าอชาตศัตรูก็เป็นพระราชาแล้ว, ฉันเป็นผู้ที่พระราชานับถือ ทำอะไรก็ได้. ถ้าเจ้าอยากได้ความดีความชอบ เจ้าจงปล่อยช้างนาฬาคีรี ในเวลาที่พระพุทธเจ้าเสด็จ ออกบิณฑบาต. พอช้างมาภิกษุทั้งหลาย ก็ทูลพระพุทธเจ้าว่า "ช้างมา ! อย่าเสด็จ ทางนั้นเลย , ให้หลบไปเสียทางโน้น!" พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสอย่างเดิมอีกว่า "ตถาคตทั้งหลายไม่ปรินิพพาน ด้วยการกระทำของบุคคลอื่น; ฉะนั้นอย่ากลัว". ภิกษุก็จะรั้งพระพุทธเจ้าไปทางอื่น ; พระพุทธเจ้าก็ยืนยัน ไม่ไป. " รั้งไปรั้งมา สามครั้งสามหน ช้างก็วิ่งใกล้เข้ามาทุกที. ทีนี้ชาวบ้านธรรมดาก็ร้องบอกว่า : พระสมณะโคดมแย่แล้ว, พระสมณะ- โคดมตายแล้ว : คนธรรมดาพูดกันอย่างนี้. ที่นี้คนที่มีศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า ก็พากันว่า ไม่, ไม่, คอยดู คอยสักประเดี๋ยวเท่านั้น เราจะได้เห็นการสงครามระหว่าง ช้างกับช้าง, นาโค นาเคน สงคาเมสสติ - ช้างจะทำสงครามกับช้าง. พระพุทธเจ้า ก็เป็นช้าง เพราะเขาเรียกว่า นาคะ แปลว่า ช้าง; เป็นพุทธนาคะ เป็นช้าง พระพุทธเจ้า. ส่วนช้าง นาฬาคีรีนั้น เป็นหัตถีนาคะ เป็นช้าง ช้าง จะทำสงครามกัน ; พวกนี้ก็เลยคอยดู.

น.402 พระพุทธเจ้าก็ทรงแผ่เมตตา อำนาจเมตตาถูกช้าง ; ช้างมันก็เลยลดหู ลดหาง ลดงวง ลดอะไรของมันลง หมอบลงตรงหน้าพระพุทธเจ้า. พระพุทธเจ้าก็ยื่น พระหัตถ์ออกไปลูบศีรษะช้าง, แล้วตรัสคาถาที่ไพเราะมากว่า : มา กุญชร นาคมาสโท - ช้างเอ๋ย, อย่ามายุ่งกับช้าง ; ทุกขํ หิ กุญชร นาคมาสโท - ช้างเอ๋ยมายุ่งกับช้างนี่ มันจะเป็นทุกข์ ; น หิ นาคหตฺส กุญชร สุคติ โหติ อิโต ปริ ยโต - ถ้ามายุ่งกับ ช้างแล้วจะไม่มีสุคติทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ; มา จ มโท มา จ ปมาโท - อย่ามัวเมา เลย อย่าประมาทเลย ; น หิ ปมตฺตา สุคติ วชฺติ เต - เพราะว่าคนประมาทแล้ว ย่อมไม่ไปสู่สุคติ ตวณเถว ตถา กริสฺสสิ โยน ตวิ สุคติ คมิสสลีติ - เดี๋ยวนี้เธอได้ ทำลักษณะที่จะไปสุคติแล้ว. พระพุทธเจ้าทรงลูบศีรษะช้าง และว่า ช้างเอ๋ย อย่ามายุ่งกับช้าง ; หมาย ความว่าแกเป็นช้าง อย่ามายุ่งกับฉัน ซึ่งเป็นช้าง. ทุกฺขํ หิ กุญชร นาคมาสโท - อย่ามาหาเรื่องกับฉัน, อย่ามาทำเรื่องกับฉัน ; มาหาเรื่องกับช้าง มันจะเป็นทุกข์ นะช้างเอ๋ย ... " ต่างคนต่างเป็นช้าง มันก็เลยน่าหวัว ; ใช้คำพูดคำเดียวกันว่าช้างเอ๋ย อย่ามายุ่งกับช้าง แกเป็นช้างอย่ามายุ่งกับฉัน ซึ่งก็เป็นช้าง, ถ้ามายุ่งกับช้างจะมีความทุกข์ อย่างนี้แล้วก็ตรัสว่า เดี๋ยวนี้เธอทำดีแล้ว ทำชนิดที่จะไปสวรรค์แล้ว. ช้างมันก็เอางวงมาลูบที่พระบาทของพระพุทธเจ้า แล้วก็มาลูบที่ศีรษะ ของตัว ; เหมือนที่คนเดี๋ยวนี้ก็ชอบทำ คือ เอามือไปลูบเท้าพระ แล้วเอามาลูบหัว ของตัว. แล้วช้างก็ค่อย ๆ ถอยหลัง ๆ ไปจนสุดคลองพระเนตรของพระพุทธเจ้า แล้ว มันวิ่งหนีกลับไปโรงช้าง. ฝ่ายประชาชนรู้เรื่องนี้ ก็แต่งเพลงร้องกันเกร่อไปหมดว่า : - ทฺณเฑ เอเก ทมยนฺติ องกุเสหิ กุสาหิ จ - คนพวกหนึ่งฝึกช้างด้วยการใช้อาชญา ด้วย ขอบ้าง ด้วยเชือกบ้าง. อทณฺเทน อสตฺเถน นาโค ทฺนโต มเหสินาติ - แต่ว่า

น.403 พระพุทธเจ้าผู้มเหสี ได้ฝึกช้างนี้แล้วโดยไม่ใช้ศาตราและอาชญาเลย. เพลงมีใจความ อย่างนั้น ; แปลว่า การที่จะใช้ช้างทำลายชีวิตพระพุทธองค์ ก็ไม่สำเร็จ. ต่อมา คนรู้เรื่องนี้มากเข้า พระเทวทัตก็เลยเสื่อม ; แปลว่า พระเจ้า อชาตศัตรูรู้เรื่องนี้ดีแล้ว, ไม่เล่นด้วยแล้ว, และประชาชนทั้งหลายก็ไม่นับถือ พระเทวทัตแล้ว. พระเทวทัตก็เสื่อมลาภ จำต้องเที่ยวออกปากขอ; ไม่มีใครเอา รถบรรทุกสำรับ ๕๐๐ สำรับ ๕๐๐ รถไปถวายอีกแล้ว ก็ต้องออกปากขอ. ชาวบ้าน ก็เลยนินทาด่าว่าพระเทวทัตขึ้นแล้วว่า : สมณะพวกนี้อยากกินของดี ๆ เที่ยวขอ เขากินโว้ย ! ขอให้รู้ไว้ว่า คำพูดเหล่านี้เป็นคำด่าที่เจ็บปวดที่สุด ที่ว่า พระสมณะ เหล่านี้ คือพวกคณะพระเทวทัตอยากกินของดี ๆ เหมือนพวกเรา แล้วเที่ยวขอเขา กินละโว้ย. หมายความว่า ถ้าเป็นพระแล้วจะขอไม่ได้ , จะขอนั่นขอนี่ไม่ได้ ; มีในวินัยบัญญัติ ถือว่าเป็นธรรมเนียมมาแต่เดิม. ได้แต่ถือบาตรไปแสดงตัวว่า ต้องการอาหาร ; เขาให้อาหารอะไรก็ตาม, ดีก็ตาม ไม่ดีก็ตาม พอไปเลี้ยงชีวิต. เดี๋ยวนี้ไปเที่ยวขออาหารที่ดี ๆ เหมือนที่เคยได้จากราชสำนัก ชาวบ้านเขาก็นินทาว่ากัน อย่างนี้ .. ความทราบถึงพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้ายังมีพระหฤทัยเมตตาสงสาร ตรัส เรียกพระเทวทัตมาสอบถาม แล้วว่า อย่าทำอย่างนี้. นี่เป็นพระพุทธจริยาเท่าไร ก็ลองคิดดู . จะกลิ้งก้อนหินทับ ก็ทำไปแล้วไม่สำเร็จ , ปล่อยช้างให้ฆ่าตาย ก็ทำไปแล้วและไม่สำเร็จ . พอเทวทัตทำไม่ดี พระองค์ก็ยังมีแก่พระหฤทัยเรียกมา พูดว่า อย่าทำอย่างนี้ ; แล้วก็บัญญัติสิกขาบท ห้ามไม่ให้ทำอย่างนี้ ไม่ให้ภิกษุ ใด ๆ ก็ตาม ทำอย่างนี้. นี้คือที่มาของฆนโภชนะสิกขาบท ในปาฏิโมกข์. ทีนี้สันดานของพระเทวทัตนั้น ละไม่ได้ คิดที่จะทำอะไร ที่เป็นความ เลวทรามต่อไป. ที่นี้ไม่คิดฆ่าพระพุทธเจ้าแล้ว เพราะว่าทำไม่สำเร็จ แต่คิดจะแยก

น.404 ตัวออก เป็นสังฆเภท คือเป็นพระพุทธเจ้าเสียเอง. ที่นี้เทวทัตก็ใช้อุบาย เข้าไปหา พรรคพวกชักชวนพรรคพวก ว่าเราจะทำสังฆเภท และจักกเภท. มีคำอยู่สองคำ ติดกันว่า : สงฆเภทํ จกกเภทํ กริสสามิ. คำนี้น่าสนใจ; สังฆเภท - ทำสงฆ์ ให้แตกกัน , จักกเภททำจักรให้แตกกัน . จักกะในที่นี้ แปลว่าล้อ หรือจักร เช่น อาณาจักร พุทธจักร. คำว่าจักรแปลว่าวงกลม. ที่นี้จะผ่าวงกลมนี้ โดยทำสังฆเภท และจักกเภท ; จึงไปชวนเพื่อน พรรคพวก, พระองค์หนึ่งชื่อ โกกาลิกะ องค์นี้ค่อนข้าง จะมีสติปัญญา. พระเทวทัตไปชวนโกกาลิกะว่า จะทำสังฆเภท โกกาลิกะว่าทำไม่สำเร็จหรอก อย่าไปทำเลย ; พระพุทธเจ้าท่านมีอานุภาพมาก มีฤทธิ์มาก มีอะไรมาก. พระเทวทัตก็ว่าตนมีอุบายที่จะทำ ที่จะแยกคณะสงฆ์ส่วนหนึ่ง ออกมาเสียจากพระพุทธเจ้า. เขาก็เลยกระซิบกระซาบบอกอุบายกันในระหว่างสองคนนี้ คือว่าจะไปทูลขอสิ่งที่พระพุทธเจ้าอนุญาตไม่ได้ ; แต่สิ่งนั้นมหาชนเขานับถือ แล้วเมื่อ พระพุทธเจ้าไม่อนุญาต มหาชนก็จะว่าพระพุทธเจ้าไม่จริง พระเทวทัตจริง. โกกาลิกะ ก็เลยว่าแยบคายดี ควรจะลองดู. อธิบายกอ ที่นี้เทวทัตก็ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ทูลขอแบบขุดหลุมพราง จะล่อพระพุทธเจ้า ให้ตก ; พระพุทธเจ้าก็ไม่ตก. เทวทัตไปทูลพระพุทธเจ้าว่า : ขอพระองค์ได้โปรด ประทานวัตถุ ๕ ประการนี้ ให้ภิกษุทั้งหลายถือเป็นวัตรปฏิบัติ ข้อที่ ๑ คือ ภิกษุทั้งหลายจงอยู่ป่าเป็นวัตร อย่าอยู่ในกุฏิวิหาร, ถ้าอยู่ ในกุฏิวิหาร ให้ถือว่าเป็นความผิด. ข้อที่ ๒ ให้ภิกษุทั้งหลายบิณฑบาตเป็นวัตร อย่ารับอาหารในที่นิมนต์ ถ้ารับในที่นิมนต์ เป็นผิด

น.405 ข้อที่ ๓ ให้ภิกษุทั้งหลายนุ่งห่มผ้าบังสุกุล ผ้าที่เขาทิ้งเกลือกฝุ่น, อย่านุ่งห่ม จีวรของคฤหบดี, ถ้านุ่งห่มจีวรของคฤหบดีเป็นผิด. ข้อที่ ๔ ให้ภิกษุทั้งหลายจงอยู่แต่ที่โคนไม้ ; ให้อยู่ป่ายังแถมให้อยู่ที่ โคนไม้อีก, อย่าอยู่ร่มเงาอะไร ถ้าขืนอยู่เป็นผิด. ข้อที่ ๕ ให้ภิกษุทั้งหลายเว้นฉันเนื้อฉันปลา ถ้าฉันเนื้อฉันปลาเป็นผิด. พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ไม่, เราไม่บัญญัติ ไม่อนุญาตวัตถุ ๕; ใครอยาก อยู่บ่าก็อยู่, ใครอยากฉันในที่นิมนต์ก็ฉัน, ใครอยากจะนุ่งห่มคฤหบดีจีวร ที่ชาวบ้าน ถวาย ก็ได้, การอยู่โคนไม้นั้นอนุญาตให้ ๘ เดือน ฤดูฝนไม่ต้องอยู่, ส่วนเนื้อ หรือ ปลานั้น ถ้ามันบริสุทธิ์โดยส่วนสาม : ไม่ได้รู้, ไม่ได้เห็น, ไม่ได้รังเกียจอะไรละก็ ตามใจใครจะฉันก็ได้. ทีนี้ เทวทัตก็ได้ที ได้โอกาส เข้าไปเที่ยวประกาศในบ้านในเมืองทั่วไป หมดว่า : เขาได้ทูลขอวัตถุ ๕ ประการให้ภิกษุปฏิบัติ ; พระพุทธเจ้าไม่อนุญาต. ทีนี้พวกโง่ ๆ ในเมืองนั้น ต่างก็ยกย่องพระเทวทัตว่า พระเทวทัตสันโดษ มมักน้อย เคร่งครัด ปฏิบัติสูงสุด ; ส่วนพระสมณะโคดมนั้นมักมาก จะให้อยู่อย่างสำรวยสำราญ. คนอย่างพวกนี้ก็มีอยู่. วันหนึ่ง พระเทวทัตพบพระอานนท์ ก็บอกว่า เราต้องการแยกจาก พระพุทธเจ้า, แยกอุโบสถสังฆกรรมจากพระพุทธเจ้าในวันนี้. พระพุทธเจ้าเคยเรียก พระเทวทัตมาบอกกล่าวก่อนหน้านี้ว่า : ทำสังฆเภท สังฆกรรมอย่างนี้ มันเป็น บาป อย่างชนิดที่เรียกว่าตลอดกัปป์ตลอดกัลป์ ; แต่ ถ้าทำสงฆ์ให้สามัคคีกันนั้นมัน เป็นพรหมบุญ เป็นบุญอย่างสูงสุด. พระเทวทัตก็ยังไม่ยอม. ดังนั้นวันหนึ่งจึงบอก กับพระอานนท์ว่า วันนี้เราแยกกับพระพุทธเจ้า เราแยกทำสังฆกรรม.

น.406 พระพุทธเจ้าทรงทราบเรื่องนั้นจากพระอานนท์ ที่มาทูลพระพุทธเจ้าให้ทรง ทราบ จึงตรัสคำที่ว่า สุกรํ สาธุนา สาธุ - ความดีคนดีทำได้ง่าย. สาธุ ปาเปน ทุกกรํ - ความดีคนชั่วทำได้ยาก. ปาปิ ปาเปน สุกริ - ความชั่วคนชั่วทำได้ง่าย. ปาป อริยนเต น ทุกฺกริ - ความชั่วนั้น พระอริยเจ้าทำได้ยาก คือทำไม่ได้. ที่นี้พระเทวทัตก็ดำเนินการแยก คือทำสังฆเภท. พอถึงวันประชุมสงฆ์ พระเทวทัตก็ประชุมพระ, แล้วก็ประกาศเรื่องที่ตัวไปทูลขอวัตถุ ๕ ประการแก่พระ- พุทธเจ้า, พระพุทธเจ้าไม่อนุญาต เพราะพระพุทธเจ้าเป็นคนมักมาก ; เพราะฉะนั้น ถ้าใครอยากจะปฏิบัติเคร่งครัดตามเรา ก็จงปฏิบัติวัตถุ ๕ ประการ. ถ้าภิกษุใดชอบใจ วัตถุ ๕ ประการนี้จงลงคะแนน การลงคะแนนนั้นใส่ไม้ติ้ว ใครเห็นด้วยใส่ไม้ตั๋วไป ใครไม่เห็นด้วยก็ไม่ใส่. มีภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูปเป็นภิกษุบวชใหม่ หัวคิดแหลม แต่ว่าโง่สะเพร่า ; มองเห็นไปว่า พระพุทธเจ้าไม่มักน้อย ไม่สันโดษ ไม่เคร่งครัด เสียแล้ว ; พระเทวทัตมักน้อย สันโดษ เคร่งครัด ; เพราะฉะนั้นก็ลงคะแนนให้ พระเทวทัต. พระเทวทัตก็เลยได้ภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป. พระเทวทัตก็พาพระภิกษุ ๕๐๐ รูปนั้นแยกไปอยู่ทางคยาสีสะ คือทางกึ่งแม่น้ำเนรัญชรา ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ใหม่ๆ ; ก็แปลว่าพระเทวทัตได้ไปถึง ๕๐๐ องค์ ไม่ใช่เล็กน้อย ; แปลว่าคณะสงฆ์เกือบหมด ที่เหลืออยู่กับพระพุทธเจ้ามี ไม่กี่องค์ เพราะพระเทวทัตเอาไปตั้ง ๕๐๐ .- คณะสงฆ์ เวลานั้นก็ไม่ใช่มากมายอะไร ก็เลยไปตั้งคณะใหม่อยู่ที่ภูเขาคยาสีสะ ถ้าเดินระหว่าง ต้นโพธิ์มายังพุทธคยาจะผ่านภูเขานี้ อาตมาไปดูแล้ว. แห้งหรือ เมื่อความข้อนี้ทราบถึงพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็ตรัสสั่งให้พระสารี- บุตร กับ พระโมคคัลลานะไปจัดการพาภิกษุพวกนั้นกลับมา ดูซิปัญหามันหนัก เท่าไร ? ให้ไปพาพระภิกษุ ๕๐๐ เหล่านั้นกลับมา. ภิกษุองค์หนึ่งร้องไห้ กลัวว่า พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะนั้น จะไปเข้าฝ่ายพระเทวทัตเสีย ; มีภิกษุโง่อย่างนี้

น.407 บ้าง. พระพุทธเจ้าตรัสว่า "อย่ากลัว, อย่ากลัว, นั่นไม่เป็นฐานะที่จะเป็นไปได้ ที่พระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะจะไปเลื่อมใส และเข้าเป็นพวกพระเทวทัต". พระอัครสาวกทั้งสองก็ไปยังคยาสีสะ เทวทัตเห็นพระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ เดินมาแต่ไกล ก็ดีใจ บอกพรรคพวกของตนเองว่า เห็นไหม, เห็นไหม เรา เป็นฝ่ายถูก ; พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะมาหาเราแล้ว, เราเป็นฝ่ายถูก เราได้ อัครสาวกแล้ว. แต่พระโกกาลิกะ หัวแหลมนั้นท้วงว่า อย่า, อย่า, อย่าเพ่อคิด อย่างนั้น อย่าเพ่อคิดอย่างนั้น เขาจะมาในแง่ร้ายก็ได้ เขาจะมาในแง่ดีก็ได้. พระเทวทัตก็เชื้อเชิญให้พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ นั่งในอาสนะสูง เป็นที่สองรองจากตัวเอง ทำนองตั้งตัวเองเป็นศาสดา แล้วให้พระสารีบุตรนั่งตรงอาสนะ รองลงมา จากที่ตัวเองนั่ง ; คล้าย ๆ กับว่า ตั้งเป็นพระอัครสาวกโดยปริยาย. พระ สารีบุตร กับ พระโมคคัลลานะปฏิเสธไม่นั่ง ; หาที่นั่งในที่อื่น ; ทำเหมือนกับเป็น สาวกเล็ก ๆ นั่งอยู่ปลายแถว. พระเทวทัตก็แสดงธรรม เหมือนกับเป็น พระพุทธเจ้า แสดงธรรมในที่ประชุมสงฆ์. พอเสร็จแล้วก็บอกว่า : ฉันเหนื่อยแล้ว อยากจะพัก, ให้พระสารีบุตร กับ พระโมคคัลลานะแสดงต่อ แสดงต่อไปที่ พระเทวทัตเหนื่อยมาก พอนอนก็หลับไป พระสารีบุตรกับพระโมคคัลลานะก็ทำหน้าที่ พระสารีบุตรแสดงธรรม เทศนาเจือด้วยอาเทศนาปาฏิหาริย์ คือ ทาง สติปัญญาทางเหตุผล, ส่วนพระโมคคัลลานะแสดงธรรมเจือด้วยอิทธิปาฏิหาริย์ ; ดีกันคนละทาง. พระสารีบุตรดีทางสติปัญญาเป็นพิเศษ พระโมคคัลลานะดีทางอิทธิ ปาฏิหาริย์เป็นพิเศษ, สององค์ช่วยกัน. ภิกษุ ๕๐๐ นั้น เกิดดวงตาเห็นธรรม เป็น สัมมาทิฏฐิขึ้นมา ; ทั้งหมดเลยชวนกันไปเฝ้าพระพุทธเจ้า. "ม โกกาลิกะก็ไปปลุก พระเทวทัต ; ต่อว่าว่า เห็นไหมล่ะ บอกแล้ว, เตือนแล้ว, เทวทัตก็เสียใจ อาเจียนเป็นโลหิต,

น.408 เรื่องในบาลี ในวินัยจบเพียงเท่านี้ ไม่มีไปถึงแผ่นดินสูบ ซึ่งนั้นเป็น เรื่องที่ไหนอรรถกถา หรืออะไรมาต่อ. เรื่องในจุลวรรคมีเพียงเท่านี้ว่า พระเทวทัต อาเจียนเป็นโลหิตร้อน. เรื่องต่อไปก็มีอีกนิดเดียวว่า พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ พาภิกษุ ๕๐๐ ไปคืนพระพุทธเจ้า ; พระสารีบุตรมีเกี่ยงว่า ภิกษุเหล่านี้ควรจะ ได้รับการบวชใหม่. พระพุทธเจ้าว่า อย่าเลย, ไม่ต้องถึงอย่างนั้นดอก, เพียง ให้แสดงอาบัติ ถุลลัจจัยก็พอ. พระพุทธเจ้าตรัสถามภิกษุเหล่านั้นว่า พระเทวทัต ทำอะไรบ้าง ? แสดงอาการอย่างไร ? เมื่อพวกท่านทั้งหลายไปพักอยู่ด้วยนั้น. ภิกษุ เหล่านั้นก็ทูลว่า พระเทวทัตทำทุกอย่างเหมือนที่พระองค์กระทำ, กระทำเทียม เลียนแบบทุกอย่าง. พระพุทธเจ้าก็ตรัสอุปมาด้วยเรื่อง ที่เรียกกันว่า เรื่องชาดก เรื่องที่เคยมีมาแล้วในกาลก่อนว่า : - ลูกช้างตัวหนึ่ง มันไปเอาอย่างช้างตัวใหญ่ ๆ ที่ลงไปในสระบัว ถอนเหง้าบัว มาพัดมาล้าง จนละเอียดแล้ว จึงกินเข้าไป ก็สบายดี. ลูกช้างมันถอนบัวมาแล้ว มันทำไม่เป็น มันล้างไม่เป็น มันกินเข้าไปทั้งดิน แล้วมันตาย ;จนโง นี่คือเหมือนกับ เทวทัตนี้ ซึ่งมาทำเลียนแบบเลียนอย่าง หรือทำเทียมพระพุทธเจ้า ในที่สุดก็ตาย. ขอให้คิดดูให้ดีว่า เรื่องเกี่ยวกับพระเทวทัตนี้ แสดงพระพุทธจริยาตั้งแต่ ต้นจนปลายหลายซับหลายซ้อน หลายแง่หลายมุม. มีคำกล่าวกันว่า พระพุทธเจ้า มีพระหฤทัยเหมือนกันกับที่มีในระหว่างพระราหุลกับพระเทวทัต ; รู้สึกในพระ ราหุลอย่างไร ก็รู้สึกในพระเทวทัตอย่างนั้น. แต่แล้วมันช่วยไม่ได้ มันช่วยไม่ไหว ; เพราะว่าพระเทวทัตเป็นฝ่ายที่กระทำเอง ; พอไปเกิดได้ฤทธิ์ปุถุชนขึ้นมา ก็มาคิด ลามก ไปในทางที่หาลาภหาประโยชน์. ฤทธิ์มันเป็นโทษอย่างนี้ จึงไม่ควรจะ เกี่ยวข้อง. ก็เป็นอันว่า ดูกันให้ดี ว่าญาติอย่างพระเทวทัตนี้ มันก็เหลือวิสัยที่ พระพุทธเจ้าจะโปรดได้ เพราะว่าทุก ๆ ตอน พระพุทธเจ้าทรงพยายามที่จะทำให้กลาย เป็นดี. แต่พระเทวทัตไม่ยอมสักอย่างเดียว จนกระทั่งถึงความวินาศในที่สุด.

น.409 นี้เป็นเรื่องที่แสดงให้เห็นว่า แม้ว่าเป็นญาติ ก็กลับกลายเป็นศัตรู, เป็นญาติก็กลายเป็นไม่มีประโยชน์อะไร กลับกลายเป็นศัตรู : แม้ว่าพระพุทธเจ้าจะ ได้ทรงพยายามทุกอย่างทุกประการ เพื่อจะโปรดญาติคนนี้ มันก็ไม่สำเร็จ. พระพุทธ - จริยาทั้งหลายที่เกี่ยวกับพระญาติมีมากมาย ยกมาเล่าไม่หวาดไม่ไหว จึงยกมาเล่าเพียง สัก ๓ - ๔ เรื่อง ดังที่เล่ามานี้ เพื่อให้เห็นว่าทรงประพฤติต่อพระญาติอย่างไร. ให้เรา มองเห็นว่า แม้ว่าเป็นญาติทางสาโลหิต สืบเนื่องกัน มันก็พูดกันไม่รู้เรื่อง และไม่ใช่ ว่าจะรักเป็นมิตรเป็นอะไรกันตลอดไป มันเกิดเป็นศัตรูกันขึ้น อย่างนี้ก็มี. แม้ญาติที่ดี ก็มิใช่ว่าจะต้องเอาอกเอาใจ ยอมตามไปทุกสิ่งทุกอย่าง. ฉะนั้น การช่วยกันฉันญาตินี้ มีความหมายลึกซึ้งอยู่ จะต้องระวังให้ดี ให้มันเป็นการช่วยจริง ๆ. ถ้าไม่อย่างนั้น เผลอไปแล้ว มันเป็นการทำลายทุกฝ่าย ทั้งอาจทำลายประโยชน์ส่วนรวม. ขอให้ดูตัวอย่างที่พระพุทธเจ้า ท่านทรงกระทำแก่พระญาติประเภท สายโลหิตนี้ ถึงขนาดนี้ : "หมายความว่า พระองค์ทรงมีความสัมพันธ์กับพระญาติ ตลอดเวลา, รักษาน้ำใจพระญาติตลอดเวลาที่จะทำได้ .. แต่ถ้ามีน้ำชาล้นถ้วย ใส่อะไรไม่ลง เหมือนทัณฑ์ปาณิ ก็ย่อมช่วยไม่ได้ พระพุทธเจ้าจะพยายามเท่าไร ก็ใส่ไม่ลง ; ญาติของพระพุทธเจ้านี้เป็นคนชนิดน้ำชาล้นถ้วย จนพระพุทธเจ้าใส่อะไร ไม่ได้อีกต่อไป, นี่สรุปความเสียทีว่า ญาติที่มีอยู่หลาย ๆ ชนิดนั้น ญาติชนิดไหนจะสำคัญ. ญาติทางสาโลหิตก็ยังพูดกันไม่รู้เรื่อง ; ญาติทางวิสาสะมันก็มีประโยชน์กว่า ; ญาติร่วม ธรรมะ หรือร่วมศาสนาก็ยังไม่มีทางที่จะโกรธหรือเกลียดกันได้. ญาติร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย กันนี้ ย่อมมีความสงสาร มันโกรธเกลียดกันไม่ได้ เว้นไว้แต่มันจะถูก กิเลสครอบงำ. เดี๋ยวนี้มาดูในญาติหลาย ๆ พวกทั้งหมดนี้แล้ว กลับจะมองเห็นไปว่า ญาติที่ได้รับประโยชน์จากพระพุทธเจ้ามากที่สุดนี้ เป็นญาติในทางธรรมเสียแล้ว คือ พวกพุทธบริษัททั้งหลายนี้ เป็นพุทธบุตร พุทธชิโนรส เป็นสมณะสากิยะบุตร.

น.410 พุทธบริษัท ๔ นี้เป็นญาติของพระพุทธเจ้าโดยทางธรรม กลายเป็นได้ประโยชน์ มากกว่าญาติทางสายโลหิต แล้วก็มีไม่กี่คน. พุทธบริษัท ๔ เป็นญาติของพระพุทธเจ้า ถ้าเป็นภิกษุก็เรียกว่า เป็นสมณสากิยปุตติยะ, เป็นพุทธชิโนรส เป็นต้น. ให้เรียก พระพุทธเจ้าว่าเป็นพระบิดา, ให้เรียกภิกษุสงฆ์ว่าเป็นโอรส. นี้เรียกว่าเป็นญาติโดย ทางธรรมไม่ใช่ญาติสายโลหิต ; ญาติพวกนี้กลับได้ประโยชน์มากกว่า. พระพุทธเจ้าท่านก็สืบสกุลของท่านไว้ โดยญาติในทางธรรม คือ พวก เราได้รับสืบ ๆ ต่อกันมา. ญาติทางสายโลหิตโดยตรง ก็ปรากฏว่า สาปสูญไปโดย ไม่มีเหลือ. ถ้าเราจะไปที่ประเทศอินเดีย จะไปถามหาญาติสืบสายโลหิตของพระพุทธเจ้า ในเวลานี้ หาไม่พบ ; อาจมีคนบางคน อ้างตัวเป็นพระญาติ สืบสายจากพระพุทธเจ้า สักคนหนึ่ง สองคนก็ทั้งยาก แล้วก็ไม่น่าเชื่อ. คำว่า ญาติทางสายโลหิตนั้นหายไปแล้ว ; แต่ว่าญาติ ในทางธรรม ในทางพระคุณของพระองค์นั้น กำลังมากขึ้นทุกที ในโลกนี้. แม้เดี๋ยวนี้ เราก็ยังเป็นญาติของพระองค์อยู่ เป็นพุทธบุตร พุทธชิโนรส เป็นญาติในทางพระศาสนา ; ก็ควรจะเป็นญาติกันจริง ๆ ตลอดไป. อย่ามัว ทะเลาะวิวาทกัน อย่ามัวอิจฉาริษยากัน อย่าคิดทำลายล้างกัน ; ให้เป็นญาติกัน ตลอดสากลจักรวาลจะดีกว่า คือ เป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน. พระ พุทธเจ้าท่านก็ทรงหวังอย่างนี้, ทรงเห็นแก่เรื่องนี้ว่า เป็นเรื่องที่สำคัญกว่าเรื่องของ พระญาติทางสายโลหิต ; ซึ่งมันมีอยู่ในวงแคบ ๆ. ถ้าเราไม่ถือตามอรรถกถา เรา จะพบว่า พระพุทธเจ้าท่านเห็นแก่ญาติชนิดนี้มากกว่าญาติทางสายโลหิต ; "ซึ่งเป็น เพียงธรรมเนียมประเพณีของคน. เอาละ เป็นอันว่า พระพุทธจริยาข้อที่ว่าด้วยพระพุทธเจ้าทรงเป็นอะไรแก่ พระประยูรญาติของพระองค์นี้ ก็พอสมควรแก่เวลา. เอาไปพิจารณาดูด้วยกันทุกคน ก็พอจะเห็นได้. ขอโอกาสให้พระสงฆ์ทั้งหลาย สวดสาธยายรับการบรรยายนี้ต่อไป.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต