น.374 ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย, วันนี้จะได้กล่าวถึง การถึงพระรัตนตรัย คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ทั้งในแง่ของศีลธรรมและในแง่ของศาสนา อันนับว่าเป็นหลักปฏิบัติ เกี่ยวกับศีลธรรมและศาสนา สืบเนื่องมาจากการบรรยายครั้งก่อน. ในการ บรรยายครั้งก่อนนั้น อาตมาได้ชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างศีลธรรมกับศาสนา ในส่วนรากฐาน, การดำเนินไป, ขอบเขต, มูลเหตุ และผลของการปฏิบัติ ตลอดจนแนวปฏิบัติ. ครั้งต่อมาได้ชี้ให้เห็นหลักปฏิบัติทั่ว ๆ ไปเกี่ยวกับศีลธรรม ๓๓๓
น.375 และศาสนา ว่ามีหลักปฏิบัติอย่างไร ให้ถูกต้องเหมาะสม. วันนี้จะได้อธิบาย ให้เข้าใจในส่วนที่ว่า การปฏิบัติอย่างไร จึงจะเรียกว่าถึงพระรัตนตรัย ในแง่ ของศีลธรรมและศาสนา. หัวข้อที่ตั้งไว้ในวันนี้ ได้กำหนดลงไปว่า "การถึงพระรัตนตรัย" ไม่ได้พูดว่า การถือพระรัตนตรัย ทั้งนี้ก็โดยเหตุผลว่า การถือ กับ การถึง นั้น มีความหมายต่างกัน ดังจะได้บรรยายต่อไป. การถือพระรัตนตรัยนั้น เป็นเรื่องที่มีการยึดถืออยู่ส่วนหนึ่ง ประชาชน ส่วนใหญ่ หรือพุทธบริษัทเราส่วนใหญ่ ก็อยู่ในลักษณะที่ยึดถือพระรัตนตรัย กันเป็นอย่างยิ่ง และมากกว่าที่จะเป็นการถึง มันสักว่าเป็นการถือพระรัตนตรัย. การยึดถือด้วยอุปาทานนั้น แม้จะเป็นการยึดถือพระรัตนตรัย ก็ยังอยู่ในลักษณะ ที่น่าอันตราย คือว่ามักจะยึดถือด้วยอุปาทานที่สร้างขึ้นเอง พระรัตนตรัยชนิด นั้นจึงเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ ๆ ในลักษณะหนึ่ง แล้วก็ยึดถือไว้ด้วยอุปาทาน ของบุคคลนั้น เพราะฉะนั้นจึงเป็นการยึดถือที่ไม่ตรงความหมายก็ได้ แล้วก็ติด เหมือนกับของที่ถูกฝั่ง เขยื้อนไปไม่ได้ อย่างนี้ก็ได้. เมื่อความหมายมีอยู่ เป็น ๒ ชั้น คือเป็นการถือ กับการถึง อย่างนี้ สิ่งที่ถูกถือ กับ ถูกถึง ก็ย่อม จะต่างกันเป็นธรรมดา. สิ่งที่ถูกถึงนั้น ตัวอย่างเช่นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์แท้ ๆ ก็อยู่ในลักษณะที่ต้องปฏิบัติธรรมด้วยจิตใจ แล้วจึงถึงได้. แต่สิ่งที่ถูกถือนั้น ก็เป็นเรื่องขั้นต้น ๆ หรืออยู่ในระยะเริ่มแรกของศีลธรรม เพียงแต่จิตคิดนึกยึดถือ ไว้ด้วยอุปาทาน ถืออยู่ในชั้นศีลธรรมที่ต่ำ ๆ ลงมา ก็ยิ่งมีลักษณะแห่งการ ยึดถือที่เรียกว่าไกลจากหลักอันแท้จริงของพุทธศาสนา ของตัวศาสนาเอาทีเดียว
น.376 ๓๓๕ การถึงพระรัตนตรัย จึงทำให้เกิดพุทธศาสนาขึ้นหลาย ๆ อย่างหลาย ๆ ชนิด ในหมู่พวกพุทธบริษัทเรา ในยุคหลัง ๆ : เป็นพุทธศาสนาแท้ ๆ ดั้งเดิมบ้าง แล้วก็เป็นพุทธศาสนาที่เพิ่ง จะยึดถือสร้างสรรค์กันขึ้นใหม่ ๆ จนกระทั่งเป็นพุทธศาสนาที่อาตมาเคยเรียกว่า พุทธศาสนาเนื้องอก ในการบรรยายอย่างละเอียด เมื่อปีที่แล้ว (พ.ศ. ๒๔๙๙) บ้าง เมื่อสรุปความแล้ว ก็คือเกิดเป็นพุทธศาสนาขึ้น ๒ ฝ่าย ได้แก่ฝ่ายที่ เป็นไปในทางปัญญาอย่างหนึ่ง และฝ่ายที่เป็นไปในทางศรัทธาอย่าง หนึ่ง. เมื่อแบ่งกันดังนี้ ท่านนักศึกษาก็ย่อมเข้าใจได้เองทันที ว่าการถือ พุทธศาสนาก็คือการถือที่เป็นไปด้วยความศรัทธา ; ส่วน การถึง นั้น เป็นไป ในพุทธศาสนาที่เป็นชั้นปัญญา. เราควรจะเข้าใจคำว่า ถึง กับคำว่า ถือ สองคำนี้ไว้เป็นหลัก สำหรับเทียบเคียงให้เกิดความเข้าใจถูกต้องอยู่เสมอไป. การถือย่อมถือด้วยอุปาทาน หรือด้วยศรัทธา แต่การถึงย่อมถึงด้วยปัญญา. อย่างแรกมีผลให้ติด ติดจนกระทั่งเกิดเป็นของขวางทาง ไม่ให้ดำเนินก้าวไปได้ ดังที่อาตมาเคยเรียกว่า พระพุทธเจ้าที่เป็นภูเขาหิมาลัย และเคยเกิดเรื่องเกิดราว กันมาคราวหนึ่งแล้ว และแม้บัดนี้ก็ยังอยากจะยืนยันความจริงข้อนี้อยู่ ว่าการถือ ด้วยศรัทธา ด้วยอุปาทานนั้น มีลักษณะอย่างนั้น ; ส่วนการถึงด้วยปัญญานั้น ปลอดภัย. ทีนี้ข้อต่อไป ที่เราจะต้องพิจารณาศึกษากันดู ก็คือตัวคำว่า “พระ รัตนตรัย"
น.377 คำว่า "รัตนตรัย" แยกออกเป็น ๒ คำ : ตรัย แปลว่า สาม, รัตนะ แปลว่า แก้ว. แม้คำ ๆ นี้ก็เหมือนกัน อยากจะขอบอกกล่าวกันในวง พุทธบริษัทเราว่า เป็นคำนอกบาลี หรือนอกพระไตรปิฎก. คำว่ารัตนตรัย หรืออะไรทำนองนี้ เราประดิษฐ์กันขึ้นในยุคหลัง ๆ และต่อมาก็ใช้กันจนดื่น จนเป็นของธรรมดา. คำว่า รัตนะ เป็นภาษาบาลี ภาษาไทยเราแปลว่าแก้ว แต่มูลธาตุศัพท์ของคำ รัตนะ เขายังแปลได้ว่าเครื่องทำให้เกิดความยินดี ซึ่งก็ได้แก่แก้วนั่นเอง. คำว่า ตรัย ก็แปลว่า สาม. คนที่คิดคำนี้ขึ้นใช้ ทีแรก คงมีความรู้สึกว่าในบรรดาสิ่งที่มนุษย์เรายินดีพอใจกันมาก ก็ไม่มีอะไร ยิ่งไปกว่าแก้ว เพราะคำว่าแก้ว ในที่นี้ หมายถึงเพชรพลอย จึงได้เอาคำว่าแก้ว ไปเรียกสิ่งที่น่ายินดีที่สุด หรือสูงสุด อันได้แก่ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์. ที่เรียกว่า ตรัย หรือสาม นั้น ก็หมายถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ โดยแยกแก้วออกเป็นสาม. จำนวน ๓ นี้ ก็นับว่าแปลกอยู่ ที่ใน พุทธศาสนาเรา มักจะมีเป็น สาม-สาม อยู่มาก แม้ในศาสนาคู่แข่งขันเช่น ฝ่ายศาสนาพราหมณ์ เขาก็มีพระเป็นเจ้าอยู่ ๓ เหมือนกัน คือพระเป็นเจ้าผู้สร้าง ซึ่งเขาสมมติว่าได้แก่พระพรหม, พระเป็นเจ้าผู้เลี้ยงรักษา คุ้มครองควบคุม ได้แก่พระวิษณุ หรือพระนารายณ์, พระเป็นเจ้าผู้ทำลายล้าง ได้แก่พระศิวะ ; รวมความก็คือ อำนาจสร้าง อำนาจควบคุม อำนาจทำลายล้าง ไม่เพียงแต่มี การสร้าง ครั้นสร้างแล้วก็ควบคุม แล้วก็ทำลายล้างอยู่เสมอ เป็น ๓ ระยะ เลยยกให้เป็นผู้มีอำนาจสูงสุด ๓ องค์ นี้ก็เป็นลักษณะที่เป็นพระรัตนตรัยของเขา เหมือนกัน. แม้ที่สุด แต่ในศาสนารุ่นหลังๆ มา ที่เป็นสายเดียวกันกับศาสนาของ ชนชาติยิว เช่นศาสนาคริสตังเป็นต้น เขาก็มีพระบิดา พระวิญญาณ และพระบุตร.
น.378 ๓๓๗ การถึงพระรัตนตรัย พระบิดา คือพระเป็นเจ้าองค์ใหญ่ที่อยู่ประจำอยู่ตลอดอนันตกาล, พระบุตร ก็คือพระศาสดามนุษย์ ที่อวตารมาโปรดสัตว์ โดยเฉพาะก็ได้แก่พระยีซัสไคร้สต์, และพระวิญญาณก็ได้แก่สิ่งที่มาจากพระบิดา มาถึงพระบุตร ; แล้วเขาก็ถือว่า ของ ๓ อย่างนี้ ศักดิ์สิทธิ์สูงสุดในศาสนาของกลุ่มนั้น. เพราะฉะนั้น เราจะเห็นได้ว่า คำว่า สาม - สาม นี้ คงจะมีความ หมายพิเศษ และมีความสัมพันธ์กันอยู่ ซึ่งในพุทธศาสนาเราก็ได้ยกเอาสามเป็น แก้วสามดวง. เรื่องนี้จำเป็นที่จะต้องพิจารณากันมาก เพราะว่าพระรัตนตรัย ทั้งสามนั้น มีอยู่เป็นชั้น ๆ หลาย ๆ ชั้นทีเดียว : พระพุทธเจ้าอย่างของเด็ก ๆ ก็มักจะยึดถือเอาพระพุทธรูป เป็น พระพุทธเจ้า ซึ่งเราก็พอจะเข้าใจได้ ว่ามันเป็นเรื่องช่วยไม่ได้สำหรับเด็ก ๆ หรือผู้ที่มีความรู้สึกอย่างเด็ก จึงเอาพระพุทธรูปในลักษณะต่าง ๆ นั้น เป็น พระพุทธเจ้า หรือเป็นวัตถุที่มีวิญญาณของพระพุทธเจ้าสิ่งอยู่ก็ตาม. สูงขึ้นไปหน่อย ก็หมายถึงองค์บุคคลคนหนึ่ง ซึ่งได้ตรัสรู้ธรรม แล้วสอนสัตว์ในโลก เกิดขึ้นในประเทศอินเดียเมื่อสองพันกว่าปีมาแล้ว ตอนนี้ ก็เป็นพระพุทธเจ้าในแง่ของประวัติศาสตร์ มากกว่าเป็นพระพุทธเจ้าในแง่ของ ศีลธรรมหรือศาสนา เพราะว่าพระพุทธเจ้าในแง่ของศีลธรรมนั้น ไม่ เพ่งเล็งถึงบุคคลนัก แต่เพ่งเล็งถึงพระพุทธคุณ ที่มีอยู่ในบุคคลที่เราสมมติเรียก กันว่าพระพุทธเจ้า : นี้ก็หมายถึงการตรัสรู้ หรือที่เรียกว่า พระปัญญาคุณ ตามที่ท่านหมดกิเลส หมดทุกข์ ที่เรียกว่า พระบริสุทธิคุณ, และตามที่ท่าน กรุณาสั่งสอน ก็เรียกว่า พระเมตตาคุณ ; ในแง่ของศีลธรรม เพ่งเล็ง พระพุทธเจ้าตรงไปยังพระพุทธคุณเหล่านี้.
น.379 ที่ลึกไปกว่านั้นคือ พระพุทธเจ้าในแง่ของศาสนาขั้นสูงโดยตรง เราอาจจะเพ่งเล็งไปยังคุณธรรมที่เป็นความพ้นทุกข์ ที่เป็นความดับทุกข์ หมด ทุกข์โดยสิ้นเชิง แต่ก็คล้าย ๆ กัน ซึ่งอาตมาชอบใช้คำสั้น ๆ ว่าภาวะแห่ง ความสะอาด สว่าง สงบ ที่มีอยู่ในใจของท่าน อันนี้เป็นเหมือนกับจุดกลาง หรือ nucleus ของคำว่าพระพุทธเจ้า. ภาวะแห่งความสะอาด สว่าง สงบนี้ มีอยู่ในบุคคลนั้น เพราะฉะนั้นบุคคลนั้น จึงได้นามว่า พระพุทธเจ้า. ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า คำว่า พระพุทธเจ้า นี้ ก็มีอยู่เป็นชั้น ๆ นับ ตั้งแต่ชั้นของเด็ก ๆ ที่เอาพระพุทธรูปเป็นพระพุทธเจ้า แล้วก็ถึงตัวบุคคลที่เคย เดินไปเดินมา อยู่ในประเทศอินเดียครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ เป็นพระพุทธเจ้า ของประวัติศาสตร์. ส่วนพระพุทธเจ้าทางฝ่ายศีลธรรม หรือทางศาสนานั้น เขาเพ่งเล็งกันที่คุณธรรมเป็นส่วนใหญ่. เขาถือว่าพระพุทธเจ้ามีได้หลายองค์ มีที่ไหนก็ได้ เมื่อไรก็ได้ อย่างไรก็ได้ แต่ว่าทุกองค์จะต้องมีคุณธรรมอันนี้ จึงจะเป็นพระพุทธเจ้า. นี่เขาเพ่งเล็งไปที่คุณธรรมอันนั้น ว่าเป็นพระพุทธเจ้า เราควรจะเข้าใจคำว่า "พระพุทธเจ้า" นี้ ให้ครบถ้วนดังนี้ จึงจะศึกษารู้จัก พระรัตนตรัยได้จริง ๆ. คำว่า พระธรรม ก็เหมือนกันอีก คือมีเป็นชั้น ๆ : เด็ก ๆ ก็คง จะเอาเล่มพระไตรปิฎก หรือว่าพระคัมภีร์ใบลาน. อย่างท่านทั้งหลายเมื่อยัง เป็นเด็ก ๆ ก็คงได้ยินได้ฟังผู้ใหญ่ท่านว่าพระธรรม-พระธรรม แล้วก็ชี้มือ ไปยังคัมภีร์ใบลาน เราในขณะนั้นก็ต้องถือเอาว่านั่นเป็นพระธรรม. ที่นี้ เมื่อได้ยินเขาสวดบทสวดในคราวที่มีงานศพ หรืองานอะไรก็ตาม ได้ยินว่าสวด
น.380 ๓๓๙ี่ การถึงพระรัตนตรัย พระธรรม ก็ถือเอาเสียงนี้เป็นพระธรรม. การที่ไปเอาใบลานบ้าง เอาเสียง บ้าง เป็นพระธรรมนั้น เรียกได้ว่าเป็นชั้นต้น ๆ. ทีนี้สูงขึ้นมา รู้จักพระธรรมกันในแง่ต่าง ๆ ดูพระธรรมกันในแง่ พระปริยัติธรรม คือการศึกษาเล่าเรียนเรื่องเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาทั้งหมด เรียกว่า พระปริยัติธรรม หรือพระธรรมในส่วนปริยัติ. พระธรรมอีกขั้นหนึ่ง ก็คือพระธรรมในขั้นปฏิบัติ คือปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา อย่างที่เคยบรรยายแล้ว เมื่อปีกลาย นี่เป็นพระธรรมที่สูงขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง คือเป็นพระธรรมในขั้นปฏิบัติ เรียกว่า ปฏิบัติติธรรม. สูงขึ้นไปอีกเรามีพระธรรมในขั้นที่เรียกว่าเป็นผลของ การปฏิบัติ เรียกเป็นบาลี ก็ว่า ปฏิเวธธรรม. คำว่า ปฏิเวธะ นี้แปลว่า แทงทะลุไป ธรรมะที่เป็นการแทงทะลุไป นี้ท่านหมายถึงแทงทะลุกิเลสและ ความทุกข์ไป จนถึงความไม่มีกิเลสและความไม่มีทุกข์. ที่ว่าแทงทะลุกิเลส ก็คือทะลุอวิชชา ที่ท่านเปรียบว่าเป็นม่านหรือผ้า. เมื่อแทงทะลุม่านคืออวิชชา ไปแล้ว ก็เป็นปฏิเวธธรรม เป็นมรรค ผล นิพพาน เป็นพระธรรมขั้นสุดท้าย คือเป็นผลของการปฏิบัติ และเมื่อเอาแต่ใจความสำคัญของผลของการปฏิบัตินี้ เราก็ได้ ภาวะแห่งความสะอาด สว่าง สงบ อีกนั่นเอง. ถึงแม้ว่าเราจะพิจารณากันแต่เบื้องต้น ในส่วนปริยัติธรรม ว่าเรา เรียนเรื่องอะไรกัน ? สมัยนี้คงจะตอบว่า เราเรียนเรื่องพระไตรปิฎก คือ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎก. แต่แล้วทั้ง ๓ ปิฎกนี้ มันว่าด้วยเรื่องอะไร ? ก็ได้ความว่า มันว่าด้วยเรื่อง ความสะอาด สว่าง สงบ. ทีนี้ ในส่วนปฏิบัติติธรรม ปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญานี้ ปฏิบัติเพื่ออะไรกัน ? ก็ปฏิบัติเพื่อให้เกิดความสะอาด สว่าง สงบ. ครั้นมาถึง ในส่วนปฏิเวธ
น.381 ขั้นสุดท้าย นั่นก็คือตัวความสะอาด สว่าง สงบ เสียเอง. เราเรียนก็เพื่อ ให้ลุถึงภาวะแห่งความสะอาด สว่าง สงบ นี้ ; เราปฏิบัติก็เพื่อให้ได้มาซึ่งภาวะ แห่งความสะอาด สว่าง สงบ เช่นเดียวกันตลอด. ในที่สุด เราก็ประมวลได้ว่า การศึกษาเล่าเรียนก็ตาม การปฏิบัติก็ตาม การได้ผลของการปฏิบัติก็ตาม เรารวมเรียกว่า "พระธรรม" ในที่นี้ จำแนก เป็น ๓. แต่ถ้าเอาจากความหมายอันแท้จริง ที่เป็นตัวศูนย์กลางของสิ่งนี้แล้ว ก็คือ ภาวะแห่งความสะอาด สว่าง สงบ ถึงที่สุดของจิตนั่นเอง. ฉะนั้น เราจึงเห็นได้ว่าเป็นอันเดียวกันกับพระพุทธเจ้า : ใจความสำคัญหรือจุดศูนย์กลาง ของความเป็นพระพุทธเจ้า ก็อยู่ที่ภาวะแห่งความสะอาด สว่าง สงบ ที่มีอยู่ใน พระองค์นั้น, และจุดศูนย์กลางของพระธรรม ก็อยู่ตรงที่ภาวะแห่งความสะอาด สว่าง สงบ อีกเช่นกัน. ทีนี้มาถึง พระสงฆ์ ลูกเด็ก ๆ ก็คงจะเอาผ้าเหลือง ว่าเป็นพระสงฆ์ เห็นเหลือง ๆ แล้ว ก็เรียกว่าพระสงฆ์ทั้งนั้น ไม่ว่าพระสงฆ์ชนิดไหน บางที เหลือแต่ผ้าเหลืองล้วน ๆ ก็ถือเป็นเครื่องหมายของพระสงฆ์ เลยผ้าเหลืองจึงถูก สมมติว่าเป็นพระสงฆ์ เห็นผู้ที่ห่มเหลือง ก็ถือว่าเป็นพระสงฆ์, นี้เป็นขั้นต้น ที่สุด ตามความรู้สึกของเด็ก ๆ. สูงขึ้นไป ก็คือเอาบุคคลที่ออกบวช หรือไม่ออกบวช อยู่ที่บ้าน ที่เรือน ก็ตาม แต่เป็นผู้ประพฤติตามพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า. คำว่า พระสงฆ์ ในพระพุทธศาสนานี้ ท่านทั้งหลายอย่าได้เข้าใจว่า ได้แก่นักบวช ที่ออกไปจากบ้านจากเรือนอย่างเดียว ความหมายที่ถูกต้อง ท่านหมายถึงบุคคล
น.382 ๓๔๑ การถึงพระรัตนตรัย ที่ประพฤติเพื่อให้บรรลุมรรค ผล นิพพาน หรือผู้ที่กำลังบรรลุมรรคผลขั้นใด ขั้นหนึ่งอยู่ เพราะฉะนั้น จึงมีทั้งอุบาสกอุบาสิกา ภิกษุ ภิกษุณี จะเป็นพวกไหน ก็ได้ ถ้ากำลังพยายามเพื่อบรรลุมรรคผล หรือบรรลุมรรคผลขั้นใดขั้นหนึ่งอยู่ ก็เรียกว่าพระสงฆ์ทั้งนั้น. โดยย่อ ๆ ท่านจำแนกเป็น ๒ คือว่า พระสงฆ์ ที่ยังไม่บรรลุมรรคผล และพระสงฆ์ที่บรรลุมรรคผล. แต่สมัยนี้ ชอบเรียก กันว่า สมมติสงฆ์ กับ พระอริยสงฆ์. สมมติสงฆ์ คือพระสงฆ์ที่ยังไม่บรรลุ มรรคผล พระอริยสงฆ์ คือพระสงฆ์ที่บรรลุมรรคผลขั้นใดขั้นหนึ่งแล้ว. แต่ พึงทราบไว้ว่า คำว่า "สมมติสงฆ์" นี้ ไม่เคยมีใช้ในครั้งพุทธกาล เพิ่งมาใช้กัน ในปัจจุบัน ยุคหลัง ๆ. ทีนี้ทั้งพระอริยสงฆ์ และ สมมติสงฆ์ นี่หมายถึงบุคคล ที่ประพฤติปฏิบัติหลักพระศาสนา นี้เรียกว่าเป็นพระสงฆ์ตามความหมายในขั้น ศีลธรรม. ถ้าสูงขึ้นไปอีก ต้องมุ่งหมายถึงคุณสมบัติ ของการบรรลุธรรมะ นั้น ๆ ซึ่งมีอยู่ในหัวใจของพระสงฆ์. ผลสุดท้าย เราก็มองเห็นได้อย่าง เดียวกันอีกว่า ภาวะแห่งความที่จิตใจของท่าน สะอาด สว่าง สงบ ซึ่งมี อยู่ในท่านนั้น คือองค์พระสงฆ์แท้ เพราะถ้าสมมุติว่า เราชักเอาภาวะแห่ง ความสะอาด สว่าง สงบ นี้ออกมาเสียได้จากพระสงฆ์ มันก็หมดความเป็น พระสงฆ์ คือเหลือแต่เปลือกของพระสงฆ์ เพราะฉะนั้นจุดแท้จริงของพระสงฆ์ จึงอยู่ที่ความสะอาด สว่าง สงบ ซึ่งเป็นภาวะอันหนึ่งประจำอยู่ในใจ. ทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่า พระพุทธเจ้าก็ตาม พระธรรมก็ตาม พระสงฆ์ ก็ตาม ทั้งสามรัตนะนี้ มีจุดศูนย์กลางอันเดียวกัน ถึงกับกล่าวได้ว่าเป็นของ
น.383 อย่างเดียวกัน. การเข้าใจพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ในลักษณะ เช่นนี้แหละ จะทำให้เราถึงพระรัตนตรัยได้ ถ้าผิดจากนี้แล้ว เราก็ได้ แต่ถือ หรืออุ้ม หรือกอด หรือทูน พระรัตนตรัยไปตามเดิม. ลักษณะที่จะถึงพระรัตนตรัยได้นั้น ไม่มีทางอื่น มีแต่ทางเดียว คือทำ ให้เกิดความสะอาด สว่าง สงบ ขึ้นในจิตใจของเราเอง ตามมากตามน้อย ตาม ที่เราจะทำได้ แต่ต้องให้มีภาวะแห่งความสะอาด สว่าง สงบ เหมือนกับที่มีใน หัวใจของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นั้น มามีในใจของเรา เราจึงจะถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ได้. และเราอาจจะถึงได้จริง ๆ เพราะเป็น ภาวะที่ทุกคนอาจที่จะทำให้เกิดขึ้นในใจของตนได้จริง ๆ. แต่ถ้าพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ยังอยู่ในรูปของบุคคล หรือ วัตถุเหล่านั้นแล้ว เราจะถึงด้วยจิตใจกันได้อย่างไร. อย่างว่าพระพุทธเจ้า ที่เป็นตัวบุคคล ท่านก็อยู่ถึงประเทศอินเดีย แล้วก็ปรินิพพานไปตั้งสองพันกว่าปี แล้ว ใครจะไปถึงท่านได้อย่างไร. เมื่อถึงไม่ได้ ก็ได้แต่ถือด้วยอุปาทาน เชื้อเชิญสมมุติกันโดยวิธีต่าง ๆ ว่าเป็นวิญญาณของพระพุทธเจ้าบ้าง เป็นอะไร ต่าง ๆ ตามความยึดถือ ก็ได้แต่ถือไปท่าเดียว เพราะว่าพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ในลักษณะเช่นนั้นมันถึงไม่ได้. พระพุทธเจ้า พระองค์ก็ตรัสไว้เป็นหลักว่า "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้น จึงเห็นตถาคต; ผู้ใดเห็นตถาคต ผู้นั้นย่อมเห็นธรรม" ดังนี้ ไม่ได้เอา เนื้อหนัง หรือร่างกายของพระองค์ ว่าเป็นพระพุทธเจ้า แต่เอาพระธรรมเป็น
น.384 ๓๔๓ การถึงพระรัตนตรัย พระพุทธเจ้า. คำว่า "พระธรรม" ก็คือภาวะแห่งความสะอาด สว่าง สงบ เราจะถึงพระธรรมได้ ก็โดยการทำให้จิตใจของเรามีภาวะแห่งความสะอาด สว่าง สงบ. เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายผู้ใดก็ตาม จะไปทำโดยวิธีใดก็ตาม ถ้าเกิด ภาวะแห่งความสะอาด สว่าง สงบ ขึ้นมาแม้แต่น้อย ไม่ต้องมาก ก็จักได้ชื่อว่า ได้ทำให้เกิดพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่แท้จริง ขึ้นในจิตใจของท่าน. จะน้อยเพียงไรก็ตาม จะเป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่แท้จริง และ เป็นการถึงได้ คือถึงจิตใจของเราได้ ไม่เหมือนพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ชนิดที่มีตั้ง ๓ อย่าง ที่ชอบอ้างกันนัก แล้วก็ไม่มีทางจะถึงได้ ได้แต่ถือไว้ ด้วยอุปาทาน ; หนักเข้า ก็เลยกลายเป็นภูเขาหิมาลัย คือหมายว่า อาจขวาง หนทางการไปนิพพาน เพราะมันติดอยู่ที่ตรงนั้นเอง อย่างนี้เป็นต้น. นี่เรา จะเห็นได้ว่า การที่เราจะศึกษาพระรัตนตรัยนั้น เราควรจะเข้าถึงความหมายของ คำว่า "รัตนตรัย" นี้ และเข้าถึงความหมายของสิ่งนี้ ให้ถูกต้อง เราจึงจะถึงได้ มิฉะนั้น ก็จะได้เพียงแต่ถือ - ถือ ไปตามเดิม. ทีนี้ ถ้าว่ากันในทางอักษรศาสตร์ อาตมาอยากจะบอกกล่าวให้ทราบอีก อย่างหนึ่งว่า โวหารที่ท่านใช้เรียกพระรัตนตรัยนี้ เป็นสำนวนเอกพจน์ เป็นการ ใช้คำให้รวมเป็นคำ ๆ เดียว ว่า " รัตนตรัย " เสีย อย่างนี้รูปภาษาบาลีเป็น เอกวจนะ คือเป็นของอย่างเดียว เพราะว่าของ ๓ อย่างนี้ ไม่อาจจะแยกกันได้ ถ้าแยกออกไปเสียเพียงอย่างเดียว อีกสองอย่างก็หมดความหมายไปด้วย. ท่าน เปรียบเหมือนกับไม้สามขา ถ้าเอาออกเสียขาหนึ่ง อีกสองขามันจะอยู่ไม่ได้ มันล้ม. อย่างน้อยก็ต้องมี ๓ ขา จึงจะยืนอยู่ได้ พระรัตนตรัยก็ต้องมีครบสาม จึงจะได้ชื่อว่าพระรัตนตรัย แต่ท่านใช้สำนวนเป็นเอกวจนะ คือเป็นของสิ่งเดียว.
น.385 นี้ก็เห็นได้ชัดแล้วว่า ตั้งแต่เดิมมาทีเดียว ท่านประสงค์ให้เราเข้าใจพระ รัตนตรัยกันในลักษณะเช่นนี้ ไม่ใช่แยกกันเป็นอย่าง ๆ แล้วก็ยึดถือด้วยอุปาทาน แต่อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่นอย่างในสมัยนี้ ขลังในพระพุทธรูปของพระพุทธเจ้ากัน เป็นอย่างมากเป็นต้น มันเลยไพล่เป็นไปในทางอื่น ไม่ไปตามทางของพุทธศาสนา เพราะว่าถ้าเราจะพิจารณาดูตามพฤติการณ์ เราจะเห็นได้ว่าพระพุทธเจ้าต้องรู้ และสอนพระธรรม พระธรรมนี้ ก็ต้องเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านสอน แล้ว พระสงฆ์ ก็ต้องเป็นผู้ที่รับเอาพระธรรมมา แล้วท่านต้องปฏิบัติตามคำสอน ในฐานะเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ไม่อาจจะแยกกันอย่างนั้น นี้เรียกว่าโดย พฤติการณ์ภายนอก. แต่เราควรจะมองให้ลึกกว่านั้น คือมองไปถึงจุดศูนย์กลางอันแท้จริง ของพระรัตนตรัย จนไปรวมกันหมดที่ภาวะแห่งความสะอาด สว่าง สงบ ของจิต เป็นทั้งพระพุทธ เป็นทั้งพระธรรม เป็นทั้งพระสงฆ์ เลยกลายเป็นอันเดียวกัน. เราสามารถถึงได้โดยการปฏิบัติตามคำสอนที่ได้ยินได้ฟังมานั้น จนกระทั่งเกิด ความสะอาด สว่าง สงบ ขึ้นในใจของเรา. ความสะอาด สว่าง สงบ นั้น มีรสชาติอย่างไร เรารู้ประจักษ์ชัดได้ด้วยใจเรา เหมือนกับที่เรารับประทาน น้ำตาลหรืออะไร แล้วก็รู้ว่ามีรสชาติอย่างไรเป็นต้น. เมื่อเราถึงพระรัตนตรัย ในลักษณะเช่นนี้ เราจะรู้คุณ หรือรู้รสของพระรัตนตรัย สามารถที่จะรู้รสของ พระธรรม อันเป็นรสที่เลิศกว่ารสทั้งปวงได้จริง ๆ. ทางอื่น ไม่มีทางที่จะรู้รส ของพระธรรมได้ นอกจากการถึงพระรัตนตรัยอย่างถูกต้อง.
น.386 ๓๔๕ การถึงพระรัตนตรัย ทีนี้ เราพิจารณากันต่อไป ถึงระเบียบวิธีการถึงพระรัตนตรัย ที่มี ๆ กันอยู่ ในหมู่พวกเราพุทธบริษัท เราจะรู้สึกสมเพชเวทนา ในเมื่อการถือ หรือการถึงพระรัตนตรัยบางขั้น บางระดับนั้น มีลักษณะที่น่าสงสาร. แต่เรา ก็ยอมยกให้ในฐานะที่เป็นเบื้องต้น หรือว่าเป็นเพียงจุดเริ่มแรก หรือว่าเป็นเพียง การก่อรูป แรกเริ่มขึ้น ข้อนี้ได้แก่การถือพระรัตนตรัยตามธรรมเนียม. ขั้นที่ ๑ คือการถือพระรัตนตรัยตามธรรมเนียม โดยเฉพาะ ธรรมเนียมของคนไทยเรา เช่นให้เด็กเล็ก ๆ ปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะ ว่า พุทธํ สรณ์ คจฺฉามิ ก็ได้ หรือว่าอย่างอื่นก็ได้ นี่เรียกว่าเป็นการถือพระรัตนตรัย ตามธรรมเนียมประเพณี. ถ้าเป็นเด็ก ก็นับว่าเหมาะสม แต่ถ้าเป็นผู้ใหญ่ ยังทำอย่างนั้น ก็อยู่ในภาวะที่น่าสงสาร. เด็กเล็ก ๆ ยังไม่มีสติปัญญาเพียงพอ ที่จะเข้าใจมากกว่านี้ เราก็ยอมให้เช่นนั้นไปก่อน แต่ในบัดนี้ มีสิ่งที่น่าสังเวช ก็คือว่า คนบางคนก็ยังคงถือพระรัตนตรัย ในลักษณะตามธรรมเนียมเช่นนั้น อยู่เรื่อย มีลักษณะที่เหมือนกับเรียน ก ข. ก กา อยู่เรื่อย ไม่สามารถอ่าน หนังสือออก เลยทำให้ความเป็นพุทธบริษัทของคนกลุ่มนั้น อยู่ในลักษณะที่น่า สงสาร เป็นที่ดูถูกดูหมิ่น เหยียดหยามจากศาสนาคู่เคียงอื่น. ขั้นที่ ๒ สูงขึ้นมา เราถึง พระรัตนตรัยกันตามวัฒนธรรม ของชน ชาตินั้น ๆ นี่ไม่ต้องยกเว้นคนชั้นใดแล้ว คนโต ๆ คนมีสติปัญญา คนมีอำนาจ วาสนา ก็ยังมีการถึงพระรัตนตรัยกันสักว่าตามวัฒนธรรมของชาติ เหมือนอย่าง เรามีพิธีให้รับศีลกันเรื่อย บางวันต้องรับศีลกันตั้ง ๓-๔ ครั้ง กล่าวการถึงพระ รัตนตรัยว่า พุทฺธํ สรณ์ คจฺฉามิ วันหนึ่งตั้งหลายครั้ง ก็ยังมี แล้วก็มีการรับศีล
น.387 อย่างนี้กันเรื่อย ๆ ตลอดปี. ถ้าถามขึ้นว่า ทำไม ? ก็จะตอบว่าเป็นวัฒนธรรมของ คนชาติไทย จะทำอะไรกันสักนิด ก็ต้องเริ่มด้วยการรับศีลกันทุกพิธีไป นี่เรียกว่า เรายึดมั่นในวัฒนธรรมของชาติ อย่างที่หนึ่งนั้น เรานับถือพระรัตนตรัย เพราะขนบธรรมเนียมมา บังคับ แต่อย่างที่สองนี้ ยังมีหัวชาตินิยม คนไทยเราต้องรักษาวัฒนธรรมหรือ อะไรของคนไทย แล้วก็เลยทนทำในลักษณะที่ว่ารักษาวัฒนธรรมอย่างนี้เป็นต้น. นี้ เราพิจารณากันดู ว่ามันเป็นอย่างไรบ้าง ถ้าดูกันในแง่ศีลธรรม ขั้นต้น ๆ มันก็พอดูได้ เพราะว่าเป็นเครื่องเหนี่ยวรั้งจิตใจอยู่มาก ทำให้เกิดผล ในการที่จะระลึกนึกถึงพระรัตนตรัยอยู่เสมอ. แต่ทีนี้เพราะความมาก หรือ ความเคยชินนั่นเอง จะกลายเป็นการทำไปอย่างละเมอเพ้อฝันไปเสีย. การที่ ทำไปอย่างละเมอเพ้อฝันนั้น ไม่ถูกหลักของพุทธศาสนา ซึ่งคำว่า พุทธะ นี้ แปลว่าตื่น คือตื่นนอน ตื่นจากหลับ เพราะฉะนั้น จึงจะละเมอไม่ได้. ถ้าเรา ชอบทำกันอย่างละเมอเพ้อฝันจนชินเป็นนิสัยแล้ว จะยิ่งเดินหันหลังจากการตื่น อย่างพุทธะ มากขึ้นทุกที เพราะฉะนั้นเราจึงต้องระมัดระวัง. ตามที่สังเกตดู โดยทั่ว ๆ ไป ก็เห็นได้ว่า การรับศีลและถึงพระรัตนตรัยในลักษณะเช่นนี้นั้น ยังไม่สำเร็จประโยชน์เต็มตามความหมายของพุทธบริษัท ยังเปิดโอกาสให้ชนชาติ อื่น หรือศาสนาอื่น หัวเราะเยาะได้ อยู่นั่นเอง. ขั้นที่ ๓ สูงขึ้นไปอีก เราถือหรือ ถึงพระรัตนตรัยกันในขั้น ศีลธรรม คือถึงด้วยศรัทธา หรือการทำในใจในฐานะเป็นอารมณ์ของสมาธิ ที่ว่าถึงด้วยศรัทธา ก็ได้แก่เราอุตส่าห์พรรณนาคุณของพระพุทธเจ้า ให้
น.388 ๓๔๗ การถึงพระรัตนตรัย คนเกิดศรัทธาในพระรัตนตรัย นี้เอาศรัทธาเป็นเบื้องหน้า ให้เกิดความรัก ความนับถือ ความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยยิ่งขึ้น ๆ อย่างเป็นของสุดยอด สุด ชีวิตจิตใจ แล้วทำไปด้วยศรัทธา. โดยความมุ่งหมายก็ต้องการปลงความเชื่อลงไป ให้หมด แล้วจะได้ทำตามพระรัตนตรัย คือปฏิบัติธรรมะนั่นเอง. ที่ว่าถึงพระรัตนตรัย ในฐานะเป็นอารมณ์ของสมาธินั้น ได้แก่ ทำให้ยิ่งขึ้นไปกว่าที่ว่ามา หรือว่าถ้าจะกล่าวให้ถูกแล้ว ก็เป็นการปลูกฝั่งศรัทธา ที่แน่นแฟ้นไปกว่า จึงได้ยกเอาพระรัตนตรัยมาเป็นอารมณ์ ของการเจริญ ภาวนาประเภทสมถะกัมมัฏฐาน บริกรรมว่า "พุทโธ-พุทโธ" หรือโดยบริกรรม ว่า "ธัมโม-ธัมโม" : "สังโฆ-สังโฆ" แล้วแต่ว่าจะเจริญอย่างไหน : เรียกว่า เจริญ พุทธานุสสติ คือภาวนาถึงพระพุทธเจ้า จนกว่าจิตจะสงบ ; เรียกว่า ธัมมานุสสติ ภาวนาถึงพระธรรม จนกว่าจิตจะสงบ ; เรียกว่า สังฆานุสสติ ภาวนาถึงพระสงฆ์ จนกว่าจิตจะสงบ. ในขั้นแรก ก็ระลึกนึกถึงคุณสมบัติ หรือความดี ความประเสริฐ เลิศของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างใดอย่างหนึ่ง จนเข้าใจแจ่มแจ้งดี แล้วก็ทำการอธิษฐาน รวมคุณสมบัติเหล่านั้น ลงในคำสั้น ๆ ว่า พุทโธ หรือ ธัมโม หรือสังโฆ แล้วก็ทำการบริกรรมตามระเบียบวิธี ให้หายใจเข้าว่าพุทโธ หายใจออกว่าพุทโธ หรืออะไรทำนองนี้ เพื่อฝังจิตใจให้แน่นแฟ้นลงไปในนิมิต ที่ทำขึ้น ว่าพุทโธ หรือธัมโม หรือสังโฆ จนกระทั่งจิตเป็นสมาธิ. สมาธิ ชนิดนี้ก็นำมาซึ่งความสงบสุขชั้นหนึ่งเหมือนกัน นี้เรียกว่าเราได้รับผลจากการ กระทำนั้นสูงไปกว่าธรรมดาอยู่ไม่น้อย แต่ถึงอย่างนั้น ก็เรียกว่าเป็นการถือ พระรัตนตรัยในขั้นศีลธรรม.
น.389 ทำไมเราจึงยังจัดว่าการถึงพระรัตนตรัย ขั้นสมาธินี้ ว่าเป็นการถึง เพียงขั้นศีลธรรมอยู่ ? คำว่า ศีลธรรม ในกรณีที่เกี่ยวกับสมาธิเช่นนี้ ขอให้ เข้าใจว่าตามหลักของพุทธศาสนานั้น ถ้าการกระทำ หรือผลของการกระทำนั้น ๆ ยังเป็นไปในโลก หรือเป็นไปเพื่อเกิดอยู่ในโลกใดโลกหนึ่งอยู่ จะเป็นมนุษย์โลก หรือเทวโลก หรือพรหมโลก อะไรก็ตาม ยังจัดว่าเป็นขั้นศีลธรรมทั้งนั้น ยังไม่เป็นไปเพื่อการพ้นจากโลก แม้จะเป็นเรื่องของการทำสมาธิ เพื่อความสงบ สุขขึ้นมาแล้ว ทางพุทธศาสนาเราก็ยังถือว่าเป็นศีลธรรมอยู่อีก แต่ก็เป็นขั้นที่สูง ไปกว่ามนุษย์ธรรมดา จะถือว่าเป็นศีลธรรมชั้นสูงก็ได้ อาตมาจึงบัญญัติการถึง พระรัตนตรัยในลักษณะที่ทำด้วยศรัทธา หรือแม้แต่ทำให้เป็นอารมณ์ของสมาธินี้ ว่าเป็นการถึง ในขั้นศีลธรรม. ขั้นที่ ๔ การถึงพระรัตนตรัยในลักษณะที่เป็นตัวศาสนาแท้ ซึ่งเราจะต้องถึงด้วยปัญญา ข้อนี้ได้แก่การทำให้จิตใจลุถึงภาวะแห่งความสะอาด สว่าง สงบ ดังกล่าวแล้ว เราจะต้องปฏิบัติครบถ้วน คือไม่เพียงแต่ความเชื่อ หรือทำให้เป็นอารมณ์ของสมาธิเท่านั้น เราจะต้องทำจนกระทั่งกิเลสหมดไปจาก สันดาน มีภาวะแห่งความสะอาด สว่าง สงบ เกิดขึ้นในสันดานตามลำดับ ๆ รู้รสอันสงบเย็นของความสะอาด สว่าง สงบ นั้นด้วยตนเอง นี้จึงเรียกว่าถึง พระรัตนตรัยด้วยปัญญา และอยู่ในขั้นสูงสุดของทางฝ่ายพุทธศาสนา มีผลให้อยู่ เหนือโลก คืออยู่เหนือการครอบงำของความดึงดูด ยั่วยวน ของสิ่งต่าง ๆ บรรดามีอยู่ในโลก. มนุษย์โลก เทวโลก พรหมโลก หรือโลกไหน ๆ ก็ตาม ย่อมมีสิ่ง ที่จะครอบงำจิตใจให้บุคคลหลงใหล เคลิบเคลิ้มไปตาม อย่างนี้ท่านเรียกว่า
น.390 ๓๔๙ การถึงพระรัตนตรัย อัสสาทะของโลก. อัสสาทะ คำนี้ แปลว่า รสอร่อย หรือความอร่อย ซึ่งมีอยู่ ในโลก โดยทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และแม้แต่ทางใจ ถ้า เป็นไปเพื่อให้เกิดความหลงใหลติดพัน ท่านเรียกว่า อัสสาทะ ทั้งสิ้น. อัสสาทะนี้ ทำให้เป็นความพอใจหรือกำหนัด แล้วพร้อมกันนั้น ก็ก่อให้เกิดความขัดเคือง เมื่อไม่ได้ตามที่อยาก. การที่ไปเคืองเข้า ก็เพราะไม่ได้ตามที่อยากนั่นเอง ฉะนั้นมันจึงมีมูลมาจากความอยาก และความอยากนี้มาจากอัสสาทะ หรือความ อร่อยของสิ่งที่มีอยู่ในโลก. ถ้าเข้าถึงพระรัตนตรัยในลักษณะสุดท้ายนี้แล้ว ผู้นั้นจะอยู่เหนือการ ครอบงำของโลก เพราะฉะนั้นจึงเป็นตัวศาสนาแท้ เป็นที่มุ่งหมายอันถูกต้อง โดยตรง หรือแท้จริง ของพุทธบริษัท. เราควรจะระลึกนึกถึงพระพุทธภาษิต ที่พระองค์ตรัสเอง โดยเฉพาะในพระบาลีที่ไม่ใช่อรรถกถาที่อธิบายชั้นหลัง ๆ คือ พระพุทธองค์หากจะตรัสถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ครั้งใด เป็นต้องตรัสควบคู่กันกับการรู้อริยสัจจ์ ด้วยเสมอ. ยกตัวอย่าง เช่นใน พระบาลีบทที่ตรัสถึงการถึงที่พึ่งมีใจความว่า คนเป็นอันมาก ถือที่พึ่งภายนอก ไปถือต้นไม้ ภูเขา หรือวัตถุศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ พระองค์ปฏิเสธว่า นั่นไม่ใช่สรณะ หรือที่พึ่งอันเกษมสูงสุด หากไปถือสรณะชนิดนั้นอยู่ ก็ไม่พ้นจากทุกข์สิ้นเชิงได้ ; แต่ถ้าผู้ใด ถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์แล้ว ประกอบด้วยการเห็นแจ้ง อริยสัจจ์สี่อยู่ ด้วยปัญญาอันชอบ คือเห็นทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ เห็นความดับสนิท ของทุกข์ และเห็นข้อปฏิบัติเพื่อถึงความดับสนิทของทุกข์แล้ว นั่นแหละจะเป็น การถึงที่พึ่ง หรือสรณะอันเกษม เป็นการถึงที่พึ่งสูงสุด เมื่อถึงที่พึ่งนี้แล้ว ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้.
น.391 จากข้อความที่ว่ามา เราควรจะตั้งข้อสังเกตตรงที่ว่า พระพุทธองค์ไม่ เคยกล่าวถึงพระรัตนตรัยล้วน ๆ แต่จะกล่าวถึงสิ่งที่จะต้องเนื่องอยู่ด้วยกัน เช่น อริยสัจจ์เป็นต้น เพราะเหตุไร ? เพราะเหตุว่าการถึงพระรัตนตรัยนั้น ไม่ใช่ถึง อย่างที่ถือ ดังที่กล่าวข้างต้น. ถ้ายังอยู่ในขั้นที่ถือด้วยอุปาทานอย่างที่กล่าวนั้น ก็ยังไม่อาจรู้อริยสัจจ์ ไม่สามารถจะรู้อริยสัจจ์พร้อมกันไปกับการถึงพระรัตนตรัย การถึงพระรัตนตรัยที่ถูกต้องแท้จริง ต้องถือชนิดที่มีความสะอาด สว่าง สงบ เกิดขึ้นในใจแล้ว นั่นแหละ คือการรู้อริยสัจจ์แล้ว : เพราะว่าการที่ความ สะอาด สว่าง สงบ เกิดขึ้นในใจได้นั้น หมายถึงการปฏิบัติใน มัชฌิมาปฏิปทา มาเสร็จแล้ว จนเกิดผลเป็น ความดับสนิท ของความทุกข์ขึ้นมาส่วนหนึ่งแล้ว เพราะฉะนั้นจึงเป็นการกำจัด ความทุกข์ และ มูลเหตุให้เกิดความทุกข์ ได้ ส่วนหนึ่งแล้ว การรู้หรือแทงตลอดอริยสัจจ์ จึงสมบูรณ์อยู่ในนั้น ทั้ง ๔ อริยสัจจ์ พร้อมกับการถึงพระรัตนตรัยของบุคคลนั่นเอง. เพราะฉะนั้นบาลีพระพุทธภาษิต จึงมีการกล่าวถึงพระรัตนตรัย พร้อมกับการลุถึงอริยสัจจ์เสมอไป. ทีนี้ พุทธภาษิตที่ตรัสเกี่ยวกับการถึงพระรัตนตรัย อย่างต่ำ กว่านั้น เช่นพระองค์ตรัสถึงองค์ชั้นต้น ของความเป็นพระโสดาบันบุคคล ก็ยัง ทรงกล่าวถึง การพอใจ เลื่อมใส ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ใน ขนาดมาตรฐานเดียวกันกับการลุถึง ชนิดที่เป็นที่พอใจของพระอริยเจ้า แล้วยัง ตรัสควบคู่กันกับการมีศีล ชนิดที่เป็นที่พอใจของพระอริยเจ้า. การมีศีล ชนิดที่หลอกลวงตัวเอง หรือหลอกลวงเพื่อนกันนั้น ไม่เรียกว่าศีลในที่นี้ คือ ไม่เรียกว่า อริยกันตศีล ซึ่งแปลว่าศีลที่พระอริยเจ้าพอใจ.
น.392 ๓๕๑ การถึงพระรัตนตรัย ถ้าบุคคลนั้น ยังไม่มีศีลที่พระอริยเจ้าพอใจ ก็แปลว่าคนนั้นยังไม่ถึง พระรัตนตรัย ในระดับที่เป็นมาตรฐาน ยังถือพระรัตนตรัยด้วยอุปาทานอย่าง หยาบ ๆ อยู่. ถ้าถึงพระรัตนตรัยอย่างแท้จริงแล้ว อำนาจของการเลื่อมใส อันแท้จริงในพระรัตนตรัยนั้น จะป้องกันไม่ให้คน ๆ นั้น ทะลุศีล หรือล่วงละเมิด ศีล. ถ้าผู้ใดมีศรัทธาก็ตาม มีปสาทะก็ตาม มีความมอบกายถวายชีวิต ก็ตาม ในพระรัตนตรัยอย่างถูกต้องแล้ว การล่วงละเมิดศีลก็มีไม่ได้ เพราะผู้นั้น จงรักภักดี เคารพนับถือ ตรงต่อพระรัตนตรัย. เพราะฉะนั้นการที่จะไม่ล่วง ละเมิดศีล เป็นผู้มีศีล ชนิดที่พอใจของพระอริยเจ้านั้น จึงมาคู่กันเสมอไป กับการที่ถึงพระรัตนตรัยในลักษณะที่ถูกต้อง. ด้วยเหตุนี้ เราจึงได้หลักว่า จะต้องเอาผลที่เกิดมาจากการถือหรือการถึงพระรัตนตรัยนี้ เป็นเครื่องวัด อย่าไป เอาลำพังการถือ ๆ ถึง ๆ อันนั้นเป็นเครื่องวัด. อย่างในกรณีที่สามารถถึง ขนาดขั้นต้น ๆ ได้นี้ ก็ต้องเอาการที่มีศีลบริสุทธิ์ ไม่ต่าง ไม่พร้อย จนเป็น ที่พอใจของพระอริยเจ้า ว่าเป็นการถึงพระรัตนตรัย. ถ้าสูงไปกว่านั้น ในกรณีถึงพระรัตนตรัยชั้นถัดไป จนถึงขั้นสุด ก็ต้อง เอาการรู้อริยสัจจ์ แม้ระดับแรก คือการพ้นทุกข์ในระดับแรก ว่าเป็นการถึง พระรัตนตรัยแล้วอย่างสมบูรณ์ ชนิดที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า นั่นแหละ เป็นสรณะอันเกษม นั่นแหละ เป็นสรณะอันสูงสุด ดังนี้. ทั้งหมดนี้ เราจะเห็นได้ว่า พระรัตนตรัยนั้น ไม่ใช่อะไรอื่น : พระรัตนตรัย ก็คือสิ่งที่ทุกคนจำเป็นจะต้องมี เมื่อเราได้เข้าใจในเรื่อง ของความทุกข์ หรือพิษสงของความทุกข์พอสมควรแล้ว เราจะรู้สึกขึ้นมา
น.393 ทีเดียวว่า ทุกคนควรจะได้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นเครื่องกำจัดทุกข์ จนถึงกับ กล่าวได้ว่า เป็นสิ่งที่ ทุกคนจะต้องมี. ใครบ้าง ที่ไม่อยากจะพ้นทุกข์ หรือ ไม่อยากจะดับทุกข์ ทุกคนย่อมอยากจะดับทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น เพราะทุกคน มีทุกข์ ฉะนั้นพระรัตนตรัย ในลักษณะที่ว่านี้ จึงอยู่ในลักษณะที่ทุกคนจะต้องมี จะขาดเสียไม่ได้. แต่แล้ว ทุกคนก็มักไม่สนใจในพระรัตนตรัย หรือไม่สนใจในการถึง พระรัตนตรัยที่แท้จริงหรือที่ถูกต้อง แต่ไปถือกันด้วยอุปาทานในระดับต่ำ ๆ เสีย โดยมาก นี่ก็เป็นเพราะไม่รู้เรื่องพระรัตนตรัยอันแท้จริง ; พร้อมกันนั้น ก็ไม่ รู้จักตัวของตัวเองว่าเป็นอะไร คืออะไร อยู่ในลักษณะเช่นไร มีหน้าที่จะต้องทำ อย่างไร. การที่ไม่ถึงพระรัตนตรัยในลักษณะที่ดับทุกข์ได้เช่นนี้แหละ ทำให้เสีย ความเป็นพุทธบริษัท ไม่สมกับการที่จะเรียกตัวเองว่าพุทธบริษัท หรือแม้ที่สุด แต่ที่จะเรียกตัวเองว่าเป็นผู้รู้พุทธศาสนา. เพราะฉะนั้นขอให้เราทุกคน ที่ยัง จงรักภักดีต่อความเป็นพุทธบริษัท จะต้องสนใจในการที่จะเข้าถึงพระรัตนตรัยใน ลักษณะหลังสุด คือถึงพระรัตนตรัยด้วยปัญญา ชนิดที่ทำให้ความรู้อริยสัจจ์นั้น เป็นไปโดยสมบูรณ์. ถ้าผิดไปจากนี้แล้ว ก็จะเป็นพุทธบริษัทแต่สักว่าบัญชี เป็นพุทธบริษัทสักว่าธรรมเนียม. อาตมาอยากจะขอโอกาส กล่าวถึงความเป็นพุทธบริษัทนี้เป็นพิเศษสัก เล็กน้อย คือว่า ไหน ๆ เราก็ปฏิเสธความเป็นพุทธบริษัทกันไม่ได้ เพราะเหตุใด ? เพราะเหตุว่าโดยเลือดเนื้อ เราก็มีความเป็นพุทธบริษัทอยู่ ติดอยู่ในเลือดในเนื้อ
น.394 ๓๕๓ การถึงพระรัตนตรัย เพราะเกิดมาจากบิดามารดาที่เป็นพุทธบริษัท. ทีนี้โดยความเป็นไป ใน ปัจจุบัน และจะเป็นไปในอนาคต เราก็ยังต้องแสดงตนเป็นพุทธบริษัท. และ โดยแท้จริงที่ยิ่งไปกว่านั้น เราทุกคนมีความทุกข์ครอบงำ เบียดเบียนอยู่ตลอด เวลา เพราะฉะนั้นเราจำเป็นจะต้องดับทุกข์. เมื่อเราดับทุกข์ได้ เราจะได้ รับผลของการเป็นพุทธบริษัท คือเป็นพุทธบริษัทที่แท้จริง สมกับที่มีเลือดเนื้อ เชื้อไข เป็นพุทธบริษัท และกำลังปฏิญาณตัวเอง ยืนยันตัวเองว่าเป็นพุทธบริษัท. พุทธบริษัท แปลว่า ผู้ที่ถึงพระพุทธเจ้า ตามตัวหนังสือแปลว่า นั่งแวดล้อมรอบ ๆ พระพุทธเจ้า. บริ แปลว่า รอบ ; ษัท แปลว่า นั่ง ; บริษัท จึงแปลว่านั่งเป็นวงรอบ ๆ เหมือนกะเราใช้เรียกบริษัทการค้า หรือบริษัท ใด ๆ ซึ่งบริษัทเช่นนั้น ก็มีความหมายอย่างเดียวกัน คือเขาก็ต้องนั่งให้เป็นวง เพื่อปรึกษาหารือกัน ในวัตถุที่ประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่ง เราเป็นพุทธบริษัท ก็นั่งกันเป็นวงรอบ ๆ พระพุทธเจ้า ซึ่งองค์พระพุทธเจ้าในที่นี้ คืออะไร ? ก็คือความสะอาด สว่าง สงบ นั่นเอง เพราะฉะนั้น เราต้องมีหัวใจชนิดที่ แนบแน่นกันอยู่กับความสะอาด สว่าง สงบ ซึ่งเป็นตัวความดับทุกข์ เราจึงจะเป็นพุทธบริษัทได้. สรุปแล้ว จะเห็นได้ว่า เราจะเป็นพุทธบริษัทได้ ก็แต่โดยการถึง พระรัตนตรัยอย่างแท้จริงเท่านั้น ในที่สุด เราจะได้การถึงพระรัตนตรัย เป็น ๒ ชนิด คือถือพระรัตนตรัยอย่างภายนอก และถึงพระรัตนตรัยอย่างภายใน. ลักษณะการกล่าวเรื่องนี้ หาคำกล่าวยาก : ที่ว่าถือได้แต่อย่างของภายนอก ก็อย่างเด็ก ๆ หรือคนที่รู้จักพระรัตนตรัยแต่เพียงภายนอก เพียงเนื้อหนัง วัตถุ
น.395 บุคคล เรียกว่ามีพระรัตนตรัยชนิด objective เป็นวิสัยที่รู้ด้วยตา ด้วยหู เป็น วัตถุสำหรับการเขียนประวัติศาสตร์ มากกว่าอย่างอื่น. ถ้าเป็นการถึงรัตนตรัย ชนิด subjective เราก็ไม่ต้องใช้ตา หู แต่เรา ใช้วิจารณญาณ หรือสติปัญญาอันลึกซึ้งล้วน ๆ เป็นพระรัตนตรัยที่เห็นด้วยจิต ด้วยวิญญาณ ไม่ต้องใช้ตา ใช้หู ถือว่าเป็นที่มุ่งหมายของประโยชน์สุขในทาง จต ทางวิญญาณ ของมนุษย์ทุกคน ไม่มีการยกเว้น. ไม่ว่ามนุษย์ส่วนไหน ของโลก หรือมนุษย์ชนชาติใด ศาสนาไหน ความทุกข์ของคนในโลกทุกตัวคน ย่อมเหมือนกันหมด และมีวิธีเดียวเท่านั้น ที่จะดับทุกข์ได้ คือวิธีทำจิตให้มีภาวะ แห่งความสะอาด สว่าง สงบ. ฉะนั้นเราจึงควรหันมาสนใจ ในการที่จะถึง พระรัตนตรัย ชนิดที่เป็นภายใน กันให้ถูกต้อง. ความมุ่งหมายของการบรรยายในวันนี้ จึงอยู่ที่ตรงนี้ คืออยู่ตรง ที่เราจะต้องเข้าใจหัวใจ หรือจุดศูนย์กลางอันแท้จริง ของคำว่า "พระรัตนตรัย" แล้วพยายามถึงให้ได้ อย่าเพียงแต่ถือไว้ด้วยอุปาทาน. ถ้าถือ ก็ยังเป็นเปลือก ของพระรัตนตรัย เหมือนเราถือภาชนะอย่างใดอย่างหนึ่ง ยังไม่อาจจะถึง หัวใจของสิ่งนั้นได้ แม้เราจะอุ้มคน ไปสักคนหนึ่ง เราไม่อาจจะถึงหัวใจของ คน ๆ นั้นได้ เราถือได้ ถึงได้ก็แต่ร่างกาย. แต่ถ้าเราถึงพระรัตนตรัยอย่างถูกวิธี ย่อมถึงหัวใจของพระรัตนตรัย หรือถึงได้ด้วยใจของเราเอง มีความสะอาด สว่าง สงบ ประจำอยู่. ทีนี้มีข้อที่น่าสนใจอย่างยิ่งอยู่อีกข้อหนึ่ง ก็คือว่า คำว่าพระรัตนตรัยนี้ ท่านสรุปความไว้ในคำ ๆ เดียว คำนั้น ก็คือคำว่า "ธรรม" คำเดียว ซึ่งพระ-
น.396 ๓๕๕ การถึงพระรัตนตรัย พุทธเจ้าเอง ท่านได้ตรัสสรุปไว้เสร็จว่า ให้ทุกคนถึงธรรมะ เป็นสรณะ (ธมฺมทีปา ธมฺมสรณา) : จะถือพระพุทธเจ้า หรือพึ่งพระพุทธเจ้า นั่นก็คือ พึ่งธรรม ; จะถือพระธรรม หรือพึ่งพระธรรม นั่นก็คือ พึ่งธรรม ; จะถือพระสงฆ์ หรือพึ่งพระสงฆ์ นั่นก็คือ พึ่งธรรม ; เพราะคำว่า "ธรรม" คำนี้ หมายถึง ความสะอาด สว่าง สงบ ดังที่ ได้กล่าวมา. พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า "อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง เป็นสรณะเลย เธอจงมีธรรมะเป็นที่พึ่งเถิด" ดังนี้ และพร้อมกันนั้น ก็ยังตรัสชี้ให้ชัดอีกว่า "คำว่า มีธรรมเป็นที่พึ่งนั้น ก็คือมีตัวเองเป็นที่พึ่ง ; มีตัวเองเป็นที่พึ่ง ก็คือ มีธรรมเป็นที่พึ่ง" ดังนี้. ทำไมพระองค์จึงตรัสว่า มีตัวเองเป็นที่พึ่ง ? นี่ก็คือเราจะต้องทำ ด้วยตัวเราเอง เราอย่าไปหวังความช่วยเหลือจากภายนอก จะเป็นอะไรก็ตาม ที่นอกไปจากตัวเรา. เราจะต้องทำด้วยกำลังกาย กำลังใจ ของเราเอง พระรัตนตรัยจึงจะมาเป็นที่พึ่งให้แก่เราได้ หรือ "ธรรม" จึงจะมาเป็นที่พึ่งให้แก่ เราได้. เพราะฉะนั้น คำว่า มีธรรมะเป็นที่พึ่ง กับ การมีตัวเอง เป็นที่พึ่งนั้น จะต้องคู่กัน พุทธศาสนาจึงเลยกลายเป็นการพึ่งตัวเองเป็น หลักใหญ่ แต่มีความหมายอยู่ตรงที่ทำตัวเองให้มีพระธรรม คือความสะอาด สว่าง สงบ. ว่าแต่พวกเราในบัดนี้เถอะ ขออภัยที่จะกล่าวว่า เราไม่เคยคิดที่จะพึ่ง ตัวเอง อะไร ๆ ก็จะพึ่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ตามความหมายของ
น.397 อุปาทาน หนักเข้าก็จะหวังพึ่งพระเครื่องรางเป็นต้น ซึ่งห่างไกลจากพระรัตนตรัย ตัวจริงออกไปอีก นี้ยิ่งจะนอกออกไปอีก. หวังพึ่งพระรัตนตรัยจริง ๆ ก็ยังเรียกว่าเป็นการหวังพึ่งของภายนอกอยู่แล้ว ถ้าเรายังไม่เคยคิดถึงตน. ความ หมายอันถูกต้องนั้น พระรัตนตรัยตัวจริง ตัวแท้นั้น อยู่ในใจตน เพราะฉะนั้น ถ้าใครทำพระรัตนตรัยตัวแท้ให้เกิดขึ้นได้แล้ว ก็แปลว่าคนนั้นพึ่งตนได้แล้ว. เมื่อจิตใจสะอาด สว่าง สงบแล้ว ก็ชื่อว่ามีการพึ่งตนของตน ได้เสร็จแล้ว หรือจะพูดเป็นสมมุติว่า พึ่งพระรัตนตรัยได้เสร็จแล้ว ก็ได้ ก็เป็น ของอันเดียวกัน จึงรวมเรียกว่า พึ่งธรรม หรือพึ่งตน. ทุกคนที่อยากจะ ได้ประโยชน์จากการถึงพระรัตนตรัย ลองย้อนกลับมาดูตัวของตัว คือเพ่งเล็ง ในทางที่จะพึ่งตนด้วยการทำให้มีพระรัตนตรัยแท้จริง เกิดขึ้นในตน เพื่อสำเร็จ ตามความมุ่งหมายของการที่เราพุทธบริษัท ถึงพระรัตนตรัย ทำความดับทุกข์ ทั้งปวงได้โดยสิ้นเชิง. นี้เป็นใจความของการปฏิบัติเพื่อให้ลุถึงพระรัตนตรัย ซึ่งเป็นที่พึ่งอันเกษม และเป็นที่พึ่งอันสูงสุด ดับทุกข์ทั้งปวงได้สิ้นเชิง โดยแท้จริง อาตมาขอยุติการบรรยาย ด้วยหมดเวลาเพียงเท่านี้
Buddhadasa