น.467 ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย , การบรรยายครั้งแรก ๆ ข้อความก็มีความสัมพันธ์เนื่องกันมาตามลำดับ เพราะฉะนั้นจำเป็นจะต้องขอร้องให้ระลึกถึงใจความสำคัญของครั้งก่อน ๆ ให้ ชัดเจนอยู่ในใจ เป็นปกติอยู่ด้วย โดยเฉพาะเรื่องความแตกต่างระหว่างศีลธรรม กับศาสนา หรือจะเรียกว่าศีลธรรมกับสัจจธรรมก็ได้ เพราะเป็นของคนละอย่าง ต่อกัน. ศีลธรรม หมายถึงมนุษย์ทำขึ้น บัญญัติขึ้น ตามความต้องการ ของมนุษย์เองเป็นส่วนใหญ่ ; แม้จะมีคล้อยตามสัจจธรรม ก็ยังอยู่ในอำนาจ ๔๒๖
น.468 ๔๒๗ การถูกลวง ด้วยของเป็นคู่ ของมนุษย์ และมุ่งเกิดประโยชน์ส่วนรวมหรือสังคม. ส่วนสัจจธรรมหรือ ตัวแท้ของศาสนานั้น ไม่เป็นอย่างนั้น. และวันต่อมา ได้บอกให้ทราบถึงวิธีปฏิบัติทั่ว ๆ ไป ซึ่งจะต้องอนุวัตร ให้สมควรแก่เรื่องศีลธรรมหรือสัจจธรรม. ในเรื่องเดียวกัน เราอาจปฏิบัติ ในแง่ของศีลธรรมก็ได้ ในแง่ของสัจจธรรมก็ได้. และต่อมายังได้บอกถึง พระรัตนตรัย ในแง่ของศีลธรรม และในแง่ของสัจจธรรม ซึ่งผิดกันมาก. ในแง่ของศีลธรรม เราพึ่งผู้อื่นสิ่งอื่น ตลอดจนพึ่งพระรัตนตรัย ; ส่วนแง่ของ สัจจธรรม เรากลับพึ่งตัวเอง. ทั้งนี้เป็นไปได้ด้วยกฎแห่งกรรม ซึ่งมีอำนาจ ควบคุมสิ่งทั้งปวงในโลก. กรรม เป็นของเนื่องกันกับกิเลสหรือสังสารวัฏฏ์. สังสารวัฏฏ์ คือชีวิตของคนเรา ซึ่งหมุนไปเป็นรอบๆ เป็นประจำวันทีเดียว มีกิเลสเป็นแรงผลักดัน. ในสังสารวัฏฏ์ มีสิ่งที่เรียกว่า "อัสสาทะ" คือสิ่งมีรส เป็นที่ยั่วยวนแก่สัตว์ โดยเฉพาะให้เกิดกิเลส. ฉะนั้นสัตว์จึงมีกิเลสแล้วทำกรรม และรับผลของกรรม ซึ่งส่งเสริมให้มีกิเลสอีกต่อไป อย่างใดอย่างหนึ่ง จึงวนเวียน เป็นสังสารวัฏฏ์. วันนี้ เราควรจะพิจารณากันว่า ทำไม สัตว์จึงได้ตกอยู่ในอำนาจ การยั่วยวนของสังสารวัฏฏ์ ? หรือว่าในสังสารวัฏฏ์นั้น มีอะไรเป็นเครื่อง ยั่วยวน จึงมีรส มีเสน่ห์ ดึงดูดสัตว์ไม่ให้หลุดไปจากสังสารวัฏฏ์ได้ ? ในข้อนี้ ขอตอบว่าเพราะมี การถูกลวง ด้วยของเป็นคู่ นั่นเอง ซึ่งเราจะกล่าวกันถึง สิ่งนี้. การถูกลวงด้วยของเป็นคู่ หมายความว่า ของที่มีอยู่เป็นคู่ ๆ ใน สังสารวัฏฏ์นั้นเอง ทำให้เกิดการเข้าใจผิด สิ่งเหล่านั้นเป็นมายา ก่อให้เกิดความ
น.469 เข้าใจผิดแก่สัตว์ที่มาเกี่ยวข้องกับสังสารวัฏฏ์. สิ่งทั้งหลายในสังสารวัฏฏ์ย่อมมีอยู่ ในฐานะเป็นคู่ การจมอยู่ในสังสารวัฏฏ์ ก็เพราะอำนาจของการถูกลวงด้วยของ เป็นคู่ ๆ นี้เอง. อย่าว่าแต่มนุษย์เลย แม้แต่สัตว์เดียรัจฉาน ซึ่งมีความคิดนึกน้อย ทำอะไรได้น้อย ก็ตกอยู่ในวิสัยที่ถูกลวงด้วยของเป็นคู่ ๆ อย่างเดียวกัน. ของเป็นคู่ ๆ ในที่นี้ ก็คือ สิ่งที่เราคิดว่ามันตรงกันข้ามกัน ซึ่งท่าน ทั้งหลายก็เห็นกันอยู่ทุกวัน หรือเรียกร้องกันอยู่ทุกวันนี่แหละ ของคู่ มีอยู่มาก จนเหลือที่จะกล่าว ยกมาพอเป็นตัวอย่าง ก็เช่น ร้อน - เย็น นี้ก็เรียกว่าคู่หนึ่ง อันหนึ่งร้อน อันหนึ่งเย็น, นอก - ใน นี้ก็คู่หนึ่ง, หน้า - หลัง, เข้า - ออก, สั้น - ยาว, สวย - ขี้เหร่ ฯลฯ อย่างนี้เป็นต้น มันมีความเป็นคู่ ๆ คู่ ๆ ตรง กันข้ามกันอย่างนี้ ตลอดจน ความดี - ความชั่ว บุญ - บาป สุข - ทุกข์ เหล่านี้ ล้วนเรียกว่าเป็นของคู่ ๆ ทั้งนั้น. สิ่งเหล่านี้มีมายาที่ทำให้คนเข้าใจว่า เป็นคู่ แล้วเกิดแบ่งความรู้สึกเป็นชอบ หรือไม่ชอบ ตามของคู่นั้น ๆ. เมื่อตกอยู่ในอำนาจการลวง ของของเป็นคู่ ๆ แล้ว เราจะต้องรักสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แล้วเกลียดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง. เมื่อรักสิ่งใดก็ต้องเป็นไปตามอำนาจของสิ่งนั้น นี่เป็นที่ตั้งของกิเลสในวาระแรก. ทีนี้ เราจะต้องศึกษาให้เข้าใจถึงความจริง ไม่ให้ของเป็นคู่ ๆ นี้ หลอกลวงได้อีกต่อไป. เรื่องในฝ่ายศีลธรรม เราวางกฎเกณฑ์ที่อนุวัตรไปตามของที่เป็นคู่ คือว่าอยากได้ในฝ่ายที่นิยมกันว่าดี ว่าถูก ว่าจริงเป็นต้น ; แล้วก็รังเกียจฝ่ายที่ ไม่ดี ไม่ถูก ไม่จริง เป็นต้น. แต่ในฝ่ายสัจจธรรม เราถือว่าของเหล่านั้น เหมือนกัน ไม่มีอันไหนที่น่ารัก น่าเอา ; ไม่มีทางที่จะคัดออกมาเป็นสิ่งที่น่า ปรารถนาหรือไม่น่าปรารถนา แต่เป็นของที่ไม่ควรยึดถือ ว่าเป็นของที่น่า
น.470 ๔๒๙ การถูกลวง ด้วยของเป็นคู่ ปรารถนาเหมือนกันหมด ฉะนั้นปัญหาเรื่องของคู่นี้ จึงมีอยู่มาก เพราะว่า ฝ่ายหนึ่งหรือทางหนึ่ง ในขั้นศีลธรรมนั้น มีวิธีปฏิบัติอย่างหนึ่ง เพื่อให้ถูก ตามความนิยมของศีลธรรม ; ส่วนฝ่ายสัจจธรรมนั้น มีอีกอย่างหนึ่งซึ่งตรงกัน โดยเหตุนี้ ถ้ายังหลงไปตามความลวงของของเป็นคู่ ก็ต้องตกอยู่ใต้กฎเกณฑ์ ของศีลธรรม หรือกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เป็นธรรมดา ไม่อาจจะหลุดพ้นออกไปได้. เราจึงเห็นได้ว่า ของคู่ ๆ นี้ เป็นเรื่องของสมมติ อยู่ในขั้นของศีลธรรม ทำอย่างไรเสียก็ไม่พ้นจากวัฏฏสงสารได้ ถ้าคนยังถูกลวงอยู่ในของที่เป็นคู่ ซึ่งจะได้วินิจฉัยกันดู ทีละคู่ ๆ โดยละเอียดต่อไป. ในที่นี้ต้องการจะชี้ให้เห็นว่า ของที่เป็นคู่ ๆ นี้ บัญญัติขึ้น ตาม ความรู้สึกของสัตว์ที่ถูกลวงด้วยของเป็นคู่นั้นเอง และเป็นที่ตั้งของสิ่งที่เป็น วิสัยโลกต่าง ๆ นานา เช่นว่าประดิษฐกรรมต่าง ๆ ที่รู้จักประดิษฐ์นั้นประดิษฐ์นี้ ขึ้นมา หรือว่าอารยธรรมแผนใหม่ต่าง ๆ ตลอดถึงวัฒนธรรม กระทั่งศีลธรรม ในที่สุด ล้วนแต่อนุวัตรให้เป็นไปตามความลวงของของที่เป็นคู่ ๆ นี้ทั้งนั้น. ส่วนสัจจธรรมนั้น เป็นเรื่องที่ลืมหูลืมตาอย่างเต็มที่ ไม่ถูกลวงด้วยของเป็นคู่ อีกต่อไป. ทีนี้เราจะได้พิจารณาให้เข้าใจกัน ถึงของที่เป็นคู่ ๆ นี้ ให้เป็นที่ เข้าใจชัดเจนกันเสียก่อน จึงจะทราบชัดว่า มันลวงอย่างไร. การจับคู่ เป็นคู่ ๆ ก็หมายถึงสิ่งที่ตรงกันข้ามเสมอ เรามีทางที่จะ จัดคู่เป็น ๒ ประเภทด้วยกัน คือเป็นคู่ ๆ กัน แต่ในวิสัยโลก นี้อย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นการลวงอย่างยิ่ง. แล้วเป็นคู่ ๆ กัน ในระหว่างวิสัยโลกกับโลกุตตระอีก ประเภทหนึ่ง อันนี้ลวงน้อยหน่อย. แต่ถ้าจะหลุดพ้นจริง ๆ แล้ว จะต้องพ้น จากความรู้สึกที่เป็นคู่ทุกคู่ ทุกประเภท เสมอไป.
น.471 เราจะได้พิจารณากันถึงของเป็นคู่ ๆ คู่ ๆ ที่เป็นวิสัยโลก อยู่ในวิสัย โลกกันเสียก่อน เช่นว่าสวยกับไม่สวย ไพเราะกับไม่ไพเราะอย่างนี้ ต้องรู้ว่า มันเกิดขึ้นมาได้ด้วยความรู้สึกของอะไร ด้วยอำนาจของอะไร ... มันต้องมี ความคิด หรืออุปาทานอย่างอื่น ซึ่งจะเป็นเครื่องช่วยให้เกิดความรู้สึกว่า สวยหรือไม่สวยและอุปาทานอันนั้นก็ฝั่งแน่นมาแต่เดิม และปลูก ย้อม เพาะ หว่าน กันต่อไป ไม่มีที่สิ้นสุด จนกระทั่งเกิดความรู้สึกว่าสวย หรือขี้เหร่. เราจะเห็นได้ว่า คนสวยอย่างคนไทย กับความสวยอย่างคนต่าง ประเทศ มันก็เป็นคนละอย่าง จนถึงกับรู้สึกว่าไม่สวยต่อกันและกันไปก็ได้. ยิ่งไปเปรียบกันกับคนที่มีความเป็นอยู่ต่างกันมาก ๆ เช่นคนที่ล้าหลังในอาฟริกา เป็นต้น ที่ว่าสวย - ไม่สวย ก็ยิ่งแตกต่างกันมากขึ้นไปอีก. คนดำเหล่านั้น อาจจะรังเกียจผิวสีขาว เห็นเป็นของน่าขยะแขยงไปเสียอีก. หรือว่าชนบางชาติ ที่เห็นกันจากหนังสือภูมิศาสตร์ ที่เขาใช้วิธีดัดแปลงอวัยวะของร่างกายให้เป็น อย่างนั้นอย่างนี้ ตามที่เขาเห็นว่าสวย เช่นพวกปากเป็ด ปากจาน เขาเอา ของแบน ๆ ใส่ไว้ภายใต้ริมฝีปากบนตั้งแต่เล็ก แล้วค่อยดึงให้มันแบนออกไป กว้างออกไป จนเหมือนปากจานหรือปากเป็ด นั่นก็ทำไปเพราะอำนาจความ เข้าใจว่าสวย และยึดถือว่าสวย. เพราะฉะนั้น ความสวย หรือไม่สวย จึงอาศัยความยึดมั่นถือมั่นอย่างใดอย่างหนึ่ง. ทีนี้สมมติว่าเราเอาคนอาฟริกา ที่สวยอย่างปากเป็ด มายืนเปรียบกันกับคนที่สวยอย่างสมัยใหม่ อย่างไทย ๆ บ้าง สวยอย่างคนต่างประเทศบ้าง แล้วมาให้ผู้ที่มีจิตใจที่กลาง ๆ ก็จะไม่มีความ รู้สึกว่าใครจะสวยกว่าใคร. หรือถ้าให้ไปถามใครที่ไม่มีความยึดถือด้วยอุปาทาน เช่นสมมติว่าไปถามลิงได้ ถามว่าสวยอย่างนี้ กับสวยอย่างนั้น ใครจะสวยกว่ากัน ก็จะถูกตัดสินว่าไม่มีใครสวยกว่ากันที่ไหนเลย.
น.472 ๔๓๑ การถูกลวง ด้วยของเป็นคู่ ความไพเราะ กับ ความไม่ไพเราะ เช่นดนตรีที่ถือว่าไพเราะ นี้ก็ต้องสร้างขึ้นมาด้วยอุปาทาน ทำนองเดียวกับอุปาทานว่าสวยงาม หรือยิ่ง ไปกว่าด้วยซ้ำ คือจะต้องถูกลวงมาตั้งแต่ต้นเรื่อย ๆ ให้มีความยึดถือในโน้ต เสียงตัวนั้น อย่างนั้นอย่างนี้ เรื่อยมาเสียก่อน แล้วศึกษาในทางสลับซับซ้อน มากเข้า จึงจะรู้สึกว่าไพเราะ เป็นเสียงดนตรีที่ทำยากและเพราะพริ้ง. แต่ ถ้าเราไปถามคุณย่า คุณยาย รุ่นเก่าโน้น ท่านไม่รู้สึกว่ามันไพเราะ มันเหมือน กันหมด มันเหมือนกันกระทั่งเอาคนที่เล่นไม่เป็นเลย มาสี มาดีดไปตามประสา คนบ้า แล้วเอาดนตรีที่บรรเลงดีที่สุด ที่เรียกว่ามหาอุปรากร มาให้สุนัขพึ่ง ถ้ามันบอกได้มันก็จะไม่พบว่ารู้สึกแตกต่างกัน เป็นไพเราะ หรือไม่ไพเราะ เป็นศิลป หรือไม่เป็นศิลปเลย. เพราะเหตุว่าในสุนัขนั้น ยังไม่มีอุปาทาน อย่างคน ไม่เคยถูกลวงด้วยของเป็นคู่มากเหมือนกับคน. คนมีแต่ชอบพอกพูน อุปาทานให้มากยิ่งขึ้น ๆ ตามลำดับ. นี่เราเรียกว่า การถูกลวงด้วยของเป็นคู่ เรื่องไพเราะหรือไม่ไพเราะ. ความร้อน กับ ความเย็น นี้ก็เป็นอีกคู่หนึ่ง ความร้อนกับความ เย็น ตามความรู้สึกของคนที่ถูกลวงแล้ว ก็ต้องถือว่ามันต่างกันตรงกันข้าม แต่ว่าโดยที่แท้แล้ว จะเห็นได้ว่าความจริงมันมีแต่ความร้อน ที่อยู่คนละระดับ เท่านั้น. ถ้าว่าจะศึกษาด้วยหลักวิทยาศาสตร์ ก็วางหลักไปในทางที่ว่า มันเป็นความร้อนเสมอกันหมด แต่เป็นความร้อนคนละระดับ. อย่างว่าน้ำแข็ง ที่ถือกันว่าเย็น น้ำเดือดถือกันว่าร้อน.อันหนึ่งอยู่ ๐ ดีกรี อีกอันหนึ่ง อยู่ตั้ง ๑๐๐ ดีกรี. แต่ถ้าเราวัดด้วยปรอทอย่างอื่น น้ำแข็งก็ไม่ใช่ ๐ มันยัง มีความร้อนอยู่อีกระดับหนึ่ง ซึ่งพอจะทำให้คนที่อยู่ในถิ่นที่อากาศต่ำกว่า ๐ นั้น รู้สึกอบอุ่นสบาย เขาจึงนอนในถ้ำที่ทำด้วยก้อนน้ำแข็งได้ เพราะน้ำแข็งก็มี
น.473 ความร้อนระดับหนึ่ง ถึงแม้จะไม่ร้อนเท่าน้ำเดือด. นี่ โดยหลักวิทยาศาสตร์ ก็บอกให้เห็นได้ ว่าเป็นความร้อนอยู่ในระดับต่างกัน ไม่ใช่ของตรงกันข้าม นี้ก็แสดงว่าวิทยาศาสตร์นั้น ยังมีการถูกลวงน้อยกว่าคนที่ไม่เป็นนักวิทยาศาสตร์. แต่ทีนี้ เราเอาความรู้สึก หรือความพอใจของเราเป็นประมาณ มีอุปาทานสร้างขึ้นเรื่อยๆ ยึดถือในเรื่องความเย็น - ความร้อน เช่นว่าชอบ ความเย็นก็หลงใหลในสิ่งที่เรียกว่าเย็น ทำให้ต้องกินของที่ทำให้เย็นเสียก่อน ซึ่งบรรพบุรุษของเราแต่ก่อน ไม่เคยกิน และท่านก็ไม่เคยมีปัญหาในเรื่องตู้เย็น เรื่องน้ำแข็งเหล่านี้. บรรพบุรุษเหล่านั้น ไม่เคยรู้จักตู้เย็น ไม่เคยรู้จักน้ำแข็ง ก็ยังไม่ตาย ก็อยู่มาได้ด้วยความผาสุกสบาย ไม่ยุ่งยากมากเหมือนพวกที่ต้อง ซื้อตู้เย็น ต้องทำน้ำแข็ง. นี่จะเห็นได้ว่าโลกทั้งหมดมีอุตสาหกรรมทำน้ำแข็ง กันทั้งโลกนี้ นับเป็นร้อยล้านพันล้านลูกต่อวันหนึ่ง นี้มันเป็นเรื่องกินด้วย อุปาทานทั้งนั้น ที่จะใช้ไปในทางเก็บรักษาหยูกยา หรือที่จำเป็นแก่ชีวิต จริง ๆ นั้นเป็นส่วนน้อย ส่วนใหญ่ก็เพื่อให้ได้ความเพลิดเพลิน ในทางรสของ การกินทำให้มนุษย์ยุ่งขึ้นอีกกี่มากน้อย ในการทำน้ำแข็งกันทั้งโลกในวันหนึ่ง ๆ รวมทั้งตู้เย็นทั้งโลก ในวันหนึ่ง ๆ จะต้องสิ้นเปลืองอะไรไปเท่าไร. ทั้งหมดนั้น ก็ไม่ใช่อะไร นอกจากทำให้เราถูกลวงด้วยของเป็นคู่นั้น มากขึ้น แล้วเป็นต้นเหตุแห่งการเสื่อมเสียศีลธรรม ความทุจริตคดโกงต่าง ๆ อยู่ไม่น้อยเหมือนกัน เพราะเป็นของเหลือเพื่อ แต่ก็ต้องหามาให้ได้ ไม่ได้ด้วย วิธีตรง ก็เอาทางคด เหล่านี้เพราะความโลภที่ไม่มีขอบเขต เกิดมาจาก อุปาทาน ให้ถูกลวงด้วยของเป็นคู่ คู่นี้ คือ ร้อนกับเย็น นี้. จนกระทั่ง เกิดความยุ่งยากลำบากที่ไม่จำเป็นขึ้นอีกมาก แม้ในเรื่องเครื่องนุ่งห่ม. ถ้าอย่ามี
น.474 ๔๓๓ การถูกลวง ด้วยของเป็นคู่ อุปาทานในเรื่องร้อน - เย็นนี้ให้มาก ก็จะมีความเข้มแข็งทางจิตใจ ต้านทาน ดินฟ้าอากาศเหล่านี้ตามธรรมชาติยิ่งขึ้น. เมื่อถูกลวงด้วยสิ่งเหล่านี้มาก ก็เกิด ความอ่อนแอ ปัญหาเรื่องการนุ่งห่ม หรือที่อยู่อาศัยเกี่ยวกับร้อนเย็นนี้ ก็มี มากขึ้น ตามความถูกลวงของมนุษย์ นี้เรียกว่าเราถูกลวงด้วยของเป็นคู่ ที่เรา ให้นามมันว่าร้อน กับ เย็น นั่นเอง. ที่นี้ ของเป็นคู่ ๆ ถัดไป เช่น นอก- ใน, หน้า - หลัง, ออก- เข้า เหล่านี้ก็เช่นเดียวกัน, สั้น-ยาว หนา- บาง, อ้วน-ผอม, สูง-ต่ำ, กว้าง-แคบ, ถ้าเราไม่ถูกลวงด้วยของเป็นคู่ เราจะไม่รู้สึกความแตกต่างระหว่างหน้ากับหลัง เพราะเราไปสมมติมันข้างหนึ่งเป็นหน้า เหลืออีกข้างหนึ่งมันก็ตรงกันข้าม คือ ข้างหลัง แล้วก็มีความหมาย ; มีความพอใจในส่วนใด อีกส่วนหนึ่งก็ต้อง ไม่พอใจ ; เป็นอย่างนี้เหมือนกันทุกคู่. เรื่องสั้น - เรื่องยาว ก็เช่นเดียวกัน ที่แท้ก็คือความยาวที่ต่าง ๆ กัน ถ้ามันไม่อยู่ในลักษณะที่พอใจเรา หรือตามความ มุ่งหมายของเรา เราก็ไปยึดถือ ว่าเป็นสั้น - เป็นยาว แล้วเกิดความเกลียด ข้างหนึ่ง เกิดความชอบข้างหนึ่ง เป็นคู่ที่ตรงกันข้ามเรื่อยไป. ในเรื่องนี้ ถ้าเราจะศึกษากฎที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์กัน โดยเฉพาะ สมัยปัจจุบันนี้ ก็มีแนะไว้อย่างละเอียดและชัดเจนที่สุด คือกฎเรื่อง relativity ของไอน์สไตน์. ถ้าเราไปศึกษากฎนี้อย่างครบถ้วนแล้ว คำที่พูดว่า สั้น - ยาว ออก-เข้า หน้า-หลัง หนา-บาง อ้วน-ผอม สูง-ต่ำ กว้าง-แคบ อะไร เหล่านี้ จะเป็นคำที่น่าหัวเราะที่สุด คือเป็นการแสดงความโง่เขลาที่สุด ที่เกิด ความรู้สึกเช่นนั้น เพราะมันเป็นแต่ความหลอกลวงของของที่เป็นคู่ ซึ่งหลอกลวง ต่ออวัยวะเครื่องรับสัมผัส คือตา หู จมูก ลิ้น กายของเรา. เราเกิดความ
น.475 ๒๕๐๐ ต้องการชนิดที่จะเป็นอย่างนั้น-อย่างนี้ ขึ้นมาทีเดียว ไม่ออกก็เข้า ไม่สั้นก็ยาว ไม่หนาก็บาง ไม่อ้วนก็ผอม ไม่สูงก็ต่ำ ไม่กว้างก็แคบ อย่างนี้เป็นต้น. ในที่สุด มันเป็นเรื่องการถูกหลอกลวง หลอนหลอกของอุปาทานทั้งนั้น. เช่นว่าห้องนี้ มันเล็ก หรือใหญ่ เดี๋ยวก็รู้สึกว่าห้องนี้มันเล็กไปเสียแล้ว ในเมื่อโอกาส และความต้องการอย่างหนึ่ง แต่ที่มีความต้องการอย่างอื่น โอกาสใช้ห้องนี้ เป็นอย่างอื่น ห้องนี้ก็ใหญ่ไปเสียอีกแล้ว ฉะนั้นจึงไม่มีอะไรแน่นอนในคน แม้คนเดียวกันนั้น แล้วแต่ว่าความถูกลวงนั้น มีมากน้อยเพียงไร มีความเคยชิน กันเข้าเพียงไร เพราะฉะนั้น ปัญหาที่จะต้องอย่างนั้น-ต้องอย่างนี้ ก็มีขึ้น เช่น สั่งให้รื้อทำใหม่ หรือต้องต่อเติมอะไรต่าง ๆ นี้ก็เกิดขึ้นเพราะความถูกลวงทั้งสิ้น. ที่ชอบพูดกันว่า ดำ - ขาว เป็นของแตกต่างกัน นี้ก็ทำนองเดียวกัน ถ้าเป็นเพียงสักว่าสี คือสีดำ - สีขาวแล้ว ก็เป็นเพียงสักว่าสี เกิดขึ้นตามความ ยึดถือว่ามันดำ - มันขาว อันหนึ่งน่าเกลียด อันหนึ่งน่ารักเป็นต้น. กลางวัน กับ กลางคืน ถือว่าตรงกันข้ามเป็นคู่หนึ่ง แต่ที่แท้แล้ว ก็เป็นเวลาเสมอกัน เป็นเวลาที่เปลี่ยนแปลง ล่วงไป ๆ ตามความไม่เที่ยง มันหลอกลวงเพราะเพียงว่า เดี๋ยวนี้พระอาทิตย์ไปอยู่อีกเหลี่ยมหนึ่ง ไม่ได้รับแสง สว่าง ทางด้านนี้ก็เป็นกลางคืน ; ทางด้านที่ยังมีแสงอาทิตย์ส่อง ก็เป็นกลางวัน. ถ้าดูกันในเวลานั้น ตามันก็เห็นจริงอย่างนั้น มันเป็นของคู่. แต่ถ้าดูกัน ในแง่สัจจธรรมตามความจริงแล้ว มันก็เป็นเพียงสังขารที่เสมอกัน เปลี่ยนแปลง เสมอกัน มีอะไร ๆ เสมอกัน. แต่เพราะเราไปยึดถือเข้า เราก็บัญญัติ สิ่งต่าง ๆ ให้เหมาะกับวัน หรือ คืน, เลยมีปัญหาเกี่ยวกับวัน หรือ คืน มากกว่า ธรรมชาติ หรือกว่าที่ควรจะเป็น.
น.476 ๔๓๕ การถูกลวง ด้วยของเป็นคู่ เรื่องบน กับ ล่าง คู่นี้ก็เหมือนกันอีก ของคู่เหล่านี้ วิทยาศาสตร์ ย่อมอธิบายได้ดี เราควรจะรู้จักถือเอาประโยชน์จากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ เพื่อเป็นคำอธิบายความจริงในข้อนี้ กันให้เต็มตามที่ควรจะได้. เรื่องบน - เรื่องล่าง มันเกิดขึ้นมาได้ เพราะความดึงดูดจากจุดศูนย์ไส้ของมวลโลก เพราะ ทุกสิ่งทุกอย่างจะถูกดึงดูดไปสู่จุดศูนย์กลาง ที่เรียกว่า gravity ; เพราะฉะนั้น การตกของสิ่งที่มีน้ำหนัก มันก็จะตกไปสู่จุดศูนย์กลางของโลกทั้งนั้น ซึ่งเรา ก็ทราบกันแล้วว่าเป็นรูปทรงกลม ฉะนั้นมันจะตกมาทางทิศไหน โดยรอบ ณ แห่งใดก็ตาม มันจะตกไปสู่จุดใจกลางของโลกทั้งสิ้น. ถ้าเผอิญว่าเวลานี้ เราอยู่กันที่ผิวโลกทางนี้ ซึ่งถือว่าทางนี้เป็นส่วนบน ส่วนที่ตรงกันข้ามกับฝ่ายเรา เช่นทวีปอเมริกาเป็นต้น มันก็ต้องเป็นด้านล่าง แล้วทำไม ของมันจึงไม่หล่น ไปจากโลก คือหลุดไปจากโลก แล้วหายไปในอากาศเล่า แล้วเขายังรู้สึกว่า มันจะหล่นลงไปข้างล่างอยู่เรื่อย เหมือนเราที่นี่. นี่ก็เพราะว่า สิ่งที่มีน้ำหนัก ทั้งหมดเหล่านั้นถูกดึงดูดอย่างแรง ให้เข้าหาจุดใจกลางโลกเหมือนกำลังดึงดูด ทางซีกโลกทางเรา ฉะนั้น มันควรจะไม่มีบนมีล่าง อะไรมากกว่า. เพราะฉะนั้น ความเข้าใจว่า บนหรือล่าง จึงเป็นความเข้าใจผิด หรือเป็นความโง่เขลาอย่างยิ่ง เพราะไม่มีบน ไม่มีล่างเลย แต่พอเราเกิดมา เราก็เห็นสิ่งต่าง ๆ หล่นลงมายัง แผ่นคน จะโยนขึ้นไปบนอากาศเท่าไร ๆ มันก็หล่นลงมาทุกครั้ง ไปโยนที่ ประเทศไหน บนผิวโลกแห่งไหน มันก็เป็นอย่างนี้ แล้วบน-ล่าง มันจะมี อยู่ที่ไหน ถ้าเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างวิ่งเข้าหาจุดใจกลางโลก. เพราะฉะนั้น คู่ที่ว่า บน-ล่าง นี้ก็คือความหลอกลวง ของของที่เป็นคู่ มีอยู่ในโลก. จากความรู้ ทำนองนี้ เราก็ทราบอีกว่า คำที่ว่า ฟ้า คู่กันกับ ดิน นั้น มันก็เหมือนกันอีก ถ้าอาศัยวิชาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ก็ไม่มีฟ้า ไม่มีดิน มีแต่ atmosphere รอบโลก แล้วก็ห่างออกไปทุกที ๆ ไม่มีบน-มีล่าง ไม่มีฟ้า ที่คู่กันกับดินอีกเลย.
น.477 ทีนี้ คู่อื่น ๆ ต่อไปอีก เช่น ไป กับ มา หรือ ไปกับ หยุด. ก็จะ เห็นได้ว่าเป็นความหลอกลวงอีกชนิดหนึ่ง ถ้าไปทางข้างหน้า ก็เรียกว่า "ไป" เดินกลับมาทางนี้ ก็เรียกว่า "มา" นี่เพราะเราเอาความต้องการของ กิเลสตัณหา หรืออุปาทานอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นเกณฑ์ จึงได้เกิดความรู้สึกว่า "ไป" นั้น คือห่างออกไป ; "มา" นั้น คือมาหาสิ่งที่ตนต้องการ. เพราะ อำนาจความยึดถือในสิ่งนั้นด้วยอำนาจตัณหา หรืออุปาทานนั่นเอง จึงเกิดความ รู้สึกแตกต่างกัน ระหว่างสิ่งที่สักว่าเป็นการเคลื่อนไหว เช่นห่างจากสิ่งที่ตนรัก ก็เรียกว่า "ไป" ถ้ามาสู่สิ่งที่ตนรัก ก็เรียกว่า "มา" เหล่านี้เป็นต้น. แต่ถ้า เราเอาอุปาทานนั้นเอง เป็นหลัก เราก็เห็นได้อีกชั้นหนึ่งว่า มันก็เป็นเพียง การเคลื่อนไหว เพราะว่า "มา" ก็มาหาสิ่งที่ตัวรัก ; "ไป" ก็ไปหาสิ่งที่ตัวรัก ไปตามกิเลสตัณหา ไปหาสิ่งที่ตัวต้องการ มันเป็นแต่เพียงการเคลื่อนไหว และเป็นการเคลื่อนไหวที่อย่างเดียวกันแท้ๆ แต่ถูกกิเลสตัณหา อุปาทานลวง ให้เกิดความรู้สึกว่าเป็น "ไป" เป็น "มา" พูดว่า "ไป" หรือ "หยุด" ก็เหมือนกัน ถ้าไป มันก็ไปหาสิ่ง ที่ตนรัก ถ้าหยุด มันก็หยุดอยู่กับสิ่งที่ตนรัก คือมีอุปาทานเป็นเครื่องบังคับให้ไป หรือให้หยุดอยู่. นี่ ตามธรรมดาเราเรียกว่าเป็นของคู่ ถือว่าไปกับหยุด นี้เป็นของคู่ตรงกันข้าม โดยที่แท้แล้ว เป็นสิ่งที่เป็นไปด้วยอำนาจอุปาทาน หรือตัณหาเสมอกัน. เรื่องช้า-เรื่องเร็ว คู่นี้ก็เป็นเพียงอัตราของความเคลื่อน ที่ทำให้เกิด ความลวงตามกิเลสตัณหาของคนนั้น ถ้ามันอยากมาก ก็รู้สึกว่ามันช้า ถ้ารู้สึก อยากน้อยหรืออยากอีกทางหนึ่ง ก็รู้สึกว่ามันเร็ว แล้วแต่ความต้องการในเวลานั้น
น.478 ๔๓๗ การถูกลวง ด้วยของเป็นคู่ อย่างคนที่มีความต้องการมาก แม้นั่งรถยนต์ นั่งเรือบิน ก็ยังรู้สึกว่าช้า. บรรพบุรุษของเราสมัยก่อนมีความต้องการน้อย มีกิเลสตัณหาน้อย นั่งเกวียน หรือนั่งรถม้า ก็รู้สึกว่าเร็วถมไปแล้ว. ข้อนี้มันแล้วแต่ความลวงของความอยาก ที่มีมากหรือน้อยนั่นเอง. ยิ่งสมัยนี้ เรามีเครื่องขนส่งที่รวดเร็ว เช่นรถยนต์ เป็นต้น คนก็ยิ่งขยายความต้องการออกไปมากมายหลายเรื่อง แล้วก็อัด ๆ เอาไว้ หวังจะใช้รถยนต์นั้นตามสนองความอยากให้ได้เร็วได้ถี่ แต่พอถึงเวลาทำตาม ความต้องการนั้น ออกวิ่งรถยนต์ รถยนต์มันก็เร็วทันใจไม่ได้ เพราะว่าความ ต้องการมันมากกว่า เร็วกว่าไว้เรื่อย. ฉะนั้นคนที่นั่งรถยนต์นั้น จึงไม่แน่ว่า จะไม่มีทุกข์มากกว่าคนที่เดินไป เพราะความต้องการ หรือความร้อนใจของเขา มีมาก. ดังนั้นความเร็วของรถยนต์ จึงช่วยไม่ได้ ที่จะบรรเทาทุกข์ให้ มันยังคงมีกิเลสตัณหามากออกหน้าไปเรื่อย. ความช้า - ความเร็ว จึงเป็นความ ลวงชนิดหนึ่ง คู่หนึ่งด้วยเหมือนกัน ที่ทำให้คนเรายุ่งยาก. แม้ที่สุด แต่สิ่งที่น่าจะเห็นว่าเป็นของแตกต่างกัน เช่น การรับ- การจ่าย, การรับ คือการได้มา ; การจ่าย คือการจ่ายออกไป ถือว่าเป็นของคู่ หรือตรงกันข้าม. นี้ก็เพราะความต้องการ กิเลสตัณหาที่ต้องการจะเอามา หล่อเลี้ยงกิเลสตัณหาเอง ถ้าหมดกิเลสตัณหา ไม่มีความต้องการแล้ว การรับ หรือการจ่าย ก็ไม่มีความหมาย. นี่ เราจะเห็นได้ว่า พระอรหันต์ไม่มีการรับ ไม่มีการจ่าย เพราะท่านไม่มีความต้องการที่จะรับมาเพื่อจ่าย หรือจ่ายไป เพื่อรับมา อย่างนี้เป็นต้น. แต่ส่วนคนธรรมดาอย่างปุถุชนก็มีความหมายมาก จนเดือดร้อนเป็นไฟ เพราะรับ - จ่าย เพราะเขาถูกลวงด้วยของเป็นคู่ๆนี้อย่างยิ่ง. คู่ต่อไป ที่เกี่ยวกับของที่เป็นนามธรรมมากขึ้นอีก เช่นว่า ได้ ชื่อเสียง กับ เสียชื่อเสียง. นี่เห็นได้ว่า เป็นเรื่องบัญญัติของคนในโลก
น.479 ที่มีความยึดถือด้วยอุปาทาน และบัญญัติว่าอย่างนั้น เป็นได้ชื่อเสียง อย่างนี้ เป็นเสียชื่อเสียง แล้วคนก็หลงในชื่อเสียง หลงในบัญญัติอันนี้มาก เลยก็มี ความหมายขึ้นมาทันที. แต่พระอรหันต์ไม่มีความรู้สึก ในเรื่องเสียชื่อเสียง หรือได้ชื่อเสียง เพราะชื่อเสียงไม่มีความหมายสำหรับท่าน. เพราะฉะนั้น การได้ชื่อเสียง จึงไม่มี จะมีก็แต่ในหมู่ชนที่เป็นปุถุชน ที่หลงอยู่ในความลวง ของสิ่งที่เป็นคู่ แล้วก็นิยมตามกันไป ตามที่บัญญัติหรือนิยมกัน ว่าอย่างนี้เรียกว่า "เสียชื่อ" อย่างนี้เรียกว่า "ได้ชื่อ". ในบางกรณีจะเห็นได้ว่าเป็นของหลอก อย่างยิ่ง เป็นชื่อเสียงปลอมก็มี เป็นชื่อเสียงที่ซื้อหามาด้วยความทุจริตก็มี. แต่แม้จะเป็นชื่อเสียงที่ได้กันมาอย่างสุจริต ตามระเบียบของศีลธรรม ก็ไม่มี ความหมายอะไรเลย สำหรับขั้นสัจจธรรม หรือขั้นโลกุตตระ มันเป็นเพียงการ สมมติบัญญัติของคนที่มีอุปาทานเท่านั้น. หอม กับ เหม็น ตามธรรมดาเราจะรู้สึกว่าตรงกันข้าม นี้เป็นเรื่อง ทางวัตถุ วิทยาศาสตร์ได้อธิบายเรื่องนี้ว่า มันต่างกันเพียงจำนวนปรมาณู ในปริมาตรที่เท่ากันเท่านั้น เช่นในอากาศที่มีปริมาตร ๑ ลูกบาศก์เซ็นติเมตร มันมีจำนวนปรมาณูของแก๊สนั้นต่างกัน เช่นอย่างหนึ่งมีราวสามพัน อีกอย่าง หนึ่งมีตั้งแสนตั้งล้าน อย่างนั้นถ้าแก๊สนั้น ๆ มากระทบจมูก ก็จะรู้สึกต่างกัน ในลักษณะที่เป็นหอม กับเหม็น. เพราะฉะนั้นถ้าเราทำให้ปรมาณูที่มากนั้น มีปริมาณน้อยลง สิ่งที่เหม็นก็จะกลายเป็นหอมได้. สิ่งที่เหม็น ๆ ถ้ามาทำ ให้จางออก ๆ มีปริมาณของปรมาณูในอากาศน้อยลง ๆ ในปริมาตรเท่ากันแล้ว สิ่งที่มีกลิ่นเหม็น จะรู้สึกเป็นกลิ่นหอมขึ้นมาได้. นี่เรียกว่าความลวงของ ปริมาณปรมาณู ที่มีอยู่ในอากาศในปริมาตรเท่า ๆกัน เราเลยรู้สึกหอมและเหม็น จึงชอบดอกไม้อย่างนั้น รังเกียจดอกไม้อย่างนี้ แล้วยังนำมาใช้เปรียบเทียบ
น.480 ๔๓๙ การถูกลวง ด้วยของเป็นคู่ กันว่าชื่อเสียงหอม หรือว่าชื่อเสียงเหม็น ก็เพราะความยึดถือเหมือนกัน มีอุปาทาน อย่างเดียวกัน. เหนือ - ใต้ หรือ ตะวันออก - ตะวันตก นี่ก็เป็นการถูกลวงด้วย space เพราะความยึดถือตามความรู้สึกของความต้องการ และในวงจำกัด. อย่างตะวันออก - ตะวันตก นี้ ถ้าเราไปทางตะวันออกเรื่อยมันก็จะวนมาทาง ทิศตะวันตก. ถ้าเราไปทางทิศตะวันตกเรื่อย มันก็จะมาบรรจบกันทางตะวันออก ได้ เพราะว่าโลกนี้เป็นของกลม. ทิศเหนือ - ทิศใต้ ก็เหมือนกัน ถ้าไปจนถึง ขั้วโลกเหนือ แล้วยังไปต่อไปอีก มันก็ต้องย้อนมาทางขั้วโลกใต้ เพราะฉะนั้น การบัญญัติว่า เหนือ - ใต้ หรือตะวันออก - ตะวันตก นั้น จึงเป็นการบัญญัติ อยู่ในวงแคบๆ ตามความลวงของผู้ที่ไม่ทราบว่า ทั้งหมดทั้งสิ้นมันเป็นอะไร จึงพูดว่าสวรรค์อยู่ทางทิศตะวันตกบ้าง อยู่ทางข้างบนบ้าง แล้วแต่จะบัญญัติ เอาเองไปตามความถูกลวงด้วยของเป็นคู่ ๆ. ในแง่ของศีลธรรมบางอย่าง ที่อาตมาเคยยกตัวอย่างแล้ว เช่นมีความ รู้สึกว่า กินเนื้อ กับ กินผัก นี้ต่างกันตรงกันข้าม. กินเนื้อ เป็นการโหดร้าย กินผัก เป็นไปในทางเมตตากรุณา. นี่เพราะเราบัญญัติเอาตามความรู้สึกในขอบเขต จำกัดอย่างใดอย่างหนึ่ง ของที่เป็นคู่นี้ จึงลวงได้เหมือนกัน. ถ้าเราพิจารณา กันทางวิทยาศาสตร์ดูเล่นก่อน ก็จะเห็นได้ว่า เนื้อ ก็เกิดมาจากผัก เช่นว่าสุกร คนก็เลี้ยงด้วยสิ่งที่เป็นผักล้วน จะเอาเนื้อไหนมาเลี้ยงสุกร. วัวหรือกระบือ เป็นต้น มันก็กินหญ้าตลอดเวลา มันมีอะไรในร่างกายของมัน ที่จะกลั่น กรองเอาหญ้า และธาตุต่าง ๆ ที่มีอยู่ในหญ้า ให้กลายเป็นเนื้อเป็นเลือด ; ก็แปลว่า ได้แยกคัดเอาส่วนที่ดีที่สุดของหญ้า มาเป็นเนื้อเป็นเลือดของมัน.
น.481 ๒๕๐๐ ถ้าไปกินส่วนนั้นเข้า มันก็บำรุงร่างกายเราเป็นพิเศษมากกว่าที่จะไปกินหญ้าตรง ๆ เข้า นี่ก็เป็นของจริง. แต่ว่าเนื้อ หรือเลือดนั้น ก็คือหญ้าซึ่งเป็นส่วนที่แยก ออกมาเป็นพิเศษ เพราะฉะนั้นการกินเนื้อ คือการกินผักโดยอ้อม เมื่อเรา มองกันในแง่นี้. ถ้าเรายึดถือเอาประโยชน์ ก็เป็นเรื่องของศีลธรรม ว่าเรา จะเอาประโยชน์จากการกินอาหารรายนี้ ในลักษณะเช่นไร. แต่ถ้าเราจะกินเนื้อ ซึ่งเป็นส่วนที่เข้มข้นของผัก คือเป็นส่วนที่บำรุงรุนแรง อันเกิดมาจากผักแต่ เพียงเล็กน้อยเท่าที่มีปริมาณที่ไม่เป็นอันตราย มันก็ไม่ต้องเป็นอันตราย เพราะว่า ที่แท้มันก็ของอย่างเดียวกัน. แต่ทีนี้ ถ้าเราไปมีอุปาทานว่า กินเนื้อดีกว่า หรือกินผักดีกว่า กินเนื้ออร่อยกว่า กินผักมีจิตใจเมตตากรุณากว่า อย่างนี้แล้ว ก็ต้องพัดกันแน่ ด้วยความรู้สึกที่ถูกลวงด้วยของเป็นคู่. เพราะฉะนั้นในทางสัจจธรรม จึงมองข้ามความถูกลวงด้วยของเป็นคู่ กินอาหารแต่ในลักษณะที่ไม่เป็นโทษก็แล้วกัน. เพราะฉะนั้นการกินนั้น จึง ไม่ใช่กินผัก หรือกินเนื้อ แต่เป็นการกินอาหาร ในลักษณะที่ปราศจากโทษ แล้วก็ไม่วุ่นวาย คือไม่ทะเลาะกันด้วยปัญหาที่ว่ากินเนื้อดี หรือกินผักดี เป็นต้น. เพราะว่าเนื้อก็ตาม ผักก็ตาม ย่อมประกอบขึ้นมาจากธาตุที่เหมือนกัน ที่มีอยู่ ในโลก แต่ว่าในลักษณะที่แตกต่างกัน ; ซึ่งเราอาจจะปรับปรุงบั่นทอน หรือปรับปรุงให้เหมาะสมได้. นี่เรียกว่ามีปัญหาเรื่องเนื้อ - เรื่องผัก ก็เพราะว่า ยังไม่พ้นจากการถูกลวงด้วยของที่เป็นคู่ ที่ว่ามาทั้งหมดนี้ เรียกว่าของคู่ในทางวัตถุ หรือเกี่ยวกับวัตถุ เราได้พิจารณากันมาพอสมควรแล้ว ว่าของที่เป็นคู่นั้น มันลวงอย่างไร. ที่นี้ เราลองพิจารณากันถึงเรื่องที่มีความหมายไปอีกทางหนึ่ง ซึ่งเป็นคำสมมติเกี่ยวกับ มนุษย์มากขึ้น เช่น :
น.482 ๔๔๑ การถูกลวง ด้วยของเป็นคู่ ผู้ใหญ่ กับ เด็ก เรามักจะหลงไปตามร่างกาย : เล็ก ๆ ก็ว่า "เด็ก" เพราะเพิ่งเกิดมาทีหลัง, ส่วนคนที่โต ๆ แก่เฒ่ากว่า ก็ว่า "ผู้ใหญ่". ถ้าเรา มีความยึดถืออย่างนั้น ก็เรียกว่าถูกลวงอย่างเต็มที่. เราจะเห็นได้ต่อไปว่า ผู้ใหญ่ กับเด็กนั้น ไม่ควรจะเอาร่างกายนี้เป็นเครื่องวัด ควรจะเอาคุณสมบัติ เอาคุณธรรม อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นเครื่องวัด. เด็กนั้นที่แท้ก็มีลักษณะอาการ อย่างเดียวกับผู้ใหญ่ เว้นแต่มันยังน้อยกว่า ยังมีความเจริญหรือ develop น้อยกว่า แล้วมันก็ไม่ผิดอะไรกันกับที่ว่าสั้นกับยาว มากหรือน้อย ในข้อที่ได้ อธิบายมาแล้วเป็นต้น. ถ้าเราเข้าใจในข้อนั้นแล้ว ความรู้สึกชอบหรือชัง เหยียดหยามหรือยกย่อง ก็จะหมดไปในกรณีที่มีความรู้สึกว่าผู้ใหญ่หรือเด็ก. เรา จะมีความเคารพในฐานะที่มันเป็นของที่แตกต่างกัน เพราะยังมีระดับที่แตกต่างกัน ในเวลาที่ต่างกัน ; แต่มันจะ develop ไปได้ตามลำดับ และเหมือนกัน คือว่าเด็ก ก็จะต้องเป็นผู้ใหญ่ในวันหนึ่ง หรือผู้ใหญ่ก็ต้องเคยเป็นเด็กมาแล้ว. แต่ถ้าเอาคุณธรรมความดี ความงาม ความบริสุทธิ์เป็นต้น เป็นเกณฑ์กันแล้ว สิ่งเหล่านั้นก็จะใช้ไม่ได้อีก. ที่ว่า develop มากน้อย หรือร่างกายเล็ก - ใหญ่ อย่างไร ก็ยังใช้ไม่ได้ เราไม่ควรถูกลวงด้วยของคู่อย่างง่าย ๆ เช่นนี้. อีกคู่หนึ่ง ก็คือ พ่อ กับ ลูก. คู่นี้เหมือนกับคู่ระหว่างผู้ใหญ่ กับเด็ก คือ ลูก ก็คือคนที่จะเป็นพ่อในเวลาระยะหนึ่ง. ถ้าเราเอาคนทั้ง พ่อและลูกนั้น มาวัดกันดูในระยะยาว เช่นรอบพันปี หรือหมื่นปีเป็นต้น มันก็ จะไม่มีความแตกต่างระหว่างพ่อกับลูกเลย คือมันจะเหมือนกัน เป็นไปในทาง เดียวกัน ตามลำดับเดียวกัน ครบถ้วนบริบูรณ์ด้วยกัน ตายเข้าโลงอย่างเดียวกัน แต่เดี๋ยวนี้เราเอาระยะเดี๋ยวนี้ นาทีนี้ ชั่วโมงนี้มาวัดกัน มันก็เลยเกิดเป็นพ่อ - ลูก
น.483 ที่แตกต่างกันมากขึ้น แล้วปัญหาเรื่องศีลธรรม หรืออะไรต่าง ๆ ตลอดจนถึง เรื่องเศรษฐกิจเป็นต้น เกี่ยวกับพ่อ กับลูก ก็เกิดขึ้น เพราะเหตุนี้. หญิง - ชาย สตรีหรือบุรุษ ซึ่งก็เป็นคู่หนึ่ง เรามีอุปาทานในเรื่อง หญิงหรือชายนี้ มากกันจนลืมธรรมชาติที่แท้จริง ว่าความรู้สึกว่าเป็นหญิง เป็นชายนี้ มันเกิดเพราะต่อมหรือแกลนด์ต่างๆ ซึ่งมีอยู่ในร่างกายเท่านั้น อาจจะผ่าตัด หรือสับเปลี่ยน ให้หญิงมาเป็นชายก็ได้ ผู้ชายเป็นหญิงก็ได้ ตาม ความรู้ที่เจริญทางด้านศัลยกรรม. แต่ความพอกพูนของอุปาทาน ในเรื่อง หญิง - เรื่องชายนี้มันมาก และเป็นไปในทำนองที่จะให้แตกต่างกันเสียเรื่อย คนเราจึงเตรียมที่จะเป็นหญิง - เป็นชายกัน อย่างเต็มที่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ตั้งแต่ ทีแรกที่ถูกเรียกว่าเป็นหญิง - เป็นชาย ครั้งเริ่มรู้ภาษามา เพราะฉะนั้นจึงมีการ ตระเตรียมที่จะเป็นหญิง - เป็นชาย ตามความยึดถือ หรืออุปาทานของตน ๆ มาตั้งแต่เล็ก ๆ ก็เลยมีแยกทางกันไปตามอุปาทานนั้น ๆ เลยถูกลวงด้วยของเป็นคู่ คู่นี้ จนมีปัญหามาก เกิดความยุ่งยากในการเป็นอยู่ในโลกนี้ และทางศีลธรรม ที่ไปบัญญัติว่า หญิง จะต้องมีหน้าที่อย่างนั้น ชาย จะต้องมีหน้าที่อย่างนั้น ; หรือว่า ความงาม ยกให้ฝ่ายหญิงอย่างนี้ ฝ่ายหญิงก็ต้องนั่งทนระบายสีที่ปาก ที่เล็บ หรือที่ที่เขานิยมกันอย่างไร จนเสียเวลามากมายที่สุด ผิดกว่าฝ่ายชาย. โดยที่แท้แล้ว เราจะเห็นได้ว่า ความต้องการอันแท้จริงของธรรมชาตินี้ ไม่ได้ มีความหมายชัด ถึงกับตรงกันข้ามอย่างนี้ มันเป็นเรื่องที่ธรรมชาติสงวนการ สืบพันธุ์ จึงสร้างต่อมหรือแกลนด์มาต่าง ๆ กัน แต่ไม่ต้องการให้มีความยึดถือ มากถึงอย่างนั้น. เดี๋ยวนี้คนมีความเจริญด้วยความคิดความนึก ยึดถืออย่างนี้ มากเกินไป ปัญหาจึงมีมากกว่าพวกที่ไม่มีความยึดถือ หรือยึดถือน้อย.
น.484 ๔๔๓ การถูกลวง ด้วยของเป็นคู่ ที่ว่ามีความยึดถือน้อย อาตมาขออภัยที่จะต้องยกตัวอย่างด้วยของต่ำ ๆ เช่นสัตว์ที่เราไม่เรียกมันว่า เป็นหญิง - เป็นชาย แต่เรียกว่า ตัวผู้ - ตัวเมีย. ความเป็นคู่ ระหว่าง ผู้กับเมีย และความเป็นของคู่ระหว่างหญิงกับชายนี้ ต่างกันมาก เพราะมีอุปาทานน้อยกว่ากันนั่นเอง. ความเป็นสัตว์ ผู้-เมีย นั้น จะเห็นได้ว่า เป็นไปตามอำนาจของต่อมหรือแกลนด์ต่าง ๆ ที่เป็นต้นเหตุของเพศ แล้วทำหน้าที่แต่เพียงสืบพันธุ์ ; เพราะฉะนั้นปัญหาที่สัตว์ตัวเมียจะต้องแต่งตัว หรือจะต้องทำอะไรต่างๆ อย่างคนเรานี้ ไม่มีเลย ; ข้อนี้เพราะอุปาทานส่วนนี้ ขาดไปทั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลย ความหมายจึงต่างกัน. ถ้าหากว่าเราเข้าถึง ความจริงของเรื่องนี้ เราก็จะตัดทอนลงได้มากทีเดียว. ทีนี้ เราไปดูที่ความแตกต่าง ระหว่างที่ว่าผู้-ที่ว่าเมีย ถ้าหากว่า ความสืบพันธุ์ เป็นความมุ่งหมายของเรื่องนี้ เมื่อเกิดไม่ต้องการสืบพันธุ์หรือ หมดกิเลสตัณหา มันก็เป็นของอย่างเดียวกัน เพียงแต่ความแตกต่างระหว่าง ต่อมและแกลนด์ต่าง ๆ นั้น ไม่มีความหมายอะไร ; นี้เรียกว่ามีความยึดถือเบาบาง. ถ้าหากว่าหมดความยึดถือโดยสิ้นเชิง หรือปราศจากความต้องการต่าง ๆ แม้แต่ จะสงวนพันธุ์ เช่นพระอรหันต์ผู้หมดอุปาทานอย่างนี้ ก็ย่อมไม่มีความเป็นหญิง หรือความเป็นชาย หรือไม่มีทั้งความเป็นตัวผู้ ความเป็นตัวเมีย ตามความหมาย อย่างโลก ๆ นั้นอีกต่อไป ; จิตของท่านจึงอยู่เหนือปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจาก การถูกลวงด้วยของที่เป็นคู่. สามี กับ ภรรยา ก็อย่างเดียวกันอีก เมื่ออุปาทานในทำนองบุรุษ สตรี มีมาแล้ว ก็เดินตามมา ถึงความเป็นคู่ ที่เรียกว่า "สามี" หรือ "ภรรยา" คู่นี้ยิ่งเป็นของหลอกลวงมากขึ้น ไปกว่าความเป็นหญิง - เป็นชาย. เมื่อเราปล่อย
น.485 ให้ถูกลวงมากขึ้น มันก็ช่วยไม่ได้ มันจะไปโทษใครก็ไม่ได้ มันก็ต้องมีเรื่อง ต่าง ๆ เกิดขึ้น เป็นการรก หนาแน่นขึ้น ในทางขนบธรรมเนียมประเพณีทาง ศีลธรรม ทางอะไรต่างๆ ที่ต้องผูกมัดรัดรึงจนยอมจมอยู่ในความทุกข์เกี่ยวกับ ความเป็นสามี - เป็นภรรยา เป็นพ่อ - เป็นลูก มีความผูกพันกันตามขนบ ธรรมเนียมประเพณี หรือศีลธรรมและวัฒนธรรม เป็นต้น. ถ้าหากว่าเรา เข้าถึงความจริงของเรื่องนี้ ก็จะมองเห็นความที่เป็นคน เหมือนกัน ทนทุกข์ เหมือนกัน มีหน้าที่ที่จะต้องบำบัดความทุกข์ที่เกิดมาจากกิเลสตัณหา เหมือนกัน. เพราะฉะนั้น แทนที่จะเป็นอะไร ๆ มากไปนั้น มันกลายเป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน ; ปัญหาก็เลยน้อย ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากความหมายที่เป็นสามี - เป็นภรรยา มันก็มีน้อย หรือหมดไป เหลือแต่ปัญหาของเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน. ดังนี้จะเห็นว่า เป็นความลวงของความเป็นคู่. ทีนี้ เราจะพิจารณาต่อไป ถึงสิ่งที่ละเอียดขึ้นไปอีก เช่น พูดว่า อยู่บ้าน หรือ อยู่ป่า ของผู้ที่ประพฤติปฏิบัติธรรม พระอยู่บ้าน - พระอยู่ป่า. การอยู่บ้าน - อยู่ป่า นี้ ถูกสมมติว่าเป็นของตรงกันข้าม สำหรับท่านทั้งหลาย ผู้ไม่เคยอยู่ป่า เพียงสันนิษฐานเอาด้วยแล้ว จะยิ่งรู้สึกว่าเป็นของตรงกันข้าม มากยิ่งขึ้นอีก. แต่ว่า โดยที่แท้แล้ว มันก็เป็นของสมมติที่ถูกลวงด้วยของ เป็นคู่อย่างเดียวกัน. ความมุ่งหมายของพระพุทธเจ้าไม่ได้อยู่ที่บ้าน หรือบ่า แต่อยู่ที่ว่าตรงไหนมีโอกาสทำให้เกิดความสะดวกแก่การที่จะคิดที่จะนึกจะพิจารณา มาก ตรงนั้นก็ใช้ได้. แต่เผอิญในป่า มีสิ่งรบกวนน้อย จึงเกิดชอบ หรือถือเอาความสะดวกในบ่า. แต่ถ้าไปนั่งอยู่ในป่า แล้วจิตใจระลึกไปถึงบ้าน มีความคิดจิตใจน้อมไปถึงบ้าน มันก็ไม่เป็นป่าขึ้นมาได้. ยิ่งกว่านั้น เมื่อ อุปาทานมากขึ้น ผู้ที่อยู่ป่า ก็อวดดี อวดเด่น อวดเคร่ง ข่มคนที่อยู่บ้าน
น.486 ๔๔๕ การถูกลวง ด้วยของเป็นคู่ ว่าต่ำกว่า. อุปาทานเหล่านี้ ล้วนแต่ทำให้การอยู่ในบ่านั้นไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง เพราะเขาไม่ได้ยึดถือเอาตรงที่ว่า ทำให้สะดวกในการที่จะใช้จิตของตนพิจารณา สิ่งต่าง ๆ. การถูกลวงในทางบทบัญญัติ หรือระเบียบประเพณีเหล่านี้ มีอยู่มาก ด้วยกัน ดังที่ยกตัวอย่างมา เรื่องอยู่บ้าน - อยู่ป่า นี้. คู่ที่ใกล้ชิดเข้ามาอีก ก็คือ ฆราวาส กับ บรรพชิต. อย่างภิกษุสงฆ์ สามเณร เรียกว่าเป็นบรรพชิต ; ท่านทั้งหลายผู้ฟัง เป็นฆราวาส นี้ก็เป็นสิ่ง ตรงกันข้ามคู่หนึ่ง ซึ่งเป็นความยึดถือภายนอก ตามที่ขนบธรรมเนียมประเพณี หรือศีลธรรมมีอยู่อย่างไร. แต่พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้มุ่งหมายให้เรายึดถือมาก ถึงอย่างนั้น. มันมีแตกต่างกันอยู่บ้างว่า คนหนึ่งรีบไปเร็วหน่อย อีกคนหนึ่ง อุ้ยอ้าย นี่มันก็ไม่ต่างกัน ในเรื่องความต่างระหว่างความช้าและความเร็ว มาก หรือน้อย สั้นหรือยาว. การออกบวชก็เพียงเพื่อความสะดวกในการที่จะประพฤติ ปฏิบัติต่าง ๆ ได้เร็ว มันไม่ใช่กลับตรงกันข้ามอย่างดำกับขาว ถึงกับจะเป็น คู่ปรปักษ์ต่อสู้เหยียดหยามกัน. การบรรลุมรรคผลมีได้ แม้ในฆราวาสวิสัย ฆราวาสก็เป็นอริยบุคคลได้ ในขณะที่บรรพชิตบางรูปบางท่าน ก็ยังไม่เป็น อริยบุคคลเลย ; ฉะนั้นไม่ควรจะถูกหลอกลวงด้วยของเป็นคู่ คำว่าบรรพชิตหรือ ฆราวาสมากถึงอย่างนั้น. เราควรจะมองดูถึงภาวะที่เป็นมนุษย์หรือเป็นคนด้วยกัน มีกิเลสตัณหาด้วยกัน กำลังทำความพยายามพากเพียรที่จะประพฤติถอนตนออกมา จากความทุกข์หรือกิเลสด้วยกัน อย่างนี้ ความเป็นคู่ก็จะหายไป แตกต่างกันนิดหนึ่ง ตรงไปช้า - ไปเร็ว คนหนึ่งไปช้า คนหนึ่งไปเร็ว. ความช้ากับความเร็วนี้ ก็เหมือนอย่างที่อธิบายแล้วข้างต้น มันหลอกให้เรารู้สึกต่างกัน เพราะเราเอาระยะ ยาว หรือระยะสั้น มาเป็นเครื่องกำหนด หรือเอาความต้องการของกิเลสตัณหา
น.487 เป็นเครื่องกำหนด มันจึงเกิดความรู้สึกว่า ช้า ว่าเร็วขึ้น. แต่ในเรื่องของความ หลุดพ้นที่แท้จริงแล้ว จะไม่มีช้า ไม่มีเร็ว เพราะทั้งช้าทั้งเร็ว ยังเป็นกิเลสตัณหา ; เมื่อหมดกิเลสตัณหา ก็ไม่มีช้าไม่มีเร็ว. ความเป็นบรรพชิต กับความเป็น ฆราวาส จึงเสมอกันด้วยเหตุนี้ ถือเป็นของอันเดียวกัน ในเมื่อเราเพ่งเล็งถึง สัจจธรรมคือผู้ที่จะต้องทำความดับทุกข์อยู่ตลอดเวลา เสมอกันหมด ความรู้สึกที่ก่อให้เกิดกิเลสต่าง ๆ ยังมีอีก เช่น แพ้ - ชนะ ได้ - เสีย เป็นผู้กระทำ - เป็นผู้ถูกเขากระทำ เป็นผู้เอาเปรียบเขา - เป็นผู้ถูกเขาเอาเปรียบ เป็นโจทก์-เป็นจำเลย เป็นลูกหนี้-เป็นเจ้าหนี้ เหล่านี้เป็นต้น คล้าย ๆ กันหมด เป็นคู่ ๆ คู่ ๆ นี้ก็คือความหลอกลวงของสิ่งที่เป็นคู่ นั้นอย่างเดียวกันอีก. ถ้า เราไปเพ่งเล็งเอากิเลสตัณหาเป็นประมาณแล้ว ก็จะรู้สึกว่าแพ้เขาแล้ว หรือชนะ เขาแล้ว แน่นอน. แต่ถ้าเราเห็นลึกกว่านั้น คือว่ามีความรู้สึกที่ถูกต้องกว่านั้น ที่แท้มันก็แพ้กิเลสอยู่ตลอดเวลา ทั้งผู้ที่รบแพ้และที่รบชนะ. หรือชกต่อยกัน ก็ตาม แพ้ ชนะ ขึ้นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแล้ว แต่โดยที่แท้ มันก็คือผู้ที่แพ้ความโง่ ความหลง ถูกลวงด้วยของเป็นคู่เสมอกัน แล้วมันจะต่างอะไรกัน ; เพียงแต่ว่า คนหนึ่ง หน้าตาแตกไปหน่อย อีกคนหนึ่ง หน้าตายังดีอยู่ เท่านั้นเอง. เพราะ ฉะนั้น การแพ้ - การชนะ การได้ - การเสีย การกระทำเขา - การถูกเขากระทำ เหล่านี้ เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นมาจากการถูกลวงด้วยของเป็นคู่ ด้วยอำนาจ อุปาทาน หรือตัณหา หรือกิเลสของคนธรรมดาสามัญ ; ซึ่งจะไม่มีความรู้สึก เช่นนี้เกิดขึ้นแก่บุคคลที่หมดอุปาทาน คือผู้ที่อยู่เหนือความถูกลวงด้วยของเป็นคู่ ผู้รู้หนังสือ กับ ผู้ไม่รู้หนังสือ นี้ เราจะเห็นได้ง่าย ทั่วไป ว่ามีการ เหยียดหยามกันมากทีเดียว แต่ที่แท้แล้ว มันไม่ได้สำคัญอยู่ตรงที่ว่า รู้หนังสือ หรือไม่รู้หนังสือ. หนังสือมันเป็นเพียงเครื่องมืออะไรอย่างหนึ่ง ซึ่งบัญญัติขึ้น
น.488 ๔๔๗ การถูกลวง ด้วยของเป็นคู่ ตั้งขึ้น เพื่อความสะดวกสำหรับถ่ายเทอะไรบางสิ่งบางอย่าง เช่นวิชาความรู้เป็นต้น แต่ถ้าว่าคน ๆ นั้น เขาได้มีสิ่งที่เป็นที่มุ่งหมายของการเรียนหนังสือเสียแล้ว คือมีความรู้ โดยเฉพาะมีความพ้นทุกข์เสร็จไปแล้ว เรื่องรู้หนังสือหรือไม่รู้ หนังสือ มันก็ไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง. คนรู้หนังสือเสียอีก จะเสียเปรียบ ตรงที่ต้องวนเวียนยุ่งยาก ต้องเรียนหนังสือ ต้องเสียเงิน ต้องอะไรต่าง ๆ นานา แม้เป็นถึงรู้หนังสือมากมาย เป็นบัณฑิต เป็นนักปราชญ์ ก็ยิ่งจะต้องหนัก ต้องเหนื่อย ด้วยความรู้มากยากนานของตัวเอง. เพราะฉะนั้นเราจึงไม่ควร เหยียดหยาม ตามความรู้สึกที่ถูกลวงด้วยของเป็นคู่ ว่าแกไม่รู้หนังสือฉันรู้หนังสือ ฉันรู้มาก แกรู้น้อย อย่างนี้เป็นต้น. ทีนี้ มาถึงคู่ที่เป็นอันตรายมากขึ้นทุกที เช่นความจริง กับความเท็จ ความจริง - ความเท็จ จะเห็นได้ว่าถูกบัญญัติไว้ในฐานะเป็นของคู่อย่างตรงกัน ข้าม โดยเฉพาะท่านผู้จะเป็นผู้พิพากษาแล้ว ถือว่าสิ่งเหล่านี้เป็นประเด็นที่จะต้อง สอบสวนตัดสิน. ความจริง - ความเท็จนี้ เป็นเรื่องบัญญัติ : ถ้ามันจริง ไปตามที่อ้างต่าง ๆ เป็นอย่างนั้นจริง ก็เรียกว่า "ความจริง", ถ้าไปปิดบังกันขึ้น ก็เป็น "ความเท็จ". แต่ทีนี้มันอยู่ที่ถ้อยคำ มันขึ้นอยู่ที่กิเลสของผู้พูดผู้กล่าว และขึ้นอยู่ด้วยสิ่งแวดล้อม และเป็นไปตามระเบียบ หรือหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่บัญญัติขึ้น ; แต่พร้อมกันนั้น ความจริง - ความเท็จ ก็ไม่เป็นของจริงหรือเท็จ ตามนั้นเสมอไป เพราะว่าหลักฐานสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้น ยังขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อม ยังถูกหลอกลวงได้ ยังถูกเข้าใจผิดได้ ยังถูกสำคัญผิดได้ ตามสมรรถภาพ ที่มากน้อยของตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ของคนผู้ตัดสินเอง ของผู้ให้การ ของพยาน เป็นต้น. สิ่งที่สมมติว่า จริง หรือ เท็จ ตามประสาโลกนั้น มันจริงอยู่ในระดับ หนึ่งต่างหาก ขออภัยที่จะต้องจำกัดความว่า จริง - เท็จ ในเรื่องของธรรมะนั้น
น.489 อีกอย่างหนึ่ง. ถ้าจริงอย่างอริยสัจจ์ อย่างนี้ มันเป็นจริงอย่างหนึ่ง ; แต่ที่กำลัง กล่าวอยู่นี้ หมายถึงจริงอย่างสมมติ เช่นว่า อันนี้เป็นอันนี้จริง อยู่อย่างนี้จริง เวลานั้นอยู่ที่นั่นจริง หรือจริงตามคำพูด คือพูดไปตามที่เห็นจริง ได้ยินจริง รู้จริง อย่างนี้ เรียกว่าจริง. คือพูดอย่างไร ก็จริงตามวาจาที่พูด นี่เรียกว่าจริง ในที่นี้ ; ซึ่งมันยังเป็นเรื่องจริงตามสมมติ หรือจริงตามวาจาที่พูด. ความเท็จ- ความจริง จึงถูกรังเกียจ หรือถูกยกย่องสรรเสริญ ไปตามความยึดถือหรือตาม อุปาทาน. คนเรามีกิเลสตัณหา จึงบิดเบือนความจริง จึงกล่าวคำเท็จ. แต่ว่า ทั้งคนที่พูดจริง หรือคนที่พูดเท็จ ก็ยังอยู่ในลักษณะที่ถูกลวงด้วยอุปาทาน หรือถูกบังคับบัญชา ด้วยอำนาจของกิเลสตัณหา เสมอกันหมด. มันแล้วแต่ กิเลสตัณหาต่างหาก มีมากหรือมีน้อย ยึดถือผิดถูก ชั่วดีอย่างไร. เพราะฉะนั้น เราไม่ควรจะยึดถือในสิ่งนั้นมากจนถึงกับว่ายกขึ้น เป็นเครื่องอวด หรือข่มขี่ คนอื่น. เราจะต้องพิจารณากันถึงคำอื่นอีกที่คล้าย ๆ กัน เช่นคำว่า ชั่ว - ดี บุญ - บาป เป็นต้น จึงจะเข้าใจเรื่องนี้. ความดี - ความชั่ว สุข - ทุกข์ บุญ-บาป ของคู่ ๆ เหล่านี้ พิจารณา ดูแล้ว จะเห็นว่ามันเรื่องบัญญัติตามความต้องการ ตามความพอใจของกิเลส ตัณหา ยกตัวอย่างเช่น สุคติ - ทุคติ เป็นตัวอย่าง เราถือว่ามนุษย์นี้ยังไม่ค่อย มีสุข ต้องการที่จะไปสวรรค์ ซึ่งเป็นสุคติ ; แต่พอถึงทีเทวดาเกิดความต้องการ ขึ้นมาเองบ้าง คือเทวดาจะต้องตายจุติขึ้นมาบ้าง จะไปเกิดที่ไหนจึงจะเป็นสุคติ. สูตรในพระบาลี ที่เป็นคำกล่าวของพระพุทธเจ้า ก็มีอยู่ว่า พวกเทวดานั้น กลับต้องการมาสู่มนุสสโลกนี้ ว่าเป็นสุคติ เพราะมนุสสโลกนี้ มีธรรมะของ พระพุทธเจ้า ; พูดภาษาตลาดก็ว่า มีพระรัตนตรัยที่หาได้ง่ายในมนุสสโลกนี้ แต่ในเทวโลกนั้นหาได้ยาก. พวกเทวดาเมื่อจะตาย ก็เลยขออธิษฐานจิต
น.490 ๔๔๙ การถูกลวง ด้วยของเป็นคู่ ไปบังเกิดในสุคติ คือมาเกิดในมนุสสโลก; ในเมื่อมนุษย์เองบางคน ที่อยู่ใน โลกมนุษย์นี้แล้ว ก็ยังอยากจะไปเกิดสุคติที่ในสวรรค์ ในเทวโลก ซึ่งอุดมไป ด้วยกามคุณ จนพระรัตนตรัยหายาก เป็นอย่างนี้เป็นต้น. เพราะฉะนั้น คำว่า สุคติ - ทุคติ ระหว่างมนุษย์กับเทวดานี้ ก็หลอกลวงกันเอง เป็นการหลอกลวง ของสิ่งที่เป็นคู่ ตามเคย. แม้คู่ระหว่าง มนุษย์ กับ มนุษย์ ก็เหมือนกันอีก เป็นสัตว์ที่ยังอยู่ใต้อำนาจของกิเลสตัณหาเสมอกัน. คำว่า บุญ - บาป ดี - ชั่ว อาตมาได้เคยบรรยายความเหมือนกัน ไว้ในคำบรรยาย ปีก่อน (๒๔๙๙) ว่าคนดี ก็ต้องมีความทุกข์ไปตามประสาคนดี คนชั่ว ก็ต้องมีความทุกข์ไปตามประสาคนชั่ว ; ให้ไปอ่านคำอธิบายละเอียดที่นั่น คนมีบาปก็ต้องทุกข์ไปตามประสาคนมีบาป คนมีบุญ ก็ต้องทุกข์ไปตามประสา คนมีบุญ : คู่ทั้งสอง มีปัญหาที่จะต้องปลดเปลื้องความทุกข์เท่ากัน. และ ยิ่งกว่านั้น คนมีบุญ หรือมีดี นั้นจะปลดเปลื้องได้ยากกว่า เพราะบุญ หรือ ความสุข หรือความดีนั้น ผูกมัด ยึดเหนี่ยวน้ำใจ ยิ่งกว่าบาป ; คือบาปมัน ไม่หวานอร่อย ไม่ผูกมัดจิตใจมากเท่าบุญ. ตรงข้าม บาปนั้น เป็นของ เจ็บปวด เผ็ดร้อน มันเลยไม่ผูกมัดรัดรึง เพราะฉะนั้นผู้ที่จะออกไปจากความดี หรือออกจากบุญนี้ จึงยากมากยิ่งกว่าคนที่จะออกไปเสียจากบาป หรือจาก ความชั่ว. แต่แล้วเราก็ยังมองไม่เห็น ยังเห็นว่าออกไปจากความชั่วนี้ยาก ละความชั่วนี้ยาก ซึ่งเป็นเรื่องของคนธรรมดาสามัญเป็นปุถุชนเกินไป. ถ้าว่ากัน โดยที่แท้แล้ว ออกจากความดีนั้น ยากกว่าออกจากความชั่ว เป็นไหน ๆ เพราะเสน่ห์ของความดีนั้นมีมาก ; ส่วนความชั่วนั้น มันเผาลนตลอดเวลา. แต่ความเหมือนกัน อยู่ตรงที่ว่า ยังไม่พ้นทุกข์ ยังถูกผูกมัดอยู่ในความทุกข์
น.491 ยังจะต้องดิ้นรนเพื่อออกจากความทุกข์เสมอกันหมด ทั้งคนดี - คนชั่ว คนมีบุญ - คนมีบาป. กล่าวอีกคู่หนึ่ง คือ คนมีสุข - คนมีทุกข์ เพราะสุข - ทุกข์ นี้เป็น เวทนา คนที่กำลังมีความสุข กระหยิ่มคลึ้มใจอยู่ ก็ยังเป็นคนที่มีความทุกข์ ยังมีกิเลสตัณหาครอบงำ ยังจะต้องเป็นไปตามอำนาจของกิเลสตัณหา เท่ากัน กับคนที่มีความทุกข์นั่งร้องไห้อยู่. เพราะฉะนั้น นรก หรือสวรรค์ เมื่อเอา หลักเกณฑ์อันนี้มาพิจารณาแล้ว จะเห็นว่าเป็นของอันเดียวกัน ผิดกันอยู่ใน รูปร่าง แต่ความหมายอันแท้จริงนั้น คือทนทุกข์ชนิดหนึ่ง ที่ต่าง ๆ กันอยู่ ด้วยกันทั้งนั้น. เพราะฉะนั้น เราไม่น่าจะดูหมิ่น สวรรค์ก็ไม่น่าจะดูหมิ่นนรก, นรกก็ไม่น่าจะเห่อสวรรค์ ; เมื่อนั้นจึงจะเป็นพระอริยเจ้า หรือเป็นพระอรหันต์ ผู้หมดอุปาทาน. ทีนี้คู่ที่ว่า ผู้ถูกสรรเสริญ กับ ผู้ถูกนินทา เราถูกลวงด้วยของเป็นคู่ จึงชอบให้เขายกย่องสรรเสริญ แล้วโกรธแค้น เมื่อเขานินทา. ทั้งสองอย่างนี้ เสมอกัน คือเป็นกรรมที่ประกอบขึ้นด้วยกิเลสตัณหาของคนที่หลงในของเป็นคู่ มันจึงยอเราบ้าง มันจึงนินทาเราบ้าง. ฉะนั้น ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษา ซึ่งเรียกว่าเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งความ ยุติธรรม อาตมาคิดว่าควรจะศึกษาเรื่องความถูกลวงด้วยของเป็นคู่นี้ให้มาก สักหน่อย เพราะว่าความยุติธรรมนั้น จะต้องอยู่ระหว่างสิ่งที่เป็นคู่. แต่ถ้าเห็น ความยุติธรรม - ความไม่ยุติธรรม ตามเรื่องโลก ตามเรื่องสมมติแล้ว ก็เลย กลายเป็นคู่มาอีกเหมือนกัน แล้วจะหลอกมาก ๆ จะต้องระวังให้ดี. ถ้าเรารู้จัก
น.492 ๔๕๑ การถูกลวง ด้วยของเป็นคู่ เปรียบเทียบด้วยคู่ต่าง ๆ ที่อาตมาได้กล่าวมาแล้ว เราจะจับความยุติธรรม หรือ สิ่งที่เป็นคู่ ชนิดที่แท้จริงได้ ซึ่งจะได้กล่าวต่อไปนี้ :- เราจะจับความยุติธรรม หรือสิ่งที่เป็นคู่ ชนิดที่แท้จริงได้ เพราะ ฉะนั้นเราจึงมีการเทียบคู่กันใหม่อีกประเภทหนึ่ง คือเทียบคู่จากสิ่งที่เป็นวิสัยโลกิยะ กับสิ่งที่เป็นวิสัยโลกุตตระ. ขอให้ทำความเข้าใจว่า บรรดาคู่ต่าง ๆ ก็คู่ก็ตาม ที่เราพูดมาแล้วนั้น มันเป็นเรื่องคู่ ในฝ่ายโลกิยะทั้งนั้น เช่น สรรเสริญ - นินทา บุญ - บาป ดี - ชั่ว สุข - ทุกข์ สุคติ - ทุคติ นรก - สวรรค์ มนุษย์ - อมนุษย์ จริง - เท็จ รู้หนังสือ - ไม่รู้หนังสือ เจ้าหนี้ - ลูกหนี้ หญิง - ชาย เด็ก - ผู้ใหญ่ กี่สิบคู่ ก็ตาม เป็นเรื่องในฝ่ายโลก ในฝ่ายวิสัยโลก ในวัฏฏสงสารโดยตรง. ของคู่ เหล่านี้ มีอยู่ในวัฏฏสงสาร เป็นคุณสมบัติประจำวัฏฏสงสาร มันจึงลวง คนที่อยู่ในตัวของวัฏฏสงสาร ให้เกิดความรู้สึกเป็น ๒ ฝ่าย เป็นชอบ- เป็นชัง แล้วก็ดิ้นรนไปตามความชอบหรือความชัง รักหรือไม่รักนั้น. แปลว่าบรรดาของคู่ ที่มีอยู่ในวิสัยโลก หรือมีอยู่ในวัฏฏสงสารนี้ เป็นสิ่งที่ หลอกลวงอย่างยิ่ง และน่าสงสาร น่าสมเพชคนที่ตกอยู่ภายใต้การถูกลวงนี้เป็น อย่างยิ่ง เป็นอย่างขั้นแรกทีเดียว. ถ้ายังถูกลวงอยู่ด้วยของเป็นคู่เหล่านี้ ไม่มีทาง ที่จะเอาชนะกิเลส หรือไม่มีทางที่จะหักกงล้อของวัฏฏสงสารได้เลย. เพราะว่า เสน่ห์ของวัฏฏสงสารมันอยู่ตรงที่สร้างของเป็นคู่ขึ้นมา ให้ถูกกับกิเลส ตัณหาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งของสัตว์ แล้วแต่ว่ากิเลสตัณหานั้นจะเป็นอย่างไร. ถ้ากิเลสชั้นหยาบก็ชอบคู่ฝ่ายเลว ที่สมมติว่าเลว ; ถ้ากิเลสชั้นละเอียด ก็ชอบ คู่สมมติฝ่ายดี ; แต่แล้วมันก็ไม่พ้นทุกข์ด้วยกัน เพราะว่ามันยังเป็นกิเลส
น.493 ตัณหา ยังเป็นไปตามอำนาจกิเลสตัณหาด้วยกัน เพราะฉะนั้นจึงไม่มีทางจะ พ้นทุกข์เลย. ทีนี้ จะเทียบคู่ จากฝ่ายที่ตรงกันข้ามจริงยิ่งขึ้นไปกว่านี้ ที่เรียกว่า ฝ่ายโลกิยะ กับ โลกุตตระ เช่นว่าความทุกข์ กับความสิ้นทุกข์ นี้เป็น ตัวอย่าง. เมื่อตะกี้ เราเทียบเป็นคู่ ว่า ความทุกข์ กับความสุข. ทุกข์ กับสุขนี้ เป็นของบัญญัติอย่างโลก เป็นเวทนาในโลก เป็นของหลอกลวง ทั้งทุกข์ทั้งสุข. คนนั้นมีทุกข์ คนนี้มีสุข ที่แท้ก็ต้องร้องไห้อยู่ด้วยกัน ทั้งสองคน ; เพราะความสุขและความทุกข์ทั้งสองอย่างนี้ เป็นโลกิยวิสัย. ทีนี้ เราจะไปเปรียบกับโลกุตตรวิสัย คือเป็นโลกุตตระ เหนือโลก แล้วเราจะตั้งชื่อ ใหม่ เป็นคู่เปรียบว่า ทุกข์ กับ สิ้นทุกข์ (หรือที่สุดของความทุกข์) นี้ได้ เป็นคู่ใหม่ขึ้นมาแล้ว. ที่ทุกข์ คือว่าเป็นไปในโลก ; ที่สิ้นสุดของทุกข์ คือเหนือโลก เป็นโลกุตตระ เป็นฝ่ายนิพพาน. นี้จะใช้คำพูดอย่างอื่นก็ได้ ว่าสุขทุกข์ นี่ฝ่ายหนึ่ง อยู่เหนือสุขเหนือทุกข์โดยประการทั้งปวงนั้นอีกฝ่ายหนึ่ง เป็นฝ่าย โลกุตตระ. นี้เรียกว่าเป็นการเทียบคู่ประเภทหนึ่ง คือเทียบระหว่างโลกิยธรรม กับ โลกุตตรธรรม จับคู่กันใหม่อีกประเภทหนึ่ง ชนิดหนึ่ง อีก system หนึ่ง ต่างหาก เช่น ทุกข์ กับสิ้นสุดของทุกข์ หรือว่าสุขทุกข์ กับอยู่เหนือสุขเหนือทุกข์ โดยสิ้นเชิง. แต่ในที่นี้ เราควรจะเปรียบเทียบไปตั้งแต่คำที่ต่ำ ๆ กว่านั้น เช่นอาตมาจะยกตัวอย่างว่า เสียบแทง กับ ไม่เสียบแทงก่อน. คำว่า เสียบแทง - ไม่เสียบแทง นี้ ก็หมายถึงของกิเลส คือ ถูกกิเลสเสียบแทง กับไม่ถูกกิเลสเสียบแทง. สัตว์ธรรมดาสามัญจะเป็นมนุษย์
น.494 การถูกลวง ด้วยของเป็นคู่ ๔๕๓ - เป็นเทวดา เป็นคนดี - คนชั่ว คนมีบุญ - มีบาป ฯลฯ ก็ตาม ล้วนมีกิเลส เสียบแทงทั้งนั้น : แต่บุคคลผู้เป็นพระอริยเจ้า เป็นพระอริยบุคคล คืออยู่เหนือ วิสัยโลกขึ้นมาตามลำดับนี้ ไม่ถูกกิเลสเสียบแทง หรือถูกกิเลสเสียบแทง น้อยลงทุกที ๆ นี่เป็นคู่หนึ่ง. คำที่พูดว่า หุ้มห่อ-ไม่หุ้มห่อ คนธรรมดาสามัญถูกอวิชชาหุ้มห่อ ทั้งคนดีคนชั่ว ทั้งคนมีบุญคนมีบาป แต่พระอริยเจ้าผ่ายโลกุตตระนั้น ไม่ถูก อวิชชาหุ้มห่อ. คำว่า หุ้มห่อ กับไม่หุ้มห่อ จึงต่างกันจริง พอที่จะกล่าวได้ว่า มันไม่ใช่เรื่องเดียวกัน. คำว่า ถูกรัดถึงกับไม่ถูกรัดจึง หมายถึงถูกราคะ โทสะ โมหะ รัดรึง และไม่ถูกกิเลสเหล่านี้ รัดถึง นี้ก็ต่างกัน. คำว่า หมุน กับ ไม่หมุน คือว่าคนที่อยู่ในโลกต้องหมุนไปตาม เกลียวของวัฏฏะ คือกิเลสเป็นเหตุให้ทำกรรม ทำกรรมแล้วได้รับผลของกรรม ผลของกรรมส่งเสริมกิเลสใหม่ แล้วก็อยากทำกรรมใหม่ มันจึงหมุน. ส่วนผู้ที่ หักเสียได้ซึ่งวัฏฏะ โดยเฉพาะเป็นพระอรหันต์แล้ว ย่อมไม่หมุน. ถ้ายกเอากรรม มาเป็นหลัก ก็ได้อธิบายแล้วแต่วันก่อน มีกรรมดำ กรรมขาว กับ กรรมที่ไม่คำไม่ขาว ซึ่งได้แก่การกระทำเพื่อนิพพาน. กรรมดำ คือบาป กรรมขาวคือบุญ แต่มีกรรมอีกประเภทหนึ่ง ไม่ดำไม่ขาว เป็นที่ สิ้นสุดของกรรมดำและกรรมขาว นี้คือการประพฤติปฏิบัติ จนเห็นว่ากรรมดำ กับกรรมขาวนั้นเหมือนกัน ทั้งกรรมดำและกรรมขาว ให้โทษเป็นทุกข์ เสมอกัน ทำให้เวียนว่ายไปเกิดในภพ ในวัฏฏสงสารอย่างเดียวกัน. แม้จะ
น.495 ต่างกันว่าเป็นมนุษย์ กับเป็นเทวดา หรือเป็นสัตว์เดียรัจฉานกับเป็นเทวดา หรือ เป็นสัตว์นรก กับเป็นเทวดา มันก็ยังอยู่ในวัฏฏสงสาร; ทนทรมานอยู่ด้วยการเกิด แก่ เจ็บ ตาย อย่างเดียวกัน. แม้จะเป็นกรรมดำหรือกรรมขาว ก็ให้เวียนว่าย ตายเกิดอย่างเดียวกัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ตรงกันข้ามโดยแท้จริงนั้น ไม่ใช่กรรมดำ ต่อกรรมขาว ; แต่มันเป็นกรรมที่ไม่ดำไม่ขาว. ฉะนั้นเราจึงได้คู่ ระหว่าง กรรมดำกรรมขาว อันเป็นฝ่ายโลกิยะ คู่กับ กรรมไม่ดำไม่ขาว อันเป็นผักฝ่าย โลกุตตระ. คำพูดว่า นอก-ใน พอมาถึงตอนนี้ คำว่า "ใน" ก็หมายความว่า อยู่ในวัฏฏสงสาร เป็นดี เป็นชั่วก็ตาม เวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสาร. ส่วน "นอก" ก็คือออกไปได้จากวัฏฏสงสาร เป็นนิพพาน. คำว่า "ถือ" กับ "ปล่อย" ถือ คือถือเอาไว้ เป็นเรื่องฝ่าย โลกิยธรรม ยึดถือรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ตามตัณหาอุปาทาน ; ส่วนการ ปล่อยนั้น มันปล่อยได้ต่อเมื่อหมดตัณหาอุปาทาน คือเป็นพระอรหันต์ คำว่า ขีด กับ เบ็ด. บีด ก็คือมีอวิชชาบีดบังปัญญา ไม่รู้ว่า ทุกข์คืออะไร เหตุให้เกิดทุกข์คืออะไร ความไม่มีทุกข์เลยคืออะไร ทำอย่างไร จึงจะได้ความไม่มีทุกข์เลยมา ที่เรียกอริยสัจจ์. ถ้ามีอวิชชาอย่างนี้ เรียกว่า "ปิด"; ถ้ามีความรู้เกิดขึ้น รู้ว่าทุกข์อย่างไร เหตุให้เกิดทุกข์อย่างไร จนกระทั่งถึงที่สุด ก็เรียกว่า "เปิด". ไม่รู้ ก็คือวิชชา ; รู้ ก็คือวิชชา. คำว่า มืด กับ สว่าง. มืด ก็คือมือวิชชา สว่าง ก็คือไม่มีอวิชชา คือบรรลุนิพพาน. จึงเห็นได้ว่า มืด - สว่าง คู่หลังนี้ ถูกต้องที่สุด
น.496 ๔๕๕ การถูกลวง ด้วยของเป็นคู่ ไม่เหมือนกับมืดเวลากลางคืนและกลางวัน ที่อธิบายแล้วข้างต้น ว่ามันเหมือนกัน. ในโลกนี้ แบ่งเป็นกลางวัน - กลางคืน เป็นมืด-เป็นสว่าง แต่ในกรณีที่เรากำลัง พูดถึงของคู่ประเภทหลังนี้ แม้จะใช้คำ ๆ เดียวกัน แต่ว่ามันไม่ใช่อย่างเดียวกัน. มืด - สว่าง อย่างโลกนั้น มันของอย่างเดียวกัน คือมันเป็นเวลาที่ล่วงไปด้วย อวิชชาอย่างเดียวกัน อวิชชาทั้งกลางวัน อวิชชาทั้งกลางคืน. กลางวันอย่างนี้ บางทีจะมืดยิ่งกว่ากลางคืน เพราะว่ากลางวันท่านทั้งหลายถูกอวิชชาครอบงำมาก กว่ากลางคืน เพราะฉะนั้นท่านควรจะถือว่า กลางวันมืดกว่ากลางคืน. แต่ส่วน ‘มืด" - "สว่าง" ของพระอริยเจ้านั้น ท่านสว่างนั้น สว่างจริง คือ ไม่ประกอบ ด้วยอวิชชาเลย. คำว่า "มืด" ก็หมายความถึงมืดของปุถุชนทั่วไป มืดเพราะ อวิชชาครอบงำ. ทีนี้ เราก็จะพูดถึงคำว่า ทุกข์ กับ สิ้นทุกข์ หรือคำว่า ไม่ประเสริฐ กับ ประเสริฐ อันเป็นของคู่ตรงกันข้าม. ไม่ประเสริฐ ก็คือยังทนทุกข์อยู่ : ประเสริฐ ที่เป็นของพระอริยเจ้า ก็คือไม่ทนทุกข์. อริยะ แปลว่า ประเสริฐ ; อนาริยะ แปลว่า ไม่ประเสริฐ. ไม่ประเสริฐ ก็คือทนทุกข์อยู่ ; ประเสริฐ ก็คือสิ้นทุกข์. เพราะฉะนั้น โลกิยะ ก็คือหมุนไปตามวิสัยโลก ถูกลวงอยู่ด้วย ของเป็นคู่ จมอยู่ในวัฏฏสงสาร,; โลกุตตระ ก็คือไม่ถูกลวงด้วยของเป็นคู่ อีกต่อไป อยู่เหนือโลก พ้นจากวัฏฏสงสารโดยสิ้นเชิง. คู่สุดท้ายคือ สังสารวัฏฏ์ กับ นิพพาน. สังสารวัฏฏ์ ก็คือเวียนวน เป็นวงกลมในความทุกข์ ซึ่งเรียกว่าสังสารวัฏฏ์; ส่วนนิพพาน ก็คือความกระจาย ออกของสังสารวัฏฏ์ ดับสนิทสิ้นเชิง ไม่มีความทุกข์เหลือ แม้แต่เหตุและปัจจัย ; นี้เรียกว่าเป็นคู่เหมือนกัน.
น.497 อาตมาได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า เราอยู่ในวิสัยที่ถูกลวงด้วยของเป็นคู่ ถึง ๒ ประเภท : ประเภทแรก ก็คือของเป็นคู่อย่างโลก ๆ อย่างที่ได้กล่าว ทีแรก; ประเภทหลัง ก็คือของเป็นคู่ ในเมื่อเอาอย่างโลก ไปเทียบกับ โลกุตตระ แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังกล่าวว่าเสมอกัน ว่าเป็นของลวงอย่างเดียวกัน. ของคู่อย่างโลกนั้น ลวงสำหรับชั้นคนโง่ เป็นชั้นแรก ชั้นต้นทีเดียว ; คือปุถุชน จะหลับหูหลับตา หลงใหลไปตามความลวงของของคู่ในโลก. แต่พอมาถึงขั้น โลกิยะ คู่กับโลกุตตระ เราจะเห็นว่าต้องเป็นความค่อย ๆ กระจ่างออก ของคน ผู้มีปัญญา เพราะพอจะเห็นได้ว่า เป็นของแตกต่างกันจริง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยัง เป็นการลวงอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่ควรจะถูกลวงด้วยเหมือนกัน. พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสว่า "ไม่ยึดถือว่าเป็นนิพพาน และไม่ ยึดถือว่านิพพานเป็นของเรา" นี้ก็เพื่อแสดงว่า แม้แต่นิพพาน ซึ่งตรงกัน ข้ามกับสังสารวัฏฏ์ ก็ไม่ควรจะถูกลวงให้ยึดถือ ว่าเป็นตัวตนของเรา หรือแม้แต่ ว่าเป็นตัวตนของนิพพานเอง. ต่อเมื่อไม่มีความยึดถือว่าเป็นนิพพาน หรือนิพพาน เป็นของเรา นั่นแหละคนจึงจะนิพพาน. เดี๋ยวนี้ ที่ปฏิบัติกันอย่างเคร่งเครียด น่าเห็นอกเห็นใจ แล้วก็แทบจะละกิเลสไม่ได้ หรือว่าได้ละมามากแล้ว แต่ก็ละ ตัณหาอุปาทานจริง ๆ ไม่ได้ นี่ก็เพราะอยากได้นิพพานมากเกินไป เป็นคนยึดถือ ในความหมายของคำว่านิพพาน ที่จะให้เป็นนิพพาน และเป็นนิพพานของเรา แต่อย่างเดียว จึงมาติดต้นอยู่ที่นี่. เพราะฉะนั้น จึงเห็นได้ว่า แม้จะได้ละมา ตามลำดับ ๆ หรือเป็นพระอริยเจ้าขั้นต้น ๆ เช่นเป็นพระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามีแล้ว ก็ยังถูกลวงด้วยของเป็นคู่ ในชั้นสูงสุดนี้ เช่นยึดถือพระ- นิพพานในฐานะเป็นอีกฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายตรงข้ามกับสังสารวัฏฏ์ ; ยึดถือนิพพานโดย ความเป็นนิพพานว่าเป็นของเรา ; ก็เลยเป็นพระอรหันต์ไม่ได้. เพราะฉะนั้น
น.498 ๔๕๗ การถูกลวง ด้วยของเป็นคู่ อย่าว่าแต่คนธรรมดาที่ยังไม่เป็นพระโสดาบันอะไรเลย แม้แต่เป็นพระโสดาบัน เข้ากระแสแห่งโลกุตตระแล้ว ท่านก็ยังถูกลวงด้วยของเป็นคู่ ที่เป็นคู่ประเภทหลัง นี้ด้วย แล้วก็ไม่มีทางที่จะนิพพาน. เพราะฉะนั้น การที่จะออกไปนอกโลกได้ จึงมีหลักว่า จะ ต้องพ้นจากการถูกลวงโดยสิ้นเชิง ในของที่เป็นคู่ ทั้งที่เป็นฝ่ายโลกิยะ และฝ่ายที่จับคู่กันกับโลกุตตระ. จึงเป็นอันว่า ในวัฏฏสงสารนี้ มันมีของที่เป็นคู่ คอยลวงเราอยู่ เป็นสิ่งที่หลอนให้หลงในเสน่ห์ของมัน. ถึงแม้ที่คาบเกี่ยวกันระหว่างโลกิยะ กับ โลกุตตระ ก็ยังมีของที่เป็นคู่หลอกลวง หรือหลอนอยู่อีกชั้นหนึ่ง ซึ่งทำ ให้ไปถึงที่สุดไม่ได้ เพราะไปยึดถือเอาที่สุดนั้น ว่าเป็นคู่เปรียบเสีย. ต่อเมื่อใด ไม่มองเห็นความเป็นคู่ (ซึ่งความเป็นคู่นี้ ต้องเกิดขึ้นเพราะความอยากได้ หรือ ไม่อยากได้เสมอไป อันเป็นกิเลสตัณหา ) คือ เมื่อไม่มองเห็นในฐานะที่เป็น ของอยากได้ คือไม่ยึดถือนิพพานโดยเป็นนิพพาน หรือเป็นนิพพานของเรา อย่างนี้เป็นต้น ; เมื่อนั้นจึงจะถึงที่สุด หรือถึงนิพพาน ; เรียกว่า ออกไป จากการถูกลวงด้วยของเป็นคู่ ทั้ง ๒ ประเภท โดยสิ้นเชิงทีเดียว. สรุปกล่าวได้ว่า ในวัฏฏสงสารนี้ มีของที่เป็นคู่ อยู่ในวัฏฏสงสารเอง พวกหนึ่ง และมีของที่เป็นคู่ คาบเกี่ยวกันอยู่กับสิ่งที่นอกเหนือไปจากวัฏฏสงสาร คือนิพพานนั้น อีกคู่หนึ่ง, พอเราละคู่ประเภทแรกในวัฏฏสงสารได้ เราก็จะไป ติดคู่ประเภทหลัง ซึ่งละได้ยาก อันเป็นเรื่องอีกเรื่องหนึ่ง ที่จะต้องอธิบายกัน เป็นพิเศษโดยเฉพาะ. วันนี้ก็เลยเวลาไปมากแล้ว อาตมาเห็นว่าควรจะอธิบาย อีกสักวันหนึ่ง.
น.499 เฉพาะวันนี้ ขอสรุปความว่า มันมีของที่เป็นคู่อยู่ในวัฏฏสงสาร ซึ่งเป็น เครื่องลวงสัตว์ หรือเป็นเสน่ห์ที่ทำให้สัตว์ติดอยู่ในวัฏฏสงสาร. ครั้นพอเริ่ม ก้าวไปได้จากวัฏฏสงสารในอันดับแรกแล้ว ก็ไปติดของคู่ที่มีอยู่ระหว่างวัฏฏสงสาร กับนิพพาน คือโลกิยะ กับโลกุตตระอยู่อีก ซึ่งเมื่อละจากการถูกลวงในอันดับ หลังได้สิ้นเชิงแล้ว จึงจะออกไปนอกวัฏฏสงสารได้โดยสิ้นเชิง. ฉะนั้นเป็น อันว่าเราควรจะระลึก สังเกตให้ละเอียดประณีตที่สุดว่า เรากำลังถูกลวงอยู่ด้วย ของที่เป็นคู่ ๆ ดังที่กล่าวมาแล้วนี้อย่างไรบ้าง แล้วจะได้มองเห็นคำตอบของ ปัญหาที่เราจะต้องตอบ หรือจะต้องแก้ จะต้องสางนี้ ได้ชัดเจน ได้กระจ่าง ; แล้วจะไม่เป็นของยากแก่การที่จะออกไปจากวัฏฏสงสารเลย. อาตมาขอยุติ ด้วยการหมดเวลาเพียงเท่านี้.
Buddhadasa