Buddhadasa.org

ตุลาการิกธรรม เล่ม 1 ครั้งที่ ๒/๒๔๙๙ — ไตรลักษณ์

ตุลาการิกธรรม เล่ม 1 — คำบรรยายหลักพุทธศาสนา อบรมผู้ที่จะเป็นผู้พิพากษา ณ เนติบัณฑิตยสภา รุ่น พ.ศ. ๒๔๙๙ และ ๒๕๐๐ (สมัยดำรงสมณศักดิ์ พระอริยนันทมุนี) · วันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๔๙๙

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.64 ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย อาตมาได้กล่าวแล้วในการบรรยายครั้งก่อนว่า ศีลธรรม กับ ศาสนา นั้นมีขอบเขตต่างกัน. ข้อนี้เป็นสิ่งที่จะต้องกำหนดไว้ให้ดี มิฉะนั้น จะเข้าใจไปว่ามีอะไรซึ่งขัดกันหรือปนกัน. ขอย้ำในที่นี้อีกว่า ศีลธรรมนั้น เป็นระเบียบปฏิบัติเพื่อจะกำจัดความทุกข์ความยุ่งยาก ความระส่ำระสาย ในชั้น แรก ๆ ที่เป็นเรื่องชั้นโลก ๆ เป็นเรื่องของสังคมหรือเป็นเรื่องของความเป็นอยู่ ผาสุกกันในชั้นต่ำ ๆ ส่วนบุคคล. ส่วนหน้าที่ของศาสนานั้น ไปไกลจนถึงกับ สามารถกำจัดความหม่นหมองทุกชนิด ที่เหลือวิสัย ที่ศีลธรรมจะกำจัดได้ ๒๔

น.65 เช่นความยุ่งยากใจเป็นส่วนตัว ความทุกข์ในใจอันมาจากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย และกิเลสชั้นละเอียดเหล่านี้ ซึ่งไม่อยู่ในวิสัยที่ศีลธรรมทั้งหลายจะช่วยกำจัด ให้ได้ แต่ว่าอยู่ในวิสัยหรือเป็นหน้าที่ของสิ่งที่เราเรียกกันว่าศาสนา จะช่วยกำจัด ให้โดยตรง, เพราะฉะนั้นจึงมีขอบเขตที่ต่างกัน แม้ว่าเราจะรวมเอาศีลธรรม เข้าไว้เป็นส่วนหนึ่งของศาสนาก็ตาม. ศีลธรรมเป็นสิ่งที่มีขอบเขตจำกัดอยู่ในวง จำกัดวงหนึ่ง มีหน้าที่เพียงเท่านั้น ไม่ครอบคลุมกว้างไปเท่ากับขอบเขตของสิ่ง ที่เรียกว่า ศาสนา เลย. เรื่องของศีลธรรมนั้น เมื่อกล่าวโดยสรุปแล้ว ก็ไม่มีอะไรมาก ไปกว่าหลักแห่ง ศีล และ ธรรม ๕ คู่ ของพุทธศาสนา หรือศาสนาอื่น ที่เป็นเครือเดียวกัน. หลัก ๕ ประการนั้น คือ ( ๑ ) การไม่เบียดเบียน พยาบาทปองร้าย ริษยากัน ทั้งทางกาย ทางวาจา และทางจิต ทุกวิถีทาง, แต่กลับมีการกระทำที่ตรงข้าม คือมีเมตตา ปรานี ไม่เหยียดหยาม ดูหมิ่นกัน, สมัครสมานสามัคคีกัน มีความประพฤติ และความคิดเห็นไม่ขัดแย้งกัน มีความกตัญญูกตเวที โดยถือว่าสัตว์ทั้งปวงที่อยู่ ร่วมโลกกัน ล้วนแต่เป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายด้วยกัน ทั้งมนุษย์และเดรัจฉาน ต่างมีบุญคุณที่สัมพันธ์กันสนิท อย่างที่จะหลีกเลี่ยงไม่ได้. ( ๒) การไม่ลักขโมยแย่งชิงกัน ไม่เอาเปรียบบุคคลและสังคม ทั้ง ซึ่งหน้าและลับหลัง, แต่กลับมีการแสวงหาและเลี้ยงชีพโดยชอบธรรม มีการ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้บั่นกันในสิ่งของ ความรู้ และความดี ขวนขวายช่วยผู้อื่น ในกิจที่ควรช่วย มีความพากเพียรเพื่อความเจริญก้าวหน้า ประหยัดมัธยัสถ์

น.66 บูรณะซ่อมแซม ขยันขันแข็งในหน้าที่การงานของตน เพื่อไม่ต้องเป็นขโมย เพื่อตั้งตัวและดำรงวงศ์สกุล และเพื่อเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม ปฏิบัติตาม สัญญาประชาคมอย่างเคร่งครัด. ( ๓ ) ไม่ล่วงละเมิดของรักและบุคคลเป็นที่รักของคนอื่นทุกชนิด ไม่ ปล่อยตัวตามกระแสตัณหา, แต่กลับมีความสันโดษยินดีในของรักหรือประโยชน์ ของตนที่ได้มาหรือมีอยู่โดยชอบธรรม ไม่อยากใหญ่ในกาม เป็นอยู่อย่างง่าย ๆ ไม่โลภจนผิดธรรม. ( ๔) การไม่กล่าวเท็จทางกายทางวาจา หรือทางตัวอักษรทุกวิถีทาง แต่กลับเป็นผู้มีวาจาเชื่อถือได้ มีประโยชน์ควรแก่การฟังของผู้อื่น มีสัตย์ มีความเที่ยงธรรม ไม่ลำเอียง ไม่มีมายาสาไถย, และ (๕) การไม่ตกเป็นทาสของอบายมุขทุกชนิด หรือสิ่งมึนเมาเสพติด ทั้งทางรูปธรรมและนามธรรม อันเป็นทางแห่งความประมาทมัวเมา เสียความ ปรกติแห่งสติสมปฤดีทุกประการ. แต่กลับเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ เห็นถูกเชื่อถูก ไม่งมงาย มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ไม่สะเพร่าเลินเล่อ มีความอดกลั้นอดทน ในการศึกษา ในการบังคับตัวเอง ปฏิบัติถูกทั้งต่อมิตรและศัตรู รู้จักฐานะ และประมาณ รู้จักกาละเทศะ รู้จักสังคมและบุคคล มีการสำรวม มีมารยาทดี ไม่ดื้อกระด้าง มีหิริโอตตัปปะ ละอายบาปกลัวบาปได้โดยลำพังตนเอง มีการ ศึกษาดี มีเพื่อนดี มีความใคร่ในทางดี ไม่เปิดโอกาสให้ใครดูหมื่นได้ รู้จัก เลือกใช้คนและคบคน.

น.67 ‘ศีล และ ธรรม ทั้งหมดนี้ มีความมุ่งหมายผลเพียงความเป็นอยู่ อย่างสงบเรียบร้อยของสังคมทั่วไป และเป็นความผาสุกขั้นต้น ๆ อันเป็นวิสัย ของปุถุชน มิได้หมายสูงพันขึ้นไปถึงการดับทุกข์ หรือตัดกิเลสเด็ดขาดสิ้นเชิง จนเป็นพระอริยเจ้า ซึ่งเป็นหน้าที่โดยตรงของตัวศาสนา แม้ข้อนี้ก็เป็นหลัก ที่ควรกำหนดไว้ให้ตายตัว. ต่อจากนั้นอาตมาได้กล่าวให้ทราบว่า สิ่งที่เรียกว่าพุทธศาสนานั้น อาจจะจำกัดความลงไปได้สั้น ๆ ว่า ได้แก่วิชา หรือระเบียบปฏิบัติที่จะทำให้รู้ว่า อะไรเป็นอะไรอย่างถูกต้องเท่านั้น. คำจำกัดความข้อนี้ ก็เหมือนกัน เป็น สิ่งที่ควรกำหนดไว้ให้แม่นยำ เพราะเป็นวิธีหรืออุบายอันหนึ่ง ที่จะทำ ให้ท่านทั้งหลายเข้าใจพุทธศาสนาได้ง่ายที่สุด. พุทธศาสนาที่ใคร ๆ เห็น กันว่ามีเรื่องอะไรมากมายหลายสิบหลายร้อยเรื่องนั่นแหละ เราอาจเข้าใจได้ง่าย ๆ โดยหลักที่ว่าเป็นวิชาที่บอกให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไรเท่านั้น. . หลักสำคัญมีอยู่ว่า ถ้าเรารู้ว่าอะไรเป็นอะไรโดยถูกต้องจริงๆ แล้ว แม้ไม่ต้องมีใครมาสอนเรา เราก็สามารถปฏิบัติถูกต่อสิ่งเหล่านั้นได้เอง. ถ้าเรายังไม่สามารถปฏิบัติถูกต่อสิ่ง เหล่านั้น ก็แปลว่าเรายังไม่รู้จักว่า สิ่งเหล่านั้นคืออะไรโดยสมบูรณ์ ข้อนี้ ขอให้ถือเป็นหลักทั่ว ๆ ไปว่า ถ้าเรารู้จักว่า อะไรเป็นอะไรจริง ๆ แล้ว หมายความว่าเราต้องรู้ว่าเราจะพึงปฏิบัติต่อสิ่งนั้น ๆ อย่างไรด้วย ; เช่น เรารู้จักว่าชีวิตนี้คืออะไร รู้จักหน้าที่การงานของชีวิตดีว่าคืออะไร รู้จักที่มาและ ที่ไปในเบื้องสุดท้ายของชีวิตดีอย่างนี้เป็นต้น เราก็สามารถจะปฏิบัติต่อสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับชีวิตให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี จนกระทั่งลุถึงสิ่งที่เรียกว่าพระนิพพาน อัน

น.68 เป็นที่หมายปลายทางเป็นที่สุดที่จบ ของหน้าที่ที่ชีวิตทั้งหลายจะพึงกระทำ ; เพราะฉะนั้นจึงสรุปไว้ในคำสั้นๆ ว่า การรู้ว่าอะไรเป็นอะไรนั่นแหละ เป็นวิชา ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้. เมื่อเรารู้ว่าความทุกข์คืออะไร หรือชีวิตคืออะไร โดยสิ้นเชิง แล้วก็สามารถดับความทุกข์ หรือทำชีวิตนี้ให้ปราศจากความทุกข์ได้ นั่นคือการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า. บัดนี้อาตมาอยากจะกล่าวต่อไปถึงข้อที่ว่า ที่ว่ารู้ว่าอะไรเป็นอะไรนั้น ถ้ากล่าวตามหลักแห่งพระพุทธศาสนาแล้ว ก็คือรู้ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นสิ่ง • ที่ประกอบอยู่ด้วยลักษณะอันเรียกว่า ไตรลักษณ์ หรือลักษณะ ๓ ประการ. เพราะฉะนั้นอาตมาจะได้บรรยายเรื่องลักษณะ ๓ ประการนั้น ในวันนี้. ลักษณะ ๓ ประการนั้น ท่านทั้งหลายอาจได้ยินได้ฟังกันอยู่ทั่ว ๆ ไป เป็นส่วนใหญ่แทบทุกคนก็ว่าได้. นั่นคือคำที่คนเฒ่าคนแก่พูดกันติดปาก ว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. อนิจจังลักษณะหนึ่ง, ทุกขังลักษณะหนึ่ง, อนัตตา ลักษณะหนึ่ง, แต่ความหมายของคำทั้งสามนี้ ออกจะลึกซึ้งซับซ้อน ยากที่ จะเข้าใจ หรือถึงกับเห็นแจ้งสำหรับคนทั่วไปได้. เราจึงจำเป็นจะต้องทำความ เข้าใจกันในเรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะถ้าจะตอบคำถามที่ว่าอะไรเป็นอะไร ให้ถูก ตรงกันจริง ๆ แล้ว มันตอบได้ง่ายเหลือเกิน ว่า ทุก ๆ อย่าง ทุก ๆ สิ่งเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา : นั่นแหละ คือความเป็นจริงของสิ่งทั้งปวง. อนิจจัง แปลว่า ไม่เที่ยง มีความหมายว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ประเภทที่เป็นสังขาร คือมีเหตุปัจจัยปรุงแต่งนั้น มีลักษณะที่เปลี่ยนแปลงอยู่

น.69 เสมอ ไม่มีความคงที่ตายตัว. ทุกขัง แปลว่า เป็นทุกข์ มีความหมายว่าสิ่ง ทั้งหลายทั้งปวงประเภทสังขาร มีลักษณะที่เป็นทุกข์ มองดูแล้ว น่าสังเวชใจ นำให้เกิดความทุกข์ใจแก่ผู้มีความเห็นอย่างแจ่มแจ้งในสิ่งนั้น ๆ. อนัตตา แปลว่า ไม่ใช่ตัวตน มีความหมายว่าทุกสิ่งทุกอย่างทั้งประเภทที่เป็นสังขาร และมิใช่สังขาร ไม่มีความหมายแห่งความเป็นตัวเป็นตน ไม่มีความหมายหรือ ลักษณะอันใดที่จะทำให้เราถือเป็นหลักได้ว่ามันเป็นตัวเป็นตน ถ้าเราเห็นอย่าง แจ่มแจ้งชัดเจนถูกต้องแล้ว ความรู้สึกที่ว่าไม่มีตัวไม่มีตน จะเกิดขึ้นมาเอง ในสิ่งทั้งปวง แต่ที่เราไปหลงเห็น หรือหลงสำคัญว่าเป็นตัวเป็นตนนั้น เพราะ ความไม่รู้ไม่เห็นอย่างถูกต้องตามที่เป็นจริง ว่าอะไรเป็นอะไรนั่นเอง. ขอให้ ทราบว่าลักษณะ ๓ ประการ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นี้, เป็นคำสั่งสอน ที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนมากที่สุด กว่าคำสั่งสอนทั้งปวง จนถึงกับเรียกว่า พหุลานุสาสนี คือ พระโอวาทที่ทรงสั่งสอนมากที่สุด บรรดาคำสั่งสอน ทั้งหลาย จะนำมารวบยอดอยู่ที่การเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตานี้ทั้งนั้น บางทีก็กล่าวตรง ๆ ด้วยคำว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ; บางทีก็พูดด้วยคำ หรือโวหารอย่างอื่น แต่ใจความแสดงความจริงอย่างเดียวกันทั้งนั้น คือแสดง ให้รู้ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. อนิจจัง ที่แปลว่าไม่เที่ยงคือเปลี่ยนแปลงเสมอ ข้อนี้พอจะเข้าใจ ได้ไม่ยากนัก ยิ่งมีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์สมัยปัจจุบันอันกล่าวด้วยสภาพที่ แท้จริงของสสารและกำลังงานด้วยแล้ว ยิ่งช่วยได้มาก คือช่วยให้เข้าใจได้, ช่วยให้เห็นชัดแจ้งได้ ว่าสิ่งทั้งหลายเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอจริงๆ คำสอนข้อนี้

น.70 เป็นคำสอนที่สอนกันอยู่ก่อนพระพุทธเจ้าด้วยซ้ำ เป็นแต่ไม่ได้ขยายความของ ความไม่เที่ยงให้ลึกซึ้งเหมือนพระพุทธองค์เท่านั้น. ทุกขัง ซึ่งแปลว่าดูแล้วสังเวชใจ นี้ก็เหมือนกัน มีการสอน มาแล้วแต่ก่อนพระพุทธเจ้า แต่ไม่ลึกซึ้งถึงที่สุด ไม่ประกอบด้วยเหตุ ด้วย สมุฏฐาน และไม่ชี้วิธีดับที่สมบูรณ์จริง ๆ ให้ได้ เพราะยังไม่รู้จักตัวความทุกข์ อย่างเพียงพอ เท่ากับการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า. ส่วนคำสั่งสอนเรื่องอนัตตา ซึ่งมีความหมายว่า ไร้ตัวตน อันแท้จริง นั้น มีสอนแต่ในพุทธศาสนา คือจะสอนเรื่องอนัตตาแต่เฉพาะ พระพุทธเจ้า หรือบุคคลประเภทพระพุทธเจ้าเท่านั้น ข้อนี้เป็นเครื่อง รับรองหรือเป็นเครื่องบ่งแสดงให้เห็นว่า ผู้ที่รู้อะไรว่าเป็นอะไรถึงที่สุดเท่านั้น ที่จะรู้ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา เหตุนั้นจึงมีสอนแต่โดยพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นบุคคลที่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ได้ถึงที่สุดเท่านั้น. คำสั่งสอนเรื่องลักษณะ ๓ ประการนี้ มีวิธีที่จะประพฤติปฏิบัติเพื่อให้ เห็นแจ้งมากมาย หลายอย่างหลายวิธีด้วยกัน แต่ถ้าเอาผลของการปฏิบัติจน เห็นแจ้งในสิ่งเหล่านี้เป็นหลักแล้ว เราจะพบว่ามีข้อที่สังเกตได้ง่าย ๆ ข้อหนึ่ง คือ การเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตานั้น ต้องเป็นการเห็นจนรู้สึกว่าไม่มีอะไร ที่น่ายึดถือ ไม่มีอะไรที่น่าอยากน่าปรารถนาในทางที่จะเอา จะได้ จะมี จะเป็น ซึ่งอาตมาจะขอสรุปสั้น ๆ ว่า "ไม่มีอะไรที่น่าเอา ไม่มีอะไรที่ น่าเป็น" นี้ เป็นความหมายที่กะทัดรัดที่สุดของการเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

น.71 แม้คนที่ไม่เคยได้ยินคำว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มาแต่กาลก่อน อย่างท่าน ทั้งหลายบางท่านเป็นต้นนี้ ก็อาจเห็นตัว อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อยู่ได้ หรืออยู่แล้วโดยไม่รู้สึกตัว คือเมื่อท่านได้มองเห็นหรือเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ ก็ตาม หรือในความมีความเป็นอย่างใดก็ตาม ว่าเป็นความหลอกลวง เป็นมายา ไม่ น่าเอา ไม่น่าเป็น ด้วยการมองชีวิตจิตใจทั้งหมดทั้งสิ้นจริง ๆ ดังนี้แล้ว นั่นแหละคือการเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อย่างถูกต้องของท่าน. ส่วนคนที่ ท่องบ่น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อยู่ทั้งเช้าเย็นกลางวันกลางคืนหลายร้อยครั้ง หลายพันครั้งมาแล้ว ก็ไม่อาจเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็ได้ เพราะไม่ใช่ เป็นวิสัยที่จะเห็นได้ด้วยการฟัง “ด้วยการท่อง หรือแม้ด้วยการคำนึงคำนวณ ตามหลักเหตุผล. การคำนึงคำนวณตามหลักแห่งเหตุผลนั้น ไม่ใช่ "การเห็นแจ้ง" อย่างที่เรียกว่า “เห็นธรรม" การคำนวณตามเหตุผลนั้น ต้องอาศัยอยู่กับ เหตุผล เมื่อเหตุผลเปลี่ยนแปลงเพราะความไม่เที่ยงเป็นต้น สิ่งนั้นก็พลอย เลือนไปด้วย : เลือนไปตามเหตุผล หรือโยกเยกไปตามอำนาจแห่งเหตุผล ; การเห็นธรรม จึงไม่อาจจะเห็นได้ด้วยการคำนวณตามเหตุผล แต่ต้อง เห็นแจ้งด้วยความรู้สึกในใจแท้จริง คือเห็นด้วยใจจริง. ขอยกตัวอย่าง เช่นบุคคลที่พิจารณาเห็นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ที่ทำความเจ็บปวดให้แก่ตนผู้เข้าไปหลงรัก อย่างสาสมกันแล้ว ดังนี้เป็นต้น. นี้เห็นได้ว่าเป็นการเห็นที่ไม่ต้องอาศัยเหตุผล แต่อาศัยการที่ได้กระทบกันจริงๆ และได้เกิดผลเป็นความรู้สึกแก่จิตใจขึ้นมาจริง ๆ จนเกิดเป็นความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด ความสลดสังเวช ขึ้นมาจริง ๆ อย่างนี้

น.72 จึงเรียกว่าเห็นธรรม หรือเห็นแจ้ง. การเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หมายถึง การเห็นโดยวิธีนั้น. เพราะฉะนั้นจึงเชื่อว่าคนทุกคนที่มีสติปัญญาตามปรกติ เมื่อได้ผ่านสิ่งต่าง ๆ ในโลกมาพอสมควรแล้ว ย่อมจะมีโอกาสใดโอกาสหนึ่งซึ่ง ได้ผจญกับอารมณ์ต่าง ๆ ในโลก จนเกิดผลเป็นความรู้จักสิ่งเหล่านั้นอย่างถูกต้อง ว่าเป็นเพียงมายา เป็นความหลอกลวงดังนี้แล้ว เกิดความรู้สึกที่ทำให้ถอยหลัง ไม่หลงใหลพัวพัน ในสิ่งนั้นอีกต่อไป. การเห็นแจ้งทำนองนี้อาจเลื่อน สูงขึ้นไปได้ตามลำดับ ๆ จนกว่าจะถึงอันดับสุดท้าย ซึ่งเป็นเรื่องสุดท้าย หรือเรื่องใหญ่ที่สุดที่ทำให้ปล่อยวางสิ่งทั้งช่วงได้. นี้เรียกว่าเป็นการ เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของบุคคลผู้นั้นอย่างแท้จริง. ส่วนผู้ที่ แม้จะท่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือพิจารณาอย่างนั้นอย่างนี้อยู่ทั้งวันทั้งคืน แต่ถ้าไม่เกิดความรู้สึกถอยหลังต่อสิ่งทั้งปวง คือไม่อยากเอาอะไร ไม่อยากเป็น อะไร ไม่อยากยึดถือในอะไรแล้ว ก็เรียกว่ายังไม่เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อยู่นั่นเอง เพราะฉะนั้น อาตมาจึง สรุปความ ของการเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ลงไว้ที่คำว่า "เห็นจนเกิดความรู้สึกว่าไม่มีอะไรที่น่าเอา น่าเป็น" และอาตมาจึงได้พยายามชี้แจงหรืออธิบายในส่วนนี้เป็นส่วนใหญ่ เพื่อให้เข้าใจ คำว่า ไตรลักษณ์ หรือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา พร้อมทั้งวิธีปฏิบัติเพื่อให้เห็น แจ้งไปในตัว. พุทธศาสนามีคำอยู่คำหนึ่ง เป็น คำรวมยอด คือคำว่า "สุญญตา" ซึ่งแปลว่าความเป็นของว่าง. คำว่า "ว่าง" ในที่นี้ ก็คือว่างจากความหมาย แห่งความเป็นตัวตน. คำ ๆ นี้ กินความรวมยอดไปถึงหมด ทั้ง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. ที่ว่าว่างจากตัวตน นี้ หมายถึงว่างจากสาระที่เราควรเข้าไปยึดถือ

น.73 เอาด้วยกำลังใจทั้งหมดทั้งสิ้น ว่าของเรา. การพิจารณาให้เห็นว่าสิ่งทั้งปวง ว่างจากความหมายหรือสาระที่ควรเข้าไปยึดถือนั้นเป็นตัวพุทธศาสนาแท้ เป็นหัวใจหรือใจความสำคัญ ที่เป็นจุดศูนย์กลางของการปฏิบัติตาม หลักพระพุทธศาสนา เมื่อรู้แจ้งว่าทุกสิ่งทุกอย่างว่างจากตัวตนแล้ว ก็เรียกว่า รู้พุทธศาสนาถึงที่สุด คือรู้ว่าอะไรเป็นอะไรถึงที่สุด. ถ้าเราจะถอยมารวมไว้ ที่คำว่า "ว่างจากตัวตน" คำเดียว ก็เป็นการเพียงพอ เพราะจะรวบเอา คำว่าอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มาไว้ด้วยเสร็จ : เมื่อมันไม่เที่ยงเปลี่ยนแปลงอยู่ เสมอ ไม่มีส่วนไหนยั่งยืนถาวร ก็เรียกว่าว่างได้เหมือนกัน ; เมื่อเต็มไปด้วย ลักษณะที่พิจารณาดูแล้วน่าสังเวชใจ ก็แปลว่าว่างจากส่วนที่เราควรจะเข้าไป ยึดถือเอา ; เมื่อพิจารณาดูไม่มีลักษณะไหนที่จะคงทนถาวรเป็นตัวของมันเองได้ เป็นเพียงสักว่าเป็นธรรมชาติที่เป็นไป หรือตั้งอยู่ตามลักษณะและกฎเกณฑ์ของ ธรรมชาติ คือไม่มี หรือไม่ควรเรียกว่าตัวตนของมันเอง ดังนี้ ก็เรียกว่าว่าง จากตัวตนได้. รวมความว่า ลักษณะที่เห็นว่าว่างจากความเป็นตัวตน หรือ ว่างจากความหมายที่สมควรแก่การที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งจะมอบกายถวาย ชีวิตจิตใจเข้าไปยึดถือเอา นี้เรียกว่า "เห็นความว่าง" ที่เป็นใจความ สำคัญของพุทธศาสนา. ถ้าบุคคลใดเห็นความว่างของสิ่งทั้งปวงดังนี้แล้ว จะเกิดความรู้สึกที่เรียกว่า "ไม่น่าเอา ไม่น่าเป็น" ในสิ่งต่าง ๆ ขึ้นมาทันที. ความรู้สึกที่ไม่อยากเอา-ไม่อยากเป็น นี่แหละ มีอำนาจเพียงพอที่จะ คุ้มครองคนเราไม่ให้ตกเป็นทาสของกิเลส หรือของอารมณ์ทุกชนิด และทุก ประการ ; บุคคลชนิดนี้จึงไม่สามารถที่จะทำความชั่วอะไรได้ ไม่สามารถจะ หลงใหลพัวพันอยู่ในสิ่งหนึ่งสิ่งใดหรือเอนเอียงไปตามสิ่งยั่วยวนใด ๆ ได้ ย่อมมี

น.74 จิตใจเป็นอิสระอยู่เสมอ ซึ่งเป็นลักษณะที่เหมาะสมที่สุดที่อาตมาเห็นว่าจำเป็น สำหรับบุคคลผู้จะดำรงตนเป็นตุลาการ. ถ้ามีวิถีทางใดทางหนึ่ง ที่จะทำให้จิตใจ เป็นอิสระที่สุด ก็ควรจะเป็นวิถีทางนั้น ที่เหมาะที่สุดสำหรับการศึกษาฝึกฝน ของบุคคลผู้จะเป็นตุลาการ ซึ่งอาตมาจะถือโอกาสบรรยายในคราวหน้า๑ สัก คราวหนึ่ง ถึงลักษณะนั้นโดยเฉพาะ. ส่วนสำหรับวันนี้นั้น จะบรรยายเฉพาะข้อที่ว่า ความรู้สึกที่รู้สึกว่า "ไม่น่าเอา - ไม่น่าเป็น" นั้น เป็นอย่างไร และเราจะมีวิธีปฏิบัติได้ อย่างไร ความรู้สึกที่ว่า "ไม่มีอะไรที่น่าเอา-น่าเป็น" นี้ เป็นสำนวนโวหารอยู่ หน่อยหนึ่ง : คำว่า "เอา" และ "เป็น" ในที่นี้ หมายถึงการเอาหรือการเป็นด้วย จิตใจที่หลงใหล ด้วยจิตใจที่ยึดถือด้วยจิตใจทั้งหมดทั้งสิ้นจริง ๆ ; มิได้หมาย ความว่าคนเราจะอยู่ได้โดยไม่มีอาการที่เรียกว่าเอาอะไรเป็นอะไรเสียเลย. ตาม ปรกติ คนเราจะต้องเอาอะไรเป็นอะไรอยู่เป็นประจำ เช่นจะต้องมีทรัพย์สมบัติ เงินทอง มีบุตรมีภรรยา เรือกสวนไร่นา เหล่านี้เป็นต้น หรือว่าเราจะต้องเป็น เช่นเป็นคน เป็นคนดี หรือเป็นตุลาการ หรือเป็นอย่างอื่น ๆ เช่นเป็นผู้แพ้ เป็นผู้ชนะ เป็นผู้เอาเปรียบ เป็นผู้ถูกเอาเปรียบเหล่านี้เป็นต้น ซึ่งจะต้องมี ความเป็น อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่เสมอตามที่รู้กันอยู่. แต่แล้วทำไมหลักของ พุทธศาสนาจึงมาสอนให้พิจารณาในทางที่จะไม่เอา ไม่เป็น. ข้อนี้หมายความว่า พุทธศาสนาได้ชี้ให้เห็นว่า การเอา การเป็นนั้น เป็นแต่เรื่องสมมติของโลก อย่างโลก ๆ อย่างหนึ่ง. และเป็นไปได้ด้วยอำนาจของความไม่รู้หรือ อวิชชานั่นเอง อีกอย่างหนึ่งเท่านั้น. เพราะว่าโดยที่แท้แล้ว คนเรา ๑. ดูคำบรรยายครั้งที่ ๖-๗/๒๔๙๙ ในเล่มนี้

น.75 เอาอะไรไม่ได้ เป็นอะไรไม่ได้ ในเมื่อพูดกันด้วยความจริงชั้นที่จริงเด็ดขาดที่สุด ซึ่งเรียกว่าจริงชั้นปรมัตถ์. โดยความจริงชั้นปรมัตถ์อันเด็ดขาดนั้น คนเราจะเอาอะไรไม่ได้ เลย เป็นอะไรไม่ได้เลย. เพราะเหตุใด ? เพราะเหตุว่า ทั้งคนที่จะเอา และสิ่งที่จะถูกเอานั้น มันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ด้วยกันทั้งนั้น. ขอจงได้ พิจารณากันตรงนี้ให้มาก คือว่าคนที่จะเอาหรือจะเป็นอะไรก็ตาม สิ่งที่จะถูกเอา หรือความมีความเป็น ที่จะถูกมี ถูกเป็น ก็ตาม มันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. แต่แล้วบุคคลที่มีจิตใจยังประกอบอยู่ด้วยความไม่รู้ รู้ไม่ถึงว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ยังมีอวิชชาอยู่เช่นนั้น ย่อมจะต้องมีความรู้สึกว่า "เราเอา" "เรามี" “เราเป็น" เป็นธรรมดา. นี่, เป็นสิ่งที่ช่วยไม่ได้. แต่แล้วความรู้สึกว่าเอา-ว่าเป็น นั่นเอง ได้ทำให้เกิดมีความหนัก หรือเป็นความทุกข์ขึ้นมา. ความทุกข์ ทั้งหลายต้องเกิดขึ้นมาจาก การเอา-การเป็น หรือความอยากเอาอยาก เป็นทั้งนั้น. การเอา-การเป็น นั้น ก็เป็นความอยากอย่างใดอย่างหนึ่ง อยู่ในตัวเอง, คืออยากไม่ให้สิ่งที่ตนกำลังเอา กำลังเป็นอยู่นั้นสูญหาย หรือ หลุดลอยไป นั่นเอง. ไม่มีความทุกข์อันใด ที่เกิดมาจากสิ่งอื่น นอกจาก ความอยากมี - อยากเป็น - อยากได้ อันรวมเรียกสั้น ๆ ว่าความอยาก ซึ่ง เรียกโดยภาษาบาลีว่า ตัณหา. การที่อยาก ก็เพราะไม่รู้ว่าสิ่งนี้ หรือสิ่ง ทั้งหลายทั้งปวงนี้ เป็นสิ่งที่ไม่ควรอยาก. เพราะเหตุที่มีความสำคัญผิด ติดมาแต่ในท้อง โดยสัญชาตญาณ เราเกิดมาในโลกนี้ตั้งแต่เล็ก ๆ ก็รู้จักอยาก รู้จักทำตามความอยาก แล้วก็เกิดผลอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมา ซึ่งตรงตาม ที่ตนอยากก็มี ไม่ตรงก็มี. ถ้าได้ผลตรงตามที่ตนอยาก ก็อยากได้มากขึ้นไปอีก,

น.76 ครั้นยิ่งอยากได้อีก ก็ยิ่งทำมากขึ้นไปอีกเหมือนกัน. ถ้าไม่ได้ผลตาม ที่ตนอยาก ก็ดิ้นรนอยากทำอย่างอื่น อย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปอีก จนกว่า จะได้ผลตามที่ตนอยาก ; นั่นก็เป็นเหตุให้ลงมือทำต่อไปอีกเหมือนกัน. เมื่อ ลงมือทำลงไป มันก็ได้ผลอย่างใดอย่างหนึ่งมาอีก วนเป็นวงกลมของกิเลส- กรรม-วิบาก อยู่อย่างนี้ อันท่านเรียกว่า วัฏฏะ หรือวัฏฏสงสาร. คำว่า วัฏฏสงสารนั้น อย่าเพ่อไปเข้าใจว่าเป็นเรื่องเวียนวน ชาติโน้น ชาตินี้ ชาตินั้น แต่อย่างเดียว, แท้จริงเป็นเรื่องการเวียนวนของ ของ ๓ สิ่ง คือของความอยาก ของการกระทำตามความอยาก และของการได้ผลอย่างใดอย่างหนึ่งมาจาก การกระทำนั้นแล้ว ไม่สามารถจะหยุดความอยากต่อไปอีกได้ เลยต้องอยาก อย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปอีก แล้วก็กระทำอีก และได้ผลมาอีก แล้วก็ส่งเสริม ความอยากอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปอีก เป็นวงกลมซึ่งประกอบด้วยส่วน ๓ ส่วน อยู่อย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุด ; ท่านเรียกว่าวัฏฏะ หรือวัฏฏสงสาร เพราะเป็นวงกลม ที่วนเวียนไม่มีสิ้นสุด. คนเราต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในวงกลมนี้เอง. ถ้าออกไปจาก วงกลมนี้ได้ ก็เป็นอันว่าพ้นไปจากความทุกข์โดยแน่นอน, แต่ถ้ายังตกอยู่ ในวงกลมของความอยาก และของการกระทำตามความอยาก และของการได้ผล มาจากการกระทำ ซึ่งส่งให้เกิดความอยากอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปอีก ไม่มีที่สิ้นสุด ดังนี้แล้ว ย่อมไม่มีทางที่จะพ้นทุกข์ได้ ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นยาจกเข็ญใจ หรือ เศรษฐี หรือเป็นมหากษัตริย์ เป็นจักรพรรดิ เป็นเทวดา เป็นพรหม หรือเป็น อะไรก็ตามที. ทุกคนล้วนแต่ตกอยู่ในวงกลมนี้ทั้งนั้น จะต้องมีความทุกข์ชนิดใด ชนิดหนึ่ง ซึ่งเหมาะสมกับความอยากและการกระทำตามความอยากของตนทั้งนั้น ;

น.77 ฉะนั้นจึงกล่าวว่าในวัฏฏสงสารนี้ เต็มไปด้วยความทรมาน : ทรมานด้วย ความอยาก ทรมานด้วยการกระทำด้วยอำนาจความอยาก และทรมานด้วยการ ที่ได้ผลอย่างใดอย่างหนึ่งมาแล้ว ก็ยังหยุดอยากไม่ได้ ยังจะต้องอยากต่อไปอีก โดยไม่มีที่สิ้นสุด แล้วก็กระทำอีก และได้ผลมาก่อให้เกิดความอยากต่อไปอีก ไม่มีที่สิ้นสุด. นี้เรียกว่าเป็นการทรมานอันใหญ่หลวงในวัฏฏสงสาร ซึ่งท่าน จะเห็นได้ว่าโดยลำพังของสิ่งที่เรียกกันว่า ศีลธรรม หรือ จริยธรรม นั้น ไม่สามารถจะแก้ปัญหาข้อนี้ได้เลย ; เราจึงต้องพึ่งพาอาศัยตัวแท้ของพุทธศาสนา ที่เป็นหลักธรรมชั้นสูงสำหรับจะแก้ไขในเรื่องนี้โดยเฉพาะทีเดียว. ทั้งหมดนี้ เราจะเห็นได้แล้วว่า ความทุกข์นั้น มาจากความอยาก สมดังที่พระพุทธเจ้า ท่านจัดจำแนกไว้เป็น ๓ อย่าง ในเรื่องอริยสัจจ์ข้อที่สอง ในฐานะเป็นมูลเหตุ ให้เกิดทุกข์โดยตรง. ความอยาก ๓ อย่าง นั้น อย่างแรกเรียกว่า กามตัณหา อยากใน สิ่งที่ตนรักใคร่พอใจ จะเป็นรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อะไรก็ได แต่ต้องเป็น สิ่งที่น่ารักใคร่พอใจ. ความอยากอย่างที่สอง เรียกว่า ภวตัณหา คือความ อยากเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ตามที่ตนอยากจะเป็น. ความอยากอย่างที่สาม เรียกว่า วิภวตัณหา คือความอยากไม่ให้เป็นอย่างนั้น ไม่ให้เป็นอย่างนี้ ตามที่ ตนอยากจะไม่ให้เป็น. รวมกันเป็น ๓ ความอยาก. สำหรับหลักเกณฑ์อันนี้ เรากล้าท้าให้ใครพิสูจน์หรือแย้งกันอย่างไรก็ได้ ว่ายังมีความอยากอะไรอีกบ้าง นอกเหนือไปกว่านี้. ในที่สุดใคร ๆ ก็ต้องยอมรับว่า ในบรรดาความอยากทั้งหลาย ของสิ่ง ที่มีชีวิตและวิญญาณนั้น มันจะสรุปลงในความอยาก ๓ ประการนี้เท่านั้น, ความ

น.78 อยากอันนี้เอง เป็นเหตุให้เกิดความทุกข์. เกือบจะไม่ต้องอธิบาย ท่านทั้งหลาย ก็จะมองเห็นได้ว่า เมื่อมีความอยากที่ไหน ก็มีความร้อนใจที่นั้น ; และ เมื่อต้องการกระทำตามความอยาก ย่อมมีความทุกข์ยากตามส่วนของ การกระทำ ; ได้ผลมาแล้ว ก็หยุดอยากไม่ได้ ยังอยากต่อไปอีก ก็ต้อง มีความร้อนต่อไปอีก เพราะยังไม่เป็นอิสระจากความอยาก ยังต้องเป็นทาส ของความอยากต่อไป ; เพราะเหตุฉะนี้แหละ จึงได้กล่าวว่าคนชั่วทำชั่วเพราะ อยากทำชั่ว มันก็มีความทุกข์ไปตามประสาคนชั่ว. แม้คนดีอยากทำความดี ก็ต้องมีความทุกข์อีกแบบหนึ่งไปตามประสาของคนดี. แต่ข้อนี้อย่าเพ่อเข้าใจว่า เป็นการสั่งสอนให้เลิกละจากการทำความดี มีปัญหาหรือมีข้อซึ่งจะต้องทำความ เข้าใจกันอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งจะกล่าวทีหลัง. เฉพาะในที่นี้ ประสงค์จะชี้ให้เห็น กันว่า ความทุกข์นั้น มีอยู่หลายระดับหลายชั้น ละเอียดจนคนธรรมดา เข้าใจไม่ได้ ต้องพึ่งพาอาศัยสติปัญญาของบุคคลประเภทพระพุทธเจ้า ; ซึ่งชี้ ให้เห็นว่า เราจะพ้นจากความทุกข์โดยสิ้นเชิงด้วยลำพังเพียงการกระทำ ความดีอย่างเดียวเท่านั้นยังไม่พอ ยังจะต้องทำอะไรบางสิ่งบางอย่าง ที่ยิ่ง หรือเหนือไปกว่าการกระทำความดีอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งได้แก่การทำจิตให้หลุดพ้นไป จากการเป็นบ่าวเป็นทาสของความอยากทุกชนิดนั่นเอง. นี้, เป็นใจความสำคัญ ของพระพุทธศาสนา ซึ่งไม่มีทางแพ้ศาสนาใด ๆ ซึ่งศาสนาใด ๆ จะไม่อาจ เข้ามาเทียบคู่ หรือเคียงคู่ได้ในส่วนนี้ จึงเป็นสิ่งที่ต้องจำไว้ให้แม่นยำ เพื่อทำ ความเข้าใจหรือศึกษากันต่อไป กว่าจะเข้าใจถึงที่สุดเพื่อการเอาชนะความอยาก ทั้ง ๓ อย่างที่กล่าวแล้วได้ ; นั่นแหละ จะเป็นการพ้นจากความทุกข์หรืออยู่เหนือ ความทุกข์โดยประการทั้งปวง.

น.79 ทีนี้ ก็มาถึงปัญหาที่ว่า เราจะกำจัดความอยาก หรือจะระงับ ความอยากให้ได้ หรือจะตัดรากเง่าของความอยากให้สิ้นเชิงได้นั้น เราจะกระทำอย่างใด. "คำตอบก็คือหลักการพิจารณาให้เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จนมองเห็นว่าไม่มีอะไรที่น่าอยากนั่นเอง. มันมีอะไรบ้าง ที่น่าเอา- น่าเป็น ซึ่งเมื่อเอาหรือเป็นเข้าแล้ว จะไม่โยนความทุกข์ชนิดใดชนิดหนึ่งมาใส่ ให้บุคคลนั้น ? ขอให้ตั้งปัญหาขึ้นอย่างนี้. ที่ว่ามีการได้ หรือการมี-การเป็น ชนิดใดบ้าง ที่บุคคลใดไปได้ ไปมี ไปเป็นแล้ว จะไม่โยนความทุกข์ ความ หม่นหมองชนิดใดชนิดหนึ่งมาให้แก่บุคคลนั้น ข้อนี้หมายความว่า บุคคลนั้น ๆ ได้ไปมี หรือไปเป็นอะไรเข้า ด้วยอำนาจของความอยาก ซึ่งเป็นต้นเหตุของ ความทุกข์ดังกล่าวมาแล้วนั่นเอง. คนธรรมดานั้นอย่างไรเสียก็จะต้องทำอะไร ลงไป ด้วยอำนาจของความอยากทั้งนั้น : อยากอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว จึงทำ เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่นได้วัตถุสิ่งของก็ได้ ได้ตำแหน่งหน้าที่ก็ได้ ได้เกียรติยศชื่อเสียง ความดีความเด่นอย่างหนึ่งอย่างใดก็ได้ ; สิ่งเหล่านั้น เมื่อได้มาแล้ว สิ่งใดบ้างที่จะไม่ทำให้เกิดความต้องทนทำเพื่อจะรักษา หรือเพื่อ จะยังทำให้คงมีอยู่ก็ตาม หรือจะไม่ทำให้เกิดความหนักอกหนักใจ ในเมื่อสิ่ง เหล่านั้นวิบัติพลัดพรากสูญหายเปลี่ยนแปลงไปก็ตาม, ในเมื่อสิ่งต่าง ๆ ต้อง เปลี่ยนแปลง คงที่อยู่ไม่ได้ ดังนี้. สำหรับคำว่า การได้ ในที่นี้ หมายถึงเรื่องทางวัตถุ เช่น ได้เงิน ได้ทอง ได้สิ่งของต่าง ๆ. สำหรับคำว่า ความมี ความเป็น นั้น หมายถึงการ เป็น เช่นเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นคนดีคนเลว เป็นมนุษย์ เป็นเทวดา และอื่น ๆ

น.80 อีกมากมาย. รวมทั้งสองประเภทเรียกว่า "การได้" กับ "การเป็น" สำหรับ การได้ กับการเป็น สองอย่างนี้ ได้อะไรหรือเป็นอะไรบ้าง ที่จะไม่นำ มาซึ่งความหนักอกหนักใจ ขอให้เราลองคิดดู. เช่นการได้เงินได้ทองที่ ปุถุชนคนธรรมดาได้มา เงินหรือทองนั้น นำเอาความเบากายสบายจิต เย็นอก เย็นใจมาให้ หรือว่าเอาความหนักอกหนักใจ วิตกกังวล ในการเก็บรักษา เป็นต้น มาให้ ? การได้บุตรได้ภรรยา เอาความเบากายเบาใจมาให้ หรือเอา ภาระอย่างอื่นอีกหลายอย่างมาให้ ? การได้เป็นนั่น เป็นนี่ ในตำแหน่งหน้าที่ อย่างนั้นอย่างนี้ก็ดี ถึงแม้ที่สุดแต่โดยเกียรติยศว่า เป็นนั่นเป็นนี่โดยเกียรติก็ดี เป็นการได้มาซึ่งความสงบเย็น หรือว่าได้มาซึ่งภาระหนัก อย่างใดอย่างหนึ่ง เพิ่มขึ้น ! โดยนัยนี้ อาจจะเห็นได้โดยง่ายแก่บุคคลทุกคนว่า ล้วนแต่นำมา ซึ่ง "ภาระและหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่ง" ทั้งนั้น. เพราะเหตุใด ? เพราะเหตุว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ล้วนแต่เป็นภาระ เพราะความไม่เที่ยงเปลี่ยนแปลง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ของมัน นั่นเอง. เราได้อะไรมา เราจำต้องจัดการ กับสิ่งนั้น ๆ ในลักษณะที่จะให้มันยังคงอยู่กับเรา เป็นไปตามใจเรา หรือมี ประโยชน์แก่เรา. แต่แล้วสิ่งนั้น ๆ ตามปรกติมันเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา คือไม่รู้ไม่ชี้ต่อความประสงค์มุ่งหมายของบุคคลใด มีแต่จะเปลี่ยน แปลงไปตามเหตุไปตามปัจจัยของมันเอง การพยายามของคนเราจึงเป็นการ ต่อสู้ หรือเป็นการต้านทานต่อกฎแห่งความเปลี่ยนแปลงของสิ่งเหล่านั้น ฉะนั้น จึงเกิดเป็นการยากลำบาก หรือเป็นการทนทรมานขึ้น ในการที่จะเป็นอยู่ หรือทนอยู่ หรือการทำสิ่งทั้งหลายทั้งปวงให้เป็นไปตามความประสงค์ของเรา. นี่แหละ คือ ความจริง

น.81 อุบายวิธีอันหนึ่ง ซึ่งจะทำให้เข้าถึงความจริงที่จะให้รู้ว่าสิ่ง ทั้งหลายทั้งปวง ไม่น่าเอา-ไม่น่าเป็น นั้นมีอยู่. ข้อนี้ได้แก่การพิจารณา ให้ลึกซึ้ง จนพบความจริงอย่างหนึ่งว่า เมื่อยังมีกิเลสตัณหา ยังสำคัญผิด ยังไม่รู้สิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง ความรู้สึกในการเอา - การเป็นนั้น, ย่อมมีลักษณะไปในทางหนึ่ง. ถ้าไม่มีกิเลสตัณหา มีแต่ปัญญาซึ่งรู้จักถูกต้องดี ว่าอะไรเป็นอะไร ความรู้สึกในการเอา - การเป็น หรือการได้ ของบุคคลนั้น ย่อมมีอยู่ในลักษณะอีกอย่างหนึ่ง ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่นการบริโภคสิ่งของ หรือการกินอาหาร ถ้าการกินนั้น เป็นการกินด้วยตัณหา หรือความอยาก ในความเอร็ดอร่อย การกินอาหารของบุคคลผู้นั้นต้องมีลักษณะเป็นอย่างหนึ่ง ซึ่งต่างจากบุคคลหนึ่ง ซึ่งไม่กินอาหารด้วยตัณหา แต่กินด้วยสติสัมปชัญญะ หรือปัญญา อันรู้จักสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นว่า อะไรเป็นอะไร. นี่ก็เป็น คนด้วยกัน เป็นมนุษย์ด้วยกัน แต่คนหนึ่งกินอาหารด้วยตัณหา อีกคนหนึ่ง กินอาหารด้วยความรู้สึกตัว ด้วยปัญญา การกินจะต้องผิดกัน แม้แต่กิริยา อาการที่กิน และความรู้สึกในขณะกินก็จะต้องผิดกันเป็นอย่างยิ่ง และในที่สุด ผลอันเกิดมาจากการกินนั้น ก็จะต้องผิดกันอย่างยิ่งอีกเหมือนกัน เพราะว่า คนหนึ่งกินด้วยตัณหา อีกคนหนึ่งกินด้วยปัญญา. คนที่กินด้วยปัญญานั้น ไม่ได้กินด้วยตัณหาหรือความอยาก. เราจะต้องทำความเข้าใจในข้อนี้ว่า แม้จะไม่มีตัณหาความอยากในรสอร่อย คนเราก็ยังกินอาหารได้. ไม่ จำเป็นต้องมีตัณหา คนเราก็ยังทำอะไรได้ด้วยสติปัญญา คือทำโดย มีปัญญารอบรู้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่ควรทำ หรืออะไรไม่ควรทำ ก็ยังคงทำสิ่งต่าง ๆ ไปได้

น.82 เพื่อเข้าใจได้ง่าย ขอกระโดดข้ามไปกล่าวถึงพระอรหันต์ หรือ พระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นบุคคลที่ไม่มีกิเลสตัณหา แต่ท่านก็ยังทำอะไร ๆ ได้ ยังเป็น อะไร ๆ ได้ แม้ว่าคนธรรมดาทั่ว ๆ ไป มองแล้วจะรู้สึกว่าท่านก็ทำอะไร หรือเป็นอะไร. ท่านก็ยังทำงานมาก ไม่น้อยกว่าพวกเราซึ่งยังมีกิเลสตัณหา. แต่ท่านทำด้วยอำนาจของอะไร ? เหมือนกับพวกเราที่ทำด้วยอำนาจของกิเลส ตัณหา อยากได้เป็นนั้นเป็นนี่ หรือไม่ ? คำตอบที่ถูกต้องที่สุดนั้นคือ ท่านเหล่านั้นทำด้วยอำนาจของปัญญา คือความรู้ที่แจ่มแจ้งถึงที่สุด ว่าอะไร เป็นอะไร.การกระทำของท่าน ไม่มีตัณหาเป็นมูล แต่มีปัญญาเป็นมูล เพราะฉะนั้นจึงผิดแผกแตกต่างจากพวกเรา ซึ่งทำอะไร ๆ ก็กระทำด้วยตัณหา อย่างตรงกันข้ามทีเดียว. ผิดแผกกันตรงที่ว่า ผลที่เกิดขึ้นนั้น พวกเรา เป็นทุกข์กันตลอดเวลา ส่วนท่านเหล่านั้นไม่มีความทุกข์เลย. ท่านเหล่านั้น ไม่อยากได้อะไร ไม่อยากเอาอะไร ผลนั้นก็ไปได้กับคนอื่น แก่สัตว์ทั้งหลาย เหล่าอื่น, เป็นความพ้นทุกข์ของคนทั้งหลายเหล่าอื่น ด้วยความเมตตาของท่าน ดังนี้เป็นต้น. ต่อไปนี้จะชี้ให้เห็นว่า เมื่อไม่อาศัยกิเลสตัณหา หรือหมดกิเลส ตัณหาแล้วก็ตาม ไม่ใช่ว่าเราจะทำอะไรไม่ได้. เรายังคงทำอะไรได้ ทุกอย่าง, หากแต่บัดนี้ทำด้วยอำนาจของปัญญาและเมตตานั่นเอง. ทำด้วยความ รู้สึกที่ไม่อยากเอาอะไร ไม่อยากเป็นอะไร ; ฟังดูก็แปลกดี. พระอรหันต์ผู้หมด กิเลส ทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยความรู้สึกที่ไม่อยากเอาอะไร ไม่อยากเป็นอะไร เป็น แต่ว่า มีปัญญาเป็นเครื่องบ่งเป็นเครื่องบอก ว่านี้ควรจะทำ แทนที่จะอยู่เฉย ๆ. เพราะฉะนั้น ท่านจึงทำการสืบอายุพระศาสนามาจนถึงพวกเราได้ และทั้งทำ

น.83 ประโยชน์อื่น ๆ อีกมากมาย ตามสติปัญญาของท่านระบุว่าควรจะทำ ; ร่างกาย และจิตใจ ซึ่งปราศจากกิเลสตัณหา ก็แสวงหาและบริโภคอาหารได้ด้วยอำนาจ สติปัญญา ไม่แสวงและบริโภคด้วยกิเลสตัณหาเหมือนแต่กาลก่อน. เมื่อเรา หวังว่าจะเป็นผู้พ้นทุกข์ ตามรอยทางของพระพุทธเจ้า หรือของพระ อรหันต์ทั้งหลาย เราก็ควรฝึกฝนตัว ในการที่จะทำอะไรลงไปแต่ด้วย อำนาจของสติปัญญา อย่าทำไปด้วยอำนาจกิเลสตัณหา. ถ้าเราเป็นคน ศึกษาเล่าเรียน ก็ทำไปด้วยความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ว่ามันเป็นการสมควรอย่างยิ่ง ที่จะต้องทำอย่างนี้. ถ้าประกอบการงานอาชีพอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ทำไปด้วย ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีว่า เป็นสิ่งที่ทุกคนควรกระทำและทำให้ดีที่สุด ด้วยความ เยือกเย็น เท่าที่สติปัญญาจะอำนวยให้ทำได้อย่างนั้น ๆ : ถ้าทำไปด้วยตัณหา มันร้อนใจตั้งแต่ก่อนที่จะทำ ร้อนใจในเมื่อกำลังทำ และร้อนใจทั้งเมื่อทำเสร็จ แล้ว. แต่ถ้าทำด้วยอำนาจของปัญญาควบคุมอยู่ จะไม่ร้อนใจตั้งแต่ก่อนทำ ในเมื่อทำอยู่ก็ไม่ร้อนใจ ทำเสร็จแล้วก็ไม่ร้อนใจ. ผลย่อมแตกต่างกันโดย สิ้นเชิงอย่างนี้. คนที่จะศึกษาเล่าเรียนก็ดี คนที่จะประกอบอาชีพการงานก็ดี คนที่จะ มีบุตรภรรยาทรัพย์สินเงินทอง มีอะไรต่าง ๆ ที่เขาอยากจะมีกันก็ดี ถ้ามีหรือ ทำไปด้วยความรู้สึกผิดชอบชั่วดี คือด้วยอำนาจของปัญญาแล้ว จะไม่ ร้อนเหมือนคนที่ทำไปด้วยอำนาจของตัณหา ; เพราะฉะนั้น เราจำเป็น จะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งต่างๆ เหล่านั้น ด้วยความรู้สึกของปัญญา ที่รู้สึกอยู่เสมอว่า "สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ โดยที่แท้แล้ว เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, ไม่น่าเอา-ไม่น่าเป็น". แต่เมื่อเรายังตัดไม่ได้ ยังละไม่ได้

น.84 ยังมีกิเลสอยู่ ยังจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องอยู่ ; ก็ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยความรู้สึก ที่เป็นความรอบรู้ ที่เรียกว่าปัญญา นั้นเอง. การกระทำของเราก็จะไม่ตกหล่ม ของกิเลสตัณหา, ทำไปได้ด้วย "ความลืมตา" ทำด้วยสติปัญญา จึงไม่มี ความทุกข์ตั้งแต่เบื้องต้นจนปลาย โดยจิตใจไม่มีความหลงยึดถือโดยความเป็น ตัวตนหรือของตน อย่างหลับหูหลับตา โดยที่จิตใจไม่ยึดถือสิ่งเหล่านั้นในฐานะ เป็นของน่าเอา-น่าเป็น ; คงทำไปโดยรู้สึกผิดชอบชั่วดี ปล่อยให้เป็นไปตาม ขนบธรรมเนียมประเพณี หรือตามที่กฎหมายและอะไรอื่นจะคุ้มครองให้ได้ก็ได้ ยกตัวอย่างเช่นว่า เรามีที่ดินเป็นทรัพย์สมบัติอยู่ เราไม่จำเป็นต้องมีความรู้สึก ที่เป็นตัณหา ไม่อยากไปยึดถือในสิ่งนั้น จนถึงกับว่าเป็นที่หนักอกหนักใจ แผดเผาหัวใจอยู่เสมอก็ได้ ; ขนบธรรมเนียมประเพณีหรือกฎหมายท่านยังคง คุ้มครองที่ดินผืนนั้นให้ยังเป็นกรรมสิทธิ์ของเราอยู่นั่นเอง เราไม่ต้องไปยึดถือ ผูกพันด้วยกิเลสตัณหาให้เป็นความทุกข์ร้อน วิตกกังวลแก่เรา มันก็ไม่หลุดมือ หายไปไหนเสีย. แม้ว่าจะมีใครมาแย่งชิงก็ยังคงทำการต้านทานป้องกันไปได้ ด้วยสติปัญหา ไม่ต้องทำการต้านทานด้วยกิเลสตัณหา ให้เร่าร้อนด้วยไฟคือ โทสะ ก็ยังอาศัยอำนาจขนบธรรมเนียมประเพณีและกฎหมายทำการต้านทานได้ โดยไม่ต้องมีความทุกข์ เราก็ยังคงรักษาคุ้มครองเอาไว้ได้. ถ้าหากว่ามัน จะต้องหลุดมือไปจริง ๆ เราจะมีกิเลสตัณหา หรือไม่มีกิเลสตัณหาก็ตาม มันช่วย ไม่ได้ เพราะว่าสิ่งทั้งหลายไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงอยู่เป็นนิจ ดังนี้ มันก็ ไม่ต้องทุกข์ร้อนอะไร แม้จะมีกิเลสตัณหาหวงแหนสักเท่าใด ถึงคราว ที่มันจะเปลี่ยนแปลงไปมันก็ช่วยไม่ได้ เพราะฉะนั้น ไม่มีประโยชน์อะไรที่เราจะ

น.85 ไปผูกพันยึดถือในการมีของสิ่งใด หรือวัตถุสังขารเหล่าใด ด้วยกิเลสตัณหาเลย. นี้เป็นวิธีปฏิบัติต่อสิ่งทั้งปวงที่เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. แม้ "การเป็น" ก็เหมือนกัน เราต้องไม่ยึดถือในการเป็นนั่นเป็นนี่ เพราะว่าโดยที่แท้แล้ว ไม่มีอะไรที่น่าสนุกเลยในการเป็น ล้วนแต่นำมาซึ่งความ ทุกข์ทรมานอย่างใดอย่างหนึ่งทั้งนั้น. อุบายอย่างง่าย ๆ ที่เราจะพิจารณา ซึ่งเรียกว่าเป็นวิปัสสนาโดยตรง หรือการปฏิบัติธรรมโดยตรง ก็คือ พิจารณาให้เห็นว่าไม่มีอะไรที่น่าเป็น หรือไม่มีการเป็นอะไรที่น่าสนุก เลย. ท่านทั้งหลายลองตั้งปัญหาสำหรับพิจารณาในข้อนี้ดูได้ทุก ๆ คน ว่ามีการ เป็นอะไรบ้างที่น่าสนุก : เช่นเป็นบุตรของบิดามารดาน่าสนุกไหม ? หรือเป็น บิดามารดาของบุตรเสียเอง น่าสนุกไหม ? คนที่มีอายุผ่านมาถึงขนาดมีบุตร มีหลานแล้วจะตอบปัญหาข้อนี้ได้ดี ว่าเป็นพ่อเขาก็ไม่สนุก เป็นลูกเขาก็ไม่สนุก เพราะต่างมีภาระที่จะพึงปฏิบัติ. ที่นี้ เป็นสามีเขาสนุกไหม ? เป็นภรรยาเขา สนุกไหม ? เป็นนายเขาสนุกไหม ? เป็นบ่าวสนุกไหม ? ตลอดถึงที่ไกลออกไป ถึงกับว่าเป็นคนเอาเปรียบเขา โกงเขา สนุกไหม ? เป็นคนถูกเขาโกง สนุกไหม ? เป็นคนแพ้สนุกไหม ? เป็นคนชนะสนุกไหม ? ดังนี้เป็นต้น ; ขยายเรื่อย ออกไป จนถึงเรื่องเป็นสัตว์สนุกไหม ? เป็นมนุษย์สนุกไหม ? จนกระทั่งถึงว่า เป็นสัตว์ เป็นต้นไม้ เป็นก้อนดิน ก้อนหิน อีกทางหนึ่งนี้ สนุกไหม ? กระทั่ง ว่าเป็นเทวดา เป็นพรหม เป็นอะไรที่สูง ๆ ขึ้นไป สนุกไหม ? ถ้าท่านมี ความรู้ชนิดที่เรียกว่า รู้ว่าอะไรเป็นอะไรอย่างแท้จริงแล้ว ความรู้สึก ที่จะทำให้เห็นว่าไม่น่าสนุกนั้น จะแสดงอยู่ในที่ทุกหนทุกแห่ง ในสิ่ง ทุกสิ่ง, และในความมีความเป็น หรือในภาวะทุกอย่าง, ทุกอย่างล้วน แต่ว่าไม่มีอะไรที่น่าสนุกเลย เราต้องทนทำ ทนเป็น ทนเอา ทนอยู่ โดยไม่รู้สึกตัว.

น.86 ทำไมเราจะต้องไปมอบกายถวายชีวิต หลงใหลเอา หลงใหลเป็น หรือทำไป ด้วยอำนาจของกิเลสตัณหาเล่า ? เราควรจะมีความรู้สึกที่ถูกต้องในสิ่งเหล่านี้ ซึ่งไม่น่าเอา-ไม่น่าเป็น ให้ถูกต้องจริงๆ แล้วเป็นอยู่ด้วยความรู้สึกของปัญญา เข้าไปเกี่ยวข้องในสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น ในลักษณะที่จะให้เป็นทุกข์น้อยที่สุด หรือไม่ให้เป็นทุกข์เลย. อีกประการหนึ่ง เราจะต้องทำความเข้าใจกับผู้ที่อยู่ร่วมโลกกัน ในโลก ซึ่งจะเป็นมิตรสหายชาวเกลอก็ดี แม้ที่สุดแต่จะเป็นบุตรภรรยาผู้ ใกล้ชิด สนิทสนมที่สุดก็ดี ว่าสิ่งทั้งปวงมันเป็นอย่างนี้ ให้เขามีความเข้าใจที่ถูกต้อง เหมือนกับเรา แล้วก็จะไม่มีอะไรขัดขวางกันในครอบครัวหรือในบ้านในเมือง ตลอดถึงในโลก. ต่างคนต่างมีจิตใจไม่ยึดถือหลงใหลในสิ่งใด ๆ หรือในกัน และกัน ด้วยอำนาจกิเลสและตัณหา แต่ว่าคงมีชีวิตเป็นอยู่ด้วยอำนาจของปัญญา มองเห็นชัดอยู่เสมอว่าไม่มีอะไรที่จะยึดถือจริงจังได้ ในการที่จะให้มาเป็นตัวเรา หรือเป็นของของเรา ทุกคนควรมีความรู้สึกว่าสิ่งทั้งหลายมันเป็นอย่างนั้นเอง คือไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาอยู่เช่นนั้นเอง ไม่น่าหลงปรารถนาด้วยกำลังใจ ทั้งหมดทั้งสิ้น ควรยับยั้งไว้ด้วยปัญญา เข้าไปเกี่ยวข้องในสิ่งนั้น ๆ แต่ใน ลักษณะที่จะมีความทุกข์น้อย หรือปลอดภัย คือไม่มีความทุกข์เลย. บุคคล ชนิดนี้ เรียกว่าผู้เป็นอยู่ด้วยปัญญา มีสัมมาทิฏฐิตามทางแห่งพระพุทธ- ศาสนาถึงที่สุด ควรจะเรียกว่าเป็นพุทธบริษัทโดยแท้จริง. แม้จะไม่เคย บวชเคยเรียน แม้จะไม่เคยรับศีล แม้จะไม่เคยสมาทานอะไรก็ตาม แต่ก็เป็น บุคคลที่เต็มไปด้วยศีล ด้วยธรรม เป็นบุคคลที่เข้าถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างแท้จริง. เขาเหล่านั้นมีจิตใจอย่างเดียวกันกับพระพุทธ พระธรรม

น.87 พระสงฆ์ คือมีความสะอาด สว่าง สงบในใจ เพราะเหตุที่ไม่หลงยึดถือสิ่งใด ว่าน่าเอา หรือน่าเป็น. เขาเป็นพุทธบริษัทขึ้นมาได้โดยสมบูรณ์ โดยง่ายดาย และโดยแท้จริงด้วย ด้วยอาศัยอุบายวิธีที่ถูกต้องที่พิจารณาเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จนเกิดความรู้สึกว่า ไม่มีอะไรที่น่าเอา-น่าเป็น. ความชั่วทั้งหลายที่เป็นชั้นเลวทรามที่สุด ก็มาจากความอยากเอา อยากเป็น ด้วยอำนาจกิเลสตัณหา. แม้ความชั่วที่เขาขึ้นมา ก็ทำกันด้วย อำนาจของความรู้สึกที่เป็นกิเลสตัณหา อยากเอาอยากเป็น. แม้ความดีทั้งปวง ก็ทำกันด้วยอำนาจตัณหาชนิดที่ประณีตละเอียดสูงขึ้นมา ที่เป็นความอยากเอา อยากเป็น ในชั้นดี. แม้ความดีถึงที่สุด ก็ทำด้วยกิเลสตัณหาที่ประณีตละเอียด ที่สุด จนไม่จัดว่าเป็นความชั่วหรือเป็นบาปเลย แต่แล้วก็ยังไม่พ้นจากความทุกข์ ทั้งปวงได้ เพราะฉะนั้นผู้ที่พ้นทุกข์ถึงที่สุด คือพระอรหันต์ จึงเป็นผู้ที่ หมดจากการกระทำด้วยอำนาจของกิเลสตัณหา และกลายเป็นบุคคลที่ทำชั่ว ก็ไม่ได้ ทำดีก็ไม่ได้ ได้แต่ทำสิ่งที่เหนือไปกว่าความชั่วและความดี คือมีใจ ที่เป็นอิสระอยู่เหนือความครอบงำของความชั่วและความดี จึงไม่มีความทุกข์เลย ดังนี้. ทั้งนี้เป็นเพราะท่านเห็นว่าสิ่งทั้งปวงเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่มี ความปรารถนาอยากเอา-อยากเป็น ในสิ่งใดเลย ดังกล่าวแล้ว. อาตมาได้ชี้ให้เห็นแล้วว่า แนวแห่งพุทธศาสนาของเรามีอยู่ อย่างนี้ ท่านทั้งหลายจะทำได้หรือไม่ได้ นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่จะทำ ได้หรือไม่ได้ก็ตาม แนวของพุทธศาสนาก็ยังคงมีอยู่ดังนี้ เปลี่ยนแปลง ไม่ได้. ท่านทั้งหลายจะปรารถนาหรือไม่ปรารถนาก็ตาม แนวของความพ้นทุกข์

น.88 ย่อมมีอยู่ดังนี้. บัดนี้ยังไม่ปรารถนา วันหน้าสักโอกาสหนึ่งก็ต้องปรารถนาอยู่ดี เพราะว่าเมื่อละความชั่วเสร็จแล้ว ความดีก็ได้ทำเต็มเปี่ยมดีอยู่แล้ว จิตยัง หม่นหมองด้วยกิเลสตัณหาชั้นประณีตบางประการอยู่ ก็ไม่รู้ว่าจะดับได้ด้วยวิธีใด นอกจากจะพยายามศึกษาในชั้นที่อยู่เหนืออำนาจกิเลสตัณหา คืออยู่เหนือการ ที่จะไปอยากได้-อยากเป็น ในสิ่งที่ชั่วหรือที่ดีก็ตาม. ต้องไม่มีความอยากได้ โดยสิ้นเชิงแต่อย่างเดียวเท่านั้น จึงจะพ้นจากความทุกข์ได้โดยประการทั้งปวง ส่วนที่พวกเราควรจะศึกษากันอย่างไร เพียงไร เท่าใดนั้น ไว้ทำความเข้าใจกัน ในวันหลัง. ในวันนี้ก็หมดเวลาแล้ว. ขอสรุปความว่า พุทธศาสนานั้น คือหลักวิชาและระเบียบวิธีปฏิบัติ ที่ให้รู้ว่า "อะไรเป็นอะไร" การรู้ว่าอะไรเป็นอะไรถึงที่สุดนั้น คือรู้ว่าสิ่งทั้งปวง เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. เมื่อรู้ว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา โดยแท้จริงแล้ว จะเกิดมีความรู้สึกชนิดที่จิตใจจะไม่อยากอะไร : . ไม่อยากได้อะไร ไม่อยากเป็น อะไรด้วยความยึดถือ. ถ้าต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งใด ๆ โดยลักษณะที่เรียก กันว่า " ความมี-ความเป็น" บ้าง ก็เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยสติสัมปชัญญะ โดย อำนาจของปัญญา ไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยอำนาจของตัณหา เพราะฉะนั้นจึงไม่มี ความทุกข์ หรือมีความทุกข์แต่น้อยที่สุด. นี้, เป็นผลของการเห็นแจ้งในความ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ซึ่งสรุปอยู่ในหลักที่ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวง มีลักษณะ ที่ใคร ๆ ไม่น่ามอบตัวเข้าไปเป็นทาส เพื่อจะเอาหรือจะเป็น แต่ประการใดเลย. ขอให้ท่านทั้งหลาย กำหนดใจความของหลักแห่งพุทธศาสนา เท่าที่ได้บรรยาย ในวันนี้ไว้ดังนี้. ขอยุติคำบรรยายวันนี้ เพราะหมดเวลาเพียงเท่านี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต