น.430 ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย, การบรรยายครั้งที่แล้ว ๆ มา ได้ชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างศีลธรรม กับศาสนา แล้วได้บรรยายต่อมาถึงหลักปฏิบัติทั่ว ๆ ไป วันต่อมาได้พิจารณา กันถึงเรื่องการถือ หรือการเข้าถึงพระรัตนตรัยตัวจริง แล้วย่อมเกิดอาการที่ เรียกว่า ตนพึ่งตน ขึ้นมาได้โดยสมบูรณ์. ถ้ายังไม่ถึงขั้นนี้ ก็จะต้องพึ่งสิ่งที่ตน ยึดถือต่าง ๆ หรือยึดถือพระรัตนตรัยเป็นต้นนั้น อยู่เรื่อยไป จนกว่าจะถึงที่สุด คือถึงพระรัตนตรัยตัวจริงได้ ได้แก่การปฏิบัติจนจิตมีความสะอาด สว่าง สงบ ; ๓๘๙
น.431 ซึ่งตัวความสะอาด สว่าง สงบ นั้นแหละ คือตัวพระรัตนตรัยที่แท้ ; ก็เลย กลายเป็นตนพึ่งตน ขึ้นมาได้. และทั้งนี้เป็นไปได้ตามกฎแห่งกรรม คือการ กระทำของตนเองที่ประกอบไปด้วยเจตนา หวังผลอย่างใดอย่างหนึ่ง และคน จะต้องเป็นไปตามกรรมดีหรือกรรมชั่ว จนกว่าเขาจะสามารถประกอบกรรมอีก ชนิดหนึ่ง ที่ไม่ใช่เป็นกรรมดีหรือกรรมชั่ว ซึ่งไม่มีชื่อเรียก แต่เราจะเรียกว่า "กรรมที่ไม่ดีหรือไม่ชั่ว" หรือ "ไม่ใช่กรรมดำ ไม่ใช่กรรมขาว" จึงจะถึงที่สิ้นสุด ของกรรม. เมื่อไม่ต้องเป็นไปตามกรรม คนเราก็หมดปัญหาในเรื่องที่ เกี่ยวกับความทุกข์ เพราะฉะนั้นเรื่องกรรม จึงเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาให้เข้าใจ จนกว่าจะเอาชนะกรรมได้. การที่จะปล่อยไปตามกรรมนั้น ไม่ถูก และไม่ใช่ คำสอนในพระพุทธศาสนา ต้องควบคุมกรรมได้ และอยู่เหนือกรรมในที่สุด : ได้แก่การปฏิบัติจนมีจิตหลุดพ้น ไม่มีการยึดถือในสิ่งใด ไม่ตกอยู่ในอำนาจของ กรรมแต่อย่างใด นี่เรียกว่าเรื่องกรรมที่เป็นของพระพุทธศาสนาแท้. ในวันนี้ อาตมาอยากจะกล่าวถึงเรื่องที่เนื่องกันอยู่อย่างใกล้ชิด กับ เรื่องกรรม ได้แก่เรื่องกิเลส และสังสารวัฏฏ์. ว่าโดยที่แท้แล้ว เรื่องกิเลส หรือสังสารวัฏฏ์นี้ ก็คือเรื่องกรรมอีกนั่นเอง แต่เป็นเรื่องกรรมในชั้นลึก เป็น เรื่องกรรมในชั้นละเอียด. การกล่าวถึงกิเลส และสังสารวัฏฏ์ ก็คือ การกล่าวถึงการหมุนเวียนของกรรมโดยตรง. ถ้าจะกล่าวถึงกิเลสและ สังสารวัฏฏ์ ทางที่ดีเราควรจะพิจารณาให้เข้าใจคำว่า "สังสารวัฏฏ์" กันเสียก่อน. คำว่า "สังสารวัฏฏ์" แปลว่า วงกลมแห่งการท่องเที่ยว. วัฏฏะ แปลว่า วงกลม ; สังสาระ แปลว่า การท่องเที่ยว. วงกลมแห่งการ ท่องเที่ยว ก็คือวงกลมแห่งการเวียนว่ายของสัตว์. ในภาษาไทยเราชอบ
น.432 ๓๙๑ วัฏฏสงสาร และ กิเลส เรียกคำ ๆ นี้กลับกัน เป็น วัฏฏสงสาร. โดยตัวหนังสือก็ผิดกันบ้าง วัฏฏสงสาร ก็แปลว่า ท่องเที่ยวไปในวงกลม. อันแรกว่า วงกลมแห่งการ ท่องเที่ยว ; อันหลังว่า การท่องเที่ยวไปในวงกลม ความจริงก็เรื่องเดียวกัน หรืออันเดียวกัน. เมื่อพูดถึงสังสารวัฏฏ์ หรือวัฏฏสงสารก็ตาม ต้องหมายความว่า เรากำลังพูดถึงสภาพ หรืออาการที่สัตว์หมุนเวียนไปในวงกลมของสิ่งที่เรียกว่า วัฏฏะ อย่างที่ได้อธิบายแล้วเมื่อปีกลาย (พ.ศ. ๒๔๙๙) ที่สรุปความว่า กิเลส กรรม และผลกรรม ๓ อย่างนี้เป็นวงกลม : - เมื่อมีกิเลส ก็เป็นเหตุให้อยากทำกรรมชนิดใดชนิดหนึ่ง, - เมื่อกระทำกรรมชนิดใดชนิดหนึ่งลงไปแล้ว ก็มีผลของกรรม, - ผลของกรรมนั้น ไม่อาจจะหยุดกิเลส แต่จะส่งเสริมกิเลส หรือ ก่อให้เกิดกิเลสอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นใหม่ กิเลสนั้นจึงยังคงมีอยู่ต่อไป เพราะ ฉะนั้นจึงยังมีการกระทำกรรมอีก และมีการรับผลของกรรมอีก วนเป็นวงกลม อย่างนี้ นี้เรียกว่า "วัฏฏะ". การที่เวียนว่ายอยู่ในวัฏฏะ หรือวงกลมนี้ จะต้องถือว่ามีกิเลสเป็น ต้นเหตุ เพราะกิเลสนั่นเองเราจึงอยากทำอย่างใดอย่างหนึ่งลงไป. ถ้าได้ผล เป็นที่พอใจ มันก็อยากได้มากขึ้น อยากทำอีก; ถ้าไม่ได้ผลเป็นที่พอใจ ไม่ตรงตามความประสงค์ ก็อยากทำอย่างอื่น เพราะฉะนั้นมันจึงไม่หยุดอยาก ; มันจะมีการกระทำเพราะอำนาจกิเลส เพราะผลเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในลักษณะ ไหน ย่อมก่อให้เกิดความอยากอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอไป.
น.433 อาตมา อยากจะให้อุปมาเปรียบเทียบ เพื่อจดจำใจความของคำว่า "การเวียนว่ายในวัฏฏสงสาร" ได้ง่ายเข้า : อุปมาเหมือนพ่อค้าคนหนึ่ง มีความ ประสงค์จะได้ทรัพย์ คือแก้วแหวนเงินทองอะไร ที่เป็นที่มุ่งหมายนั้นให้มาก ๆ แล้วก็ท่องเที่ยวทำการค้าไปในทะเล ไปเมืองนั้น - เมืองนี้ ตามลำดับ. การ ทำการค้าทางเรือนี้ เขาก็ต้องมีเรือเป็นเครื่องมือ ตัวเขาเองเป็นเจ้าของเรือ แล้วก็จะต้องมีส่วนประกอบ เช่นลูกเรือ คนใช้ ตลอดถึงสินค้าต่าง ๆ ที่จะต้อง อยู่ในเรือ เขาจะต้องแล่นไปในทะเล ซึ่งเต็มไปด้วยอันตราย. ถ้าไปถึง เมืองหรือประเทศหนึ่งแล้ว ก็ทำการค้า ; ได้กำไรดี ก็ซื้อใหม่ ขายใหม่ ต่อไปเรื่อย. ขาดทุนก็พยายามแก้ตัวใหม่เรื่อย. ทีนี้ถ้าหากว่าเรือของเขา แตก เพราะอันตรายอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ตัวเขาไม่ตาย เขาก็ต้องหาเรือ ลำใหม่ หาของใหม่ หาสินค้าใหม่ ท่องเที่ยวไปเรื่อย จนกว่าเขาจะได้สิ่งที่หยุด ความต้องการของตนได้ เขาจึงจะหยุดการท่องเที่ยวไปในทะเล. หมายความว่า เขาจะต้องได้สิ่งที่ทำให้เขาหยุดความอยากเสียได้ หรือกล่าวอีกทางหนึ่ง ก็ว่า จนกว่าเขาจะตาย จึงจะหยุดความต้องการได้. แต่ทีนี้เนื่องจากความตาย เป็น ของที่ไม่ใช่สิ้นสุดลงเพียงเท่านั้น มันมีการเกิดใหม่ เขาจะต้องเกิดใหม่ ทำการ ค้าอย่างเดียวกันต่อไปอีก แม้เขาจะตายอีก เขาก็ยังต้องเกิดใหม่ เพราะความ อยากในเรื่องนี้ของเขายังไม่สิ้นสุด เขาก็จะต้องทำการค้าในทะเลต่อไปใหม่. ฉะนั้นเขาจะหยุดจริง ๆ ได้ ก็ต่อเมื่อเขาได้สิ่งใดสิ่งหนึ่งมา ในลักษณะที่ทำให้เขา หยุดอยาก หมดอยาก หมดความต้องการที่จะเที่ยวค้าในทะเลอีกต่อไป. นี่จะ เห็นได้ว่า เขาจะต้องผ่านอันตรายอยู่ตลอดเวลาที่เกี่ยวกับทะเล หรืออันตราย ที่เกี่ยวกับการทำการค้า ด้วยความเหนื่อยยากลำบากต่าง ๆ ซึ่งเป็นของมีประจำ อยู่ในทะเล หรือในกิจการงานต่าง ๆ.
น.434 ๓๙๓ วัฏฏสงสาร และ กิเลส นี่เราจะเปรียบเทียบถึงเรื่องทางธรรมะที่ประสงค์จะพูด : วัฏฏสงสาร คือการเวียนเป็นรอบ ๆ นี้ ท่านเปรียบเหมือนกับทะเล. คนเจ้าของเรือนั้น เปรียบเหมือนกับจิต. ส่วนลูกเรือหรือของประกอบในเรือต่าง ๆ ได้แก่สิ่งที่ เรียกว่า เจตสิก คือสิ่งที่ต้องมีอยู่กับจิต เนื่องอยู่กับจิต. ลำเรือ ก็เปรียบ เหมือนกับร่างกาย. คนเราทุกคนมีร่างกายซึ่งเรียกว่า รูป, แล้วก็มีส่วนที่เป็นใจ แยกเป็น จิตส่วนหนึ่ง เป็นเจตสิกส่วนหนึ่ง ; เป็นจิตนั้นคือตัวที่เป็นประธาน ยืนโรง อยู่จนกว่าจะดับจิตในที่สุด. เมื่อยังไม่สิ้นกิเลส ก็ยังไม่ดับ ยังยืนโรงอยู่เป็น ประธานเรื่อยไป. ทีนี้ เจตสิก ก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับจิต ปรุงแต่งจิตให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ คือปรุงแต่งจิตดวงเดียวนั้น ให้มีลักษณะอาการเป็นสิบ ๆ อย่าง หรือเป็นร้อย ๆ อย่าง เป็นจิตอย่างนั้น เป็นจิตอย่างนี้ จะดีหรือชั่ว ไม่ดีไม่ชั่ว แล้วแต่ เจตสิก. เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่า เจตสิก ก็คือส่วนที่ประกอบเข้ากับจิต ที่คอย ปรุงแต่งจิตให้เป็นไปต่าง ๆ และสิ่งที่เรียกว่า "กิเลส-กิเลส" นี้ ก็คือเป็น เจตสิกพวกหนึ่ง. เจตสิกจึงแบ่งได้เป็นพวก ๆ พวกที่ดี คือเป็นกุศล, พวก ที่ไม่ดีคือเป็นอกุศล. แล้วก็พวกที่ไม่บัญญัติว่าดีหรือไม่ดี คือเป็นกลาง ๆ. กเลสชนิดหยาบที่สุด ก็เป็นพวกที่ไม่ดี ทำให้อยากไปในทางชั่ว กระทำไปใน ทางชั่ว จึงได้รับความทุกข์ไปตามลักษณะที่เป็นการทำชั่ว. ส่วนเจตสิก หรือ กิเลสประเภทที่เรียกกันว่าดี นี้ก็ทำให้มีการต้องเสวยผล เวียนว่ายสืบไปไม่หยุด ได้รับผลเป็นความทุกข์ตามธรรมดาในวัฏฏสงสาร เช่นเกิด แก่ เจ็บ ตาย ต้อง หนักอกหนักใจ ไม่ว่าคนดี หรือคนชั่ว
น.435 คนชั่ว ก็ทุกข์ไปตามประสาคนชั่ว คนดี ก็ทุกข์ไปตามประสาคนดี เพราะว่าสิ่งที่เราเรียกกันว่า ความดี อันเกิดมาจากกิเลสชนิดดี ประเภทดีนั้น มันก็คือกิเลสที่ทำให้หยุดไม่ได้นั่นเอง ยังทำให้อยากทำดีเรื่อย ปรุงแต่งการ เกิดใหม่เรื่อย. เปรียบเหมือนกับการได้กำไรของพ่อค้าคนนั้น การได้กำไรมา ไม่ทำให้แกหยุดได้ แกต้องท่องเที่ยวค้าต่อ ๆ ไป ซึ่งมันผิดตรงกันข้ามกันกับ การขาดทุน. แม้การขาดทุน ให้ผลเผ็ดร้อนเจ็บปวด ไม่ดี ถึงกระนั้นมันก็ทำ ให้แกหยุดไม่ได้เหมือนกัน ทำให้แกไม่สามารถหยุดได้ด้วย พร้อมทั้งทรมาน ใจแกอย่างร้ายกาจด้วย. นี่จะเห็นได้ว่า ขึ้นชื่อว่ากิเลสแล้ว ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ ทำให้หยุดไม่ได้ทั้งนั้น ไม่ว่ากิเลสชนิดที่สมมุติว่าชั่ว หรือสมมุติว่าดี. รวมความแล้ว จิต เจตสิก และร่างกาย สามอย่างนี้ รวมกันเข้าแล้ว ก็เหมือนกับเรือลำหนึ่ง ซึ่งมีนายเรือ มีลูกเรือ มีสินค้าในเรือ และมีลำเรือ แล้วก็ท่องเที่ยวไปในทะเล คือวัฏฏสงสาร หรือทะเลแห่งความทุกข์ มีความ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นอย่างน้อย และมีอื่น ๆ อีกมากมาย ท่องเที่ยวเรื่อยไป ซ้ำแล้วซ้ำอีก. แม้จะเกิดเรือแตก คือร่างกายนี้แก่เฒ่าแตกตายไป แต่ส่วน จิตที่เป็นเจ้าของเรือยังไม่ตาย ก็แสวงหาเรือลำใหม่ ก็ได้ค้าขายในเรือลำใหม่ ต่อไปอีก ๆ ในทะเลที่เต็มไปด้วยอันตราย จนกว่าจะได้สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ทำ ให้หยุดความอยากเสียได้ ซึ่งในที่นี้ หมายถึงพระนิพพาน อันเกิดมาจากการรู้ ตามที่เป็นจริง ต่อสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ว่าไม่มีอะไรที่น่าเอาน่าเป็น คือเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ได้อะไรมา ล้วนแต่เป็นความหนัก เป็นภาระหนัก ทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนพอใจ ล้วนแต่เป็นภาระหนัก เลยไม่อยากได้ภาระหนัก จึงไม่อยากได้อะไรเลย. นี่เป็นเหตุให้หยุดได้ ทั้ง ๆ ที่ลำเรือก็ยังอยู่ ลูกเรือ
น.436 ๓๙๕ วัฏฏสงสาร และ กิเลส ก็ยังอยู่ สินค้าก็ยังอยู่ พ่อค้าก็ยังอยู่ แต่ตัวพ่อค้านั้น แกไม่เที่ยวค้าอีกแล้ว อยู่ก็อยู่ไม่มีความหมายอะไร. การท่องเที่ยวไปในทะเลก็หยุดได้ แม้จะมีเรือ มีอะไรครบ. นี้เป็นอุปมา จะได้จำไว้ง่ายๆ เพื่อความเข้าใจในการศึกษาเรื่อง วัฏฏสงสาร. เราจึงได้คำซึ่งเป็นคำสำคัญ ๕ คำ ด้วยกัน คือคำว่า จิต คำหนึ่ง ซึ่งเป็นเหมือนนายเรือ, เจตสิก อีกคำหนึ่ง ได้แก่ลูกเรือและสินค้าในเรือ, แล้วก็คำว่า รูป หรือร่างกายนี้ อีกคำหนึ่ง ซึ่งได้แก่ลำเรือ, คำว่า "สังสารวัฏฏ์" อีกคำหนึ่งคือทะเลหรือมหาสมุทร ที่เต็มไปด้วยอันตราย, และคำสุดท้าย คือคำว่า “นิพพาน" เป็นเกาะมหาสมบัติสาระพัดนึกอะไรแห่งหนึ่ง ซึ่งเผอิญพ่อค้าคนนั้น ไปถึงเข้า แล้วเกิดเปลี่ยนจิตใจหมด กลายเป็นไม่ต้องการอะไร ขึ้นไปอยู่ บนเกาะ ที่น้ำท่วมไม่ถึง ที่กิเลสหรือความอยากอย่างใดอย่างหนึ่ง ท่วมทับจิต ของเขาไม่ได้ อีกต่อไป ก็เลยหยุดเที่ยวทะเล. ปัญหาอาจจะเกิดขึ้นว่า เราได้พูดกันอยู่บ่อยๆ และเสมอ ๆ ว่าอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่สำคัญก็คืออนัตตา - ไม่มีตัวตน คือปฏิเสธว่าไม่มีใคร ไม่มี ผู้ใด แล้วโดยอุปมาการค้าทางเรือนี้ ใครเล่าจะเป็นคนผู้เที่ยวค้าไปในทะเล ใครเล่าจะเป็นคนผู้หยุด. ในเรื่องนี้ ขอให้พิจารณาดูเถิด ว่ามันไม่จำต้อง มีใครเป็นตัวเป็นตนอะไร : กิเลสที่เป็นเจตสิกธรรมต่าง ๆ เหล่านั้น มันก็ เป็นของเกิดขึ้น เมื่อมีอะไรปรุงแต่ง แล้วงอกเงยขึ้น เหมือน ๆ กับธรรมชาติ อื่นทั่วไป ; จิตนั้นเล่า มันก็ไม่ได้เกิดขึ้นลำพังมันเองได้ มีเหตุมีปัจจัยอื่น ๆ ปรุงแต่งประกอบกันขึ้น ; ร่างกายนี้ก็เหมือนกัน มันไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน
น.437 มันยังมีความทุกข์ได้. อาการเจ็บปวดหรือความทุกข์นั้น ก็ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ; สิ่งที่รู้สึกความเจ็บปวดนั้น ก็ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน. เราต้องศึกษาพิจารณา กันในข้อนี้ให้มาก ว่าสิ่งที่เรียกว่า จิต และเจตสิก นี้มันคืออะไร มันทำหน้าที่ รู้สึกคิดนึก เสวยอารมณ์ได้ โดยไม่ต้องเป็นตัวเป็นตน เพราะธรรมชาติของมัน เป็นอย่างนั้นเอง. เราจะต้องรู้ หรือจะต้องศึกษาให้รู้ ว่าธรรมชาติ ๆ นั้น มันยังมีอยู่บางส่วน ที่ยังอยู่ลึกเกินกว่าที่คนธรรมดาจะเข้าใจมันได้ทันที. เมื่อ มันลึกเกินไป เข้าใจยาก ก็เลยเกิดไปเข้าใจผิด หรือเข้าใจว่ามันไม่ใช่ธรรมชาติ ไปเสีย เข้าใจว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์ เป็นของขลังกายสิทธิ์ เป็นตัวเป็นตนไปเสีย ; แต่โดยที่แท้แล้ว สิ่งเหล่านั้นก็เป็นเพียงธรรมชาติ ซึ่งในทางพุทธศาสนาเรียกว่า “ธาตุ" เสมอกันหมด ไม่ว่าจะเป็นร่างกาย หรือจิตใจ ล้วนแต่เป็นสักว่าธาตุ. ถ้าจะแบ่งกันให้ละเอียด ก็เป็นธาตุที่เป็นฝ่ายรูปธาตุ และฝ่ายนามธาตุ ฝ่ายรูปธาตุ ก็คือส่วนที่เป็นร่างกาย เป็นวัตถุ เรียกว่า ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ๔ ธาตุด้วยกัน. ส่วนที่เป็นนามธาตุ ได้แก่ จิต เจตสิก ซึ่งเราเรียกกันว่า วิญญาณธาตุ ก็ได้. ส่วนอีกธาตุหนึ่ง เป็นธาตุ ที่หกนั้นเรียกว่า "อากาสธาตุ" ธาตุนี้หมายถึงความว่าง ความว่างที่ไม่มีอะไร ธาตุนี้จะจัดเข้าเป็นพวกรูปธาตุ ก็ไม่ถูก เพราะไม่ใช่อากาศอย่างที่คนทั่ว ๆ ไป พูดกัน. อากาศที่พูดกันในภาษาไทย มันหมายถึงลมอากาศ ซึ่งลมอากาศนี้ ก็เป็นวาโยธาตุอยู่แล้ว ; ส่วนธาตุที่ชื่อว่า "อากาสธาตุ" อันเป็นชื่อธาตุ อันดับที่หกนี้หมายถึงความว่างจากทุกอย่าง. ถ้าจะจัดให้อยู่ในพวกนามธาตุ ก็พอจะไปได้ คือมันมีเพียงสักว่าชื่อ ไม่มีตัววัตถุ เหมือน ๆ กันกับจิต หรือ เจตสิก ที่กล่าวแล้ว.
น.438 ๓๙๗ วัฏฏสงสาร และ กิเลส เพราะฉะนั้น คนเราคนหนึ่ง ๆ จึงประกอบด้วยธาตุ ๖ ธาตุ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ สี่ธาตุแรกนี้เป็นวัตถุ ; แล้วก็มี วิญญาณธาตุ อากาสธาตุ เป็นนาม ไม่มีตัววัตถุ. แต่ละธาตุ ๆ ล้วนเป็นธรรมชาติ. ที่เรียกว่า ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ สี่นี้ ท่านทั้งหลายคงจะเข้าใจได้โดยไม่ยาก ว่าไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่สิ่งที่ควรเรียกว่า "ตัวตน". ทีนี้ พอมาถึงนามธาตุ หรือวิญญาณธาตุ มันเป็นธรรมชาติที่ลึกเกินกว่าที่จะเข้าใจ : เห็นมันทำหน้าที่รู้สึกอะไรได้ คิดนึก อะไรได้ เสวยอารมณ์อะไรได้ ก็เลยเอาเป็นตัวเป็นตน เป็นของกายสิทธิ์ ไปยึดถือว่าตัวว่าตน. แต่ตามหลักพุทธศาสนาถือว่าแม้วิญญาณธาตุหรือมโนธาตุ หรือจิตตธาตุ อะไรเหล่านั้น จะเรียกกี่ชื่อก็ได้ วิญญาณธาตุเหล่านั้นก็เป็น สักว่าธรรมชาติ มันมีคุณสมบัติอย่างนั้นเอง เช่นที่เรียกว่า : ธาตุไฟ มีคุณสมบัติร้อน, ธาตุน้ำ มีคุณสมบัติเกาะกัน, ธาตุดิน มีคุณสมบัติ กินเนื้อที่ ; อย่างคุณสมบัติเหล่านี้ ถือว่าเป็นไปตามธรรมชาติ. วิญญาณธาตุ ก็ต้องมีคุณสมบัติ คือทำหน้าที่รู้ได้ รู้สึกได้ ทั้งรู้สึกอารมณ์ หรือเสวย อารมณ์ได้ตามธรรมชาติ. โดยเหตุนี้จึงจัดว่า แม้วิญญาณธาตุ ก็เป็นสักว่าธาตุ. ขอให้สังเกตให้ดี เราใช้คำพูดว่า "สักว่าธาตุเท่านั้น" คือสักว่าธาตุที่เป็นไป ตามธรรมชาติเท่านั้น. ธาตุเหล่านี้ ครั้นมันได้ประชุมคุมกันเข้า มีอากาสธาตุ เป็นพื้น สำหรับให้เป็นที่ตั้งอาศัยของธาตุอื่น ๆ อีก ๕ ธาตุ มีวิญญาณธาตุ เป็นหัวหน้า ก็ได้อาศัยประชุมคุมกัน สำเร็จเป็นอย่างที่เราเรียกกันว่า "คน" คือมีจิต มีเจตสิก มีร่างกาย มีส่วนจะรับอารมณ์ทางตา ทางหู จมูก ลิ้น กาย และใจด้วย. มันได้ส่วนประกอบที่ประณีต ก็เลยรู้สึกอารมณ์ หรือเสวย อารมณ์ชั้นประณีต ; เมื่อรู้อะไรได้ประณีต ก็ยิ่งหลอกให้เข้าใจไปว่าเป็นตัว เป็นตนมากขึ้นไปอีก. หลอกให้หลงว่าเป็นตัวเป็นตนมากขึ้นไปอีก.
น.439 เพราะฉะนั้น จึงจำเป็นที่เราจะต้องแยกออกเป็นส่วน ๆ ให้เห็นว่า แต่ละส่วน ๆ นั้นเป็นธรรมชาติ เสียก่อน แล้วเราจะเข้าใจได้ทันทีว่า สิ่งเหล่านี้ มีความทุกข์ หรือมีความรู้สึกที่เป็นทุกข์ได้ โดยที่มันไม่ต้องเป็นตัวเป็นตน เพราะแต่ละธาตุ ๆ มันทำหน้าที่ตรงตามคุณสมบัติของมัน มันจึงรู้สึกเป็นทุกข์ได้ รู้สึกอยากจะพ้นทุกข์ได้ ดิ้นรนขวนขวายได้. นี่เราจึงตอบได้ว่า มันไม่ต้อง เป็นตัวเป็นตน มันก็มีลักษณะอาการที่เรียกว่าหมุนไปก็ได้ มีความรู้สึกทุกข์ก็ได้ หยุดหมุนก็ได้ ดับทุกข์ก็ได้ โดยไม่ต้องมีตัวมีตน. มันหมุนไปได้ โดยไม่ต้อง มีตัวมีตน และก็หยุดได้ โดยไม่ต้องมีตัวมีตนเช่นกัน. มันมีความทุกข์ได้ โดยไม่ต้องมีตัวมีตน แล้วมันก็ดับทุกข์ หมดทุกข์ได้ โดยไม่ต้องมีตัวมีตนเช่นกัน. นี่แหละ จะต้องศึกษาดูให้ดี ๆ ว่ามันแล่นไปในทะเลได้ เที่ยวค้าขาย เมืองนั้นเมืองนี้ มีกำไร ขาดทุน ตาย ล่มแล้วก็สร้างขึ้นใหม่ได้ โดยไม่ต้อง เป็นตัวเป็นตน ; แต่ความหลงหรืออวิชชา ทำให้เข้าใจว่าเป็นตัวเป็นตน. เพราะอย่างในกรณีที่เป็นอุปมาว่า นายเรือคนนั้น เที่ยวไปในเรือทางทะเล สำคัญเป็นตัวเป็นตน เป็นเจ้าของเรืออยู่เรื่อย ทำให้เที่ยวไปยึดเอา อย่างที่ เรียกว่ามีอุปาทาน ว่าเป็นตัวเป็นตนเรื่อย. ทีนี้ เพ่งดูกันอีกทีหนึ่งว่า ถ้านายเรือนั้นดับไป เรื่องต่าง ๆ จึงจะ หยุดได้. เมื่อใดไม่มีความรู้สึกว่าตัวตน เมื่อนั้นก็เรียกว่าการท่องเที่ยวไปใน วัฏฏสงสารหยุดได้. เมื่อใดเราทำความเข้าใจให้เห็นชัด ว่าทุก ๆ ธาตุ ทุก ๆ ส่วนที่ประกอบกันขึ้นเป็นคนเรานี้ ไม่ใช่ตัว-ไม่ใช่ตน หยุดความยึดถือว่าตัวตน นี้เสียได้ ; เมื่อนั้นแหละ จะเป็นเหมือนนายเรือ "ตาย" แล้ว ไม่เกิดใหม่ ไม่กลับ มาค้าเรืออีกต่อไป. หรือจะกล่าวโดยไม่สมมุติ ก็ว่า นิพพาน คือหยุดความ
น.440 ๓๙๙ วัฏฏสงสาร และ กิเลส อยาก หยุดการกระทำตามความอยาก หยุดเสวยผลของการกระทำตาม ความอยาก นี่เรียกว่า วงกลมไม่มี. ที่เคยกลมเป็นวัฏฏะนั้นมันหมดกลม มันหยุดกลม หรือกลมไม่ได้อีก มันเลยหมุนไม่ได้. เพราะฉะนั้น ขอให้เข้าใจ ว่า วัฏฏะนั้น เป็นไปได้โดยไม่ต้องมีตัวมีตน แล้วมันก็หยุดได้ โดยไม่ต้อง มีตัวมีตน. ขอให้ศึกษาคำว่า "ไม่มีตัวมีตน" นี้ ในลักษณะเช่นนี้ จึงจะ เข้าใจได้. ทีนี้ เราจะพิจารณาดู ถึงสิ่งที่เรียกว่า วัฏฏะ หรือสังสารวัฏฏีนี้ ให้ใกล้ชิดกันกับตัวเราเข้ามาอีก. คำว่า "สังสารวัฏฏ์" แปลว่าวงกลม สำหรับ แล่นท่องเที่ยวไปอย่างที่กล่าวแล้ว แต่มันยังมีสิ่งที่เข้าใจผิดกันอยู่ คือมักจะเข้าใจ กันแต่เพียงว่า คนเกิดมา อยากอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นกิเลส แล้วก็ทำกรรม อย่างนั้นอย่างนี้ แล้วก็ตายไปด้วยความอยากนั้น มีกิเลสเหลืออยู่ แล้วเกิดใหม่ ครั้นเกิดขึ้นใหม่ ก็ทำกรรมอีก ได้รับผลของกรรมอีก ตายไป ก็ไม่หมดกิเลส ก็เกิดอีก ; อย่างนี้ เรียกว่าสังสารวัฏฏ์วงใหญ่ ๆ คือวงใหญ่คร่อมชาติ ระหว่าง ชาตินี้กับชาติโน้น ; เข้าใจกันไปอย่างนี้. ที่เข้าใจไปอย่างนี้ก็ถูกเหมือนกัน แต่พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้สอนอย่างนั้น พระพุทธเจ้าตรัสถึง วัฏฏะ หรือสังสารวัฏฏ์นี้ ท่านหมายถึงเรื่องหนึ่ง หรือกรณีหนึ่ง ที่มันเกิดขึ้นโดยสมบูรณ์แก่คนเรา แม้ในวันหนึ่ง ๆ ก็มีหลายวง หลายสิบวง หลายร้อยวงก็ได้ เป็นสังสารวัฏฏ์วงเล็กๆ คาบเกี่ยวกันไปแต่ ละวง ๆ ทีเดียว. ในชาติหนึ่ง ๆ เราก็เหมือนกับพ่อค้าคนนั้น มีความอยากจะ ค้าขายสิ่งนี้แล้ว ก็ไปที่เมืองนั้น เพื่อค้า ค้าได้ผลขาดทุนหรือกำไรเสร็จแล้ว
น.441 มีความอยากอย่างใดต่อไปอีก นี่ก็เรียกได้ว่าเป็นสังสารวัฏฏ์วงหนึ่งแล้ว ทีนี้ เขาอยากจะค้าอย่างอื่น เมืองอื่น ที่อื่น ลักษณะอื่น ต่อไป ๆ ก็เป็นอีกหลาย ๆ วง เหมือนกับพ่อค้าที่ค้า ๆ ๆ จนตาย มีสังสารวัฏฏ์หลายสิบวง หลายร้อย - หลาย พันวง. อย่างว่าเรา ๆ นี้ วันหนึ่ง ๆ อาจจะมีสังสารวัฏฏ์ตั้งหลาย ๆ วง แล้วแต่ ว่าอยากทำอะไร แล้วก็ทำลงไป แล้วผลเกิดขึ้น ก่อให้เกิดความอยากอย่างใด อย่างหนึ่งเป็นเชื้อเหลือไว้ นี้ก็เรียกว่าวงหนึ่ง. สมมติว่า ท่านทั้งหลาย มีความอยากจะเข้าใจ แล้วก็อุตส่าห์เดินทางมาที่นี่ มาฟัง ส่วนที่ท่านอยากนั้น เป็นกิเลสชนิดหนึ่ง ซึ่งจะเรียกว่าอย่างดีหรืออย่างเลว อย่างหยาบอะไรก็ตามใจ แต่ก็เป็นกิเลสชนิดหนึ่ง. และในการอุตส่าห์มานั่งฟังถึงที่นี่นั้น เป็นกรรม คือการกระทำ. เมื่อได้ฟัง ได้ความรู้ ได้ความเข้าใจ ได้พอใจหรือไม่พอใจ หรืออะไรก็สุดแท้ นี้เรียกว่าวิบาก คือผลของกรรม. ที่นี้มันจะก่อให้เกิดความ รู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นต่อไปอีก เช่นพรุ่งนี้อยากมาฟังอีก หรือไม่เช่นนั้น ก็จะไปทำอื่น โดยเหตุที่ว่ามาฟังคราวนี้ไม่สนุกเลย. อย่างไรก็ตาม การที่อยาก มาฟังแล้วพั่ง จนเกิดความรู้สึกที่อยากฟังอีกเป็นต้นนี้ เรียกว่าสังสารวัฏฏ์วงหนึ่ง ซึ่งเราจะต้องใช้เวลากี่ชั่วโมง กี่นาที ก็สุดแท้ อย่างเช่นในกรณีที่ย่อย ๆ ลงไป ก็อาจจะเพียงเป็นเวลา ๕ นาที ๑๐ นาทีก็ได้ เพราะฉะนั้น ให้รู้จักพินิจพิจารณาว่า เมื่อมีความอยากแล้ว ทำไป ตามความอยาก แล้วได้ผลเกิดขึ้นจากการกระทำนั้นๆ ทำให้เกิดความอยาก รูปใดรูปหนึ่งใหม่ แล้วก็เรียกว่าวงหนึ่งแล้ว. จะเป็นในกรณีแสวงหาทรัพย์ แสวงหาชื่อเสียง แสวงหาอื่น ๆ นอกไปจากแสวงหาความรู้นี้ ก็สุดแท้ ล้วนแต่
น.442 ๔๐๑ วัฏฏสงสาร และ กิเลส จัดเป็นสังสารวัฏฏ์วงหนึ่ง ๆ ทั้งนั้น. เพราะฉะนั้นเราจึงไม่มีทางจะหยุด หรือจะ หลีกเว้นไม่ให้มันเป็นสังสารวัฏฏ์ได้ ถ้าหากว่าเรายังอยากอยู่ เราจะต้องลอยคอ อยู่ในน้ำ คือสังสารวัฏฏ์นี้ตลอดไป ; จนกว่าเมื่อใด ท่านจะได้ความรู้ชนิดที่ว่า ไม่จำเป็นที่จะต้องมาฟัง เพราะท่านได้รู้ หรือลุ ถึงสิ่งที่อาตมาต้องการจะให้ท่าน เข้าใจ และลุถึงสิ่งนั้นแล้ว จนเกิดความรู้ว่าไม่มีอะไรที่น่าเอา น่าปรารถนา แล้ว ท่านจึงจะหยุดมาฟัง หรือหยุดไปพึ่งที่อื่น นั่นแหละจึงจะถึงที่สุดของสังสารวัฏฏ์. แต่ว่ากิเลสนี้ มันมีหลาย ๆ อย่าง สังสารวัฏฏ์ของคนเราจึงเปลี่ยนเรื่อย และคาบ เกี่ยวกันและกันไปเรื่อย. ยกตัวอย่าง เหมือนอย่างวันนี้ ท่านมาฟัง ฟังแล้วก็ได้ผลอย่างหนึ่ง แล้วก็เกิดความไม่พอใจ ว่าไม่มีประโยชน์ พรุ่งนี้ท่านจะไปทำอย่างอื่นตามความ อยาก ก็ไปสร้างสังสารวัฏฏ์วงใหม่ เช่นว่าไปเที่ยวดูหนังดูละครเป็นต้น. แต่ อย่างไรก็ตาม จะเห็นว่ามันเกี่ยวเนื่องกันกับวงในวันนี้เหมือนกับห่วงโซ่ เพราะ ว่าผลมันเกิดขึ้นจากการไม่พอใจที่จะฟังคำบรรยายนี้ จึงไปทำให้เกิดความอยาก ไปดูหนังดูละคร. แล้วขณะที่ไปดูหนังดูละครนั้น มันเป็นสังสารวัฏฏ์อีกวงหนึ่ง ซึ่งคาบเกี่ยวกันอยู่กับวงนี้ คือวงการฟังคำบรรยายวันนี้. ที่นี้หลังจากการไปดู หนังดูละคร มีผลเกิดขึ้นอย่างไรอีก มันก็สร้างวงใหม่ต่อไปอีก จะดูหนังดูละคร กันไม่สิ้นสุด หลาย ๆ ครั้ง หลาย ๆ คราว หรือจะเปลี่ยนไปทำอื่นก็สุดแท้ แต่โดยเหตุที่กิเลสนี้มีหลายชนิด หลายอย่างด้วยกัน มีมูลมาจากความไม่รู้ คืออวิชชาอย่างเดียวกันก็จริง แต่มันมีลักษณะต่างๆ กัน ตามการปรุงแต่ง เพราะฉะนั้น มันจึงอยากได้ต่าง ๆ กัน. วัฏฏสงสารจึงเป็นไปตามความแตกต่าง ของกิเลส หลายชนิดนับไม่ถ้วน แล้วก็คาบเกี่ยวกัน เพราะว่าเป็นผลสะท้อน เนื่องมาจากวิบากของกรรมอันก่อน ๆ เสมอ ที่จะก่อให้เกิดกิเลสใหม่. ด้วยเหตุนี้
น.443 ๔๐๒ ตุลาลาริกธรรม พ.ศ. ๒๕๐๐ เราจึงได้สังสารวัฏฏ์ที่คล้องกันเหมือนห่วงโซ่ แล้วก็เป็นสาย : ข้างต้นก็ไม่รู้ว่า ตั้งต้นเมื่อไร คือเราไม่อาจจะรู้ได้ ; ข้างปลายก็ไม่ใช่คนมีปัญญาอย่างเรา ๆ จะรู้ได้ว่ามันไปสิ้นสุดลงที่ตรงไหน. เราได้แต่เชื่อตามคำที่ท่านสอน ว่าไปสิ้นสุด ลงที่นิพพาน แต่เราก็ไม่เคยนิพพาน เราก็ยังไม่รู้จักว่านิพพานอยู่ตรงไหนแน่ นี้เรียกว่าเรายังไม่รู้ ว่าจะไปสิ้นสุดลงที่ตรงไหน, แต่ตามหลักวิชานั้น อย่างไร เสียก็ว่ามันจะไปสิ้นสุดลงที่นิพพาน และว่ามันตั้งต้นเงื่อน มาจากอวิชชา. เราจะเห็นได้ว่า ห่วงโซ่ห่วงหนึ่ง ๆ สังสารวัฏฏ์วงหนึ่ง ๆ มันเกี่ยว เนื่องกันมาเป็นสาย ยาวยืด. แล้วตลอดสายยาวยืดนั้น ทุก ๆ ระยะ มีอาการ ที่เป็นการทนทรมาน เต็มไปด้วยอันตรายเหมือนกับทะเล ท่านจึงเอามาเปรียบ กันว่า สังสารวัฏฏ์นี้ คือทะเล เรียกว่า สงสารสาคร - ทะเลคือสังสารวัฏฏ์ สัตว์ซึ่งลงไปลอยอยู่ในทะเลนั้น จะต้องประสบกับสิ่งต่าง ๆ รับอันตรายต่าง ๆ ที่มีอยู่ในทะเลเป็นประจำ. ต่อไป อยากจะให้เข้าใจถึงเรื่องการท่องเที่ยวในสังสารวัฏฏ์ อันเกี่ยว กับการใช้ถ้อยคำ ในการที่จะหลุดพ้นออกมาเสียจากสังสารวัฏฏ์. คือน่าประหลาด ที่ว่า เราไม่มีคำพูดที่เหมาะสมเลย คำพูดที่เราพูด ๆ กันอยู่นี้ ที่ว่า "ไป" บ้าง “มา" บ้าง "ไม่ไป-ไม่มา" บ้าง "หยุด" บ้าง อะไรเหล่านี้ มันใช้ไม่ได้กับ สังสารวัฏฏ์. คำที่ถูกต้องที่สุด ก็กลับฟังยาก เช่นคำว่า ดับสังสารวัฏฏ์ หรือ หักสังสารวัฏฏ์. ถ้าพูดว่า ไป มันก็กลายเป็นการไป, ถ้าพูดว่า มา มันก็กลาย เป็นการไปชนิดหนึ่งเหมือนกัน คือไปอีกทางหนึ่ง ซึ่งตรงกันข้าม, ถ้าพูดว่า หยุด มันก็ทำให้นึกไปว่าติดอยู่ คาอยู่ ในสังสารวัฏฏ์นั่นเอง. เป็นอันว่า ทั้งไป ทั้งมา ทั้งหยุด นี้มันใช้ไม่ได้. ไปก็ทุกข์ มาก็ทุกข์ หยุด ก็หยุดอยู่ในทุกข์
น.444 ๔๐๓ วัฏฏสงสาร และ กิเลส เพราะฉะนั้นการไป การมา การหยุด นี้ ก็คือลักษณะหรืออาการของการเป็น อยู่ในสังสารวัฏฏ์. ไม่ใช่ว่าหยุดแล้ว มันจะหยุดสังสารวัฏฏ์ได้ มันเป็นการหยุด อยู่ด้วยความพอใจ ในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ในสังสารวัฏฏ์นั่นเอง. สังสารวัฏฏ์มันมี สิ่งต่าง ๆ ที่มีอัสสาทะ คือมีรสที่ดึงดูดใจ มันจึงหยุดอยู่ที่นั่น ถ้าจะไป ก็ไปหา สิ่ง ๆ นั้น ถ้ามา ก็มาสู่สิ่งนั้น ถ้าหยุด ก็หยุดอยู่ที่สิ่งนั้น. ฉะนั้นเกี่ยวกับ สังสารวัฏฏ์ ท่านจึงไม่ใช้คำว่า มา ว่าไป ว่าหยุด หรือคำที่คล้าย ๆ กันนี้ ; จึงจำเป็นจะต้องใช้คำว่า "หัก" หรือ "ดับ" ในกรณีเกี่ยวกับเรื่องนี้. ถ้าใช้คำว่า "หัก" ก็หมายถึงว่า มันเป็นวงกลมเหมือนล้อที่ ประกอบกันอยู่ ด้วยกง ๓ กง บรรจบกันกลมพอดี แล้วหมุนไปได้. ลองหักเสีย สักกงหนึ่ง มันเหลือ ๒ กง มันก็ไม่เป็นวงกลม มันก็หมุนอีกไม่ได้. นี่จะ เห็นได้ว่า มันไม่ใช่หยุด ; ลักษณะที่หักนี้ ไม่ใช่ไป ไม่ใช่มา ไม่ใช่หยุด ไม่ใช่ติดอยู่ที่อะไร. ถ้าเราจะหักกง ที่ตัวกิเลส ก็ยิ่งนับว่าฉลาดที่สุด เพราะว่า กงทั้ง ๓ กงนั้น เป็นกิเลสอยู่กงหนึ่ง เป็นกรรมอยู่กงหนึ่ง และเป็นวิบากกรรม คือผลของกรรมอยู่กงหนึ่ง เราจะหักที่กงไหนก็ได้ หักที่กรรมก็ได้ ที่วิบาก ของกรรมก็ได้ ที่กิเลสก็ได้ แต่วิธีที่ฉลาดหรือแยบคาย ย่อมหักที่กิเลส เพราะมีวิธีโดยเฉพาะ ง่ายกว่าที่จะไปหักที่กรรม หรือผลของกรรม. ถ้าเราใช้คำว่า "ดับ" ก็หมายถึง ดับกิเลส นั่นเอง คือเรามี วิธีดับกิเลส. ที่ใช้คำว่า "ดับ" ก็เพราะว่า กิเลสนี้ เป็นสิ่งที่มันก่อขึ้นเหมือน กับไฟ คือมีพื้น มีเชื้อเพลิง และมีสิ่งอื่น ๆ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ของการลุกเป็นไฟ เช่นอากาศหรืออะไรก็สุดแท้ ซึ่งมันมากกว่าหนึ่งอย่าง ปรุงกัน มันจึงลุกเป็น กิเลสหรือเป็นไฟอยู่ ฉะนั้น ถ้าเราตัดทอนปัจจัยเหล่านั้นเสีย ก็เป็นการดับ กิเลส.
น.445 เพราะฉะนั้น การที่จะหยุดวัฏฏสงสาร หรือหยุดเที่ยวทะเล มันต้องอยู่ ที่การดับ หรือการหัก เสียซึ่งวงกลม คือสังสารวัฏฏ์. ถ้ามัวใช้คำว่าอยากไป ถึงนิพพาน อย่างนี้มันเป็นเรื่องที่บอกไม่ถูก ว่าจะพูดว่าอะไรดี เพราะนิพพาน เป็นสิ่งที่ไปถึงไม่ได้ คือไปถึงไม่ได้ด้วยการไป แต่กลับจะถึงได้ ด้วยการดับเสีย หรือการไม่ไป นั่นแหละ อย่างนี้เป็นต้น. ที่เกี่ยวกับวัฏฏสงสารนี้ มันมีอะไร ๆ แปลกจากเรื่องของนิพพาน อย่างตรงกันข้าม คำพูดของมนุษย์เรานั้น จะเป็นภาษาไทย หรือเป็นภาษาไหน ก็ตาม เพราะเหตุที่ผู้พูดอยู่ในวัฏฏสงสาร จึงมีคำพูดที่ใช้กันแต่ในเรื่องวัฏฏสงสาร ไม่มีคำพูดที่ใช้กับนิพพาน จึงเกิดความลำบากในการที่จะอธิบาย. เพราะฉะนั้น คำแต่ละคำ จึงต้องยืมเอามาใช้ เช่น การหัก การดับ อย่างนี้เป็นต้น ; เรายืม มาใช้ และต้องจำกัดความหมายเฉพาะคำ - เฉพาะคำ ให้เป็นคำที่ใช้เป็นภาษา ทางพุทธศาสนา. ฉะนั้นขอให้เข้าใจว่า เมื่อไม่ไป ไม่มา และไม่หยุด นั่นแหละ จึงจะหักวัฏฏสงสารได้ และท่านไม่ต้องมาฟังคำบรรยายอีกต่อไป หรือไม่ต้องไปไหนอีกต่อไป ไม่ต้องหยุดอยู่ที่นี่ ไม่ต้องกลับบ้าน; อย่างนี้ เรียกว่าไม่ไป ไม่มาไม่หยุด เพราะท่านได้สิ่งที่ทำให้ไม่มีความอยาก หรือหมด ความอยากแล้ว. เมื่อพิจารณาดูโดยอาการอย่างที่กล่าวมาแล้ว จะเห็นได้ว่า ความหมุน ไปในวัฏฏสงสาร หรือสังสารวัฏฏ์นั้น มันช่วยแรงของกิเลส. บรรดาสิ่งต่าง ๆ ที่มีการเคลื่อนไหวนี้ มันเคลื่อนไหวไปด้วยแรงของกิเลส เช่นท่านมาที่นี่ มานั่งฟังที่นี่ ก็ด้วยแรงของกิเลส ; กลับไปบ้านก็ด้วยแรงของกิเลส หรืออยาก จะค้าขาย อยากทำนา อยากจะทำอะไรก็ตามเถิด ก็ต้องทำด้วยแรงของกิเลส.
น.446 ๔๐๕ วัฏฏสงสาร และ กิเลส อาตมายืนยันว่า ถ้าลงได้อยู่ในสภาพเป็นสัตว์หรือเป็นคน ที่อยู่ในระดับที่มีจิต มีวิญญาณสมบูรณ์อย่างนี้ ก็ต้องกระทำ หรือเคลื่อนไหว ด้วยแรงของกิเลสที่ สมบูรณ์ ; ถ้าเป็นสังขาร ที่อยู่ในระดับที่ต่ำอยู่ หลับอยู่ เช่นสิ่งที่ไม่มีวิญญาณ เป็นต้น มันก็ต้องการมีการ "กระทำ" หรือ "เคลื่อนไหว" ด้วยแรงของกิเลส ที่ยังหลับอยู่ คือเป็นกิเลสชั้นที่ยังดิบ ยังหยาบ ชั้นตื้น ๆ ตามส่วน สมส่วนกัน. เพราะฉะนั้น สังสารวัฏฏ์ของสังขารกลุ่มที่ประกอบกันขึ้นเป็นคน นี้ ก็คือ แรงดันของกิเลส มีกิเลส มีแรงดันของกิเลสเป็นตัวการ. ทีนี้ ถ้าเราสมมติ หรือหลงไปว่า เป็นตัวเป็นตน นั่นก็คือสิ่งนั้นแหละ เป็นแรงดันของกิเลส ซึ่งจะถูกสมมติยึดถือเป็นตัวเป็นตนขึ้นมา. นี่จะเห็น ได้ว่า เป็นการยาก ที่เราจะดับกิเลส เพราะเราเอากิเลส เป็นตัวเรา เสียเรื่อย. เรามา เรากลับไป ฯลฯ อย่างนี้ ที่แท้ก็คือ กิเลสมา หรือกลับไป บ้าน แต่เราไม่รู้สึก ว่ากิเลสมา หรือกิเลสกลับไป จะรู้สึกว่า เรา ข้าพเจ้า ฉัน ได้มา หรือกลับไป จึงเป็นการยาก ที่จะจับ "ตัว" ตัวนั้น ซึ่งเป็นตัวเราเสียเอง แล้วนั้น ว่าเป็นตัวกิเลส จึงไม่มีทางที่จะหัก หรือดับ วัฏฏสงสารได้ง่าย ๆ ; เว้นไว้แต่จะศึกษาให้รู้ว่า "เรา" นี้ คืออะไรเสียก่อน. พอรู้ว่า "เรา" นี้ คือการไหลเลื่อนไปตามแรงดันของกิเลส เป็นตัววัฏฏสงสาร แล้ว จะเห็นความ ไม่มีตัวเรา ความอยากต่าง ๆ ความยึดถือต่าง ๆ ก็จะสิ้นสุดหยุดลง ไม่อยากอะไร ; จึงไม่มีการคิดนึกว่าตัวเราเวียนว่ายไปตามความต้องการของตัวเราอีกต่อไป. วัฏฏสงสาร เป็นสิ่งที่เจริญงอกงามอยู่เรื่อย ไม่มีที่สิ้นสุด เพราะว่ามัน เป็นห่วง ๆ ห่วง ๆ เป็นห่วงเกี่ยวกันไม่มีที่สิ้นสุด, แก ในห่วงหนึ่ง ๆ ถ้าจะ เปรียบเทียบในที่นี้ ก็เหมือนกับเมล็ดพืชมันงอกขึ้นเป็นลูก แล้วลูกหล่นลงมา
น.447 เป็นเมล็ดพืช แล้วก็งอกอีก แล้วเป็นลูกอีก. เมล็ดพืชในที่นี้ก็เหมือนกับกิเลส เมื่อมีกิเลส แล้วก็เป็นเหตุให้ทำกรรม คือการปลูกเมล็ดพืชนั้น ให้งอกงามเป็น หน่อ เป็นต้น เป็นใบ เป็นดอก กระทั่งเป็นผล. ผลนี้ก็คือวิบากกรรม เมล็ดพืช คือกิเลส การงอกงามคือกรรม ลูกดอกผล ที่ออกมา คือวิบาก ของกรรม. ในวิบากของกรรม คือลูกผลนั้น ยังมีเมล็ดอยู่อีก และเมล็ดนั้น มันจะตกงอกออกมาอีก. เราจึงเห็นได้ว่า วิบากของกรรมนี้เอง เป็นสิ่งที่มีอำนาจร้ายแรง หรือ มีเสน่ห์อย่างร้ายแรง ที่ทำให้คนเราต้องตกอยู่ในกระแสแห่งวัฏฏะ หรือกระแส แห่งกรรม. มันต้องมีอะไรมาพรางตา คือมาหลอกให้หลง มันจึงจะทน รับผลของกรรม. เหมือนที่คนเราประกอบกรรมใด ๆ ลงไปนี้ ได้รับความ พอใจ สนุกสนาน เอร็ดอร่อย ต่าง ๆ นานา แล้วก็เข้าใจว่านั่นเป็นของวิเศษ เป็นจุดสูงสุดที่เราพึงปรารถนา ; แต่โดยที่แท้แล้ว นั่นคือค่าจ้าง หรือสิ่งหลอก ลวงของกิเลส. ในกรณีทั่วๆ ไป เกี่ยวกับสัตว์และคน จงดูเถิด ตัวสังขาร สัตว์ และคนอันเป็นที่รักที่พอใจ หรือเพศตรงกันข้ามระหว่างหญิงและชาย เราต้อง การรสชนิดใดชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นที่พอใจ เราจึงลงทุนทำให้ได้สิ่งนั้นมา. แต่ ด้วยความสำคัญผิด ว่านั่นเป็นสิ่งที่ประเสริฐสุด ไม่รู้สึกว่านั่นเป็นค่าจ้างของกิเลส ที่มันจ้างให้เราทนทุกข์ทรมาน เพราะฉะนั้นเราจึงติดคุกติดตะรางของกิเลส ซึ่ง ได้แก่การที่มีลูกมีผล แล้วก็ต้องเลี้ยงลูก เลี้ยงผล เพื่อสืบสันดานของกิเลสต่อไป. ท่านทั้งหลายที่มีลูก ก็จะต้องทนเลี้ยงลูก ที่มีภรรยาอยู่ ยังไม่มีลูก ก็ต้องเลี้ยงภรรยา ; ใช้ชีวิตเวลาทำทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อจะเลี้ยงภรรยาและเลี้ยงลูก
น.448 ๔๐๗ วัฏฏสงสาร และ กิเลส ด้วยความเข้าใจว่าเป็นสิ่งประเสริฐสุด ที่จำต้องทำ โดยไม่รู้สึกว่าเป็นค่าจ้างของ กิเลส. แต่ถ้าพิจารณาดูแล้ว จะเห็นได้ว่า เราได้เผลอเป็นลูกจ้างของกิเลส เราจึงทำไปตามอำนาจของกิเลส แล้วต้องใช้หนี้โดยการเลี้ยงภรรยา เลี้ยงลูก เลี้ยงหลาน เลี้ยงเหลน หรือสิ่งต่าง ๆ ซึ่งยากที่จะสละสลัดไปได้. อย่างว่า เห็นว่าเป็นทุกข์แล้ว เห็นวันหนึ่งตั้งหลาย ๆ ครั้งแล้ว ก็ยังออกไปบวชไม่ได้ อย่างนี้เป็นต้น ทั้งนี้เพราะว่าค่าจ้างที่เหนียวแน่นของกิเลส หรือวิบากกรรมในที่นี้ อันเป็นกงอันสุดท้ายในวัฏฏสงสาร มันมีลักษณะอย่างนี้ทั้งนั้น อย่าว่าแต่คนเลย แม้ต้นไม้ ก็มีการสืบพันธุ์ ; ธรรมชาติฝ่ายที่เป็น กิเลส ได้บังคับให้ต้นไม้พยายามที่จะสืบพันธุ์ เพื่อมีลูก แล้วลูกก็มีพันธุ์ต่อไป ด้วยความลำบากอย่างยิ่ง ในการที่ต้นไม้จะมีดอก มีลูก และสืบพันธุ์ ; แต่มัน ก็ต้องทนทำ เพราะว่ามันก็ตกเป็นลูกจ้างของธรรมชาติอันเร้นลับ คือกิเลสด้วย เหมือนกัน. ถ้าว่าไม่ตกเป็นลูกจ้างของกิเลสกันเสียแล้ว โลกนี้ก็ไม่มี คือไม่มี มาจนถึงพวกเรานี้ แต่เพราะบรรพบุรุษได้ตกเป็นลูกจ้างของกิเลสสืบ ๆ กันมา มันจึงมีมาเรื่อย ไม่ขาดพันธุ์. นี่แหละ จะเห็นได้ว่า ลักษณะของวัฏฏสงสารนี้ มันมีเสน่ห์อย่างยิ่ง กว่าเสน่ห์อะไร ๆ ทั้งหมด. บรรดาสิ่งที่เป็นเสน่ห์ในโลก ไม่มีเสน่ห์ไหน ที่จะเท่ากับเสน่ห์ของกิเลส ซึ่งเจืออยู่ในสังสารวัฏฏ์ ที่จะคล้องคนให้ยังคงติดอยู่ ในสังสารวัฏฏ์ แล้วก็หมุนไปในความทุกข์อย่างสมัครใจ น่าชื่นตาบาน ไพล่ไป เอากงจักร มาเป็นดอกบัว. คำด่าในพุทธศาสนา ที่ไม่มีคำด่าใดจะเท่า ก็คือที่ว่า "เห็นกงจักรเป็นดอกบัว" นี้.
น.449 เป็นอันว่า เราได้พิจารณาถึงสิ่งที่เรียกว่า สังสารวัฏฏ์ อย่างพอสมควร ซึ่งก็ได้เห็นแล้วว่า มันเกี่ยวกับเราหรือไม่ และมันเกี่ยวกับเราแน่นแฟ้นอย่างยิ่ง เพียงไร โดยอาศัยอำนาจของกิเลสนั้น. ทีนี้ก็ไม่ยากที่เราจะรู้เรื่องกิเลส เพราะเราได้รู้เรื่องสังสารวัฏฏ์พอสมควรแล้ว เวลาที่เหลืออยู่ จะได้ใช้บรรยาย เรื่องกิเลส. คำว่า "กิเลส" ตามตัวหนังสือ แปลว่า เศร้าหมอง เพราะฉะนั้น คำว่ากิเลส ก็ไม่มีอะไรมาก นอกจากสิ่งที่ทำให้เราเศร้าหมอง. และคำว่า เศร้าหมองนั้น อย่าได้เข้าใจว่า มันจะเป็นเรื่องเข้าใจได้ง่าย ๆ ในทันที เหมือน กับคำว่าสกปรก. คำว่า "เศร้าหมอง" ในที่นี้ ต้องหมายให้กว้างทั่วไป เช่นว่า ราคะหรือโลภะ ทำให้เศร้าหมอง, โทสะ ความโกรธ ประทุษร้าย ทำให้ เศร้าหมอง, โมหะ ทำให้เศร้าหมอง ; อย่างนี้ เศร้าหมองเช่นนี้มันกว้าง กว้างกว่าที่ว่าสกปรก ด้วยการเอาของสกปรกไปทำให้เปื้อนเป็นต้น. อย่างว่า โทสะ เปรียบเหมือนไฟ ถ้าเอาไฟไปลนเข้า มันก็เหี่ยวแห้ง ไหม้เกรียมไป. การเหี่ยวแห้งเกรียมไปนี้ ก็เป็น "เศร้าหมอง" เหมือนกัน โดยไม่ต้องเอาของสกปรกไปทา. ถ้าเศร้าหมองด้วยโทสะก็หมายความว่ามันถูก ทำให้เหี่ยวแห้งไหม้เกรียมไป. ถ้าเศร้าหมองด้วยราคะ หรือโลภะ มันก็เศร้าหมองไปอีกรูปหนึ่ง แล้วแต่กรณี ซึ่งส่วนมากก็หมายถึงทำให้ลืมหู ลืมตาไม่ได้ แล้วก็ทำไปตามกิเลส นั้น ๆ ในสิ่งที่ไม่น่าทำ ไม่ควรทำ ล้วนแต่เป็นลักษณะที่เรียกว่า ไม่สะอาด หรือสกปรก,
น.450 ๔๐๙ วัฏฏสงสาร และ กิเลส ถ้าเป็นเรื่องเศร้าหมองของโมหะก็คือเป็นเรื่องของความมืด เป็นการ เศร้าหมองเพราะมืด มืดจนไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร. เปรียบเทียบในเรื่องนี้ได้ เหมือนกับน้ำใสที่ใส่ในแก้ว เราก็เห็น ได้ว่ามันมีความใส และน้ำนั้นเอง มันจะกลายเป็นไม่มีความใส คือเศร้าหมองได้ ด้วยการทำให้มันไม่ใส่ได้หลาย ๆ ทาง เช่นเราเอาสีเขียว สีแดง ใส่ลงไปมันก็ เป็นน้ำที่เศร้าหมอง ไม่อาจจะเป็นน้ำที่ใสชนิดที่มองทะลุได้. เมื่อเราเขย่าให้มัน กระเพื่อมอย่างแรง มันก็ไม่เป็นน้ำที่ใสโปร่งแสงได้เหมือนเดิม. . หรือว่าเราต้ม ให้มันเดือด มันก็ไม่ใสกระจ่างได้ในขณะที่มันเดือด. หรือว่าเราเอาไปวางไว้ ในที่มืด มันก็ไม่อาจจะทำหน้าที่โปร่งแสง ส่องแสงให้เราเห็นอะไรได้. หรือ ว่าเราเอาโคลนเอาดิน หรือเอาสาหร่ายอะไรมาใส่ลงไป มันก็มีผลอย่างเดียวกัน. จิตที่เศร้าหมอง ก็มีทางที่จะเป็นไปได้หลายอย่างหลายทางด้วยกัน มากกว่ากรณี ของน้ำในแก้วที่ได้นำมาอุปมาเป็นข้อเปรียบ. เพราะฉะนั้น แม้คำว่า กิเลส จะแปลว่า ความเศร้าหมอง หรือสิ่งที่ ทำให้เกิดความเศร้าหมอง ก็ตาม ต้องเข้าใจไว้เสียก่อนว่า มีหลายอย่างหลายทาง : เศร้าหมองได้ตามหน้าที่ของมัน เช่นราคะหรือโลภะก็เศร้าหมองไปอย่างหนึ่ง, โทสะหรือโกธะ ก็เศร้าหมองไปอย่างหนึ่ง, โมหะหรืออวิชชาก็เศร้าหมอง ไปอีกอย่างหนึ่ง. นี้คือใจความของคำว่า "กิเลส". ถ้าเราจะเอาชั้น หรืออันดับ ของกิเลส มาเป็นเครื่องช่วยให้ศึกษา เรื่องกิเลส เพื่อความง่ายบางอย่าง เราก็อาจจะแบ่งกิเลสได้ เป็น ๓ ชั้น คือกิเลส อย่างหยาบ, กิเลสอย่างกลาง และกิเลสอย่างละเอียด.
น.451 กิเลสอย่างหยาบ หรือทั้งอย่างกลาง อย่างละเอียด มันก็เป็นกิเลส อย่างเดียวกัน คือมีมูลมีรากเง่าต้นตอมาจากที่เดียวกัน แต่ที่ได้กล่าวชื่อว่า “หยาบ" ก็เพราะมันมีความผลักดันอะไรรุนแรงออกมาเป็นของหยาบ แสดงออก มาได้ภายนอก ถึงทางกาย ทางวาจา เป็นการกระทำที่หยาบคาย การพูดที่ หยาบคาย เช่น ฆ่า ขโมย ล่วงละเมิดสิ่งของรักใคร่ของคนอื่น หรือพูดหยาบ พูดเท็จ อย่างนี้เป็นต้น. เมื่อแสดงทะลุออกมาทางกายวาจาแล้ว กิเลสนั้น ก็เรียกได้ว่า เป็นกิเลสถึงชั้นหยาบแล้ว เพราะออกมาถึงกายวาจา. กิเลสอย่างกลาง หรือชั้นกลาง หมายถึงเดือดพล่านอยู่ในมโนทวาร คือใจ เป็นความรัก ความโกรธ ความงัวเงียอ่อนเปลี้ยทางใจ ความฟุ้งซ่าน เลื่อนลอย ความลังเลสงสัย และความอะไรต่าง ๆ ที่มันกลัดกลุ้มอยู่ภายในใจ ; นี้เรียกว่า กิเลสชั้นกลาง ไม่ออกมาถึงข้างนอก ทางกายทางวาจา แต่ว่าพลุ่ง พล่านอยู่ภายในใจ ในมโนทวาร. กิเลสอย่างละเอียด คือกิเลสที่อยู่ลึกไปกว่านั้น คือนอนนิ่ง ๆ อยู่ใน สันดาน. คำว่าสันดานนี้อย่าไปเข้าใจว่าหมายเป็นอันเดียวกันกับมโนหรือใจ. สันดานนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับใจก็จริง แต่เราหมายเอาส่วนลึกของใจอีกชั้นหนึ่ง เรียกว่า สันดาน. กิเลสชั้นละเอียดนี้ ไม่ได้พลุ่งพล่านอยู่ในใจ เป็นความรัก ความโกรธ เป็นความอะไร แต่เป็นเชื้อ หรือเป็น "ตัวกิเลสแท้" ที่นอน นิ่ง ๆ อยู่ในสันดาน จนกว่าจะได้อารมณ์มาแหย่มาปรุง มันจึงพลุ่งเป็น กิเลสชั้นกลาง หรือชั้นหยาบออกมา.
น.452 ๔๑๑ วัฏฏสงสาร และ กิเลส กิเลสชั้นหยาบ สังเกตได้โดยปรากฏที่กาย หรือที่วาจา เช่นฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์เป็นต้น เรียกว่ากรรมกิเลส. กิเลสชั้นกลางนั้นเดือดพล่านอยู่ภายใน โดยเฉพาะ เช่นนิวรณ์ ๕ อย่าง ได้แก่ กามฉันทะ ความกลัดกลุ้มอยู่ในทาง กาม, พยาบาท ความโกรธแค้นอาฆาต กลัดกลุ้มอยู่ในใจ, ถีนมิทธะ ความซึมเซาท้อแท้, อุทธัจจกุกกุจจะ ความรำคาญใจ สงบใจไม่ลง, วิจิกิจฉา ความลังเลไปเสียทุกอย่าง แม้ในสิ่งที่ตนจะต้องกระทำ ; เหล่านี้เรียกว่า กิเลส ชั้นกลาง ซึ่งเกิดขึ้นเป็นประจำ แก่คนทุกคนและทุก ๆ วัน. ส่วนกิเลสชั้น ละเอียดนั้น ยากที่คนทั่วไปจะเข้าใจ ไม่เหมือนกับกิเลส ๒ ชั้นต้นที่กล่าวแล้ว เพราะฉะนั้นจะศึกษาเรื่องกิเลสขั้นละเอียด จึงต้องตั้งพิธี ต้องใส่ใจศึกษาเฉพาะ ขอให้ไปอ่านคำบรรยายในปี ๒๔๙๙ "เรื่องพระอริยบุคคล กับการละ สังโยชน์” แล้วจะพบเรื่องสังโยชน์ ๑๐ ประการ ซึ่งเป็นกิเลสชั้นละเอียด ที่นอนสงบนึ่ง ในสันดานอยู่เป็นปรกติ พอได้อารมณ์จากภายนอก ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจเองเข้าปรุงแต่ง ก็ทะลุเป็นกิเลส ชั้นกลาง และชั้นหยาบออกมา. เท่าที่กล่าวมานี้ จะเห็นได้ว่า การที่พูดว่ากิเลสมี ๓ ชั้นนั้น ไม่ค่อยถูก หรือไม่ถูก แต่ก็ไม่ทราบว่าจะพูดอย่างไร โดยที่แท้แล้ว กิเลสก็มีชั้นเดียว อย่างเดียว มีอวิชชาเป็นแม่ แล้วก็มีชื่อต่าง ๆ เป็นลูก รวมความแล้วอยู่ที่ อวิชชา ทีนี้มันแสดงอาการ หรือแสดงฤทธิ์เดชอำนาจขึ้น ถ้าออกมา ได้ครึ่งเดียว แค่มโนทวารก็กลุ้มอยู่แต่ข้างใน ; ถ้าหยาบกว่านั้น ก็พลุ่งพล่าน ออกมาข้างนอก ถึงกาย วาจา ก็เกิดเป็นการกระทำทางกาย ทางวาจาขึ้น. ถ้ากระทำเป็นฝ่ายบาป หยาบออกมา ก็เป็นการค่าเขา ฆ่าเขา ตีเขา เป็นต้น ;
น.453 ถ้ากระทำออกมาเป็นฝ่ายไม่บาป แต่เป็นเรื่องประณีตที่ไม่รู้สึกกันว่าเป็นกิเลส ก็ปรากฏออกมาเช่นเป็นการอุตส่าห์ทำบุญให้ทาน อุตส่าห์ทำอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งทำให้ตนติดอยู่ในวัฏฏสงสารเรื่อยไป ไม่มีที่สิ้นสุด เวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสาร ไม่มีที่สิ้นสุด มันไม่ได้เป็นไปทางจะดับ จะหัก ซึ่งสังสารวัฏฏ์เลย. อยาก เกิดสวยเกิดรวย อยากเกิดในสวรรค์ ในเทวโลก พรหมโลก อะไรต่าง ๆ ก็ทำ ไปตามความต้องการนั้น นั่นก็เป็นกิเลสชั้นละเอียดผลักดันออกมา: เพราะฉะนั้น แปลว่า ขึ้นชื่อว่า "กรรม" แล้ว จะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่วก็ตาม ต้องทำ ด้วยอำนาจกิเลสชั้นละเอียดนี้ทั้งนั้น ทีนี้ เราจะได้ศึกษาสิ่งที่เรียกว่ากิเลส โดยชื่อ พอสมควรแก่ที่ท่านจะ เป็นผู้พิพากษา อาตมาได้พยายามนำมาเท่าที่เห็นว่าเหมาะสม และจำเป็น :- ว่าโดยชื่อของกิเลสนั้น มันมีมาก โดยเค้าใหญ่ ๆ หรือที่เป็นประธาน ท่านทั้งหลายก็ได้ยินกันอยู่แล้วว่ามีอยู่ ๓ คือ ราคะ หรือโลภะ นี้อย่างหนึ่ง, อย่างที่สอง คือโทสะ หรือโกธะ, อย่างที่สาม คือโมหะ ; หรือพูดติดปาก อย่างที่ชาวบ้านว่า ก็คือ โลภ โกรธ หลง หรือว่า ราคะ โทสะ โมหะ ก็สุดแท้. ชื่อนี้มันเป็นประธานของกิเลส เป็นหัวหน้าอยู่ ๓ อย่าง แต่อย่าลืมว่าทั้งสาม มันก็เป็นของมาจากต้นตอเดียวกัน คือมาจากอวิชชาทั้งนั้น ไม่ว่า โลภะ โทสะ โมหะ ล้วนมาจากต้นตอเดียวกัน คือ อวิชชา ทั้งนั้น ; แต่โดยหน้าที่ หรืออาการที่มันแสดงออกมา นั้นต่างกัน เราจึงบัญญัติชื่อให้เป็นชื่อ ๓ ชื่อได้. ท่านนิยมบัญญัติกันมาตั้งแต่ครั้งพุทธกาล หรือก่อนพุทธกาลก็ตาม เป็น ๓ นี้ ทั้งนั้น ท่านเอาอะไรเป็นเกณฑ์แบ่ง ! อาตมาอยากจะแนะตามความเข้าใจ ของตนเอง โดยอาศัยการสังเกตจากเรื่องต่าง ๆ ที่มีอยู่ในพระคัมภีร์ ว่าท่านแบ่ง กิเลสออกเป็น ๓ อย่างนั้น มีหลักดังนี้ :
น.454 ๕๑๓ วัฏฏสงสาร และ กิเลส กิเลสประเภทแรก คือราคะ หรือโลภะนั้น หมายถึงกิเลสที่เป็นเหตุ ให้เข้าไปหาอารมณ์ เข้าไปรักไปยึดถือ ไปกอดรัด ในอารมณ์คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ; นี่เป็นกิเลสอย่างแรก มีอาการอย่างนี้ .. กิเลสประเภทสอง คือโทสะ หรือโกธะนั้น มันมีอาการที่จะผลักดัน ออกไปเสียให้พ้นจากตัว คือผลักให้ออก แทนที่จะเข้าหาอารมณ์ มันตรง กันข้ามกับอย่างแรกเช่นนี้. กิเลสประเภทสาม คือโมหะนั้น ไม่มีอาการทั้งสองอย่างนั้นเลย เพราะมันปราศจากความรู้ มันจึงอยู่ในลักษณะที่งง ไม่รู้ว่าอย่างไรแน่ แล้ว เป็นเหตุให้วนเวียน ๆ อยู่รอบ ๆ อารมณ์นั้น ไม่รู้ว่าจะเอาดี หรือไม่เอาดี. ฉะนั้น จะเห็นได้ว่า ราคะหรือโลภะนั้น เป็นกิเลสชนิดที่เข้าหาอารมณ์ คือเอาแน่ เข้าไปเอา ; ที่เป็น โทสะ หรือโกธะนั้น เกลียด ผลักออกไป. อย่างแรกอยากจะเข้าไปยึดถือ เข้าไปประคับประคอง ; อย่างที่สอง กลับอยาก จะทำลายให้วินาศ ; ส่วนอย่างที่สาม เป็นโมหะ หรืออวิชชา นี้ไม่แน่นอนลงไป. คนเราล้วนมีกิเลสโดยเค้า ๆ ๓ ประเภทนี้ คือจะเข้าไปเอาอารมณ์, จะผลักดัน อารมณ์ หรือทำลายอารมณ์ ผลักไสออกไป, หรือว่าไม่รู้จะเอาอย่างไรแน่ แล้วก็เวียนวน - เวียนวนอยู่รอบ ๆ อารมณ์นั้น. กิเลสชื่อ โลภะ ประเภทที่หนึ่งนั้น มีชื่อมาก มากจนเอามากล่าว ให้ฟังไม่ครบ แม้จะเอามาแจงให้ได้ ท่านก็จะจำไม่ไหว คือกิเลสประเภทนี้ มันยังมีชื่ออีกมาก แต่ก็มีอาการเหมือนกันหมด เช่นมีชื่อว่า :
น.455 "อภิชฌา" นี้คือความเพ่งเล็ง เจาะจงใคร่จะเอา นี่ก็เป็นราคะ หรือ โลภะชนิดหนึ่ง. "ตัณหา" นี่ก็เป็นอีกชื่อหนึ่ง จะเป็นตัณหาชนิดไหนก็ตาม ทั้ง ๓ นั้น มันก็คือความอยากที่จะเอาทั้งนั้น. "อิจฉา" นี่ก็เป็นอีกชื่อหนึ่ง ของราคะหรือโลภะ. อิจฉา แปลว่า ความอยาก ไม่ได้แปลว่าเป็นเรื่องริษยา ซึ่งภาษาไทยเรามักพูด ริษยา หรือ อิสสา เป็นเสียงว่า อิจฉา เป็นคำพูดที่คลาดเคลื่อน. "ปรารถนา" หรือภาษาบาลีเป็น "ปตฺถนา" นี้ก็เป็นชื่อของกิเลส คือความอยาก ความกำหนัด โลภ. "อาสา" ที่แปลว่า ความหวัง ปองอยากจะได้-จะเอา นี่ก็เป็นชื่อ อีกชื่อหนึ่ง. สรุปแล้ว กิเลสเหล่านี้ จะมีชื่ออย่างไรก็ตาม เราได้ยินได้ฟังแล้ว ให้สังเกตดูความหมายของมันก็แล้วกัน ว่ามันมีความหมายอย่างไร ถ้ามันมี ความหมายในการที่จะเข้าไปรับเอาอารมณ์ ติดแน่นอยู่กับอารมณ์ หลงใหล ประคับประคอง ถนอมอารมณ์เหล่านั้นแล้ว ก็จัดเป็นกิเลสประเภทราคะ หรือ โลภะทั้งหมดสิ้น. กิเลสประเภทที่สอง คือโทสะ หรือโกธะ ก็มีชื่อหลายชื่ออีก เหมือนกัน แม้ไม่สู้มาก เช่นคำว่า "โกธะ" ซึ่งแปลว่า ความโกรธ, "โทสะ"
น.456 ๔๑๕ วัฏฏสงสาร และ กิเลส แปลว่าประทุษร้าย. "พยาบาท” แปลว่าปองร้าย. "อุปนาหะ" แปลว่า การผูกความโกรธนั้นไว้ยืดยาว เป็นต้น. มันจะมีชื่ออย่างไรก็ตาม ถ้ามันมี อาการชนิดที่จะผลักไสออกไปเสียจากตัว หรือถึงกับทำลาย ก็เรียกว่ากิเลส ประเภทที่สอง คือโทสะหรือโกธะ ทั้งนั้น กิเลสประเภทที่สาม คือโมหะ โมหะคือหลงนี้ มาจากอวิชชา ที่แปลว่าไม่รู้ ประเภทนี้ยิ่งมีชื่อแทนมาก จนนับไม่ไหว จำแทบไม่ไหว ตัวอย่าง ที่ท่านยกไว้เป็นตัวอย่างในพระบาลีทั่วๆ ไป มักจะมีชื่อเหล่านี้ เช่น : "มานะ" แปลว่าความสำคัญผิด สำคัญผิดคิดว่าเราเลวกว่าเขา เรา ดีกว่าเขา เราเสมอเขา แล้วทำให้เกิดความรู้สึกต่าง ๆ ขึ้น เพราะคิดว่าเราดีกว่าเขา เสมอเขา หรือต่ำกว่าเขานั้น. มานะนี้ เป็นความสำคัญผิด เป็นโมหะ เหมือนกัน. "ทิฏฐิ" ในที่นี้ หมายถึงฝ่ายที่เป็นอกุศล คือมีความเข้าใจผิดต่าง ๆ เข้าใจผิดในเรื่องที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง, เรื่องทุกข์ว่าเป็นสุข, เข้าใจสิ่งไม่ใช่ตัวตนว่า ตัวตน อย่างนี้. หรือว่าเข้าใจผิดเป็นสัสสตทิฏฐิ ถือว่าตายแล้วเกิดแน่ อย่างนี้ ก็ตาม. หรือว่าเป็นอุจเฉททิฏฐิ ว่าตายแล้วหมดกัน ไม่มีอะไรเหลืออย่างนี้ ก็ตาม. คำว่า "ทิฏฐิ" นี้ ก็แปลว่าหลง เป็นโมหะเหมือนกัน สงเคราะห์ เป็นโมหะทั้งนั้น. "วิจิกิจฉา" แปลว่าความสงสัย นี้ก็คือโมหะ ถ้ายังมีโมหะ คือยัง ไม่รู้ ก็ยังสงสัยเรื่อยไป สงสัยว่านี้อย่างไรกันแน่ ควรจะเอาหรือควรจะไม่เอา เรียกว่า วิจิกิจฉา เป็นโมหะ.
น.457 "ถีนมิทธะ" คือความซึมเซาเหงาหงอย ความไม่มีความกล้าหาญ ร่าเริง นี้ก็ได้ชื่อว่าเป็นกิเลสประเภทโมหะ มีอาการเป็นโมหะ. อย่าเข้าใจ ความง่วงเหงาซึมเซา เกียจคร้านนี้ ว่าไม่ใช่กิเลส ที่แท้เป็นกิเลสชนิดหนึ่ง เต็มที่ของมันทีเดียว ซึ่งเป็นกิเลสประเภทโมหะ. "อุทธิจจะ" แปลว่าความสงบไม่ได้ คือความพุ่งขึ้นเป็นความสงบ ไม่ลง คือจิตหยุดคิดไม่ได้ สงบไม่ได้ มันพุ่งขึ้นตามอารมณ์เรื่อย อย่างนี้เรียกว่า อุทธัจจะ ไม่มีอะไรก็รำคาญเล่นเฉยๆ รำคาญสิ่งต่าง ๆ ไปเสียทุกสิ่งทุกอย่าง เหล่านี้เป็นกิเลสประเภทโมหะ. แม้ที่สุด กิเลสเช่นความไม่ละอายต่อสิ่งที่ควรละอาย ที่ชื่อ "อหิริกะ" ความด้าน ความไม่ละอาย ; กับความไม่นึกกลัว ต่อสิ่งที่ควรกลัว ที่ชื่อ "อโนตตัปปะ" ความไม่กลัวความชั่ว หรือสิ่งที่ควรกลัว. .. ทั้งสองนี้ก็เป็น กิเลสตามชื่อของมัน ล้วนแต่เป็นประเภทโมหะด้วย. ยิ่งจำแนกออกไป ยิ่งเห็นว่ากิเลสประเภทโมหะนี้มีมาก แต่ละอย่าง ๆ น่าสนใจ เราอย่าไปดูถูก ดูหมิ่น ว่าพระพุทธศาสนา พูดอะไรง่าย ๆ ตื้น ๆ เดาเอาก็ได้ ว่า โลภะ โทสะ โมหะ แล้วก็เห็นจะไม่มีอะไรอีก อย่างนี้เป็นต้น ทั้งนี้เพราะเราไม่รู้จัก ไม่รู้จักแม้แต่กิเลสที่เรากำลังมีอยู่ในตัวของเราเอง อย่าง เต็มแน่น เต็มปรี่ หลายสิบหลายร้อยชนิด. "เราควรจะศึกษาไว้ตามสมควร นี้เป็นเรื่องละเอียดทางปริยัติ ซึ่งเราจะต้องศึกษากันเป็นพิเศษ ไม่อาจจะเอามา กล่าวให้หมดในที่นี้ได้.
น.458 ๔๑๗ วัฏฏสงสาร และ กิเลส เมื่อได้ชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างกิเลส ๓ ประเภท โดยอาการ กิริยาที่มันแสดงออก และโดยไวพจน์ คือคำแทนชื่อเรียกมาพอสมควรแล้ว อาตมาจะแสดงผลที่กิเลสมันให้แก่เรา พอเป็นเครื่องให้เกิดความแน่ใจ หรือ เกิดความกล้าในการที่จะละกิเลสกันบ้าง ตามแต่เวลาจะอำนวย. เรื่องนี้ ก็คือการที่เราจะมาพิจารณากัน ถึงสิ่งที่กิเลสมันทำแก่เรา กระทำแก่เรา. ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า กิเลส แปลว่าความเศร้าหมองก็จริง แต่กิริยาอาการที่มันทำให้เราเศร้าหมองนั้น มีมาก. กิเลสที่มีชื่อตรงเป็นชื่อ เดียวกัน คือ โลภะ โทสะ โมหะ นั่นแหละ ไม่มีอะไรมากกว่านั้น ต้นตอ ของมันก็มาจากอวิชชาตัวเดียว แต่ถึงอย่างนั้น มันแสดงอาการในฐานะที่เป็น กิเลสแก่เราทุกคน ในลักษณะที่ต่าง ๆ กัน : กิเลสเมื่อเป็นเหตุให้เราวิตกกังวล นอนไม่หลับ กังวลกิจการงาน กังวลห่วงลูกห่วงหลานที่อยู่ไกล กังวลอนาคต กระทั่งตายไปจะเป็นอย่างไรก็ ไม่ทราบ อย่างนี้ล้วนแต่ทำให้นอนไม่หลับ กินอาหารไม่อร่อยทั้งนั้น นี้เรียก ชื่อว่า "กิญจนะ" แปลว่ากิเลสซึ่งเป็นเครื่องทำความกังวล. คำว่า กิญจนะ เป็นภาษาบาลี อาจจะทำให้ยุ่งยากมากไปก็ได้ สำหรับท่านที่ศึกษาอย่างธรรมดา แต่ว่าจำไว้ได้ก็ดี แล้วจะได้รู้ว่าอย่างน้อย กิเลสนี้มันแสดงฤทธิ์ออกมาเป็นความ กังวล หรือทำความกังวลอย่างหนึ่งแล้ว. กิเลสทำหน้าที่ผูกพันเรา ให้ติดกับความทุกข์ เหมือนกับเชือกที่มันผูก ล่ามสัตว์ให้ติดอยู่กับอะไรบางสิ่งบางอย่าง ไม่ให้หลุดออกจากกันได้ เหมือนกับ ด้ายที่เย็บผ้าสองชิ้นให้ติด ไม่หลุดออกจากกันได้ กิเลสก็ทำหน้าที่เหมือนกับ
น.459 ด้ายเย็บ ร้อยเราให้ติดกันอยู่กับความทุกข์ ความทนทรมาน ซึ่งเป็นลักษณะ เฉพาะของวัฏฏสงสาร. กิเลสนี้เป็นเครื่องร้อยรัดเรา ให้ติดอยู่กับความทุกข์ คือวัฏฏสงสาร. ฉะนั้นกิเลสนี้ จึงได้ชื่อว่า "สังโยชนะ" แปลว่า เครื่อง ผูกล่าม เครื่องผูกพัน. กิเลสบางประเภท เช่นความสงสัย ไม่เชื่อความตรัสรู้ของพระ- พุทธเจ้า หรือไม่เชื่อกรรมเป็นต้น เหล่านี้เป็นกิเลสชนิดที่เป็นเหตุ ทำเราให้ช้า ต่อการพ้นทุกข์ เป็นเหตุให้ล้าหลัง หรือให้เนิ่นช้า ต่อการที่จะพ้นทุกข์ ; กิเลสในลักษณะเช่นนี้ เราเรียกว่า "ปปัญจะ" หรือปปัญจธรรม คือกิเลสที่ทำ ให้เกิดความเนิ่นช้าในการที่จะพ้นจากความทุกข์. เพราะถ้ากิเลสนั้นเข้าครอบงำ ย่อมทำให้เกิดความสงสัย ไม่เชื่อลงได้ เกิดความดูหมิ่นขึ้น ไม่สามารถปฏิบัติ เพื่อดับทุกข์. กิเลสบางประเภท มีความเคยชินในการเกิด จนดูราวกะว่ามีการ สะสม หมักหมม หรือดองอยู่ในสันดานเป็นประจำ เป็นเชื้อเก่าทำให้เกิดเชื้อ ใหม่ อันเป็นเครื่องเศร้าหมอง เป็นกิเลสเรื่อยไป. กิเลสในลักษณะอย่างนี้ ท่านเรียกว่า "อาสวะ" แปลว่าของดอง เหมือนกับการดองให้เกิดการบูดเปรี้ยว กิเลสที่เรียกว่า อาสวะ นี้ โดยเค้าใหญ่ ๆ มีอยู่ ๓ อย่างคือ กามาสวะ ของดอง คือความใคร่ในกาม, ภวาสวะ ของดองคือความยึดมั่นในความมีความเป็น อย่างนั้นอย่างนี้ในภพ, และ อวิชชาสวะ ของดองคือความมืด ความไม่รู้. อย่างแรก ได้แก่การเคยชินในการอยากมี - อยากได้ สิ่งที่ตนรักตนใคร่ใน ทางกาม. อย่างที่สอง ก็คืออยากเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ตามที่อยากจะเป็น
น.460 ๔๑๙ วัฏฏสงสาร และ กิเลส เช่นอยากเป็นคนสวย อยากเป็นคนมีชื่อเสียงเป็นต้น. อย่างที่สาม เป็นความ ไม่รู้ความจริงที่ถูกต้อง เลยต้องงมคว้าอยู่เรื่อย ไม่มีที่สิ้นสุด. กิเลสในลักษณะ เช่นนี้ เขาเรียกชื่อว่าของดอง แทนที่จะเรียกว่าเครื่องเศร้าหมอง และเพ่งเล็ง ถึงกิเลสอันแท้จริง ไม่ใช่กิริยาของกิเลสที่ออกมาข้างนอก และยังแถมเล็งไปถึง อาการที่มันมีประจำอยู่ในส่วนลึกของสันดาน เลยมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่ง ว่า "อนุสัย" คำว่า "อนุสัย" แปลว่า ตามนอน คือว่าตามนอนอยู่ในสันดาน ไม่ให้ขาดจากสันดานได้ ก็แปลว่าเป็นการรักษาเชื้อ ถนอมเชื้อของกิเลส ไว้ใน สันดานอยู่เป็นประจำ พร้อมที่จะแสดงอาการเป็นพิษสงขึ้นมาอยู่เสมอ. ถ้าหากว่าเพ่งเล็งถึงกิริยาอาการที่กิเลสนี้ห่อหุ้มจิต กั้นจิตปรากฏออกมา เป็นกิเลสชั้นกลางแล้ว เราก็มีชื่อเรียกอย่างอื่นอีก : เช่นว่า เมื่อความรักเกิดขึ้น ก็กั้นจิตไม่ให้ใสกระจ่างส่องให้เห็นความจริง, ความโกรธเกิดขึ้น ก็กั้นจิตไม่ให้ มีความสว่าง แลเห็นความจริง, และความอ่อนเพลียละเหี่ยใจ ความฟุ้งซ่าน รำคาญ ความสงสัย รวม ๕ อย่างที่เรียกว่า "นิวรณ์" นี้ เกิดขึ้นแล้ว ย่อม ปิดบัง ที่เคยแจ่มใสวันก่อน ๆ วันนี้ก็มืดไปแล้ว หรือว่าเราอยากจะคิดนึก อะไรให้สำเร็จลุล่วงไป กิเลสเหล่านี้ก็มาบังมากีดกั้นเสีย. ในกรณีเช่นนี้ ถูกเรียกว่า "นิวรณ์" แปลว่าเครื่องกั้นหรือเครื่องบัง เหมือนกับฝาหรือกำแพง. ถ้าว่าถึงกิเลส โดยเฉพาะคืออวิชชา อันเป็นเหตุให้ไม่รู้ความทุกข์ ไม่รู้เหตุให้เกิดความทุกข์ หรือไม่รู้ความดับทุกข์ ไม่รู้ทางแห่งความดับทุกข์ เป็นต้น เราก็เรียกว่าความมืด คือ "ตมะ" ซึ่งแปลว่าความมืด. คำว่า ความมืด เลยเป็นชื่อของกิเลส และเป็นกิเลสประเภทโมหะ ทำให้ไม่รู้
น.461 เมื่อเราพิจารณาต่อ ๆ ไป แม้กิเลสประเภทที่เป็นราคะ หรือโทสะ มันก็มีชื่ออีกมากมายเหมือนกับประเภทโมหะ อย่างที่จะกล่าวยกตัวอย่างกิเลสใน ชื่ออื่นต่อไป : ถ้ากิเลสแสดงอาการตรึงบุคคลให้ติดแน่นอยู่ในความทุกข์ เหมือนกับ ไม้เสียบ อย่างนี้ก็เรียกว่า "บีละ" แปลว่า สลัก หรือไม้เสียบแหลม ๆ ที่ใช้ ตรึงเป็นลูกสลัก ไม้ที่ตรึงของ อย่างนี้ได้แก่ความรู้สึกที่ต้องทนทุกข์เพราะถูก บักตรึงกันอยู่ด้วยกิเลส. ถ้าหากเจ็บปวด ท่านเรียกว่า "สัลเลข" ท่านแปลว่าลูกศร ลูกศร ที่ใช้ยิงเป็นอาวุธ. ราคะก็เป็นลูกศร โทสะก็เป็นลูกศร โมหะก็เป็นลูกศร เพราะว่าเมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นแก่จิตแล้ว มันก็มีอาการเจ็บปวด เหมือนถูกศร. กิเลสนั้นเลยถูกเรียกว่า ลูกศร หรือ "สัลละ". คำว่าลูกศรหรือเครื่อง เสียบแทงนี้ มีหลายชื่อ เช่นคำว่า "วานะ" ที่กลายมาเป็น พานะ นี้ก็แปลว่า เสียบแทงเหมือนกัน. นิพพานก็แปลว่าไม่เสียบแทง. พานะ หรือ วานะ ตัวแท้นั้น แปลว่าเสียบแทง. ถ้ากิเลสทำหน้าที่ให้ร้อน เราก็เรียกว่าไฟ คือ "อัคลิ" ราคะเกิด ขึ้นแล้ว ก็ร้อนไปในลักษณะหนึ่ง, โทสะเกิดขึ้นแล้ว ก็ร้อนไปในลักษณะ หนึ่ง, โมหะเกิดขึ้นแล้ว ก็ร้อนไปอีกลักษณะหนึ่ง เพราะฉะนั้นจึงถูกเรียก ว่าไฟ.
น.462 ๔๒๑ วัฏฏสงสาร และ กิเลส ถ้าหากกิเลสนั้นมีลักษณะท่วมทับ เหมือนกับน้ำท่วม เราก็เรียกมันว่า "โอมะ" โอฆะแปลว่าน้ำชนิดที่มามากผิดปรกติ เหมือนกับน้ำป่าหลากท่วม ใหญ่ นั่นเรียกว่า โอฆะ เป็นน้ำที่มาท่วมในเวลาอันรวดเร็ว หลบหนีไม่ทัน แล้วก็ท่วมตาย นี่เรียกว่าโอฆะ มีอยู่ ๔ ลักษณะ : กาโมฆะ ทิฏโฐฆะ ภโวฆะ และอวิชโซฆะ. จำแนกชื่อคือว่า ความใคร่ในทางกาม หรือความ หลงใหลในทางกาม เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ท่วมจิต เป็นจิตที่มีลักษณะเหมือนคนถูก น้ำท่วม อย่างนี้เรียกว่า "กาโมฆะ". ความอยากมี - อยากเป็น ที่หลงใหลมาก ในการมี - การเป็น แล้วก็ท่วมจิต เรียกว่า "ภโวฆะ". ทิฏฐิคือการถือรั้น ในความเชื่อความนึก ยึดถือของตัวมาแต่ก่อน มันก็ท่วมจิตเหมือนกัน เรียกว่า "ทิฏโฐฆะ". ส่วน "อวิชโชฆะ" นี้คือทั่วไปหมดเป็นความไม่รู้ เป็นกิเลส ได้ทุกอย่าง อย่างนี้มันก็เป็นการท่วมจิตเหมือนกัน มันมีลักษณะท่วมจิตให้เกิด ความลำบาก เหมือนกะคนถูกน้ำท่วม แล้วก็ตาย. อย่างนี้แทนที่เราจะเรียกว่า กิเลส เราก็เรียกมันว่า "โอฆะ". ถ้าเป็นเรื่องให้เศร้าหมอง ให้สกปรก เรามีชื่อหลายชื่อด้วยกัน เช่น เครื่องให้เศร้าหมองสกปรกคือ "มลทิน" ภาษาบาลีเรียก มละ. ถ้าเป็น สิ่งที่เหมือนเอาของสกปรก เช่นขี้โคลนมาไล้ทา นี่เรียก "เลปนะ" เพราะว่า เป็นเครื่องไล้ให้สกปรก คือไล้กาย วาจา ใจ ให้สกปรก. ถ้าหากว่ากิเลสกลุ่มที่กล่าวชื่อมานั้น มีอาการเป็นภาระที่ต้องแบก ต้องลาก เรากลับเรียกว่า "โยคะ" โยคะ แปลว่า แอก เหมือนกับแอกที่เขา ครอบคอวัวควาย เพื่อให้มันลากไถไป. เมื่อเราทุกคน มีกิเลสเกี่ยวกับกาม อย่างหนึ่ง, เกี่ยวกับภาวะ คือความมีความเป็นนั่น-เป็นนี่ อย่างหนึ่ง, เกี่ยวกับ
น.463 ทิฏฐิ คือความดื้อรั้นในความคิดความเห็น อย่างหนึ่ง, เกี่ยวกับอวิชชา ความโง่หลง อย่างหนึ่ง ; สี่อย่างนี้มากดทับ ก็ได้ชื่อว่าเราทุกคนมีแอก ขอให้ลองคลำดูที่บ่าหรือคอของเราดูให้ดี ๆ ว่าจะพบแอกได้อย่างไร. ความรู้สึก ที่ติดมันในของทั้ง ๔ นั่นแหละ คือแอกที่ครอบอยู่บนคอหรือบนบ่า ที่เราจะต้อง ลาก และเรากำลังลาก ลากไป - ลากไป ตามอำนาจของกิเลส. กิเลสที่เรียกชื่อตรง ๆ ว่า "ภาระ" ก็มี. ภาระ แปลว่าของหนัก ได้แก่อุปาทานความยึดถือ อันเป็นกิเลสที่เป็นเหตุให้ยึดถือในเบญจขันธ์ว่าเป็นเรา เป็นของเรา ; ยึดถือรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ หรือยึดถือในโลกนี้ หรือยึดถืออะไรก็ตาม ว่าเป็นเรา หรือเป็นของเรา มันก็เกิดเป็นของหนัก ขึ้นมาทันที. นี่จะเห็นได้ว่า กิเลสในลักษณาการที่มันทำอันตรายแก่เรา มีชื่อต่าง ๆ กันอย่างนี้. ทีนี้ถ้าเราพิจารณาที่กิริยาอาการของกิเลสที่มันทำหน้าที่อย่างร้ายกาจ ไปกว่านั้น ก็ได้แก่กิเลสที่ทำหน้าที่ปรุงแต่งส่งเสริมให้มีความเกิดใหม่ เกิดได้ เรื่อยไป ให้วัฏฏสงสารหักลงไม่ได้ มีแต่ให้ห่วงโซ่คล้องกันไปไม่มีที่สิ้นสุด กิเลสอย่างนี้เราเรียกว่า "สังขาร" แปลว่าเครื่องปรุงแต่ง. เรียกให้เต็มก็คือ "อภิสังขาร" แปลว่าเครื่องปรุงแต่งอย่างยิ่ง ส่วนมากได้แก่กรรม ไม่ใช่กิเลสแท้ แต่มีมูลมาจากกิเลส ซึ่งก็ควรถือว่าเป็นเครื่องเศร้าหมองเหมือนกัน : กิเลสเป็นเหตุให้ทำดี เพื่อให้เกิดดี เรียกอภิสังขารฝ่ายดี คือ "ปุญญาภิสังขาร"
น.464 ๔๒๓ วัฏฏสงสาร และ กิเลส กิเลสความสำคัญผิด ทำให้หลงชั่ว ปรุงแต่งไปทางเกิดชั่ว เป็นเหตุ ให้ทำบาป เรียก "อปุญญาภิสังขาร" กิเลสที่อยากให้ยิ่งขึ้นไปกว่าดีตามธรรมดา จนเป็นพรหม ไม่เกี่ยว กับกาม สงบสุขอย่างพรหม แต่ก็ไม่พ้นไปจากสังสารวัฏฏ์ เพราะยังเกี่ยวข้อง กับความมีความเป็น ชนิดที่ตนปรารถนา นี้เรียก "อเนญชาภิสังขาร". อภิสังขารทั้ง ๓ นี้ แม้จะเป็นตัวกรรมก็จริง แต่มีมูลมาจากกิเลส ตั้งอยู่กับกิเลสทีเดียว มันจึงอยาก มันจึงปรุง ทำหน้าที่ปรุงเป็นอภิสังขาร ทำหน้าที่ปรุงให้มีการเกิดเรื่อยไป ให้มีการทำดี หรือทำชั่ว หรือทำไม่ดีไม่ชั่ว แต่เป็นอย่างโลก ๆ เป็นห่วงคล้องกันไป เป็นห้วง ๆ อย่างที่กล่าวมาแล้ว ว่าคน หนึ่ง ๆ ในวันหนึ่ง ๆ เรามีวัฏฏสงสาร นับไม่ไหว. ทีนี้ถ้าเป็นกิเลสทำหน้าที่เป็นอาหาร "อาหาร" คำนี้ ก็เป็นชื่อของ กิเลสอีกชื่อหนึ่ง ไม่ได้หมายแต่เพียงอาหารที่เรากิน อาหารคำนี้ แปลว่า นำมา ซึ่งผล. กิเลสที่นำมาซึ่งผล เพื่อตกแต่งให้เกิดใหม่ ตกแต่งให้มีวิญญาณ เรียก "วิญญาณาหาร" ตกแต่งให้เกิดภพใหม่ ปฏิสนธิใหม่ ; "กวลิงการาหาร" - อาหารคือคำข้าว คำข้าวตามธรรมดานี้แหละ ถ้ามีตัณหาในมัน นั่นก็ทำให้เกิดเรื่องเพราะการกินได้ ; "ผัสสาหาร" - อาหารคือการกระทบทางกาย หรือทางใจ กล่าว คือทางรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ซึ่งล้วนเป็นทางเกิดเรื่องเกิดราวได้จากการ ผัสสะนั้น คือก่อให้มีเวทนาขึ้น แล้วก็มีตัณหา มีอุปาทาน ต่อ ๆ ไป ;
น.465 "มโนสัญญเจตนาหาร" - อาหารคือเจตนา อันนี้คือตัณหาแท้ เป็นกิเลสแท้. เราทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยมโนสัญญเจตนาหารนี้ทั้งนั้น. อาหารคือ เจตนานี้ ทำให้กระทำกรรม เพราะฉะนั้นกิเลสนี้ จึงได้ชื่อว่าอาหาร เพราะเหตุ ที่นำมาซึ่งผล เป็นเรื่องการกระทำ ที่ทำให้เกิดผลสะท้อนไม่มีที่สิ้นสุด เหมือน กับเรากินอาหารเข้าไปแล้วอิ่ม เกิดความรู้สึกต่าง ๆ เกิดความงอกงามต่าง ๆ ทาง เนื้อหนังเป็นต้น. ชื่อว่าอาหารแล้ว ต้องนำผลอย่างใดอย่างหนึ่งมา เป็นเรื่อง วุ่นวายเสมอ. กิเลสในฐานะที่ทำให้เกิดผลต่าง ๆ อย่างนี้ เราให้ชื่อว่า "อาหาร" และที่เป็นอันตรายอย่างยิ่ง คือมโนสัญญเจตนาหาร หรือวิญญาณาหาร กล่าว คืออาหารคือเจตนา (นี้เป็นตัวกิเลสที่ให้ทำกรรม ว่ายเวียนอยู่ในวัฏฏสงสาร) กับอาหารคือวิญญาณ (ตัวปรุงแต่งวิญญาณให้เวียนว่ายเหมือนกัน). กิเลสนี้ มีลักษณะเช่นนี้ เราจึงเรียกว่า "อาหาร" ในภาษาไทยเรา ไม่เคยใช้คำนี้ ว่าเป็นกิเลส แต่ในภาษาธรรมะหมายถึงกิเลสด้วย. กิเลสชื่ออีกชื่อหนึ่ง ที่สำคัญมาก พระพุทธเจ้าท่านใช้มาก คือคำว่า “สมุทัย" สมุทัย แปลว่าเกิดขึ้นพร้อม (สัง = พร้อม, อุ = ขึ้น, ทย = ไป ; สังอุทยะ = ขึ้นไปพร้อม หรือเกิดขึ้น) ได้แก่การปรุงแต่งให้เกิดขึ้นซึ่งความทุกข์. กิเลสทุกชื่อ ล้วนแต่เป็นสมุทัย คือให้เกิดความทุกข์. สมุทัย ก็คือสมุทัย ของความทุกข์ เพราะฉะนั้นกิเลสทุกชนิด ไม่ว่าอย่างไหนหมด เป็นเหตุ ให้เกิดความทุกข์. เราจงรู้จักหน้าตาของกิเลสไว้ ว่าอยู่ในฐานะเป็นเหตุให้เกิด ความทุกข์ เราจะได้มีความเกลียดกิเลส กลัวกิเลส ; และมามีความกล้า ความเพียร ความพอใจ ที่จะฆ่ากิเลส เพื่อให้เรามีความทุกข์น้อยลงตามส่วน
น.466 ๔๒๕ วัฏฏสงสาร และกิเลส จนกว่าจะถึงที่สุดของความทุกข์ คือดับทุกข์ได้สิ้นเชิง ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายของการ ศึกษาพุทธศาสนา. ในที่สุด ก็สรุปความได้สั้น ๆ ว่า วัฏฏสงสารนั้น ไม่ใช่อะไร มันคือ ชีวิตที่หมุนไปเป็นวงกลม ๆ วงกลมของชีวิต หรือชีวิตที่หมุนไปเป็นวง ๆ เป็น ห่วง ๆ ห่วง ๆ วันหนึ่งไม่รู้จักกี่สิบห่วง กี่ร้อยห่วง กี่พันห่วง แล้วแต่ความเก่ง ของเจ้าของ แล้วแต่สิ่งแวดล้อมของบุคคล สัตว์ สังขารนั้นๆ ไม่เหมือนกัน ทุกคน ไม่เท่ากันทุกคน ; แต่มันเหมือนกัน ตรงที่ว่ามีกิเลสนี้ เป็นแรงดัน ให้วงกลมของชีวิตหมุนไป เป็นห้วง ๆ ห้วง ๆ เป็นกรณี ๆ คือ อยากทำ แล้วทำ แล้วได้รับผลไปหล่อเลี้ยงความอยากอันใหม่ นี่เรียกว่าห้วงหนึ่ง ๆ. ห้วงหนึ่ง ในวันหนึ่ง ที่เรียกว่าวงกลมของชีวิต หรือชีวิตที่หมุนไปเป็นห้วงๆ นี้คือ วัฏฏสงสาร. ในนั้นมีกำลังงานคือกิเลส ล้อนี้หมุนไปด้วยอำนาจของกิเลส. เรียกว่าเราศึกษาเรื่องวัฏฏสงสารและกิเลส ซึ่งโดยที่แท้แล้ว คือกฎแห่ง กรรมในชั้นละเอียด. กิเลส เป็นเหตุให้มีการเคลื่อนไหว คือการทำกรรม เกิดผลขึ้นเป็นรางวัลหล่อเลี้ยงกิเลส หรือเป็นเสน่ห์ที่จะจูงจิตสัตว์ให้ทำการ หมุนต่อไปเพื่อการสร้างกิเลสใหม่. สิ่งที่เรียกว่าผล หรือลูกนั้น ระวังให้ดี เป็นค่าจ้างหรือเป็นเหยื่อที่ธรรมชาติคือกิเลส มีไว้ล่อสัตว์ ให้ติดแน่นอยู่ใน สังสารวัฏฏ์อย่างที่จะหลุดออกไปไม่ได้. อาตมาขอยุติคำบรรยายวันนี้ เพราะหมดเวลาเพียงเท่านี้.
Buddhadasa