น.189 ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย, ในวันแรกที่สุดแห่งการบรรยาย อาตมาได้บรรยายในทางที่จะให้ มองเห็นว่าพุทธศาสนา คือวิชาและระเบียบปฏิบัติที่จะให้เรารู้ว่าอะไรเป็นอะไร ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น ; และได้ขยายความของคำว่าอะไรเป็นอะไร ด้วยการ บรรยายครั้งต่อมา คือให้รู้ว่าทุกๆ อย่างเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ; แล้วได้ บรรยายในครั้งต่อๆ มาว่า ทั้ง ๆ ที่ทุกอย่างเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เช่นนั้น คนเราก็ยังหลงเกาะเกี่ยว ยึดถือ ในสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเหล่านั้นอยู่นั่นเอง ทั้งนี้ ๑๔๙
น.190 เพราะอำนาจของอุปาทาน ๔ ประการ ซึ่งเราต้องทำความเข้าใจกันให้ละเอียดลออ ในเรื่องอุปาทานนั้น ; และต่อมาได้อธิบายเรื่องสิกขา ๓ ประการ ซึ่งมีความ มุ่งหมายในการตัดอุปาทานโดยตรง ; และต่อมา ได้บรรยายเรื่องเบญจขันธ์ ๕ อย่าง ในฐานะเป็นที่เกาะ เป็นที่ยึดถือ ของอุปาทาน ; และต่อมาก็ได้ บรรยายถึงวิธีการที่จะทำให้เกิดยถาภูตญาณทัสสนะ การรู้แจ้งตามที่เป็นจริงใน เบญจขันธ์นั้น เพื่อตัดอุปาทานนั้นเสีย และเป็นวิธีที่เป็นไปตามคอมมอนเซ้นส์ หรือตามธรรมชาติ เป็นส่วนใหญ่. บัดนี้ อาตมาอยากจะอธิบายถึงวิธีที่จะทำญาณ ทัสสนะความเห็นแจ้ง นั้น ให้เกิดขึ้นตามวิธีที่ท่านจัดไว้ในรูปของหลักสูตรหรือหลักวิชา เป็นระเบียบ ที่รัดกุม หรือที่พอจะเรียกได้ว่าเทคนิคของเรื่องนี้, และขอให้ชื่อในที่นี้ว่า "สมาธิ และ วิปัสสนา ตามหลักวิชา ( ในรูปของเทคนิค )". แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ ไม่อยู่ในรูปพระพุทธภาษิต เพราะเป็นสิ่งที่พระโบราณาจารย์ยุคหลัง ๆ จัดขึ้นมา ก็ตาม ก็ นับว่าเป็นวิธีที่เหมาะสำหรับผู้ปฏิบัติที่มีอุปนิสัยยังอ่อน ยังมอง ไม่เห็นทุกข์ตามธรรมชาติมาก่อนด้วยตนเอง, และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เหมาะสำหรับคนพวกที่นิยมหรือแตกตื่นไปทำวิปัสสนากัน ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยมอง เห็นความจริงของชีวิตอะไรมาก่อนเลย ซึ่งมีมากในปัจจุบันนี้ด้วยเหมือนกัน. แต่อย่างไรก็ตาม มิได้หมายความว่า เรื่องที่เป็นเทคนิคชนิดนี้จะเป็นเรื่องวิเศษ ไปกว่าที่จะเป็นไปตามคอมมอนเซ้นส์หรือตามธรรมชาติ ดังที่ได้บรรยายมาแล้ว เมื่อวันก่อน เพราะเหตุว่า เมื่อตรวจดูในพระบาลีไตรปิฎกโดยตรง จะเห็นว่า มีแต่วิธีที่กล่าวอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ เหมือนอย่างที่ได้บรรยายไปแล้วนั้น
น.191 เป็นส่วนใหญ่ แต่มีอะไรบางอย่างชวนให้เห็นว่า นั่นมันเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ สำหรับบุคคลที่มีบุญบารมี หรือที่เรียกว่ามีอุปนิสัยที่ได้สร้างมาพอสมควร หรือ แก่รอบ พอที่จะรู้สิ่งเหล่านั้นได้เหมือนกับทำเล่น ๆ อย่างนั้น. ทีนี้ มีปัญหา สำหรับผู้ที่ไม่มีบารมี ไม่มีอุปนิสัย ไม่ได้อบรมมาจนแก่รอบอย่างนั้น ว่าจะทำ อย่างไร ? ท่านก็เลยวางวิธีว่า เราจะต้องเร่งรัด หรือต้องมีระเบียบปฏิบัติ ที่เป็นการเร่งรัดไปตั้งแต่ต้นทีเดียว ต้องทำให้มีระเบียบ ให้ไปตามระเบียบ ไปตามลำดับอย่างรัดกุม จึงเป็นอันว่าระเบียบที่รัดกุมในรูปเทคนิคอย่างนี้ ก็มีไว้ สำหรับคนทุกคนที่ยังไม่มีอุปนิสัยแก่กล้านั่นเอง จึงเป็นสิ่งที่เราควรจะรู้ไว้. ระเบียบวิธีตั้งหน้าปฏิบัติ เพื่อทำให้เกิดญาณทัสสนะ คือความ เห็นแจ้งขึ้นมานี้ ท่านเพิ่งเรียกกันในยุคอรรถกถาโดยชื่อใหม่อีกชื่อหนึ่ง ว่า "วิปัสสนาธุระ" และจัดให้เป็นคู่กันกับ "คันถธุระ" ซึ่งเป็นเรื่องการ เรียนตำราคัมภีร์โดยตรง ; ส่วนวิปัสสนาธุระนั้น คงให้เป็นเรื่องการเรียนจาก ภายในไปตามเดิม คืออบรมจิตโดยเฉพาะ เป็นการศึกษาสิ่งต่าง ๆ จากภายใน ไม่เกี่ยวกับตำรา จนเกิดความเห็นแจ้งขึ้นมา ที่เรียกว่าวิปัสสนา. พึงเข้าใจว่า โดยเหตุที่คำว่า "คันถธุระ" และ "วิปัสสนาธุระ" ๒ คำนี้ ไม่ได้ มีมาในบาลี เราจึงหาคำ ๒ คำนี้ไม่พบในพระไตรปิฎก จะมีปรากฏก็อย่าง ในหนังสือชั้นหลัง ๆ เช่นอรรถกถาธรรมบทเป็นต้น แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม เราก็อาจใช้เป็นหลักเป็นเกณฑ์ได้ว่า วปัสสนาธุระนั้น เป็นธุระ หรือเป็น การงานของพุทธบริษัท ผู้ตั้งอกตั้งใจจะทำการดับทุกข์ ด้วยการทำความ เพียรในทางเพ่งพิจารณาโดยตรง นี่เรียกว่าวิปัสสนาธุระ. เราไม่จำเป็น
น.192 จะต้องตั้งคำใหม่ขึ้นมาอีก ; เพราะฉะนั้น จึงเป็นอันว่าเรากำลังจะพูดกันถึงสิ่งที่ เขาเรียกกันว่า วิปัสสนาธุระ หรือระเบียบแห่งการทำวิปัสสนา ที่เรียกกันในยุค อรรถกถานั่นเอง. คำว่า "วิปัสสนา" นี้ มีทางพั้นเผื่ออยู่บางอย่าง คือในบางกรณี เกิดไปแยกการทำทางจิตนี้เป็น ๒ ประเภทโดยเด็ดขาด คือทำเพื่อให้เกิดสมาธิ ประเภทหนึ่ง ทำให้เกิดปัญญาประเภทหนึ่ง เหมือนอย่างที่ได้เคยอธิบายมาแล้ว และเกิดเรียกชื่ออย่างอื่นขึ้นอีกคู่หนึ่ง คือเรียกการทำสมาธินั้นว่า สมถภาวนา และไปเรียกการทำทางปัญญาว่า วิปัสสนาภาวนา เลยทำให้คำว่าวิปัสสนา มีความหมายแคบเข้ามา เหลือแต่เพียงเรื่องของปัญญา. แต่ว่าโดยที่แท้แล้ว คำว่าวิปัสสนาธุระ ต้องกินความรวบหมดทั้งสมณภาวนา และวิปัสสนา- ภาวนา คือหมายถึงทั้งสมาธิและทั้งปัญญานั้นเอง และยิ่งไปกว่านั้น ยังได้รวบเอาศีลซึ่งยังไม่ใช่ตัวภาวนาอะไรเลย เข้าไปอีกด้วย ในฐานะ เป็นบริวารหรือบาทฐานของสมาธิ เพื่อจะให้เข้าใจการปฏิบัติวิปัสสนานี้ได้ดี พระอาจารย์แต่กาลก่อน ท่านนิยมตั้งให้เป็นหัวข้อ เป็นข้อ ๆ มาทีเดียว หัวข้อ แรกที่สุด ก็ว่า : อะไรเป็นบาทฐานที่ตั้งที่อาศัยของวิปัสสนา ? และถัดไปก็ คือ อะไรเป็นลักษณะเครื่องสังเกตว่าเป็นตัววิปัสสนา ? อะไรจะเป็นกิจ คือตัวการงาน การกระทำที่เรียกว่าวิปัสสนา ? และ อะไรเป็นผลสุดท้ายของวิปัสสนา ? เมื่อตั้งปัญหาว่าอะไรเป็นที่ตั้งที่อาศัยของวิปัสสนา, ก็มีคำตอบ ว่าศีล กับ สมาธิ เป็นที่ตั้งที่อาศัยของวิปัสสนา เพราะว่าวิปัสสนานั้นหมายถึง
น.193 การรู้แจ้งเห็นจริง. การรู้แจ้งเห็นจริงจะเกิดขึ้นมาได้ ก็ในเมื่อบุคคลมีจิตใจที่ ปีติปราโมทย์ คือไม่มีอะไรเป็นเครื่องเศร้าหมองใจ. ข้อนี้ ศีลช่วยได้ถึงที่สุด ; เมื่อไม่ขาดศีล มีศีลบริสุทธิ์ ก็มีปีติปราโมทย์ ฉะนั้นจึงต้องมีศีล. ท่าน เปรียบว่า เหมือนอย่างคนจะตัดต้นไม้ หรือตัดบ่าลงสักป่าหนึ่ง เขาจะต้องมี ที่ยืนบนแผ่นดิน. ถ้าเขาไม่มีแผ่นดินสำหรับยืน เขาจะทำงานได้อย่างไร ฉะนั้นแผ่นดินในที่นี้ ก็เปรียบเหมือนกับศีล หรือศีลเปรียบเหมือนกับ แผ่นดินในที่นี้ สำหรับคนที่จะตัดป่าคือกิเลส จะได้ยืน. ถ้าปราศจากศีล เสียแล้ว ก็เหมือนกับไร้แผ่นดินที่จะยืนทำงาน ; ฉะนั้นจึงต้องมีแผ่นดินสำหรับ จะยืน คือศีล. ส่วนกำลังหรือเรี่ยวแรงสำหรับจะตัดนั้น ท่านเปรียบ เหมือนกับสมาธิ คือเขาจะต้องมีสมาธิเป็นกำลังงาน. ส่วนตัว ปัญญา หรือญาณ ซึ่งเป็นตัววิปัสสนา ก็คือของมีคมสำหรับตัด หรือตัวการตัด เพราะว่า ความเห็นแจ้ง ย่อมตัดความมืดบอดคืออวิชชา. โดยเหตุนี้ ศีลจึงเป็นของ จำเป็น จนถึงกับเป็นสิ่งแรกที่ท่านเอ่ยถึง ในเรื่องของวิปัสสนาธุระ ว่าเป็นที่ตั้ง ที่อาศัยของวิปัสสนา ซึ่งถ้าเปรียบก็เหมือนกับที่ยืนทำงาน สำหรับจะถางป่า หรือตัดป่ารก ให้เป็นที่ราบเตียนดังกล่าวแล้ว. โดยเหตุนี้ ศีลจึงถูกลากเข้ามา เป็นส่วนหนึ่งของวิปัสสนาธุระด้วย โดยไม่มีทางจะแยกออกจากกันได้ เหมือน ดังที่เข้าใจกันอยู่โดยมาก. คำกล่าวเช่นนี้ มีหลักที่อ้างอิงในพระบาลีโดยตรง, เช่น ในบาลี มัชฌิมนิกาย ได้มีการกล่าวถึงความบริสุทธิ์สะอาดของการปฏิบัติเป็นขั้น ๆ เป็นอย่าง ๆ ไปตามลำดับ จนครบ ๗ อย่าง ก็ถึงที่สุด คือการบรรลุมรรคผล. ในขั้นแห่งความบริสุทธิ์ ๗ อย่างนั้น ท่านก็ได้ยกเอาศีลเป็นข้อแรก เรียกว่า
น.194 สีลวิสุทธิ คือความหมดจดแห่งศีล. สีลวิสุทธิ ก็ส่งให้เกิด จิตตวิสุทธิ คือความหมดจดดีแห่งจิต. ความหมดจดแห่งจิต ก็ส่งให้เกิด ทิฏฐิวิสุทธิ คือความหมดจดแห่งทิฏฐิหรือความเห็น. ความหมดจดแห่งทิฏฐิ ก็ส่งให้เกิด กังขาวิตรณวิสุทธิ คือความหมดจดแห่งความรู้ที่จะข้ามความสงสัยเสียได้. ที่นี้ ความหมดจดแห่งความรู้เป็นเครื่องข้ามความสงสัยนี้ก็ส่งให้เกิด มัคคามัคคญาณ ทัสสนวิสุทธิ คือความหมดจดแห่งความเห็นแจ้งชัดว่าอะไรเป็นหนทาง อะไร ไม่ใช่หนทาง. ความหมดจดในเรื่องความรู้ ว่าอะไรเป็นทางอะไรไม่ใช่ทาง ก็ส่งให้เกิด ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ คือความหมดจดแห่งความรู้ความเห็น ในตัวการปฏิบัตินั้น. ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธินี้ ก็ส่งให้เกิดญาณทัสสนวิสุทธิ อันเป็นขั้นสุดท้าย คืออริยมรรค ซึ่งเป็นคู่กับอริยผล. เมื่อบรรลุอริยมรรค ก็ไม่ต้องกล่าวถึงอริยผล เพราะเป็นสิ่งที่เกิดเองอย่างหลีกไม่พ้น ; ฉะนั้นท่าน จึงกล่าวสิ้นสุดลงเพียงแค่อริยมรรค ในฐานะขั้นสุดท้ายของการปฏิบัติ. ท่านเปรียบอุปมาเรื่องการปฏิบัติตามลำดับนี้ว่า เหมือนกับสมัยโบราณ การเดินทางของพระราชา เขาใช้รถม้าอย่างดีอย่างเร็ว แต่รถม้าไม่เหมือน รถยนตร์ มันจะวิ่งมาก ๆ เหมือนรถยนตร์นั้นไม่ได้ ฉะนั้นจึงต้องการมีการ วิ่งรับกันเป็นช่วง ๆ เป็นตอน ๆ เขาจึงเตรียมม้ากับรถไว้ชุดหนึ่ง สำหรับวิ่ง ตรงช่วงที่หนึ่ง รถกับม้าอีกชุดหนึ่ง ไว้วิ่งตรงช่วงที่สอง อีกชุดหนึ่งตรง ช่วงที่สาม ช่วงที่สี่ เป็นลำดับไป จนถึงช่วงที่ ๗. ถ้าพระราชามีธุระด่วน อะไรเกิดขึ้น คนอยู่ช่วงที่หนึ่งก็ขับรถวิ่ง พอสุดช่วงที่หนึ่งแล้ว ส่งมอบให้คน ช่วงที่ ๒ คนช่วงที่ ๒ ก็ขับรถวิ่งไปสุดช่วงที่ ๒ แล้วก็ส่งมอบให้คนช่วงที่ ๓
น.195 ที่ ๔ เรื่อยไป, พระเจ้าแผ่นดินก็อาจเดินทางวันหนึ่งตั้งหลายร้อยกิโลเมตรได้ เหมือนอย่างที่เรามีรถยนตร์ใช้สมัยนี้ และถึงที่สุดในวันเดียวได้เหมือนกัน เพราะการส่งกันเป็นช่วง ๆ. อุปมานี้ ท่านใช้เปรียบเทียบกับวิสุทธิ หรือ ความหมดจด ๗ ช่วง ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น. ช่วงแรกที่สุด ได้แก่ สีลวิสุทธิ ความหมดจดแห่งศีล ในฐานะที่เป็นของจำเป็นเบื้องต้นที่จะ ขาดไม่ได้. เพราะเหตุนี้เอง ศีลจึงถูกนับเนื่องเข้าในเครือของวิปัสสนาด้วย อย่างที่จะแยกกันไม่ได้ ในฐานะที่เป็นพื้นฐานเบื้องต้น เปรียบเหมือนพื้น แผ่นดินที่จะต้องใช้เป็นที่ยืนดังกล่าวแล้ว. สำหรับคำว่า ศีล นี้ ได้อธิบายมาแล้วเป็นส่วนมาก ในการบรรยาย ครั้งก่อน ๆ ซึ่งสรุปได้ความว่า หมายถึงปรกติทางกาย ทางวาจา. ขอให้ท่าน ทั้งหลายจำความหมายของคำว่า ศีล ๆ นี้ไว้อย่างสั้น ๆ ว่า คือความปรกติ ปราศจากโทษในทางกาย ทางวาจา. ส่วนการที่จะแจกศีลเป็น ๕ ข้อ ๑๐ ข้อ หรือกี่ข้อนั้น ไม่เป็นความสำคัญอะไรเลย. ถ้ายังมีความไม่ปรกติทางกาย ทางวาจาอยู่แล้ว ยังเรียกว่าไม่มีศีลที่ถูกต้องสมบูรณ์ตามความหมายของศีล. ต่อเมื่อมีความปรกติ คือไม่เกิดโทษรบกวนขึ้นทางกาย ทางวาจา จึงจะถือว่า มีศีล. ฉะนั้นเราอาจจะตั้งศีลของเราเองขึ้นได้ โดยถูกต้อง ไม่มีผิดพลาด ถ้าหากว่าเรายึดถือหลักอันนี้. ตัวอย่างเช่นเราไปฆ่าเขา ไปขโมยเขา ไป ประพฤติผิดในของรักของเขา ไปโกหกเขา มันก็เกิดความไม่ปรกติขึ้นทางกาย ทางวาจา ทำให้เกิดความโกลาหลวุ่นวายเศร้าหมอง ; หรือแม้ที่สุดเราประพฤติ ผิดเรื่องเล็กน้อย ทางมรรยาท ทางสังคม หรือแม้แก่ตัวเราเอง จนทำให้
น.196 เกิดความไม่ปรกติสุข ที่เกี่ยวกับทางกายหรือทางวาจาขึ้น นี้ก็เรียกว่าไม่มีศีล. ฉะนั้นเราอาจจะถือศีลเพียงตัวเดียว แล้วได้ศีลทั้งพระไตรปิฎก คือ ทั้งหมดในพระพุทธศาสนา ก็มีทางที่จะทำได้ โดยการรักษาความปรกติ ไม่มีโทษเกิดขึ้นทางกายวาจานั่นเอง ขอให้จำไว้ว่า ศีลนั้นมีความหมาย อย่างนี้ เพราะคำว่า ศีล เอง ก็แปลว่า ปรกติ ขอให้จำไว้อย่างแม่นยำ. เมื่อมีความปรกติ คือความสงบหรือเหมาะสมในทางกาย วาจา ก็ย่อม จะเกิดความปรกติ หรือความเหมาะสมในทางจิต ที่เรียกว่า จิตตวิสุทธิ ความหมดจดทางจิตตามมา. ข้อนี้ได้อธิบายแล้วโดยละเอียดในเรื่อง สิกขา ๓ ที่ว่าถึง สมาธิ แล้ว. ขอสรุปใจความสั้น ๆ ของคำว่า สมาธินี้ ว่าได้แก่ ความที่มีจิตอยู่ในสภาพที่เหมาะสม ที่จะปฏิบัติงานทางจิต. คือถือเอาบทที่ แสดงลักษณะของสมาธิว่า กมฺมนิโย ; ส่วนคำว่า สมาหิโต, ปริสุทฺโธ, ปริโยทาโต และบทอื่น ๆ นั้น ก็ยังไม่มีความหมายสำคัญเท่ากับบทว่า กมุมนิโย คือจิตมีสภาพเหมาะสมสำหรับจะปฏิบัติงานทางจิต. นี่แหละ คือความหมายอันถูกต้องของคำว่า สมาธิ ไม่ได้หมายความว่าตัวแข็งทื่อ ไม่มี ความรู้สึกเป็นก้อนหินก้อนดิน หรือว่าเข้าฌาน ซึมเซาไปในความสุขของ ฌานนั้น ก็ไม่ใช่. นั่นไม่อยู่ในสภาพที่เหมาะสมที่จะปฏิบัติงานทางจิต แม้ ที่สุดแต่เรามีความโปร่งสบาย จิตใจสดชื่น เป็นที่พอใจของตัวอยู่ ก็เรียกว่า กำลังมีคุณสมบัติของความเป็นสมาธิอยู่ และอาจเริ่มทำงานทางจิตหรือวิปัสสนา- ธุระได้.
น.197 ทีนี้ ต่อไปจากนี้อีก ๕ อย่าง หรือ ๕ สุทธิ คือทิฏฐิวิสุทธิ, กังขา วิตรณวิสุทธิ, มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ, ปฏิปทาญาณวิสุทธิ, และ ญาณทัสสนวิสุทธิ นั้นเป็นตัววิปัสสนาแท้. ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ใน ๗ อย่างนั้น ๒ อย่างแรก คือสีลวิสุทธิ กับ จิตตวิสุทธิ จัดเป็นปากทางของวิปัสสนา. อีก ๕ อย่างข้างปลาย นับตั้งแต่ทิฏฐิวิสุทธิเป็นต้นไปนั้น เป็นตัววิปัสสนา ; เลยได้ลำดับใหม่ว่า ตัววิปัสสนาที่ ๑ นั้น คือทิฏฐิวิสุทธิ หมายถึงความมีทิฏฐิ บริสุทธิ์หมดจด คำว่า ทิฏฐิ ในที่นี้ หมายถึงความเห็นอย่างที่คนเราใช้เป็น เครื่องยึดมั่นถือมั่นอะไรบางสิ่งบางอย่างนั่นเอง, เป็นของประจำตัวอยู่ด้วยกัน ทุกคน, คือความคิดเห็นที่ถืออยู่เป็นหลักประจำใจตลอดเวลา. ตัววิปัสสนาที่ ๑ เรียกว่าความหมดจดของทิฏฐิ หมายถึงความ หมดจดจากความเห็นผิด ที่เราเห็นผิดกันอยู่ตามธรรมชาติธรรมดามาแต่เดิม หรือด้วยการถูกแวดล้อมเป็นพิเศษก็ตาม นับตั้งแต่ความเชื่องมงายไร้เหตุผล ในเรื่องของไสยศาสตร์ ขึ้นมาถึงเรื่องความเข้าใจผิดในธรรมชาติ เช่นร่างกาย จิตใจ วิญญาณเหล่านี้ ก็เข้าใจผิดเห็นเป็นของเที่ยง ของสุข หรือเป็นตัวเป็นตน เป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นมนุษย์ เป็นเทวดา เป็นพรหม หรือเป็นอะไรล้วน แต่ขลัง ๆ ศักดิ์สิทธิ์ไปทั้งนั้น ; ไม่สามารถจะเห็นว่ามันเป็นแต่เพียงธาตุ ๔ คือส่วนที่เป็นร่างกาย ; เป็นวิญญาณธาตุ คือที่เป็นส่วนจิต, และเป็นอากาสธาตุ คือ ส่วนที่เป็นพื้นฐานทั่ว ๆ ไป, หรือไม่เห็นว่าทั้งหมดนั้นเป็นเพียงนาม และรูป หรือกายกับใจ แต่ไปเห็นว่าเป็นตัวเป็นตน มีเจตภูตหรือวิญญาณ ที่ศักดิ์สิทธิ์เข้า ๆ ออก ๆ อยู่กับร่างกาย, มองไม่เห็นว่าเป็นนามรูป ; มอง ไม่เห็นว่าเป็นขันธ์ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ; ไม่เห็นว่าเป็นเพียงอายตนะ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เหล่านี้เป็นต้น ;
น.198 ความรู้สึกจึงน้อมไปในทางที่ยึดถือความขลัง ยึดถือความศักดิ์สิทธิ์ จนทำให้ เกิดความหวาดกลัว แล้วเกิดพิธีรีตองต่าง ๆ เพื่อจะแก้ความหวาดกลัว จนกระทั่ง ติดมันแน่นแฟ้นอยู่ในพิธีรีตองต่างๆ ตามความเชื่อความคิดเห็นอันผิดเหล่านั้น นี่เรียกว่าความเห็นยังไม่สะอาดหมดจด จะต้องละความเห็นอย่างผิด ๆ ทำนองนั้น ให้หมดจดเสียก่อน จึงจะเป็นวิปัสสนาตัวที่ ๑ ขึ้นมาได้, และเรียกว่า ทิฏฐิวิสุทธิ. ถ้าจะกล่าวให้ชัดตามโวหารสำหรับพวกเราสมัยนี้ใช้กันอยู่ ก็น่า จะใช้คำว่า เป็นผู้มีความรู้ที่เป็นวิทยาการ และเป็นผู้อยู่ในอำนาจของเหตุผล มีความรู้ความเข้าใจในปรากฏการณ์ของธรรมชาติทั้งหลายอย่างถูกต้อง, ก็พอ จะเรียกว่าเป็นผู้มีทิฏฐิวิสุทธิ คือความหมดจดสะอาดดีของความเห็น. ขอให้ ทำความเข้าใจในลักษณะที่สิ่งนี้จะมาเกี่ยวข้องกับตัวเราให้มากที่สุด เท่าที่จะ มากได้ และให้ใช้เป็นประโยชน์ได้จริง ๆ จึงจะเป็นผู้ที่นำตนเข้าไปในร่องรอย ของสิ่งที่เรียกว่า "วิปัสสนา" คือความรู้ความเห็นอย่างแจ่มแจ้ง. รวมความ ให้สั้น ๆ ที่สุด ทิฏฐิวิสุทธินี้ท่านจำกัดความไว้ ว่าเป็นความเห็นที่รู้จัก แยกแยะคำว่าตัว คำว่าสัตว์ บุคคล มึง กู เรา เขา เหล่านี้ให้กระจาย ออกไป ในลักษณะที่เป็นเพียงส่วน ๆ เช่นเป็นขันธ์ห้า หรือเป็นรูปนาม คือเป็นกายกับใจเป็นอย่างน้อย อย่าให้หลงผิดทั้งตน ๆ คือหลงสมมติที่เป็นสัตว์ เป็นบุคคลทั้งกลุ่มหรืออะไรทำนองนั้น, มิฉะนั้น จะเลยเถิดเห็นฟ้าเป็นเทวดา เห็นแม่น้ำลำธารเป็นเทวดา เห็นต้นไม้เป็นเทวดา หรือมีเทวดาอย่างนี้เป็นต้น สืบไปอีก. เราต้องรู้จักน้ำก็เป็นน้ำ ฟ้าก็เป็นฟ้า และรู้ว่ามันประกอบด้วยธาตุ อะไรบ้าง มีลักษณะอย่างไรบ้าง, ที่เคยเข้าใจว่าน้ำเป็นเทวดา ฟ้าเป็นเทวดา ก็จะหายไป. นี่นับว่าเป็นเครื่องเทียบเคียงให้เข้าใจคำว่าทิฏฐิวิสุทธิ. ถ้าพูดถึง
น.199 คน ก็อย่าให้หลงเป็นเรื่องของเจตภูต วิญญาณ หรืออะไรทำนองนั้น. แต่ให้ เข้าใจว่าเป็นส่วนประกอบของธรรมชาติ หรือของธาตุต่าง ๆ ตามธรรมชาติ มาปรุงกันเข้า ก็จะเริ่มมีความเห็นแจ้งหรือวิปัสสนาอันดับแรกที่เรียกว่า ทิฏฐิ วิสุทธิ. ทิฏฐิวิสุทธินี้ จะส่งต่อไปให้เกิด กังขาวิตรณวิสุทธิ. เมื่อเราพิจารณาต่อไปอย่างละเอียด ถึง กังขาวิตรณวิสุทธิ ก็คือ พิจารณาลงไปถึงเหตุถึงปัจจัยของส่วนหนึ่ง ๆ ที่เราได้แยกออกดูแต่ทีแรกนั้น แล้วอีกชั้นหนึ่ง : ทิฏฐิวิสุทธิ เห็นคน ๆ หนึ่งนี้ เป็นเพียงกายกับใจ. ที่นี้ กังขาวิตรณวิสุทธินี้ มีหน้าที่จะแยกดู ว่ากายกับใจแต่ละอย่าง ๆ นี่ มีเหตุ มีปัจจัยสร้างปรุงกันมาอย่างไร ฉะนั้นจึงมองเห็นลึกลงไปอีกว่า อวิชชา ตัณหา อุปาทาน กรรม อาหาร เหล่านี้เป็นต้น มันสร้างสรรปรุงแต่งกันมาอย่าง ประณีตสุขุมจนกระทั่งปรากฏสิ่งที่เราเรียกว่ากายและใจ ; กังขาวิตรณวิสุทธิ ที่เรียกว่าความหมดจดแห่งความรู้ที่จะให้ข้ามสงสัยเสียได้นี้ จึงหมายถึงการ เห็นแจ้งในพวกเหตุพวกปัจจัยของสิ่งทั้งปวงนั่นเอง. ความสงสัยว่าเรามีหรือ ไม่มี ตัวของเรามีหรือไม่มี ตัวเราตายแล้วเกิดหรือไม่เกิด ตัวเราเคยเกิด มาแล้วอย่างไร ตัวเราจะเกิดอย่างไรต่อไปอีก ดังนี้เป็นต้น เหล่านี้ท่านเรียก ว่าความสงสัย. ในระเบียบของวิปัสสนานั้น ท่านจำแนกความสงสัยเหล่านี้ ออกไปราว ๒๐-๓๐ อย่าง. แต่เมื่อสรุปแล้ว ก็คือความสงสัยเกี่ยวกับตัวเรา มีอยู่หรือไม่ ตัวเราได้มีแล้วหรือไม่ ตัวเราจะมีต่อไปหรือไม่ ในลักษณะ อย่างไร เหล่านี้เอง. การที่จะข้ามความสงสัยเสียได้ ก็ต้องโดยเหตุที่ได้ ทราบว่ามันไม่มีตัวเรา มีแต่ธาตุ ขันธ์ อายตนะ และเหตุปัจจัยต่าง ๆ เช่น
น.200 อวิชชา ตัณหา อุปาทาน กรรม อาหาร เป็นต้น ซึ่งปรุงแต่งขันธ์อายตนะ เหล่านั้น. มันไม่มีตัวเรา แล้วเริ่มหมดความเข้าใจเขลา ๆ ว่าเรามีอยู่ เรามี มาแล้ว เราจะมีต่อไปนั้นเสียที. ความสงสัยชนิดนี้ ทำนองนี้ ระงับไปสิ้นเชิง แล้ว ก็เรียกว่าเป็นตัววิปัสสนาที่ ๒ ได้ แต่มิได้หมายความว่าเป็นการหมด กิเลสที่เป็นเหตุให้ถือว่าตัวเราโดยสิ้นเชิง เพราะส่วนที่ละเอียดกว่านั้นยังมีอยู่. ความสงสัยที่รบกวนใจทำนองนั้น ต้องหมดไปตั้งแต่ขั้นนี้. ความสงสัยเหล่านี้ ได้ระงับไป เพราะว่ามีความรู้เรื่องการปรุงแต่งของเหตุปัจจัยต่าง ๆ จนเพิกถอน ‘ตัวเรา’ ชั้นหยาบ ๆ นี้เสียได้. เมื่อมาถึงขั้นข้ามความสงสัยเช่นนี้เสียได้แล้ว ก็สามารถทำให้เกิด มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ คือความหมดจดสะอาดแห่งความรู้ความเห็นว่า อะไรเป็นทางที่จะก้าวต่อไปอย่างถูกต้อง อะไรเป็นทางที่จะไม่ก้าวต่อไปได้ คือเป็นทางผิด. อุปสรรคที่ทำให้ก้าวไปไม่ได้ในขั้นนี้ก็มีอยู่หลายอย่าง ที่เห็น ชัดว่ามันเกิดในขณะที่ทำวิปัสสนานั้นก็คือ สิ่งต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้นแล้ว ในขณะ ที่จิตเป็นสมาธิที่กล่าวแล้วข้างต้น. ในตอนที่จิตเป็นสมาธินั้น มักจะเกิดสิ่งต่าง ๆ ชนิดแปลกประหลาด และจะจับอกจับใจผู้ทำมากเหลือเกิน และแทบจะ กล่าวได้ว่าไม่มีสมาธิไหน ที่จะไม่เกิดสิ่งที่จับอกจับใจผู้ทำ เช่นเกิดแสงสว่าง รุ่งเรืองน่าอัศจรรย์ เห็นแจ้งปรากฏอยู่ในตาข้างในโดยไม่ต้องลืมตา. ถ้ายิ่ง ไปน้อมจิตเพื่อให้เห็นนั้น เห็นนี่เข้าด้วย ก็ยิ่งไปกันใหญ่ ถ้าคนเข้าใจผิดว่า "นี่แล้วเป็นผลของวิปัสสนา" หรือยินดีว่า "นี่ก็เป็นของวิเศษสำหรับเรา พอแล้ว" ดังนี้ก็ตาม ข้อนั้นย่อมกีดกั้นหนทางของวิปัสสนา คือความเห็นแจ้ง
น.201 ในมรรคผล ท่านจึงถือว่าไม่ใช่ทางหรือเป็นเรื่องผิดทาง. อีกตัวอย่างหนึ่ง เช่น ปีติอิ่มอกอิ่มใจเกิดขึ้นมากล้น ท่วมทับจิตใจเสียเรื่อยตลอดเวลา จนไม่อาจ พิจารณาอะไรได้อีกต่อไป ; หรือเกิดไปเข้าใจว่า นี่แล้วเป็นนิพพานในปัจจุบัน ทันตาเห็นแล้ว ดังนี้เป็นต้น ก็ติดต้นเสีย ไม่ก้าวไปได้ นี้ก็เป็นอุปสรรคของ วิปัสสนา เกิดสิ่งที่ไม่ใช่ทางขึ้นขวางหน้า. ท่านยังกล่าวว่า แม้ญาณ คือความเห็นแจ้งในนามรูปบางขณะ ที่ทำความพอใจให้ว่าตนเป็นผู้รู้เห็นอย่าง วิเศษ แล้วทะนงตัวฟุ้งซ่านอยู่ด้วยความเห็นแจ้งเหล่านั้น นี่ก็ชื่อว่าเป็นการผิดทาง หรือเป็นอุปสรรคของวิปัสสนา ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ด้วยเหมือนกัน. ในบาง กรณี จิตตกไปในทางรำงับมากเกินไป จนคอยแต่จะรำงับหยุดนิ่งเสียท่าเดียว น้อมไปในทางพิจารณาธรรมไม่สำเร็จ. บางทีเป็นไปมากในทางกาย จนกาย รำงับแข็งทื่อเสียเสมอไป ก่อนแต่จะพิจารณาอะไรได้ หรือน้อมไปเพื่อความเพียร อันสูงขึ้นไปได้ นับว่าเป็นอุปสรรคอย่างยิ่ง ทั้งในทางที่จะก้าวหน้าต่อไปไม่ได้, และในทางที่จะหลงไปว่าเป็นคุณวิเศษไปเสียเลย. ผู้ที่พอใจหลงใหลแต่ในทาง สมาบัติ จึงไม่อาจก้าวไปในทางปัญญา. ยังมีข้ออื่นอีก ซึ่งเป็นไปได้ง่ายที่สุด เช่นเกิดความรู้สึกเป็นสุข เป็นที่พอใจชนิดที่ไม่เคยพบมาเลยแต่ก่อน เกิดแล้ว ก็แปลกประหลาดเหลือที่จะอธิบายได้ ทำคน ๆ นั้นให้เกิดความพอใจเหลือที่จะ ประมาณ เพราะว่าในขณะนั้นใจกับกายเป็นสุขแสนที่จะเป็นสุข ปัญหาต่าง ๆ เกลี้ยงเกลาไปจากใจ ระลึกนึกถึงเรื่องที่เคยรักก็ไม่รัก ระลึกนึกไปถึงเรื่องที่ เคยเกลียดก็ไม่เกลียด ระลึกนึกถึงเรื่องที่เคยกลัว เคยหวาดเสียว เคยวิตกกังวล ห่วงใยต่าง ๆ ก็ไม่อาจเกิดความรู้สึกทำนองนั้น จึงหลงเข้าใจว่าบัดนี้เราเป็นผู้
น.202 หลุดพ้นแล้วจากกิเลสทั้งปวง เพราะมีลักษณะอาการราวกับบุคคลผู้หลุดพ้นแล้ว จากกิเลสทั้งปวง. ตลอดเวลาที่เป็นอย่างนั้น ถ้าพอใจเสียในความเป็นอย่างนั้น ก็เป็นการตัดหนทางแห่งการก้าวหน้าของวิปัสสนา และไม่เท่าไหร่อาการเช่นนั้น จะค่อยเสื่อมหายไป : สิ่งที่เคยกลัวก็จะกลับกลัวอย่างเดิม สิ่งที่เคยรักก็จะรัก อย่างเดิม อะไร ๆ ก็จะกลับสู่สภาพเดิม นี่ก็อย่างหนึ่ง หรือพวกหนึ่ง. อีก อย่างหนึ่ง ท่านเรียกว่าความเชื่อ. ความเชื่อที่เคยไม่แน่นแฟ้นมาแต่ก่อน ก็ปรากฏเป็นของแน่นแฟ้นในพระรัตนตรัย หรือในสิ่งที่ตนอยากจะเชื่อ ; แม้ ที่สุดแต่ความพอใจในธรรม ก็มีอาการรุนแรง ; แม้ลักษณะของความเฉยต่อสิ่ง ทั้งปวง ก็มีอาการรุนแรง ; ล้วนแต่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจให้หลงใหล หรือติดต้น ในสิ่งเหล่านั้นแล้วแต่กรณี. ท่านแสดงลักษณะของสิ่งที่ไม่ใช่ ทางก้าวหน้าต่อไปของวิปัสสนาไว้ดังนี้ อาตมาเชื่อว่าเป็นการยากมาก ที่คน แรกพบแรกถึงสิ่งเหล่านี้ จะเข้าใจได้ว่านี่เป็นอุปสรรค หรือเป็นเครื่องขัดขวาง ของวิปัสสนา มีแต่จะกลับเห็นไปเสียว่านี่เป็นยอดสุดของวิปัสสนาเสียทีเดียว จึงเป็นสิ่งที่ยากหรือประณีตแยบคายอยู่ ต่อเมื่อใดเกิดญาณรู้แจ้งจริง ๆ ว่าสิ่ง เหล่านี้เป็นสิ่งกีดขวางของวิปัสสนาชั้นที่จะทำการตัดสังโยชน์ตัดกิเลสอันละเอียด เสียได้ เมื่อนั้นจึงจะเชื่อว่ามีมัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ เป็นตัววิปัสสนาที่ ๓ คือความบริสุทธิ์หมดจดของความรู้ความเห็นที่ว่า อะไรเป็นทางถูก อะไรเป็น ทางผิด. เขาจะต้องศึกษาอบรมดำรงตัวให้เดินในทางที่ชอบไว้เรื่อย ๆ ไป จนเกิดความรู้แจ้งชัดในหนทางแห่งวิปัสสนาจิตที่ถูกตรงโดยประการทั้งปวง
น.203 ครั้นมีญาณทัสสนะในเรื่องทางผิด ทางถูก โดยสมบูรณ์เช่นนั้นแล้ว ญาณในขั้นต่อไปก็จำต้องดำเนินถูกทางเป็นธรรมดา และก้าวไปตามลำดับ นับตั้งแต่เห็นความจริงในสังขารทั้งปวงชัดแจ้งถึงที่สุด จนกระทั่งวางเฉยในสิ่ง ทั้งปวง มีจิตพร้อมที่จะบรรลุถึงการรู้อริยสัจจ์ที่เป็นชั้นคุณวิเศษสืบไป : เรียกว่า ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ ซึ่งแปลว่าความหมดจดแห่งความรู้ความเห็นในตัว ทางแห่งการปฏิบัติ, นับเป็นวิปัสสนาตัวที่ ๔, หรือนับเป็น วิสุทธิอันดับที่ ๖ เนื่องจากไม่มีคำอธิบายอันละเอียดของญาณนี้ในบาลีเดิม คือ พระไตรปิฎก โดยตรง นักศึกษาจึงถือเอาตามที่มีอธิบายอยู่ในหนังสือชั้นหลัง ๆ เช่น คัมภีร์ วิสุทธิมัคค์ ของพระพุทธโฆษาจารย์ ซึ่งถอดรูปมาจากคัมภีร์ วิมุติมัคค์ ของท่าน อุปติสสะอีกต่อหนึ่ง ดังนี้เป็นต้น. อาจารย์ในชั้นหลังเหล่านี้ จำแนกลำดับ ญาณในปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ เป็น ๙ ลำดับด้วยกัน และเรียกว่า วิปัสสนาญาณ ๙, คือ - ๑. เมื่อวิปัสสนาจิตดำเนินไปถูกทาง ในการพิจารณาความ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ของสังขารทั้งปวงถึงที่สุดแล้ว ก็เพ่งพิจารณาแน่วแน่อยู่แต่ในภาวะ แห่งความก่อเกิดขึ้น และความเสื่อมสลายไปของสังขารเหล่านั้น จนแจ่มแจ้ง ชัดเจนที่สุด เห็นภพทั้งหลายเต็มไปแต่ด้วยการเกิดดับ เหมือนท้องทะเลระยิบ ระยับเต็มไปแต่การเกิดและการดับของฟองน้ำที่เกิดจากลูกคลื่น ฉันใดก็ฉันนั้น. ความรู้ความเห็นที่เป็นอยู่ในลักษณะนี้ เรียกว่า อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ แปลว่า ญาณ เป็นเครื่องตามกำหนดให้เห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมสลายไป หรือมักเรียกกันแต่สั้น ๆ ว่า อุทยญาณ เพื่อความสะดวก. ผลแห่งญาณเหล่านี้ เกิดจากการเพ่งพิจารณาให้ชัดและให้นาน จนกว่าความรู้นั้นจะแน่นแฟ้น
น.204 เหมือนกับย้อมติดอยู่ในจิต เพื่อให้มีกำลังแรงในการที่จะเบื่อหน่าย หรือการ ขูดเกลาไถ่ถอนความยึดมั่นในสิ่งนั้น ๆ เสียได้ในลำดับต่อไป นั่นเอง. นี้เป็น วิปัสสนาญาณ ที่ ๑. ๒. การเพ่งพิจารณาพร้อมกันทั้งความเกิดขึ้น และความเสื่อมสลาย ไปถึงสองประการในคราวเดียวกันนั้น ยังหยาบอยู่ กำลังจิตยังพร่ากว่าที่จะเพ่ง เพียงอย่างเดียว ; ในชั้นนี้ท่านจึงทิ้งเสียอย่างหนึ่ง คือไม่เพ่งดูฝ่ายเกิด, เพ่งแต่ฝ่ายความดับ เพื่อให้เห็นความสลายหรือความดับ ลึกซึ้งรุนแรงถึงที่สุด จนกระทั่งรู้สึกว่าในโลกทั้งปวงไม่มีอะไร นอกจากความพังทลาย หรือความ แตกดับทั่วไปหมด เหมือนกับห่าฝนตกลงมาทั่วไปทุกหนทุกแห่ง, จิตที่อยู่ใน ความรู้สึกเช่นนี้ เรียกว่าประกอบอยู่ด้วย ภังคานุปัสสนาญาณ แปลว่า ญาณ เป็นเครื่องตามกำหนดเห็นความพังทลาย หรือความดับ นี้เป็นวิปัสสนาญาณ ที่ ๒. เรียกสั้น ๆ ว่า ภังคญาณ. ๓. เมื่อความเห็นแจ้งในความเสื่อมสลายอยู่เรื่อย มีมากเพียงพอแล้ว ก็จะทำให้เกิดความรู้แจ้งต่อไปเป็นลำดับที่ ๓ ว่า ภพคือความมีความเป็น ทั้งหลายนี้ คือสิ่งที่น่ากลัว. ความน่ากลัวปรากฏเต็มไปในภพทั้งปวง ไม่ว่าจะ เป็นกามภพ รูปภาพ หรืออรูปภพก็ตาม. หรือว่าภพทั้งปวง เต็มไปด้วยภาวะที่ น่ากลัวแห่งความแตกทำลายของสังขารทั้งปวงอยู่ทุกขณะจิต จึงเกิดเป็นความ หวาดกลัวสะดุ้งถึงที่สุดจริง ๆ ขึ้นในใจของผู้เห็นแจ้ง, และความกลัวอัน ถูกต้องนั้น ประจำอยู่ในใจเป็นความเห็นแจ้งชนิดหนึ่ง ว่ามีแต่ความน่ากลัว
น.205 เปรียบประดุจยาพิษ อาวุธ หรือโจรอันโหดร้ายเท่านั้น ที่บรรจุอยู่ในภพทั้ง ๓ เต็มไปหมด ไม่มีอะไรนอกไปจากนั้น. ในขณะแห่งความรู้สึกเช่นนี้ ท่าน เรียกว่า ภยตุปัฏฐานญาณ แปลว่าความรู้แจ้งในสังขารปรากฏว่าเต็มไปด้วย ภาวะที่น่ากลัว. เรียกสั้น ๆ ว่า ภยญาณ, จัดเป็นวิปัสสนาญาณที่ ๓. ๔. เมื่อความรู้สึกว่าเต็มไปด้วยความน่ากลัวในภพทั้งปวงมากพอ อันดับต่อไปก็จะเกิดความรู้แจ้งว่าสังขารหรือภพทั้งปวง ประกอบอยู่ด้วยโทษ อันร้ายกาจโดยส่วนเดียว ไม่มีความปลอดภัยในการที่จะไปหลงเกี่ยวข้องด้วย สังขารเหล่านั้น, เปรียบเหมือนป่าที่เต็มไปด้วยสัตว์ร้าย มีราชสีห์เป็นต้น ไม่เป็นที่น่าอภิรมย์แก่ผู้ต้องการความเพลิดเพลินจากป่า ฉันใดก็ฉันนั้น. ความ รู้สึกเห็นภพทั้งปวงเต็มไปด้วยโทษเช่นนี้ เรียกว่า อาทีนวานุปัสสนาญาณ แปลว่า ญาณเป็นเครื่องตามกำหนดให้เห็นโทษของสังขารทั้งปวง. เรียกสั้นๆ ว่า อาทีนวญาณ. จัดเป็นวิปัสสนาญาณที่ ๔. ๕. เมื่อพิจารณาเห็นสังขารทั้งหลายโดยความเป็นของน่ากลัว และ เต็มไปด้วยโทษทุก ๆ ปรมาณูเช่นนั้นแล้ว ก็เกิดความรู้สึกที่เหนื่อยหน่ายใน สังขารทั้งปวง เห็นเป็นเหมือนบ้านเรือนที่ไฟไหม้ เหลือแต่คุ้นถ่าน พอเป็น รูปโครงว่าเรือนที่ถูกไฟไหม้แล้วดังนี้ ไม่น่าเสน่หาแต่ประการใด. ความรู้สึก เบื่อหน่ายต่อการที่ต้องระคนอยู่กับสังขารทั้งปวงนี้ เรียกว่า นิพพิทานุปัสสนา- ญาณ แปลว่า ญาณเป็นเครื่องตามกำหนดด้วยความเบื่อหน่าย. เรียกสั้น ๆ ว่า นิพพิทาญาณ. นับเป็นวิปัสสนาญาณที่ ๕.
น.206 เมื่อเกิดความเบื่อหน่ายที่แท้จริงเช่นนี้ ก็เกิดความรู้สึกที่อยากจะ พ้นจากการระคนด้วยสังขารเหล่านั้นจริง ๆ เพราะฉะนั้นความรู้สึกที่ว่าอยากจะพ้น ในที่นี้ มันมีจริง ๆ และมากพอจริง ๆ ไม่ใช่เหมือนความรู้สึกอยากพ้นตาม ธรรมดาของพวกเรา ซึ่งไม่มีกำลังของสมาธิ หรือกำลังของความเห็นแจ้ง อะไร ๆ ช่วย. เพราะมันไม่อยากพ้นจริงๆ เหมือนอย่างญาณ ในลำดับแห่ง วิปัสสนาญาณ พวกเราจึงทำเล่นๆ กับการศึกษาพระพุทธศาสนา ทำเล่น ๆ กับการปฏิบัติธรรม หรือกับการอะไรทุกอย่าง มันผิดกันที่ตรงนี้. ส่วนความ เบื่อหน่ายที่เกิดขึ้นในลำดับแห่งวิปัสสนาญาณนั้น จิตใจทั้งหมดมันเป็นไปด้วย ทั้งหมด, รู้สึกกลัวเท่าไร ก็รู้สึกอยากพ้นเท่านั้น. เมื่อรู้สึกว่าภพทุกภพ บรรจุเต็มไปด้วยความน่ากลัว ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ความอยากพ้นมันก็มีมาก ประมาณเท่ากับความใหญ่ของภพทั้งปวงนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้น จึงเป็นการ อยากพ้นจริง ๆ. ท่านมีอุปมาเปรียบว่ามีความอยากพ้นมาก ขนาดเท่า ๆ กับความ อยากพ้นของสัตว์ เช่นเขียดเป็นต้น ซึ่งกำลังคั้นอยู่ในปากของงู. มันอยากพ้น เท่าไร ก็ลองคำนวณดูเองเถิด. เดี๋ยวนี้พระโยคาวจรผู้มีนิพพิทาญาณ แล้ว ก็อยากพ้นจากภพทั้งปวงมากเท่านั้น. หรือเปรียบอีกอย่างหนึ่ง ว่าเนื้อ หรือนก หรืออะไรก็ตาม ที่ติดบ่วง ดิ้นร่าว ๆ อยู่ มันอยากจะพ้นจากบ่วงนั้นเท่าไร พระโยคาวจรก็อยากจากสังสารทุกข์มากเท่านั้น. หรือเปรียบเหมือนสัตว์ป่า ที่ถูกจับมาขังกรง มันมีความอยากจะออกจากกรงมีประมาณมากเท่าไร พระ- โยคาวจรคือผู้เจริญวิปัสสนาอันดับญาณนี้ ก็อยากพ้นจากภพทุก ๆ ภพ คือจาก กามภพ จากรูปภพ จากอรูปภพ ซึ่งเต็มไปด้วยความน่ากลัวมากเท่านั้น. และ ตามความเชื่อของคนโบราณ เขาชอบเขียนเป็นภาพพระจันทร์อยากจะพ้นจากปาก
น.207 ของราหู ซึ่งมักจะทำเป็นแผ่นไม้ใหญ่ สลักติดอยู่ตามประตูวัดโบราณ ๆ ให้คนเห็นว่าพระจันทร์อยากจะพ้นจากปากราหู ฉันใด พวกเราก็อยากจะพ้นจาก ภพทั้ง ๓ คือ กามภพ รูปภาพ อรูปภพ ฉันนั้น ความรู้สึกที่อยากจะพ้นจริง ๆ ทำนองนี้ และมีปริมาณมากเท่านี้ นี้เรียกว่า มุญจิตุกัมยตาญาณ แปลว่า ญาณเป็นเหตุให้เกิดความปรารถนาในการพ้น. นับเป็นวิปัสสนาญาณที่ ๖. ๗. ทีนี้ เมื่อความอยากพ้นอย่างรุนแรงมีมากพอ ความกระเสือก กระสนหาหนทางพ้นนั้น มันก็ทนไม่ได้จึงต้องมี ; จึงเกิดความรู้สึกในทาง ดิ้นหาหนทางอย่างรุนแรงเช่นกัน. ท่านเรียกชื่อของความรู้สึกอันนี้เป็นภาษา บาลีว่า ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ แปลว่า ญาณเป็นเครื่องกำหนดพิจารณา หาทางรอด. การพิจารณาในข้อนี้ ก็คือการสอดส่องไปเรื่อย ๆ ว่า เมื่อภพ ทั้งหลายเป็นอย่างนี้ ทั้งเราก็อยากจะพ้น ; มันมีทางใดบ้าง. พิจารณาไป ก็เห็น อุปาทาน เห็นกิเลส ซึ่งเป็นเหตุผูกพันจิตให้ติดอยู่กับภพนั้น ๆ ว่ามันมีอยู่ อย่างเหนียวแน่น, จึงได้หาหนทางต่อไปในทางที่จะทำให้กิเลสนั้นอ่อนกำลัง จนเห็นความอ่อนกำลังของกิเลสนั้นเสียก่อน แล้วจึงทำลายเสีย. ท่านเปรียบ อุปมาในการแสวงหาทางทำกิเลสให้อ่อนกำลังเสียก่อนนี้ ว่าเหมือนกับคน ๆ หนึ่ง ไปสุ่มปลาได้งู ล้วงขึ้นมาเป็นงู ไม่รู้ว่าเป็นงู คิดว่าปลา เอามากอดรัดไว้ ยึดถือไว้ ใครบอกว่างูก็ไม่เชื่อ จนกระทั่งได้อาจารย์ซึ่งมีสติปัญญา เมตตา กรุณามาก มาพร่ำชี้แจงจนรู้ว่ามันเป็นงู ไม่ใช่เป็นปลา จึงเกิดกลัวขึ้นมา อยากจะพ้นจากงู ด้วยการหาวิธีฆ่างูนั้นเสีย. เขาได้จับคองูยกขึ้นเหนือศีรษะ,
น.208 คลายขนดงูออกจากแขน, แกว่งเป็นวงกลม จนกระทั่งงูเพลีย และปล่อยมือ ให้งูกระเด็นไปด้วยแรงเหวี่ยงของมันเองไปไกล ไปตกนอนแบอยู่และตายอยู่ ที่นั่น ถ้าไม่ตายก็ตามไปฆ่าเสียให้ตาย. อุปมานี้ท่านหมายถึงการที่ผู้เห็นแจ้ง ว่าสิ่งที่ผูกพันตน ให้ติดอยู่กับภพ ที่น่ากลัวน่าสลดสังเวชที่สุดนั้นคือกิเลส ก็เป็น ผู้ทำให้กิเลสนั้นถอยกำลังลง แล้วฆ่าเสียทีหลังในตอนหลัง. ถ้าพวกเราไม่มี อุบายปัญญาเป็นเครื่องทำให้กิเลสถอยกำลังลงทุก ๆ วัน วันละเล็กวันละน้อยแล้ว การฆ่ากิเลสย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะกิเลสมีกำลังมากเหลือเกิน กำลังมากเหลือที่ จะเปรียบได้ เหลือกำลังของปัญญาที่ยังอ่อน ยังเล็กน้อย ยังแรกสอนเดินอยู่ ที่จะไปฆ่ามันได้ ; จึงต้องบ่มปัญญาให้มันมากขึ้น และพร้อมกันนั้น ก็ทรมาน กิเลสให้มันถอยกำลังลง. การพิจารณาเห็นสิ่งทั้งหลายเป็น อนิจจัง ทุกขัง ธนัตตา ไม่น่าเอา ไม่น่าเป็น อยู่เสมอและยิ่งขึ้น ๆ ตามที่เคยบรรยายมาแล้วนั้น เป็นการตัดอาหารของกิเลส ทำกิเลสให้ถอยกำลังอยู่เป็นประจำวันเสมอไป. และในตอนนี้เราจะต้องทำเพิ่มให้มากขึ้น ให้ประณีตแยบคายยิ่งขึ้นไปอีก. นี่แหละเป็นช่องทางที่เราจะเอาชนะกิเลสซึ่งใหญ่เท่าภูเขา ตัวเราเล็กนิดเดียวนี้ได้ ท่านเปรียบว่าเราต้องมีความกล้าให้มากพอ เท่ากับว่าตัวเป็นหนูตัวนิดเดียว ก็กล้า คิดฆ่าเสือโคร่ง ๒-๓ ตัว เป็นต้น. เราต้องมีความตั้งใจจริง สอดส่องหาหนทาง ตามประสาว่าเราตัวเล็ก ถ้าไปสู้มันซึ่งหน้า สู้มันไม่ได้ ต้องใช้อุบายด้วยวิธีต่าง ๆ ทำให้มันอ่อนกำลังลงทุก ๆ วัน แล้วก็ไม่ลดละติดตามฆ่าอยู่เสมอ. อุบายอย่างนี้ ท่านเรียกว่า ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ จัดเป็นวิปัสสนาญาณอันดับที่ ๗
น.209 ๘. การทำให้กิเลสอ่อนกำลังลงนั้น เป็นเหตุให้วางเฉยในสิ่งทั้งปวง ได้ยิ่งขึ้นทุกที ฉะนั้นในโอกาสต่อไปนี้ จึงเป็นลำดับแห่ง สังขารุเปกขาญาณ ซึ่งแปลว่า ความรู้เป็นเหตุให้วางเฉยในสังขารทั้งปวง. ญาณนี้อาศัยอยู่บนการ พิจารณาเห็นความว่างแห่งสังขารทั้งหลาย ว่าว่างจากตัวตน ว่างจากความ เป็นสัตว์เป็นบุคคล ว่างจากแก่นสารคือความเที่ยงแท้ถาวร ว่างจากความสุข เพราะเต็มไปด้วยทุกข์ ว่างจากความงาม เพราะดูแล้วล้วนแต่น่าระอา ดังนี้ เป็นต้น, จนในที่สุด เกิดความวางเฉยในสิ่งทั้งปวงในทุก ๆ ภพ คือทั้งกามภพ รูปภพ และอรูปภพ, เห็นสิ่งที่เคยรักใคร่หลงใหล เป็นก้อนอิฐก้อนหิน ก้อนดินไป. ท่านเปรียบความข้อนี้ว่า เหมือนกับคนที่เคยรัก เคยติดอกติดใจ กันมาแต่ก่อน บัดนี้ปรากฏว่าเป็นกบฏก็หมดรัก เช่น ในกรณีที่เมียเป็นชู้ ก่อนนี้คิดว่าเป็นเมียก็รัก แต่เมื่อมาปรากฏว่าเป็นชู้ คือเป็นกบฏ เลยหมดความรัก ครั้นหย่าขาดจากกันแล้ว เขาจะไปทำอะไรต่อไปก็ได้ตามใจ เฉยได้. ภพทั้ง ๓ คือกามภพ รูปภาพ อรูปภพ แต่ก่อนนี้เคยเป็นที่อัสสาทะ หรือเป็นที่เอร็ดอร่อย นานาประการของสัตว์, เมื่อจิตสูงขึ้นมาถึงญาณอันดับที่ ๘ นี้แล้ว ก็ทราบว่า ว่างจากสาระใด ๆ จึงวางเฉยเสียได้ในภพทั้งปวง เหมือนบุรุษที่วางเฉยกับภรรยา ที่หย่าขาดกันแล้ว เพราะจับได้ว่าเป็นกบฏ เป็นต้น. สังขารุเปกขาญาณนี้ จัดเป็นวิปัสสนาญาณอันดับที่ ๘. เรียกสั้น ๆ ว่า อุเบกษาญาณ. ๙. เมื่อวางเฉยในภพทั้งปวงได้อย่างนี้ จิตก็พร้อมแล้วที่จะรู้อริยสัจจ์ ชนิดที่จะทำให้บรรลุอริยมรรค คือพระโสดาปัตติมรรค สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค และอรหัตตมรรค มรรคใดมรรคหนึ่งแล้วแต่กรณี. จิตที่อยู่
น.210 ในสภาพเช่นนี้ ท่านเรียกว่ามี สัจจานุโลมิกญาณ แปลว่า ญาณที่พร้อมถึง ที่สุดแล้ว ที่จะรู้อริยสัจจ์ ชนิดที่เป็นขั้นที่จะทำลายกิเลสสังโยชน์ให้หมดไปเป็น พระอริยบุคคลชั้นใดชั้นหนึ่งได้. นับเป็นวิปัสสนาญาณอันดับที่ ๙. เรียกสั้น ๆ ว่า อนุโลมญาณ. วิปัสสนา ๙ ลำดับ นับตั้งแต่ อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ เป็นต้นไป จนถึงสัจจานุโลมิกญาณ เป็นที่สุดนี้ เมื่อเป็นไปอย่างสมบูรณ์เต็มที่แล้ว เรียกว่า ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ เป็นวิปัสสนาตัวที่ ๔ หรือนับเป็นวิสุทธิอันดับที่ ๖, กล่าวคือความบริสุทธิ์หมดจดสะอาดดีแห่งปัญญาเป็นเครื่องเห็น ในการดำเนินไป ของวิปัสสนาหรือปัญญาที่รู้แจ้งและตัดกิเลส. ต่อจากนั้น ก็ถึงวิสุทธิอันดับที่ ๗ ที่เรียกว่า ญาณทัสสนวิสุทธิ คือความหมดจดแห่งญาณทัสสนะ ซึ่งได้แก่อริยมรรคญาณนั่นเอง เป็นตัว สุดท้ายของวิปัสสนา หรือผลของวิปัสสนา ได้แก่อริยมรรคญาณทั้ง ๔. นับเป็น วิปัสสนา ตัวที่ ๔. ก็ในลำดับระหว่างสัจจานุโลมิกญาณ อันเป็นวิปัสสนาญาณที่ ๙ เป็น อันดับสุดท้ายของปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ กับญาณทัสสนวิสุทธิ อันเป็นวิสุทธิ อันดับที่ ๗ นี้ มี โคตรภูญาณ แทรกอยู่ ในฐานะที่เป็นเครื่องหมายคัน ระหว่างปุถุชนกับอริยบุคคล. แต่โดยที่โคตรภูญาณ มีขณะแวบเดียวแล้วก็ดับไป จึงควรสงเคราะห์เข้าไว้เสียในฝ่ายปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ เพราะยังอยู่ในฐานะ ที่เป็นกามาวจรกุศล แม้ว่าญาณนี้จะอยู่ในกึ่งกลางระหว่างโคตรปุถุชน กับโคตร
น.211 พระอริยเจ้า หรือแม้ว่าญาณนี้จะขึ้นมาถึงขั้นที่หน่วงเอานิพพานเป็นอารมณ์แล้ว ก็ตาม. สำหรับวิปัสสนาทั้ง ๕ ตัวนี้ อาจสรุปแต่ใจความได้ว่า ตัวที่ ๑ คือ ทิฏฐิวิสุทธิ เป็นความหมดจดแห่งทิฏฐิความเห็น ไม่มีทิฏฐิเห็นผิดอีกต่อไป เพราะมารู้จักแยกคน แยกสัตว์ออกไปเป็นส่วน ๆ. วิปัสสนาตัวที่ ๒ เรียกว่า กังขาวิตรณวิสุทธิ ความหมดจดแห่งญาณเป็นเครื่องข้ามพ้นความสงสัยเสียได้ เพราะมารู้จักเหตุ-รู้จักปัจจัย แห่งส่วนต่าง ๆ เหล่านั้น ที่มาประกอบกันขึ้นไม่มี ที่สิ้นสุด. วิปัสสนาตัวที่ ๓ ชื่อ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ รู้แจ้งว่า อะไรผิด อะไรถูก อะไรเป็นทาง อะไรไม่ใช่ทาง และไม่ไปหลงของแปลก ๆ ที่เกิดขึ้นจากการบำเพ็ญทางจิต ที่แปลกประหลาดเหลือความคาดคะเนของคน ธรรมดา. วิปัสสนาตัวที่ ๔ คือ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ ได้แก่วิปัสสนา- ญาณทั้ง ๙ ลำดับ ที่กล่าวมาแล้ว. ตัวนี้เป็นตัวการที่ดำเนินไปอย่างคมเฉียบ เป็นปัญญาหรือญาณในขั้นที่แทงตลอดในภพทั้ง ๓ หรือสังขารทั้งปวง ซึ่งจะ เป็นเหตุให้กิเลสเหลืออยู่ไม่ได้. ส่วนวิปัสสนาตัวที่ ๕ คือ อริยมรรคทั้ง ๔ มีโสดาปัตติมรรคเป็นต้น [ซึ่งหลังจากนั้นแล้ว ย่อมกลายเป็นอริยผลโดย ไม่มี ทางหลีกเลี่ยงได้, และเกิดญาณประเภทที่เป็นการรู้ตัว ว่ากิเลสหรือทุกข์ สิ้นไปแล้วเพียงไร ซึ่งจะไม่กล่าวถึงในที่นี้, เพราะเป็นเรื่องใหญ่อีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งไม่เกี่ยวกับตัวการปฏิบัติ] รวมเป็นตัววิปัสสนาแท้ นับได้ ๕ ลำดับ. เมื่อ เพิ่มรากฐานของวิปัสสนาทั้ง ๒ ชั้น คือ สีลวิสุทธิ กับ จิตตวิสุทธิ ข้างต้น เข้าด้วย ก็เป็น ๗ อันดับ.
น.212 ทั้งหมดนี้ เป็นสิ่งที่เราต้องสนใจสำหรับการปฏิบัติวิปัสสนา ซึ่งท่าน จัดไว้เป็นระเบียบพอที่จะเรียกว่าเป็นอย่างเทคนิค ซึ่งเป็นของคู่กันกับชนิดที่ เป็นไปตามธรรมชาติ หรืออย่างคอมมอนเซ้นส์ตามที่ได้อธิบายให้ฟังแล้วแต่ วันก่อน. มันเป็นการเหลือวิสัยที่อาตมาจะแจกแจงรายละเอียดทั้งหมด ในเรื่อง ที่เกี่ยวกับวิปัสสนาให้ทราบได้ในเวลาชั่งโมงเดียว, ที่แท้ตั้งหลายชั่วโมงก็ไม่พอ. แต่ถ้าถือเอาแต่หลักใหญ่ และใจความที่พอจะป้องกันความเข้าใจผิด, ได้แนว พอเอาไปคิดเองได้ถูกต้องแล้ว ก็มีอยู่เพียงเท่านี้เอง. ฉะนั้นจึงขอให้ถือว่า เป็นการให้ความรู้ในเบื้องต้น ที่เกี่ยวกับวิปัสสนาชนิดที่จะไปใช้ค้นหารายละเอียด ได้ด้วยตนเองสืบไปสักครั้งหนึ่งก่อน. โดยเหตุที่เรื่องนี้เป็นตัวการสำคัญของ การปฏิบัติในหลักแห่งพระพุทธศาสนา จึงได้นำมาอธิบาย และขออย่าให้ถือว่า เป็นเรื่องเกินขอบเขตของการศึกษา เพราะถ้าเราไม่รู้เรื่องการปฏิบัติประเภทนี้ เราก็ไม่สามารถเข้าถึงตัวพุทธศาสนา หรือหลักแห่งการปฏิบัติทางพุทธศาสนา ได้เลย. โดยสรุปความ เราจะเห็นได้ว่า หลักแห่งการศึกษาเรื่องของวปัสสนา นั้น เรามีหลักเป็นลำดับอยู่ว่า อะไรเป็นรากฐานที่ตั้งที่อาศัยของวิปัสสนา ? ตอบว่า ศีล และ สมาธิ. อะไรเป็นที่กำหนดสำหรับเจริญวิปัสสนา ? ตอบว่า สิ่งทั้งปวง จะเรียกว่าโลกทั้งปวงก็ได้ ภพทั้ง ๓ ก็ได้ สังขารทั้งปวงก็ได้ ขันธ์ห้าก็ได้ เพราะว่าในภพทั้ง ๓ ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าขันธ์ห้า เหมือนที่ได้ กล่าวมาแล้วในวันก่อน. ลักษณะแห่งตัววิปัสสนาหรือความเห็นแจ้งนั้น คือ อะไร ? คือเห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จะเห็นเต็มไปในภพทั้ง ๓ เป็นความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป, เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป จนเห็นว่าเต็มไปด้วยความ
น.213 น่ากลัวน่าเบื่อหน่าย ไม่มีอะไรที่น่าเอา-น่าเป็น. ลักษณะเหล่านี้คือลักษณะที่จะ ต้องปรากฏในวิปัสสนา. อะไรเป็นกิจของวิปัสสนา? กิจหรือหน้าที่โดยตรงของ วิปัสสนาคือ การกำจัดความโง่ ความมืด เพราะวิปัสสนาแปลว่าความเห็นแจ้ง. ผลของวิปัสสนาคืออะไร ? ผลของวิปัสสนาก็คือ ความแจ่มแจ้ง จนเป็น อริยมรรคเกิดขึ้นรู้แจ้งแทงตลอดสิ่งทั้งปวง กำจัดกิเลสสูญสิ้นไป เป็นความสะอาด สว่าง สงบ. ถ้าจะสรุปเป็นหัวข้อที่สั้นที่สุดยิ่งขึ้นอีกก็ได้ใจความว่า ศีล และ สมาธิ เป็นรากฐานของวิปัสสนา ; วิสุทธิอีก ๕ ลำดับนั้นเป็นตัววิปัสสนาแท้ ทำความรู้ในตัวความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา อย่างชัดแจ้ง ; กำหนด หาความรู้ลงไปที่โลกทั้งปวง หรือภพทั้งปวง หรือสังขารทั้งปวง หรือขันธ์ ทั้งปวงแล้วแต่จะเรียก ; ทำกิจคือตัดความโง่ความหลงติดในโลกทั้งปวงเสียสำเร็จ เป็นความสว่างแจ่มแจ้งขึ้นมา ; อุปาทานไม่เหลืออยู่ต่อไป จึงไม่มีอะไร เป็นเรื่องผูกพันจิตนี้ให้ติดอยู่กับภพนั้น ๆ จึงเกิดลักษณะที่เรียกว่า วิมุตติ หรือ หลุดพ้นออกมาจากภพ หรือจากโลก ; จิตไม่มีความทุกข์เพราะไม่มีตัณหาหรือ ความอยากแต่ประการใดประการหนึ่ง ในภพนั้น ๆ อีกต่อไป ; ท่านเรียก อาการเช่นนี้ว่า ถึงที่สุดแห่งความทุกข์ เป็นการบรรลุมรรคผลนิพพานถึงที่สุด แห่งกิจในพระพุทธศาสนาได้ด้วยการกระทำอย่างนี้. ทั้งนี้เป็นการชี้ให้เห็นว่า แนวแห่งปัญญาของเราจะเดินมาอย่างไร โดยลำดับแห่งความบริสุทธิ์สะอาด ๗ ลำดับ ซึ่งจะต้องสัมพันธ์กันอย่างไร, และลักษณะการดำเนินของปัญญาที่จะเจาะแทงโลกทั้งหลายอีก ๙ ลำดับ ; รวม เรียกว่าเรื่องวิปัสสนา ที่ท่านจัดไว้ในลักษณะอันเป็นระเบียบหรือเทคนิคดังนี้.
น.214 ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยต่าง ๆ นั้น อาจจะหาได้จากหนังสือต่าง ๆ จากครูบา อาจารย์สืบไป. แต่โดยแนวใหญ่ ๆ แล้ว ก็ขอให้เข้าใจไว้อย่างนี้ สำหรับป้องกัน ไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด หลงใหลในความเข้าใจผิด จนเอาสิ่งที่มิใช่วิปัสสนา มาเป็นวิปัสสนา ทำให้เกิดเป็นวิปัสสนาการค้า วิปัสสนาชวนเชื่อ ซึ่งทำให้เกิด พระอริยเจ้าชนิดใหม่ ที่อยู่ในสภาพที่น่าสมเพชอย่างยิ่ง. เรารู้แล้วจะได้ช่วยกัน ป้องกัน หรืออาจวินิจฉัยความผิดถูกได้ตามสมควร ถ้าหากจะเกิดเป็นคดีขึ้นมา เพราะเหตุนั้น. ขอยุติการบรรยายวันนี้ เพราะหมดเวลาเพียงเท่านี้
Buddhadasa