น.248 ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย, อาตมาได้บรรยายหลักแห่งพุทธศาสนามาโดยลำดับ ๆ ว่า พุทธศาสนา คือวิชาและระเบียบปฏิบัติเพื่อให้รู้ถึงสิ่งทั้งปวงถูกต้องตามที่เป็นจริง ว่าอะไร เป็นอะไร ; สิ่งทั้งปวงนี้มีสภาพตามที่เป็นจริง คือไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็น อนัตตา ; แต่สัตว์ทั้งหลายหลงรักหลงยึดถือสิ่งทั้งปวงเพราะอำนาจของอุปาทาน ; ในพุทธศาสนามีวิธีปฏิบัติเรียกว่า ศีล สมาธิ ปัญญา เพื่อจะตัดอุปาทาน นั้นเสีย ; อุปาทานนั้นมีที่ลงเกาะ หรือ จับยึด ที่ขันธ์ทั้งห้า คือรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ; เมื่อรู้จักขันธ์ห้าตามที่เป็นจริง ก็สามารถ ๒๐๘
น.249 จะเข้าใจสิ่งทั้งปวงจนถึงกับเบื่อหน่ายคลายกำหนัด ไม่ยึดถือด้วยอุปาทาน ; และเราควรจะมีชีวิตอยู่อย่างที่เรียกว่า "เป็นอยู่ชอบ" คือให้วันคืนเต็มไปด้วย ปีติและปราโมทย์อันเกิดมาจากการกระทำที่ดี ที่งาม ที่ถูกต้อง อยู่เป็นประจำ แล้วเกิดความระงับแห่งจิต เกิดสมาธิ เกิดความเห็นแจ้งได้เรื่อย ๆ ไป จนกระทั่ง เกิดนิพพิทา วิราคะ วิมุตติ และนิพพาน ได้ตามความเหมาะสมของสิ่งแวดล้อม ; หรือถ้าเราจะรีบเร่งทำให้เร็วกว่านั้น ก็มีแนวปฏิบัติที่เรียกว่า วิปัสสนาธุระ นับตั้งแต่มีศีลบริสุทธิ์ มีจิตบริสุทธิ์ มีทิฏฐิบริสุทธิ์ เรื่อยขึ้นไปจนถึงมีญาณ ทัสสนะบริสุทธิ์ ในที่สุดก็จะตัดสังโยชน์ต่าง ๆ ได้ เรียกว่าการบรรลุมรรคผล. ทั้งหมดนี้นับว่าเป็นการแสดงแนวสังเขปทั้งหมดของพระพุทธศาสนาแล้วตั้งแต่ต้น จนปลาย ให้เห็นว่าหลักพระพุทธศาสนามีอยู่อย่างไร พร้อมกันกับหลักปฏิบัติ ไปในตัว. สำหรับโอกาสสุดท้ายที่เหลืออยู่อีก ๒ ครั้งในวันนี้ อาตมาเห็นว่า ควรจะได้ชี้ให้เห็นแนวคิดหรือข้อสังเกตที่เกี่ยวกับพุทธศาสนาทั่ว ๆ ไป นับตั้งแต่ ว่าอะไรเป็นมูลเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดสิ่งที่เราเรียกว่าศาสนาเป็นต้น เพื่อให้เข้าใจ สิ่งที่เรียกว่าพุทธศาสนา ในแง่ทั่ว ๆ ไปอย่างทั่วถึง เป็นการป้องกันการเข้าใจ ผิดพลาดได้อีกชั้นหนึ่ง. เมื่อถามขึ้นว่า อะไรเป็นมูลเหตุให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าศาสนาแล้ว นักศาสนาทั้งหลายมีคำตอบที่ยุติกันว่า ศาสนาทั้งหมดของโลกทุก ๆ ศาสนา นับตั้งแต่ชั้นต่ำที่สุดจนถึงระดับที่สูงที่สุดก็ตาม ถือกันว่ามีมูลดั้งเดิมร่วมกันมา จากความกลัว : กล่าวสั้น ๆ ก็ว่า ความกลัวเป็นมูลเหตุให้เกิดศาสนา. แต่ นักศาสนาเหล่านั้นเพ่งเล็งถึงความกลัวอย่างต่ำ ๆ ของคนในสมัยที่ยังไม่เจริญ
น.250 คือมักจะระบุความกลัวปรากฏการณ์ของธรรมชาติที่ดุร้ายหรือลึกลับ ว่าเป็น มูลเหตุของศาสนา. การกล่าวเช่นนั้นก็ถูกต้องเหมือนกัน ; แต่สิ่งที่เรียกว่า ความกลัวนั้นยังมีอยู่อีกหลายชั้น ซึ่งเราจะได้พิจารณากันต่อไป. การที่เราจะเข้าใจว่าศาสนามีมูลมาจากความกลัว ได้อย่างไรนั้น เราจะต้องพิจารณาถึงตัวกิริยาอาการที่เรียกว่าศาสนากันเสียชั้นหนึ่งก่อน. ตัว ศาสนาแท้ ๆ ก็คือตัวการดิ้นรนเพื่อให้รอดจากอันตรายในทางจิต. เมื่อกล่าว อย่างนี้ ก็เป็นการครอบคลุมไปทุก ๆ ศาสนา. แม้จะกล่าวอย่างที่อาตมาเคย กล่าวมาแล้ว ว่าพุทธศาสนา คือวิชาและหลักปฏิบัติ เพื่อให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ก็ยังหมายความว่ารู้เพื่อให้เอาตัวรอดจากอันตรายได้อยู่นั่นเอง. ฉะนั้นถ้าจะ กล่าวให้กินความกว้างคลุมศาสนาทุกศาสนาทั่ว ๆ ไป ตั้งแต่ชั้นต่ำที่สุดในสมัย โบราณซึ่งมนุษย์ยังไม่มีความเจริญ ก็พอจะกล่าวรวบยอดได้อีกอย่างหนึ่งว่า ศาสนาคือตัวการดิ้นรนกระทำเพื่อให้รอดพ้นจากอันตราย หรือสิ่งที่ตน ถือว่าอันตรายในทางจิตนั่นเอง. เมื่อเป็นเช่นนี้ เราย่อมกล่าวได้ว่ามันมีมูล มาจากสัญชาตญาณแห่งความกลัวนั่นเอง. อันตรายในทางภายนอก เช่นสัตว์ ร้ายหรือข้าศึกศัตรูเหล่านี้ คนเราก็มีความกลัวและดิ้นรนต่อสู้หรือหลบหนีตาม สมควรแก่โอกาส. นั่นเรียกว่าความกลัวและการหลบหนีอันตรายทางกายหรือภาย นอก. ทีนี้ เมื่อเกิดมีสิ่งที่น่ากลัวหรืออันตรายที่เรียกว่าภายในหรือทางจิตขึ้นมา อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งชั้นแรกที่สุดก็ได้แก่ความรู้จักคิดนึกถึงสิ่งที่มีอำนาจเหนือหรือ ยิ่งไปกว่าธรรมดา แม้จะเป็นปรากฏการณ์ของธรรมชาติ เช่นฟ้าผ่าฟ้าร้องหรือ สิ่งที่น่ากลัวอื่น ๆ ทำนองนั้น ความคิดเกิดขึ้นว่านี้เป็นของนอกเหนือไปกว่า ธรรมดา คือจะวิ่งหนีหรือต่อสู้เหมือนทำกับสัตว์ร้ายหรือข้าศึกนั้น ไม่มีหนทาง
น.251 เพราะฉะนั้น จึงเกิดความคิดใหม่ มีระเบียบวิธีอันใหม่ สำหรับจะต่อสู้หรือ หลบหลีกสิ่งที่น่ากลัวเหล่านั้น. ข้อนี้ก็คือเกิดวิธีปฏิบัติสำหรับเอาตัวรอดจากสิ่ง ที่กลัวในทางจิตขึ้นนั่นเอง และพอจะถือได้ว่าเป็นมูลเหตุอันแรกแห่งการเกิดขึ้น ของสิ่งที่เราเรียกกันว่า ศาสนา. ถ้าเราเปิดดูหนังสือทุกเล่มที่เขาเขียนกันในสมัยปัจจุบัน อันว่าด้วย มูลเหตุของการเกิดแห่งศาสนาแล้ว ก็จะเห็นว่าเขียนไว้เหมือน ๆ กันหมด คือ ไปยุติลงที่คนบ่าสมัยหินกลัวฟ้าผ่าฟ้าร้อง กลัวความมืด กลัวพายุ กลัวสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่เหนือความเข้าใจและความต้านทานของคนบ่าเหล่านั้น แล้วก็ถือเอาความ กลัวนั้น ๆ ว่าเป็นมูลของการเกิดขึ้นแห่งศาสนา. วิธีที่จะต่อสู้หรือหลบหลีก อันตรายของคนเหล่านั้น ก็คือการแสดงอาการยอมแพ้ หมอบราบ อ้อนวอน บูชา แล้วแต่คนที่ฉลาดที่สุดในสมัยนั้นเห็นว่าจะต้องทำอย่างไร. ครูบาอาจารย์ ของคนสมัยนั้นได้สอนให้หมอบราบ หรือให้บูชาโดยวิธีต่างๆ ตามที่ตนนึกว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือผีเหล่านั้นจะชอบใจ. นี่นับว่าสิ่งที่เรียกว่า ศาสนา เกิดขึ้นมา ในโลกด้วยอำนาจของความกลัว และการปฏิบัติไปตามความกลัว. ต่อมาความ กลัวนั้นได้เขยิบสูงขึ้นมา ตามความเจริญของวิชาความรู้ของมนุษย์ : ความกลัว เลื่อนขึ้นมาจากความกลัวภัยธรรมชาติเช่นนั้น มาสู่ความกลัวชนิดอื่นที่แยบคาย หรือสูงขึ้นไปกว่า. ศาสนาที่มีการบูชาสิ่งที่ตนกลัว เช่นภัยธรรมชาติ กระทั่ง ผีสางเทวดาเหล่านั้น จึงกลายเป็นของขบขันไปในที่สุด. มีคนเขียนภาพ การ์ตูนล้อ เป็นคนหมอบกราบฟ้าคะนองฟ้าผ่าอยู่ แล้วเขียนสุนัขหรือแมวซึ่ง ไม่เคยทำอาการอย่างนั้นเลย เรื่องเลยกลายเป็นว่าการหมอบราบคาบแก้วต่อผีสาง
น.252 เทวดานั้น ทำเป็นแต่คนเท่านั้น สุนัขและแมวเป็นต้น ทำไม่เป็น. นี่กลาย เป็นว่าเป็นของขบขันไป หรือเป็นของน่าหัวเราะ น่าเวทนาสงสารไป. ความกลัวของคนชั้นหลัง ๆ เลื่อนสูงขึ้นมาถึงความกลัวความทุกข์ ชนิดที่อำนาจทางวัตถุช่วยเหลือไม่ได้ เช่นความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย หรือแม้แต่ความทุกข์ที่เป็นไปตามปรกติ เช่นความหม่นหมอง เร่าร้อน มืดมัว เพราะอำนาจของราคะ โทสะ โมหะ ซึ่งแม้จะมีอำนาจ มีเงินเท่าไร ก็ไม่สามารถจะ ระงับอาการอันโหดร้ายของความ เกิด แก่ เจ็บ ตาย หรือความแผดเผาของราคะ โทสะ โมหะได้. ประเทศอินเดียซึ่งเป็นประเทศที่เจริญด้วยนักคิด นักค้นคว้า ผู้มีสติปัญญา จึงได้ก้าวหน้าจากคอยแต่ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้น มากลายเป็น ค้นหาวิธีที่จะเอาชนะความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย หรือเอาชนะ ราคะ โทสะ โมหะ เป็นต้นให้ได้. นี่นับว่าเป็นบ่อเกิดของศาสนาที่สูงขึ้นไป ในทางปัญญา. ถ้าจะกล่าวให้สูงขึ้นกว่านั้นขึ้นไปอีกก็กล่าวได้ว่า เพราะ มนุษย์กลัวว่าจะไม่ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์จะพึงได้รับ จึงได้พยายามค้นหาสิ่งที่ดี ที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ ในที่สุดก็พบวิชาที่จะทำให้เอาชนะความเกิด แก่ เจ็บ ตาย หรือชนะกิเลสได้ ; ความกลัวที่ว่าจะไม่ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ ก็หายไป. สำหรับพระพุทธศาสนา ก็อาจกล่าวได้ว่ามีมูลมาจากความกลัว เหมือนกัน แต่ไม่ใช่ความกลัวอย่างโง่เขลา เช่นกลัวสิ่งศักดิ์สิทธิ์ กลัวผี กลัว เทวดา ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นเจ้าของปรากฏการณ์ของธรรมชาติ หรือว่ากลัวเทวดา ที่มีอำนาจบันดาลสิ่งต่าง ๆ ในท้องฟ้าเหล่านี้เป็นต้นก็หามิได้ แต่หมายถึงกลัว สิ่งที่ควรกลัวยิ่งไปกว่านั้น คือความบีบคั้นแผดเผาหุ้มห่อ ของราคะ โทสะ โมหะ
น.253 ตลอดถึงปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดมาจากอิทธิพลของ ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ในที่สุดก็เกิดบุคคลประเภทที่เราเรียกกันว่าพระพุทธเจ้าขึ้น เป็นผู้พบ วิธีที่จะเอาชนะสิ่งที่กลัวได้เต็มตามความประสงค์ และเกิดวิธีปฏิบัติเพื่อดับความ ทุกข์ชนิดที่เรียกว่า พุทธศาสนา. พุทธศาสนา แปลว่า ศาสนาของผู้รู้, เพราะ พุทธะ แปลว่า ผู้รู้ หรือผู้ตื่น คือไม่หลับ เป็นผู้เบิกบานคือไม่หุบ หรือไม่มืด แต่รู้ความจริงของสิ่งทั้งปวงว่าอะไรเป็นอะไร จึงสามารถปฏิบัติถูก ต่อสิ่งทั้งปวง ไม่เปิดโอกาสให้สิ่งทั้งปวงเกิดเป็นปัญหา หรือเป็นที่ตั้งแห่งความ หลงใหลยึดถือ จนกระทั่งทำให้เกิดความทุกข์แก่ผู้ที่เข้าไปยึดถืออีกต่อไป ; เพราะฉะนั้น พุทธศาสนาจึงเป็นศาสนาที่อาศัยสติปัญญา หรืออาศัยวิชาความรู้ โดยเฉพาะ เพื่อเป็นเครื่องทำลายความทุกข์ หรือต้นเหตุของความทุกข์. การที่จะทำพิธีรีตองเพื่อบูชาบวงสรวงอ้อนวอนนั้น ไม่ใช่พุทธศาสนา คือไม่ถูกรับเข้ามาในพระพุทธศาสนา กลายเป็นสิ่งที่น่าขบขันหัวเราะ และ ถือเอาเป็นที่พึ่งไม่ได้. พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธการกระทำเช่นนั้นโดยสิ้นเชิง. การบูชาอ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ การทำพิธีรดน้ำ อาบน้ำ สระเกล้า ดำหัวเหล่านี้ ล้วนแต่ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่อาจจะเป็นที่พึ่งได้. แม้ที่สุดแต่เทวดาที่ยึดถือ กันว่าเป็นผู้บันดาลสิ่งต่าง ๆ เป็นเจ้าของดวงดาวในท้องฟ้า ดาวนั้นดาวนี้ มีเทวดาองค์นั้นองค์นี้ มีอิทธิพลบังคับมนุษย์อย่างนั้นอย่างนี้ ก็เป็นสิ่งที่ถูก ปฏิเสธสิ้นเชิง โดยบุคคลประเภทพระพุทธเจ้า จนถึงกับมีคำกล่าวในพระพุทธ- ศาสนาว่า "ความรู้ความฉลาดความสามารถที่ทำให้สำเร็จประโยชน์นั่นแหละ เป็นตัวฤกษ์ที่ดีอยู่ในตัวเองแล้ว ดวงดาวทั้งหลายในท้องฟ้าจะทำอะไรได้.
น.254 ประโยชน์ที่ควรปรารถนาจะผ่านพ้นคนโง่ ๆ ที่มัวแต่นั่งคำนวณดวงดาว ในท้องฟ้าไปเสียสิ้น" ๑ ดังนี้เป็นต้น ; หรือว่าถ้าน้ำศักดิ์สิทธิ์จะทำคน ให้ หมดบาป หมดทุกข์ได้แล้ว พวกปลา พวกเต่า ปู่ หอย ที่อาศัยอยู่ในแม่น้ำ หรือสระศักดิ์สิทธิ์นั้น ก็จะหมดบาป หมดทุกข์ไปได้ด้วยน้ำนั้นเหมือนกัน ; หรือถ้าหากว่าความพ้นทุกข์จะสำเร็จได้ด้วยการบูชาอ้อนวอนเอา ๆ แล้ว ในโลกนี้ ก็จะไม่มีใครที่มีความทุกข์เลย เพราะว่าใคร ๆ ก็บูชาอ้อนวอนเป็น ไม่ใช่ของ ทำยาก ; โดยเหตุที่ยังมีคนที่มีความทุกข์อยู่ ทั้งที่ทำการบูชาหรือทำพิธีรีตอง ต่าง ๆ อยู่ จึงถือว่ายังไม่เป็นหนทางที่จะเอาตัวรอดได้ จะต้องมาพิจารณาโดย ละเอียดลออ ให้รู้ให้เข้าใจว่าอะไรเป็นอะไรให้ถูกต้องตามที่เป็นจริง แล้ว ประพฤติต่อสิ่งนั้นให้ถูกให้ตรงตามความจริง จึงจะสามารถเอาตัวรอดได้. นี้เป็นขอบเขตของพระพุทธศาสนาที่เราควรจะเข้าใจไว้ ว่า เราไม่เกี่ยวข้องลงไป ถึงการกราบไหว้บูชาสิ่งที่น่าอัศจรรย์ต่าง ๆ เหล่านั้น และเราไม่เชื่อไม่รับนับถือ พิธีรีตอง เช่นการรดน้ำศักดิ์สิทธิ์เป็นต้น ; เราไม่หวังพึ่งปัจจัยภายนอก เช่น เทวดาบนสวรรค์ หรืออำนาจดวงดาวบนท้องฟ้าเป็นต้น แต่เราจะกระทำเอา ด้วยสติปัญญา ความสามารถของเราเอง. นี่เป็นการแสดงให้เห็นว่า พุทธศาสนา นั้นอยู่ในระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นวิถีทางที่จะทำให้รอดพ้นจากอันตรายในทางใจด้วย เหมือนกัน แต่ว่าไม่เหมือนกับศาสนาบางศาสนา ซึ่งมีพิธีหรือมีหลักการเป็น อย่างอื่น ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น. พุทธศาสนามีวิธีแต่ที่จะใช้ปัญญา ให้รู้ว่า อะไรเป็นอะไรให้ถูกต้องตามที่เป็นจริง แล้วปฏิบัติต่อสิ่งนั้น ๆ ให้ถูกต้องตามกฎ ๑. อตฺโถ อตฺถสฺส นฺขตฺตํ ก็ กริสฺสฺติ คารกา นกฺธฺตํ ปฏิมาเนฺตํ อตฺโถ พาลํ อุปจฺจคา
น.255 ที่แท้จริงของสิ่งเหล่านั้นเท่านั้น. เราไม่ประสงค์จะคาดคะเนหรือทำอย่างที่เรียกว่า เผื่อว่าจะเป็นอย่างนั้น เผื่อว่าจะเป็นอย่างนี้ : เราต้องการจะทำลงไปตรง ๆ ตามที่มองเห็นอยู่ด้วยปัญญาของตัวเอง โดยไม่ต้องเชื่อคนอื่น. แม้จะมีคนอื่น มาบอกให้ทีแรก ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องเชื่อ เราจะต้องฟังและพิจารณาจน เห็นจริงว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ แล้วจึงจะเชื่อ และพยายามกระทำให้ปรากฏผล ด้วยตนเอง. นี้เป็นความหมายของพุทธศาสนาที่แตกต่างกันอยู่ในระหว่างศาสนา ทั้งหลาย นับจำเดิมตั้งแต่แรกเริ่มมีขึ้นมาในโลก จนกระทั่งถึงมีพระพุทธศาสนา. สิ่งที่เรียกว่า ศาสนา ๆ นั้น หรือโดยเฉพาะพระพุทธศาสนาก็ตาม ย่อมมีอยู่หลายแง่หลายเหลี่ยม. มันเหมือนกับของหลายเหลี่ยม ที่เราดูเหลี่ยมหนึ่ง มันก็ไปอย่างหนึ่ง ดูอีกเหลี่ยมหนึ่ง มันก็ไปอีกอย่างหนึ่ง เราอาจดูผิดเหลี่ยม คือไม่ถูกเหลี่ยมที่ควรดูก็ได้. เหมือนอย่างว่าจะสังเกตดูภูเขาลูกหนึ่ง ไม่ว่า ลูกไหน ดูไปจากทิศต่าง ๆ สมมติว่ามี ๘ ทิศ เราจะเห็นว่าภูเขาลูกนั้นมี รูปร่างต่างกัน. แม้พุทธศาสนาก็เหมือนกัน : ถ้าจะดูด้วยสายตาของบุคคลที่มี แง่คิดหรือความคิดหรือหลักสำหรับคิด ตามที่ได้เคยอบรมมาแต่กาลก่อน แล้ว แต่ว่าบุคคลนั้นจะถือหลักการคิดในแนวไหน ก็จะเห็นพุทธศาสนาในลักษณะ ที่แตกต่างกันได้. คนเราย่อมเชื่อความคิดความเห็นของตัว เพราะฉะนั้น ความจริงหรือสิ่งที่เรียกว่า สัจจะ สำหรับบุคคลหนึ่ง ๆ นั้น มันอยู่ตรง ที่เพียงว่า เขาเข้าใจและมองเห็นได้เท่าไร เท่านั้นเอง ไม่มากไปกว่านั้น ; เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่า "ความจริง" ของคนเรา จึงไม่เหมือนกัน เพราะว่า คนเราเข้าถึงตัวจริงของสิ่งซึ่งเป็นปัญหานั้นได้ตื้นลึกกว่ากัน หรือด้วยท่าทาง
น.256 ลักษณะที่ต่างกัน และสติปัญญาที่ต่างกัน. สิ่งใดที่อยู่นอกเหนือสติปัญญา ความรู้ ความเข้าใจของตน, ตนยังเข้าใจไม่ได้, คนนั้นก็ไม่อาจจะเอามา เป็นความจริงของเขาได้. ถ้าเขาจะพลอยว่าจริงไปตามผู้อื่น เขาก็รู้สึกอยู่แก่ใจ ว่าไม่เป็นความจริง. ความจริงของคน ๆ หนึ่งนั้น จะมีอยู่เท่าที่เขามีความเข้าใจ ถึงที่สุดในขณะนั้นเพียงเท่าไรเท่านั้น ; "ความจริง" ของคนในระดับนี้จะเดิน ได้เสมอ คือเดินไปเรื่อย ๆ ตามสติปัญญาความรู้ความเข้าใจที่เพิ่มขึ้นทุก ๆ วัน จนกว่าจะถึงความจริงขั้นสุดท้าย. คนเราในปัจจุบันนี้มีการศึกษามาต่าง ๆ กัน และมีหรือสร้างหลักสำหรับศึกษาพิจารณา สำหรับจะเชื่อนั้นต่าง ๆ กัน ฉะนั้น ถ้าเขาเอาสติปัญญาที่ต่าง ๆ กันนั้น มาดูพุทธศาสนา มาจับพุทธศาสนาขึ้นดูว่า อะไรเป็นอะไร ก็จะเกิดความคิดเห็นแตกแยกแตกต่างกันไป ทั้งนี้เพราะว่า พุทธศาสนาก็มีอะไร ๆ ให้ครบทุกอย่างอยู่เหมือนกัน ; ยิ่งโดยเฉพาะสิ่งที่เรียกว่า "พุทธศาสนา" ในสมัยหลังนี้ด้วยแล้ว มันมีอะไรเพิ่มมากยิ่งขึ้นไปอีกมาก จนน่าเวียนหัว. ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า สิ่งที่เรียกว่าพุทธศาสนาโดยใจความ ก็คือ วิธีปฏิบัติเพื่อเอาตัวรอดจากความทุกข์ โดยการทำให้รู้ความจริงว่าอะไรเป็นอะไร ตามที่พระพุทธเจ้าท่านทรงทำได้ก่อน และได้ทรงสอนไว้เท่านั้น ; แต่ทีนี้ ในคัมภีร์ทางศาสนานั้น มีอะไร ๆ เพิ่มขึ้น ๆ ทุกคราวที่มีโอกาสที่คนชั้นหลัง เขาจะเพิ่มขึ้นได้ด้วยกันทุกศาสนา, พระไตรปิฎกของเราก็ตกอยู่ในฐานะ อย่างเดียวกัน จึงมีเรื่องอะไรมากไปกว่านั้น. ถึงแม้มีข้อความที่พระพุทธเจ้า ท่านตรัสเอง ซึ่งไม่เกี่ยวกับเรื่องดับกิเลสดับทุกข์เป็นมรรคผลนิพพาน โดยตรง
น.257 ก็ยังมี เนื่องจากมีผู้มาทูลถามปัญหาอย่างโลก ๆ ในชั้นต้น ๆ ต่ำ ๆ พระองค์ ก็ได้ทรงให้คำตอบที่เหมาะสมไปด้วยเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเรื่องที่เป็นขั้น โลก ๆ เช่นดิหิปฏิบัติและศีลธรรมสากลทั่ว ๆ ไปนั้น จึงมีอยู่ในพระไตรปิฎก ด้วย. แม้คำที่ผู้อื่นที่เป็นบัณฑิตนักปราชญ์กล่าวกันมาแต่กาลก่อน หรือขณะนั้น ในยุคนั้นก็ดี เป็นสาวกภาษิตก็ดี เป็นฤษีภาษิต เทวดาภาษิตก็ดี ถ้าไม่ขัด กับหลักศีลธรรมสากล คือเป็นไปเพื่อละความชั่วทำความดีแล้ว พระพุทธองค์ ก็ทรงอนุมัติว่าเป็น "คำที่กล่าวดี" ด้วย คือเป็นธรรมะด้วยเหมือนกัน เลย ถูกบรรจุไว้ในพระไตรปิฎกด้วยในอันดับต่อมา. ข้อความที่คนชั้นหลังเพิ่มเติม ปนเปเข้าไปตามความเห็นว่าจำเป็นในยุคนั้น ๆ เพื่อจะช่วยให้คนมีศรัทธามากขึ้น หรือกลัวบาปรักบุญมากขึ้น และมากขึ้น เกินขอบเขตจนกระทั่งเกิดเมาบุญ อย่างนี้ก็มีมาก ซึ่งมีเพิ่มเข้าในพระคัมภีร์ทั้งพระบาลีและอรรถกถา. ครั้นตกมาถึงขั้นนี้ แม้แต่พิธีรีตองต่าง ๆ ที่เพิ่งเกิดขึ้น เกี่ยวเนื่อง กันกับพระพุทธศาสนาเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ถูกนับเข้าเป็นพุทธศาสนาไปด้วย. พิธีรีตองต่าง ๆ ก็เกิดเพิ่มขึ้นอย่างที่เรียกว่าน่าสมเพช เช่นการจัดสำรับคาวหวาน ทำนองเซ่นวิญญาณพระพุทธเจ้า ที่เรียกว่าถวายข้าวพระอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งเป็น สิ่งที่จะมีไม่ได้ในหลักของพุทธศาสนา. การที่จะเซ่นวิญญาณของพระอรหันต์ ให้บริโภคอาหารคาวหวาน ผลหมากรากไม้ หรืออะไรทำนองนี้ เป็นสิ่งที่ เป็นไปไม่ได้ แต่พวกที่เป็นพุทธบริษัทบางพวกก็ได้พยายามจะเข้าใจว่านี่เป็น พุทธศาสนา และก็ได้ถือว่า นี่เป็นพระพุทธศาสนากันอยู่อย่างเคร่งครัดในคน บางหมู่บางเหล่า,
น.258 พิธีรีตองต่าง ๆ ทำนองนั้น เกิดขึ้นอย่างหนาแน่นมากมาย จนหุ้มห่อ ของจริง หรือความมุ่งหมายเดิมให้สาปสูญไปเลย ยกตัวอย่างเช่นเรื่องการ บวชนาค จะต้องมีพิธีทำขวัญนาค เชื้อเชิญแขกเลี้ยงดูกันอย่างเมามายเอิกเกริก ทำพิธีทั้งที่วัด ทั้งที่บ้าน บวชไม่กี่วันก็สึกออกมา เป็นคนเกลียดวัดยิ่งกว่าเดิมไป ก็มี. นี่ขอให้คิดดูเถิดว่า สิ่งที่ไม่เคยมีในครั้งพุทธกาลทั้งนั้น ได้มีมาได้เกิดขึ้น เพราะว่าถ้าเป็นการบวชครั้งพระพุทธเจ้า ก็หมายความว่าบุคคลนั้นได้รับอนุญาต จากบิดามารดาแล้ว จะปลีกตัวจากบ้านจากเรือนเป็นคนที่ทางบ้านตัดบัญชีทิ้งได้ ไปอยู่กับพระพุทธเจ้าหรือพระสงฆ์ มีโอกาสเหมาะเมื่อไรท่านก็บวชให้เป็นพระ องค์หนึ่ง โดยไม่พบเห็นบิดามารดาญาติโยมอะไรเลยจนตลอดชีวิตก็ยังมี. แม้ บางรายจะกลับมาเยี่ยมเยียนบิดามารดาบ้างก็ต่อโอกาสหลังซึ่งเหมาะสม แต่ก็มีน้อย เหลือเกิน เพราะเป็นธรรมเนียมของนักบวชครั้งโบราณจะไม่มาเยี่ยมบ้านเป็น อันขาด. นักบวชบางชนิดบางนิกายก็ยังคงมีอยู่กระทั่งทุกวันนี้ ที่ว่าบวชแล้ว จะมาบ้านไม่ได้เป็นอันขาดไม่ว่าในกรณีใด ๆ. การมาบ้านถือว่าเท่ากับทำลายการ เป็นพระของตัวหมด จึงไม่มาบ้านจนตลอดชีวิต แม้บิดามารดาจะเจ็บจะป่วย จะตายอะไรก็ไม่มีทางทราบ. แต่ในพุทธศาสนายังมีระเบียบวินัยว่ามาได้ในเมื่อมี เหตุผลสมควร ถึงอย่างนั้นก็พึงทราบว่าพวกที่บวชนั้นไม่ได้เวียนมาบ้าน ไม่ได้ บวชในที่ต่อหน้าบิดามารดาแล้วก็ฉลองกันเป็นการใหญ่ แล้วไม่กี่วันก็สึก สึกแล้ว ก็ไม่มีอะไรดีขึ้นกว่าเดิมอย่างนี้เป็นต้น. แม้เป็นเช่นนี้เราก็ยังเรียกการทำขวัญนาค และการทำพิธีต่างๆ ตลอดถึงการฉลองและอะไร ๆ เหล่านั้นว่าเป็นพุทธศาสนา แล้วก็นิยมทำกันอย่างยิ่ง จะหมดเปลืองทรัพย์ของตน หรือแรงงานประเทศชาติ เท่าไรก็ไม่ว่า. “พุทธศาสนา" โดยทำนองนี้เกิดขึ้นใหม่ ๆ เกิดเป็น
น.259 พุทธศาสนาแบบใหม่ ๆ อย่างนี้มีมากมาย แทบจะทั่วไปทุกแห่ง. ธรรมะหรือ ของจริงที่เคยมีมาแต่ก่อนอย่างไรนั้น ถูกหุ้มห่อโดยพิธีรีตองจนมืดมิดหมดสิ้นไป เกิดเป็นสิ่งที่มีความมุ่งหมายอย่างอื่นไปใหม่ เช่นพิธีบวชนี้ก็กลายเป็นเรื่องสำหรับ เพียงแต่แก้หน้าเด็กหนุ่มคนนั้นที่เขาจะหาว่าเป็นคนดิบ หาเมียยากอะไรเหล่านี้ เป็นต้น ตลอดถึงเป็นโอกาสที่จะชุมนุมแขกเหรื่อ ในบางถิ่นบางแห่งกลายเป็นที่ หรือเป็นโอกาสสำหรับรวบรวมเงินที่จะมีผู้นำมาช่วย เป็นการรุ่มรวยกันเสีย คราวหนึ่งอย่างนี้ก็มี ถึงอย่างนั้นเขาก็เรียกกันว่าพุทธศาสนา. ถ้าใครไปตำหนิ ติเตียนเข้า ก็จะถูกหาว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่รู้จักพุทธศาสนา. ในเรื่องต่าง ๆ อย่างอื่น ๆ แทบทุกเรื่อง ก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน, ยกตัวอย่างอีกเรื่องหนึ่งเช่นเรื่องกฐิน ; ของเดิมไม่มีความมุ่งหมายและวิธี การอย่างที่คนสมัยนี้ทำกันอยู่. กฐินนั้นพระพุทธองค์ทรงมีความมุ่งหมายจะให้ พระภิกษุทำจีวรใช้เองเป็นด้วยกันทุกรูป และได้พร้อมเพรียงกันทำจีวรใช้เอง ด้วยมือของตัวเองในเวลาอันรวดเร็ว. ถ้าผ้าที่ช่วยกันทำนั้นมีผืนเดียวก็มอบให้ องค์ใดองค์หนึ่ง ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องเป็นเจ้าอาวาสหรือสมภาร แต่เป็นภิกษุรูปใด รูปหนึ่ง ซึ่งสงฆ์เห็นว่ามีคุณสมบัติในตัวสมควรจะใช้สอย หรือขาดแคลนผ้า จะใช้สอยให้เป็นผู้ใช้สอยจีวรผืนนั้นแทนในนามสงฆ์ทั้งหมด ; มีความ มุ่งหมายว่าจะให้พระทุกรูปหมดความถือเนื้อถือตัว ; จะเป็นพระเถระ จะเป็น พระหนุ่ม หรือจะเป็นสมภารเจ้าวัด หรือจะเป็นผู้มีศักดิ์มีเกียรติ์อะไรก็ตาม ต้องลดตัวเองกลายมาเป็นกุลีกันไปหมดในวันนั้น เพื่อจะมาระดมกันทำการกะผ้า ตัดผ้า เนาผ้า เย็บผ้า ย้อมผ้า ผ่าฟืน ต้มน้ำ ต้มแก่นไม้ทำสีย้อมผ้าและอะไร ๆ
น.260 ทุกสิ่งทุกอย่าง ที่จะทำให้จีวรนั้นสำเร็จได้ในวันเดียวนั้น. มันเป็นการรวบรวม เอาเศษผ้าจากกองขยะมูลฝอยหรือทางใดทางหนึ่งมาปะติดปะต่อกันเข้า หรือเอา เศษผ้าชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่ช่วยกันสะสมไว้ในระยะเวลาที่ทรงอนุญาตมาทำจีวรใช้. นี่เป็นการแก้กิเลสตัณหา ที่เป็นการถือตัวถือตน ที่ไม่เป็นความพร้อมเพรียง ที่เป็นความโง่เง่าช่วยตนเองไม่ได้ เช่นเย็บจีวร ใช้เองไม่เป็นอย่างนี้เป็นต้น. พระพุทธเจ้าท่านทรงมุ่งหมายให้สิ่งที่เรียกว่า กฐิน เป็นอย่างนั้น คือไม่ต้อง เกี่ยวกับฆราวาสเลยก็ได้. ไม่เกี่ยวกับฆราวาส หมายความว่าไม่ต้องเอาไปจาก ฆราวาสก็ได้ แต่เดี๋ยวนี้กฐินกลายเป็นเรื่องมีไว้สำหรับประกอบพิธีหรูหรา เอิกเกริกเฮฮาสนุกสนานพักผ่อนหย่อนใจ โดยไม่ได้รับผลสมความมุ่งหมายอัน แท้จริง แต่กลับใช้เวลามาก เปลืองมาก ยุ่งยากมาก กระทั่งกลายเป็นเวลาสำหรับ สำมะเลเทเมา คือกินเหล้ากินปลากันสนุกสนานไปก็มี เหล่านี้เป็นต้น. พุทธศาสนา "เนื้ออก" ทำนองนี้ มีขึ้นใหม่ ๆ มากมายหลายสิบ หลายร้อยอย่าง โดยไม่ต้องระบุชื่อ เพราะมากจนระบุไม่ไหว แต่อาตมาอยาก จะให้ชื่อว่าพุทธศาสนาเนื้องอก คือเป็นเนื้อร้ายชนิดหนึ่งซึ่งงอกขึ้น ๆ แต่ก็ยัง ได้ชื่อว่าพุทธศาสนาอยู่นั่นเอง เป็นการงอกออกมาบีดบังห่อหุ้มเนื้อดีหรือแก่นแท้ ของพุทธศาสนาให้ค่อย ๆ ลับเลือนไป ด้วยเหตุฉะนี้แหละ สิ่งที่เราเรียกกันว่า พุทธศาสนา ๆ จึงมีเพิ่มขึ้นมากมายหลายประเภทจากตัวแท้ของพุทธศาสนาที่มี อยู่เดิม. ลักษณะอาการเช่นนี้เป็นที่เชื่อได้ว่ามีกันอยู่ทุกศาสนา จะเป็นศาสนา คริสตัง หรือเป็นศาสนาอิสลามอันเคร่งครัดของพระโมฮำหมัด หรือศาสนาอื่น ๆ ก็ตาม ย่อมถูกสาวกสาวิกาในยุคหลัง ๆ นี้ ทำให้เกิดเนื้องอกดังที่ว่านี้ขึ้น
น.261 ตามมากตามน้อย. แต่สำหรับพุทธศาสนาเรานั้น เรารู้ดีว่ามีอะไรบ้าง เพราะ เกี่ยวข้องอยู่ทุกวัน จึงอาจนำมากล่าวให้เป็นเครื่องสังเกต ควรตั้งข้อสังเกตไว้ ว่าสิ่งที่เรียกว่าพุทธศาสนานั้น มีความหมาย ที่ถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขกว้างขวางยุ่งเหยิงซับซ้อนเหลือประมาณ ในสมัยหลังนี้เกิด เป็นนิกายใหญ่ ๆ และนิกายย่อย ๆ อีกตั้ง ๒๐-๓๐ นิกาย ที่กลายเป็นพุทธศาสนา อย่างตันตระ เนื่องกับกามารมณ์ไปก็มี : จำเป็นที่เราจะต้องสนใจค้นคว้า แยกแยะให้รู้จักตัวพุทธศาสนาเดิมแท้ไว้เสมอ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ การที่ ไม่หลงใหลงมงายยึดถือเอาเปลือกที่หุ้มภายนอก ไม่ติดแน่นในพิธีรีตองต่าง ๆ จนเป็นสีลัพพตปรามาสยิ่งขึ้น แต่จะยึดเอาการทำกายวาจาให้บริสุทธิ์ เป็นที่ตั้ง ของจิตอันบริสุทธิ์ มีปัญญารู้ว่าอะไรเป็นอะไรที่ถูกต้อง แล้วประพฤติปฏิบัติไป ตามนั้น. อย่าได้เข้าใจไปว่าถ้าเขาว่าพุทธศาสนาแล้ว ก็พุทธศาสนา. เนื้องอก นั้น ได้งอกออกมาแล้วตั้งแต่หลังจากวันที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วด้วย เหมือนกัน และงอกเรื่อย ๆ มา กระจายไปทางทิศเหนือทิศใต้ จนถึงกระทั่ง บัดนี้ มีเนื้องอกก้อนโต ๆ อย่างมากมาย. เราจะไปอ้างเอา "พุทธศาสนา เช่นนั้น" มาถือว่าเป็นพุทธศาสนาไม่ได้. หรือคนในศาสนาอื่นจะมาชี้ก้อน เนื้องอกเหล่านั้นว่าเป็นพุทธศาสนา และกล่าวหาว่ามีอยู่อย่างน่าบัดสี น่าละอาย เช่นนั้นก็ไม่ได้เหมือนกัน ไม่เป็นการยุติธรรม เพราะว่าสิ่งนั้นไม่ใช่พุทธศาสนา ที่แท้จริงดั้งเดิม แต่เป็นพุทธศาสนาเนื้องอก. พวกเราที่จะช่วยกันจรรโลงพระ- พุทธศาสนา เพื่อเป็นที่พึ่งแก่คนทั้งหลายก็ตาม หรือเพื่อประโยชน์แก่ตัวเราเอง
น.262 โดยเฉพาะก็ตาม จะต้องรู้จักจับฉวยให้ถูกตัวพุทธศาสนา ไม่ไปถูกชิ้นพุทธศาสนา เนื้องอกดังที่กล่าวแล้ว. ยิ่งกว่านั้น ยังมีแง่หรือนัยอันละเอียด ที่เราควรจะตั้งข้อสังเกตให้ ละเอียดลออยิ่งขึ้นไปอีก. ข้อนี้คือ แม้ว่าพุทธศาสนาตัวแท้ หรือคำสอนที่เรียก ได้ว่าเป็นของเดิม ๆ ที่เราสงเคราะห์เรียกกันว่าพระไตรปิฎกนี้ ก็ยังมีหลายแง่ หลายมุม ที่จะทำให้เกิดการจับฉวยเอาไม่ถูกใจความแท้ของพุทธศาสนาก็ได้. อาตมาอยากจะชี้ระบุให้เห็นบางอย่างบางประการเท่าที่เห็นว่าจำเป็น คือหลักธรรม ต่าง ๆ ในพระพุทธศาสนานั้นมีเหลี่ยมดูต่าง ๆ ที่เมื่อมองดูกันในเหลี่ยมไหนแล้ว ก็จะได้รูปร่างหรือลักษณะในเหลี่ยมนั้น. เช่นถ้ามองดูด้วยสายตาของบุคคลที่เป็นนักศีลธรรม สนใจแต่ในด้าน ศีลธรรม หรือมีความรู้แต่ในเรื่องศีลธรรม ก็จะเห็นว่าพุทธศาสนานี้เป็นศาสนา แห่งศีลธรรม (Morals) ล้วน คือเต็มไปด้วยบทบัญญัติที่เป็นศีลธรรมที่ดีงาม เพราะมีกล่าวถึงบุญบาป ดีชั่ว ความซื่อตรง ความกตัญญูกตเวที ความสามัคคี ความเป็นคนที่เปิดเผยตัวเอง และอะไรต่าง ๆ อีกมากมายหลายอย่างหลายประการ ที่ถือกันว่าเป็นศีลธรรมที่ดี ล้วนแต่มีอยู่ในพระไตรปิฎก. นี่เรียกว่า พุทธ- ศาสนาในฐานะที่เป็นศีลธรรม. แม้แต่ชาวต่างประเทศ ก็มองดูกันใน ส่วนนี้อยู่มาก หรือว่าชอบพุทธศาสนาเพราะเหตุนี้ก็มีอยู่มาก. ทีนี้ พุทธศาสนาอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งสูงขึ้นไปในฐานะที่เป็น สัจจธรรม (Truth) คือกล่าวถึงความจริงที่ลึกซึ้งที่เร้นลับ นอกเหนือไปกว่าที่ คนธรรมดาจะเห็นได้ ส่วนนี้ก็ได้แก่ความรู้เรื่องสุญญตา เรื่องอนิจจัง ทุกขัง
น.263 อนัตตา หรือเรื่องการเปิดเผยขึ้นว่า ทุกข์เป็นอย่างไร เหตุให้เกิดทุกข์ เป็นอย่างไร ความดับสนิทของความทุกข์เป็นอย่างไร และวิธีปฏิบัติให้ถึงความ ดับทุกข์เป็นอย่างไร ในฐานะที่เป็นความจริงอันเด็ดขาดที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ที่ทุกคนควรจะรู้. นี้เรียกว่าพุทธศาสนาในฐานะที่เป็นสัจจธรรม ทีนี้อีกส่วนหนึ่ง ได้แก่ พุทธศาสนาในฐานะที่เป็นศาสนา (Religion) คือส่วนที่เป็นระเบียบปฏิบัติได้แก่ศีล สมาธิ ปัญญา กระทั่งผลที่เกิด ขึ้นคือ วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ซึ่งเมื่อบุคคลปฏิบัติแล้วจะหลุดพ้นไปจาก ทุกข์ได้ จัดเป็นตัวการปฏิบัติ นี่เรียกว่าพุทธศาสนาในฐานะที่เป็นศาสนา, อันจะ พึงปฏิบัติเพื่อผล คือโลกุตตรธรรม หรืออมฤตธรรม เป็นวิถีทางปฏิบัติที่จะเอา ตัวรอดโดยตรง ไม่ใช่เป็นแต่ความสัจจ์ความจริงสำหรับรู้อย่างเดียว. พร้อมกันนั้นเอง เรายังมีพุทธศาสนาในเหลี่ยมอื่น ในลักษณะที่ เป็นจิตวิทยา (Psychology) เช่นคัมภีร์ไตรปิฎกภาคท้าย กล่าวบรรยายถึง ลักษณะของจิตไว้กว้างขวางอย่างน่าอัศจรรย์ที่สุด เป็นที่งงและสนใจแก่นัก ศึกษาทางจิต แม้แห่งยุคปัจจุบัน. ข้อความเหล่านั้น จะเป็นของกล่าวทีหลัง หรือพระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้เอง นั่นเป็นอีกปัญหาหนึ่ง ไม่จำต้องวินิจฉัยในที่นี้ แต่พึงเข้าใจว่ามีรวมอยู่ในหมวดที่เรียกว่า อภิธรรมปีฎกแห่งพระไตรปิฎกนั้น ด้วย เป็นความรู้ทางจิตวิทยาชนิดที่จะอวดได้ ว่าแยบคายหรือลึกลับกว่าความรู้ ทางจิตวิทยาของโลกปัจจุบัน. และถ้าจะมองไปอีกทางหนึ่ง พุทธศาสนายังมีความรู้ซึ่งอยู่ ในฐานะ ที่จัดเป็นปรัชญาและวิทยาศาสตร์ อีกด้วย. สำหรับปรัชญานั้น อาตมา
น.264 จำกัดความแต่เพียงว่า คือสิ่งที่ยังเห็นแจ้งชัดด้วยการพิสูจน์ และทดลองไม่ได้ ยังต้องอาศัยการคำนึงคำนวณไปตามหลักแห่งการใช้เหตุผลระบอบหนึ่ง ; อย่างนี้ เรียกว่าเป็นปรัชญา (Philosophy). แต่ถ้าเป็นส่วนที่อาจเห็นแจ้งประจักษ์ ได้ด้วยตา หรือด้วยการพิสูจน์ทดลองตามทางวัตถุ หรือแม้แต่ที่อาจเห็นชัดด้วย "ตาใน" คือญาณจักษุก็ตาม ก็เรียกว่าวิทยาศาสตร์ได้. ความรู้อันลึกซึ้ง เช่นเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท เป็นต้นนั้น ไม่ต้องสงสัย ย่อมเป็นปรัชญาสำหรับ ผู้ที่ยังไม่บรรลุธรรม, แต่จะกลายเป็นวิทยาศาสตร์ (Science) ไปทันที สำหรับผู้ที่บรรลุธรรมแล้ว. แม้เรื่องอย่างเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือ เรื่องสุญญตานี้ก็เหมือนกัน อย่างดีที่สุดจะเป็นได้ก็เป็นเพียงปรัชญาสำหรับคำนึง คำนวณของคนทั่วไป ไม่อาจจะเป็นวิทยาศาสตร์ขึ้นมาได้. แต่ถ้าสำหรับ พระอรหันต์แล้ว เรื่องเหล่านี้กลายเป็นวิทยาศาสตร์ไปทันที เพราะท่านได้ เห็นแจ้งประจักษ์แล้วด้วยใจของท่านเอง ไม่ต้องคำนึงคำนวณตามเหตุผล เราจึงมองเห็นกันอยู่เป็น ๒ ทรรศนะ คือว่า หลักพระพุทธศาสนาบางอย่าง นั้น เป็นปรัชญาสำหรับคนธรรมดาสามัญทั่วไป แต่เป็นวิทยาศาสตร์ สำหรับบรรดาพระอรหันต์ทั้งหลาย. แต่ถึงอย่างนั้นก็ดี ยังมีหลักพระพุทธ- ศาสนาบางส่วนบางประเภทที่เป็นวิทยาศาสตร์โดยส่วนเดียว ที่บุคคลสมัยนี้จะ พิสูจน์ให้ชัดแจ้งด้วยสติปัญญา หรือด้วยวิธีการจับฉวยเอาความจริงตามหลักของ วิทยาศาสตร์แห่งยุคปัจจุบันได้เหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างเรื่องอริยสัจจ์เป็นต้น. ถ้าผู้ใดมีสติปัญญาสนใจศึกษาค้นคว้าแล้ว จะมีเหตุผลแสดงอยู่ในลักษณะที่เป็น วิทยาศาสตร์ ไม่มืดมัวเป็นปรัชญาเหมือนอย่างบางเรื่อง. ฉะนั้น หลักพระพุทธ ศาสนาบางส่วน จึงตั้งอยู่ในฐานะเป็นวิทยาศาสตร์โดยตรง.
น.265 ถ้าจะมองไปให้กว้าง ๆ ตามความนิยมของสมัยนี้ สำหรับบุคคลผู้บูชา วัฒนธรรม ก็จะพบว่ามีคำสั่งสอนในพุทธศาสนาหลายอย่างหลายข้อ ที่ตรงกับ หลักวัฒนธรรมทั้งทางกายและทางจิต. คำสั่งสอนหลายอย่างหลายข้อตรงกับ หลักวัฒนธรรมสากล และจะมีคำสั่งสอนอีกมาก ที่เป็นวัฒนธรรมของชาวพุทธ โดยเฉพาะ ซึ่งดีกว่าสูงกว่าวัฒนธรรมสากลอย่างมากมาย. โดยเหตุนี้แหละ จึงมีเหลี่ยมคูต่าง ๆ ในหลักธรรมแห่งพระพุทธศาสนา ที่เราจะมองได้ในฐานะที่ เป็นศีลธรรมก็มี เป็นสัจจธรรมก็มี เป็นโมกขธรรมก็มี เป็นวัฒนธรรมก็มี เป็นวิทยาศาสตร์ก็มี เป็นปรัชญาก็มี เป็นจิตวิทยาก็มี และยิ่งกว่านั้น ส่วนที่เป็น ตรรกวิทยา (Logic) ซึ่งเป็นศาสตร์ที่โยกโคลงที่สุด ก็มีมากด้วยเหมือนกัน โดยเฉพาะในพวกพระอภิธรรมปิฎกบางคัมภีร์ เช่นคัมภีร์กถาวัตถุเป็นต้น. แต่อย่างไรก็ตาม อาตมาอยากจะขอยืนยันว่า เหลี่ยมซึ่งเราจะต้อง สนใจที่สุดนั้น ก็คือเหลี่ยมแห่งพุทธศาสนาในฐานะที่เป็นศาสนา (Religion) ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นนั่นเอง. พุทธศาสนาในฐานะที่เป็น ศาสนานั้น หมายถึงวิธีปฏิบัติโดยรวบรัด เพื่อให้รู้ความจริงว่าสิ่งทั้งปวงเป็น อะไร จนถอนความยึดถือหลงใหลต่าง ๆ ออกมาเสียจากสิ่งทั้งปวงได้. การ ประพฤติกระทำในลักษณะเช่นนี้ เรียกได้ว่าเป็น ตัวศาสนาแท้ เพราะฉะนั้น อาตมาจึงให้นามจำกัดไว้ว่า "พุทธศาสนาในฐานะเป็นศาสนา".๑ ถ้าจะกล่าว ถึงพุทธศาสนาในฐานะเป็นสัจจธรรมหรืออมฤตธรรม ก็ดูจะสูงไป ฟังแล้วตกใจ · ดูคำอธิบายแยกแยะอย่างละเอียดจากธรรมเทศนา เรื่อง "ศาสนา คือโรงพยาบาลโลก" ของ ผู้แสดงท่านเดียวกัน,
น.266 สำหรับคนโดยมาก, เอาพุทธศาสนาในฐานะที่เป็นศาสนานี้กันดีกว่า คือเป็น วิธีการปฏิบัติอย่างรวบรัดลงไปทันทีทันใดนั้น โดยการพิจารณาว่า สิ่งทั้งหลาย ทั้งปวง ซึ่งล้วนแต่เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นั้น มีอะไรบ้างที่น่ายึดถือ น่าเอา น่าเป็น ; หรือพิจารณาอีกทางหนึ่งว่า มีสิ่งใดบ้าง ที่ยึดถือเข้าแล้วจะไม่ เป็นความทุกข์ชนิดใดชนิดหนึ่ง ; พิจารณาไปจนกระทั่งมีจิตใจเบื่อหน่ายคลาย กำหนัด ไม่ตกเป็นบ่าวเป็นทาสของสิ่งทั้งปวง แต่เป็นอิสระเหนือสิ่งทั้งปวง ควบคุมสิ่งทั้งปวงให้อยู่ในอำนาจแห่งสติปัญญาของตน. แม้จะไปเกี่ยวข้องกับ สิ่งใดๆ ในโลก ในฐานะว่าเอา ว่าเป็น คือเป็นเจ้าของสิ่งนั้นสิ่งนี้ หรือเป็นนั่น เป็นนี่ ก็ตาม ก็เป็น หรือเอา หรือมี โดยสักแต่ว่าสมมติ ไม่ใช่หลงใหลด้วย จิตใจทั้งหมดทั้งสิ้น ด้วยความยึดถือ, แต่เป็นผู้มีสติปัญญา รู้สึกตัวต่อสิ่งทั้งปวง ว่าไม่มีอะไรที่อาจยึดถือว่าเป็นตัวตนหรือเป็นของตน ดังนี้อยู่เสมอ. นี้เรียกว่า เราเข้าถึงตัวพระพุทธศาสนาในฐานะที่เป็นศาสนา มีผลดียิ่งไปกว่าที่จะเป็นเพียง ศีลธรรมตามธรรมดาทั่วๆ ไป ; หรือมีผลดียิ่งกว่าที่จะเป็นสัจจธรรมอันเป็น ความรู้ที่ลึกซึ้งอย่างเดียว ทั้งที่ยังไม่ได้ปฏิบัติอะไร ; และเป็นผลดีกว่าที่จะเป็น เพียงแง่ของปรัชญา ไว้คิดไว้นึก ไว้เถียงกันอย่างสนุกสนาน และก็ไม่ละกิเลส อะไรได้ ; หรือดีกว่าที่จะเป็นเพียงวัฒนธรรมทั่ว ๆ ไป สำหรับประพฤติให้ดีงาม น่าเลื่อมใสในด้านสังคมแต่อย่างเดียว. อย่างต่ำที่สุด เราทั้งหลายควรเข้าเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา ใน ฐานะที่เป็นศิลปะ (Art), ซึ่งในที่นี้หมายถึงศิลปะแห่งการครองชีพ คือเป็น การกระทำที่แยบคายสุขุมในการที่จะมีชีวิตอยู่เป็นคน ให้น่าดู น่าชม น่าเลื่อมใส
น.267 น่าบูชา เป็นที่จับอกจับใจแก่คนทั้งหลาย. อาตมาใช้คำว่า ศิลปะ ในที่นี้ มิได้หมายความว่าเป็นสิ่งหลอกลวงทำนอง Artificial, แต่หมายความว่าเป็นสิ่ง ที่มีความงดงามมาก ตามความหมายของศิลปะที่บริสุทธิ์แท้จริง จนจับใจคนอื่น ให้พอใจทำตามเรา ด้วยความสมัครใจของเขาเอง ไม่ต้องแผ่นเข็นกัน. ขอให้ เราปฏิบัติตามหลักธรรมในพุทธศาสนาในฐานะเป็นศิลปะแห่งการเป็นคน หรือ การดำรงชีพอยู่เป็นคน ซึ่งมีความงดงามอยู่ที่กาย วาจา ใจของเรา ซึ่งใครดูแล้ว จะเกิดความรักความพอใจยินดีทำตามเรา. เราจะมีความงดงามในเบื้องต้นด้วย ศีลบริสุทธิ์สะอาดดี ; มีความงดงามในท่ามกลางด้วยการมีสมาธิ คือมีจิตใจ สงบเย็น เหมาะสมที่จะทำงานทางจิต ; มีความงดงามในเบื้องปลาย คือสมบูรณ์ ด้วยปัญญารู้แจ้งสิ่งทั้งปวง ว่าอะไรเป็นอะไร จนไม่มีความทุกข์เกิดขึ้นเพราะสิ่ง ทั้งหลาย. เมื่อใครมีชีวิตอยู่ด้วยความงาม ๓ ประการในลักษณะเช่นนี้แล้ว ถือว่าเป็นผู้มีศิลปะแห่งการดำรงชีวิตอย่างสูงสุด. ความงามของศิลปะอันนั้น จะดึงดูดใจบุคคลที่พบเห็นโดยรอบข้าง ให้ยินดีปฏิบัติตามเราในฐานะเป็นศิลปะ แห่งการครองชีวิตมากออกไป ๆ โดยปราศจากความยากลำบากในการที่จะแค่น เข็นกัน. แต่อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติธรรมในแง่ของศิลปะอย่างนี้ก็ไม่ พ้นที่จะเป็นตัวแท้ของพุทธศาสนา เพราะว่าการครองชีพอยู่อย่างมี ความสะอาด สว่าง สงบ ถึงที่สุดนั้นแหละ เป็นตัวแท้ของพุทธศาสนา. อาตมาสังเกตเห็นชาวตะวันตกสนใจพุทธศาสนา ในฐานะเป็นศิลปะแห่งชีวิต หรือ Art of Life โดยนัยนี้กันเป็นอันมาก และเขียนกันมากกว่าในแง่อื่น ฉะนั้นจึงนำมาบอกกล่าวสู่กันฟัง ว่ายังมีวิถีทางของศิลปะ ที่จะนำมาใช้ให้เป็น ประโยชน์แก่พุทธบริษัท ด้วยการดำรงชีวิตชนิดที่เป็นศิลปะแห่งการมีความสุข
น.268 ให้คนทั้งหลายดู. แต่ถ้ากล่าวเจาะจงในวงพุทธศาสนาแล้ว ก็ไม่พ้นที่จะกล่าวว่า นั่นแหละเป็นตัวแท้ของศาสนา. ในที่สุด อาตมาอยากจะขอร้องให้ตั้งข้อสังเกต หรือสนใจในส่วน พิเศษอีกส่วนหนึ่ง คือการที่เราเข้าถึงตัวแท้ของพุทธศาสนา จนถึงกับนำมาใช้ เป็นศิลปะแห่งการครองชีวิตให้ได้นั้น มันมีแง่ดีอยู่ว่า เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความ บันเทิงเริงรื่นตามทางของธรรมะ ไม่เหงาหงอย ไม่เป็นทางให้เกิดความเบื่อหน่าย หรือเกิดความหวาดกลัว ดังที่กล่าวกันอยู่ว่า ถ้ามาทำการละกิเลสกันเสียโดย ส่วนเดียวแล้ว ชีวิตนี้จะแห้งแล้งไม่มีรสชาติอะไรเลย หรือว่าถ้าปราศจากตัณหา ต่าง ๆ โดยสิ้นเชิงแล้ว คนเราจะทำอะไรไม่ได้ หรือไม่คิดจะทำอะไร จะเหมือน กับเป็นอัมพาต มือตายตีนตาย อย่างนี้เป็นต้น. แต่โดยที่แท้แล้วผู้ที่ดำรง ชีวิตถูกต้องตามศิลปะแห่งการครองชีวิตของพุทธศาสนานั้น จะมีความบันเทิง เริงรื่นอยู่ตลอดเวลา คือเป็นผู้มีชัยชนะอยู่เหนือสิ่งทั้งปวง ทุกๆ สิ่งที่เข้ามา แวดล้อมตน ไม่ว่าเป็นสัตว์ บุคคล สิ่งของ หรืออะไรชนิดใด จะเข้ามาหา ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ก็ตาม ย่อมจะเข้ามาใน ฐานะเป็นผู้แพ้ เป็นฝ่ายแพ้ ไม่อาจจะทำให้เกิดความมืดมัวสกปรกเร่าร้อนแก่ผู้นั้น ขึ้นได้. กิริยาที่เป็นฝ่ายชนะอารมณ์ทั้งปวงนี้ น่าจะเป็นที่บันเทิงเริงรื่นสำหรับ คนทั่วไปด้วยเหมือนกัน ฉะนั้นเราจึงควรมีทรรศนะประจำตัวอยู่ทรรศนะ หนึ่งเสมอไป ในการที่จะมองพระพุทธศาสนา ในฐานะเป็นโรงมหรสพ ของวิญญาณ เป็นที่แสวงหาความเพลิดเพลินเช่นเดียวกับโรงมหรสพทั่ว ๆ ไป ซึ่งเป็นที่แสวงหาความเพลิดเพลินทางกายหรือทางกิเลส.
น.269 ข้อที่ว่า พระพุทธศาสนา ซึ่งมีสำนักงานอยู่ตามสมาคม หรือวัดวา อารามต่าง ๆ ตั้งอยู่ในฐานะเป็น โรงมหรสพทางวิญญาณ นั้น ก็คือว่าธรรมะ ในพระพุทธศาสนาจะให้ความเพลิดเพลิน ชนิดที่จิตใจหรือวิญญาณต้องการ เป็นสิ่งที่นับได้ว่าเป็นอาหารที่จำเป็นด้วยเหมือนกัน : คนที่ตกอยู่ใต้อำนาจของ กิเลสยังต้องการอาหารทางตา อาหารทางหู อาหารทางจมูก อาหารทางลิ้น อาหารทางกาย เหล่านี้ แสวงหากันไปตามที่สมควรนั้นก็ถูกแล้ว ; แต่ยังมีสิ่ง อีกสิ่งหนึ่งซึ่งอยู่ลึกและไม่ต้องการอาหารชนิดนั้น, สิ่งนี้คือวิญญาณซึ่งเป็น อิสระหรือบริสุทธิ์ ต้องการความบันเทิงเริงรื่นที่เป็นอาหารทางธรรมะ นับตั้งต้น ไปแต่ความยินดีปรีดาที่รู้สึกว่าตนได้ทำอะไรอย่างถูกต้อง เป็นที่น่าพอใจของผู้รู้ หรือพระอริยเจ้าทั้งหลาย มีความสงบหรือระงับในใจชนิดที่กิเลสมาเรียกร้อง ไม่ได้ มีความเห็นแจ่มแจ้งรู้เท่าทันสิ่งทั้งปวงว่าอะไรเป็นอะไร ไม่ทะเยอทะยาน ในสิ่งใด มีอาการเหมือนกับลงนั่งได้ ไม่ต้องวิ่งไปวิ่งมาเหมือนคนทั้งหลายชนิด ที่ท่านให้คำเปรียบไว้ว่า "กลางคืนเป็นควัน กลางวันเป็นไฟ" ซึ่งคิดดูเถอะว่า จะมีความสงบได้อย่างไร. "กลางคืนเป็นควัน" นั้น คือนอนไม่หลับกระสับ กระส่าย มือก่ายหน้าผากคิดจะแสวงหาอย่างนั้นอย่างนี้ คิดจะกระทำเพื่อให้ได้เงิน ได้ลาภ ได้สิ่งต่าง ๆ ที่ตนปรารถนาอย่างนั้นอย่างนี้ อัดเป็นควันกลุ้มอยู่ในใจ เพราะมันยังมืดค่ำ ลุกไปไหนไม่สะดวก ต้องทนนอนอัดควันอยู่. พอถึงเวลา รุ่งขึ้นก็ออกเดินหรือขึ้นรถยนต์สุดแท้แต่จะใช้ยานพาหนะใดๆ วิ่งว่อนไปตาม ความต้องการของ "ควัน" ที่อัดไว้แต่เมื่อคืน. นี่เรียกว่า "กลางคืนเป็นควัน กลางวันเป็นไฟ". เหล่านี้ เป็นลักษณะของการที่จิตใจไม่ได้รับความสงบ ไม่ได้รับอาหารทางธรรม แต่เป็นการที่กระหายไปตามอำนาจของกิเลสตัณหาโดย
น.270 ส่วนเดียว เรียกว่าเป็นผู้ที่ยิ่งกว่าตกนรกทั้งเป็น. ลักษณะที่กลางคืนอัดควันนั้น ก็หมายความว่าร้อนกลุ้มอยู่แล้วตลอดคืน ; กลางวันเป็นไฟนั่น ก็หมายความว่า ลุกโพลง ๆ คือทั้งร้อนทั้งไหม้อะไรไปในตัวเสร็จตลอดทั้งวันอีก, แล้วจะหา ความสงบเยือกเย็นอย่างไรได้, ถ้าคนเราต้อง "กลางคืนอัดควัน กลางวันเป็นไฟ” ไปจนตลอดชีวิต ตลอดชาติแล้วจะเป็นอย่างไรบ้าง ขอให้คิดดู. เขาเกิดมา ทนทุกข์ทรมานจนตลอดชีวิต คือนับตั้งแต่เกิดมาจนกระทั่งเข้าโลงไปทีเดียว แล้วก็ไม่มีสติปัญญาที่จะระงับดับไฟ ดับควัน นั้นเสียได้. เขาจะต้องอาศัย สติปัญญาของบุคคลประเภทพระพุทธเจ้า สำหรับจะช่วยแก้ไขให้เบาบางจาก ลักษณะที่เรียกว่า "กลางคืนเป็นควัน กลางวันเป็นไฟ" นั้น ลงตามส่วน จนกระทั่งว่า กลางคืนก็พอมีเวลาที่ไม่อัดควัน กลางวันก็มีเวลาที่ไม่ลุกเป็นไฟ. เมื่อเขาได้เข้าใจสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ถูกต้องตามที่เป็นจริงมากขึ้นเท่าไร ควัน หรือไฟก็ลดน้อยลงเท่านั้น. ถ้าเรามองเห็นความจริงคืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของสิ่งที่ตน กำลังละโมภจะเอา จะเป็น อย่างแจ่มแจ้งอยู่เป็นประจำแล้ว ก็จะได้ รับแต่ความเยือกเย็นในทุก ๆ กรณี เมื่อความเยือกเย็นที่แสนจะเย็น ชนิดที่ ว่าไม่ต้องรดน้ำ ไม่ต้องอาบน้ำ ก็ยังเย็นยิ่งกว่าการรดน้ำ การอาบน้ำ แช่น้ำ เป็นความบันเทิงเริงรื่นของวิญญาณส่วนลึก ได้รับความเพลิดเพลินเป็นความ พอใจตามทางธรรม อาตมาจึงชี้ทรรศนะที่ให้ช่วยกันมองจนเห็นว่า พุทธศาสนานี้ ตั้งอยู่ในฐานะเป็นโรงมหรสพของฝ่ายจิต หรือ Spiritual Theatre ดังกล่าวแล้ว.
น.271 ท่านทั้งหลายจะศึกษา หรือจะมองศาสนากันในลักษณะที่เป็นปรัชญา ก็ได้ เป็นศีลธรรมก็ได้ เป็นวิทยาศาสตร์ก็ได้ เป็นศิลปก็ได้ แม้ที่สุดแต่จะจัด เป็นวัฒนธรรมเป็นอย่างต่ำ และเป็นสัจจธรรมหรือเป็นโมกขธรรม เป็นอย่างสูงสุด ก็ได้ ; แต่ที่จะเป็นประโยชน์อย่างกว้างขวางที่สุดนั้น ย่อมอยู่ตรงที่รู้จักมอง พุทธศาสนาในฐานะเป็นศาสนา หรือเป็นโรงมหรสพทางฝ่ายจิตเท่านั้นเอง. ลักษณะนอกนั้นอาจเป็นความรู้อย่างผิวเผินบ้าง เป็นไปอย่างชนิดไขว้กันคือไม่ ตรงสู่ตรงทางของชีวิตจิตใจบ้าง หรือเป็นแต่เพียงสำหรับรู้ สำหรับคิด สำหรับ ถกเถียง สำหรับเป็นนักปราชญ์อย่างเดียวบ้าง แต่ก็ละกิเลสอะไรไม่ได้เลย. ถ้าเราจะเป็นพุทธบริษัทที่มีความสะอาด สว่าง สงบ ตามสมควรแล้ว ต้องเข้า ไปเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาในฐานะเป็นศาสนาโดยตรง, หรือเป็นโรงมหรสพทาง ฝ่ายวิญญาณอย่างเดียวเท่านั้น จึงจะได้รับประโยชน์เต็มตามความหมายของสิ่งที่ เราเรียกกันว่า พุทธศาสนา ทุกประการ ทั้งหมดนี้ เป็นการชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่เรียกว่า พุทธศาสนา นั้น มีลักษณะหลายเหลี่ยมหลายคู เหมือนกับภูเขาลูกเดียว มองจากทิศต่าง ๆ กัน ก็เห็นเป็นรูปต่าง ๆ กัน เห็นประโยชน์ได้ต่าง ๆ กัน แล้วแต่ทรรศนะของผู้มอง. แม้พระพุทธศาสนาจะมีมูลมาจากความกลัว ก็ไม่ใช่ความกลัวที่โง่เขลาของคน ป่าเถื่อน จนถึงกับนั่งไหว้รูปเคารพ หรือไหว้สิ่งที่มีปรากฏการณ์แปลก ๆ แต่เป็นความกลัวชนิดที่สูง คือความกลัวว่าจะไม่ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ นั่นคือความรอดพ้นไปจากความบีบคั้นของความเกิดแก่เจ็บตาย หรือความทุกข์ ทั้งหลายที่เรามองเห็น ๆ กันอยู่. สิ่งที่เรียกว่าพุทธศาสนาตัวแท้นั้น ไม่ใช่
น.272 หนังสือ ไม่ใช่คัมภีร์ ไม่ใช่เสียงบอกเล่า ไม่ใช่หลักแห่งการคิดไปตามเหตุผล ; ตัวพระไตรปิฎกหรือตัวศาสนาพิธีรีตองต่าง ๆ นั้น ยังไม่ใช่ตัวแท้ของพระพุทธ ศาสนา ; ตัวแท้ของพุทธศาสนาต้องเป็นตัวการปฏิบัติด้วยกาย วาจา ใจ ชนิด ที่จะทำลายกิเลสให้ร่อยหรอ หรือสิ้นไปในที่สุด. นี่เรียกว่าตัวจริงของพุทธ ศาสนา ในลักษณะซึ่งไม่จำเป็นต้องเนื่องด้วยหนังสือ ไม่ต้องเนื่องด้วยตำรา ไม่ต้องเนื่องด้วยพิธีรีตอง ไม่ต้องเนื่องด้วยสิ่งภายนอก เช่นเทวดาหรือดวงดาว บนท้องฟ้าเป็นต้น แต่ต้องเนื่องในภายใน ด้วยกาย วาจาและด้วยใจ เนื่องด้วย สิ่งที่เกี่ยวเนื่องกันอยู่กับกายใจโดยตรง คือกิเลสอันสรุปรวมอยู่ที่อวิชชา ความ ไม่รู้ ซึ่งจะต้องบากบั่นกำจัดให้หมดสิ้นไป จนเกิดความรู้สว่างไสวที่เรียกว่า วิชชา ขึ้น สามารถที่จะทำอะไรให้ถูกต้องได้ด้วยตนเอง ไม่มีความทุกข์เกิดขึ้นตั้ง แต่ต้นจนอวสาน. นี่แหละ คือตัวแท้ของพระพุทธศาสนาในส่วนที่เราจะ ต้องเข้าใจ อย่าได้ไปหลงใหลเอาเนื้องอกที่หุ้มห่อพระพุทธศาสนามาเป็นตัว ศาสนาเลย. อาตมาขอยุติการบรรยายในวันนี้ลง ด้วยการหมดเวลาเพียงเท่านี้.
Buddhadasa