Buddhadasa.org

พุทธจริยา ตอนที่ ๑๒ — พระพุทธเจ้าท่านเป็นอะไรต่อผู้ที่พบตามถนนหนทาง

พุทธจริยา — คำบรรยายประจำวันเสาร์ ภาควิสาขบูชา พ.ศ. ๒๕๑๕ ณ สวนโมกขพลาราม ไชยา · เสาร์ที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๑๕

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.411 ท่านสาธุชน ผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย. ในการบรรยายเรื่องพระพุทธจริยา ครั้งที่ ๑๒ นี้ จะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า ท่านเป็นอะไรต่อผู้ที่พบตามถนนหน ทาง ในครั้งที่แล้วๆ มา เราได้พิจารณา กันถึงพระพุทธจริยา ที่ทรงแสดงใน โอกาสต่างๆ ทรงแสดงต่อสัตว์ทั้งหลาย ทั้งปวง ต่อเจ้าลัทธิอื่น ต่อสามัญสัตว์ ต่อพระประยูรญาติ เป็นต้น. ในวันนี้อยากจะพูดถึงหัวข้อ ที่ท่านทรงแสดงต่อผู้ที่พบตามถนน ๓๗๓

น.412 หนทาง ทั้งนี้เพื่อให้เราได้ทราบถึงพระพุทธจริยาในทุกแง่ทุกมุมอย่างละเล็กอย่างละน้อย แต่ว่าทุกแง่ทุกมุมทุกลักษณะ. ขอให้กำหนดจดจำไว้ให้เป็นพิเศษ ; อย่างน้อยก็จะต้อง สังเกตให้เห็นไว้ว่า ผู้ที่พบกันตามถนนหนทางนี้ เป็นอย่างไร, จะมีโอกาสแสดงอะไร ได้กี่มากน้อย. เรื่องที่ ๑ อุปกาชีวก บุคคลแรกที่สุดที่พระองค์ทรงพบตามถนนหนทาง ก็ควรจะถือได้ว่า ได้แก่ อุปกาชีวก คืออาชีวกผู้หนึ่งเดินสวนทางกับพระองค์ ในขณะที่ตรัสรู้แล้วใหม่ๆ ทรง ตั้งพระทัยว่าจะไปโปรดพวกปัญจวัคคีย์ ผู้กำลังอยู่ที่อิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมือง พาราณสี; เพราะฉะนั้นพระองค์ก็จะต้องเสด็จดำเนินจากพุทธคยา ไปทางทิศตะวันตก เฉียงเหนือ เพื่อตรงไปยังพาราณสี. ระหว่างทาง ที่เรียกว่าระหว่างต้นโพธิ์กับเมืองคยา ที่ตรงนั้น ได้พบกับอาชีวกผู้นี้ เป็นการบังเอิญ. อาชีวกได้สังเกตเห็นพระพุทธองค์ว่า เป็นบุคคลผู้ที่จะต้องมีอะไรพิเศษ ; ดังนั้น จึงเข้าไปทูลถามพระพุทธองค์ว่า : วิปฺปสนฺนา นุโข เต อาวุโส อินทริยานิ - ดูก่อนอาวุโส อินทรีย์ทั้งหลายของท่านผ่องใสนัก, ปริสุทฺโธ ฉวิวณฺโณ ปริโยทาโต - ฉวีวรรณของท่านบริสุทธิ์ขาวผ่อง, กํ สิ ตวํ อาวุโส อุทิสฺส ปพฺพชิโต ฯ - ดูก่อน อาวุโส, ท่านบวชอุทิศใคร ? โก วา เต สตฺถา - หรือว่าใครเป็นพระศาสดาของท่าน ? กสฺส ว่า ตมํ ธมฺมํ โรเจสิ ? ท่านชอบใจธรรมของใคร ? ทั้งหมดนี้คือคำถาม ที่เขาจะใช้ถามแก่บุคคลที่เป็นนักบวช ผิวพรรณดูผ่องใส เป็นคำถามอย่างเดียวกับที่ อุปติสสะ ได้ถามพระอัสสชิ. คำถามนี้แสดงให้เห็นว่าอาชีวก ผู้นี้ไม่รู้จักพระพุทธเจ้า แม้จะมีข่าวเล่าลือกระฉ่อนเรื่องพระพุทธเจ้า เขาก็ไม่รู้เรื่อง. เมื่อมอง เห็นพระพุทธเจ้าแล้ว ก็ไม่ทราบได้ว่าเป็นใคร จึงต้องถาม ; ถ้ามอง

น.413 เห็นแล้วทราบได้ว่า เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว เขาจะไม่ถามอย่างนี้. เกี่ยวกับข้อนี้ ในอรรถกถาและฎีกามีข้อความกล่าวไว้มากมาย จนไม่น่าเชื่อ ว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมา มีรัศมี มีปาฏิหาริย์อะไรวูบวาบไปหมดทั้งป่าทั้งแถบย่านหมู่บ้านนั้น ; อย่างนั้นแล้ว อาชีวกก็ยังไม่รู้ว่า นี่เป็นใคร. แม้พวกเราในสมัยนี้ ก็มักจะเข้าใจกันเกินความเป็นจริง ว่าถ้าใครเป็นผู้ สำเร็จ เป็นพระอรหันต์เป็นต้น ก็จะต้องมีอะไรแสดงออกมาให้คนอื่นเห็นแล้วรู้ได้ ทันที ว่าคนนี้เป็นพระอรหันต์. ถ้าใครเข้าใจอย่างนี้ ก็ควรจะนึกดูเสียใหม่ ว่า แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ยังไม่เป็นที่รู้จักทันที ที่สักว่าได้พบได้เห็น, และแม้แก่ บุคคลที่เรียกว่า อาชีวกะ ผู้เป็นนักบวชประเภทที่ขวนขวายหาทางดับทุกข์อยู่ด้วย เหมือนกัน. นี่แหละ เป็นข้อที่ควรจะกำหนดกันไว้บ้างว่า การที่จะดูออกด้วยสายตานี้ มันเป็นไป ไม่ได้. เมื่ออุปกะอาชีวก ได้ทูลถามพระพุทธเจ้าอย่างนั้นแล้ว พระองค์ก็ได้ ตรัสตอบ เป็นข้อความซึ่งค่อนข้างจะยืดยาว ล้วนแต่จะต้องแสดงด้วยเหตุผล หรือ ด้วยข้อความประกอบอันจะทำให้เขารู้จักพระองค์ได้ว่า พระองค์เป็นอะไร ; พระพุทธเจ้า ได้ตรัสตอบว่า : - สพฺพาภิภู สพฺพวิทูหมสฺมิ - เราเป็นผู้ครอบงำสิ่งทั้งปวง เราเป็น ผู้รู้แจ้งสิ่งทั้งปวง, สพฺเพสุ ธมฺเมสุ อนูปลิตฺโต - เราเป็นผู้ไม่ข้องติดแล้วในธรรม ทั้งปวง, สพฺพญฺชโห ตณฺหกฺขเย วิมุตฺโต - เราละสิ่งทั้งปวงพันแล้ว เพราะไม่มี ตัณหา, สยํ อภิญฺญาย กมุทฺทิเสยฺยํ - เพราะรู้พร้อมด้วยปัญญาอันยิ่งเองดั่งนี้แล้ว จะพึงอุทิศผู้ใดเล่า ว่าเป็นศาสดาของเรา. น เม อาจาริโย อตฺถิ - ผู้เป็น อาจารย์ของเราไม่มี, สทิโส เม น วิชฺชติ - ผู้เสมอกันกับเราก็มิได้มี, สเทวกสฺมึ โลกสฺมึ นตฺถิ เม ปฏิปุคฺคโล - ไม่มีบุคคลใดเปรียบกันได้กับเราในโลกนี้พร้อมทั้ง เทวโลก, อหํ หิ อรหา โลเก - เราเป็นพระอรหันต์ในโลก, อหํ สตฺถา อนุตฺตโร - เราเป็นศาสดาที่ไม่มีศาสดาใดยิ่งกว่า, เอโกมฺหิ สมฺมา สมฺพุทฺโธ

น.414 เราเป็นสัมมาสัมพุทธผู้เดียว. สีติภูโตสฺมิ นิพฺพุโต - เป็นผู้เย็นสนิท ดับสนิท. ธมฺมจกฺกํ ปวตฺเตตํ คจฺฉามิ กาสินํ ปุรํ - เราจะไปยังนครแห่งพวกกาสีทั้งหลาย เพื่อ จะยังธรรมจักรให้เป็นไป. อนฺธภูตสมึ โลกสฺมึ อหญฺหิ อมต ทุนฺทุภินติ - เมื่อโลกนี้ มืดบอดอยู่ดังนี้ เราจะตีกลองอมตะ. นี่ขอให้สังเกตดูให้ดี ๆ ว่า คำแต่ละบทนี้ พระองค์ทรงประกาศ พระองค์ว่า เป็นอะไร, ทรงปฏิญญาว่าเป็นอย่างไร. ข้อที่ว่า สพฺพาภิภู คืออยู่เหนือสิ่งทุกสิ่ง ไม่มีสิ่งใดครอบงำพระองค์ ได้ มีแต่พระองค์ครอบงำสิ่งทุกสิ่ง เพราะไม่มีกิเลส ที่เป็นเหตุให้สิ่งใดมาครอบงำพระองค์ได้. คนเรามีกิเลส ต้องการสิ่งใด สิ่งนั้นก็ ครอบงำเรา, ถ้าไม่มีกิเลสจะต้องการสิ่งใด ก็ไม่มีสิ่งใดครอบงำเรา ; มีแต่เราจะ ครอบงำสิ่งนั้น ๆ. นี่คือความหมายของคำว่า สพฺพาภิภู - เป็นผู้ครอบงำสิ่งทั้งปวง. สพฺพวิทู แปลว่า ผู้รู้แจ้งซึ่งสิ่งทั้งปวง ; หมายความว่า ไม่มีสิ่งใด ที่พระองค์จะไม่ทรงทราบ ในบรรดาสิ่งที่มนุษย์ควรจะทราบ ได้แก่สิ่งที่เป็นทุกข์ และเป็นไปเพื่อความดับทุกข์ ซึ่งแปลว่า สิ่งทั้งปวงที่มนุษย์ควรทราบนั้น พระองค์ ทราบหมด. ในความหมายของคำว่า สพฺพวิทู มีความหมายอย่างเดียวกับคำว่า สพฺพญฺญูู. ส่วนคำว่า สพฺเพสุ ธมฺเมสุ อนูปลิตฺโต - ไม่ติดข้องอยู่ในธรรมทั้งปวง ; มีความหมายก็คล้ายกันกับที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ; เพราะเมื่อรู้จักสิ่งทั้งปวงดี ว่าเป็น อย่างไร คือรู้ว่าไปติดหรือไปยึดเข้าไม่ได้, มันเป็นไปเพื่อความทุกข์ ; เพราะรู้ อย่างนี้จึงไม่ข้องไม่ติดอยู่ในสิ่งทั้งปวง. สพฺพญฺชโห แปลว่า ผู้ละสิ่งทั้งปวง , ก็หมายความว่า ทุกสิ่งนั้น ไม่ถูกยึดมั่นถือมั่น ถูกสลัดทิ้ง ด้วยการวางเฉย. การที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นนั่นแหละเรียกว่า สละหรือละ มีค่าเท่ากับว่าเป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์,

น.415 ตณฺหกฺขเย วิมุตฺโต - พ้นวิเศษแล้วเพราะความสิ้นตัณหา. ข้อนี้ หมายความว่า ตัณหา เป็นเครื่องผูกพัน คือทำความผูกพันนั่นนี่ให้ติดกัน. เมื่อไม่มี ตัณหาก็ไม่มีสิ่งใดจะผูกพัน ; เพราะฉะนั้น จึงเป็นอิสระ. นี่เรียกว่าพ้นวิเศษแล้ว เพราะไม่มีตัณหา. สยํ อภิญฺญาย กมุทฺทิเสยฺยํ - เมื่อเป็นผู้รู้ยิ่งอย่างนี้เองแล้ว จะไปเที่ยว บวชอุทิศบุคคลใดเล่า. การบวชอุทิศบุคคลใดบุคคลหนึ่งนั้น ก็เพราะว่าตัวเองไม่ สามารถที่จะทำที่พึ่งให้แก่ตัวเอง จึงบวชอุทิศคนนั้นคนนี้ เพื่อเป็นผู้ช่วยเหลือ หรือ เป็นที่พึ่ง. เดี๋ยวนี้พระองค์พ้นพิเศษแล้วจากสิ่งทั้งปวง จะไปเที่ยวอุทิศใครทำไมกัน ว่าผู้นั้นผู้นี้ เป็นอาจารย์เป็นครูของเรา. ด้วยเหตุเช่นนี้จึงได้ตรัสข้อความต่อไปว่า : น เม อาจริโย อตฺถิ - อาจารย์ของเราไม่มี, สทิโส เม น วิชฺชติ - คนที่เหมือนกับเราก็ไม่มี นี้ย่อมแสดง ชัดอยู่ในตัวแล้วว่า ผู้ที่เหนือกว่า คือเป็นอาจารย์ก็ไม่มี แล้วคนที่เท่า ๆ กัน มีอะไร อย่างเดียวกัน เหมือนกันแท้ก็ไม่มี ดังนั้นจึงประกาศพระองค์ว่า ไม่ต้องบวชอุทิศผู้ใด ในโลกนี้ รวมทั้งในเทวโลกด้วย ไม่มีบุคคลใดเปรียบ คือเป็นคู่กันกับพระองค์ได้ นี้เรียกว่า : - นตฺถิ เม ปฏิปุคฺคโล . อหํ หิ อรหา โลเก - เราแลเป็นพระอรหันต์ในโลก, ข้อนี้ปฏิญญา ความที่เป็นผู้ถึงที่สุดแห่งคุณธรรมที่มนุษย์จะพึงมีกันได้. คำว่า พระอรหันต์นั้นใช้กัน ดกดื่น รู้ความหมายกันดี ; แต่ไม่รู้เป็นที่แน่นอนว่า อย่างไรจะเรียกว่า พระอรหันต์ ; ดังนั้น ก็เลยหมายความอย่างนั้นอย่างนี้ผิด ๆ กันมาเรื่อย ๆ. เดี๋ยวนี้ พระพุทธเจ้าท่าน ก็เป็นพระอรหันต์ตามความหมายในศาสนาของท่าน ท่านจึงกล้าตรัส หรือตรัสได้เต็ม ปากว่า อหํ หิ อรหา โลเก - เรานี่แหละเป็นพระอรหันต์ในโลก, อหํ สตฺถา อนุตฺตโร - เราเป็นศาสดาที่ไม่มีศาสดาอื่นยิ่งกว่า : หมายความว่า นอกจากเป็นพระอรหันต์แล้ว

น.416 ยังเป็นศาสดาผู้สอนด้วย, คือเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทโธแล้ว ทำหน้าที่สอนได้ด้วย จึงได้ตรัสว่า : เอโกมหิ สมมา สมฺพุทฺโธ - เราผู้เดียวแลเป็นสัมมาสัมพุทธะ คือผู้ตรัสรู้เองโดยชอบครบถ้วน สามารถโปรดสัตว์หรือขนสัตว์หรือนำสัตว์ให้ข้ามพ้น จากห้วงแห่งความทุกข์ได้ แล้วก็มีคนเดียว. คำว่า"คนเดียว" นี่ ฟังดูก็คล้าย ๆ กับว่าเป็น คำโอ้อวด ถ้าจะมองให้ซึ้งถึงความหมายแท้จริงนั้น มันมีความหมายไปในทางที่ว่า "เดียว ๆ" นี้ มันไม่เหมือนใคร. คนอื่นเขา ก็เป็นไปอย่างนั้นอย่างนี้ตามแบบของเขา, ล้วนแต่อ้างว่าเป็นพระอรหันต์กันทั้งนั้น. ที่ว่า ผู้เดียวเป็นพระอรหันต์ หรือเป็นสัมมาสัมพุทธะนี้ ; หมายความว่า แบบนี้ไม่เหมือนแบบอื่น, เป็นพระสัมมาสัมพุทธะตามแบบนี้ ซึ่งคนอื่นอาจจะไม่เชื่อ ไม่ยอมรับก็ได้ แต่ถ้าในธรรมวินัยนี้แล้วถือว่าอย่างนี้เป็นพระอรหันต์, หรือว่าเป็น สัมมาสัมพุทธะ. นี่คือความหมายของคำว่าเราผู้เดียว เป็นอย่างนี้ มิได้มุ่งหมายจะ เป็นไปในทางที่ว่าโอ้อวด หรือว่ายกตนเองข่มผู้ใด เพียงแต่จะแสดง ไม่เหมือนใคร มีแต่อย่างนี้. สีติภูโตสมิ นิพพุตฺโต - เป็นผู้เย็นสนิท เป็นผู้ดับสนิท. คำนี้ ขอให้ นึกถึงความหมายของคำว่า นิพพานธาตุ ซึ่งมีอยู่สอง แรกดับยังไม่เย็นสนิท ต่อมา อีกระยะหนึ่งจึงจะเย็นสนิท. ผู้แรกเป็นพระอรหันต์ยังไม่เย็นสนิท เพราะความ เคยชิน แต่หนหลังยังมีอยู่ : เมื่อมีทุกขเวทนามาครอบงำก็รู้สึกในทุกขเวทนานั้น, อย่างที่เรียกว่า เวทนานั้นยังเป็นของร้อนอยู่. ครั้นล่วงกาลมานานพอสมควรแล้ว ก็เรียกว่าเวทนานั้นเย็นสนิท ; แม้จะมีเวทนาเจ็บปวดเผ็ดร้อนอะไรมาถูกต้อง ก็ไม่รู้สึกความทุกข์ เหมือนที่เคยรู้สึกมาแต่เดิม. เดี๋ยวนี้พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า : สีติภูโตสฺมิ นิพพุโต - ในฐานะที่ พระองค์เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือเป็นจอมพระอรหันต์ ทรงปฏิญญาว่า เย็น สนิทแล้วตั้งแต่การตรัสรู้.

น.417 เป็นอันว่า เรื่องที่เกี่ยวกับพระองค์นั้นหมดสิ้นแล้ว ก็เหลือแต่เรื่องที่ เกี่ยวข้องกับผู้อื่น จึงตรัสว่า : ธมฺมจกฺกํ ปวดเตตฺ คจฺฉามิ กาสินํ ปุริ - เราจะไป ยังนครของชนชาวกาสีทั้งหลาย เพื่อยังธรรมจักรให้เป็นไป. นี่คือความมุ่งหมายของ พระองค์ที่ว่าจะตรงไปยังอิสิปตนมฤคทายวัน เพื่อโปรดปัญจวัคคีย์; ป่า อิสิปตน- มฤคทายวันนั้น อยู่ที่เมืองพวกกาสี ที่เรียกกันว่าเมืองพาราณสี, และทรงมุ่งหมายที่จะ ไปประกาศธรรมจักร คือยังล้อแห่งธรรมนี้ให้หมุนตั้งต้นที่นั่น. อนฺธ ภูตสมี โลกสมี อหญฺญี อมต ทุนทุกินฺติ เมื่อโลกนี้มืดบอดอยู่ เราจะตีกลองอมตะ. อมตะ แปลว่า ไม่ตาย ทุนทุก แปลว่า กลอง, อมตทุนทุภิ ตามตัวก็แปลว่ากลอง แห่งความไม่ตาย ; หมายความว่า ถ้าใครได้ยินเสียงกลองนี้ ก็กลายเป็นคนไม่ตาย. แต่ต้องหมายถึงว่า ได้ยินในความหมายของอริยวินัย, คือเข้าใจ ปฏิบัติเห็นแจ้ง ได้รับผลของการปฏิบัติ. นี่จึงจะเรียกว่า ได้ยินเสียงกลองแล้วเป็นคน ไม่ตาย ; แต่ว่าคนจะได้ยิน หรือว่าคนจะไม่ได้ยินก็ตามใจ. กลองนี้ก็ยังจะต้องเรียกว่า กลองอมตะอยู่นั่นแหละ ; ถ้าคนมันโง่เอง มันก็ไม่ได้ยิน แล้วจะมาโทษกลองไม่ได้. พระพุทธเจ้าก็มีหน้าที่แต่เพียงว่า จะทรงตีกลอง อมตทุนทุก ตามหน้าที่ของพระองค์ คือการประกาศธรรมะที่พระองค์ได้ตรัสรู้. นี่ความหมายแต่ละบทของธรรมที่พระองค์ตรัสตอบแก่อาชีวกนั้นมีอย่างนี้. อาชีวกนั้นก็ถามย้ำอีกทีหนึ่งว่า : ยถา โข อาวุโส ปฏิชานาสิ อรหสิ อนนตชิโน่ - ซึ่งหมายความว่า ท่านกล่าวว่าท่านเป็นอรหันต์อนันตชินะ เหมือนที่ ท่านยืนยันหรือ ? อาชีวกถามว่า ที่ท่านยืนยันเหมือนที่ท่านพูดหรือ ? ว่าท่านเป็น อนันตชินะ.ไป อนันต์ชินะ หมายความว่า ชนะไม่มีที่สิ้นสุด. ไม่มีที่สิ้นสุด หมายความว่า ชนะ, ชนะเรื่อยไป ชนะไม่หยุด, ชนะไม่มีที่สิ้นสุด หมายความว่า จะไม่รู้จักแพ้ ไม่แพ้แก่กิเลส. นี้เป็นที่แน่นอน แล้วก็ไม่แพ้ใคร ไม่แพ้แก่บุคคลใด

น.418 ไม่แพ้ต่ออำนาจของอะไร นี่คือลักษณะของอนันตชินะ. การที่ท่านยืนยันมาแต่ต้น จนปลายนั้น มันเป็นลักษณะของอนันตชินะ ท่านยังยืนยันอย่างนี้อยู่หรือ ? เขาจะถาม ทำนองอย่างนั้น .. พระองค์ก็ตรัสตอบอย่างยืนยันอีกว่า : มา ทิสา เว ชินา โหนฺติ เย ปตฺตา อาสวกขย์ - ผู้ใดถึงความสิ้นอาสวะเหมือนเรา ผู้นั้นเป็นผู้ชนะ, ชิตา เม ปาปกา ธมฺมา - บาปอกุศลทั้งหลายเราชนะได้หมดแล้ว ตสมา หมุปก ชิโน - ดูก่อน อุปกะ, เพราะเหตุนั้นแหละเราจึงได้ชื่อว่าผู้ชนะ ข้อนี้พระองค์ทรงยืนยันซ้ำ อย่างที่ เขาถามอย่างกับว่าไม่เชื่อ แล้วก็ถามซ้ำ ถามย้ำ. ตรัสตอบว่า : คนที่ถึงความ สิ้นอาสวะเหมือนเรา ย่อมเป็นผู้ชนะ. ความสิ้นอาสวะ ความสิ้นกิเลส ตามความหมายในพุทธศาสนา เท่านั้น จึงจะเรียกได้ว่าเหมือนเรา คือเหมือนพระพุทธองค์. ความสินกิเลสอาสวะ ตาม ความหมายของพวกอื่นนั้นใช้ไม่ได้ ดังนั้นต้องกำกับไว้ด้วยคำว่า เหมือนเรา; อธิบายว่า ชนะบาปอกุศลธรรมทั้งปวง ชนะทั้งหมด ชนะไม่มีที่สิ้นสุด ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว อุปกะอาชีวกก็พูดขึ้นว่า : หุเวยยาวุโส หุเวยยาวุโส - เขาก้มศีรษะ โค้งขึ้น โค้งลง ๒ - ๓ ครั้ง แล้วก็เดินไปทางทิศเหนือ. คำนี้ มีปัญหาแปลกันไม่ค่อยแน่นอน ไม่รู้ว่าจะแปลว่าอะไรดี. บางคน แปลว่าไม่เชื่อ: แต่ที่แท้คำนี้ มันมีตัวพยัญชนะที่พอจะมองเห็นได้ว่า มันควรจะแปลว่า "มันอาจจะเป็นได้" ; ดูก่อนอาวุโส, ที่ท่านว่านั้น มันอาจจะเป็นได้. หมายความว่า เขาเองไม่แน่ใจว่ามันจะเป็นอย่างนั้น คือเขาไม่เชื่อ; แต่ข้อที่เขาจะไม่เชื่อ เขาก็ไม่มี เหตุผล. ทีนี้เขาไม่รู้ว่าจะเชื่อหรือจะไม่เชื่อ เขาจึงว่า หุเวยยาวุโส มันอาจจะเป็น เช่นนั้นได้ อุปกาชีวกว่าอย่างนี้แล้ว ก็ก้มศีรษะหงึกหงัก ๒ - ๓ ครั้ง แล้วก็ไป.

น.419 นี่ ขอให้พิจารณาดูว่า พระพุทธจริยา ที่พระองค์ทรงแสดงแก่ผู้ที่พบกัน ตามถนนหนทางนั้น เป็นอย่างไร ; กลางถนนหนทางชั่วขณะเดียวแวบเดียวจะรู้จัก กันได้อย่างไร ; มันก็ไม่ควรจะไปโทษอาชีวก เพราะต้องพูดกันนาน อยู่ด้วยกันนาน เห็นอะไรกันอยู่นาน จึงจะพอรู้ว่าอะไรเป็นอะไรได้. ทีนี้ ตามถนนหนทางนี้มัน ลำบากอย่างนี้ ทั้งที่พระองค์ก็ได้ทรงแสดงทุกอย่างที่ควรจะแสดง. อีกอย่างหนึ่ง ก็มีสิ่งที่น่าจะสังเกต หรือควรสังเกตว่า แม้อุปกาชีวกก็สังเกต เห็นว่าพระพุทธองค์ทรงมีอินทรีย์ผ่องใส มีฉวีวรรณบริสุทธิ์ขาวผ่อง ซึ่งมันเป็นลักษณะ แปลกประหลาด จึงได้เข้าไปถาม ; แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังไม่พอที่จะทำให้เขาแน่ใจว่า นี่เป็นพระอรหันต์. เพราะฉะนั้น เขาจึงถาม, ถามแล้ว ก็ได้รับคำตอบชนิดที่ยัง ไม่ทำให้เขาเชื่อ ; แต่เขาจะไม่เชื่อ เขาก็ไม่มีเหตุผล จึงบอกว่า มันอาจจะเป็นได้ กระมัง. นี่ เราสังเกตเห็นได้อย่างหนึ่งว่า ภาวะความเป็นพระอรหันต์นี่ คงเป็น ปัญหาลำบากมากเหมือนกันในขณะนั้น หมายความว่า คนในเวลานั้น ที่นั่น ในยุคนั้น ก็ลำบากด้วยกัน ที่จะรู้จักพระอรหันต์ ว่าเป็นพระอรหันต์จริงหรือไม่ ? ข้อนี้ คงจะเนื่องมาจากการที่สนใจพระอรหันต์กันมากเกินไป, แล้วก็มี คนที่อ้างตัวเองว่า เป็นพระอรหันต์ก็มากเกินไป จนยุ่งกันไปหมด. แต่แล้วปัญหา อีกปัญหาหนึ่ง ก็คือว่า ผู้ที่จะมาอ้างตัวเองว่าไม่มีใครเป็นครูนี้ ยิ่งลำบาก ; เพราะ คนทั้งหลายเขาจะถือว่า ทุกคนต้องมีครู. โผล่ขึ้นมา จะแสดงตัวว่า ไม่มีครูนี้, ตรัสรู้เองอย่างนี้ ; มันยิ่งลำบากในการที่จะเชื่อ. ดังนั้น เมื่ออุปกาชีวกจึงถามว่า ใครเป็นครู ? พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า ไม่มีใครเป็นครู, หรือว่า เป็นครูตัวเอง นี้ก็เลยไม่เชื่อ; และก็ไม่ซักถามอีกต่อไปให้มากกว่านั้น. เขาคงจะไม่ชอบคำว่า

น.420 ไม่มีครูนี้เป็นข้อใหญ่. รวมความแล้วก็ว่าไม่ได้อะไร ; เพราะเครดิตของครูนี้มันยัง สูงมาก. อย่าไปอ้างตัวเองว่า ไม่มีครูเข้า จะไม่มีใครพูดด้วย. นี่คือเรื่องที่ ๑ ที่ว่าพระพุทธองค์ทรงเป็นอะไรได้เพียงไร แก่บุคคลที่ พบกันตามถนนหนทาง ; เรียกว่า มันไม่มีทางที่จะพูดกันรู้เรื่อง. เมื่อเขามี พระอรหันต์แบบของเขาเองแล้ว มันก็ยากที่จะไปรับเอาพระอรหันต์แบบของคนอื่นได้. เรื่องที่ ๒ สิงคาลมานพ คหบดีบุตร ในเรื่องที่ ๒ นี้ ก็เป็นเรื่องพบกันกลางถนนหนทาง ในบาลีสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวัคค์ เขียนไว้อย่างนี้ว่า : พระพุทธองค์ประทับอยู่ที่เวฬุวัน นอก เมืองราชคฤห์. พอถึงตอนเช้า ก็เสด็จเข้าไปบิณฑบาต ; เพื่อจะเข้าไปในกรุง ราชคฤห์นี้ จะไปบิณฑบาต. พอดีขณะนั้น ก็มีคนหนุ่มคนหนึ่ง ชื่อสิงคาละ เป็น ลูกของคฤหบดี คือคนร่ำรวย ; พอถึงเวลาเขาก็ออกมาจากเมืองราชคฤห์ ลงไปในน้ำ ผ้าเปียกปอน ผ้าเปียก ผมเปียก ประคองอัญชลี แล้วก็ไหว้ทิศที่สำคัญทั้ง ๖ ทิศ. ตรงนี้เราจะพูดกันสักหน่อยถึงคำว่า ทิศที่สำคัญ ภาษาบาลีเรียกทิศที่สำคัญว่า ปุถุทิส ; ปุถุ ที่แปลว่าหนา ; ปุถุชน คือคนหนานั้นแหละ. ทิศสำคัญนั้นมีอยู่ ๖ ทิศ : เรียกว่าปุถุทิศ คือทิศที่หนา ๖ ทิศ : ก็คือว่า ปุรัตถิมทิส - ทิศตะวันออก, แล้วก็เวียนไปทางขวามือ คือ ทุกขิณทิส - คือทิศใต้ แล้วเวียนต่อไปอีก ปจฉิมทิส - คือทิศตะวันตก เวียนไปอีก ก็ถึง อุตตรทิส - คือ ทิศเหนือหรือทิศอุดร. ที่นี้อีกทิศหนึ่งเรียกว่า เหตุถิมทิส คือทิศข้างล่าง, และทิศ สุดท้ายก็เรียกว่า อุปริมทิส - คือทิศข้างบน.

น.421 นี้หมายความว่า มาณพคนนี้ จะต้องไหว้ทิศโดยรอบ ๔ ทิศ ; แล้วก็ ต้องไหว้ทิศข้างบนอีก ๑ ทิศ และข้างล่างอีก ๑ ทิศ. เขากระทำอยู่อย่างนี้ ตามระเบียบ ตามวิธี ของบุคคลผู้ไหว้ทิศ ซึ่งจะเรียกว่าเป็นวัฒนธรรม เป็นอารยธรรม เป็นศาสนา น้อย ๆ อะไรของบุคคลในสมัยนั้น. ทีนี้ พระพุทธองค์เสด็จมาถึงที่ตรงนั้นพอดี เห็นคนหนุ่มคนนี้ กำลังทำอยู่ อย่างนี้ จึงตรัสถามว่า นั่นทำอย่างนั้นเพื่อประโยชน์อะไร ? สิงคาลมาณพจึงทูลว่า : เมื่อบิดาทำกาละได้สั่งไว้ว่า ทิสา ตาต นมสเสยยาสิ - ดูกรพ่อ, เธอจงไหว้ทิศ ทั้งหลาย. ดูก่อนพ่อนี้ หมายความว่า พ่อพูดกับลูกแล้วเรียกลูกว่า พ่อหนูทำนองนั้น. เธอจงไหว้ทิศทั้งหลาย .. "ตั้ม โส โข อหิ ภนเต ปีตุ วจนํ สกฺกโรนฺโต ครุกโรนโต มาเนนโต - เมื่อข้าพระองค์ทำความสักการะทำความเคารพ ทำความนับถือต่อคำสั่ง ของบิดา ข้าพระองค์จึงทำอย่างนี้. นี้ขอให้คิดดูว่า เขาใช้คำ สกฺกโรนฺโต - กระทำสักการะอยู่, ครุกโรฺโต - กระทำความเคารพอยู่, มาเนนโต - ทำความนับถืออยู่, บีตุ วจน์ - ต่อถ้อยคำ ของพ่อ จึงได้ทำอย่างนี้. ทีนี้ เราควรจะนึกกันเป็นพิเศษสักหน่อยที่ตรงนี้ว่า เด็กของเราสมัยนี้ จะทำ อย่างนี้ต่อคำสั่งของพ่อไหม ? เมื่อพ่อยังอยู่ตาดำ ๆ ก็ยังไม่เชื่อ ยังจะโกรธพ่อ ยังจะ ค่าพ่อของมัน พ่อตายแล้ว จะ สกฺกโรนฺโต ครุกโรนฺโต มาเนนโต - ต่อถ้อยคำของ พ่อหรือไม่ ? นี่มันเป็นเครื่องเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างระหว่างยุคโบราณกับยุคนี้ ; แล้วก็ในระหว่างตระกูล หรือครอบครัวที่ดี กับครอบครัวที่เลว. ในสกุลที่เลว ไม่มีใครเคารพบิดามารดาครูบาอาจารย์ ไม่เชื่อฟัง ; ยังเป็น ๆ ก็ไม่เชื่อฟัง อย่าว่า แต่ตายแล้ว. มาณพนี้บิดาตายแล้ว เขาก็ยังทำตามคำสั่งของบิดาทุกวัน เสียเวลาวัน ละเล็กละน้อย มาทำการบูชาไหว้ทิศ อยู่ที่แจ้ง ที่โล่ง นอกเมือง.

น.422 เมื่อพระพุทธองค์ได้ฟังถ้อยคำของคนหนุ่มคนนี้แล้ว ก็ตรัสกะเขาว่า น โข คหปติปุตฺต อริยสส วินเย เอวิ ฉ ทิสา นมสสิตพพาติ - ดูก่อนคฤหบดีบุตร, ในอริยวินัย เขาไม่ไหว้ทิศทั้ง ๖ กันอย่างนี้ดอก. พระพุทธเจ้าท่านตรัสบอกคนหนุ่ม นั้นว่า ถ้าในระเบียบของพระอริยเจ้า, ในอริยวินัยแล้ว ; เขาไม่ไหว้ทิศกันอย่างนี้ดอก. มันก็ทำความฉงนอย่างยิ่งให้แก่คนหนุ่มคนนั้นทันที. เขาจึงทูลถามพระพุทธเจ้า และขอร้องไปในตัวว่า : กลากลิ ปน ◌ฺเต อริยฺส วินเย ฉ ทิสา นมสสิตพพา ? - ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าอย่างนั้น ในอริย- วินัยนั้น เขาไหว้ทิศทั้ง ๖ กันอย่างไรเล่า ? สาธุ เม ภนฺเต ภควา ตถา ธมฺมํ เทเสตุ -ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคจงแสดงธรรมข้อนั้นแก่ข้าพระองค์เถิด. ยถา อริยสส วินเย ฉ ทิสา นมสสิตพชาติ คือตามที่เขาไหว้ทิศทั้ง ๖ กันในอริยวินัยนี้ คนหนุ่มนี้เกิดสนใจขึ้นมาว่า เมื่อพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าในอริยวินัย. จำไว้ให้ดีว่า คำว่า "อริยวินัย" เขาไม่ไหว้ทิศกันอย่างนั้น. คนหนุ่มนี้จึงขอร้องว่า ไหว้กันอย่างไร ขอให้ทรงแสดง. พระพุทธเจ้าก็ตรัสคำว่า ยโต โข คหฺปติปฺตฺต ฯลฯ เป็นต้น ยืดยาวไป เลยว่า : ดูก่อนคฤหบดีบุตร, กรรมกิเลส ๔ อย่าง เป็นสิ่งที่อริยสาวกละขาดแล้ว กรรมกิเลส ๔ อย่าง อริยสาวกละขาดแล้วนี้อย่างหนึ่ง, จตฺหิ ซาเนหิ ปาปกมฺมํ น กโรติ ฯลฯ อริยสาวกนั้น ไม่กระทำกรรมอันเป็นบาปด้วยฐานะทั้ง ๔ นี่อย่างหนึ่ง, อริยสาวกนั้น ไม่เสพคบซึ่งปากทางแห่งอบาย แห่งโภคะทั้งหลาย ๖ ประการ นี่อย่างหนึ่ง, อริยสาวกนั้นเป็นผู้ปกขีดทิศทั้งหลาย ๖ ดีแล้ว นี้อย่างหนึ่ง, รวมเป็น ๔ พวกด้วยกัน. พวกที่ ๑ ว่า กรรมกิเลส ๔ ประการ อริยสาวก ละแล้ว ละขาดแล้ว : นี่คือไม่ทำปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท.

น.423 พวกที่ ๒ คือที่ว่า ไม่ได้ทำบาปในฐานะ ๔ ประการ คือไม่ทำบาป ด้วยอคติทั้ง ๔ ไม่มีฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ ภยาคติ อย่าให้อคติทั้ง ๔ นี้ครอบงำ แล้วทำความผิดความชั่วได้. พวกที่ ๓ ไม่เสพอบายมุข ๖ อย่าง : ไม่ดื่มน้ำเมา ไม่เที่ยวกลางคืน ไม่ดูการเล่น ไม่เล่นการพนัน ไม่คบคนชั่วเป็นมิตร ไม่เกียจคร้านทำการงาน ๖ อย่างนี้ เรียกว่าปากทางแห่งความฉิบหาย ก็ไม่เสพคบโดยเด็ดขาด. พวกที่ ๔ สุดท้ายว่า : ฉ ทิสา ปฏิจฉาติ ปิดกั้นเฉพาะแล้วซึ่งอันตราย หรือโทษทั้งหลายอันจะมาจากทิศทั้ง ๖. นี่เรียกว่าปกปิดทิศทั้ง ๖ กั้นไว้ดี ไม่ให้อันตราย เข้ามาจากทิศทั้ง ๖ นี่เรียกว่าทิศ ๖ ทิศข้างหน้าก็คือ บิดามารดา, ทิศข้างหลังก็คือบุตร ภรรยา, ทิศข้างขวา ครูบาอาจารย์, ทิศข้างซ้ายคือทิศเหนือ ก็มิตรอำมาตย์, ทิศข้างล่างก็คือทาส กรรมกร, ทิศข้างบนก็คือ สมณะและพราหมณ์. มันมีอยู่ ๖ ทิศ ที่เรียกปุถุทิศ ทั้ง ๖ แต่ละทิศ ๆ ถ้าอุดไม่ดี บีดไม่ดี กั้นไว้ไม่ดี มันจะมีอันตรายหลั่งไหลเข้ามา ทีเดียว : เป็นบาปกรรมบ้าง เป็นความชั่วบ้าง เป็นความเสียหายเจ็บปวดรวดร้าว หรือถึงแก่ความตายบ้าง. คนเราต้องขีดกั้นทิศทั้ง ๖ อย่าให้มีรูรั่ว อย่าให้มี อันตรายเข้ามาตามทิศนั้น ๆ. ทิศเบื้องหน้า ต้องปฏิบัติต่อบิดามารดาให้ถูกต้อง อย่าให้มีความผิด พลาดได้; เพราะถ้าผิดพลาดมันก็มีอันตรายเข้ามา. ทิศเบื้องหลัง บุตรภรรยานี้ หรือที่คล้ายกัน ก็ต้องปิดกั้นให้ดี หมายถึง ปฏิบัติให้ถูกต้อง มิฉะนั้น จะมีอันตรายเกิดขึ้น นี่อย่างนี้ทั้งนั้น,

น.424 ทิศทางขวา ครูบาอาจารย์ ประพฤติผิดต่อครูบาอาจารย์ เหมือนกับที่ คนเดี๋ยวนี้ประพฤติกันอยู่นี่ มันก็มีความฉิบหายทั้งบ้านทั้งเมือง เพราะไม่เคารพนับถือ ครูบาอาจารย์ คนเฒ่า คนแก่ เป็นอันธพาลกันทั้งบ้านทั้งเมือง. ทิศทางซ้าย เป็นมิตร มิตรสหายมิตรอมาตย์ญาติสาโลหิต มิตรสหาย เอาคำมิตรสหายมาเป็นหลักว่าเพื่อน ทางซ้ายมือเป็นที่อยู่ของเพื่อนๆ ต้องประพฤติ ปฏิบัติให้ถูก ทุก ๆ ชนิดของเพื่อน. ทิศข้างล่างนั้นบ่าวไพร่ ก็เหมือนกันแหละ ประพฤติผิดต่อบ่าวไพร่ มันจะกลายเป็นอันตราย เป็นศัตรูขึ้นมา. ทิศข้างบนสูงสุด ก็คือเรื่องทางจิตใจวิญญาณ ทางศาสนา มีสมณะ และพราหมณ์เป็นเจ้าหน้าที่ ต้องปฏิบัติให้ถูกต่อสมณพราหมณ์เหล่านั้น มิฉะนั้น จะมี อันตรายเข้ามา. คำว่า สมณะ หมายถึง ผู้สอนศาสนา หรือผู้ปฏิบัติศาสนา ที่เป็นนักบวช ; คำว่า พราหมณ์ คือผู้รู้ศาสนา และปฏิบัติศาสนาที่เป็นฆราวาส. รวมกันทั้งสองอย่างเรียกว่า สมณพราหมณ์. เขาเป็นผู้รู้ เป็นผู้ปฏิบัติ เป็นผู้สอน ศาสนา; อยู่ที่บ้านเรียกว่า พราหมณ์, อยู่ที่วัดหรืออยู่ในป่าเรียกว่า สมณะ ; รวมกันเรียกว่าสมณพราหมณ์. นี้เป็นผู้นำในทางจิต ทางวิญญาณ จึงเอาไว้ข้างบนสุด ต้องทำให้ดี. เมื่อทำถูกต้องครบทั้ง ๖ ทิศ ทิศสำคัญ ๆ ทั้ง ๖ ทิศแล้ว ก็เป็นอันว่า เป็นผู้ขีดกั้นทิศทั้ง ๖ แล้วด้วยดี นี่คือการไหว้ทิศในอริยวินัย ซึ่งเป็นแบบระเบียบของ พระอริยเจ้า. ในพระบาลีนี้บ่งไว้ชัดว่า : ต้องเว้นจากกรรมกิเลสทั้ง ๔ ด้วย, เว้นจาก อคติทั้ง ๔ ด้วย, เว้นจากอบายมุขทั้ง ๖ ด้วย, แล้วปฏิบัติถูกต่อบุคคลทั้ง ๖ ประเภท นั้นด้วย ; จึงจะรวมกันเรียกว่า ไหว้ทิศในอริยวินัย, ดูตามตัวหนังสือแล้วเป็น

น.425 อย่างนี้ ไม่ได้เล็งเฉพาะไหว้ทิศทั้ง ๖ อย่างเดียว มีอะไรเพิ่มเข้ามาเป็น ๔ หมวด ด้วยกัน. ทีนี้ ก็ตรัสอานิสงส์ ของการไหว้ทิศทั้ง ๖ นี้ว่า : อุโภ โลก วิชยาย ปฏิปันโน โหติ - บุคคลชนิดนี้ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติแล้ว เพื่อชนะโลกทั้ง ๒ โลก ตสฺส อยญเจว โลโก อารทฺโธ โหติ ปโร จ โลโก - โลกนี้เขาก็ปรารภดีแล้ว โลกอื่นเขา ก็ปรารภดีแล้ว ; โส กายสส เภทา ปริ มรณา สุคติ สฺคํ โลกํ อุปปชชติ - เขานั้น เบื้องหลังแต่การตาย เพราะการทำลายแห่งกาย ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ด้วย นี้ทรง แสดงอานิสงส์ของการไหว้ทิศ ตามอริยวินัย. คำสำคัญมีอยู่คำหนึ่ง ที่น่าจดจำไว้เป็นอย่างยิ่ง ก็คือคำว่า อุโภ โลก วิชโย - เป็นผู้วิชโยในโลกทั้งสอง. วิชโย แปลว่า ชนะอย่างวิเศษ. วิชัย, พิชัย นี่ แปลว่า ชนะอย่างวิเศษ. อุโภโลกวิชัย - ชนะอย่างวิเศษในโลกทั้งสอง, คือโลกนี้ ก็ตาม โลกอื่นก็ตาม. คำว่าไหว้ทิศถูกต้องอย่างดีแล้วก็ชนะเลิศในโลกทั้งสอง นี้คือ ระเบียบปฏิบัติที่เรียกว่าการไหว้ทิศทั้ง ๖ ในอริยวินัย ที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสแก่ มาณพคนนั้น. แต่เนื่องจากท่านได้ตรัสว่า ทิศเบื้องซ้าย คือมิตรสหาย จะต้องปิดกั้นให้ดีนี้ ; ท่านก็เลยแสดงถึงลักษณะของมิตรแถมพกผนวกให้ว่า มิตรแท้เป็นอย่างไร ; มิตรที่ไม่แท้ คือมิตรเทียมเป็นอย่างไร. มิตรเทียม มิตรปลอม ก็คือ มิตรมีแต่จะบนเอาไปเท่านั้น, มิตรดีแต่พูดด้วยปาก, มิตรดีแต่พูดเพราะ ๆ ให้หลง, มิตรที่ชักชวนในทางฉิบหาย ; ๔ มิตรนี้ใช้ไม่ได้. มิตรที่ ๑ คอยหาโอกาสแต่จะขนเอาไปเท่านั้น คือเอาเปรียบเรื่อย. มิตรที่ ๒ ปากพูด แต่ไม่ทำอะไรจริงเหมือนปาก. มิตรที่ ๓ นี้ พูดเพราะ จนเราหลงไป. มิตรที่ ๔ ชักนำไปในทางความฉิบหาย โดยเจตนารู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้าง. นี่ทั้ง ๔ อย่างนี้ เป็นมิตรปฏิรูป คือไม่ใช่มิตร.

น.426 มิตรแท้ ก็คือว่า มิตรมีอุปการะ แล้วก็มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ แล้วก็ มิตรที่บอกสอนแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ แล้วมิตรที่คอยช่วยเหลือ คือมีจิตใจที่คอย ติดตามช่วยเหลือเรื่อย. ๔ พวกนี้เรียกว่ามิตรแท้: เพื่อเขาจะได้ปฏิบัติต่อทิศ คือทิศเบื้องซ้ายอย่างถูกต้อง พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า; อย่างไรมิตรแท้, อย่างไร มิตรเทียม. มาณพหนุ่มคนนั้นก็เข้าใจ ; ไม่ใช่เข้าใจอย่างเดียว เห็นแจ้งด้วยมองเห็น ว่าอย่างนั้นเป็นอย่างนั้น มันดีแท้ มันมีประโยชน์แท้ ; โดยหลักของกาลามสูตรนี้ ไม่ต้องเชื่อตามพระพุทธเจ้าบอก; แต่มองเห็นด้วยตนเองว่า อย่างนั้น มันเป็นการ ไหว้ทิศที่แท้ ที่จริงที่แท้ที่มีประโยชน์. เขาเชื่อด้วยตัวเองว่ามันตรง, คือตรง ตามที่พระพุทธเจ้าตรัส. เขาก็เลยกล่าวขึ้น เป็นการแสดงความรู้สึกความพอใจ ว่าขอ แสดงตัวเป็นอุบาสก. อภิกกนต์ ภนฺเต อภิกกนฺติ ภันเต ; นี้ช่วยจำกันไว้ จะมี คำอย่างนี้ทุกหนทุกแห่ง ในเมื่อมีผู้ชอบใจ ในเมื่อการแสดงธรรมอะไรจบลงไป อภิกกนฺติ แปลว่า ดีเหลือเกิน หรือไปได้ไกลเหลือเกิน. อภิกกนฺติ ภฺเต - ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วิเศษแท้ วิเศษแท้ อะไรทำนองนี้. คำมันแปล ตามตัวหนังสือ ก็ไม่ค่อยได้. บางที ก็แปลว่า ไพเราะนัก ไพเราะนัก พระเจ้าข้า ; แต่ตัวหนังสือมันแปลว่า มันไปลิบเหลือเกินไปไกลลิบ มันวิเศษสูงสุดเหลือเกิน. พูดไม่ เอาตามตัวหนังสือเป็นหลักก็ต้องว่า วิเศษจริง ๆ. เสยยถาปี่ ภนเต นิกกุชชิติ วา อุกกุชเชยย - มันเปรียบเหมือนหงายของที่คว่ำอยู่, ปฏิฉนฺนํ วา วิวเรยย - มัน เปรียบเหมือนกับเปิดของที่บีดอยู่, มูฬหสสา วา มคฺคํ อาจิกเขยย - เหมือนกับ บอกหนทางให้แก่คนที่กำลังหลงทาง, อนุธกาเร วา เตลปชโชติ ธาเรยย จกขุมฺโต

น.427 รูปานิ ทกขนฺติ - เหมือนกับจุดตะเกียงวางไว้ที่มืด คนก็เห็นสิ่งต่าง ๆ. เอวเมว ภควตา อเนกปริยาเยน ธมฺโม ปกาสิโต. - ธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประกาศแล้ว ปริยายนี้ มันเป็นอย่างนั้น. เอสาห์ ภนฺเต ภควนฺติ สรณ์ คจฉามิ พุทธญจ ธมฺมญจ ภิกขุสงฺฆญฺจ - ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าว่าเป็นสรณะ พร้อมทั้ง พระธรรม พร้อมทั้งพระสงฆ์, อุปาสกฺ มํ ภควา ธาเรตุ อฺฺตฺเค ปาณฺเปติ สรณ์ คติ - ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงถือว่าข้าพระพุทธเจ้าเป็นอุบาสก ถึงพระรัตนตรัย ผู้ถึงพระรัตนตรัย ผู้นั่งใกล้พระรัตนตรัย จำเดิมแต่วันนี้ไปจนตลอดชีวิต. นี่ขอให้พิจารณาดูว่า พุทธจริยาเป็นอย่างไร กลางถนนหนทางพระองค์ก็ ทรงทำหน้าที่ของพระองค์ได้. นี้ ขณะกำลังไปบิณฑบาตอยู่ด้วย ; ไม่ทรงคิดถึงว่า โอ๊ย ! ไปบิณฑบาต ดีกว่า ; เดี๋ยวก็จะหิวเปล่า ๆ. ที่ทรงนั่งอธิบายนี้ สูตรนี้ยาวตั้งสิบกว่าหน้า, ที่เป็นภาษาบาลี กินเวลาตั้งชั่วโมง. ท่านไม่รีบร้อนจะไปบิณฑบาต หาข้าวมาฉัน ดีกว่า. ถ้าเหมือนอย่างพระสมัยนี้ก็จะไปบิณฑบาต ฉันเสียก่อนดีกว่า ; นี่พูด กันตรง ๆ อย่างนี้. แต่พระพุทธองค์ทรงเห็นว่ามันเป็นหน้าที่หรือเป็นสิ่งที่ต้องกระทำ ; เรื่องบิณฑบาตนั้นสายเท่าไรก็ได้ เมื่อไรก็ได้ ; จึงทรงกระทำพุทธจริยาตามถนน หนทาง แก่ผู้ที่บังเอิญพบกันตามถนนหนทางอย่างนี้; ทำให้เกิดอุบาสก เกิดผู้ถึง พระพุทธศาสนากลางถนนหนทาง. เป็นพุทธจริยาในข้อที่ว่า ไม่นึกถึงพระองค์ จะหิวจะกระหาย จะลำบากอะไรต่าง ๆ; ถ้าว่าตั้งใจจะโปรดคนนี้แล้ว ก็จะต้อง โปรดจนสำเร็จ.

น.428 ๓๙๐ ผสมสมหากพบเห็นโม พุทธจริยา ตอนที่ ๑๒ สรุปความว่า ในเรื่องนี้ มันเกี่ยวกับการไหว้ทิศ การไหว้ทิศอย่างนี้ หมายความว่า ปฏิบัติถูกต่อสิ่งแวดล้อมทุกอย่างทุกประการ. คนเรานั้นอยู่ในสิ่ง แวดล้อมมากมายหลายอย่าง หลายประการ หลายสถาน หลายทิศหลายทาง. เราต้อง ปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้นให้ถูกต้องทุกทิศทุกทาง. เมื่อปฏิบัติอย่างนี้เรียกว่า ไหว้ทิศใน อริยวินัยนี้. ส่วนไหว้ทิศตามแบบเดิม ๆ คือไหว้ไปยังทิศจริง ๆ นั้น มันเป็นของ ศาสนาอื่น เป็นของลัทธิอื่น ; ไม่ใช่ในอริยวินัยนี้. แต่ว่ากิริยามันก็จะเหมือนกัน ก็ได้ เราไปรู้ในใจของเขาไม่ได้ เช่นว่า เขาไปยืนไหว้ทิศทั้งหลายอยู่ในที่แจ้ง ผ้าเปียกผมเปียกอย่างคนหนุ่มคนนี้ ในใจเขาคิดว่าอะไรก็ยังไม่รู้ แต่ว่าถ้าเขาอยากจะ ทำกิริยาอย่างนั้น แต่ในใจเขาคิดอย่างถูกต้อง มันก็ทำได้เหมือนกัน. ต่อไปเขาคงจะ ทำอย่างนี้ คือว่า ถ้าเขาจะไปยืนไหว้ทิศอยู่กลางที่แจ้ง ; แต่ในใจของเขาจะคิดเสียใหม่ ทบทวนเสียใหม่ว่า จะปฏิบัติตามนี้ก็ได้. มันมีเรื่องอยู่ในอรรถกถาอยู่เรื่องหนึ่ง ซึ่งน่าเอามาคิด ว่าพระสารีบุตร เป็นพระอรหันต์ พอถึงเวลาจะนอน ก็ให้วทิศ ; คือรู้ว่า พระอัสสชิกำลังพักอยู่ ที่เมืองไหน ทิศไหนแล้ว พระสารีบุตรก็จะไหว้ไปยังทิศนั้นทุกครั้ง, หรือว่าทุกคืน ที่จะล้มลงนอน. ภิกษุทั้งหลายเห็นพระสารีบุตรทำอย่างนั้น ก็เลยเข้าใจผิดไป ตามประสาภิกษุที่ยังไม่รู้อะไร ; และคิดว่าพระสารีบุตรเป็นพระอรหันต์แล้ว ทำไม จึงปฏิบัติการไหว้ทิศ เหมือนกับลัทธิภายนอก ; ก็ไปฟ้องพระพุทธเจ้า. พระพุทธเจ้าจึงตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ไม่ใช่อย่างนั้น ; เรื่องมันจึง ปรากฏออกมาว่า การไหว้ทิศของพระสารีบุตรนั้นคือ การกตัญญูรู้คุณ ต่อพระอัสสชิ, ผู้ที่ได้ทำให้ได้เกิดแสงสว่างขึ้นเป็นครั้งแรก จนได้เข้ามาในธรรมวินัยนี้; ดังนั้น พระ สารีบุตรก็ ไหว้ทิศเหมือนกัน แต่ในใจของท่าน เป็นอย่างหนึ่ง.

น.429 มัลตรงนี้เราสังเกตดูให้ดี ๆ ว่า คนกตัญญูก็ไหว้ทิศ ; สิงคาลมาณพก็ไหว้ทิศ เพราะเขากตัญญูต่อพ่อที่สั่งไว้ เมื่อจะตายว่า “ลูกจงไหว้ทิศ. ที่นี้พระสารีบุตรก็กตัญญู ต่อพระอัสสชิ ก็ไหว้ทิศ ช่วยจำกันไว้ด้วยว่า คนกตัญญูต้องไหว้ทิศ. ไ ขอแต่ให้ ไหว้ถูกต้องก็แล้วกัน ; เวลาจะทำอะไร จะนอนหรือเวลาไหนที่มันเหมาะนั้น ควร จะไหว้ทิศกันบ้าง แต่ว่าไหว้กันให้ถูกตามแบบของอริยวินัย. เอาละตรงนี้จะขอโอกาสพิเศษสักหน่อยหนึ่ง อธิบายคำว่าอริยวินัย เดี๋ยว จะลืมไปเสียอีก. ให้ช่วยจำคำว่า อริยวินัย ๆ นี้ไว้ดี ๆ ว่ามันเป็นระเบียบอีกระเบียบ หนึ่ง ซึ่งมันตรงกันข้ามกับระเบียบของปุถุชนหรือข้าวบ้าน เช่นว่าการไหว้ทิศ ตามแบบอริยวินัยเป็นอย่างนี้. (See ส่วนการไหว้ทิศแบบชาวบ้านเป็นอย่างที่เขาทำทีแรก นี่แสดงความแตกต่างระหว่างอริยวินัยกับวินัยของชาวบ้าน. พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ในสูตรหนึ่งว่า ในอริยวินัยนี้ถือว่า ทะเลอยู่ใน ตัวคน คือที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐ์พพะ ธัมมารมณ์ ; นี้คือทะเลในอริยวินัย. ทะเลของชาวบ้านก็มีอยู่ที่ทะเล ที่โน้น ที่แล่นเรือกัน. แต่ว่า สมุทรหรือทะเลในอริยวินัยนั้น มันอยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ของคนด้วย, และ มันอยู่ที่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ด้วย. อายตนะภายในนี่ หมายถึงทะเลที่มีสัตว์ร้าย คือคำว่าทะเลนี่เรียกว่าสมุทร, บาลีเรียกว่าสมุทร ตัว ทะเลขนาดใหญ่เรียกว่าสมุทร แต่ไม่ถึงมหาสมุทร. ม่อน ในทะเลนี้ มันมีความหมายว่า ในทะเลต้องมีคลื่น ในทะเลต้องมีสัตว์ร้าย เช่นปลาฉลามเป็นต้น ; จะต้องมียักษ์ มีรากษสอะไรอยู่ในทะเลในสมุทรนั้น ตามความเชื่อของคนสมัยโน้น. และมหาสมุทรนี้ เป็นสิ่งที่เต็มไม่ได้, ความหมายของทะเลคือ เต็มไม่ได้ แล้วก็มีคลื่น ก็มีสัตว์ร้าย มียักษ์ มีอะไรมากมาย.วันที่อยู่ๆซัมถึงชิตะกรณ์ บุกพบมินกฤตพิชณ์erieต้อนสติกไข

น.430 พระพุทธเจ้าตรัสว่า : ในอริยวินัยนั้น ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็น ทะเล ;าก เพราะมันเหมือนกับมีคลื่น มีสัตว์ร้าย รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์นั้น เป็นเหมือนกับทะเล เพราะเป็นที่จม ที่จมของสัตว์ .. สัตว์จมลง ไปแล้ว มันขึ้นไม่ได้. ให้เข้าใจว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, รูป เสียง กลิ่น รส โผฎรัพพะ ธัมมารมณ์, นี่คือสมุทรหรือทะเลใน อริยวินัย ; ในอริยวินัย ไม่เรียก ทะเลอย่างนั้นว่าทะเล ; แต่เรียกอย่างนี้ว่าทะเล. นี้ในสังยุตตนิกาย สหายตนสังยุตต์ มีพระพุทธภาษิตว่าดังนี้ ไม่ใช่อรรถกถา. ในอังคุตตรนิกายมีว่าในอริยวินัยนี้ ถือว่าการหัวเราะ นั่นมันเป็น อาการของเด็กนอนเบาะ, การร้องเพลงนี้เป็นการร้องไห้, การเต้นรำนั้นคืออาการ ของคนบ้า ; หมายความว่า ในโลกนี้จะหัวเราะ จะร้องไห้ จะเต้นรำ อะไรก็ได้ เพราะมันในโลกนี้ เพราะบัญญัติกันอย่างนี้. แต่ถ้าในอริยวินัยแล้ว มีการบัญญัติ อย่างอื่น บัญญัติว่า การเต้นรำนั้นคืออาการของคนบ้า, ร้องเพลงนั่นคือร้องไห้, และหัวเราะฮาฮาอยู่อย่างนี้ นั่นคือเด็กอ่อนนอนเบาะ มันยิ้มแหยอยู่เรื่อย. กก ฉะนั้น ถ้าใครอยากอยู่ในอริยวินัย จะต้องถือว่า สามอย่างนี้ ไม่ใช่เรื่องในอริยวินัย ต้องเว้น คือจะไม่หัวเราะ. การหัวเราะนี้คือการไม่บังคับตัวเอง แล้วก็หัวเราะนี่, แล้วจะไม่ร้องเพลง แล้วจะไม่เต้นรำ; เพราะในอริยวินัยถือว่ามันเป็นเรื่องของ คนบ้า เรื่องของคนร้องไห้ เรื่องของเด็กอมมือ นอนเบาะ ; "นี่คือคำว่าอริยวินัย ในสังยุตตนิกายแห่งหนึ่งมีว่า คำว่าน้ำนมในอริยวินัยนั้น หมายถึงเลือด ในอกของแม่ ; เมื่อชาวบ้านกินนมนี้เขาก็เรียกว่านม หรือเป็นอาหารชนิดหนึ่ง ; แต่ในอริยวินัยเรียกน้ำนมนั้นว่า เลือดในอกของแม่ ; นี้เกี่ยวกับภาษาล้วน ๆ. หรือว่าในอริยวินัยนั้นถือว่า การทำผิดแล้วขอโทษนี้ คือความเจริญในอริยวินัย ทำผิดแล้วไม่ขอโทษคือความฉิบหาย ในทางอริยวินัย ; เพราะฉะนั้น ในอริยวินัย

น.431 มีความเจริญคือขอโทษ. หรือเมื่อพูดถึงทรัพย์สมบัติแล้ว ในอริยวินัยนั้น เขาไม่ถือ เข้าของเงินทองวัวควายไร่นาเป็นทรัพย์ ; ในอริยวินัยถือว่า ศรัทธา ศีล หิริโอตตัปปะ พาหุสัจจะ จาคะ ปัญญา อะไรเหล่านี้ ๆ แหละ คือเป็นทรัพย์ใน อริยวินัย ; ถ้าทรัพย์ของชาวบ้านต้องเป็นเงินทองข้าวของ อย่างที่เขาเรียกกันว่าทรัพย์ แต่ในอริยวินัยไม่เรียก. เราจะเห็นได้กันอย่างลึกซึ้งว่า ในอริยวินัยนี้หมายเอาธรรม เอาพระธรรม หรือเอาธรรมนี้เป็นหลัก : แต่ถ้าภาษาชาวบ้านภาษาปุถุชน ก็เอาสิ่งของ เอาอะไร อย่างนั้นแหละเป็นหลัก. ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่นว่าอาหาร คำว่า อาหาร ในภาษาชาวบ้านนั้นก็คือ ข้าว ปลา ต้มแกง ขนม อะไรที่กินทุกวันนั่นแหละคืออาหาร. แต่ทำไมในอริยวินัย ถือว่าธรรมะเป็นอาหาร. ถ้าพูดว่า เครื่องนุ่งห่ม ชาวบ้านถือว่าเสื้อผ้าอะไรต่าง ๆ นี้ เป็นเครื่องนุ่งห่ม แต่ในอริยวินัยถือว่าธรรมะเป็นเครื่องนุ่งห่ม. เราต้องปฏิบัติ ธรรมะ ธรรมะจะเป็นเหมือนกับเครื่องนุ่งห่ม ปกปิดสิ่งที่ควรละอาย ; เสื้อผ้ามันปกปิด อวัยวะควรละอาย ; เขาเรียกว่าเป็นเครื่องนุ่งห่มในภาษาชาวบ้าน. แต่ว่าธรรมะนี้ มันเป็นเครื่อง เป็นสิ่งปกปิดความละอายในภาษาพระอริยเจ้า. ท่านไม่ถือเอาเรื่อง นุ่งผ้า หรือไม่นุ่งผ้าเป็นหลัก ; ถือว่าต้องมีธรรมะ หรือไม่มีธรรมะนั่นแหละเป็นหลัก ถ้ามีธรรมะก็เหมือนกับคนที่นุ่งผ้า ถ้าไม่มีธรรมะก็เหมือนกับคนที่เปลือยกาย. ที่อยู่อาศัยก็เหมือนกัน ชาวบ้านก็หมายถึงบ้านเรือนตึกรามอะไรอย่างนี้ ; ในอริยวินัยถือว่า ธรรมะที่เราประพฤติอยู่ ปฏิบัติอยู่ เราอยู่ในธรรมะ ; ฉะนั้น ธรรมะ เป็นบ้านเรือนของเรา เป็นที่อยู่ของเรา.

น.432 ทีนี้พูดถึงยาแก้โรค ภาษาชาวบ้านก็ไปขอจากหมอที่สุขศาลา ที่อะไร ทำนองนั้น ; แต่ในภาษาพระอริยวินัยนี้ ธรรมะเป็นยาแก้โรค. อะไร ๆ มันก็มาที่ ธรรมะหมด ไม่เอาอะไรอย่างที่ชาวบ้านเขาว่ากัน หรือยึดถือกัน. นี่เป็นตัวอย่างพอให้ท่านทั้งหลายเข้าใจคำว่า อริยวินัย เมื่อพูดว่าอริยวินัย มันก็หมายถึงหลักปฏิบัติของพระอริยเจ้า ซึ่งไม่เหมือนกับที่ชาวบ้านเขาถือกัน. ตัวอย่างเช่นไหว้ทิศทั้ง ๖ ชาวบ้านทำอย่างนั้น ในอริยวินัยทำอย่างนี้ ; เพราะฉะนั้น ขอให้เข้าใจคำว่า อริยวินัยนี้ ไว้เป็นหลักด้วย ต่อไปจะไม่ต้องพูดกันลำบาก พอพูดว่า อริยวินัยคำเดียวก็เข้าใจได้. เดี๋ยวนี้คนเรา พวกเรา ในเวลานี้ ในปัจจุบันนี้ ดูจะไม่ค่อยชอบอะไร ๆ ในอริยวินัยนั้น ไปชอบอะไรอย่างปุถุชนวินัยเสียหมด. พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ใน สูตรอื่นว่านรกก็ดี สวรรค์ก็ดี อยู่ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นั่น เราไม่สนใจเอง ; เราไปสนใจนรกใต้ดิน สวรรค์บนฟ้าโน่น ; อย่างนั้นมันไม่ใช่ของอริยวินัย. เราจะ ต้องมีอะไรของพระอริยเจ้าในอริยวินัยนี้ช่วยคุ้มครองไว้, อย่าให้มันเป็นนรกขึ้นมาที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ; หรือว่าถ้าเป็นสวรรค์ก็เป็นกันที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ; แต่ว่าอย่าเป็นเลยนั่นแหละดี. เพราะว่านรกก็ไม่ไหว สวรรค์ก็ไม่ไหว มันยุ่งทั้งนั้น ; ดังนั้นจึงไม่ถือว่าเป็นสิ่งที่ควรปรารถนา จึงถือว่าตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นเหมือน มหาสมุทร เป็นเหมือนนรก เป็นชนิดที่มันน่ากลัว. นี่คือคำว่าอริยวินัย ที่ได้ตรัสแนะให้แก่คนหนุ่มคนหนึ่ง กลางถนนหนทาง นี้เป็นพุทธจริยาที่ว่า พระองค์ทรงกระทำอะไร ทรงเป็นอะไร แก่บุคคลที่พบตามถนน หนทาง. นี้เป็นเรื่องที่ ๒.

น.433 เรื่องที่ ๓ เด็กถวายบิณฑบาตทราย อยากจะเอาเรื่องที่เห็นในภาพหินสลักมาพูด ยังไม่เคยพบในคัมภีร์โดยตรง ของฝ่ายเรา แต่อาจจะมีของฝ่ายอื่น ; คือเรื่องเด็ก ๆ เอาทรายใส่บาตรพระพุทธเจ้า. พระพุทธเจ้าท่านไปบิณฑบาตตามถนนหนทาง เด็ก ๆ ก็เอาทรายใส่บาตร. ในอรรถ- กฤษฎีกามีที่ไหนบ้าง ? ถ้าใครนึกออกหรือทราบก็ช่วยบอก อาตมายังนึกไม่ออก แต่ว่า เห็นในภาพสลักสองพันกว่าปีมาแล้ว. โอกาสนี้ก็อยากจะพูดถึงหินสลักสักหน่อย หินสลักสองพันกว่าปีนั้น มันมี ก่อนพระคัมภีร์ต่าง ๆ พระคัมภีร์เพิ่งเขียนสักพันกว่าปีมานี้เอง พระคัมภีร์เขียนตาม หินสลักแทบทั้งนั้น. ที่ในหินสลักนั้นมีภาพเด็กเอาทรายใส่บาตรพระพุทธเจ้า และเขา ถือว่าเป็นเรื่องที่มีเรื่อง, เป็นเรื่องที่มันมีเรื่อง ; มิฉะนั้นเขาก็จะไม่สลักลงไปไว้ในหิน. เด็ก ๒-๓ คน เอาทรายใส่บาตรพระพุทธเจ้า เหมือนกับการตักบาตร. เอาใจความว่า พระพุทธเจ้าไปบิณฑบาตตามถนน เด็กเอาทรายใส่บาตร. พระพุทธเจ้า ท่านทำอย่างไร ; นั้นเป็นพุทธจริยา คือท่านก็รับให้เด็กใส่บาตร. เราจะต้องนึกถึง พระพุทธจริยา ว่าจะทรงกระทำอย่างนั้นจริง ; หรือว่าผู้กระทำหินสลัก เขาต้องการ จะสลักเอาตามความพอใจของเขา. ถ้าสงสัยอย่างนี้ ก็ไปดูภาพสลักอื่น ๆ ตั้งหลายร้อย ภาพเถิด ; มันมีเรื่องจริงตามพระคัมภีร์ทั้งนั้น. ถ้าจะถือว่าภาพไม่น่าเชื่อ นี้มันก็เป็น ส่วนจริงตามพระคัมภีร์ด้วยเหมือนกัน. เพื่อที่จะเห็นว่า พระพุทธจริยานั้นเป็นอย่างไร. ถ้าเราสังเกตดูในน้ำ พระทัย ในปฏิปทาของพระพุทธเจ้า ทุกอย่าง ทุกทางแล้ว ; มันควรจะเป็นไปได้ที่ว่า ถ้าเด็กเอาทรายมาใส่ พระพุทธเจ้าท่านก็จะยอมให้ใส่ลงไป; เพื่อประโยชน์ว่าเด็ก ๆ จะได้บุญ เด็ก ๆ จะได้พอใจ จะได้สบายใจกันอย่างยิ่ง. ไม่ใช่ว่า มาเล่นหุงข้าว

น.434 หุงแกงกับเด็ก ๆ ; แต่ว่าเป็นพุทธจริยาที่ว่า จะต้องทำอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อเด็ก ต้องการอย่างนี้. อาตมาเชื่อว่าพระพุทธเจ้าจะต้องทรงกระทำตามความประสงค์ของเด็กๆ ; ไม่เห็นมีอะไรที่จะขัดกันกับที่จะต้องทำ ; และควรจะถือว่าเป็นการโปรดสัตว์แบบพิเศษ แบบที่ลำบากกระอักกระอ่วน ลำบากในการกระทำ. การที่ทำให้เด็กพอใจในสิ่งที่ เรียกว่าทำบุญนี้ก็มีเหตุผล. ทีนี้เราจะกระอักกระอ่วนอย่างไรก็ตาม ; พระพุทธเจ้า ท่านก็ให้ทำไปได้, เป็นการกรุณาชั้นพิเศษเป็นพิเศษแก่เด็กด้วย, เป็นประวัติการณ์ ที่ประหลาดมากอย่างหนึ่ง เขาจึงสลักไว้ในหินสลัก. ลองเทียบกันกับสมัยนี้สิ ถ้าพระรูปหนึ่งไปบิณฑบาต แล้วเด็กเอาทรายใส่ ภิกษุนั้นจะทำอย่างไร, พระสมัยนี้จะทำอย่างไร. ลองไปเทียบดู แล้วจะรู้จักพระพุทธ จริยา. อาตมาสังเกตดูแล้วว่า เห็นอยู่สักองค์หนึ่ง ที่จะยอมให้เด็กเอาทรายใส่บาตร คือท่านสมุห์ไม ที่วัดสมุหนิมิตรที่พุมเรียง องค์นี้คงจะยอมได้. อาตมาคุ้นเคยกับท่าน องค์นี้มาก รู้จักนิสัยใจคอของท่าน. องค์อื่น ๆ คงจะทุบหัวเด็กก็เป็นได้; เฉพาะ ท่านสมุห์ไมนี้พอจะเป็นไปได้ ที่จะทำเหมือนพระพุทธเจ้าที่ให้เด็กเอาทรายใส่บาตร. เอาละ เราสรุปความกันในข้อนี้ว่า พระพุทธจริยานั้นจะต้องมาเหนือเมฆ อย่างที่เราคาดไม่ถึง หรือที่เราทำไม่ได้ ; เว้นไว้แต่ว่าเราจะได้เอาอย่างพระพุทธเจ้า พยายามจะทำตามอย่างพระพุทธเจ้าถึงที่สุดเท่านั้น ที่จะทำได้ ; คือว่าจะละอายเสียบ้าง จะรำคาญเสียบ้าง จะเกลียดเสียบ้าง อย่างใดอย่างหนึ่ง จนทำไม่ได้. ขอให้ถือไว้ว่า พระพุทธจริยานั้น ทรงแสดงไว้สำหรับให้เราทำได้ใน สิ่งที่มันเป็นผลดีแก่ผู้อื่น แม้ว่าเราจะต้องทนลำบากยุ่งยากมากมายก็ตาม. ให้เด็ก ๆ เขาได้สบายใจ ให้เขารู้สึกว่า ได้ทำบุญอย่างสูงสุด ; หรือว่า รวมความแล้ว ให้เขา ได้เป็นญาติในพระพุทธศาสนา ใกล้ชิดกับพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แล้วก็เอา

น.435 ทั้งนั้น ; เพราะพระพุทธองค์นี้ มีขึ้นมาในโลกสำหรับจะช่วยคนทุกคน ทุกชนิด ทุกระดับ. เรื่องเด็ก ๆ ทารก ขนาดทารกเล่นทรายเขาขอใส่บาตรทราย ซึ่งเขาสมมุติ ว่ามันเป็นข้าวเป็นแกงเป็นปลา อะไรที่เขากำลังเล่นข้าวแกงกันอยู่ พระพุทธองค์ก็ยอม ให้ใส่ ; เป็นพุทธจริยาที่ควรจะสนใจ ควรจะกระทำให้เหมาะแก่กาลเทศะ. ถ้าเด็กแกล้งล้อเล่น มันก็ไปอีกอย่างหนึ่ง ; แต่ถ้าเด็กทำด้วยความบริสุทธิ์ ใจแล้ว คิดดูให้ดี ๆ ว่าควรจะทำอย่างไรกับเด็กๆ เหล่านี้ ; เพราะว่าการไปบิณฑบาต นั้นมันคือการโปรดสัตว์ ไม่ใช่ไปขอข้าวกิน. คนก็มักเข้าใจผิดไปในทางดูถูก ว่าไป บิณฑบาตนี้ไปขอข้าวกิน. " ไม่ไปขอข้าวกิน ก็ไม่มีอะไรจะกิน ก็ต้องจำใจไป บิณฑบาต ; แต่ว่าภาษาโบราณเขาเรียกว่าไปโปรดสัตว์ หมายความว่าไปทำให้สัตว์ ได้บุญ ได้กุศล ได้ความดี ได้อะไรทุกอย่างที่จะทำได้. .. ในการไปบิณฑบาตนั้น ต้องไปทำให้คนอื่นสบายใจ พอใจ สว่างไสว ก้าวหน้าเจริญรุ่งเรือง ; ไม่ใช่ ไปขอข้าวกิน. ถ้าถือหลักอย่างนี้แล้ว ไปบิณฑบาตแล้ว เด็กที่อยากจะเอาทราย ใส่บาตรด้วยความบริสุทธิ์ใจนี้ พระพุทธเจ้าคงรับแน่; คิดว่าคงเป็นอย่างนี้ เลยเอา มาเล่าให้ฟังว่า ท่านทำอะไร ท่านเป็นอะไร แก่บุคคลที่พบกันกลางถนนหนทาง แม้แต่เด็กทารก. ทีนี้มีอีกเรื่องหนึ่ง มีมาในอรรถกถา โปรดช่วยจำไว้ว่าสองเรื่องแรกนั้น มาในพระบาลี มาในพระไตรปิฎก. เรื่องที่สามนี้ เรื่องที่ว่าใส่บาตรทรายนี้ มีอยู่ ในหินสลักเกินกว่า ๒๐๐๐ ปี ซึ่งเป็นที่มาแห่งคัมภีร์พุทธประวัติ เรื่องที่ ๔ เด็กตึงตามประสาเด็ก ต่อไปนี้ เป็นเรื่องในอรรถกถา ซึ่งอธิบายพระบาลี ในทัณฑวัคคธรรมบท มีเรื่องพระพุทธเจ้าไปบิณฑบาตตามเคย ผ่านไปที่ถนนในเมืองสาวัตถี เห็นเด็กเล็ก ๆ

น.436 กลุ่มหนึ่ง รุมกันตีงู. พระพุทธเจ้าบังเอิญเสด็จผ่านไปทางนั้น กลางถนนเห็นเด็กตีงู จึงตรัสถามว่า ตีงูทำไม ? เด็กเขาตอบว่า กลัวว่ามันจะกัด. นี่ลองคิดดูเถิด เด็ก บอกว่า กลัวว่างูจะกัด งูก็ยังไม่ได้กัด กลัวงูจะกัด. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าอย่างไร. พระพุทธเจ้าตรัสว่า : สุข กามานิ ภูตานิ - สัตว์ทั้งหลายย่อมหวังจะได้ ความสุขด้วยกันทั้งนั้น ; โย ทฺเทน วิหิงสติ อตฺตฺโน สุขเมสาโน - ผู้ใด ตัวเอง หวังความสุขแก่ตน แล้วไปเบียดเบียนผู้อื่นด้วยเครื่องเบียดเบียน. เปจจโส น ลภเต สุขิ - ผู้นั้นละจากนี้ไปแล้ว จะไม่มีความสุขเลย. สุข กามานิ ภูตานิ - สัตว์มีชีวิต ทั้งหลาย หวังต่อความสุขด้วยกันทั้งนั้น, โย ทณเทน น หึสติ อตฺตฺโน สุขเมสาโน - ผู้ใดตัวเองก็แสวงหาความสุขเพื่อตนด้วย แล้วก็ไม่เบียดเบียนผู้อื่นด้วยเครื่องเบียด- เบียนด้วย, เปจฺจ โส ลภเต สุขิ - ผู้นั้นครั้นละจากนี้ไปแล้วย่อมได้ความสุข. พระพุทธเจ้าท่านตรัสเป็นข้อความ ๒ ชนิด : ข้อที่ ๑ ว่า ตัวเองก็หวังจะได้ ความสุข แล้วก็ไปเบียดเบียนผู้อื่นด้วยเครื่องเบียดเบียน อย่างนี้เสร็จแล้วไม่มีทางที่จะได้ ความสุข. ข้อที่ ๒ ว่า ผู้ใด ตนเองก็หวังที่จะได้ความสุข แล้วไม่เบียดเบียนใครด้วย เครื่องเบียดเบียน ผู้นี้ครั้นละ, หลังจากนี้แล้ว จะได้ความสุข ; ทำให้เด็ก ๆ นี้หยุดตีงู. นี่คือพุทธจริยาตามถนนหนทาง ที่ทรงกระทำแก่บุคคลพบตามถนนหนทาง เราพิจารณากันดูก็จะเห็นได้ว่า ประสาเด็ก ๆ นี้ก็มีสัญชาตญาณแห่งความกลัว. เด็ก เล็ก ๆ เห็นอะไรเข้า ก็อยากบี้. เด็กเล็ก ๆ เห็นแมลงตัวเล็ก ๆ ก็บี้, เขาบี้เพราะ สัญชาตญาณดั้งเดิมที่เคยกลัวมาแต่เดิม โดยคิดว่ามันจะเป็นอันตรายแก่เรา. เขาก็อยาก จะบี้อยากจะฆ่า ; ไม่ต้องสอนหรอก, มันก็จะตีแมลง ตีสัตว์เล็ก ๆ น้อย ๆ ทำอันตราย ต่อสัตว์เล็ก ๆ น้อย ๆ. นี่เป็นเรื่องตามประสาสัตว์ สัญชาตญาณป้องกันตัวเองตาม อำนาจของสัญชาตญาณ ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานทั่วไป.

น.437 พอมาถึงอันดับที่ ๒ พอทำอย่างนั้นแล้วมันสนุก ที่นี้ก็เลยเกิดทำเพราะ ความสนุก ได้ตีอะไรกันเล่นแล้วก็สนุกกันใหญ่ หัวเราะกันใหญ่.แก้ม กูเป็นผู้ชนะแล้ว ตีมันตายแล้ว กูชนะแล้ว ; ชนะโดยการลงทุนน้อยที่สุด เพียงเอาไม้ไปตีคนอื่นให้ตาย อย่างนี้. ไก่นี้เรื่องเด็ก ๆ ไปเบียดเบียนสัตว์มันมี ๒ ชนิด ; ช่วยดูให้ดี มีอยู่ ๒ ระดับ : ระดับหนึ่งมันทำไปตามสัญชาตญาณ, ระดับที่ ๒ มันทำด้วยความสนุก หลังจากที่มันทำไปตามสัญชาตญาณจนเคยชิน. ในระยะแรก ๆ ที่มันทำไปตามสัญชาต- ญาณนี้ ไม่ควรจะปรับบาปกรรมอะไรกันนัก เพราะมันไม่รู้อะไรมากไปกว่าว่ามันกลัว ; แต่พอมาในระยะหลังนี่มันไม่ได้กลัวแล้ว ; มันฆ่าเล่นสนุกแล้ว. อย่างนี้ต้องปรับให้ เป็นบาปแล้ว. ที่นี้ เด็กเล็ก ๆ ที่มันตีงูกัน ให้พระพุทธเจ้าท่านเห็นนี้ มันเป็นเด็กที่ไม่ ประสีประสา เพียงแต่ว่ามันกลัว ; ไม่ใช่ต้องการความสนุก, หรือว่าตีงูให้ตาย เพราะว่ากูจะเป็นผู้ชนะ ; แต่เพราะมันกลัวว่า งูอาจจะกัดเราเข้า แล้วก็ชวนกันตี. พระพุทธเจ้าท่านก็ทรงเข้าใจได้ว่า เด็กพวกนี้ไม่ได้เลวอะไร มากมายนัก ; มันกลัว. ฉะนั้นท่านจึงสอนให้ทราบด้วยข้อความนี้ ว่าสัตว์มีชีวิตทั้งหลายทั้งปวงนี้ มันก็หวังต่อ ความสุขกันทั้งนั้น. นี่ข้อนี้เป็นข้อสำคัญข้อแรกว่า ให้เห็นให้รู้สึกให้ยอมรับว่า บรรดาสิ่งที่มี ชีวิต มีความรู้สึกคิดนึกแล้ว อยากจะได้ความสุขกันทั้งนั้น ให้เด็ก ๆ เข้าใจข้อนี้ก่อน แล้วจึงทรงวางบทบัญญัติว่า : เรานี้ก็แสวงหาความสุข อตฺตโน สุข เม สาโน - เป็นผู้แสวงหาความสุขเพื่อตนทุกคน แล้วทำไมไปเบียดเบียนสัตว์อื่นด้วยเครื่อง เบียดเบียน เมื่อเบียดเบียนสัตว์อื่นด้วยเครื่องเบียดเบียนแล้ว หลังจากนั้นจะไม่ประสบ กับความสุข.

น.438 คำว่าหลังจากนั้นแล้ว หมายความว่าที่นี่ก็ได้ ตายไปแล้วในโลกหน้าก็ได้ ; ใช้คำว่า เปจฺจ นี้มันมีความหมายว่า : หลังจากนั้นแล้วเท่านั้น, สิ้นเรื่องนั้นไปแล้ว, ละจากนั้นแล้ว มันก็จะมีผลเกิดขึ้น : เบียดเบียนผู้อื่นด้วยเครื่องเบียดเบียน มันก็ ต้องไม่มีความสุข เพราะมันจะต้องมีผลกลับมา. เช่นว่างูนี้ ถ้าเราอย่าไปตีมัน มันก็ ไม่เคยคิดว่าจะกัดเรา ; แต่พอเราไปตีมันเข้า ที่หลังมันคิดว่าจะกัด, มันคิดว่าจะต่อสู้ ; เห็นเรามาแล้ว มันก็จะต่อสู้และจะกัด. เมื่อทีแรกไม่เคยได้เบียดเบียนกัน มันก็เหมือนกับว่าไม่รู้ไม่ชี้กัน, เดิน สวนทางกัน เหมือนกับเพื่อนอยู่ในโลกด้วยกัน. ใครไปเบียดเบียนฝ่ายหนึ่ง ที่หลัง เห็นหน้าไม่ได้แล้ว จะป้องกันตัวหรือทำอันตรายแล้ว. บางคนคิดเข้าข้างตัวเกินไปว่า งูนี่มันต้องกัดเรา ; เราเอาเปรียบไว้ก่อน เราฆ่ามัน. นี่มันก็เท่ากับสอนให้งูเกิดเป็นศัตรูขึ้นมา : มึงตีกูตายก็แล้วไป มึงตีกู ไม่ตายกูจะต้องกัดมึงให้ได้ ; มันก็เกิดความคิดอันนี้ขึ้นมา ในโลกนี้จะเป็นอย่างนี้ ทั้งนั้น. ถ้าที่แรกอยู่กันตามธรรมชาติแล้ว ไม่มีใครเบียดเบียนใคร ; ความคิด จะเบียดเบียนตอบมันก็ ไม่มี. ทีนี้ มันเกิดไปเบียดเบียนเข้าก่อน ; แล้วมันก็ สวนไปสวนมา กลับไปกลับมา มันก็ทบทวีมากขึ้น ๆ; โลกนี้จึงเต็มไปด้วยการเบียด เบียน เบียดเบียนใหญ่หลวง : เช่นสงคราม, เช่นมหาสงครามนี้มันก็เหมือนเด็ก ๆ ตึงนี้ทั้งนั้น, เด็กอมมือตีงูเพราะกลัวนี่. ที่มันรบใหญ่กันอยู่ในโลกเวลานี้ก็เพราะว่า มันกลัว ว่าฝ่ายหนึ่งจะครอบงำเรา ; มันกลัวเท่านั้น ไม่ใช่มีเรื่องอะไร. นั้นพระพุทธจริยา ซึ่งสอนแก่บุคคลที่กลัว ว่าฝ่ายโน้นมันจะทำร้ายเรานี้ ก็ให้เรามานึกเสียใหม่ว่า : ทุกคนต้องการความสุข เราแสวงหาความสุข แล้วเรา จะไปทำความทุกข์ ให้แก่เขาได้อย่างไร ; มันเป็นเรื่องผิดแล้ว,

น.439 นี้เรียกว่าพระพุทธจริยาอันหนึ่ง ซึ่งแสดงไว้ในคัมภีร์อรรถกถาว่าอย่างนี้ ว่าเด็กเขาตึง ; พระองค์ก็ทรงสอนให้รู้จักคิดนึกว่า ทุกคนต่างก็ต้องการความสุข แล้วไปคิดเสียใหม่. เรื่องที่ ๕ เด็ก ๆ ใส่บาตรพระมหากัสสป เรื่องที่ ๕ นี้ก็เป็นเรื่องในอรรถกถาเหมือนกัน เป็นปียวัดค์ธรรมบทขุททก นิกาย เรื่องเด็ก ๆ ใส่บาตรพระมหากัสสป วันนั้นเป็นวันที่เขาเล่นมหรสพกันทั้งบ้าน ทั้งเมือง ทำบุญให้ทานกันไปตามเรื่อง. ทีนี้เด็กหมู่หนึ่งหลายร้อยคน ว่าราว ๕๐๐ คน ก็ไปเที่ยวในงานนั้น ในวันที่เขามีงานมหรสพกันทั้งบ้านทั้งเมืองนั้น ที่เห็นพระพุทธเจ้า เสด็จมาพร้อมด้วยพระสงฆ์หมู่ใหญ่ รวมพระมหากัสสปอยู่ด้วย. ที่นี้ เด็ก ๆ เหล่านั้น ไปรุมใส่แต่พระมหากัสสป ไม่ใส่พระสงฆ์องค์อื่น. คิดดูสิ, มันก็น่าประหลาดอยู่แล้ว. เด็ก ๆ ทารกพวกนี้กลับมุ่งไปใส่ที่พระมหากัสสป ไม่ใส่พระสงฆ์องค์อื่น. ที่นี้พระสงฆ์ เหล่านั้นก็พูดกันขึ้นว่า เด็ก ๆ เหล่านี้มันทำไมมุโขโลกนะ หาว่าเด็กนี้เลือกที่รักมักที่ชัง พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า : สีลทฺสน สมฺปนฺนํ ธมฺมฺธิ สจฺจวาทินํ อตฺตฺโน กมฺมกุพพานํ ติ ชโน กุรุเต บี่ยนฺติ -ประชาชน หรือหมู่ชนนั้น เขาทำความรัก ในบุคคลที่ถึงพร้อมด้วยศีลและทัสสนะ ตั้งอยู่ในธรรมพูดแต่คำจริง ทำแต่หน้าที่ของตน. นี่ก็น่าจะจำไว้ว่า มันมีหัวข้อสำคัญอยู่ว่า สีลทฺสน์ สมฺปนฺนํ ถึงพร้อมด้วยศีลและ ทัสสนะ คือมีศีลดี และมีสติปัญญา สัมมาทิฏฐิ, ธมฺมฏฐิ - ตั้งอยู่ในธรรม ประกอบ อยู่ในธรรม ตั้งตนอยู่ในธรรม สจฺจวาทินํ - พูดแต่คำสัจจ์จริง, อตฺตฺโน กมฺมกุพพานํ - เป็นผู้กระทำซึ่งกรรมแห่งตน กระทำหน้าที่แห่งตน หน้าที่ของตน ที่ควรทำ แล้วทำ ไม่สนใจไปทำหน้าที่อื่นๆ กลิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน้าที่อย่างนี้ หมายถึงความดับทุกข์ ; หรือเป็นใจความกลาง ๆ รวมกันเลยก็ได้ว่า สนใจกระทำหน้าที่ของตน ไม่เอื้อมไป

น.440 กระทำหน้าที่ของคนอื่น, หรือไม่เหลวไหลในหน้าที่ของตนก็ได้ ; แปลว่า เป็นผู้ แข็งขันในหน้าที่ของตนก็แล้วกัน. นี่ คนทั้งหลายเขาชอบใจคนอย่างนี้ เด็กๆ เหล่านี้มิได้มี มุโซโลกนะ เขาทำไปตามความรู้สึกซึ่งจะเป็นผลของอะไรก็ตามใจ, เด็ก ๆ เหล่านี้ เขามีแต่ขนม สำหรับจะกินเอง ไม่ใช่บิณฑบาตข้าวปลาอะไร, เขามีแต่ขนมที่จะกินเล่นเอง เขาเอาไปใส่บาตรพระมหากัสสป เพราะมีความรู้สึกอย่างไร. สำหรับพระมหากัสสปนี้ บางคนอาจจะยังไม่ทราบว่า ท่านจะมีบุคคลิก- ลักษณะอย่างไร. พระมหากัสสป ตามเรื่องที่เราทราบกันก็คือว่า แต่งกายปอน. บ่อน หมายความว่าไม่มีอะไรที่สวยงาม จะเป็นจีวร เป็นอะไรของท่านมันปอน และ อีกอย่างหนึ่งก็คือท่านเป็นคนเจียม. ถ้าอ่านประวัติของพระมหากัสสปแล้ว จะเกิด ความรู้สึกว่าท่านเป็นคนเจียม : เจียมเนื้อเจียมตัว เจียมอะไรทุกอย่าง, และ อีกอย่างหนึ่ง ท่านก็เป็นคนเย็น. ท่านเยือกเย็น ท่านเป็นคนปอน, ท่านเป็น คนเจียม และท่านเป็นคนเย็น, นี่มันเป็นบุคคลิกลักษณะที่เฉพาะของพระมหากัสสป. เด็ก ๆ จึงรุมเอาขนมสำหรับจะกินเองไปใส่ให้ท่าน ด้วยเหตุอะไร ? มันก็น่าจะนึกถึง ข้อนี้ พระรูปอื่นจะปรกติมากเกินไป. เด็ก ๆ นั้นคงชอบบ่อน ชอมถ่อม ชอบ หลวงตา ที่ไม่มีท่าทางผึ่งผาย หรือโอ่โถง หรืออะไรทำนองนั้น. มันต้องเป็นผล ของกรรมด้วย และก็มีปรกติแสดงให้คนอื่นเห็นอยู่ว่าจิตใจมันจะเป็นอย่างไรด้วย. คิดดูสิว่า ใครจะไปรู้ ในใจท่านได้ว่า ท่านมีศีล ท่านมีญาณทัสสนะ มีสัมมาทิฏฐิ อะไรถูกต้อง ; มันเป็นเรื่องในใจทั้งนั้น ใครจะไปรู้ได้. ถ้าจะรู้ได้ มันก็ต้องมีอะไรแสดงออกมาทางเนื้อทางตัว เป็นกิริยาท่าทางที่เจียมตัว ที่ปอน ที่เยือกเย็น ที่สงบที่สุด. จะต้องยกตัวอย่างท่านสมุห์ไม่อีกครั้งหนึ่ง บ้านเราที่ไชยา ที่พุมเรียงนี้. ถ้าสมมติว่าเด็ก ๆ มันจะเอาขนมไปถวายพระที่รวม ๆ กันอยู่มาก ๆ คงจะ

น.441 เอาไปถวายท่านสมุห์ไม่ เพราะมีแสดงอะไรออกมาที่เนื้อที่ตัว ทำให้ระลึกนึกถึง พระมหากัสสป. เอาเถอะ เรื่องนี้จะเป็นจริงอย่างไรก็ตามใจเถอะ ; แต่ว่าแม้เราจะต้อง ถือว่า แม้แต่เด็ก ๆ มันก็ยังมีแต่ความรู้สึกที่จะรู้สึกไปตามอำนาจของสัญชาตญาณว่าท่าน องค์นี้น่ารัก น่าไว้ใจ น่านับถือ อะไรทุกอย่างเลย เด็กจึงไม่ใส่กับพระองค์อื่น. พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสว่าอย่างนี้ ว่า คนทั้งโลก คนทั้งบ้านทั้งเมืองเขาชอบ คนอย่างนี้ นี่เป็นพุทธจริยาที่แสดงตามถนนหนทาง แก่เด็ก ๆ ที่พบตามถนนหนทาง เหมือนกัน. ทีนี้ อยากจะให้พวกเรานี้สนใจพระพุทธจริยาที่เป็นพิเศษ พระพุทธเจ้า ท่านจะมีความคิดว่า เด็กนี้มุโขโลกนะไม่ได้ ไม่ใช่พระเณรช่างกินเหล่านั้น จึงจะเห็นว่า เด็ก ๆ เหล่านี้ มุโขโลกนะ. สำหรับพระพุทธเจ้าท่านจะไม่คิดว่าเด็ก ๆ เหล่านี้มุโขโลกนะ ไปได้ : ท่านจะไม่เข้าข้างตัวท่านเอง เพราะว่าท่านก็พลอยไม่ได้รับไปด้วย. ท่าน จะไม่คิดว่าเด็กนี้มันโง่ หรือมันเป็นอะไรทำนองที่เข้าข้างตัว. และที่ประเสริฐที่สุด ของพระพุทธเจ้า ก็คือทรงยอมรับว่า : เรามีปมด้อย, ทรงสอนให้ทุกคนยอมรับว่า เรามีปมด้อย.บันนี่บางคนอาจจะไม่มองเห็น มองไม่ลึกถึงข้อเท็จจริงที่ว่าพระพุทธเจ้า ท่านยอมรับเมื่อมีปมด้อย ท่านทรงสอน ทรงขอร้องทุกคนให้ยอมรับเมื่อเรามีปมด้อย. พระเณรสมัยนี้มีแต่ปมเขื่อง ทำอะไรหลาย ๆ คนรวมกันนี้ พอทำอะไรไม่ดี หน่อย ผิดพลาดไปหน่อยแล้วโยนบาปใส่มึงใส่กูกัน ไม่มีใครยอมรับว่า เป็นความ บกพร่องของใคร; ที่ไม่ยอมรับว่าตัวมีปมด้อย ไม่ยอมถ่ายปมด้อยของผู้อื่นมาให้ตัว เพื่อจะยอมรับบาป ; ทั้งพระทั้งเณรเป็นอย่างนี้ทั้งนั้น. เพราะว่ายังเป็นปุถุชน. ถ้าเป็น พระอรหันต์ เป็นพระอริยเจ้า ท่านยินดีที่จะรับปมด้อย ; เป็นพระพุทธเจ้าทั้งที่ ไม่ได้

น.442 รับอะไรเลย ไปได้ที่พระมหากัสสปหมด องค์อื่น ๆ ก็ไม่ได้ ; มันก็เป็นปมด้อย แล้วก็ ยอมรับว่ามันเป็นปมด้อย จะบิดพริ้วไปทำไม. ถ้าเราทุกคนทั้งอุบาสกอุบาสิกา ภิกษุ สามเณร ยอมรับปมด้อย, ยอมรับว่า เมื่อมันเป็นปมด้อยก็ให้ถือว่ามันเป็นปมด้อย, มันก็จะหมดกิเลสเร็วกว่านี้. เดี๋ยวนี้ สงวนไว้แต่ปมเขื่อง ทั้งที่ตนเองทำผิด หรือมีส่วนที่ทำผิดก็ไม่ ยอมรับ โดยเฉพาะ เมื่อทำงานร่วมกันหลายคน. อาตมาเห็น สังเกตเห็น หลายหน หลายครั้ง ที่ไหนก็เหมือนกัน ที่นี่ก็เหมือนกัน ; เมื่อทำอะไรผิดร่วมกัน ผิดแล้ว ก็ไม่มีใครเคยยอมรับว่านี่เป็นความผิดของเรา เพราะไม่ยอมรับปมด้อย. ถ้าจะดูพุทธจริยาในเรื่องนี้ ตามที่อรรถกถานี้กล่าวไว้แล้ว ก็เท่ากับว่าทรง สอน หรือทรงทำตัวอย่างที่ดี ให้ภิกษุทั้งหลายยอมรับปมด้อย เมื่อมันเกิดเป็นปมด้อย ขึ้นมา อย่าเหวี่ยงให้คนอื่น ซึ่งมันเป็นการทำผิดอันใหม่อันหนึ่ง มันเป็นการ หลอกลวง เป็นการโกหกอีกแบบหนึ่ง ซึ่งไม่ยอมรับปมด้อยของเรา. พูดให้ลึก กว่านั้น ก็คือ ไม่ยอมรับกรรม ผลกรรมอะไรของเรา เราจะต้องยอมรับทั้งผลกรรม ยอมรับทั้งปมด้อย ยอมเป็นผู้ซึ่งซื่อตรงจึงจะได้ตรงกับคำว่า ธมฺมฺจิ สจจวาทินํ ในพระคาถานี้ ถ้าเรายอมรับปมด้อย เราจะเป็น ธมมฏฐิ ตั้งอยู่ในธรรม เป็น สจจวาทิโน คือผู้พูดจริง นี่ก็ยังเป็น อตฺตฺโน กมฺมกุพพานํ สนใจหน้าที่ของตัวโดยตรงโดยเฉพาะอยู่ ส่วนเรื่องศีล เรื่องปัญญานั้น ก็ถือว่าเป็นหลักทั่วไปแล้ว ซึ่งภิกษุจะต้องมี แต่สิ่งที่จะต้องระลึกถึงอันแรกก็คือคำว่า "จริง" คำเดียวเท่านั้น งามที่ผี ดีที่ละ พระที่จริง.คนโบราณเขาพูดว่า ถ้าเป็นพระต้องจริง ถ้าจริงจะได้เป็น พระ. การยอมรับปมด้อยของเรานั่นแหละจริง, เป็นคนจริง.

น.443 เรื่องเด็ก ๆ ที่เอาขนมไปถวายให้แก่พระมหากัสสป ไม่ให้แก่พระองค์อื่น เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกลางถนน พระพุทธเจ้าท่านทรงแสดงพุทธจริยาแก่ผู้ที่พบกลาง ถนนหนทางนี้อย่างไร ในเรื่องนี้ประจำวัน. เรื่องที่ ๖ มีผู้ช่วยป้องกัน มิให้พบเห็นสิ่งเลวตามถนนหนทาง เวลาก็ใกล้จะหมดแล้ว จะขอพูดเรื่องสุดท้ายเป็นเรื่องที่ ๖ ว่า พระพุทธเจ้า ได้มีโอกาสพบอะไรอย่างนี้ได้น้อย ก็มีเรื่องในอรรถกถาอัปปมาทวัคค์ธรรมบทขุททก - นิกายว่า : ถ้าวันไหนบ้านเมืองไม่น่าดู พระอริยสาวกในเมืองนั้น จะส่งข่าวไปยัง พระพุทธเจ้าว่า อย่าออกไปบิณฑบาต จะส่งอาหารบิณฑบาตไปถวายที่วัด. นี่คิดดู. พระอริยสาวกเหล่านั้น ไม่ต้องการให้พระพุทธเจ้าเสด็จไปเห็นสิ่งต่าง ๆ ที่มันไม่น่าดู. ในเรื่องนี้ก็มีว่า ในเมืองสาวัตถีอีกนั่นแหละ ถึงวันหนึ่ง เขาเล่นนักขัตฤกษ์ เขาเรียก กันว่า พาลนกฺขตฺต พาลนักษัตร จะเป็นชื่อที่เรียกทับถมทีหลังก็ได้ แต่มันก็เป็นเรื่อง ที่เข้ารูป. .. พาละแปลว่าคนโง่, คนพาลคือคนโง่, พาลนักษัตร คือนักษัตรของคนโง่. คนโง่เขาก็เล่นนักษัตรกันอย่างสนุกเต็มบ้านเต็มเมือง ตลอดเวลา ๗ วัน. ทีนี้พวกที่เป็นอริยสาวก อุบาสก อุบาสิกา นี้ ก็ส่งข่าวไปยังพระพุทธเจ้า ว่าอย่าเสด็จบิณฑบาต ๗ วัน จะขนอาหารไปถวายที่วัด เพราะเขากำลังเล่นพาล นักษัตรกัน เต็มไปทั้งเมืองทุกหนทุกแห่ง, เป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าและพระสงฆ์ ทั้งหลาย ไม่ควรจะได้เห็นเลย. ขอให้คิดดูว่า นี่ก็เป็นโอกาสอันยากที่พระพุทธเจ้าท่านจะได้มาเกี่ยวข้องกับ พวกคนพาลเหล่านี้ เมื่อท่านได้รับทราบข่าวนี้ที่วัด ท่านก็ได้ตรัสคาถานี้ว่า : ปมาทมนุยุญชนฺติ พาลาทุมเมธิโน ชนา - พวกคนพาล คนโง่ คนไร้ปัญญานี้ ย่อมประกอบอยู่แต่ความประมาท ; อปฺปมาทญจ เมธาวี ธนํ เสฏฐิ ว รกฺขติ - ส่วน

น.444 คนที่มีปัญญานั้น เขารักษาไว้แต่ความไม่ประมาท ในฐานะที่เป็นทรัพย์อันประเสริฐ. คนพาลมัวแต่ประกอบความประมาท ; คือพวกเล่นนักษัตร, พาลนักษัตรนี้. ทีนี้พวกมี ปัญญาก็รักษาความไม่ประมาทไว้ในฐานะเป็นพระที่ประเสริฐ ; มา ปมาทมนุยุญเชล - เพราะฉะนั้น เธอทั้งหลาย จงอย่าประกอบในความประมาท ; มา กามรติ สนฺถวิ - อย่าประกอบความนิยมชมชอบ ด้วยความยินดีในทางกาม อปฺปมตฺโตหิ ฌายนฺโต ปปโปติ วิปุลํ สุข - เพราะว่า ผู้ไม่ประมาทแล้วเพ่งพินิจอยู่ ย่อมจะได้ซึ่งความสุข อันไพบูลย์. คนพาลไม่มีปัญญา นี้แสดงว่ามันโง่ไปตามประสาคนโง่ กระทำไป ตามประสาคนโง่ หมดเปลืองไปตามประสาคนโง่ ; เรื่องที่ไม่ต้องทำก็ไปทำ ทั้งเงิน ก็เสีย ; ทั้งต้องยุ่งยากลำบากไปหมด จนพระพุทธเจ้าเสด็จเข้ามาในเมืองไม่ได้. อย่างคนสมัยนี้ ทำอะไรที่ไม่ควรทำ ที่พระไม่ควรจะไปดูไปเห็น มันมีอยู่ หรือไปทำอะไรอย่างโง่เขลานั้น มันยังมีเหลืออยู่ เรื่องเมามายที่เรียกว่า กามรติ สนฺถวิ ทุกอย่าง. ทำไปเพื่อประโยชน์แก่ความเพลิดเพลินในทางกาม ทางกามารมณ์ เงินก็เสีย เวลาก็เสีย กิริยาอาการก็ไม่น่าดู จนพระอริยสาวกสั่งไปทูลห้ามว่า พระพุทธเจ้าอย่าเสด็จ เข้ามาในเมืองในระหว่างเวลา ๗ วันนี้ เขาจะกินเหล้าเมามายกัน จะทำอะไรอย่างที่ เรียกว่าเป็นอนาจารนั้น ; หรือแม้แต่ที่สุดเขาจะเล่นสาดน้ำสงกรานต์กันอย่างเลวที่สุด ; พระพุทธเจ้าก็ไม่ควรจะเข้ามาในเมือง .. เรื่องเล่นโง่ ๆ ประสาคนพาลนี้ มันยังเหลืออยู่มาก. นี่แสดงให้เห็นว่าใน เมืองสาวัตถีสมัยโน้น ก็มีประชาธิปไตยเหมือนกัน. ทำไมบ้านเมืองจึงยอมให้เล่น พาลนักษัตรไม่น่าดูกันแบบนี้ ก็คงจะมีประชาธิปไตยเหมือนกัน ; แต่มันเป็น ประชาธิปไตยของคนโง่ ที่จะได้ทำอะไรไปตามประสาคนโง่, แล้วก็ทำกันเต็มบ้าน เต็มเมือง จนพระพุทธเจ้าเสด็จเข้ามาในเมืองไม่ได้.

น.445 นี่ขอให้เราระลึกถึงข้อนี้ไว้ ถ้าจะเล่นอะไรกันให้สนุกสนาน ก็อย่าให้มันเป็น อย่างนี้. ให้ระลึกถึงอริยวินัย จะเล่นจะหัว ก็ให้เล่นหัว อยู่ในระบอบระเบียบของ อริยวินัย พอที่จะให้พระพุทธเจ้าท่านเสด็จผ่านมาได้ แม้จะไปบิณฑบาต. นี่จะเล่น แบบพาลนักษัตรกัน จนแม้แต่ว่าพระจะเข้ามาบิณฑบาตในเมืองก็ไม่ได้ ; นี่ไม่สมควร, นี่เป็นประชาธิปไตยที่เป็นพาล ประชาธิปไตยของคนพาล มีสิทธิเสรีภาพที่จะทำกัน อย่างนั้น ที่จะเล่นกันอย่างนั้น. นี่ถ้าถือตามอรรถกถานี้ ก็หมายความว่า ในเมืองสาวัตถี ในสมัยพุทธกาล มันก็มีประชาธิปไตยอันธพาล อย่างนี้แล้วด้วย. ควรจะเข้าใจกันไว้ ว่าประชาธิปไตย ๆ นั้นมันหมายความว่าอย่างไร ? แล้วเมื่อไรมันเป็นโทษ ? เมื่อไรมันเป็นคุณ ? ถ้ามัน ไม่ประกอบไปด้วยธรรมแล้ว มันก็เป็นโทษ. มันลำบากถึงขนาดว่าพระพุทธเจ้า ก็เสด็จไปโปรดสัตว์ถึงในเมืองไม่ได้. นี่ตามถนนหนทาง มันมีอะไรอย่างนี้ จนถึงว่า พระพุทธเจ้าไม่ควรไป; เพราะฉะนั้น ในวันนั้นจึงไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น. ถ้าสมมติ ว่าพระพุทธเจ้าไม่ทรงทราบ และเสด็จเข้าไปในเมืองในวันนั้น คงจะสนุกกันใหญ่ มันจะยิ่งกว่าเด็กเอาทรายใส่บาตร หรือจะยิ่งกว่าตึงอะไร หลายอย่างหลายประการ ทีเดียว. เอาละ เป็นอันว่า ทั้งหมดที่พูดมานี้ เราจะสรุปเอาใจความสำคัญให้ได้ ในข้อที่ว่า พระองค์ทรงประพฤติพุทธจริยาอย่างไร แก่ผู้ที่พบกันตามถนนหนทาง. เรื่องแรก อุปกาชีวก พบกันกลางหนทาง พูดกันไม่รู้เรื่อง เขามี พระอรหันต์ตามแบบของเขา. เขาไม่เข้าใจพระพุทธเจ้า ; แล้วพระอรหันต์ก็เป็น สิ่งที่ดูจากภายนอกไม่ได้,

น.446 เรื่องที่ ๒ สิงคาลมาณพ เป็นลูกคหบดี กตัญญูกตเวที เหมือนพระสารีบุตร อุตส่าห์ไหว้ทิศ ไม่ขาด ; ไม่เหมือนเด็กสมัยนี้. แต่แล้ว สิงคาลมาณพนี้ เป็นคนดี, ดีเท่าที่เขากตัญญู เขาจึงมีโอกาสพบพระพุทธเจ้า แล้วเขาเปลี่ยนกลับหน้ามือเป็น หลังมือ ไหว้ทิศตามแบบอริยวินัยได้ด้วย แล้วก็ไม่เสียความเคารพเชื่อฟังบิดาด้วย, บิดาสั่งแต่ให้ไหว้ทิศ เขาก็ไม่เลิกไหว้ทิศ, แต่เขาไหว้มันดีขึ้นไปกว่านั้น. อะไร เป็นพาลวินัย ? อะไรเป็นอริยวินัย ? เปรียบเทียบกันดู พาลวินัยอย่างหนึ่ง อริยวินัย อย่างหนึ่ง พระพุทธเจ้าท่านทรงกระทำอย่างไรตามถนนหนทาง เมื่อพบกับคนชนิดนี้. เรื่องที่ ๓ พวกเด็ก ๆ คนซื่อ เอาทรายใส่บาตรพระพุทธเจ้า. นี่หมาย ความว่าคนแก่ ๆ นั้น ตัวชอบกินอะไร เอาอย่างนั้นใส่บาตร. จริงไม่จริงลองคิดดู เราใส่บาตรด้วยของที่เราชอบกิน ชอบที่สุด เราก็เอาไปทำบุญก่อน. ทีนี้ เด็ก ๆ ทารกมันชอบเล่นทราย มันชอบอะไรที่มันชอบที่สุด มันก็เอาไปใส่บาตร ; จะไป โทษมันได้อย่างไร, จะไปว่ามันสัปดนซุกซนอย่างไรได้, ไปห้ามหวงสิทธิที่มันจะ ทำอย่างไรได้. มันก็ควรจะทำได้เหมือนคนแก่ ๆ ชอบอะไรก็เอาไปใส่บาตร ในสิ่ง ที่ตัวชอบที่สุด.แต่ว่าเด็กนี้อยู่ในสภาพที่จะเจริญเปลี่ยนแปลงในอนาคตเรื่อย ๆ ไป. เด็กพวกนี้ ไม่ใช่จะบ้าบอ จะเสียหาย หรือจะตกนรก ; เป็นหน้าที่ของพระพุทธเจ้า ที่ท่านจะทรงกระทำให้เขาเข้าใจแจ่มแจ้งยิ่ง ๆ ขึ้นไป จึงได้ตรัสคาถาอย่างที่ว่านั้น. เรื่องที่ ๔ เด็ก ๆ รุมกันตีงู เพราะกลัวตามประสาเด็ก ๆ แต่ผู้ใหญ่นี้ ทำตาม กิเลส เห็นแก่อามิส เห็นแก่กามคุณ. ผู้ใหญ่ฆ่าสัตว์ ฆ่าคน รบราฆ่าฟันกันนี้ เพราะเป็นทาสของกามคุณ เห็นแก่กิเลส. เด็ก ๆ เขาทำไปตามประสาเด็ก ๆ สุจริตอย่าง innocent บริสุทธิ์ใจ, ทำไปตามความบริสุทธิ์ใจ ; ดังนั้นมันจึงน่าดูกว่าผู้ใหญ่. แต่ว่ารวมความแล้ว ก็จะต้องสอนเด็ก ๆ ทุกคนให้เขารู้ว่า; ชีวิตเป็นที่รักของบุคคล ผู้เป็นเจ้าของ ให้นึกถึงเขาถึงเรา แล้วก็ไม่ทำดีกว่า,

น.447 เรื่องที่ ๕ ว่า เด็ก ๆ ที่ยังชอบกินขนมนี้ เขาชอบพระมหากัสสป เพราะว่า ท่านเป็นคนปอน ท่านเป็นคนเจียม ท่านเป็นคนเยือกเย็น. สัญชาตญาณของเด็ก ๆ ทำให้เด็ก ๆ รู้สึกรักภิกษุองค์นี้; แล้วก็ชวนกันให้แต่ภิกษุองค์นี้ ไม่ใช่เป็นญาติ หรือว่าเป็นคนรู้จักคุ้นเคยเป็นพิเศษ. มันเป็นผลของกรรม มันเป็นผลของการ ประพฤติธรรม ที่แสดงอยู่ที่นั่นเวลานั้น ที่บุคคลิกภาพของท่านนั้น. นี่พระพุทธจริยา ที่ทรงแสดงให้เราเห็นว่า ท่านทรงประพฤติกระทำอย่างไร ต่อผู้ที่พบเห็นตามถนนหนทาง. ทีนี้เรื่องที่ ๖ ว่าในบางที่บางแห่ง มีอะไรเหลวแหลกมาก คนเขาก็ไม่อยาก ให้พระพุทธเจ้าท่านไปเห็น ก็ห้ามเสีย; เราจึงได้ฟังเรื่องนี้น้อยเรื่อง. เอาละ เป็นอันว่าพอกันที สำหรับพุทธจริยาที่ทรงแสดงต่อบุคคลที่พบกัน ตามถนนหนทาง เป็นการกล่าวถึงพระพุทธจริยาในตอนที่ ๑๒. ยังมีตอนท้าย ตอนเดียว คือตอนที่ ๑๓ ก็จะจบเรื่องพุทธจริยา จะว่ากันด้วยเรื่องใหม่ต่อไปอีก. ที่นี้ ก็เป็นเวลาสมควรแล้ว สำหรับการบรรยาย จะได้เป็นโอกาสให้พระภิกษุ ทั้งหลาย สวดคุณสาธยายโถมนาการคาถาเป็นลำดับไป.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต