Buddhadasa.org

ตุลาการิกธรรม เล่ม 1 ครั้งที่ ๑/๒๔๙๙ — ใจความสำคัญของพุทธศาสนา

ตุลาการิกธรรม เล่ม 1 — คำบรรยายหลักพุทธศาสนา อบรมผู้ที่จะเป็นผู้พิพากษา ณ เนติบัณฑิตยสภา รุ่น พ.ศ. ๒๔๙๙ และ ๒๕๐๐ (สมัยดำรงสมณศักดิ์ พระอริยนันทมุนี) · วันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๔๙๙

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.41 ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย, หัวข้อที่อาตมาได้รับมอบหมายสำหรับทำการอบรมในที่นี้นั้น เป็นที่ ทราบกันอยู่แล้วว่า คือ "หลักพระพุทธศาสนา, วิธีการปฏิบัติ, และศีลธรรม" จากหัวข้อนี้ เราจะเห็นได้ว่ามีการแยกเป็น พุทธศาสนา และ ศีลธรรม ทั้งสอง หัวข้อนี้ กล่าวได้ว่าเป็นวิชาความรู้ที่จำเป็นแก่บุคคลทั่วไปทุกประเภท และจำเป็นแก่บุคคลที่กำลังจะปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งเป็นหน้าที่สำคัญโดยตรงของคน ทุก ๆ ประเภทด้วย. แต่สำหรับในวันแรกนี้, อาตมาอยากจะชี้ให้เห็น ความ

น.42 แตกต่างในระหว่างของสองสิ่งนี้เป็นส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้น จึงให้หัวข้อ คำอบรมในวันนี้ว่า "พุทธศาสนานั้นคืออะไร ?" เพื่อเราจะได้เข้าใจสิ่งที่ เรียกว่าพุทธศาสนาให้ชัดเจนเป็นประการแรก. แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังอยากจะทำการ เปรียบเทียบเบื้องต้น ในระหว่างสิ่งที่เรียกกันว่า "ศาสนา" กับ "ศีลธรรม" พอเป็นหลักประกันความปนเปพันเผื่อเสียก่อน. พอได้ยินคำว่าศาสนา, ท่านทั้งหลายก็คงจะรู้สึกหรือสันนิษฐานเอา ได้ว่า คำว่า ศาสนามีความหมายเป็นไปได้กว้างหรือลึกกว่าคำว่า ศีลธรรม. คำว่า ศีลธรรม หมายถึงข้อปฏิบัติซึ่งเกี่ยวกับประโยชน์สุขในโลกนี้ ในชั้นที่เป็นพื้นฐานทั่วไปมากกว่าอย่างอื่น ; และศีลธรรมเป็นหลักปฏิบัติ ที่กล่าวได้ว่ามีอยู่ตรง ๆ กันทั่ว ๆ ไปแทบทุกศาสนา. ส่วนคำว่า ศาสนา นั้น หมายถึงระเบียบวิธีปฏิบัติในขั้นสูง และมีความผิดแผกแตกต่างกันออกไป โดยเฉพาะเป็นศาสนาหนึ่ง ๆ ทีเดียว. ที่เห็นได้ชัด ๆ ง่าย ๆ เราจะเห็นได้ว่า คำว่า ศีลธรรมย่อมหมายถึงระเบียบการปฏิบัติเพียงเท่าที่เราจะเรียกได้ว่า เป็น การทำให้เป็นคนดี เช่น มีศีล มีสัจจะ มีกตัญญูกตเวที มีการปฏิบัติที่ไม่เป็นไป เพื่อเบียดเบียนตนหรือคนอื่น ตามหลักที่สังคมทั่ว ๆ ไปต้องการ. แต่เมื่อได้ ปฏิบัติครบถ้วนตามนั้นแล้ว คือมีศีลธรรมดีแล้ว ปัญหาก็ยังคงมีเหลืออยู่ว่า คนนั้นยังไม่พ้นทุกข์ หรือหมดปัญหาที่เกิดมาจากความเกิดแก่เจ็บตาย ยังไม่ พ้นทุกข์ ไม่พ้นจากการเบียดเบียนของกิเลส โดยเฉพาะคือ โลภะ โทสะ โมหะ. อำนาจของศีลธรรมได้สิ้นสุดลงเสียก่อนที่จะกำจัดโลภะ โทสะ โมหะ ให้สิ้นไปได้ และไม่สามารถจะกำจัดความทุกข์อันเกิดจากความเกิดแก่เจ็บตาย

น.43 ใจความสำคัญของพุทธศาสนา เป็นต้นได้. ส่วนขอบเขตหรือหน้าที่ของศาสนานั้น ยังไปได้ไกลต่อไปอีก : โดยเฉพาะพุทธศาสนาของเราย่อมมุ่งหมายโดยตรง ที่จะกำจัดกิเลส คือโลภะ โทสะ โมหะให้สิ้นเชิง หรือดับความทุกข์ทั้งหลายที่จะเกิดเป็นปัญหาขึ้นจากความ เกิดแก่เจ็บตายเป็นต้น ให้สูญสิ้นไป. สิ่งที่เรียกว่าศาสนา ไปไกลกว่าศีลธรรม เช่นนี้ จึงเป็นการชี้ให้เห็นได้ชัด ๆ ว่า ศาสนากับศีลธรรมนั้น ต่างกันอย่างไร. โดยเฉพาะ พุทธศาสนา ไปได้ไกลกว่าศีลธรรมสากลของโลกทั่ว ๆ ไป อย่างไร. เมื่อเราเข้าใจความแตกต่างระหว่างคำว่า ศาสนา กับคำว่า ศีลธรรม ดังนี้แล้ว เราจะได้สนใจกับสิ่งที่เรียกว่า พุทธศาสนา โดยเฉพาะกันสืบไป. เมื่อตั้งปัญหาว่า พุทธศาสนาคืออะไร. อาตมาอยากจะให้คำจำกัด ความ หรือบทนิยามที่เหมาะสมแก่ท่านทั้งหลายในที่นี้ ที่สุด ว่า "พุทธศาสนา คือวิชารวมทั้งระเบียบปฏิบัติสำหรับจะให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร" เท่านั้นเอง. ผู้ที่จำเป็นจะต้องรับการอบรมทางพุทธศาสนาอาจจะเข้าใจว่า ถ้าอย่างนั้นตัวเอง ก็เป็นผู้ที่ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรไป ดังนั้นหรือ. อาตมาก็อยากจะยืนยันว่าเรื่อง มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ : ถ้าใครรู้ว่าอะไรเป็นอะไรโดยถูกต้องครบถ้วนลึกซึ้ง ถึงที่สุดแล้ว คนนั้นชื่อว่ารู้พุทธศาสนาถึงที่สุดด้วยเหมือนกัน. ขอให้ทำความ เข้าใจในคำจำกัดความที่ว่า พุทธศาสนาคือวิชาและระเบียบปฏิบัติสำหรับให้ รู้อะไรเป็นอะไร ให้มากเป็นพิเศษ. ที่ได้วางหลักเกณฑ์ดังนี้ ก็เพื่อประโยชน์ ที่จะให้ท่านทั้งหลายเข้าใจพุทธศาสนาได้โดยเร็ว หรือโดยง่ายนั่นเอง ไม่ใช่เป็น การเล่นโวหาร ให้เปลืองเวลา และว่าโดยที่แท้จริงแล้วก็เป็นคำจำกัดความที่ถูก ต้องที่สุด ตามความมุ่งหมายของพระพุทธเจ้า หรือของพระพุทธศาสนา.

น.44 คำที่ว่า ให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร นั้น มีความหมายลึกซึ้งมาก. เดี๋ยวนี้ท่านทั้งหลายลองพิจารณาดูว่า เรารู้จักว่าอะไรเป็นอะไรกันหรือเปล่า แม้แต่จะรู้จักว่า ตัวของตัวเองนั้นเป็นอะไร ชีวิตนี้คืออะไร การงานคืออะไร หน้าที่หรืออาชีพคืออะไร แม้ที่สุดแต่เงินทองทรัพย์สมบัติ ข้าวของเกียรติยศ ชื่อเสียงเหล่านี้ คืออะไรก็ตาม. ถ้าใครกล้ายืนยันว่า รู้ถึงที่สุด ว่าสิ่งเหล่านี้ คืออะไร ก็ลองพิจารณาดูให้ดี ๆ หรือฟังคำอธิบายดูต่อไป ว่าตามความหมาย อันแท้จริงแล้ว สิ่งเหล่านี้คืออะไรกันแน่. ถ้าจะกล่าวโดยโวหารธรรมะ ว่าใคร เป็นผู้รู้ธรรมะแล้ว ก็ต้องกล่าวว่าเขารู้ว่าสิ่งทั้งปวงคืออะไร, คือถ้าผู้ใด รู้ว่า สิ่งทั้งปวงคืออะไร ผู้นั้นจะเป็นผู้รู้พุทธศาสนา. ถ้ารู้หมดจนสิ้นเชิง ก็เท่ากับว่า รู้พุทธศาสนาหมดจนสิ้นเชิงได้ ; เมื่อเรารู้ว่าอะไรเป็นอะไรจริง ๆ แล้ว เราย่อม ไม่ปฏิบัติผิดต่อสิ่งทั้งปวง แต่ย่อมจะปฏิบัติถูกต่อสิ่งทั้งปวง. เมื่อปฏิบัติถูก ต่อสิ่งทั้งปวงแล้ว ก็เป็นอันแน่นอนว่าความทุกข์จะเกิดขึ้นไม่ได้. เดี๋ยวนี้ เรายังไม่รู้จักสิ่งทั้งปวงถูกต้องตามที่มันเป็นจริง ว่ามันเป็นอะไร เราจึงปฏิบัติผิด ต่อสิ่งทั้งปวงไม่มากก็น้อย ความทุกข์ก็เกิดขึ้นตามส่วน. ตัวอย่างเช่นไม่รู้จัก ว่าชีวิตนี้คืออะไร หน้าที่การงานคืออะไร เราย่อมปฏิบัติผิด ต่อสิ่งเหล่านี้ และความทุกข์ก็ต้องเกิดขึ้นตามส่วนที่ไม่รู้. การที่รู้ว่า สิ่งทั้งปวงคืออะไร นั้น เป็นเครื่องช่วยให้เราปฏิบัติถูกต่อสิ่งทั้งปวงโดยตรง. เมื่อกล่าวถึงการปฏิบัติตามหลักของพุทธศาสนา หรือจะเรียกว่า การปฏิบัติพุทธศาสนาก็ตาม ย่อมเป็นการปฏิบัติเพื่อให้รู้สิ่งทั้งปวง ตามที่เป็นจริงนั้นเอง เพราะว่าถ้าเราปฏิบัติจนถึงกับรู้ว่า สิ่งทั้งปวงคืออะไร

น.45 เสียแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องปฏิบัติอะไรอีกต่อไป. ขอให้ฟังให้ชัดเจน หรือให้ดี ในที่ตรงนี้อีกครั้งหนึ่ง ว่าการปฏิบัติของเรานั้น เราปฏิบัติเพื่อให้รู้ว่า สิ่งทั้งปวงคืออะไร ตามที่เป็นจริงอย่างไร เท่านั้น. ถ้าลงได้รู้ในเรื่องนี้แล้ว การปฏิบัติก็ไม่จำเป็นอะไรต่อไปอีก. การปฏิบัติอย่างที่เรียกกันว่า ปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา ปฏิบัติกรรมฐานภาวนาอะไรก็ตาม ทั้งหมดนั้น ล้วนแต่มุ่งผลใน ที่สุด เพื่อให้รู้ว่าสิ่งทั้งปวงคืออะไร. เมื่อรู้ว่าสิ่งทั้งปวงคืออะไร ก็ย่อมหมาย ถึงการบรรลุมรรคผล ชั้นใดชั้นหนึ่ง หรือถึงที่สุด เพราะว่าความรู้ นั้นเอง เป็นตัวทำลายกิเลสไปในตัว และเป็นการรู้ผลของการหมด กิเลสไปในตัว. เมื่อรู้ว่าสิ่งทั้งปวงเป็นอะไรจริง ๆ แล้ว การเบื่อหน่ายคลายกำหนัด และความหลุดพ้นที่เรียกว่า นิพพิทา วิราคะ และวิมุตตินั้น ย่อมเกิดขึ้นเองเป็น อัตโนมัติ ไม่ต้องทำความเพียรหรือปฏิบัติอะไรต่อไปอีก เรามีหน้าที่ที่จะ ทำความเพียรหรือปฏิบัติ ก็แต่ขั้นที่ว่ายังไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรเท่านั้น. โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือไม่รู้ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. นี่, เป็นการกล่าวตามหลักพระพุทธศาสนา. เมื่อการปฏิบัติกรรมฐานภาวนานั้น ได้ เป็นไปจนกระทั่งเกิดความเห็นแจ้งสิ่งทั้งปวงเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาเด็ดขาด สิ้นเชิงลงไปจริง ๆ แล้ว นั้นย่อมหมายถึงที่สุดของความรู้และการปฏิบัติ เพราะว่า ความรู้เช่นนั้นย่อมทำลายกิเลสเองอยู่ในตัว จนหมดไปในตัว. เราไม่ต้องทำ ความพยายามในข้อที่จะให้ความรู้นั้น ทำลายกิเลส, เราพยายามแต่เพียงให้เกิด ความรู้อันนั้นขึ้นมา คือให้เป็นความรู้ที่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ถึงที่สุดจริงๆเท่านั้น

น.46 โดยสรุปก็คือความรู้ว่าสิ่งทั้งปวงเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นั่นเอง. เหมือนอย่าง เดี๋ยวนี้ เมื่อเราไม่รู้ว่า ชีวิตนี้ หรือสิ่งทั้งปวงนี้ หรืออะไร ๆ ที่เรากำลังหลง รักใคร่ยินดีนี้ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาแล้ว ก็หลงรักยินดีติดพันยึดถือ ในสิ่งเหล่านั้น. ครั้นเรารู้จริงตามวิธีรู้ของทางพระศาสนา คือไม่ใช่รู้อย่างวิธี ของโลก ๆ แต่เป็นการรู้ตามวิธีของพุทธศาสนาโดยเฉพาะ จนมองเห็นชัดว่า สิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่มีอะไรที่น่าผูกพันตัวเราเข้าไปกับ สิ่งนั้น ๆ จริง ๆ แล้ว ก็จะเกิดความหลุดพ้นจากสิ่งเหล่านั้นขึ้นมา ดังนี้. ฉะนั้น การปฏิบัติจึงเป็นการปฏิบัติเพียงเพื่อให้รู้สิ่งทั้งปวงถูกต้องตามที่เป็นจริง คือ ยิ่งกว่าที่รู้ ๆ กันอยู่ตามธรรมดาโลก หรือตามที่ตนเข้าใจว่ารู้เท่านั้นเอง. อาตมาขอยืนยันคำจำกัดความข้อนี้ ว่าเป็นคำจำกัดความที่เพียง พอและเหมาะสมสำหรับท่านนักศึกษาทั้งหลาย จะเอาไปใช้สำหรับดำเนิน การปฏิบัติของตน ด้วยการสืบสาว วิธีรู้ และวิธีปฏิบัติ ให้ออกไปจากหลักที่ว่า เราจะต้องรู้ว่าอะไรเป็นอะไรเท่านั้น. ถ้าถามขึ้นเป็นคำถามกลาง ๆ ในที่ทั่วไป ว่าศาสนาคืออะไร ก็มีทางที่จะตอบได้มากทางด้วยกัน จนกระทั่งท่านทั้งหลาย พันเผื่อ. ตัวอย่างเช่นจะถามไปกลาง ๆ ว่า ศาสนาคืออะไร ดังนี้แล้ว, ศาสนา กลุ่มหนึ่ง หรือประเภทหนึ่ง ก็จะตอบว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ส่งมาจากพระเป็นเจ้า ดังนี้เป็นต้น เป็นคำตอบที่มีมากมายในหลายศาสนาในโลกนี้ ซึ่งนิยมถือ อย่างนั้น, นิยมตอบอย่างนั้น. แต่สำหรับพุทธศาสนาแล้ว ไม่มีการกล่าว เช่นนั้นเลย ความรู้ที่ว่าอะไรเป็นอะไรนี้ จะมาจากใครก็ได้ ถ้าเป็นความรู้ ที่ถูกต้อง ว่าอะไรมาจากอะไรจริง ๆ แล้ว ก็เป็นพุทธศาสนาทันที. การที่จะ

น.47 ไปตอบว่า พุทธศาสนาคือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั้น แทบจะไม่มีประโยชน์ เพราะว่าเรายังไม่ได้รับประโยชน์อะไรมากกว่ารู้ว่าเป็นดังนั้นเท่านั้น. ถ้าจะ ถามว่า ทำไมจึงไม่อ้างบาลีข้อนั้นข้อนี้มาตอบ เพื่อจะชี้ให้เห็นชัดว่า พุทธศาสนา คืออะไร อาตมาก็อยากจะตอบว่า คำกล่าวที่ว่าความรู้ว่าอะไรเป็นอะไรนั่นแหละ คือใจความของพระบาลีหมดทั้งพระไตรปิฎก เพราะเหตุว่า หลักคำสอนของ พระพุทธเจ้าทั้งพระไตรปิฎก ก็ล้วนแต่เป็นการบ่งระบุให้รู้ว่า อะไร เป็นอะไร เท่านั้นเอง. ถ้าถือเอาตามหลักที่ท่านทั้งหลายคงจะเคยได้ยินได้ฟังกันอยู่ทั่วไปแล้ว สักอย่างหนึ่งมาอ้างก็ได้ เช่น หลักเรื่อง อริยสัจจ์ ๔ ประการ. อริยสัจจ์ ข้อที่ ๑ บรรยายเรื่อง ความทุกข์ที่มีประจำอยู่ในสิ่งมีชีวิตทั้งปวง. อริยสัจจ์ ข้อที่ ๒ บรรยายเรื่อง มูลเหตุของความทุกข์ ซึ่งได้แก่ความอยากได้ อยากมี อยากเป็น และอยากไม่ให้มี อยากไม่ให้เป็น อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งรวม เรียกว่าความอยาก, อริยสัจจ์ข้อที่ ๓ บอกถึงความที่ว่า ถ้าดับความอยากเสีย ได้แล้ว ความทุกข์ก็จะต้องดับไปตาม เพราะว่าความทุกข์ย่อมมาจากความอยาก, อริยสัจจ์ข้อที่ ๔ บอกวิธีที่จะดับความอยากเสียให้ได้ด้วยวิธีอย่างไร. เมื่อถือว่า หลักอริยสัจจ์ ๔ ประการนี้ เป็นใจความสำคัญของพระพุทธศาสนา เราก็ควร จะนำมาเปรียบเทียบ กับข้อที่อาตมาได้ยืนยันว่า คำจำกัดความของพระพุทธ ศาสนานั้น คือ "วิชาหรือระเบียบปฏิบัติที่ให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร" ดูว่าจะลงรูป ลงรอยกันได้อย่างไรสืบไป. อริยสัจจ์ข้อที่ ๑ ที่แสดงว่า สิ่งทั้งปวงเป็นทุกข์ หรือสังขารทั้งปวง เป็นทุกข์ นี่ก็คือบอกตรง ๆ ว่า สิ่งทั้งปวงหรืออะไรเป็นอะไรนั่นเอง. คำว่า

น.48 สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ นั่นก็คือคำตอบที่ว่า สิ่งทั้งปวงเป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์ แต่สัตว์ทั้งหลายไม่ทราบ ไม่รู้ ไม่เห็น ว่าสิ่งทั้งปวงเป็นความทุกข์ เพราะฉะนั้น จึงได้มีความอยากอย่างใดอย่างหนึ่งในสิ่งทั้งปวง. ถ้ารู้ว่ามันเป็นความทุกข์ ไม่น่าจะอยาก ไม่น่าจะยึดถือ ไม่น่าจะไปผูกพันตัวเองเข้ากับสิ่งใดแล้ว ก็คง จะไม่อยาก. นี่เพราะไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรโดยถูกต้องตามความเป็นจริงนั่นเอง จึงได้ไปอยากเข้า คือปฏิบัติผิดต่อความจริงของสิ่งทั้งปวง. แม้ อริยสัจจ์ข้อที่ ๒ ที่แสดงว่าความอยากนั้น ๆ เป็นเหตุของความทุกข์, สัตว์ทั้งหลายก็ไม่ได้รู้ไม่ได้ เห็น ไม่ได้เข้าใจ ว่าความอยากนี้แหละ เป็นเหตุของความทุกข์ จึงได้พากัน อยากนั่น อยากนี่ ร้อยแปดพันประการ และอยากทุกสิ่งทุกอย่างอยู่โดยไม่เห็น ว่าความอยากนี้ เป็นที่ตั้งของความทุกข์ เป็นที่เกิดของความทุกข์. นี่, ก็เพราะ ไม่รู้จักตัวความอยาก ว่าความอยากนั้นคืออะไร. นี่ก็เรียกว่ารู้ว่าอะไรเป็นอะไร อีกนั่นเอง. อริยสัจจ์ข้อที่ ๓ ที่แสดงว่านิโรธ หรือพระนิพพาน คือการ ดับตัณหาเสียให้สิ้น เป็นความไม่มีทุกข์ นั้น, สิ่งที่เรียกว่านิโรธหรือนิพพานนั้น ก็เป็นสิ่งที่สัตว์ทั้งหลายยิ่งไม่รู้จักกันใหญ่ มากขึ้นไปอีก ทั้ง ๆ ที่เป็นสิ่งที่อาจ จะลุถึงได้ในที่ทั่ว ๆ ไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็หาพบได้ตรงที่มีความอยากและ ดับมันเสียได้นั่นเอง. นี่, ก็คือว่าไม่รู้อะไรเป็นอะไร จึงไม่มีใครปรารถนาที่จะ ดับความอยาก หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่ง ก็คือไม่ปรารถนาพระนิพพาน เพราะ ไม่มีความรู้ ว่าอะไรเป็นพระนิพพาน. ทีนี้ก็มาถึง อริยสัจจ์ข้อที่ ๔ อันเป็น ข้อสุดท้ายที่เรียกว่ามรรค อันได้แก่วิธีดับความอยากนั้น ๆ เสีย. ไม่มีผู้ใดรู้เห็น เข้าใจว่า การทำอย่างนี้เป็นวิธีดับเสียซึ่งความอยากหรือทำตนให้ถึงความดับทุกข์ ; ไม่มีใครสนใจเรื่องอริยมรรคอันมีองค์ ๘ ประการ ซึ่งล้วนแต่เป็นการดับเสียซึ่ง

น.49 ความอยาก ; นี้, ก็คือว่า ไม่รู้จักว่าอะไรเป็นอะไรอีกนั่นเอง ; ไม่รู้จักว่า อะไรเป็นที่พึ่งแก่ตนได้ : ไม่รู้จักว่าอะไรเป็นสิ่งที่ควรขวนขวายพยายามอย่างยิ่ง ; จึงไม่มีใครสนใจ กับเรื่องอริยมรรค อันมีองค์ ๘ ประการ ของพระพุทธเจ้า ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นสิ่งที่เลิศประเสริฐที่สุด ในบรรดาวิชาความรู้ของมนุษย์เรา ในโลกนี้หรือโลกอื่น ๆ รวมทั้งเทวโลกอะไร ๆ ด้วยกันก็ได้ ถ้าหากจะมี ; ไม่มีความรู้อันใดที่จะสูงสุดยิ่งไปกว่าหลักธรรม ที่เรียกว่า อริยมรรคมีองค์ ๘, แต่แล้วก็ไม่มีใครจะสนใจในความรู้ข้อนี้กันนัก เหมือนกัน. นี่แหละ, คือการที่ ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร อย่างน่าหวาดเสียว ; ไม่รู้ว่าอริยมรรคนี้จะดับความทุกข์ ให้เด็ดขาดลงไปได้อย่างไร. ทั้งหมดนี้ เราจะเห็นได้ว่า เรื่องอริยสัจจ์ ๔ ประการนั้น คือความรู้ที่บอกให้เห็นชัดว่า อะไรเป็นอะไรอย่างครบถ้วน นั่นเอง. ในเรื่องความทุกข์นั้น บอกให้รู้ว่าอย่าไปเล่นกับมัน มันจะเป็นความทุกข์เกิด ขึ้นมา ; และเราก็ไม่รู้ มีคนบอกให้ ก็ไม่เข้าใจ ยังขืนไปเล่นกับความทุกข์ กันอยู่ และมากยิ่งขึ้น จนเต็มไปด้วยความทุกข์ ดังนี้แหละ เรียกว่าเป็น ความโง่เขลาหรือเป็นอวิชชา เป็นความไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ตามที่เป็นจริง, เพราะมีอวิชชา จึงไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร จึงปฏิบัติผิด ต่ออะไร ๆ ไปทุกอย่าง ปฏิบัติถูกบ้าง ก็เล็กน้อยเกินไป และถูกแต่ตามความหมายของคนที่มีกิเลส ตัณหา ซึ่งถือว่าถ้าได้อะไรมาตรงตามความต้องการของตนแล้ว ก็ถือว่าเป็น การปฏิบัติถูก, แต่แล้วความทุกข์ก็ยังเหลืออยู่เต็มไปหมด. เช่นนี้ ตามทาง ธรรมไม่ถือว่าปฏิบัติถูก ทั้ง ๆ ที่ชาวโลกเขาจะถือว่าเป็นการปฏิบัติถูกที่สุด ก็ตาม ; เพราะฉะนั้นเราจึงไม่ถือว่า นั่นคือการรู้ที่ถูกต้อง ว่าอะไรเป็นอะไร ;

น.50 ถือเป็นเพียงความรู้อย่างโลก ๆ และถูกต้องเพียงนิดเดียว แม้อย่างโลก ๆ. ส่วนที่เป็นทางธรรมแล้ว ก็ยังนับว่าไม่รู้อะไรเลย ดังนี้. นี้เรียกว่าถ้าจะพิจารณา กันโดยหลักอริยสัจจ์ ๔ ประการ ซึ่งท่านทั้งหลายอาจได้ยินได้ฟังกันอยู่ตามปรกติ ก็ยังจะเห็นได้ชัดว่า พระพุทธศาสนานั้น คือวิชาที่บอกให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร นั่นเอง ดังนี้. ทีนี้ เราจะลองถือเอาหลักบาลี ที่รู้กันโดยมากทั่วไปอีกข้อหนึ่ง ที่เรียกกันว่า หัวใจพระพุทธศาสนา หรือ พระคาถาของพระอัสสชิ มาเป็นเครื่องพิจารณา. เมื่อพระอัสสชิ ได้พบกับพระสารีบุตรแต่ก่อนบวช พระสารีบุตรได้ถามถึงใจความของพระพุทธศาสนา ว่ามีอยู่อย่างไร โดยย่อที่สุด. พระอัสสชิได้ตอบว่า โดยย่อที่สุดแล้ว ก็คือ เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา, เตสํ เหตุํ ตถาดโต, เตสญฺจ โย นิโรโธ จ, เอวํวาที มหาสมโณ, เป็นใจความสั้น ๆ เพียงเท่านี้ ถ้าแปลเป็นภาษาไทยเรา ก็ว่า "สิ่งทั้งหลาย เหล่าใด เกิดมาแต่เหตุ พระตถาคตเจ้าท่านทรงแสดงเหตุของสิ่งเหล่านั้น พร้อมทั้งแสดงความดับสิ้นเชิง ของสิ่งเหล่านั้น เพราะหมดเหตุ ; พระมหา สมณเจ้าตรัสอย่างนี้". นี่, เป็นคำตอบของพระอัสสชิ แต่ถือกันว่าเป็น หัวใจของพุทธศาสนา ในทุกประเทศที่เป็นพุทธบริษัท ถึงกับมีการจารึกลง ในแผ่นอิฐ มาตั้งแต่ครั้งใกล้สมัยพุทธกาล คือยุคสมัยพระเจ้าอโศกเป็นต้นมา ทีเดียว, เป็นตัวอักษร ๔ บรรทัดนี้ เท่านั้น, ถือกันว่าเป็นคำศักดิ์สิทธิ์ ในฐานะเป็นใจความของพุทธศาสนา.

น.51 ถ้าเอาตามหลักนี้ ก็กล่าวได้ว่า ใจความของพุทธศาสนานั้น คือการ บอกให้รู้ว่า "สิ่งทั้งปวงนั้น มันมีเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้นมา, มันดับไม่ได้ จนกว่าจะดับเหตุเสียก่อน" . แม้ใจความสำคัญนี้ ก็เป็นการชี้ให้รู้ว่าอะไร เป็นอะไรนั่นอีกเหมือนกัน คือเป็นการชี้ให้รู้ว่าอย่าไปเห็นว่าปรากฏการณ์อะไร เป็นตัวตนที่ถาวร ไม่มีอะไรที่เป็นตัวตนถาวร มีแต่สิ่งที่เกิดงอกงามออกมา จากเหตุ และงอกงามเจริญต่อไปโดยอำนาจของเหตุ และจะดับไปเพราะความ สิ้นสุดของตัวเหตุ. คำว่าเหตุในที่นี้หมายถึงสิ่งที่มีอำนาจปรุงแต่ง ซึ่งเราอาจ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าปัจจัย ก็ได้. สิ่งหนึ่ง ๆ ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยปรุงแต่งสิ่งอื่น ๆ สืบต่อกันไป เพราะฉะนั้นสิ่งที่ปรากฏอยู่ในบัดนี้ หรือปรากฏการณ์ ทั้งหลาย ที่ปรากฏอยู่ในโลกนี้ ล้วนแต่เป็นผลิตผลของสิ่งที่เป็นเหตุ ไม่มีตัวมันเองที่เป็น ของอิสระตายตัว เป็นแต่ความเลื่อนไหลไป ในฐานะเป็นผลของสิ่งที่เป็นเหตุ ที่ปรุงทะยอยกันมาไม่หยุด. เพราะอำนาจของธรรมชาติมีลักษณะปรุงไม่หยุดยั้ง สิ่งต่าง ๆ จึงปรุงแต่งกันไม่หยุด และเปลี่ยนแปลงกันไม่หยุด พุทธศาสนาจึงบอก ให้รู้ว่าสิ่งทั้งหลายไม่มีตัวตน มีแต่ความที่เหตุปัจจัยปรุงแต่งกันไป และเป็น ความทุกข์รวมอยู่ในนั้นด้วย เพราะไม่มีอิสระในตัวเอง ต้องเป็นไปตามอำนาจ ของเหตุ ; จะไม่มีความทุกข์ ก็ต่อเมื่อหยุดหรือดับ. จะหยุดหรือดับ ก็ต่อ เมื่อดับเหตุ ทำเหตุนั้นให้หยุดให้ดับ ไม่ให้มีการปรุงสืบไป. ข้อนี้เป็นการบอก ให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร อย่างลึกซึ้ง อย่างสุดสามารถที่คนเราหรือว่าผู้มีสติปัญญา ตามธรรมดาจะบอกได้ นับว่าเป็นหัวใจพุทธศาสนาจริง ๆ. การบอกนี้คือบอก ให้รู้ ว่าสิ่งทั้งปวงเป็นแต่เรื่องของมายา คือเหตุปัจจัยที่ปรุงแต่งกันขึ้นเท่านั้น อย่าไปหลงยึดถือ จนชอบ หรือชังมันเข้า ; ทำใจให้เป็นอิสระจากความชอบ หรือความชังดีกว่า ; เมื่อทำใจให้เป็นอิสระจากความชอบหรือความชังในสิ่ง

น.52 ทั้งปวงได้จริง ๆ แล้ว นั่นแหละ คือการออกมาเสียได้จากอำนาจแห่งเหตุ เป็นการดับเหตุเสียได้ ไม่ทำให้ความทุกข์เกิดได้ เพราะความชอบหรือความชัง อีกต่อไป. ข้อนี้เห็นได้ว่า หลักหัวใจพระพุทธศาสนานั้น ก็เป็นการชี้ในข้อ ที่ว่า "อะไรเป็นอะไร” อย่างถูกต้องลึกซึ้งที่คนทั่วไปตามธรรมดาไม่เคยได้ยิน ได้ฟังนั่นเอง อีกอย่างเดียวกัน. อีกทางหนึ่งนั้น อาตมาอยากจะชี้ให้ท่านทั้งหลายสังเกตเห็นสักนิดหนึ่ง ถึงวัตถุประสงค์แห่งการออกผนวชของพระพุทธเจ้า ว่าท่านออกผนวช จากความสุขในราชสมบัตินั้น โดยพระประสงค์อย่างใด. พระพุทธภาษิตที่ตรัส ในข้อนี้ มีอยู่อย่างชัดเจนว่า พระองค์ใช้คำว่า กึ กุสลคเวสี หมายถึงพระองค์ ในขณะที่เป็นผู้ออกจากเรือน บวชแสวงหาอยู่ว่า "อะไรเป็นกุศล ๆ" ฟังดูให้ดี. ที่พระองค์ทรงออกบวชจากบ้านจากเรือน ก็เพื่อแสวงหาความรู้ที่ว่า อะไรเป็น กุศล ? แต่คำว่า "กุศล" ของพระองค์ในที่นี้หมายถึงความรู้ หมายถึงความฉลาด. กุศล แปลว่า ความฉลาด ในที่นี้หมายถึงความรู้ที่ถูกต้องที่สุด ว่าอะไร เป็นอะไร โดยเฉพาะก็คือว่าอะไรเป็นความทุกข์ อะไรเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ อะไรเป็นความไม่มีทุกข์ อะไรเป็นวิธีให้ถึงความไม่มีทุกข์นั้น. นี้เรียกว่า ความฉลาดหรือกุศล เป็นกุศลถึงที่สุด เป็นความฉลาดถึงที่สุด อยู่ที่ตรงนั้น. การออกผนวชของพระพุทธเจ้านั้น เป็นการออกแสวงหา ว่าอะไรเป็นความรู้ • ที่ฉลาดที่สุดในโลกทั้งปวง ; ในที่สุดก็ได้ทรงพบความรู้อันนี้ นี่, เราจะเห็น ได้ว่า พระองค์ออกผนวช เพื่อแสวงหาความรู้ เพื่อให้รู้ว่าอะไรเป็น อะไร : เพราะถ้ารู้ว่าอะไรเป็นอะไรอย่างถูกต้องครบถ้วนสิ้นเชิงจริง ๆ แล้ว

น.53 นั้นก็คือความฉลาดหรือความรู้ที่ถึงที่สุดดุจกัน ; พระองค์จึงทรงออกแสวงหา ความรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ; ความรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ที่บริสุทธิ์บริบูรณ์นั่นแหละ คือตัวพุทธศาสนา. ทีนี้ ถ้าจะถือตามที่คนทั่ว ๆ ไปได้ยินได้ฟัง โดยเฉพาะที่คนแก่คนเฒ่า พูดกันติดปาก ก็คือ เรื่องพระไตรลักษณ์ ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นหลักสำคัญ หรือตัวพุทธศาสนาอีกแนวหนึ่งด้วยเหมือนกัน. ไตรลักษณ์ มีเป็นหัวข้อสั้น ๆ ว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. นี้เป็นหลักพุทธศาสนาที่เราต้องรู้. ถ้าไม่รู้ ก็เรียกว่าไม่รู้พุทธศาสนา. อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นี้ คือการประกาศ ความจริงออกไปว่า "สิ่งทั้งปวงที่มีปัจจัยปรุงแต่งนั้น ไม่เที่ยง, สิ่งทั้งปวงที่มี ปัจจัยปรุงแต่ง เป็นทุกข์, สิ่งทั้งปวงทั้งที่ปัจจัยปรุงแต่งและปัจจัยไม่ปรุงแต่งนั้น เป็นอนัตตา" นี้, เป็นหลักพระพุทธศาสนา. นี้ยิ่งเป็นการตอบปัญหาของ คำถามที่ว่า "อะไรเป็นอะไร" เป็นอย่างยิ่ง ; ไม่มีอะไรจะยิ่งไปกว่านี้แล้ว คือ การบอกให้รู้ว่าสิ่งทั้งปวงเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. ที่ว่าเป็นอนิจจัง ก็คือสิ่งทั้งปวงเปลี่ยนแปลงเรื่อย ไม่มีอะไรเป็น ตัวมันเองที่หยุดอยู่แม้ชั่วขณะ. ที่ว่าสิ่งทั้งปวงเป็นทุกข์ นั้น หมายถึงข้อที่ว่า สิ่งทั้งปวงมีลักษณะเป็นความทนทุกข์ทรมานอยู่ในตัวมันเอง, มีลักษณะที่ดูแล้ว น่าเกลียดน่าชัง น่าเบื่อหน่าย น่าระอา อยู่ในตัวมันเองทั้งนั้น. และ ที่ว่า สิ่งทั้งปวงเป็นอนัตตา นั้น หมายถึงการบอกให้รู้ว่าบรรดาสิ่งทั้งปวง ไม่มี อะไรที่เราควรจะเข้าไปยึดถือเอาด้วยจิตใจที่ยึดมั่นเป็นตัวตน หรือเป็นของตน,

น.54 ไม่มีทางจะยึดเอาเป็นตัวตนหรือเป็นของของตนได้เลย ; ถ้าไปยึดถือเข้า ก็ต้อง เป็นความทุกข์. นี่แหละ, เป็นการบอกให้รู้ ว่าสิ่งทั้งปวงนั้น มันยิ่งกว่าไฟ เพราะว่าไฟนั้น มันลุกโพลง ๆ อยู่ เราเห็นว่าเป็นไฟ ก็ไม่เข้าใกล้; แต่สิ่ง ทั้งปวงนั้น มันเป็นไฟที่มองไม่เห็นได้ว่าเป็นไฟ เราจึงเข้าไปกอดกองไฟกัน ด้วยความสมัครใจ แล้วก็เป็นทุกข์ตลอดกาล. นี้คือ การบอกให้รู้ว่าสิ่งทั้งปวง คืออะไรเป็นอะไร โดยนัยแห่งพระไตรลักษณ์ นี้ยิ่งเป็นการชี้ให้เห็นชัด ได้ว่า พุทธศาสนา คือวิชาหรือระเบียบปฏิบัติที่ทำให้รู้ได้ ว่าอะไร คืออะไร เท่านั้นเอง ทีนี้ เมื่อรู้ว่าอะไรเป็นอะไรแล้ว ไม่ต้องสงสัย เราก็จะปฏิบัติถูกต่อ สิ่งทั้งปวง. การที่เราจะปฏิบัติถูกต่อสิ่งทั้งปวงโดยที่ยังไม่รู้ว่าอะไรเป็น อะไรนั้น เป็นไปไม่ได้. เพราะฉะนั้น คนจะปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา กรรมฐาน ภาวนาให้ถูกต้อง โดยไม่หวังผลเป็นความรู้ ว่าสิ่งทั้งปวงเป็นอะไร อย่างไรนั้นเป็นไปไม่ได้ ; เป็นความเขลาอย่างยิ่ง. เราจะต้องปฏิบัติเพื่อให้รู้ ว่าสิ่งทั้งปวงเป็นอะไร แล้วเราจึงจะรู้ว่าสิ่งนั้นประกอบอยู่ด้วยประโยชน์ หรือว่า จะเป็นคุณประโยชน์แก่เราได้อย่างไร. เมื่อได้ก้าวมาถึงหลักที่ว่า เราต้องรู้ว่าสิ่งทั้งปวงเป็นอะไร และเรา จะต้องปฏิบัติอย่างไร จึงจะตรงต่อกฎธรรมชาติธรรมดาของสิ่งทั้งปวงที่เป็นอยู่ จริง ๆ ดังนี้แล้ว หลักในพระบาลีก็มีอยู่อีกพวกหนึ่ง หรือส่วนหนึ่งที่เป็นคำตอบ ของปัญหาข้อนี้สืบไป ได้แก่ กฎหรือหลักที่เรียกว่า โอวาทปาติโมกข์.

น.55 คำว่า โอวาทปาติโมกข์ แปลว่า ประธานหรือหัวหน้าของคำสอนทั้งหมด หรือจะแปลว่า คำสอนที่เป็นประธานของคำสอนทั้งหมด อย่างนจะดีกว่า. โอวาทปาติโมกข์ มีอยู่ ๓ ข้อสั้น ๆ คือการไม่ทำความชั่วทั้งปวง การทำความดีให้เต็มที่ให้ครบถ้วน, และการทำจิตให้บริสุทธิ์สะอาดปราศจาก ความเศร้าหมองโดยประการทั้งปวง. นี้เป็นหลักสำหรับปฏิบัติต่อสิ่งทั้งปวง ให้ถูกต้องตามที่สิ่งทั้งปวงเป็นจริงอยู่อย่างไร. เมื่อรู้ว่าสิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา หรือว่าสิ่งทั้งปวงเป็นสิ่งที่ยึดถือเอาไม่ได้ ไปหลงใหล ด้วยไม่ได้ เราต้องปฏิบัติต่อสิ่งทั้งปวงในลักษณะที่ถูกต้องด้วยความระมัด ระวัง, คือเว้นจากการทำชั่วทั้งปวง ที่หมายถึงการละโมบโลภมาก ด้วย อำนาจของกิเลสที่อยากทำชั่ว เพราะไม่รู้ว่าสิ่งทั้งปวงนั้น ไม่น่าหลงใหลเลย, ไม่น่าไปลงทุนทำเอาด้วยการผืนศีลธรรมหรือฝืนขนบธรรมเนียมต่าง ๆ เพื่อไป ทำความชั่ว. อีกทางหนึ่งนั้น ให้ทำแต่ความดี ตามที่บัณฑิตสมมติตกลงกัน ว่าเป็นความดี. ทั้งสองขั้นนี้ไม่ต้องสงสัย ท่านทั้งหลายย่อมจะทราบได้เองเป็น อย่างดีว่า เป็นแต่เพียงขั้นศีลธรรมหรือระเบียบปฏิบัติทั่วไปที่จะต้องประพฤติ เพื่อความเป็นอยู่อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เป็นผาสุกกันอย่างโลก ๆ และ ทั่ว ๆ ไปเป็นส่วนใหญ่. ส่วนข้อที่สาม ที่มีหลักอยู่ว่า ให้ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ หมดจด จากเครื่องเศร้าหมองโดยประการทั้งปวงนั้น นั่นแหละเป็นตัวใจความ สำคัญหรือเป็นตัวพุทธศาสนาโดยตรง การทำจิตให้บริสุทธิ์สะอาด ปราศจากสิ่งเศร้าหมอง นั้น หมาย ความว่าทำจิตให้เป็นอิสระจากสิ่งทั้งปวง. ถ้าจิตใจยังไม่เป็นอิสระจากอำนาจ

น.56 ครอบงำของสิ่งทั้งปวงแล้ว จะเป็นจิตใจที่สะอาดบริสุทธิ์ไปไม่ได้เลย. จิตใจที่ จะเป็นอิสระจากสิ่งทั้งปวงนั้น ต้องมาจากความรู้ว่าอะไรเป็นอะไรถึงที่ สุดเสมอไป ; ถ้ายังไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรแล้ว ก็จะต้องไปหลงรักหลงชังอะไร หรือมีอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างที่จะหลีกเลี่ยงไม่ได้, แล้วจะมีความเป็นอิสระ ได้อย่างไรกัน, คนเรามีความรู้สึกตามธรรมดาอยู่สองอย่างเท่านั้น คือรักกับ เกลียด ชอบกับชัง, หรือพอใจกับไม่พอใจ. ถ้าเรียกอย่างภาษาบาลีก็เรียกว่า อภิชฌาและโทมนัส. คนเราเมื่อมองสิ่งทั้งหลายไม่ว่าสิ่งใด ด้วยความยึดถือ ของปุถุชนตามปรกติทั่ว ๆ ไปแล้ว จะเกิดความรู้สึกขึ้นไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง ในสองอย่างนี้ คือ อภิชฌา หรือโทมนัส. อภิชฌา ก็พอใจอยากจะได้ โทมนัส ก็คือความไม่พอใจ แม้ว่าสิ่งนั้นยังไม่เคยทำอะไรให้เป็นที่ขัดใจตัว มากไปกว่าการกีดขวางเกะกะรำคาญตา มาขวางหน้าขวางตา ทำให้เกิดความ รำคาญแม้แต่นิดหนึ่ง ก็ถือว่าเป็นโทมนัส. นี่ เป็นลักษณะธรรมดาของการ ที่จิตใจของคนเราตกเป็นทาสของอารมณ์ไม่เป็นอิสระแก่ตัวเองเลย, เมื่ออารมณ์ ในโลกมีมากเหลือจะนับ คนเราก็เป็นทาสของอารมณ์มากเหลือจะนับ. ความไม่รู้ว่าอารมณ์หรือสิ่งทั้งปวงนั้นคืออะไร, ซึ่งรวมความแล้วก็คือ ความไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรนั้นเอง ทำให้เกิดความรู้สึกขึ้นมาเป็นความ ชอบหรือไม่ชอบ พอใจหรือไม่พอใจ อย่างที่เรียกว่าอภิชฌาหรือโทมนัส. ความพอใจ หรือที่เรียกว่าอภิชฌาในที่นี้ มีลักษณะที่จะรวบอะไร ๆ เข้ามา หาตัว. ส่วนความไม่พอใจหรือโทมนัสนั้น มีลักษณะที่จะปฏิเสธหรือผลักไส อะไร ๆ ออกไปเสียจากตัว. ขอให้กำหนดความหมายให้กว้าง ๆ อย่างนี้ อย่า

น.57 มุ่งเอาแต่เพียงเรื่องรักหรือกำหนัด ที่เป็นกิเลสตัณหาทางกามารมณ์อย่างเดียว, แม้ที่ไม่เกี่ยวกับกามารมณ์ ก็ยังมีลักษณะเป็นที่ตั้งแห่งความชอบหรือความชัง อย่างเต็มที่ด้วยเหมือนกัน จึงต้องจำกัดความหมายว่า ถ้าสิ่งใดทำให้เกิด ความรู้สึกอยากเอาเข้ามาหาตัว ก็เรียกว่าเป็นความพอใจ ; สิ่งใดที่ก่อให้เกิด ความรู้สึกที่จะผลักออกไปเสียให้พ้น หรืออยากทำลายให้สูญสิ้น อย่างนี้ เรียกว่าเป็นความไม่พอใจ. ถ้ายังมีความรู้สึกสองอย่างนี้อยู่แล้ว ก็หมาย ความว่ายังไม่เป็นอิสระ. จิตยังไม่เป็นอิสระ เพราะยังไม่รู้ว่าอะไรเป็น อะไรอย่างถูกต้อง, ยังเลือกหลงรักหลงชังอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ จิตยังไม่มีทาง ที่จะบริสุทธิ์สะอาด ปราศจากความครอบงำของสิ่งทั้งปวงได้. โดยเหตุนี้เอง หลักพระพุทธศาสนาในขั้นสูงสุดนี้ จึงปฏิเสธการยึดถือหมดทั้งสิ่งที่น่ารักน่าชัง ซึ่งคนธรรมดาพากันหลงรักและหลงชัง, และเป็นการปฏิเสธเลยขึ้นไปถึง ความดีและความชั่ว เป็นผู้ไม่หลงติด ทั้งในความดีและความชั่ว ทั้งสองประการ ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น, จิตจึงจะเป็นอิสระจากสิ่งทั้งปวง และบริสุทธิ์จากสิ่ง ห่อหุ้มจริง ๆ. ขอย้ำในเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่งว่า ข้อที่ ๑ ว่าอย่าทำความชั่ว, ข้อที่ ๒ ว่าให้ทำความดี, และข้อที่ ๓ ว่าให้ทำจิตใจอยู่เหนือความครอบงำทั้ง ของความดีและความชั่ว จึงจะเป็นอิสระและบริสุทธิ์สิ้นเชิง. ความข้อนี้ทั้งหมด หมายถึงการรู้จักโลกทั้งปวงหรือรู้จักสิ่งทั้งปวงอย่างถูกต้อง ว่าไม่มีอะไรที่น่า ผูกพันตัวเข้าไปเป็น " ทาส ” ของมัน ทั้งที่ถือกันว่าเป็นความดีหรือความชั่ว ก็ตาม. คำสอนนี้แหละเป็นคำประกาศให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ในพระพุทธ ศาสนาของพระพุทธเจ้า, เป็นการชี้ระบุว่าอะไรเป็นอะไรถึงที่สุดสิ้นเชิง

น.58 ชนิดที่ไม่มีอะไรจะยิ่งไปกว่านี้อีกแล้ว. เมื่อคนเหล่าอื่น พวกอื่น ลัทธิอื่น นิยมกันแต่เพียงให้เว้นความชั่ว ไปยึดถือในความดี ให้หลงใหลในความดี ให้ผูกพันในความดี จนถึงยอดของความดี คือพระเป็นเจ้าหรืออะไรก็ตาม, พุทธศาสนาก็ยังไปไกลกว่านั้น คือการไม่ยอมผูกพันตัวกับสิ่งใดเลย. การผูกพันในความดีนั้น จัดไว้เป็นการ ปฏิบัติถูกในระยะกลางเท่านั้นเอง. ขอให้สังเกตให้รู้ว่า ท่านจัดไว้ในฐานะเป็นสิ่ง ที่ต้องทำในเมื่อเรายังจะทำอะไร ให้สูงไปกว่านั้นไม่ได้เท่านั้นเอง. ในระยะแรก เราเว้นจากความชั่ว, ขั้นนี้ ยังต่ำอยู่ในระยะถัดมา เราทำความดีให้เต็ม. ส่วนในระยะสูงสุดนั้น เราทำจิต ให้กระโดดลอยสูงอยู่เหนือความครอบงำของความดีและความชั่ว การที่ผูกพันตัวอยู่ใต้ผลของความดี หรือที่เรียกว่า ตัวความดี ก็ตามนั้น ยังไม่ใช่ความพ้นจากความทุกข์โดยสิ้นเชิง, ยังไม่เป็นความรู้ ที่ถูกต้องถึงที่สุด ว่าอะไรเป็นอะไร. เพราะเหตุใดจึงสอนเช่นนี้ ในเรื่องนี้ เป็นสิ่งที่ต้องการคำอธิบายยืดยาว, แต่อาตมาอยากจะสรุปความสั้น ๆ ชนิดที่ท่าน ทั้งหลายอาจนำไปคิดให้เห็นเองก็ได้ คือว่าคนชั่ว ก็จะต้องมีความทุกข์ไปตาม ประสาของคนชั่ว ; คนดีก็จะต้องมีความทุกข์ไปตามประสาของคนดี. อาตมา ใช้คำว่า "ความทุกข์ตามประสาของคนดี" ; จะดีอย่างมนุษย์ก็มีความทุกข์ อย่างมนุษย์ที่ดี. จะดีอย่างเทวดาก็มีความทุกข์อย่างของเทวดา แม้จะเป็น พรหม เป็นยอดของเทวดาก็มีความทุกข์อย่างของคนดีชั้นยอดของพรหม, ไม่มี ข้อยกเว้นในข้อที่ว่าคนดีจะไม่มีความทุกข์ตามแบบตามประสาของคนดี. จะไม่มี ความทุกข์เลย ก็ต่อเมื่อกระโดดขึ้นไปให้พ้นให้สูง ขึ้นไปอยู่เหนือสิ่งที่เรียก

น.59 ว่าความดี กลายเป็นโลกุตตระคือเหนือโลกแล้วเท่านั้น. ถ้าเรียกโดยสมมติ ก็คืออยู่ในโลกของพระอริยเจ้า จนกลายเป็นพระอริยเจ้าไป. นั่นคืออยู่เหนือ ความดี. อย่าเข้าใจผิด เอาความดีไปผูกพันกับพระอริยเจ้า จนแต่งตั้ง พระอริยเจ้าให้เป็นอย่างนั้นอย่างนั้น, นี้จะกลายเป็นความบ้าหลังอย่างที่สุด เพราะว่าความดีนั้น เป็นของจำกัดอยู่แต่ในวงของโลก, ในวิสัยโลก อย่างโลก ๆ โดยสมมติ. ความดีหรือความชั่วนี้ เป็นเรื่องของสมมติ. ต่อเมื่อจิตพ้น ไปจากเรื่องสมมติ เหนือความดีความชั่ว คือมีจิตใจอยู่เหนือฐานะที่จะเกลียด ความชั่วหรือรักความดีนั่นแหละ จึงจะเป็นอันพ้นจากโลก หรือพ้นจากทุกข์ ตามแบบของพระอริยเจ้า. นี่, เรียกว่าเป็นการปฏิบัติชั้นที่ ๓ คือชั้นที่ทำให้ จิตบริสุทธิ์หมดจด ปราศจากสิ่งเศร้าหมองโดยประการทั้งปวง, และอันนี้เป็น ผลเกิดมาจากการที่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรอย่างถูกต้อง ตามทางที่ถูกต้องและถึงที่สุด ตามหลักของพุทธศาสนา จนเราสามารถรู้ว่าสิ่งทั้งปวงหรือภาวะความเป็นใด ๆ ก็ตาม เป็นสิ่งที่ไม่น่าเข้าไปผูกพันตัวอยู่ด้วย ไม่น่ายึดถือ ไม่น่ามอบตัวเข้าไป เพื่อเป็นทาสด้วยความหลงรักหลงอยากด้วยเลย, ควรถอนตัวออกมาเสียจากสิ่ง ทั้งปวงโดยสิ้นเชิง มีจิตเป็นอิสระเหนือสิ่งทั้งปวง ดังนี้ จึงจะไม่มีความทุกข์เลย. นี้แหละ, คือการที่จิตมีความรู้ หรือประกอบไปด้วยความรู้อันถูกต้อง ถึงที่สุด ว่าอะไรเป็นอะไร จนสามารถที่จะทำจิตนั้น ให้ปราศจาก ความทุกข์ได้จริง ๆ ถ้าถึงที่สุด ก็เรียกว่าเป็นพระอรหันต์ ถ้ายังไม่ถึงที่สุด ก็คือ พระอริยเจ้าชั้นที่รอง ๆ ลงมา. แต่ว่าทั้งหมดทุกชั้น ล้วนแต่เป็นผู้รู้

น.60 อะไรเป็นอะไร ตามหลักที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นทั้งนั้น, เช่นเห็นความเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่มีอยู่ในสิ่งทั้งปวง ดังนี้เป็นต้น. เราจะเห็นได้แล้วว่า การปฏิบัติตามหลักแห่งโอวาทปาติโมกข์มีขึ้น ย่อมเป็นผลเกิดมาจากการที่มีความรู้ เห็นชัดแจ้ง ว่าอะไรเป็นอะไร ตามที่เป็นจริง จึงวางหลักการปฏิบัติลงไปได้ว่า อย่าทำชั่ว ทำแต่ความดี และทำจิตให้อยู่เหนือ ความเศร้าหมองโดยประการทั้งปวง ไม่ผูกพันกับสิ่งใด ไม่เป็นทาส หรือตกอยู่ ใต้อำนาจของสิ่งใด ๆ ดังนี้. ทีนี้ข้อสุดท้าย ซึ่งอาตมาอยากจะแนะให้สังเกตต่อไป คือข้อที่ว่า คำว่า ศาสนา นั้น แปลว่าอะไร? พุทธ แปลว่า พระพุทธเจ้า. พระพุทธเจ้า แปลว่า ผู้รู้. พุทธศาสนา ก็ต้องแปลว่า ศาสนาของผู้รู้ พุทธบริษัท ก็แปลว่า บริษัทของผู้รู้ ; พุทธศาสนิก ก็แปลว่า ผู้ปฏิบัติตามพุทธศาสนา คือตามศาสนาของผู้รู้. คำว่าพุทธะ ๆ ที่แปลว่าผู้รู้นั้น หมายถึงรู้อะไร. ในที่สุด ก็คือรู้สิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริงถึงที่สุดนั้นเอง อาตมาจึงกล่าวว่า พุทธศาสนา ก็คือศาสนาที่ทำให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร, เป็นศาสนาเกี่ยวกับ ความรู้จริง ; เราจะต้องปฏิบัติจนให้รู้ของเราเอง ; เมื่อรู้ถึงที่สุดแล้วไม่ต้องกลัว, กิเลสตัณหาต่าง ๆ จะถูกความรู้นั้นทำลายล้างสิ้นไป ; ความหลงใหลที่เรียกว่า อวิชชานั้น จะดับไปในทันที ในเมื่อวิชชาได้เกิดขึ้น ; ฉะนั้น ข้อปฏิบัติต่าง ๆ จึงมีไว้เพื่อให้วิชชาเกิดขึ้น คือเพื่อให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไรนั้นเอง. ท่านทั้งหลาย ทั้งปวง จงผูกใจ จงบักใจมั่น ในทางที่จะเข้าถึงพุทธศาสนาด้วยวิธีทำการ

น.61 ปฏิบัติในทางที่จะให้รู้ว่า อะไรเป็นอะไร เท่านั้น. ขอแต่ให้เป็นความรู้ที่ ถูกต้อง ให้เป็นการรู้ด้วยความเห็นแจ้งจริง ๆ อย่าให้เป็นความรู้อย่างโลก ๆ เป็นความรู้ผิด ๆ เป็นความรู้ครึ่ง ๆ กลาง ๆ จนไปหลงสิ่งที่ไม่ดีว่าดี หรือ หลงสิ่งซึ่งเป็นที่เกิดความทุกข์ว่าไม่ให้เกิดความทุกข์ ดังนี้เป็นต้น. ขอให้ พยายามดูกันในแง่ความทุกข์นี้ ให้มากให้ถึงที่สุด ก็จะค่อย ๆ รู้ไปตามลำดับ และนั่นแหละ จะเป็นการรู้พุทธศาสนาที่ถูกตัวศาสนา. เมื่อดู หรือพยายามจะเข้าถึงพระพุทธศาสนากันโดยวิธีนี้ แล้ว คนตัดพื้นขายที่ไม่รู้หนังสือ ก็จะเข้าถึงตัวพุทธศาสนาได้ ในขณะที่เปรียญ หลาย ๆ ประโยค ที่ง่วนอยู่กับพระไตรปิฎก แต่ไม่ดูกันในแง่นี้ ก็อาจจะไม่เข้า ถึงพุทธศาสนาได้เลย ทำไมคนอย่างพวกเรา ที่พอจะมีสติปัญญาอยู่บ้าง จะไม่ สามารถพินิจพิจารณาสิ่งทั้งปวงให้รู้ตามที่เป็นจริงว่าอะไรเป็นอะไร. เมื่อถูก เข้ากับสิ่งใดครั้งหนึ่งแล้ว ก็จะต้องศึกษาสิ่งนั้น ๆ ให้เข้าใจแจ่มแจ้ง ว่าสิ่งนั้น มันเป็นอย่างไรแน่. ความทุกข์ที่เกิดขึ้น และกำลังเผาผลาญเราให้เร่าร้อนอยู่นั้น มันคืออะไร, มันเป็นอย่างไร, มันมาจากอะไร, ถ้าทุกคนตั้งสติคอยเฝ้า กำหนด พิจารณาความทุกข์ที่เกิดขึ้นแก่ตน ในลักษณะดังกล่าวนี้แล้ว จะเป็นทางเข้าถึงพุทธศาสนาได้ดีที่สุด ดีกว่าที่จะเรียนเอาจากพระไตรปิฎก อย่างที่จะเปรียบเทียบกันไม่ได้ทีเดียว. การที่จะเป็นหนอนกินหนังสือ คือว่า มัวแต่ศึกษาพุทธศาสนาจากพระไตรปิฎก ในแง่ของภาษา หรือวรรณคดีนั้น ไม่มีทางที่จะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร, ทั้งที่ในพระไตรปิฎกเต็มไปด้วยคำบรรยาย ว่าสิ่งนั้นเป็นอย่างนั้น สิ่งนี้เป็นอย่างนี้ สิ่งโน้นเป็นอย่างโน้น ก็ได้แต่ฟัง

น.62 อย่างนกแก้วนกขุนทองที่จำไว้ได้ แต่ไม่สามารถจะเข้าถึงความจริง ของสิ่ง ทั้งหลายได้ ; เว้นไว้แต่ว่า เขาจะได้ทำการพินิจพิจารณาให้เป็นเรื่องจริงของ ชีวิตจิตใจ, เข้าถึงตัวจริงของกิเลส, เข้าถึงตัวจริงของความทุกข์, เข้าถึง ตัวจริงของธรรมชาติหรือของสิ่งทั้งปวงบรรดาที่มาเกี่ยวข้องกับเขา, นั่นแหละ จึงจะรู้ถึงตัวพุทธศาสนา. คนที่ไม่เคยเห็นเคยฟังพระไตรปิฎกเลย แต่เคยพิจารณาอย่าง ละเอียดลออทุกครั้งทุกคราว ที่ความทุกข์เกิดขึ้นแผดเผาในใจของตน ; นี้แหละ เรียกว่าคนที่กำลังเรียนพระไตรปิฎกโดยตรงอย่างถูกต้องถ่องแท้ยิ่งกว่าคนที่ กำลังเปิดเล่มพระไตรปิฎกในตู้ออกอ่าน แล้วเพียงแต่จำไว้ได้และเข้าใจ. เพราะ ฉะนั้นเราจงคิดดูว่า แม้แต่ตัวเราเองในบัดนี้ เรารู้จักตัวเราเองดีแล้วหรือยัง ? มันอาจเป็นเช่นเดียวกันกับคนที่ลูบคลำเล่มพระไตรปิฎกอยู่ทุกวัน แต่ไม่รู้จัก เพชรหรือรู้จักอมฤตธรรม ที่มีอยู่ในพระไตรปิฎก. ข้อนี้ได้แก่การที่เรามีตัวเรา เราใช้ตัวเรา เราปฏิบัติตัวเรา เราทำอะไรเกี่ยวกับตัวเราอยู่ทุกวัน แต่แล้วเรา ก็ไม่รู้จักตัวเรา ไม่สามารถจะแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับตัวเราให้ลุล่วงไปได้ ; ยังคงมีความทุกข์ และยังคงมีตัณหาที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์เพิ่มมากขึ้นทุก ๆ วัน ตามอายุที่เพิ่มขึ้น. นี่เพราะไม่รู้จักตัวเราอย่างเดียวเท่านั้น. ชีวิตจิตใจ หรือ สิ่งที่เราเรียกว่าตัวเรา ที่กำลังเป็นตัวเรา ที่สวมอยู่กับตัวเรา เรายังไม่รู้จัก. ขอให้ตัดสินใจดู ด้วยความเป็นธรรมเถิดว่า การที่จะไปรู้ พระไตรปิฎก หรือไปรู้สิ่งลึกลับที่ซ่อนอยู่ในพระไตรปิฎกนั้น ยังยุ่งยากไปกว่า เป็นไหนๆ เพราะฉะนั้น เราจงหันมาศึกษาตัวพระพุทธศาสนา หรือรู้จัก ตัวพระพุทธศาสนากัน ด้วยการศึกษาด้วยตัวจริง คือจากสิ่งทั้งปวง

น.63 ซึ่งรวมทั้งรูปธรรม และนามธรรม คือ ร่างกายนี้ และจิตใจนี้ จากชีวิต ซึ่งมี ความรู้สึกคิดนึก ซึ่งกำลังหมุนอยู่ในวงกลมของความอยาก และมีเจตนาที่จะ กระทำตามความอยาก แล้วก็กระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดลงไป ทำให้เกิดผลอย่างนั้น อย่างนี้ขึ้นมาหล่อเลี้ยงเจตนาที่อยากทำนั้นสืบต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด จนกระทั่งต้อง เวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสารหรือทะเลทุกข์ เพราะความที่ไม่รู้ว่า อะไรเป็นอะไร ข้อเดียวเท่านั้นเอง. อาตมาขอสรุปความสำหรับบรรยายในวันนี้ ว่า พุทธศาสนานั้น คือวิชาและระเบียบปฏิบัติเพื่อให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร. เมื่อเรารู้ว่าอะไรเป็นอะไร ถูกต้องจริงๆ แล้ว ไม่ต้องมีใครมาสอนเรา มาแนะนำเรา เราก็จะปฏิบัติถูก ต่อสิ่งนั้น ๆ ได้ด้วยตนเอง, แล้วกิเลสก็จะละไปเอง. ขอแต่เพียงให้เรารู้ว่า อะไรเป็นอะไรในเบื้องต้นเท่านั้น เราก็จะปฏิบัติถูกต้องต่อไปได้ ด้วยตัวของ เราเอง. เราจะเป็นพุทธเจ้าหรือพุทธบุคคลขั้นใดขั้นหนึ่ง ของเราเองขึ้นมา ทันที ; เราจะปฏิบัติอะไรไม่ผิด ขึ้นมาทันที. เราจะลุถึงสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ เราควรจะได้ หรือที่ชอบเรียกกันไพเราะ ๆ ว่า มรรค ผล นิพพาน นี้ ได้ด้วย ตนเอง เพราะการที่เรามีความรู้ว่าอะไรเป็นอะไรโดยถูกต้องถึงที่สุดแท้จริงเท่านั้น. ขอยุติคำบรรยายวันนี้ เพราะหมดเวลาเพียงเท่านี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต