Buddhadasa.org

ตุลาการิกธรรม เล่ม 1 ครั้งที่ ๑/๒๕๐๐ — ความต่างระหว่างศีลธรรมกับศาสนา

ตุลาการิกธรรม เล่ม 1 — คำบรรยายหลักพุทธศาสนา อบรมผู้ที่จะเป็นผู้พิพากษา ณ เนติบัณฑิตยสภา รุ่น พ.ศ. ๒๔๙๙ และ ๒๕๐๐ (สมัยดำรงสมณศักดิ์ พระอริยนันทมุนี) · วันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๐๐

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.298 ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย , การอบรมครั้งนี้ของอาตมา เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่าได้แก่ เรื่อง "หลักพระพุทธศาสนา และศีลธรรม พร้อมทั้งวิธีปฏิบัติ". จากหัวข้อนี้เราย่อม เห็นได้ชัดว่า มีเรื่องที่พอจะแบ่งแยกได้เป็น ๒ เรื่อง คือเรื่องตัวพระศาสนา และเรื่องศีลธรรม ซึ่งแต่ละเรื่องก็มีวิธีปฏิบัติด้วยกัน. ในโอกาสนี้อยากจะ ชักชวนให้เรายอมเสียเวลากันสักคราวหนึ่ง เพื่อพิจารณากันถึงความแตกต่าง ระหว่างสิ่งที่เรียกว่า ศาสนา และ ศีลธรรม ; เพราะฉะนั้นหัวข้อที่จะบรรยาย ในวันนี้ก็มีว่า หลักพระพุทธศาสนา และศีลธรรม. ๒๕๗

น.299 คนทั่วไปอาจจะมีความเห็นว่า ศีลธรรมก็เป็นศาสนา, หรือเทียม ศาสนา, หรืออย่างน้อยที่สุดก็เป็นส่วนหนึ่งของศาสนา. การที่มีความเห็น หรือกล่าวเช่นนั้นก็เป็นการถูกต้องอยู่เหมือนกัน ; แต่ว่าถ้ากล่าวโดยหลักวิชา ที่แท้จริงแล้ว สิ่งที่เรียกว่าศาสนา และศีลธรรมนั้น ไม่ควรจะถือว่าเป็นอันเดียว กันเลย เพราะมีหลักเกณฑ์ต่างกัน. เราควรจะถือเอาตามหลักของวิธีการ พิจารณาตามหลักวิชา ; แทนที่จะถือเอาตามความรู้สึกทั่วๆ ไปว่า ศีลธรรม คือศาสนา, หรือเป็นส่วนหนึ่งของศาสนา. สำหรับคำว่า "ศีลธรรม" ในที่นี้ ควรจะยุติให้ลงกันเสียทีว่า ได้แก่สิ่งที่เรียกกันโดยภาษาทั่ว ๆ ไปว่า moral. ว่าที่จริง เรื่องคำนี้ไม่ค่อย จะสำคัญ แต่ถ้าไม่กำหนดกันให้ตายตัวแล้ว มนจะยุ่งมาก ; เพราะฉะนั้น จึงเป็นสิ่งสำคัญอยู่ดี. สิ่งที่เรียกว่า "ศีลธรรม" ในภาษาไทยเรากับคำว่า moral นั้น โดยพยัญชนะ ไม่ค่อยตรงกันนัก ; แต่โดยความหมายที่เรายึดถือ กันอยู่ในเวลานี้ ก็นับว่าตรงกันอยู่ที่เดียว. อย่างไรก็ตาม, เมื่อพิจารณากัน ถึงคำว่า "ศีลธรรม" แล้ว ก็อยากจะขอร้องให้พิจารณาเลยไปถึงคำว่า “จริยศาสตร์" หรือที่เรียกโดยภาษาทั่วไปว่า "ethics" อีกสักคำหนึ่งกันเสียด้วย ในที่นี้. คำว่า moral ที่เราถือกันว่าได้แก่ศีลธรรมนี้ เพ่งเล็งไปในทางการ ปฏิบัติมากกว่าหลักวิชา ; ส่วนคำว่า ethics นั้น เพ่งเล็งไปในทางหลักวิชา มากกว่าที่จะเป็นตัวการปฏิบัติ. และที่ใช้กันอยู่ในบทความทั่ว ๆ ไป สิ่งที่ เรียกว่า ethics นั้น นักศึกษาขยายความออกไปว่า เป็น moral philosophy : ฟังดูคล้ายกับเป็นปรัชญา, หรือเป็น philosophy : แต่เราไม่ควรจะให้

น.300 ความหมายมากถึงอย่างนั้น ; ควรจะเป็นเพียงศาสตร์ที่เกี่ยวกับศีลธรรม, ทั้ง ๆ ที่ เรียกว่า moral philosophy. คำ ๆ นี้ใช้แทนกันได้กับคำว่า ethics เสมอไป ถ้าเราจะเปิดดูในหนังสือที่เกี่ยวกับเรื่องนี้. ส่วนคำว่า moral นั้น แยกออกมาให้หมายถึงระเบียบปฏิบัติ โดยตรง ; แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีการใช้คำเหล่านี้แทนกัน หรือปนเปกันอยู่ในที่บางแห่ง, หรือบางคนที่เขาเป็นนักเขียน ; เพราะฉะนั้นเมื่อเราจะพูดถึงศีลธรรมกันในที่นี้ ก็เป็นอันว่าขอยกเว้นสิ่งที่เรียกว่า moral philosophy หรือ ethics : จะพูดถึง แต่สิ่งที่เรียกว่า Moral อย่างเดียว และเรียกว่า "ศีลธรรม" . คำว่า "ศีลธรรม" ในภาษาไทยเรา, ตามที่พอจะบัญญัติความหมาย ให้รัดกุม, ก็ได้แก่ระเบียบปฏิบัติ, ซึ่งปฏิบัติเพื่อให้เกิดความผาสุก และสงบสุขเนื่องด้วยสังคมเป็นส่วนใหญ่ ; แม้บุคคลจะเป็นผู้รับผลอันนั้น แต่ผลอันนั้นเพ่งเล็งถึงสังคมเป็นส่วนใหญ่ จะได้รับรวมกันเป็นหน่วยใหญ่. ส่วนที่เรียกว่า "ศาสนา" หรือ religion นั้น เราเพ่งส่วนตัวบุคคล เป็นส่วนใหญ่ ; เพราะว่าสมรรถภาพในการประพฤติปฏิบัติสิ่งทั้งสองนี้ของคน คนหนึ่ง ๆ ไม่เท่ากัน : คนที่สามารถจะสามารถปฏิบัติในหลักของพระศาสนา หรือตัวศาสนานั้นไปได้ไกล ; แต่ส่วน ศีลธรรม นั้น จำกัดอยู่ว่า อย่างน้อย ทุกคนจะต้องมีเสมอกัน หรือเท่ากัน ในระดับหนึ่งทีเดียว. ด้วยเหตุนี้แหละ หลักปฏิบัติที่เกี่ยวกับศีลธรรมจึงลดมาอยู่ในระดับต่ำ, คือว่าทุก ๆ คนจะปฏิบัติได้เหมือน ๆ กันหมด. นี้ก็เป็นข้อหนึ่งที่จำเป็นต้อง

น.301 แบ่งแยกให้เห็นความแตกต่างระหว่างสิ่งที่เรียกว่า moral กับ religion. หรือที่ เราเรียกว่า "ศีลธรรม" กับ "ศาสนา" ในที่นี้ : ทีนี้เราจะพิจารณาดูในส่วนที่เป็นลักษณาการ, หรือขอบเขตแห่งวิสัย ของ ๒ สิ่งนี้ : เราจะเห็นได้ทันทีว่า สิ่งที่เรียกว่าศีลธรรมนั้น ยังอยู่ในวิสัยที่ เป็นสิ่งที่มนุษย์ทำขึ้น บัญญัติขึ้น แต่งตั้งขึ้น ตามเหตุผลของมนุษย์เอง, หรือ ตามความต้องการ, ตามความจำเป็นของมนุษย์เอง ; ส่วนที่เรียกว่าศาสนานั้น ไม่เป็นอย่างนั้น มันยิ่งไปกว่านั้น คือยังจะต้องอยู่ในวิสัยหรือลักษณะที่เป็น สัจจธรรมโดยตรง ; เป็นสิ่งที่ธรรมชาติอันลึกลับ หรือว่าตัวธรรมชาติที่เรา ไม่เข้าใจได้นั้น เป็นผู้กำหนด หรือเป็นผู้แต่งตั้ง เมื่อศีลธรรมเป็นสิ่งที่มนุษย์จัดทำ หรือปรุงขึ้นตามความ ต้องการของสังคมมนุษย์ ; ฉะนั้นอาจจะแตกต่างกันตามภาวะ, ตามสมัย, ตามเทศะ หรือถิ่น, หรือตามความจำเป็นในบางกรณี. เรายังเรียกได้ว่า เป็นสิ่งที่อยู่ในวิสัยที่มนุษย์ทำ, ซึ่งเรียกกันง่ายๆ ว่า man - made คือสิ่งที่ มนุษย์ทำขึ้น. ส่วนสิ่งที่เป็นตัวศาสนานั้น เป็นสัจจธรรม คือ เป็นความ จริงตามธรรมชาติ ; คนไม่อาจจะทำได้, คนไม่อาจจะบัญญัติได้, คนไม่อาจ จะควบคุมหรือแต่งตั้งกฎเหล่านี้ได้ ; นี้เรียกว่าต้องเป็นไปโดยวิสัยที่เป็นอยู่แล้ว. มันต่างกันอย่างนี้ ในระหว่างศีลธรรมกับศาสนา. ถ้าพิจารณาดูกันในแง่ฐานรากของ ๒ สิ่งนี้ เราจะเห็นได้ว่าสิ่งที่ เรียกว่าศีลธรรมนั้นตั้งอยู่ หรือดำเนินไปตามกฎเกณฑ์ของศาสตร์ หรือ

น.302 ของสิ่งที่เรียกว่าวิทยาศาสตร์ก็ได้ ; คือเอาเหตุผลเฉพาะหน้า ที่พิสูจน์ได้ ทดลองได้ เป็นหลัก ; แล้วก็บัญญัติศีลธรรมนั้นขึ้นบนรากฐานอันนั้น. แต่ ส่วนสิ่งที่เรียกว่า ศาสนา นั้นไม่เป็นอย่างนั้น, คือไปลึกเกินกว่าคนธรรมดา จะร่วมกันไปจับกฎเกณฑ์ หรือเหตุผลมาพิสูจน์ มาทดลอง และใช้ ร่วมกันได้ ; เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่าศาสนาจึงไม่อาจจะตั้งอยู่หรือดำเนิน ไปตามแนวของศาสตร์ แต่ต้องเป็นไปตามแนวของสิ่งที่ลึกลับกว่านั้น ซึ่งจะเป็น ปรัชญา หรือที่เรียกว่า philosophy ก็ได้, หรือแม้ที่สุดจะเป็นไปตามความเชื่อมั่น ยึดถือในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ปาฏิหาริย์ พิสูจน์ไม่ได้ เช่น mythology ต่าง ๆ อย่างนี้ ก็ได้ ; แต่รวมความแล้วก็คือว่า เป็นสิ่งไม่อาจจะมองเห็นได้ พิสูจน์หรือ ทดลองได้โดยหลักของวิทยาศาสตร์ทางสังคม และในสายตาของคนทั่วไป. ขอให้กำหนดไว้สักหน่อยว่า "สำหรับคนทั่วไป”, ไม่ใช่สำหรับ พระอริยเจ้า, ควรจะทำความเข้าใจไว้เสียเลยว่า : สิ่งที่เรียกว่า ศาสนา ซึ่งมักจะเป็นสิ่งที่ลึกลับ, หรือเป็นของที่เข้าใจไม่ได้สำหรับคนทั่วไป จนต้อง ยกให้เป็นสิ่งที่ตั้งอยู่ในแนวของปรัชญานั้น ; มันกลับเป็นสิ่งที่เปิดเผย ชัดเจน ฟังง่าย สำหรับพระอริยเจ้า. แต่เมื่อกล่าวโดยหลักทั่วไป และสำหรับคน ทั่วไปแล้ว ก็ต้องถือว่า ศาสนาสำหรับปัญญาชนนั้นมีรากฐานตั้งอยู่ หรือ ดำเนินไปตามหลักเกณฑ์ของปรัชญา, คือสิ่งที่ไม่อาจจะพิสูจน์ทดลองได้ ด้วยสติปัญญาของคนทั่วไป ; จึงต้องอาศัยเหตุผล ซึ่งเป็นการคำนึงคำนวณอย่าง แยบคายอยู่มาก. ส่วนอีกทางหนึ่งซึ่งเป็นศาสนาสำหรับผู้มิใช่ปัญญาชนนั้น ก็อาศัยความเชื่อมั่นต่าง ๆ. นี่เป็นฐานรากของศาสนา คือสิ่งที่เรียกว่า ศาสนา ตั้งอยู่ หรือดำเนินไปได้โดยรากฐานเหล่านี้ ; เช่นเดียวกับศีลธรรมตั้งอยู่ หรือดำเนินไปตามกฎเกณฑ์แห่งศาสตร์อันเปิดเผย หรือที่เรียกว่า Science.

น.303 ทีนี้เราลองพิจารณาดูถึงลักษณาการที่ของ ๒ สิ่งนี้ดำเนินไป : เราจะเห็นได้ทันทีว่า สิ่งที่เรียกว่า ศีลธรรม นี้ เมื่อเป็นของสำหรับ คนทั่วไป ก็ดำเนินไปตาม common sense ของคนทั่วไป ; เท่าที่ปัญหาเฉพาะ หน้าทางสังคมจะจูงให้เกิดความคิดนึกอย่างไร ; แล้วก็ชวนกันวางรูปแห่งศีลธรรม ขึ้นตาม common sense นั้น ๆ. ส่วนสิ่งที่เรียกว่า ศาสนา โดยเฉพาะพระพุทธศาสนาแล้ว ไม่อาจจะใช้ common sense อย่างนั้นได้ ; มันมีความลับของธรรมชาติ ที่ตายตัวเด็ดขาดอยู่ จะต้องเข้าถึงความจริงของธรรมชาติอันนั้น แล้วมีหลัก การปฏิบัติที่จะแก้ความทุกข์ทางใจกันได้ ในรูปของเทคนิคโดยตรง. อย่างที่ เราจะเห็นได้ว่า พระพุทธเจ้าท่านได้แสดงคำสอนเพื่อดับทุกข์ไว้อย่างรัดกุมในรูป ของเทคนิค ; ไม่มีทางที่จะเป็น common sense เลย. แต่อย่างไรก็ดี เราอาจจะกล่าวได้ว่า เรื่องของศีลธรรมก็มีเทคนิค เหมือนกัน ; หากแต่มิได้มากมาย หรือรัดกุมอย่างที่จะต้องใช้กับพุทธศาสนา. เพราะว่าศีลธรรม เราเพ่งถึงผลที่น้อยกว่า หรือต่ำกว่า จึงไม่จำเป็นจะต้อง รัดกุมเท่ากับการที่จะทำความดับทุกข์ หรือดับกิเลสสิ้นเชิง. นี่ก็เป็นเครื่อง แสดงความแตกต่างระหว่างสิ่งที่เรียกว่า ศาสนา กับ ศีลธรรม อยู่อย่างชัดแจ้ง เมื่อพิจารณาดูกันถึง ขอบเขต ไม่ว่าจะเป็นขอบเขตของการศึกษา หรือการปฏิบัติ ; หรือเพ่งเล็งถึงผลของการปฏิบัติก็ตาม. ขอบเขตของศีลธรรม นั้น ท่านมุ่งหมายกันกว้างมาก, คือกลายเป็นเรื่องสังคม ของสมาคม หรือของระหว่างชาติ ; และเพ่งเล็งประโยชน์บน social ทางการเมือง และอื่น ๆ จนกลายเป็นมีลักษณะเป็น international ไปเลย.

น.304 ส่วนขอบเขตทางศาสนานั้น ไม่เพ่งเล็งกันในรูปนั้น ; เพ่งเล็งเฉพาะ คนเป็น individual. ถ้าเพ่งผล ก็เป็นผลของ individual. โดยเหตุที่ ความจำเป็นตามธรรมชาติบังคับอยู่ด้วย, โดยเหตุที่เพ่งผลต่างกันด้วย, ศีลธรรม จึงเพ่งผลเป็นความผาสุกของสังคม, และคำว่าสังคมก็กินความกว้างไปถึงระหว่าง ชาติ, หรือทั้งโลก, หรือทั่วสากลให้เหมือน ๆ กัน. ส่วนศาสนาต้องการ คล้ายกับว่าให้ทำเพื่อเฉพาะตน ; ใครสามารถเท่าไรก็ไปให้ถึงที่สุดตามความ สามารถสติปัญญาของตน ๆ. นี้จึงเห็นได้ว่าขอบเขตก็ต่างกัน, ความมุ่งหมาย ก็ต่างกัน. ทีนี้เราลองพิจารณาดูถึงมูลเหตุที่ให้เกิด ๒ สิ่งนี้ : มูลเหตุที่ทำให้เกิดศีลธรรมนั้น ไม่ต้องสงสัย พอจะมองเห็นกันได้ ทุกคนว่า ได้แก่ความเดือดร้อนของสังคม. เมื่อความเดือดร้อนของสังคม เกิดขึ้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีศีลธรรม เพื่อป้องกันแก้ไขความเดือดร้อน ของสังคม. มูลเหตุแท้จริงเพื่อเกิดศาสนานั้น หมายถึงปัญหาทางจิตใจ เช่นความกลัวสิ่งที่ลึกลับ. อาตมาต้องใช้คำว่า "ลึกลับ" เพราะไม่ทราบ ว่าจะใช้คำอะไรดี. ความกลัวต่อสิ่งลึกลับหรือปัญหาลึกลับชนิดหนึ่งทีเดียว ที่เป็นมูลเหตุให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า ศาสนา. ความเดือดร้อนของสังคมนั้น แทบจะไม่ต้องอธิบายอะไรกันแล้ว ; พอจะเข้าใจกันได้ว่า อยู่กันด้วยความที่ไม่มีความเคารพซึ่งกันและกัน, อยู่ด้วย ความเบียดเบียนซึ่งกันและกัน อะไรทำนองนี้ ; นี่แหละความเดือดร้อนของ สังคม เป็นมูลเหตุให้เกิดศีลธรรม.

น.305 ตัวอย่างในเรื่องพระบาลีอัคคัญสูตร ในพระไตรปิฎก, ซึ่งเหมือน กับเรื่องที่เขานำมาใช้เป็นเรื่องเริ่มต้นของการมีมนูธรรมศาสตร์, เรื่องพระเจ้า สมมติราชที่เล่ากัน ซึ่งที่แท้ก็มีในพระบาลี ในสูตร ในพระไตรปิฎก. เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อคนเราอยู่ในโลกที่แรก, แรกมีมนุษย์ขึ้นในโลกตอนแรก ๆ ไม่มีปัญหาเรื่องศีลธรรม ; เพราะว่าคนในระยะนั้นยังไม่มีความจำเป็น, ไม่มี ความต้องการ, ไม่มีความทะเยอทะยานมากมาย, สิ่งต่าง ๆ หาได้ตามธรรมชาติ เช่นว่า มีข้าวสาลีเกิดอยู่เองตามป่า ; ตอนเช้าไปเก็บ รุ่งขึ้นก็มีมาตามเดิม อย่างนี้เป็นต้น. แปลว่าสิ่งสนองความต้องการมีทั่วไป หรือล้นเหลือ ; เป็นอยู่ตามธรรมชาติก็เป็นผาสุก. แต่ต่อมา, เมื่อเกิดจำนวนคนมากขึ้น สิ่ง สนองความต้องการนั้นยังไม่พอ ; ก็เลยเกิดละเมิดสิทธิของกันและกันจนต้อง แบ่งที่กินที่อยู่ : การบัญญัติศีลธรรมหรือกฎหมาย หรือระเบียบของหมู่คณะ จึงมีขึ้น. นี่เห็นได้ว่า ความเดือดร้อนของสังคม เป็นมูลเหตุของสิ่งที่เรียกว่า ศีลธรรม. มูลเหตุของพุทธศาสนา หรือของศาสนาทั่ว ๆ ไป ซึ่งหมายถึง ความกลัวสิ่งที่ลึกลับนั้น หมายถึงสิ่งที่มนุษย์อธิบายเองไม่ได้, เข้าใจไม่ได้ ; เป็นปัญหาเรื่องความทุกข์ยากลำบากทางจิตใจ ทางวิญญาณ อย่างอื่น ๆ ที่ ไม่อาจจะอธิบายได้ด้วยสติปัญญาของคน ; เช่นอย่างว่า ศาสนาที่สูง ๆ, สูง เหมือนกับพุทธศาสนานี้ก็เห็นได้ว่า มีเรื่องการดับทุกข์, ดับกิเลส, ดับตัณหา, มีคำว่าลุถึงนิพพาน, นั้นมันเป็นเรื่องลึกลับเกินกว่าที่คนจะเข้าใจกันได้เอง. ความลึกลับนี้ขยายต่ำลงมาถึงความกลัว เช่นเกิดความกลัวว่า ตายแล้ว จะเกิด หรือไม่, ตายแล้วจะเกิดดีหรือเกิดชั่ว ; มีความหวาดกลัวสิ่งที่เป็นความลึกลับ

น.306 ๒๖๕ ความแตกต่างระหว่างศีลธรรมกับศาสนา สำหรับเขา. แม้ศาสนาที่เดินไปตามทางความเชื่อ เช่นศาสนาที่ยึดถือพระ เป็นเจ้า นี่ก็อาศัยความกลัว, ความกลัวความทุกข์ที่จะเกิดขึ้น เพราะการ ปฏิบัติผิดต่อกฎเกณฑ์ของพระเป็นเจ้า, หรือสิ่งที่ตนไม่อาจจะเข้าใจได้. หรือ แม้แต่จะต่ำลงไปถึงศาสนารุ่นแรกที่สุด ที่เรียกว่า primitive, เหมือนกะคนป่า ; กลัวฟ้า กลัวฟ้าผ่า กลัวลม กลัวฝน อะไรเช่นนี้ ก็เป็นเรื่องของความกลัว สิ่งที่ลึกลับ ที่ตนอธิบายไม่ได้, ที่ตนเอาชนะไม่ได้เช่นเดียวกัน. ความกลัวต่อสิ่งที่ตนไม่อาจจะเข้าใจได้นี้ เป็นมูลเหตุให้เกิด สิ่งที่เรียกว่า ศาสนา คือทำให้เกิดการค้นคว้าที่จะดับความทุกข์, หรือดับ ความกลัวนั้น ๆ เสียให้ได้ ; ให้เป็นผู้ที่มีจิตใจเบาสบาย สงบเย็นได้ จึงได้เกิด ระเบียบวิธีปฏิบัติที่เป็นตัวศาสนาขึ้น. นี้เราจะเห็นได้ว่า สิ่งที่เรียกว่า ศีลธรรมนั้น มีมูลเหตุมาจาก ความเดือดร้อนของสังคม ; สิ่งที่เรียกว่าศาสนามีมูลเหตุมาจากการกลัวสิ่ง ที่ตนไม่อาจจะเข้าใจได้ ; และรบกวนความสงบสุขของจิตใจอยู่เสมอ. เป็นการ แตกต่างอย่างมาก, อย่างคนละแนวทีเดียว ต่อไปอีก ก็ขอให้พิจารณากันถึงผลที่เป็นที่มุ่งหมายของของ ๒ สิ่งนี้ ศีลธรรมนั้น ไม่ต้องสงสัย ย่อมมุ่งหมายถึงสิ่งที่เรียกกันว่า ความดี ; แม้ว่าสิ่งที่เรียกความดีนั้นจะคืออะไร จะเป็นปัญหาที่ถกเถียงกันมาก จนถึงกับแตกต่างกันก็ตามเถิด ; แต่ทุก ๆ สายของศีลธรรม จะมุ่งถึงความดี ในฐานะเป็นผล ; เพราะฉะนั้นปัญหาในทางศีลธรรม ซึ่งนักศีลธรรมถกกัน

