Buddhadasa.org

ตุลาการิกธรรม เล่ม 1 ครั้งที่ ๓/๒๔๙๙ — อุปาทานสี่

ตุลาการิกธรรม เล่ม 1 — คำบรรยายหลักพุทธศาสนา อบรมผู้ที่จะเป็นผู้พิพากษา ณ เนติบัณฑิตยสภา รุ่น พ.ศ. ๒๔๙๙ และ ๒๕๐๐ (สมัยดำรงสมณศักดิ์ พระอริยนันทมุนี) · วันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๔๙๙

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.89 ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย, อาตมาได้บรรยายแล้วแต่วันก่อน ๆ ถึงข้อที่ว่า พุทธศาสนา นั้นคือ วิชาและระเบียบปฏิบัติเพื่อจะให้รู้ถึงความเป็นจริงของสิ่งทั้งปวง ว่าอะไรเป็น อะไร, และต่อจากนั้นได้บรรยายให้ทราบถึงข้อที่ว่า สิ่งทั้งปวงนั้นทุกสิ่ง มีปรกติเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มีลักษณะที่ไร้ความหมายแห่งความมีตัวตน, เพื่อให้ทราบใจความสำคัญว่า สิ่งทั้งปวงนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะยึดถือเอาด้วยกิเลส ด้วยตัณหา เพราะว่าการทำอย่างนั้นนั่นแหละเป็นความทุกข์ หรือเป็นทางให้เกิด ๔๙

น.90 ความทุกข์ และได้กล่าวเรื่อย ๆ มา เป็นเครื่องตักเตือนไว้ทุกครั้งว่า พุทธศาสนา เรามีความมุ่งหมายจะแก้ปัญหาเรื่องความทุกข์ในทางใจ ที่สูงและลึกยิ่งไปกว่า ความมุ่งหมายของ ศีลธรรม หรือ จริยธรรม ตามธรรมดา เพื่อให้เข้าใจในเรื่องความทุกข์นี้ยิ่งขึ้น เรามีทางที่จะเปรียบเทียบ ลักษณะของความทุกข์ให้เห็นว่ามีอยู่เป็นชั้น ๆ ซึ่งชั้นสุดท้ายจะต้องอาศัยสติ. ปัญญาหรือความรู้ที่สูงสุดจริง ๆ จึงจะดับมันได้. ลักษณะที่จะกำหนดได้ง่าย ๆ ในทางเปรียบเทียบ หรือจะไม่ถือว่าเป็นการเปรียบเทียบก็ตาม ในที่นี้ก็คือ ลักษณะของการเป็นโรค; การเป็นโรคนั้น เราอาจจะจำแนกให้สิ้นเชิง ได้โดยจัดเป็น ๓ ประเภทด้วยกัน คือการเป็นโรคทางกาย ทางร่างกาย ซึ่งเราเห็นกันอยู่ทั่ว ๆ ไป นี้อย่างหนึ่ง. ที่สูงขึ้นไปกว่านั้นอีกชั้นหนึ่ง ก็คือ การเป็นโรคทางจิต ทีนี้เราลองคิดกันดูว่าจะมีโรคอะไรอีกไหม ที่สูงไปกว่า โรคทางจิต ? ถ้าเข้าใจความข้อนี้จะดีมาก. ในบัดนี้ ตามทางธรรมหรือ ทางปรัชญาที่เกี่ยวกับศาสนา ได้มีการบัญญัติคำขึ้นใช้อีกคำหนึ่ง ซึ่งเป็นคำ สำหรับเรียกโรคในทาง ซึ่งเราขอเรียกกันไปที่ก่อนว่า ทางวิญญาณ. อาตมาเอง ก็ยังไม่ทราบว่าจะใช้คำว่าอะไรดี. โรคทางกายนั้นคงใช้คำว่า Physical Disease. โรคทางจิตก็คือ Mental Disease ต่อมาถึงโรคประเภทสุดท้ายนี้ เรียกว่า Spiritual Disease. คำนี้ ตามธรรมดาหรือถ้าเป็นคนธรรมดาก็มักจะเข้าใจ ไปว่า เป็นเรื่องผีเรื่องสาง หรือเรื่องอะไรทำนองนั้น, her แต่ความจริงนั้น Spiritual Disease นี้ มิได้หมายถึงโรคเกี่ยวกับผีสางอะไรทำนองนั้นเลย. มันหมายถึงโรคที่เกี่ยวกับกิเลสแผดเผา ! ถ้าจะชี้ที่ตัวจริงของโรคนี้ก็คือ ความ

น.91 ทนทรมานทางจิตที่เกิดมาจากกิเลส. แต่โรคนั้นปรากฏทางจิตหรือวิญญาณ ล้วน ๆ ซึ่งตรงกับคำว่า Spiritual . ซึ่งสูงไปกว่าคำว่า Mental. เพราะคำว่า Mental นั้น กระเดียดไปทางเกี่ยวพันกับ Physical อยู่มาก. โรคทางกาย คือความเจ็บไข้ทางกาย, โรคทางจิต ก็คือความป่วยในทางจิต, แต่โรคทาง วิญญาณ นี้ยิ่งไปกว่านั้น ; แม้ไม่ป่วยทางกาย ไม่ป่วยทางจิต แต่ถ้า ยังมีกิเลสตัณหาอวิชชาอยู่แล้ว ก็ถือว่าเป็นคนป่วยในทาง Spirit หรือวิญญาณ" อยู่ด้วยกันทุกคน. อวิชชาคือความไม่รู้ ตัณหาคือ ความอยาก อุปาทานคือความยึดมั่น เหล่านี้เป็นเครื่องทำให้คนเราตก อยู่ในสภาพของความป่วยในทางวิญญาณ. สิ่งนี้ยิ่งไปกว่าความป่วยทางจิต. คำว่าจิต หรือวิญญาณนี้ ออกจะปนกันยุ่ง ฉะนั้นอย่าไปยึดถือ ถ้อยคำนัก, ขอให้ยึดถือกิริยาอาการที่เกิดขึ้นจริง ๆ ก็แล้วกัน ; ถ้าป่วยทางกาย ก็ไปรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลทั่ว ๆ ไป, ถ้าป่วยทางจิต ก็ไปโรงพยาบาล พิเศษ เช่นที่ปากคลองสานเป็นต้นโดยเฉพาะ. แต่ถ้าป่วยทางวิญญาณ หรือ Spiritual แล้ว ก็ต้องไปหาโรงพยาบาลของพระพุทธเจ้าโดยตรง อย่างนี้เป็นต้น. ถ้าเราเข้าใจว่าโรคของคนทุกคน มีอยู่เป็น ๓ ชั้นดังนี้แล้ว เราก็จะรู้จัก อานิสงส์ รู้จักประโยชน์ รู้จักความสำคัญของพระพุทธศาสนายิ่งขึ้น ทันที. เมื่อเป็นดังนี้ เราจะเห็นได้ว่า การที่จะแก้ปัญหาในการเป็นโรคทาง วิญญาณนี้ มันเหลือวิสัยที่ศีลธรรมสากลทั่ว ๆ ไป จะช่วยแก้ไขได้ ต้องอาศัย ๑. คำว่าวิญญาณโดยทั่วไป ตรงกับคำว่า Consciousness. ที่ตรงกับคำว่า Spirit นี้เป็นคำพิเศษ ของฝ่ายพวกที่ถือว่ามี เจตภูต หรือตัวตน, มิใช่ศัพท์ทางพุทธศาสนาโดยตรง พุทธศาสนาปฏิเสธ ตัวตน ทำนองนั้น.

น.92 หลักธรรมในพระพุทธศาสนาในส่วนที่เป็นชั้นสูง คือส่วนที่สามารถจะกำจัด กิเลสตัณหาได้จริง ๆ เท่านั้น เป็นเครื่องเยียวยารักษา. นี่แหละ จะทำให้เรา สนใจในตัวพุทธศาสนายิ่งขึ้น : เราจะมองเห็นความที่ศาสนาหรือพุทธศาสนา มีสภาพอยู่เหนือกว่าศีลธรรมทั่ว ๆ ไป. ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า ใจความ สำคัญของพระพุทธศาสนานั้น คือวิชาและระเบียบปฏิบัติจนเกิดความรู้อันถูกต้อง ว่าอะไรเป็นอะไร ถ้ารู้ถูกต้องแล้ว อย่างน้อยก็รู้ว่าสิ่งทั้งปวงเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ; ใครไปยึดถือว่าเป็นตัวตน หรือของตนเข้า มันก็เป็นความทุกข์ ; แม้ที่สุดแต่ใครไปหลงใหล หลงรัก หลงชัง มันเข้า ก็เป็นความทุกข์ ; เราเรียก ความทุกข์ หรือความทรมานอันนี้เองว่าเป็นโรคทางวิญญาณ, ซึ่งสัตว์ กำลังเป็นกันอยู่ทุกรูปทุกนาม. ทีนี้ก็มาถึงปัญหาที่ว่าเราต้องการจะปลีกตัว ลากตัว ถอนตัว ออกมาเสียจากสังขารหรือจากสิ่งทั้งหลายที่เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เหล่านั้น เราจะมีวิธีอย่างไร ? คำตอบคือเราจะต้องศึกษาต่อไปถึงข้อที่ว่า "อะไรเป็นเหตุให้เราเข้าไปอยาก และเข้าไปติดยึดถือสิ่งเหล่านั้น " เราจะต้อง ศึกษาเรื่องของสิ่งลึกลับ ที่ทำให้เราหลงเข้าไปยึดถือสิ่งทั้งหลายทั้งปวงในโลก ทั้ง ๆ ที่มันเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง ที่เป็นทุกข์ ที่เป็นอนัตตา. ถ้าเรารู้ลึกซึ้งถึงสิ่งที่ เป็นต้นเหตุ ให้เราเข้าไปหลงยึดถือแล้ว เราอาจจะตัดการยึดถือเสียได้. เพราะฉะนั้นเราจึงต้องมีความรู้ในข้อนี้ โดยตรง เราจึงจะสามารถทำตนให้ถอย ออกไปเสียให้ห่างไกล หรือให้เป็นอิสระออกไปเสียจากสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ซึ่งเป็น ที่ตั้งของความหลงใหลยึดถือ ทั้งที่มันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทุกๆ วิถีทาง

น.93 อีกประการหนึ่ง อาตมาเห็นว่าการศึกษาให้เข้าใจเรื่องกิเลสส่วน ที่เป็นเหตุให้ยึดถือ หรือที่เรียกว่า "อุปาทาน" นี่แหละเสียก่อน จะเป็น การช่วยให้เราเข้าใจพุทธศาสนาได้ชัดเจนลึกซึ้งถึงที่สุด และโดยง่าย. จึงขอร้องให้บรรดาท่านนักศึกษาทั้งหลายได้สนใจ ในเรื่องอุปาทาน หรือความ ยึดถือนี้ให้มากเป็นพิเศษ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขอให้ศึกษาจนรู้จักตัวความ ยึดถือที่แท้จริงที่ท่านกำลังมีอยู่ในท่านทุก ๆ คน ไม่ว่าจะเป็นตัวท่านเอง หรือว่า จะเป็นตัวบุคคลที่เรากำลังจะไปช่วยเหลือเขาให้พ้นจากทุกข์ภัยที่เกิดมาแต่กิเลส. กิเลส ซึ่งเป็นความยึดถือ หรือเป็นเครื่องยึดถือในสิ่งทั้งปวงนั้น พุทธศาสนาเรียกว่า " อุปาทาน" คำว่า อุปาทาน ก็แปลว่า ความยึดถือ. ถ้าตามตัวหนังสือจริง ๆ ก็แปลว่าการเข้าไปถือเอาหรือการเข้าไปทรงไว้เป็นต้น ; แต่โดยใจความแล้ว คือการเข้าไปยึดถือเอาด้วยกำลังจิตใจทั้งหมดทั้งสิ้นนั่นเอง. อุปาทาน หรือกิเลสเป็นเครื่องให้ยึดถือนี้ ท่านจำแนกเป็น ๔ ประการด้วยกัน ประการแรกเรียกว่า กามุปาทาน คือการยึดถือในของรัก ของใคร่ทั่วไป. ประการที่สองเรียกว่า ทิฏฐุปาทาน การยึดถือทิฏฐิความ คิดเห็นตามที่ตนมีอยู่. ประการที่สามเรียกว่า สีลัพพตฺปาทาน ยึดถือในศีล และวัตรปฏิบัติต่าง ๆ ที่ตนเคยประพฤติปฏิบัติกระทำโดยงมงายมาแต่เดิม และ ประการสุดท้าย คือประการที่สี่นั้น เรียกว่า อัตตวานุปาทาน คือ การยึดถือ ด้วยการกล่าวว่า เป็นตัวเป็นตน. กามุปาทาน ยึดมั่นในกาม ซึ่งเป็นประการแรกนั้น เห็นได้จาก การที่คนเราตามธรรมดา มีความติดพันในสิ่งที่เป็นที่รักที่พอใจ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใด

น.94 คือจะเป็นรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม. รูปก็คือ สิ่งที่น่ารักใคร่ในทางรูป หรือทางที่เห็นด้วยตา, เสียง ก็หมายถึงเสียงไพเราะ ที่จะผูกพันจิตใจ, กลิ่น ก็คือกลิ่นหอม, รส ก็คือรสที่อร่อย, โผฏฐัพพะ คือการสัมผัสทางกาย ตามที่สัญชาตญาณตามปรกติของคนเรารู้สึกว่าเป็นความ สนุกสนานเพลิดเพลินหรือเอร็ดอร่อย. วัตถุที่ตั้งของกามารมณ์ ๕ อย่างนี้ กล่าวเพียงเท่าที่รู้จักกันทั่วไป. แต่ตามหลักธรรมในพุทธศาสนานั้น ขยาย ออกไปเป็น ๖, คือมี "ธรรมารมณ์" เพิ่มอีกอย่างหนึ่ง หมายถึงสิ่งที่ผุดขึ้น ในความรู้สึกในใจ, เป็นเรื่องอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคตก็ได้ เกี่ยวกับวัตถุ ภายนอกหรือภายในก็ได้, เป็นของจริงหรือเป็นเพียงคิดฝันก็ได้, ซึ่งอาจให้เกิด เอร็ดอร่อยทางจิตในขณะที่รู้สึก. เมื่อทารกเกิดมา ได้รู้รสของอารมณ์ทั้ง ๖ นี้ เป็นครั้งแรก ก็เกิดความยึดถือในอารมณ์นั้นขึ้น และยึดถือยิ่งขึ้นเป็นลำดับ ๆ มาจนกระทั่งบัดนี้ มีความยึดถือในสิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความรักใคร่เช่นนั้นอย่าง แน่นแฟ้น อย่างที่เหลือวิสัยที่คนธรรมดาจะถอนได้. เพราะฉะนั้นจึงเป็น ปัญหาสำคัญ ที่เราจะต้องมีความรู้ความเข้าใจให้ถูกต้อง และประพฤติ ปฏิบัติให้ถูกต้องต่อสิ่งเหล่านั้น. มิฉะนั้นความยึดถือในกามนี่แหละ จะนำ ไปสู่ความพินาศฉิบหาย ขอให้เราพิจารณาดูความพินาศฉิบหายของคนทั่ว ๆ ไป ตามปรกติก็จะมองเห็นว่า มีมูลมาจากความยึดมั่นถือมั่นในกามอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังที่กล่าวมาแล้ว. คำว่า "กาม" ในภาษาบาลี มีขอบเขตกว้างขวางกว่าใน ภาษาไทย ซึ่งหมายถึงแต่ความรู้สึกในทางเพศตรงข้ามอย่างเดียว, ถึงเพียงนี้. นักคิดแห่งยุคปัจจุบัน เช่นนักจิตวิทยาที่ชื่อ Sigmund Freud ยอมเชื่อ หรือยอมมีหลักว่า อะไรทุกอย่างที่มนุษย์ทำกันอยู่ในโลก ไม่ว่าอะไร

น.95 ล้วนแต่มีมูลมาจากสิ่งที่เรียกว่ากามารมณ์นี้ทั้งนั้น. ถ้ามองดูกันในแง่ ที่เกี่ยวกับสัตว์โลกทั่ว ๆ ไปแล้ว จะเห็นว่าข้อนี้เป็นความจริงถึงที่สุดจริง ๆ ด้วย, เพราะว่าคนเราจะรักกันก็มีมูลมาจากกามารมณ์, เราจะโกรธกัน เกลียดกัน อิจฉาริษยาฆ่าฟันกันหรือฆ่าตัวเองก็ตาม ก็จะต้องมีมูลมาจากกามารมณ์, เพราะ ว่าความโกรธความเกลียดนั้น จะต้องมาจากการที่ต่างฝ่ายต่างหวังในกามารมณ์ อันใดอันหนึ่ง แล้วมีประโยชน์อันขัดกันไม่ทางตรงก็ทางอ้อม. ยิ่งคิดไปยิ่งจะ เห็นได้ว่า การที่มนุษย์ต้องทำงานต้องขวนขวายต่าง ๆ นานาประการ หรือทำ อะไรก็ตาม เราอาจจะสืบสาวเรื่องราวไปจนพบว่ามีความอยากในสิ่งที่ตนใคร่ จะได้อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นมูลฐานอยู่ในส่วนลึกทั้งนั้น. ขอให้พินิจคิดดูแม้แต่ ว่าที่เราอุตส่าห์เล่าเรียนเพื่อประกอบอาชีพนี้ ก็ต้องมีมูลมาจากกามารมณ์ เพราะ ว่าเป็นไปเพื่อให้ได้ผลจากอาชีพ แล้วก็ไปจัดหาความสบายในทางรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะทั้งนั้น ; จะมีอะไรมากไปกว่านี้เล่า ! แม้แต่เรื่องทำบุญ ให้ทานเพื่อไปสวรรค์ ก็เป็นการกล่าวว่ามีมูลมาจากความหวังในทางกามารมณ์ เพราะฉะนั้นอาตมาจึงจำกัดความลงไปว่า "เพียงเรื่องของโลก" อย่าให้ก้าวก่าย ไปถึงเรื่องของโลกุตตระ เช่นการที่ออกบวช ทำความเพียรเพื่อตัดกิเลส เสียให้สิ้น เราไม่ถือว่ามีมูลเพื่อจะให้ได้ซึ่งกามารมณ์ เว้นแต่การกระทำของ คนบางพวกหรือนักบวชบางพวก ที่ทำเพื่อกามารมณ์ในโลกในภพสวรรค์ชั้นใด ชั้นหนึ่งนั้นก็มีเหมือนกัน, แต่นั่นไม่ใช่ในพุทธศาสนา. แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม เรายังมีทางที่จะกล่าวได้โดยอ้อมอีกว่า เพราะเกลียดกลัวกามารมณ์ ซึ่งเป็น เครื่องครอบงำย่ำยีโลกนั่นเอง เราจึงออกประพฤติพรหมจรรย์เพื่อหาวิธีที่จะอยู่ เหนืออำนาจของกามารมณ์เหล่านี้เป็นต้น. นี้ก็เรียกว่าการบวชนั้น มีมูลมาจาก

น.96 กามารมณ์โดยอ้อม คือคนละแนว. แต่รวมความแล้ว ก็อาจที่จะกล่าวว่า ความยุ่งยากปั่นป่วนของสัตว์ ของมนุษย์ ของโลกทั้งสิ้นนั้น มีมูลมาจาก กามารมณ์ ได้อยู่นั่นเอง. ทำไมกามารมณ์จึงมีอำนาจร้ายกาจถึงเพียงนี้ ? ก็เพราะเหตุว่า เพราะอำนาจของ กามุปาทาน คือความยึดมั่นถือมั่น ยึดติดอย่างเหนียว แน่นในกามตัวนี้เอง พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสไว้ในฐานะเป็นอุปาทานข้อต้น เป็นปัญหาเกี่ยวกับโลกโดยตรง. โลกจะตั้งอยู่หรือจะหมุนไป หรือจะ แตกดับวินาศฉิบหาย หรือจะเป็นอะไรก็ตาม ย่อมมีมูลมาจากกามุปาทาน นี้โดยตรงและทั่วไป. เราควรจะพิจารณาให้มองเห็นชัดในตัวเราเองว่า เรามี กามุปาทานกันอย่างไร มาตั้งแต่เมื่อไหร่ และเหนียวแน่นเพียงไร และอยู่ใน ลักษณะที่ออกจะเหลือวิสัยที่เราจะละได้จริง ๆ หรือไม่. ถ้าหากว่าเราไม่พึ่งสติ ปัญญาของพระพุทธเจ้าแล้ว เราจะสามารถละกามุปาทานกันได้อย่างไร ดูยัง มืดมนมาก. สิ่งนี้แหละ คือสิ่งที่เรียกว่า กามุปาทาน อันจะตัดหรือละได้ด้วย การประพฤติปฏิบัติในทางพุทธศาสนาชั้นสูง ไม่ใช่ชั้นศีลธรรม หรือจริยธรรม ตามธรรมดา. ถ้าว่ากันอย่างตามธรรมดาหรือพื้น ๆ ทั่วไปอย่างโลก ๆ แล้ว กามุปาทานเสียอีก กลับจะเป็นสิ่งที่มีประโยชน์อย่างใหญ่หลวง, ที่ว่ามี ประโยชน์ หมายความว่าจะทำให้รักครอบครัว จะทำให้ขยันขันแข็งในการแสวง หาทรัพย์และชื่อเสียง ฯลฯ อะไรเหล่านี้เป็นต้น ล้วนแต่มีมูลมาจากกามุปาทาน อยู่ทั้งนั้น ถ้าจะเพ่งไปในทางดีอย่างโลก ๆ ก็นับว่าเป็นกำลังอันหนึ่ง ซึ่งทำให้ คนขยันขันแข็ง. แต่ถ้ามองกันในแง่ของธรรม จะรู้สึกว่าเป็นทางมา

น.97 แห่งความทุกข์ทรมานอันเร้นลับ ; เพราะฉะนั้นในทางธรรม กามุปาทานจึง เป็นสิ่งที่ต้องควบคุม หรือถึงกับเป็นสิ่งที่จะต้องละในที่สุด. เราละได้หรือยัง ? เราจะละกันหรือยัง ? นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง. ขอแต่ให้เข้าใจไว้อย่างชัดเจน ว่านี่แหละคือสิ่งที่พุทธศาสนามุ่งหมายจะให้ได้รับการควบคุม, มุ่งหมาย จะให้ละในที่สุด ; นับเป็นอุปาทานข้อแรก. ทิฏฐุปาทาน ยึดมั่นด้วยทิฏฐิ คือความคิดความเห็น ซึ่งเป็น อุปาทานข้อที่สองนั้น ก็เป็นสิ่งที่พอจะมองเห็นและเข้าใจได้ไม่ยากนักเหมือนกัน พอเราเกิดมาในโลก เราก็ต้องได้รับการศึกษาอบรม ให้เกิดเป็นความเห็น ชนิดที่เรียกว่า ทิฏฐิ คือความเห็นชนิดที่มีไว้สำหรับถือรั้นยึดมั่น ไม่ค่อยยอม ใครง่ายๆ นี้เรียกว่า ทิฏฐิ. ความเห็นชนิดนี้ คนทุกคนจะต้องยึดมั่นของตน ด้วยกันทั้งนั้น อยู่ในลักษณะที่อาจจะจัดเป็นสัญชาตญาณ ; กล่าวอย่างนี้ก็ไม่ผิด. ลักษณะที่ยึดมั่นด้วยทิฏฐิความคิดความเห็นของตนนี้ เป็นไปตามธรรมชาติ เราไม่ติเตียนกันนัก และเป็นสิ่งที่ห้ามไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องของธรรมชาติ แต่ถ้าเรามองให้ดี ก็จะเห็นเป็นโทษเป็นภัยที่ร้ายกาจอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน คือ ไม่น้อยไปกว่ากามุปาทาน. ถ้าคนเรายึดมั่นในทิฏฐิความคิดความเห็นเดิม ๆ ของตัวอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นคนดื้อดึงโดยเด็ดขาดแล้ว ก็แปลว่าจะต้องได้รับ ความวินาศ. เราจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงทิฏฐิความคิดเห็นของเรานี้ให้ถูกยิ่งๆขึ้น ให้ดีให้สูงยิ่งขึ้น. แม้ว่าเราจะยังคงยึดถือทิฏฐิอยู่ก็ตาม เราจะต้อง ปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น คือจากมิจฉาทิฏฐิ ให้ค่อยๆกลายมาเป็นสัมมาทิฏฐิ และยิ่ง ๆ ขึ้น จนเป็นสัมมาทิฏฐิถึงที่สุด ชนิดที่รู้อริยสัจจ์ ดังที่อาตมาได้ บรรยายแล้วแต่วันก่อน.

น.98 ทิฏฐิที่เป็นเหตุแห่งความถือรั้น มีมูลมาจากทางหลาย ๆ ทาง แต่โดยเฉพาะอย่างยิ่งแล้ว มักจะเกี่ยวกับขนบธรรมเนียมประเพณี หรือลัทธิ ศาสนาเป็นส่วนใหญ่. เมื่อกล่าวดังนี้ ก็พอจะเข้าใจกันได้ว่า สิ่งใดที่เราเห็นว่า ถูกที่สุด หรือดีที่สุด สิ่งนั้นเราก็จะยึดถือมากที่สุด. ความยึดมั่น ถือมั่น เกี่ยวกับทิฏฐิ จึงมักจะต้องตกไปตามขนบธรรมเนียมประเพณี หรือลัทธิ ศาสนา ซึ่งเป็นสิ่งที่มีไว้แสดงถึงสิ่งที่ถือว่าดีที่สุด. ส่วนที่จะมีทิฏฐิดื้อรั้น เป็นของส่วนตัวเองล้วนๆ นั้นยังไม่เท่าไร ยังไม่มากมายเท่ากับที่งอกงามมาจาก ขนบธรรมเนียมประเพณีหรือศาสนา ที่ค่อย ๆ อบรมสะสมกันมากขึ้น ๆ ยังมี ข้อที่ยิ่งไปกว่านั้นอีก : ทิฏฐิต่าง ๆ นี้ ยังเกี่ยวกับความไม่รู้ที่เรียกว่า อวิชชา. เมื่อมีความไม่รู้ ก็มีความเข้าใจเอาเองตามอำนาจกิเลสพื้นฐาน • ว่าสิ่งนี้น่ารัก สิ่งนี้น่ายึดถือ สิ่งนี้เที่ยงแท้ถาวร สิ่งนี้เป็นความสุข สิ่งนี้เป็นตัวเป็นตน แทนที่จะเห็นว่าสังขารเหล่านั้นเป็นของปฏิกูล เป็นมายา เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อย่างนี้เป็นต้น กระทั่งว่าอะไร ๆ ที่ตนเคยสำคัญมั่นหมาย เคยเข้าใจ มาแล้วละก็ ต้องเป็นของถูก ไม่ยอมให้เป็นของผิด เป็นผู้ ไม่ยอมผิด ทั้ง ๆ ที่ บางทีก็เห็นอยู่ว่าผิด แต่ก็ยอมให้ไม่ได้ เพราะยังสงวนทิฏฐิ ความเห็นอันนี้ ไว้เรื่อย. ความเป็นผู้ที่ดื้อดึงซึ่งหน้าอย่างนี้ นับว่าเป็นอุปสรรค หรือศัตรูของ คนเราอย่างยิ่ง. มันจะทำให้เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น หรือ ไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงลัทธิแห่งความคิดความเห็น หรือความเชื่อในลัทธิ ศาสนาหรือลัทธินิกายอื่น ๆ ที่จะเป็นไปในทางที่ดีขึ้น. ปัญหานี้ ย่อมจะเกิดแก่ บุคคลผู้ถือลัทธิศาสนาหรือลัทธิอะไรก็ตาม ที่ยังต่ำอยู่. ทั้งๆ ที่ตัวเห็นว่าต่ำ ก็เปลี่ยนไม่ได้ เพราะถือเสียว่า เป็นของที่ บิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย เคยถือกัน

น.99 มาบ้าง หรือไม่มีเหตุผลอะไรสำหรับแก้ตัวขึ้นมาจริง ๆ ก็ถือเสียเพียงว่ามันเป็น สิ่งที่เคยถือมาอย่างนี้ก็ดีแล้ว ดังนี้เป็นต้น. เพราะเหตุนี้เอง จึงถือว่า ทิฏฐิ เป็นกิเลสตัวร้ายกาจ เป็นสิ่งที่น่าอันตรายที่สุดอย่างหนึ่ง, ซึ่งจะถือ เป็นของเล็กน้อยไม่ได้, จะต้องพยายามอย่างยิ่ง ให้หน่าย ให้จาง และให้หลุดถอน. สีลัพพตุปาทาน อันเป็นข้อที่สามนั้น หมายถึงความถือมั่น ในการประพฤติกระทำ ที่เคยประพฤติกระทำสืบปรัมปรากันมาอย่าง ไร้เหตุผล หรือที่ถือว่าเป็นการประพฤติกระทำที่นิยมกันว่าขลังหรือศักดิ์สิทธิ์ แล้วก็ยึดถือไว้ในฐานะเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ไม่ยอม สละคืน. คนไทยเราทั่วไป ก็มีสิ่งที่เรียกว่า สีลัพพตะ หรือ ศีลพรต ในที่นี้ กันไม่น้อยกว่าชนชาติอื่นเหมือนกัน, มีการถือเครื่องรางของขลังและลัทธิพิธี เคล็ดลับต่าง ๆ เช่นว่าตื่นขึ้นมา บางคนจะต้องเสกน้ำล้างหน้า, จะถ่ายอุจจาระ เป็นต้น ก็ต้องมีเคล็ดอย่างนั้นอย่างนี้ เช่นจะต้องผินหน้าทิศนั้นทิศนี้, จะบริโภค อาหารหรือจะนอน ก็ต้องมีเคล็ดอย่างนั้นอย่างนี้, มีการเชื่อผีสางเทวดา ต้นไม้ ศักดิ์สิทธิ์ สัตว์ศกดิ์สิทธิ์เป็นต้น, ซึ่งเป็นเรื่องของคนโบราณ. แม้แต่คนสมัย ปัจจุบันนี้ก็ยังมีสิ่งที่ตัวยึดถือ หรือมีความยึดถือในทำนองนี้ และโดยเฉพาะก็มัก จะเป็นของที่เกี่ยวกับขนบธรรมเนียมประเพณี หรือลัทธิศาสนานั่นเอง. ใจความสำคัญของเรื่องสีลัพพตุปาทาน นี้ อยู่ตรงที่ว่าเป็นระเบียบ วิธีประพฤติปฏิบัติที่ทำไปโดยไร้เหตุผล โดยไม่ต้องคำนึงถึงเหตุผล โดยไม่ อาศัยเหตุผล ; คงมีแต่ความยึดมั่นถือมั่น แต่ตามตัวหนังสืออย่างเดียวบ้าง,

น.100 ในฐานะที่เป็นของที่เคยทำแล้ว ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงบ้าง. แม้แต่ที่เป็นพุทธ- บริษัทเป็นอุบาสกอุบาสิกาแท้ ๆ ก็ยังมีของอย่างนี้ ยึดมั่นถือมั่นกันไว้คนละอย่าง สองอย่าง ; แม้ที่เป็นพระภิกษุสงฆ์ ก็ยังยึดมั่นถือมั่นอะไรบางสิ่งบางอย่าง หรือหลาย ๆ อย่าง ในทำนองนี้ ซึ่งเป็นตัวศีลวัตร หรือศีลพรต ชนิดที่ยึดถือ ไว้ด้วยอุปาทาน. โดยเฉพาะลัทธิศาสนาต่าง ๆ ที่ถือพระเป็นเจ้า ถือเทวดา ถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำนองนั้นด้วยแล้ว จะต้องมีการถือชนิดนั้นมากอย่างยิ่ง. สำหรับ พุทธศาสนาเราไม่สู้จะมีมากเหมือนอย่างนั้น แต่ถึงอย่างนั้นก็มีไม่น้อย. ข้อนี้ เป็นได้โดยเหตุที่ว่าเมื่อมาประพฤติศีล หรือธรรมะข้อใดข้อหนึ่ง แล้วไม่ทราบ ความมุ่งหมาย ไม่คำนึงถึงเหตุผล ได้แต่ลงสันนิษฐานเอาเสียว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์ เมื่อลงได้ปฏิบัติของศักดิ์สิทธิ์แล้ว ย่อมต้องได้รับผลดีเอง ; ฉะนั้นคนเหล่านี้ จึงสมาทานศีล หรือประพฤติธรรมะ แต่เพียงตามแบบฉบับ ตามตัวอักษร ตามประเพณี ตามตัวอย่าง ที่สืบปรัมปรากันมาเท่านั้น, ไม่เข้าถึงเหตุผลของ สิ่งนั้น ๆ แต่เพราะอาศัยการประพฤติกระทำมาจนชิน การยึดถือจึงเหนียวแน่น เป็นอุปาทานชนิดที่แก้ไขยาก. ด้วยเหตุนี้แหละ การที่ใครจะเปลี่ยนจาก ลัทธิหนึ่ง ไปสู่อีกลัทธิหนึ่ง หรือเปลี่ยนจากศาสนาหนึ่ง ไปสู่ศาสนาหนึ่งนั้น จึงเป็นสิ่งที่ยากที่จะทำได้ เพราะอำนาจของศีลวัตรที่ตนประพฤติปฏิบัติสมาทาน อยู่ด้วยความยึดถือ หลายวัน หลายเดือน หลายปี หลายสิบปี จนแน่นแฟ้น เปลี่ยนไม่ได้. อันนี้เรียกว่า อุปาทาน ในการประพฤติปฏิบัติที่เคย กระทำสืบ ๆ กันมาอย่างผิด ๆ หรืองมงาย, ต่างจากอุปาทานข้อที่สองข้างต้น ซึ่งหมายถึงการถือในตัวทิฏฐิ หรือความคิดความเห็นที่ผิด. ส่วนข้อนี้เป็นการ ยึดถือในตัวการปฏิบัติ หรือการกระทำทางภายนอก.

น.101 แม้การประพฤติวิปัสสนากรรมฐาน สมถกรรมฐาน อย่างที่ประพฤติ ๆ กันอยู่ก็ตาม ถ้าหากว่าทำไปด้วยความไม่รู้เหตุผลต้นปลาย ไม่รู้ความมุ่งหมาย อันแท้จริง เหล่านี้แล้ว ก็ต้องเป็นการทำไปด้วยอำนาจสีลัพพตุปาทานนี้ทั้งนั้น การกระทำทางศาสนาของคนสองพวก ที่ดูภายนอกเหมือนกันนั้นแหละ จะกลายเป็นว่าพวกหนึ่ง กำลังทำอยู่ด้วยอำนาจสีลัพพตปรามาส เป็น ความโง่เขลาชนิดหนึ่งไป เพราะความยึดถือเหนียวแน่นในทางขลังและ ศักดิ์สิทธิ์ชนิดหนึ่ง โดยไม่ต้องสงสัย. แม้ที่สุดแต่เราจะรักษาศีล, จะเป็นศีลห้า หรือศีลแปด ศีลสิบ หรือศีลอะไรก็ตาม ถ้ารักษาโดยคิดว่าเราจะเป็นผู้ขลัง ผู้ศักดิ์สิทธิ์ จะมีอำนาจวิเศษอะไรขึ้นมา เพราะการรักษาศีลนั้นแล้ว ก็กลายเป็น สีลัพพตปรามาส ซึ่งทำไปโดยอำนาจสีลัพพตุปาทานนี้ทั้งนั้น, ไม่จำต้องกล่าว ถึงการประพฤติวัตรแปลก ๆ ของพวกเดียรถีย์ ภายนอกพุทธศาสนาเลย ; ฉะนั้น จึงจำเป็นต้องระมัดระวังให้มาก. ในการที่จะประพฤติปฏิบัติตามหลักของธรรมะ หรือของศาสนาที่ถูกต้องนั้น มันจะต้องเป็นการถูกต้องไปตั้งแต่ทิฏฐความคิด ความเห็น และความพอใจในผลของการปฏิบัติที่มีเหตุผล ในการทำลายกิเลส ไปตั้งแต่ต้นทีเดียว ความประพฤติปฏิบัตินั้น จึงจะไม่เป็นไปเพื่อความยึดถือ ด้วยอุปาทานที่เหนียวแน่น นอกลู่นอกทางยิ่งขึ้น. อีกอย่างหนึ่ง ยังมีสิ่งที่ควรจะมองด้วยเหมือนกัน ว่าเราทุกคน มีอะไรที่เราถือรั้นเหนียวแน่นอยู่ในทางการกระทำหรือประพฤติ ในฐานะที่เป็น ลัทธิชนิดหนึ่ง ซึ่งเราถือเสียว่าอยู่เหนือเหตุผลที่จะพิสูจน์. . อาตมาอยากจะ ยืนยันว่า ข้อนี้เป็นทางที่จะทำให้เราตกหลุมพราง ของสีลัพพตุปาทานข้อนี้

น.102 โดยไม่รู้สึกตัว, และเป็นสิ่งที่มีอยู่ด้วยกันทุกคน ทั้งคนสมัยเก่าทั้งคนสมัยใหม่ หรือคนสมัยใหม่เจี๊ยบก็ตาม. ขอให้พิจารณาดูเถอะว่า เรากำลังเชื่อ กำลัง พอใจ กำลังยึดถือ ในระเบียบแห่งการประพฤติ การกระทำ อย่างหนึ่ง อย่างใดของตน อย่างเหนียวแน่น อย่างที่ใคร ๆ จะมาง้างไม่ได้ทีเดียว ดังนี้ ด้วยกันทุกคน, หากแต่ว่ามันแตกต่างกันเป็นหลาย ๆ อย่าง เป็นคน ๆ ไป เท่านั้น. คนเรามามัวหลงใหลอยู่ในสิ่ง ๆ นี้กันเสีย จึงเป็นเหตุให้ติดเหนียว แน่นอยู่ในสิ่งที่ตนเคยถือรั้นผิด ๆ มาแต่เดิม เป็นทางไม่ให้ก้าวหน้าไปใน ทางสูงของจิตใจ. จิตใจยังคงถูกหุ้มห่อให้มืดมิดอยู่ด้วย อุปาทานข้อที่สามนี้ ตลอดเวลา. อัตตวาทุปาทาน อันเป็นอุปาทานข้อสุดท้ายนั้น แปลว่า ความยึดมั่นด้วยวาทะว่าตัวตน. ท่านใช้คำว่า ยึดมั่นด้วยวาทะ คือคำพูดว่า ตัวตน แต่ที่จริงไม่ใช่คำพูด. มันเป็นความยึดถือในใจ. หรือถ้าจะว่าพูด ก็เป็นใจพูด คือใจพูดข้างใน ว่านี้มันตัวตน. ความยึดถือว่าตัวว่าตนนี้ เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เท่า ๆ กับที่เป็นสิ่งเร้นลับอย่างยิ่ง. ถ้าจะกล่าวให้กว้าง ออกไปอีก ก็กล่าวได้ว่า เป็นตัวสัญชาตญาณโดยตรง. ความรู้สึกที่มีประจำ อยู่ในชีวิตจิตใจของสิ่งที่มีชีวิตนั้น ย่อมจะมีความรู้สึกในข้อที่ว่า เรา เป็นเรา หรือเราเป็นตัวตนของเราอยู่ดังนี้เสมอไป อย่างที่จะช่วยไม่ได้ เพราะเหตุว่าความรู้สึกอันนี้แหละ เป็นสัญชาตญาณชั้นมูลฐานที่สุด ของสิ่งที่มี ชีวิต และเป็นสัญชาตญาณมูลฐาน ของสัญชาตญาณอื่น ๆ. สัญชาตญาณอื่น ๆ ในที่นี้ ก็เช่นสัญชาตญาณเพื่อจะหาอาหาร กินอาหาร เพื่อให้มีความเจริญงอกงาม

น.103 ใหญ่โต รวมทั้งสัญชาตญาณเพื่อต่อสู้อันตราย เพื่อจะหลบหนีอันตราย หรือว่า สัญชาตญาณที่จะสืบพันธุ์เอาไว้ไม่ให้สาบสูญ และสัญชาตญาณอื่น ๆ อีกมาก. แต่ว่าสัญชาตญาณทั้งหมดนั้น ต้องอาศัยอยู่บนสัญชาตญาณแห่งการรู้สึกยึดถือว่า ตัวเรา. มันต้องมีตัวเรา หรือมีความยึดถือว่าตัวเราเสียก่อน มันจึงจะไม่อยากตาย มันจึงจะอยากหาอาหารมาเลี้ยงร่างกาย มันจึงอยากจะต่อสู้เพื่อเอาตัวรอด หรือไม่ ให้ได้รับอันตราย มันจึงอยากจะสืบพันธุ์ของมันไว้. มันจะเป็นสัญชาตญาณ ใด ๆ ก็ตาม ก็ต้องอาศัยอยู่บนสัญชาตญาณที่เป็นมูลฐาน คือสัญชาตญาณ ที่เป็นความรู้สึกยึดถือว่ามีตัวตนนี่เอง. ความยึดถือว่ามีตัวตนจึงเกิดเป็นสิ่งที่จะ ต้องมีประจำอยู่ในสิ่งทุกสิ่งที่มีชีวิต ถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว มันจะมีชีวิตรอดมาไม่ได้. ขอให้เข้าใจสั้น ๆ อย่างนี้ก็แล้วกัน ว่า ถ้าปราศจากความรู้สึกยึดถือว่าตัวตน แล้ว มันจะมีชีวิตมาไม่ได้ คือมันจะไม่แสวงหาอาหาร มันจะไม่หลบหลีก อันตราย มันจะไม่สืบพันธุ์ ดังนี้เป็นต้น. ครั้นมีชีวิตมาได้ถึงบัดนี้ ก็หมาย ความว่ามีสัญชาตญาณแห่งความยึดถือตัวตนนี่แหละเป็นมูลฐาน. แต่พร้อม กันนั้น, พร้อมกันทีเดียว, พร้อมกันไปในตัวนั่นเอง, มันก็เป็นสิ่งให้เกิดความ ทุกข์ ในการแสวงหาอาหาร ในการต่อสู้ ในการสืบพันธุ์ หรือในการ ทำอะไรทุกๆ อย่าง ซึ่งต้องอาศัยความอยาก คือกิเลสตัณหา ; เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า มันเป็นมูลฐานแห่งความทุกข์ทั้งปวงด้วย, ข้อนี้มีพระบาลีที่" พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้เป็นใจความว่า ถ้าเราจะพูดกันโดยสรุปความให้ สั้นที่สุดแล้ว ก็พูดว่า "สิ่งต่าง ๆ ที่มีอุปาทานยึดครองอยู่นั่นแหละ เป็น ตัวความทุกข์ หรือเป็นมูลเหตุของความทุกข์" หรือให้สั้นกว่านั้นอีก ก็ว่า "ร่างกายและจิตใจที่มีอุปาทานเข้าไปยึดถือหรือครอบครองอยู่นั่นแหละ เป็นตัว

น.104 ความทุกข์"๑ ดังนี้. เมื่อเป็นดังนี้ เรามองเห็นได้พร้อม ๆ กันไปในคราว เดียวกันว่า อุปาทานข้อนี้ เป็นมูลกำเนิดของชีวิตด้วย เป็นมูลกำเนิดของ ความทุกข์ด้วย พร้อมกัน หรือเคียงคู่กันมา และคำที่ว่า "ชีวิตคือความทุกข์ ความทุกข์คือชีวิต" นี้ ท่านหมายความกันถึงข้อนี้เอง หรือมีข้อเท็จจริงอยู่ ตรงนี้เอง ซึ่งเป็นสิ่งที่เราจะต้องศึกษาดูให้ดี. ยิ่งกว่านั้น ยังมีคำกล่าวในพระพุทธศาสนา ซึ่งกล่าวในฐานะเป็น อุปมาว่า ผู้ที่จะเอาตัวรอดจากความทุกข์ให้ได้นั้น ให้ฆ่าพ่อฆ่าแม่เสีย.๒ ที่ว่า ฆ่าพ่อฆ่าแม่ ในที่นี้นั้น ก็หมายถึง ฆ่าอุปาทาน หรือ ฆ่าอวิชชา อันเป็น มูลเหตุของตัณหาและอุปาทาน นี้เอง ; หมายความว่าถ้าดับอุปาทานที่ยึดถือว่า ตัวตนเสียได้ ก็จะหมดความทุกข์ ชีวิตก็จะถึงที่สุดแห่งความทุกข์ หมายความว่า จะไม่มีการเกิด แก่ เจ็บ ตายอีกต่อไป จะหมดเหตุหมดปัจจัยที่จะปรุงแต่งให้มีภพ มีชาติเกิดใหม่อีกต่อไป, ชาติที่เป็นอยู่ในบัดนี้ จะเป็นชาติสุดท้ายขึ้นมาทันที. การที่เรารู้จักมูลกำเนิดของชีวิต หรือของความทุกข์นี้น่าจะถือว่าเป็น การรู้ในสิ่งที่ลึกซึ้งที่สุด หรือที่ควรรู้ที่สุด เพราะว่าเป็นทางที่ทำให้เรา สามารถกำจัดความทุกข์ได้เด็ดขาดหมดจดสิ้นเชิงถึงที่สุด. ข้อนี้เราอยากจะอวด ว่าเป็นวิชาความรู้เฉพาะของพระพุทธศาสนา ซึ่งไม่อาจจะหาพบได้ในศาสนาอื่น ที่มีอยู่ในโลกนี้ เท่าที่หลักฐานยืนยันอยู่ในปัจจุบันนี้ ; ฉะนั้น อาตมาจึงย้ำใน ข้อนี้ในฐานะที่เป็นใจความสำคัญของพระพุทธศาสนาเรา. ขอให้ท่านนักศึกษา ตั้งใจกำหนดจดจำเอาไปศึกษาพินิจพิจารณาให้ละเอียดสุขุมเป็นพิเศษ. ๑. สงฺขิตฺเตน ปญฺจุปาทานกุขนฺธา ทุกฺขา - โดยสรุปย่อ ขันธ์ห้าที่ประกอบอยู่ด้วยอุปาทาน เป็น ตัวทุกข์. ๒. มาตร์ บีตร์ หนุตวา ราชาโน เทว ชตฺติเย ฯ ไตร. ล. ๒๕ น. ๕๔ อุปาทานว่าตัวตน เป็นเหตุให้มีภพ มีชาติ, จึงถูกเปรียบด้วย พ่อแม่,

น.105 วิธีปฏิบัติในเรื่องที่เกี่ยวกับอุปาทาน ให้เป็นประโยชน์ให้มาก ที่สุดเท่าที่จะทำได้นั้น จะต้องอาศัยการที่เรารู้จักตัวอุปาทาน โดยเฉพาะ อัตตวาทุปาทาน ข้อสุดท้ายนี้ ให้มากเป็นอย่างยิ่ง, และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขึ้นไปอีก ก็ในแง่ที่อาตมาได้กล่าวแล้ว ว่าเป็นมูลฐานของสิ่งที่เรียกว่า ชีวิต หรือของสิ่งที่มีชีวิต และเป็นสิ่งที่มีอยู่เอง เป็นอยู่เอง, มีประจำอยู่เสร็จแล้ว ในตัว โดยไม่ต้องสอนอะไรกันอีก. ตัวอย่างเช่นเด็กเล็ก ๆ พอเกิดมาจากครรภ์ มารดา หรือว่าลูกสัตว์เล็กๆ พอเกิดมาจากท้องแม่ ก็มีสัญชาตญาณอันนี้มา ด้วยเสร็จ. เราจะเห็นได้ว่าลูกสัตว์เล็ก ๆ เช่นลูกแมว รู้จักขู่พ่อ ๆ ในเมื่อเรา เข้าไปใกล้มัน ซึ่งเป็นสัญชาตญาณแห่งการต่อสู้ป้องกันตัวเอง. สัญชาตญาณ ในการรู้จักอยากอาหาร รู้จักแสวงหาอาหาร รู้จักทำอะไร ๆ ที่เข้าข้างตัว ก็เป็น อย่างเดียวกัน. ยิ่งกว่านั้น อัตตวาทุปาทานนี้ ยังเป็นไปมากจนถึงกับว่า เป็นความรู้สึกที่อยู่เหนือเหตุผล คือไม่ต้องอาศัยเหตุผล อาศัยแต่ความ รู้สึกที่รู้สึกอยู่แล้วในจิตใจเท่านั้น. ยกตัวอย่างเช่นเด็กเล็ก ๆ เขาเดินเซไป เผอิญศีรษะไปกระทบเข้ากับประตู เจ็บ แล้วก็ร้องไห้. พี่เลี้ยงหรือมารดาก็แก้ได้ โดยวิธีที่ไปตีประตูแก้แค้นแทนให้, เด็กนั้นก็หายโกรธหรือหายร้องไห้ ดังนี้ เป็นต้น. อาการอันนี้ติดมาจนกระทั่งเป็นผู้ใหญ่แล้ว ก็ยังโกรธสิ่งที่ไม่มีชีวิต ไม่มีวิญญาณเหล่านั้นได้อยู่เหมือนกัน. เราจะเห็นคนโต ๆ ในขนาดพวกเรานี้ ขว้างปาวัตถุสิ่งของนั่นนี่ ลงไปด้วยความโกรธ ในฐานะที่โกรธราวกับว่า สิ่งของนั้นเป็นบุคคลอีกคนหนึ่ง ที่ไม่ทำตามความประสงค์ของตน หรือสิ่งของ นั้นมีเจตนาที่จะขัดคอขัดขวางตน ดังนี้เป็นต้น. ขอให้พิจารณาถึงข้อที่เด็ก ๆ

น.106 บางทีก็เตะประตู ตีประตู ตีอะไรต่อมิอะไร ที่ไม่มีชีวิตวิญญาณด้วยความโกรธ. แม้ที่สุดแต่สิ่งที่ไม่มีชีวิตวิญญาณ ถ้าเผอิญมันกระดุกกระดิกได้ เช่นเครื่องจักร ของนาฬิกาที่กำลังเดินอยู่เป็นต้น ก็จะเผลอรู้สึกว่าสิ่งนั้นมีชีวิตวิญญาณขึ้นมาทันที. เพราะเหตุที่มีอุปาทานว่า มีอะไรที่เป็นตัวตนอยู่ประจำอยู่ในสิ่งทั้งหลาย และอุปาทานนั้นก็สิ่งประจำอยู่ในจิตในใจของคนทุกคน ฉะนั้นเราจึงสู้ไม่ได้ หรือช่วยไม่ได้ แก้ไม่ไหว ในการที่จะป้องกันมิใหุ้ปาทานในข้อนี้ แสดง อิทธิพลอะไรออกมา. มันย่อมมีอิทธิพลในการกระทำทุกสิ่งทุกอย่างของคนเรา. เรามีทางทำได้อย่างเดียว คือจะควบคุมมันไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ จนกว่าจะเจริญด้วยวิชาความรู้ในทางธรรมมากขึ้น ในภายหลัง เราจึงจะ สามารถควบคุมมันได้ถึงที่สุด ” หรืออาจจะเรียกได้อีกโวหารหนึ่งว่า ตัดให้ เด็ดขาดลงไปด้วยหลักวิธีที่ทางพุทธศาสนาสอนไว้ จนเราชนะสัญชาตญาณข้อนี้. ถ้ายังเป็นคนธรรมดา คือเป็นปุถุชนแล้ว ย่อมไม่มีทางที่จะเอาชนะสัญชาตญาณ ข้อนี้ได้เลย. แม้จะเป็นพระอริยเจ้า ก็มีแต่พระอริยเจ้าอันดับสุดท้ายที่สุด คือ พระอรหันต์เท่านั้น ที่จะเอาชนะสัญชาตญาณข้อนี้ได้. เราต้องเข้าใจไว้ว่า ไม่ใช่เป็นเรื่องเล็กน้อย เพราะเป็นเรื่องสำคัญที่เป็นปัญหาของสิ่งที่มีชีวิต ทั่ว ๆ ไปทั้งหมดทั้งสิ้น. ถ้าเราต้องการจะเป็นพุทธบริษัทเต็มตัว คือ ให้ได้รับประโยชน์จากพระพุทธศาสนาโดยครบถ้วนแล้ว ก็จำเป็น จะต้องศึกษาเรื่องนี้ และเอาชนะอุปาทานข้อนี้ให้ได้ให้มากที่สุด เราก็ จะได้รับประโยชน์เต็ม ตามที่พระพุทธศาสนามีให้เรา และเราก็จะเป็น พุทธบริษัทแท้.

น.107 แม้ในขั้นที่เรายังละไม่ได้ ยังตัดไม่ได้นี้ อาตมาก็ยังขอยืนยัน ว่าอุปาทานทั้งหมดนี้ ยังเป็นสิ่งที่ควรศึกษา พินิจพิจารณาอย่างละเอียด สุขุม และทำการควบคุมมันให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ; นั่นแหละ เราจึงจะ ค่อย ๆ เป็นอิสระแก่ตัวเราเอง คือเป็นอิสระแก่กิเลส แต่เราใช้คำว่าเป็นอิสระแก่ ตัวเราเอง. ในการที่เราจะปฏิบัติหน้าที่ต่าง ๆ ของเราให้ถูกต้องตรงตามอุดมคติ ของเรา ยกตัวอย่างเช่นบรรดาท่านทั้งหลายเหล่านี้ ที่จะออกไปเป็นตุลาการ ประจำศาล อย่างน้อยที่สุด ท่านก็ต้องมีหลักหรืออุดมคติในข้อที่ว่า จะไม่ลำเอียง ด้วยอคติทั้งสี่. แต่ว่าเพียงความรู้หรือความตั้งใจว่าจะไม่ลำเอียงด้วยอคติทั้งสี่ ในขณะที่เราควบคุมอุปาทานข้อนี้ไม่ได้เสียเลยนั้น จะเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ หรือจะ เป็นสิ่งที่ทำได้ยากที่สุด. การที่เราจะไม่มีอคติขึ้นมาเฉยๆ ง่าย ๆ นั้น ไม่ได้แน่. นั่นเป็นสิ่งที่มีได้ยาก หรือเป็นสิ่งที่เหลือวิสัย. แต่ถ้าหากว่าเราได้ศึกษารู้จัก กิเลสตัณหาอุปาทาน หรืออัตตวาทุปาทานข้อนี้โดยเฉพาะ ให้แจ่มแจ้ง ที่สุด และทำให้อยู่ในความควบคุมของเราให้มากที่สุดแล้ว การที่จะ เป็นคนไม่มีอคติ ไม่ลำเอียง จะเป็นของง่ายที่สุด ทั้งจะเป็นของสบาย ที่สุดด้วย ; และเราจะไม่ต้องเสียใจภายหลัง. เมื่อเราปฏิบัติหน้าที่ของเราได้ บริสุทธิ์ผุดผ่องตามอุดมคติแล้ว เราก็มีแต่ความสุขใจแท้จริงตลอดไป. ถ้าเรา ปฏิบัติไม่ได้เพราะว่าเราสู้มันไม่ได้ ควบคุมมันไว้ไม่ได้ เราก็ต้องเสียใจภายหลัง เป็นธรรมดา และเป็นทางมาแห่งการเสื่อมเสียอย่างอื่นสืบไปอีก ไม่มีที่สิ้นสุด. การที่เรารู้จักมูลฐานของสิ่งที่เป็นปัญหาประจำวันของเรานั้น นับเป็นกุศล หรือความฉลาดถึงที่สุด อาตมาจึงรบเร้าท่านนักศึกษาทั้งหลาย

น.108 ให้สนใจในเรื่องนี้เป็นพิเศษ โดยเฉพาะก็คือเรื่องอุปาทานทั้งสี่ อันเป็นเรื่องที่ แสดงให้เห็นว่า ทั้ง ๆ ที่สิ่งทั้งหลายทั้งปวง เป็นสิ่งที่ไม่น่ายึดถือ-ไม่น่าเอา- ไม่น่าเป็นอยู่ตามธรรมชาติ เราก็ยังตกไปเป็นบ่าวเป็นทาสมันอย่างเหนียวแน่น นั่นเพราะอะไร ? ก็เพราะอำนาจของอุปาทานทั้งสี่นี่เอง. ฉะนั้นเราจึงต้องศึกษา ให้รู้จักสิ่งที่เป็นอันตรายเป็นพิษร้ายนี้ให้มากที่สุด. สิ่งนี้มิได้แสดงตัวเป็นพิษ หรือเป็นอันตรายอย่างลุกโพลง ๆ เช่นกับไฟ หรือรู้จักได้ง่ายเช่นอาวุธหรือยาพิษ เป็นต้น ; แต่มันเป็นของที่เร้นลับแนบเนียน อยู่ในลักษณะหรือฐานะเป็น ของความเอร็ดอร่อย เป็นของหอมยวนใจ เป็นของสวยงาม เป็นของไพเราะ เหล่านี้ทั้งนั้น. เมื่อมันมาในลักษณะเช่นนี้ ย่อมเป็นการยากที่เราจะรู้สึกตัว หรือควบคุมมันได้ จึงต้องอาศัยสติปัญญาของพระพุทธเจ้า อาศัยความรู้ของ พระพุทธเจ้ามาศึกษาปฏิบัติ ควบคุมอุปาทานเหล่านี้ ให้อยู่ในอำนาจของปัญญา ก็จะสามารถดำรงชีวิตนี้ ให้เป็นไปในลักษณะที่ไม่เป็นทุกข์ทรมาน หรือเป็น ทุกข์ทรมานแต่น้อยที่สุด หรือสามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่การงาน มีชีวิตเป็นคน มีลมหายใจอยู่ในโลกนี้ ในลักษณะที่เยือกเย็น มีความสะอาด สว่าง สงบ ตามสมควร. เป็นอันว่าในวันนี้ อาตมาได้ชี้ให้เห็นสิ่ง ๆ หนึ่งซึ่งมีอยู่ในท่านทุกๆ คน สำหรับจะเกี่ยวพันท่านทั้งหลายไว้กับความทุกข์ หรือเกี่ยวกันไว้กับโลก อันเป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์ หรือกับสิ่งทั้งปวง อันเป็นที่ตั้งของความทุกข์ พอควรแก่เวลาแล้ว. โอกาสหลังจะได้บรรยายถึงข้อที่ว่ามันได้ผูกพันเราเข้ากับ สิ่งใดในลักษณะอย่างไร๑ เพื่อให้เห็นชัดเจน แล้วจะได้ควบคุมมันให้ดีที่สุด ๑. คือเรื่องที่ ๕ เบญจขันธ์ ในเล่มนี้.

น.109 อุปาทานทั้งสี่นี้ เป็นปัญหาอันเดียวที่พุทธบริษัท หรือผู้ประสงค์จะรู้ พุทธศาสนาจะต้องเข้าใจ เพราะว่า ที่สุดที่จบของพรหมจรรย์ใน พุทธศาสนานี้ก็คือการทำจิตให้หลุดพ้นจากอุปาทาน. ท่านทั้งหลายจะได้ พบคำกล่าวนี้ในท้ายสูตร ในพระบาลีทุก ๆ สูตร ที่กล่าวถึงการบรรลุธรรมชั้น พระอรหันต์. ในที่นั้นจะมีคำว่า "จิตหลุดพ้นจากอุปาทาน" แล้วก็จบกัน เพราะ ว่าเรื่องการบรรลุมรรคผลจบกันเพียงเท่านั้นเอง. เมื่อจิตหลุดพ้นจากอุปาทาน แล้ว ก็หมายความว่าไม่มีอะไรที่มาผูกคล้องจิตนั้น ให้ไปตกเป็นทาสของโลกได้ หรือเวียนเกิดในโลกอีกต่อไป เรื่องมันจึงจบหรือกลายเป็นโลกุตตระ คือพ้นโลก ซึ่งเต็มไปด้วยความทุกข์ ; เหตุนั้นการหลุดพ้นจากอุปาทานจึงเป็นใจความ สำคัญของพระพุทธศาสนา. อาตมาเห็นว่าเรามีเวลาน้อยด้วยกัน จึงได้เลือกสรร เอาแต่เรื่องที่เป็นใจความสำคัญมากล่าว. ขอให้ท่านทั้งหลายผู้หวังจะศึกษา พระพุทธศาสนา จงกำหนดจดจำให้แม่นยำ นำไปพินิจพิจารณาโดยละเอียดสุขุม เป็นประจำทุกครั้งที่ได้บรรยายด้วย. อาตมาขอแสดงความขอบคุณล่วงหน้าต่อ ท่านที่ทำเช่นนั้น. ขอยุติคำบรรยายวันนี้ เพราะหมดเวลาเพียงเท่านี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต