น.398 ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย ในวันแรกที่สุด อาตมาได้ชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างศีลธรรมกับ ศาสนา, และวันต่อมาได้ชี้ให้เห็นหลักปฏิบัติทั่ว ๆ ไป เกี่ยวกับการปฏิบัติ ศีลธรรมและศาสนา, และวันถัดมาได้กล่าวถึงวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการถึงพระ- รัตนตรัย ทั้งในแง่ของศีลธรรมและในแง่ของศาสนา. ข้อที่ควรจะสังเกตมีอยู่ว่า การถึงพระรัตนตรัยนั้น เมื่อถึงที่สุดจริง ๆ แล้ว ก็เป็นอันกล่าวได้ว่า คนนั้น พึ่งตัวเองได้. ขอให้ท่านทั้งหลายสังเกตความข้อนี้ให้มากสักหน่อย : ในระยะ ๓๕๗
น.399 เริ่มแรก ซึ่งเป็นการถือพระรัตนตรัยนี้ เรียกว่าเป็นการปฏิบัติในขั้นศีลธรรม ; คนนั้นยังฝากตัวเองไว้กับพระรัตนตรัย หรือ พึ่งพระรัตนตรัยด้วยความ ยึดมั่นถือมั่น. ครั้นบุคคลนั้นได้ถึงพระรัตนตรัยอย่างแท้จริง ตามวิธีปฏิบัติ ทางศาสนาถึงที่สุด คนนั้นก็กลายเป็นคนที่พึ่งตัวเองได้ ไม่ต้องพึ่งพระรัตนตรัย ชนิดแรก คือชนิดที่ต้องมีความยึดมั่นถือมั่นดังนี้. เรามีปัญหาที่จะต้องถาม ตนเองว่าเราจะพึ่งอะไรกันแน่ ? คนทั่วไปคิดและเชื่อว่า เราต้องพึ่งพระรัตนตรัย แต่ตามความจริงนั้น คนเราต้องพึ่งตัวเองตามคำสั่งที่ถือว่าเป็นคำสั่งของพระพุทธเจ้า ; กลายเป็นว่า เราไม่ต้องนับถือ หรือพึ่งพระพุทธเจ้า, ถ้าพูดอย่างตรงไปตรงมา, แต่ต้อง นับถือหรือพึ่งตัวเอง. ข้อนี้เป็นคำสั่งของพระพุทธเจ้า ในข้อที่ว่าให้นับถือ ตัวเอง. พระองค์ได้ตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย ! เธอทั้งหลายจงมีตนเป็นที่พึ่ง เถิด อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งเลย, จงมีธรรมเป็นที่พึ่งเถิด อย่ามีสิ่งอื่น เป็นที่พึ่งเลย" นี่เป็นพระพุทธภาษิต ที่ว่ามีตนเป็นที่พึ่ง กับมีธรรมะ เป็นที่พึ่งนั้น เป็นของอย่างเดียวกัน คือเราจะต้องทำทุกอย่างด้วยตนเอง จน กระทั่งมีธรรมะคือภาวะแห่งความสะอาด สว่าง สงบ ปรากฏขึ้นในใจ จึงจะเป็น ผู้ที่มีที่พึ่งแล้วอย่างแท้จริง และก็กล่าวได้ว่าเป็นการพึ่งตัวเอง. เรื่องนี้เป็นการ แสดงอยู่แล้วในตัวว่า เราทุกคนจะต้องพึ่งตนเอง ซึ่งเป็นความจริงที่เด็ดขาด. การพึ่งสิ่งอื่นนอกไปจากตนนั้นเป็นเพียงอุบาย. ปัญหาต่อไปที่เราจะต้องศึกษา ก็เกิดขึ้นว่า เราจะพึ่งตัวเองได้ อย่างไร ? และโดยวิธีใด ? อาตมาจึงถือโอกาสบรรยาย เรื่องกรรม หรือเรื่อง กฎแห่งกรรม ในวันนี้ เพื่อจะชี้ให้เห็นหลักปฏิบัติว่า เราจะพึ่งตนได้โดยแท้จริง อย่างไร.
น.400 ๓๕๙ กรรมตามหลักแห่งพระพุทธศาสนา ข้อแรกเราอย่าลืมว่าพระพุทธเจ้าทรงกำชับให้มีตนเป็นที่พึ่ง อย่าพึ่ง สิ่งอื่นเลย อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งเลย และยังตรัสว่า ตุมเหหิ กิจฺจํ อาตปุป อฺขาตาโร ตถาคตา, เป็นต้น ซึ่งมีใจความตรง ๆ ว่า การทำความเพียรเพื่อ ช่วยตัวเองนั้น พวกท่านทั้งหลายต้องทำเอง, ตถาคตเป็นแต่ผู้บอกและ ชี้ทาง ; หรือตรัสว่า อตฺตาหิ อตฺตโน นาโถ, โก หิ นาโถ ปโรสิยา - ตน เป็นที่พึ่งของตน ใครอื่นจะเป็นที่พึ่งให้แก่ตนได้ ; หรือว่า สุทฺธิ อสุทฺธิ ปจฺจตฺติ -ความบริสุทธิ์และไม่บริสุทธิ์นี้เป็นของเฉพาะตัว คนอื่นจะมา ช่วยทำคนอื่นให้บริสุทธิ์ไม่ได้. นี้เป็นพระพุทธภาษิตซึ่งเป็นการสรุปใจความ ได้เหมือนกันหมดทุก ๆ ข้อ ว่าเราจะต้องพึ่งตัวเอง. ทีนี้ก็มาถึงข้อที่ว่าเราจะ เอาอะไรมาเป็นหลักในการพึ่งตน ? ข้อนี้ก็ตอบได้ว่าต้องอาศัยกฎแห่งกรรม คือ กฎการกระทำ ; ซึ่งจะพูดกันในวันนี้. เราจำเป็นจะต้องศึกษาเรื่องกฎแห่งกรรมให้ถูกต้อง และใช้ ปฏิบัติให้ถูก ให้ตรง ให้เหมาะกับชั้น ซึ่งเราจะแบ่งเรื่องกรรมออกได้เป็น ๒ ชั้น อย่างเดียวกันอีก คือเรื่องกรรมในแง่ของศีลธรรมชั้นหนึ่ง และเรื่องกรรมในแง่ ของพระพุทธศาสนาโดยตรงอีกชั้นหนึ่ง. สำหรับข้อนี้ อาตมาอยากจะขอร้อง ให้ตั้งข้อสังเกตกันให้มากเป็นพิเศษ เพราะว่าที่แล้ว ๆ มานั้น รู้สึกว่าพวกเรา ชาวพุทธบริษัททั่ว ๆ ไปนี้ เข้าใจเรื่องกรรม หรือสนใจเรื่องกรรมกันแต่ เพียงครึ่งเดียว และยังไม่ถึงขั้นที่เป็นพุทธศาสนาด้วย คือพอกล่าวกันถึงเรื่อง กรรมแล้ว ก็เข้าใจว่าไม่มีอะไร นอกจาก ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว คนทำเป็นผู้ รับผลของการกระทำนั้น ๆ, แล้วก็เท่านั้นเอง ; กลายเป็นว่าเรื่องกรรมมีเท่านั้น เอง. เรื่องกรรมเพียงเท่านี้ เป็นเรื่องของศีลธรรมเท่านั้น, ยังไม่ถึงตัวศาสนา ; และเรื่องกรรมในทำนองที่ว่า ทำดีได้ดี, ทำชั่วได้ชั่ว, ผู้ทำเป็นผู้ได้รับผลนี้
น.401 ย่อมมีสอนกันในหลายๆ ศาสนา หรือเกือบทุกศาสนาทีเดียว. และยิ่งกว่านั้น ยังเป็นหลักที่สอนกันอยู่ก่อนพระพุทธเจ้าเกิด แล้วเราจะเอาสิทธิอันไหนมาพูดว่า หลักอันนี้เป็นหลักพระพุทธศาสนาโดยตรง ; โดยที่แท้มันก็เป็นหลักทางศีลธรรม ทั่ว ๆ ไป ตั้งแต่ก่อนพุทธกาลมา จนกระทั่งถึงพระพุทธเจ้าท่านก็ยอมรับรอง หลักอันนี้ แต่ว่าเป็นไปในแง่ทางศีลธรรม ยังไม่ถึงตัวแท้ของศาสนา. เราจะต้องศึกษาเรื่องกรรม ที่สูงขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง ในฐานะ เป็นตัวแท้ของพระพุทธศาสนา คือเรื่องกรรมในส่วนที่เป็นโลกุตตรธรรม. ข้อนี้ได้แก่การศึกษาและปฏิบัติเพื่อให้เราเอาชนะกรรมให้ได้ ให้มีอำนาจอยู่ เหนือกรรม อยู่เหนือการที่จะต้องรับผลของกรรม ; นี่แหละจึงจะเป็นเรื่อง กรรมในขั้นที่เป็นพุทธศาสนาแท้ คือเป็นเรื่องโลกุตตระ. ท่านทั้งหลายคงจะ ประหลาดใจ หรือนึกฉงนสงสัย ว่าการอยู่เหนืออำนาจกรรมนั้น จะเป็นสิ่งที่ เป็นไปไม่ได้, แต่อาตมากลับยืนยันว่านั่นแหละเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ และเป็น เรื่องที่พระพุทธเจ้าทรงสอนเกี่ยวกับเรื่องกรรม. ถ้าถือแต่เพียงว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว คนทำเป็นผู้รับผลแห่งการกระทำ อย่างนี้เป็นศีลธรรมสากลทั่วไป. พระพุทธศาสนาเรา เมื่อได้สอนเรื่องกรรมในขั้นศีลธรรมสิ้นสุดไปแล้ว ก็ยังมี สอนเรื่องกรรมในชั้นโลกุตตระ คือการทำจิตใจให้อยู่เหนือการทำกรรม และ เหนือการที่จะต้องรับผลของกรรม; เพราะฉะนั้น เราจะต้องศึกษากรรมกัน ทั้ง ๒ แง่ คือทั้งในแง่ของศีลธรรม และในแง่ของพระพุทธศาสนา ที่เป็น ชั้นโลกุตตรธรรมโดยตรง.
น.402 ๓๖๑ กรรมตามหลักแห่งพระพุทธศาสนา ก่อนที่จะศึกษาเรื่องกรรมทั้งสองแง่ เราควรพิจารณาคำว่า "กรรม" กันเสียก่อน จึงจะเข้าใจได้ง่ายในการศึกษาเอาชนะกรรมได้อย่างไร สืบไป. อะไรเป็นตัวกรรม ? พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เจตนาเป็นตัวกรรม คือตรัสว่า เจตนาหํ ภิกฺขเว กมฺมํ วทามิ, ซึ่งแปลว่า ภิกษุทั้งหลาย ! เรา กล่าวเจตนาว่าเป็นตัวกรรม. ที่ว่าเจตนาเป็นตัวกรรมนี้ ก็เป็นการแสดง อยู่ในตัวแล้วว่า การเคลื่อนไหวหรือการกระทำที่ไร้เจตนานั้น ไม่จัดเป็นกรรม. ถ้าอย่างนั้นจะจัดเป็นอะไร ? ก็จัดเป็นกิริยา. การเคลื่อนไหวที่ไร้เจตนา เช่น กิ่งไม้หักลงมา นี่เป็นการเคลื่อนไหวของสิ่งที่ไร้เจตนา หรือว่าคนเราเดินไป หรือทำอะไรก็ตาม ในลักษณะที่ไม่มีเจตนา แต่การกระทำนั้นย่อมจะมีผลกระทบ กระทั่งสิ่งนั้นสิ่งนี้บ้าง เช่นเราเดินไป มันก็เหยียบสัตว์ตัวเล็กตัวน้อย ที่อยู่ ใต้แผ่นดิน บอบช้ำหรือตายไปบ้างก็ได้ แต่การกระทำนั้นไร้เจตนาที่จะฆ่ามัน ฉะนั้นการกระทำ หรือการเคลื่อนไหวที่ไร้เจตนาอย่างนี้ ไม่จัดว่าเป็นกรรม แต่เป็นเพียงกิริยา. ต่อเมื่อมีเจตนาที่จะทำเพื่อความประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่ง จึงจะเรียกว่าเป็นกรรม. ท่านผู้ฟังจะต้องรู้จักคำว่า กิริยา กับคำว่า กรรม ให้เห็น ชัดว่าต่างกันไกล ตรงที่ กิริยา ไม่หมายความว่ามีเจตนารวมอยู่ด้วย และคำว่า กรรม ถือตัวเจตนาเป็นใหญ่. อาตมาขอบอกกล่าวเสียก่อนว่าคำพูดที่ใช้ใน กรณีนี้ เป็นคำบัญญัติเฉพาะของพุทธศาสนา อย่าได้เอาไปใช้ในกรณีอื่น ๆ เช่นในกรณีทางภาษาธรรมดาเป็นต้น มันอาจจะไม่ตรงกันได้ ; แต่ถ้าภาษา ธรรมะในทางพุทธศาสนาแล้ว เราบัญญัติกันไว้อย่างนี้. ทีนี้ก็มาถึงผลที่เกิดขึ้น ซึ่งจะต้องเป็นไปตามหลักเดียวกันอีก : กิริยา ไม่มีเจตนา ผลที่เกิดขึ้นก็เรียกเพียง ปฏิกิริยา ; ส่วนการกระทำกรรมที่ประกอบ
น.403 ด้วยเจตนานั้นผลเกิดขึ้น เราไม่เรียกว่าปฏิกิริยา แต่เรียกว่า ผลกรรม หรือ วิบาก ; ถ้าเรียกให้ถูกต้องก็คือวิบากของกรรม, รวมความว่ากิริยาให้ผลเป็น ปฏิกิริยา, กรรมให้ผลเป็นวิบาก. เรื่องกิริยาและปฏิกิริยา เราไม่ต้องวินิจฉัย กันในที่นี้ เพราะเป็นคนละเรื่อง เป็นแต่ให้เข้าใจไว้พอสมควรว่า กิริยานั้น ไม่ประกอบด้วยเจตนา และการกระทำของคนเราที่ไม่มีเจตนาจัดเป็นกิริยา ผลที่ เกิดขึ้นไม่จัดว่าเป็นผลกรรม. เช่นการกระทำของพระอรหันต์ทุกอย่างทุกชนิด ที่ทำลงไป ก็เป็นเพียงกิริยา เพราะท่านไม่มีเจตนา ที่จะประสงค์อะไรด้วยกิเลส ตัณหา จึงไม่มีเจตนาแห่งการทำกรรม. เพราะฉะนั้นการกระทำของพระอรหันต์ จึงเป็นเพียงกิริยาไปหมด. เพื่อเป็นเครื่องช่วยความจำ เราจะกำหนดตัวอย่าง ไว้ว่า ความเคลื่อนไหวของสิ่งที่ไม่มีความนึกคิด เช่นกิ่งไม้หักลงมาหรือว่า ลมพัดหน้าต่างเปิด อย่างนี้เป็นต้น นี้ก็เป็นกิริยา. การกระทำของคนเราตาม ธรรมดานี้แหละ แต่ว่าไม่มีเจตนา ไม่มีความตั้งใจอะไรเลย เป็นการเคลื่อนไหว ไปตามธรรมดา เช่นการหัวเราะเพราะถูกจี้, การล้างหน้าแปรงฟันเพราะความ เคยชินเป็นนิสัย เป็นต้นเหล่านี้ ก็เรียกว่ากิริยาอย่างหนึ่ง ๆ ; หรือว่าการกระทำ ของพระอรหันต์ผู้หมดกิเลสแล้ว ไม่มีเจตนาด้วยกิเลสตัณหา ที่จะทำสิ่งใด นี้ก็เป็นกิริยา. การกระทำหรือการเคลื่อนไหว ชนิดที่เป็นกิริยาเช่นนี้ ไม่มี มุ่งหมายที่จะต้องวินิจฉัยในที่นี้ เราจะวินิจฉัยกันแต่ในเรื่องการกระทำที่มีเจตนา ที่เรียกว่า "กรรม" ต่อไป. เจตนา ในที่นี้ ต้องเข้าใจว่าหมายความถึงความมุ่งมาดปรารถนา ตั้งใจที่จะทำ. ทีนี้ความตั้งใจที่จะทำนี้ มันเกิดจากสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นธรรมดา มันจะมีมาเองไม่ได้. เมื่อสอบสวนดูก็จะพบว่า มันมาจากความอยากอย่างใด
น.404 ๓๖๓ กรรมตามหลักแห่งพระพุทธศาสนา อย่างหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า ตัณหา. ตัณหา แปลว่าความอยาก : อยากได้หรือ อยากมีสิ่งใดสิ่งหนึ่ง นี้เรียกว่า กามตัณหา ; อยากเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ เรียกว่า ภวตัณหา ; อยากไม่ให้เป็นอย่างนั้น อยากไม่ให้เป็นอย่างนี้ เรียกว่า วิภาตัณหา ; ซึ่งได้อธิบายแล้ว ในการบรรยายปี ๒๔๙๙. ตัณหานี้ก็ไม่ใช่ว่า มันเป็นของที่เกิดได้เองลอย ๆ มันต้องมาจากการปรุงแต่ง คือการติดต่อเนื่องกัน กับเรื่องก่อนหน้านั้นมาอีก เช่นความคิดนึกรู้สึกต่าง ๆ ซึ่งเป็นเหตุให้พอใจ ไม่พอใจ แล้วก็เป็นเหตุให้ความอยากเกิดขึ้น ตามความพอใจหรือตามความ ไม่พอใจนั้น ๆ. เมื่อมีความอยากซึ่งเรียกว่าตัณหานี้แล้ว จึงมีเจตนาในการที่จะ กระทำ ; เมื่อมีการทำลงไปด้วยเจตนาก็เป็นกรรม, เรียกว่า "กรรม" ในที่นี้ ซึ่งจะต้องมีผลเป็นวิบากของกรรม ตามสมควรแก่การกระทำกรรมนั้น ๆ เสมอไป. ทางที่ทำกรรม ท่านถือว่าทำได้ทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ. การทำทางร่างกายก็หมายถึงเจตนา ที่บังคับให้แสดงออกมาทางกาย จนกาย เคลื่อนไหวไปตามนี้ เรียกว่าทำกรรมโดยทางกาย หรือ กายกรรม. เจตนา ที่บังคับแสดงออกมาทางวาจา เป็นการพูดอย่างนั้นอย่างนี้ นี่เรียกว่าทำกรรม ทางวาจา หรือ วจีกรรม. ส่วนการกระทำทางใจ คือที่ยังไม่ออกมาทางกาย ทางวาจา ยังคิดหรือรู้สึกอยู่ในใจล้วน ๆ เรียกว่า มโนกรรม หรือทำทางใจ. การกระทำทั้ง ๓ ทางนี้ จัดเป็นกรรมเสมอกันหมด คือมีน้ำหนักในฐานะที่เป็น กรรมเสมอกันหมด. ทำดีก็ได้ ทำชั่วก็ได้, แล้วแต่การกระทำ. ทางแห่ง การทำกรรมทั้ง ๓ ทางนี้ เรียกโดยภาษาบาลีก็เรียกว่า ทวาร แปลว่าประตู แห่งการทำกรรม. สำหรับการกระทำนั้น ในบางกรณีก็ออกมาถึงทางกาย ในบางกรณีก็หยุดแค่วาจา บางกรณีทั้งกายทั้งวาจา แต่ใจต้องเป็นประธาน
น.405 อยู่เสมอ เพราะเป็นที่ตั้งของเจตนา. ฉะนั้นการกระทำกรรมทางกายก็ตาม ทางวาจาก็ตาม หรือพร้อมกันทั้งสองอย่างก็ตาม ต้องอาศัยมโนกรรม คือการ คิดนึกทางใจก่อนเสมอไป. แต่โดยเหตุที่เราเพ่งเล็งความสำเร็จในการกระทำว่า มีได้ถึง ๓ ทาง คือทางกาย ทางวาจา ทางใจ จึงได้บัญญัติทางแห่งการกระทำ ไว้ ๓ ทางดังนี้ ไม่ว่าทำดีหรือทำชั่ว. เมื่อได้พูดถึงคำว่ากรรมแล้ว ก็อยากกล่าวเสียเลยทีเดียวว่า เรามีวิธี แห่งกรรมกันโดยละเอียดอีกอย่างหนึ่ง คือถ้าเรา เอาเวลาเป็นเครื่องแบ่งกรรม ที่กระทำ เราจะได้กรรมเป็น ๔ ชนิด คือ ๑. กรรมที่จะให้ผลทันตาเห็น นี้หมายถึงกรรมที่ทำไปอย่างรุนแรงมาก ด้วยจิตที่รุนแรงมาก มีผลที่จะให้ผล ทันตาเห็นในชาตินี้ นี่อย่างหนึ่ง. ๒. กรรมที่ไม่รุนแรงถึงอย่างนั้นจะให้ผล ในอันดับต่อไป ท่านเรียกว่าให้ผลในชาติหน้า ในการเกิดคราวหน้า ; เราใช้ คำว่า ในการเกิดคราวหน้า ก็คือไม่ใช่การเกิดคราวนี้. ทีนี้ถ้าไม่ถึงอย่างนั้น ก็เป็นกรรมประเภทที่สาม ๓. คือกรรมที่จะให้ผลในการเกิดคราวต่อ ๆ ไป. ถ้าไม่ถึงนั้น เพลากว่านั้นอีก ก็คือ ๔. กรรมที่เป็นหมัน หรือว่าหมดโอกาส ที่จะให้ผล เพราะยอมประนีประนอมกัน, หรือเพราะผู้ทำกรรมนั้น ๆ ชิงเป็น พระอรหันต์เสียก็ดี. ขอซ้อมความจำแก่ผู้ฟังอีกทีหนึ่งว่า ถ้าเอาเวลาเป็นเกณฑ์ เราได้กรรมเป็น ๔ ชนิด คือ ๑. กรรมให้ผลทันตาเห็น เรียกว่า ทิฏฐธรรม เวชนียกรรม, แล้วก็ ๒. กรรมให้ผลในการเกิดคราวต่อไป เรียกว่า อุปปัชเวหนียกรรม, แล้วก็ ๓. กรรมให้ผลในการเกิดคราวต่อ ๆ ไปอีก เรียกว่า อุปราปรเวทนียกรรม, แล้วก็ ๔. กรรมที่ให้ผลแล้ว หรือว่าหมด โอกาสที่จะให้ผล ไม่มีทางที่จะให้ผล เรียกว่า อโหสิกรรม. ที่ว่าเอาเวลา
น.406 ๓๖๕ กรรมตามหลักแห่งพระพุทธศาสนา การให้ผลเป็นเกณฑ์นี้ ที่แท้ก็คือน้ำหนักแห่งการกระทำต่าง ๆ กัน. ถ้ากระทำ ด้วยจิตที่รุนแรง กระทำด้วยเจตนารุนแรง ในลักษณะที่รุนแรง หรืออัตราที่ รนแรง มันก็ให้ผลทันตาเห็น. ถ้าไม่ถึงนั้น ก็ให้ผลในการเกิดคราวต่อไปอีก. ผู้ศึกษาทุกคนควรจะเข้าใจคำว่า การเกิด นี้ให้ถูกต้องเสียด้วย : คำว่า การเกิดในภาษาธรรมะนั้น มิได้หมายความว่าตายแล้วเกิดใหม่อย่างเดียวเท่านั้น ก็หามิได้. คำว่าการเกิด ในที่นี้ หมายถึงการเกิดของจิตเรื่องใหม่ก็ได้ คือว่า คนเรามีการเกิดอยู่เรื่อย เพราะว่าตามภาษาทางจิต ถือว่าเมื่อได้เปลี่ยนความคิด เรื่องหนึ่งไปแล้ว ความคิดเก่าดับหมดไปแล้ว ก็ถือว่าคนนั้นเกิดใหม่แล้ว เป็นคนละกรณีไปแล้ว, ในกรณีหลังถือว่าเป็นคนใหม่ ถือว่าเป็นการเกิดใหม่ ; เพราะฉะนั้นคนเราจึงมีการเกิดกันเรื่อย กว่าร่างกายจะแตกดับไปคราวหนึ่ง ก็มี การเกิดใหม่กันเรื่อย นับไม่ถ้วน. ฉะนั้นคำว่า "การเกิด"ในภาษาธรรมะ หมาย ถึงอาการอย่างนี้ก็ได้, หรือจะหมายถึงว่าตายลงหลุมเผาแล้วเกิดใหม่ อย่างนั้น ก็ได้, แต่ให้เข้าใจไว้ว่าท่านหมายความกว้างเป็นอย่างนี้. ดังนั้นกรรมที่จะให้ผล ในการเกิดคราวหน้า และการเกิดคราวต่อๆ ไปนั้น ขอให้เข้าใจว่าเป็นกรรม ชนิดที่ไม่ให้ผลทันที ในการทำกรรมกรณีนั้น แต่จะไปให้ผลในการทำกรรม กรณีหลัง ๆ ( ในชาติเดียวกัน ) ต่อไปก็ได้. ส่วนคำว่า อโหสิกรรมนั้น ส่วนใหญ่หมายถึงกรรมที่เราได้ชดใช้กันแล้ว และเป็นกรรมเล็กน้อย เช่นเราไป ด่าเขา แล้วไปขอโทษเขา ก็เป็นอันว่าเลิกกัน อย่างนี้ก็เรียกว่าเป็นอโหสิกรรม ; หรืออีกอย่างหนึ่งกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ทิ้งคาราคาซังไว้ ยังไม่ทันจะได้ให้ผล เราไปทำกรรมอื่นที่ตรงกันข้ามหรือแรงกว่า แล้วก็เสวยผลกรรมนั้นเรื่อยตลอด เวลา จนกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ นั้น ไม่มีโอกาสที่จะให้ผล, หรือจนผู้นั้นเป็น
น.407 พระอรหันต์ไปเสีย อย่างนี้ก็เรียกว่า อโหสิกรรมเหมือนกัน, เมื่อเราเอาเวลา เป็นเครื่องแบ่ง เราก็ได้กรรมเป็น ๔ อย่างด้วยกัน ดังนี้. ถ้าเราจะเอาหน้าที่ของกรรมนั้น ๆ เป็นเครื่องแบ่ง ดูบ้าง เราก็ จะได้กรรมเป็น ๔ อย่างอีกเช่นกัน. ขอซ้อมความเข้าใจว่า ท่าน ทั้งหลาย อย่าเข้าใจว่ากรรมมีหลายอย่าง ที่แท้กรรมก็มีอย่างเดียว แต่ว่าลักษณะมัน ต่าง ๆ กัน แล้วแต่เราจะมองดูมันในแง่ไหน. ทีนี้เมื่อเราจะมองดูในแง่ของ หน้าที่ที่มันกระทำ เราก็จะได้กรรมเป็น ๔ อย่าง อีกกลุ่มหนึ่ง คือกรรมอย่าง แรก ได้แก่กรรมที่เป็นเครื่องปรุงแต่งสัตว์ให้เกิดขึ้น นี้ท่านเรียกว่า ชนกกรรม แปลว่ากรรมที่ทำให้เกิดขึ้น, ถัดไปก็คือกรรมที่อุปถัมภ์ให้มันยิ่ง ๆ ขึ้นไป ตามนั้น เรียกว่า อุปถัมภกกรรม. ถัดไปอีกก็ได้แก่กรรมที่บีบคั้นหรือ ตัดรอนให้มันน้อยลง แทนที่จะอุปถัมภ์ เลยกลายเป็นการบีบหรือตัดทอน ให้น้อยลง นี่เรียกว่า อุปบีฟลกรรม. อีกอย่างหนึ่ง คืออันที่ ๔ ได้แก่ กรรมที่ตัดทอนกรรมที่แรก ให้ขาดเสียทีเดียว เรียกว่า อุปมาตกกรรม. เมื่อดู ถึงความสัมพันธ์กัน ก็จะเห็นได้ คือว่ากรรมประเภทหนึ่ง มีหน้าที่ก่อให้เกิด สิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้น เช่น ก่อให้เกิดปฏิสนธิวิญญาณ เกิดมาเป็นมนุษย์ในลักษณะ อย่างนี้ ๆ เป็นต้น มันก็เป็นกรรมอย่างหนึ่ง. ทีนี้ กรรมอีกประเภทหนึ่ง มีหน้าที่ ที่จะส่งเสริมให้เป็นอย่างนั้นยิ่ง ๆ ขึ้นไป. ทีนี้ มีกรรมอีกประเภทหนึ่ง แทนที่ จะส่งเสริมอย่างนั้น กลับตัดทอนหรือบิดผันให้เป็นอย่างอื่น. เราจะเห็นได้ว่า บางทีคนเกิดมาในตระกูลที่ดีแล้ว บางทีก็เลิศขึ้นไป บางทีก็กลับตรงกันข้าม กลายเป็นคนที่เหลวไม่สมกับการที่เกิดในตระกูลที่ดี. แต่ว่ากรรมที่ส่งเสริม หรือตัดทอนในที่นี้ ยังไม่เพ่งเล็งถึงว่าตัดขาดเสียทีเดียว ยังมีกรรมอีกประเภท
น.408 ๓๖๗ กรรมตามหลักแห่งพุทธศาสนา หนึ่ง ถ้ามีมาแล้ว เป็นตัดขาดเสียทีเดียว หมายถึงการทำที่ตรงกันข้ามโดย สิ้นเชิง. เช่นเกิดมาเป็นคนดีในตระกูลดี แล้วก็ทำเลวสิ้นเชิง เลยหมดความ เป็นคนดี กลายเป็นคนชั่วโดยสิ้นเชิง ในกรณีนั้น ในเรื่องนั้น ๆ. เมื่อ พิจารณาโดยหน้าที่ เราจะได้กรรมที่ปรุงแต่งให้เกิด, กรรมที่ส่งเสริมให้ยิ่งขึ้นไป กรรมที่บรรเทาให้เพลาลงมา และกรรมที่ตัดทอนให้ขาดเสียทีเดียว. ข้อควรสังเกตในที่นี้ก็คือว่า เราคนหนึ่ง ๆ มีกรรมต่าง ๆ กัน ทั้งใน อดีต ทั้งในปัจจุบัน และทั้งที่จะทำต่อไปในอนาคต เพราะฉะนั้นในสิ่งที่สมมติ เรียกว่าบุคคลคนหนึ่ง ๆ นี้ มีกระแสแห่งกรรมซับซ้อนยุ่งเหยิงเหลือที่จะสะสางได้ แต่ว่าเป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็นตัว. ถ้าหากว่ามันเป็นสิ่งที่เรามองเห็นตัวได้ ก็จะ รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ยุ่งเหยิงซับซ้อน ยิ่งกว่าของที่ยุ่งเหยิงซับซ้อนใด ๆ ในโลกเสียอีก, คือยิ่งกว่าขดด้ายปมด้ายที่มันยุ่ง หรืออะไร ๆ ที่เรียกว่ามันยุ่งเสียอีก. นี่เรียกว่า พิจารณาถึงกรรมโดยเอาหน้าที่ที่มันกระทำเป็นหลัก ทีนี้เราจะลองพิจารณาดูต่อไปอีกแง่หนึ่ง คือพิจารณาจากน้ำหนักของ กรรมนั้น ๆ โดย เอาน้ำหนักแห่งการกระทำเป็นเครื่องกำหนด ใน กรณีเช่นนี้ ท่านก็จำแนกกรรมไว้เป็น ๔ อย่างอีกเหมือนกัน. พระคัมภีร์ ท่านจัดกรรมไว้เป็น ๔ ชนิด ทุก ๆ หมวด. เมื่อเอาน้ำหนักเป็นเกณฑ์แล้ว กรรมที่ ๑ ก็เรียกว่า กรรมหนัก หรือ ครุกรรม. ถ้าเป็นอย่างฆราวาสก็เช่น ประกอบอนันตริยกรรม ฆ่าบิดามารดา ฆ่าพระอรหันต์ หรืออะไรทำนองนั้น. ถ้าเป็นเรื่องของภิกษุ ก็เป็นเรื่องทำกรรมชนิดที่หมดความเป็นภิกษุ ; หรือโดย ส่วนรวมก็คือกรรมชนิดที่ทำให้ตกสู่อบาย คือความชั่วชนิดถึงที่สุดไม่มียับยั้ง ;
น.409 อย่างนี้เรียกว่าครุกรรม แปลว่ากรรมหนัก. ทีนี้ ถ้ากรรมหนักชนิดนั้น ไม่มี, กรรมที่มีน้ำหนักรองลงมา ก็คือกรรมที่ทำมาก ๆ จนเคยชิน นี้ไม่หมายถึงกรรม หนัก แต่ว่าเป็นกรรมที่ทำบ่อย ๆ จนเคยชิน เรียกว่าพหุลกรรม หรือพหุลกกรรม. ที่รองลงมาอีกเป็นกรรมที่มีน้ำหนักรองลงมาอีก คือกรรมที่ทำเมื่อใกล้จะตาย ในขณะที่จะดับจิต เรียกว่า อาสันนกรรม. แต่มีข้อควรสังเกตว่า กรรมชนิด ที่ ๓ นี้ แม้จะมีกำลังน้อยหรือมีน้ำหนักน้อย แต่มันมีโอกาสที่จะให้ผลก่อนได้ เหมือนกัน เพราะว่าการกระทำที่ใกล้จะตายนั้น ท่านเปรียบว่าเหมือนกับผู้ที่ อยู่ริมประตู หรือมีโอกาสก่อน เขาก็มีโอกาสที่จะออกไปก่อนหรือให้ผลก่อน แม้จะเป็นตัวน้อยๆ. ท่านชอบเปรียบอุปมาว่าเหมือนกับวัวอยู่ในคอก ถ้าตัว ที่อยู่ใกล้ประตูคอกมี ตัวนั้นแหละมันจะออกได้ก่อน แม้จะเป็นลูกวัวตัวเล็ก มันก็มีโอกาสออกก่อน เพราะมันอยู่ใกล้ประตูคอก เพราะฉะนั้นกรรมที่ทำ เมื่อใกล้จะตาย แม้จะเล็กน้อยเพียงไร ท่านก็ถือว่ามันก็มีโอกาสที่จะให้ผลก่อน. ทีนี้ กรรมที่เบาไปกว่านั้นอันที่ ๔ เรียกว่ากตัตตาวาป่นกรรม คือกรรมสักว่า กระทำ ทำด้วยการสะเพร่า เหมือนท่านที่เป็นผู้พิพากษา จะลงโทษคนที่ทำ อะไรสะเพร่า ไม่ถือว่าเป็นโทษจากการกระทำนั้นๆ โดยตรง แต่เป็นโทษ ของการสะเพร่า อย่างนี้เรียกว่า กตัตตาวาปนกรรม คือเบาที่สุด. เมื่อเอา น้ำหนักเป็นเกณฑ์อย่างนี้ เราก็ได้ ครุกรรม กรรมหนัก, พหุลกรรม กรรมที่ทำ จนชิน, อาสันนกรรม กรรมที่ทำเมื่อใกล้จะตาย, กตัตตาวาปนกรรม กรรม ที่ทำเพราะสะเพร่า ซึ่งโดยที่แท้แล้ว ไม่ใช่ผลกรรมโดยตรง เป็นผลการสะเพร่า. รวมความว่า ในเรื่องกรรมนี้ เอาเวลาเป็นหลัก เราก็ได้ ๔ กรรม ; เอาหน้าที่เป็นหลัก ก็ได้ ๔ กรรม, จะเอาน้ำหนักเป็นหลัก ก็ได้ ๔ กรรม.
น.410 ๓๖๙ กรรมตามหลักแห่งพระพุทธศาสนา ทั้งหมดนี้ เป็นการรู้ไว้สำหรับศึกษาเรื่องกรรมกันเล่น. อาตมาใช้คำว่ากันเล่น ก็หมายความว่าจะรู้ก็ได้ ไม่รู้ก็ได้ แต่ความสำคัญส่วนใหญ่มันอยู่ตรงที่ว่า ขึ้นชื่อว่ากรรมแล้ว ก็ต้องให้ผล, และมันก็ซับซ้อนยุ่งเหยิง ยิ่งไปกว่า สิ่งใดหมด และมีโอกาสส่งเสริมตัดรอนบีบคั้นกันได้ ; เพราะฉะนั้นมันจึงเป็น โอกาสของสัตว์ที่จะกระทำดีให้มาก เพื่อจะไถ่ถอนกรรมชั่ว. กรรมชั่วที่เคยทำ มาด้วยความประมาทแต่กาลก่อนนั้น เรามีโอกาสที่จะไถ่ถอนเสียได้ด้วยการ กระทำกรรมดีให้มากเข้าไว้เรื่อย และอย่าให้ขาดสาย เป็นการกลบกรรมชั่วนั้น ให้หมดโอกาสที่จะให้ผล, ให้กรรมดีให้ผลแทนไว้เรื่อย กรรมชั่วนั้นก็จะเป็น อโหสิกรรมไปในตัวในที่สุด, เพราะว่าคนนั้นจะถึงที่สุดแห่งกรรมเสียก่อน เช่น นิพพานเสียก่อน ด้วยอำนาจการกระทำกรรม ที่ทำไว้เรื่อยไม่ขาดตอนนั้นเอง. นี่ เป็นเรื่องกล่าวตามหลักกรรมในชั้นศีลธรรม ที่เรามีโอกาสทำกรรมดีได้เรื่อย โดยไม่ต้องพูดอะไร โดยไม่ต้องกลัวว่าจะมาก โดยไม่ต้องกลัวว่าจะเป็น คนละโมบ. ในเรื่องการทำกรรมดีนี้ ขอยกเว้นในเรื่องความละโมบ คือ ไม่มีการกล่าวหาว่า ละโมบในการทำกรรมดี ไม่เหมือนกับการแสวงหาเงิน แสวงหาชื่อเสียง อะไรทำนองนั้น ซึ่งเมื่อเป็นไปในทางละโมบแล้ว เป็นเรื่อง ใช้ไม่ได้, แต่ส่วนการประกอบกุศลกรรมนี้ ไม่มีการเรียกว่าละโมบ จึงทำได้ โดยไม่มีขอบเขต. ข้อนี้ หมายความว่าต้องทำอย่างถูกต้อง จึงจะทำให้ได้รับ ผลดีด้วย และเป็นการครอบงำอำนาจของกรรมชั่วต่าง ๆ ที่เคยทำไว้แต่กาลก่อน ให้หมดโอกาสที่จะให้ผลด้วย. ทั้งหมดนี้ เป็นการจำแนกกรรมเป็นลักษณะ ต่าง ๆ กัน แล้วก็แสดงความสำคัญของมันให้เห็นชัด และแสดงวิธีที่เราจะ ปฏิบัติเกี่ยวกับกรรม.
น.411 เมื่อได้แสดงความหมายของคำว่ากรรม และประเภทของกรรม พอเป็น ที่เข้าใจแล้ว อาตมาอยากจะชี้ถึงเรื่องกรรมที่เป็นหลักสำคัญ ๒ ประเภท ดังที่ได้ กล่าวมาแล้วข้างต้น ซึ่งประเภทแรก เรียกว่ากรรมในแง่ของศีลธรรม และ ประเภทที่สอง คือกรรมในชั้นโลกุตตระ. หลักกรรมในแง่ของศีลธรรม นี้ เรามีข้อที่ควรรู้ในขั้นแรกที่สุด ว่ามันมีกฎว่าอย่างไร. กฎตามพระพุทธภาษิต ซึ่งท่านที่เคยสวดมนต์จะคงได้ สวดมาแล้ว มีอยู่ว่า กัมมัสสโกมหิ เราเป็นผู้มีกรรมเป็นของตน ; กัมมทายาโท เราจะได้รับมรดกคือผลของกรรม ; กัมมโยนิ เรามีกรรมเป็นเครื่องให้เกิดมา ; กัมมพันธุ เรามีกรรมเป็นญาติเป็นพวกพ้องของเรา ; กัมมปฏิสรโณ เรามี กรรมเป็นที่ต้านทานหรือเป็นที่พึ่ง ; ยัง กัมมัง กริสสามิ กัลยาณัง วา ปาปกัง ว่า เราทำกรรมใดไว้ ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม, ตัสส ทายาโท ภวิสสามิ เราจะ เป็นผู้รับมรดก คือผลของกรรมนั้น ; นี่ เรียกว่าเป็นกฎที่เกี่ยวกับกรรม ของ พระพุทธศาสนาในขั้นศีลธรรม. ที่เรียกว่า กัมมัสสโกมหิ เรามีกรรมเป็น ของตน นี่ก็เป็นการกล่าวโดยสมมติว่า มีสัตว์มีบุคคล และมีการกระทำที่ทำ ไปโดยเจตนาอย่างที่กล่าวแล้วข้างต้น ว่า เป็นทรัพย์สมบัติของเรา, ไม่มีสิ่งอื่น เป็นทรัพย์สมบัติอันแท้จริงของเรา นอกจากการกระทำของเรา. คำว่า กัมมหายาโท คำทายาโทหรือทายาท คือผู้ที่จะได้รับมรดก. เราเป็นผู้มีกรรม เป็นมรดก ที่จะได้รับต่อไปข้างหน้า. ที่ว่า กัมมโยนิ โยนิ แปลว่า กำเนิด หมายถึงการที่เราจะมีกำเนิดเป็นสัตว์เป็นคนขึ้นมา หรือเป็นอะไรก็ตามย่อมปรุง ขึ้นมาจากกรรม, ข้อนี้มีคำว่า กัมมวิญญาณัง (วิญญาณคือกรรม) เป็นหลัก : อาศัยกรรมหรือผลของกรรมที่คู่กันอยู่นั้นเองเป็นเครื่องปรุงแต่งการกำเนิดจึงมีได้.
น.412 ๓๗๑ กรรมตามหลักแห่งพระพุทธศาสนา ส่วนคำว่า กัมมพันธุ มีกรรมเป็นพวกพ้องเป็นเผ่าพันธุ์ นี้หมายความว่าเราต้องอยู่ ในท่ามกลางการแวดล้อมของผลกรรมนานาชนิด ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น : เราคนหนึ่ง ๆ ทำกรรมจนนับไม่ไหว และกรรมแต่ละกรรมจะต้องให้ผล และ เรายังต้องตกอยู่ในระหว่างการแวดล้อมของผลกรรมนานาชนิด นับเป็นร้อย เป็นพัน. คำว่า กัมมปฏิสสร์โณ นั้นหมายถึงที่พึ่งที่ต้านทานของเรานั้น ก็คือ กรรมอีกนั่นเอง ถ้าเราต้องการที่พึ่งที่ต้านทานแล้ว ก็ไม่มีอะไรนอกจากกรรม ที่ได้กระทำไว้ : ถ้าเราประสงค์จะอยู่ในฝ่ายดีเราก็ต้องการสิ่งต้านทานฝ่ายชั่ว ; ถ้าเราสมัครเป็นฝ่ายชั่ว ก็แปลว่าเราต้องการจะต้านทานในฝ่ายดี ; กลับกัน ดังนี้ก็ได้ แต่แล้วที่ต้านทานนั้นก็ไม่มีอะไรนอกจากกรรม ; ถ้าเราทำกรรม ใดไว้ ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม, ภาษาบาลีใช้คำว่า กัลยาณัง แปลว่า งาม ก็ตาม, ปาปกัง แปลว่า ลามก ก็ตาม, เราย่อมได้รับผลของกรรมนั้น. ทั้งหมดนี้ เป็นหลักกรรมในขั้นศีลธรรม. ขอให้เข้าใจว่าที่กล่าวมาแล้วนั้น เป็นการกล่าวกันในขั้นของศีลธรรม ในแง่ของศีลธรรม เพราะฉะนั้นจึงมีการจำแนกเป็นกรรมงามและกรรมลามก เป็นของคู่กัน เพราะเราเอาความรู้สึกของสัตว์ทั่วไปเป็นเกณฑ์. ความรู้สึก ตามธรรมดาของสัตว์ ย่อมไม่ชอบกรรมที่ไม่ถูกใจ ชอบแต่กรรมที่ถูกใจ จึงเกิดการแบ่งเป็น ๒ กรรมขึ้น. แต่โดยที่แท้แล้วตัวกรรมเองนั้น ไม่เข้าใคร ออกใคร ไม่อาจจะกล่าวว่าดีหรือชั่วได้ : ที่ว่าดีหรือชั่วขึ้นมานี้ เพราะคนไป บัญญัติเข้า คือไปบัญญัติสิ่งที่เราถูกอกถูกใจ ว่าเป็นกรรมดี, ที่เราไม่ถูกใจ ว่าเป็นกรรมชั่ว. แต่ถ้าเราเอาธรรมชาติเป็นหลักแล้ว มันก็ไม่อาจจะกล่าว ได้ว่าดีหรือชั่ว เพราะฉะนั้นการบัญญัติว่าดีหรือชั่วนี้ เป็นไปตามทางของศีลธรรม
น.413 คือความต้องการของสังคมในโลก. สิ่งใดตรงกับความต้องการของสังคม ก็เรียกว่าดี, นี่หมายถึงสังคมที่ปกติ ไม่ใช่สังคมวิปริต, ที่ไม่ตรงกับความ ต้องการของสังคม ก็ถูกจัดเป็นชั่ว. แต่ขอให้เข้าใจเสียชั้นหนึ่งก่อนว่า กรรม ๆ นั้น แท้จริงไม่ควรจะถือว่าดีหรือชั่ว โดยธรรมชาติ อาตมาจะเปรียบเทียบในเรื่องนี้ : บ้านเรือนอย่างในกรุงเทพ ฯ นี้ มันมีความหมายได้ ๒ แง่ คือจะว่าสวยงามหรือว่าสนุกสนานก็ได้, ว่าไม่สวยไม่งาม ไม่สนุกสนานเลยก็ได้. คนหนึ่งมองด้วยสายตาหรือกิเลสของเขา ก็เห็นว่า สวยงาม อีกคนหนึ่งมองด้วยสายตา หรือความรู้สึกของเขา ซึ่งอยู่เหนือกิเลส ก็เห็นว่าไม่สวยไม่งาม กลับเป็นที่น่ารำคาญ หนวกหูอึกทึกครึกโครม ชวนให้ เกิดความรำคาญมากกว่า. ส่วนตัวกรุงเทพ ฯ เอง ที่จริงมันไม่อาจจะกล่าว ได้ว่าสนุกหรือไม่สนุก สวยงามหรือไม่สวยงาม มันแล้วแต่ความรู้สึกของคน ผู้บัญญัติจะว่าอะไรก็ได้ แล้วแต่กิเลสหรือความรู้สึกของเขา. เราจะเข้าใจได้อีก อย่างหนึ่งว่า ตามความจริงของธรรมชาตินั้น ตัวธรรมชาติมิอาจจะกล่าวได้ว่า ดีหรือชั่ว งามหรือไม่งาม เป็นต้น แต่แล้วคนไปบัญญัติเข้าตามความต้องการ ของผู้บัญญัติ จะเป็นบุคคลหรือเป็นหมู่คณะก็ตาม. ฉะนั้นในขั้นศีลธรรมนี้ เราบัญญัติกรรมชนิดที่ทุกคนปรารถนา คือไม่เป็นการเบียดเบียนตนไม่เบียดเบียน คนอื่น หรือไม่ทำให้ใครเดือดร้อนนั้น ว่าเป็น กรรมงาม หรือ กรรมขาว. พระพุทธเจ้าท่านทรงใช้คำว่า กรรมขาว ก็มี กรรมงาม ก็มี ส่วนการกระทำ ที่ทำคนให้เดือดร้อน ทำให้ไม่มีใครปรารถนานั้น เรียกว่า กรรมชั่ว หรือ กรรมดำ ; เลยเกิดเป็น ๒ กรรมขึ้น.
น.414 ๓๗๓ กรรมตามหลักแห่งพระพุทธศาสนา ส่วนข้อที่เราจะต้องเป็นทายาท คือต้องรับผลของกรรมโดยตรงนั้น เป็นเพราะว่าการกระทำนั้น มันมีผลเกิดขึ้นในตัวการกระทำนั้นเอง จึงแบ่งให้ คนอื่นไม่ได้ มันมีผลติดอยู่ในตัวการกระทำนั้นเอง, ซึ่งเราจะพิจารณากันต่อไป ถึงข้อที่พระองค์ตรัสว่า ทำกรรมไว้อย่างใด ก็จะได้รับผลของกรรมนั้น. ในเรื่องนี้ พระองค์ตรัสเป็นอุปมาเปรียบเทียบว่า หว่านพืชลงไปเช่นใด เราจะ ได้เก็บเกี่ยวผลเช่นนั้น เช่นว่าเราหว่านเมล็ดข้าวเปลือกลงไปเป็นพืช เราก็จะได้ เก็บผลเป็นข้าวเปลือก, ถ้าเราหว่านพืชเป็นถั่วเป็นมันลงไป เราก็จะได้เก็บผล เป็นถั่วเป็นมันตามที่เราได้หว่านลงไป. ทีนี้ ถ้าเราหว่านพืชของกรรมขาวลงไป เราก็ได้รับผลขาวหรือดี, หว่านพืชของกรรมดำลงไป เราก็ได้รับผลที่เรียกกัน ว่าชั่ว, นี่เรียกว่าเป็นผู้รับมรดกโดยตรง, โดยถูกต้องที่สุด, ของกรรมที่กระทำ. กรรมที่คนกระทำ หรือสัตว์กระทำนั้นเอง กลับย้อนหลังมาเป็นสิ่งที่จะแบ่งแยก คนหรือสัตว์นั้นเสียเอง ว่าเป็นคนดีหรือคนไม่ดี. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า กมฺมํ สตฺเต วิภชติ ยทิทํ หีนปูปณีตตาย ซึ่งแปลว่า กรรมคือการกระทำ เป็น เครื่องจำแนกสัตว์ให้ดีหรือให้เลว ; เพราะตัวกรรมมันก็อยู่ที่ตัวบุคคล, ความดี หรือเลว มันก็อยู่ที่ตัวกรรมนั้น ๆ ฉะนั้นการกระทำนั้นเอง เป็นตัวชี้ระบุบุคคล ว่าดีหรือเลว อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แยกออกจากกันไม่ได้ จึงถือว่ากรรมเป็นสิ่งที่ จำแนกบุคคลให้เป็นคนชนิดไหน คือเป็นคนดำไปตามกรรมดำ หรือเป็นคนขาว ไปตามกรรมขาว : นี่เรียกกฎแห่งกรรมในแง่ของศีลธรรม เมื่อเราได้ศึกษาเรื่องกรรมดังที่ได้กล่าวมานี้ เราควรจะเข้าใจว่า กฎ เรื่องกรรม นั้น อำนาจเด็ดขาดมันอยู่ที่ตัวกรรม : ไม่ต้องอาศัยสิ่งอื่นใด นอกจากกรรม เข้ามาประกอบอีกแล้ว มันก็สามารถที่จะเป็นไปได้จนถึงที่สุด
น.415 หรือเด็ดขาด ไม่มีอะไรมาแทรกแซงได้. การศึกษาเรื่องกรรม ทำให้เรา มีความเชื่อตัวเองโดยเด็ดขาดยิ่งขึ้นดังนี้ จึงสมกับที่พระพุทธเจ้าท่าน ได้ตรัสว่า ต้องทำที่พึ่งเอาเอง หรือว่าตนเป็นที่พึ่งของตนเอง อย่าเอาสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง. เหมือนกับที่เรายึดถือเอาพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งเรื่อย ๆ มา ตามแง่ของศีลธรรม ; แต่ครั้นถึงตัวจริง คือในขั้นศาสนา ซึ่งจะต้องปล่อยวางความยึดถือในสิ่งทั้งปวง เรื่องก็กลายเป็นว่า เราต้องพึ่งตัวเราเอง ; พระรัตนตรัยหมดความสามารถอัน แท้จริงที่จะช่วยได้. อาศัยกฎแห่งกรรมดังที่กล่าวนี้ การพึ่งตัวของตัวจึงเป็น ไปได้ และเป็นไปได้จนสำเร็จถึงที่สุดด้วย. เราควรจะมีความแน่ใจในเรื่องกรรม โดยพิจารณาดูตามหลักต่อไป อีกชั้นหนึ่ง คือว่าถ้าคนเรามีความเข้าใจในเรื่องกรรมแล้ว จะไม่มีการยึดถือ เกี่ยวกับฤกษ์ยาม หรือดวงดาวต่าง ๆ ทั้งนี้เพราะว่ากรรมเป็นสิ่งที่เด็ดขาดในตัว มันเอง. เมื่อพูดถึงประโยชน์ที่จะพึงได้ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ประโยชน์ นั้นแหละเป็นตัวฤกษ์ยาม เป็นตัวฤกษ์ดียามดีอยู่ในตัวประโยชน์แล้ว ขอให้เรา ทำให้สำเร็จประโยชน์ก็แล้วกัน ต้องการประโยชน์อย่างไหนก็ตามใจ ; ประโยชน์ เป็นทรัพย์ เป็นลาภ เป็นชื่อเสียง เป็นมรรค ผล นิพพาน หรืออะไรก็สุดแท้, นี้เรียกว่าประโยชน์, ประโยชน์นั้นเองเป็นตัวฤกษ์อยู่ในประโยชน์เองแล้ว ฉะนั้น จงเพ่งเล็งที่ประโยชน์ อย่าไปเพ่งเล็งที่ฤกษ์ยาม : ให้ถือเอาฤกษ์ยามที่การ ประพฤติประโยชน์, ให้ตัวประโยชน์จริง ๆ เป็นตัวฤกษ์ยาม. พระพุทธเจ้า ท่านตรัสว่า อตฺโถ อตฺถสฺส นกฺขตฺตํ ตัวประโยชน์นั้นแหละเป็นดาวฤกษ์ หรือ ฤกษ์ยามที่ดีอยู่แล้ว, ก็ กริสฺสฺติ ตารกา ดวงดาวบนท้องฟ้าจะทำอะไรให้ได้, นกฺขตฺตํ ปฏิมาเนนฺตํ อตฺโถ พาลํ อุปจฺจคา ตัวประโยชน์ที่แท้จริง จะผ่านคน ที่มัวแต่นั่งคำนวณดวงดาวไปเสีย, ท่านตรัสไว้ดังนี้. นี่เป็นเรื่องชี้ระบุถึงการที่ กรรมไม่ขึ้นอยู่ในอำนาจของดวงดาว หรือฤกษ์ยามต่าง ๆ.
น.416 ๓๗๕ กรรมตามหลักแห่งพระพุทธศาสนา โดยทางวิทยาศาสตร์เรายอมรับ, ไม่ใช่ปฏิเสธ, เรายอมรับว่าดวงดาว ต่างๆ ซึ่งมีความดึงดูดสัมพันธ์กันอยู่กับโลกนี้ ย่อมมีอิทธิพลอยู่เหนือการเกิด การตายของสัตว์โลกเป็นธรรมดา ย่อมมีผลอย่างใดอย่างหนึ่งเหนือการเกิด เหนือชีวิตวิญญาณของสัตว์. ข้อเท็จจริงเหล่านี้ เราไม่ปฏิเสธ แต่เรามอง เห็นชัดจนถือว่ามันมีอำนาจ หรือมีกำลังน้อยเกินไป จนไม่สามารถจะต้านทาน กับแรงกรรม ฉะนั้นเราจึงยึดถือกรรมเป็นหลัก แปลว่าไม่ได้ยึดถือฤกษ์ยามหรือ ดวงดาวหรือสิ่งภายนอกเช่นนั้น ถ้าถือตามหลักของพระพุทธศาสนาแล้ว ก็ถือ ตามพระพุทธภาษิตที่ว่ากายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่ถูกต้องงดงามบริสุทธิ์ นั้น เป็นฤกษ์ดียามดีอยู่ในตัวแล้ว. พระบาลีมีตรัสไว้ดังนี้ สุนฺขตฺตํ สุมงคลํ สุปภาฑ์ สุหฺฎฐิตํ สุขโณ สมุหฺตฺโต ฯลฯ แปลว่า นักขัตฤกษ์ที่ดี มงคลที่ดี วันดี การบวงสรวงดี ขณะดี ยามดี และอะไรดี ๆ ทั้งหมดนั้น คือการกระทำทางกาย วาจาใจที่ดี. ทีนี้ เรายังมีสิ่งอื่นอีกนอกจากดวงดาวหรือฤกษ์ยาม สิ่งนั้นคือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่นน้ำมนต์ เป็นต้น. น้ำมนต์หรือน้ำศักดิ์สิทธิ์นี้ เป็นสิ่งที่ เป็นปฏิปักษ์หรือตรงกันข้ามจากหลักกรรมโดยสิ้นเชิง. เขาได้ถือกันอยู่ก่อน พระพุทธเจ้า. เมื่อพระพุทธเจ้าได้อุบัติขึ้นในโลก ก็ทรงปฏิเสธสิ่งเหล่านี้ โดยตรัส ว่าถ้าสัตว์จะบริสุทธิ์กันได้ เพราะน้ำในแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์นี้แล้ว พวกกบ เต่า นาก จรเข้ หรือสัตว์ในน้ำต่าง ๆ ก็จะพลอยไปสวรรค์กันหมด เพราะน้ำศักดิ์สิทธิ์ นั้น ๆ. ท่านจะหัวเราะหรือไม่หัวเราะก็สุดแท้ แต่ว่าถ้ามันทำกันได้ง่าย ๆ อย่างนั้นแล้ว ก็ไม่มีใครที่จะต้องตกนรก เพราะว่าน้ำในแม่น้ำคงคา ยมนา ฯลฯ ก็ศักดิ์สิทธิ์ หรือถ้าไม่มีน้ำในแม่น้ำคงคา เราเอาน้ำมาเสกอย่างหนึ่งอย่างใด ให้เป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ คนก็จะพ้นทุกข์ หรือไปสวรรค์กันหมดด้วยวิธีง่าย ๆ นั้น.
น.417 ที่นี้จะพิจารณากันต่อไปอีกถึงชาติกำเนิด : การที่ถือว่าเรามีกำเนิด สูงเป็นกษัตริย์หรือพราหมณ์ หรือมีกำเนิดออกมาจากบิดามารดาที่มีกำเนิดสูง แล้วก็จะเป็นคนสูงคนดีไปตาม เช่นนี้ผิดหลักกรรม หรือผิดหลักของพุทธศาสนา. พระพุทธเจ้าตรัสว่า จะเป็นคนชั่ว คนไม่ดี เพราะกำเนิดในตระกูลต่ำ ก็ไม่ใช่ จะเป็นคนสูง เพราะกำเนิดในตระกูลสูง ก็ไม่ใช่ ; โดยที่แท้คนจะดี เพราะทำ กรรมดี ชั่วก็เพราะทำกรรมชั่ว ดังนี้. ฉะนั้นเราไม่ควรทะนง หรือไม่ควรไว้ใจ ในเรื่องที่ว่ามีกำเนิดดี ; เราจะต้องเป็นผู้ไม่ประมาทในการที่จะประกอบกรรมดี อยู่เสมอ จึงจะได้มีโอกาสในการที่จะเดินไปตามทางของกรรมให้ถูกต้อง จนถึง กับได้รับผลของกรรมชนิดที่ตนปรารถนา. นี่เป็นการแสดงว่าเราจะตลบแตลง หรือจะเล่นตลกกับกรรมนั้นไม่ได้. ถ้ายังเล่นตลกกับกรรม เช่นยังเชื่อศาลพระภูมิ ยังเชื่อน้ำมนต์ ยังเชื่อฤกษ์ยาม เรื่องต่าง ๆ นี้ ไม่มีทางที่จะกล่าวได้ว่า เป็นผู้ ถือกฎแห่งกรรม แล้วไม่มีโอกาสจะเดินไปตามทางที่ถูกต้องของกรรม. กฎแห่ง กรรมจะไม่ช่วยบุคคลคนนั้น ให้เป็นผู้ที่ทำตนให้เป็นที่พึ่งแก่ตน ได้เลย และ จะกลายเป็นทาสของสิ่งต่างๆ เหล่านั้นไม่มีที่สิ้นสุด. ถ้าเราต้องการจะให้เรา มีความจริงสูงถึงขนาดที่ตนเป็นที่พึ่งแก่ตนได้ ตามหลักของพระพุทธเจ้าแล้ว เราต้องเดินตามกฎของกรรมให้ถูกทาง อย่างที่ว่ามานี้. ทีนี้ ข้อต่อไปที่เราจะพิจารณากัน ก็คือเรื่องการหลงทาง หรือการ เดินผิดทาง. การเดินผิดทางนี้ ข้อแรกที่สุด ก็คือปัญหาอย่างที่เรามีกันอยู่ เดี๋ยวนี้ทั่ว ๆ ไป ว่าคนนี้ทำดีแล้วทำไมไม่ได้ชื่อเสียง ไม่รวย ; ส่วนคนนี้ไม่ได้ ทำดีอะไรเลย ทำชั่ว แล้วมีชื่อเสียง หรือรวยอย่างนี้เป็นต้น, เป็นปัญหาทั่วไป หมด ที่ไหนก็มักจะถามอย่างนี้. นี้เพราะความหลงผิดในเรื่องกรรมและผล
น.418 ๓๗๗ กรรมตามหลักแห่งพระพุทธศาสนา ของกรรมนั้นเอง. อาตมาอยากจะขอย้ำเรื่องนี้อีกว่า สิ่งที่เรียกว่ากรรมนั้น คือ ตัวการกระทำ ; จะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่วก็ตาม มันมีการบัญญัติอยู่ที่ตัวการ กระทำนั่นเอง มันจึงเป็นกรรมดีกรรมชั่วได้เสร็จแล้ว ตั้งแต่เมื่อกระทำ คือถ้า เราไปทำเข้าในลักษณะที่บัญญัติว่าเป็นกรรมดี มันก็เป็นการดีแล้วมันก็ได้ความดี อยู่ในตัวการกระทำนั้นเสร็จ. ทางฝ่ายทำกรรมชั่วก็เหมือนกัน มันชั่วเสร็จ ตั้งแต่ทำเสร็จ. ทีนี้มันมีของทำให้หลงสับสนได้ คือผลพลอยได้ของความดี หรือความชั่ว เช่นเงินทองชื่อเสียงเป็นต้น. ผลพลอยได้เหล่านี้เป็นสิ่งที่สับสน คือจากการทำดี จะได้เงินได้ทองได้ชื่อเสียงก็ได้, จากการกระทำชั่วจะได้เงิน ได้ทองได้ชื่อเสียงก็ได้. เงินหรือชื่อเสียงที่ได้มานั้น มันคล้ายกันก็จริง แต่มัน จะต่างกันลิบ : ถ้าเงินได้มาจากการทำดี ต้องถือว่าเป็นเงินดี, ถ้าเงินได้มา จากการทำชั่ว ต้องถือว่าเป็นเงินชั่ว ; ชื่อเสียงที่ได้มาจากการทำดี เป็นชื่อเสียง บริสุทธิ์, ชื่อเสียงที่ได้มาจากการหลอกลวง ก็เป็นชื่อเสียงปลอม ; ฉะนั้น คนทำดี ต้องได้ดี แล้วได้ผลพลอยได้ที่ดี เช่นเงินหรือชื่อเสียงที่ดี หรืออาจจะ ไม่ได้เลยก็ได้ ; คนทำชั่วต้องได้ชั่วเสร็จ แล้วก็ได้ผลพลอยได้ เป็นเงินชั่ว เป็นชื่อเสียงปลอม ชื่อเสียงชั่ว หรืออาจไม่ได้เลยก็ได้. มันแน่นอน ไม่มีทาง ที่จะปะปนกันได้ ระหว่างชั่วกับดี. แต่ถ้าคนมีกิเลสหนาเกินไป ก็จะเห็นว่า ถ้าเป็นเงินแล้ว ดีทั้งนั้น ก็เลยเอาไปปนกันได้ทั้งดีและชั่ว แล้วมันก็ยุ่ง. สำหรับผลของกรรมอันแท้จริง นั้น ไม่ใช่เงิน ไม่ใช่ชื่อเสียง ไม่ใช่สิ่งที่ได้ตามที่อยาก. ผลของกรรมแท้ ๆ คือความดี หรือความชั่ว มีอยู่ ในตัวการกระทำนั้นเสร็จ, ทำดีดีเสร็จ ทำชั่วชั่วเสร็จ ตั้งแต่เมื่อทำ. ถ้าเรา จะเอาสิ่งที่อยากได้ตามต้องการนั้น มาเป็นเครื่องวัดแล้ว ย่อมใช้ไม่ได้ มันจะ
น.419 เป็นศาสนา หรือเป็นกฎเกณฑ์ของสุนัขหรือแมวไปทีเดียว คือกลับไปถืออะไร ที่เป็นการได้ตามชอบใจของตนว่า เป็นการถูกต้องเป็นความยุติธรรมหรือเป็นสิ่ง ที่ดีไป, เราต้องดูอีกทีหนึ่ง ว่าสิ่งที่จะได้มานั้นมันดีหรือชั่ว คือได้มาจากการ กระทำที่ดีหรือชั่ว. การเป็นเงินดีหรือเงินชั่วนั้น มันจะเข้ามาตามสาย คือ ถ้าได้มาจากกรรมดี ก็เป็นเงินดี ได้มาจากกรรมชั่ว ก็เป็นเงินชั่ว และก็คงชั่ว ตลอดไป. เงินดีเอามากินมาใช้เลี้ยงบุตรภรรยา เขาเหล่านั้นก็พลอยเป็นดีไป. ถ้าเอาเงินชั่วมากินมาใช้ มาเลี้ยงบุตรภรรยา ก็พลอยพาให้เป็นคนชั่วไป ทั้งครอบครัว. ไม่มีทางจะยกเว้น, แต่เป็นสิ่งที่มองไม่เห็น, นี่แหละเรียกว่า ทางที่จะหลงผิดในข้อแรกที่สุด คือหลงว่าทำดีไม่ได้ดี ทำชั่วไม่ได้ชั่ว. แต่ ที่แท้แล้ว มันเด็ดขาด คือทำดีดีแน่ ทำชั่วชั่วแน่ และดีเสร็จชั่วเสร็จ ตั้งแต่ เมื่อทำนั่นเอง. ส่วนผลพลอยได้ ก็ได้มาในลักษณะที่ดี หรือชั่วตามกรรมนั้นๆ. อย่าไปหลงว่ารูปร่างมันเหมือน ๆ กัน หรือเห็นเป็นของอย่างเดียวกัน ; ให้ กำหนดคำว่าเงินชั่ว หรือเงินดี ชื่อเสียงจริง หรือชื่อเสียงปลอม ไว้ให้แม่นยำ ก็จะไม่มีทางสับสนในเรื่องกรรม. ความหลงผิดในเรื่องกรรมข้อต่อไป ก็คือความหลงผิดในขณะ ที่กรรมชั่วหรือกรรมดีที่แท้จริง ยังไม่ทันจะได้แสดงผลขั้นต่อ ๆ ไป. อาตมา ได้กล่าวแล้วว่า ทำดีดีเสร็จตั้งแต่เมื่อทำ, ทำชั่วชั่วเสร็จตั้งแต่เมื่อทำ แต่ว่าผล ของกรรมที่จะเป็นผลสะท้อนเป็นขั้น ๆ สืบไปนั้นยังมีอีก ; และอีกอย่างหนึ่ง ก็ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า กรรมนั้นมีมากหลายชนิดด้วยกัน กรรมบางชนิด จะให้ผลในการเกิดคราวต่อไป, บางชนิดให้ผลในการเกิดคราวต่อๆ ไปอีก, ฉะนั้นจึงมีกรรมอยู่บางประเภท ที่ไม่ให้ผลทันที. ทีนี้ ก็จะมีทางหลงผิดสืบไป
น.420 ๓๗๙ กรรมตามหลักแห่งพระพุทธศาสนา ในข้อที่ว่า กรรมที่ได้กระทำลงไปแล้ว และยังไม่ทันให้ผล แต่มีกรรมอื่นมา ให้ผลแทรกแซงเสียก่อน อย่างตรงกันข้ามอย่างนี้ ตนก็จะเกิดความน้อยใจ ว่าทำดีไม่ได้ดี ทำชั่วไม่ได้ชั่ว. ในกรณีเช่นนี้ ขอให้ท่านกำหนดไว้ว่า เพราะ กรรมนั้น ๆ ยังไม่ทันจะให้ผล. สำหรับกรรมที่เป็นบาปนั้น พระพุทธเจ้า ตรัสว่า มธุวา มญฺญตี พาโล แปลเป็นไทยก็ว่า คนพาลย่อมสำคัญบาปว่าเป็น น้ำผึ้ง, ยาวปาปํ น ปจฺจติ ตลอดเวลาที่บาปยังไม่ทัน ให้ผล คือชั่วขณะที่ กรรมยังไม่ทันให้ผลนั้น คนพาลก็ยังสำคัญว่าบาปนี้เป็นน้ำผึ้ง คือหวาน, แต่พอถึงคราวที่กรรมให้ผลเข้า เขาก็จะต้องเสวยทุกข์ จะต้องนั่งหน้ามีน้ำตา. ที่ตรัสเช่นนี้ ก็เพื่อจะแสดงว่า กรรมบางประเภทไม่อาจจะให้ผลทันตาทันใจ และกรรมที่เป็นบาปนั้น จะมีลักษณะเป็นน้ำผึ้งคือหวานไปก่อน สำหรับคนพาล ด้วย, แต่ไม่ใช่แก่คนทั่วไป ; เป็นอันว่าบาปที่ยังไม่ทันให้ผลนั้น จะพรางตา อย่างยิ่ง. สำหรับผลพลอยได้จากบาปนั้น จะเป็นเงินชั่วหรือเป็นชื่อเสียง ปลอมก็ตาม, ชื่อเสียงปลอมหรือเงินชั่วนั้น จะเป็นน้ำผึ้งไปพลางก่อน และจะทำ ให้คนนั้นเสียนิสัย เสียจิตใจ เสียคุณสมบัติ เสียอะไรต่างๆ ในที่สุดก็กลายเป็น ยาพิษขึ้นในวันหนึ่งโดยแน่นอน. นี่ความสำคัญผิดข้อที่สอง ที่อาจจะเกิด มาจากการที่บาปหรือบุญก็ตาม ยังไม่ทันจะให้ผล. ทีนี้ข้อที่ทำให้สำคัญผิดในข้อต่อไป ก็คือว่าอาจจะมีบางคนคิดว่า มีที่ซ่อนเร้น หรือเล่นตลกกันกับกรรม. คนที่ไม่ได้ศึกษาเพียงพอ หรือว่า มีสิ่งแวดล้อมไม่ดี หรือคนสำมะเลเทเมา จะมีความประมาทถึงขนาดที่ว่าคิดจะ เล่นตลกกับกรรม. ในเรื่องนี้ พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่มีที่หลบ ไม่มีที่ซ่อน จากการต้องรับผลของกรรม คำบาลีนั้นมีว่า น อนุตลิกฺเข น สมุทฺทมฺเฌ น
น.421 ปพฺพตานํ ฯลฯ ซึ่งแปลว่า อยู่เสียบนสวรรค์ก็ตาม อยู่ในอากาศก็ตาม อยู่ในเหวลึกก็ตาม ก้นมหาสมุทรก็ตาม, ที่ซึ่งเขาจะไม่ต้องรับผลของ กรรมที่เขากระทำไว้นั้น จะหาไม่ได้ คือไม่มี. ทีนี้ บางคนอาจจะเข้าใจ ผิดว่าเราสามารถทำกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อชดเชยกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง : ผืนใจทำกรรมดีเล็ก ๆ น้อย ๆ ชนิดที่ตนไม่ประสงค์จะทำ เพื่อกลบเกลื่อนบาป ที่เคยทำไว้ตั้งมากมาย ตามนิสัยสันดานของการที่เป็นคนพาล เพราะมีความคิด ความหวังว่าจะเล่นตลกกับกรรม. พวกนักเลงมักชอบพูดกันถึงกับว่า จะชวน ยมพบาลเป็นเกลอบ้าง หรือว่าจะเขียนหนังสือเอกสารเท็จบ้าง อะไรบ้าง นี่ก็ เป็นเรื่องที่มีความคิดมาจากการที่ว่าเขาหาหนทางต่าง ๆ นานา ที่จะเล่นตลกกับ กรรม. พวกบัณฑิตหรือผู้ที่มีความรู้อันถูกต้อง ไม่มีความคิดเช่นนี้, คงยึดถือ ได้ตามหลักของกรรมในฝ่ายศีลธรรม ว่ากรรมดีคืออย่างนั้น ๆ กรรมชั่วคือ อย่างนั้น ๆ ผู้ทำจะได้รับผลตามสมควรแก่การกระทำ อย่างไม่มีทางจะหลีกเลี่ยง ได้เลย และโดยเฉพาะที่เราจะต้องถือเป็นมนต์เป็นบทมนต์สำหรับคุ้มครองก็คือว่า ทำดีดีเสร็จ ทำชั่วชั่วเสร็จ ตั้งแต่มีการกระทำ ผลพลอยได้นั้นไม่เป็น ประมาณ ; แต่ถึงอย่างไรผลพลอยได้นั้น ก็ต้องสมแก่กรรมเหมือนกัน คือ จะต้องดีหรือชั่วไปตามกรรมเหมือนกัน. ขอแต่ให้ดูให้ดี ๆ ก็แล้วกัน อย่าไป เข้าใจผิดจนสับสน. นี้ เรียกว่ากฎเรื่องกรรม ในแง่ของศีลธรรมนั้น มีอยู่ ดังที่กล่าวมานี้. ทีนี้ เราจะพิจารณากันต่อไป ถึงหลักกรรมที่เป็นขั้นโลกุตตระของ พุทธศาสนา ข้อนี้ก็คือเราได้ศึกษามาถึงวิธีประพฤติปฏิบัติ ที่จะทำให้
น.422 ๓๘๑ กรรมตามหลักแห่งพระพุทธศาสนา มีอำนาจอยู่นอกเหนือกรรม หรือผลของกรรม. อาตมาอยากให้ท่าน ทั้งหลาย ได้ทราบถึงกรรมอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ คือกรรมที่ ไม่ดำไม่ขาว : ในขั้นของศีลธรรม เรามีกรรมดำกรรมขาว หรือกรรมดีกรรมชั่ว ; แต่ในขั้นของโลกุตตระ มีกรรมอีกประเภทหนึ่ง คือไม่ดำไม่ขาว และเป็น ที่สิ้นสุดแห่งกรรมทั้งหลาย. กรรมชนิดที่ไม่ดำไม่ขาวนี้ จะเป็นที่สิ้นสุดแห่ง กรรมทั้งหลายทั้งดำและขาว. ฉะนั้นจึงหมายความว่า มันมีการกระทำกรรม อีกชนิดหนึ่งทางฝ่ายโลกุตตระ ที่จะทำให้อยู่เหนืออำนาจกรรมตามแบบของ ศีลธรรมโดยสิ้นเชิง. ข้อแรกที่สุดที่เราจะต้องศึกษา ก็คือว่า เราพิจารณาดูให้ดีๆ ว่า กรรมดีก็ตาม กรรมชั่วก็ตาม ที่มันให้ผลขึ้นมาแล้ว มันเป็นความดับทุกข์หรือไม่ มีทุกข์โดยแท้จริงหรือเปล่า. ข้อนี้เราจะต้องเอาเรื่องประจำวันมาเป็นตัวอย่าง สำหรับพิจารณา : ถ้าจะให้เราต้องนั่งร้องไห้ทั้งวัน เพราะเสวยผลของกรรมชั่ว เราจะทนได้ไหม ? ขอให้ลองคิดดู. กรรมดีชนิดไหนก็ตาม ได้เงินก็ตาม ได้ชื่อเสียงก็ตาม ได้วัตถุแห่งกามคุณอย่างเต็มเปี่ยมก็ตาม แล้วให้นั่งยิ้มกริ่ม สุขใจเสวยสุขเวทนานั้นอยู่ทั้งวันทั้งคืนตลอดไป เราจะทนไหวไหม ? ในที่สุด เราจะพบว่าทั้งสองฝ่ายนั้น มันเป็นการทำให้เกิดความหนัก หรือความทน ทรมานเท่ากัน. เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงได้ตรัสข้อปฏิบัติของพระองค์ โดยเฉพาะ ให้ละเสียทั้งความยินดีและยินร้าย ให้ละเสียทั้งอภิชฌา และโทมนัส, คือให้ละเสียทั้งความยินดียิ้มกริ่มอิ่มใจเสมอ และให้ละเสียทั้งการที่จะโทมนัส น้อยใจด้วย, แปลว่าไม่มีดีใจหรือเสียใจโดยสิ้นเชิง. ถ้าเราไปพิจารณาดูจน เห็นว่า ถ้าให้นั่งร้องไห้ทั้งวันก็ทนไม่ไหว นั่งยิ้มกริ่มทั้งวัน ก็ทนไม่ไหวจริง ๆ
น.423 เราก็จะเกิดความต้องการสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสอนขึ้นมาทันที คือวิธีปฏิบัติ ชนิดหนึ่ง ที่ไม่ทำให้เรานั่งร้องไห้และก็ไม่ต้องยิ้มกริ่มทั้งวันทั้งคืน : นี้คือ การปฏิบัติขั้นมรรคมีองค์แปด หรือสติปัฏฐานสี่ หรือข้อปฏิบัติขั้นสูงต่าง ๆ ที่จะละเสียซึ่งอภิชฌาและโทมนัส หรือละเสียซึ่งความยิ้มกริ่มและความโทมนัส. นี่เอง เป็นเงื่อนต้นที่เราจะเทียบเคียงไปได้ตามลำดับว่า กรรมดีก็เหลือทน ! กรรมชั่วก็เหลือทน ! ถ้าต้องให้หมกอยู่กับผลของกรรมดีตลอดไป หรือกรรมชั่ว ตลอดไป มันก็เหลือทนเท่า ๆ กัน ! มันเป็นการแบกหามที่หนักกันคนละอย่าง. กรรมชั่วนั้นเป็นการแบกหามชนิดที่ทำความเจ็บปวดให้ด้วย, ส่วนกรรมดีนั้น มันทำให้เกิดการแบกหามชนิดที่สนุกสนานร่าเริงไม่รู้สึกตัว ให้หลงทนไปได้ ส่วนความเป็นอิสระที่แท้จริงนั้น ได้แก่การที่ไม่ตกอยู่ใต้อำนาจของทั้งกรรมดี และกรรมชั่ว นี่คือเรื่องที่จะพ้นจากกรรม หรือกลายเป็นโลกุตตระไป. หลักของพระพุทธศาสนา มีการปฏิบัติอีกระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นไป เพื่อพ้นจากกรรม อยู่เหนือกรรมโดยสิ้นเชิง ; หลักอย่างนี้ไม่เฉพาะแต่ใน พุทธศาสนาเรา แม้ในศาสนาอื่นที่เป็นคู่แข่งกันเช่นศาสนาไชนะ หรือนิคันถะนั้น เขาก็มีโมกษะ ซึ่งพ้นจากกรรมเหมือนกัน : นิพพานของเขา ก็คือพ้นจากกรรม แต่เขายังไปมีตัวมีตนที่ถาวรชนิดหนึ่งอยู่. ส่วนเราพ้นจากกรรมโดยสิ้นเชิงแล้ว โดยไม่ต้องมีตัวตน เพราะว่าการที่พ้นจากกรรมโดยสิ้นเชิง แล้วไปมีตัวมีตน ชนิดหนึ่งอยู่นั้น เป็นไปไม่ได้ : ตัวตนจะต้องอยู่ได้ด้วยกรรมด้วยผลของกรรม. พุทธศาสนาแปลกจากเขาทั้งหมด ตรงที่ว่า พ้นจากกรรมแล้ว ก็เป็นความ ดับสนิทโดยสิ้นเชิง.
น.424 ๓๘๓ กรรมตามหลักแห่งพระพุทธศาสนา ในพระบาลีมีคำที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ต้องละเสียได้ทั้งบุญทั้งบาป คือ ทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว จึงจะเป็นผู้หลุดรอดออกไปได้ ไม่เกี่ยวข้องอยู่ในสิ่งใด ๆ คือไม่เกี่ยวในภพอีกต่อไป ถ้ายังละบุญบาป คือดีชั่วไม่ได้ ก็จะต้องเกี่ยวข้อง อยู่กับภพ คือการเกิดใหม่เป็นใหม่ เกิดอีกเป็นอีก อยู่เสมอไป ตามอำนาจ ของกรรมดีและกรรมชั่วนั้น. ขึ้นชื่อว่ากรรมแล้ว จะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่ว ก็ตาม ล้วนแต่มีอำนาจบังคับให้สัตว์นั้นต้องเวียนว่ายไปในวัฏฏสงสาร โดย เท่ากัน : กรรมดีก็ปรุงแต่งไปในทางให้เกิดดี, เป็นวัฏฏสงสารต่อไป, กรรมชั่วก็ปรุงแต่งให้เกิดชั่ว เป็นวัฏฏสงสารต่อไป. ทีนี้ควรจะพิจารณาดูต่อไปให้เห็นชัดว่า คนดี ก็มีความทุกข์ไปตาม ประสาคนดี, คนชั่ว ก็มีความทุกข์ไปตามประสาคนชั่ว, เทวดา ก็มีความทุกข์ ไปตามประสาเทวดา, พรหม ก็มีความทุกข์ไปตามประสาพรหม; คำอธิบาย ละเอียดเรื่องนี้มีอยู่แล้วในการบรรยายในปี ๒๔๙๙๑ เพราะฉะนั้น เราจะ พิจารณากันแต่ในข้อที่ว่า ถ้ากรรมยังให้ผล ยังมีการกระทำกรรมและรับผลกรรม อยู่เพียงใดแล้ว สิ่งที่เรียกว่าวัฏฏะ คือความเวียนไปก็ต้องมีอยู่เพียงนั้น ; จะต้อง เวียนไปในอาการแห่งการเกิดแก่เจ็บตาย เรียกว่าไม่มีทางจะรอดไปจากทุกข์ ยังจะต้องเป็นทุกข์อยู่. ถ้าจะดับทุกข์สิ้นเชิง ก็ต้องทำลายกรรมนี้ให้ขาดไป อย่าให้มีการปรุงแต่งหรือหมุนเวียนได้. ท่านเปรียบความข้อนี้ว่า เหมือนกับ วงกลม มีส่วนประกอบอยู่ ๓ ส่วน เช่นวงล้อวงหนึ่ง มีกงอยู่ ๓ กงประกอบ กันเป็นวงกลม. ในวงนั้น กงส่วนหนึ่งเป็นกรรม, ส่วนหนึ่งเป็นผลของ กรรม, ส่วนหนึ่งเป็นกิเลส ; กิเลสซึ่งเป็นกงอันหนึ่ง เป็นเหตุให้ทำกรรม, ๑. คำบรรยายอบรมผู้ช่วยผู้พิพากษา ปี ๒๔๙๙
น.425 กรรมเป็นกงอันหนึ่ง ทำให้เกิดผลกรรม, ผลกรรมก็เป็นกงอันหนึ่ง หล่อ เลี้ยงกิเลส สนับสนุนกิเลสต่อไป. กิเลสยังมีอยู่ก็ทำกรรมอีก, กรรมทำแล้ว ก็มีผลมีวิบากอีก, ผลกรรมที่เกิดขึ้นก็หล่อเลี้ยงกิเลสไว้อีก เป็นดังนี้เรื่อยไป ไม่มีทางที่จะสิ้นสุดได้ เป็นวงกลมที่ไม่มีเบื้องต้นและเบื้องปลาย เพราะฉะนั้น จึงไม่มีที่สิ้นสุด จึงต้องเวียนว่ายที่เรียกว่าวัฏฏะ. คนหรือสัตว์ก็ตาม ย่อมติด อยู่ในวงกลมของวัฏฏะ และในวัฏฏะก็เต็มไปด้วยความทุกข์ คือความเกิด แก่ เจ็บ ตาย และความหนัก : ถ้าได้บุญหรือได้ดี ก็หนักอย่างมีบุญ หรือ อย่างดี, ได้บาปหรือชั่ว ก็หนักอย่างบาปหรือชั่ว. ผิดกันแต่ว่าอย่างดีนั้นเป็น อย่างประณีต ชั้นประณีต เป็นที่ต้องการของคนทั้งหลาย. แต่เมื่อพิจารณาดู กันในแง่ของความจริง คือโดยปรมัตถสัจจะแล้ว มันให้เกิดความหนักเท่ากัน ! เพราะฉะนั้นพุทธศาสนาจึงไปไกล ถึงกับต้องการจะตัดรอนการหมุนเวียนของ กรรมนี้ ให้ขาดเสียที่กงใดกงหนึ่ง เช่นเมื่อตัดกิเลสขาด ก็ไม่มีการทำกรรม อีกต่อไป, หรือว่าตัดการกระทำกรรมได้ขาด ก็ไม่มีผลกรรมอีกต่อไป, วงกลมก็เลิกเป็นวงกลม. เพราะวงกลมนี้ประกอบอยู่ด้วยกง ๓ อัน ถ้าดึง ออกเสียอันหนึ่ง มันก็ไม่เป็นวงกลม เราจึงมีวิธีที่จะทำวงกลมนี้ให้หมุนไม่ได้ โดยการทำลายกิเลส ที่เราจะต้องศึกษากันโดยละเอียดอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งว่าด้วย เรื่องการตัดกิเลส อันจะเป็นหนทางทำให้กรรมนั้นไร้ความหมาย เมื่อได้กระทำให้ไม่มีกิเลสแล้ว จะไม่มีการทำกรรม การเคลื่อนไหว ต่าง ๆ นั้น เป็นเพียงกิริยา ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น ว่าการกระทำของพระอรหันต์ เป็นเพียงกิริยา ท่านจึงไม่มีกรรม และไม่มีการที่จะต้องรับผลของกรรม. นี่แหละ คือการปฏิบัติ หรือการกระทำเพื่อให้เกิด กรรมชนิดที่ไม่ดำและไม่ขาว
น.426 ๓๘๕ กรรมตามหลักแห่งพระพุทธศาสนา ซึ่งถ้าทำได้แล้ว จะเป็นที่สิ้นสุดแห่งกรรมดำและกรรมขาว กรรมดำและกรรมขาว ต่าง ๆ ในขั้นศีลธรรมนั้น จะหมดอำนาจสิ้นสุดลงไป ก็เพราะกรรมใหม่พิเศษ ชนิดที่เรียกว่ากรรมไม่ดำไม่ขาว นี่เอง เป็นกรรมตามแบบของพระพุทธเจ้า อย่างแท้จริง ที่ไม่ซ้ำใคร. การประกอบกรรมนี้ ได้แก่การพิจารณาให้เห็นว่า ไม่มีอะไรที่น่าหลงใหลเอา หลงใหลเป็น จนจิตหมดความอยากในสิ่งทั้งปวง ไม่มีตัณหาในสิ่งใด แล้วความอยากก็ไม่มีในการที่จะเป็นเหตุให้อยากได้สิ่งใด สิ่งหนึ่ง, หรืออยากเอาสิ่งใดสิ่งหนึ่ง. เมื่อเจตนาไม่มี ก็ไม่เป็นกรรมดำหรือ ขาวขึ้นมาได้ คงเป็นแต่กิริยาล้วน ๆ, กรรมดำหรือขาว จึงไม่มีแก่บุคคลนั้นอีก ต่อไป บุคคลนั้นจึงไม่ต้องรับผลกรรมอีกต่อไป. กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ ท่าน เป็นผู้ถึงที่สุด ของความเป็นสัตว์เป็นบุคคล หรือความเวียนว่ายในวัฏฏสงสาร. ในพุทธศาสนาเรามีการปฏิบัติธรรม เพื่อความอยู่เหนืออำนาจกิเลส หมดกิเลส หรือจะเรียกว่าอยู่เหนือกรรม หรือหมดกรรม ซึ่งความหมายก็เป็นเช่นเดียวกัน. ทีนี้มีคนเข้าใจผิดและชอบพูดกันด้วยเหมือนกันว่า "หมดกรรมกันที่" ซึ่งเขาหมายถึงคนนั้นตายเข้าโลง. นี่เป็นความเขลาอย่างยิ่ง เป็นความเขลา อย่างที่น่าละอายอย่างยิ่ง ที่ว่าคนเข้าโลงนั้นคือคนหมดกรรม. คำว่าหมดกรรมนั้น ต้องหมายถึงภาวะที่ได้กล่าวมาแล้ว, คือต้องเป็นผู้พิจารณาเห็นสุญญตา คือ ความว่างของสิ่งทั้งปวง จนไม่มีตัณหาอย่างใด ๆ หรือไม่มีเจตนาอันเป็นเหตุ ให้ทำกรรม คือเป็นพระอรหันต์ จึงจะเรียกว่าผู้หมดกรรม. สำหรับคนเรา พอตายแล้วก็เอาใส่โลงนั้น จะเรียกว่าหมดกรรมไม่ได้ ยังถูกผูกพันอยู่ด้วยกรรม เพราะยังเป็นผู้ที่มีความอยาก มีอุปาทาน มีอวิชชาที่ยังไม่ได้ละ และจะเป็น ปัจจัยปรุงแต่งปฏิสนธิวิญญาณของเขาสืบไป, เพราะฉะนั้น การหมดกรรมนั้น
น.427 ไม่ใช่ตาย : การหมดกรรม อยู่ที่การปฏิบัติจนกระทั่งมองเห็นความเหลวแหลก ว่างเปล่าของกรรมดี กรรมชั่ว ความดี ความชั่ว บุญหรือบาป ว่านั่นไม่ใช่ ความพ้นทุกข์ถึงที่สุด ก็เลยไม่ยึดถือเสียเลยทั้ง ๒ อย่าง นั่นแหละจึงจะเรียกว่า อยู่เหนือกรรมหรือหมดกรรม. เพราะฉะนั้น ควรจำคำไว้อีกคำหนึ่งว่า "กรรม ที่ไม่คำไม่ขาว" ซึ่งท่านจะหาไม่พบในศาสนาอื่นหรือในลัทธิอื่น แต่จะหาพบ ในลัทธิของพุทธศาสนา ที่ว่า "กรรมที่ไม่ดำไม่ขาว" นี่แหละ ให้ประพฤติ ปฏิบัติไว้เถิด จะเป็นที่สิ้นสุดแห่งกรรมทั้งปวงทั้งที่เป็นกรรมดำและกรรมขาว, หมดกรรมดำกรรมขาวแล้ว ก็เลิกกัน ; นี่เป็นที่สุดแห่งวัฏฏสงสาร ซึ่งเรียกว่า นิพพาน. นิพพานตามความหมายในลักษณะเช่นนี้ คือไม่มีความทุกข์อีกต่อไป แม้มีชีวิตอยู่ในปัจจุบันนี้ ก็ไม่มีการกระทำที่เป็นกรรม หรือรับผลของกรรม และก็ไม่มีอะไรที่จะปรุงแต่งเพื่อจะเกิดใหม่ จึงไม่มีการกระทำกรรมหรือรับผล ของกรรมอีกต่อไปในอนาคต, จึงเป็นที่สิ้นสุดของความทุกข์ทั้งปวง. สรุปหลักปฏิบัติเกี่ยวกับกรรม เรามีเป็นข้อแรกว่า "ต้องตนพึ่งตน" อย่าไปคิดพึ่งอย่างอื่น นอกจากตนพึ่งตน ; และเราถือหลักต่อไปอีกว่า ตนพึ่งตน หรือสามารถจะพึ่งตนได้ ก็เพราะอำนาจกฎของกรรม กล่าวคือการกระทำ เราอยากได้ผลกรรมชนิดไหน ก็ทำกรรมชนิดนั้นก็แล้วกัน. ทีนี้ เมื่อไม่ ประสงค์จะเป็นไปตามอำนาจของกรรมทุกชนิด ก็จงประกอบกรรมชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่ดำไม่ขาว คือกล่าวไม่ได้ว่าดีหรือชั่ว ไม่มีภาษาใดที่จะพูดว่า นี้เป็นกรรมดี กรรมชั่ว เป็นกรรมที่ท่านไม่กล่าวว่า ดีหรือชั่ว ดำหรือขาวเลย, แต่ก็ต้อง กล่าวว่าไม่ดีไม่ชั่ว ไม่ดำไม่ขาว, นี่คือที่สิ้นสุดของกรรม และเป็นที่จบที่สิ้นสุด ของวัฏฏสงสาร. การหมดกรรมต้องหมายถึงนิพพาน. เพื่อประกันความ
น.428 ๓๘๗ กรรมตามหลักแห่งพุทธศาสนา พันเผื่อเราต้องจำไว้ว่า กรรมกับกิริยานั้น ไม่เหมือนกัน : กิริยาคือการ เคลื่อนไหวของการกระทำที่ไร้เจตนา, กรรม คือการกระทำที่ประกอบไปด้วย เจตนา, ฉะนั้น ผลจึงผิดกัน : ผลเกิดจากกิริยา เป็นเพียงปฏิกิริยา ; ผลเกิด จากกรรม เป็นวิบากของกรรม. กรรมมีทั้งดำและขาว และมีแต่ในส่วน ศีลธรรม ; ในส่วนโลกุตตระนั้น มีกรรมไม่ดำไม่ขาว และเป็นที่สิ้นสุดของ กรรมทั้งปวง และโดยประการทั้งปวง. ถ้าท่านทั้งหลายยังจำคำบัญญัติ ๔ - ๕ คำเหล่านี้ไว้ได้ โดยแม่นยำแล้ว อาตมารับรองว่าจะไม่มีความฝันเผื่อในเรื่องกรรม และจะเป็นผู้เข้าใจในสิ่งที่ เรียกว่ากรรม ตามหลักของพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้อง ไม่งมงายอีกต่อไป ; โดยที่ไปเอาลัทธิกรรมทั่ว ๆ ไป ในศาสนาอื่น ๆ มายืนยัน ว่านี่แหละเป็นหลัก กรรมในพุทธศาสนา. การกล่าวว่า พระพุทธเจ้าท่านสอนแต่เพียงทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วนี้ ยังไม่พอ ไม่ถูก และเป็นการตู่พระพุทธเจ้า ทำให้พระพุทธเจ้า ถูกกล่าวหาโดยไม่เป็นธรรม ไม่ยุติธรรม ไม่เป็นความจริง เพราะว่าพระพุทธเจ้า ได้สอนกรรมอีกชนิดหนึ่งที่เรียกว่า กรรมไม่ดำไม่ขาว ที่เป็นที่สิ้นสุด แห่ง กรรมดำกรรมขาวโดยประการทั้งปวง นั่นแหละ คือหลักเรื่องกรรมที่แท้จริงใน พุทธศาสนาในชั้นโลกุตตระ เป็นเรื่องที่พุทธบริษัททั้งหลายต้องศึกษาให้เข้าใจ อาตมาไม่ได้ตั้งใจถึงกับจะชักจูงเกลี้ยกล่อมท่านนักศึกษาทั้งหลาย ให้ ทำตนขึ้นมาจนถึงขั้นที่เรียกว่าอยู่เหนือกรรม แต่ถ้าท่านผู้ใดสมัครก็ได้. ความ ประสงค์โดยแท้จริงนี้ ก็เพื่อให้เข้าใจหลักเรื่องกรรมในพุทธศาสนาไว้ให้ถูกต้อง ให้สมบูรณ์. เรื่องกรรมในขั้นศีลธรรม ก็มีอยู่ในระดับหนึ่ง คือเรื่องทำดี ดี,
น.429 ทำชั่ว ชั่ว, แต่เรื่องกรรมในขั้นโลกุตตระ หรือที่เป็นตัวศาสนาโดยตรงนั้น เป็นเรื่องการอยู่เหนือกรรม ; เพราะฉะนั้นเราอย่าไปเข้าใจผิดเห็นคนบางคน ว่าเขาเป็นคนบ้าคนบอ ไปวินิจฉัยเขาว่าเป็นคนบ้าคนบอ เพราะเห็นเขามีอะไร แปลกมาก จนถึงกับพยายามทำตน ให้อยู่เหนือกรรม คือประกอบการปฏิบัติธรรม ชนิดที่จะอยู่เหนือกรรม โดยประการทั้งปวง. ข้อนี้เป็นทางที่จะป้องกันไม่ให้ เราทำผิดพลาด ในเรื่องที่เกี่ยวกับหลักธรรมชั้นสูงของพระพุทธศาสนาได้โดย แน่นอน. อาตมาขอยุติการบรรยายในวันนี้ เพราะหมดเวลาเพียงเท่านี้.
Buddhadasa