น.307 มากในโลก ก็คือว่า อะไรเป็นความดี อะไรเป็นความชั่ว ; เพื่อจะยุติ เด็ดขาดลงไปในส่วนนี้, เพื่อจะได้กันเอาสิ่งที่เรียกว่าความดี มาเป็นที่มุ่งหมาย ของศีลธรรม. ส่วนสิ่งที่เรียกว่าศาสนานั้น, โดยเฉพาะพุทธศาสนาแล้ว, บัญญัติ สิ่งที่เรียกว่าความดีนั้นไว้ในฐานะที่ไม่แปลกกว่าความชั่ว คือยังมิใช่สิ่ง สูงสุด ; เลยกลายเป็นว่า จะต้องขึ้นไปเหนือความดี ; ผิดกับความมุ่งหมาย ของศีลธรรม ที่มาหยุดอยู่ตรงแค่ความดี. แม้ว่าในบางลัทธิศาสนาจะได้ บัญญัติที่สุดของศาสนาไว้ด้วยคำว่า "ยอดสุดของความดี" ดังนี้ก็ตาม ; แต่ว่า ยอดสุดของความดีนั้น เขาต้องหมายถึงความดีชนิดหนึ่ง ที่แตกต่างกว่าความดี ธรรมดา ตามปกติทั่ว ๆ ไป. แต่ถ้าเราเอาพุทธศาสนาเป็นหลัก ก็กล่าวได้ ทีเดียวว่า มุ่งผลที่จะให้ขึ้นสูงไปเหนือความดี ; จนไม่ถูกรบกวนด้วยปัญหา ของความชั่วหรือความดี จึงจะเรียกว่าเป็นผลที่มุ่งหมายอันแท้จริงของสิ่งที่เรียกว่า ศาสนา ในเมื่อสิ่งที่เรียกว่าศีลธรรมมุ่งกันแต่เพียงความดี. ถ้าจะมองกันให้แคบเข้ามาอีกหน่อย ถึงสิ่งที่พอจะรู้จักเข้าใจได้ สำหรับข้อนี้ : ศีลธรรมจะมุ่งได้เพียงความเป็นสุข, อย่างที่เรียกว่า ความสุขที่คนทั่วไปต้องการ ; แต่สิ่งที่เป็นศาสนาหรือวัตถุที่ประสงค์ของ ศาสนานั้น มันยิ่งไปกว่าความสุขที่คนธรรมดาต้องการ ซึ่งหาคำเรียกยาก ; เพราะฉะนั้นจึงต้องอาศัยคำที่มีอยู่ในพุทธศาสนา เช่นคำว่า สันติ หรือนิพพาน เป็นต้น, คือมันยิ่งไปกว่าความสุขตามธรรมดา. เราใช้ภาษาทั่วไปสำหรับ ความสุขตามธรรมดา ใช้กับคำว่า happiness : อย่างนี้ก็พอเข้าใจได้ว่า

น.308 ยังมีคำที่แสดงความหมายยิ่งกว่านั้น เช่นคำว่า bliss หรือ peace มันมีความ หมายที่สูงไปกว่า จนถึงกับคนที่พอใจใน bliss นั้น อาจรังเกียจสิ่งที่เรียกว่า happiness ก็ได้ ถ้าถือตามหลักของพุทธศาสนาแล้ว สิ่งที่เรียกว่า สันติ หรือนิพพานนั้น อยู่เหนือความที่จะกล่าวว่าเป็น happiness หรือเป็นความสุข. นี่เป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่า ผลที่มุ่งหมายของสิ่งที่เรียกว่า ศาสนานั้น ไปไกลกว่า สิ่งที่เรียกว่าศีลธรรม. จริงอยู่ที่เราอาจจะเรียกสิ่งนี้ว่าเป็นจุดสุดยอดของสิ่งที่ มนุษย์ควรจะได้ด้วยกันทั้งนั้น ; แต่มันก็ยังอยู่คนละระดับอยู่นั้นเอง. สิ่งที่เป็นสุดยอดที่ดีที่สุด ที่เราควรจะได้ในทางศีลธรรม ก็คือความ สงบของสังคมดังกล่าวมาแล้ว ; ส่วนสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์เราควรจะได้ตามความ ความมุ่งหมายของศาสนานั้น มันหมายถึงความที่จิตของบุคคลแต่ละคนหลุด รอดออกไปจากความทุกข์ทางจิตใจโดยสิ้นเชิง พร้อมทั้งเหตุของความทุกข์. เราควรจะให้คำจำกัดความที่ชัดแจ้งเด็ดขาด เช่นว่าผลที่เป็นความสุข ทางศีลธรรม เราใช้คำว่า "ความสุข" หรือ "ความผาสุกของสังคม" ก็นับว่า ถูกต้องและชัดเจน. แต่เราใช้คำนี้แก่ผลที่มุ่งหมายของ ทางศาสนา ไม่ได้ เราจึงมีคำอื่น ๆ เช่นคำว่า "หลุดรอด" หรือคำว่า "รอดพ้น" อย่างที่เรียก ในภาษาบาลีว่า "วิมุตติ" เป็นต้น. คำว่า "หลุดรอด" หรือรอดพ้นนี้ หมายถึงหลุดรอดจากอำนาจบีบคั้น ผูกพัน ร้อยรัดทุกอย่าง : การที่ยังมีความสุข เป็นความผาสุก และยินดี ในความสุข นี้เรียกว่า ถูกผูกพัน ถูกครอบงำอยู่ด้วยรสของความสุขหรือความ ผาสุกนั้นเอง. จิตใจจะติดแน่นอยู่กับความผาสุก หรือรสของความผาสุก ;

น.309 แล้วก็ทะเยอทะยานยิ่ง ๆ ขึ้นไป หรืออย่างน้อยที่สุด ก็ไม่อยากจะให้สิ่งนั้น เปลี่ยนไป หรือสูญหายไป ; อยากจะเอา ให้ยังคงอยู่แก่ตนเรื่อย. แต่ด้วยเหตุ ที่สิ่งต่าง ๆ ไม่อยู่ในวิสัย ในอำนาจของใคร มันจึงเปลี่ยนแปลง ; ก็เลยทำให้ คนนั้นมีความทุกข์. ความทุกข์ล่วงหน้าจึงเกิดขึ้นมา จากการที่ตนถูกผูกพัน ไว้ด้วยความหวังในความสุข, หรือในความผาสุก, หรือในรสของความสุข, หรือถึงกับทะเยอทะยานที่จะให้สุขนี้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป; อย่างนี้ไม่เรียกว่าเป็นความ หลุดรอด แต่เป็นความถูกผูกพันอย่างเต็มที่. แม้ว่าความสุขนั้นจะเป็นความสุข ที่สูงไปกว่าของมนุษย์ หรือเป็นความสุขอย่างที่เรียกว่าในสวรรค์ หรือใน พรหมโลกก็ตาม ; ก็ล้วนแต่เป็นเครื่องผูกพันจิตใจอย่างเดียวกันหมด. ความ นิยมทางฝ่ายศาสนาจึงไม่อาจจะยินดีพอใจเพียงแค่ความสุขชนิดที่เป็นความผูกพัน อย่างนั้น ; และเมื่อความสุขทั้งปวงเป็นที่ตั้งแห่งความผูกพันไปเสียทุกชนิด ; เราจึงไม่ใยดีกับสิ่งที่เรียกว่าความสุข ; เลยหันไปสนใจกับสิ่งที่เรียกว่า "ความ หลุดรอด" คือหลุดออกไปได้จากสิ่งที่ผูกพัน กล่าวคือทั้งความสุขและความทุกข์ ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่งที่จะผูกพัน ; นี่คือความมุ่งหมายอันแท้จริงของสิ่งที่เรียกว่า ศาสนา. สรุปได้ความว่า ศีลธรรม มุ่งผลเป็นเพียงความผาสุกของสังคม; ส่วนศาสนามุ่งผลเป็นความหลุดรอดของปัจเจกชนแต่ละคน ๆ ; เป็นความ แตกต่างที่เห็นกันได้ชัดแล้ว. ทีนี้ เรามาพิจารณากันถึงเรื่องการปฏิบัติ ทั้งวิธีการปฏิบัติของสิ่งที่ เรียกว่า ศีลธรรม และของสิ่งที่เรียกว่า ศาสนา.

น.310 สิ่งที่เรียกว่า ศีลธรรม ก็ตาม, หรือสิ่งที่เรียกว่า ศาสนา ก็ตาม, เผอิญมีแนวปฏิบัติ หรือวิธีการปฏิบัตินั้น คล้ายกันอยู่มาก พอที่จะสรุปได้ว่า :- ศีลธรรม มุ่งการบังคับตัวเองเป็นส่วนใหญ่ในการปฏิบัติ ; เพราะ ว่าถ้าปราศจากการบังคับตัวเอง หรือบังคับกิเลสแล้ว ก็ไม่อาจเกิดการประพฤติ ปฏิบัติขึ้นมาได้. ในทางศาสนาก็เหมือนกัน ถือเอาการบังคับตัวเองเป็น มูลฐานอันแรกที่สุดของการปฏิบัติ ; เพราะฉะนั้นศีลธรรมที่เนื่องกันอยู่กับ ศาสนา หรือไม่เนื่องอยู่กับศาสนาก็ตาม ย่อมมีการปฏิบัติเป็นรากฐานอยู่ใน ขั้นที่เป็นขั้นต้น ๆ ที่ล้วนแล้วแต่เป็นการบังคับตนเองด้วยกันทั้งนั้น. แม้ศาสนาฝ่ายที่เป็นความเชื่อ เช่นเชื่อในพระเจ้า เป็นต้น ในฐานะที่ เป็นตัวศาสนาแท้ในขั้นสูงสุด, การปฏิบัติที่เป็นใจความสำคัญของศาสนาแท้นั้น ก็คือการกระทำไปตามความเชื่อ คือการแสดงความหวัง, การเชื่อ และการ อ้อนวอนการอธิษฐานจิตดังนี้เป็นต้น ซึ่งล้วนแต่จะต้องบังคับตัวเองให้กระทำ, หรือเชื่อ, หรืออ้อนวอนด้วยกันทั้งนั้น. ส่วนศาสนาประเภทที่เป็นไปในทางปัญญานั้น เดินไปอีกแนวหนึ่ง : แม้จะปราศจากการอ้อนวอน แต่ก็มีวิธีการที่จะตัดกิเลสโดยเฉพาะ คือการ ศึกษาให้รู้จักกิเลส, ให้รู้จักมูลเหตุของกิเลส, แล้วก็พยายามตัดกิเลส, หรือทำลายมูลเหตุของกิเลส ; นั้นเป็นตัวการปฏิบัติของศาสนาประเภทที่เดินไป ตามปัญญา ซึ่งก็ล้วนแต่ต้องมีการบังคับตัวเองให้กระทำอย่างจริงจัง ด้วย เหมือนกัน.

น.311 ส่วนศาสนาประเภทที่อาศัยความเชื่อเป็นหลักนั้น ก็มีความประสงค์ จะควบคุมหรือกำจัดกิเลสด้วยเหมือนกัน คืออาศัยการที่ผูกจิตใจไว้ด้วยความเชื่อ ; ฝังแน่นอยู่ในสิ่งที่สมมติเรียกว่า พระเป็นเจ้า หรืออะไรก็สุดแท้ ในลักษณะ ที่ไม่เปิดโอกาสให้กิเลสมาครอบงำย่ำยีได้เหมือนกัน. ถ้าจะเพ่งดูทีเดียวตลอดสาย ก็จะพบว่า ศีลธรรม และคำสอนที่เกี่ยว กับศีลธรรม ของศาสนาทั้งสองประเภทนั้น จะอยู่ในลักษณะที่เป็นการบังคับ ตัวเองเหมือนกันหมด ; ไม่ว่าในศาสนาที่ถือความเชื่อในพระเจ้าเป็นหลัก, หรือศาสนาที่อาศัยปัญญา อาศัยการกระทำของตนเองเป็นหลัก, จะต้อง มีรากฐาน ส่วนที่เป็นศีลธรรม อยู่ที่การบังคับตัวเอง. ข้อนี้ยังทำให้เราเห็น ได้ว่า แม้ศีลธรรมที่เนื่องกันอยู่กับศาสนา ก็ยังแตกต่างกันกับตัวศาสนา ; คือ ศีลธรรมอาศัยหลักการปฏิบัติเพียงบังคับตัวเอง. ส่วนศาสนาอาศัยการ ปฏิบัติเลยขึ้นไปถึงการเชื่อ หรือการอ้อนวอน, หรือการที่จะใช้อุบาย ตัดกิเลส ข่มขี่กิเลส, หรือตัดกิเลสอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นหลัก ; เพียงแต่ การบังคับตัวเองนั้นไม่พอ ที่จะทำให้ลึกจนลุถึงความมุ่งหมายของสิ่งที่เรียกว่า ศาสนา อันแท้จริง. ทีนี้ถ้าจะดูกันง่าย ๆ ในลักษณะที่คนทั่วไปพอจะจับได้ด้วยตนเองก็คือ ดูที่ ผลที่ได้, หรือ ผลที่เกิดขึ้น. ผลที่ได้หรือผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติทางศีลธรรมนั้น เป็นผล คือความดีชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดมาจากผลการปฏิบัติในการเสียสละ, การอดกลั้น อดทน, การบังคับตัวเอง ฯลฯ เป็นต้น ตามระบอบนั้น ๆ ไม่เกี่ยวกับ

น.312 ปัญญาที่พิจารณาไปในทางของอนิจฺจํ ทุกข์ อนตฺตา โดยเฉพาะ. แต่ส่วน ผลที่จะพึงได้จากการปฏิบัติตามทางฝ่ายของศาสนานั้น ต้องเป็นผลที่ได้มา จากปัญญา, หรือที่เป็นไปในทางปัญญาในขั้นสูง หรือลึก หรือละเอียด เสมอไป. แม้จะเป็นศาสนาที่อาศัยความเชื่อ อาศัยการพิธีบวงสรวงอ้อนวอน ก็ต้องจัดไว้ในฝ่ายปัญญา ; คือมีปัญญารู้จักทำความเชื่อ หรือรู้จักทำการ อ้อนวอน, ทำการอ้อนวอนไปตามระเบียบแบบแผน ที่ผู้มีปัญญาได้วางไว้ อย่างกะเป็นผู้มีปัญญาเอง, เพื่อขจัดความกลัวในจิตใจ ให้สูงขึ้นไป. วิธี ที่สอนให้เชื่อ, หรือสอนให้ทำการบูชาอ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่นพระเป็นเจ้า นั้นก็ประณีตและละเอียดแยบคายมาก ไม่ใช่กระทำไปได้ตามความคิดนึก ธรรมดา ; เพราะฉะนั้นเขาจึงจัดไว้ในฐานะที่เป็นปัญญาชนิดหนึ่งเหมือนกัน. ด้วยเหตุนี้เราจะพบคำสองคำในปทานุกรมทางศีลธรรมว่า moral virtue กับ intellectual virtue. อันแรก หมายถึงผลของกุศลหรือความดีที่เกิดมาจากการปฏิบัติตาม ระเบียบปฏิบัติ ที่สังคมต้องการ ; ไม่เกี่ยวกับปัญญาอันเร้นลับ เพื่อจะ ขจัดกิเลส หรือความกลัวชนิดที่มองไม่เห็นตัว อย่างใดอย่างหนึ่ง. แต่ อันหลัง หมายถึงผลที่เกิดมาจากระเบียบปฏิบัติที่จะกำจัดความกลัว หรือ ความทุกข์ในส่วนตัวบุคคล ที่ลึกซึ้งเฉพาะคน ๆ ตามแบบที่พระศาสดา ที่เป็น ผู้ตรัสรู้ของศาสนานั้น ๆ ได้วางไว้. เพราะฉะนั้นอย่าไปเข้าใจหรืออย่าไปถือว่า แม้การเชื่อหรือการอ้อนวอนนั้นไม่เกี่ยวกับปัญญาเสียเลย : ถ้าเมื่อนำมา เปรียบเทียบกันกับศีลธรรมแล้ว ผลที่มุ่งหมายของทางฝ่ายศาสนาที่สมบูรณ์ ย่อมเพ่งเล็งในทางปัญญาปริยายใดปริยายหนึ่งทั้งนั้น. นี้เป็นเครื่องแสดงความ แตกต่างกันชัดแจ้ง ระหว่างสิ่งที่เรียกว่า ศีลธรรม กับสิ่งที่เรียกว่า ศาสนา,

น.313 วาระสุดท้ายที่เราจะลองเปรียบเทียบกันดู โดยการถือความเสื่อมมา เป็นหลัก คือความเสื่อมในทางศีลธรรม กับความเสื่อมในทางศาสนา ; ทั้งสองนี้จะให้ผลแตกต่างกันอย่างไร. ความเสื่อมในทางศีลธรรม ให้ผลเป็นความสับสนระส่ำระสาย ในสังคม, ที่เรียกว่าเกิดวิกฤตกาลถาวร เช่นสงครามเป็นต้นขึ้นในทางสังคม. ส่วนผลร้ายที่เกิดมาจากความเสื่อมทางศาสนานั้น คือทำให้บุคคลมืด คือ ให้เกิดความมืดขึ้นในจิตใจของบุคคล. ที่ว่าวิกฤตกาลถาวรเกิดขึ้นแก่สังคม ในที่นี้เราหมายถึงความระส่ำ ระสาย ความอยู่กันไม่เป็นผาสุกในทางสังคม เหนือการแก้ไขใดๆ ; นี่เป็นผล สรุปของการที่ศีลธรรมเสื่อมไป. ส่วนความมืดของจิตใจนั้น หมายถึงความ มืดในการที่บุคคลไม่สามารถจะแก้ปัญหาภายในใจเฉพาะตน ซึ่งเกิดขึ้นเป็นความ เร่าร้อน ระส่ำระสายในจิตใจในส่วนลึก ไม่สามารถจะขจัดให้สูญสิ้นไปได้ ; ทำให้ไม่ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ. นี้เรียกว่าความมืดในทางจิตใจ เกิดมาจากการที่เรียกว่าศาสนาเสื่อม หรือปราศจากศาสนา. นี้เป็นการชี้ให้เห็นชัดว่า สิ่งที่เรียกว่าศีลธรรม กับสิ่งที่เรียกว่า ศาสนานั้น อย่างไรเสียก็ไม่อาจจะเป็นอันเดียวกันได้เลย : มีความมุ่งหมาย แตกต่างกันคนละระดับ หรือมีหลักการต่างๆ กันไปคนละทาง ; แม้ว่าใน ขณะหนึ่งเราอาจจะผนวกศีลธรรมนี้ไว้ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของศาสนาก็ตาม โดยเหตุที่หัวข้อที่อาตมาจะต้องบรรยายมีอยู่ ๒ หัวข้อ คือ ศีลธรรม กับศาสนา จึงได้พยายามชี้ความแตกต่างให้เห็นชัดเสียชั้นหนึ่งก่อน ; เพื่อความ สะดวกแก่การบรรยายในอันดับต่อไปในวันหลัง ๆ.

น.314 ทีนี้ก็จะได้พิจารณากันถึงข้อที่ว่า เมื่อสิ่งที่เรียกว่า ศีลธรรม กับสิ่ง ที่เรียกว่า ศาสนา ไม่ใช่เป็นอันเดียวกันแล้ว แต่มีความเกี่ยวพันกัน อย่างไร. เพื่อจะตอบปัญหาข้อนี้ เราจะต้องพิจารณาดูกันถึงสิ่งที่เรียกว่า พื้นฐานที่จะเป็นที่ตั้งของศีลธรรม หรือของศาสนา สองอย่างนี้ดูเสียก่อน. โดยทั่วไปอาจจะถือว่า ศีลธรรมเนื่องหนักไปทางฝ่ายภายนอก ฝ่ายวัตถุหรือฝ่ายกาย ; ศาสนาเนื่องหรือหนักไปในทางฝ่ายจต. การ กล่าวดังนั้นก็เป็นการกล่าวที่พอจะพึ่งได้เหมือนกัน แต่ไม่ควรจะกล่าวดังนั้น ; ควรจะกล่าวได้ว่า ทั้งศีลธรรมและทั้งศาสนาจะต้องอาศัยที่ตั้ง คือสิ่งที่, ถ้าเรียกตามภาษาบาลี, ก็เรียกว่า ทวาร - ประตู ; หมายถึงที่ตั้ง ที่เกิด ที่กำเนิด ทั้ง ๓ ทวารคือทั้งทางกาย ทั้งทางวาจา ทั้งทางใจ ; เพราะเหตุฉะนี้สิ่งที่ เรียกว่าศีลธรรมจึงเนื่องถึงทั้งทางใจ, ทางสติสัมปชัญญะ, ทางความคิดความเห็น, หรือทิฏฐิต่าง ๆ ด้วย. เพราะว่าการที่คนเราจะประพฤติปฏิบัติในทางศีลธรรมนั้น ถ้าจะให้มีหลักแน่นแฟ้น ศีลธรรมนั้นก็ต้องอาศัยหลักที่เป็นอุดมคติ หรือเป็น ปรัชญาของทางฝ่ายศาสนาส่วนใดส่วนหนึ่งมาเป็นหลัก. เพราะเหตุฉะนี้แหละ สิ่งที่เรียกว่าศีลธรรมจึงต้องอาศัยบนความรู้ ความเข้าใจ, ซึ่งภาษาบาลีใช้คำว่า ทิฏฐิ คือความคิดความเห็น. แม้ความเชื่ออันแน่นแฟ้นก็เรียกว่าทิฏฐิด้วย เหมือนกัน. ในภาษาไทยเราคำว่าทิฏฐิมักจะหมายถึงทิฏฐิมานะ ; แต่ภาษา บาลีใช้หมายถึง ความเห็นที่ตนกำลังยึดถืออยู่. ถ้าพิจารณาดูที่พุทธศาสนาโดยเฉพาะ ก็พอจะเห็นได้ชัดว่า ในพุทธ- ศาสนานี้ มีข้อปฏิบัติส่วนที่เป็นศีลธรรมพอที่จะแบ่งได้เป็นชั้น ๆ เหมือนกัน

น.315 ที่เป็นชั้นต่ำที่สุดคือ เนื่องด้วยขนบธรรมเนียมประเพณี หรือวัฒนธรรม ทั่ว ๆ ไป ; นี้แทบจะกล่าวไม่ได้ว่า เป็นหลักของพุทธศาสนา ; เพราะว่า มันไปพ้องกันกับทุก ๆ ศาสนา หรือว่ามีอยู่ก่อนพุทธศาสนา. เมื่อมี พุทธศาสนาเกิดขึ้น ก็ได้กล่าวถึงสิ่งเหล่านี้ หรือยอมรับสิ่งเหล่านี้มาผนวกเข้า ไว้ด้วย. เพราะฉะนั้นศีลธรรมที่เนื่องอยู่ในวงของพุทธบริษัทส่วนนี้ ก็ไม่อาจ จะกล่าวได้เต็มปากว่า เป็นตัวพุทธศาสนาแท้ ; หรือที่สูงขึ้นไปกว่าที่เป็น ขนบธรรมเนียมประเพณี หรือวัฒนธรรม ตัวอย่างเช่นศีลธรรมในขั้นศีล ๕, ธรรม ๕, อย่างที่อาตมาได้เคยบรรยายละเอียดแล้ว ในปาฐกถาครั้งที่สอง ปีที่แล้วมานั้น. ศีล ๕ ประการ หรือธรรม ๕ ประการนั้น ก็สูงขึ้นมา อีกหน่อย ; แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่น่าจะกล่าวว่าเป็นเนื้อแท้ หรือเป็นศีลธรรม ที่เป็นเนื้อแท้ของพุทธศาสนา ; ทั้งนี้ก็ด้วยเหตุผลอย่างเดียวกันอีก คือว่า มันมีอยู่ ในศาสนาอื่นด้วยกัน, หรือพ้องกัน, หรือมีอยู่ก่อนพุทธศาสนา ; แม้ว่า พุทธศาสนาจะได้ย้ำมากในศีลธรรมชั้นนี้ก็ตาม. เราจะเห็นได้ว่า ศีลธรรมที่เนื่องด้วยระเบียบ ประเพณี วัฒนธรรม หรือศีลห้า ธรรมห้านี้ ยังไม่ได้เกี่ยวกับความคิดความเห็น คือทิฏฐิโดยตรง ; ต่อเมื่อเราเขยิบไปอีกหน่อย ถึงหลักศีลธรรมอีกหมวดหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า กุศล- กรรมบถที่แบ่งเป็นทางกาย ทางวาจา และทางใจ หรือมโน. ที่เป็นทางกาย ทางวาจา ก็ไม่แปลกออกไปจากศีลธรรม ๕ ข้อ ; คือไม่แปลกออกไปจาก การไม่ฆ่า, ไม่ลัก, ไม่ล่วงละเมิดทางกาม, อะไรทำนองนี้ ; ทางวาจา ก็ไม่มากไปกว่า ไม่พูดเท็จ, ไม่พูดคำหยาบคาย, ไม่พูดคำยุแหย่ให้แตกกัน, ไม่พูดคำเพ้อเจ้อไร้ประโยชน์. แต่ส่วนหมวดสุดท้าย ที่เป็นมโนกรรม คือ

น.316 เนื่องด้วยจิตใจนั้นมีอยู่ว่า ต้องไม่โลภ ไม่เพ่งเล็ง, ไม่พยาบาท ไม่ปองร้าย, ไม่มีความเห็นเป็นมิจฉาทิฏฐิ. แต่เป็นสัมมาทิฏฐิ. ข้อสุดท้าย คือ สัมมาทิฏฐิ นี่เอง เป็นเครื่องแสดงให้เห็นชัดว่า : สิ่งที่เรียกว่าศีลธรรม ที่เนื่องกันอยู่กับพุทธศาสนานั้น เพ่งเล็งไปในทางสติ ปัญญา และความคิดเห็นโดยตรง ; และควรจะถือว่ามากกว่าศีลธรรมสากล ทั่ว ๆ ไป. เพราะว่าเราจะเอาสัมมาทิฏฐิเป็นมูลฐานของศีลธรรม เราต้อง เข้าใจถูกต้องต่อสิ่งทั้งปวงเสียก่อน โดยเฉพาะก็คือ เข้าใจถูกต้องในธรรมชาติ ทั้งปวง. สิ่งที่เรียกว่าธรรมชาตินั้น อย่างไรเสียมันก็ต้องมีความลึกลับ, ลึกลับ มากกว่าที่คนธรรมดาจะเข้าใจได้ ; โดยเหตุนั้น และพร้อมกันนั้น สัมมาทิฏฐิ จึงต้องแบ่งแยกเป็นชั้น ๆ คือเป็นสัมมาทิฏฐิขั้นที่เกี่ยวกับศีลธรรมนี้อย่างหนึ่ง และสัมมาทิฏฐิที่เกี่ยวกับหลักศาสนา ขั้นสูงโดยตรงนั้นอีกอย่างหนึ่ง. สัมมาทิฏฐิในขั้นที่เกี่ยวกับศีลธรรมนี้ ท่านจัดไว้ในอันดับต่ำ ; ยกตัวอย่างเช่น มีความเข้าใจถูกต้องว่า บุญหรือบาปมี, ทำดีได้ดี, ทำชั่ว ได้ชั่ว. แล้วก็ยึดถือแต่ในฝ่ายที่เป็นการทำความดี หรือมีความคิดความเห็น ที่ถูกต้องว่า โลกนี้มี, โลกอื่นมี, โลกหน้ามี ; หรือว่าสัตว์ชนิดที่มิใช่มนุษย์ ตรงกันข้ามจากมนุษย์ หรือแปลกไปจากมนุษย์ เช่น เทวดา เป็นต้นนี้มี ; ตลอดถึงมีความคิด ความเชื่อ อย่างที่ใช้คำว่า บิดามารดามี, ครูอาจารย์มี, คือมีความมุ่งหมาย ให้ยอมรับว่าบิดามารดา ครูอาจารย์ อะไรเหล่านี้ เป็นสถาบัน

น.317 อันหนึ่งซึ่งเป็นความดี มีความศักดิ์สิทธิ์, จะลบหลู่ว่าไม่มีความสำคัญ หรือ ไม่มีความหมายนั้นไม่ได้ ; จัดเป็นมิจฉาทิฏฐิ. แต่อย่างไรก็ตาม สัมมาทิฏฐิในอันดับนี้ เป็นสัมมาทิฏฐิขั้นต่ำ ๆ ขั้นต้น ๆ ที่เนื่องอยู่กับศีลธรรม. เช่น สัมมาทิฏฐิที่มีหลักว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว; อย่างนี้ก็อย่าเพ่อเข้าใจว่า เป็นขั้นสูงสุด. สัมมาทิฏฐิในขั้น สูงสุดนั้น จะต้องอยู่ในลักษณะที่สามารถทำตนให้ขึ้นอยู่เหนือความดีความชั่ว ; ให้ความดีและความชั่วผูกพันไม่ได้ จึงจะเป็นสัมมาทิฏฐิขั้นสูง, เป็นสัมมาทิฏฐิ ของทางฝ่ายศาสนาโดยตรง, ไม่ใช่สัมมาทิฏฐิของทางฝ่ายศีลธรรม. เราควรจะพิจารณาดูด้วยว่า ศีลธรรมสากลทั่วไป ไม่ได้มีหลักเกี่ยวพัน มาถึงสัมมาทิฏฐิในทำนองนี้ ; ไม่ได้พิจารณากันถึงเรื่องโลกหน้า หรือโลกอื่นว่า ควรจะถือว่ามี หรือไม่มี ; และไม่ได้มีหลักว่า กรรมดี กรรมชั่ว ; ทำกรรม อย่างไรจึงจะได้รับผลของกรรมนั้นอย่างเด็ดขาด เหมือนกับสัมมาทิฏฐิใน พุทธศาสนา แม้เป็นเพียงสัมมาทิฏฐิในขั้นศีลธรรม. นี้เป็นเครื่องชี้ให้เห็นชัดอีกชั้นหนึ่งว่า แม้ศีลธรรมที่เนื่องกันอยู่กับ ศาสนา, และเป็นศีลธรรมในขั้นที่มีรากฐานอยู่บนสติปัญญา หรือทิฏฐิแล้ว, และมิหนำซ้ำมีชื่อเหมือนกันว่า สัมมาทิฏฐิ, สัมมาทิฏฐิ อย่างนี้แล้ว มันก็ยัง แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือเป็นสัมมาทิฏฐิในขั้นศีลธรรม, และเป็นสัมมาทิฏฐิ ในขั้นศาสนา ; ต่างกันอยู่อย่างนี้. แม้ว่าศีลธรรมเหล่านี้ต้องเนื่องไปถึงทาง จิตใจ, ทางสติปัญญา, ทางความคิดเห็น ซึ่งเรียกว่าทิฏฐิด้วยกันทั้งหมด แต่แล้วก็ยังแบ่งแยกเป็นฝ่ายศีลธรรม และฝ่ายศาสนาอยู่นั่นเอง ; เพราะว่า

น.318 ฝ่ายศีลธรรมมุ่งส่งเสริมเพียงความสงบของสังคม : ส่วนฝ่ายศาสนามุ่งส่งเสริม เป็นความหลุดรอดของคนแต่ละคนโดยเฉพาะ ทั้งหมดนี้เป็นการจำกัดความหมายของคำว่าศีลธรรม และคำว่าศาสนา ให้เห็นชัดว่า แตกต่างกันอย่างไร ; และเป็นการวางเส้นเขตเส้นแนว แบ่งแยก ระหว่างศีลธรรมกับศาสนาให้ชัดแจ้ง เพื่อกันความพันเผื่อ เพื่อความเข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น ในเหตุผลที่อาตมาได้กล่าวมาแล้วตาม ลำดับนั้น ในตอนนี้เราควรจะใช้ตัวอย่างเป็นเครื่องทำความเข้าใจอีกครั้งหนึ่ง : ตัวอย่างที่อยากจะยกมา ก็คือ ตัวอย่างที่เกี่ยวกับสิ่งปฏิกูล และไม่ปฏิกูล. คำเหล่านี้อาจจะเป็นคำแปลก คำใหม่ สำหรับบางท่าน ; แต่อาตมาก็อยากจะให้ พยายามศึกษา หรือทำความเข้าใจเอาไว้. ปฏิกูล - แปลว่าสกปรก หรือไม่สะอาด หรือน่ารังเกียจ. บัณฑิต ท่านถือว่าคนเราทั่ว ๆ ไปนั้น ไม่รู้จักสิ่งปฏิกูล ; แล้วไปเข้าใจในสิ่งที่ปฏิกูลว่า ไม่ใช่ปฏิกูล ; จึงได้หลงรักในสิ่งปฏิกูล, หรือไปหลงในสิ่งที่ควรรังเกียจ เกลียดชังว่า น่ารัก น่าพอใจ. คำ ๆ นี้เหมือนอย่างที่ใช้กันทั่ว ๆ ไป สำหรับผู้ปฏิบัติขั้นเริ่มแรก : ท่านสอนว่า ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง นี้, หรือ ส่วนต่าง ๆ ในร่างกายเหล่านี้, เป็นของปฏิกูล ; แต่คนก็ไม่เห็นปฏิกูล. เพราะเมื่อถูกกิเลส เช่น ความกำหนัดครอบงำแล้ว ; ก็มองไม่เห็นความเป็น ของปฏิกูล หรือมองข้ามความเป็นปฏิกูล แล้วไปหลงรักสิ่งเหล่านั้นได้ทั้ง ๆ ที่ เป็นปฏิกูล ; เมื่อความรักครอบงำแล้ว ก็ทำบาป หรือทำสิ่งที่ไม่ควรทำ ได้ด้วยเหตุสิ่งที่แม้เป็นปฏิกูล.

น.319 คนทั่วไปชั้นต้น ถ้าเริ่มเห็นสิ่งที่เป็นของปฏิกูลนั้นว่าเป็นของปฏิกูล เข้า ; เราก็ยอมนับถือว่า ที่ดีขึ้นมาหน่อยแล้ว ; คือ พอที่จะเห็นว่า ปฏิกูลเป็นสิ่งที่ปฏิกูล. เช่นเห็นร่างกายนี้เป็นของปฏิกูล แล้วก็ไม่หลงใหล มีจิตใจปกติ หรือไม่ล่วงละเมิดศีลธรรมบางอย่างได้ แต่แล้วลองพิจารณา ดูต่อไปอีกว่า ถ้าจะให้ดีไปกว่านั้น จะต้องเป็นอย่างไร ? ถ้าเลื่อนขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง ก็คือ บุคคลที่มีปัญญาสูงขึ้นไป จนถึงกับ มองเห็นสิ่งที่คนธรรมดาเห็นว่า ไม่ปฏิกูล นั่นแหละปฏิกูลเหมือนกัน ; เช่นโต๊ะ เก้าอี้ ไม้กระดาน ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ของสกปรก เน่าหนอนเหมือน เนื้อหนัง ; คนธรรมดาก็ไม่ถือว่าปฏิกูล. แต่ถ้ามีปัญญาสูงขึ้นมาถึงระดับนี้ ก็จะเห็นว่ามันก็ "ปฏิกูล" เหมือนกัน หากแต่มันปฏิกูลในอีกลักษณะหนึ่ง. การที่เห็นปฏิกูลมีเพียงแต่ของเน่าหนอนเท่านี้ไม่พอ, น้อยเกินไป ; แม้ของที่ถือกันว่าสะอาด มันก็ปฏิกูล เพราะว่ามันหลอกลวง, คือเป็นของ ไม่เที่ยง แล้วหลอกลวงให้เห็นว่าเที่ยง ; ไม่น่ายึดถือ ก็หลอกลวงให้เห็น ว่าน่ายึดถือ. อย่างนี้ก็เลยเห็นว่า แม้แต่โต๊ะ เก้าอี้ หรือสิ่งของเหล่านี้ก็เป็น ปฏิกูล ; ไม่ใช่ปฏิกูลแต่อุจจาระปัสสาวะอะไรทำนองนั้น. ถ้าเรามาพิจารณา ดูแล้ว จะเห็นว่า ความเห็นแจ้งในชั้นนี้เป็นสติปัญญาแจ่มใสขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง หรือสูงขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง จนถึงกับเห็นว่าแม้โต๊ะ เก้าอี้ ก็เป็นปฏิกูลเหมือนกัน กับอุจจาระปัสสาวะ ถึงแม้เพชรนิลจินดาแก้วแหวนเงินทองก็เป็นสิ่ง ปฏิกูลเหมือนกับอุจจาระปัสสาวะ. ทีนี้ลองคิดดูต่อไปอีกว่า ถ้าจะมีความคิดดีกว่านั้น หรือแจ่มใสกว่านั้น ; มีจิตใจสูงไปกว่านั้น จะเห็นว่าอย่างไร.

น.320 ทีนี้ก็มาถึงระดับอีกระดับหนึ่ง ซึ่งมองเห็นว่า ไม่มีทั้งสิ่งปฏิกูล และไม่ปฏิกูล. ตามที่ไปเข้าใจว่า นี่ปฏิกูล, นี่ไม่ปฏิกูล, อย่างใดอย่างหนึ่งนั้น ยังเป็นความโง่ชนิดหนึ่ง ; ซึ่งที่แท้แล้ว สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรจะถือว่าปฏิกูล หรือไม่ปฏิกูลเลย ; ควรจะไม่มีความรู้สึกว่าปฏิกูล หรือมีความรู้สึกว่าไม่ปฏิกูล. นี่ได้แก่จิตใจของพระอรหันต์ ; ไม่มีความรู้สึกว่าอะไรเป็นปฏิกูล หรืออะไร ไม่เป็นปฏิกูล. เมื่อเป็นดังนี้เราลองพิจารณาดูว่า ปุถุชนคนธรรมดาเป็นเอามาก ๆ ถึงกับว่า อุจจาระปัสสาวะ หรือเนื้อหนังนี้ ก็ไม่เป็นของปฏิกูล ; ทั้ง ๆ ที่ ความรู้สึกเวลาหนึ่งก็มองเห็นชัด และขยะแขยง ; แต่เมื่อถูกกิเลสเข้าครอบงำ ก็ไม่เห็นสิ่งสกปรกนี้ ว่าเป็นปฏิกูล ; ได้แก่คนทั่วไป นี้ชั้นหนึ่ง. ถ้าสูง ขึ้นมาอีกจนรู้ว่า มันปฏิกูล, สิ่งเหล่านี้เป็นปฏิกูล ; ไม่ควรจะหลงใหลใน ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง หรือเลือดเนื้อร่างกาย อันเป็นที่ตั้งของความหลงใหล ; เพราะมันเป็นปฏิกูล นี้ก็อีกชั้นหนึ่ง ; คือคนปุถุชนชั้นที่ค่อยดีหน่อย. ปุถุชน ที่ถึงขนาดว่าอะไร ๆ ก็ไม่ปฏิกูลนั้น เป็นปุถุชนอย่างเลวอย่างต่ำ ; ปุถุชน ตามสามัญปกติพอที่จะไม่หลงใหลในปฏิกูล ก็เรียกว่าปุถุชนชั้นดี หรือ กัลยาณชน. แต่ชั้นสูงขึ้นมา มีสติปัญญา พอเห็น, ก็เห็นว่า มันปฏิกูลเท่า ๆ กัน ทั้งสิ่งที่ดี ที่ชั่ว ที่มีชีวิต และไม่มีชีวิต ; คือบรรดาสิ่งทั้งหลายที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์เป็นอนัตตาแล้ว เป็นปฏิกูลเท่า ๆ กัน, น่าขยะแขยงเท่ากัน, ทำความน่ารังเกียจให้เท่ากัน, อย่างนี้เป็นจิตชั้นพระอริยเจ้า ; แต่ยังไม่ถึง

น.321 ขั้นสูงสุด จะเป็นชั้นพระโสดา, สกทาคา, อนาคา หรืออะไรก็ตามแต่ ยังเป็นพระอริยเจ้าชั้นต้น ๆ. ครั้นถึงพระอริยเจ้าที่ปลดปล่อยอุปาทาน ความ ยึดถือได้หมด, คือชั้นพระอรหันต์ ก็เลยหมดปัญหาเรื่องว่าปฏิกูล หรือไม่ ปฏิกูล ; เพราะฉะนั้นปัญหาจึงไม่เกิดแก่ท่าน ที่เกี่ยวกับปฏิกูล หรือไม่ปฏิกูล ; จิตใจของท่านจึงสงบเย็นถึงที่สุด ไม่มีปัญหากระทบกระทั่งเกี่ยวกับปฏิกูล หรือ ไม่ปฏิกูล. นี้ก็เพื่อจะเปรียบเทียบให้เห็นว่า ในฝ่ายศีลธรรมนั้น ไม่อาจจะขึ้นมา ถึงขั้นที่เห็นสิ่งต่าง ๆ เสมอกันหมด, แล้วปฏิกูลเหมือนกันหมด ; หรือ ไม่มีความเป็นปฏิกูล หรือไม่ปฏิกูลเลย. ในขั้นศีลธรรมก็มีปฏิกูล และไม่มี ปฏิกูล ; คนเรา ก็จะเกลียดสิ่งที่ปฏิกูล แล้วก็พอใจในสิ่งที่ไม่ปฏิกูล จึงจะถูก ต้องตามหลักของศีลธรรม. แต่ถ้าขึ้นมาถึงหลักของศาสนา มันจะกลายเป็นว่า ปฏิกูลเท่า ๆ กัน จนไม่รู้ว่าอะไรจะน่ายินดี. ถ้าสูงขึ้นไปอีกจนถึงขั้นสูงสุด มันเลยไม่มีสิ่งปฏิกูล หรือไม่ปฏิกูล ; กลายเป็นว่าทุกๆ สิ่งไม่ควรจะเข้าไป เกี่ยวข้องด้วยอุปาทาน ; ไม่มีอะไรที่จะน่าเอา - น่าเป็นดังนี้เป็นต้น. ทั้งหมดนี้ เป็นการแสดงความแตกต่างระหว่างหลัก ซึ่งแสดงความรู้สึกที่เกิดมีเองใน จิตใจของคนเรา ที่เกี่ยวกับศีลธรรมและศาสนา ว่ามันแตกแยกกันคนละแนว อย่างไร. ถ้าหากตัวอย่างที่ยกมานี้มันยุ่ง อาตมาก็อยากจะยกตัวอย่างใกล้ ๆ เข้ามาอีก ; เช่นว่า กินเนื้อหรือกินผัก, ปัญหาทางศีลธรรมมีอยู่ทั่วโลก ทุกชาติทุกภาษาว่า กินเนื้อดี หรือไม่ดี, กินผักเป็นผลดีกว่ากินเนื้อหรือไม่,

น.322 จนเกิดมีความคิดความเห็นไปอย่างหนึ่งในทางศีลธรรม, เกิดมีพวกไม่กินเนื้อ กินแต่ผักเป็นต้นก็มี เป็น vegetarian ไป. ในขั้นศีลธรรมเป็นอย่างนั้น คือถือว่า มีเนื้อหรือมีผัก ; เพราะฉะนั้นคนจึงมีปัญหาทางศีลธรรมว่า ควรกินเนื้อหรือ ไม่ควรกินเนื้อ ; แล้วก็วินิจฉัยกันต่าง ๆ นานา จนแบ่งแยกเป็นพวกกินเนื้อ และไม่กินเนื้อ. เมื่อไปยึดถือเข้า มันก็ทำความยุ่งยากให้ตามสมควรแก่การ ที่เข้าไปยึดถือ ว่ากินเนื้อหรือกินผัก ; จึงเลยยังไม่เป็นความสงบ หากยังมี ความรู้สึกว่าเนื้อหรือผัก เมื่อความคิดได้สูงขึ้นมาตามหลักของพระศาสนา ซึ่งสูงกว่าศีลธรรม ก็เลยไม่มีเนื้อ ไม่มีผัก ; ไม่มีความรู้สึกว่า กินเนื้อหรือกินผัก ; ไม่มี เจตนาที่จะกินเนื้อหรือกินผัก ; มันเลยกลายเป็นกินอาหารไป. ถ้าสติปัญญา มีเพียงพอบริบูรณ์ ก็ไม่กินอาหารชนิดที่จะทำให้เกิดโทษขึ้นมาได้ ; พร้อมกับ ไม่มีปัญหายุ่งยาก ว่า เนื้อหรือผัก. เพราะฉะนั้นผู้ที่มีหลักทำนองนี้ หรือว่า ถือตามหลักของพุทธศาสนา การกินอาหารนั้นจึงเป็นเพียงการกินเนื้อลูกของ ตัวเองกลางทะเลทราย. อาตมาใช้สำนวนในพระไตรปิฎก คือเรื่องมีว่า พ่อแม่อุ้มลูกอ่อน ข้ามทะเลทราย ; หลงทางออกไม่ได้จนลูกตาย แล้วก็ยังแต่ตัวเองจะตาย ถ้าไม่มีอะไรมากินไว้บ้าง ; ก็เลยต้องฝืนกินเนื้อลูกที่ตายแล้ว ; มันจะกินได้ สักกี่มากน้อย. ความหมายก็คือกินเพียงอย่าให้ตาย ; ถ้ากินเพียงอย่าให้ตาย เหมือนกินเนื้อลูกในทะเลทรายอย่างนี้แล้ว ก็เรียกว่ากินอาหาร ไม่ใช่กินเนื้อ แต่ถ้ากินเพื่อความเอร็ดอร่อยอย่างใดอย่างหนึ่ง, หรือไม่เอร็ดอร่อยอย่างใด

น.323 อย่างหนึ่ง ก็เรียกว่า กินเนื้อหรือกินผักอย่างใดอย่างหนึ่งแน่. หรือแม้จะกิน ด้วยความยึดถือว่า นี่เป็นวัตร, เป็นข้อปฏิบัติที่ควรจะยึดถือ ; อย่างนี้ก็ต้อง มีเนื้อมีผักแน่ ; และก็ด้วยอุปาทานยึดถือว่าเนื้อหรือผักนั่นเอง จะทำให้มีความ หมายยุ่งยากมากขึ้น แก่ผู้ปฏิบัตินั่นเอง. เพราะฉะนั้นจึงเห็นได้ว่า ในระดับที่เป็นฝ่ายศีลธรรมนั้น มันมีผัก มีเนื้อ ; และมีการกินผักกินเนื้อ ; และมีปัญหาเรื่องเกี่ยวกับการกินผักกินเนื้อ แต่ทางฝ่ายศาสนานั้นเข้าถึงความจริงของธรรมชาติลึกถึงขนาดที่ไม่รู้สึกว่า มีผัก หรือเนื้อ ; เพราะฉะนั้นจึงไม่มีการกินผัก หรือกินเนื้อ และมีแต่การกินอาหาร ชนิดที่เป็น "เนื้อลูก ที่ตายอยู่ในทะเลทราย" อีกอย่างหนึ่ง, อุปมาการกินอาหารว่า เป็นเพียงสักว่าน้ำมันสำหรับ หยอดเพลาเกวียน ; นี่ใช้สำนวนในพระไตรปิฎก. ถ้าใช้สำนวนอย่างเดี๋ยวนี้ ก็คือน้ำมันที่ใช้หยอดรถยนต์ รถต่าง ๆ นั่นเอง. การหยอดน้ำมันให้แก่ล้อรถ หรือล้อเกวียน ไม่ได้หยอดให้ล้นให้ไหล ในปริมาณมาก ; คือหยอดพอให้มัน ลื่นได้เท่านั้นเอง. ถ้าเรากินอาหาร หรือดื่มเครื่องดื่ม อย่างกินเนื้อลูก กลางทะเลทราย หรือเหมือนการหยอดน้ำมันที่เพลาเวียน ; อย่างนี้ ละก็ไม่มีปัญหาเกิดขึ้นเป็นความยุ่งยาก เกี่ยวกับการกินเนื้อ หรือกินผัก หลักของทางฝ่ายศาสนาต้องการจะให้คนเข้าถึงความจริงของธรรมชาติ; และทำลายความรู้สึกอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งเป็นความยึดถือนั้นเสีย แล้วก็จบเรื่อง. แต่ในระดับที่เป็นศีลธรรมนั้น ไม่ได้มีความมุ่งหมายถึงอย่างนั้น ; เพราะฉะนั้น จึงมีปัญหามากว่า กินเนื้อ หรือกินผัก, ว่าดีหรือชั่ว, ว่าอย่างไรเป็นโทษ, อย่างไรเป็นคุณ, ดังนี้เป็นต้น,

น.324 ทั้งนี้เป็นเครื่องชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างระดับที่เรียกว่า ศีลธรรม หรือการปฏิบัติตามทางศีลธรรม, กับสิ่งที่เรียกว่าศาสนา หรือแนวปฏิบัติตามหลัก ที่เป็นตัวศาสนาแท้จริง. นี้เป็นตัวอย่างที่ช่วยแสดงความชัดเจน ความแตกต่าง ระหว่างศีลธรรมกับศาสนา. อาตมาจะยกตัวอย่างออกไปอีกหน่อยหนึ่งว่า ความเข้าใจของนัก ศีลธรรมนั้นยังน้อย ; ไม่อาจจะเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของนักศาสนา. ยก ตัวอย่างในปัญหาเรื่องพระเวสสันดรให้ทานลูก ตาดำ ๆ ไปกับคนที่โหดร้าย, คือชูชก : ถ้าพิจารณากันในแง่ของศีลธรรม พระเวสสันดรก็ใช้ไม่ได้ ; เว้นไว้แต่ควรจะทำความเข้าใจกันเสียก่อน : เรื่องพระเวสสันดรมีจริงหรือไม่ จริง, พระพุทธเจ้าจะได้ทำอย่างนั้นจริงหรือไม่ ; นี่ไม่ใช่ปัญหา, ไม่ต้องพูดถึง, ไม่ต้องวินิจฉัยในที่นี้ ; เอาแต่เพียงว่ามันมีข้อความในพระคัมภีร์นั้น เพราะว่า ข้อความในพระคัมภีร์นั้น มุ่งจะชี้ความแตกต่างระหว่างศีลธรรมกับศาสนา ถ้าถือตามหลักของศีลธรรม การที่พระเวสสันดรทำอย่างนั้น คือให้ ลูกเล็ก ๆ ไปกับคนที่โหดร้าย แล้วไปตี, ไปเฆี่ยน, ไปขายตามชอบใจนั้น ; เป็นการไร้ศีลธรรมอย่างยิ่ง นี่เพราะมองด้วยสายตาของนักศีลธรรม ; เพราะ นักศีลธรรมมีความรู้สึกแต่เพียงผิดชอบชั่วดี ตามความรู้สึกสามัญสำนึกของสัตว์ ธรรมดา. ส่วนฝ่ายศาสนานั้น เพ่งเล็งผลเป็นความหลุดรอดแท้จริงของปัจเจกชน : เมื่อมองเห็นความรัก หรืออุปาทาน หรือความผูกพันนี้ คือสิ่งที่เป็นปัญหา, หรือว่าเป็นเครื่องผูกพันให้ติดอยู่กับความทุกข์ หรือกับวัฏฏสงสาร, หรือกิเลส,

น.325 เพราะฉะนั้นจึงเป็นสิ่งที่สมควรที่จะตัด ; จึงได้ทำการตัดอุปาทาน หรือตัด ตัณหา ด้วยการให้ลูกที่รักยิ่งกว่าแก้วตา หรืออะไรทำนองนี้. ยิ่งรักมาก ที่สุด ยิ่งมีความหมายมากที่สุด ในการที่จะให้ไปแก่คนที่โหดร้ายอย่างนั้น ; ซึ่งเป็นการฝึกฝนปฏิบัติบทเรียนในทางฝ่ายศาสนาชั้นสูงสุดที่แท้จริง, ทั้งที่เป็น เพียงการฝึกฝนบทเรียน หรือทำบทเรียนบทหนึ่งเท่านั้น. นี้เป็นเครื่องชี้ ให้เห็นได้ว่า นักศาสนากับนักศีลธรรมนั้นเดินกันคนละแนว ไม่มีทางเข้าใจ กันได้ในกรณีเช่นนี้. อาตมาเคยเห็นทะเลาะกันในเรื่องนี้ ในที่ประชุมสนทนาธรรม จน เถียงกันไปตั้งนาน ว่าปัญหาเรื่องพระเวสสันดรให้ทานลูกนี้ เป็นความผิด หรือถูก. แต่ถ้าเรารู้ความแตกต่าง หรือเส้นเขตแดนที่ปั่นให้เห็นชัดว่า ศาสนา คืออะไร, ศีลธรรมคืออะไร, โดยหลักหัวข้ออย่างที่กล่าวมาแล้วตั้งแต่ต้นแล้ว ; เราจะเห็นว่าไม่ขัดกันเลย. พระเวสสันดรควรจะทำอย่างนั้นอย่างยิ่ง : ผู้ที่ จะเป็นพระพุทธเจ้าควรจะทำอย่างนั้นอย่างยิ่ง. ทั้งหมดนั้นเป็นการลงทุนที่ได้ มาซึ่งสิ่งที่มีมูลค่าเหลือหลาย มาช่วยสัตว์โลกทั้งปวงได้ ; พระเวสสันดรจึง กล้าลงทุน และให้เป็นไปตามหลักของฝ่ายศาสนาไม่ใช่ฝ่ายศีลธรรม. ตัวอย่างเหล่านี้ยกมาเพื่อให้เห็นว่า ศีลธรรมกับศาสนามีความมุ่งหมาย ต่างกันอย่างไร ; แต่พร้อมกันนั้น สำหรับข้อที่ว่า ศีลธรรมเป็นสิ่งที่ทำขึ้น คือเป็น man-made : ส่วนศาสนาเป็น truth ของธรรมชาติ, เป็นความจริง ของธรรมชาติ, นั่นก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรลืม. เพราะว่าสิ่งที่คนทำขึ้นนั้น ต้อง เข้าใจว่าคนอยู่ใต้อำนาจของกิเลสอีกทีหนึ่ง ; คนอยู่ใต้อำนาจของอวิชชา อุปาทานอีกทีหนึ่ง ; เพราะฉะนั้นสิ่งที่คนทำขึ้นนั้น จะต้องเจืออยู่ด้วย

น.326 กิเลส ตัณหา อุปาทานเป็นธรรมดา ; เพราะฉะนั้นศีลธรรมของคนจึง ผิดแปลกแตกต่างกันไปตามประเทศ หรือตามถิ่น ตามกาละ ตามเวลา สูง ๆ ต่ำๆ. ยกตัวอย่างเช่นว่า ในหมู่คนบางพวก ถ้าคนจวนจะตายอยู่แน่ ๆ เขาก็ฉีดยาให้ตายเลย ; หรือว่าสัตว์พาหนะ เช่นวัว ควาย เจ็บจะต้องตายแน่ เขาก็รีบฆ่าให้ตายเลย ; ถือว่าเป็นการกระทำที่ถูกศีลธรรม เพราะมันจะไม่ต้อง ทนทรมานมาก จะได้ตายเร็ว ๆ นี่การทำไม่ไห้ทนทรมานมาก เป็นการถูก ศีลธรรม. แต่ว่าผู้ที่อยู่อีกมุมหนึ่งของโลกไม่อาจจะยอมรับ ทั้งนี้ก็เพราะว่า ระดับของจิตใจของผู้ปฏิบัติศีลธรรมนั้นต่างกันกับระดับจิตใจของนักศาสนา. นักศีลธรรมที่เล็งถึงร่างกายเป็นหลัก อาจจะถือว่าการทำอย่างนั้นเป็น ของถูก, แต่นักศีลธรรมที่สูงขึ้นไปจนถือเอาจิตใจในระดับสูงเป็นประมาณ จะไม่เห็นด้วยก็ได้. ส่วนหลักของทางฝ่ายศาสนาที่แท้จริง ซึ่งถือหลักของ ธรรมชาติ กฎเกณฑ์ของธรรมชาติเป็นเกณฑ์แล้ว ย่อมทนต่อปรากฏการณ์ ตามธรรมชาติได้ทุกประการ : จะไม่เป็นทางเกิดการทะเลาะวิวาทอย่างนี้ ; และจะสามารถประพฤติปฏิบัติได้โดยไม่มีทางที่จะกระทบกระทั่งกันเลย. นี้เห็น ได้ว่า ศีลธรรมกับศาสนานั้นอยู่กันคนละระดับจริง ; เพื่อกันความพันเผื่อในการ ที่จะอธิบายบางสิ่งบางอย่างในคราวหน้า. ทีนี้ ข้อสุดท้ายที่อาตมาจะแนะให้สังเกต สำหรับพุทธบริษัทที่มีหลัก ของพุทธศาสนาเป็นหลักประจำใจอยู่แล้ว ก็คือหลักของหัวใจพระพุทธศาสนา ที่ได้อธิบายมาในปาฐกถาปีก่อนโน้น. หัวใจของพุทธศาสนามีอยู่ว่า ไม่ทำ ความชั่วอันหนึ่ง, แล้วทำความดีให้เต็มที่อันหนึ่ง, แล้วก็ทำจิตให้บริสุทธิ์

น.327 ถึงที่สุดนี้อันหนึ่ง. ลองพิจารณาดูเถิดว่า อันไหนยังอยู่ในขั้นที่เป็นศีลธรรม, อันไหนเป็นขั้นตัวแท้ของศาสนา. หรือแบ่งกันอีกอย่างหนึ่ง, อย่างที่ชอบแบ่งกันมากในพวกพุทธบริษัท ก็คือแบ่งประโยชน์ออกเป็น ๓ ชั้น : ประโยชน์เกี่ยวกับโลกนี้ - โลกธรรมดา โลกปัจจุบัน นี้อย่างหนึ่ง, ประโยชน์โลกหน้าหรือโลกอื่น ซึ่งยิ่งไปกว่า หรือสูงไปกว่าโลกนี้อีกชั้นหนึ่ง, แล้วอีกประโยชน์หนึ่ง ซึ่งไม่เกี่ยวกับโลกเลย, เป็นปรมัตถประโยชน์ เป็น ๓ ชั้นอย่างนี้แล้ว ; จงพิจารณาดูว่า ในสามชั้นนี้ ชั้นไหนเป็นส่วนศีลธรรม และชั้นไหนเป็นชั้นที่ยิ่งไปกว่าศีลธรรม คือเป็น ตัวแท้ของศาสนา. ทุกคนจะสามารถพิจารณาเห็นได้ตามหลักที่อาตมาได้บรรยาย มาแล้วข้างต้นนั้น กล่าวคือ - สองข้อแรกนั้นยังต่ำมากทีเดียว เพียงแต่ไม่ทำความชั่ว แล้วทำ ความดี ; หรือว่าทำประโยชน์โลกนี้ และประโยชน์โลกอื่นนั้น ยังอยู่ในขั้น ศีลธรรม ; คือมีปัญหาที่จะวินิจฉัยแต่เพียงความชั่วและความดี เพื่อจะเกียดกัน ความชั่วเสีย แล้วก็ถนอมเอาความดีไว้ ; ยึดมั่นในความดี. อย่างนี้เป็นศีลธรรม โดยแท้ สามารถที่จะบำบัดความระส่ำระสายของสังคมได้; ทำให้เกิดความผาสุก ทางสังคมได้; แต่ไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดความหลุดรอดของปัจเจกชน ที่จะ หลุดรอดไปจากเครื่องผูกมัดรัดรึงใจโดยประการทั้งปวง. เพราะเหตุนั้นจึงมี ข้อที่สาม คือข้อที่เรียกว่า ทำจิตให้บริสุทธิ์โดยสิ้นเชิง ; หรือข้อที่ว่า ทำประโยชน์ชนิดที่อยู่เหนือโลก, ไม่เกี่ยวกับโลก. การทำจิตให้บริสุทธิ์สิ้นเชิง ก็คือ ทำจิตให้อยู่เหนือวิสัยที่ความดี หรือความชั่วจะไปผูกพันด้วยได้, ไม่ให้ผลของความดี หรือผลของความชั่ว

น.328 ไปผูกพันด้วยได้ ; ถ้าเรายังหลงรัก หรือหลงโกรธอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่แล้ว มันก็เป็นความไม่สงบอย่างยิ่งอยู่นั่นเอง. ความดี ความชั่ว ให้ผลเป็นหลงรัก หรือหลงโกรธ : ที่เป็นความชั่วก็ให้เกิดความไม่พอใจ, ที่เป็นความดีก็ให้เกิด ความพอใจ, เพราะฉะนั้นจึงไม่ถือว่าจิตชนิดนั้นบริสุทธิ์ถึงที่สุดเลย. จิตที่บริสุทธิ์ถึงที่สุดจะต้องฉลาดกว่านั้น, ฉลาดจนถึงกับเห็นว่า ความดีกับความชั่วนี้เป็นเครื่องรบกวนจิตใจเท่า ๆ กัน, ถึงแม้จะมี ลักษณะที่ต่างกันเพียงไรก็ตาม มันรบกวนเท่ากัน, จึงได้มีการปล่อยเสียทั้ง ความหวังในความดีและความชั่ว, หรือผลของความดีและความชั่ว, จึงจะถือว่า ขึ้นถึงขั้นที่จิตบริสุทธิ์สะอาดปราศจากเครื่องเศร้าหมองโดยประการทั้งปวง ; เป็น อันดับสุดท้าย เป็นตัวแท้ของสิ่งที่เรียกว่าศาสนา ถ้าจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เป็นประโยชน์ที่เหนือโลก คือเป็นปรมัตถุประโยชน์ ก็อธิบายอย่างเดียวกัน. ประโยชน์ที่ยังเกี่ยวกับโลก ก็หมายความว่า ประโยชน์นั้น ๆ จะทำ ให้ได้เกิดอยู่ในโลก, ให้เป็นอยู่ในโลกตามที่ต้องการ. แต่ที่สูงขึ้นไปกว่านั้น ก็คือเห็นว่าถ้ายังมัวพัวพันอยู่กับโลก, หรือต้องเป็นไปตามวิสัยโลกนั้นยังไม่เป็น อิสระ, ยังต้องล้มลุกระหกระเหินไปตามสิ่งที่ผูกพันนั้น. เพราะฉะนั้น จึงประพฤติประโยชน์อย่างสูงสุด คือมีจิตไม่เกี่ยวข้องกับโลกเลย, นี้เรียกว่า ปรมัตถประโยชน์. ลักษณะที่กล่าวนี้จะเห็นได้ว่า อยู่เหนือวิสัยของศีลธรรม ไม่มีสิ่งที่ เรียกว่าศีลธรรมของพวกใดในโลกนี้ แสดงความมุ่งหมายอย่างนี้ หรือมี ลักษณะปฏิบัติอย่างนี้, จึงยกขึ้นให้เป็นส่วนที่เป็นตัวแท้ของศาสนา ซึ่งต่างกัน

น.329 โดยสิ้นเชิงว่า ศีลธรรมนั้นยังเกี่ยวกันอยู่กับโลกอย่างหนึ่ง, ยังเกี่ยวกันอยู่กับ ความชั่วหรือความดี ซึ่งเป็นของที่มีเต็มไปในโลกนี้อย่างหนึ่ง. ส่วนตัวแท้ ของศาสนานั้น มุ่งหมายที่จะไม่เกี่ยวกับโลก และมุ่งหมายจะอยู่เหนือความชั่ว หรือความดี ที่เต็มอัดอยู่ในโลก, เป็นการชี้ให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดแจ้ง ระหว่างศีลธรรมกับศาสนา โดยอาศัยหลักของพระพุทธศาสนาเป็นหลักสำหรับ การปั่นหรือการแยกออกจากกัน. สรุปความอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้จับใจความได้ว่า : ศีลธรรมอยู่ในวิสัยที่มนุษย์ทำขึ้นได้ เป็น man-made; ส่วนศาสนา เป็นปัจเจกภาพของศาสนาเอง, ซึ่งโดยความหมายที่แท้จริงอาศัยหลักความจริง ของธรรมชาติ มนุษย์จะทำเอาตามความรู้สึก หรือความต้องการของมนุษย์เอง ไม่ได้. ฐานรากของศีลธรรม ดำเนินไปตามสิ่งที่พิสูจน์ทดลองได้ด้วย ความรู้สึกสามัญสำนึกธรรมดา แม้ที่เรียกว่าวิทยาศาสตร์. ส่วนศาสนานั้น ฐานรากอยู่เหนือสิ่งที่กล่าวนั้น คือไม่อาจจะพิสูจน์ได้โดยความรู้สึกของมนุษย์ ธรรมดา ; จะต้องใช้คำนึงคำนวณทางปรัชญา โดยอาศัยปรัชญาเป็นที่ตั้ง นี้อย่างหนึ่ง ; และอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งจัดไว้สำหรับคนทั่วไปที่ไม่มีปัญญา ก็อาศัยทางความเชื่อตามระบบที่เขาบัญญัติไว้ให้เป็นอย่างดีแล้ว, แต่เป็นสิ่งที่ชี้ ให้เห็นชัดไม่ได้, แม้จะเป็น Mythology หรืออย่างไรก็ตาม, ก็เรียกว่าเป็น รากฐานที่ตั้งของสิ่งที่เรียกว่าศาสนาได้เหมือนกัน. ศีลธรรมดำเนินไปตาม common sense ของคนมีสติปัญญาธรรมดา, แต่ตัวแท้ของศาสนาต้องอาศัยความรู้อันชัดแจ้ง แล้วสามารถจัดเทคนิคเฉพาะได้

น.330 ขอบเขตของศีลธรรมเป็นไปทางสังคม และกว้างขวางถึงกับเป็น international คือระหว่างชาติ หรือสังคมใหญ่ ; ส่วนขอบเขตของสิ่งที่เรียกว่า ศาสนานั้น เป็นของเฉพาะคน, ตามสติปัญญา, ตามกำลังความรู้. สติ ปัญญาความสามารถของแต่ละคน ๆ ไม่อาจจะทำให้เท่ากันได้, หรือแทน กันได้ มูลเหตุของศีลธรรม คือความเดือดร้อนของสังคม ทำให้เกิด ศีลธรรมขึ้น ; แต่มูลเหตุของสิ่งที่เรียกว่าศาสนาคือความมืด หรือความกลัว ต่อสิ่งที่ตนเข้าใจไม่ได้ ยังเป็นความลึกลับ เช่นไม่สามารถจะเอาชนะกิเลสได้ เกิดความกลัวขึ้นมา อย่างนี้เป็นต้น ; หรือแม้แต่กลัวฟ้า กลัวธรรมชาติของ คนป่าเถื่อน ก็เรียกว่ากลัวสิ่งลึกลับ ซึ่งเป็นมูลเหตุของศาสนาด้วยเหมือนกัน. ศีลธรรมมุ่งผลเป็นความดีที่สุด, ส่วนศาสนาที่แท้จริงมุ่งผลเป็น ความรอด ซึ่งเหนือไปจากการผูกมัดของความดีในที่สุด. การปฏิบัติศีลธรรม อาศัยการบังคับตนเป็นที่ตั้ง, ศาสนาต้องเลย ไปกว่านั้น คืออาศัยสติปัญญาที่ตัดกิเลส, หรือแม้สติปัญญาที่จะรู้จักทำพิธี อ้อนวอน หรือปลอบโยนให้หายกลัวก็ตาม. ผลทางศีลธรรม คือความสงบที่เกิดแก่สังคมจากการปฏิบัติตามระเบียบ ที่จัดขึ้น ; ผลทางศาสนานั้น คือผลที่เกิดมาจากสติปัญญาของปัจเจกชนแต่ละ คน ๆ โดยเฉพาะ ไม่เหมือนกัน หรือไม่ร่วมกัน.

น.331 การขาดศีลธรรม ทำให้เกิดความยุ่งยากทางสังคม, ขาดศาสนา ทำให้คนเรามืดเป็นคน ๆ ไปทีเดียว. นี่คือความแตกต่างระหว่างศีลธรรมกับศาสนา ซึ่งอาตมาได้รับภาระ · ว่าจะบรรยายตามหัวข้อที่กำหนดไว้ ว่า หลักพระพุทธศาสนา พร้อมทั้ง วิธี ปฏิบัติ และ ศีลธรรม. จึงในวันแรกนี้ ขอปั่นเขต ความแตกต่างระหว่างสิ่งที่เรียกว่า ศีลธรรม กับ ศาสนา ให้ชัดแจ้ง อย่างที่ว่ามานี้ พอเป็นเครื่องประกันความ สับสนของการที่จะฟังคำอธิบายในวันต่อๆ ไป. อาตมาขอยุติการบรรยายในวันนี้ เพราะหมดเวลาแล้ว แต่เพียงเท่านี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต