Buddhadasa.org

ภาคผนวก — พระพุทธคุณที่จารึกอยู่ในประวัติศาสตร์

พุทธจริยา — คำบรรยายประจำวันเสาร์ ภาควิสาขบูชา พ.ศ. ๒๕๑๕ ณ สวนโมกขพลาราม ไชยา · ข้อเขียนเป็นที่ระลึกในวันวิสาขบูชา พ.ศ. ๒๔๘๓

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.483 ของ ภิกษุ พุทธทาส อินฺทปญฺโญ การจะค้นหาให้พบรอยแห่งพระพุทธคุณ อันจารึก ติดอยู่ในสากลประวัติศาสตร์นั้น จะต้องมองให้พบการ ปฏิวัติอันเกิดขึ้นแก่โลก เนื่องจากมีพระองค์เป็นมูลเหตุ ว่ามีอยู่อย่างไรเสียก่อน ! พระคุณของสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า อันมีอยู่เหนือปวงสัตว์ในสากลโลกนั้น คือความที่พระองค์ทรงประสาสน์ความสวัสดีมิ่งมงคลไว้แก่สัตว์โลก, ทั้งโดยตรงและ โดยอ้อม ด้วยการปฏิวัติที่พระองค์ทรงบันดาลให้เป็นไปในโลก, โดยทรงพระเจตนา ก็ตาม ไร้เจตนาก็ตาม. ความสวัสดีที่เกิดขึ้นโดยตรงนั้น ได้แก่สุขสวัสดิ์อันเกิดจาก การสดับธรรมเทศนาของพระองค์ แล้วประพฤติตามโดยควรแก่ธรรม. และที่เป็นโดย อ้อมนั้น คือผลอย่างอื่นอันเกิดขึ้นสืบต่อมาจากการที่มีผู้ฟังธรรม แล้วประพฤติตนให้เป็น ตัวอย่างแก่โลก ดึงดูดให้มีผู้นิยมธรรมะอีกต่อหนึ่ง ; หรือแม้ที่สุดแต่การที่เมื่อบุคคล ๔๔๗

น.484 มากลายเป็นผู้มีความสุขไปเสียมากขึ้น ความชั่วและคนชั่วก็น้อยไปเอง. และข้อที่ว่า ทรงบันดาลให้การปฏิวัติเกิดมี และเป็นไปในโลกนั้น ได้แก่การปฏิวัติเปลี่ยนรูปของ ประวัติศาสตร์โลก ทั้งในทางสมาคม และทางศาสนา. สำหรับการปฏิวัติของตัว ประวัติศาสตร์นั้น เป็นการปฏิวัติที่ไร้เจตนา ; เพราะพระองค์ทรงทำหน้าที่ของพระองค์ ตามธรรมดาของพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งเท่านั้น แต่การปฏิวัติก็เกิดขึ้นแก่ประวัติศาสตร์เอง. โดยนัยนี้ เราจะพบว่ามีพระคุณของพระองค์จารึกรอยปรากฏอยู่ในการปฏิวัติทั้งสาม คือปฏิวัติของประวัติศาสตร์เอง, ปฏิวัติทางสมาคม, และปฏิวัติทางศาสนา ซึ่งมีการปฏิวัติทั้งทางฝ่ายทฤษฎี และฝ่ายปฏิบัติการ. ก. การปฏิวัติที่เกิดขึ้นแก่ประวัติศาสตร์ โลกย่อมหมุนตามกระแส และหมุนไปสู่ความแตกดับด้วยอำนาจกิเลสของ สัตว์โลกนั่นเอง, ได้ก่อการอันร้ายกาจขึ้นทำลายกันเอง หรือเป็นการทำลายโลก ในเมื่อ วอดวายกันหมด, แล้วเกิดขึ้นมาใหม่สำหรับเป็นเช่นนั้นอีก. แต่ทางฝ่ายธรรมนั้นหยุด หรือไม่ลอยไปตามกระแส หรือเรียกอีกอย่างหนึ่ง ก็คือขวางกระแส กั้นไม่ให้โลกไหล ไปตามกระแสของโลกเอง แต่ให้ทวนกระแสไหลไปตามแนวธรรม. ธรรมเป็นเครื่อง คุ้มครองโลก หรือกีดกันไม่ให้โลกหมุนไปสู่ความแตกดับเร็วเกินไป จึงเป็นเหมือน ลูกตุ้มที่ถ่วงโลกไว้ ให้มีชีวิตอยู่ยืนนาน กว่าที่จะปล่อยให้หมุนจี๋ไปตามอำนาจตัวมันเอง. ธรรมนั้นไม่มีใครตั้งขึ้น เป็นของมีอยู่เอง เป็นแต่มีผู้ค้นพบ, และเป็นความจริง อันเด็ดขาดอยู่ในตัว. สิ่งใดที่ตั้งขึ้น สิ่งนั้นหาใช่ธรรมในที่นี้ไม่ และไม่มีความจริง ในตัว เพราะถูกตั้งขึ้นได้และมีคนตั้งขึ้น. ธรรมที่แท้จริงใครตั้งไม่ได้ แม้พระพุทธเจ้า ก็ทรงตั้งมันไม่ได้ เป็นแต่ทรงค้นพบด้วยอำนาจพระปัญญา แล้วทรงนำมาสอนสัตว์. คนเราเกิดมาในท่ามกลางอวิชชา จึงไม่มีความรู้ หรือมีแต่ความรู้ที่ผิด ซึ่งมีผลเท่ากับ ความไม่รู้ หรือบางอย่างจะให้โทษยิ่งกว่าความไม่รู้ไปเสียอีก. ธรรมหรือกฎความจริง

น.485 ที่มีอยู่เองแล้ว จึงไม่ปรากฏต่อเรา เราทราบข้อนี้ได้ตรงที่เราทำผิดกฎความจริงของ ธรรมชาติ, และเราทราบว่าเราทำผิดได้ตรงที่เรากำลังไม่ได้รับความสุขชนิดที่เรามี ความพออกพอใจอยู่เสมอได้. เรายังไม่ได้ความอยู่ หรือความมีความเป็น ที่ถูกใจ ตรงความประสงค์ของเราทุก ๆ อย่าง "และแล้วเราก็ไม่ทราบว่ามันเป็นเพราะเหตุไร นั่นแหละคือข้อที่ว่า แม้ความจริงมีอยู่เราก็หาทราบไม่ จนกว่าเราจะมีปัญญาเสียก่อน. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงค้นพบความจริงด้วยพระปัญญาของพระองค์เองก่อน แล้ว สอนให้เรารู้หรือเข้าใจความจริงอันนั้นตามพระองค์ ได้ง่ายขึ้น จนสามารถดำรงใจ ให้ตั้งอยู่ได้ ในสภาพที่ไม่มีความทุกข์อันใดมารบกวนได้ และเรามีแต่ความพอใจในชีวิต ของเราอย่างชุ่มชื่นเยือกเย็นอยู่เสมอ. โลกกำลังกระหายต่อความพ้นทุกข์อยู่แล้ว ฉะนั้น พอพระองค์ทรงอุบัติขึ้นสั่งสอนธรรม แม้ไม่ต้องร้องเชื้อเชิญ สัตว์ที่มีปัญญาก็ยินดี และพร้อมอยู่เสมอ ที่จะรับเอาธรรมจากพระองค์ในส่วนหลักวิชชา และนำไปประพฤติ จนบังเกิดผลในทางใจ สมตามที่ตนหวังคือ สภาพที่ใจไม่มีความทุกข์อีกต่อไป. เมื่อเกิด มีคนที่สามารถรับเอาธรรมชนิดนี้ และเกิดมีมากขึ้นด้วยการสั่งสอนกันสืบมา ธรรมก็ เป็นสิ่งที่ปรากฏแก่ดวงใจของสัตว์โลกมากขึ้น. เมื่อมีมากขึ้น ก็มีอิทธิพลในการที่จะจูง สัตว์โลกไปในแนวของธรรมมากขึ้น หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่ง ก็คือเป็นลูกตุ้มที่ถ่วงให้ โลกหมุนไปหาความล่มจมช้าเข้านั่นเอง, แม้ว่าผู้ที่รู้ธรรมโดยตรงนั้น จะมีความสุข ของตนเองอย่างเต็มเปี่ยมไปผู้หนึ่งเป็นส่วนตัวแล้ว ก็ยังมีอิทธิพลที่จะดึงดูดน้ำใจผู้อื่น อีกเป็นจำนวนมากให้ดำเนินตาม จึงเกิดเป็นลูกตุ้มถ่วงขึ้นได้ด้วยอาการอย่างนี้. ธรรมิกบุคคลในโลก เปรียบเหมือนผู้จะออกคะแนนเสียงเป็นฝ่ายค้านอีกฝ่าย หนึ่ง ซึ่งออกความคิดอย่างหลับตา ปล่อยโลกให้เป็นไปในทางล่มจม และเดือดร้อน โดยไม่รู้สึก, ฉะนั้นถ้าธรรมิกบุคคลยิ่งมีมากขึ้นเมื่อใด ลูกตุ้มที่ถ่วงก็ยิ่งหนัก และถ่วงได้ มากขึ้นเพียงนั้น. ในบัดนี้มีพุทธบริษัทในโลกไม่น้อยกว่าหนึ่งในสาม ของพลโลก ทั้งหมด ; จำนวนคนเหล่านี้ย่อมเป็นส่วนที่ถ่วงให้โลกหมุนไปหาการลุกเป็นไฟช้าเข้า

น.486 ตามส่วน. ในระหว่างที่ยังไม่ลุกนี้ เพราะมีความถ่วงให้ช้าอยู่ มีคนอื่นอีกเป็นจำนวน มากหรือทั้งโลก พลอยได้รับความผาสุกไปด้วย จึงกลายเป็นอำนวยสุขให้แก่โลกทั้งสิ้น ไปในตัว ซึ่งควรที่สัตว์ทุกถ้วนหน้าจะพึงรำลึกถึงหิตคุณอันนี้ของพระผู้มีพระภาคเจ้า. และการที่โลกหมุนไปหาความล่มจมช้าเข้านี้เอง ชื่อว่าเกิดการปฏิวัติขึ้นใน ตัวประวัติศาสตร์เอง ซึ่งถ้ามิฉะนั้นโลกจะต้องดำเนินหรือมีฉากในทาง ประวัติศาสตร์เป็นอย่างอื่นไปแล้ว ถ้าเราจะปล่อยให้มันเป็นไปตามอำนาจ กิเลสตัณหาของโลกล้วน ๆ โดยไม่มีธรรมเข้าคุ้มครอง. ข. การปฏิวัติที่เกิดขึ้นแก่ทางสมาคม ลิมบิกึก อินเดียในสมัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอุบัติขึ้นนั้น มีการถือชั้นวรรณะ ตามลัทธิพราหมณ์ แบ่งคนออกเป็น ๔ พวกคือ กษัตริย์, พราหมณ์, พลเมือง ธรรมดาที่เรียกว่าไวศยะ, และพวกทาสหรือที่เรียกว่าศุทร รวมทั้งพวกที่ต่ำกว่า เช่น พวกจัณฑาลด้วย. กมล สามพวกแรกเป็นพวกสูง และสูงกว่ากันอยู่ตามลำดับ ส่วนพวก หลังนั้น ตามลัทธินั้นคล้ายกับไม่รับรองว่าเป็นมนุษย์. เขาไม่ยอมให้พวกศูทรเข้า โบสถ์ ไม่ยอมให้ได้เรียนหรือได้ฟังพระเวท ไม่ร่วมบ่อน้ำ ไม่ร่วมหนทาง. และถ้า บังเอิญว่าพวกศูทรผ่านมาพบเข้ากับพวกเขา เขาปรับให้เป็นความผิดของพวกศูทรนั้น และได้รับโทษซึ่งทารุณ. เขาถือว่าพวกกษัตริย์สร้างขึ้นจากแขนของพรหม พวก พราหมณ์สร้างขึ้นจากปาก พวกไวศยะสร้างขึ้นจากกะเพาะ และพวกศูทรถูกสร้างขึ้น จากเท้าของพรหม ดังนี้. พวกศูทรจำนวนล้าน ต้องกลายเป็นพวกที่อิดหนาระอาใจของพวกอื่น คล้ายกับว่าของเน่าที่ไปปนอยู่ในท่ามกลางกองดอกไม้ อันมีกลิ่นหอม. การสมาคมจึง เจือไปด้วยการถือตัว การเกียดกัน และการสบประมาทอย่างรุนแรง มีภาวะที่น่าอนาถใจ แทรกแซงอยู่ทั่วไป เพราะว่าแม้ว่าพวกวรรณะสูงจะรังเกียจ และเหยียดหยามทำทารุณ

น.487 ต่อวรรณะต่ำอยู่เพียงใด ก็ยังต้องติดต่อกับพวกทาสเหล่านั้นอยู่นั่นเอง. ภาพแห่งความ ทารุณจึงคงมีอยู่ทั่วไปในวงการสมาคม ซึ่งเป็นเหมือนกับสีดำอันป้ายอยู่เป็นแห่ง ๆ ในพื้นที่ขาวหรือเหลือง ฉันใดก็ฉันนั้น. ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอุบัติขึ้น พระองค์ทรงสั่งสอนว่า คนเราจะเป็น พราหมณ์ เพราะเหตุสักว่าบิดามารดาเป็นพราหมณ์หาได้ไม่ แต่จะเป็นพราหมณ์ได้ ก็ด้วยการประพฤติตนตามแนวธรรม คือประพฤติดี. และในการประพฤติดีนั้น ทำได้ ทุกคนไม่จำกัดว่าจะเป็นวรรณะไหน, ในการประพฤติธรรม ไม่มีกษัตริย์ ไม่มีพราหมณ์ ไม่มีไวศยะ และไม่มีศุทร, เพราะฉะนั้น คนเราจะเป็นอะไรก็ได้ทั้งนั้น แล้วแต่ การประพฤติของเขานั่นเอง. การเป็นกษัตริย์หรือพราหมณ์ ด้วยเหตุสืบจากบิดามารดา นั้นไม่ช่วยได้ เพราะว่าแม้จะมีกำเนิดจากบิดามารดาที่เป็นกษัตริย์ พราหมณ์ ไวศยะ หรือศูทรก็ตาม เมื่อประพฤติผิดธรรมแล้ว ย่อมจมลงไปในนรกเหมือนกัน โดยไม่ แตกต่างกัน และไม่มีข้อยกเว้นให้แก่ใครเป็นพิเศษ. ถ้าประพฤติถูกธรรมก็จะได้ไปสู่ สุคติ และเป็นสุขเสมอกัน โดยทำนองเดียวกัน ดังนี้. เมื่อมีคนนับถือและทำตามคำสั่งสอนของพระองค์มากขึ้น จนกระทั่งถึงพวก ราชาและมหาราชา พวกศูทรก็ค่อยมีโอกาสได้หายใจด้วยอากาศที่บริสุทธิ์ สดใส เยือกเย็น ปราศจากลมอันทารุณได้มากขึ้น. ฉากของมนุษย์ในด้านการสมาคม ก็เปลี่ยนไปโดยควรแก่เหตุ. ภาพทารุณที่เคยปรากฏในวงการสมาคมระหว่าง วรรณะทั้งสี่ ก็ค่อยจางหายไป พื้นสีขาวในดวงใจของมนุษย์เหล่านั้น ก็มี สีขาวอันสม่ำเสมอมากขึ้น มีจุดหรือทางดำน้อยลง. อีกอย่างหนึ่ง สตรีเป็นสิ่งที่เคยถือกันว่าเป็นทรัพย์สมบัติชนิดหนึ่ง. ในตอน แรกก็เป็นทรัพย์ของบิดามารดา ที่เลี้ยงไว้สำหรับขายให้แก่บุรุษในตระกูลที่จะมาขอซื้อ เอาไป. ครั้นผู้ที่เป็นสามีซื้อเอาไปแล้ว ก็ถือเสมือนหนึ่งทรัพย์หรือสัตว์เลี้ยงชนิดหนึ่ง ปราศจากสิทธิ์และเสียงใด ๆ. เพราะเชื่อกันว่าสตรีเป็นมนุษย์ที่ไม่มีอะไร ๆ สมบูรณ์

น.488 เหมือนผู้ชาย จึงไม่ให้การศึกษาแก่สตรี สตรีก็มีอันที่จะเป็นไปในทางเสื่อมเสียมากขึ้น จึงกลายเป็นธรรมเนียมที่ถือกันว่า สตรีไม่ควรถูกยกขึ้นมาเทียมบุรุษ ทุก ๆ อย่างให้อยู่ ในอำนาจของฝ่ายชายอย่างเดียว. จุดดำได้เกิดขึ้นแก่เพศที่เป็นมารดาของโลกอย่างเปื้อนไปหมด ทั้งที่บุรุษ ผู้ถือลัทธินั้น ก็ต้องเกิดมาจากสตรีนั่นเอง. ครั้นพระองค์ทรงอุบัติขึ้น ทรงรับรองข้อที่ ว่าสตรีสามารถบรรลุมรรคผลเช่นเดียวกับบุรุษ โดยไม่มีข้อแตกต่าง และตรัสข้อปฏิบัติ สำหรับสตรี เพื่อ "เอาชนะ"๑ ได้ทั้งโลกนี้และโลกหน้า คือความมีหน้ามีตา ในทาง สมาคมหรือวงสังคม และการไปสู่สุคติสวรรค์โดยเท่าเทียมกับผู้ชาย ให้รู้จักหน้าที่ของ ตัวที่จะพึงปฏิบัติต่อสามี ซึ่งก็มีหน้าที่อีกอย่างหนึ่ง อันจะพึงปฏิบัติต่อภรรยา และให้ ทั้งสองฝ่ายถือเสมือนที่จะพึงกระทำตอบแก่กัน โดยเท่าเทียมกัน. การยกสถานะสตรีเช่นนี้ ปรากฏในตระกูลวงศ์ของพระองค์ คือพวกศากยะ มาก่อนแล้ว โดยที่ถือว่าสตรีเป็นเพศที่ควรยกย่อง ไม่ยอมยกให้ไปกับพวกที่มีเชื้อชาติ ต่ำกว่า แม้จะมีอำนาจ และสตรีควรมีสิทธิที่จะปฏิเสธ หรือไม่ถูกยกให้แก่บุรุษที่ไม่มี คุณสมบัติทัดเทียมกัน. หรือกล่าวอย่างสั้น ๆ ก็คือว่า เกียรติยศของสตรี เป็นสิ่งที่จะ ต้องพิจารณาอยู่อย่างรอบคอบสุขุม. ข้อนี้ทำให้สตรีพวกศากยะก้าวออกจากประตูเรือน บวชในสำนักภิกษุณีได้ โดยปราศจากการขัดขวางของฝ่ายชาย. และธรรมของ พระองค์ซึ่งมีผู้รับถือกันมากขึ้นสืบมาในตอนหลัง ได้ช่วยยกสถานะของ สตรีให้สูงขึ้นอย่างประจักษ์ มีสิทธิและโอกาสที่จะทำการกุศลและการศึกษา ตามประสงค์ของตนมากขึ้น. อีกอย่างหนึ่ง อินเดียในสมัยโบราณมีธรรมเนียมบูชายัญญ์ด้วยเนื้อและเลือด ทั้งของสัตว์และมนุษย์. โบสถ์ส่วนมากคือโรงฆ่าสัตว์ ที่แดงไปด้วยเลือดและไฟที่ส่ง ควันตระหลบ. ผู้มีทรัพย์และอำนาจจัดให้พวกนักบวชประกอบการบูชายัญญ์ เพื่อไถ่ถอน ๑. ดูบาลี พลวรรค มาตุคามสํยุตต์ สูตรที่ ๕ ไตร. ๓. ๑๘ น. ๓๐๖ และบาลีอุโบสถวรรค อัฏฐ. อํ. ไตร. ล. ๒๓ น. ๒๗๕ และอื่น ๆ.

น.489 บาปของตน และช่วยให้ตนมีความเจริญยิ่งขึ้นไปตามลัทธิที่เชื่อกันอยู่. พวกนักบวช เหล่านั้นช่วยทำพิธี ให้บาปของผู้เป็นเจ้าของยัญญ์นั้น ตกมารวมกันอยู่ที่ศีรษะของสัตว์ ที่จะฆ่า แล้วฟันมันเสีย โดยไม่มีขณะที่มันอาจสำนึกถึงรสของความเจ็บและความตาย เอาโลหิตรองใส่ถาดมาเผาไฟสมนาคุณพระเป็นเจ้าในเบื้องบน. ศัตรูย่อมตอบแทนศัตรู ด้วยเลือดและชีวิต การริษยาอาฆาตจองเวร ถือกันว่าเป็นเกียรติยศ ไม่ถือกันว่าการ ให้อภัยเป็นสิ่งที่ควรนิยม. ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอุบัติขึ้น พระองค์ทรงสอนว่า ความบริสุทธิ์ และไม่บริสุทธิ์เป็นของเฉพาะตัว คนอื่นจะช่วยทำคนอื่นให้เศร้าหมองหรือบริสุทธิ์หา ได้ไม่. กรรมเป็นสิ่งเด็ดขาดแน่นอนในข้อที่ว่า ทำเช่นไรต้องได้ผลเช่นนั้น และผู้ทำ นั่นเองเป็นผู้รับผล ไม่มีการไถ่ถอนสับเปลี่ยนกันได้ด้วยอำนาจ หรือด้วยทรัพย์ หรือ สิ่งอื่น ๆ เวรย่อมไม่ระงับด้วยเวร แต่จะระงับเพราะความไม่ผูกเวรของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และการให้อภัยเป็นความกล้าของนักปราชญ์ แม้พวกคนพาลจะถือกันว่าเป็น ความขลาดหรืออะไรก็ตาม. สัตว์ทุกชนิด รู้จักรักชีวิตเหมือนมนุษย์ และเท่ากันกับมนุษย์ และตก อยู่ในภาวะอันหนัก เพราะถูกความแก่ ความเจ็บ และความตาย ครอบงำเช่นเดียวกัน ควรที่จะเป็นเพื่อนทุกข์ยากด้วยกัน ดีกว่าที่จะล้างผลาญกัน ซึ่งเป็นการกระทำอย่าง หลับตาและน่าละอายยิ่งขึ้น. ครั้นมีผู้นับถือศาสนาของพระองค์มากขึ้น ธรรมที่ ทรงนำมาสั่งสอนก็ยิ่งมีอิทธิพลในดวงใจของมนุษย์ที่เคยนิยมการฆ่าและการจองเวรมากขึ้น ซึ่งช่วยให้เขาบันเทาความโหดร้ายนั้นลงเสียได้ ตามควรแห่งธรรมที่ได้ศึกษา. ครั้น แพร่หลายไปถึงชั้นพระราชา ก็มีกฎหมายบัญญัติห้ามการฆ่าสัตว์ และตั้งโรงพยาบาลขึ้น สำหรับสัตว์เดรัจฉาน ดังที่ปรากฏอยู่ในศิลาจารึกของพระเจ้าอโศกแทบทั่วไปทั้งอินเดีย หรือชมพูทวีป สมตามที่พระราชาธิราชองค์นี้มีอาณาจักรอันกว้างขวาง เพราะทรงอาศัย อำนาจธรรมเป็นเครื่องปราบและขยายอาณาจักร อันปรากฏตามประวัติศาสตร์ว่า ทรง ขยายอาณาเขตได้กว้างกว่ากษัตริย์องค์ใดในอินเดีย.

น.490 การปฏิวัติได้เกิดขึ้นในดวงใจของประชาชน จนถึงกับทำให้โรงฆ่าสัตว์ชนิดที่ หุ้มคลุมอยู่ด้วยลักษณะของโบสถ์นั้นลดจำนวนน้อยลงไป และมีโรงพยาบาลสำหรับสัตว์ ที่เจ็บป่วยเกิดขึ้นแทนดังกล่าวแล้ว."นี่คือรอยแห่งพระพุทธคุณ ที่จารึกติดอยู่ใน ประวัติศาสตร์ของอินเดีย และประเทศใกล้เคียง เท่าที่ธรรมาณาจักรของพระเจ้าอโศกราช แผ่ไปถึง, และลากรอยของมันสืบต่อมาจนกระทั่งบัดนี้ ได้แผ่ไปในประเทศอื่นโดย กว้างขวาง จนกระทั่งเกิดมีชนหมู่มากที่ถือไม่กินเนื้อสัตว์ เพราะอาศัยรัศมีธรรมของ พระองค์ก็มี โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือพุทธบริษัทที่ปฏิญาณตนไม่เสพเนื้อสัตว์ตลอดชีวิต หรือบางคราว. สัตว์ไม่ถูกฆ่า หรือไม่เป็นเหตุให้ถูกฆ่าเพราะชนพวกนี้ หรือในวันที่ กำหนดเป็นวันทางศาสนานั้น มีจำนวนมากมายเหลือที่จะนับได้ ซึ่งเป็นเสมือนการปิดเสีย ซึ่งลำธารของโลหิต อันเคยไหลนองให้หยุดไหล หรือน้อยลง ซึ่งย่อมทำให้ฉากแห่ง ประวัติศาสตร์เปลี่ยนแปลงไปอย่างยากที่จะพิจารณาเห็นได้ง่าย ๆ เพราะการปฏิวัติอันนี้ มีสังคม หรือสมาคมส่วนใหญ่ของมนุษย์เป็นมูลฐาน, เมื่อย้อนมามองดูอีกครั้งหนึ่ง จะพบว่า สังคมใดหนักแน่นใน พุทธธรรมแล้ว การเหยียดชั้นวรรณะของกันและกัน จะไม่มีในสมาคมนั้น ๆ จะมีแต่ความวางตนเสมอ พร้อมเพรียงสามัคคีกันก่อกู้ภาระของประเทศชาติ. การยกสถานะของสตรี และการให้อภัยด้วยความเมตตากรุณา ย่อมหาได้ง่าย ในสมาคมนั้น. มนุษยชาติส่วนใหญ่ จึงได้มีรูปทางประวัติศาสตร์ แปลกไปกว่า ตามที่จะปล่อยให้มันหมุนไปเอง โดยปราศจากหลักธรรมของพระองค์ ด้วยประการฉะนี้. ค. การปฏิวัติทางศาสนา จากประวัติศาสตร์ของปรัชญาทั้งหมด บรรดามีในโลกนี้ เราจะพบหลัก สำคัญได้อันหนึ่งว่า พุทธศาสนา ได้สอนสิ่งที่ใหม่และแปลก จนถึงกับตรงกันข้ามกับ หลักปรัชญานั้น ๆ ให้แก่โลก, ซึ่งจะได้ยกมาวินิจฉัยโดยย่อ ๆ เป็นลำดับไป.

น.491 ทฤษฎีทางปรัชญา ที่พระผู้มีพระภาคได้ทรงเผยให้แก่โลก ชนิดที่ไม่มีใคร เคยสอนมาก่อน ก็คือกฎอันว่าด้วย อนัตตา ไม่มีสิ่งใดที่เป็นอัตตา คือตัวตน. มติในลัทธิอื่น ย่อมสอนว่ามีอัตตา ที่เป็นตัวเรา ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง ถึงแม้จะได้ ปฏิเสธบางส่วน (เช่นร่างกายเป็นต้น) ว่าเป็นอนัตตา มิใช่ตัวเรา ไปแล้วก็ตาม. ใน ยุคพุทธสมัย มีลัทธิที่สอนอย่างสูงที่สุด ก็คือลัทธิที่สอนให้ศึกษาปฏิบัติ จนรู้จักตัว อาตมันหรืออัตตาที่หลุดพ้นแล้วจากโลกิยธรรมอันห่อหุ้มอยู่ ; อันเป็นสภาพชนิดหนึ่ง ที่ไม่รู้จักตาย หรือแม้แต่แปรผัน, คือเป็นอสังขตะ, นั่นแหละว่าเป็นตัวอาตมัน หรือตัวเราที่แท้จริง, แทนที่จะยึดถือร่างกายหรือจิตตามธรรมดาว่าเป็นตัวเรา. แต่ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงประกาศขึ้นว่า สิ่งที่เป็นอสังขตะคือไม่ตาย และไม่ผันแปร เพราะไม่มีการเกิดและไม่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่งได้นั้น เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง แต่มันหาใช่เป็น อาตมันหรือตัวตนของใครไม่, มันเป็นเพียง "สิ่งธรรมดา" ล้วน ๆ เช่นเดียวกับ สิ่งอื่น ๆ ที่เป็นพวกสังขตะ คือรู้จักตายและแปรผัน เพราะมีเหตุปัจจัยปรุงนั้นเหมือนกัน. ข้อสำคัญนั้นอยู่ที่ว่า จิตจะได้ลุถึงศานติสุขอันแท้จริง (peace) และถึงที่สุด จริง ๆ (ultimate) นั้น ต้องเป็นจิตที่ปราศจากความเข้าใจ และความยึดถือว่ามีอัตตา หรือเป็นอัตตาเท่านั้น. ถ้ายังปัดว่าเป็นอนัตตาเพียงบางอย่าง และยึดว่าเป็นอัตตา บางอย่างดังกล่าวมาแล้ว แม้สิ่งนั้นจะสูงสุดเพียงไร ก็ยังหาใช่เป็นการหลุดพ้น (reliverance) ที่แท้จริง และถึงที่สุดไม่. เป็นอันว่า พุทธศาสนาปฏิเสธอัตตาโดยสิ้นเชิง และประวัติศาสตร์ย่อม แสดงชัดอยู่ในตัวเองทันทีว่า ก่อนหน้านั้น โลกไม่เคยได้ยินคำว่า สพฺเพ ธมฺมา - อนตฺตา - "สิ่งทั้งปวงเป็นอนัตตา" เลย; เพิ่งจะมาได้ฟังเมื่อพระพุทธองค์ทรง ประกาศขึ้น และได้ลุถึงภูมิธรรมชั้นใหม่ กล่าวคือความปล่อยวางสิ่งทั้งปวงโดยเด็ดขาด ได้เช่นนี้ .. ◌๋น จึงกล่าวได้ว่า ทฤษฎีอันนี้ (คือที่ว่า สิ่งทั้งปวงเป็นอนัตตา) มีอันเดียว เฉพาะในพุทธศาสนาเท่านั้น, .ลัทธิอื่น ๆ ทั้งหมด มีจุดหมายอยู่ที่หา "อัตตาหรือ

น.492 ชีวิตอันแท้จริง" ให้พบ, แต่พุทธศาสนาประกาศขึ้นว่า อัตตาหรือชีวิตอันแท้จริงนั้น ไม่มีเลย ! แม้ว่าอสังขตธรรมจะเป็นสิ่งไม่ผันแปร และตั้งอยู่ตลอดอนันตกาลเพียงไร มันก็หาใช่เป็นอัตตาไม่. ตามประวัติศาสตร์แห่งธรรมปฏิบัติ เราอาจพบได้อย่างแจ่มแจ้งว่าก่อน หน้านี้ มีแต่แนวปฏิบัติเพียง ๒ สายคือ พวกหนึ่งคล้อยไปตามกระแสโลกยังเกี่ยวข้อง อยู่กับกามคุณ หรือหาความอร่อยทางกายพร้อมกันไปด้วย. อีกพวกหนึ่งก็ถึงกับ ทรมานกายให้แสบเผ็ด โดยมีหลักว่า ทรมานได้เพียงไร ก็ยิ่งเป็นการปล่อยวางกาย ไม่เห็นแก่กาย และเป็นการหลุดพ้นได้เพียงนั้น; ไม่เคยมีใครได้ยินหรือได้ยึดหลักว่า มัชฌิมาปฏิปทาอันคลุกเคล้าไปด้วยปัญญา และกว้างขวางเหมาะสำหรับคนทั่วไป ดังที่ พระองค์ทรงบัญญัติขึ้น. ไม่มีใครเคยได้ยินคำว่า" อริยสัจจ์อันเป็นกฎแห่งเหตุผล และคนเราจะพ้นทุกข์ได้ ก็ด้วยการกระทำที่ตรงตามกฎเหตุผลเท่านั้น. การอ้อนวอน การบูชายัญญ์ไม่เป็นไปตามกฎแห่งเหตุผล. ก่อนที่พระองค์อุบัติขึ้น ถ้ามีใครถามว่า คนเราตายแล้วเกิดอีกไหม ? ก็จะมีคนตอบต่าง ๆ กันคือ ๑. ตอบว่าเกิดอีก, ๒. ตอบว่าไม่เกิดอีก, ๓. ตอบว่า เกิดอีกก็มี ไม่เกิดอีกก็มี. แต่คำตอบชนิดนี้ผิดหลักพุทธศาสนา. มถ้ามีใครทูลถาม พระองค์เช่นนี้ พระองค์ก็จะตรัสตอบมีหลักว่า แท้ที่จริง คนเราไม่มี, มีแต่การคุม เข้ากับการแยกออก และการผันแปรไปของธรรมชาติพวกหนึ่ง, ซึ่งมีเหตุปัจจัย ปรุงแต่งและผลักไส่ไป. เมื่อขาดเหตุขาดปัจจัยมันก็หยุดหรือดับ. แท้จริง ทุกส่วนของสิ่งที่เราเรียกว่า คนเรา หรือตัวเรานี้ ก็เปลี่ยนแปลงเป็น อันอื่นอยู่ทุก ๆ ปรมาณู และทุกขณะจิตอยู่เองแล้ว หาสาระที่จะเรียกว่า คนเราตรงไหน มิได้. กินเจ หรือถ้าจะหมายเอาว่าคนเราเกิด หรือตายตรงร่างกาย เราก็ยังกล่าวลงไปไม่ ได้ว่า บางคนเกิดอีก หรือบางคนไม่เกิดอีก, คงกล่าวได้แต่เพียงว่า ย่อมแล้วแต่เหตุ, ถ้าเหตุเพื่อจะให้เกิดมีอีก มันก็เกิด, ถ้าหมดก็ไม่เกิด. แต่อย่างไรก็ตาม การตอบ

น.493 เช่นนี้ยังไม่ตรงตามความจริง. เพราะตามกฎแห่งวัฏฏสงสารนั้น มีแต่เพียงสาย ๆ หนึ่ง ซึ่งไหลเชี่ยวเป็นเกลียวไปด้วยความเปลี่ยนแปลงไม่หยุดหย่อน จนกว่ามันจะหมดต้นเหตุ โดยที่ต้นเหตุของมันถูกทำลายเสีย. คำว่า เกิด - แก่ - ตาย - หรืออื่นๆ เป็นเพียง "คำสมมติ" ที่เราจับ ไปสวมเข้า ที่ระยะหรือตอนใดตอนหนึ่ง ของ "สายอันยาวยืด" สายนี้เท่านั้น. เพราะฉะนั้น การกล่าวดิ่งเด็ดขาดตายตัวลงไปว่า เกิดอีกหรือไม่เกิดอีก, บางคนเกิด บางคนไม่เกิด ตายตัวไม่เปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นนั้น ผิดกับความจริงซึ่งพุทธศาสนา เล็งถึง. สรุปว่า พระพุทธองค์เป็นผู้เปิดเผยหลักอันสบด้วยเหตุผล หรือที่เราเรียก กันในสมัยนี้ว่า สบหลักวิทยาศาสตร์ (scientific) เป็นคนแรก. เป็นคน ๆ แรก ในโลกที่ประกาศว่า สิ่งที่เราเรียกกันว่าคน หรือตัวเรานั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ๆ ของ เกลียวแห่งความหมุนเวียนของเหตุผลขณะหนึ่ง ๆ แท้ที่จริงคนเราไม่มี มีแต่ส่วนย่อย ๆ หลายส่วน จับกลุ่มกันเข้าแล้วหมุนกลิ้งไปๆ ซึ่งทั้งนี้เป็นด้วยอำนาจแห่งเหตุที่ทำให้ ปรากฏดุจว่ามีตัวอยู่ได้. แต่ก็ชั่วขณะที่มันหมุน, หยุดหมุนก็ดับ และไม่มีตัวอะไร นอกจากความว่างจากสิ่งเหล่านี้. จึงกล่าวได้ว่า มีแต่โลกิยธรรม ที่หมุนไปตามเหตุ ปรากฏอยู่ชั่วที่ยังมีเหตุ, และหมุนไป ๆ จนกว่าจะถึงที่สุด เท่านั้น. นอกจากนั้น ยังอาจกล่าวได้สืบไปว่า พระพุทธองค์เป็นคนแรกที่บ่าวประกาศ มิให้มีการเชื่อมั่นตามตำรา, เชื่อมั่นคำครู, เชื่อลัทธิธรรมเนียมประเพณี, หรือเชื่อ ด้วยการตรึกตามเหตุผลชั่วแล่น ตามหลักที่ปรากฏอยู่ในกาลามสูตร. และทรงวางหลัก ว่าไม่ควรถกเถียงคัดง้างกันด้วยปัญหาทางปรัชญา ที่เป็นปัญหาโลกแตก ดังเช่นเรื่อง ทิฏฐิสิบ ที่เป็นปัญหาพื้นเมืองในสมัยพุทธกาล. ทรงสรุปใจความว่า ชีวิตนี้ มิใช่ เป็นปัญหาที่ต้องสะสาง, แต่เป็นเพียงสภาพความจริงชนิดหนึ่ง ที่เราจะต้อง

น.494 เข้าให้ถึงอย่างเดียวเท่านั้น และก็ด้วยการปฏิบัติอันเป็นภายในอย่างเดียว และอาศัย ตนของตนโดยเฉพาะจึงจะเข้าถึงได้. การอ้อนวอนพระเป็นเจ้า เป็นเพียงความขลาด. หลักดังกล่าวมาทั้งหมดนี้ คือดวงประทีปดวงใหม่ ที่พระพุทธองค์ทรงจุดขึ้น และทรงส่องให้สัตว์โลกก้าวเท้าไปสู่ความพ้นทุกข์ โดยอาการที่ผิดแปลกจากที่ ถ้าหากว่า โลกจะมิได้รับแสงจากประทีปดวงนี้ และโดยเหตุนี้จึงทำให้ทิวทรรศน์แห่งประวัติศาสตร์ ในด้านปรัชญา หรือธรรมวิทยา ได้เปลี่ยนรูปไปอย่างมาก. และความเปลี่ยนแปลง อันนี้ ย่อมเป็นผลเกิดมาจากการปฏิวัติทางศาสนา ซึ่งมีมูลฐานมาจากพระพุทธองค์ โดยเฉพาะ. เมื่อลัทธิใหม่นี้มีอิทธิพลเหนือชาวโลกแทนลัทธิเก่า (ดังที่กล่าวแล้วใน ตอนต้น ๆ อันมีพระเจ้าอโศกราชเป็นตัวอย่าง) มากขึ้น รอยจารึกแห่งพระพุทธคุณ ที่ฝังลึกอยู่ในสายอันยาวยืดของประวัติศาสตร์โลก ก็ย่อมมีปกคลุมอยู่โดยทั่วไป. และ เราก็จะพอมองเห็นได้ว่า พระมหากรุณาธิคุณของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นจะยังคงปกคลุม ประวัติศาสตร์ ของโลกไปตลอดชั่วกัลปวสาน. และเมื่อเรามองเห็นภาพแห่งการปฏิวัติ ทั้งที่ตัวประวัติศาสตร์, ที่มนุษย์ สมาคม, และที่แนวปรัชญาของโลกทั้งมวล อันมีความเป็นมาอย่างไร โดยทั่วถึงดังนี้แล้ว เราก็จะเห็นได้จากการปฏิวัตินั้น ๆ สืบไปว่า พระพุทธองค์ทรงเป็นบ่อเกิดแห่งคุณ ประโยชน์ของโลกอย่างใหญ่หลวงเพียงไร. และผลที่กระท้อนสืบ ๆ ไปจากพระคุณทั้งปวง นั้น ย่อมทิ้งรอยของมัน ให้จารึกติดอยู่ในสายอันยาวยึด ซึ่งพุทธบริษัททั้งหลายควรจะ มองค้นดูให้ครบถ้วนทั่วถึง ในสมัยอันเป็นอภิลักขิตกาล เช่นวิสาขบูชานี้ ด้วยความ เคารพอันหาขอบเขตมิได้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต