Buddhadasa.org

พุทธจริยา ตอนที่ ๑๓ — ที่แท้ท่านไม่ได้เป็นอะไรเลยกับเรา

พุทธจริยา — คำบรรยายประจำวันเสาร์ ภาควิสาขบูชา พ.ศ. ๒๕๑๕ ณ สวนโมกขพลาราม ไชยา · เสาร์ที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๑๕

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.448 ท่านสาธุชน ผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย, การบรรยาย เรื่องพุทธจริยา ได้เป็นมาจนถึงครั้งสุดท้ายในวันนี้ นับ ได้ว่าเป็นครั้งที่ ๑๓. ในการบรรยายที่ แล้วมา ๑๒ ครั้งล้วนแต่เป็นการบรรยาย ที่แสดงให้เห็นว่า พระพุทธองค์ทรง ประพฤติพุทธจริยาแก่สัตว์เหล่าไหน อย่างไรบ้าง. ในครั้งแรกได้พูดกันถึง พระพุทธจริยา ในหัวข้อว่า ท่านเป็น อะไรกับพวกเราทั่ว ๆ ไป ถึง ๒ ครั้ง ต่อมาได้บรรยายถึง ลักษณะที่ว่า ท่าน เป็นอะไรของท่านเอง ต่อพระองค์ ๔๑๐

น.449 กับเรา ท่านเองถึง ๒ ครั้ง. ต่อมาได้บรรยายในหัวข้อว่า ท่านเป็นอะไรต่อเจ้าลัทธิอื่น ๆ ซึ่งเป็นคู่แข่งขันต่อพระองค์ ณ ที่นั้น ๆ นี้ก็ ๒ ครั้ง. และได้บรรยายในหัวข้อว่า ท่าน เป็นอะไรต่อสาวกของเดียรถีย์ คือเจ้าลัทธิอื่น .. . ครั้งต่อมาว่า ท่านเป็นอะไรต่อสิ่ง ที่มีชีวิตทั้งปวง นับตั้งแต่พืชพันธุ์ธัญญาหาร สัตว์เดรัจฉาน กระทั่งถึงคนเรา. ในครั้งที่ ๙ ได้บรรยายในหัวข้อว่า ท่านเป็นอะไรในทุกแง่ทุกมุม ในพุทธจริยาของ ท่านเอง. ในครั้งที่ ๑๐ ว่า ท่านเป็นอะไรต่อสามัญสัตว์ คือคนธรรมดา ที่ยังมี ความรู้สึกว่าเป็นตัวเป็นตนอยู่. ครั้งที่ ๑๑ ท่านเป็นอะไรต่อพระประยูรญาติของท่าน. ครั้งที่ ๑๒ ว่า ท่านเป็นอะไรต่อบุคคลที่ ได้พบตามถนนหนทาง. ส่วนในครั้งที่ ๑๓ นี้ จะได้บรรยายในหัวข้อว่า ที่แท้นั้นท่านมิได้เป็นอะไรเลย. ในการบรรยายครั้งที่ต้น ๆ มานั้น ล้วนแต่เป็นการบรรยายให้เห็นว่าท่านเป็น อย่างนั้น ท่านเป็นอย่างนี้ โดยอาศัยหลักที่ว่า ท่านทำอะไรแก่ใครอย่างไร ; เมื่อท่าน ทำอะไรแก่ใคร อย่างไรแล้ว เราก็ถือว่าท่านเป็นอะไรต่อบุคคลนั้น ๆ ดังนั้นจึงเป็น ได้มาก : เป็นกับสัตว์ทั้งปวง, เป็นกับพระองค์ท่านเอง, เป็นกับคู่ปรปักษ์ของท่าน, เป็นกับสาวกหรือเป็นกับคนที่เป็นคู่ปรปักษ์ของท่าน, เป็นต่อสิ่งที่มีชีวิต แม้ต้นหญ้า ต้นบอน ต้นไม้ มด แมลง เหล่านี้, กระทั่งว่า ประพฤติอะไรต่อพระญาติของ พระองค์เป็นพิเศษ และประพฤติต่อผู้ที่พระองค์ได้พบตามถนนหนทาง. ทั้งหมดนี้ แสดงไปในทำนองว่า ท่านได้กระทำสิ่งซึ่งทุกคนมองเห็นว่าเป็นประโยชน์ ; และทุกคน จะมองเห็นว่า ท่านทำไปด้วยพระกรุณาคุณ ปัญญาคุณ คือมีวิสุทธิคุณเป็นหลัก. เมื่อเรามองกันด้วยความรู้สึกตามสามัญปกติแล้ว เราก็จะรู้สึกว่า ท่านเป็น อย่างนั้นท่านเป็นอย่างนี้ ต่อบุคคลนั้นต่อบุคคลนี้ ; และแม้ท่านเอง ท่านก็ยังตรัสว่า ท่านเป็นนั่นเป็นนี่.

น.450 ทีนี้เราจะมาดูกันใหม่ ในลักษณะที่จริงกว่านั้น ถูกต้องกว่านั้น ก็คือ ในลักษณะที่ว่าท่านมิได้เป็นอะไร. ' ที่ว่าท่านเป็นอะไรต่อท่านเองนั้น ตัวอย่างเช่น คำพูดที่ง่าย ๆ ว่า ": เราตถาคตเกิดขึ้นในโลก เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธะ แสดงธรรม เพื่อประโยชน์แก่โลก ; นี้เรียกว่าท่านตรัสเอง ท่านเล่าเอง ท่านตรัสออกมาเองว่า ท่าน เป็นอะไร อย่างนี้ก็มีมาก ที่ท่านตรัสของท่านเองว่า ท่านเป็นอะไร. พวกเรา เมื่อได้ฟังได้เห็น ได้ทราบ ก็เลยมีความรู้สึกว่า ท่านเป็น อะไรแก่พวกเราขึ้นมา ตามนั้น. เราจึงเห็นอย่างมากมายว่า ท่านเป็นพระพุทธเจ้าบ้าง, ท่านเป็นผู้ช่วยเหลือบ้าง, ท่านเป็นผู้ทรมานเดียรถีย์บ้าง จนนับไม่ไหวเหมือนกัน เรียกว่า เรารู้สึกว่า ท่านเป็นอะไร ๆ เป็นแก่ใคร เป็นต่อใคร. พระพุทธเจ้า มิได้ทรงเป็นอะไรเลย ส่วนในวันนี้ จะพูดเป็นครั้งสุดท้ายของการบรรยายชุดนี้ว่า ถ้ากล่าวกัน โดยที่แท้แล้ว ท่านมิได้เป็นอะไรเลย ; คล้าย ๆ กับว่าเราพูดกันอย่างเป็นบ้า เป็นหลังว่า ท่านเป็นนั่นเป็นนี่ ต่อคนนั้นต่อคนนี้ แต่แล้วในที่แท้นั้น ท่านมิได้เป็น อะไรเลย. เมื่อมิได้เป็นอะไรเลย ก็หมายความว่า มิได้เป็นแก่ใคร หรือแก่บุคคลใด หรือเพื่อบุคคลใดเลย ; เราเองต่างหาก มีความรู้สึกยังเป็นนั้นเป็นนี่อยู่ แล้วก็ เลยอยากจะให้พระพุทธเจ้าท่านเป็นนั่นเป็นนี่ ตามที่เราอยากจะให้เป็น. "เราเองมัน เป็นเสียเรื่อย มันมีปัญหาเรื่อย, แล้วต้องการให้พระพุทธเจ้าท่านได้เป็นอะไรสักอย่าง หนึ่งซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาของเรา ; ฉะนั้นที่แท้เป็นเรื่องของเราลำพังคนเดียวเท่านั้น แล้วก็ยังอยากจะให้พระพุทธเจ้า ท่านเป็นนั่น เป็นนี่ เป็นโน่น มากมายเสียแล้ว. เมื่อดูกันไปทั้งหมดทุกคน ทั้งมนุษย์ ทั้งเทวดา ทั้งสัตว์เดียรัจฉาน ก็ยิ่งมี ปัญหามากกว่านั้นมาก เลยอยากจะให้พระพุทธเจ้าเป็นนั้นเป็นนี่ ตามที่เราจะมอง

น.451 กับเรา เห็นได้. นี้เราก็มองด้วยสายตาของบุคคลที่มีความยึดมั่นถือมั่น : มีเราเป็นเรา, มีพระพุทธเจ้าเป็นพระพุทธเจ้า, มีคนเหล่าอื่นเป็นพวกอื่น ; ก็เลยดูว่า มีเรื่องมาก มีการเป็นนั่นเป็นนี่ ด้วยตัณหา อุปาทาน ด้วยความยึดมั่นถือมั่น. ครั้งแรก พอได้ฟังอย่างนี้ ก็ดูว่าจริง แล้วก็เห็นจริงด้วย ว่าท่านเป็นอย่างนั้น อย่างนี้จริง ๆ แต่พอมาดูให้ดีอีกทีหนึ่ง คือให้ถูกตามที่เป็นจริง อย่ากล่าวตู่ พระพุทธเจ้ากันแล้ว เรื่องมันก็กลายเป็นว่า โดยที่แท้นั้น ท่านมิได้เป็นอะไรเลย. คำบรรยาย ๑๒ ครั้งที่แล้วมาแสดงชัดอยู่แล้ว ; คงจะเป็นการลำบากบ้างสำหรับบุคคล บางคน ที่เพิ่งจะฟังครั้งนี้เป็นครั้งแรก คงจะไม่เข้าใจ. แต่ก็อาจจะรวบรัดข้อความ ทั้งหลายมา ให้เข้าใจโดยหลักใหญ่ ๆ ว่า : ความรู้สึกว่าเป็นอะไร เป็นนั้นเป็นนี้ นั้นเป็นความรู้สึกของบุคคลที่ยังมีความยึดมั่นถือมั่น, แล้วก็มองดูด้วยสายตาของ ความยึดมั่นถือมั่น เพ่งเล็งแต่ประโยชน์ที่ตัวจะได้ ; ประโยชน์นั่นเองทำให้เกิด ความรู้สึกเป็นตัวเป็นตน เป็นสัตว์ เป็นบุคคล ขึ้นมา. ครั้นเป็นสัตว์ เป็นบุคคล ขึ้นมาแล้ว มันก็ต้องเป็นเราเป็นเขา เป็นคนละฝ่าย, แล้วก็ยังต้องมีฝ่ายอื่นอีก, และ มีพระพุทธเจ้าเป็นฝ่ายที่พิเศษที่สุด คือว่าอยู่เหนือใคร ๆ ทุกฝ่าย. แต่แล้วเราก็ยัง อยากจะให้พระพุทธเจ้ามาอยู่กับเรา, หรือมาเป็นฝ่ายเรา ; กระทั่งเราเรียกเรา ว่าเป็น พุทธบริษัทของพระผู้มีพระภาคเจ้า, หรือว่า เราเป็นภิกษุ สามเณร เป็นอุบาสก เป็น อุบาสิกาของพระผู้มีพระภาคเจ้า. อย่างนี้แปลว่าเป็นความรู้สึกตามธรรมดาสามัญ ที่มีตัณหา อุปาทาน, สำหรับ บุคคลที่ยังมีตัณหา อุปาทาน ; คือบุคคลธรรมดาสามัญนั่นเอง. เขาพูดไปตาม ความรู้สึกของบุคคลผู้ยังมีตัณหา อุปาทาน มีความยึดมั่นถือมั่น มีเรามีเขา ; แล้ว คำพูดนี้ก็มาจากบุคคลที่มีตัณหา อุปาทาน ; เลยเกิดเป็นคำพูดขึ้นประเภทหนึ่งในโลกนี้ เพราะว่าในโลกนี้มันเต็มไปด้วยบุคคลที่มีตัณหา อุปาทาน.

น.452 นี่แหละ จะต้องระวังให้ดี ; ถ้าเราไม่เข้าใจเรื่องนี้แล้ว เราก็จะเข้าใจไปว่า คำพูดที่พูดกันอยู่ตามธรรมดาสามัญในโลกนั้น เป็นคำพูดที่ถูกแล้ว, เป็นคำพูดที่จริง แล้ว, เป็นคำพูดที่ถือเอาเป็นหลักได้. ถ้าใครมีความเข้าใจอย่างนี้ ก็ควรจะทำความ เข้าใจเสียใหม่ ว่านั่นเป็นเพียงคำพูดตามประสาของชาวบ้าน ของปุถุชน คือของคน ที่ยังมี ตัณหา อุปาทาน เท่านั้นเอง. ถ้าเป็นจริง และถูก ; มันก็จริง ก็ถูกแต่ สำหรับบุคคลนั้น หรือฝ่ายนั้น เท่านั้น ; หาได้จริง หรือถูกสำหรับบุคคลผู้หลุดพ้น จากกิเลส ตัณหา อุปาทานไม่. ดังนั้น คำพูดของชาวบ้าน จึงมีอยู่อย่างหนึ่งและ มีความหมายตรงตามคำที่พูด. ส่วนคำพูดสำหรับพระอริยเจ้า โดยเฉพาะพระอรหันต์ ผู้หลุดพ้นแล้วนั้น ก็มีอยู่อีกอย่างหนึ่ง แต่ว่าเอามาพูดแล้วใคร ๆ ไม่รู้เรื่อง ; ฉะนั้น พระพุทธเจ้าท่านก็ต้องตรัสตามคำธรรมดาที่คนชาวบ้านเขาพูดกัน แต่ท่านมิได้ถือเอา ความหมายนั้น ตรงตามที่ชาวบ้านเขาพูดกัน. ความยุ่งยากลำบากมันอยู่ที่ตรงนี้ ที่ว่า เราพูดด้วยถ้อยคำ หรือภาษาเดียวกัน ; แต่คนหนึ่งพวกหนึ่งนั้น มีความหมายตามนั้น ยึดมั่นถือมั่น เต็มที่ตามนั้น ; แต่อีกพวกหนึ่ง มีความหมายเป็นอย่างอื่น คือไม่ ยึดมั่นถือมั่นเลย. ยกตัวอย่าง เช่น เมื่อพระพุทธเจ้า ท่านตรัสว่า : “เราตถาคต บังเกิด ขึ้นในโลก เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า". อย่างนี้ คนที่ยังเป็นปุถุชน ก็ฟัง ออกไป ในลักษณะที่ว่าพระพุทธเจ้าเป็นตัวเป็นตน เกิดขึ้นมาในโลก เพื่อช่วย สัตว์โลก. แต่ในหัวใจของพระพุทธเจ้า หรือในความรู้สึกของพระพุทธเจ้านั้น หาเป็นอย่างนั้นไม่ ; เพราะว่าพระพุทธเจ้า เป็นผู้ที่หมดอวิชชา ซึ่งทำให้ไม่มี ตัณหา ไม่มีอุปาทาน ; ไม่มีความรู้สึกว่าเรา ไม่มีความรู้สึกว่าเป็นเรา หรือว่า เป็นของเรา. แต่พระโอษฐ์ หรือปากของท่านก็พูดออกไปว่า เราตถาคต เกิดขึ้น ในโลก เพื่อประโยชน์แก่โลก อย่างนี้ แต่ในใจของท่านไม่เป็นอย่างนั้น.

น.453 กับเรา ตัวอย่างนี้ เป็นตัวอย่างที่สำคัญมาก ที่ท่านทั้งหลายจะต้องสังเกตให้เข้าใจ, และมองเห็นในข้อเท็จจริงหลาย ๆ อย่างที่เนื่องกันอยู่กับข้อเท็จจริงอันนี้ : คือท่าน ไม่มีความยึดถือว่าท่านเป็นอะไร แต่เมื่อต้องพูดกับคนที่ยังมีความยึดถือ ท่านก็ ต้องพูดเหมือนกับว่าท่านมีความยึดถือ. ชาวบ้านทั่วไป เขาพูดกันอยู่ ด้วยถ้อยคำ ของชาวบ้านสามัญธรรมดา ; ท่านก็ต้องพูดด้วยคำพูดนั้น ๆ แต่ใจไม่ยึดถือ. ชาวบ้าน พูดอย่างไรใจยึดถืออย่างนั้น พระพุทธเจ้าตรัสด้วยถ้อยคำเหล่านั้นอย่างไร แต่ใจ ไม่ยึดถืออย่างนั้น นี้ก็มีหลักอยู่ในพระบาลี ที่ทุกคนจะต้องทราบ : มีพระบาลีว่า : อิมา โข จิตฺต โลก สมญญา โลกนิรุตติโย โลกโวหารา โลกปญฺญฺติโย - ดูก่อนจิตตะ, เหล่านี้เป็นโลกสมัญญา เป็นโลกนิรุตติ เป็น โลกโวหาร เป็นโลกบัญญัติ เป็นโลกสมัญญา คือเป็นคำที่ชาวบ้าน ชาวโลก เขารู้กันอย่างนั้น, เป็น โลกนิรุตติ คือเป็นคำที่ชาวบ้านเขาพูดกันอยู่, เป็นโลกโวหารา เป็นคำพูดที่เป็น โวหารของชาวโลก, โลกบัญญัตติโย คือเป็นคำพูดที่เป็นบัญญัติของชาวโลก, ก็เลย ได้ขึ้นมาเป็น ๔ อย่างว่า : - โลกสมัญญา ตามที่ชาวโลกเขารู้กัน, โลกนิรุตติ ตามที่ ชาวโลกเขาพูดกัน, โลกโวหาร ตามที่ชาวโลกเขาใช้กันเป็นโวหาร เป็นสำนวนสำหรับ พูด, โลกบัญญัติ ตามที่ชาวโลกเขาบัญญัติว่าเป็นอย่างไร. เย หิ ตถาคโต โวหรติ อปรามสนฺโต - ตถาคตก็พูดด้วยการพูดเหล่านั้น แต่ว่ามิได้ยึดมั่นถือมั่นในความหมายนั้น. ตถาคโต โวหรติ - แปลว่า ตถาคตก็ย่อม กล่าว ย่อมพูด ย่อมใช้โวหารอันนั้น, อปรามสนฺโต แต่ไม่เป็นผู้ลูบคลำคือไม่จับฉวย เอาซึ่งเนื้อความนั้น. นี้เป็นคำที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอง, แล้วมีอยู่มากมายในพระคัมภีร์ใน พระไตรปิฎก เข้าใจว่าหลายสิบแห่ง ; แต่ไม่ใคร่มีคนสนใจ. เมื่อพระพุทธเจ้าจะ

น.454 ตรัสกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ซึ่งเป็นคู่สนทนา ในเรื่องที่เกี่ยวกับอัตตา อนัตตาแล้ว จะมีคำตรัสข้อนี้เสมอว่า โลกสมญญา - ตามที่ชาวโลกรู้, โลกนิรุตติโย - ตามที่ ชาวโลกพูด, กล โลกโวหารา - ตามที่ชาวโลกเขาใช้เป็นโวหารพูด, โลกปญฺญฺติโย - ตามที่ชาวโลกเขาบัญญัติแต่งตั้งคำพูดกันขึ้นมา; ตลาดตก็ต้องพูดโดยวิธี ๔ อย่างนี้ ไม่มีอย่างอื่นจะพูดได้ นี่แหละจึงได้ตรัสเหมือนอย่างที่ชาวบ้านพูด โดยสมัญญาก็ดี โดยนิรุตติ คือภาษาก็ดี โดยโวหารก็ดี โดยโลกบัญญัติก็ดี ใช้อย่างชาวบ้าน ชาวโลก ปุถุชน ทั่วไป. แต่ที่ตรัสว่า อปรามสนฺโต นั้น คือจิตมิได้จับฉวยเอาความหมายอย่าง เดียวกันกับที่ชาวบ้านเขาถือเอา ; ทรงยืนยันว่า เป็นสิ่งที่แน่นอน หรือเป็นความ จำเป็น เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่พระองค์จะต้องตรัสสนทนากับชาวโลกทั้งหลายโดย สิ่งทั้ง ๔ นี้ ; แต่แล้วในใจของพระองค์นั้น มิได้ยึดถือความหมายเหมือนกับที่ชาวโลก ทั้งหลายเขายึดถือกัน. ถ้าผู้ใดเข้าใจข้อความนี้ ก็นับว่าเข้าใจเรื่องที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวกับ พระพุทธเจ้า คือว่า เป็นเรื่องที่พระพุทธองค์จำเป็นที่จะต้องพูดภาษาชาวบ้าน แต่ว่าความหมายในใจนั้นไม่มีความหมายอย่างชาวบ้าน ; ถึงแม้พระอรหันต์องค์ อื่น ๆ ก็เหมือนกัน ต้องพูดกันด้วยภาษาชาวบ้าน แต่ในใจไม่ได้มีความหมายอย่างเดียว กับที่ชาวบ้านเขามี. เช่นเมื่อพูดว่าเรา ชาวบ้านเขาก็มีความหมายเป็นตัวเรา เป็นตัวกู ; แต่พระอรหันต์พูดว่าเรานั้น พูดตามภาษาชาวบ้าน พูดคล้อยไปตามโวหาร ตามบัญญัติ ตามสมมติของชาวบ้าน ; ในใจไม่มีความยึดมั่นว่าตัวกู. เพราะว่ากิเลสที่เป็นเหตุ ทำให้เกิดความรู้สึกว่าตัวกูนั้น มันถูกถอนราก ทำลายรากเหง้าสิ้นเชิงแล้ว. ไม่มีอวิชชา แล้วก็ไม่มีตัณหา ไม่มีอุปาทาน ; ฉะนั้น ความรู้สึกที่เกิดขึ้นมาว่า "ตัวกู" เหมือนอย่างที่คนทั้งหลายเขาเกิดกันนั้น มันเกิดไม่ได้ ในจิตใจของพระอรหันต์ ทั้งหลาย ; แต่ปากของท่าน ก็ต้องพูดว่า ตัวฉัน หรือตัวกู เพราะต้องพูดกับชาวบ้าน,

น.455 กับเรา หรือ บางทีก็ต้องพูดว่า "ของฉัน" เพราะมันมีเหตุ มีเรื่อง มีอะไรที่จะ ต้องพูดออกไปว่า "ของฉัน" ก็ต้องพูดอย่างนั้น ; แต่ในใจมิได้มีความรู้สึก ที่เป็น อุปาทานยึดมั่นว่า ของฉัน. พระอรหันต์ทั้งหลายก็เป็นอย่างนี้ ; แต่ว่าพระอรหันต์ ไม่มีเรื่องราวที่จะต้องมากล่าวอธิบายเรื่องนี้ เพราะมีหน้าที่พูดน้อย. ส่วนพระพุทธเจ้า นั้นต้องตรัส ต้องพูด ต้องอะไรกับคนที่มาไต่ถามอยู่เสมอตลอดเวลา แล้วเขาก็ถามด้วย โวหารของชาวบ้านธรรมดา ; ท่านก็ต้องตอบด้วยโวหารสมมตของชาวบ้านธรรมดา แต่พอจะไม่ใหเข้าใจผิด; ในตอนท้ายท่านก็จะตรัสปรับความเข้าใจ ป้องกันความ เข้าใจผิด อย่างนี้เสมอ. เช่นตัวอย่างในที่นี้ ได้ตรัสเรื่องอัตตา เรื่องตัวตน, ว่าอัตตาหยาบ, อัตตาที่สำเร็จมาแต่ใจ, อัตตาที่ไม่มีรูป. นี่พระพุทธเจ้าตรัสทั้งนั้น : ตรัสว่ามีอัตตา อย่างนี้ ๆ ตามที่เขาพูดกัน แล้วว่า ทำไมจึงเกิดอัตตาชนิดนั้น ๆ ขึ้นมาในจิตในใจของคน. เมื่อตรัสกับคนที่ชื่อ จิตตะ หัตถิสารีบุตร คนนี้จบเรื่องแล้ว ก็ตรัส ข้อความอย่างที่เอามากล่าวให้ฟังว่า : อิมา โข จิตฺต โลกสมญญา โลกนิรุตติโย โลกโวหารา โลกปญฺญฺติโย - ดูก่อนจิตตะ คำทั้งหลายเหล่านี้แล มีอยู่ คือ โลกสมญญา โลกนิรุตติโย โลกโวหารา โลกปญฺญฺติโย เย หิ ตถาคโต โวหรติ อปรามสนฺโต - มันเป็นคำที่ตถาคตย่อมกล่าว แต่ไม่มีความยึดถือ ไม่มีความยึดมั่น ในการกล่าวนั้น ๆ. นี้เป็นข้อเท็จจริง ที่ได้เป็นไปจริงในเมื่อพระพุทธเจ้าท่านตรัส ; และ พระพุทธเจ้าท่านก็ทรงเกรงไปว่า มันจะปนกันยุ่ง ; ท่านจึงตรัสแยกกันเสียให้ เห็นชัด ว่านี่เป็นการกล่าวตามสมมตของโลก ฉันก็กล่าวอย่างภาษาโลก แต่ ไม่ยึดมั่นถือมั่น.

น.456 ทีนี้มันลำบากอยู่ที่พวกเราทุกคนนี้ ฟังไม่ศัพท์จับไปกระเดียด หรืออะไร ทำนองนั้น. เมื่อพระพุทธเจ้าท่าน ตรัสอย่างภาษาโลกอย่างไร เราก็ยึดมั่นถือมั่น เอาว่า พระพุทธเจ้าท่านมีจิตใจอย่างนั้น ; แล้วก็ไม่ใคร่ได้ฟังคำนี้, ประโยคที่ว่า "ตถาคตไม่ยึดมั่นถือมั่นตามถ้อยคำที่กล่าวตามสมมตของโลก" นี่เราไม่ใคร่ได้ยิน คำนี้, หรือว่าได้ยินเราก็อาจจะไม่เข้าใจ; ฉะนั้น เราก็เลยถือเอาว่า เราเป็นอย่างไร พระพุทธเจ้าก็เป็นอย่างนั้น ในเมื่อเราพูดว่าตัวเรา ว่าของเรา ว่าอะไรของเรา พอพระพุทธเจ้า ท่านตรัสว่า "ตถาคต" หรือ "ของตถาคต" ; ก็ถือว่ามีความหมายเหมือนกัน. นี้คือ ความคิดที่ตู่พระพุทธเจ้า, เป็นการพูดที่ตู่พระพุทธเจ้า ด้วยเรื่องอันไม่เป็นจริง. เรื่องที่เป็นจริงนั้น พระพุทธเจ้าท่านตรัสตามภาษาชาวบ้าน แต่ในใจไม่มีความ รู้สึก หรือว่า ยึดถืออย่างชาวบ้าน : ส่วนชาวบ้านนั้น พูดออกไปอย่างไร ก็มี ความยึดถืออย่างนั้น .. นี่เป็นข้อที่ต้องทำความเข้าใจกันในเบื้องต้นก่อน. ท่านทั้งหลายจึงจะ ฟังคำอธิบายต่อไปได้ถูกต้องว่า ท่านเป็นอย่างนั้น ท่านเป็นอย่างนี้ ท่านเป็นอย่างโน้น แก่คนนั้น แก่คนนี้ แก่คนโน้น; แต่แล้วในที่สุด หรือโดยแท้จริงนั้น ท่านมิได้ เป็นอะไรเลย ;ทั้งที่ท่านมิได้มีจิตใจรู้สึกสำคัญมั่นหมาย รู้สึกว่าเป็นอะไรเลย แก่ ใครนั่นแหละ ; ท่านกลับทำประโยชน์ ให้แก่คนทุกคน และทุกชนิด และ ถึงที่สุดด้วย. นี่เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยากยิ่งขึ้นไปอีก ว่าในใจของท่านมิได้มีความสำคัญ มั่นหมายว่าท่านเป็นอะไร โดยความยึดมั่นถือมั่น ไม่ได้เป็นอะไร : เช่นว่าท่านไม่ได้ ยึดมั่นถือมั่นว่าเรา พวกเรา นี่เป็นสาวกของท่าน ท่านไม่ได้ยึดมั่นอย่างนั้น ; แต่ ปากท่านก็ต้องตรัสว่า : พุทธบริษัททั้งหลายของเรา หรือของตลาดต. ส่วนใจ

น.457 กับเรา ของท่าน มิได้มีความยึดมั่นถือมั่นว่า พุทธบริษัททั้งหลาย เป็นบริษัทของตถาคต, ไม่ได้ยึดมั่นเหมือนกับที่เรายึดมั่นอะไร ๆ ที่เป็นของเรา ; แต่ท่านใช้คำพูดอย่างเดียวกัน. เพราะเหตุที่ท่านไม่ได้ยึดมั่นนั้นแหละ เป็นเหตุที่ทำให้มีความบริสุทธิ์ ขึ้นมาในจิตใจของท่าน. หรือว่ามีความเมตตากรุณาที่บริสุทธิ์อยู่ในจิตใจของท่าน ; และเมื่อไม่มีตัณหาอุปาทาน มาเกี่ยวข้อง จิตใจของท่านก็บริสุทธิ์ด้วย, มีปัญญา ด้วย. นี้ท่านก็ทำไปตามอำนาจของความบริสุทธิ์ หรือตามอำนาจของสติปัญญาที่บริสุทธิ์ ; ดังนั้น ท่านจึงทำประโยชน์ได้ ให้แก่บุคคลทุกคน และบุคคลทุกชนิด. "เหมือนกับใน ตัวอย่างของการบรรยายครั้งก่อน ๆ ที่แล้วมา ว่าท่านมีความรู้สึกในพระทัยเหมือนกัน กับที่ท่านรู้สึกในพระราหุล หรือว่ารู้สึกในพระเทวทัต หรือว่ามีความรู้สึกในช้างนาฬาคีรี อย่างนี้เป็นต้น. พระราหุลนั้น เป็นพระโอรสของท่าน, พระเทวทัตนั้น เป็นข้าศึกศัตรู ตัวร้ายกาจของท่าน, ส่วนช้างนาฬาคีรีนั้น คือช้างที่เขามอมให้เมา แล้วปล่อยมา ทำร้ายท่าน. ในสิ่งทั้งสามนี้, ทั้งสัตว์ทั้งบุคคลทั้งสามนี้, ท่านมีน้ำใจเสมอกัน ไม่ได้ รักใคร เกลียดใคร หรือกลัวใคร หรือเข้าข้างใคร. ถ้าเราเข้าใจความข้อนี้ได้ เราก็จะเข้าใจได้ ว่า ไม่ต้องมีความยึดมั่นถือมั่น นั่นแหละกลับจะทำอะไรได้ดีกว่า ได้เป็นประโยชน์กว่า หรือสูงสุดกว่า. เพราะว่า ใจของท่านไม่มีความยึดมั่นถือมั่น ; ส่วนใจของเรานี้ ไปคิดว่าพระราหุลเป็นลูกที่รัก ของท่าน เราก็เอาใจของเราเข้าไปใส่ คือว่าเรารักลูกของเราอย่างไร พระพุทธเจ้าก็คง จะรักลูกของท่านอย่างนั้น ; นี่เรามันหลับตา และว่าเอาเอง. หรือว่า พระเทวทัต เป็นศัตรู คอยทำลายล้างชีวิตของพระองค์อยู่ตลอดเวลา, เป็นคนที่ใคร ๆ ก็เกลียดกัน ทั้งบ้านทั้งเมือง ; ก็เลยคิดว่า พระพุทธเจ้าก็คงจะเกลียดพระเทวทัต อย่างเดียวกับ ที่คนทั้งเมืองเขาเกลียด.

น.458 นี่ถ้าไม่สนใจทำความเข้าใจกับเรื่องอย่างนี้แล้ว ก็จะไม่เข้าใจข้อที่ว่า โดย แท้แล้วพระพุทธเจ้าท่านมิได้เป็นอะไรเลย. พระพุทธเจ้ามิได้เป็นบิดาที่รักของพระราหุล, หรือพระราหุลมิได้เป็นลูกที่รักของท่าน ; หรือว่าพระพุทธเจ้าก็มิได้เป็นข้าศึกต่อพระ- เทวทัต, หรือพระเทวทัตก็มิได้เป็นข้าศึกของท่าน; มิได้มีความรู้สึกทำนองนี้ทั้งนั้น. นี่คือเค้าเงื่อนของความหมายที่จะพูดว่า โดยที่แท้นั้น ท่านมิ ได้เป็น อะไรเลย. พระพุทธเจ้า ตรัสอย่างชาวบ้าน แต่มีพระทัยตามแบบของท่าน สำหรับเรื่องนี้ ก็อยากจะพูดให้ท่านทั้งหลาย จำไว้ง่าย ๆ ลืมยากหรือลืมไม่ได้ คือจะพูดว่า พระพุทธเจ้าท่านเป็นคน "ปากอย่าง ใจอย่าง". พอเอ่ยขึ้นมา อย่างนี้ บางคนก็จะนึกว่า พูดอย่างนี้เป็นการพูดอย่างลบหลู่ดูถูก จ้วงจาบพระพุทธเจ้า แล้ว.แต่ที่จริงนั้นเป็นเรื่องจริง พระพุทธเจ้าท่านเป็นคน "ปากอย่าง ใจอย่าง" ตามแบบของท่าน ไม่ใช่ตามแบบของพวกเรา. ถ้าปากอย่างใจอย่างตามแบบของคนทั่วไปแล้ว มันใช้ ไม่ได้, มัน เป็นเรื่องผิด เรื่องเลว เรื่องชั่ว เรื่องบาป. แต่ถ้าเป็นคนปากอย่างใจอย่าง ตามแบบของพระพุทธเจ้าแล้ว ยิ่งดี ยิ่งประเสริฐ ยิ่งวิเศษ ไม่มีความทุกข์, คือพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "เรา" แต่ในใจของท่าน ไม่มีเรา ; พระพุทธเจ้า ตรัสว่า "ของเรา" แต่ในใจ ของท่านไม่มีของเรา ; เพราะท่านไม่มีความรู้สึก ว่าเป็นอะไร. ที่ว่าเป็นเราหรือเป็นของเรานั้นมันไม่มี ; เพราะเป็น อปรามสนฺโต ไม่ลูบคลำ จับฉวยเอาความหมายแห่งถ้อยคำที่พูดอยู่ตามโลกสมัญญา ตามโลกนิรุตติ ตามโลกโวหาร ตามโลกบัญญัติ.

น.459 กับเรา ปากของท่านตรัสไปตามโลกโวหาร โลกสมมต โลกบัญญัติ แต่ใจของ ท่านไม่เป็นอย่างนั้น ; เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว จะไม่เรียกว่าท่านเป็นคนปากอย่างใจอย่าง แล้วจะเรียกว่าอะไร. ท่านเป็นคนปากอย่างใจอย่างไปตามแบบของท่าน : ท่าน ไม่เป็นอะไร มิได้เป็นอะไร มิได้ยึดถืออะไร ; แต่ปากท่านก็ยังพูดอย่างเดียวกับคน ยึดถือ, พูดอย่างเดียวกับชาวบ้านทั่วไปที่พูดออกไปด้วยความยึดถือ. นี้มันเป็นความจำเป็นที่จะต้องเป็นอย่างนี้ ; เป็นสิ่งที่ไม่มีใครจะช่วยได้ ; คือพระพุทธเจ้าจะต้องตรัสชนิดปากอย่างใจอย่าง อย่างนี้เสมอ. พระอรหันต์ก็ต้อง พูดปากอย่างใจอย่างอย่างนี้เสมอ เพราะใจปราศจากตัณหา อุปาทาน ไม่มีความ รู้สึกว่าตัวตนว่าของตน ; แต่ปากยังต้องพูดว่าตัวตน ว่าของตน แก่คนทั้งปวง อยู่เรื่อย. ฉะนั้นถ้าใครเป็นคนปากอย่างใจอย่าง อย่างนี้ได้ คนนั้นก็ไม่มีความทุกข์เลย และมิได้เป็นอะไรด้วย ; แต่ถ้าเป็นคนปากอย่างใจอย่าง ตามแบบของคนที่มีกิเลส ตัณหา แล้วย่อมเป็นคนคดโกง เป็นคนเลว ใช้ไม่ได้. ขอให้เข้าใจว่า แม้แต่คำพูดที่พูดว่าปากอย่างใจอย่าง นี้ก็ยังมีสองอย่าง : อย่างหนึ่งเลวที่สุด อีกอย่างหนึ่งดีที่สุด. ใครมีปากอย่างใจอย่างแล้ว ก็จะไม่มี ความทุกข์เลย. อาตมาจึงเอามาพูดให้ฟัง, แล้วเอามาสอนด้วย ว่าจงเป็นคนปากอย่าง ใจอย่าง. เขียนเป็นคำกลอนแจกที่แรก มีคนสั่นหัว ไม่เอา. เขียนคำกลอนทีแรก ก็เขียนว่า : - มีปากอย่างใจอย่างหนทางสุข ไม่มีทุกข์เพราะยึดมั่นฉันแถลง ว่าเป็นคำพระพุทธองค์ทรงแสดง อย่าระแวงว่าฉันหลอกยอกย้อนเลย ไม่ยึดมั่นสิ่งใดใดด้วยใจตู มว่า "ตัวกูของกู" อยู่เฉยเฉย ปากพูดว่า "ตัวกู" อยู่ตามเคย ใจอย่าเป็นเช่นปากเอ่ยเหวยพวกเรา.

น.460 นี้คือ พวกเราพูดว่าตัวฉัน ว่าของฉัน ว่าตัวกู ว่าของกู ไปตามเคยก็ได้ ; แต่ใจอย่าเป็นอย่างนั้น; ถ้าว่าทำได้อย่างนี้แล้วก็ไม่มีความทุกข์ ; ที่ว่าปากอย่าง ใจอย่างนี้ คือหนทางที่จะมีความสุข. ถ้าปากพูดว่า ฉัน หรือ กู แล้วใจเป็นอย่างนั้นด้วย จะมีความทุกข์, มีความทุกข์ที่นั่น เดี๋ยวนั้น. ปากพูดว่าตัวกู-ว่าของภู. ใจก็ว่าเป็นตัวกู-ของกู: มันก็มีความทุกข์ เหมือนกับไฟเผาอยู่ในจิตใจ ตกนรกทั้งเป็นอยู่ที่นั้น ; แล้วยังจะถูกลิงค่าด้วย ถูกลิงล้างหูใส่หน้าด้วย ว่าเงินของกู ทองของกู ลูกของกู เมียของกู อะไรของกูอยู่ ทั้งวัน ๆ ไม่มีอะไรนอกไปกว่านั้น ; ก็หมายความว่ามันเป็นทุกข์ตลอดเวลา. มันน่า เกลียดน่าชังตลอดเวลา เพราะปากกับใจตรงกันที่ว่า ปากพูดว่าของกู ใจก็ของกู. ทีนี้ หัดเป็นเสียคนละอย่าง ปากว่าของกู ของฉัน, บ้านเรือนของฉัน เกียรติยศของฉัน อะไรของฉัน, แต่ใจอย่าเป็น; ลองดูซิ ก็ไม่มีความทุกข์. ปากก็พูดไปตามที่ชาวโลกเขาพูดกัน เป็นทางการ เป็นทางราชการอะไร ก็พูดกันไป ตามเรื่อง ; แต่ใจอย่าเป็น.ลด นี่เรียกว่า ปากอย่างใจอย่างตามแบบของพระ- พุทธเจ้า. ทีนี้ เมื่อเราเข้าใจว่า พระพุทธเจ้าท่านต้องตรัสด้วยคำพูดของชาวบ้าน ชาวโลก ; แต่ว่าใจของท่านมิได้ลูบคลำซึ่งความหมายอย่างเดียวกันกับชาวโลก ; เราก็ รู้ว่า โดยที่แท้นั้น จิตใจของท่าน ท่านไม่ได้เป็นอะไรเลย. นี่ฟังยากอยู่หน่อยว่า ท่านมิได้เป็นอะไรเลย. เมื่อปากท่านตรัสว่า "เราเป็นตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เกิดขึ้น ในโลกเพื่อประโยชน์แก่โลก" : " นี่ปากท่านว่า แต่ ใจของท่านมิได้เป็นอย่างนั้น.

น.461 กับเรา บางคนจะเถียงว่า แล้วท่านจะรู้ได้อย่างไรว่า พระพุทธเจ้ามีใจอย่างนั้น ; นั่นแหละ คนที่ถามอย่างนั้นแหละ คือคนที่ไม่รู้อะไรเลย. โดยเหตุที่เราได้ศึกษามาตลอดเวลา และมีคำตรัสของพระพุทธเจ้าเอง ยืนยันอยู่ด้วยเหมือนกัน ว่าใจของท่านมิ ได้เป็นอย่างนั้น ; ถ้าเราศึกษาข้อความสำคัญที่ เป็นหัวใจของพุทธศาสนาในพระไตรปิฎก เราก็จะพบเรื่องพระพุทธเจ้า เป็นผู้ไม่มีอวิชชา ตัณหาอุปาทาน ไม่มีความสำคัญว่าตัวตน ว่าของตน ; และในที่นี้ พระพุทธเจ้าท่าน ก็ตรัสอยู่อย่างนี้ ยืนยันอยู่อย่างนี้ ว่าเขาพูดกันโดยโลกสมัญญา โดยโลกนิรุตติ โดย โวหารโดยโลกบัญญัติ ตถาคตก็พูดกะเขาเหมือนกัน แต่ใจไม่ถือเอาความหมายอย่างนั้น เป็นอันว่า ในใจของท่าน มิได้มีความรู้สึกว่าเป็นอะไร เหมือนกับที่ปาก ของท่านตรัส เราต้องเข้าใจความข้อนี้ จึงจะค่อย ๆ มองเห็นต่อไปว่า : ที่จริงนั้น ท่านมิได้เป็นอะไรเลย, มิได้เป็นศาสดาของเรา, หรือมิไดเป็นอะไรของเรา, มิได้ เป็นอะไรแก่ใคร, มิได้เป็นที่ยึดถือผูกพันกับบุคคลผู้ใด, ในจิตใจเป็นอย่างนั้น ; แต่ทางภายนอกกลายเป็นว่าเหมือนกับคนธรรมดา : ปากก็พูดอย่างมีความผูกพัน, การประพฤติกระทำก็ทำอย่างมีความผูกพัน. พระพุทธเจ้าต้องทำประโยชน์แก่คนนั้น ทำประโยชน์แก่คนนี้ แม้แต่ทำ ประโยชน์แก่คนที่พบกลางถนน อย่างที่พูดกันวันก่อน ; แต่จิตใจของท่านไม่มีความ ผูกพัน ไม่มีความยึดมั่น ว่าเรากระทำแก่เขา หรือว่ากระทำอย่างสำคัญมั่นหมายว่า เราทำแก่เขา. ความรู้สึกว่าเราว่าเขานั้นไม่มีเหลือ ; แต่ความรู้สึกที่เป็นปัญญา เมตตา กรุณานี้มันเต็มไปหมด คือว่าในใจนั้นเต็มไปหมดด้วยความเมตตากรุณา และด้วยสติปัญญาเฉลียวฉลาดด้วย. เพราะด้วยอาศัยกำลังของเมตตากรุณา กำลังของสติ

น.462 ปัญญา นี่แหละเป็นเหตุให้พระพุทธเจ้า หรือพระอรหันต์ทั้งหลาย ท่านทำอะไรแก่ คนอื่นราวกะว่า เป็นคนมีความยึดมั่นถือมั่นว่าเราว่าเขา." นี่คือเรื่องที่ลึกและเข้าใจยาก ว่า คนเรานี้ทำอะไรด้วยตัณหา อุปาทาน ด้วยความยึดมั่นถือมั่นกันทั้งนั้นแหละ ; เว้นแต่พระอรหันต์เท่านั้นที่จะไม่ทำด้วย อวิชชา ตัณหา อุปาทาน. แล้วท่านทำด้วยอะไร ? ท่านก็ทำด้วยสติปัญญาที่บริสุทธิ์ หรือว่ากระทำแก่ผู้อื่นก็ทำด้วยเมตตากรุณาที่บริสุทธิ์ ; เพราะไม่มีทุกข์ ไม่มีใคร เป็นผู้ทุกข์ พระพุทธเจ้าก็ไม่มีความทุกข์ แล้วช่วยผู้อื่นให้พ้นทุกข์ โดยที่ไม่ต้องมี ตัวตน โดยไม่ต้องมีความสำคัญมั่นหมายยึดถือว่าเป็นตัวตน. เรื่องนี้เป็นเรื่องยากที่สุด ที่ยังกำลังเป็นที่ไม่เข้าใจกันอยู่ในเวลานี้ แม้ใน ประเทศไทย ที่คุยโตว่าเป็นประเทศที่มีพระพุทธศาสนาเจริญที่สุด, คุยโตลม ๆ แล้ง ๆ ทั้งนั้น ; คือไม่รู้ว่าพระพุทธศาสนานั้นเป็นอย่างไร ในชั้นนี้ ในชั้นที่ เกี่ยวกับเรื่องไม่มีตัวตนนี้ ; ◌ิต เพราะว่าถ้ามีความรู้สึกว่าเป็นตัวเป็นตนโดยแท้จริง ยึดมั่นถือมั่นแล้ว ก็จะต้องเป็นทุกข์. ทีนี้เราไม่อยากจะเป็นทุกข์ ก็ไม่มีทางอื่น นอกจากจะทำลายความ ยึดมั่นถือมั่นว่าตัวตนเสีย ; ส่วนคนเขารักตัวตนไม่ยอมทำลาย มันก็ดับทุกข์ไม่ได้ ; แล้วนักคิดหัวแหลม นักปรัชญาเพ้อเจ้อ ก็จะเถียงว่า ถ้าไม่มีความรู้สึกว่าตัวตนแล้ว ก็จะไม่ทำอะไรเลย ; อย่างนี้หลับตาโง่ เพราะว่าเรายังทำอะไรได้ด้วยสติปัญญา ด้วย เมตตากรุณา โดยไม่ต้องมีตัวกู - ของกู อย่างพระพุทธเจ้า, อย่างพระอรหันต์ ทหลาย. ถ้าเราไปพูดกับนักจิตวิทยา พวกฝรั่งสมองใส เขาไม่เชื่อ ; ว่าถ้าหมด egoism เสียแล้วคนจะทำอะไรไม่ได้. นี่เพราะรู้แต่เท่านั้น คือว่า ต้องมีความมั่นหมาย

น.463 กับเรา ยึดมั่นว่าตัวกู - ว่าของกู คนจึงจะทำอะไรได้. อย่างนี้เพราะไม่เคยเรียนรู้พุทธศาสนา ว่าพระอรหันต์หมดอุปาทานชนิดนั้นแล้ว ยิ่งทำอะไร ๆ ได้มากที่สุด ; ยิ่งมีเมตตา กรุณา ยิ่งมีเวลาที่จะไปทำประโยชน์ให้แก่ใครมากที่สุด. โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระพุทธเจ้า ท่านไม่มีความเห็นแก่ตัว, ไม่มีความยึดมั่นถือมั่นเรื่องตัว, ไม่มี concept, egoistic concept แม้แต่ชนิดเดียว แม้แต่อย่างเดียว ; แต่กลับทำอะไรได้มาก. นี่เป็นเรื่องที่ยังขัดขวางกันอยู่ระหว่างหลักของพุทธศาสนา กับ วิชาความรู้ ของสมัยปัจจุบัน. ถ้าใครมีความเข้าใจข้อนี้ ซึ่งสรุปความได้ว่า : แม้ว่าเราไม่มี ตัณหา อุปาทาน ว่าตัวกู-ของกู เราก็ยังอยู่ มีชีวิตอยู่ได้; แล้วเราก็ยังทำการงาน ในหน้าที่ได้, เราก็ยิ่งช่วยเหลือผู้อื่นได้มากยิ่งขึ้นไปอีก เพราะไม่เห็นแก่ ตัวกู. ขอให้เปรียบเทียบกันดู ในการกระทำ ของผู้เห็นแก่ตัว กับ ผู้หมดความเห็นแก่ตัว การที่มีความเห็นแต่แก่ตัวกูนั้น มันไม่คิดจะช่วยผู้อื่น ; นอกจากจะ คิดทำนาบนหลังคนอื่น การที่ให้ไป ก็เพื่อต้องการจะได้รับตอบแทนมากกว่า อย่างนี้เขาไม่เรียกว่าช่วย; แต่เป็นการทำนาบนหลังผู้อื่น เพราะมีอุปาทาน มีตัณหา มีความยึดมั่นมาก. ส่วนพระพุทธเจ้าท่านไม่มีกิเลสประเภทนี้, พระอรหันต์ทั้งหลาย ท่านก็ไม่มีกิเลสประเภทนี้ ; เพราะฉะนั้นท่านช่วยอะไรใครไปสักนิดหนึ่ง ท่านก็ช่วย จริง และบริสุทธิ์ ; แล้วท่านก็ช่วยจริง ๆด้วย; เพราะเรื่องของตัวเองมิได้มีแล้ว มีเหลือแต่เรื่องช่วยผู้อื่น, แล้วก็ทำไปได้ด้วยอำนาจของเมตตากรุณา ทำไปได้ด้วย อำนาจของปัญญา โดยไม่ต้องอาศัยอำนาจของกิเลสตัณหาเลย. คนมีกิเลส ตัณหา ก็ทำอะไรด้วยกิเลส ตัณหา. คนที่หมดกิเลส ตัณหาก็ทำอะไรด้วยปัญญา ด้วยเมตตา, คือด้วยธรรมะที่บริสุทธิ์. พูดให้เป็นหลัก

น.464 เป็นเกณฑ์ เป็นคู่ขึ้นมาอีกทีหนึ่งก็ว่า : เบญจขันธ์ที่ประกอบอยู่ด้วยอุปาทาน คือ มีตัวกู-ของกูนี้ ทำอะไรไปก็ทำด้วยอำนาจของอุปาทาน. ส่วนเบญจขันธ์ที่บริสุทธิ์ ไม่ประกอบด้วยอุปาทาน ทำอะไรไคปก็ทำด้วยวามบริสุทธิ์, ด้วยอำนาจของความ บริสุทธิ์, คือความที่ไม่มีอุปาทานนั่นแหละ ; ไม่ต้องมีอุปาทานมาเป็นกำลังผลักดัน ก็ทำได้. นี้เรียกว่า กำลัง หรือต้นเหตุที่ทำให้คนเราลุกขึ้นทำอะไร ๆ นั้น มันมี ๒ อย่าง, motive อันนี้มีอยู่ ๒ ชนิด : อย่างหนึ่งทำไปด้วยความโง่ด้วยกิเลส ตัณหา อุปาทาน ก็ลุกขึ้นทำตัวเป็นเกลียว, อีกอย่างหนึ่งทำไปด้วยสติปัญญา ด้วย เมตตากรุณา อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านทำ ; นี้ก็ทำตัวเป็นเกลียวเหมือนกัน. นี้เคยพูดหลายครั้งแล้ว จะไม่พูดอีกแล้วว่า พระพุทธเจ้าท่านทำงาน ๒๔ ชั่วโมง ท่านเอาเรี่ยวแรง เอากำลังอะไรมาผลักดันให้ลุกขึ้นทำ. เขาตอบกันสั้นๆ ว่า ด้วยกำลังพระมหากรุณาที่เหลืออยู่ในจิตใจของท่าน ; ไม่มีกิเลสตัณหา ไม่มีอุปาทาน ก็ทำงานมากยิ่งกว่าคนธรรมดา ซึ่งมีกิเลสตัณหาอุปาทานเสียอีก. คนที่มีกิเลสตัณหา อุปาทานนั้น บางคราวมันอยากนอน เอาเปรียบผู้อื่นด้วยอยากจะนอนเสีย ไม่ต้อง ทำงาน .!! ส่วนพระพุทธเจ้านั้น ไม่มีที่จะเอาเปรียบด้วยการนอนเสีย มีแต่ว่าทำตลอด ๒๔ ชั่วโมง : - ตอนหัวรุ่ง ลุกขึ้นตั้งแต่ยังไม่ทันสว่าง เพื่อจะสอดส่องดูว่า จะช่วยใคร ที่ไหน, พอสว่าง ก็ไป ที่เรียกว่า ไปบิณฑบาต นั่นแหละ คือไปโปรด พยายามให้ สำเร็จตามนั้น ; จะใช้เวลาทั้งวันหรือสักครึ่งค่อนวันอะไรก็ได้. ตอนบ่ายก็ทรง สั่งสอนคนที่ตามไปถึงวัด, ตอนหัวค่ำทรงสอนภิกษุสามเณรที่อยู่ด้วย, ตอนดึกก็ทรง แก้ปัญหาเทวดา. ที่นี้หมดแรง ก็ต้องพักผ่อนนิดหน่อย พักเอาแรงสำหรับทำงาน ต่อไปอีก นี้ก็เรียกว่าทำตลอด ๒๔ ชั่วโมง,

น.465 กับเรา คนที่ไม่มีตัณหาอุปาทาน ทำงานได้อย่างนั้นเห็นไหม ? ส่วนคนที่มีตัณหา อุปาทาน ก็มีแต่จะเอาเปรียบ ทำงานแต่ที่จำเป็น เพื่อจะได้เงินมากๆ แล้วก็อยากจะ นอนไป เล่นไป กินไป อะไรเสีย ไม่ได้ทำประโยชน์แก่ใคร. นี้เป็นยุติกันได้ลงที่หนึ่งว่า motive ที่กระตุ้นให้เราลุกขึ้นทำงานทำอะไร ได้นี้ มี ๒ ชนิดอย่างนี้ : อย่างหนึ่งกิเลส, อย่างหนึ่งความไม่มีกิเลส. ทีนี้คนมา เข้าใจผิดว่าเอาเองว่า ; ถ้าหมดกิเลสแล้ว ไม่ทำอะไร. อย่างนี้คนโง่พูด, คนมีกิเลสพูด, หลับตาพูดว่า หมดกิเลสแล้วไม่ทำอะไร. แล้วก็ตั้งปัญหาถามว่า หมดกิเลสแล้วมีอะไรเหลืออยู่ ? ก็ยังมีความบริสุทธิ์ มีปัญญา มีเมตตากรุณาเหลือ อยู่ ; อันนี้แหละ ทำให้คนลุกขึ้นทำงาน. พระพุทธเจ้าท่านทำงานด้วยความรู้สึก อันนี้ ซึ่งมิใช่เป็นความรู้สึกว่า เป็นตัวตนหรือของตน ; ฉะนั้น เราจึงถือว่า ท่าน มิได้เป็นอะไร. ตลอดเวลาที่ท่านทำประโยชน์แก่คนนั้น คนนี้ เหมือนกับที่เราบรรยาย กันมา ๑๒ ครั้ง ที่ทำประโยชน์แก่คนนั้น คนนี้ ; แต่ที่แท้นั้น ท่านมิได้เป็นอะไร. เมื่อท่านมิได้เป็นอะไร ; ทาน ก็หมายความว่า ท่านมิได้ทำประโยชน์อะไรแก่ใคร ในลักษณะที่เรียกว่าเป็นตัวเขา ตัวเรา : มันเป็นการเคลื่อนไหวไปตามกำลังของ ร่างกายและจิตใจที่บริสุทธิ์, เรียกว่าขันธ์ ๕ ที่บริสุทธิ์, ร่างกายและจิตใจที่บริสุทธิ์. ในจิตใจที่บริสุทธิ์นั้น มีปัญญา มีเมตตา สะสมเต็มอยู่ ก็ทำให้ลุกขึ้นทำประโยชน์ให้แก่ ผู้อื่น ; โดยไม่ต้องมีเรา มีผู้อื่น, ไม่ต้องมีผู้อื่น ไม่ต้องมีเรา แต่ก็ทำประโยชน์แก่ ผู้อื่นอยู่นั่นแหละ, พระพุทธเจ้าจึงทำอะไรมากมาย เหมือนที่เราบรรยายกันมาแล้ว ครบ ๓ เดือนวันนี้. ในเรื่องพุทธจริยา ว่าได้ทรงประพฤติเป็นตัวอย่างอย่างไรบ้างในการ ทำประโยชน์แก่คนนั้น คนนี้. มาถึงในวันนี้ก็ขอสรุปท้ายว่า โดยที่แท้แล้วท่านมิได้เป็นอะไรเลย ; ท่าน มิได้ทำอะไรในความหมาย ที่เป็นตัวตน ของตนเลย, เป็นการเคลื่อนไหวของ

น.466 ร่างกายจิตใจ ที่บริสุทธิ์ล้วน ๆ. นี่เป็นหัวข้อใหญ่ว่า ท่านมิได้ทำอะไร, หรือท่าน มิได้เป็นอะไร, ท่านมิได้เป็นอะไรแก่ใครเลยในความจริง แต่ท่านเป็นนั้นเป็นนี่ โดย สมมติแก่คนนั้น แก่คนนี้อย่างนี้. พระพุทธเจ้า มิได้ทรงเป็นอะไรเลย จะเข้าใจได้ด้วยเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท ที่นี้ จะได้พูดให้ละเอียดลงไปเฉพาะในจุดนี้ คือที่ว่า มิได้เป็นอะไรเลย มันก็เป็นการอธิบายสิ่งที่เคยอธิบายมาแล้ว และเข้าใจยาก ต้องอธิบายอีก."บางคนจะ รำคาญ เหมือนที่พวกเด็ก ๆ จะรำคาญ ร้องตะโกนว่า ฉายหนังซ้ำอีกแล้วโว้ย, แต่มัน จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับธรรมะชั้นสูงสุด ชั้นลึกซึ้งนี้ จะต้องพูดซ้ำ ๆ กันอยู่นั่นแหละ. สำหรับเรื่องที่ว่า พระพุทธเจ้าท่านไม่เป็นอะไรเลยนี้ ต้องเข้าใจได้ด้วย เรื่องที่เกี่ยวกับปฏิจจสมุปบาท คือการเกิดขึ้นแห่งกิเลสนั้น เกิดขึ้นได้อย่างไร : - ปฏิจจสมุปบาท แปลว่า สิ่งซึ่ง อาศัยสิ่งอื่นเกิดขึ้น ; สิ่งใดอาศัย สิ่งอื่นเกิดขึ้น อาการนั้นเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท, สิ่งนั้น ๆ เรียกว่าปฏิจจสมุปปั่นนธรรม. คนเราเป็นปฏิจจสมุปบาทฝ่ายมีกิเลส : พอตาเห็นรูปก็เกิดวิญญาณทางตา-แล้วก็ เกิดผัสสะ ; ในการที่ตาสัมผัสรูป แล้วเกิดเวทนาจากผัสสะ นั้นเป็นเวทนาที่พอใจบ้าง ไม่พอใจบ้าง. ทีนี้ก็เกิด ความอยากไปตามความพอใจ หรือไม่พอใจนั้น. พอ ความอยากนั้นเกิดแล้ว จะเกิดมีความรู้สึกว่า ตัวถู ตัวกูเป็นอย่างนี้ ตัวกูอยากของนี้ ตัวกูต้องการของนี้. นี่เรียกว่าตัวกูเกิดขึ้นแล้ว ความรู้สึกว่าตัวกูนั้น เรียกว่าอุปาทาน. พอเกิดขึ้นแล้ว ก็เรียกว่าเป็นภาพขึ้น เป็นภพอย่างนั้นอย่างนี้, เป็นมนุษย์ขึ้นมา เป็นเทวดา เป็นยักษ์ เป็นมาร แล้วแต่จิตใจมันจะเป็นอย่างไร.

น.467 กับเรา บางคนไม่เข้าใจ บางคนก็เข้าใจแล้ว ข้อเท็จจริงมันมีอยู่ว่า เรามีความ รู้สึก คิดนึกอย่างไร เราก็เกิดเป็นสัตว์ชนิดนั้น. สมมตว่าพอเกิดเวทนา - เกิดตัณหา แล้ว - เกิดอุปาทาน - เกิดความต้องการอย่างเดรัจฉาน - คิดนึกอย่างเดรัจฉาน - มุ่งมาด อย่างสัตว์เดรัจฉาน ภพในเวลานั้นก็เป็นสัตว์เดรัจฉาน ; แปลว่า เราเกิดเป็นสัตว์ เดรัจฉานแล้วที่ตรงนั้น. ถ้าเราคิดอย่างมนุษย์ ก็เป็นมนุษย์, คิดอย่างเทวดา ก็เป็น อย่างเทวดา โดยรายละเอียด, คิดอย่างโจร ก็เป็นโจร, คิดอย่างบัณฑิต ก็เป็นบัณฑิต, คิดอย่างคนพาล ก็เป็นคนพาล, คิดอย่างสัตว์นรก ก็เป็นสัตว์นรก. นี่เราจึงเป็นนั้นเป็นนี่อยู่เรื่อย แล้วเราก็ทำไปตามอำนาจของกิเลส นั้น ๆ : พอเราคิดอย่างโจร เราก็ประพฤติอย่างโจร ทำการลักขโมยอะไร, เราคิด อย่างคนพาล เราก็พูดเท็จบ้าง ทำกาเมสุมิจฉาจารบ้าง ทำอะไรต่าง ๆ ที่เป็นเรื่องของ คนพาล บังเกิดเป็นคนพาล ก็ทำอย่างคนพาล ; เพราะมีการเกิดขึ้นแล้ว เป็นตัว เป็นตนขึ้นแล้ว เมื่อตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบเหยื่อนั้น ๆ เข้า. อ้างฉะนั้น สำหรับคนธรรมดาสามัญทั่วไป มันต้องเกิดตัณหา อุปาทานอย่างนี้ แล้วก็ทำนั่น ทำนี่ ทำโน่น ด้วยตัณหาอุปาทานอย่างนี้. พอมาถึงเรื่องของพระพุทธเจ้า ตรงกันข้ามไปเลย : เมื่อตากระทบรูป เป็นต้น ก็เกิดผัสสะ แล้วเกิดเวทนาขึ้นมา; ท่านมีอวิชชาที่ไม่มีรากเหง้าเสียแล้ว อวิชชามันก็เกิดไม่ได้. ที่นี้ปัญญา หรือวิชชา ก็เกิดขึ้นแทนว่า อ้าวนี่ เวทนาเว้ย, เวทนานี้เป็นอย่างนี้ เวทนานี้เป็นสุขหรือทุกข์ อร่อยหรือไม่อร่อย ก็รู้สึกได้ ; แต่แล้ว ก็ไม่เกิดตัณหาที่จะอยากอย่างนั้น อยากอย่างนี้ : เช่นว่าอร่อยก็อร่อย ไม่อร่อย ก็ไม่อร่อย, สบายตา ก็สบายตา, ไม่สบายตา ก็ไม่สบายตา. ที่นี้ ปัญญามันก็เข้ามาแทนอีกระดับหนึ่งว่า ในเรื่องนี้จะต้องทำอย่างไร มันมีปัญหาอะไรแก่เราไหม ? ถ้าไม่มีเรื่องอะไร ก็ไม่ทำอะไรเลย ปล่อยมันไป

น.468 เฉย ๆ เลิกกัน. ถ้า มีปัญหาที่จะต้องจัดการก็จัดการไป : เช่นว่ามันเป็นผี เป็นแผล มันเจ็บปวด ; อย่างนี้ก็ไม่ต้องเดือดร้อน ไม่ต้องเป็นทุกข์ ไม่ต้องอะไร ; ไม่ต้องมีตัวตนที่จะต้องเป็นทุกข์. แต่รู้ว่าทุกขเวทนานี้ต้องบำบัด; ก็หาวิธีบำบัด หาหมอบำบัด หาอะไรบำบัด; นี้ก็เป็นไปตามเรื่องของเวทนา : คือหายหรือไม่หาย ก็เป็นไปตามเรื่อง ; ไม่มีตัวกูที่จะเจ็บแล้วโกรธ แล้วเป็นทุกข์อะไรในทำนองนั้น. แต่คนชาวบ้านแล้ว ก็จะเจ็บ จะโกรธ จะกลัว จะวิตกกังวล จะเป็นทุกข์ไปสารพัด อย่าง. นี่แหละการเกิดขึ้นแห่งปฏิจจสมุปบาทนี้เป็นอย่างนี้. สำหรับพระพุทธเจ้า หรือพระอรหันต์นั้นมันเกิดไม่ได้ มันไปตายด้านอยู่แค่เวทนา, แล้วก็ปัญญาเข้ามาแทน ไม่เป็นทุกข์, แล้วทำหน้าที่ไปตามที่ควรจะทำ ก็ไม่เป็นทุกข์. ส่วนคนธรรมดาสามัญ พอเกิดผัสสะ เวทนาแล้ว ไปยึดถือเอาสำหรับจะอยากอย่างนั้น จะอยากอย่างนี้. ถ้าเป็นสุข เวทนาก็อยากด้วยกามตัณหา ภวตัณหา, ถ้าเป็นทุกขเวทนาก็อยากด้วย วิภาตัณหา เป็นต้น, แล้วก็เกิดอุปาทานยึดมั่นในเรื่องอยาก เรื่องทุกข์นี้มากขึ้น ๆ จนเป็นทุกข์เต็มที่. นี่คือคนธรรมดา ตาเห็นรูป หูฟังเสียง เป็นต้น แล้วก็เกิดตัวกูของกู ขึ้นมาในลักษณะอย่างนี้ : เรียกว่าเกิดแล้วก็เป็นนั่น เป็นนี่; ฉะนั้นจึงทำไปด้วย อำนาจตัณหา อุปาทาน ; มันจึงมีเรื่อง เป็นเรื่องได้เรื่องเสีย เรื่องแพ้เรื่องชนะ อะไรไปตามแบบของปุถุชนคนชาวบ้าน ; แล้วก็มีโวหารพูดขึ้นมาทีเดียวว่า นี่แหละกู นี่แหละมึง, นี่กูค่ามึงด้วยคำหยาบอย่างนี้, กูชนะมึง, มึงแพ้กู, อะไร ; เป็นภาษา ชาวบ้านพูดทั้งนั้น เป็นโวหารชาวบ้าน, แก ภาษาชาวบ้าน, บัญญัติชาวบ้าน ; นี้เป็นเรื่องของชาวบ้าน

น.469 กับเรา เรื่องของพระอริยเจ้า หรือของพระอรหันต์ไม่เป็นอย่างนั้น เห็นเป็น เรื่องของธรรมชาติธรรมดา หรือสังขาร หรือธาตุ อายตนะไปตามธรรมดาหมด, ไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมดาหมด ตามธรรมชาติทุกอย่าง, ทุกอย่างไปตามกฎของ ธรรมดาไปหมด ; ไม่มีมึง ไม่มีกู ที่จะมาด่า มาโกรธ มาเอาเปรียบ มาเสียเปรียบ มาแพ้ มาเอาชนะ .. แต่าว นี่ปฏิจจสมุปบาทสำหรับพระอรหันต์นั้นเกิดไม่ได้ คือจะ ปรุงแต่งจนเป็นตัวกู - ของกู แล้วเป็นทุกข์นั้น ทำไปไม่ได้ ; แต่ถ้าของชาวบ้าน ละก็ทำได้. พอเรารู้อย่างนี้แล้ว เราก็จะเข้าใจได้ว่า ทำไมพระพุทธเจ้าท่านจึงไม่ เป็นอะไร, จิตใจของพระอรหันต์นั้น ก็ไม่เป็นอะไรได้ ; เพราะว่าพอเกิดวิญญาณ เกิดอายตนะ เกิดผัสสะ เกิดเวทนา ขึ้นมาแล้ว สิ่งเหล่านี้กลายเป็นเรื่องที่สลายไป เสียทุกที่ ; ไม่เกิดตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ. ฉะนั้นจึงไม่มีอะไรมาทำให้พระพุทธเจ้า เกิดความรู้สึก, หรือทำให้พระอรหันต์ทั้งหลายเกิดความรู้สึก เป็นกู เป็นนั่น เป็นนี้ได้ ; แม้ว่าสิ่งทั้งหลายจะได้เป็นไปในลักษณะที่ว่า ท่านก็มาที่นี่ ท่านก็ทำอย่างนั้น อย่างนี้ ประพฤติประโยชน์ต่อคนนั้น คนนี้, ประพฤติประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงทั้งที่เป็นญาติ และมิใช่ญาติ ทั้งที่เป็นศัตรูก็ทำได้, ทำได้ทำหมด ; แต่ว่ามิได้มีตัวตนของผู้ทำ. คำพูดนี้ทั้งยากที่สุดที่มีอยู่ในพระคัมภีร์ มีอยู่ในพระไตรปิฎกนั้นแหละ เช่น การกระทำมีแล้ว แต่ผู้กระทำมิได้มี; มันเป็นการกระทำไปตามกฎเกณฑ์ ของธรรมชาติ. ถ้ามีกิเลส ก็ทำอย่างมีกิเลส แล้วมีทุกข์ ; ถ้าไม่มีกิเลสก็ทำอย่าง ไม่มีกิเลส แล้วก็ไม่มีทุกข์ ; และทำไปได้ตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ที่ว่ามีตัวกูผู้กระทำ นั่นเป็นเรื่องลม ๆ แล้ง ๆ; ความโง่มันทำให้คิดไป อย่างนั้น, ถ้าว่าโดยที่แท้แล้ว มันเป็นธรรมชาติ; มิได้เป็นตัวกู. ชาวบ้าน

น.470 เขาจะรู้สึกว่าเป็นตัวกู, สมมติบัญญัติว่าเป็นตัวกูเกิลบทเป็นตัวกู้ผู้เป็นเจ้าของ ; มี ได้มีเสีย มันก็ได้เป็นทุกข์เต็มที่. ถ้าว่าเป็นพระอริยเจ้าผู้รู้ ก็ไม่เห็นอย่างนั้น ไม่รู้อย่างนั้น ; รู้ว่าเป็นเรื่องไม่มีตัวกู ก็เลยเป็นธรรมชาติล้วน ๆ ; ไม่มีความทุกข์ อย่างที่เป็นตัวกู ที่ยึดมั่นถือมั่น. พอมาถึงตรงนี้ ก็อยากจะให้เอาอย่างต้นไม้ เพราะว่า เดี๋ยวนี้เรานั่งอยู่ ที่โคนไม้. มาสวนโมกข์นี่ดีอยู่อย่างหนึ่ง ที่สะดวกอย่างยิ่งในการที่จะเรียนอะไรจาก ต้นไม้, เอาต้นไม้เป็นอาจารย์; เพราะว่าหลายคนก็กำลังนั่งพิงต้นไม้อยู่แล้ว อย่าให้ มันโง่กว่าต้นไม้, อย่าให้เสียเปรียบต้นไม้, ให้ได้ประโยชน์สมกับที่ว่า เราก็นั่งพิงต้นไม้ อยู่ เอาต้นไม้เป็นที่พึ่งอยู่แล้ว. ต้นไม้เป็นสิ่งที่มีชีวิต มีความรู้สึกได้ แต่ว่าความรู้สึกของมัน ไม่อาจ จะเป็นกิเลส ตัณหา หรือเป็นอุปาทาน ที่จะทำให้เป็นทุกข์ได้ : หลักมีอยู่เท่านี้. ฟังให้ดีๆ : ต้นไม้มีความรู้สึกได้ หรืออาจจะคิดนึกก็ได้ ในระดับหนึ่ง ; แต่ไม่สูง ถึงที่จะเป็นกิเลสตัณหา อุปาทาน ; เพราะฉะนั้น มันจึงไม่มีความทุกข์ ต้นที่อยู่ริม นั้นแหละ เราจะเห็นว่า กึ่งของมันออกไปสู่ทางโล่งทางที่มีแสงแดดเรื่อย ; ทางฝ่ายนี้ ไม่ออกกิ่ง แล้วรากของมันก็จะไปดกกัน อยู่ทางที่มีความชื้นมาก ; ข้างก๊อกน้ำ มีน้ำมาก ทางนั้นมีรากมาก. นี่แสดงว่า มันมีความรู้สึกว่าฝ่ายนี้แสงแดด, เรา ต้องออกกิ่งใบไปทางนี้ ที่มีแสงแดด ได้ปรุงอาหาร ได้เลี้ยงลำต้น. นี้ความรู้สึกคิดนึก ของมัน. .. ทางฝ่ายดินก็เหมือนกัน ทางนั้นมีน้ำ มันก็ชวนกันออกรากไปยังทาง ที่มีน้ำ เพื่อได้น้ำ หรือได้อะไรที่ต้องการ. แต่ความรู้สึกมันไปหยุดเสียเพียงแค่นี้ ; ได้น้ำได้อะไรแล้ว มันก็พอแล้ว ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว มันอยู่ได้แล้ว. การปรุงด้วย อุปาทานว่าตัวกูของกูนี้ ต้นไม้ทำไม่เป็น ; แม้ว่าจะไม่ได้แสงแดด แม้ว่าจะไม่ได้น้ำ จนตายไป มันก็ไม่มีความทุกข์ เพราะมันไม่มีความสำคัญมั่นหมายว่าตัวกู.

น.471 กับเรา คน, นี้เก่งมาก คิดเป็นตัวกูได้ตลอดเวลา ; ฝันเอาก็ยังได้. เมื่อตัวกู ไม่ได้ ก็โกรธ ก็โมโห ก็จะฆ่าคนอื่นแล้ว จึงมีความทุกข์ ; กิมน เพราะมีอุปาทาน ว่าตัวกู - ว่าของกู. นี่ เราเอาแต่ความหมายที่พอจะเป็นเยี่ยงได้ เป็นคติธรรมได้ : ต้นไม้นี้ มันไม่มีตัวกู มันจึงไม่มีความทุกข์. มันมีชีวิต มันมีความรู้สึก มันมีความคิดนึก อย่างอ่อนที่สุด เพียงแต่ว่าให้มีชีวิตอยู่ได้ก็พอแล้ว. . ลองไปทำให้มันตกใจ เหมือน กับว่าจะฆ่ามันให้ตายอย่างนี้ มันจะรีบออกดอกออกลูก ; ต้นไม้ทุกชนิด ถ้าดูเหมือน จะไม่เป็นลูก เราลองไปทำให้มันรู้สึกเหมือนจะตาย มันจะรีบออกดอกออกลูกในปีนั้น เพื่อเตรียมตัวตาย. มันเป็นธรรมชาติเป็นได้ตามกฎของธรรมชาติ ; มันมีความรู้สึก คิดนึกได้ แต่ไม่มากจนถึงกับเป็นตัวกู-ของกู จนร้อนเป็นไฟ ตกนรกทั้งเป็นเหมือน กับมนุษย์. นี่เพราะว่ามนุษย์นั้นดีเกินไป ดีเกินต้นไม้มากไป; ไปรู้สึกคิดนึก เรื่องตัวกู - ของกูได้ จึงได้มีความทุกข์ ให้สมน้ำหน้าในส่วนที่ฉลาดเกินไปอย่างนั้น ทีนี้ก็มีทางออกที่ว่า ถ้าฉลาดในทางนี้เกินไป ก็ควรจะได้ความฉลาดใน ทางอื่นมาชดเชยกัน ควรจะสามารถจะศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้า เรื่องไม่มีตัวกู- ของภู นั่นแหละให้เข้าใจ; แล้วเอามาแก้ปัญหา เรื่องตัวกู - ของกูเสีย มนุษย์ก็จะไม่มีความทุกข์, ก็จะเป็นพระอรหันต์ที่ไม่มีความทุกข์. นี้ก็จะดีกว่า ต้นไม้มากซิ เพราะต้นไม้มันไม่มีความทุกข์อย่างโง่ ๆ ทื่อ ๆ ไปอย่างนั้น ; แต่มันก็ยัง ดีกว่าคนชนิดที่มีความทุกข์มาก. คนจะหาทางออกจากความทุกข์ได้ จะแก้หน้าตัวเองได้สักที ก็ต้องไปหา ธรรมะของพระพุทธเจ้ามาศึกษา ให้รู้จักปฏิบัติเพื่อกำจัดอุปาทานว่า ตัวกู - ของกูเสีย อย่าเกิดเป็นตัวกู - ของกู ตามแบบพระพุทธเจ้า. เอาอย่างพระพุทธเจ้า เอาอย่าง

น.472 พระอรหันต์ทั้งหลาย ; อย่าเกิดตัวกู - ของกูกันเลย ก็ไม่มีทุกข์เหมือนกัน ; แต่ว่า ไม่มีทุกข์ชนิดนี้ มันดีกว่าต้นไม้มาก เดี๋ยวนี้เมื่อเรายังเลวกว่าต้นไม้อยู่ ก็เอาอย่าง ต้นไม้ไปก่อน ; เพื่อว่า อย่ามีความทุกข์เหมือนที่ต้นไม้ไม่มีทุกข์ จะได้ละอายมันบ้าง แล้วก็รีบหาโอกาสไปให้ไกล ไปให้ชนะมัน ไปเข้าถึงธรรมะโน้น. พอมีธรรมะแล้ว ทีนี้ก็จะไม่เกิดอุปาทาน ตัวกู - ของกูอีกแล้ว ; ทีนี้ก็สบายตลอดกาลได้ ไม่ว่าอะไร จะเกิดขึ้นก็เลยดีกว่าต้นไม้. ที่สวนโมกข์ มีบทเรียนอย่างนี้ให้ สถานที่ก็อำนวย. ขอให้สนใจ ถือเอาประโยชน์อันนี้ให้ได้. พระอรหันต์มีความรู้สึกเพียงสัมผัส ไม่เกิดกิเลสปรุงเป็นตัณหา ฯลฯ โดยรายละเอียดยิ่งขึ้นไปอีก เราพูดกันแล้วเรื่องสัมผัส ๒ ชนิด คือ ปฏิมะสัมผัส กับอธิวัจนะสัมผัส. คนเราเมื่อตากระทบรูป หูฟังเสียงเป็นต้นนี้ ก็เรียกว่าปฏิมสัมผัส แล้ว ก็เกิดเวทนา รูปสวย รูปไม่สวย สบายตา ไม่สบายตา ขึ้นมา ทีนี้จิตก็ไปยึด เอาสวย ไม่สวย สบาย ไม่สบาย นี้มาเป็นสัมผัสอีกทีหนึ่ง ; แล้วจะเกิดอธิวัจนะ สัมผัส สำหรับจะเป็นตัณหา เป็นอุปาทาน. . อธิวัจนะสัมผัสนั้นไปยึดเอาอร่อยของ ปฏิฆะสัมผัสทีแรก มาเป็นเหตุสำหรับที่เกิดกิเลส เกิดตัณหา เกิดราคะ โลภะอะไร ; หรือว่าถ้าไม่ชอบก็เกิดโทสะ โกธะ ; หรือว่าถ้าไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไรดี ก็เกิดความ สงสัย มัวเมา วนเวียน ลังเลอยู่. พระพุทธเจ้า หรือพระอรหันต์ทั้งหลาย จะมีแต่ปฏิมะสัมผัสเท่านั้น คือเพียงแต่ว่า ตาของท่านเห็นรูป หูของท่านได้ฟังเสียง จมูกของท่านได้กลิ่นเป็นต้น ก็เป็นปฏิฆะสัมผัส เกิดเวทนาขึ้นมาได้ แต่อวิชชาไม่มี ; ฉะนั้นจึงไม่มีทางที่จะ

น.473 กับเรา เกิดอธิวัจนะสัมผัส ที่จะยึดเอาความสวย ความไม่สวย ความสบายตา ไม่สบายตามาปรุง เป็นตัณหา อุปาทาน. ส่วนเรานี้มันมีเสียเรื่อย มีทั้งปฏิฆะสัมผัส และอธิวัจนะ สัมผัส เราจึงได้มีกิเลสกันเรื่อย. ถ้ามีแต่เพียงว่าตาได้เห็นรูปก็สักว่าได้เห็น หูสักว่า ได้ฟังเสียง จมูกได้กลิ่นสักว่าได้ดม ฯลฯ อะไรทำนองนี้มันก็ไม่มีเรื่อง มันก็ไม่มีกิเลส คือสติสัมปชัญญะมันมาทันควัน มาทันท่วงที ว่า กลิ่นนี้เป็นอย่างไร สักว่ากลิ่นตาม ธรรมชาติ ; จะดมก็ได้ แต่อย่าไปบ้ากะมัน, หรือว่า ถ้าเหม็น ก็อย่าไปเป็นทุกข์ เป็นร้อนกับมัน หลีกไปเสียก็ได้. การระวังมีสติอยู่เสมอนี่จึงมีผลเหมือนกะว่า เห็นก็สักว่าเห็น ได้ยินก็สักว่า ได้ยิน ; อย่าไปโกรธ หรือว่าอย่าไปรัก อย่าไปยินดียินร้ายเข้า. ถ้าจะต้องจัดการอย่างไร ก็จัดไปซิ; แต่อย่ายินดี อย่ายินร้าย. อะไรเกิดขึ้น ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ก็ตาม อย่าไปยินดียินร้ายกะมันเข้า. แม้แต่เกิดความรู้สึกว่า มัน น่าเกลียด น่าชัง หรือมันน่ายินดี น่ายินร้าย ก็ตามใจ แต่อย่าไปยินดียินร้ายเข้า. ให้สติปัญญามา แล้วก็รู้ว่า ควรทำอย่างไรก็ทำ ; ถ้าไม่ต้องทำอะไรก็ไม่ทำอะไรเลย เฉยเสียก็ได้. อย่างนี้ก็เรียกว่า ไม่เกิด : คนไม่เกิด ตัวกูไม่เกิด ยักษ์มารก็ไม่เกิด มนุษย์ก็ไม่เกิด อะไรก็ไม่เกิด. ถ้าเขาถามว่า เกิดที่ไหน ? ก็ตอบ เกิดที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ; นั่นแหละ กำเนิดแท้ ๆ อยู่ที่ตรงนั้น ไม่ใช่เกิดในมดลูกของแม่ ; แต่มันเกิดที่ มดลูกตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่มันจะไปปรุงเป็น ผัสสะ เวทนา ตัณหา. ถ้าใคร ไม่เคยได้ยินก็จงได้ยินเสียว่า พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า นรกก็อยู่ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, สวรรค์ก็อยู่ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. ถ้าใครไม่เคยได้ยิน จงได้ยินเสีย อาตมาพูดหลายครั้ง หรือหลายสิบครั้งแล้ว หลายคนได้ยิน ; แต่ว่าบางคนอาจจะ ไม่เคยได้ยิน ก็ขอให้รู้เสียว่า พระพุทธเจ้าท่านตรัสอย่างนี้.

น.474 นรกมันก็อยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, สวรรค์ก็อยู่ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, จะบรรลุนิพพาน ก็บรรลุได้ โดยทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. พอตา เห็นรูป หูฟังเสียงขึ้นมาแล้ว ; ถ้าเผลอไป มีความโกรธ มีความเดือดร้อน อะไร ขึ้นมาละก็ นรกมันเกิดขึ้นมาที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ; นี้อย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว. ที่นี้ ถ้าว่าเอร็ดอร่อย สนุกสนาน บุญยังมี สวรรค์ก็เกิดขึ้นที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้ว ; ถ้าจะเป็นนิพพานก็ ว่า เมื่อตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบอะไร ก็ตายด้านไปหมด ไม่ทำให้รัก ไม่ทำให้เกลียด ไม่เป็นนรก ไม่เป็นสวรรค์จิตก็ว่างเป็น นิพพานอยู่ได้ ; พิมล ทุก ๆ กรณีที่ตาเห็นรูป หูฟังเสียง หรือจมูกได้กลิ่นลิ้นลิ้มรส กายได้สัมผัสผิวหนัง ใจได้ความคิดนึก ; เฉยว่างอยู่ได้ สะอาดอยู่ได้ สงบอยู่ได้ เย็นอยู่ได้. นี่มันก็ต้องเป็นอย่างนี้. ถ้าไม่มีเรื่องมา ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจแล้ว ก็ไม่มีเรื่อง อะไรดอก. ความสุข ความทุกข์ก็อยู่ที่ใจทั้งนั้น ; เพราะใจมันรู้สึก ใจจะรู้สึก ลำพังใจเองไม่ได้ ต้องอาศัยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจก่อน ; จึงเห็นว่า อะไร ๆ มันก็รวมอยู่ที่ตรงนี้แหละ ; พระพุทธเจ้าท่านจึงเรียกว่าอินทรีย์. บางคนที่เคยเรียน นักธรรมมาแล้ว ย่อมเคยได้ยินมาแล้ว ก็รู้ ; บางคนไม่เคยก็ไม่รู้ว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อินทรีย์, อินทรีย์ที่แปลว่าใหญ่หลวง ใหญ่โต ร้ายกาจ เรียกว่าอินทรีย์. เรื่องต่าง ๆ มันร้ายกาจอยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เมื่อเราจัด การกับ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจได้ดี เรื่องมันก็ไม่มี. เดี๋ยวนี้เราจับผิด ๆ ถูก ๆ : บางคราวเป็นนรกขึ้นมา ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, บางคราวก็เป็น สวรรค์ที่สวยงามที่สุดขึ้นมา ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สลับกันอยู่แต่อย่างนี้.

น.475 กับเรา ในวันหนึ่งคืนหนึ่ง คิดดูจะเห็นว่ามีสวรรค์ - นรก, สวรรค์ - นรก, สวรรค์ - นรก, อยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. ปู่ ย่า ตา ยาย ท่านพูดไว้ดีว่า “ สวรรค์ในอก นรกในใจ" ; พูดอย่างนี้ ตัดตา หู จมูก ลิ้น กาย ออกไปเสีย ๕ อย่าง ให้เหลือแต่ใจ ; แต่อย่าลืมว่า ใจมันทำอะไรตามลำพังไม่ได้ มันต้องอาศัย ตา หู จมูก ลิ้น กาย. " ฉะนั้น ถึงท่าน จะพูดว่า สวรรค์ในอก นรกในใจ ; นั่นก็หมายความว่า มันผ่านมา ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย .. ขอให้ระวัง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ให้ดี ๆ มันจะปล่อยอะไรเข้าไป ในใจ แล้วก็จะเป็นนรก สวรรค์ ยิ่งขึ้นไปอีก : คือจะเกิดเป็นตัวกู - ของกู. ให้ควบคุมเมื่อตาเห็นรูป หูฟังเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส เป็นต้นนี้ อย่าให้เกิด เป็นตัวกู - ของกู ขึ้นมาได้ ; ให้มันเป็นเรื่องที่เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎเกณฑ์ ของธรรมชาติ. พอเกิดเวทนาแล้วก็รีบมีปัญญา อย่าไปรักมัน อย่าไปเกลียดมัน. ถ้าไปเกลียดก็เป็นนรก, ถ้าไปรักก็เป็นสวรรค์, แล้วมันก็หลอกทั้งนั้น. นี่แหละ สติปัญญาของพระพุทธเจ้า ที่เรียกว่า ได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมา สัมโพธิญาณ ก็คือรู้เรื่องนี้ : รู้เรื่องตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, กับเหยื่อ ของมัน : คือรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์. ให้รู้ว่า ถ้าเราทำผิด จะเกิดอะไรขึ้น ; ถ้าทำถูกจะเกิดอะไรขึ้น, คือจะเกิดเป็นความทุกข์ขึ้นมา เมื่อทำผิด จะไม่เกิดทุกข์เมื่อทำถูก ; จึงว่าถ้าทำถูกนั้นก็ไม่เกิดตัวกู - ไม่เกิดของกู ; ล้วนแต่เป็น ธรรมชาติ เป็นไปตามธรรมชาติ ตามธรรมชาติเดิม ๆ เหมือนก้อนหิน เหมือนต้นไม้ อะไรนี้ มันก็ไม่มีความทุกข์. ก้อนหินนี้ก็ไม่เที่ยง : มันไม่เที่ยง มันก็เปลี่ยนแปลง, มันเกิด - ดับ, แต่มันก็ไม่ทุกข์ ; เพราะมันไม่มีจิตไม่มีใจ ไม่มีความรู้สึกได้เสีย เลย มันไม่ทุกข์

น.476 เพราะว่าไม่มีจิต ; จะจัดว่าเป็นพรหมชนิดหนึ่งก็ได้ ซึ่งมีแต่ความไม่เที่ยง, เปลี่ยนแปลง เกิด ดับ ; แต่ไม่มีอุปาทาน ยึดถือ. ส่วนต้นไม้นี้ มีความรู้สึกคิดนึกได้ แต่ไม่ ถึงกับมีอุปาทานยึดถือ จึงยังไม่เป็นทุกข์. พอเป็นสัตว์เดรัจฉาน เช่นแมว เช่นสุนัข เริ่มมีอุปาทานเล็ก ๆ น้อย ๆ จึงเป็นทุกข์เล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ก็ไม่มากเท่าคน พอถึงระดับคน มีความเก่งเต็มที่ ยึดถือเต็มที่ ฉะนั้นจึงมีความทุกข์เต็มที่ ไม่มีทางไหนแล้ว ก็ไปหาพระพุทธเจ้า เพื่อจะมีความรู้ ดับความยึดถือเสีย ป้องกันความยึดถือเสีย ; คนก็เลยดีกว่าสัตว์ทั้งหลาย ดีกว่าสัตว์เดรัจฉาน ดีกว่าต้นไม้ ดีกว่าก้อนหิน ก็อยู่ที่ตรงนี้. นี่ ความรู้ หรือความลับ ที่ว่าพระพุทธเจ้า ที่แท้ท่านไม่ได้เป็นอะไร, ในใจแท้ ๆ ของท่าน ท่านมิได้เป็นอะไร ; ngแต่ปากของท่านก็พูดว่าท่านเป็นอะไร ; แล้วเราได้ยินเข้าเราก็คิดว่าท่านเป็นอะไร. ทำไมปากของพระพุทธเจ้า จะต้องพูดว่า "ฉันเป็นอะไร" ก็เพราะท่านต้องพูดกับคนโง่ ๆ คนในโลกที่ล้วนแต่ยังเป็นอะไรๆ ๆ อยู่ ; ท่านก็ต้องพูดด้วยภาษาของเขา นั่นแหละ ว่าฉันก็เป็นนั่นเป็นนี่ อย่างนั้น อย่างนี้ ; แต่ในใจของท่านไม่เป็น. นี่ควรท่องคาถาบทใหม่นี้กันไว้ทุกคนว่า :- อิมา โข โลกสมญฺญา โลกนิรุตติโย โลกโวหารา โลกปญฺญฺติโย พูดไปตามที่ชาวโลกรู้, ตามที่ชาวโลกพูด, ตามโวหารของชาวโลก, ตามที่ชาวโลกบัญญัติ, มีอยู่ ๔ อย่าง เย หิ ตถาคโต อปรามสนฺโต - มันเป็นคำที่ตถาคตย่อมกล่าวไปตามนั้น แต่ว่าไม่ ยึดถือ. นี้คือเรื่องที่เราจะต้องประพฤติปฏิบัติ เป็นประจำวัน ตลอดวัน ตลอดเวลา เราจะต้องพูดอย่างคนธรรมดาเขาพูด หากเรายึดถือ เราก็ได้เป็นทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่ง : ทุกข์เปิดเผยบ้าง ทุกข์ไม่เปิดเผยบ้าง. ต่อไปก็ระวัง ปากอย่างใจอย่าง เมื่อปาก ต้องพูดอย่างยึดถือ ใจก็อย่ายึดถือ ; ก็มีเท่านี้เอง.

น.477 กับเรา ระวัง อย่าให้ ตัวกู - ของกู เกิดขึ้น, ความทุกข์จะไม่เกิด อะไรจะเกิดขึ้นทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ก็อย่าให้มี ตัวตนเกิดขึ้น ไม่มีตัวกูเกิดขึ้น. จะมีอารมณ์มากระทบ หรือไม่มากระทบก็ตาม จิตมันยังจะปกติอยู่ได้ เรียกว่าอย่ามีตัวกู. เมื่อจิตกำลังไม่มีอารมณ์ ก็ไม่มีตัวกูอยู่แล้ว ; พอมีอารมณ์อะไรมาก็อย่าให้มันเกิดเป็นกู. กำลังเจ็บหนักอยู่ ก็อย่าต้องมีตัวกู, กำลัง สบายอยู่อย่างนี้ ก็อย่าให้มีตัวกู : เรื่องมีตัวกูเป็นเรื่องเขลาทั้งนั้น. โดยมาก เมื่ออารมณ์ร้าย ๆ เข้ามา เช่นเจ็บหนักอย่างนี้ ก็กลัวตาย. พอ กลัวตาย ในความกลัวตายก็เป็นตัวกู, เป็นตัวกูอยู่แล้ว, เป็นเสร็จอยู่แล้ว. ฉะนั้น จึงต้องเตรียมตัวไว้แต่เนิ่น ๆ ว่าจะต้องประสบกับอารมณ์ที่รุนแรง : เช่นเป็น ความได้อย่างรุนแรง, ความเสียหายอย่างรุนแรง, ความเจ็บไข้อย่างรุนแรง, ความสบาย อย่างรุนแรง, ฯลฯ หรืออะไรนี้. อย่าให้หลงเป็นตัวกู - ของกู ยกหูชูหางกันเลย. ขอจงระวังให้ดี ; อย่าให้เกิดตัวกู - ของภูได้ "ปากพูดได้ แต่ใจอย่าเป็น". ข้อนี้เรียกว่า ปากอย่างใจอย่าง. ทีนี้ อย่าให้ตัวกูเกิดเลย ก็เรียกว่ากูตายเสร็จแล้วตลอดเวลา อย่างนี้เรา ใช้คำพูดว่า "ตายเสียก่อนตาย" ; อย่ามีตัวกู โดยประการทั้งปวงและตลอดเวลาด้วย ตายก่อนตายอย่างนี้จะไม่มีความทุกข์. ถ้าไม่ตาย คือเกิดเรื่อย : เดี๋ยวเกิด, เดี๋ยวเกิด, เดี๋ยวเกิดทางตา เดี๋ยวเกิดทางหู เดี๋ยวเกิดทางจมูก ; แล้วก็บ้าเกลียด บ้ายินดี บ้ายินร้าย อยู่เรื่อย; ก็จะทุกข์เรื่อย มีความทุกข์เรื่อย ทุก ๆ ครั้ง ที่เกิด, เกิดทุกที เป็นทุกข์ทุกที นี้อุตส่าห์จำไว้อย่างนี้. ถ้าตายเสียก่อนตาย คือทำให้มันเสร็จ ; อย่าได้เกิดตัวกู - ของกูอย่างนี้ ก็สบายตลอดชาติ จะไม่มีทุกข์อีกต่อไป; คือจะไม่ต้องตายอีกต่อไปแล้ว เพราะว่า ตายเสร็จแล้ว เป็นการตายของตัวกูต่างหาก ไม่ใช่ตายของร่างกาย,

น.478 เมื่อจิตใจไม่เกิดเป็นตัวกู - ของกู นี้เรียกว่าไม่มีภพ ไม่มีชาติ ภพ หรือ ภวะ นี้แปลว่ามีหรือเป็น, ชาติแปลว่าเกิด ; ไม่มีภพ. ไม่มีชาติ นี้ก็คือว่า ไม่มีเกิดความรู้สึกในจิตในใจว่าเป็นตัวกู - ว่าเป็นของกู. ตฺหา นตฺถิ กุหิญจิ โลเก ; เป็นคุณบทของพระอรหันต์ว่า ตัณหาไม่มี เพื่ออยากจะเกิดในโลกไหน ๆ. จิตของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างนั้น ; จิตของพระพุทธเจ้านั้นอยู่ในลักษณะที่เรียกว่า ไม่มี ตัณหาที่อยากจะเกิดในโลกไหน ๆ ฉะนั้นท่านจึงเกิดเป็นเทวดาก็ไม่ได้ เป็นพรหม ก็ไม่ได้ เป็นมนุษย์ก็ไม่ได้ เป็นสัตว์ก็ไม่ได้ เป็นอะไรก็ไม่ได้; เพราะว่าไม่มีตัณหา ที่อยากจะเกิดในที่ไหน ๆ ; มากเพราะว่าอวิชชามันถูกถอนรากเสียแล้ว มันก็ไม่คลอด ตัณหาออกมาได้. นี่พูดอย่างตรง ๆ ก็ว่า พระพุทธเจ้าท่านตรัสอย่างนี้ว่า ไม่มีตัณหา ที่ทำให้อยากเกิดในภพไหน ๆ ที่นี้ เราจะให้พระพุทธเจ้าเกิดเป็นนั้นเป็นนี้ได้ อย่างไรล่ะ. เพราะฉะนั้น ท่านจึงมิได้เป็นอะไรอยู่ตลอดเวลา, : ที่แท้ท่านมิได้ เป็นอะไรอยู่ตลอดเวลา. ที่ชัดไปกว่านั้น ท่านตรัสเป็นคำอุทาน อยู่ในคัมภีร์อุทานว่า อภิภูโต มาโร - มารเราก็ครอบงำได้แล้ว, วิชิตสงคาโม - สงครามเราก็ชนะแล้ว, อุปปจฺจคา สพพ ภวานิ ตาที - เราก้าวล่วงภพทั้งหลายทั้งปวงเสียได้แล้ว, เป็นคน คงที่ ตายตัว ไม่เปลี่ยนแปลง. ที่ว่ามารเราชนะแล้ว ก็คือว่ากิเลสนี่แหละ กิเลสมาร ทรงรบชนะแล้ว, กิเลส หมดเชื้อหมดราก, หมดความเคยชินที่จะเกิดอีกแล้ว, นี่ เรียกว่า มารเราชนะแล้ว - อภิภูโตมาโร. สงครามเราก็ชนะแล้ว คือสงคราม เกิดอีกไม่ได้ - วิชิตสงคาโม, สงครามนี้เราพิชิตแล้ว สงครามไม่มีอีก. อุปปจฺจคา สพฺพ ภวานิ = เราก้าวล่วงภพทั้งหลายทั้งปวงเสียได้เพราะเหตุนั้น. ภพนี่คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ ; แจกออกไปก็เกิดเป็นสัตว์เป็นเดรัจฉาน เกิดเป็นมนุษย์ เกิดเป็น

น.479 กับเรา เทวดา เกิดเป็นพรหม เกิดเป็นสัตว์นรก เกิดเป็นอะไรนี้ ; เรียกว่าเป็นภพ ๆ ภพ ๆ ไป. ภพทั้งหลายเหล่านี้ข้ามล่วงเสียได้แล้ว เพราะว่า หมดกิเลสแล้ว. . ตาที แปลว่า คงที่ คงที่นี้ไม่มีอะไรนอกจากธรรมชาติเดิมแท้ที่เรียกว่า ธรรมธาตุ ธมฺม = ธา-ตุนี้ เป็นอย่าง นั้นเอง เป็นความคงที่ตายตัวของธรรมธาตุ. จิตของพระพุทธเจ้าท่านเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น เราจะไปเกณฑ์ให้ท่าน เป็นนั่นเป็นนี่นั้น เรามันจะบ้าเอง. เราจะต้องรู้ว่า พระพุทธเจ้าจะเป็นอะไรไม่ได้ ; แต่ว่าถ้าโดยสมมตแล้วพูดได้ เราก็พูดได้. พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสได้ว่า ฉันเป็น อะไร, ตถาคตเป็นอะไร. เราก็พูดได้ว่าพระพุทธเจ้าเป็นอะไรแก่เรา ; เราเป็น อะไรแก่พระพุทธเจ้า ; เราพูดได้ ; แต่ว่าตามข้อเท็จจริง หรือตามความจริงแท้นั้น พระพุทธเจ้า หรือพระอรหันต์ทั้งหลายท่านจะไม่เป็นอะไร.กนก ฉะนั้นที่พูดว่าเป็นนั้น เป็นนี่ เป็นโน่น นี้ก็เป็นโลกโวหาร โลกสมัญญา โลกสมมุติ โลกบัญญัติ. ขอให้ จำไว้ว่ามีอยู่ ๔ คำ. สรุปความว่า ท่านเป็นอะไรได้เพียงสักว่าสมมต คือที่ชาวโลกสมมต กันอยู่ ให้ท่านเป็นอะไรก็ได้ แต่ว่าเฉพาะในส่วนที่ควรจะเป็นนะ. จะให้เป็นคนพาล เป็นอะไรทำนองนี้นั้น ท่านเป็นไม่ได้. แต่จะเป็นที่เป็นประโยชน์ ที่ควรจะเป็นแล้ว ท่านเป็นให้เราได้ทั้งนั้นโดยสมมต ; แล้วปากของท่านก็ตรัสอย่างนั้นว่า "ฉันเป็นที่ พึ่งแก่เธอ" อย่างนี้ก็พูดได้ ตรัสได้ แต่ใจของท่านไม่เป็น. ท่านเป็นคนปาก อย่างใจอย่างเสมอ ก็แปลว่า โดยจิตใจแล้ว ท่านมิได้เป็นอะไร ; แต่โดยปากของ ท่านแล้ว ท่านก็จะพูดได้ว่า จะเป็นอะไร, หรือควรจะพูดว่าเป็นอะไร. แต่ท่าน ไม่มีอุปาทาน ฉะนั้นในจิตใจของท่านก็เป็นอะไรไม่ได้ ; แต่ท่านกลับทำอะไรที่เป็น ประโยชน์แก่เราได้หมดทุกอย่างเลย, แก่ทุกคนก็ได้ เป็นประโยชน์ครบทุก ๆ ชนิด ประโยชน์ต่ำ ประโยชน์กลาง ประโยชน์สูงสุด ท่านก็เป็นให้ได้.

น.480 นี่เรียกว่า ถ้าดูในแง่หนึ่ง ท่านมิได้เป็นอะไรแก่ใคร ในแง่ความจริงท่าน มิได้เป็นอะไรแก่ใคร. ในแง่สมมต ท่านเป็นให้ทุกอย่างที่ควรจะเป็น แล้วเราก็ถือว่า ท่านเป็นให้แก่เราทุกอย่าง ; แต่ความจริงก็จะเป็นอื่นไปไม่ได้ ยังคงเป็นความจริง. พระพุทธเจ้าท่านจะตรัสว่าท่านเป็นอะไร ก็เป็นไม่ได้ เราทั้งหลายจะพากันสมมตว่า พระองค์เป็นอะไร ก็เป็นไม่ได้ ; เป็นได้แต่สักว่าสมมต เป็นเพียงโวหารสำหรับพูด สำหรับร้องเรียก สำหรับบอกกล่าว สำหรับติดต่อ เกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน ก็พูดไป ตามนั้น แต่จิตอย่ายึดมั่นถือมั่น. มันไม่มีอะไรที่จะเป็นตัวตนขึ้นมาได้ นอกจาก เป็นไปตามกฎของอิทัปปัจจยตา ของปฏิจจสมุปบาท ดังที่เรากล่าวแล้ว; แล้วก็ว่า ถ้าจะไม่ให้เป็นทุกข์ ก็อย่าเป็นอะไรเลย. ถ้าเป็นไปตามกฎของ อิทัปปัจจยตา มันก็ต้องเป็นทุกข์ก่อน แล้วจึงจะ ดับทุกข์กันทีหลัง. มันไม่มีอะไรที่เกิดขึ้น นอกจากความทุกข์. ถ้าไม่เกิดก็ไม่ เป็นทุกข์ อย่าเกิดจึงจะได้ไม่เป็นทุกข์. ฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงเป็นคนที่ไม่เกิด ; แต่โดยสมมต ก็สมมตว่าเกิดเป็นพระพุทธเจ้า ละเกิดมาสำหรับเป็นแประโยชน์แก่สัตว์ ทั้งหลายทั้งปวง. การบรรยาย ๑๒ ครั้งที่แล้วมา เราเกณฑ์ให้พระพุทธเจ้าเป็นอย่างนั้น เป็น อย่างนี้ เป็นแก่คนนั้น เป็นแก่คนนี้; ส่วนการบรรยายครั้งสุดท้ายนี้ชี้ให้เห็นตามที่ เป็นจริงว่า โดยที่แท้แล้ว ท่านมิได้เป็นอะไรเลย นอกจากสมมตให้ท่านเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ .. เป็นอันว่า การบรรยายเรื่องพระพุทธจริยานี้ก็ควรจะจบกันเสียที คือว่า เรื่องก็ควรจะจบกันที่ เวลาที่กำหนดไว้ ก็หมดพอดีสำหรับสามเดือนภาคมาฆบูชา การบรรยายครั้งต่อไปก็จะเปลี่ยนเรื่อง หรือเปลี่ยนชุดเป็นชุดอาสาฬหบูชา ค่อยว่ากัน ต่อไปใหม่.

น.481 กับเรา วันนี้เป็นโอกาสสุดท้ายของการบรรยายเรื่องพุทธจริยา ขอให้ท่านทั้งหลาย กำหนดจดจำไว้ให้ดีว่า; ถ้าว่าโดยสมมติแล้วก็เป็นอะไรกันได้ทุกอย่างตามที่ควร จะเป็น ; แต่ถ้าว่าโดยสัจจะ โดยแท้จริงแล้วไม่ได้เป็นอะไรเลย. อย่ากล้าพูด ว่าเป็นนั่นเป็นนี่ มันไม่จริงทั้งนั้น. ขอยุติการบรรยายไว้เพียงเท่านี้ ให้โอกาสแก่พระสงฆ์ทั้งหลายจะได้สาธยาย พระคุณ ของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ต่อไปอีก.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต