น.215 ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย, อาตมาได้กล่าวมาแล้วเมื่อวานนี้ ถึงแนวของสิ่งที่เรียกว่า วิปัสสนา โดยสังเขป เป็นการแสดงถึงวิธีปฏิบัติในทางจิต เพื่อให้จิตมีความเจริญขึ้นสูง ถึงขนาดที่ความทุกข์ครอบงำไม่ได้ ที่เรียกว่าพ้นทุกข์ ด้วยอำนาจของการที่จิต รู้แจ้งสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง โดยใจความก็คือรู้แจ้งว่าไม่มีอะไรที่น่า ยึดถือ จนกระทั่งสิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่ในโลกทุกๆ โลก ไม่มีอิทธิพลที่จะนำจิต ให้หลงรักหรือหลงชังได้อีกต่อไป เรียกว่าจิตอยู่เหนือโลกหรือเหนือวิสัยของโลก ๑๗๕
น.216 ขึ้นถึงสถานะอันใหม่ ที่ท่านเรียกว่า โลกุตตรภูมิ เพราะฉะนั้น เราควร เข้าใจเรื่องของโลกุตตรภูมิ คือชั้นหรือฐานะที่อยู่เหนือโลก ให้แจ่มแจ้งตาม สมควร. การที่เราจะเข้าใจ โลกุตตรภูมิ ได้ชัดเจน เราจำเป็นจะต้อง รู้เรื่องที่ตรงกันข้าม คือ โลกียภูมิ ด้วยเหมือนกัน. โลกยภูมิ ก็คือ ภูมิของ จิตที่ต่ำอยู่ในขนาดที่สิ่งต่าง ๆ ในโลกมีอิทธิพลเหนือจิตได้, โลกียภูมินั้น ท่าน แบ่งโดยสรุปที่สุดออกเป็น ๓ พวกด้วยกัน กล่าวคือ กามาวจรภูมิ หมาย ถึงภูมิของจิตที่ยังต่ำจนพอใจในกามทั้งปวง นี้เป็นภูมิแรก. ภูมิถัดไปคือ รูปาวจรภูมิ ได้แก่ฐานะของจิตที่ไม่ต่ำจนถึงกับพอใจในกาม แต่ว่ายังพอใจ ในความสุขที่เกิดมาแต่สมาบัติ ที่มีอารมณ์เป็นรูปธรรมสิ่งใด ๆ ก็ได้ ที่ไม่เกี่ยว กับกาม. ภูมิที่ถัดไปอีก คือ อรูปาวจรภูมิ ได้แก่สถานะของจิตที่ยังพอใจใน ความสุขหรือความสงบที่สูงขึ้นไปกว่านั้นอีกชั้นหนึ่ง ได้แก่ความสุขหรือความ สงบอันเกิดแต่สมาบัติ ที่มีสิ่งที่ไม่มีรูปเป็นอารมณ์ รวมทั้งสิ้นจึงได้เป็น ๓ ภูมิ ด้วยกัน. ถ้าจะจัดให้เป็นคู่ ๆ กัน ระหว่าง ภูมิ กับ ภพ ก็มีทางที่จะทำได้. ภูมิหมายถึงสถานะหรือระดับแห่งจิตใจของสัตว์นั้น ๆ ส่วน ‘ภพ' หมายถึง โลกเป็นที่อยู่ที่เหมาะสมกับสัตว์ที่มีภูมิแห่งจิตใจเช่นนั้น ๆ ฉะนั้น อาจจะจับคู่ กันได้คือ กามาวจรภูมิ คู่กันกับ กามาวจรภพ, รูปาวจรภูมิ คู่กันกับ รูปาวจรภพ และ อรูปาวจรภูมิ คู่กันกับ อรูปาวจรภพ; และผู้ สังเกตอาจจะเข้าใจได้เองว่า คำว่า ภูมิ หมายถึงสถานะทางจิตที่เป็นอยู่อย่างไร ; คำว่า ภพ หมายถึงที่อยู่ที่อาศัยของสัตว์ ซึ่งมีจิตต่าง ๆ กัน เป็น ๓ ภูมินั้น ; จึงได้เป็น ๓ ภพ ๓ ภูมิ
น.217 ภูมิทั้ง ๓ นี้ เรียกว่า โลกียภูมิ เพราะว่าล้วนแต่ยังอยู่ในการ ข้องเกี่ยวกับโลก หรือยังตกอยู่ภายใต้วิสัยที่โลกจะครอบงำได้ตามชั้นตามลำดับ จึงนับเป็นวิสัยโลกทั้งนั้น : สัตว์ที่อยู่ในกามภพ ก็ถูกครอบงำด้วยรสของกาม มีจิตใจต่ำจนติดพันอยู่ในกาม. สัตว์ที่อยู่ในรูปภพ ก็มีจิตใจติดพันอยู่ใน ความสุขที่เกิดมาแต่ความสงบชนิดที่ยังหยาบ คือชนิดที่ได้จากสมาบัติอันมี รูปธรรมเป็นอารมณ์. ส่วน สัตว์ที่อยู่ในอรูปภพ ก็มีจิตที่พัวพันอยู่ใน ความสุขหรือความสงบที่ประณีตขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง คือความสงบอันเกิดจาก สมาบัติที่มีสิ่งที่ไม่มีรูปเป็นอารมณ์. โลกียภูมิ คือภูมิของสัตว์ทั่ว ๆ ไป แม้จะ แตกต่างกันอย่างไร คือเป็นมนุษย์ เป็นเทวดา เป็นพรหมในเบื้องบน หรือว่า เป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นสัตว์นรกในเบื้องต่ำก็ตาม ก็รวมอยู่ใน ๓ ภูมินี้. คนเราคนหนึ่ง ๆ ในโลกนี้ อาจจะมีจิตตกอยู่ใน ๓ ภูมินี้ ภูมิใดภูมิหนึ่ง ในเวลาใดเวลาหนึ่งได้ด้วยกันทั้งนั้น ไม่เป็นการเหลือวิสัย. แต่ว่าส่วนมากจะต้องตกอยู่ในกามาวจรภูมิเป็นธรรมดา คือจิตของมนุษย์ เราโดยปรกตินั้น ตกต่ำอยู่ใต้อิทธิพลของสิ่งที่เรียกว่ากาม. แต่ใน บางคราวบางโอกาสอาจจะออกมาได้จากอิทธิพลของกาม เพราะอาศัยการทำจิต ให้ไปจดจ่ออยู่ที่ความสงบสุขอันเกิดจากสมาบัติที่มีรูปธรรมหรืออรูปธรรมเป็น อารมณ์ แล้วแต่สมาธิที่จะเจริญ ; ฉะนั้นในบางคราว จิตของมนุษย์เราจึงอยู่ ในลักษณะที่เป็นรูปาวจรภูมิ หรืออรูปาวจรภูมิก็มี. ถ้าสำหรับครั้งพุทธกาล คือยุคโบราณในอินเดียนับว่ามีมาก เพราะว่าผู้ที่ออกแสวงหาความสงบสุขชั้น รูปาวจรภูมิหรืออรูปาวจรภูมินั้น อาจจะกล่าวได้ว่าเต็มไป ทั่ว ๆ ไปตามในป่า.
น.218 สำหรับบัดนี้นั้นเชื่อว่ามีน้อย แต่ถึงอย่างนั้นก็กล่าวได้ว่าอยู่ในขอบเขตที่คน ทั่ว ๆ ไปจะเข้าถึงได้อยู่นั่นเอง. ทั้งยังกล่าวได้อีกว่า เมื่อใดจิตของผู้ใดตั้งอยู่ ในภูมิใด เมื่อนั้นโลกที่เขากำลังอาศัยอยู่นั้น ก็จะกลายเป็นภพชื่อนั้น ไปทันที ; เช่นใครคนหนึ่งในโลกนี้กำลังเป็นสุขอยู่ในรูปาวจรสมาบัติ. โลกนี้ ก็จะกลายเป็นรูปาวจรภพสำหรับเขาไปทันที เพราะเขาไม่รู้สึกในสิ่งอื่นใด นอกจากรูปาวจรธรรม, โลกนี้ในขณะนั้น และสำหรับเขาผู้นั้นก็มีค่าเท่ากับ รูปาวจรภพไป จนกว่าภูมิแห่งจิตใจของเขาจะเปลี่ยนเป็นอื่นไป. สัตว์ที่ยังอยู่ในภูมิทั้ง ๓ ภูมินี้ ยังถอนตัวตนไม่ได้ ยังมี อัสมิมานะเต็มที่ และไม่เคยมีความรู้เรื่องการถอนตัวตน. ถึงแม้จะได้รับ ความสุขความสงบชนิดที่เหมือนกับว่าเป็นก้อนหิน ก้อนดิน ท่อนไม้ไปแล้ว ก็ยัง เต็มอยู่ด้วยความยึดถือตัวตน ยังอาศัยตัณหาต่าง ๆ ชนิด ตลอดถึงตัณหาชนิดที่ ละเอียดที่สุด เช่นวิภวตัณหาเป็นต้น เป็นเหตุให้ท่องเที่ยวไปในภพต่าง ๆ หรือ มีการประกอบกรรมต่าง ๆ ด้วยอำนาจของตัณหานั้น เพราะฉะนั้นจึงไม่เรียกว่า อยู่เหนือวิสัยโลก และจัดไว้เป็นโลกียภูมิเช่นกัน. ส่วนโลกุตตรภูมินั้นตรงกันข้าม และไม่ได้เอาลักษณะของ จิตทั้ง ๓ อย่าง ที่กล่าวมาแล้วเป็นหลักเกณฑ์ แต่เอาความที่มีจิตอยู่สูง เหนือวิสัยโลก มองเห็นโลกโดยความเป็นของไม่มีตัวตน มีจิตอยู่เหนือความ ต้องการสิ่งใด ๆ ในโลก หรือในภพทั้งปวงดังกล่าวแล้ว. พวกที่ตั้งอยู่ใน โลกุตตรภูมินี้ก็ยังแบ่งเป็นชั้น ๆ ได้เหมือนกันตามลำดับสูงต่ำ, ตามหลักของ
น.219 พุทธศาสนาแบ่งโลกุตตรภูมิออกเป็นมรรคผล ๔ ชั้นด้วยกัน ซึ่งเป็นคำที่ท่าน ทั้งหลายคงจะเคยได้ยินกันทั่ว ๆ ไปว่า ชั้นพระโสดาบัน ชั้นพระสกิทาคามี ชั้นพระอนาคามี และชั้นพระอรหันต์. ความเป็นพระอริยบุคคล ๔ จำพวกนี้ หมายถึงโลกุตตรภูมิในที่นี้. คำว่า ‘โลกุตตระ’ แปลว่า ‘อยู่เหนือโลก" แต่ภาษาไทยเราเขียนแผลงจนอ่านไปได้เป็นคำอีกคำหนึ่งซึ่งฟังเขวได้ คำนั้นก็คือ คำว่า ‘โลกอุดร' ชาวบ้านทั่ว ๆ ไปใช้คำว่าโลกอุดร และต้องการจะไปโลกอุดร. แต่คำที่เป็นภาษาบาลีนั้น คือคำว่า โลกุตตระ. โลกุตตร = โลก + อุตตร. อุตตระ แปลว่า ยิ่ง หรือเหนือ. ฉะนั้น โลกุตตระ จึงแปลว่า ยิ่งไปกว่าโลก หรือเหนือไปกว่าโลก. ส่วนคำที่แผลงไปเป็นโลกอุดรนั้น อาจทำให้เข้าใจผิด ว่าโลกทางทิศเหนือ คือโลกทางทิศอุดรไปก็ได้ ; นี่มันทำให้เกิดความเข้าใจผิด ว่าเป็นโลกไปเสียอีก ฉะนั้นต้องระวังให้ดี อย่าไปใช้คำว่าโลกอุดรอย่างที่ชาวบ้าน เขาใช้จะดีกว่า ; ที่ถูกควรจะใช้คำว่า โลกุตตระ ตามหลักของคำภาษาบาลี ซึ่งไม่มีทางที่จะหลงเข้าใจเป็นโลก แต่อาจเข้าใจได้ว่าเหนือโลก. นี่ ก็เป็น เรื่องที่ควรจะเข้าใจไว้ด้วยเหมือนกัน. คำว่า โลกุตตระ หรืออยู่เหนือโลกนี้ หมายถึงจิตใจ มิได้ หมายถึงร่างกาย. ร่างกายนั้นจะอยู่ในโลกไหนภพไหน ที่สมควรกันก็ได้ เช่นอยู่ในโลกมนุษย์นี้ก็ได้ ซึ่งเป็นส่วนใหญ่ หรือจะเกิดในสวรรค์ชั้นเทวโลก พรหมโลกก็ได้, เพราะว่าโลกเหล่านี้เป็นโลกที่พอสมควร สำหรับเป็นที่ตั้ง อาศัยของสัตว์ที่มีจิตอันตั้งอยู่ในโลกุตตรภูมิ. ส่วนโลกที่ต่ำไปกว่านั้น เช่น กำเนิดเดรัจฉานหรือนรกเหล่านี้ ไม่ได้เป็นภพที่สมควร. นี้เพื่อชี้ให้เข้าใจว่า
น.220 ร่างกายจะอยู่ที่ไหนนั้นไม่สำคัญ แต่เอาเป็นหลักเป็นเกณฑ์กันที่ตรงจิตใจ ; ถ้าจิตใจอยู่เหนือการครอบงำของโลก ซึ่งหมายถึงการอยู่เหนือความครอบงำ ของกิเลสตัณหา อันเป็นเหตุให้เกี่ยวข้องในโลกทุก ๆ โลก ทุก ๆ ภพนั่นเอง ก็เรียกว่าผู้นั้นตั้งอยู่ในโลกุตตรภูมิตามชั้นตามส่วน ซึ่งแบ่งออกได้เป็น ๔ ชั้น ดังกล่าวแล้ว. เมื่อโลกุตตรภูมิแบ่งออกเป็น ๔ ชั้นเช่นนี้ เราจะต้องรู้ความ แตกต่างระหว่างชั้นนั้น ๆ เพื่อความเข้าใจดีขึ้น. เพื่อจะรู้ความแตกต่าง เราก็ต้องรู้จักสิ่งที่ทำให้เกิดความแตกต่างเป็น ๔ ชั้นเหล่านั้น ซึ่งได้แก่กิเลส ต่าง ๆ ที่ท่านจำแนกไว้ สำหรับโลกุตตรภูมิชั้นนั้น ๆ จะพึงละให้ขาดไป. กิเลส ในชั้นนี้ คือตัวกิเลสแท้ หรือตัวกิเลสที่ละเอียดเป็นกิเลสจริง ๆ ท่านจำแนกไว้ เป็น ๑๐ อย่างด้วยกัน เรียกโดยทั่ว ๆ ไปว่า สังโยชน์. คำว่า สังโยชน์ นี้ สัง แปลว่า พร้อม ; โยชนะ หรือ โยชน์ นั้น แปลว่า ผูกพัน ; จึงแปลว่า ผูกพันเต็มที่อย่างพร้อมพรั่ง. กิเลสเครื่องผูกพัน ๑๐ อย่างนี้ ผูกพันคนทุกคน หรือสัตว์ทั้งหลายทั้งหมดให้ติดอยู่ในโลก คนจึงตกอยู่ ในวิสัยของโลก และเป็นโลกียภูมิ. ฉะนั้น ถ้าตัดเครื่องผูกพันเหล่านั้นออก ไปเสียได้ จิตก็จะค่อย ๆ หลุดออกมาจากโลกตามลำดับ. เมื่อตัดได้หมด ก็เป็นอันว่าจิตหลุดออกมาสู่ความอยู่เหนือโลก เป็นโลกุตตรภูมิโดยสมบูรณ์. แท้ที่จริงกิเลสที่ผูกพันคนเราอยู่เป็นปรกติธรรมดานั่นเอง ที่เรียกว่า สังโยชน์ ในที่นี้ ; แต่เราไม่ศึกษา ไม่สนใจ ไม่เอาใจใส่กัน จึงไม่รู้จัก และเห็นเป็น ของแปลกประหลาดไป. ถ้ามีอะไรมาทำให้เราสนใจ หรือศึกษากันมาแต่แรกเริ่ม เดิมที จนรู้จักกันมาตั้งแต่เล็ก ๆ แล้ว การศึกษาพระพุทธศาสนาจะเป็นของง่าย
น.221 อย่างยิ่ง แต่โดยเหตุที่ไม่มีขนบธรรมเนียมให้ศึกษากันเช่นนั้น และไม่มีผู้ที่ เอาใจใส่ในเรื่องเหล่านั้นด้วยตนเอง จึงไม่รู้จักสิ่งเหล่านั้น ทั้ง ๆ ที่มีเต็มอัดอยู่ ในตัวอย่างเต็มเปี่ยม และเป็นเครื่องผูกพันตนเองให้ติดอยู่กับโลกหรือกับความ ทุกข์ตลอดเวลา. เมื่อเราศึกษาเรื่องสั่งโยชน์ ๑๐ ประการนี้ ก็เท่ากับ ศึกษาเรื่องตัวเราเอง ที่เกี่ยวกับตัวเราเองโดยตรง หากแต่ว่าเป็นชั้นลึก เป็นส่วนที่ลึก สมกับที่ท่านเรียกว่ากิเลสชั้นละเอียดเท่านั้น. ในสังโยชน์หรือกิเลสชั้นละเอียดที่ผูกพันเราทั้ง ๑๐ ประการนี้ ประการ แรกที่สุดเรียกว่า สักกายทิฏฐิ แปลว่า ความเห็นว่ากายเป็นของตน ; ได้แก่ ความเข้าใจผิด สำคัญผิด ว่าเป็นตัวเป็นตน ว่าร่างกายนี้เป็นของตน อย่างที่ เคยอธิบายมาแล้วในข้อที่ว่าด้วยอุปาทาน. ทุกคนมีความเข้าใจว่าเราเป็นเรา เหมือนอย่างคำสอนของ Descartes ที่ว่า "เราคิดได้ เรามีอยู่" หรือว่าตัวเรา ต้องมีอยู่ เพราะเราคิดได้อยู่ ดังนี้เป็นต้น. ความคิดว่า ‘ตัวเรา' มีอยู่นั่นแหละ คือความสำคัญผิดในที่นี้. แต่โดยเหตุที่คนเราทั่ว ๆ ไป ไม่รู้จักอะไรมากไปกว่า ร่างกายหรือจิตที่เนื่องอยู่กับร่างกาย จึงเหมาเอาของ ๒ อย่างนี้เป็นตัวตน โดย มีความเข้าใจว่ากายพร้อมทั้งจิตนี้ เป็นตัวตน เป็นเรา เป็นข้าพเจ้า ; หรือ ถ้าหลงหนักขึ้นไปอีก ก็เอาร่างกายล้วน ๆ เป็นตัว เป็นตน เอาวัตถุล้วน ๆ เป็น ตัวตน ถึงกับโกรธสิ่งที่ไม่มีชีวิต ถึงกับขว้างปา ทุบตีภาชนะสิ่งของได้. หรือ เด็ก ๆ เซไปโดนเสา ก็ต้องเตะเสาต่อยเสาแก้แค้นให้ได้ อย่างนี้เป็นต้น. . ความ รู้สึกตามสัญชาตญาณพื้นฐาน คือสัญชาตญาณมูลฐานว่ามีตัวเรานี้เอง เป็นไป
น.222 หนักแน่นมาก ถึงกับเอาอะไร ๆ เป็นตัวตนก็ได้ตามความรู้สึกของตน และ เรียกว่า สักกายทิฏฐิ ในที่นี้. ทั้งนี้ อาจเห็นได้สืบไปว่า ไม่ว่าใครย่อมมีความสำคัญว่าตัวตน ประจำใจอยู่ทั้งนั้น เพราะเป็นมูลฐานที่จะทำให้ชีวิตมีอยู่เป็นอยู่ ทำให้ ต่อสู้อันตราย ทำให้แสวงหาอาหาร หรือสืบพันธุ์เป็นต้น. แต่ที่เรียกว่า สักกายทิฏฐิในที่นี้ ประสงค์เอาชั้นหยาบ ๆ ที่เป็นเหตุให้เห็นแก่ตัวจัดในเบื้องต้น ก็พอ : จัดเป็นกิเลสตัวแรก ที่ผู้ที่เริ่มรู้จักโลก หรือว่าจะข้ามขึ้นจากโลก จะต้องรู้จักกิเลสตัวแรกตัวนี้, และจะต้องละให้ได้. กิเลสนี้เรียกชื่อเป็น บาลีว่า สักกายทิฏฐิ. คำ สักกายะ ถ้าแปลตามตัวหนังสือก็ว่า "กายของตน". และควรจะเข้าใจไว้เสียด้วยว่า คำว่า กาย ในที่นี้ รวมทั้งจิตส่วนพื้นฐานที่ต้อง เนื่องกันอยู่กับกายนี้เป็นธรรมดาอีกด้วย. หากแต่ท่านเพ่งถึงกายเป็นส่วนใหญ่ เพราะสัตว์ทั่วไปรู้จักกาย ยิ่งกว่าใจ และยึดที่กาย รวม ๆ กันไป. ส่วนคำว่า ทิฏฐิ แปลว่า ทิฏฐิหรือความเห็น สักกายทิฏฐิจึงแปลว่า ความเห็นว่ากายนี้ ของตน. อีกอย่างหนึ่ง อันเป็นการจำเป็นที่เราจะต้องใช้คำบาลีในเรื่องบาง ประเภทเช่นคำว่า สักกายทิฏฐิในที่นี้ ; เพราะไม่อาจจะเอาคำไทยไปใช้แทนได้ เราจะต้องอดทนสักหน่อยในการที่จะต้องจดหรือจำคำบาลี. เราควรจะเห็นว่า พระพุทธเจ้าท่านมิได้ทรงเอาเรื่องอย่างอื่นนอกลู่นอกทาง หรือนอกวงนอก ขอบเขต มาให้เรา ศึกษา หรือ ละ กันเล่น หากแต่ท่านได้ทรงชี้ให้เห็น ให้ ละสิ่งที่มีประจำอยู่แล้วในเราทุกคน, ให้มองเห็นแล้ว ให้ ละ เสีย. สักกาย- ทิฏฐิ นี้ เป็นกิเลสข้อแรกที่สุด ที่ใคร ๆ จะต้องละเพื่อการเอาชนะโลก
น.223 สังโยชน์หรือกิเลสชั้นละเอียดข้อที่ ๒ เรียกว่า วิจิกิจฉา. วิจิกิจฉา ในที่นี้ หมายถึงความสงสัย, คือความรู้มีไม่เพียงพอ เป็นเหตุให้สงสัยลังเล ไม่กล้าหาญ ไม่แน่ใจ. ความลังเลสงสัยในที่นี้ ส่วนใหญ่ที่สุดประสงค์ เอาความสงสัยลังเลในเรื่องการปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ หรือถ้าลดลงมา ก็คือ ความสงสัยในความดีความงามความยุติธรรมอะไรต่าง ๆ ที่ว่าส่วนใหญ่ หมายถึงความลังเลในเรื่องความพ้นทุกข์นั้น หมายถึงลังเลเพราะไม่รู้ สงสัยก็ เพราะไม่รู้แจ้ง และลังเลสงสัยว่าเรื่องนี้มันยังไงกันแน่ เป็นเหตุให้ไม่แน่ใจใน การที่จะปฏิบัติให้พ้นทุกข์ ว่ามันเป็นของที่เหมาะสมแก่ตนหรือไม่, ตนจะทำได้ หรือไม่, มันดีกว่าสิ่งอื่นจริงหรือไม่ ฯลฯ ดังนี้เป็นต้น. ส่วนเรื่องที่รองลงมาก็ เป็นการลังเลในเรื่องความดี ว่าความดีนี้ยังไงกันแน่ ? ทำดีได้ดีจริงหรือเปล่า ? ดังนี้เป็นต้น. บางทีก็ไปเข้าข้างฝ่ายกิเลส ถือเอาการได้แล้วเป็นดี; บางที ก็ไปเข้าทางฝ่ายธรรมะ ถือเอาความถูกต้อง ความจริงนั้นเป็นความดีก็มี. แม้ที่สุดแต่หลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ตนจะเข้ายึดถือเป็นเครื่องตัดสินใจในปัญหาต่าง ๆ ก็ลังเลไม่แน่นอน. ความลังเลนี้ยังขยายไปถึงลังเลในศาสนา ขนบธรรมเนียมประเพณี หรือในวิชาการต่าง ๆ ที่ตนถือ หรือตนรับปฏิบัติอยู่ตลอดเวลา. อย่างใน พุทธศาสนาเรา ก็ลังเลในพระพุทธเจ้า ลังเลในพระธรรม ลังเลในพระสงฆ์ การกล่าวอย่างนี้เป็นการกล่าวรวมหมด : ลังเลในพระพุทธเจ้า คือลังเลว่า จะไม่เป็นบุคคลที่ตรัสรู้ถูกต้องจริง หรือเป็นบุคคลที่หลุดพ้นจากความทุกข์จริง ; ลังเลในพระธรรม คือลังเลในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หรือในการปฏิบัติ ตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั้น ว่าจะไม่อาจนำไปสู่ความดับทุกข์จริงหรือจะ ไม่จริงตามนั้น ; ลังเลในพระสงฆ์ คือลังเลในผู้ปฏิบัติว่าผู้ปฏิบัติพ้นทุกข์นั้น
น.224 คงไม่ปฏิบัติได้จริง หรือไม่อาจมีบุคคลชนิดนั้นในโลกนี้ เพราะเป็นสิ่งเหลือวิสัย เป็นต้น. ความลังเลที่อาจถือได้ว่าครอบคลุมความลังเลทั้งปวง ก็คือความ ลังเลในธรรม ได้แก่ความลังเลในเรื่องความพ้นทุกข์ ลังเลในความดี ลังเลใน แบบแผนขนบธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆ แม้ที่สุดวิชาความรู้ที่ตนมีอยู่หรือกำลัง ใช้ปฏิบัติอยู่ก็มีความลังเล มูลเหตุของความลังเลก็คือความไม่รู้ หรืออวิชชา ซึ่งก่อให้เกิด กิเลสตัณหาอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นอีกทางหนึ่ง แล้วกิเลสตัณหานั้นก็คอยดึง กระชากไปทางนั้นอยู่เรื่อย จิตจึงเคยชินแต่ในการไหลไปทางต่ำ เหมือนกับปลา ที่เคยชินอยู่แต่ในน้ำ ไม่รู้เรื่องบก ; พอพูดถึงเรื่องบก มันก็ไม่เชื่อ ถ้าเชื่อ ก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เป็นการลังเลอยู่เสมอไป. คนเราที่จมอยู่ในโลกหรือ ในกามก็เหมือนกัน เคยชินกับกามเหมือนปลาอยู่ในน้ำ เมื่อพูดถึงเรื่องอยู่ เหนือกาม เหนือโลก ก็เข้าใจไม่ได้ ส่วนใดที่เข้าใจได้บ้างก็ลังเล. ถ้าเราจะ ใช้โวหารที่เราเคยใช้ในการศึกษาเล่าเรียนกันโดยมาก ก็กล่าวได้ว่าความรู้สึก ฝ่ายต่ำนั้นมีอยู่เป็นพื้นเป็นวิสัย ส่วนความรู้สึกฝ่ายสูงนั้นเพิ่งจะก่อรูป. การ ทะเลาะกันระหว่างความรู้สึกฝ่ายสูงกับความรู้สึกฝ่ายต่ำนั้นคือการลังเล และถ้า กำลังใจไม่เพียงพอ ในที่สุดความรู้สึกฝ่ายต่ำมักจะชนะ เราจะต้องเข้าใจต่อสิ่งที่ เรียกว่า วิจิกิจฉา หรือความลังเลในความดี ซึ่งเป็นของมีประจำอยู่ในคนทุกคน มาตั้งแต่เกิด และสำหรับบางคนที่ได้รับการอบรมมาผิด ๆ อาจจะแรงมากขึ้น ทุก ๆ ปี ที่อายุมากขึ้น ๆ ว่ามันมีอยู่ในคนทุกคนอย่างไร โดยเฉพาะของเราเอง เราจะต้องรู้ให้แจ่มแจ้ง คือรู้จักมันให้ดี ถ้าไม่อย่างนั้นก็จะไม่เห็นโทษ และไม่ สามารถจะเกลียดมัน, ถ้าจะละมัน จะต้องพิจารณาให้เห็นโทษของความลังเล
น.225 ซึ่งมีแทรกแซงอยู่ในการงานในชีวิตประจำวัน จนเป็นผู้ไม่อาจจะยึดมั่นในความดี ความงาม ความถูกต้อง ความยุติธรรม เป็นต้น ว่ามันมีอยู่อย่างไร. ยิ่ง พิจารณาให้เห็น ก็จะยิ่งเกลียดมันมากขึ้นเองตามลำดับ ซึ่งจะเป็นเหตุให้ละมัน ได้ง่ายขึ้น. นี้คือกิเลสเป็นเครื่องผูกพันสัตว์ให้ติดอยู่กับความทุกข์หรือโลก เป็นข้อที่ ๒. ทีนี้มาถึงสังโยชน์หรือกิเลสชั้นละเอียด ข้อที่ ๓ เรียกเป็นบาลีว่า สีลัพพตปรามาส แปลว่าการจับฉวยศีลและวัตร ผิดความมุ่งหมายที่ถูกต้อง. เรื่องนี้ได้อธิบายไปมากแล้ว เมื่ออธิบายเรื่อง สีลัพพตุปาทาน ในการบรรยาย อันว่าด้วยอุปาทาน ๔ ประการ. เมื่อกล่าวโดยใจความ สีลัพพตปรามาส ก็คือ การติดแน่นยึดมั่นในสิ่งที่ตัวเคยประพฤติปฏิบัติมาด้วยความเข้าใจผิด ในสิ่งที่ตน เห็นว่าดีที่สุดหรือถูกต้องที่สุด. ความเข้าใจผิดในการปฏิบัติเช่นนี้ ส่วนมากที่สุด เป็นเรื่องเกี่ยวกับลัทธิศาสนา แต่อาจกินความรวมไปถึงเรื่องที่ไม่ใช่ศาสนาก็ได้ แล้วยึดมั่นไว้ด้วยความเข้าใจผิด คงปฏิบัติสิ่งนั้น ๆ อยู่จนบัดนี้ด้วยความเข้าใจผิด ตัวอย่างเช่นเข้าใจผิดในเรื่องทางไสยศาสตร์ และการปฏิบัติอย่างไสยศาสตร์ ต่าง ๆ ซึ่งไม่อาจเลิกถอนได้ นี้ก็เป็นสีลัพพตปรามาสโดยไม่ต้องสงสัย. แม้ เป็นเรื่องของศาสนา เช่นการปฏิบัติตามวิธีที่สอนอยู่ในศาสนา แต่ถ้าปฏิบัติไป ด้วยความเข้าใจผิด ว่าจะเกิดความขลัง เกิดความศักดิ์สิทธิ์ เกิดอำนาจศักดิ์สิทธิ์ ขึ้นมา แล้วก็คุ้มครองเราได้ อย่างนี้ก็ยังเรียกว่าเป็น สีลัพพตปรามาส อยู่นั่นเอง. ตัวอย่างเช่นการสมาทานศีลหรือประพฤติวัตรต่าง ๆ ที่แท้ก็เพื่อจะกำจัดกิเลส แต่ถ้าเข้าใจไปว่าจะทำให้เกิดอำนาจศักดิ์สิทธิ์ เพราะศีลหรือวัตรปฏิบัตินั้น ๆ
น.226 เช่น จะเป็นคนมีวาจาศักดิ์สิทธิ์ มีการเหาะเหินได้ มีอำนาจพิเศษต่าง ๆ หรือ ให้เกิดความขลังมาก่อน แล้วใช้ความขลังนั้นตัดกิเลสได้ อย่างนี้เป็นต้น ความยึดถืออย่างนั้นก็ยังเป็นสีลัพพตปรามาสอยู่นั่นเอง. แม้ว่าตนจะกำลังปฏิบัติ ครบถ้วนตามสิกขาบทที่ระบุอยู่ในวินัยทั้งหมดก็ตาม. ข้อนี้หมายความว่าการ ปฏิบัติอย่างเดียวกันเหมือนกันแท้ แต่ถ้ามีอำนาจความเข้าใจผิด ยึดมั่นถือมั่น ในทำนองไร้เหตุผล หรือกลายเป็นของขลังของศักดิ์สิทธิ์ไปแล้ว ย่อมเป็น สีลัพพตปรามาสไปทั้งสิ้น. เกี่ยวกับเรื่องนี้ แม้คนที่เป็นมหาเปรียญสูง ๆ ก็ยังถือเอาความหมาย ของคำว่า สีลัพพตปรามาสนี้แคบเกินไป โดยถือเอาแต่ตามที่อรรถกถาบางแห่ง กล่าวไว้ ว่าได้แก่การประพฤติปฏิบัตินอกรีตนอกรอยของพุทธศาสนา เช่นของ พวกเดียรถีย์ต่าง ๆ เช่นการนอนบนหนาม การถือปฏิบัติอย่างวัว อย่างสุนัข โดยเข้าใจว่าจะเกิดการหมดกิเลส อย่างนี้เป็นต้น. ถ้าถือเอาใจความแคบ ๆ เช่นนั้น ก็จะกลายเป็นว่า คนทั่วไปก็ไม่มีใครที่มีสีลัพพตปรามาสเลย. เพราะ ตามปรกติก็ไม่มีใครประพฤติอย่างสุนัขอย่างวัวอยู่แล้ว แต่ถ้าจะพิจารณาดู ให้ชัดเจนละเอียดทั่วถึงดีแล้ว จะเห็น ได้ว่าความมุ่งหมายอันแท้จริงของท่าน มุ่งหมายถึงการปฏิบัติยึดมั่นถือมั่นด้วยอำนาจของความเข้าใจผิด หรือไร้เหตุผล ทุกชนิดทีเดียว. แม้การปฏิบัติในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าโดยตรง ถ้าทำไปด้วยความเข้าใจผิด ยึดมนเป็นเรื่องขลังเรื่องศักดิ์สิทธิ์ ไปแล้ว ก็เป็นเรื่องสีลัพพตปรามาส ด้วยกันทั้งตุ้น แม้ที่สุดแต่ภิกษุสมาทานศีล ปฏิบัติสิกขาบท ด้วยความคิดว่าจะได้ไปเกิดเป็นเทวดาในสวรรค์ อย่างนี้ก็ไม่ต้อง สงสัยเลย ย่อมเป็นสีลัพพตปรามาสไปพร้อมกับความเศร้าหมองของพรหมจรรย์ เพราะว่าความมุ่งหมายของพระปาติโมกข์นั้นเพื่อกำจัดกิเลสในส่วนหยาบๆจากทาง
น.227 กายวาจา เพื่อเป็นบาทฐานของสมาธิและปัญญาเป็นลำดับ ๆ ไปต่างหาก, หาใช่มุ่งหมายเพื่อไปเกิดในสวรรค์เป็นเทวดาไม่. เมื่อภิกษุมีความมุ่งหมาย จะไปเกิดเป็นเทวดาในสวรรค์ แล้วประพฤติศีลเคร่งครัด ก็ได้ชื่อว่าทำศีลของ ตนนั้นให้สกปรกเศร้าหมอง ไปด้วยความยึดมั่นถือมั่นเข้าใจผิดด้วยอำนาจของ ทิฏฐิที่ผิด. เราจะเห็นได้ว่า ในการกระทำทางพุทธศาสนา จะเป็นในเรื่องให้ทาน ก็ดี ในเรื่องรักษาศีลก็ดี เรื่องเจริญสมาธิก็ดี มีอยู่ฝ่ายหนึ่งหรือพวกหนึ่ง ซึ่ง ทำไปด้วยความยึดมั่นสำคัญผิดในความมุ่งหมายของการกระทำเหล่านั้น จะต้อง เป็นสีลัพพตปรามาสทั้งนั้น ไม่ต้องพูดถึงเรื่องปฏิบัติชนิดที่เป็นของนอกศาสนา หรือของศาสนาอื่น หรือของไสยศาสตร์โดยตรง. ขอให้เข้าใจว่าแม้การปฏิบัติ ที่ปฏิบัติอยู่ในวงพุทธบริษัทเรา แต่ถ้าทำไปด้วยความยึดมั่นสำคัญผิดเพราะกิเลส ตัณหาครอบงำ มีความหวังในทางขลังทางศักดิ์สิทธิ์เป็นต้นแล้ว ก็กลายเป็น สีลพพตปรามาสสิ้น. แม้ที่สุดแต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ กลางบ้านที่เราทำกันอยู่ ทั่ว ๆ ไป เช่นว่าจะต้องเอาข้าวสุกและสำรับคาวหวานชุดหนึ่งมาตั้ง ทำนองเซ่น วิญญาณพระพุทธเจ้า เป็นการถวายข้าวพระอย่างนี้ เขาเชื่อกันว่าวิญญาณของ พระพุทธเจ้าจะได้ฉัน จึงมีการถวายข้าวพระอย่างนี้ ในการสวดมนต์ทำบุญบ้าน หรืออะไรก็ตาม. การทำเช่นนี้ถ้าทำด้วยความรู้สึกหรือเข้าใจเช่นนี้ ก็ย่อมเป็น สีลัพพตปรามาสเต็ม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์โดยไม่ต้องสงสัย แม้จะเป็นการทำอยู่ใน หมู่พุทธบริษัท และทำต่อพระพุทธรูปของพระพุทธเจ้าก็ตาม. เรื่องของสีลัพพต- ปรามาสนั้น นับว่าดาษดื่นอยู่ทั่ว ๆ ไปแม้ในวงพุทธบริษัทเอง เป็นการทำไป
น.228 อย่างงมงายและไร้เหตุผล ทำให้ข้อปฏิบัติอันนั้น หรือระเบียบอันนั้น ที่ดีที่งาม อยู่ก่อน ต้องสกปรกไปด้วยความโง่เขลา ความบ้าหลัง ของคนเหล่านั้นเอง. นี่แหละคือความหมายของคำว่า สีลัพพตปรามาส อันเป็นกิเลสข้อที่ ๓ ในที่นี้. เราจะเห็นได้ว่ากิเลสข้อนี้ก็มีมูลมาจากความขลาดความกลัวอย่างงมงาย. ตาม ธรรมชาติทั่ว ๆ ไป คนเราชอบถือขลังถือศักดิ์สิทธิ์มาแต่เดิม เพราะการสอน กันมาผิด อบรมกันมาผิดจึงเป็นสิ่งที่มีกันอยู่ทุกคนอย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้. อย่า ต้องระบุรายละเอียดให้มากไปเลย มันจะเป็นเรื่องกระทบกระเทือน แต่ว่าขอให้ ท่านทั้งหลายเอาหลักเกณฑ์อันนี้ไปสอบไล่ตัวเองดู ; เรื่องของเราเป็นเรื่องที่ เราจะต้องสะสางเอง ฉะนั้นเราควรสะสางเรื่องของเราก่อน มีความรู้ความเข้าใจ ในเรื่องสีลัพพตปรามาสนี้แล้ว ก็พยายามละเสีย. เมื่อรวมกิเลสหรือสังโยชน์ ๓ อย่างในตอนแรก คือสักกายทิฏฐิ ที่กล่าวแล้ว วิจิกิจฉาที่กล่าวแล้ว และสีลัพพตปรามาสที่กำลังกล่าวอยู่นี้เข้าด้วย กัน ถ้าละได้ขาดไปจริง ๆ ก็เรียกว่าตั้งอยู่ในโลกุตตรภูมิอันดับที่หนึ่ง คือเป็น พระโสดาบัน. การละกิเลส ๓ ประการนี้ได้เด็ดขาด ควรจะถือว่าเป็นเรื่องเล็ก ใหญ่สูงต่ำ มากน้อยเพียงไร ขอให้ท่านทั้งหลายคิดดูด้วยความไม่ประมาท ถ้าว่าโดยที่แท้แล้ว ไม่ใช่ของเล็กน้อยเลย หรือถ้าจะมองกันอีกทางหนึ่ง ก็จะเห็น ได้ว่ากิเลส ๓ อย่างนี้ ถ้าว่ากันโดยโวหารอย่างหยาบ ๆ อีกทางหนึ่ง ก็คือของ ป่าเถื่อนที่สุด ที่คนป่าเถื่อนจะพึงมี ; เพราะฉะนั้นจึงจัดไว้ในฐานะเป็นของ สำหรับคนป่าเถื่อนที่ไร้ความเจริญ. คนที่เรียกว่ามีการศึกษาดีหรือเจริญแล้ว ไม่ควรจะมีของ ๓ อย่างนี้. ถ้ายังมีอยู่ในวงนักศึกษาของสมัยนี้ ก็ต้องถือว่า การศึกษาของสมัยนี้ยังบ่าเถื่อนอยู่. พระพุทธเจ้าท่านทรงใช้คำว่า ‘อารยะ'
น.229 กับเขาด้วยเหมือนกัน เช่นคำว่า อารยชน หรือ อริยเจ้า, ซึ่งมีไม่น้อย. คำว่า อริยเจ้าของพระพุทธเจ้านั้น อันดับแรกที่สุดท่านทรงหมายถึงผู้ละกิเลส ๓ ประการนี้ได้ จึงจะมาเป็นอริยชนหรืออริยเจ้าได้. ถ้ายังไม่ละได้ก็ยัง เป็นคนโง่เขลา เป็นคนพาลคนหลง, หรือเรียกอย่างดีที่สุด ก็เรียกว่า ปุถุชน แปลว่า คนที่มีผ้าปิดบังดวงตาหนาทึบ, ปุถุ แปลว่า หนา. ปุถุชน จึงแปล ว่า คนหนา, หนาด้วยเครื่องปิดบังดวงตาแห่งปัญญา. เมื่อบุคคลใดมาละ กิเลส ๓ ประการนี้ได้แล้ว ย่อมจะมีจิตใจที่เริ่มอยู่เหนือความผูกพันของโลก เพราะว่ากิเลสทั้ง ๓ นี้ เป็นเครื่องผูกพันจิตให้ติดอยู่กับโลก เป็นความโง่เขลา ที่บดบังและผูกพันใจสัตว์ให้ติดอยู่กับโลก ครั้นเมื่อละได้ ๓ ชั้น ก็เหมือนกับ เพิกถอนสิ่งที่ผูกพันหรือปิดบังเสียได้ ๓ อย่าง จึงหลุดลอยขึ้นอยู่เหนือโลกใน ระดับหนึ่งแล้ว เรียกว่าพระอริยเจ้าในอันดับแรก จัดไว้เป็นโลกุตตรภูมิอันดับ แรก เรียกบุคคลผู้นั้นว่า โสดาบัน คือผู้แรกถึงกระแสแห่งนิพพาน. อันดับถัดไปเป็นโลกุตตรภูมิอันดับที่ ๒ นั้น ท่านหมายถึงบุคคลที่ ละสังโยชน์เครื่องผูกพัน ๓ อย่างนั้นสิ้นไปแล้ว และยังสามารถทำโลภะ โทสะ โมหะ บางส่วนให้จางไปได้อีกระดับหนึ่งด้วย จนถึงกับมีจิตใจสูง มีความ ผูกพันอาลัยอยู่ในกามโลกหรือกามภพแต่เล็กน้อยที่สุด ถึงกับว่ายังจะเวียนมาสู่ โลกนี้เพียงหนเดียวครั้งเดียว ซึ่งเป็นเหตุให้ได้ชื่อว่า พระสกิทาคามี ในเมื่อ พวกแรกได้ชื่อว่าพระโสดาบัน. ในตอนนี้ควรทำความเข้าใจคำว่า พระโสดาบัน นั้นเสียก่อน จะช่วยให้เข้าใจคำว่า สกิทาคามี ได้ง่ายขึ้น. คำว่า โสดาบัน แปลว่า ผู้ถึงกระแส. โสตา แปลว่า กระแส, อาปั่นนะ แปลว่า
น.230 ถึงแล้ว. โสดาบัน จึงแปลว่า ถึงกระแส. ถ้าถามว่า กระแสแห่งอะไร ก็ตอบว่ากระแสแห่งนิพพานนั่นเอง. พระโสดาบันเป็นผู้ถึงเพียงกระแสของ นิพพาน ยังไม่ถึงตัวนิพพาน. กระแสนี้คือเกลียวที่ไหลไปสู่นิพพาน. กระแส ของนิพพาน ย่อมมีความลาดเอียงไปทางนิพพาน เหมือนอย่างลำแม่น้ำที่มี ความลาดเอียงไปทางทะเล. ถ้าจิตตกไปในกระแสนี้แล้ว แน่นอนย่อมไป ถึงนิพพาน. การถึงกระแสนี้ หมายถึงการบรรลุนิพพานแน่ ๆ ในอนาคต แต่อาจยังอีกหลายเวลาก็ได้ เอาแต่ที่ความแน่เป็นใหญ่, เรียกว่าโสดาบัน แปลว่าถึงกระแสแล้ว. ส่วนพวกที่ ๒ ที่เรียกว่า สกิทาคามี นั้น ใกล้ชิด นิพพานยิ่งขึ้นไปกว่านั้นอีก จนถึงกับมีอาลัยเหลืออยู่น้อยในโลกนี้ อย่างจะกลับ มาสู่โลกนี้อีกก็เพียงหนเดียว เพราะละกิเลส ๓ อย่างนั้นได้ด้วย มีโลภะ โทสะ โมหะ เบาบางมากขึ้นไปกว่าด้วย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าหมด โลภะ โทสะ โมหะ โดยสิ้นเชิง. อันดับต่อไป เป็นอันดับที่ ๓ เรียกว่า พระอนาคามี พระอนาคามี นั้น นอกจากจะละกิเลสขั้นต้น ๆ ได้อย่างพระสกิทาคามีแล้ว ยังละกิเลสหรือ สังโยชน์ข้อที่ ๔ ที่ ๕ ได้อีกด้วย. สังโยชน์ข้อที่ ๔ เรียกว่า กามราคะ. ข้อที่ ๕ เรียกว่า ปฏิฆะ.กามราคะนั้น หมายถึงความย้อมจิตอยู่ในกาม. พระโสดาบันและพระสกิทาคามีละไม่หมด ยังมีความย้อมจิตในกามเหลืออยู่ ทั้ง ๆ ที่ท่านละ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ได้แล้ว แต่ก็ไม่ สามารถจะล้างเอาความย้อมจิตในกามนั้นออกหมดได้ ยังเหลืออยู่เป็นบางส่วน แต่พอมาถึงอันดับที่ ๓ คือพระอนาคามีนี้ ย่อมล้างออกหมดได้ไม่มีเหลือ
น.231 ส่วนกิเลสที่เรียกว่า ปฏิฆะ นั้น หมายถึงความรู้สึกโกรธ หรือความขัดแค้นใจ. พระโสดาบัน หรือพระสกิทาคามีล้างออกเป็นส่วนมาก เหลืออยู่เป็นเพียงความ หงุดหงิด หรือความขัดแค้นอยู่ภายใน ; ส่วนพระอนาคามีนั้นเอาออกได้หมด จึงเรียกว่าเป็นผู้ละกามราคะ และปฏิฆะได้. สำหรับสังโยชน์หรือกิเลสชั้นละเอียดข้อที่ ๔ ที่เรียกว่า กามราคะ ความย้อมจิตในกามนั้นได้อธิบายไว้อย่างมากแล้ว ในข้อที่ว่าด้วยกามุปาทาน ขอให้นึกถึงคำอธิบายในวันนั้นด้วย. ในที่นี้ขอให้ทำความเข้าใจว่ากิเลสชื่อนี้ เป็นสิ่งที่มีประจำอยู่ในใจสัตว์อย่างเหนียวแน่น ราวกะว่าแนบสนิทเป็นเนื้อเดียว จนยากที่จะเข้าใจได้ ยากที่จะล้างออกได้สำหรับคนธรรมดา, สิ่งใดเป็นที่ตั้ง แห่งความรักใคร่ จะเป็นรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ชั้นไหน ประเภทไหน ลักษณะอย่างไรก็ตาม เรียกว่า กาม ในที่นี้. ความที่จิตยังย้อมติดอยู่ด้วย ความพอใจในกามเช่นนั้น เรียกว่า กามราคะ ได้ทุกวิถีทาง. ส่วนสังโยชน์หรือกิเลสชั้นละเอียดข้อที่ ๕ ที่เรียกว่า ปฏมะ นั้น เป็น ความกระทบกระทั่งแห่งจิตฝ่ายที่รู้สึกไม่พอใจ. ถ้าพอใจก็จัดเป็นกามราคะ ไม่พอใจจึงเป็นปฏิฆะ. ความรู้สึกส่วนมากของคนเรามีอยู่อย่างนี้. ปฏิฆะ อาจจะเกิดได้แม้ในกรณีเกี่ยวกับสิ่งที่ไม่มีวิญญาณ และถ้ามากไปกว่านั้นก็ไม่ พอใจ แม้แต่สิ่งที่ตัวทำเอง สิ่งที่เกิดขึ้นในใจเอง ตัวเป็นผู้ทำเองคิดเอง เหล่านี้เป็นต้น. ส่วนที่มีอาการรุนแรงถึงกับโกรธเกลียดพยาบาทคนอื่นนั้น เป็นปฏิฆะที่รุนแรงและหยาบเกินไป พระอริยะชั้นต้น ๆ กว่านี้ก็พอละได้ตาม
น.232 สมควร, แต่ที่เหลืออยู่สำหรับให้พระอริยเจ้าชั้นที่ ๓ ละนี้ หมายถึงความ กระทบกระทั่งแห่งจิตที่เป็นชั้นละเอียด จนบางทีก็ไม่ปรากฏอะไรออกมาข้างนอก เป็นความขุ่นอยู่ข้างใน ดูสีหน้าไม่รู้ว่าโกรธ แต่ก็มีความแค้นอยู่ข้างใน อย่างนี้ เป็นต้น. ได้แก่ความหงุดหงิดรำคาญขัดใจในคน หรือสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เป็นไปตาม ปรารถนา. คนธรรมดานั้นเพียงแต่เป็นหวัดน้ำมูกไหลเรื่อยไม่รู้จักหยุด ก็ถึง กับโกรธจมูกของตัวดังนี้ก็ยังมี. อาตมาเคยเห็นด้วยตนเอง มีคนหนึ่งถึงกับ เอากำปั้นของตัวฟาดเข้าที่จมูกของตัว. นี้เป็นเครื่องเทียบถึงความมีปฏิฆะได้ แม้ในสิ่งที่ไม่มีชีวิตวิญญาณ และแม้ที่เกี่ยวกับตัวเองล้วน. ถ้าหากว่าผู้ใดละ ปฏิฆะทุกชนิดได้เด็ดขาดสิ้นเชิง ท่านทั้งหลายลองคำนวณดูว่า จะอยู่ในฐานะ ที่น่าบูชาสักเพียงไร หรือเป็นบุคคลพิเศษสักเพียงไร. นี้เป็นกิเลสข้อที่ ๕. กิเลสหรือสังโยชน์ทั้ง ๕ ข้อที่กล่าวมาแล้วนี้ ท่านจัดไว้ว่า เป็นภาคแรกหรือภาคต่ำ ที่มีอยู่ ๕ อย่าง นับตั้งแต่สักกายทิฏฐิ, วิจิกิจฉา, สีลัพพตปรามาส, กามราคะ, จนถึงปฏิฆะ เป็น ๕ อย่างด้วยกัน. พระอริยเจ้า ประเภทที่ ๓ ละได้หมด เพราะไม่มีกามราคะเหลืออยู่เลย พระอริยเจ้าประเภทนี้ จึงไม่เวียนมาสู่กามภพอีกต่อไป เป็นเหตุให้ได้นามว่า อนาคามี แปลว่า ผู้ไม่มี การกลับมา, มีแต่จะรุดหน้าสูง-รุดหน้าสูงขึ้นไปเป็นพระอรหันต์ และนิพพาน ในภพอื่นที่ไม่ข้องเกี่ยวกับกาม, ได้แก่รูปาวจรภพอันดับปลาย ๆ. ส่วนกิเลสที่ ยังเหลืออีก ๕ อย่างข้างปลายนั้น พระอริยบุคคลประเภทที่ ๔ คือพระอรหันต์ จะละได้หมด. กิเลสหรือสังโยชน์ถัดไปอีก ๕ อย่างภาคสูงนั้น คือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ และอวิชชา. สำหรับ รูปราคะ อันเป็นสังโยชน์ข้อที่ ๖ นั้น
น.233 หมายถึงความรักความพอใจ ในความสุขที่เกิดมาแต่ในรูปสมาบัติ เหมือนที่ เป็นแก่สัตว์ที่ตั้งอยู่ในรูปาวจรภูมิเป็นประจำ. พระอริยเจ้าชั้นต้น ๆ ๓ จำพวก ไม่สามารถจะละความสุขความพอใจที่เกิดแต่รูปฌาน หรือรูปสมาบัติได้. พระอริยเจ้าบางประเภทในขั้นต้น ๆ เหล่านั้น บางพวกเกิดในรูปาวจรภพก็ยังมี. พระอริยเจ้าทั้ง ๓ ชั้นข้างต้นที่เกิดอยู่ในมนุษย์โลกนี้ บางท่านอาจยังพอใจใน ความสุข อันเกิดแต่รูปฌานอย่างถอนไม่ขึ้นก็มี ; แต่จะต้องถอนได้ในเมื่อ เลื่อนมาถึงพระอริยเจ้าชั้นสุดท้าย คือพระอรหันต์, ทั้งนี้ก็เพราะว่า ความ สงบสุขเยือกเย็นอันเกิดมาแต่รูปฌานนั้น ก็มีรสชาติที่จับอกจับใจ ถึงกับจะพอ เรียกได้ว่าเป็นพระนิพพานชิมลองดูก่อน เป็นพระนิพพานล่วงหน้า มีรส อย่างเดียวหรือทำนองเดียวกับรสของพระนิพพานที่แท้จริง หากแต่ว่าเป็นเรื่อง ชั่วคราว เป็นเรื่องที่เป็นไปในระหว่างที่กิเลสสงบระงับเพราะอำนาจของฌาน ไม่ใช่กิเลสสูญหายเหือดแห้งไป. ครั้นหมดกำลังของฌาน กิเลสก็กลับปรากฏอีก. ขณะที่กิเลสสงบระงับอยู่ด้วยอำนาจของกำลังฌาน ไม่รบกวนจิต จิตนี้ก็ว่างโปร่ง เป็นอิสระ มีรสชาติคล้ายกับรสเกิดแต่นิพพานแท้จริงเหมือนกัน ฉะนั้น จึงเป็น ที่ตั้งของความหลงใหลได้ง่าย และยากที่จะละได้สำหรับพระอริยเจ้าชั้นต้น ๆ ๓ พวกนั้น ถึงกับต้องมาละได้เด็ดขาดในพระอริยเจ้าชั้นสุดท้าย. กิเลสชื่อรูปราคะนี้สำหรับคนธรรมดาเรา ถ้าจะเทียบเคียงให้เกิดความ เข้าใจได้บ้างก็พอจะเปรียบเทียบได้ เช่นในบางขณะบางโอกาสเราไปสู่ที่ร่มรื่น เยือกเย็นสบายดี อากาศดีมีวิวสวยอยู่รอบด้าน ความเย็นใจพอใจอยู่ในขณะนั้น เป็นรสเป็นชาติอย่างยิ่ง ยากที่ใคร ๆ จะเลิกละสภาพเช่นนั้นในขณะนั้นเสียได้ ง่าย ๆ จึงอยากจะนั่งชมวิวอยู่อย่างนั้นต่อไป ไม่อยากลุกไปทำอะไรอย่างอื่น
น.234 ความพอใจชนิดนี้ไม่เกี่ยวกับกาม คือไม่มีเรื่องของกามมาเกี่ยวข้องเลย เป็นความ สงบเงียบตามธรรมชาติฝ่ายรูปธรรมที่บริสุทธิ์ และจัดเป็นความสงบเย็นชนิดหนึ่ง เหมือนกัน. ความพอใจในวัตถุศิลปะชนิดที่ไม่เกี่ยวกับกาม, การติดใจใน ต้นไม้ดัด เครื่องลายครามเป็นต้น ก็พอจะสงเคราะห์เข้าได้ในกิเลสตัวนี้ในกรณี ที่ไม่ได้เป็นไปเพื่อกาม หรือเพื่อเงิน แต่เป็นไปโดยวิญญาณแห่งศิลปินแท้ แต่สำหรับรูปฌานที่ให้เกิดความสงบนั้น มันยิ่งกว่านั้นมาก ฉะนั้นจึงเป็นที่ผูกพัน หลงใหลมากกว่าความสุขที่เราไปนั่งเล่นสงบ ๆ ตามธรรมดาที่เราเป็นกันได้ง่าย ๆ โดยมาก. ที่เทียบเคียงนี้ก็เพื่อให้เห็นว่ามันเป็นของที่ไม่เล็กน้อยเลย. ทีนี้ สังโยชน์หรือกิเลสอันละเอียดข้อที่ ๗ ที่เรียกว่า อรูปราคะ นั้น หมายถึงความพอใจติดใจ ในความสุขที่เกิดมาแต่อรูปสมาบัติ. เรื่องต่าง ๆ คล้าย ๆ กับข้อที่ ๖ ผิดกันแต่ว่าชั้นนี้ละเอียดประณีตสุขุมลงไปอีกชั้นหนึ่ง. การเจริญฌานโดยมีสิ่งที่มีรูปเป็นอารมณ์สำหรับกำหนดนั้น ย่อมได้ความสงบที่ เนื่องอยู่กับรูปนั้น ๆ เพราะฉะนั้นจึงหยาบกว่าการเจริญฌานอันกำหนดเอาสิ่งที่ ไม่มีรูป เช่นอากาศหรือความว่างเปล่าเป็นต้นมาเป็นอารมณ์. การเอาความว่าง เอาวิญญาณธาตุ เอาความไม่มีอะไร เอาความไม่มีความรู้สึกตัวทั้ง ๔ อย่างนี้ แต่ละอย่าง ๆ มาเป็นอารมณ์นั้น ได้ผลเป็นความสงบเงียบยิ่งไปกว่า และเรียกว่า อรูปฌาน. เพราะความสงบที่เกิดจากอรูปฌาน ประณีตกว่า สุขุมกว่า ลึกซึ้งกว่า ถ้าใครเข้าถึงก็จะติดใจกว่าความสงบที่เป็นรูปฌาน ท่านจึงจัดไว้ในลำดับหลัง จากรูปฌาน และเรียกว่า อรูปฌาน. ถ้ามีความพอใจแน่นแฟ้นหลงใหล ในความสุขชนิดนี้ก็เรียกว่า อรูปราคะ
น.235 ข้อนี้ถ้าจะเปรียบเทียบกับความรู้สึกของคนเราตามธรรมดาทั่วๆ ไปแล้ว ก็ยากที่จะเปรียบเทียบได้ ยากที่จะมีหรือว่าแทบจะไม่มี. แต่ถ้าจะขืนเปรียบ ก็เปรียบเทียบได้อุทาหรณ์ที่กล่าวมาแล้วในตอนรูปราคะ หากแต่ว่าชั้นนี้ ประณีตยิ่งขึ้นไปอีก เช่นบางครั้งเรามีความเยือกเย็นใจโดยไม่ต้องเกี่ยวกับวัตถุ ทางกามารมณ์และวัตถุหรือภาพใด ๆ เลย แต่มีความคิดหรือความรู้สึกอะไรบาง อย่าง ที่ทำให้เกิดความสงบใจพอใจอย่างสุขุมลึกซึ้ง และก็ฝั่งใจพอใจในความ รู้สึกอันสงบนั้นจนยากที่จะถอนได้นั่นเอง. ความสุขของนักคิดที่พอใจในความ คิดอะไรใหม่ ๆ ของตนจนบอกไม่ถูก ก็พอจะสงเคราะห์เข้าได้ในข้อนี้. สำหรับ ผู้ที่เป็นพระอรหันต์จะเป็นผู้หลงใหลในสุขเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้เลย ไม่ ว่าสุขเวทนานั้นจะเกิดมาจากอะไร, เพราะธรรมดาของพระอรหันต์จะมองเห็น ความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของเวทนาทุกชนิดทีเดียว จึงไม่อาจจะมีความ กำหนัดติดใจในเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง. เพราะฉะนั้นเอง จึงละรูปราคะและ อรูปราคะได้อีกชั้นหนึ่ง. ส่วนโยคี ฤๅษี มุนีอื่น ๆ ต่าง ๆ ที่บำเพ็ญรูปฌาน อรูปฌานต่างชนิดเต็มไปตามในบ่านั้น มองไม่เห็นความลับของเวทนา จึงมี ความย้อมใจติดแน่นอยู่ในรสของฌานหรือสมาบัติได้อย่างหลงใหล เช่นเดียวกับ คนหนุ่มคนสาวตามธรรมดา ที่มีจิตติดแน่นหลงใหลอยู่ในรสของกาม ท่านจึง ใช้คำว่า "ราคะ" อย่างเดียวกันหมด : - พวกหนึ่งราคะในรูปฌาน พวกหนึ่ง ราคะในอรูปฌาน ทั้ง ๆ ที่สองประเภทหลังนี้ไม่ใช่กาม แต่ก็มีความดึง ดูดใจเช่นเดียวกับกาม หรือจะละเอียดสุขุมลึกซึ้งกว่ากามเสียซ้ำไป เพราะไม่มี ความเผาลน ไม่มีความเร่าร้อนทรมานแทรกปนอยู่ด้วย ; การละกามราคะของ อริยบุคคลจึงละได้ก่อน ท่านจึงจัดไว้หน้ากว่า, ส่วนการละรูปราคะ อรูปราคะ
น.236 อย่างติดแน่นนี้ละได้ยากกว่า ท่านจึงจัดไว้เป็นข้อหลัง ๆ เป็นข้อที่ ๖ ที่ ๗ ไป ถ้าท่านทั้งหลายพิจารณาเข้าใจในเรื่องนี้จริง ๆ ก็จะพอใจ หรือจะเลื่อมใสบูชาใน บุคคลที่เรียกว่าพระอริยเจ้านั้นมากขึ้น. ทีนี้ ถัดไปถึงกิเลสชั้นละเอียดหรือเครื่องผูกสัตว์ให้ติดอยู่ในโลก เป็น ข้อที่ ๘. ข้อนี้เรียกว่า มานะ ได้แก่ความรู้สึกสำคัญตัวว่าเป็นนั่น เป็นนี่ เป็นชั้น เป็นเชิง คือเป็นความดีความเลว ความเสมอกัน เป็นความรู้สึกเกิดขึ้นมา ว่าเราเลวกว่าเขา เราเสมอ ๆ กันกับเขา เราดีหรือสูงกว่าเขา เป็นต้น. ฉะนั้น ท่านทั้งหลายจะเห็นได้ว่ามานะในที่นี้ มีความหมายกว้างกว่าคำว่า มานะ ในภาษาไทย ซึ่งหมายถึงแต่มานะทิฏฐิจะแข่งขันคนที่ดีกว่า. มานะที่เป็นชื่อ ของกิเลสในที่นี้นั้น หมายถึงความสำคัญในทางเป็นชั้นเป็นเชิง คือถ้ารู้สึกว่าตน เลวกว่า ก็น้อยใจ รู้สึกว่าตนดีกว่า ก็ทะนงใจ รู้สึกว่าเสมอ ๆ กัน ก็นึกไปใน ทางที่จะแข่งขัน หรือทำตนให้ก้าวหน้ากว่า ทำนองนี้เป็นต้น. คำว่ามานะใน ที่นี้หมายถึงความรู้สึกในชั้น สำหรับให้กำหนดรู้ความเป็นชั้น ๆ ว่ามีอยู่อย่างไร ทั่วไป ไม่หมายถึงมานะทิฏฐิด้วยความเย่อหยิ่งจองหองอย่างเดียวนั้นมันแคบไป น้อยไป ถ้าผู้ใดมีความรู้สึกสำคัญตนว่า เราต่ำต้อยกว่าเขา เราเสมอเขา เราดี กว่าเขา ทำนองนี้แล้ว ย่อมเป็นความรู้สึกที่เป็นไปในทำนองถือชั้นเชิง และ อาจให้เกิดความรู้สึกผิดปรกติอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมาได้ทั้งนั้น จึงจัดเป็นความ มานะทั้งสิ้น ; ทั้งเป็นการเหลือวิสัยที่จะไม่ให้ใครตามปรกติรู้สึกว่าตัวดีกว่าเขา เลวกว่าเขา ในทำนองนี้. กิเลสชื่อนี้มาอยู่ในอันดับที่ ๘ เกือบสุดท้ายเช่นนี้ย่อม หมายความว่ามันละยาก จึงมาอยู่แทบจะรั้งหลังสุด ซึ่งพระอริยเจ้าชั้นสูงสุด เท่านั้นที่จะละได้. พระอริยเจ้าในชั้นต้นทั้ง ๓ ชั้น มแม้แต่จะจัดไว้เป็น
น.237 ฝ่ายโลกุตตระแล้วก็ตาม ก็ยังละมันไม่ได้ ; ชั้นเรา ๆ ตามธรรมดาจึงละ ไม่ไหว. การรู้สึกถือตัวถือตน ว่าตนดีกว่า หรือเสมอกัน หรือตนเลวกว่า อันนี้ ย่อมมาจากอุปาทานเป็นธรรมดา, ที่แท้ก็คืออุปาทานชนิดหนึ่งนั่นเอง แต่ท่านไม่ใช้ชื่อว่าอุปาทาน ใช้ชื่อว่ามานะ. ถ้าความยึดถือว่าเป็นตัวตนมีอยู่ แล้ว ความยึดถือว่าตนมีลักษณะชั้นเชิงคุณสมบัติหรือสิ่งประกอบอื่น ๆ เป็น อย่างไร อันจะเป็นเครื่องวัดกันได้นั้นย่อมจะมีขึ้นเป็นธรรมดา. ทั้งนี้ก็เนื่อง มาแต่การยึดถือด้วยอุปาทาน ว่ามีตัวมีตน มีดีมีชั่วตามที่สมมติกันในโลกนั่นเอง ถ้ามีจิตใจอยู่เหนือความดีความชั่วเสียแล้ว ความรู้สึกต่าง ๆ เช่นนี้จะมีอยู่ไม่ได้. แต่เพราะจิตใจของเรายังแพ้ต่อความดีความชั่ว ฉะนั้นเราจึงยังมีความรู้สึกว่า คนดีคนชั่วหรือคนเสมอกัน เป็นเหตุให้ดิ้นรนกระวนกระวายเพราะเหตุที่รู้สึก เช่นนั้น ไม่เป็นความสงบสุขถึงที่สุด. ส่วนกิเลสชั้นละเอียดหรือสังโยชน์ข้อที่ ๙ เรียกว่า อุทธจจะ อุทธิจจะนี้ แปลว่าความกระเพื่อม ความฟุ้งหรือความไม่สงบอยู่ได้ โดยใจความ ได้แก่ความรู้สึกที่ฟุ้ง หรือกระพือขึ้นในเมื่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เป็นที่ตั้งแห่งความ สนใจผ่านมา. ขอให้เพ่งเล็งตรงที่ว่าจิตกระเพื่อมไปตามอำนาจของสิ่งที่ยั่ว ความสนใจ. คนเราย่อมมีกิเลส มีความต้องการอะไร ๆ อยู่ประจำใจ โดยเฉพาะ ก็คือตัณหา อยากได้ อยากเอา อยากมี อยากเป็น อยากไม่เอา อยากไม่เป็น เหล่านี้ เมื่อมีสิ่งใดผ่าน ตา หู จมูก ลิ้น กาย มาในลักษณะที่ตรงจุดของตัณหา ชนิดใดชนิดหนึ่งแล้ว ความพุ่งขึ้นหรือความกระพือขึ้นของจิต ย่อมจะมีเป็น ธรรมดา. เรียกกันโดยถ้าโวหารภาษาไทยธรรมดา อาตมาเห็นว่ามันตรงกับ
น.238 ภาษาไทยที่เราเรียกกันคำหนึ่งว่า "ความทึ่ง". เมื่อมีอะไรผ่านมา ก็จะมี ความทึ่งเกิดขึ้นมาไม่มากก็น้อย แต่จะทึ่งในแง่ดีก็ได้ ทึ่งในแง่ร้ายก็ได้ ทึ่งด้วย ความสงสัยลังเลก็ได้ ถ้าดูแปลกประหลาดแล้ว เป็นเกิดความสงสัยทึ่งขึ้นมา ทีเดียว เพราะว่าเรายังมีสิ่งที่เราต้องการ ยังมีสิ่งที่เราหวาดกลัว วิตกกังวล ระแวงอยู่ ฉะนั้นเราจึงทนไม่ได้ ต้องทึ่งต่อสิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามา, ยิ่งมาใน ลักษณะที่แปลกประหลาดแล้ว ก็เหลือที่จะอดทึ่งได้. คนธรรมดาเป็นอย่างนี้ วันหนึ่ง ๆ จึงมีความทึ่งหรือสนใจ เล็กใหญ่ มากน้อย ช้าเร็วอะไร ๆ มากมาย หลายเรื่องด้วยกัน. ถ้าเป็นสิ่งที่ตรงกับกิเลสหรือตัณหาแล้ว ก็เหลือที่จะระงับได้ ย่อมมีความทึ่งหรือสนใจจนเนื้อเต้น. ถ้าเป็นเรื่องที่ถูกใจ ก็ดีใจจนถึงกับทำให้ จิตหวั่นไหวลืมตัว ถ้าเป็นเรื่องที่เศร้าใจ ก็ทำจิตให้ทรุดโทรม แฟบเหี่ยวจนถึง หมดความรู้สึกสนุก. นี่คือลักษณะของสิ่งที่เรียกว่า อุทธัจจะ แต่ท่านหมาย ถึงหมดทุกระดับ. พระอริยเจ้า ๓ ประเภทข้างต้น ก็ยังมีความทึ่งหรือความสนใจใน บางสิ่งบางอย่าง. แต่ขั้นสุดท้าย คือพระอรหันต์แล้วย่อมไม่มีความทึ่ง ไม่มี ความสนใจในสิ่งใดเลย, เพราะเหตุว่าบัดนี้ จิตใจของท่านหมดความกระหาย อยากในสิ่งทั้งปวง หมดความกลัวในสิ่งทั้งปวง. เพราะท่านหมดกิเลสสิ้นเชิง อย่างเดียวเท่านั้น จึงหมดความอยาก หมดความเกลียด หมดความกลัว หมด ความวิตกกังวล ความระแวง ความสงสัยอยากรู้อยากเห็นในสิ่งทั้งปวง ท่านมี จิตใจที่เป็นอิสระ ไม่มีอะไรมาล่อหรือยั่วให้เกิดความทึ่งหรือความสนใจ ไม่ว่า จะมาในรูปยั่วให้ยินดีหลงรัก หรือมาในรูปยั่วให้ยินร้าย ยั่วให้โกรธ หรือ
น.239 ให้เกลียด ให้กลัว ล้วนแต่ไม่มีความหมาย, เพราะจิตในส่วนลึกนั้น หมด ความต้องการโดยประการทั้งปวง จึงจะได้หมดข้อสงสัยโดยประการทั้งปวง. ขอให้เข้าใจไว้เสียด้วยว่า ความสงสัยในปัญหาต่าง ๆ นั้น มันมีอยู่ หรือมันเกิดขึ้น เพราะความอยากหรือความต้องการอย่างใดอย่างหนึ่ง นับตั้งแต่ อยากเป็นผู้รู้ไปทีเดียว : มันสงสัยไปว่าสิ่งนั้น ๆ จะเกี่ยวกับเราอย่างใดบ้าง มันจะเอาไปใช้เป็นประโยชน์ที่สุดอย่างไรได้บ้าง, ความสงสัยจะเกิดขึ้นในสิ่ง ที่เราไม่เข้าใจ เราไม่รู้หรือว่าเป็นของใหม่ นี่ก็มาแต่ความอยากเอาผลอย่างใด อย่างหนึ่งจากสิ่งนั้น. ครั้นหมดความอยากโดยประการทั้งปวง โดยหลักที่เห็น สิ่งทั้งปวงเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่มีอะไรที่น่าเอา น่าเป็น หมดความ อยากถึงขนาดนั้นแล้ว จึงไม่มีความทึ่งในสิ่งใด ๆ : จนให้ฟ้าผ่าลงมาข้าง ๆ ท่านก็ไม่มีความทึ่ง เพราะไม่มีความรู้สึกกลัวตาย หรืออยากอยู่หรืออะไร ทำนองนั้น. แม้จะมีอะไรที่ร้ายชนิดไหน หรือว่าเกิดมีความรู้ความคิดใหม่ ๆ ในโลก เช่นมีเรื่องของปรมาณูสมัยนี้ ท่านก็ไม่มีความทึ่งความสนใจ เพราะ มันไม่มีความหมายอะไรเลยสำหรับท่าน. ท่านไม่ต้องการทราบสิ่งใดในลักษณะ ที่ว่ามันจะอำนวยอะไรให้ท่านได้บ้าง เพราะท่านไม่ต้องการอะไร ฉะนั้นจึง ไม่มีความทึ่งในลักษณะใดหมด ; จิตของท่านจึงบริสุทธิ์หรือสงบ อย่างที่เรา คาดไม่ถึง. ส่วนพวกเรามีกิเลสหรือสังโยชน์ เรียกว่า อุทธิจจะ พร้อมที่จะฟุ้ง ขึ้นมา (คือทึ่งนั่นเอง) ในทุกๆ อย่าง ที่ยั่วความสงสัยไม่มีขอบเขต เป็นเหตุ ให้เราทึ่งหรือสนใจ มากเรื่องมากราว หรือทำงานจับจด ทำงานเรื่องนี้ยังไม่เสร็จ ก็คิดทำงานเรื่องอื่น หรือคิดเรื่องอื่น ไม่มีที่สิ้นสุด ดังนี้เป็นต้น.
น.240 สังโยชน์หรือกิเลสข้อที่ ๑๐ อันเป็นข้อสุดท้ายนั้น ท่านเรียกว่า อวิชชา. อวิชชานี้เป็นที่รวมหมดของบรรดากิเลสทั้งหลายที่ไม่ระบุไว้เป็น อย่างอื่นในเก้าอย่างที่กล่าวมาแล้วด้วย. คำว่า อวิชชา นี้ แปลว่า ความไม่รู้ หรือภาวะที่ปราศจากความรู้. การแปลว่าความไม่รู้นี้ มีทางทำให้เกิดความ เข้าใจผิดบางอย่างได้ แต่ถ้าแปลว่าภาวะที่ปราศจากความรู้ ก็เป็นการถูกต้องกว่า, เป็นคำที่รัดกุม กันความเข้าใจผิดได้มากกว่า. สำหรับความรู้ที่ประสงค์ในที่นี้ หมายถึงความรู้จริง คือไม่ใช่รู้ผิดหรือรู้เท็จ ฉะนั้นจึงไม่มีการพูดถึงความรู้ผิด รู้ถูกกันอีกแล้ว. เมื่อมีความรู้ ก็หมายถึงความรู้ถูก. ถ้าปราศจากความรู้ ก็คือมืดหรือไม่มีความรู้ ซึ่งโดยพฤตินัยก็ได้แก่ความรู้ผิดนั่นเอง เพราะว่าตาม ธรรมดาสัตว์ที่มีชีวิตทั้งหลาย จะอยู่โดยไม่มีความรู้สึกอะไรเลยนั้นเป็นไปไม่ได้, เพราะฉะนั้นเขาต้องมีความรู้สึกที่เป็นความรู้อย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ. แต่ถ้า ความรู้นั้นเป็นความรู้ผิด ก็มีค่าเท่ากับไม่รู้, คนธรรมดาเราจึงมีอวิชชา คือ ไม่รู้ หรือรู้ผิดซึ่งมีค่าเท่ากับไม่รู้กันอยู่เป็นประจำ จึงมืดมนต่อปัญหาสำคัญที่สุด ของมนุษย์เรา คือปัญหาที่ว่าอะไรเป็นความทุกข์ที่แท้จริง ? อะไรเป็นตัวเหตุ ให้เกิดทุกข์ที่แท้จริง ! อะไรเป็นความไม่มีทุกข์จริง ? และอะไรเป็นหนทาง หรือวิธีซึ่งจะให้ได้มาซึ่งความไม่มีทุกข์นั้น ? เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ จะขยายความ ไปในทางไหนก็ได้. คำว่า ทุกข์ นี้ กว้าง กินความได้ทั้งทุกข์กายและทุกข์ใจ ทุกข์อย่างต่ำ ทุกข์อย่างกลาง ทุกข์อย่างสูง ทุกข์ของคนในภูมินั้น ทุกข์ของ สัตว์ในระดับนั้น ทุกข์ของสัตว์ในระดับนี้ ทุกข์ของสัตว์ในระดับโน้น จะเอา ไปขยายเป็นอันไหนก็ได้ทั้งนั้น แต่มุ่งหมายถึงความทุกข์เป็นปัญหาสำคัญ
น.241 ความทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความดับสนิทไม่เหลือของความทุกข์ และวิธีที่จะทำให้ดับสนิทไม่เหลือเหล่านี้ เป็นความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ ถ้าใครมีความรู้แจ้งจริง ๆ แล้ว เรียกว่าคนนั้นไม่มีอวิชชา แต่จัดเป็นผู้มีวิชชา ในที่นี้. ในบรรดาความรู้ทั้งหลาย มีมากเหลือที่จะกล่าวได้ที่พระพุทธเจ้าท่าน จัดไว้ในพวกที่ไม่จำเป็นจะต้องรู้. ความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าเอง ก็มีขอบเขต อยู่แต่ในวงที่ว่าควรรู้. ในบรรดาสิ่งที่ควรรู้แล้วพระองค์ทรงรู้ทั้งหมด. คำว่า สัพพัญญู รู้ทั้งหมด ก็รู้แต่ในขอบเขตที่ควรรู้ ใช่ว่าจะครอบคลุมไปถึงที่ไม่ ต้องรู้หรือไม่เกี่ยวข้องกันเลยหามิได้. แต่สิ่งใดที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับความทุกข์ และความดับทุกข์โดยตรงแล้วเป็นอันรู้หมด ฉะนั้น มันจึงจำกัดวงแคบเข้า มาหน่อย พอทำความเข้าใจกันได้. อวิชชา เป็นความไม่รู้ หรือรู้ผิด ทำให้หลง สำคัญผิดในสิ่งที่ เป็นทุกข์ ว่าเป็นความสุขไป จนถึงกับพอใจเวียนว่ายอยู่ในกองทุกข์ ; และ สำคัญผิดในเหตุของความทุกข์ จนไปค้นหาเหตุผิดไป หรือเกิดความโง่เขลา ใหม่ ๆ ขึ้นมา เช่นไปโทษผี โทษสาง โทษเทวดา โทษอะไรต่าง ๆ ว่า เป็นเหตุ ให้เกิดเจ็บไข้ แทนที่จะรักษาโดยวิธีที่ถูกต้อง ก็ไปนั่งอ้อนวอนผีสางเทวดาอยู่ อย่างนี้ เรียกว่าเป็นอวิชชาในส่วนเหตุของความทุกข์ชั้นต้น ๆ ต่ำ ๆ ที่สุด นี้เป็น ตัวอย่าง ; สำหรับ อวิชชาในเรื่องความดับสนิทของทุกข์ ไม่มีเหลือ นั้น คือไม่รู้เรื่องการดับกิเลสดับตัณหา ซึ่งเป็นต้นเหตุของทุกข์โดยตรง ไปหลงเอา ความสงบสุขชนิดที่เกิดมาจากสมาธิหรือฌานสมาบัติ ว่าเป็นความดับทุกข์สิ้นเชิง คือเป็นนิพพานไป ซึ่งมีอยู่ดกดื่นในสมัยพุทธกาล และยังคงมีอยู่จนถึงบัดนี้ เพราะมีอวิชชาในเรื่องความดับทุกข์ ; และยิ่งไปกว่านั้น ยังอาจถึงกับยึดเอา
น.242 กามารมณ์มาเป็นเครื่องดับทุกข์ ดังที่บางคนได้ยึดเป็นหลักว่า กามารมณ์เป็น ของจำเป็น หรือเป็นอาหารชนิดหนึ่งของชีวิต เป็นของจำเป็นเช่นเดียวกับ หยูกยา ข้าวปลาอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัยอย่างบ้านเรือนเป็นต้น. แทนที่ จะมีปัจจัยเพียง ๔ อย่าง คืออาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ก็ได้เพิ่มกามารมณ์เข้าไปอีกอย่างหนึ่ง เป็นปัจจัย ๕ อย่าง อย่างนี้ก็มี. ลัทธิ บางลัทธิที่อยู่ในรูปของศาสนา ได้เอากามารมณ์เป็นเครื่องดับทุกข์ก็มี จึงเกิด เป็นลัทธิที่มีการกระทำอันน่าบัดสีลามกอนาจารขึ้นที่วิหารนั้นเอง ดังนี้ก็มี ; จึงเป็นอันกล่าวได้ว่าอวิชชาความไม่รู้ในความดับสนิทของความทุกข์นี้ เป็นเหตุ ให้เกิดความเข้าใจหรือการกระทำที่แปลกประหลาดวุ่นวาย หรือถึงกับเป็นอันตราย ขึ้นในโลกได้. สำหรับ อวิชชาความไม่รู้ในหนทาง ที่จะให้ได้มาซึ่งความ ดับทุกข์นั้นก็เหมือนกัน : หนทางที่ถูกคืออริยมรรคมีองค์ ๘ มีสัมมาทิฏฐิ เป็นต้น จนถึงสัมมาสมาธิเป็นที่สุด. แต่คนที่มีอวิชชาเขาไม่อาจจะมองเห็น อย่างนี้ ย่อมทำไปตามอำนาจกิเลสตัณหา คือตามความต้องการของตน หรือมี ความเชื่อในวัตถุปัจจัยภายนอก พึ่งผีพึ่งเทวดาไปตามประสาของคนที่ไม่มีศาสนา. แม้เป็นพุทธบริษัทโดยกำเนิดอยู่แล้ว ก็ยังมีหลงไปถึงอย่างนั้นได้. เพราะอำนาจ ของอวิชชา ทำให้ไม่ยินดีในการจะดับทุกข์โดยอริยมรรคมีองค์ ๘ แต่ไปดับทุกข์ โดยการจุดธูปเทียนอ้อนวอนผีสางเทวดา. ขอให้เราทุกคนศึกษาเรื่องอวิชชา ในฐานะซึ่งเป็นเหมือนกับ เครื่องหุ้มห่อโลกทั้งโลกไว้ เป็นแสงสว่างที่บังลูกตา. หมายความว่าตามปรกติ คนทุกคนต่างช่วยให้ตนมีความรู้ แต่ความรู้ของตนนั้นเป็นความรู้ที่ผิด และ ยิ่งรู้มากยิ่งผิดมาก เลยกลายเป็นความรู้ชนิดที่บังลูกตา ฉะนั้นเพียงแต่คำว่า
น.243 แสงสว่าง - แสงสว่างนี้ก็ยังต้องระวัง อาจจะเป็นแสงสว่างของอวิชชาก็ได้ คือ แสงสว่างที่ทำให้หลงผิด และให้เกิดความประมาท แล้วไม่อาจสำนึกได้ด้วยว่า เรากำลังถูกแสงสว่างของอวิชชานี้บังลูกตาอยู่ด้วยกันทุกคน ; เราจึงไม่สามารถ จะเอาชนะความทุกข์ได้ เราหลงในสิ่งขี้เหร่ เล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างเทิดทูนบูชา : หลงในกามารมณ์ว่าเป็นอุดมธรรมของมนุษย์. อุดมธรรม (Summum Bonum) ในที่นี้ หมายถึงสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ทุกคนควรจะได้รับเสียก่อนแต่ที่ จะตาย. ในข้อนี้เราอาจจะกำลังหลงเอากามารมณ์เป็นอุดมธรรมของมนุษย์ อยู่ก็ได้ เพราะว่าเราอาจจะกำลังทำทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในบัดนี้ ก็เพื่อผลคือ กามารมณ์เท่านั้น แล้วจะแก้ตัวว่าทำเพื่ออุดมคติอันอื่นอย่างไรได้. ให้เวลา อีก ๒ ชาติ ๓ ชาติ ก็อาจยังหวังผลเป็นกามารมณ์. การไปเกิดในสวรรค์ก็จะ เอากามารมณ์ ดู ๆ อะไร ๆ ก็ไปติดอยู่แค่กามารมณ์. นี่เพราะอวิชชาได้หุ้มห่อ โลกทั้งโลกไว้อย่างนี้ ไม่ให้ใครทะลุรอดไปได้. อุปมาในพระบาลีบางแห่งนั้น ได้อุปมาอวิชชาว่าเหมือนกับเปลือกหนาที่หุ้มโลกทั้งหมดไม่ให้สัตว์ได้เห็นแสงสว่าง ที่แท้จริง. ท่านจัดอวิชชาไว้เป็นกิเลสขั้นสุดท้าย ; เป็นอันว่า ต่อเมื่อเป็น พระอรหันต์จึงตัดกิเลส ๕ อย่างข้างท้ายเพิ่มขึ้น คือตัดรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ และอวิชชา ซึ่งเป็นการตัดหมดทั้ง ๑๐ อย่าง และเป็นพระอริยเจ้า ชั้นสูงสุด, พระอริยเจ้าทั้ง ๔ ประเภท คือพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ นี้ จัดรวมเป็นผู้ตั้งอยู่ในโลกุตตรภูมิ คืออยู่เหนือโลก. ถ้ามองกันอีก ทางหนึ่ง คือมองกันที่ตัวธรรมที่ท่านได้บรรลุ เขาเรียกว่า โลกุตตรธรรม
น.244 โลกุตตรธรรมนั้นแยกออกเป็น ๙ อย่าง คือ ภาวะของพระโสดาบันในขณะที่ตัด กิเลสนั้น เรียกว่า โสดาปัตติมรรค อย่างหนึ่ง เมื่อตัดกิเลสแล้ว เรียกว่า โสดาปัตติผล นั้นอีกอย่างหนึ่ง จึงได้เป็นคู่ ๆ คือโสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล, สกิทาคามิมรรค สกิทาคามิผล, อนาคามิมรรค อนาคามิผล, อรหัตตมรรค อรหัตตผล ; นี้เป็น ๘ คือ ๔ คู่ ; เติม นิพพาน เข้ามาอีกอย่างหนึ่ง จึงเป็น ๙ อย่าง นี้เรียกว่าโลกุตตรธรรม คือสิ่งซึ่งเป็นโลกุตตระ. ถ้าดูกันที่บุคคลเป็นเกณฑ์ก็ได้เพียง ๔ คือผู้ที่ตั้งอยู่ในความเป็นพระโสดาบัน ความเป็นพระสกิทาคามี ความเป็นพระอนาคามี และผู้ตั้งอยู่ในความเป็น พระอรหันต์. บุคคลเหล่านี้ล้วนแต่ตั้งอยู่ในโลกุตตรภูมิ เป็นผู้มีความทุกข์น้อย ลงตามส่วน จนกระทั่งไม่มีทุกข์เลย. ภาวะเช่นนี้เป็นการแสดงให้เห็นผล อันสุดท้าย ที่การเจริญวิปัสสนาจะนำไปสู่ คือเมื่อการเจริญวิปัสสนาชนิดที่ ถูกต้องตามที่เป็นจริง เห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง จนดับความอยาก ทั้งปวงได้จริง ๆ แล้ว ก็จะเกิดเป็นโลกุตตรภูมิขึ้นมา แล้วทำให้จิตอยู่เหนือ วิสัยโลก ซึ่งหลังจากนี้สิ่งต่างๆ ซึ่งเป็นที่ตั้งของความยินดีหรือยินร้ายในโลกนั้นๆ ก็ไม่สามารถจะครอบงำจิตของท่านได้อีกต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็สำหรับ พระอรหันต์ซึ่งตั้งอยู่ในภูมิสุดท้ายที่สุด เพราะละกิเลสได้จนสิ้นเชิง. ส่วนสิ่งที่เรียกว่านิพพาน ๆ นั้น ถ้าในกรณีโลกุตตรธรรมนี้ ก็หมายถึงสภาพอย่างหนึ่ง ซึ่งถือว่าไม่เหมือนกับสิ่งใด ๆ หมด คือไม่เหมือน กับโลก ผิดจากสิ่งทุกสิ่งในโลกโดยประการทั้งปวง. เมื่อโลกทั้งหลายหรือ สิ่งทั้งหลายที่เป็นวิสัยโลกมีภาวะเป็นอย่างไร ยกเลิกภาวะและวิสัยเหล่านั้น
น.245 ทั้งหมดเสีย ก็จะเหลือสิ่งที่เรียกว่า นิพพาน คือสภาพตรงกันข้ามจากโลก โดยประการทั้งปวง : เป็นธรรมหรือเป็นสิ่งที่ทรงอยู่ในตัวเองชนิดหนึ่ง เป็น สิ่งที่ไม่ต้องอาศัยสิ่งใดเป็นปัจจัยปรุงแต่ง, และไม่ปรุงแต่งสิ่งใด ; เป็นที่ดับ ของสังขารทั้งปวง. เมื่อสังขารธรรมทั้งปวงมาถึงนิพพาน ก็ย่อมดับตัวเอง จึงเรียกว่า เป็นที่ดับของสังขารทั้งปวง. แต่ถ้าจะกล่าวโดยผล นิพพาน หมาย ถึงภาวะที่ปราศจากความเผาลน ปราศจากการตบตี ทิ่มแทง ร้อยรัด ครอบงำ พัวพันอะไรทั้งหมดเหล่านี้ เพราะว่ากิเลสซึ่งเป็นเหตุให้จิตถูกเผาลนตบตีทีมแทง ร้อยรัดพัวพันนั้น จะมีในนิพพานนี้ไม่ได้. ลักษณาการอันนี้ยากที่จะเปรียบ ให้เห็น แต่มองดูด้วยการทำมโนคติเอาก็แล้วกันว่า ถ้ากิเลสทั้งหลายมีอยู่ พฤติการณ์ทั้งหลายจะมีอยู่ในลักษณะอย่างไร ครั้นมาถึงขอบเขตของนิพพานแล้ว กิเลสมันก็สูญหายละลายไปหมด แล้วพฤติการณ์ทั้งหลายจะเป็นอย่างไรต่อไป. ถ้าสมมติ ก็เหมือนกับว่าเป็นเขตแดนอันหนึ่ง ซึ่งเป็นที่สลายของกิเลสและความ ทุกข์ เหมือนอย่างว่าโซนร้อนมีอยู่โซนหนึ่งในโลกนี้ ถ้าน้ำแข็งในทะเลแห่ง โซนเหนือ คือโซนหนาวลอยมาถึงโซนร้อน มันต้องละลายหมดที่เขตของ โซนร้อนนั้น ฉันใดก็ฉันนั้น. นิพพาน มีอยู่ในฐานะเป็นธรรมชาติอันหนึ่ง แต่มันไม่มีขอบเขตและ ไม่ต้องการอาศัยกินเนื้อที่ ; ไม่ขึ้นอยู่กับการล่วงไปของเวลา หรือไม่เกี่ยวข้อง กับกาลเวลา แต่อยู่ในลักษณะเป็นตัวของตัวเองชนิดหนึ่ง ไม่เหมือนอะไร ๆ ในโลก แต่เป็นที่ดับของโลก. สมมติว่าถ้าโลกแทรกซึมไปถึงนั้น จะต้อง ดับตัวเอง, กิเลสหรือความทุกข์แทรกซึมไปถึงนั้น จะต้องดับตัวเอง.
น.246 นี้เป็นการพูดอย่างอุปมา ไม่ใช่ตัวจริง เพราะมันไม่เหมือนกับบ้านกับเมือง หรืออะไรอย่างนั้น ; แต่พูดในฐานะเป็นอุปมาของพระนิพพาน ที่ท่านให้ นามว่าเป็น แดนที่ดับของสังขารทั้งปวง จึงเป็น ธรรมที่เกษมจากโยคะ. คำว่า โยคะ หมายความว่า เครื่องร้อยรัดพัวพันหุ้มห่อ ; เกษมจากโยคะ หมาย ความว่าปลอดโปร่งว่างเงียบจากโยคะทั้งปวง จึงไม่มีการเผาลน เสียดสี ทิ่มแทง ร้อยรัด พัวพัน หุ้มห่อ หรืออะไรอื่น ๆ ทั้งสิ้น. นี่เป็นลักษณะของโลกุตตรธรรม ข้อสุดท้าย ! นี่ เป็นสิ่งที่มุ่งหมายปลายทางของพระพุทธศาสนา เป็นธรรมที่ แสดงผลสุดท้ายของการปฏิบัติที่พุทธศาสนาจะนำไปสู่ ทั้งหมดนี้ นับว่าเราได้ติดตามกันมาตั้งแต่ต้น จนถึงเรื่องผลสุดท้าย ของพระพุทธศาสนา : เป็นหลักที่ชี้ให้เห็นกิเลสอันละเอียด ๑๐ อย่าง ที่มีอยู่ใน คนทุกคน, มีลักษณะซึ่งแสดงให้เห็นว่า ถ้าใครละได้ถึงกิเลสชั้นไหน จะเป็น อยู่เหนือโลกในชั้นไหน ; และเมื่อละได้หมด จะประสบผลอันสุดท้ายอย่างไร ; เรื่องทั้งหมดไปจบสิ้นสุดลงที่นิพพาน ดังหลักพระพุทธภาษิตที่ว่า "ผู้รู้ คือพระพุทธเจ้าทุก ๆ องค์ย่อมกล่าวพระนิพพานว่าเป็นอุดมธรรม" นับ ว่าเป็นที่สิ้นสุดลงสำหรับสิ่งทั้งหลาย. อาตมาบรรยายเรื่องนี้ ในฐานะเป็นผล ของการปฏิบัติวิปัสสนา หรือในฐานะเป็นผลสุดท้ายของพุทธศาสนา ที่จะต้อง ศึกษาให้รู้ให้เข้าใจ และต้องลุถึงได้ตามสมควร จึงจะได้ชื่อว่าเป็นพุทธบริษัท จริง ๆ คือเห็นแจ้งหรือเข้าถึงตัวพุทธศาสนาจริง ๆ. มิฉะนั้นแล้วจะเป็นแต่ผู้รู้ หรือผู้เข้าใจในพุทธศาสนาเท่านั้น หาได้เป็นผู้เห็นแจ้งไม่. ฉะนั้น ทุกคน ต้องไปลูบคลำกิเลสของตัวเองให้เข้าใจให้รู้แจ้ง และพยายามไถ่ถอนออกไป
น.247 เสียให้ได้ แม้แต่ครึ่งตัวของกิเลส แล้วก็จะเกิดความรู้แจ้งขึ้นได้ ในเมื่อกิเลส ครึ่งตัวนั้นหมดไปแล้วจริง ๆ มีผลเป็น ความสะอาด สว่าง สงบ เกิดขึ้นแทน อาตมาขอแนะนำพร้อมทั้งวิงวอนให้ท่านทั้งหลาย ไปศึกษาพระพุทธศาสนากัน ในลักษณะนี้ เพื่อการเข้าถึงพุทธศาสนาอย่างแท้จริง. อาตมาขอยุติการบรรยายวันนี้ เพราะหมดเวลา เพียงเท่านี้, และขออภัยที่ล่วงเวลาไปหน่อย เรื่องมันเป็นเรื่องเดียวที่ต้องกล่าวให้จบในคราวเดียว.
Buddhadasa