Buddhadasa.org

ตุลาการิกธรรม เล่ม 1 ครั้งที่ ๒/๒๕๐๐ — หลักปฏิบัติศาสนาและศีลธรรม

ตุลาการิกธรรม เล่ม 1 — คำบรรยายหลักพุทธศาสนา อบรมผู้ที่จะเป็นผู้พิพากษา ณ เนติบัณฑิตยสภา รุ่น พ.ศ. ๒๔๙๙ และ ๒๕๐๐ (สมัยดำรงสมณศักดิ์ พระอริยนันทมุนี) · วันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๐๐

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.332 ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย , ดังที่ได้ทราบกันอยู่แล้วว่า หัวข้อที่เราจะต้องศึกษา คือหลัก พุทธศาสนา วิธีปฏิบัติ และศีลธรรม มีอยู่ ๓ หัวข้อด้วยกัน : เมื่อวันก่อน อาตมาได้กล่าวแยกให้เห็นชัด ว่าสิ่งที่เรียกว่าศาสนากับศีลธรรมนั้นต่างกัน อย่างไร ; ทั้งนี้เพื่อป้องกันความฟันเผื่อซึ่งจะเกิดขึ้น แต่แม้จะได้แยกให้ เห็นชัดว่า ศาสนากับศีลธรรมเป็นเรื่องคนละเรื่อง หรือคนละอย่างก็จริง เรายัง จะต้องพิจารณาดูให้ดี จนได้พบความจริงข้อหนึ่งว่า หลักธรรมะ หรือหลัก ๒๙๑

น.333 การปฏิบัติบางอย่างนั้น เป็นได้ทั้งศีลธรรมและทั้งศาสนา แล้วแต่ว่าเรามุ่งหมาย ที่จะปฏิบัติหลักธรรมะนั้นไปในรูปใด เพราะฉะนั้นนักศึกษาจำเป็นจะต้องกำหนด ความมุ่งหมายของสิ่งที่เรียกว่าศีลธรรมและศาสนาไว้ให้แม่นยำ. โดยหลักใหญ่ ๆ เราจะต้องกำหนดไว้ประจำใจว่า เรื่องศีลธรรมนั้น มีความมุ่งหมายเพียงเรื่องในวงของโลก แม้จะมุ่งผลดีเลิศอย่างไร ก็ยังมุ่งผล ชนิดที่ยังอยู่กันในโลก ; ส่วนเรื่องของศาสนานั้น มุ่งออกไปไกลถึงกับว่า ต้องการจะอยู่เหนือโลก. โดยเฉพาะพุทธศาสนาแล้ว ยิ่งมุ่งผลที่จะอยู่เหนือโลก คือเหนือการครอบงำของโลกโดยประการทั้งปวง. ถึงแม้ศาสนาอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ พุทธศาสนา แม้ที่เป็นศาสนาที่มีพระเป็นเจ้า มุ่งหมายความเข้าไปเป็นอันเดียว กันกับพระเป็นเจ้า นั้นก็มีความหมายว่าเหนือโลกด้วยเหมือนกัน เพราะ พระเป็นเจ้าเป็นสิ่งที่อยู่เหนือโลก ความมุ่งหมายจึงเป็นอันเดียวกันกับพระเป็นเจ้า จึงถือว่า เป็นความมุ่งหมายเพื่ออยู่เหนือโลก. นี้เป็นความมุ่งหมายของศาสนา ; ส่วนศีลธรรมนั้น มุ่งหมายเพียงความผาสุกหรือความสงบสุขและยังอยู่กันในโลก ตามประสาชาวโลก. จึงสรุปความสั้น ๆ ว่า ศีลธรรมนั้นเป็นเรื่องในโลก ส่วนเรื่องศาสนานั้นเป็นเรื่องมุ่งหมายออกไปนอกโลก คืออยู่เหนือโลก. ทีนี้ ที่ว่าหลักธรรมะบางอย่างบางประการ เป็นข้อเดียวเรื่องเดียว แต่อาจจะเป็นได้ทั้งศีลธรรมและศาสนานั้น ยกตัวอย่างเช่นศีลห้า ซึ่งทราบกันดี แล้วว่าหมายถึงอะไร ศีลห้านี้ ถ้ามีการประพฤติปฏิบัติศีลห้าเพื่อความอยู่กันเป็น ผาสุก ไม่เบียดเบียนกัน อย่างนี้ก็เรียกว่า ศีลธรรม, ศีลห้านั้นยังอยู่ในข่าย ที่เป็นศีลธรรม. แต่ถ้าปฏิบัติศีลห้า เพื่อเป็นบาทฐานของสมาธิ ซึ่งเป็น ความมุ่งหมายโดยตรงของพุทธศาสนา จนมีคำกล่าวว่าสมาธิสังวัฏฏนิกา คือศีล

น.334 ที่เป็นไปเพื่อเป็นบาทฐานของสมาธิ ศีลห้าอย่างนี้ต้องเรียกว่าเป็นเรื่องของ ศาสนา ไม่ใช่เรื่องของศีลธรรมตามความหมายที่ได้บัญญัติโดยชัดแจ้งแล้ว แต่ เมื่อวันแรก. ยกตัวอย่างอีกอันหนึ่ง เช่นมรรคมีองค์ ๘ ประการ ข้อที่ปฏิบัติ มรรคเพื่อให้เกิดการกระทำชอบทางวาจา ทางการงาน ทางอาชีวะ ทางอะไร อย่างนี้ ถ้ามุ่งหมายเพียงการปฏิบัติทั่ว ๆ ไปของฆราวาสก็เป็นศีลธรรม แต่โดย ที่แท้ มรรคมีองค์แปดนี้ เป็นใจความของศาสนา เพราะปฏิบัติเพื่อนิพพาน โดยตรง ความมุ่งหมายเดิมของมรรคมีองค์แปด มุ่งหมายเพื่อนิพพานโดยตรง แต่ว่าข้อปฏิบัติใน ๘ องค์นั้น ยังเอามาปฏิบัติเพื่อความสงบสุขของสังคมก็ได้ คืออยู่ในฐานะที่จะเป็นได้ทั้งศีลธรรมและทั้งศาสนา : เป็นศาสนาโดยตรง เป็นศีลธรรมโดยอ้อม. นี่ เป็นสิ่งที่อาตมาอยากจะให้เข้าใจชัดในเบื้องต้น ว่า ศาสนากับศีลธรรมนั้น ต่างกันอย่างไร และคาบเกี่ยวกันอย่างไร. ทีนี้ต่อจากนี้ไป ก็จะได้กล่าวถึง หลักวิธีปฏิบัติศาสนาและศีลธรรม ต่อไป แต่ถึงกระนั้น ยังมีข้อที่อยากจะเตือนให้ระลึกนึกอยู่อีกข้อหนึ่งว่า สำหรับพุทธศาสนานั้น มีความหมายกว้างขวางมาก หรือถ้าพูดอีกอย่างหนึ่ง ก็คือกำกวม แล้วแต่จะเพ่งเล็งกันในแง่ไหน เพราะคำว่าพุทธศาสนาในภาษา ไทยนั้น เดี๋ยวนี้เราได้ใช้พร่ำเพรื่อ จนอะไร ๆ ก็พุทธศาสนา การกระทำ เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็พุทธศาสนา. คำว่า "พุทธศาสนา" โดยเฉพาะภาษาไทย มีความหมายกว้าง แม้ตามธรรมดาสิ่งที่เรียกว่าศาสนา ก็มีความหมายกว้าง อยู่แล้ว. สำหรับพุทธศาสนามีเหลี่ยมดูต่าง ๆ ที่จะมองดูกันในฐานะที่เป็น ศีลธรรมก็ได้ คือเลือกดู เพ่งดู เอาแต่ข้อปฏิบัติที่เป็นไปเพื่อความสงบใน

น.335 โลกนี้ หรือพุทธศาสนาที่จะเพ่งดูในลักษณะที่เป็นศาสนาแท้ก็ได้ คือตัวปฏิบัติ ที่บรรลุมรรคผลนิพพาน เพ่งเล็งนิพพานโดยตรง. พุทธศาสนา ยังจะดูกันในฐานะที่เป็นศาสตร์ หรือวิทยาศาสตร์อันใด อันหนึ่งก็ได้ คือเป็นวิทยาศาสตร์ทางจิตใจ มีหลักหรือกฎเกณฑ์ต่าง ๆ พร้อมทั้งเหตุผลที่แสดงตามแบบวิธีของวิทยาศาสตร์ ในฐานะที่เป็นวิทยาศาสตร์ ของโลกประเภทหนึ่ง. หรือถ้าจะดูไปอีกแง่หนึ่ง ในฐานะที่เป็น art ที่เรา ชอบเรียกกันว่า ศิลป ซึ่งดูเหมือนคำว่าศิลปะในภาษาไทยนั้น ไม่ค่อยจะเท่า เทียมกันกับคำว่า art ในภาษาสากล เพราะคำว่า art นั้น อาจจะมาใช้กันได้ สนิทสนมกับวิธีปฏิบัติต่าง ๆ ทุกขั้นในพุทธศาสนา ในฐานะเป็นวิชา หรือ หลักปฏิบัติที่ประณีตงดงามมาก : อย่างการบำเพ็ญวิปัสสนา จะเป็นสมถะ- กรรมฐาน หรือวิปัสสนากรรมฐานก็ตาม ดูด้วยสายตาของ artist ก็จะเป็น art ชนิดหนึ่งโดยตรง คือเป็นวิธีปฏิบัติ หรือแสดงออกซึ่งความงดงาม น่าเลื่อมใส น่าจับใจ ในการกระทำของมนุษย์ จะมีความเป็นอยู่ชนิดที่ได้เปรียบ ผู้อื่น หรือมีความสุข ได้รับประโยชน์ ได้รับกำไร จากการเป็นมนุษย์ อยู่ในโลกนี้มากกว่าผู้อื่น เพราะฉะนั้น เราจะเห็นพวกชาวตะวันตกได้พิจารณา หรือมองดู หรือเขียนพุทธศาสนา ในฐานะที่เป็น art นี้ กันมากที่สุด. ทีนี้ถ้าจะดูกันต่อไป พุทธศาสนาในบางแง่ ก็อยู่ในฐานะที่เป็นปรัชญา คือความรู้ที่อาจจะใช้การคำนึงคำนวณด้วยเหตุผลลึกซึ้ง ไม่มีขีดสุด จนเลย ขอบเขตของการปฏิบัติ เป็นวิชาสำหรับเรื่องปัญญาไป ดังนี้ก็ได้. หรือแม้ที่สุด ยังจะพิจารณาดูพุทธศาสนา ในแง่ที่เป็นจิตวิทยาแขนงใหญ่ แขนงหนึ่ง ที่ลึกซึ้ง ที่สุด อย่างนี้ก็ได้.

น.336 นี่แหละ เรียกว่าเมื่อเราปฏิบัติพุทธศาสนา เราจะต้องดูให้ดี ๆ ว่า เราจะปฏิบัติกันในฐานะที่เป็นอะไร คือในฐานะที่เป็นศีลธรรม หรือว่าในฐานะ ที่เป็นศาสนา หรือในฐานะที่เป็นวิทยาศาสตร์ หรือในฐานะที่เป็นศิลปะหรือ art หรือว่าในฐานะที่เป็นปรัชญา จิตวิทยา ดังนี้เป็นต้น เพราะว่าแต่ละอย่าง ๆ นี้ไม่เสียหลาย คือย่อมทำให้ได้รับประโยชน์เต็มที่ตามแขนงของวิชานั้น ๆ และนิยมทำกันอยู่ในหมู่บัณฑิตนักปราชญ์ทั่ว ๆ ไป เพราะฉะนั้นเราจะปฏิบัติ กันในส่วนไหน ก็ต้องให้แน่ลงไป. แต่ในที่นี้ สำหรับพวกเราทั้งหลายนี้ ก็เป็นที่แน่นอนแล้ว ว่าเราจะดูกันในแง่ของศาสนาและศีลธรรมเท่านั้น. แต่ ที่ได้กล่าวมากว้าง ๆ ก็กล่าวไว้เพื่อกันความไขว้เขว กันมิให้ออกนอกลู่นอกทาง ของผู้ประสงค์ปฏิบัติธรรม จึงได้พยายามชี้ให้เห็น ว่าพุทธศาสนา มีอยู่ หลายเหลี่ยม หลายมุมเช่นนี้ อาตมาก็ได้บรรยายไว้อย่างละเอียดแล้ว ใน คำบรรยายครั้งที่ ๙ ของปี ๒๔๙๙ เพราะฉะนั้นขอให้ไปค้นดูที่นั่น. เรื่องของพุทธศาสนา ถ้ายิ่งไปกว่าที่กล่าวแล้วนี้อีก ก็เรียกว่าเป็น เรื่องอดิเรกเรื่องเหลือเพื่อ เช่นพุทธศาสนาที่อยู่ในฐานะเป็นวรรณคดี คือว่า ศึกษาในฐานะที่เป็นวรรณคดีที่ไพเราะจับใจก็ได้ ; พุทธศาสนาในฐานะที่เป็น ประวัติศาสตร์ก็ได้. นี้หมายถึงคัมภีร์ที่เป็นพระไตรปิฎกของเราโดยตรง คัมภีร์ พระไตรปิฎกทั้งหมด ซึ่งมีอยู่ ๔๕ เล่มนั้น, ภายในนั้นมีเรื่องราวเชิงประวัติศาสตร์ มากมายเหลือเกิน มีเรื่องราวที่จะไปใช้เป็นเหตุผลในทางประวัติศาสตร์ หรือ เขียนตำราประวัติศาสตร์มาก. อาตมาได้เคยพบหนังสือตำราหลายเล่ม ที่เป็น หนังสือประวัติศาสตร์ ได้รับรางวัลในการเขียน โดยนักเขียนชาวอินเดีย แต่เมื่อเปิดดู ที่ไหนได้ ในนั้นมีข้อความเกินกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ที่เก็บเอาไป

น.337 จากพระไตรปิฎก เพราะว่าในประเทศอินเดียนั้น ไม่มีการบันทึกทาง ประวัติศาสตร์สมัยสองพันกว่าปีมาแล้ว จะค้นหาที่ไหน จะมากยิ่งไปกว่า พระไตรปิฎกไม่มี เพราะเหตุใด เพราะเหตุว่าหนังสือฝ่ายอื่น ๆ นั้น เขาไม่ได้ บันทึกไว้ หรือเก็บรวบรวมไว้อย่างสิ้นเชิง เหมือนกับในวงการพุทธศาสนา คือในพระไตรปิฎก เพราะฉะนั้นเลยกลายเป็นประโยชน์ในทางประวัติศาสตร์ เป็นอย่างยิ่ง. นอกจากนั้น พระไตรปิฎก ยังใช้เป็นตำราสำหรับศึกษาอักษรศาสตร์ ด้วยก็ได้ ในพระไตรปิฎกจะมีภาษาบาลีหลายชนิด : ที่ว่าหลายชนิดนี้ หมายถึง ว่าเป็นร้อยแก้ว เป็นโคลงฉันท์ กาพย์กลอน และเป็นภาษาในรูปเป็นตัวบท, และในรูปเป็นคำอธิบายด้วย ซึ่งสำนวนโวหารต่าง ๆ กัน, มีความไพเราะ ต่าง ๆ กัน อาจจะใช้เป็นเครื่องมือศึกษาอักษรศาสตร์ และความเป็นมา ทางฝ่ายภาษาศาสตร์ได้อย่างดีที่สุด. ฉะนั้น ถ้าศึกษากันไปในแง่วรรณคดี หรือประวัติศาสตร์ หรือ อักษรศาสตร์ทำนองนี้ละก็ ยิ่งไปกันใหญ่ คือว่ายิ่งไกลตัวพุทธศาสนาแท้จริง ออกไปทุกที. จึงเพื่อเป็นการป้องกันความพันเผื่อของการปฏิบัติ เราจะต้อง รู้กันเสียก่อน ว่าเราจะศึกษาพุทธศาสนากันในแง่ใด เราอาจจะศึกษาพุทธศาสนา ชนิดที่ไม่ใช่พุทธศาสนาก็ได้ นี่ ฟังดูก็แปลก คือว่าศึกษาคัมภีร์ หรือเรื่องราว ของพวกพุทธบริษัท แต่ไม่เป็นพุทธศาสนาก็ได้ ยกตัวอย่างเช่นปัญหาเรื่อง การเกิด การตาย ตายแล้วเกิดหรือไม่ จะเกิดได้ด้วยวิธีไรอย่างนี้ แม้จะเป็น สิ่งที่พูดกันอยู่มากในพุทธบริษัท หรือเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าก็ได้พูดถึง, ได้ตรัส ถึง แต่นี้ไม่ใช่ตัวพุทธศาสนาเลย เพราะว่าตัวพุทธศาสนามุ่งหมายจะแสดงแต่

น.338 เรื่องความทุกข์ กับความดับทุกข์สิ้นเชิงเท่านั้น เราจะเกิดหรือไม่เกิด เราก็ต้อง เป็นทุกข์ เราก็ต้องดับทุกข์ เราเกิดอีก ก็มาเป็นทุกข์อย่างนี้อีก เราก็ต้อง ดับทุกข์เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นปัญหาไม่ได้อยู่ตรงเกิดอีกไม่เกิดอีก เราต้อง มีปัญหาแต่ที่ว่าจะดับทุกข์อย่างไร. เพราะเหตุฉะนั้นแหละ การศึกษาพุทธศาสนา โดยตรง จึงได้แก่เรื่องดับทุกข์ เป็นเรื่องการดับทุกข์ : ถ้าดับทุกข์ของสังคม อย่างกว้าง ๆ ก็เป็นเรื่องศีลธรรม, ถ้าเป็นเรื่องดับทุกข์ของปัจเจกชนคนหนึ่ง ๆ โดยเฉพาะให้สูญสิ้นเด็ดขาดไป ก็เป็นเรื่องของศาสนา. นี้เป็นการจำกัดขอบเขต ของการศึกษาหรือปฏิบัติพระพุทธศาสนา ที่เราจะต้องสังวร. ทีนี้ อาตมาจะได้กล่าวถึงหลักการปฏิบัติพุทธศาสนาโดยเฉพาะและ กล่าววิธีปฏิบัติศีลธรรมควบคู่กันไป เพื่อเป็นการเปรียบเทียบ ; จะเป็นการ ง่ายกว่าที่เราจะพูดแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง ฉะนั้นจึงจะพูดเทียบคู่กันไป และจะ เป็นการย้ำให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดแจ้ง อยู่ตลอดเวลาด้วย. การปฏิบัติศีลธรรม ซึ่งเราก็ทราบกันอยู่แล้วว่ามันเพื่อสังคม เพราะ ฉะนั้นหลักของการปฏิบัติ มันจึงขึ้นอยู่กับการที่ต้องนึกถึงผู้อื่น ต้องนึกถึงผู้อื่น ให้มากเป็นหลัก เพราะที่เราต้องการจะปฏิบัติศีลธรรม ก็เพื่อจะไม่ให้กระทบ กระทั่งกันในระหว่างเรากับผู้อื่น, การปฏิบัติศีลธรรม จึงมีหลักอยู่ที่จะต้อง นึกถึงผู้อื่น ส่วนการปฏิบัติศาสนาก็ตรงกันข้าม คือมีการนึกถึงตัวโดยเฉพาะ โดยละเอียด โดยลึกซึ้ง เป็นการสอดส่องถึงความทุกข์ที่เกิดอยู่ในตัวเรา ในจิตใจ ในส่วนลึกของเราโดยเฉพาะ และต้องโดยลึกซึ้ง ซึ่งคนอื่นอาจจะไม่มาทราบได้ หรือไม่มาเกี่ยวข้องกันกับเรา แต่เราก็มีสติปัญญาที่จะพิจารณาให้ลึกซึ้ง เพราะ ความทุกข์มันปรากฏแก่เราอย่างไร กิเลสอันละเอียดแท้จริงของเรานั้นเป็น

น.339 อย่างไร เรามีโอกาส เรามีหนทางที่จะสอดส่องอย่างลึกซึ้งถึงตัวเราเองผู้เดียว ยิ่งขึ้น ๆ. นี่มันจึงผิดกันกับศีลธรรมซึ่งเราจะต้องนึกถึงคนอื่นอยู่เสมอไป. นี่ เรียกว่าเป็นหลักอันหนึ่งในการปฏิบัติ จะเป็นเครื่องช่วยให้ง่ายในการที่จะ ปฏิบัติให้ได้ผล ตามความมุ่งหมายทุกประการ แง่ต่อไปอีกแง่หนึ่ง เราปฏิบัติศีลธรรม ซึ่งเรารู้อยู่แล้วว่าศีลธรรมนี้ เป็นสิ่งที่มนุษย์ทำขึ้น หรือเรียกง่าย ๆ ว่า man-made, คือทำขึ้นโดยมนุษย์ ตรงกันข้ามกับศาสนา ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องอนุวัตรตามความจริง, ตามสัจจะ หรือ truth ของธรรมชาติ ไม่ใช่ man-made หรือไม่ใช่คนทำขึ้น. ตรงนี้ก็จะต้อง ทำความเข้าใจกันเสียก่อน ว่าแม้ว่าสิ่งที่เรียกว่าศาสนานั้น จะเป็นสิ่งที่ค้นพบ หรือนำออกแสดงโดยบุคคล คือพระพุทธเจ้าก็ตาม ; แต่อย่าได้เข้าใจว่า สิ่งที่ เรียกว่าพุทธศาสนานั้น พระพุทธเจ้าท่านทรงทำขึ้น. เรื่องนี้ ท่านได้ยืนยัน ด้วยพระองค์เองว่า เป็นแต่ผู้รู้หรือผู้ค้นพบ แล้วนำมาแสดง ความจริงต้องเป็น ตัวความจริงของความจริงคือของธรรมชาติ แม้จะมีการกล่าวบัญญัติธรรมะเป็น ตัวศาสนา ก็ต้องอนุวัตรไปตามความจริงที่เด็ดขาดของธรรมชาติ. นี้เอง มันผิด กันกับศีลธรรมที่บุคคลทำขึ้นโดยปรารภเหตุการณ์แวดล้อม หรือสิ่งแวดล้อม บุคคลแวดล้อม สภาพการณ์แวดล้อม แล้วก็เลือกเก็บ - เลือกทำ ให้ตรงกันกับ สิ่งแวดล้อม ศีลธรรมจึงอยู่ในลักษณะเช่นเดียวกันกับกฎหมาย ซึ่งไม่อาจจะถือ เป็นหลักว่าตรงกันได้ทุกหนทุกแห่ง ทุกเวลาทุกสถานการณ์ ย่อมปรับปรุงได้ตาม ความต้องการของคน บัญญัติขึ้นให้เหมาะสมแก่เหตุการณ์นั้น ๆ ; เพราะฉะนั้น ศีลธรรมหรือกฎหมายนี้ จึงอยู่ในลักษณะที่ถือสังคมเป็นใหญ่ ตามความประสงค์ ของคนเป็นใหญ่ ไม่ได้ยึดถือตามหลักธรรมชาติโดยตะบันไป แต่มิได้หมายความ

น.340 ว่าจะไม่คล้อยตามความจริงของธรรมชาติ คงมีส่วนที่คล้อยตามความจริงของ ธรรมชาติอยู่บ้างเหมือนกัน แต่ถึงกระนั้น ก็ชื่อว่าส่วนใหญ่เป็นการมุ่งผลเพื่อ สถานการณ์รอบด้านที่แวดล้อมอยู่ มากกว่าที่จะเล็งถึงความจริงอันเด็ดขาดลึกซึ้ง ของธรรมชาติ เราจึงได้ระบอบของศีลธรรมต่างกัน. เช่นได้กล่าวถึงตัวอย่างให้ฟังแล้ว เมื่อวันก่อน ว่าคนบางพวกอาจจะ ถือว่าการรีบฆ่าสัตว์เลี้ยงที่เจ็บหนักให้ตายเสียโดยเร็วนั้น ก็เป็นศีลธรรมอันดี เป็นการกระทำที่ถูกต้อง แต่พวกอื่นหรือคนอื่น ๆ โดยเฉพาะพุทธบริษัท ซึ่ง ก็มีศีลธรรมเป็นของตัวอยู่ ก็ไม่อาจจะรับได้ ว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นการ กระทำที่ถูกต้อง อาจจะเห็นไปว่า สู้เฝ้าพยาบาลรักษามัน ไปด้วยความเหนื่อย ยากลำบาก นั่นจะเป็นการตอบแทนบุญคุณมัน เป็นการถูกกว่าที่จะไปยิงหรือ ฆ่ามันเสียให้ตาย อย่าให้มันทนทุกข์ทรมานนาน. นี่ เราจะเห็นได้ว่า ศีลธรรมนั้น เป็น man-made คือเป็นสิ่งที่ มนุษย์ประกอบขึ้นตามความประสงค์ของโลก หรือตามสถานการณ์แวดล้อม เป็นส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นในการปฏิบัติศีลธรรม เราจะต้องกระทำอย่างชนิด ที่เรียกว่า "ดูตาม้าตาเรือ" หรืออะไรทำนองนี้ให้มากสักหน่อย ให้มากไปกว่า ที่จะปฏิบัติทางฝ่ายศาสนา ซึ่งเราอาจจะถือหลักให้ตรงเปี๊ยบอย่างไรก็ได้ เพราะว่า มันอาศัยความจริงของธรรมชาติโดยเด็ดขาด. นี่ มันมีความแตกต่างกันอยู่ โดยที่ศีลธรรมในลักษณะเช่นนี้ ต้องการจะให้ได้สิ่งที่เรียกกันว่า ดี- ดี คือดี ตามประสาโลก ประสาชาวโลก. ส่วนศาสนานั้นไม่ต้องการอย่างนั้น แต่ ต้องการความรอดพ้นของจิตใจ ซึ่งไม่เหมือนกับที่ชาวโลกทั่วไปต้องการ.

น.341 นี่จึงเห็นได้ว่า อยู่กันคนละระดับ ในเมื่อความมุ่งหมายของศีลธรรม ต้องการ ให้ได้ดีตามที่โลกนิยม แต่ศาสนากลับไปต้องการความพ้นทุกข์โดยเด็ดขาดอีก ชนิดหนึ่ง ซึ่งมักจะไม่ตรงกับความนิยมของชาวโลกทั่วไป. เพราะฉะนั้น เมื่อเราจะปฏิบัติศีลธรรมก็ตาม ปฏิบัติศาสนาก็ตาม จะต้องรู้จักความจริงข้อนี้ เพื่อไม่ให้เกิดการกระทบกระทั่งขึ้นแก่ผู้อื่น ระหว่าง เรากับผู้อื่น หรือแม้แต่แก่ตัวเราเอง กล่าวคือการกระทบกระทั่งกันระหว่าง ความโง่ของเราเอง เลยทำให้ติดขัด เปะ ๆ ปะ ๆ ไม่ราบรื่นในการที่จะปฏิบัติ ศาสนาหรือแม้แต่ประพฤติศีลธรรมก็ตาม. ทีนี้ เราดูกันในแง่ต่อไปอีก เราจะเห็นได้ว่า ศีลธรรมนั้น เหมือนกับ ที่ได้กล่าวมาแล้วแต่วันก่อน ว่ามีรากฐานอยู่ที่การบังคับตัวเองเป็นส่วนใหญ่ เพราะว่าเป็นเรื่องในขั้นต้น ๆ คือต้องอาศัยการบังคับตัวเองด้วยการข่มใจ หรือ บังคับใจเป็นส่วนใหญ่ แต่ส่วนเรื่องของศาสนานั้น เลยไปกว่านั้นอีก คือนอกจากจะมีการบังคับตัวเองตามสมควรแล้ว ยังไปเพ่งเล็งเป็นส่วนใหญ่ ส่วนสำคัญ อยู่ที่การใช้ปัญญา เพราะมันมีปัญหาลึกซึ้งกว่ากัน. ปัญหาใน ทางศีลธรรมนั้นมันไม่ยาก ใคร ๆ ก็พอมองเห็นได้ ว่าชั่วอย่างไร ดีอย่างไร ด้วยกันทุกคนอยู่แล้ว ปัญหามันไปยากอยู่ตรงที่ว่าทำอย่างไรจึงจะบังคับ ตัวเองให้ประพฤติกระทำเป็นไปได้อย่างนั้น มันมายากอยู่ที่ตรงนี้. ส่วน เรื่องทางศาสนานั้น ยังลึกลับไปกว่านั้น คือเป็นเรื่องที่จะต้องฆ่ากิเลสชั้นละเอียด ชนิดที่เรายังไม่เคยรู้จักหน้าตามันเลย เราจะต้องฆ่า หรือกำจัดความทุกข์ ชนิด ที่เราไม่มองเห็นว่าเป็นความทุกข์ แล้วเราจะไปทำกับมันอย่างไร มันจะยากง่าย เช่นไร ขอให้ลองนึกดูเถิด ในหมู่บุคคลที่เขาเห็นกงจักรเป็นดอกบัวอยู่เสมอ

น.342 แล้วจะให้มีความรู้สึกตัว ในการที่จะปลดกงจักรนั้นออกไปเสียได้อย่างไร มัน จึงเป็นเรื่องที่หนักกว่า ยากกว่า ที่เป็นเรื่องของศีลธรรม. ฉะนั้นจึงเห็นได้ว่า ถ้าจะปฏิบัติศีลธรรมโดยสมบูรณ์ ก็ต้องสำเร็จ ได้ด้วยการบังคับตัวเองที่เพียงพอ หรือเด็ดขาด ; แต่ถ้าปฏิบัติศาสนา เราต้องใช้สติปัญญาให้ประณีตให้ละเอียดตามลำดับ จนเข้าถึงความ มุ่งหมายของศาสนานั้น ๆ แล้วแต่จะปฏิบัติศาสนาอะไร. นี้ เราจะเห็นได้ว่า ศีลธรรมมันอยู่ในขั้น ๆ หนึ่ง ซึ่งต่ำกว่าศาสนา หรืออยู่ในฐานะเป็นบุรพภาค เป็นเบื้องต้นของศาสนา ก็กล่าวได้ และเป็นสิ่งที่ไม่สู้จะมีปัญหาอันลึกลับ มีเพียง ปัญหาแต่เรื่องบังคับตัวไม่ได้เท่านั้น. เพราะฉะนั้น ในการปฏิบัติศีลธรรม เราจึงมีหลักที่จะต้องใช้ความเคร่ง หรือความกลัว ความเชื่อ หรือความยอม อะไรเหล่านั้นให้มากเป็นพิเศษ กว่าที่จะใช้ในการปฏิบัติทางฝ่ายศาสนาโดยตรง เพราะว่าการปฏิบัติศีลธรรมนี้ เป็นหน้าที่ของปุถุชนทั่วไป คือเป็นปุถุชนธรรมดา สามัญทั่ว ๆ ไป ที่มีกิเลสเต็มตามธรรมดา จึงต้องอาศัยวิธีปฏิบัติที่เป็นชั้นต้น ชั้นต่ำ หรือชั้นที่ต้องหนัก ๆ พอเหมาะพอสมกัน แล้วจะต้องใช้ความเคร่ง ให้มาก อย่ากลัวว่าความเคร่งนั้นมันจะเป็นอันตราย. ความเคร่งในที่นี้ มัน เคร่งอยู่ในสิ่งที่เราเห็นอยู่แล้ว ว่าเป็นของถูกแน่. เช่นในการที่เราละเว้นจากการฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ เหล่านี้เป็นต้น เราจะต้องพยายามเคร่งครัดถึงร้อยเปอร์เซ็นต์หรือเกินกว่าร้อยเปอร์เซ็นต์ เราจะ ต้องมีความกลัวโทษของสิ่งเหล่านี้ให้มาก ว่านิดหน่อยนั้น คือโทษอันใหญ่หลวง เป็นโวหารของพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "เป็นผู้มีปรกติเห็นภัยอันใหญ่หลวง ในโทษแม้ที่มีประมาณน้อย". อย่าไปเข้าใจว่าเรื่องละเมิดนี้ เป็นการล่วง

น.343 ละเมิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ศีลธรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่เป็นอะไร หรือยังไม่มีใครรู้ ยังไม่เป็นอะไร อย่างนี้เรียกว่าประมาทในการประพฤติศีลธรรม ผิดจากหลักที่ พระพุทธเจ้าทรงวางไว้ ว่าจะต้องมีการกลัวโทษของการล่วงศีลธรรมนี้ให้มาก ๆ แม้นิดเดียวก็เป็นอันตรายอย่างใหญ่หลวง เหมือนกับคนที่กลัวไฟ แม้ไฟ นิดเดียวที่มันติดลุกขึ้นแล้ว มันก็อาจจะเผาบ้านเรือนทั้งหลังได้. ขอให้ไป พิจารณาดูเจ้าของบ้านที่เห็นว่าไฟได้มีคนลอบวางขึ้นนิดหนึ่งแล้ว เพียงแต่ ขีดไม้ขีดจุดไฟขึ้นเท่านั้น ไฟนิดเดียวนั่น มันย่อมมีความหมายถึงกับจะเป็นไฟ ที่ใหญ่โต บ้านเรือนวินาศกันทั้งแถว ทั้งเมือง. เรามีความกลัวของเล็กน้อย ในฐานะที่เป็นภัยอันใหญ่หลวง ในลักษณะอย่างนั้นฉันใด เราก็กลัวโทษ อันเล็กน้อยในการล่วงละเมิดศีลธรรม ว่าเป็นภัยที่จะลุกลามใหญ่หลวงฉันนั้น, ฉะนั้นจึงต้องกลัวให้มาก. ทีนี้ เมื่อพูดถึงความเชื่อ เมื่อเราได้พิจารณาเห็นความจริงของศีลธรรม ข้อใดข้อหนึ่ง หรือได้พิจารณาเห็นความจริงการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้ว ก็ต้องปฏิบัติชนิดที่เรียกว่า ปลงความเชื่อ ทีเดียว. คำว่าปลงความเชื่อนี้ หมายความว่าเชื่อทั้งหมด คือเชื่อด้วยจิตใจทั้งหมดทั้งสิ้น เรียกว่าปลงความเชื่อ ถ้าเป็นโวหารชาวบ้าน ก็เรียกว่าทุ่มเทหมดเลย เทความเชื่อลงไปในสิ่งนั้นหมดเลย เรียกว่าปลงความเชื่อ. เราจะปลงความเชื่อลงไปในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า และความเชื่อในกรรม คือการกระทำ ที่ว่าทำดี ดี ทำชั่ว ชั่ว ล่วงละเมิด ศีลธรรมแล้ว เป็นอันตรายอันใหญ่หลวง เราเชื่อกฎเกณฑ์อันนี้โดยเต็มที่. ที่ว่าเราจะต้องมีความยอม คำว่ายอมในที่นี้ อาตมาหมายความว่า ถึงกับยอมใช้ชีวิตเป็นประกัน เป็นเดิมพัน ทั้งหมดทั้งสิ้น ในการที่จะปฏิบัติ

น.344 ศีลธรรม หรือศาสนาก็ตาม. โดยเฉพาะศีลธรรมแล้ว ถ้าเราไม่มีความยอม ถึงขนาดนั้นแล้ว ย่อมเป็นการยากที่จะรักษาศีลธรรมของโลกให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ ได้. เราไม่ค่อยยอม คือว่าเมื่อมีอะไรมาเอร็ดอร่อย สนุกสนาน เราก็สมัคร จะเอาข้างเอร็ดอร่อย สนุกสนาน ไม่ยอมสละสิ่งเหล่านั้น เพื่อไปเห็นแก่ ศีลธรรม หรือรักษาศีลธรรมไว้ให้ได้. บรรพชิตที่ไม่ยอมประพฤติพรหมจรรย์ ด้วยน้ำตา ย่อมไม่รักษาพรหมจรรย์ไว้ได้ เพราะเหตุว่าพรหมจรรย์ของพระ- พุทธเจ้า แม้ในขั้นต้น ๆ ที่เป็นศีลธรรมก็เป็นการขูดเกลาที่เจ็บปวดมาก คือ ทำอะไรไม่ได้อย่างใจ ในบางกรณีถึงกับทำให้น้ำตาไหล ถ้าใครทนไม่ได้ ก็ต้องเป็นการเสียหายแก่พรหมจรรย์ เพราะฉะนั้นจึงต้องยอม มีความยอมขนาด ที่ว่าประพฤติพรหมจรรย์นั้นด้วยน้ำตา อย่างเดียวกับชาวโลกที่ว่ารักษาศีลธรรม ไว้ได้ ก็ด้วยอาศัยการยอมเสียสละความสุข ชนิดที่เป็นอย่างวัตถุ หรือเป็น อย่างทางเนื้อทางหนัง ความเพลิดเพลินสนุกสนาน เอร็ดอร่อยทางเนื้อทางหนัง ยอมเสียสละสิ่งเหล่านั้น เพื่อเป็นการมอบกาย วาจา ใจ ให้แก่ พระรัตนตรัย หรือว่าแก่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งแล้วแต่ว่าศาสนาไหน หรือศีลธรรมของศาสนาไหน ได้วางไว้อย่างไร จะต้องมีการยอม ต่อสิ่งนั้นโดยสมบูรณ์. นี้เรียกว่าการประพฤติศีลธรรมนั้น เมื่อมันเป็นเรื่องขั้นต้น เป็น เรื่องที่ยังหยาบอยู่ เราก็ต้องทุ่มเทกำลังใจชนิดที่หยาบอยู่เหมือนกัน คือเชื่อ ลงไปโดยสิ้นเชิง กลัวอย่างสิ้นเชิง ยอมอย่างสิ้นเชิง หรือมีความเคร่งจนสุด ความสามารถที่จะทำได้ สรุปรวมความแล้ว ก็คือเป็นผู้ที่ถือให้หนัก หรือให้ แน่นแฟ้นไว้ก่อน ฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่า ถ้ามีหนทางใดที่จะทำให้เราเคร่งครัด หรือปลอดภัยไว้ก่อนได้มากเพียงใดแล้วต้องรีบถือเอา เราจักต้องควบคุมการ ปล่อยตามใจตัวเอง ไม่ปล่อยไปตามใจตัวเอง คือไม่ปล่อยตามกิเลส จะต้อง

น.345 ควบคุมตัวเอง หรือควบคุมกิเลส เพราะฉะนั้นถ้าสิ่งใดเป็นไปเพื่อการควบคุม กิเลส หรือทรมานกิเลสให้ผอมลงก็ตาม เราจะต้องรีบปฏิบัติทันที. ดังที่ได้กล่าวเป็นตัวอย่างมาแล้วแต่วันก่อนว่า ในทางศีลธรรมนั้น เรามีปัญหาต่าง ๆ กัน เช่นปัญหาเรื่องการกินเนื้อ หรือกินผักดี นักศีลธรรม ก็ได้วินิจฉัยกันมาก จนที่สุดก็เห็นร่วมกันหมด ว่าการกินผักนั้น เป็นการ ปลอดภัยกว่า เป็นการที่ทำให้ได้เปรียบกิเลส ได้เปรียบความทุกข์กว่า จึง อธิษฐานจิตมีความเคร่งครัดในการที่จะปฏิบัติ จึงเป็นการได้เปรียบหรือเกิด การได้เปรียบขึ้น ในการที่จะปฏิบัติศีลธรรมให้ลุล่วงไปโดยง่าย และถือกันว่า เป็นการถูกต้อง ตรงตามความมุ่งหมายอันแท้จริงที่จะปฏิบัติศีลธรรม. เพราะ ฉะนั้น จึงมีการสำรวมระวัง ในการที่จะไม่เปิดโอกาสให้กิเลสได้เปรียบใน ทุก ๆ กรณี แต่พร้อมกันนั้นก็ต้องไม่ทำให้เกิดความยุ่งยากลำบาก เพราะว่า การกระทำจนเกิดความยุ่งยากลำบากนั้น อย่างไรเสียก็ต้องเป็นการทำด้วยความ ยึดมั่นอย่างงมงาย ไม่เข้าถึงความจริง ไม่เข้าถึงเหตุผลสิ่งนั้น. เมื่อปฏิบัติ ถูกต้อง ย่อมไม่มีความยุ่งยากลำบากชนิดนั้น ย่อมเป็นผู้ที่บริโภคผักได้ โดย ไม่เกิดความยุ่งยากลำบากอันใดขึ้น ไม่เกิดความปั่นป่วนในสังคม นี้เรียกว่า รู้จักปฏิบัติศีลธรรม ให้ได้เปรียบกิเลสที่สุด รู้จักปฏิบัติศีลธรรมให้เป็นไปเพื่อ ความสงบเรียบร้อยของสังคมด้วย พร้อมกันไปในตัว. สรุปใจความในเรื่องนี้ก็เป็นอันว่า การปฏิบัติศีลธรรม นั้นเราอาศัย ความเข้มแข็งในทางที่จะบังคับตัว ส่วนการปฏิบัติศาสนานั้น เราอาศัยความ เข้มแข็งในการที่จะเจาะแทงความโง่เขลา หรือการใช้ปัญญา. เมื่อเรารู้อยู่ว่า

น.346 เราจะปฏิบัติศีลธรรม หรือปฏิบัติศาสนากันแน่ชัดเจนอยู่แล้ว เราก็สามารถจะยึด หลักให้ตรงตามที่เหมาะที่สม หรือที่จำเป็น และรวมความแล้วก็จะต้องไม่ลืมว่า เรื่องศีลธรรมนั้นเป็นเรื่องที่ยังอยู่กันในโลก เรื่องของศาสนาเป็นเรื่องที่จะขึ้น เหนือโลก คือเป็นสิ่งที่จะต้องระมัดระวังไม่ให้การปฏิบัติศีลธรรม ทำให้มีการ กระทบกระทั่ง วุ่นวายระส่ำระสายกันขึ้นในโลก และจะปฏิบัติไปชนิดที่ไม่คำนึง ถึงเพื่อนมนุษย์ด้วยกันอย่างการปฏิบัติศาสนา อันเป็นเรื่องส่วนตัวโดยเฉพาะนั้น ไม่ได้ นี่มีหลักเป็นส่วนใหญ่ ๆ หรือโดยทั่วไปอยู่ดังนี้. ในส่วนที่ได้กล่าวมาแล้วนี้ เป็นการชี้หลักที่เป็นแนวสำหรับที่จะใช้ ยึดถืออย่างกว้าง ๆ ที่นี้ อาตมาจะได้แสดงบรรยายในส่วนที่เป็นตัวการปฏิบัติ ให้รัดกุมขึ้นไป โดยเฉพาะที่เป็นหลักปฏิบัติที่เป็นตัวศาสนา และเฉพาะอย่างยิ่ง ก็คือพุทธศาสนาของเรา. พุทธศาสนา มีหลักใหญ่ๆ อยู่ว่า เดินทางสายกลาง คำว่า เดินทาง สายกลางนี้ อาตมาเชื่อว่าทุกคนทราบ ทุกคนได้ยินได้ฟังมาก่อนแล้ว เพราะฉะนั้น จะต้องยึดหลักคำว่าเดินสายกลางนี้ ให้พอเหมาะพอสม หรือให้ถูกต้องนั่นเอง. ก่อนที่จะทราบว่า ทางสายกลาง หลักสายกลางเป็นอย่างไรนั้น เราควรจะทราบ ประวัติที่มาของการปฏิบัติทางสายกลางนี้กันให้พอสมควรเสียก่อน. เป็นการ จำเป็นที่จะต้องย้อนระลึกไปศึกษาถึงสภาพความเป็นอยู่ของลัทธิศาสนาในครั้ง พุทธกาล คือสองสามพันปีมาแล้ว ซึ่งสรุปความได้ว่า ในยุคก่อนพระพุทธเจ้านั้น ศาสนาส่วนใหญ่ของโลก หรือทั้งหมดก็ว่าได้ เป็นศาสนาอยู่ในระบอบ ที่ตั้งอยู่บนความเชื่ออย่างเดียว เพราะฉะนั้นจึงมีแต่การไหว้อ้อนวอน มีความ

น.347 เชื่อความกลัวในสิ่งที่ตนไม่อาจจะเข้าใจได้ เช่นในสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างใดอย่างหนึ่ง. ระเบียบวิธีปฏิบัติทางศาสนาจึงมีการบูชา และอ้อนวอนขอร้อง ได้ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงกันมาหลายยุคหลายคราว ประณีตวิจิตรบรรจงขึ้นมาอย่างไร มันก็ยังเป็นความเชื่อ เป็นเรื่องบูชา อ้อนวอน ขอร้อง อยู่นั่นเอง. ทีนี้ นานเข้าเป็นพันปี ก็เกิดความเบื่อหน่ายขึ้นในหมู่ชนเหล่านั้นเอง เกิดความไม่เชื่อขึ้นมา เกิดความไม่พอใจขึ้นมา เรียกว่าสิ้นยุคของการที่มนุษย์ จะยอมเชื่อดายไปอย่างนั้น ก็เกิดศาสนาชนิดที่ใช้สติปัญญา หรือเหตุผลกันขึ้น จึงได้เกิดมีลัทธิแตกแยกออกเป็น ๒ ฝ่าย ซึ่งจะเรียกว่าเป็นฝ่ายขวา และ ฝ่ายซ้ายก็ได้ แต่ให้เข้าใจว่าเป็นเรื่องแตกแยก ๒ ฝ่ายดิ่งไปคนละทางก็แล้วกัน ในทางฝ่ายสุดข้างหนึ่ง มีการใช้เหตุผลว่าถ้าทำให้เกิดความพอใจตามที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ต้องการอย่างเพียงพอแล้ว ก็เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะ ได้แล้ว คือเกิดลัทธิศาสนาที่ประกอบการพัวพันในกามคุณขึ้นมา. วิวัฒนาการ จนถึงขนาดที่บัญญัติกามสุขชั้นสูงสุด ว่าเป็นนิพพาน. คำว่านิพพานได้เคยใช้ กับลัทธิเช่นนั้น และปรากฏอยู่ในพระบาลีของฝ่ายเรานี้ เช่นในพรหมชาลสูตร ในพระไตรปิฎกของเรา ก็มีว่าพระพุทธเจ้าตรัสถึงคนพวกที่บัญญัติกามสุขว่าเป็น นิพพาน นี้เรียกว่าการถือเอาการให้เหยื่อแก่กิเลสให้ถึงที่สุดเสีย จนมันไม่รู้ว่า จะต้องการอย่างไร ก็จะเป็นการดับทุกข์สิ้นเชิง ถึงที่สุดเหมือนกัน เป็น นิพพานเหมือนกัน. ทีนี้ ทางฝ่ายหนึ่ง ดึงไปในทางตรงกันข้าม มีความเห็นหรือเหตุผล ไปในทำนองที่ว่า เมื่อความรู้สึกต่าง ๆ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น

น.348 ทางกายนี้ เป็นต้นเหตุให้เกิดความทุกข์ คือมันอยาก แล้วมันรู้สึก แล้วมัน เสวยอารมณ์ แล้วมันอยากอีก ไม่มีสิ้นสุดอย่างนี้ มันเป็นต้นเหตุของความทุกข์ เพราะฉะนั้นเราจงทำการลดสมรรถภาพ คือทรมานให้ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้ มีความรู้สึกเสื่อมสมรรถภาพลง จนกระทั่งมันไม่มีความรู้สึกเลย มันก็ไม่มีโอกาส จะรับอารมณ์ หรือบริโภคอารมณ์ หรือเสวยอารมณ์ด้วยความมัวเมา ซึ่งเป็นเหตุ ให้เกิดความทุกข์อีกต่อไป จึงได้เกิดการบำเพ็ญ การทรมานร่างกาย ซึ่งหมายถึง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้หมดสมรรถภาพ ในการที่จะบริโภคอารมณ์ หรือ ที่เรียกว่ากามคุณ : มันตรงกันข้ามอย่างนี้ พระพุทธเจ้าท่านว่า อันตะ ซึ่งแปลว่า ที่สุด เป็นที่สุดโต่งฝ่ายข้างซ้ายก็อย่างหนึ่ง สุดโต่งฝ่ายข้างขวาก็อีกอย่างหนึ่ง. ลัทธิทั้งสองนี้ ได้มีผู้ถือปฏิบัติกันอยู่ทั่วไป ในยุคก่อนหน้าพุทธกาล และกระทั่งถึงพุทธกาล พระพุทธเจ้าทรงอุบัติ ขึ้นในโลก ได้ตรัสรู้สิ่งใหม่ ที่เรียกว่ามัชฌิมาปฏิปทา ; ไม่แวะเข้าไปหาที่สุดโต่งทั้งสองอย่างนั้น แต่อยู่ ตรงกลาง พระองค์จึงได้บัญญัตินามของการปฏิบัตินี้ว่ามัชฌิมาปฏิปทา คือการ ปฏิบัติในสายกลาง หรืออยู่ตรงกลาง และทรงยืนยันว่าเป็น ปุพเพ อนนุสฺเตสฺ คือสิ่งที่ฉันไม่เคยได้ยินได้ฟังมาแต่ก่อน. ก็แปลว่า ข้อปฏิบัตินี้ เป็นสิ่งที่ ทรงรู้เอง ค้นพบเอง ได้แก่ข้อปฏิบัติที่เราเรียกกันในบัดนี้ว่า "มรรคมีองค์ แปดประการ" เราจะเห็นได้ทันทีว่าทางสายกลางนั้น ก็คือไม่ตามใจตัวเอง เกินไป และก็ไม่บีบคั้นตัวเองเกินไป นี้เป็นหลักใหญ่ แต่ประคับประคอง ตัวเอง ให้อยู่ในสภาพที่เหมาะที่สม ที่จะมีการวิวัฒน์ทางสติปัญญา เรื่อยไปตามลำดับ เพราะการที่ไปทำตัวให้ลำบากด้วยการกินการนอน อะไร ก็ตาม เรียกว่าเป็นการฝึกชนิดหนึ่ง เท่ากับการที่ไปบำรุงบำเรอตัวในทาง

น.349 กามสุขให้มึนเมาไปเหมือนกัน จึงจะต้องระมัดระวังในการปฏิบัติทุกอย่างให้อยู่ ในลักษณะที่เหมาะสม ที่จะดำเนินไปตามความมุ่งหมายของหลักปฏิบัตินั้น ๆ จึงจะเรียกว่าเป็นผู้ดำเนินไปตามหลักพระพุทธศาสนา ซึ่งเดินสายกลาง. เมื่อเราได้ทราบที่มา หรือที่เกิดของทางสายกลาง เช่นนี้แล้ว ย่อม หวังได้ว่า เราจะไม่ทำผิดในเรื่องนี้กันได้เลย หรือถ้าตัวทำผิดมาแล้ว ก็ไม่ควร จะทำผิดอีกต่อไป. การที่เราปล่อยไปตามความต้องการของกิเลส คือการ ตามใจตัวเองในทางความสุขทางวัตถุมากไปนั้น ไม่ถือว่าเป็นการเดินสายกลาง เป็นการทำไปในทางผิดชนิดที่เขาเคยผิดกันมาแล้ว เราไม่ควรจะทำผิดอีก นี้เรียกว่าหลักปฏิบัติอันหนึ่ง คือการเดินในทางสายกลาง พิจารณากันต่อไปอีกเรื่องหนึ่ง ถึงการปฏิบัติในสิ่งที่เรางง หรือ ไม่เข้าใจว่าจะทำอย่างไรดี เช่นเป็นปัญหาอยู่ในที่ทั่ว ๆ ไป แก่คนทุกคน และทุกสถานการณ์ทุกยุคทุกสมัยด้วย เพราะวิชาความรู้ได้ดำเนินก้าวหน้าขึ้น ใหม่ ๆ เสมอ จนเกิดปัญหาขึ้น ว่าสิ่งนี้ควรหรือไม่ควร ดังนี้เป็นต้น สำหรับ พุทธศาสนาแล้ว มีหลักที่เด็ดขาดตายตัว ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้เอง แต่เราก็เรียกว่า หลักที่ตรัสแก่ชนชาวกาลามะ หลักปฏิบัตินี้ มีเป็นหลักอยู่ว่า :- ๑. เราอย่ายอมปฏิบัติตามโดยเหตุที่มันเป็นการบอกต่อ ๆ กันมา. การบอกต่อ ๆ กันมามิได้หมายความว่ามันเป็นการถูกต้อง เราจะต้อง มีเหตุผลอย่างอื่น อย่ายึดถือเหตุผลแต่เพียงสักว่านี้เป็นสิ่งที่บอกต่อ ๆ กันมา. ๒. เราอย่าปฏิบัติลงไป ด้วยเหตุผลแต่เพียงว่าเป็นสิ่งที่เคย ทำตามสืบต่อกันมา.

น.350 ๓. อย่าปฏิบัติไปตามข่าวลือ คำว่าข่าวลือในที่นี้ หมายถึงสิ่งที่ แตกตื่นเล่าลือ โดยมากก็เป็นไปในทางขลัง ทางศักดิ์สิทธิ์ แต่โดยมากก็เป็นในหมู่ ของคนที่ไม่มีวิจารณญาณ แม้ยุคสมัยปรมาณูนี้ ก็ยังมีข่าวลือชนิดนี้และก็ยังมี คนปฏิบัติไปตามข่าวลือ และแตกตื่นข่าวลือชนิดนี้ ทั้งในโลกตะวันออกและ โลกตะวันตก แม้ในหมู่ชนที่ว่าเจริญด้วยวิทยาศาสตร์ก็ตาม ไม่เสียเปรียบ ไม่ได้เปรียบคนในสมัยพุทธกาลเลย. ๔. อย่าปฏิบัติลงไป ด้วยเหตุผลเพียงสักอ้างได้ ว่ามันมีอยู่ ในตำรา คือในปิฎก หรือในพระไตรปิฎก อย่ามีเหตุผลเพียงเท่านั้น. ๕. อย่าปฏิบัติไปตามการเดา การเดาของตัวเอง ๖. อย่าปฏิบัติไปตามการคาดคะเนของตัวเอง ๗. อย่าปฏิบัติไปตามการตรึกตามอาการ. สามข้อนี้คล้าย กันมาก แต่ว่ามีน้ำหนักต่างกัน : การเดา นี้ ชื่อว่าต่ำมาก หรือง่ายมาก เป็นของคนประมาทหรืออวดดี มากกว่าอย่างอื่น. ส่วนการคาดคะเนนั้น ค่อยเพลาลงหน่อย คือมีการหยั่งหน้าหยั่งหลังเป็นการเดาเหมือนกัน แต่ว่ามีการ หยั่งหน้าหยั่งหลังที่ประณีตกว่า. ส่วนการตรึกตามอาการนั้น หมายถึงการ ใช้เหตุผล ดีไปกว่าการคาดคะเน แต่ก็เป็นเหตุผลชนิดที่อาจทำให้ตัวเองตกบ่อ ของตัวเองได้ ท่านเรียกว่าตรึกไปตามอาการ ; เป็นเหตุผลชนิดที่เป็นแบบ ตรรก เสียมากกว่าที่จะเป็นเหตุผลอันเป็นสัจจธรรม ฉะนั้น อาจพิสูจน์ใน ทางหนึ่งก็ถูก พิสูจน์กลับอีกทางหนึ่งก็ยังขวางกันอยู่ก็ได้ นี้เรียกว่าตรึกตาม อาการ.

น.351 อย่าปฏิบัติไปเพียงเหตุผลว่า นี้มันต้องกัน หรือมันลงกัน กับลัทธิของเรา ที่เราชอบ ๙. อย่าปฏิบัติลงไป ด้วยเหตุผลแต่เพียงว่า ผู้พูดนั้นอยู่ใน ฐานะจะเชื่อได้ เป็นคนอยู่ในฐานะที่เชื่อได้. ๑๐. อย่าปฏิบัติลงไป ด้วยเหตุผลแต่เพียงว่า ท่านผู้กล่าวนั้น เป็นครูบาอาจารย์ของเรา. ทั้งหมดนี้ เราพิจารณากันเสียทีก่อน ว่าพระพุทธเจ้าท่านมีหลัก อย่างไร หรือพุทธศาสนามีหลักอย่างไร. เราจะเห็นได้ทันทีว่า พุทธศาสนา มีการเปิดหมด คือเปิดให้ใช้สติปัญญา ให้ใช้ความคิดนึก ให้ใช้ความเป็นอิสระ ของตัวเอง ไม่ผูกมัดบังคับความเชื่อถือ การคิด การคำนึงของบุคคลผู้ใดหมด. เมื่อเราจะปฏิบัติพุทธศาสนาโดยหลักใหญ่ ๆ เราก็ต้องทำจิตให้เป็นอิสระอย่างนั้น เสียก่อน นี้เป็นการแสดงความผิดแปลกแตกต่างของพุทธศาสนาจากศาสนาอื่น อยู่มาก เพราะฉะนั้นเมื่อจะปฏิบัติหลักพุทธศาสนาก็ต้องสนใจเป็นพิเศษ ฿ ที่ว่าอย่าปฏิบัติลงไป เพราะเหตุผลมีแต่เพียงว่านี้ต้องกันกับ ลัทธิที่เราถืออยู่ หรือปฏิบัติอยู่ นี้หมายความว่า อย่าปลงความเชื่อเด็ดขาด ว่าเท่าที่ปฏิบัติอยู่ หรือเท่าที่เราถืออยู่ เชื่ออยู่นี้ มันเป็นการถูกต้องถึงที่สุดแล้ว มันยังอาจไม่ถูกต้องถึงที่สุด มันยังมีดีกว่านั้น เพราะว่าถ้าเราไปถือหลักอย่างนั้น เสียแล้ว เผอิญลัทธิที่เราชอบอยู่นั้นมันผิด หรือถูกน้อย แล้วจะว่าอย่างไร มันก็เลยติดตั้ง ติดตั้งคือว่าก้าวไปไม่ได้ หยุดอยู่เพียงแค่นั้น. มันอาจจะผิดไป ตามการที่ได้รับคำสั่งสอนอบรมมาผิด ๆ จากบรรพบุรุษก็ได้.

น.352 ข้อที่ว่า เราไม่ปฏิบัติไปโดยเหตุผลที่เพียงสักว่าผู้พูด อยู่ใน ฐานะเชื่อได้นี้ ท่านอาจจะถามว่า พระพุทธเจ้าของเราเป็นผู้พูดอยู่ในฐานะ ที่ควรเชื่อได้หรือไม่ ? เราไม่จำเป็นต้องตอบปัญหานั้น พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ วางหลักอันนี้ เพื่อให้เราวินิจฉัยคน ว่าคนไหนเชื่อได้หรือคนไหนเชื่อไม่ได้ แต่ได้ทรงวางหลักว่าอย่าเชื่อ และอย่าปฏิบัติตามลงไปด้วยเหตุผลเพียงความเชื่อ เท่านั้น เพราะแม้พระพุทธเจ้าพูดเอง ได้ยินได้ฟังเฉพาะพระพักตร์พระพุทธเจ้าเอง เราก็ต้องพิสูจน์สิ่งที่พูดนั้น ว่าถ้าทำตามแล้วมันจะเกิดผลขึ้นมาอย่างไร แล้วผล นั้นเป็นไปเพื่อความดับทุกข์หรือไม่ ต่อเมื่อเราได้มองเห็นในขั้นนี้เสียก่อนแล้ว เราจึงปฏิบัติตาม. นี้หมายความว่าเราไม่ปฏิบัติตามโดยเหตุผลสักว่า ผู้พูดนั้น ควรเชื่อได้. ทีนี้ข้อสุดท้าย อย่าปฏิบัติตามเพราะเหตุผลแต่เพียงว่า ท่านผู้นี้ เป็นครูบาอาจารย์ของเรา นี่ท่านนักศึกษาทั้งหลายควรจะถือว่า ท่านอย่า ถือว่าแม้อาตมาอยู่ในฐานะเป็นครูบาอาจารย์ของท่าน ควรจะคิดว่า แม้พระ- พุทธเจ้าก็อยู่ในฐานะที่เรียกว่าเป็นครูบาอาจารย์ของเราเหมือนกัน. ในเมื่อไม่ จำเป็นจะต้องเชื่อพระพุทธเจ้าทันที ในฐานะที่ว่าเป็นศาสดาของเรา ก็เป็นอันว่า เราไม่ต้องเชื่อใครหมด ด้วยเหตุผลแต่เพียงว่าผู้นี้เป็นครูบาอาจารย์ของเรา เราจะต้องฟังว่าท่านพูดอะไร ท่านพูดว่าอย่างไร แล้วปฏิบัติตามลงไปแล้วมัน เกิดอะไรขึ้น และสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น มันเป็นอย่างไร มันมีคุณสมบัติอย่างไร จะดับทุกข์ได้ตามที่ว่ากันจริงหรือไม่ เมื่อเห็นว่ามันดับทุกข์ได้จริงแล้ว จึง ปฏิบัติตาม. อย่างนี้เรียกว่าปฏิบัติตามเรา เราคือตัวเราเอง ตามสติปัญญา ของเราเอง ซึ่งจะได้รับมาจากทางไหนก็ได้

น.353 โดยอาศัยข้อสุดท้ายเป็นหลัก คือข้อที่ ๑๐ เป็นหลัก เราจะเห็น น้ำใจของพระศาสดา หรือพระพุทธเจ้า ว่าท่านได้มีการปล่อย หรือการยอม แก่พวกเราอย่างไร เพราะฉะนั้น เราควรจะบูชาการปล่อยหรือการยอมของ พระองค์ให้มาก โดยการตั้งหน้าตั้งตาเสียสละเวลา กำลังใจ กำลังกาย กำลัง ความคิดทั้งหมด พิจารณากันจริง ๆ ในสิ่งที่เราได้รับ แล้วจะปฏิบัติ เราจะ พิจารณากันจริง ๆ ให้เข้าใจให้เห็นแจ้ง ให้ปฏิบัติได้ผลตรงตามที่พระศาสดา ต้องการ. นี้เรียกว่าเป็นหลักปฏิบัติสำหรับประพฤติปฏิบัติพระศาสนา. ที่ว่า ไม่ให้เชื่อ แม้มันมีอยู่ในพระไตรปิฎก หรือจะใช้คำว่า ตำราก็ตาม คำว่า "ตำรา" หรือคำว่า "ปิฎก" นั้น ก็คำ ๆ เดียวกัน ในภาษา บาลีท่านใช้คำว่าอย่าเชื่อตามปิฎก คืออย่าเชื่อตามพระไตรปิฎก เพราะเหตุว่า พระไตรปิฎกนั้น ก็เป็นสิ่งที่ใคร ๆ เขียนก็ได้ แก้ไขก็ได้ จำสืบ ๆ กันมา แล้วจึงถ่ายทอดต่อ ๆ กันมา แล้วจึงเขียนก็ได้ เพราะฉะนั้น จึงไม่มีน้ำหนัก อะไรมากไปกว่าที่ว่า บอกสืบ ๆ ต่อ ๆ กันมา และยิ่งบอกว่าได้พังจากพระโอษฐ์ ของพระพุทธเจ้าเอง ก็ไม่ให้เชื่อดายลงไปทันทีเสียแล้ว ทำไมเราจะไปเชื่อ ตามปิฎกหรือตำรา เพราะฉะนั้นการอ้างตำราเหมือนที่ชอบอ้างสูตรนั้นสูตรนี้กัน ในหมู่พุทธบริษัทนั้น อาตมาขอกล่าวว่าไม่เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านต้องการ. การที่มาอ้างให้เขาเชื่อได้มากเท่าไร ยิ่งเป็นการหักล้างคำสั่งของพระพุทธเจ้า มากขึ้นเพียงนั้น เพราะฉะนั้นผู้ปฏิบัติพระพุทธศาสนาจะต้องระมัดระวัง หรือ สำรวมในข้อนี้ให้มาก นี้เป็นแนวของการที่เราจะดำเนินการปฏิบัติใน วาระแรก ซึ่งเราจะต้องใช้กฎเกณฑ์ของกาลามสูตร เป็นส่วนสำคัญ.

น.354 ถัดไปอีกก็คือหลักตัดสินธรรมวินัย ตามที่กล่าวไว้ในโคตมีสูตร ซึ่งมีหัวข้อเป็นคู่ ๆ ไป ดังนี้ : ๑. การปฏิบัติที่เป็นไปเพื่อความกำหนัดย้อมใจ นั้น ไม่เป็น คำสอนของพระศาสดา, ต่อเมื่อตรงกันข้าม คือไม่เป็นไปเพื่อความกำหนัด ย้อมใจ จึงให้ถือว่าเป็นคำสอนของพระศาสดา. ข้อที่เป็นคู่ ๆ กันนี้ไม่สำคัญ และอาจเข้าใจได้โดยง่าย แต่ข้อที่ว่า คำนั้น ๆ มีใจความอันแท้จริงอย่างไร นั้นสำคัญมาก เราจะต้องศึกษา และตีความกันให้ดี. เราจะเข้าใจได้ถูกต้อง อย่างไร มันสำคัญอยู่ที่ตัวสูตร คือเนื้อความของสูตร เช่นมีใจความว่าถ้าการ ปฏิบัตินี้ เป็นไปเพื่อให้เกิดความกำหนัดย้อมใจมากขึ้น นี้ข้อหนึ่ง อีกข้อหนึ่ง ถ้าการปฏิบัตินี้ ไม่เป็นไปเพื่อให้เกิดความกำหนัดย้อมใจมากขึ้น ที่ตรงกันข้าม สิ่งที่เราจะต้องเข้าใจกันจริง ๆ คือที่ว่ากำหนัดย้อมใจนั้น คืออะไร เราจะต้อง เข้าใจคำนี้ก่อน กำหนัดย้อมใจ ก็หมายถึงกิเลสประเภทราคะ แต่หมายได้ ละเอียดกว่าความรู้สึกตามธรรมดา ราคะธรรมดาเราหมายถึงเรื่องกามคุณอย่าง หยาบคาย แต่คำว่ากำหนัดย้อมใจในภาษาบาลีนั้น หมายละเอียดถึงว่า ความยึดถือหวงแหนในแก้วแหวนเงินทองอะไรอย่างนี้ ก็เรียกว่ากำหนัดย้อมใจ เหมือนกัน. เพราะฉะนั้นความกำหนัดย้อมใจในที่นี้ ก็หมายถึงว่ามันทำให้เกิด การผูกมัดรัดรึงในทางจิตใจ กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากขึ้น เช่นว่าสำหรับทำให้เกิด ความสุขพอใจ อย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมา แล้วก็มีความหลงใหลยินดีในสิ่งนั้น แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น อย่างนี้ก็เรียกว่าปฏิบัติผิดเสียแล้ว เพราะปฏิบัติเพื่อให้เข้าไป ผูกพัน ผูกมัดรัดรึงในสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากขึ้น. อย่าว่าถึงการปฏิบัติศีลธรรมต่ำ ๆ เช่นให้ได้ทรัพย์ ได้ลาภ ได้ยศ ได้ศักดิ์ ได้บริวาร ไมตรี ความกว้างขวางใน ทางสมาคมอะไรเหล่านี้ แล้วเพลิดเพลินพอใจ ยินดี หลงใหล อย่างนี้ก็เป็น

น.355 เรื่องหยาบมาก. แม้การปฏิบัติในทางศีล จนได้รับผลของศีล เป็นความสุข ความพอใจแล้ว ก็มุ่งหมายจะให้กำหนัดยินดี พอใจ แล้วหยุดอยู่เพียงเท่านั้น หรือแม้ที่สุด แต่จะปฏิบัติสมาธิ เกิดความสุขในฌาน แล้วพอใจ กำหนัดยินดี ในความสุขชนิดนั้นอย่างแน่นแฟ้น นั่นก็ถือว่าไม่ถูกเสียแล้ว จะต้องคลายความ กำหนัดนั้นเสียเพื่อปฏิบัติต่อไป นี้ก็สรุปเป็นหลักได้ว่า การปฏิบัตินั้นมัน ให้เกิด ความติดแน่นในทางจิตใจ หรือขนาดเรียกว่ากำหนัดพอใจในสิ่งใดซึ่งเป็นวัตถุ ก็ตาม เป็นนามธรรมก็ตาม เรียกว่าข้อปฏิบัตินี้ไม่ใช่ธรรมวินัยของพระศาสดา เสียแล้ว. ๒. การปฏิบัติที่เป็นไปเพื่อทำให้เกิดความทุกข์ หรือประกอบ ตนไว้ในความทุกข์ คือทำให้เกิด ความยาก ความลำบาก มากขึ้นกว่าธรรมดา มากขึ้นกว่าจำเป็น มากขึ้นกว่าแต่ก่อน โดยที่ยิ่งเกิดทุกข์มาก เพราะความโง่เขลา งมงายของตน ข้อนี้ได้แก่การปฏิบัติที่ทำไปด้วยความงมงาย ยึดมั่นถือมั่น ในข้อปฏิบัตินั้นเหมือนกัน. เช่นคนที่กินเนื้อกินผัก มีปัญหาเรื่องกินเนื้อ กินผัก ถ้าว่าการกินผักมีอานิสงส์มากกว่ากินเนื้อ แต่ทำให้เกิดการลำบากขึ้น ก็หมายความว่านั่นเป็นการทำผิดแล้ว. เพราะว่าการกินผักที่ถูกต้องไม่ต้อง ทำให้คนผู้นั้นต้องลำบากมากไปกว่าเดิม คือจะต้องทำให้ลำบากน้อยไปกว่าเดิม จึงจะเรียกว่าเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้อง ทีนี้สูงขึ้นไปถึง เรื่องปฏิบัติศีล ถ้าปฏิบัติศีลด้วยความยึดมั่นงมงาย ในตัวหนังสืออย่างหลับหูหลับตา อย่างเถนตรงแล้ว ไม่ต้องสงสัย อาตมา ขอยืนยันว่า ความทุกข์ยากลำบาก จะเกิดจากการปฏิบัติศีลนั้นไม่ใช่น้อย ; แต่ถ้า

น.356 เป็นผู้ปฏิบัติอย่างลืมตา ไม่งมงาย ก็รับรองได้อีกเหมือนกันว่า ความทุกข์ ความลำบากที่เกิดขึ้นจากศีลนั้น จะไม่มีมากอย่างนั้น หรืออาจจะกล่าวได้ว่าไม่มี เลยก็ได้. ขั้นธุดงค์ ที่สูงไปกว่าศีล ท่านนักศึกษาบางคนอาจจะไม่เข้าใจ : การถือธุดงค์นี้ เป็นการปฏิบัติอีกระบอบหนึ่ง เช่นใช้เครื่องนุ่งห่มจำกัด ฉันอาหารจำกัด อยู่ในที่อาศัยจำนวนจำกัด ในที่สงัดน้อย ๆ หรือเลว ๆ กินอาหาร เพียงวันละครั้งเดียว กินอาหารในภาชนะใบเดียวอย่างนี้เป็นต้น เป็นข้อปฏิบัติ มากมายเหมือนกัน อย่างนี้เรียกว่าธุดงค์. ถ้าปฏิบัติธุดงค์ด้วยความงมงาย ความทุกข์ลำบากจะเกิดขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย ยุ่งยากโกลาหลไปหมด จนไปที่ไหน ก็ไม่ได้ จะเดินทางก็ไม่ได้ จะรับนิมนต์ไปที่ไหนก็ไม่ได้ ถ้ารับนิมนต์ไปยังที่ใด ก็จะเกิดโกลาหลขึ้นที่นั่น เป็นการทำคนอื่นให้ลำบากอีกตั้งหลายคน นี้เรียกว่า เป็นการกระทำที่งมงายทำให้เกิดความทุกข์ขึ้น ; หรือสูงขึ้นไปกว่านั้น ก็เป็น การมุ่งหมายที่ทำตนให้ลำบาก เป็นอัตตกิลมถานุโยค ทรมานตา หู จมูก ลิ้น กาย ให้หมดสมรรถภาพไปก็ตาม นี้เรียกว่าประกอบอยู่ในความทุกข์. การ ปฏิบัติใดเป็นไปเพื่อทำตน หรือประกอบตนอยู่ด้วยความทุกข์เช่นนี้ ชื่อว่าอยู่ นอกร่องนอกรอย ของธรรมวินัยของพระศาสดา. ๓. การปฏิบัติใด ปฏิบัติลงไปแล้ว เป็นไปเพื่อทวีกองกิเลส. คำว่าทวีกองกิเลสนี้ หมายความว่า ธรรมดาเราก็มีกองกิเลสกันอยู่แล้ว การ ปฏิบัตินั้น ยังเป็นไปเพื่อทวีกิเลสอีก เช่นได้ผลเป็นการสรรเสริญเยินยอ หรือ ผลเป็นการเป็นอยู่ที่สนุกสนาน แล้วก็พอใจในการปฏิบัตินั้น นี้เรียกว่าเป็นผู้ ปฏิบัติสะสมกิเลส ไม่ใช่พรหมจรรย์ แม้ว่าพรหมจรรย์อำนวยผลเป็นเสียง

น.357 สรรเสริญ เป็นลาภสักการะ อยู่ตามปรกติก็ตาม ท่านเรียกว่าเป็นกะพี้ของ พรหมจรรย์. เมื่อคนเราไปยึดเข้าที่กะพี้ของพรหมจรรย์ การปฏิบัตินั้นก็เป็นการ ปฏิบัติเพื่อสะสมกองกิเลสกันยิ่งขึ้น จึงเลยเป็นการปฏิบัติที่ผิดไปตั้งแต่เริ่มต้น เป็นการปฏิบัติที่ทำการกลับหลังไปสู่ความทุกข์ จึงเรียกว่าไม่ใช่อยู่ในร่องในรอย ในธรรมวินัยของพระศาสดา. ๔. ปฏิบัติเป็นไปเพื่อความอยากใหญ่. ๕. ปฏิบัติเป็นไปเพื่อความไม่สันโดษ. สองข้อนี้คล้ายกันมาก ข้อที่ ๔ ที่ว่าปฏิบัติแล้ว เป็นไป เพื่อความอยากใหญ่ นี้อธิบายว่า เมื่อ ปฏิบัติตามข้อปฏิบัติข้อนี้ลงไปแล้ว ได้ผลมา ทำให้เกิดความอยากใหญ่ กว่าเดิม ทำให้ขยายความต้องการมากออกไปกว่าเดิม เพราะผลของการปฏิบัติ นั้น ๆ ซึ่งเราจะเห็นได้ว่า มีอยู่ทั่ว ๆ ไป ทีแรกก็ตั้งใจบวชมาในพระศาสนานี้ ด้วยความบริสุทธิ์ ด้วยศรัทธาแท้ แต่พอบวชแล้ว ประพฤติพรหมจรรย์แล้ว มีลาภสักการะและเสียงสรรเสริญเกิดขึ้น ความคิดนั้นน้อมไปเพื่อความอยากใหญ่ คืออยากในลาภสักการะและเสียงสรรเสริญที่มากขึ้นไป ความมุ่งหมายเดิม ก็เลย หันเหไปในทางที่จะชวนให้ปฏิบัติเพื่อความเป็นอย่างนั้นยิ่งขึ้น หรือมุ่งหมาย จะได้ผลถึงความเป็นอย่างนั้นมากขึ้น ในที่สุดการปฏิบัตินั้นก็ออกนอกทาง อย่างนี้เรียกว่าเป็นการปฏิบัติเพื่อความอยากใหญ่ ไม่อยู่ในร่องในรอยของธรรม วินัยของพระศาสดา. ส่วนข้อที่ ๕ ที่ว่าเป็นไป เพื่อความไม่สันโดษ นั้น แปลว่า การปฏิบัตินั้นทำให้เกิดความไม่ยินดีเท่าที่มีอยู่แล้ว ในวัตถุจำเป็นเท่าที่มีอยู่แล้ว คือในอาหาร ในเครื่องนุ่งห่ม ในที่อยู่อาศัย และในยาแก้โรค คือสิ่งจำเป็น

น.358 ๔ ประการสำหรับคนเรา. ความไม่สันโดษในสิ่งที่มีอยู่แล้ว มีอาการ คล้ายกับความอยากใหญ่ แต่นั่นมุ่งไปในทางขยายความอยาก ส่วนข้อหลังนี้ จำกัดความมาในทางที่ว่าเท่าที่มีอยู่แล้วยิ่งไม่ยินดีมากขึ้น เลยทำให้ไม่มีโอกาส ที่จะทำงานทำการ เพราะว่าวัตถุเครื่องอาศัยเท่าที่จำเป็น เช่น อาหาร เครื่อง นุ่งห่ม เครื่องใช้สอย และยาแก้โรค เท่าที่ท่านมีอยู่ที่บ้านนั้น ท่านไม่พอใจ ไม่มีทางที่จะทำให้ท่านพอใจยินดีอยู่ได้ ก็ต้องแสวงหาสิ่ง ๔ อย่างนี้ใหม่ ก็เลย ไม่มีโอกาสที่จะทำการทำงานที่เป็นตัวประโยชน์แท้ เลยต้องแสวงหาวัตถุปัจจัย เครื่องเกื้อกูลแก่ความเป็นอยู่นี้ ไม่มีที่สิ้นสุด. เพราะฉะนั้นการที่รู้จักทำให้สิ่ง ที่มีอยู่แล้ว เป็นสิ่งที่เพียงพอ หรือพอใจแล้ว มันก็หมดปัญหากันในเรื่อง การที่จะแสวงหาวัตถุเครื่องเกื้อกูลในการเป็นอยู่ แล้วเราก็จะได้ลงมือปฏิบัติตัว พรหมจรรย์ หรือตัวการดับทุกข์นั้นได้ทันที. เพราะเหตุฉะนี้แหละ การปฏิบัติ ของผู้ปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ จึงต้องเป็นไปเพื่อให้เกิดความพอใจ หรือยินดีอยู่ได้ เท่าที่ปัจจัยเครื่องอาศัยที่มีอยู่แล้วนั้น เพียงพอแก่การที่จะเป็นอยู่. ๖. การปฏิบัติที่เป็นไป เพื่อการคลุกคลีกันเป็นหมู่ นี้ผิด ไม่อยู่ ในร่องในรอยของธรรมวินัยของพระศาสดา. การคลุกคลีกันเป็นหมู่นี้ควรจะถือ ว่าเป็นสัญชาตญาณอันหนึ่ง เพราะคนเราชอบมีเพื่อนเพื่อจะสนทนา เพื่อจะร่วม ในกิจกรรมต่าง ๆ แม้ที่สุดแต่เรื่องหยอกล้อ ถ้ามีเวลาว่าง เราก็เร่ไปหาเพื่อน จะเป็นเพื่อนเพศเดียวกัน หรือเพื่อนต่างเพศก็ตาม แล้วก็มีความรู้สึกเพลิดเพลิน ที่เกิดมาจากการคลุกคลีกันเป็นหมู่. การคลุกคลีกันเป็นหมู่ เป็นไปตามอำนาจ ของสัญชาตญาณ เพราะฉะนั้นจึงไม่เป็นไปเพื่อการบังคับตัวเอง แต่ เป็นไปเพื่อการตามใจตัวเอง. เมื่อปล่อยมากเข้า ๆ มันก็ทะเยอทะยานไป

น.359 ในทางที่ตามใจตัวเองยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นความเป็นระเบียบเรียบร้อย หรือการ บังคับตัวเองก็น้อยลงไป ไม่ต้องพูดถึงการเป็นสมาธิ ; การเป็นสมาธิมีไม่ได้ ฉะนั้นสิ่งที่เหนือไปจากสมาธิก็มีไม่ได้. การคลุกคลีกันเป็นหมู่นี้จำกัดความหมาย อยู่ตรงที่ปล่อยไปตามกิเลส หรือตามอารมณ์ของสัตว์ที่ชอบคลุกคลีกันเป็นหมู่. แต่ไม่ได้หมายความว่าการจับกลุ่มกันเป็นหมู่เพื่อศึกษาเล่าเรียน หรือเพื่อปฏิบัติ การงานหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่งนี้เป็นการคลุกคลีกัน อย่างนี้ก็หามิได้. เราพิสูจน์ กันได้ง่าย ๆ ตรงที่ว่า การคลุกคลีกันเป็นหมู่นั้น มันสนุก ส่วนการมานั่งรับการ อบรม หรืออะไรทำนองนี้ ใครรู้สึกสนุกบ้าง ขอให้ลองคิดดู ; หรือการประชุม กันปฏิบัติหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว มัน ไม่มีทางจะสนุกสนานเลย ดังนั้น ความหมายจึงต่างกัน. การที่เราประชุมกันเพื่อศึกษาเล่าเรียน หรือปฏิบัติหน้าที่ การงานนั้น ไม่รวมอยู่ในคำว่าคลุกคลีกันเป็นหมู่. แต่ถ้าว่าปฏิบัติศีล หรือ สมาธิ หรือปัญญาก็ตาม แต่ดึงกันเข้าสู่ความคลุกคลีกันเป็นหมู่ พอใจสรวลเส เฮฮากันเป็นหมู่ อยู่กันในท่ามกลางเสียงสรรเสริญเยินยอกันเป็นหมู่ อย่างนี้แล้ว ก็เรียกว่า ไม่อยู่ในร่องในรอย ไม่อยู่ในธรรมวินัยของพระศาสดา เป็นการ ปฏิบัติที่ผิด ๗. การปฏิบัติที่เป็นไปเพื่อให้เกิดการเกียจคร้านท้อแท้ นี้ก็ เรียกว่าผิดธรรมวินัย ไม่อยู่ในร่องในรอยของพระศาสดา ข้อนี้ท่านทั้งหลาย ก็พอจะเข้าใจกันได้ ว่าการเกียจคร้านหมายถึงอะไร เพราะไม่เป็นที่ประสงค์ กันทั่ว ๆ ไปอยู่แล้ว หากแต่ว่ามันมีสิ่งที่ต้องพิจารณา และสังเกตเป็นพิเศษ เพราะว่าการปฏิบัติในทางที่เรียกว่าศีลธรรมหรือศาสนา บางสิ่งบางอย่างนั้น ถ้าทำไปผิดพลาด นอกลู่นอกทางนอกแนวแล้ว ทำให้เกิดอาการชนิดที่เรียกว่า

น.360 เป็นความเกียจคร้าน ไม่อยากทำอะไรขึ้นมาก็ได้. บางทีก็มีความเข้าใจผิด ในเรื่องการปลงอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือตีความหมายผิด พิจารณาผิด เข้าใจผิด ทำให้เกิดการไม่อยากทำอะไร ทำให้เกิดการท้อแท้ อย่างนี้ก็ได้ แล้วจะ ไปโทษว่า เนื่องมาจากปฏิบัติในหลักของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อย่างนี้ไม่ถูก เพราะว่าหลักของพระพุทธศาสนาต้องเป็นไป เพื่อความสดชื่นรื่นเริง กล้าหาญ เข้มแข็ง ขยันมากขึ้นเสมอไป. เพราะเหตุใด ? เพราะเหตุว่านำให้เกิดผล อันใหม่ ซึ่งเป็นที่พอใจ เป็นที่ทุกคนยิ่งพิจารณาแล้ว ยิ่งพอใจในความก้าวหน้า นั้น ๆ ยิ่งอยากจะปฏิบัติให้ถึงที่สุดเสียโดยเร็วเสมอไป ถ้าเกิดการท้อแท้ท้อถอย หรือถึงกับเกียจคร้านขึ้นมาแล้ว ก็ขอให้วินิจฉัยลงไปได้โดยเด็ดขาดว่าผิดทาง นี้ไม่ใช่ร่องรอยของพระศาสดา ๘. ข้อสุดท้ายของโคตมีสูตร นี้มีว่า การปฏิบัติใด เป็นไปเพื่อ การเลี้ยงยาก คือเป็นอยู่ยาก ในการกิน ในการเป็นอยู่ นี้เรียกว่าเลี้ยงยาก ถ้าการปฏิบัติใด เป็นไปเพื่อทำตนให้เลี้ยงยาก พิรี้พิไร พิถีพิถันแล้ว พึงทราบ เถิด ว่าไม่อยู่ในร่องในรอย ไม่ใช่ธรรมวินัยของพระศาสดา. คำว่าเลี้ยงยาก นี้มีใจความสำคัญที่จะต้องระมัดระวัง พิจารณาอยู่บ้างเหมือนกัน เพราะท่าน ให้ยึดหลักมัชฌิมาปฏิปทา คือทางสายกลาง เราจะต้องคำนวณดูด้วยตนเองให้ เหมาะสมแก่กาละ แก่เทสะ หรือแก่ทุกๆ สิ่ง ทุก ๆ อย่าง แล้วก็อาจจะรู้ได้ ด้วยตนเองว่าที่พอเหมาะพอดี คือไม่ง่ายไม่ยากไม่ลำบากนั้น เป็นอย่างไร ท่านประสงค์เอาความเลี้ยงง่ายในที่นี้ ก็หมายถึงเท่าที่มันจะอำนวยประโยชน์อัน แท้จริง ที่เราจะต้องทำนั้นให้สำเร็จประโยชน์ อย่าให้ยุ่งยากลำบากในการกิน การอยู่ เป็นอันขาด นี้เรียกว่าเลี้ยงง่าย. แต่ก็อย่าเข้าใจผิด จนถึงกับว่าง่าย ชนิดที่ไม่ต้องกินอะไร หรือว่าง่ายชนิดที่กินอาหารที่ไม่เพียงพอแก่ความต้องการ

น.361 อย่างนี้เป็นต้น จะต้องได้อาหารที่ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของอาหาร และใน ลักษณะที่ไม่ก่อให้เกิดความยุ่งยากทั้งแก่ตนและผู้อื่น ไม่ทำให้ตนเองเสียเวลา เสียโอกาส ในการที่จะประพฤติประโยชน์ที่สูงไปกว่าการกินอาหาร เพราะว่า ไม่ใช่เราเกิดมา เพื่อจะกินอาหาร การกินอาหารนั้นเป็นเพียง เครื่องช่วยให้เรามีชีวิตอยู่ไปได้ สำหรับทำสิ่ง ๆ หนึ่ง ซึ่งมีค่ายิ่งไปกว่า การได้กินอาหาร คือสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์เราควรจะได้รับ นี้เป็นอันว่าเราจะ ต้องเพ่งเอาสิ่งนั้น เป็นจุดที่มุ่งหมายอยู่เป็นประจำ แล้วการเลี้ยงตัวเราก็จะเป็น การเลี้ยงง่ายอยู่ในตัว โดยไม่รู้สึกตัว ใช้คำว่ามันจะเป็นไปเอง เป็นไปในทาง เลี้ยงง่ายเอง เป็นข้อสุดท้ายของการปฏิบัติ ที่เป็นการชี้ให้เห็นชัด ว่านี่แหละ เรียกว่าร่องรอยของพระพุทธเจ้า หรือของพระพุทธศาสนา ใช้ปฏิบัติได้ทั้งใน ส่วนศีลธรรม และในส่วนศาสนา. ท่านทั้งหลาย ลองเอาไปพิจารณาดูให้เห็นแจ้ง แล้วจึงปฏิบัติอย่าง เดียวกัน อย่าได้เชื่อว่านี้เป็นคำที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ แล้วก็เชื่อได้ แล้ว อาตมาก็เอามากล่าวตามจริงแน่ ไม่หลอกลวงแน่ ดังนี้เป็นต้น ก็ต้องเอาไป พิจารณาดูทีละข้อ ๆ จนเห็นชัด แล้วจึงถือไว้เป็นหลักปฏิบัติ. การปฏิบัติของเรา ทั้งเบื้องต้น และตรงกลาง และผลสุดท้าย จะไม่ผิดออกไปนอกทางของการ ปฏิบัติที่เราต้องการ นี้เรียกว่าหลักสำหรับตัดสินวินิจฉัยการปฏิบัติ หรือควบคุม การปฏิบัติ เพื่อให้ดำเนินไปถูกทาง. ทีนี้อาตมาอยากจะชี้ไปในข้อที่ว่า แนวการปฏิบัติหรือ ตัวการปฏิบัติ นั้น มันถืออะไรเป็นกฎเกณฑ์ที่จะวินิจฉัยลงไปว่า เป็นการปฏิบัติ ชั้นหยาบ ชั้นกลาง ชั้นละเอียด หรือว่าชั้นเลว ชั้นกลาง ชั้นดี หรือว่าชั้นต้น

น.362 ชั้นกลาง ชั้นสูง อย่างนี้เป็นต้น เพราะว่าคนเราจะปฏิบัติอย่างไรก็ตาม ย่อม มุ่งหมายที่จะให้ดำเนินไปสู่ชั้นสูงสุดด้วยกันทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเราควรจะทราบ เสียด้วยว่าในการปฏิบัตินั้น ๆ มันมีหลักอะไร ที่เป็นเครื่องชี้ว่าเป็นความสูงต่ำ ของการปฏิบัติ ในข้อนี้ พระพุทธเจ้าก็ได้ตรัสธรรมะไว้หมวดหนึ่ง เรียกว่า การปฏิบัติที่เพ่งเล็งความเป็นใหญ่ ๓ ประการ : ปฏิบัติเพ่งเล็งตัวเอง เป็นใหญ่ ; ปฏิบัติเพ่งเล็งโลกเป็นใหญ่ ; ปฏิบัติเพ่งเล็งธรรมะเป็นใหญ่ ; รวมเป็น ๓ ข้อ. ข้อแรก ปฏิบัติเพ่งเล็งความเห็นแก่ตัวเอง เอาตัวเองเป็นใหญ่ นี้เรียกว่าเป็นอัตตาธิปไตย การปฏิบัติเอาตัวเองเป็นใหญ่นี้ ถ้าเป็นไปในทาง ถูก อย่างดีก็เป็นเพียงศีลธรรมที่พอดูได้ แต่ส่วนมากต้องเป็นไปในทางกิเลส เพราะความเห็นแก่ตัวนั้นเป็นกิเลสอยู่แล้ว แล้วการปฏิบัติไปด้วยความเห็นแก่ตัว ก็คือการไปสู่การตามใจตัว หรือเห็นแก่กิเลสเป็นส่วนใหญ่ ฉะนั้นอัตตาธิปไตย จึงเป็นไปในวิสัยของกิเลสมากกว่าที่จะเป็นไปในทางที่ถูก จึงเป็นขั้นต้น หรือ ขั้นต่ำ หรือขั้นหยาบ เรียกว่า ปรารภตนแล้วจึงปฏิบัติ. เมื่อหนักเข้า ๆ ก็ ค่อย ๆ เลือนไปในทางที่จะตามใจตัวเอง คือตามใจกิเลส เราควรจะระมัดระวัง เป็นอย่างยิ่ง. ที่อาตมาได้เคยกล่าวในตอนต้น ๆ ที่ว่าพุทธศาสนาเพ่งเล็งตัวเอง เป็นหลักนั้น ไม่ใช่ตัวเองชนิดนี้ : ที่ว่าพุทธศาสนาเพ่งเล็งตัวเองเป็นหลัก ศีลธรรมเพ่งเล็งคนทั้งหมดเป็นหลักนั้น คำว่าตัวเองเป็นหลักในการปฏิบัติศาสนา นั้น หมายถึงการที่จะต้องปฏิบัติตัวเองให้เป็นไปตามทางธรรม. ส่วนคำว่าเอา

น.363 ตัวเองเป็นใหญ่ ในที่นี้หมายถึงตัวเองที่เป็นไปตามธรรมชาติธรรมดา คือตัวเอง ที่มีกิเลส แล้วทำอะไรไปตามอำนาจของกิเลส อย่างนี้เรียกว่าปรารภตัวเอง เป็นหลัก ปรารภกิเลสเป็นหลัก ; ถ้าพูดให้ชัดก็คือปรารภประโยชน์ส่วนได้ ของตนเป็นหลัก เรียกว่าอัตตาธิปไตย. ต่ำมาก หยาบมาก หรือเลวมาก. ข้อสอง ที่สูงขึ้นมา เรียกว่า โลกาธิปไตย ปรารภความต้องการ ของโลกเป็นหลัก นี้เพ่งเล็งถึงการทำให้ถูก ให้ดี ให้งาม ตามที่โลกสรรเสริญ มุ่งผลเป็นเสียงสรรเสริญ เกียรติยศ เกียรติคุณ มากกว่าที่จะมุ่งผลเป็นวัตถุ แต่แล้ววัตถุก็ต้องมาเอง ไม่ต้องสงสัย เพราะเมื่อมีเกียรติยศเกียรติคุณแล้ว มันก็ย่อมดึงวัตถุมาเอง. แต่ว่าความมุ่งหมายอันแท้จริงนั้นปรารภเสียงสรรเสริญ เกียรติยศจากโลกเป็นหลัก เรียกว่าโลกาธิปไตย ค่อยยังชั่วขึ้นมากกว่าข้อแรก เพราะการที่คนเราทำอะไรให้โลกเขานับถือได้นั้น จะต้องควบคุมตัวเอง จะต้อง เสียสละการเห็นแก่ตัวอยู่มาก แม้ไม่หมดก็มากทีเดียว มันจึงจะได้การปฏิบัติ ที่เป็นโลกาธิปไตย จนได้อยู่เหนือการเคารพนับถือของคนทั้งโลก. ระดับนี้เป็น สิ่งที่ทำได้เต็มที่ ในเรื่องของศีลธรรม ในขั้นศีลธรรม แต่ในเรื่องของศาสนา ก็ยังไม่นิยม แม้นิยมบ้าง ก็ถือเป็นขั้นต้น ๆ ต่ำ ๆ แต่ไม่ถือว่าเป็นความผิด ไม่ถือว่าเป็นบาป เพราะว่าไม่มีการหลอกลวง ไม่มีการเบียดเบียนตน และผู้อื่น เราผู้อยู่ในวิสัยโลก อาจจะยึดถือเป็นหลักได้โดยมาก หรือโดยส่วนใหญ่. ข้อสุดท้าย คือข้อสาม เรียกว่าการปฏิบัติที่ปรารภธรรมะเป็นใหญ่. คำว่าธรรมะ ได้อธิบายไว้แล้วในที่ต่าง ๆ ว่ามีความหมายกว้าง แต่ถ้าสรุปแล้ว ก็คือความจริง หรือความสัตย์จริง หรือความถูกต้อง หรือความยุติธรรม หรือ ความงดงามตามทางธรรม. ถ้าพูดให้ตรงความหมายที่สุด ก็คือเพื่อความดับทุกข์

น.364 โดยตรง นี้ เรียกว่าธรรม ในที่นี้. ธรรมาธิปไตยแปลว่าถือธรรมะเป็นใหญ่ คือปรารภความจริง ความถูกต้อง ความดี ความยุติธรรม ความดับทุกข์ที่ถูกต้อง แท้จริงสิ้นเชิงเป็นใหญ่ นี้ได้แก่ไม่ปรารภความเห็นแก่ตน ไม่ปรารภความ ต้องการของโลก ไม่ปรารภเสียงสรรเสริญของโลก แต่ว่าปรารภความดี ความจริง ความงาม ความถูกต้อง ความยุติธรรมที่สามารถจะดับทุกข์ได้สิ้นเชิง. ว่าโดยทั่วไป คำว่า "ธรรม" หมายถึงความดี ความงาม ความจริง ความถูกต้อง ความยุติธรรม เหล่านี้ ซึ่งเราหาคำจำกัดความยากเหลือเกิน แต่ เราใช้คำว่า ธรรมะก็ได้ ธรรม หรือสัจจธรรมก็ได้ ถ้าปรารภสัจจธรรม เป็นใหญ่ เป็นธรรมาธิปไตยแท้ นี้ก็เป็นไปเพื่อการขูดเกลากิเลสอย่างเดียว เป็นไปเพื่อการก้าวหน้า ถึงความดับทุกข์โดยสิ้นเชิงได้โดยเร็ว จึงเป็นหลักที่ ใช้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับการปฏิบัติในทางฝ่ายศาสนา. แต่ฝ่ายศีลธรรมนั้น ก็ใช้ได้ ถ้ามีความกล้าหาญเพียงพอ ก็จะดึงบุคคลนั้นให้มาสู่ระดับที่สูงได้โดยเร็ว. แต่ธรรมดาชาวโลกนั้น ไม่มีความกล้าหาญเพียงพอ เพราะตกอยู่ใต้วิสัยครอบงำ ของกิเลสมากเกินไป จึงไม่ค่อยกล้ายึดถือหลักธรรมาธิปไตย คือปรารภธรรมะ เป็นใหญ่ จึงได้ตกอยู่ในวิสัยปรารภตัวเอง หรือโลกเป็นใหญ่. แต่ขอให้เข้าใจว่า หลักปฏิบัติที่ปรารภธรรมะเป็นใหญ่นี้ เป็นที่พึ่งอันแท้จริงของโลก. ถ้าหากว่า เราถือธรรมาธิปไตยเป็นหลักกันแล้ว โลกก็จะพ้นจากความเป็นโลก ก็จะกลาย เป็นธรรม คือมีแต่ความสงบสุข ความไม่มีทุกข์ โดยส่วนเดียว. แต่ด้วย เหตุที่ไม่ปรารภธรรม โลกจึงยังเป็นโลก เป็นโลกาธิปไตย จึงต้องมีความทุกข์ เป็นธรรมดาของโลก. ความคาบเกี่ยว มีกันอยู่อย่างนี้ การเหลื่อมล้ำต่ำสูงมีกันอยู่อย่างนี้ สำหรับหลักการปฏิบัติ. เราจะต้องวินิจฉัยดูให้ดี ในการที่จะปฏิบัติอะไรลงไป

น.365 อย่าให้เป็นอัตตาธิปไตย อย่างน้อยที่สุดก็ให้เป็นโลกาธิปไตย ปรารภเสียง สรรเสริญที่ถูกต้องของโลก ก็ยังดี แต่ถ้าให้ถูกต้องตามหลักของพุทธศาสนาแล้ว ก็มีแต่ธรรมาธิปไตย อาศัยความดี ความจริง ความงาม ความถูกต้อง ความ ยุติธรรมเป็นหลัก. นี้เรียกว่าเป็นการพิจารณาถึงลำดับของการปฏิบัติที่จะ เป็นไปในทางก้าวหน้าอย่างไร. ทีนี้มีส่วนที่จะต้องพิจารณาอีกชั้นหนึ่ง ก็คือว่า การปฏิบัตินั้นจะต้อง เป็นลำดับ หรือเป็นชั้น เราจะต้องเข้าใจว่าการปฏิบัติธรรมนี้ จะต้องเหมือน กับการขึ้นบันได พระพุทธเจ้าท่านตรัสเองว่า พรหมจรรย์นี้ พระพุทธศาสนานี้ มีการเข้าไปตามลำดับ ไม่ใช่เข้าทีเดียวถึง. ที่นี้การปฏิบัติของเราไม่สามารถ จะปฏิบัติอย่างกระโดดพรวดเดียวถึง. เราจะต้องสงบ สะกดอก สะกดใจ จะต้องมีการทนได้ รอได้ คอยได้ ไปตามลำดับ อย่างในเรื่องไตรสิกขา เคย อธิบายแล้วในการบรรยายครั้งที่สอง ของปี ๒๔๙๙ ก็มีปฏิบัติศีล เป็นบาทฐาน ของสมาธิ มีสมาธิตามสมควร แล้วเราก็ต้องปฏิบัติปัญญา. หรือถ้ากล่าวอีกอย่างหนึ่ง ก็ว่าเราจะต้องปฏิบัติพุทธศาสนาในส่วน ที่เป็นปริยัติศาสนา คือศึกษาเหตุผล ศึกษาหลักวิชา ศึกษาความหมายอะไร ต่างๆ ให้เข้าใจอย่างที่เรากำลังศึกษาอยู่นี้เสียก่อน เรียกว่า ปริยัติศาสนา. ในส่วนปริยัติศาสนานี้ คือการศึกษาให้เข้าใจอย่างถูกต้อง. แล้วมีการ ปฏิบัติในส่วนปฏิบัติศาสนา คือลงมือทำเอาจริง ๆ แล้วในที่สุดเราก็จะได้ผลที่ ปฏิบัติเรียกว่า ปฏิเวธศาสนา คือเป็นมรรค ผล นิพพาน. แม้เป็นกรณี ทั่วไป ในการประกอบการงานทางโลก ๆ ก็เหมือนกัน เราจะต้องลงมือศึกษา

น.366 ให้เข้าใจ แล้วเราทำจริง ๆ เราจึงจะได้ผลของสิ่งนั้น อย่างท่านนักศึกษาทั้งหลาย ที่จะไปเป็นผู้พิพากษาเหล่านี้ ก็ต้องศึกษาเท็คนิคของการเป็นผู้พิพากษา แล้ว ปฏิบัติให้ถูกต้อง แล้วจึงจะเป็นผู้พิพากษาที่นำผลดีมาให้แก่โลก ในฐานะ เป็นปูชนียบุคคลของโลก เป็นอุดมคติของการเป็นผู้พิพากษา เราไม่ถือว่าเป็น อาชีพ หรือลูกจ้าง แต่เราถือว่าเป็นปูชนียบุคคลของโลก อย่างใช้คำว่า noble profession นี้ อาตมาอยากจะให้ความหมายเป็นคำ ๆ นี้ มากกว่า ที่ถือ ๆ กัน คือว่ามันไม่ใช่อาชีพ มันเป็นการเป็นอยู่ที่ประเสริฐชนิดหนึ่ง ที่เป็น ประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ ส่วนที่เป็นอาชีพ ได้ผลตอบแทนมาเลี้ยงชีวิตนั้น ให้ถือว่าเป็นของแฝง เป็นของพลอยได้ เพราะว่าสิ่งที่เราควรจะได้นั้น มันมี มากกว่านั้น. ถ้าเราถือหลักตามนี้ เราควรมีหลักชนิดหนึ่ง ที่ได้กล่าวมาแล้ว ว่า เราต้องทำให้เป็นผู้ถึงอุดมคติจริง ๆ คือแบ่งเป็นปริยัติ เป็นปฏิบัติ เป็น ปฏิเวธ. แต่ในที่สุด เราต้อง ให้มันมีความงามตามที่พระพุทธเจ้าท่าน ตรัส ๓ ประการ. พระพุทธเจ้าตรัสว่า คำสั่งสอนหรือการปฏิบัติ หรือผล ของการปฏิบัติในศาสนาของท่านนั้น มีความงาม ๓ ประการ มีความงามใน เบื้องต้น ความงามในตรงกลาง มีความงามในเบื้องปลาย เรียกว่าความงาม ๓ ประการ. ความงามเบื้องต้น อย่างเช่นว่าเราจะต้องศึกษาด้วยความระมัดระวัง อย่าสะเพร่า อย่าเพียงให้สอบไล่ได้ หรือเพียงสอบผ่านไปได้ สอบคัดเลือกได้ อย่างนี้เป็นต้น ; อันนั้นไม่งาม ไม่งามอย่างที่เรียกว่า อาทิกัลยาณัง งามใน เบื้องต้น. เราจะต้องประพฤติตนเป็นปูชนียบุคคลของโลก แล้วก็ศึกษา ด้วยความไม่ประมาท ด้วยความหวังที่จะปฏิบัติหน้าที่เป็นปูชนียบุคคลของโลก

น.367 จึงจะเรียกว่างามในเบื้องต้น. แล้วเราจะต้องงามในท่ามกลาง คือ มัชเฌ- กัลยาณัง คือจะต้องปฏิบัติหน้าที่ในการที่เป็นผู้พิพากษาของเรานี้ให้ตรงตาม หลักวิชา หรือตามอุดมคติ นี่เรียกว่างามตรงกลาง. ทีนี้ ที่เรียกว่างาม เป็นปริโยสานกัลยาณัง คือเป็นปูชนียบุคคลของโลกได้ตามความมุ่งหมาย เพราะฉะนั้นเราต้องระวังการปฏิบัติให้งามทั้งเบื้องต้น ตรงกลาง และเบื้องปลาย ให้เป็นการปฏิบัติที่มีความงาม ๓ สถาน ดังที่กล่าวมาแล้ว. พระพุทธเจ้าท่าน ทรงยืนยันเป็นประจำของท่านอย่างนี้ ทรงแนะให้พุทธบริษัทปฏิบัติพรหมจรรย์ ในลักษณะอย่างนี้ เราจึงควรถือหลักอย่างนี้. ทีนี้ ไหน ๆ ก็ได้เลยเวลาบ้างแล้ว ก็อยากจะให้จบไปเสียเลยว่าเรายัง มีหลักที่ได้กล่าวเรียกว่า โอวาทปาฏิโมกข์ ๓ ประการ หรือประโยชน์ ๓ ประการ ที่ได้กล่าวแต่วันก่อน ว่าในขั้นศีลธรรม เรามีเรื่องเว้นจากการ ทำชั่ว แล้วทำดี ; แต่ในเรื่องศาสนา เรามีเรื่องชำระจิตให้อยู่เหนือความชั่ว ความดี เรียกว่า โอวาทปาฏิโมกข์. ทีนี้ ถ้าแบ่งเป็นประโยชน์สาม ก็มี ว่าประโยชน์โลกนี้ ประโยชน์โลกอื่น และประโยชน์เหนือโลก. ประโยชน์ โลกนี้ และประโยชน์โลกอื่นนั้น คือเรื่องศีลธรรม ; ประโยชน์เหนือ โลกก็คือ ศาสนา. เราจะเห็นได้ว่า มันมีคำว่าเหนือโลก หรือมีคำว่า อยู่เหนือความดีความชั่ว อยู่อีกส่วนหนึ่ง. ที่นี้คนก็เกิดความเข้าใจกันว่า นี้ไม่เกี่ยวกับฆราวาสแล้ว เราเป็นฆราวาส เราไม่ได้เป็นบรรพชิต เราไม่ต้องการ นิพพาน. อาตมาอยากจะขอยกเอาพระพุทธภาษิตที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสเอง ซึ่งมีใจความว่า เรื่องนิพพาน หรือเรื่องพ้นโลกนั้น ก็เป็นเรื่องของ ฆราวาส คือเรื่องได้มีอยู่ในพระไตรปิฎก เล่าว่าคฤหบดีกลุ่มหนึ่ง พากันไปเฝ้า

น.368 พระพุทธเจ้า แล้วทูลว่า "พวกเราเป็นฆราวาส ประกอบการเลี้ยงชีพ นอน แออัดอยู่ด้วยบุตรภรรยา ลูบไล้กระแจะจันทร์ของหอม นุ่งห่มเสื้อผ้าอาภรณ์ ต่างๆ ขอพระองค์จงทรงแสดงธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดสิ้นกาลนาน แก่พวกข้าพระองค์". นี่ขอให้สังเกตคำว่า ประโยชน์ที่สูงสุดสิ้นกาลนาน แก่ข้าพระองค์. พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสสอนเรื่องสุญญตา คือว่า เย เต สุตฺตฺตา คมุภีรา คมฺภิรตฺถา โลกุตฺตรา สุญฺญตปฺปฏิสํยุตฺตา ฯ คำบาลีเหล่านี้ มันยุ่ง ท่านนักศึกษาไม่ต้องสนใจก็ได้ แต่รวมความแล้ว ก็คือพระพุทธเจ้า ท่านตรัสสอนเรื่อง สุญญตา. สุญญตาก็คือเรื่องอนัตตา อย่างที่อธิบาย มาแล้วในเรื่องพระไตรลักษณ์ในปี ๒๔๙๙ ไปเปิดดูก็ได้ คือชี้ให้เห็นความที่ ว่างจากสิ่งที่ควรยึดถือว่าตัวตน ไม่มีอะไรที่ควรยึดถือว่าตัวตน น่าเอา - น่าเป็น. ทีนี้พวกฆราวาสเหล่านั้น ก็บอกว่าแย่แล้ว ยากเกินไป ขอให้พระองค์ลดต่ำ ลงมากว่านั้น. ทีนี้พระพุทธเจ้าก็ตรัสเรื่องโสตาบัตติยังคะ คือองค์ที่จะทำให้ เป็นพระโสดาบัน คือตรัสเรื่องการใช้ปัญญาพิจารณา จนมีความเข้าใจถูกต้อง ถ่องแท้ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ฝั่งหรือปลงความเชื่อลงไปอย่าง แน่นแฟ้น ไม่คืนคลาย จนปฏิบัติตนอยู่ด้วยมรรยาทชนิดที่เป็นที่พอใจของพระ อริยเจ้า. ทีนี้คนพวกนี้ ก็ว่าพอเหมาะพอสม แล้วก็รับเอาไป. นี่แหละ เราจงพิจารณาดูว่า เมื่อพวกฆราวาสทูลขอให้แสดงธรรม พระพุทธเจ้าก็ตรัส เรื่องสุญญตานี้เป็นเครื่องแสดงว่าเรื่องสุญญตานั้น เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าท่าน ทรงมุ่งหมายที่จะฝากไว้แม้แต่ฆราวาสให้รับเอาไปปฏิบัติ นี่เป็นเพราะเหตุไร ? อาตมาถือเอาการสันนิษฐานของตัวเอง ขอยืนยันอย่างนี้ จะเห็นด้วยหรือไม่ เห็นด้วยก็ขอให้เอาไปคิดดูเอง.

น.369 โดยเหตุที่ว่า เรื่องสุญญตานี้ เป็นใจความของพระพุทธศาสนา และ ยังเป็นยิ่งกว่านั้นคือเป็นยิ่งกว่าใจความ กล่าวคือเป็นศูนย์กลางอันหนึ่ง ที่จะ ทำให้เราปฏิบัติข้อปฏิบัติต่าง ๆ ได้ง่ายที่สุด. ข้อปฏิบัติในขั้นศีลธรรมก็ดี ขั้นศาสนาก็ดี อย่างต่ำ อย่างกลาง อย่างสูงก็ดี ถ้ามีความรู้เรื่องสุญญตา เป็นใจความหรือเป็นศูนย์กลางอยู่แล้ว จะปฏิบัติได้ง่ายที่สุด เพราะ สุญญตานั้น เป็นการชี้ให้เห็นว่า ไม่มีอะไรที่น่าเอา-น่าเป็น มันว่างจากแก่น สารที่จะเข้าไปจับฉวย ไปยึดถือเอาเป็นตัวเป็นตนไม่ได้. ถ้าคนเรามีความรู้สึก อย่างนี้อยู่เป็นประจำใจแล้ว การปฏิบัติต่าง ๆ ง่ายหมด คือไม่มีอำนาจอะไรที่จะให้ ไปล่วงละเมิดศีลธรรมได้ ความรู้สึกแจ่มใสอยู่ว่า ไม่มีอะไรที่น่าหลงใหล น่าเข้าไปเอา ไปเป็น เข้าไปยึดถือ นั้นแหละ มันทำให้จิต หรือกาย วาจา จิต นี้ อยู่ในลักษณะอันหนึ่ง ซึ่งจะไม่เคลื่อนไหวไปในทาง ที่ล่วงละเมิดศีลธรรมหรือศาสนาได้เลย แต่มันจะหยุด หรือว่าสงบอยู่ใน ลักษณะที่ไม่ล่วงละเมิด นั่นแหละ จะเป็นการปฏิบัติศาสนาหรือศีลธรรมได้ โดยง่ายดาย โดยไม่ถึงกับต้องประพฤติพรหมจรรย์ด้วยน้ำตา หรือไม่ต้องเสียสละ กันอย่างโกลาหล ก็สามารถที่จะประพฤติพรหมจรรย์ได้ เพราะเหตุนี้อาตมา จึงถือเป็นหลักข้อสุดท้ายว่า เพื่อให้เป็นการปฏิบัติที่ง่ายดาย สะดวกดาย สบายแก่ ทุกคนแล้ว ให้ศึกษาเรื่องสุญญตาไว้เป็นต้นทุน ให้เห็น ความจริงเรื่องไตรลักษณ์ ดังที่บรรยายแล้วในปี ๒๔๙๙ นั้น เข้าใจความหมาย ของคำว่าสุญญตา ให้ได้โดยถือมนต์บทที่ว่า "ไม่มีอะไร ที่น่าเอา-น่าเป็น" นี้อยู่เป็นประจำใจ แล้วก็ขยายความให้ชัดแจ๋วอยู่ในใจ แล้วกาย วาจา ใจ ของท่านก็จะเคลื่อนไหวไปในทางที่ถูก ไม่มีทางที่จะเป็นไปในทางผิดได้ นี่จึง เป็นการง่ายดายอย่างนี้ นี่จะเรียกว่าเคล็ด หรือจะเรียกว่าวิธีลัด หรืออะไรก็ตาม ของการปฏิบัติที่ช่วยให้เกิดการง่ายดายในการปฏิบัติ

น.370 ในสุดท้ายนี้ อาตมาอยากจะขอย้ำสำหรับทั่วไปอีกอย่างหนึ่งว่า อย่างไร ก็ตามเถิด ในขั้นต้นสำหรับท่านทั้งหลายที่เป็นฆราวาส หรือแม้บรรพชิต ก็จำเป็นที่จะต้องมีการรบกวนของกิเลสเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้นเราจึงไม่ สามารถที่จะควบคุมใจเราให้อยู่ในร่องในรอยได้ หลักใหญ่ ๆ จึงจะต้องใช้กันอีก หมวดหนึ่งซึ่งพระพุทธเจ้าท่านเรียกว่า ฆราวาสธรรม แปลว่า ธรรมะสำหรับ ฆราวาส. ข้อหนึ่ง ได้แก่ความจริงใจ, ข้อสอง ได้แก่การบังคับตัวเอง, ข้อสามได้แก่ความอดทน, ข้อสี่ ได้แก่การสละสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่ในใจออกไป เรื่อย ๆ ข้อหนึ่ง มีความจริงใจ ก็คือจริงต่ออุดมคติของความเป็นมนุษย์เรา จริงต่ออุดมคติของการเป็นผู้พิพากษาเรา หรือจริงต่ออุดมคติที่ตนยึดถืออยู่ เรียกว่าความจริงใจ ต้องบูชาอุดมคติอย่างจริงใจเพื่อให้เกิดความจริงอย่างอื่น ๆ. ความจริงต่อตัวเอง จริงต่อเวลา จริงต่อหน้าที่การงาน และจริงต่ออะไร ต่าง ๆ นั้น มันเกิดมาจากความสัตย์ซื่อ หรือจริงต่ออุดมคติเสียก่อน. ฉะนั้น เราต้องเอาจริงต่ออุดมคติเสียก่อน แล้วความตรง หรือความจริงอย่างอื่น ๆ จะตามมาเองอย่างง่าย ๆ. ทีนี้เมื่อมีความจริงที่จะปฏิบัติตามอุดมคติแล้ว เราต้องยินดีบังคับ ตัวเองทำการบังคับตัวเอง เพราะว่าตัวเองไม่ค่อยจะอยู่ในร่องในรอย เพราะว่า ตนเอง ทีแรก เป็นของกิเลส ไม่ใช่ของธรรม ฉะนั้นจึงต้องมีข้อที่ ๒ ที่ เรียกว่า หมะ - การบังคับตัวเอง. ทีนี้การบังคับตัวเอง จะต้องเหนื่อยบ้าง เจ็บปวดบ้าง ก็ต้องทน จึงต้องมีข้อที่ ๓ ที่เรียกว่า ขันติ - ความอดทน.

น.371 ทีนี้ ถ้าว่าทนหนัก ทนนาน จะทำให้ทนไม่ไหว เพื่อไม่ต้องทน หนักหรือทนมาก เราควรระบายความกดดันนั้นออกไปเรื่อย ๆ ข้อนี้เรียกว่า จาคะ-เสียสละสิ่งที่ไม่ควรจะมีอยู่ในใจออกไป อยู่เป็นประจำวัน ด้วยการ ประพฤติปฏิบัติที่ถูกขนบธรรมเนียมประเพณี ถูกศีลธรรม ถูกศาสนา. การ สวดมนต์ ภาวนา การฟังเทศน์ การรักษาศีล ให้ทานอะไรต่างๆ เหล่านี้ เป็นการระบายสิ่งที่ไม่ควรจะมีอยู่ในใจนั้นให้ออกจากใจเสีย เป็นประจำอยู่ตลอด เวลา มันทำให้ไม่ต้องทนมาก แล้วก็ทนได้ บังคับตัวเองได้ ซื่อตรงต่อ อุดมคติอยู่ได้ เรียกว่ามีครบทั้ง ๔ ข้อ นี้ก็เป็นอันสำเร็จ. พระพุทธเจ้าท่านเรียกธรรมะเหล่านี้ว่าเป็นธรรมะสำหรับฆราวาส นี้ก็ แปลกอยู่ เพราะคงจะทรงมุ่งหมายว่า ฆราวาสมีเรื่องหนักเฉพาะหน้า หรือ หนักหน้าหนักตามาก จึงทรงประทานเครื่องมือหรืออาวุธที่ล่ำสันไว้ให้พอ ๆ กัน พอเหมาะพอสมสำหรับฆราวาส แล้วทรงย้ำอานิสงส์ของธรรมข้อนี้ว่า จะไม่มี ทางที่จะเป็นทุกข์เลยทั้งในโลกนี้และโลกอื่น. ในที่สุดก็เป็นอันสรุปได้ว่า ในการปฏิบัติศีลธรรมนั้น หรือศาสนา ก็ตาม เราจะต้องมีการปฏิบัติที่ถูกต้องตามความหมายของคำว่า ศีลธรรม และ ศาสนา โดยเพ่งเล็งให้ถูกความหมายตามที่กล่าวแล้ว, มีหลักเป็นมัชฌิมาปฏิปทา เดินอยู่ตรงกลาง ; แล้วมีหลักการตัดสินข้อผิดถูก โดยไม่อาศัยการเชื่อตาม ๆ กันไปเป็นต้น เรียกว่า กาลามสูตร ; แล้วเราจะควบคุมการกระทำนั้น ทั้งเบื้อง ต้น ตรงกลางและเบื้องปลาย ด้วยหลักโคตมีสูตร ๘ ประการ ; แล้วปรารภ ธรรมเป็นใหญ่ อย่าปรารภตัวเองหรือโลกเป็นใหญ่ ; ให้เกิดความงาม ๓ สถาน

น.372 งามในเบื้องต้น งามตรงกลาง และงามเบื้องปลาย เหมือนที่กล่าวแล้ว โดย อาศัยสุญญตา เห็นความว่าง ความกลวง ของสิ่งต่าง ๆ ไม่มีอะไรที่น่า หลงใหลยึดถือ นี้เป็นเครื่องช่วยให้เกิดการง่ายดายในการปฏิบัติ ; อาศัย เครื่องมือที่ล่ำสันของพระพุทธเจ้า ๔ อย่าง คือความจริง การบังคับตัวเอง การอดทน และการระบายสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่ในใจออกอยู่เป็นประจำวัน เราก็จะ ลุถึงสิ่งที่เรามุ่งหมายปรารถนา และรวมความในที่สุดแล้ว พอจะสรุปได้อีกอย่าง หนึ่งว่า ปฏิบัติให้พอเหมาะพอสมนั่นเอง. คำว่า "การปฏิบัติที่พอเหมาะพอสม" ฟังดูก็ง่าย ๆ ตื้น ๆ แต่ ความหมายของมันมากจนเป็นพุทธศาสนาทั้งหมด หรือทั้งพระไตรปิฎกทีเดียว. เพราะเหตุนี้ พระพุทธเจ้าท่านจึงทรงย้ำมาก ว่าจงปฏิบัติอย่างสัตตบุรุษ คือคนดี คนงาม คนถูกต้อง เรียกว่าสัตตบุรุษ. นี้ต้องปฏิบัติให้ถูก พอเหมาะพอสม : เหมาะสมแก่เหตุ อย่างหนึ่ง, เหมาะสมแก่ผล อย่างหนึ่ง, เหมาะสมแก่ตัวเอง สถานะของตัวเอง อย่างหนึ่ง, เหมาะสมแก่ประมาณ คือความมากความน้อย อย่างหนึ่ง, เหมาะสมแก่กาลเวลา อย่างหนึ่ง, เหมาะสมแก่บริษัท คือสังคม อย่างหนึ่ง, เหมาะสมแก่บุคคลเป็นรายตัว โดยเฉพาะ ๆ อีกอย่างหนึ่ง, ครบ ๗ อย่างนี้แล้ว เรียกว่าคนนั้นปฏิบัติอะไรพอเหมาะพอสม สมกับ ที่เป็นสัตตบุรุษ.

น.373 ขอให้ลองคิดดู ว่าพระพุทธเจ้าท่านรอบคอบเพียงไร ท่านวางไว้ อย่างครบถ้วนบริบูรณ์เพียงไร ดังนั้นถ้าเราทุกคนถือหลักปฏิบัติที่เรียกว่าพอเหมาะ พอสมอย่างที่ท่านกล่าวไว้แล้ว ก็เป็นอันว่าทุกสิ่งทุกอย่าง สำเร็จได้เต็มตาม ความหมายของการที่จะต้องปฏิบัติ เป็นอันว่าหลักปฏิบัติพระศาสนาก็ตาม หลักปฏิบัติศีลธรรมก็ตาม รวมความได้สั้น ๆ ว่า ได้แก่การปฏิบัติที่พอเหมาะพอสม ฟังดูง่าย ๆ ตื้น ๆ แต่อมความหมายทั้งหมดไว้โดยครบถ้วน และท่านทั้งหลายก็อย่าได้ประมาทใน ข้อนี้เลย. อาตมาขอยุติการบรรยายวันนี้ลง ด้วยหมดเวลาเพียงเท่านี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต