น.110 ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย, อาตมาได้บรรยายให้ทราบ ในการบรรยายครั้งแรกที่สุด ถึงข้อที่ว่า หลักพระพุทธศาสนาทุก ๆ เรื่อง ล้วนแต่สรุปลงได้ในหลักที่ว่าเป็นการแสดงให้ เห็นแจ้งตามที่เป็นจริง ในสิ่งทั้งปวงว่าอะไรเป็นอะไร จนปฏิบัติถูกต่อสิ่งนั้น ๆ เท่านั้นเอง. ข้อนี้เท่ากับเป็นการกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า พระไตรปิฎกทุก ๆ หน้า ล้วนแต่เป็นคำบอกกล่าวว่า "อะไรเป็นอะไร" เท่านั้น. ในครั้งถัดมาได้ บรรยายให้ทราบชัดลงไปว่า ที่ว่าอะไรเป็นอะไร นั้น ใจความที่สำคัญที่สุด ก็คือ ทุกสิ่งเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่มีอะไรที่น่าหลงใหลปรารถนา ๗๐
น.111 หรือน่ายึดถือเลย, อันเรียกว่า เรื่องไตรลักษณ์. ถัดมาอีก ได้แสดงให้ทราบว่า การที่เข้าไปหลงใหลในสิ่งต่าง ๆ ทั้งที่มันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตานั้นเป็นเพราะ การผูกพันของอุปาทาน หรือความยึดถือถึง ๔ ประการ ด้วยอำนาจของอวิชชา จึงได้เป็นทุกข์นานาชนิดและไม่สร่าง. ทั้งหมดนี้เป็นใจความสำคัญของพระ- พุทธศาสนาส่วนหนึ่ง อันเป็นส่วนที่ลึกซึ้ง และเป็นใจความสำคัญที่เราจะ ต้องเข้าให้ถึงในเบื้องต้นเสียก่อน เราจึงจะเข้าใจในข้อปฏิบัติต่าง ๆ ที่มีอยู่เป็นหมวดเป็นหมู่ เพื่อดับความทุกข์ต่าง ๆ ที่มีมูลมาจากตัณหา หรือ อุปาทานเหล่านั้นได้โดยง่าย, ฉะนั้นในวันนี้ เราก็มาถึงวาระที่จะต้องบรรยาย ให้ทราบกันต่อไปว่า ทำอย่างไรหรือมีวิธีใด ที่จะตัดอุปาทานเหล่านั้นเสียให้ได้ โดยเฉพาะหลักพุทธศาสนาทั่ว ๆ ไป เราจะได้ยินได้ฟังคำต่าง ๆ ที่บัญญัติไว้เฉพาะ เป็นอันมาก แต่เกี่ยวกับกรณีนี้ ก็คือคำ ๓ คำที่เรียกว่า ศีล สมาธิ ปัญญา. ศีล สมาธิ ปัญญา นี้ มีมูลสำคัญอยู่ตรงที่มีไว้เพื่อดับความทุกข์อันเกิด มาจากอุปาทาน ๔ ประการ ดังที่กล่าวแล้วนั่นเอง. ข้อปฏิบัติสำหรับให้ ทุกคนปฏิบัตินั้น ท่านมีลำดับไว้เป็นชั้น ๆ สำหรับคนที่ยังไม่สามารถเพียงพอ ที่จะปฏิบัติในขั้นสูง ก็มีข้อปฏิบัติต้น ๆ ให้ปฏิบัติไปก่อน แล้วก็จะค่อยก้าวเข้า ไปหาข้อปฏิบัติชั้นสูง ที่จะตัดอุปาทานหรือตัดกิเลสส่วนลึกได้อยู่ดี ; เหตุนี้จึง ต้องมีข้อปฏิบัติหรือสิกขาเป็นชั้น ๆ. ข้อปฏิบัติ ๓ ชั้น ที่เรียกว่า ไตรสิกขา หรือสิกขา ๓ อย่างนั้น ชั้นแรกที่สุด เรียกว่า "ศีล" หมายถึงการประพฤติดีประพฤติถูกตามหลัก ทั่ว ๆ ไป ที่มีหลักอยู่ว่า ไม่เป็นการทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ไม่ทำตนให้เดือดร้อน
น.112 ในการที่เกี่ยวเนื่องกันอยู่เป็นสังคมมนุษย์ หรือเกี่ยวข้องกันภายในครอบครัว • หรือแม้ที่สุดที่เกี่ยวข้องกับสิ่งของเครื่องใช้สอยต่าง ๆ ที่เป็นของจำเป็นแก่ชีวิต ซึ่งทั้งหมดนั้น เราจะต้องปฏิบัติให้ถูกต้อง ในลักษณะที่จะไม่เกิดโทษ หรือเกิด อันตรายขึ้นจากสิ่งเหล่านี้. ข้อปฏิบัติเหล่านี้ ในชั้นนี้ เรียกว่า ศีล. ถ้าเรียก เต็มที่ ก็เรียกว่า "สีลสิกขา" แปลว่า สิ่งที่ควรศึกษา หรือควรอบรมที่เป็น ชั้นศีล. แม้จะมีการจำแนกไว้เป็น ศีลห้า ศีลแปด หรือศีล ๒๒๗ และอื่นๆ อีกเป็นอันมากก็ตาม แต่รวมใจความแล้ว ก็อยู่ตรงที่เป็นการปฏิบัติ เพื่อ ความปรกติสงบเรียบร้อย ปราศจากโทษชั้นต้น ๆ ที่เป็นไปทางกาย ทางวาจา ทั้งที่เกี่ยวกับสังคม หรือส่วนตัว หรือสิ่งของต่าง ๆ ที่จำเป็น แก่การเป็นอยู่ ดังที่กล่าวมานี้ทั้งนั้น, รายละเอียดเรื่องศีลนั้น ๆ จะหาศึกษาได้ จากตำหรับตำราอันว่าด้วยเรื่องนั้นโดยเฉพาะ เป็นราย ๆ ไป สิกขาชั้นที่ ๒ ที่สูงขึ้นไปอีก เรียกว่า "สมาธิ" ข้อนี้ได้แก่การ ที่ผู้นั้นสามารถบังคับจิตใจของตัวไว้ได้ ในสภาพที่จะใช้ให้เป็นประโยชน์มากที่สุด ตามที่ตนต้องการ. ขอให้นักศึกษาทั้งหลายตั้งข้อสังเกตความหมายของคำว่า สมาธิไว้ ให้ถูกต้อง : โดยมากท่านทั้งหลายย่อมจะได้ยินได้ฟังมาแต่ก่อนว่า สมาธินั้นคือ ความตั้งใจมั่นแน่วแน่ ถึงกับว่าผู้นั้นแน่นิ่งเหมือนกับท่อนไม้หรือ คนตายไปเลย อย่างนั้นเสียโดยมาก ; หรือที่ดีกว่านั้น ก็มักจะกล่าวกันแต่ เพียงว่า เป็นจิตที่สงบ เป็นจิตที่บริสุทธิ์. แต่ลักษณะเพียง ๒ อย่างนั้น ยังไม่ใช่ความหมายอันแท้จริงของสิ่งที่เราเรียกว่าสมาธิโดยสมบูรณ์ เพราะยังมี อีกคำหนึ่ง ซึ่งถ้ากล่าวโดยภาษาไทย ก็ได้แก่การทำจิตนั้นให้เหมาะสมที่จะให้
น.113 ทำการงานทางจิต ; เป็นการบังคับจิต ฝึกฝนจิต หรืออบรมจิต หรืออะไร ก็สุดแท้ ให้จิตอยู่ในลักษณะที่พร้อม ที่มีสมรรถภาพถึงที่สุด ในการที่จะปฏิบัติ หน้าที่ทางจิต. ข้อนี้เอง เป็นความมุ่งหมายอันแท้จริงของสิ่งที่เรียกว่า สมาธิ. การกล่าวเช่นนี้มีหลักในพุทธวจนะนั่นเอง : พระองค์ทรงแสดง ลักษณะของจิตด้วยคำอีกคำหนึ่งซึ่งเป็นคำสำคัญที่สุด คือคำว่า กมุมนิโย แปลว่า สมควรแก่การทำงาน ; และคำนี้ เป็นคำสุดท้ายที่ทรงแสดงลักษณะ ของจิตที่เป็นสมาธิ. เพราะฉะนั้นขอให้เข้าใจคำว่า สมาธิ ๆ นี้ ว่ามีความ มุ่งหมายถึงการบังคับจิต สามารถบังคับจิตให้ตั้งอยู่ในภาวะที่พร้อมที่สุด ที่จะทำ การงานในทางจิต ; ไม่ใช่ให้บริสุทธิ์เฉย ๆ ไม่ใช่ให้ตั้งมั่นสงบเงียบหรือแน่นิ่ง ไปอย่างเดียว ก็หามิได้. ข้อนี้มีความหมายที่กำกวม อันอาจทำให้เข้าใจผิด ได้ดังนี้. คำว่า สมาธิ แปลว่าจิตตั้งมั่นก็จริง แต่ต้องหมายถึงตั้งมั่นในลักษณะ ที่พร้อมที่จะปฏิบัติงาน ไม่ใช่ตั้งมั่นในลักษณะที่ไม่ปฏิบัติงานใด ๆ คือสงบนิ่ง เงียบอยู่เฉย ๆ เพราะมีความเข้าใจผิดบางสิ่งบางอย่างในเรื่องนี้มาตั้งแต่แรก ๆ แล้วก็เลยยึดถือกันเสียอย่างนั้น อีกประการหนึ่ง ที่ทำให้เกิดความสับสนกันขึ้น หรือพอใจในทางที่ จะยึดถือความหมายเป็นความสงบเงียบ มากกว่าอย่างอื่นนั้น มันมีลู่ทางอยู่บ้าง เหมือนกัน คือเมื่อจิตเป็นสมาธิสงบเงียบ ไม่มีอะไรรบกวนแล้ว ในขณะนั้น ย่อมรู้สึกเป็นความสุขอย่างยิ่ง ; ที่นี้คนก็เกิดชอบความสุข พอใจความสุข ชนิดนั้น เลยรักการสมาธิ ในทางที่จะเป็นเช่นนั้น ไม่ได้พอใจสมาธิในลักษณะ ที่จะปรับปรุงจิตให้เหมาะสมที่จะทำการพิจารณาหรือค้นคว้าสืบไป. เพราะเหตุ
น.114 ฉะนี้เอง นักสมาธิส่วนใหญ่ จึงตกอยู่ภายใต้อำนาจของความสุข อันเกิดจาก ความสงบของจิต แล้วก็หยุดอยู่เพียงแค่นั้น ไม่สามารถทำสมาธิของตนให้สูง ขึ้นไป จนถึงกับเป็นพื้นฐานหรือเป็นบาทฐานของการเจริญปัญญา อันจะทำ ให้เข้าถึงพระนิพพานได้. มิหนำซ้ำ ยังจะตกอยู่ในลักษณะของความหลง คือ หลงเอารสแห่งความสุขที่เกิดจากสมาธินั้น เป็นพระนิพพานไปเสียตั้งแต่ขั้นนี้ก็มี แล้วก็เลยติดตั้งถอนตัวออกจากความพอใจนั้นไม่ได้ ทำให้เกิดการไม่ก้าวหน้า ไปจนถึงปัญญาชนิดที่จะตัดตัณหาหรืออุปาทานได้. ฉะนั้นเราควรจะเข้าใจคำว่า สมาธิ กันให้ถูกต้อง. สิ่งที่เรียกว่าสมาธินี้ ท่านเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "จิตตสิกขา" แปลว่า สิ่งที่ควรศึกษาหรืออบรมในทางบังคับจิต หรือเกี่ยวกับจิต ; จัดเป็น สิกขาข้อที่ ๒ ต่อจากสีลสิกขา. ส่วน ศึกษา ชั้นที่ ๓ นั้น เรียกว่าปัญญาสิกขา: สิกขาคำนี้หมายถึง การฝึกฝนอบรม ทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจอันถูกต้องและสมบูรณ์ถึงที่สุด ในสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง. ความหมายของเรื่องนี้ สำคัญอยู่ตรงที่ คำว่า "'ตามเป็นจริง" หรือตามที่พระบาลีว่า ยถาภูตัง แปลว่า ตามที่มัน เป็นจริง. คนเราตามปรกติไม่สามารถรู้อะไร ๆ ให้ถูกต้องตามที่เป็นจริง คือมักถูกต้องแต่ตามที่เราเข้าใจเอาเอง หรือสมมติกันโดยมาก มันจึงไม่ใช่ ตามที่เป็นจริง หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือไม่สมบูรณ์ ; ด้วยเหตุนี้ ทางพุทธ- ศาสนาจึงมีระเบียบปฏิบัติ ที่เรียกว่า ปัญญาสิกขา ขึ้นอีกส่วนหนึ่ง เป็น ส่วนสุดท้าย สำหรับจะได้ฝึกฝนอบรมให้เกิดความเข้าใจ และความเห็นแจ้ง ในสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ตามที่เป็นจริงและโดยสมบูรณ์.
น.115 ขอให้ตั้งข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่งว่า คำว่า ""ความเข้าใจ" กับ คำว่า ‘ความเห็นแจ้ง" นั้น ในทางธรรมแล้ว ไม่อาจจะเป็นอันเดียวกันได้. ความเข้าใจ นั้น ต้องอาศัยอยู่บนการคิดการคำนวณไปตามหลักของคณิตศาสตร์ บ้าง ของตรรกคือการใช้เหตุผลบ้าง หรือตามวิธีของปรัชญาคือการอนุมานเอา ตามเหตุผลต่าง ๆ บ้าง, นี้เรียกว่าเป็น "ความเข้าใจ" เท่านั้น. ส่วนความ เห็นแจ้ง นั้น ไปไกลกว่านั้น คือต้องเป็น สิ่งที่เราได้ซึมซาบมาแล้ว ด้วยการผ่านสิ่งนั้น ๆ มาแล้วด้วยตนเอง หรือว่า ด้วยการบ่มจิตใจให้ เกี่ยวเนื่องอยู่กับสิ่งนั้น ด้วยการพิจารณาจนเกิดเป็นความรู้สึกในใจ ขึ้นมาจริง ๆ ในลักษณะที่จะเบื่อหน่ายหรือไม่หลงใหลในสิ่งนั้น ๆ ด้วย ใจจริง ๆ ไม่ใช่ด้วยเหตุผล. เพราะฉะนั้นคำว่า ปัญญาสิกขา ตามหลัก ของพุทธศาสนาจริง ๆ นั้น จึงไม่ได้หมายถึงปัญญาที่เป็นไปตามอำนาจเหตุผล เหมือนที่ใช้กันอยู่ในวงการศึกษา ของวิชาการสมัยปัจจุบัน, แต่เป็นคนละอย่าง ทีเดียว. ปัญญาในทางพุทธศาสนา ต้องเป็นการรู้แจ้งเห็นจริง ด้วยใจ จริง ๆ ด้วยการผ่านสิ่งนั้น ๆ ไปแล้ว โดยวิธีใดวิธีหนึ่ง. ที่เรียกว่าผ่าน สิ่งนั้น ๆ ไปแล้วนั้น หมายถึงอาการที่เราชอบใช้เรียกด้วยคำต่างประเทศคำหนึ่ง คือคำว่า Experience. คำนี้หมายถึงความรู้สึกด้วยใจจริงในสิ่งที่ได้ผ่านไปแล้ว จนฝั่งใจแน่วแน่ ไม่อาจจะลืมเลือนได้. เพราะฉะนั้นในการพิจารณาทาง ปัญญา ตามสิกขาข้อนี้ จึงจำเป็นที่จะต้องใช้สิ่งต่าง ๆ ที่ได้ผ่านมาแล้วแต่หนหลัง ในชีวิตของเราเอง เป็นเครื่องพินิจพิจารณา, หรืออย่างน้อยที่สุด ก็ต้องใช้ เรื่องที่มีน้ำหนักมาก พอที่จะทำให้จิตใจของเราเกิดความสลดสังเวชเบื่อหน่าย ในสิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เหล่านั้นได้จริง ๆ. ถ้าเราจะคำนวณ
น.116 ตามหลักของเหตุผลหรืออะไรทำนองนั้น มาทำการวินิจฉัยลักษณะที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา กันสักเท่าไรก็ตาม มันก็ได้แต่ความเข้าใจอยู่นั่นเอง ไม่มีทางให้เกิดความสลดสังเวชได้ ไม่มีทางให้เกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด ในสิ่งทั้งหลายทั้งปวงหรือในโลกได้. ขอให้เข้าใจว่า กิริยาอาการที่จิตใจ เบื่อหน่ายคลายกำหนัดจากสิ่งที่ตนเคยหลงรักนั้นแหละ คือตัวความเห็น แจ้งในที่นี้. ตามหลักของธรรมะ ได้บัญญัติไว้ชัดเจนทีเดียวว่า ถ้าเห็นแจ้งจริง ๆ ก็ต้องเบื่อหน่ายคลายกำหนัด จะหยุดอยู่เพียงแค่เห็นแจ้งนั้นไม่ได้. ถ้าเราเข้าใจ สังขารข้อใดข้อหนึ่ง สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ในโลกนี้ อย่างที่เรียกว่าเห็นแจ้งแล้ว ความ เบื่อหน่ายคลายกำหนัดในสิ่งนั้น จะต้องเกิดติดตามขึ้นมาทันควัน โดยไม่ต้อง แยกกัน เพราะมันแยกกันไม่ได้ เมื่อมีผลถึงขนาดที่มีความรู้สึกเบื่อหน่ายคลาย กำหนัดนั้นแล้ว เราจึงจะเรียกว่าเป็นการเห็นแจ้ง หรือเป็น ปัญญา ในที่นี้ ; เรียกว่ารู้จักและเข้าใจสิ่งนั้น ๆ อย่างถูกต้องตามที่เป็นจริงและสมบูรณ์. โดยเหตุดังกล่าวมานี้ ผู้ที่ปฏิบัติในทางปัญญาตามหลักของธรรมใน ทางพุทธศาสนา จึงไม่ค่อยจะใส่ใจถึงเรื่องการใช้เหตุผลกันนัก ไม่เหมือนกับ การศึกษาในทางศาสตร์ต่าง ๆ ของสมัยปัจจุบัน เราจะอาศัยความรู้สึกในใจ จริง ๆ ที่เคยมี เคยเป็น เคยผ่านมาแล้วแต่หนหลัง เป็นสำคัญ ; หรือแม้ จะมีการเทียบเคียงด้วยเหตุผลกันบ้าง ก็ต้องใช้เหตุผลโดยเอาสิ่งที่ได้ผ่านมาแล้ว แต่หนหลังนั้น มาเป็นเหตุผล ไม่ใช่เหตุผลทางคณิตศาสตร์ทางคำนวณอะไร ทำนองนั้นเป็นต้น ก็หามิได้ ; การเห็นแจ้งนั้นจึงจะเป็นปัญญาชนิดที่ออกผล แก่จิตแก่ใจในขณะนั้นเลยทีเดียว ไม่ใช่เป็นความรู้ความเข้าใจชนิดที่จะต้อง
น.117 เก็บสะสมไว้มาก ๆ เรื่อย ๆ ไป จนกระทั่งลืมเลือนพันเพื่อนไปด้วยเหตุผลนั้นเอง. เหตุผลก็เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ ; ถ้ายังคงเรียกว่าเหตุผลอยู่เพียงใดแล้ว ก็ยัง เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา อยู่เพียงนั้น, เพราะฉะนั้นตัวเหตุผลเอง ก็เปลี่ยนแปลงได้. เมื่อเหตุผลเปลี่ยนแปลงได้ ความรู้ความเข้าใจของ บุคคลนั้น ก็เปลี่ยนแปลงได้และไม่มีที่สิ้นสุด ; ด้วยเหตุนี้ เราจึงไม่อาจจะ พ้นทุกข์ด้วยลำพังความเข้าใจ, จะพ้นทุกข์ได้ก็ต้องด้วยความเห็นแจ้ง. เพราะเหตุนี้แหละ ท่านจึงมีระเบียบให้พิจารณาธรรมจากของจริง และด้วย ความรู้สึกอันแท้จริง จึงจะเรียกว่าเป็น ปัญญา ในที่นี้. เมื่อมีปัญญาใน ลักษณะเช่นนี้แล้ว ก็สามารถเข้าใจสิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริงได้จริง ๆ, รวมเรียกว่า ปัญญาสิกขา. สรุปความในตอนนี้ว่า สิกขามีอยู่ ๓ สิกขาด้วยกัน คือ สีลสิกขา ได้แก่การฝึกฝนอบรมให้มีการประพฤติปฏิบัติถูกต้อง ทั้งที่เกี่ยวแก่สังคมทั้งหมด ทั้งที่เกี่ยวแก่ครอบครัว ทั้งที่เกี่ยวกับสิ่งของไม่มีชีวิตวิญญาณ ; และ จิตตสิกขา คือการฝึกฝนให้มีความสามารถบังคับจิต ให้อยู่ในอำนาจ ให้สงบเงียบเป็นสุข ก็ได้ ให้บริสุทธิ์สะอาดดีก็ได้ ให้สามารถ คือว่ามีสมรรถภาพพร้อมที่จะ ปฏิบัติงานใด ๆ ต่อไปก็ได้ ; และสิกขาที่ ๓ คือ ปัญญาสิกขา นั้น หมายถึงการอบรมจนเกิดความรู้แจ้งเห็นจริง ในสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่จริง ถึงที่สุด จนถึงกับถอนความยึดถือด้วยอุปาทาน คือถอนความโง่หลงต่าง ๆ ออกไปได้จากใจ ซึ่งเป็นการถอนจิตใจให้หลุดออกมาเสียจากสิ่งที่มันเคยเข้าไป ผูกพันไว้ตั้งแต่ต้นมา.
น.118 คำว่า สิกขา นี้ เป็นภาษาบาลี. ภาษาสันสกฤตก็คือ ศึกษา. ที่เราเขียนกันในภาษาไทยว่า ศึกษา นั้น เป็นรูปสันสกฤต. ที่แท้ก็เป็นคำ ๆ เดียว กันกับคำว่า สิกขา, ฉะนั้นท่านทั้งหลายคงจะได้ความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้นอีก สักอย่างหนึ่งว่า เกี่ยวกับภาษานี้ มันมีการเลื่อนหรือการดำเนินไปตามลำดับ ดังที่จะเห็นได้ว่า คำว่า สิกขา ในภาษาบาลีนั้น เขาหมายถึงการอบรมหรือการ กระทำลงไปจริง ๆ ทีเดียว, เช่น สีลสิกขา จิตตสิกขา ปัญญาสิกขา ที่กล่าวมาแล้วนั้น หมายถึงการอบรมกาย วาจา ใจ ลงไปตรง ๆ ทีเดียว, ไม่ใช่หมายถึงการเล่าเรียนอย่างที่เราหมายถึงกันเดี๋ยวนี้ด้วยคำว่าศึกษานี้. นี้, เป็น เรื่องของภาษาเดินได้. ภาษาเดินไปในทิศทางต่าง ๆ จนเป็นการทำให้เกิด ความเข้าใจผิดขึ้นได้. ในที่นี้อาตมาต้องการให้ท่านทั้งหลายได้เข้าใจถูกต้องว่า คำว่า สิกขา หรือ ศึกษา นั้น ในทางธรรม เขาหมายถึงการประพฤติ ปฏิบัติ ชนิดที่เป็นการอบรมกายวาจาใจโดยตรง คืออบรมตัวเองให้เปลี่ยน จากลักษณะหนึ่ง ไปสู่ลักษณะอีกอย่างหนึ่ง ตามที่เราเห็นว่าเป็นประโยชน์ ยิ่งขึ้นไป. เมื่อกล่าวถึงหลักของพุทธศาสนา ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ว่า พุทธศาสนามีใจความสำคัญอยู่ตรงที่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรตามที่เป็นจริง แล้วถอน กิเลสตัณหาออกเสียได้ เพราะการรู้นั้น ๆ ; เมื่อถือตามหลักนี้ เราจะเห็นได้ ว่า สีลสิกขานั้นเป็นเพียงศึกษาเบื้องต้น เป็นการตระเตรียมในเบื้องต้น เพื่อให้เรามีการเป็นอยู่ในสังคมชนิดที่จะไม่มีการรบกวน ไม่มีการยุ่งยากลำบาก และเป็นการเตรียมให้เรามีการเป็นอยู่ในครอบครัวที่ผาสุก มีสิ่งแวดล้อมที่ผาสุก
น.119 เป็นพื้นฐานเบื้องต้นในทางภายนอก ในขั้นต้นนี้เสียชั้นหนึ่งก่อน, ไม่ใช่สีลสิกขา นี้จะไปทำให้เกิดความรู้อะไรสิ้นเชิง หรือทำให้ตัดกิเลสตัณหาอุปาทานได้เด็ดขาด ก็หามิได้ ; แต่ว่าเป็นการจำเป็นที่เราจะต้องเตรียมตัวเรา ให้เป็นคนเหมาะสม ที่จะอยู่ในโลก โดยมีความผาสุกอย่างที่เรียกว่าพื้นฐานทั่ว ๆ ไปกันเสียก่อน. เมื่อเรามีความเป็นอยู่อย่างผาสุก ไม่ถูกรบกวน ท่านทั้งหลายก็จะเห็นได้ง่าย ๆ ว่ามันช่วยได้มากเพียงไร ในทางที่จะช่วยให้จิตใจเป็นปรกติ. เพราะฉะนั้นใน ทางธรรม จึงแสดงอานิสงส์ของศีลไว้หลายอย่างด้วยกัน ; แต่อย่างที่สำคัญที่สุด ที่ถือว่าเป็นยอดอานิสงส์ศีลนั้น ท่านเรียกเป็นบาลีว่า สมาธิสํวตฺตนิกา แปลว่า “เป็นไปเพื่อให้เกิดสมาธิ". อานิสงส์อย่างอื่น ๆ ของศีล เพียงว่าให้อยู่เป็น ผาสุก หรือให้ไปเกิดในสวรรค์เป็นต้นก็ตามนั้น พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงมุ่งหมาย โดยตรง. ท่านทรงมุ่งหมายโดยตรงถึงข้อที่ว่า สมาธิสํวตฺตนิกา นี้เอง, คือ จะเป็นบาทฐาน ที่งอก ที่เกิด ที่เจริญ ของสมาธิ. ฉะนั้นเราจึงต้องเตรียมตัว หรือปรับปรุงตัวของเรา ให้เป็นผู้อยู่ในโลกด้วยลักษณะที่สะอาดบริสุทธิ์ หมดจดเสียก่อน คือให้มีศีลดีเสียก่อนจึงจะส่งเสริมให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า สมาธิได้โดยง่าย. ถ้าเรามีเรื่องรบกวนใจมาก เช่นทางสังคมก็มีเรื่องรบกวน มาก มีเรื่องผิด มีเรื่องเสียหาย ในครอบครัวก็มีเรื่องรบกวน มีเรื่องผิด มีเรื่องเสียหาย, แม้ที่สุดแต่เครื่องใช้เครื่องสอยเครื่องนุ่งห่มต่าง ๆ ที่แวดล้อม ตัวเราอยู่ ก็มีเรื่องผิด เรื่องเสียหาย แล้วจิตใจของเราจะเป็นสมาธิได้อย่างไรกัน. ถ้าเราจะปฏิบัติถูกต่อสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ เราต้องมีศีลดีเสียก่อน จึงจะเกิดผล อันสูงสุด คือส่งเสริมให้เกิดสมาธิในขั้นต่อไปได้โดยง่าย.
น.120 ศีลที่ปฏิบัติดีถึงที่สุด ท่านเรียกว่า "ศีลชนิดที่เป็นที่ชอบใจของ พระอริยเจ้า" ข้อนี้ท่านทั้งหลายคงจะเข้าใจได้ไม่ยาก. เราจะเทียบเคียงกันได้ โดยลักษณะที่ว่า ถ้าความประพฤติเป็นอยู่ของพวกเรา เป็นที่พอใจของสุภาพ บุรุษทั้งหลายได้ ก็แปลว่าความประพฤติของเราใช้ได้, คือมีความประพฤติดี ประพฤติชอบ มีศีล, เพราะคำว่า สุภาพบุรุษ นั้น ท่านหมายถึงคนดี คือเป็นสุภาพบุรุษกันจริง ๆ. แต่ตามทางธรรมนั้น ท่านใช้ว่า พระอริยเจ้าซึ่ง ยิ่งไปกว่าสุภาพบุรุษ แทนคำว่า สุภาพบุรุษ, คือเอาเป็นว่า เขาเป็นผู้มีกิริยา มารยาทหรือการประพฤติปฏิบัติ เป็นที่พอใจของพระอริยเจ้า, สำนวนอย่างนี้ ก็ใช้ได้เหมือนกัน เป็นการแสดงถึงลักษณะของผู้มีศีลได้. ถ้ามีการประพฤติ ทางกาย ทางวาจา ยังไม่เป็นที่พอใจของพระอริยเจ้า ก็เรียกว่ายังไม่มีศีลที่ถูก ต้อง และสมบูรณ์, ทำนองเดียวกับว่าถ้าเราในปัจจุบันนี้ ประพฤติตนไม่เป็นที่ พอใจของสังคมสุภาพบุรุษ ก็แปลว่าเรายังมีความป่าเถื่อน มีความประพฤติ ที่ไม่น่าคบหาสมาคม. ดังนั้น ถ้าท่านไม่ชอบใช้คำว่า "พระอริยเจ้า" จะใช้ คำว่า "สุภาพบุรุษ" แทนก็ได้ แต่ขอให้เป็นสุภาพบุรุษจริง ๆ เป็นผู้ที่เป็น สัตบุรุษจริง ๆ คือเป็นคนดีจริงๆ. เมื่อมีศีลในลักษณะเป็นที่พอใจของ คนดีเช่นนี้แล้ว ไม่ต้องสงสัย ย่อมจะเป็นที่ตั้ง ที่เกิด ที่เจริญของสมาธิได้ นี้เป็นอันเห็นได้ว่า เราได้ปฏิบัติลุล่วงมาด้วยดี ไม่มีช่องทางที่ใครจะติเตียนได้ สำเร็จไปขั้นหนึ่งแล้ว. ทีนี้ก็มาถึงบทเรียน ขั้นที่ ๒ คือการสามารถควบคุมจิต หรืออาจใช้ จิตของเรานี้ให้บำเพ็ญหน้าที่ของมัน ให้เป็นประโยชน์ถึงที่สุด. ถ้าฟังดูให้ดี ๆ
น.121 ท่านก็จะเข้าใจ ความแตกต่างกัน ระหว่างศีล กับสมาธิ ได้โดยง่าย. ลำพัง ศีล อยู่ที่การประพฤติดี ไม่มีที่ตำหนิ. ส่วนสมาธินั้น เลื่อนขึ้นมาอยู่ตรงที่ การมีจิตดี มีความประพฤติทางจิตดี. ในศีลนั้น มีการประพฤติทางกาย ทางวาจา ที่แสดงออกทางภายนอกดี. ครั้นมาถึงสมาธินี้ มีการประพฤติในทางจิตดี คือไม่มีความผิด ไม่มีความเศร้าหมอง ไม่มีความฟุ้งซ่าน และอยู่ในสภาพที่ สามารถจะปฏิบัติหน้าที่ของตน. อย่างนี้เรียกว่า เป็นผู้อบรมจิต หรือฝึกฝนจิต ได้ถึงที่สุด มีผลเกิดขึ้นเรียกว่า สมาธิ แล้ว. ในส่วนที่เกี่ยวกับประโยชน์ทั่ว ๆ ไปในทางโลก ท่านนักศึกษา ทั้งหลายก็เคยได้ยินได้ฟังกันอยู่แล้ว ว่าสิ่งที่เรียกว่า สมาธิ นั้น เป็นของจำเป็น ในทุกกรณี ไม่ว่าเราจะทำอะไร ถ้าไม่ทำด้วยจิตใจที่เป็นสมาธิแล้ว ย่อมไม่ สำเร็จประโยชน์ โดยทั่ว ๆ ไป ท่านจึงจัดสมาธินี้ไว้ ในลักษณะเป็นองค์ประกอบ อันสำคัญองค์หนึ่ง ของบุคคลประเภทที่เรียกว่ามหาบุรุษ ; ไม่ว่าจะเป็น มหาบุรุษทางโลกหรือทางธรรม ล้วนแต่จำเป็นจะต้องมีสมาธิเป็นคุณสมบัติประจำ ตัวทั้งนั้น. แม้ที่สุดแต่จะเป็นเด็ก ๆ นักเรียน ถ้าไม่มีจิตเป็นสมาธิแล้ว จะคิดเลข ได้อย่างไร หรือคนที่จะคิดนึกคำนวณสิ่งใด ๆ ก็ตาม ถ้าจิตไม่เป็นสมาธิแล้ว จะคิดนึกได้อย่างไร แม้ที่สุดแต่ละคนจะเล่นกีฬา แม้แต่คนจะยิงปืนหรืออะไร ทำนองนั้น ก็ล้วนแต่ต้องอาศัยสมาธิทั้งนั้น มันจึงทำสิ่งนั้น ๆ สำเร็จไปได้ ด้วยดี. หากแต่ว่าสมาธิในทำนองนั้น เป็นสมาธิที่เป็นไปตามธรรมชาติ มันยัง อยู่ในระดับอ่อน ๆ หรือต่ำ ๆ. ส่วนสมาธิในทางหลักพระศาสนาที่เรากำลังพูด ถึงนี้ เป็นสมาธิที่เราฝึกให้สูงให้ดี ยิ่งขึ้นไปกว่าที่จะเป็นไปตามธรรมชาติ ;
น.122 เพราะฉะนั้นเมื่อฝึกกันสำเร็จแล้ว จึงกลายเป็นจิตที่มีสมรรถภาพ หรือมีกำลัง มีคุณสมบัติพิเศษอย่างอื่น ๆ มากมายเหลือเกิน ; มันยิ่งไปกว่าเพียงแต่ที่จะคิด เลขถูก หรือยิงปืนถูก หรืออะไรทำนองนั้น. ด้วยเหตุนี้เอง แม้จะไม่คำนึง ถึงเรื่องมรรค ผล นิพพาน ที่สูงสุด จะคำนึงกันแต่เรื่องปฏิบัติหน้าที่การงาน ที่เป็นอาชีพก็ตาม เราก็ยังต้องอาศัยสมาธิกันเสียแล้ว. แม้ที่สุดแต่ท่านทั้งหลาย ผู้จะเป็นตุลาการในอนาคต ท่านจะต้องอาศัยความเป็นผู้มีความประพฤติดี น่าเลื่อมใส น่านับถือ อย่างจำเป็น นั่นก็ส่วนหนึ่ง ; แต่แล้วในที่สุดท่านก็ยังจะ ต้องอาศัยการมีสมาธิดี ท่านจึงจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ของท่านให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง ทำตัวเองให้ตั้งอยู่ในฐานะเป็นปูชนียบุคคลของโลกได้. -- ถ้าผิดไปจากนั้นแล้ว แม้ไม่ตั้งใจ แม้ไม่มีเจตนาชั่ว เราก็คงจะปฏิบัติงานได้ผลเช่นเดียวกับคน ที่มี เจตนาชั่วก็เป็นได้. ฉะนั้นจึงขอให้สนใจในเรื่องของสมาธิไว้ให้มากที่สุดเท่าที่ จะทำได้ ในฐานะที่เป็นสิกขา ที่มนุษย์เราทุกคนจะต้องศึกษาปฏิบัติอบรม ทำให้มี ให้มาก เท่าที่ตนจะทำได้. การที่คนเราสามารถถือเอาประโยชน์จากสมาธิได้เห็นปานนี้นั้น เรียก ว่ามนุษย์ในชั้นนี้ ได้ก้าวขึ้นมาถึงการรู้ ความลับของธรรมชาติ อีกขั้นหนึ่งแล้ว. ข้อนี้หมายถึง การรู้วิธีบังคับจิตให้เป็นจิตที่มีสมรรถภาพยิ่งไปกว่าธรรมดา คำว่า "ยิ่งไปกว่าธรรมดา" นี้ ก็คือยิ่งไปกว่าที่มนุษย์ธรรมดาจะทำได้. สมาธิ ตามธรรมดาที่มนุษย์มี ๆ กันอยู่นั้น ไม่เป็นของแปลก. แต่ถ้ามีการฝึกฝน ให้ถูกต้องตามวิธี หรือโดยเฉพาะตามหลักของพุทธศาสนานี้แล้ว ก็จะเป็น สมาธิที่เลยระดับของมนุษยธรรม และท่านเรียกว่า อุตตริมนุสสธรรม ชนิดหนึ่ง
น.123 ด้วยเหมือนกัน. คำว่า อุตตริมนุสสธรรมนี้ ขอให้จำไว้ด้วย ; คงไม่เป็น คำที่สูงเกินไป หรืออยู่นอกวงเกินไป. คำนี้เป็นคำที่ใช้ในพระพุทธศาสนา หมายถึงสิ่งที่มนุษย์ธรรมดาทำไม่ได้ก็แล้วกัน เรียกว่า อุตตริมนุสสธรรม แปลว่า ยิ่งกว่าธรรมดาของมนุษย์. ในเพียงชั้นศีล ยังไม่ถือว่าเป็น อุตริมนุสสธรรม, แม้จะอวดกันบ้าง ก็ยังไม่ถือว่า เป็นอวดอุตริมนุสสธรรม ยังไม่น่าเกลียด. แต่พอมาถึงขั้นที่เป็นสมาธิ เป็นฌาน เป็นสมาบัติ ที่รวมเรียกว่าสมาธิ นี้แล้ว ท่านจัดเป็นขั้นอุตตริมนุสสธรรม คือยิ่งไปกว่าธรรมดาของมนุษย์, ซึ่งพระภิกษุนี้ จะอวดไม่ได้ ; ขืนอวดก็ชื่อว่าไม่เป็นพระที่ดี, หรือถึงกับไม่เป็นพระเลย แล้วแต่ กรณี พูดตรง ๆ ก็ว่าอย่างนั้น. เพราะฉะนั้นควรจะทราบไว้ว่ามันไม่ใช่เรื่อง ธรรมดา มันเป็นเรื่องที่สูงกว่าธรรมดา. เมื่อเป็นเรื่องที่สูงกว่าธรรมดา เรา ก็ต้องลงทุนสักหน่อย คือลงทุนในการที่ต้องอดกลั้นอดทน ในการศึกษา อบรมและปฏิบัติ จนเรามีสมาธิตามสมควรที่เราจะมีได้ แล้วปฏิบัติหน้าที่ ของตน และในที่สุดเราก็จะได้ผลในการปฏิบัติหน้าที่ของเรามากไปกว่าที่มนุษย์ ธรรมดาเขาได้ ๆ กันเป็นแน่นอน เพราะเรามีเครื่องมือที่สูงไปกว่าที่มนุษย์ธรรมดา เขามี ๆ กัน. เพราะฉะนั้นจึงขอให้สนใจไว้ในฐานะที่เป็นสิ่งที่ควรสนใจศึกษา อบรมและปฏิบัติ ขออย่าได้ถือว่าเป็นของครึกระโง่เขลางมงายหรือพ้นสมัยแล้ว. จะไปถือว่าเดี๋ยวนี้มันสองพันกว่าปีล่วงมาแล้ว สิ่งเหล่านี้ใช้ไม่ได้ พ้นสมัยแล้ว อย่างนี้ หาได้ไม่. มันยังคงเป็นของใหม่สด ที่ต้องการใช้กันอยู่เรื่อยไป และ ยิ่งในสมัยที่โลกมีอะไร ๆ หมุนเร็วแทบจะลุกเป็นไฟอย่างนี้ด้วยแล้ว ยิ่งจะต้องการ สมาธิมากไปเสียกว่าครั้งพุทธกาลด้วยซ้ำไป ; เพราะฉะนั้นขอให้สนใจกันบ้าง อย่าไปหลงคิดว่าเป็นเรื่องในวัด เรื่องสำหรับคนวัด หรือคนงมงายเลย.
น.124 ถัดจากนี้ไป เราก็มาถึงความเกี่ยวเนื่องกันในระหว่าง สมาธิ ศึกษา กับ ปัญญาสิกขา. เมื่อจิตเป็นสมาธิแท้จริงแล้ว เป็นการง่ายดายที่สุด ที่จะมีการเห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง. ถ้าถือเอาตามคำของพระพุทธเจ้า แล้ว ท่านตรัสไว้เสียเลยทีเดียวว่า "เมื่อจิตเป็นสมาธิแล้ว ย่อมเห็นสิ่งทั้งหลาย ทั้งปวงตามที่เป็นจริง" ท่านตรัสไว้สั้น ๆ อย่างนี้ แต่โดยกิริยาอาการนั้นท่าน หมายถึงอาการที่จิตประกอบด้วยสมาธิในลักษณะที่เป็นการพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่ ถ้าจิตมีลักษณะเป็นสมาธิในลักษณะเช่นนี้แล้ว ก็จะรู้สิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่ เป็นจริงขึ้นมาได้จริง. ข้อนี้มีความลับอยู่หน่อยหนึ่ง คือว่าเรื่องอะไร ๆ ที่เรา อยากจะรู้ หรือปัญหาที่เราอยากจะสางนั้น ตามปรกติมันฝั่งตัวประจำอยู่ในใจ ของคนเราทั้งนั้น. เราอาจไม่รู้สึกก็ได้ คือมันอยู่ใต้สำนึก หรือที่เรียกว่า Subconscious ก็ได้ แต่ก็กล่าวได้ว่ามันยังคงมีอยู่นั่นแหละ ... ปัญหาอะไรที่ สำคัญมาก ที่เราเดือดร้อนมาก ที่ต้องสะสางเพื่อหาคำตอบให้ได้ หรือแม้ที่สุด เพราะมันชวนรู้ น่ารู้ ก็ตาม หรือมันรบกวนความสงสัยไม่มีที่สุดก็ตาม, ตัวปัญหา นั้นมันเก็บตัวเองซ่อนอยู่ภายใต้สำนึกเรื่อยไปตลอดเวลา. ในขณะที่เราตั้งใจ สะสางให้ออก มันก็ไม่ออก เพราะเหตุว่าบางสิ่งบางอย่างยังไม่บริบูรณ์. มัน ไม่พร้อมบริบูรณ์ โดยเฉพาะก็คือความเป็นไปของจิตในขณะนั้นยังไม่เหมาะสม ที่จะสางปัญหานั้นออก นั่นเอง, ถ้าผู้ใดเจริญสมาธิ ในลักษณะที่ถูกต้องตาม เรื่องของพระพุทธเจ้า คือมีลักษณะที่เรียกว่า กมฺมนิโย พร้อมที่จะปฏิบัติงาน ทางจิตแล้ว ปัญหาต่าง ๆ ที่สะสมอยู่ใต้สำนึกนั้น มันจะมีคำตอบโพล่งออกมา ในขณะที่ได้จัดเตรียมปรับปรุงจิตให้เป็นสมาธิ ในลักษณะที่เรียกว่า กมุมนิโย นั้นเอง ความรู้นั้นจะออกมาเฉย ๆ เหมือนไม่มีเหตุผล อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
น.125 ๘๕ ไตรสกชา ต่อเนื่องจากขณะที่จิตเป็นสมาธิในลักษณะเช่นนั้น. ทีนี้ ถ้าหากมันไม่โพล่ง ออกมาในลักษณะเช่นนั้น เราก็ยังมีระเบียบวิธีอีกอันหนึ่งที่วางไว้ว่าให้น้อมจิตที่ เป็นสมาธิในลักษณะเช่นนั้น แล้วไปสู่การพิจารณาปัญหาที่เรากำลังมีอยู่นั่นเอง. การพิจารณาด้วยกำลังของสมาธิในลักษณะเช่นนี้เอง เรียกว่า ปัญญาสิกขา, หรืออย่างน้อยก็สงเคราะห์เข้าใน ปัญญาสิกขา. ปัญหาตามปรกติของผู้ปฏิบัติธรรม ก็คือปัญหาที่ว่า ความทุกข์ คืออะไร ! เหตุให้เกิดทุกข์คืออะไร ? ความไม่มีทุกข์คืออะไร ? วิธีดำเนินให้ถึง ความไม่มีทุกข์เป็นอย่างไร ? นี้ เป็นปัญหาประธาน เป็นหลักทั่วไป. ปัญหา ว่าความทุกข์นี้มาจากอะไร ก็จะรู้ได้ว่ามาจากอุปาทาน, อุปาทานมาจากอะไร ก็รู้ได้ว่ามาจากตัณหา เรื่อย ๆ ไปอย่างนี้ ตามลำดับของปัญหาที่มี แต่แล้ว ก็ต้องรู้ ในขณะแห่งจิตที่เป็นสมาธิในลักษณะตามที่ได้กล่าวไว้. พระพุทธเจ้าได้ ตรัสรู้ในคืนที่ตรัสรู้ คือรู้ปฏิจาสมุปบาทตามลำดับ คือรู้อะไรเป็นอะไร รู้อะไร เป็นอะไร ทะยอยกันไปตามลำดับ ก็โดยในลักษณะที่จิตเป็นสมาธิอย่างที่กล่าวแล้ว ซึ่งพระองค์ได้ทรงเล่าเรื่องนี้ไว้ในตอนหลังอย่างละเอียด แต่รวมใจความแล้ว ก็คือว่า ในขณะที่จิตเป็นสมาธิดีแล้ว ก็น้อมจิตไปเพื่อพิจารณาปัญหานั้น. ท่านนักศึกษาทั้งหลายอาจจะเข้าใจได้ง่ายในข้อนี้ โดยการเปรียบเทียบ อีกอย่างหนึ่ง : ในขณะที่จิตของเรามีลักษณะที่เรียกกันว่าโปร่งดี เราจะน้อมไป เพื่อคิดอะไร สะสางปัญหาอะไร หรือวินิจฉัยอะไร มันก็จะวินิจฉัยได้ดี. นี่แหละ คือผลของความเป็นสมาธิ. ถ้าเป็นเรื่องไม่สู้ยากนัก เพียงแต่เราทำจิตให้โปร่ง
น.126 โดยการไปนั่งหรือไปเดินอยู่ในที่สงัด เช่นในป่าหรือริมทะเล หรือที่ใดก็ตาม ซึ่งเป็นที่เงียบสงัดเย็นสบายไม่มีอะไรรบกวนจิตใจ อาจทำให้จิตใจโปร่งสงบเย็น เพียงพอ เราก็จะคิดปัญหาข้อนั้นออกได้โดยง่าย แต่มันเป็นปัญหาที่เราคิดในที่ วุ่นวาย อึกทึกครึกโครมไม่ออกดังนี้เป็นต้น. ความที่จิตมีลักษณะพร้อมที่จะคิด จะนึกอะไรได้ดี ในที่สงัดดังกล่าวมาแล้วนี้ ก็เป็นลักษณะโดยตรงของจิต ที่เป็นสมาธิเหมือนกัน. ส่วนการที่จะคิดปัญหาเกี่ยวกับ มรรค ผล นิพพาน ก็เป็นไปทำนองนั้น. แต่โดยเหตุที่เรื่องนั้นเป็นเรื่องยากมากกว่า จึงจำเป็น ต้องใช้สมาธิที่แรงกว่า ; เราจึงมีระเบียบวิธีทำจิตให้เป็นสมาธิที่ลึกซึ้งกว่า เป็นพิเศษ. พอเป็นสมาธิได้แล้ว ก็น้อมไปเพื่อพิจารณาปัญหานั้น เพื่อหาคำตอบ ในทำนองเดียวกัน. ถ้าหากว่าปัญหานั้นมันเต็มปรี่อัดตัวหาทางออกอยู่ในใจ เป็นประจำอยู่แล้ว บางทียังไม่ทันน้อมไปเพื่อคิดค้นอะไรนัก คำตอบมันจะโพล่ง ออกมาได้เองก็มี ตัวอย่างที่ง่าย ๆ เล็กๆ ลงไปอีก เช่นว่าก่อนจะนอน เรามี ความรำคาญสงสัยอะไรอันหนึ่งอยู่ในใจ คิดเท่าไหร่ก็ไม่ออก แล้วเราก็นอนเสีย ครั้นได้พักผ่อนตลอดคืน รุ่งเช้าตื่นนอน บางทียังไม่ทันจะล้างหน้า คำตอบของ ปัญหาข้อนั้น มันก็ออกมาเองเสียแล้ว ดังนี้เป็นต้น. นี้ก็เพราะเหตุว่าร่างกาย ได้รับการพักผ่อนมีความสดชื่นเป็นเครื่องรับรองจิตได้ดี, จิตได้รับการพักผ่อน ปราศจากสิ่งรบกวน แล้วตื่นขึ้นมาในลักษณะที่เป็นสมาธิพอสมควร ปัญหา ที่ติดขัดอยู่เมื่อวาน ก็มีคำตอบออกมาเอง เป็นแสงสว่างหรือปัญญาพลุ่งขึ้นมาเอง ในขณะที่ตื่นนอน.
น.127 ทั้งหมดนี้ เป็นการแสดงให้เห็นความจำเป็นที่ว่า ปัญญา กับ สมาธินี้ จะต้องเกี่ยวข้องกันเสมอไป. ถ้าปัญญาไม่ได้อาศัยสมาธิแล้ว ย่อมเป็นไป ไม่ได้. แต่ว่ากิริยาที่ปัญญาอาศัยสมาธินั้น บางทีเรามองไม่เห็นเลย เช่น ใน ลักษณะที่จิตเป็นสมาธิสดชื่นดี พอตื่นนอนก็รู้อะไร ๆ ที่เป็นคำตอบของปัญหา ที่คิดค้างอยู่เมื่อวานได้แล้ว ดังนี้เป็นต้น. ที่นี้หลักทางพระพุทธศาสนานั้น ท่านแสดงความสัมพันธ์ระหว่างสมาธิ กับปัญญาไว้ยิ่งขึ้นไปกว่านั้นอีก คือต้องมีสมาธิจึงจะมีปัญญา ต้องมีปัญญาจึงจะ มีสมาธิ. ท่านใช้คำที่ให้น้ำหนักเท่ากันว่า มีปัญญาจึงจะมีสมาธิ มีสมาธิ จึงจะมีปัญญา. ข้อนี้เป็นเพราะว่า การที่จะมีสมาธิให้เป็นสมาธิยิ่งไปกว่าสมาธิ ตามธรรมชาตินั้น มันเป็นเรื่องของปัญญา คือ อย่างน้อยต้องมีความรู้ ความ เข้าใจ เกี่ยวกับลักษณะอาการต่าง ๆ ของจิต ว่าจะบังคับมันอย่างไรจึงจะเกิด เป็นสมาธิขึ้นมาได้. ท่านจะเห็นได้ว่าในธรรมที่สำคัญหมวดหนึ่ง คือมรรค มีองค์ ๘ ประการนั้น ท่านยกเอาสัมมาทิฏฐิขึ้นไว้เป็นองค์แรก. สัมมาทิฏฐินั้น หมายถึงปัญญาที่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรตามที่เป็นจริง เหมือนกับที่เราพร่ำพูดกัน มามากแล้วข้างต้นนั่นเอง. มันต้องมีสัมมาทิฏฐิก่อน คนเราจึงอยากทำอะไร ที่เป็นฝ่ายดี คือรู้ว่าอะไรมีคุณอย่างไร อะไรไม่ดี มีโทษอย่างไร จึงอยากทำ อะไรที่ดี ๆ และมีปัญญาทำไปให้ได้ดังที่ต้องการ. ฉะนั้นคนที่มีปัญญาต่างหาก จึงจะสามารถมีสมาธิมากขึ้นได้ตามลำดับ. เมื่อสมาธิมากขึ้น ปัญญาก็ยิ่งมีกำลัง มากขึ้นตาม : มันส่งเสริมซึ่งกันและกันไปในตัว กลับไปกลับมากันอยู่ในตัว. ถ้าเรียกอย่างโวหารธรรมะธรรมโมเขาเรียกว่า อัญญมัญญูปัจจัย หมายความว่า มันช่วยเหลือแก่กันและกัน. ถ้าอันนี้มากขึ้นมันก็ช่วยอันโน้นให้มากขึ้น,
น.128 อันโน้นมากขึ้นอีก มันก็กลับช่วยอันนี้ให้มากขึ้นอีก, อันนี้ยิ่งมากขึ้นอีก ก็กลับ ช่วยอันโน้นให้กลับมากไปกว่าเดิมอีก, เพราะฉะนั้นมันจึงเจริญงอกงามควบคู่ กันไปโดยเร็ว. ทีนี้มีเรื่องที่น่าสนใจอีกว่า คนบางคนมีลักษณะที่เรียกว่าปัญญา นำหน้า : ปัญญาแสดงอาการออกหน้าเรื่อย ; ลักษณะของสมาธิไม่ค่อยเห็น ไม่ค่อยปรากฏ ก็มี. ถ้าเป็นอย่างนี้ เราเรียกเขาว่า คนเจ้าปัญญา จะถูกกว่า คือมีปัญญามาก มีปัญญานำหน้า. คนชนิดนี้ ขอแต่เพียงตั้งใจคิด ลงมือคิด ลงมือพิจารณาเท่านั้น ความคิดก็ดำเนินไปได้เป็นปีเป็นกลองไปทีเดียว เพราะ เหตุว่าเขาเอาปัญญานำหน้า สมาธิเป็นแต่คอยช่วยชู ซ่อนอยู่ข้างใน ตามไป ข้างหลัง. คนโดยมากอยู่ในจำพวกนี้. การที่คนในโลกนี้ส่วนมากอยู่ในลักษณะ เช่นนี้ ก็เพราะว่าเรื่องที่ทำกันอยู่โดยมาก ก็เป็นเรื่องขนาดที่ใช้ปัญญาธรรมดา อย่างโลก ๆ. ส่วน คนอีกพวกหนึ่งนั้น เขามีลักษณะเป็นเจ้าสมาธิ ไม่ใช่ เจ้าปัญญาอย่างที่ว่า. . ที่ว่าเป็นเจ้าสมาธินั้น คือเขาเป็นคนสุขุม ชนิดที่ต้อง รวบรวมกำลังใจทั้งหมดทั้งสิ้น ให้รอบคอบรัดกุมเสียก่อน จึงจะพินิจพิจารณา. หรือดำเนินการพิจารณา เขาเป็นคนชอบทำสมาธิ หรือจะกล่าวว่ามีลักษณะเป็นคน สงบ มีสมาธิอยู่เป็นปรกติ อย่างนี้ก็ได้ แต่ว่าคนประเภทนี้มีน้อย, จัดเป็นคน ที่มีสมาธิออกหน้าปัญญา. ในที่สุดเราก็ได้คนเป็น ๒ พวก ที่ต่างกัน, คราวนี้มี คนอีกพวกหนึ่งซึ่งอาจจะมีได้หรือหาได้ในโลกนี้เหมือนกัน. นี้คือ คนที่มีปัญญา กับสมาธิพอ ๆ กัน ซึ่งอาตมาเข้าใจว่าจะเป็นพวกที่ปลอดภัยที่สุด สบายที่สุด การฝึกหัดจิตให้เป็นสมาธิ ตามโอกาสที่ควรฝึกหัดอยู่เสมอ ๆ แล้วใช้ปัญญา
น.129 สิ่งที่ควรพิจารณาอยู่เสมอ ๆ นานๆ เข้าก็จะเป็นนิสัยที่ดี คือเป็นผู้ที่มีสมาธิ และปัญญากลมกลืนกัน ซึ่งอาตมาคิดว่าคงจะเหมาะอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสำหรับ บรรดาท่านทั้งหลายที่จะเป็นตุลาการ อาตมาได้อธิบายลักษณะแห่งความสัมพันธ์ของปัญญากับสมาธิพอเป็น ที่เข้าใจแล้ว ต่อนี้ไปจะได้ระบุ ลักษณะของปัญญา โดยเฉพาะในข้อที่ว่า ถ้ามีสิ่งที่เรียกว่าปัญญาแล้ว จะต้องหมายถึงการมีความเห็นแจ้ง ท่านทั้งหลายจะใช้คำว่าเข้าใจก็ได้ แต่ต้องให้มีความหมายเป็นความเห็นแจ้ง. คือเห็นด้วยปัญญาอย่างแจ่มแจ้ง ; หรือใครจะใช้คำอื่นเช่นคำว่า รู้แจ้ง ก็ตามใจ แต่ต้องให้ได้ความหมายเต็มตามความหมายของพระพุทธเจ้า คือมีผลเป็นความ รู้สึกเบื่อหน่ายสลดสังเวช ถอยหลังออกมาจากสิ่งทั้งปวงที่เคยหลงรัก หลงยึดถือ. ถ้ายังรี่เข้าไปหาสิ่งทั้งปวงด้วยความรัก ความยึดถือ ความหลงใหลแล้ว ไม่ชื่อ ว่าเป็นปัญญาของพระพุทธศาสนา. . ถ้าเป็นปัญญาของพระพุทธศาสนา จะชะงักหรือถอยหลังจากการหลงยึดถือในสิ่งทั้งปวง. ที่ว่าจะชะงักหรือ ถอยหลังนี้ เป็นทางจิตใจ ไม่ใช่ในทางกิริยาอาการ เช่นจะต้องจับสิ่งนั้นขว้างทิ้ง หรือทุบตีให้แตกหัก หรือว่าจะต้องวิ่งหนีเข้าป่าไป อย่างนี้ก็หามิได้ ; แต่หมาย ถึงชะงักถอยหลังทางจิตใจโดยเฉพาะ คือมีจิตใจถอยออกจากการที่เคยตกเป็นทาส ของสิ่งทั้งปวง มาเป็นจิตที่อิสระ. ผลของความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด จากสิ่งทั้งปวงนั้น เป็นอย่างนี้ ; ไม่ใช่ให้ไปฆ่าตัวตายหรือไม่ใช่ให้วิ่งหนี เข้าป่าไปบวชเป็นฤๅษี หรือว่าเอาไฟจุดเผาสิ่งต่าง ๆ เสียให้หมด ก็ไม่ใช่. ทาง ภายนอกจะเป็นอย่างไร ก็เป็นไปตามเรื่อง ยังคงเป็นไปตามเหตุผล ตามความ
น.130 เหมาะสม ; แต่ภายในจิตใจนั้น ย่อมเป็นอิสระไม่เป็นทาสของสิ่งใดอย่างแต่ ก่อนอีกต่อไป. นี่แหละ คืออานิสงส์ของปัญญา, แต่ท่านใช้เรียกด้วยคำบาลี ว่า วิมุตติ. ท่านจงจำความหมายของคำว่า วิมุตติ ให้ดี ๆ ; มีคนชอบพูด ถึงกันนัก และเอามาล้อเลียนกันอย่างที่ไม่เข้าใจความหมาย คำว่า วิมุตติ ต้องหมายความว่า หลุดจากการเป็นทาสของสิ่งทั้งปวง โดยเฉพาะก็เป็นทาส ของสิ่งที่เรารัก แต่แม้สิ่งที่เราไม่รัก เราก็ตกเป็นทาสของมันเหมือนกัน ถ้า กล่าวตามโวหารธรรม : เป็นทาสตรงที่ต้องไปเกลียดมันนั่นเอง อยู่เฉย ๆ ไม่ได้ ก็อุตส่าห์ไปเกลียดมัน ไปร้อนใจกับมัน ; มันบังคับเราได้เหมือนกัน เช่นเดียว กับของที่เรารัก แต่อยู่ในลักษณะคนละอย่าง. ฉะนั้น คำว่าเป็นทาสของสิ่ง ทั้งปวงนั้น ย่อมหมายถึงทั้งทางที่พอใจและไม่พอใจ. ทั้งหมดนี้แสดงว่า เราหลุดออกจากการเป็นทาสของสิ่งทั้งปวง มาเป็นอิสระอยู่ได้ ด้วยอำนาจของปัญญา พระพุทธเจ้าท่านจึงได้วาง หลักไว้สั้น ๆ ที่สุดว่า ปญฺญาย ปริสุชุติ, แปลว่า คนเราบริสุทธิ์ได้ด้วย ปัญญา. พระพุทธเจ้าท่านไม่เคยตรัสว่าบริสุทธิ์ได้ด้วยศีล ด้วยสมาธิ แต่ตรัสว่า บริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา เพราะมันทำให้หลุดออกมาจากสิ่งทั้งปวง. การไม่หลุด ออกมาจากสิ่งทั้งปวง หรือการเป็นทาสของสิ่งทั้งปวงนั้น ไม่บริสุทธิ์ คือสกปรก มืดมัวเร่าร้อน. เมื่อหลุดออกมาจากอำนาจครอบงำของสิ่งทั้งปวงในโลกนี้หรือ โลกไหน ๆ แล้ว ก็จะมีความบริสุทธิ์สะอาด สว่างไสวแจ่มแจ้ง และสงบเย็น เป็นผลของปัญญา หรือเป็นลักษณะอาการที่แสดงว่า ปัญญาได้เข้าปฏิบัติ หน้าที่ของมันถึงที่สุดแล้ว. ฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงได้กำหนดพิจารณา สิกขา
น.131 ข้อที่ ๓ คือปัญญานี้ให้ดี ๆ ว่ามันมีอยู่อย่างไร, มันมีอยู่ในลักษณะเป็นของสูงสุด เพียงใด. โดยเฉพาะปัญญาในทางพระพุทธศาสนาแล้ว ก็คือ ปัญญาที่จะให้ ถอนตนออกมาเสียจากสิ่งทั้งปวง โดยการทำลายอุปาทาน ๔ ประการ ดังที่ได้ กล่าวแล้วเมื่อวานนี้นั้นเสียให้หมดสิ้น เมื่ออุปาทานทั้ง ๔ นั้น เป็นเหมือนกับ เชือกที่ผูกมัด หรือโซ่ตรวนที่ล่ามเราไว้ หรือเป็นกรงที่ขังเราไว้ แล้วปัญญา ก็จะเป็นเหมือนมีดหรือวัตถุที่มีคม ที่จะตัดจะทำลายสิ่งเหล่านั้นให้พินาศไป ไม่มีอะไรเป็นเครื่องผูกมัดเราให้ติดอยู่กับสิ่งต่าง ๆ ต่อไป. นี่แหละ คือบทเรียนในพระพุทธศาสนาซึ่งมีอยู่ ๓ บท คือ ศีล สมาธิ ปัญญา. เมื่อว่ากันโดยการปฏิบัติแล้ว พระพุทธศาสนาก็คือการปฏิบัติอย่างนี้. การปฏิบัติ ๓ ประการนี้ ถ้าว่าโดยหลักวิชา ก็คือ วิธีการที่จะทำให้เรารู้ว่า อะไรเป็นอะไร. แต่ถ้าว่าโดยทางปฏิบัติแล้ว ก็คือการปฏิบัติอย่างนี้ เพื่อตัด อุปาทาน ถอนตนออกมาเสียจากการเป็นทาสของสิ่งทั้งปวง. ในที่สุดนี้ อาตมาอยากจะแนะให้พิจารณาต่อไปว่า ข้อปฏิบัติทั้ง ๓๐ อย่างนี้ จะคงทนต่อการพิสูจน์ในตัวมันเองหรือไม่ ? จะเป็นหลักวิชา อันแท้จริง คือว่าเหมาะที่ทุกคนจะปฏิบัติหรือไม่ ? ขอให้พิจารณาดู. เมื่อ ท่านพิจารณาดู หรือยิ่งพิจารณาดู จะยิ่งเห็นว่าคงทนต่อการพิสูจน์ ไม่มีทางด้าน ในข้อที่ว่าจะไม่ให้ผลตามที่กล่าวแล้ว. และเมื่อพิจารณาดูต่อไปอีก จะเห็นว่า หลักทั้ง ๓ ข้อนี้จะไม่ค้านกับศาสนาไหนเลย ในเมื่อศาสนานั้นต้องการจะแก้ ปัญหาต่าง ๆ ที่เป็นความทุกข์ของมนุษย์กันจริง ๆ.๖๓ พุทธศาสนาย่อมไม่เป็น ปฏิปักษ์ต่อศาสนาใด ๆ เพราะมีคำสอนเป็นบทเรียน ๓ บทดังที่กล่าวมานี้. แต่เรา
น.132 อาจจะเห็นได้อีกอย่างหนึ่งว่า มันอาจจะมีอะไร ๆ ที่มากออกไปกว่าที่ศาสนาอื่น ๆ มีก็ได้ โดยเฉพาะก็คือปฏิบัติในทางปัญญา อันเป็นสิกขาข้อสุดท้ายเพื่อตัด อุปาทานทั้ง ๔ ประการเสีย แล้วมีการเปลื้องจิตออกมาให้เป็นอิสระจากสิ่งทั้งปวง ไม่ผูกพันเป็นทาสหรืออยู่ใต้อำนาจสิ่งใดทั้งหมด. ข้อนี้แหละ อาจจะไม่มีใน ศาสนาอื่น ซึ่งไม่กล้าพอที่จะทำตนให้เป็นอิสระสิ้นเชิง หรือตนพึ่งตนโดยสิ้นเชิง ก็ได้! "ฉะนั้น เราจงเข้าใจหลักที่เป็นใจความสำคัญของพุทธศาสนาไว้ให้ดีดัง ที่กล่าวมา. เมื่อความจริงได้แสดงออกมา ในทางที่ว่าหลักพุทธศาสนาทนต่อการ พิสูจน์ไม่ค้านกับใคร ๆ และมีอะไร ๆ ทุกอย่างที่ใคร ๆ มี แล้วยังจะมีอะไร บางอย่าง มากไปกว่าที่เขามีกัน แล้วเรายังจะมองเห็นต่อไปในทันทีนั้นอีกว่า หลัก ๓ ประการนี้เป็นของสากล หรือเป็นศาสนาสากลที่จะใช้ได้แก่คน ทุกคนทุกยุคทุกสมัย และทั้งใช้ได้แม้แต่สัตว์ในเบื้องต่ำ แก่มนุษย์ในท่ามกลาง แก่เทวดาหรือยิ่งกว่าเทวดาในเบื้องบน เพราะว่าชีวิตทุกหน่วยมีปัญหาเป็นความ ทุกข์อย่างเดียวกันหมด คือทุกข์เพราะเกิด แก่ เจ็บ ตาย ทุกข์เพราะกิเลสตัณหา อุปาทานครอบงำย่ำยี. ไม่ว่าเทวดา ไม่ว่ามนุษย์ ไม่ว่าสัตว์เดรัจฉาน ย่อมจะมี ปัญหาอย่างเดียวกันนี้ เหมือนกันทั้งนั้น, ซึ่งเป็นเหตุให้เรากล่าวได้ว่า โลก ทั้งหมดเป็นอันเดียวกัน หรือเป็นชีวิตของชีวิตเดียวกัน เพราะมันมีความทุกข์ อย่างเดียวกัน มีปัญหาอย่างเดียวกัน มีสิ่งที่ต้องทำอย่างเดียวกัน คือต้อง ตัดกิเลสตัณหาที่เป็นตัวการสำคัญ หรืออุปาทานนี้เสียให้ได้, ฉะนั้นมันจึงเป็น การเพียงพอที่จะเสนอตัวเองได้ ว่าเป็นของสากล ที่จะใช้ได้ทุกชั้น ในที่ทุกแห่ง
น.133 จะใช้ในทุกกาลสมัย. นี่แหละ คือความหมายของความเป็นศาสนาสากล ; ขอให้เข้าใจพระพุทธศาสนาไว้ ในลักษณะเช่นที่กล่าวนี้ โดยเหตุที่มีบทเรียน ๓ บท คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ดังที่กล่าวแล้วนั่นเอง. ขอยุติคำบรรยายวันนี้ เพราะหมดเวลาเพียงเท่านี้.
Buddhadasa