Buddhadasa.org

ตุลาการิกธรรม เล่ม 1 ครั้งที่ ๖/๒๔๙๙ — สมาธิ และ วิปัสสนา ตามธรรมชาติ

ตุลาการิกธรรม เล่ม 1 — คำบรรยายหลักพุทธศาสนา อบรมผู้ที่จะเป็นผู้พิพากษา ณ เนติบัณฑิตยสภา รุ่น พ.ศ. ๒๔๙๙ และ ๒๕๐๐ (สมัยดำรงสมณศักดิ์ พระอริยนันทมุนี) · วันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๔๙๙

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.161 ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย วันนี้อาตมาต้องขออภัย ที่จะเริ่มการบรรยายด้วยการเล่าเรื่องส่วนตัว สักหน่อย เมื่อเช้าวานนี้ พอตื่นนอนขึ้น ก็เกิดรู้สึกขึ้นมาเอง ว่าที่เคยบอก ออกไปในการบรรยายเมื่อวันก่อน ถึงหลักปรัชญาที่ว่า "เพราะข้าพเจ้า คิดได้, ข้าพเจ้าจึงมี" และว่านักคิดผู้นี้ชื่อ Bergson นั้น ไม่ใช่ ; ที่แท้ชื่อ Descartes : ตลอดถึงนึกได้ว่า ตัวบทเดิมของเขานั้น ว่า Cogito ergosum เป็นภาษาละติน ซึ่งอาตมาออกเสียงไม่ถูก ทราบแต่แปลว่า "ข้าพเจ้าคิดได้, ๑๒๑

น.162 ฉะนั้นข้าพเจ้ามีอยู่". ครั้นขอยืมปทานุกรมของคนใกล้ ๆ ที่พัก มาตรวจดู ก็ถูก ตรงตามนั้น. ถ้าใครอยากจะติดตามดูก็เปิดดูได้. ถ้าใช้ปทานุกรมแชมเบอร์ ก็มีอยู่ในพวกเฟรสหรือคำพิเศษต่าง ๆ ตอนท้ายเล่ม การที่เอาเรื่องส่วนตัวมาเล่า, หรือจะกล่าวให้ถูกก็ว่าเป็นเรื่องนำมา แก้คำผิด, เป็นการสารภาพว่ามันเป็นการจำผิด อย่างที่เขากล่าวกันว่า "สี่ตีน รู้พลาด นักปราชญ์รู้พลั้ง" ; อาตมายังไม่ถึงกับนักปราชญ์ เพราะฉะนั้น ก็ต้องพลั้งบ่อย ๆ เป็นธรรมดา และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็พลั้งมากที่สุดในเรื่อง ที่ไม่ค่อยอยากจะจำ คือในเรื่องที่ไม่ค่อยศรัทธาเลื่อมใส ทำให้ไม่ค่อยอยากจะจำ มันจึงพลั้งง่าย. โดยเหตุที่ว่าคำกล่าวอย่าง Descartes กล่าวนี้ ในอินเดียเขา กล่าวกันมาแล้วสองพันกว่าปี ในพวกที่ถือสังขารเป็นตัวตน. แต่ Descartes เป็นคนในคริสตศตวรรษที่ ๑๗ นี้เอง ; เราจึงไม่สู้สนใจกับคนเหล่านี้ เพราะ ความไม่สนใจหรือไม่สู้ศรัทธาในบุคคลนี่เอง จึงเป็นเหตุให้ความจำนั้นไม่แม่นยำ. ข้อนี้ เป็นข้อที่อาตมาขอร้องให้สังเกตเอาไว้ด้วยว่า ถ้าเราไม่ศรัทธา หรือไม่ค่อยจะศรัทธาในบุคคลหรือทฤษฎีเรื่องใด มันก็จำไม่ค่อยได้ ; ถ้าอยากจะให้จำได้ก็ต้องทำความเข้าใจจนมีศรัทธา. ฉะนั้นโดยเฉพาะ หลักธรรมะในพระพุทธศาสนาต่าง ๆ เราต้องศึกษาให้เข้าใจจนมีศรัทธา เราจึง จะจำได้. อีกอย่างหนึ่ง ที่ใคร่จะขอให้คิดให้สังเกต ก็คือว่า เวลาที่จิตใจ ผ่องใสชุ่มชื่นเยือกเย็น เป็นเวลาที่จะรู้ธรรม หรือเรียกว่าตรัสรู้ คืออาจ จะรู้โพล่ง ๆ เฉย ๆ ขึ้นมาได้โดยง่าย. แม้ที่สุดแต่ความจำที่เลอะเลือนก็กลับ จะแจ่มแจ้งชัดเจนขึ้นมาใหม่. ในขณะที่เหนื่อยหรือร้อน หรือฟุ้งซ่าน

น.163 ด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งนั้น แม้ความจำก็ฟันเผื่อ. เรื่องของความจำก็ยังเป็น ถึงอย่างนี้ ฉะนั้นเรื่องของการที่จะมีสมาธิสำหรับจะรู้ความจริงในธรรม ก็ยิ่ง เป็นอย่างนั้นมากขึ้นไปอีก. เรื่องส่วนตัวข้างต้น ย่อมเป็นเครื่องพิสูจน์อย่างดี. อย่างตัวอย่างที่เล่ามานี้ เป็นเครื่องแสดงว่าเราจะต้องมีปีติปราโมทย์ หรือความ บรรยายแนว หรือลำดับของการรู้แจ้งเห็นจริงในธรรม ว่าจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ไปเสียเลย. ครั้งแรกที่สุด อาตมาได้บอกว่าพุทธศาสนา คือวิชาหรือวิธีปฏิบัติ ให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร. ถัดมาก็บอกให้รู้ว่า ที่ว่าอะไรเป็นอะไรนั้น คือ เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ; และบอกให้รู้ว่าสัตว์หลงไปในสิ่งที่เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ได้ ก็เพราะอำนาจของอุปาทาน จึงได้ติดแน่นอยู่ในสิ่งเหล่านั้น ; แล้วบอกให้ทราบต่อไปว่า ไตรสิกขาเป็นวิธีปฏิบัติสำหรับจะให้ตัดอุปาทานได้, และบอกให้ทราบในที่สุดว่า ขันธ์ห้า หรือส่วน ๕ ส่วนที่ประกอบกันขึ้นเป็นโลก นี้เอง เป็นที่ตั้งที่เกาะของอุปาทาน ; ฉะนั้นเราจะต้องศึกษาให้รู้จักตัวขันธ์ห้า หรือโลกทั้งสิ้นนี้ให้ถูกต้องตามที่เป็นจริง จึงจะเกิดความรู้แจ้งแทงตลอดชนิด ที่เป็นญาณทัสสนะ ทำการปล่อยวางหลุดพ้นได้. ด้วยหลักปฏิบัติทั่ว ๆ ไป ท่านมีวิธีปฏิบัติอย่างที่ได้กล่าวมาแล้ว เป็นศีล คือ ปรับปรุงในเรื่องกายวาจา ให้ดี แล้วก็ดำเนินสมาธิ คือ รวบรวมกำลังใจให้เป็นที่ปรับปรุงให้เหมาะสมที่จะ ทำการงานทางจิต ต่อจากนั้นก็ดำเนินการพิจารณาที่เป็นตัวปัญญา และอาตมา ยังได้บอกให้ทราบเป็นพิเศษอีกว่า เรายังมีโชคดีที่ว่าปัญหาต่าง ๆ ที่เข้าไปสะสม อยู่ในใจของเรานั้น เมื่อมากเข้ามากเข้า ถึงพร้อมด้วยการศึกษา ถึงวันดีคืนดี

น.164 โอกาสหนึ่ง คำตอบอาจจะออกมาเองได้ในขณะที่จิตเป็นสมาธิ หรือขณะที่จิต มีลักษณะอย่างที่เรียกว่า กมฺมนิโย คือ ควรแก่การงานทางจิต ในบัดนี้ อาตมาอยากจะบอกให้ทราบต่อไปถึงข้อที่ว่า การที่จิตเป็น สมาธินั้น มิได้หมายความว่าจะต้องมีการกระทำตามแบบตามพิธีรีตอง หรือที่ เป็นเทคนิคต่าง ๆ นั้นโดยตรงอย่างเดียวก็หาไม่. โดยที่แท้แล้วสมาธิอาจจะมีได้ โดยทางตรงตามธรรมชาติ ซึ่งปราศจากเทคนิคใด ๆ ที่มนุษย์กำหนดขึ้น อีกส่วนหนึ่ง ดังที่ได้อธิบายมาแล้วตามสมควรในคราวก่อน ๆ ; เราจึงได้ สมาธิที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติอย่างหนึ่ง และ สมาธิที่เกิดมาจากการปฏิบัติ บำเพ็ญตามวิธีที่เป็นเทคนิคโดยเฉพาะนั้นก็อีกอย่างหนึ่ง. ในกรณีที่เรา ประสงค์นั้น มันมีผลอย่างเดียวกัน คือ เมื่อเป็นสมาธิแล้ว ก็นำไปใช้พิจารณา หรือว่าการพิจารณาจะดำเนินไปได้โดยง่าย โดยตัวมันเองดังนี้ก็ได้. แต่มีข้อควร สังเกตอย่างหนึ่งว่า สมาธิที่เกิดตามธรรมชาติ นั้น มักจะพอเหมาะพอสม แก่กำลังของปัญญาที่จะทำการพิจารณา. ส่วน สมาธิที่เกิดตามวิธีของการ บำเพ็ญเป็นเทคนิคโดยเฉพาะ นั้น มักจะเป็นสมาธิที่มากเกินไป หมายความ ว่าเหลือใช้ และยังเป็นเหตุให้คนหลงติดชะงัก พอใจแต่เพียงแค่สมาธินั้นก็ได้ เพราะว่าในขณะที่จิตเป็นสมาธิเต็มที่นั้น ย่อมเป็นความสุขชนิดหนึ่ง เป็นความ สบายชนิดหนึ่ง ซึ่งให้เกิดความพอใจ จนถึงกับหลงติด หรือหลงเหมาเป็น มรรคผลไปเสียเลยก็ได้. โดยเหตุนี้สมาธิที่เป็นไปตามธรรมชาติ ที่พอเหมาะสม กับการใช้พิจารณานั้น จึงไม่เสียหลาย ไม่เสียเปรียบอะไรกันกับสมาธิตาม แบบวิธีเทคนิคนัก ถ้ารู้จักประคับประคองทำให้เกิดให้มี และให้เป็นไปด้วยดี.

น.165 ข้อความต่าง ๆ ในพระไตรปิฎกเอง มีเล่าถึงแต่เรื่องการบรรลุ มรรคผลทุกชั้นตามวิธีธรรมชาติ ในที่เฉพาะพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าเอง หรือในที่ต่อหน้าผู้สั่งสอนคนอื่น ๆ ก็มี โดยไม่ได้ไปเข้าป่า นั่งตั้งความเพียร อย่างมีพิธีรีตอง กำหนดอะไรต่าง ๆ ตามวิธีเทคนิคอย่างในคัมภีร์ที่แต่งใหม่ๆ ชั้น หลังเหล่านั้นเลย โดยเฉพาะในกรณีแห่งการบรรลุอรหัตตผลของภิกษุปัญจวัคคีย์ หรือชฎิล ๑๐๐๐ รูป ด้วยการพังอนัตตลักขณสูตรและอาทิตตปริยายสูตรด้วยแล้ว จะยิ่งเห็นว่าไม่มีการพยายามตามทางเทคนิคใด ๆ เลย. เป็นการเห็นแจ้งแทงตลอด ตามวิธีของธรรมชาติแท้ ๆ. นี้เป็นตัวอย่างที่ทำให้เราเข้าใจได้ดี หรือเป็นเหตุผลได้ดีว่า สมาธิ ตามธรรมชาตินั้น ย่อมรวมอยู่ในความพยายามเพื่อจะเข้าใจแจ่มแจ้ง และต้องมีอยู่ในขณะที่มีความเห็นอันแจ่มแจ้งติดแนบแน่นอยู่ในตัว อย่างไม่แยกจากกันได้ และเป็นไปได้เองตามธรรมชาติ ในทำนองเดียว กันกับตัวอย่างที่ว่า พอเราตั้งใจคิดเลขลงไปเท่านั้น จิตมันก็เป็นสมาธิเอง หรือว่า พอเราจะยิงปืนไปเป็นต้น จิตก็เป็นสมาธิที่จะบังคับให้แน่วแน่ขึ้นมาเองในเวลา เล็ง และเป็นไปตามธรรมชาติในตัวเอง ฉันใดก็ฉันนั้น. แม้ในกรณีที่ท่าน ทั้งหลายนั่งฟังอาตมาบรรยายอยู่ที่นี้ ถ้าท่านเข้าใจคำบรรยาย หรือถึงกับพิจารณา ตามไปอย่างแน่วแน่ตามคำบรรยายนั้น ก็ย่อมแสดงว่ามีสมาธิพร้อมอยู่ในนั้น. นี้แหละเป็นลักษณะของสมาธิที่เป็นไปเองตามธรรมชาติ ซึ่งตามปรกติถูกมองข้าม ไปเสีย เพราะมีลักษณะดูมันไม่ค่อยจะขลัง ดูมันไม่ค่อยจะศักดิ์สิทธิ์ มันไม่ค่อย จะเป็นปาฏิหาริย์อะไร คือไม่ค่อยจะเป็นที่น่าอัศจรรย์อะไร ; แต่โดยที่แท้แล้ว คนเรารอดตัวมาได้กันเป็นส่วนใหญ่ก็โดยอำนาจสมาธิตามธรรมชาตินี้เอง. แม้

น.166 การบรรลุมรรคผลเป็นพระอรหันต์ต่าง ๆ ชนิด ในที่เฉพาะพระพักตร์พระผู้มี- พระภาคเจ้า หรือในที่อื่น ๆ อีกมากก็ด้วยอาศัยสมาธิตามธรรมชาติทำนองนี้. ฉะนั้น ขอให้ท่านทั้งหลายอย่าได้มีความประมาทในเรื่องของสมาธิที่เป็นไปตาม ธรรมชาติทำนองนี้เลย. มันเป็นเรื่องที่เราอาจจะได้ก่อน ทำได้ก่อนหรือได้ อยู่แล้วเป็นส่วนมาก ; ควรจะประคับประคองมันให้ถูกวิธี ให้มันเป็นไปด้วยดี ถึงที่สุด ก็จะมีผลเท่ากันเหมือนกับผู้ที่บรรลุพระอรหันต์ไปแล้วเป็นส่วนมาก ไม่เคยรู้จักนั่งทำสมาธิแบบเทคนิคใหม่ ๆ ต่าง ๆ เลยแม้แต่หน่อยเดียว. ทีนี้ เราก็มาถึงความลับของธรรมชาติที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ ใน ลำดับแห่งความรู้สึกต่าง ๆ ภายในใจจนกระทั่งเกิดการเห็นแจ่มแจ้งตามที่เป็นจริง ต่อโลกหรือต่อขันธ์ห้านั้น ขอให้ดูคำลำดับแรกที่อาตมาเขียนในกระดานดำ, ได้แก่คำว่า ปราโมทย์ และ บีติ. คำว่า ปราโมทย์ หรือ ปีติ นี้ มีความหมาย อย่างเดียวกันกับในภาษาไทยเรา คือหมายถึงความชุ่มชื่นใจ หรือความอิ่มใจ. สิ่งนี้ต้องการเป็นข้อแรก. ในพระบาลีมากแห่งด้วยกัน ที่ค้นพบก็พบอย่างนี้ ปีติปราโมทย์ในที่นี้ หมายถึงปีติปราโมทย์ในทางธรรม, หรือที่ ประกอบอยู่ด้วยธรรม. โชคดีอยู่หน่อยหนึ่งว่า คำว่า ปราโมทย์หรือปีตินี้ เราไม่เคยเอาไปใช้กันในทางที่เป็นเรื่องกามารมณ์เลย คงใช้แต่ในเรื่องปรกติ ธรรมดาเป็นอย่างน้อย. หรือถ้าให้ถูกตรงตามความหมายของคำนี้แต่ตั้งแต่เดิม แล้ว ก็ต้องให้ปิติปราโมทย์ เป็นสิ่งที่เกิดมาตามทางธรรม คือเกิดจากการ ทำความดีอย่างใดอย่างหนึ่ง, เกิดมาจากการเคารพนับถือตัวเองโดยเฉพาะ ว่าตัวเองได้เป็นผู้ทำความดี, หรือการที่บุคคลมีความบริสุทธิ์ผุดผ่องอยู่ในตัว

น.167 ด้วยการไม่เคยทำความชั่ว และกำลังกระทำความดีเป็นที่พออกพอใจของตัว จนถึงกับตัวเองก็ยกมือไหว้ตัวเองได้ หรือมีความคิดว่า น่าไหว้ อยู่ดังนี้แล้ว สิ่งที่เรียกว่าปีติปราโมทย์นั้น ก็ต้องเป็นสิ่งที่น่ามี และมีอยู่ในนั้นแล้ว อย่างที่ จะหลีกเลี่ยงไม่ได้. การที่เราทำความดีอย่างใดอย่างหนึ่ง แม้ที่สุดแต่ การให้ทาน การ เผื่อแผ่ ซึ่งถือกันว่าเป็นการกุศลชั้นต้น ๆ ก็เป็นการให้เกิดปีติและปราโมทย์นี้ได้ ถ้าไปถึงชั้นศีล, การมีศีล คือมีความประพฤติทางกายทางวาจาไม่มีที่ด่างพร้อย เกิดนับถือเคารพตัวเองได้ ปีติปราโมทย์ก็มากขึ้น. ถ้าหากว่าไปถึง ชั้นสมาธิ จะเห็นได้ว่าในองค์ของสมาธิในอันดับแรก ที่เรียกว่าปฐมฌาน นั้น มีปีติอยู่องค์หนึ่งด้วยโดยแน่นอนไม่ต้องสงสัย. แต่เราไม่พูดถึงสมาธิที่เป็น ฌานอะไรทำนองนั้น ซึ่งเป็นเรื่องเทคนิค เราจะพูดกันถึงเรื่องสมาธิตาม ธรรมชาติต่อไป. ขอให้ย้อนมาพิจารณากันให้มาก ถึงความปีติปราโมทย์ทุกชนิดที่อาจ เกิดตามธรรมชาติ นับตั้งแต่เราไปนั่งเล่นในที่สงัด อากาศดี วิวดี สิ่งแวดล้อม ต่าง ๆ ดี จนมีความชุ่มชื่นใจ อย่างนี้เรียกว่าเป็นลักษณะอย่างหนึ่งของความ ปีติหรือปราโมทย์ในที่นี้ด้วยเหมือนกัน. ถ้าหากว่าได้ทำความดีอะไร ๆ ไว้ จนตัวเองก็มองเห็นชัดอยู่จริง ๆ ว่าเป็นความดีจริง ก็มีความปีติปราโมทย์มากถึง ที่สุด. แม้แต่นอนหลับมาอย่างเต็มตื่น เต็มตา มีความสดชื่นสบายใจอย่างนี้ ก็ยังสงเคราะห์อยู่ในพวกปีติและปราโมทย์ด้วยเหมือนกัน. ทั้งหมดนี้เป็นปีติ ปราโมทย์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ. ในพระบาลีมีกล่าวถึงปีติปราโมทย์ชนิดนี้ อย่างน่าอัศจรรย์อยู่หลาย ๆ อย่าง เช่นกล่าวถึงภิกษุที่กำลังแสดงธรรมสอนผู้อื่น

น.168 อยู่บนธรรมาสน์ บนที่นั่งสอนนั่นเอง ก็ยังมีปีติปราโมทย์ในการที่ตนได้สอน ได้ปฏิบัติหน้าที่ เป็นเหตุให้เกิดปีติปราโมทย์และอื่น ๆ ตามลำดับ จนกระทั่ง บรรลุมรรคผลเพราะเหตุนั้นได้ก็มี ปีติปราโมทย์นั้น มีอำนาจอยู่ในตัวมันเองอย่างหนึ่ง ซึ่งจะ ให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า ปัสสัทธิ. [คือที่เขียนในกระดานดำ ถัดลงไปจากปีติ ปราโมทย์] คำว่า บัสสัทธิ นี้ แปลว่า ความรำงับ. ตามปรกติจิตของ คนเราไม่ค่อยจะรำงับ เพราะว่าจิตตกเป็นทาสของความคิดความนึก ของอารมณ์ ของเวทนา ของอะไรต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลา, เป็นความฟุ้งอยู่ภายใน ไม่เป็น ความรำงับ. หากแต่ถ้าว่าเกิดความปีติปราโมทย์ตามทางธรรม มาครอบงำ มีอำนาจแรงกล้าพอสมควรแล้ว ความสงบรำงับนั้นจะต้องมี คือมีบัสสิทธิขึ้น. บัสสัทธินี้จะมีมากน้อยตามอำนาจของปีติปราโมทย์ ที่มีมากหรือน้อย เป็นธรรม หรือไม่เป็นธรรมมากเพียงไร, ประกอบด้วยปัญญา หรือไม่ประกอบด้วยปัญญา มากเพียงไรด้วย. เมื่อมีความรำงับดังนี้แล้ว ก็ย่อมจะเกิดอาการที่เรียกว่า สมาธิ คือใจอยู่ในสภาพที่เป็น กมุมนิโย อย่างที่ได้อธิบายมาแล้วแต่ต้น ขึ้นตาม ธรรมชาติอีกเหมือนกัน. สำหรับคำว่า กมฺมนิโย อาตมารู้สึกว่า ตรง ๆ กับ คำที่เราชอบพูดกันในปัจจุบันนี้คำหนึ่ง คือคำว่า active มากที่สุด, หมายถึง เร็ว คล่อง สะดวก เบาสบาย พร้อมที่จะไหวไปตามความต้องการ ลักษณะที่ เรียกว่า active นี้ ตรงกับความหมายของคำว่า กมฺมนิโย อยู่มากทีเดียว. เมื่อจิตรำงับลงในลักษณะที่เรียกว่าบัสสิทธิแล้ว จะมีลักษณะอันแท้ จริงของสมาธิ คือ ลักษณะแห่ง กมุมนียภาพ หรือภาวะที่เหมาะสมแก่การที่จะ

น.169 ประกอบการงานในทางจิต. สมาธิที่แท้จริงในการปฏิบัติธรรมเพื่อตัดกิเลส จึงไม่ใช่ไปทำจิตให้เงียบเป็นก้อนหิน เงียบอย่างหลบหูหลับตา ตัวแข็งตัวทื่อ อะไรทำนองนั้นก็หาไม่, ที่แท้จะยังมีลักษณะต่าง ๆ ปรกติอยู่ แต่ว่ามีจิตสงบ เป็นพิเศษเหมาะสมที่จะรู้ กำลังมีความผ่องใสที่สุด เยือกเย็นที่สุด สงบรำงับ ที่สุด เรียกว่า กมฺมนิโย คือพร้อมที่จะรู้. นี่คือลักษณะแห่งสมาธิที่เราต้องการ ไม่ใช่อยู่ในฌานสมาบัติแข็งทื่อเหมือนตุ๊กตาหิน หรืออะไรทำนองนั้น. การอยู่ ในฌานในทำนองนั้น จะพิจารณาอะไรไม่ได้เลย. จิตที่ติดในความสุขอันเกิด จากฌาน ก็พิจารณาธรรมไม่ได้, มีแต่จะตกลงสู่ฌานเสียตลอดไป ไม่สามารถ ยกขึ้นมาใช้ในการพิจารณา จัดว่าเป็นอุปสรรคของการพิจารณาโดยตรงทีเดียว ผู้จะพิจารณาธรรมได้ จะต้องออกจากฌานแล้วจึงพิจารณา โดยใช้อำนาจการที่ จิตมีสมาธิ ขนาดฌานมาแล้วนั่นเองเป็นเครื่องมือ หรือเป็นกำลังสำหรับจะ พิจารณา. ในที่นี้ เราไม่ต้องเข้าฌาน ไม่ต้องการฌาน หากแต่ว่าต้องการ จิตที่ เป็นสมาธิ หรือมีคุณสมบัติเป็น กมุมนิโย ครบถ้วนพร้อมที่จะรู้แจ้งจน เกิดสิ่งที่เรียกว่า ยถาภูตญาณทัสสนะ คือ ความรู้ความเห็นตามที่เป็นจริง ต่อโลกทั้งหมด หรือต่อปัญหาต่าง ๆ ที่เราต้องการรู้ ที่เราสะสมไว้ในคลัง แห่งความสงสัยของเรา โดยอาการตามธรรมชาติ ทำนองเดียวกันกับที่มีผู้รู้แจ้ง ตรงที่นั่งฝั่งตรงพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้แสดงธรรม, หรือนำไปคิด พิจารณาในที่เหมาะสม จนรู้. ไม่มีพิธีรีตอง หรือปาฏิหาริย์อันเป็นที่ตั้งแห่ง ความยึดถือหรือหลงใหลต่าง ๆ แต่อย่างใด. แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่า จะเป็น การเกิดญาณทัสสนะรวดเร็วถึงที่สุดเป็นพระอรหันต์ไปทันที แต่อย่างเดียวก็หา

น.170 มิได้. ในบางกรณีอาจจะเกิด ยถาภูตญาณทัสสนะ ขั้นต้น ๆ ก็ได้ แล้วแต่ กำลังของสมาธิอีกเหมือนกัน. ยิ่งกว่านั้น ในกรณีพิเศษบางกรณี อาจจะ ไม่เกิดเป็น ยถาภูตญาณทัสสนะ คือไม่ตรงตามที่เป็นจริงก็ได้ เพราะว่าตน ได้ศึกษามาก่อนอย่างผิด ๆ หรือว่าได้แวดล้อมอยู่ด้วยทิฏฐิที่ผิด ๆ มากเกินไป. แต่อย่างไรก็ตาม ความรู้ความแจ่มแจ้งที่เกิดนั้น จะต้องพิเศษกว่าธรรมดา เช่น ว่าใสแจ๋ว ลึกซึ้ง มีเหตุผล มีอะไร ๆ ยิ่งกว่าธรรมดา หรือมีกำลังแรงเท่าๆ กับที่เป็น ยถาภูตญาณทัสสนะเสมอ. ทีนี้ ถ้าหากว่าความรู้นั้นเป็นไปถูกต้อง ตามความเป็นจริง คือเป็นไปตามทางธรรม ก็เดินไปข้างหน้าจนกระทั่งเป็น ยถาภูตญาณทัสสนะ คือความรู้ความเห็นในสังขารทั้งปวง ถูกต้องตามที่เป็นจริง ถ้าเกิดขึ้นเพียงน้อย ๆ ก็ทำให้เป็นพระอริยบุคคลชั้นต้น ๆ ได้. หรือถ้าน้อยลง ไปอีก ก็เป็นเพียงกัลยาณปุถุชน คือ คนธรรมดาที่เป็นชั้นดีได้. ถ้าหากว่ามี สิ่งแวดล้อมเหมาะสม และบารมีต่าง ๆ ได้เคยสร้างสมมาเต็มที่ ก็เป็นพระอรหันต์ เลยก็ได้. ทั้งนี้ แล้วแต่เหตุการณ์. แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ในขณะที่จิตเป็น สมาธิตามธรรมชาตินี้ สิ่งที่เรียกว่า "ญาณทัสสนะ" จะต้องเกิดขึ้น และจะต้อง ตรงตามที่เป็นจริง ไม่มากก็น้อย เพราะเหตุว่าพุทธบริษัทเรา ย่อมเคยได้ยิน ได้ฟัง ได้เคยคิด เคยนึก เคยศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ได้เคยมองดูโลก ดูขันธ์ ดูสังขารทั้งหลาย ด้วยความอยากจะเข้าใจตามที่เป็นจริงมาแล้วเป็นส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้น ความรู้ที่เกิดขึ้นในขณะที่จิตเป็นสมาธินั้น จึงไม่มีทางเสียหายเลย ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์โดยส่วนเดียว.

น.171 คำว่า เกิด ยถาภูตญาณทัสสนะ ในที่นี้ หมายถึงการรู้การเห็น สิ่งทั้งหลายทั้งปวงอย่างถูกต้องตามที่เป็นจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็คือเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อย่างที่ได้บรรยายแล้วแต่คราวก่อน ๆ ซึ่งอาตมาได้สรุป ใจความไว้แล้วสั้น ๆ ว่า ถ้าเห็นตามที่เป็นจริง ก็คือเห็นว่า "ไม่มีอะไรที่น่าเอา ไม่ มีอะไรที่น่าเป็น" ดังกล่าวแล้ว ; เพราะฉะนั้น เราจะต้องเข้าใจคำสรุปที่สั้นที่สุด ของพุทธศาสนา หรือของไตรลักษณ์ ๓ ประการนั้น ให้ชัดเจน. พระบาลีนั้น มีอยู่ว่า สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย ; แต่เป็นบาลีจำยากก็เอาแต่คำไทย ๆ ก็แล้วกัน ซึ่งแปลว่า "ธรรมทั้งปวง ไม่ควรจะเข้าไปยึดถือเลย" คำว่า ธรรม หรือ สิ่งทั้งปวง ไม่ว่าอะไร ๆ ไม่ควรเข้าไปยึดถือเลยนี้ ก็คือไม่ควรเข้า ไปยึดว่าเป็นตัวเป็นตน ว่าของตน ว่าดี ว่าชั่ว หรือกลาง ๆ ว่าน่าเอา ไม่น่าเอา น่ารักหรือน่าชัง อย่างนี้เป็นต้น, ถ้าเข้าไปมีความรู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่ง เป็นไปในทางพอใจก็ตาม ไม่พอใจก็ตาม เรียกว่าเข้าไปยึดถือในสิ่งนั้น. ทั้งนี้ มิได้หมายความว่า ต้องเข้าไปกอบโกยเอามาที่บ้านเป็นของของเราทำนองนี้ก็หา มิได้. แม้เพียงแต่รู้สึกคิดนึกหรือความระลึกถึงเท่านั้น ก็ยังได้ชื่อว่าเป็นการ ยึดถือในที่นี้ ถ้าหากไประลึกถึงด้วยความรัก ความพอใจ ความไม่พอใจ ความ เป็นห่วง ความวิตกกังวล อะไรต่าง ๆ. ข้อที่ว่า ไม่น่าเอา ไม่น่าเป็น นี่ก็มาจากหลักที่ว่า ไม่มีอะไรที่น่า ยึดถือ นั่นเอง. ถ้าน่ายึดถือ ก็หมายความว่า น่าเอา น่าเป็น. ตัวอย่างใน เรื่องเอา ก็คือการปักใจในทรัพย์สมบัติ เงินทอง สัตว์ สิ่งของ อันเป็นที่พอใจ ต่าง ๆ. การเป็น ก็คือการถือว่าตนเป็นนั้นเป็นนี่ เป็นผู้ชายเป็นผู้หญิง เป็นสามีภรรยา เป็นพ่อแม่ เป็นลูกหลาน เป็นคนมั่งมีคนเข็ญใจ เป็นคนแพ้

น.172 คนชนะ เป็นคนปกครองเขาหรือถูกเขาปกครอง เป็นคนทำคนอื่น เป็นคนถูก คนอื่นทำ เป็นคนดีคนชั่ว กระทั่งเป็นมนุษย์หรือเป็นสัตว์ เป็นเทวดาหรือเป็น พรหม เป็นอะไรทุก ๆ อย่าง นี่เรียกว่า ความเป็น. กระทั่งความเป็นตัวเอง หรือความเป็นตัวเราก็ตาม. ถ้าพิจารณาเห็นลึกซึ้งจนถึงว่าแม้ความยึดถือว่า ตัวเองเป็นคน นี้ก็ไม่น่าสนุก น่าเอือมระอา เพราะเป็นที่ตั้งของความทุกข์. ถ้าไม่เกี่ยวข้องกับความยึดถือว่าเป็นคนนี้เสียได้ ก็จะไม่เป็นความทุกข์. เหล่านี้ เรียกว่าเห็นความไม่น่าเป็น ซึ่งมี ใจความสำคัญอยู่ตรงที่ว่า ไม่ว่าจะเป็น ชนิดไหน ก็ต้องมีความทุกข์ตามแบบของความเป็นชนิดนั้น เพราะว่า ความเป็นอะไร ๆ นี้ มันต้องทนเป็น ทนอยู่ ทนดำรงอยู่. ต้องมีการ ต่อสู้เพื่อให้ได้เป็นหรือเป็นอยู่, อย่างน้อยที่สุด ก็คือความต่อสู้ในทางใจ ในการที่จะยึดถือเอาความเป็นอะไร ๆ ของตนไว้ให้ได้. นี่ ก็เรียกว่าเป็นความ ต่อสู้เหมือนกัน. เมื่อมีตน หรือมีตัวตนของตนแล้ว ก็จะต้องมีอะไร ๆ ของตน ภายนอกตนออกไปอีก คือมีตนอื่นซึ่งเป็นของตนนี้ ฉะนั้นจึงมีลูกของตน เมียของตน อะไร ๆ ของตนอีกหลาย ๆ อย่าง จนกระทั่งมีหน้าที่แห่งความเป็นผัว เป็นเมีย ความเป็นนาย เป็นบ่าว ความเป็นอย่างนั้น-อย่างนี้ของตนขึ้นมา ทั้งหมดนี้เป็นการชี้ให้เห็นความจริงในข้อที่ว่า ความเป็น ทุกชนิด ต้องมีการ ต่อสู้เพื่อดำรงเอาความเป็นนั้น ๆ ไว้เสมอไป. ไม่มีความเป็นชนิดไหน ที่ไม่ต้อง อาศัยการดิ้นรนต่อสู้เพื่อดำรงความเป็นนั้นไว้, การดิ้นรนต่อสู้นั้น ก็คือผลหรือ ปฏิกิริยาของอุปาทาน ซึ่งทำการยึดถือสิ่งต่าง ๆ หรือยึดถือความเป็นต่าง ๆ นั่นเอง

น.173 ข้อที่จะเข้าใจไม่ได้อีกอย่างหนึ่ง ก็คือถ้าไม่ให้เอา ไม่ให้เป็นกัน แล้ว จะอยู่กันได้อย่างไร, นี่คงจะเป็นที่สงสัยอย่างใหญ่หลวง ของผู้ที่ไม่ เคยคิดไม่เคยนึกในเรื่องนี้. คำว่า ‘เอา' คำว่า ‘เป็น’ ในที่นี้ หมายถึงการเอา หรือเป็นด้วยความยึดถือในทางใจตามลักษณะอาการดังกล่าวแล้ว. ความยึดถือ ด้วยกิเลส ด้วยตัณหา ด้วยอุปาทาน ว่าน่าเอา น่าเป็น และใจก็ไปเอาเข้าจริง ๆ ไปเป็นเข้าจริง ๆ ตามความยึดถือด้วยกิเลส ด้วยตัณหา ด้วยอุปาทานเหล่านั้น เพราะฉะนั้นมันก็ต้องหนักที่ใจ มันก็ต้องร้อนที่ใจ มันก็ต้องถูกทิ่มแทงตบตี เผาลนผูกพันครอบงำที่ใจ นับตั้งแต่แรกไปทีเดียว และตลอดเวลาทีเดียว. นี่เป็นทุกข์หรือความหนัก ความทรมาน ตามธรรมชาติของความมีความเป็น ด้วยอำนาจอุปาทาน. เมื่อเรารู้ความจริงข้อนี้แล้ว เข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่ง ทั้งหลายเหล่านั้นด้วยเครื่องมือ คือความรู้ข้อนี้ ก็สามารถที่จะมีสติสัมปชัญญะ คุ้มครองจิตใจของตัวเอง ไม่ให้ตกลงไปเป็นทาสของสิ่งต่าง ๆ หรือของความมี ความเป็นด้วยอำนาจอุปาทาน, แต่ให้มีสติปัญญาอยู่เหนือสิ่งต่าง ๆ เหนือความมี ความเป็น. เมื่อเรารู้สึกอยู่ว่า โดยที่แท้มันเป็นสิ่งที่ไม่น่าเอา ไม่น่าเป็น หากแต่เรายังไม่สามารถถอนตัวออกไปเสียจากความมีความเป็น เรายังต้องมี ต้องเป็น ตามที่เรายังมีกิเลสอยู่มากน้อยเพียงไร เราจึงระมัดระวังมีสติสัมปชัญญะ เข้าไปเอา ไปเป็น ในสิ่งที่ไม่น่าเอา ไม่น่าเป็น เหล่านั้น ในลักษณะที่พอ เหมาะสม คือเป็นมัชฌิมาปฏิปทา ; เราก็ไม่เดือดร้อน เหมือนคนที่หลับหู หลับตาเข้าไปเอา ไปเป็น อย่างโง่เขลางมงาย ซึ่งผลสุดท้ายก็ตกหลุมตกบ่อของ อวิชชาอุปาทานของตัวเอง จนต้องฆ่าตัวตายหรืออะไรที่คล้าย ๆ กัน. นี่แหละ เป็นเครื่องแสดงว่าเราจะอยู่กันอย่างไร โดยไม่มีใจยึดถือในการเอา การเป็น.

น.174 ถ้าเราเข้าไปเอา ไปเป็น กับสิ่งที่เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่ น่าเอา ไม่น่าเป็น อยู่ตามธรรมชาติเหล่านั้น ด้วยวิชาความรู้ของพระพุทธเจ้า คือรู้ว่าแท้ที่จริง ไม่มีอะไรที่น่าเอา ที่น่าเป็น ก็เรียกว่าเรา เข้าไปเพื่อเอาชนะ สิ่งเหล่านั้น ไม่ใช่เข้าไปเพื่อแพ้และตกเป็นทาสสิ่งเหล่านั้น. สมมติ ตัวอย่างว่า เสือเป็นสัตว์ที่ขายได้แพง หรืองูร้ายเป็นสิ่งที่ขายได้แพง ในเมื่อเรา ไม่มีวิธีอื่นที่จะประกอบอาชีพ เราจะเข้าไปจับเสือมาขายอย่างนี้ มันก็เป็น ธรรมดาอยู่เอง ที่เราจะต้องเข้าไปจับเสือให้ถูกวิธี เราจึงจะได้เสือมาขายและ ได้เงินมาเลี้ยงชีวิต. ถ้าทำผิดวิธี เราก็จะต้องตายเพราะเสือนั่นเอง. โลก หรือสิ่งทั้งปวง โดยเฉพาะคือเบญจขันธ์นี้ มีลักษณะไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็น อนัตตา. มันจะแผดเผาทิ่มแทงคนผู้ที่เข้าไปยึดถือด้วยตัณหาอุปาทาน นับตั้งแต่ วาระแรก คือนับตั้งแต่เมื่ออยากได้ อยากเป็น, กำลังได้, กำลังเป็น, และ ได้แล้วเป็นแล้ว ตลอดเวลาแห่งกาลทั้งสาม คือทั้งก่อนทำ ทั้งกำลังทำ และทั้งทำเสร็จแล้ว. ถ้าใครเข้าไปยึดถือในสิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่น่าเอา ไม่น่าเป็นนั้น อย่างหลับหูหลับตาแล้ว ก็จะมีความทุกข์อย่างเต็มที่ เหมือนอย่างที่เราเห็นปุถุชนคนเขลาตามปรกติเป็น ๆ กันอยู่. แม้ที่สุดแต่สิ่งที่เรียกว่า "ความดี" ที่ใครๆ บูชากันอยู่ ถ้าหาก ว่าใครเข้าไปเกี่ยวข้องกับความดีในลักษณะที่ผิดทาง และยึดถืออะไรมากเกินไป ก็จะได้รับความทุกข์จากความดีนั้นเช่นเดียวกัน ; เว้นไว้แต่เราจะเข้าไปเกี่ยว ข้องกับมัน ในลักษณะที่รู้ว่าธรรมชาติของมันเป็นอย่างนั้น แล้วเราจะต้องทำ อย่างนี้ ๆ จึงจะเหมาะสมกัน นั่นแหละจึงจะเรียกว่าเป็นผู้ลืมตา มีสติปัญญา

น.175 สามารถฉลาด เข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่มีพิษซ่อนเร้น อยู่อย่างไม่ น่าเอา ไม่น่าเป็น. ท่านทั้งหลายอย่าลืมความหมายของคำว่าไม่น่าเอา ไม่น่าเป็น ที่พร่ำบอกอยู่เสมอว่า มันจะใส่ความทุกข์ หรือสาดเทความทุกข์กลับเข้ามาหา บุคคลที่เข้าไปเอา ไปเป็น โดยลักษณะที่ไม่รู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่น่าเอา ไม่น่าเป็น. ถ้าเรายังจำเป็นต้องเอา ต้องเป็น เพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะก็คือ ยังละกิเลสไม่ได้แล้ว เราต้องเข้าไปเอา ไปเป็น ด้วยสติสัมปชัญญะที่รู้อยู่เสมอ ว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่น่าเอา ไม่น่าเป็น ; การกระทำนั้น ๆ จะไม่มีผิด จะไม่มาก เกินไป หรือไม่น้อยเกินไป แต่จะพอเหมาะพอดีและไม่มีความทุกข์ มีความเป็นอยู่ ผาสุกในการเอา การเป็นนั้น ๆ. อาจจะมีผู้สงสัยต่อไปว่า ถ้าไม่มีอะไรที่น่าเอา น่าเป็นแล้ว ก็จะ ไม่มีการประกอบการงานอะไร หรือไม่สามารถจะรักษาทรัพย์สมบัติสิ่งของต่าง ๆ ตามที่ตนมีอยู่ได้มิใช่หรือ ? ข้อนี้จะเป็นปัญหาอยู่ตลอดเวลาที่ยังไม่มีความเข้าใจ เพียงพอ. ถ้ามีความเข้าใจเพียงพอแล้ว ก็จะรู้ว่าเราควรมีความรู้ความเข้าใจ ที่ถูกต้องเสียก่อน แล้วจึงทำสิ่งต่าง ๆ ดีกว่าที่จะต้องทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยความ มักมากทะเยอทะยาน โง่เขลางมงาย หลงใหลในสิ่งที่จะทำ ; มีใจความสั้น ๆ ว่า ให้เราเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งต่าง ๆ ด้วยสติปัญญา อย่าเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยกิเลส หรือตัณหา ; เรื่องมีอยู่เท่านี้เอง. ถ้าเราเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งต่าง ๆ ด้วยกิเลส ตัณหา ไม่ว่าจะทำอะไรหมด มันจะมีผลเกิดขึ้นเป็นคนละอย่าง ตรงกันข้าม จากที่เราเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยปัญญา.

น.176 พระอรหันต์ทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ได้บรรลุ มรรคผลชั้นสูงสุดไปแล้ว คือ ไม่มีกิเลสตัณหาอุปาทานเลยแล้ว ท่านก็ยังทำ สิ่งต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ได้มากกว่าพวกเราเสียอีก. ขอให้เราคิดดู ถ้าเรา ไม่เข้าใจในเรื่องนี้ ก็เป็นเพราะเราไม่เข้าใจของเราเอง ไม่ใช่เพราะเรื่องของ ท่านผิด. มันเป็นเพราะเราไม่เข้าใจในคำว่าหมดกิเลสตัณหา. ผู้หมดกิเลสตัณหา อย่างพระพุทธเจ้า กลับทำงานหามรุ่งหามค่ำ กว่าพวกเราท่านทั้งหลายนี่เสียอีก. ลองหาอ่านดูจากพุทธประวัติ ว่าวันหนึ่งคืนหนึ่ง พระพุทธเจ้าทำอะไรบ้าง, ก็จะพบว่าท่านมีเวลาจำวัดพักผ่อนเพียง ๔ ชั่วโมง นอกนั้นทำงานตลอดหมด ท่านทำมากกว่าพวกเราซึ่งพักเล่นเสียก็มากกว่า ๔ ชั่วโมงแล้ว. นี่ท่านทำไป เพราะอำนาจของอะไร ในเมื่อกิเลสซึ่งเป็นเหตุให้อยากเป็น อยากเอาสิ่งต่าง ๆ ก็หมดเสียแล้ว ! นี่ท่านทำไปด้วยอำนาจของปัญญาที่บวกกับเมตตา ก่อนแต่ท่านจะเป็นพระอรหันต์ หรือเป็นพระพุทธเจ้านั้น ท่านได้ เคยบ่มตัวเอง ฝึกฝนตัวเอง บังคับตัวเอง อบรมตัวเองให้เกิดปัญญา และ เมตตาอยู่เสมอ มันจึงมีกำลังแรงขึ้น ๆ ทุกวัน ทุกคืน ทุกปี จนกระทั่งบรรลุ ความสิ้นอาสวะ. กิเลสหมดไปแล้วด้วยอำนาจของปัญญาก็จริง แต่กำลังของ ปัญญานั้นยังคงมีเหลืออยู่ หาหมดไปด้วยไม่, เมตตาก็ยังคงเหลือเป็นกำลังอยู่ ; ฉะนั้นการเคลื่อนไหวต่าง ๆ ในตอนหลังการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า, หรือของพระ อรหันต์ทั้งหลายก็ตาม ล้วนแต่เป็นไปด้วยกำลังของเมตตาและปัญญาที่เหลืออยู่. มันเหลืออยู่ในฐานะคล้าย ๆ กับว่าเป็นซาก เพราะว่ากิเลสและตัณหาซึ่ง วิ่งเต้นเป็นตัวนายโรงนั้นตายไปแล้ว เหือดแห้งไปหมดแล้ว ยังเหลือแต่ร่างกาย

น.177 กับใจหรือเบญจขันธ์ ในลักษณะที่บริสุทธิ์ คือปราศจากกิเลสตัณหา. แต่ในความ บริสุทธิ์หรือขันธ์ห้าที่บริสุทธิ์นั้น มีเมตตาและปัญญาเหลือเป็นซากอยู่ไม่น้อยเลย ฉะนั้นจึง ‘วิ่ง’ ต่อไปได้ด้วยอำนาจของเมตตาและปัญญา. เราอาจจะเปรียบ ลักษณะเช่นนี้กับรถหรือเรือที่เราหยุดกำลังที่ทำให้มันวิ่งนั้นเสียแล้ว แต่มันก็ยัง วิ่งไปได้อีกระยะหนึ่ง ด้วยกำลังของความเร็วที่ยังเหลืออยู่ ที่เรียกว่า โมเมนตั้ม หรืออะไรทำนองนั้น ; ไปได้อีกเท่าไหร่ ย่อมแล้วแต่ว่ากำลังที่มันวิ่งมาที่แรกนั้น จะมีมากเท่าไร. พระอรหันต์ก็เหมือนกัน แม้จะหมดกิเลสตัณหาด้วย อำนาจของปัญญาและเมตตาแล้ว แต่โมเมนตั้มของปัญญาและ เมตตาเหลืออยู่มาก ฉะนั้นท่านจึงทำสิ่งที่ควรทำไปได้ทุกอย่าง ด้วย อำนาจของปัญญาเป็นใหญ่ : ท่านจะไปสอนคน ด้วยความลำบากตรากตรำ ชนิดที่คนอื่นทำไม่ได้ ท่านก็ทำได้. คนที่หวังจะได้เงินเดือนได้ค่าจ้าง หรือ อะไรทำนองนี้ ก็ยังไม่อาจจะทำงานตรากตรำได้ เหมือนอย่างท่านที่ไม่ได้หวัง เอาอะไรเลย แต่ทำไปด้วยอำนาจของเมตตาบริสุทธิ์ ปัญญาบริสุทธิ์ที่ยัง เหลืออยู่. แม้สิ่งที่เป็นไปตามความต้องการของร่างกายตามธรรมชาติ เช่นท่านจะต้องไปบิณฑบาตหาอาหารฉันเหล่านี้ ท่านก็ยังคงทำไปได้ด้วยอำนาจ ของปัญญาที่ยังคงเหลืออยู่เช่นเดียวกัน ไม่มีกิเลส ไม่มีตัณหา ว่าจะมีชีวิตอยู่ เพื่อเป็นอย่างนั้น - เพื่อเอาอย่างนี้. แต่ปัญญาความรู้จักผิดชอบชั่วดีที่ยัง เหลืออยู่เป็นกำลังที่พอจะส่งร่างกายนี้ออกแสวงหาอาหาร. มันจะผิดกันอยู่บ้าง ก็ตรงที่ว่า หาได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ได้ เท่านั้น. ในกรณีของการเจ็บการไข้ ท่าน ก็มีปัญญาเหลืออยู่พอที่จะให้รู้ว่าจะแก้ไขอย่างไร ท่านก็ดำเนินการแก้ไขเท่าที่

น.178 ปัญญามันบอก. ถ้ามันเป็นเรื่องมากเกินไปก็เป็นธรรมดาที่ว่าจะต้องแตกดับ เพราะว่าท่านมีความขวนขวายน้อย. ความอยู่หรือความแตกดับ ไม่มีความ หมายสำหรับท่าน หรือมันมีค่าเท่ากัน แต่ปัญญาเหลืออยู่สำหรับการจะรู้ และ แก้ไขไปตามมีตามได้ตามที่ควรทำ ; นับว่าเป็นความถูกต้องที่สุดสำหรับกรณี ที่จะไม่มีความทุกข์เลย. มันไม่ต้องมีตัวมีตนเป็นเจ้าของเรื่องที่ไหน มันมีแต่ ปัญญาที่ไปบังคับร่างกายให้เป็นไปตามอำนาจของธรรมชาติ เป็นแมคานิคของ รูปธรรมนามธรรมล้วน ๆ ไม่มีตัวตนเจืออยู่ในนั้น ก็เป็นไปได้ตามอัตโนมัติของ ธรรมชาติ ฉะนั้นท่านจึงไม่มีการขวนขวายมาก ถึงกับว่าจะต้องหายาเป็น พิเศษ หาเงินมาใช้ในการรักษาเป็นพิเศษ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ขวนขวายเลย ; ท่านปล่อยไปตามที่ความรู้จักผิดชอบชั่วดีของท่านจะเชื้อเชิญให้ทำ. ถ้ามันเป็น เรื่องยุ่งยากมาก ท่านก็ไม่ขวนขวาย ท่านอยู่เฉย ๆ จนหายเอง หรืออาจจะ นิพพานไปด้วยเหตุนั้นก็ได้ นี่เป็นของธรรมดา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ความหมดกิเลสนั้น จะทำให้ไม่รู้สึกในการที่จะเยียวยารักษาอาพาธนั้นก็หาไม่ ; ฉะนั้นท่านจึงเป็นอยู่ได้เพราะอำนาจของปัญญา ; ไม่ต้องตายเพราะอดอาหาร, ไม่ต้องตายเพราะเจ็บไข้ได้ป่วยแล้วไม่มีการรักษาแต่อย่างใดเลย. นี่เราเห็นได้ว่า เพียงอำนาจของปัญญาบริสุทธิ์ เมตตาบริสุทธิ์ที่เหลืออยู่เท่านั้น ก็ทำให้พระ อรหันต์ทั้งหลายเป็นผู้มีชีวิต หรือยังคงมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ และทำประโยชน์ ให้แก่ผู้อื่นอย่างบริสุทธิ์ได้ และจะทำได้สูงหรือมากกว่าคนที่ยังมีกิเลสตัณหา เสียอีก ; คนที่มีกิเลสตัณหา อยากเอาอะไร อยากได้อะไรเป็นของตัวนั้น ย่อมทำแต่ที่จะให้ได้แก่ตัว เพราะความเห็นแก่ตัว ; ส่วนท่านนั้น ทำไป ด้วยความเมตตาบริสุทธิ์ ด้วยปัญญาบริสุทธิ์ ไม่มีความเห็นแก่ตัว ฉะนั้นมันจึง มากกว่ากัน กว้างกว่ากัน สูงกว่ากัน บริสุทธิ์กว่ากัน ทำนองนี้.

น.179 เมื่อเราเอาตัวอย่างของพระอรหันต์มาเปรียบเทียบ เราก็จะเห็นได้ว่า ผู้ที่เห็นเด็ดขาดลงไปแล้ว ว่าไม่มีอะไรที่น่าเอา ไม่มีอะไรที่น่าเป็น นั่นแหละ กลับเป็นผู้ที่ทำอะไรได้ดีกว่าผู้ที่เอาอะไร เป็นอะไรเสียเรื่อย และกลับจะเป็นผู้ปฏิบัติถูกต่อสิ่งต่าง ๆ อย่างแท้จริง. ความอยากเอา อยากเป็นนี้ เป็นความมืดอย่างยิ่งชนิดหนึ่ง. ที่ว่าเป็นความมืด ก็เพราะเป็น ความหลง ไม่รู้ตามที่เป็นจริงว่าอะไรเป็นอะไร จนกระทั่งไปคว้าเอากงจักรมา เป็นดอกบัว. คนเรามีความมืดครอบงำ หรือมีความมืดเป็นเครื่องจูง แล้วจะ ไปกันอย่างไรขอให้ลองคิดดู, เพราะฉะนั้นขอให้เราทุกคนปฏิบัติหน้าที่ของตน ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่อาชีพการงาน หรือหน้าที่อะไรทุก ๆ ชนิด ด้วยสติปัญญาที่ รู้สึกอยู่เสมอ ว่า ไม่มีอะไรที่น่าเอา น่าเป็น หรือน่าหลงใหลยึดถือดังกล่าวแล้ว. จงกระทำไปให้พอเหมาะพอสมกับที่ว่าสิ่งเหล่านั้นมีความไม่น่าเอา ไม่น่าเป็น อยู่ตามธรรมชาติ. เราจะเข้าไปเกี่ยวข้องให้ถูกวิธีและพอเหมาะ ในเมื่อเรายังต้อง เข้าไปเกี่ยวข้อง หรือยังต้องเอา ต้องเป็นอยู่ก่อน. ข้อนี้ปืนการทำให้จิตของเรา ยังคงสะอาด สว่างไสวแจ่มแจ้ง สงบเย็น อยู่เสมอ แล้วเข้าไปเกี่ยวข้องกับโลก หรือสิ่งทั้งปวงในลักษณะที่จะไม่เป็นพิษเป็นโทษขึ้นมาได้ ความไม่น่าเอา ไม่น่าเป็นนี้ ชาวโลกธรรมดาฟังดูชวนให้น่าเบื่อหน่าย หรือเป็นที่ตั้งแห่งความเบื่อหน่าย. แต่ถ้าใครได้เข้าถึงตามความหมาย ที่แท้จริงของมันแล้ว กลับเป็นที่ตั้งแห่งความกล้าหาญ ร่าเริง หรือ ความมีจิตเป็นนายเป็นอิสระต่อสิ่งทั้งปวง ทำให้เราสามารถเข้าไปหา สิ่งใด ๆ ด้วยความรู้สึกที่ไม่ตกเป็นทาสของมัน คือไม่เข้าไปด้วยอำนาจอยาก ของกิเลสตัณหาหน้ามืดจนกลายเป็นทาสของมัน. คนเรากำลังเอาอะไรอยู่ก็ตาม

น.180 กำลังเป็นอะไรอยู่ก็ตาม ขอให้รู้สึกตัวอยู่เสมอว่า เรากำลังเอาหรือเป็นในสิ่ง ที่แท้แล้ว เอาไม่ได้ เป็นไม่ได้ เพราะไม่มีอะไรที่เอาได้จริง เป็นได้จริงตาม ต้องการของเรา. มันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อยู่ตลอดเวลาดังได้กล่าวแล้ว เราเองเข้ายึดมั่นมา ด้วยกิเลสตัณหา ด้วยความบ้าบอของเราเองต่างหาก ; ฉะนั้นเราจึงทำกับสิ่งเหล่านี้ไม่ถูกตรงกับที่มันเป็นจริง. เพราะเข้าไปเกี่ยวข้อง ด้วยความไม่รู้ตามที่เป็นจริงนั้นเอง จึงเกิดความทุกข์ ยุ่งยากขึ้นทุกอย่างทุก ประการ. คนแต่ละคนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนให้บริสุทธิ์ผุดผ่องได้ ก็เพราะมันอยากเอาอะไร อยากเป็นอะไร เกินขอบขีดของความเป็นจริง เพราะ อำนาจของกิเลสตัณหาของตนเองเสียเรื่อย จึงไม่สามารถจะดำรงตนให้อยู่ในสภาพ ที่เป็นความดี ความงาม ความถูกต้อง และความยุติธรรมอะไรได้เลย. มูลเหตุ อันแท้จริง มันอยู่ที่เราตกเป็นทาสของสิ่งเหล่านี้เสียแล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่า ยถาภูตญาณทัสสนะ การรู้จักสิ่งทั้งหลายทั้งปวงถูกต้องตามที่เป็นจริงนี้ จึงเป็น ใจความสำคัญที่สุดของพุทธศาสนาเรา เป็นทางให้เราเอาตัวรอดกันได้ทุก ประเภท ไม่ว่าในเรื่องประโยชน์ทางโลก ๆ ในโลกนี้เอง ซึ่งหวังผลเป็นทรัพย์ สมบัติ ชื่อเสียง ไมตรีมิตรสหาย สังคมสมาคมอะไรก็ตาม หรือว่าเพื่อหวัง ผลประโยชน์ในโลกหน้า เช่นสวรรค์ สุคติในโลกหน้าก็ตาม หรือว่าเรื่องที่พ้น จากโลกขึ้นไป คือเรื่องมรรค ผล นิพพานก็ตาม ทั้งหมดนี้ล้วนแต่ต้องอาศัย ความรู้ความเห็นอันถูกต้องเรียกว่า ยถาภูตญาณทัสสนะ นี้ทั้งนั้น เราทุกคนจะต้องเป็นผู้รุ่งเรืองอยู่ด้วยความสว่างไสว แจ่มแจ้ง ของแสงสว่าง คือ ปัญญา. นี้เป็นใจความสำคัญของพระพุทธศาสนาที่ได้กล่าว

น.181 อยู่บ่อย ๆ ว่า คนเราบริสุทธิ์ด้วยปัญญา ไม่ใช่บริสุทธิ์ด้วยอย่างอื่น. ทางรอด ของเราอยู่ตรงที่มีปัญญา เห็นแจ่มแจ้งในสิ่งทั้งปวงว่าไม่มีอะไรที่น่ายึดถือ คือ น่าเอา น่าเป็น ด้วยการมอบกายถวายชีวิตเลย. อะไร ๆ ที่มีอยู่แล้ว ที่เป็น อยู่แล้ว ก็ขอให้เป็นเพียงสมมติ ดังที่ได้อธิบายแล้วแต่วันก่อนว่า สมมติ คืออะไร บัญญัติคืออะไร. การสมมติว่าเราเป็นนั่นเป็นนี่กัน ก็เพื่อจะให้รู้จักชื่อ รู้จักเสียงกัน รู้จักแบ่งหน้าที่การงานกัน เพื่อความสะดวกในทางสังคม เราอย่าไปหลงยึดถือตัวเรา ว่าเป็นนั่นเป็นนี่ ไปตามที่เขาสมมติเลย มันก็จะมี ลักษณะเหมือนกับการถูกมอม ดังสัตว์เล็ก ๆ เช่นจิ้งหรีดเป็นต้น เมื่อถูกมอม ถูกทำให้มึนให้งงแล้ว มันก็ยังกัดกันเองได้จนตาย. คนเรานี่แหละถ้าถูกมอม ถูกล่อลวงต่าง ๆ ก็จะมึนเมาจนทำสิ่งที่ตามปรกติมนุษย์เราทำไม่ได้ เช่นฆ่ากัน ตายเป็นต้นได้เช่นเดียวกัน. ฉะนั้นเราอย่าไปหลงสมมติ แต่พึงรู้สึกตัวว่านั้น เป็นเรื่องของการสมมติ ซึ่งเป็นของต้องมีในสังคม. เราจะต้องรู้สึกโดยแท้จริง ว่ากายกับใจนี้คืออะไร, ธรรมชาติที่แท้จริงของมันเป็นอย่างไร, โดยเฉพาะ ก็คือเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตานั่นเอง. ส่วนเราจะต้องดำรงตนอยู่ในลักษณะ ที่เป็นอิสระอยู่เสมอ. สำหรับสิ่งของที่เรามี เช่นทรัพย์สมบัติหรืออะไร ๆ ที่เรามี ที่เป็น ของจำเป็นจะต้องมี, นี่ก็ขอให้เห็นชัดว่าเป็นการสมมติอีกเหมือนกัน. จงปล่อย ไว้ตามขนบธรรมเนียมประเพณีที่มีอยู่ว่า นี่ต้องเป็นของคนนี้, นี่บ้านของคนนี้, นี่นาของคนนี้เป็นต้น. ตลอดถึงกฎหมายก็คุ้มครองกรรมสิทธิ์ในความมีนั้น ๆ ไว้ให้เราได้ ทั้งที่จิตใจของเราไม่ต้องไปยึดถือว่าเป็นของเรา. เพราะฉะนั้น

น.182 เราก็ควรมีอะไร ๆ เพียงเพื่อความสะดวกสบาย ไม่ใช่มาเพื่อเป็นเครื่องกดทับ หรือเป็นนายอยู่เหนือใจเรา. เมื่อเรามีความรู้แจ้งอย่างนี้ สิ่งต่าง ๆ ก็จะลง ไปอยู่เป็นบ่าวเป็นทาสเรา และเราก็อยู่เหนือมัน. ถ้าเรารู้สึกกลับตรงกันข้าม ไปในทางมีตัณหาอุปาทาน จนมีอะไรเป็นอะไรด้วยจิตใจที่ยึดถือเหนียวแน่นแล้ว มันจะขึ้นอยู่เหนือศีรษะเรา แล้วเราก็จะกลับลงไปเป็นบ่าวเป็นทาสมัน. มัน กลับกันอยู่เป็นคนละอย่างดังนี้ จึงเป็นสิ่งที่เราต้องระมัดระวัง ให้เป็นไปใน ลักษณะที่เรายังคงเป็นอิสระอยู่เหนือโลก เหนือสิ่งทั้งหลายทั้งปวงจึงจะได้ ; มิฉะนั้นแล้ว เราเองจะต้องตกอยู่ในสถานะที่น่าสงสารที่สุด ในบรรดาสิ่งที่น่า สงสาร. ไม่มีอะไรที่จะน่าสงสารยิ่งไปกว่านี้. เราควรจะสมเพชตัวเองล่วงหน้า กันไว้บ้างตามสมควร. เมื่อมี ยถาภูตญาณทัสสนะ เห็นจริงว่า ไม่มีอะไรที่น่าเอา น่าเป็น อย่างนี้แล้ว สิ่งที่เรียกว่า นิพพิทา คือความเบื่อหน่ายนั้น ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นติดตามมา ตามส่วนสัดของการเห็น. คำว่า นิพพิทา นี้ แปลว่า ความเบื่อหน่าย. นี้ตรงกันข้ามจากคำว่า อัสสาทะ ซึ่งแปลว่า ความ เอร็ดอร่อยที่อาจหาได้ในสิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่ในโลกียวิสัย. ส่วน นิพพิทา แปลว่า ความเบื่อหน่ายในสิ่งที่ตนเคยเอร็ดอร่อยมาแล้วนั้น. เมื่อก่อนตนมีการเข้าไป เกี่ยวข้องกับสิ่งทั้งหลายทั้งปวงด้วยกิเลส และบริโภคสิ่งเหล่านั้นด้วยอำนาจของ กิเลส จึงมีสิ่งที่เรียกว่า อัสสาทะ อยู่เต็มที่. ครั้นมี ยถาภูตญาณทัสสนะ เกิด ขึ้น เห็นว่าตัวผู้บริโภคนั้นก็ว่างเปล่าจากตัวตน สิ่งที่ถูกบริโภค ก็ว่างเปล่าจาก ตัวตน เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไร้ความหมายแห่งตัวตนด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย

น.183 แต่ละฝ่ายล้วนแต่ไม่น่าเอา ไม่น่าเป็น ดังนี้แล้ว สิ่งที่เรียกว่า นิพพิทา คือ ความ หน่ายก็เกิดขึ้น. นี่หมายความว่ามีการคลอนแคลนสั่นสะเทือนเกิดขึ้นแล้วในการ หลงเข้าไปยึดถือ หรือเปรียบเหมือนเมื่อเราต้องตกเป็นทาสเขามานาน จนมี ความรู้สึกตัวเกิดขึ้น ก็มีความเคลื่อนไหวไปในทางที่จะเปลื้องตนออกจากความ เป็นทาส ; นี้ เป็นลักษณะของนิพพิทา คือเกลียดความเป็นทาสขึ้นมาแล้ว. สิ่งที่เรียกว่า นิพพิทา จึงได้แก่ความเกลียด หรือความหน่าย ต่อความที่ตน โง่หลงเข้าไปยึดถือเอาสิ่งต่าง ๆ ด้วยความเข้าใจว่า น่าเอา น่าเป็น. ครั้นมีสิ่งที่เรียกว่านิพพิทาความเบื่อหน่ายแล้ว โดยอัตโนมัติ ตามธรรมชาตินั่นเอง ย่อมจะมีสิ่งที่เรียกว่า วิรากะ. วิราคะ แปลว่า ความจางออกหรือคลายออก เหมือนกับเชือกที่ผูกมัดไว้แน่น ถูกแก้ออก หรือ เหมือนสีย้อมผ้าติดแน่น แล้วแช่น้ำยาบางอย่างให้มันละลายออก หลุดออก, ความยึดถือที่คลายออก หรือจางออกจากโลก หรือจากสิ่งทั้งปวงที่เคยยึดถือนี้ ท่านเรียกว่า วิราคะ. ระยะนี้ถือว่าเป็นระยะที่สำคัญที่สุด ; แม้จะไม่ใช่ระยะ ที่ถึงที่สุด ก็เป็นระยะที่สำคัญที่สุดของการหลุดพ้น เพราะว่า เมื่อมีการคลาย ออกจางออกดังนี้แล้ว ไม่ต้องสงสัยเลย สิ่งที่เรียกว่าความหลุดออกได้ หรือวิมุตตินั้น จะต้องมีโดยแน่นอน. เมื่อมีความหลุด หรือหลุดออกมาได้จากความเป็นทาส ไม่ ตกเป็นทาสของโลกอีกต่อไป ก็จะมีอาการที่เรียกว่า วิสุทธิ คือบริสุทธิ์. บริสุทธิ์ในที่นี้ หมายความว่าไม่เศร้าหมอง. ก่อนนี้เศร้าหมองโดยทุกวิถีทาง

น.184 เพราะการเข้าไปจมเป็นทาสของโลกอยู่ จะเป็นการเศร้าหมองที่กาย ที่วาจา ที่ใจ หรือจะมองดูกันในแง่ไหน ๆ ก็เป็นเรื่องเศร้าหมอง. ต่อเมื่อหลุดพ้นออกมา จากความเป็นทาสในรสอร่อยของโลกแล้ว จึงจะอยู่ในลักษณะที่บริสุทธิ์คือไม่ เศร้าหมอง. เมื่อมีความบริสุทธิ์แท้จริงอย่างนี้แล้ว ก็มีสิ่งที่เรียกว่า สันติ คือความสงบอันแท้จริงสืบไป. เป็นความสงบเย็นจากความวุ่นวาย จากความ รบกวน หรือจากการต่อสู้ดิ้นรน ทนทรมานต่างๆ เมื่อปราศจากอาการ เบียดเบียนวุ่นวายเหล่านี้แล้ว ท่านสรุปเรียกความเป็นอย่างนี้ว่า สันติ คือความสงบรำงับดับเย็นของสังขารทั้งปวง แทบจะเรียกได้ว่าเป็น ขั้นสุดหรือชั้นเดียวกับนิพพานได้. แท้จริง สันติ กับ นิพพาน นั้น เกือบจะ ไม่ต้องแยกกัน ที่แยกกันก็เพื่อจะให้เห็นว่า เมื่อสงบแล้ว ก็นิพพาน. คำว่า นิพพาน ให้ถือเอาความหมายตามตัวหนังสือ. นิพพาน แปลว่า ไม่มีเครื่องทิ่มแทง ; คำว่า นิ แปลว่า ไม่มี คำว่า วาน [คือ พาน ในที่นี้] แปลว่า เครื่องทิ่มแทง, อย่างนี้ก็มี. อีกอย่างหนึ่ง วานะ แปลว่า ไป, นิ แปลว่า ไม่มี. ไม่มีการไป คือดับสนิทไม่มีเหลือ. ฉะนั้นคำว่า นิพพาน จึงได้ความหมายใหญ่ ๆ ๒ ประการ คือดับไม่มีเชื้อเหลือสำหรับ จะเกิดมาเป็นทุกข์อีกต่อไป นี่อย่างหนึ่ง ; และอีกอย่างหนึ่งก็คือ ปราศจากความทิ่มแทง ปราศจากความเผาลน ปราศจากความผูกพันร้อยรัด ต่าง ๆ ทุกอย่างทุกประการ. นี้เป็นลักษณะของพระนิพพาน รวมความแล้ว ก็แสดงถึงภาวะที่ปราศจากความทุกข์โดยสิ้นเชิง. คำว่า นิพพาน มีความหมาย

น.185 ส่วนใหญ่อย่างนี้. แต่ขอให้เข้าใจว่า คำว่านิพพาน ๆ นี้ ยังมีความหมาย ที่มุ่งใช้ต่าง ๆ กันอีกหลายอย่าง ในเมื่อเพ่งเล็งให้กว้างออกไป : เช่น หมายถึง การดับของความทุกข์ ก็มี ; หมายถึง การดับของกิเลส ชนิด สิ้นเชิงก็มี ; หมายถึงธรรม หรือเครื่องมือ หรือเขตแดน หรือ สภาพอันใด อันหนึ่งที่เป็นเครื่องดับทุกข์ดับกิเลสดับสังขารทั้งปวง ได้สิ้นเชิงก็มี ; มันหลายความหมายเช่นนี้. คำว่า นิพพาน ๆ นี้ เรายืมเขามาใช้. นักศาสนาในสมัยพระพุทธเจ้า ได้ยืมเอาคำว่านิพพาน ที่มีอยู่ก่อน มาใช้เรื่อย ๆ กันมา. เข้าใจว่าครั้งแรก ทีเดียว ได้ยืมคำกลางบ้านมาใช้. ถ้าเป็นคำใช้กลางบ้าน คำว่านิพพาน แปลว่า ดับเย็น หมายถึงของที่ร้อนดับเย็นลงไป, เป็นแง่คิดของความดับทุกข์ โดยตรง. แม้จะมีคำว่านิพพาน ใช้กันอยู่ในลัทธิศาสนาหลาย ๆ ลัทธิก็ตาม แต่ความหมายไม่เหมือนกันเลย เช่นลัทธิหนึ่งถือเอาความสงบเย็นในขณะได้ฌาน ได้สมาบัติเป็นนิพพานไปก็มี. บางลัทธิยังมากไปกว่านั้นอีก คือถึงกับถือเอา ความสยบมัวเมาอยู่ในกามารมณ์กันอย่างเพียบพร้อม เป็นนิพพานมาแล้วก็มี พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธนิพพานในความหมายเช่นนั้น, ทรงระบุความหมาย ของนิพพาน ในลักษณะที่เป็นภาวะอันปราศจากความทิ่มแทงร้อยรัดแผดเผา ของกิเลสและความทุกข์ เพราะการได้เห็นโลก เห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่ เป็นจริง จนดับกิเลสตัณหาและอุปาทานเสียได้ดังนี้. เพราะฉะนั้น เราจึงควรจะมองเห็นคุณค่าอันใหญ่ยิ่ง ของการเห็นสิ่ง ทั้งหลายทั้งปวงถูกต้องตามที่เป็นจริง ที่เรียกว่า ฮลาภูตญาณทัสสนะ. ควร

น.186 พยายามทำให้เกิดมีขึ้นทางใดทางหนึ่งใน ๒ ทาง เท่าที่เราจะพึงทำได้ ; คือ ทางที่จะเป็นไปเองตามธรรมชาติโดยการประคับประคองให้ดี ในการทำจิตให้มี ปีติปราโมทย์ เป็นการเป็นอยู่ชอบ เป็นอยู่บริสุทธิ์ ทุกลมหายใจเข้าออก ทั้งกลางวันกลางคืนอยู่เสมอ จนกระทั่งเกิดคุณธรรมต่าง ๆ ตามลำดับที่กล่าว มาแล้วนี้ได้ตามธรรมชาติ, นี้วิธีหนึ่ง. ส่วนอีกวิธีหนึ่งนั้น เป็นการเร่งรัดเอา ด้วยกำลังบังคับ คือไปศึกษาและปฏิบัติตามวิธีเทคนิคโดยเฉพาะ ในการทำ สมาธิ หรือการเจริญวิปัสสนา. เมื่อมีอุปนิสัยและอินทรีย์ต่าง ๆ เหมาะสมในตน ก็สามารถทำให้ก้าวหน้าไปได้โดยเร็ว ในเมื่อถูกวิธี และถูกสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ. แต่อย่างไรก็ดี โอกาสที่เปิดไว้สำหรับทุกคน มีอยู่ตรงที่ว่า อย่างน้อยก็อาจทำตามวิธีธรรมชาติ ที่ได้กล่าวแล้วโดยละเอียดในวันนี้ จงอย่า ละเว้น จงอย่าได้คิดว่าต่อแก่ ๆ เฒ่า ๆ จึงค่อยเข้าวัดไปทำ หรือต้องลาราชการ ไปบวชสามเดือนสี่เดือนก่อน จึงค่อยทำ, เราจะต้องพยายามทำทุกโอกาส ทุกลมหายใจเข้าออก. ระมัดระวังให้การเป็นอยู่ประจำวันของเราบริสุทธิ์ ผุดผ่อง เกิดปีติปราโมทย์ เกิดบัสสิทธิ สมาธิ ยถาภูตญาณทัสสนะ นิพพิทา วิราคะ วิมุตติ วิสุทธิ สันติ นิพพานอย่างชิมลอง น้อย ๆ เรื่อยไปตามธรรมชาติ ทุกวัน ทุกเดือน ทุกปี ก็จะใกล้ชิดพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริงได้ ตั้งแต่ บัดนี้ไป. สรุปความว่า สมาธิ และ วิปัสสนา ตามธรรมชาติ ที่ทำให้บุคคล บรรลุมรรคผลกันได้ในที่เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคตรงที่นั่งฟังนั่นเอง

น.187 และเป็นวิธีที่เหมาะสำหรับบุคคลทุกคนนั้น ตั้งอาศัยอยู่บนรากฐานแห่งการ พิจารณาความจริงในข้อที่ว่า "ไม่มีอะไรที่น่าเอา น่าเป็น" อยู่เป็นประจำวัน ทุกวัน. ผู้หวังจะได้ผลอันนี้ จะต้องพยายามทำตนให้เป็นคนสะอาด มีอะไร เป็นที่พอใจตัว จนยกมือไหว้ตัวเองได้ มีปีติปราโมทย์ตามทางธรรมอยู่เสมอ ไม่ว่าในเวลาปฏิบัติงานในหน้าที่หรือเวลาพักผ่อน. ปีติปราโมทย์นั้นเองทำให้ เกิดความแจ่มใสสดชื่น มีใจสงบรำงับเป็นบัสสิทธิ เป็นเหตุให้มีสมาธิตาม ธรรมชาติอยู่อย่างอัตโนมัติ จนเห็นความจริงที่ว่า ไม่มีอะไรที่น่าเอา น่าเป็น อยู่เสมอ. ขณะใดเป็นไปแรงกล้า จิตก็หน่ายคลายกำหนัด จากสิ่งที่เคยยึดถือ หลุดออกมาได้จากสิ่งที่เคยยึดถือ แม้แต่การยึดถือว่าตัวตน หรือของตน, ไม่มีความหลงอยากในสิ่งใดด้วยกิเลสตัณหาอีกต่อไป ความทุกข์ไม่มีที่ตั้งอาศัย ก็สิ้นสุดลง. ผู้นั้นได้ชื่อว่าเป็นผู้ถึงที่สุดแห่งการปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ ไม่มี อะไรที่จะต้องทำเพื่อให้ตนพ้นทุกข์อีกต่อไป. นับว่าเป็นของขวัญที่ธรรมชาติ มีไว้สำหรับคนทุกคนโดยแท้จริง ขอยุติการบรรยายวันนี้ เพราะหมดเวลาเพียงเท่านี้.

น.188 ข้อความที่ป้ายในกระดานต่ำ ประกอบการบรรยายครั้งที่ ๗ เรื่อง สมาธิ และ วิปัสสนา ตามหลักวิชา ๑. สีลวิสุทธิ ๑. ความหมดจดแห่งศีล ๒. จิตตวิสุทธิ ความหมดจดแห่งจิต [๑] ๓. ทิฏฐิวิสุทธิ ความหมดจดแห่งทิฏฐิ [๒] ๔. กังขาวิตรณวิสุทธิ ความหมดจดแห่งความรู้เป็น- เครื่องข้ามความสงสัย [๓] ๕. มัคคามัคคญาณทัส สนวิสุทธิ ความหมดจดแห่งความรู้- เห็นว่าทางหรือมิใช่ [๕] ๖. ปฏิปทาญาณทัสสน วิสุทธิ ความหมดจดแห่งความรู้- ความเห็นในทางปฏิบัติ ๑. อุทยัพพยานุบี สนาญาณ เห็นความเกิดและสลาย ๒. ภังคานุปีสนา ญาณ เห็นความดับสลายในส่วนเดียว ๓. ภยตุปัฏฐานญาณ เห็นเต็มไปด้วยความน่ากลัว ๔. อาทีนวานุปัสนา ญาณ เห็นเต็มไปด้วยโทษ ๕. นิพพิทานุบีสนา ญาณ เห็นเต็มไปด้วยความน่าเบื่อหน่าย ๖. บุญจิตุกัมยตา ญาณ ญาณเป็นความใคร่ที่จะพ้นอย่างแรงกล้า ๗. ปฏิสังขานุปัสนาญาณ ญาณหาทางพ้น ๘. สังขารุเปกขา ญาณ ญาณเป็นเครื่องวางเฉย ๙. สัจจานุโลมิก ญาณ ญาณควรแก่การรู้อริยสัจจ์ [๕] ๗. ญาณทัสสนวิสุทธิ ความหมดจดแห่งญาณทัสสนะ ก. อริยมรรค ข. อริยผล ๑๔๘

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต