น.500 ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย, ต้องขอย้ำเพื่อท่านทั้งหลายจะได้ระลึกถึงข้อความ ที่เป็นใจความสำคัญ ดังได้กล่าวมาแล้วแต่วันต้น ๆ คือความแตกต่าง ระหว่างศีลธรรม กับศาสนา เพราะว่าพุทธศาสนา มิได้มีความสำคัญอยู่ตรงที่ศีลธรรม แต่มีความสำคัญอยู่ ตรงความพ้นทุกข์สิ้นเชิง ที่เราเรียกกันว่ามรรคผลนิพพาน ; มีศีลธรรมก็แต่ ในฐานะเป็นบุรพภาคเบื้องต้น สำหรับปรับปรุงสังคมทั่ว ๆ ไป ให้อยู่ในสภาพ เหมาะที่จะเข้าถึงตัวศาสนา. อย่างไรก็ดีในหลักปฏิบัติในขั้นสูง ๆ นี้ เรื่องเดียว ย่อมมีปัญหาทั้งทางศีลธรรม และทั้งทางศาสนา : เรายังจำเป็นจะต้องเข้าใจ ๔๕๙
น.501 ความแตกต่างระหว่างศีลธรรมกับศาสนาอยู่เรื่อยๆ อาตมาจึงย้ำมากระหว่างความ แตกต่างของศีลธรรมกับศาสนานี้. วันต่อมาได้แสดงวิธีปฏิบัติทั่ว ๆ ไป ในการปฏิบัติศีลธรรมและศาสนา แยกกันให้เห็นชัด ว่าถ้าปฏบัติในแง่ของศีลธรรม เราจะต้องปฏิบัติอย่างนี้ ๆ และถ้าในแง่ของศาสนา จะต้องปฏิบัติอย่างนี้ ๆ เป็นต้น. ยกตัวอย่างเช่นการ เข้าถึงพระรัตนตรัยในแง่ของศีลธรรม ก็เป็นการยึดถือ ; การเข้าถึงพระรัตนตรัย ในแง่ของศาสนา ก็เป็นการปล่อยวาง. "ยึดถือ" กับ "ปล่อยวาง" มันตรง กันข้ามกัน นี่จึงเป็นเรื่องตื้นลึกกว่ากัน. การถึงพระรัตนตรัยในขั้นที่เป็นความ ยึดถือนั้น อาศัยหลักอย่างหนึ่ง ในขั้นปล่อยวาง ก็อาศัยหลักอีกอย่างหนึ่ง. คือ ในขั้นยึดถือ ต้องพึ่งผู้อื่น พึ่งสิ่งอื่น ; แต่ในขั้นปล่อยวางเป็นการพึ่งตัวเอง หรือถ้าสูงขึ้นไปกว่านั้นก็หมายความว่าหลุดพ้นจากสิ่งทั้งปวง ก็ไม่ต้องการอะไร ไม่ต้องการที่พึ่ง ; การพึ่งตัวเองหรือพึ่งผู้อื่น ก็เลยยกเลิกไปหมด เพราะเป็น ผู้ที่ไม่ต้องพึ่งสิ่งใดอีกต่อไป. นี่เรียกว่าถึงที่สุดไม่มีอะไรที่สุดยิ่งกว่านั้น เป็น ที่สุดของการทำความดับทุกข์ หรือถึงที่สุดของศาสนา. แต่ทั้งหมด มันเป็น กฎของกรรม เป็นไปได้ตามกฎของกรรม กล่าวคือในขั้นศีลธรรม มีกรรมดำ กรรมขาว หรือกรรมดีกรรมชั่ว และต้องระมัดระวังมากในการที่จะหลีกกรรมชั่ว ประกอบกรรมดี และยึดถือหลักนี้อย่างแน่นแฟ้น ด้วยความยึดถือ. แต่ในขั้นที่ เป็นตัวศาสนาแท้ กลับประกอบกรรมอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นกรรมไม่ดำไม่ขาว ไม่ดีไม่ชั่ว เหนือดีเหนือชั่ว ที่จะเลิกล้างผลของกรรมดีหรือกรรมชั่วเสียให้หมด เป็นผู้อยู่เหนือกรรมโดยประการทั้งปวง. กฎแห่งกรรมในพระพุทธศาสนาเป็น อย่างนี้.
น.502 ๔๖๑ การถูกลวง ด้วยของเป็นคู่ ( ต่อ) คนเราถ้าติดในฝ่ายชั่ว หรือติดในฝ่ายดี ก็ยากที่จะทรงตัวอยู่ใน ลักษณะที่เรียกว่าบริสุทธิ์ผุดผ่องได้. ต่อเมื่อมีความเป็นอิสระเหนือกรรมโดย ประการทั้งปวง จึงจะมีความบริสุทธิ์ผุดผ่องได้ ซึ่งเป็นลักษณะของพระอรหันต์ โดยเฉพาะ. แม้ว่าเรายังไม่ต้องการที่จะเป็นพระอรหันต์ เราก็ต้องศึกษาหลัก เกณฑ์ของท่าน เพื่อว่าเราจะได้ทำความบริสุทธิ์ หรือดำเนินกิจการต่างๆ ที่เรา ต้องการความบริสุทธิ์ ให้ถึงความบริสุทธิ์จริง ๆ ได้ นี้เราจึงต้องศึกษาเรื่อง กรรมดีกรรมชั่ว และการกระทำกรรมอีกชนิดหนึ่ง ที่อยู่เหนือกรรมดีกรรมชั่ว เลิกล้างกรรมดีกรรมชั่วโดยประการทั้งปวง. นี่ กฎเรื่องกรรมเป็นอย่างนี้. ทีนี้กรรม เป็นไปได้ด้วยอำนาจของกิเลส จนเกิดความหมุนเวียน ในการทำกรรม, รับผลของกรรม, แล้วก็ก่อกิเลส แล้วทำกรรม แล้วรับผล ของกรรมอีก เป็นวัฏฏสงสาร ทำให้คนติดแน่นอยู่ในสายที่หมุนเวียนนี้ เรียกว่า หมุนเวียนอยู่ในสังสารวัฏฏ์ เพราะอำนาจของกิเลสเป็นส่วนใหญ่. สังสารวัฏฏ์ หมุนเป็นไปได้เพราะอำนาจของกิเลสเป็นส่วนใหญ่ เรียกว่าความผลักดันของ กิเลสนั่นเอง คือตัววัฏฏสงสารหรือสังสารวัฏฏ์. ฉะนั้นเราจึงจำเป็นต้องศึกษา เรื่องกิเลส ซึ่งเป็นเหตุผลักดันคน ให้ทำดีหรือทำชั่ว จนกระทั่งเราอยู่เหนือ สังสารวัฏฏ์ อยู่เหนือการทำดี-ทำชั่ว ซึ่งเรียกว่า "หักวงล้อแห่งสังสารวัฏฏ์เสียได้ หลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง". ฉะนั้นในการศึกษาเรื่องกิเลสนั้น จึงเป็นของจำเป็น อย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่ต้องการจะทราบหลักพระพุทธศาสนา ดังนั้นถ้าได้รับความ ยุ่งยากลำบากใจ ในการศึกษาเรื่องกิเลส หรือเรื่องกรรมอันยุ่ง ๆ นี้ ก็ขอให้มี ความอดทนหน่อย เพื่อความรู้ความเข้าใจพุทธศาสนาที่ถูกต้อง โดยตรงและ ถึงที่สุด นั่นเอง. เพื่อที่จะรู้เรื่องของกิเลสในลักษณะที่จะเอาชนะกิเลสได้ เราจำเป็น จะต้องรู้จักสิ่งเป็นที่ตั้งของกิเลส ซึ่งอาตมาได้กล่าวแล้วในครั้งหลังสุด ว่าได้แก่
น.503 ความถูกลวงด้วยของเป็นคู่ เราจึงได้จมอยู่ในวัฏฏสงสาร. ในสายในเครือแห่ง วัฏฏสงสาร ประกอบด้วยสิ่งที่เป็นคู่ เช่น สวย-ไม่สวย ร้อน-เย็น นอก-ใน หน้า-หลัง สุข-ทุกข์ ดี-ชั่ว บุญ-บาป นรก-สวรรค์ ฯลฯ ทั้งหมดเหล่านี้ แล้วก็เกลียดชังรังเกียจสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อยู่เป็นปรกติวิสัย. ฉะนั้นจึงมีปัญหา เกิดขึ้นเพราะของเป็นคู่ ๆ นั้น พร้อมกันทันที คือว่าอีกด้านหนึ่งเราชอบ อีกด้าน หนึ่งเราไม่ชอบ ปัญหามันก็รบกวนใจทั้งสองข้าง : ข้างหนึ่งรบกวนใจใน ทางอยากให้ได้ ; อีกทางหนึ่งรบกวนใจในทางที่รำคาญหรือเกลียด. หลัก ของพระพุทธศาสนาที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็มีอยู่ว่า ให้ทำจิตให้ฉลาด จนถึงกับ นำออกเสียได้ ซึ่งความชอบและความชั่ง ในของที่เป็นคู่ ซึ่งมีย้ำมาก ในพระบาลีที่สำคัญๆ เช่นบาลีมหาสติปัฏฐานสูตรเป็นต้น. เพราะฉะนั้น การเข้าใจเรื่องของเป็นคู่ ไม่ต้องถูกลวงด้วยของเป็น คู่อีกต่อไปนี้ นับว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด ที่จะเอาชนะกิเลส เพราะว่าเป็นทางที่ จะให้เข้าใจเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ได้โดยง่ายยิ่งขึ้น. เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นเรื่องที่สำคัญในการที่จะให้เกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด ถอนตัวออกมาจากสิ่งต่าง ๆ ได้. ทีนี้การเข้าใจในของคู่ ไม่ถูกลวงด้วยของคู่ ก็เป็นการช่วยให้เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาชนิดที่แยบคาย หรือลึกซึ้งถึงที่สุด. เพราะฉะนั้นจึงได้พูดกันถึงเรื่องของคู่ ในลักษณะที่ว่าเป็นของหลอกลวงมายา เหมือนกันหมด ; เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เหมือนกันหมด ; ไม่ว่าฝ่ายดำ หรือว่าฝ่ายขาว ไม่ว่าฝ่ายนรกหรือว่าสวรรค์ ไม่ว่าฝ่ายสุคติหรือทุคติ ดีชั่ว บุญบาป อะไรก็ตามใจ ล้วนแต่อยู่ในลักษณะที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เสมอกันหมด.
น.504 ๔๖๓ การถูกลวง ด้วยของเป็นคู่ ( ต่อ) พอความแจ่มแจ้ง หรือเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เข้ามาสู่จิตใจ ของเราเท่านั้น ความเป็นของคู่ก็หายกระจัดกระจายไปหมด ไม่มีความเป็นคู่ใน ลักษณะเช่นนั้นอีกต่อไป เราจึงรอดตัวมาได้จากการถูกลวง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องอนัตตา. เรื่องอนัตตานี้สำคัญกว่า อนิจจัง ทุกขัง เพราะว่าพออนัตตา เข้ามาแล้ว ทุกอย่างทั้งหมด ไม่ว่าฝ่ายโลกิยะหรือฝ่ายโลกุตตระจะกลาย เป็นของเสมอกันหมด ไม่เป็นคู่ คือเป็นอนัตตาเสมอกันหมด แม้กระทั่ง สังสารวัฏฏ์เอง และนิพพานเอง. สังสารวัฏฏ์ เป็นคู่กันกับนิพพาน อยู่ในฐานะตรงกันข้าม เป็นคู่หนึ่ง ตามความรู้สึกธรรมดา คือเราจะเห็นว่า สังสารวัฏฏ์เป็นฝ่ายทุกข์ น่าเกลียด น่าเบื่อหน่าย ; ส่วนฝ่ายนิพพานนั้น น่ายึดถือ อยากได้ น่าปรารถนา ตรง กันข้ามอย่างนี้. แต่พอมาถึงความรู้แจ้งในอนัตตา ก็กลับเป็นของที่เป็น อนัตตาอย่างเดียวกัน คือไม่มีความยึดถือแม้ในพระนิพพาน ไม่ยึดถือนิพพาน โดยความเป็นนิพพาน ไม่ยึดถือนิพพานโดยความเป็นของเรา ; พระพุทธเจ้า ท่านได้ตรัสไว้อย่างนี้. นั่นแหละ คือการถึงที่สิ้นสุดของการถูกลวงด้วยความ เป็นของคู่ เพราะฉะนั้น ไม่ต้องพูดถึงบุญบาป ดีชั่ว ซึ่งเป็นของคู่ ๆ คู่ ๆ อย่างโลก ๆ และเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เสมอกันหมด. ของคู่ ๆ ที่เป็น อย่างวิสัยโลก ถ้าเราเห็นได้ ก็จะไม่ประหลาด คือว่าพอจะเห็นได้โดยไม่ยาก ; แต่ที่ว่าสังสารวัฏฏ์ และนิพพาน เป็นของเสมอกันนี้ซิ เห็นได้ยาก เว้นไว้แต่ จะเอาเรื่องอนัตตาเข้ามาจับ. และผู้ที่ได้เห็นความเป็นอนัตตาของนิพพาน แล้วเท่านั้น ที่จะนิพพานได้. ถ้ายังยึดถือนิพพานโดยความเป็นนิพพานอยู่ ยึดถือว่านิพพานเป็นของเราอยู่แล้ว ก็ยังเป็นนิพพานในอุปาทานอยู่เรื่อย
น.505 ไม่เป็นนิพพานอันแท้จริงได้. นี่เองเป็นเหตุให้นักปฏิบัติในชั้นสูง ที่ปฏิบัติ มามาก ๆ นานปีแล้ว ก็ยังนิพพานไม่ได้ เพราะเขาคอยจ้องจะจับยึดเอานิพพาน โดยความเป็นตัวเป็นตน เป็นของของตนอยู่เสมอไป โดยที่ไม่เห็นอนัตตานั่นเอง เลยถูกลวงให้หลงในของเป็นคู่ คู่สุดท้าย ระหว่างสังสารวัฏฏ์ กับนิพพาน. ปัญหาที่ว่า ทำไมผู้ปฏิบัติมาอย่างจริงจัง เคร่งเครียด เป็นเวลานาน มาแล้ว ก็ยังปล่อยวางอะไรไม่ได้ คือไม่ถึงที่สุด นี่ก็เพราะถูกลวงด้วยของคู่ คู่สุดท้ายนี้ คือสังสารวัฏฏ์กับนิพพาน. เขาจะต้องปฏิบัติต่อไปในลักษณะที่จะ เห็นว่า นิพพานก็สักว่านิพพาน ไม่ใช่ตัวตน เป็นอนัตตาเสมอกันกับสิ่งอื่น เสมอกันกับสังสารวัฏฏ์. เลิกยึดถือนิพพานในอุปาทานเสียที เลิกยึดถือว่าเป็น ของเราด้วย นั่นแหละจึงจะนิพพานได้. เป็นของประหลาด ที่ว่า ต่อเมื่อไม่อยากได้นิพพาน นั่นแหละ จึงจะได้นิพพาน ถ้ายังอยากได้นิพพานอยู่ แม้อยากได้อย่างจะขาดใจ จะทำไป อย่างไร ก็ไม่ได้นิพพาน. เพราะคำว่า "นิพพาน" นี้ หมายถึงความปล่อยวาง สลัดสิ่งทั้งปวงหมดสิ้น ไม่เกาะเกี่ยวยึดถือในสิ่งใด ๆ โดยประการทั้งปวงเลย ; ฉะนั้นจึงถึงนิพพานด้วยความอยากได้นิพพาน นั้นไม่ได้. เราจะต้องมองเห็น ความเป็นอนัตตาอย่างถูกต้องแท้จริง ไม่ยึดถือแม้ในนิพพาน ขั้นสุดท้ายก็จะ ถึงที่สุดของความดับทุกข์ได้. นี่จะเห็นได้ว่า มนุษย์เราถูกลวงด้วยของเป็นคู่ ตั้งแต่ต้นๆ ง่ายๆ ที่สุด เช่นสวย- ไม่สวย อร่อย-ไม่อร่อย สูง-ต่ำ ดำ-ขาว สั้น-ยาว นี้เรื่อย ๆ ไป จนกระทั่งถึง ดี-ชั่ว บุญ-บาป นรก-สวรรค์ สุคติ-ทุคติ นอกโลก- ในโลก สังสารวัฏฏ์-นิพพาน ถึงที่สุดดังนี้. เพราะฉะนั้นการพยายามศึกษาความจริง
น.506 ๔๖๕ การถูกลวง ด้วยของเป็นคู่ ( ต่อ ) ของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ซึ่งประจำอยู่ในสิ่งทุกสิ่ง จนสามารถทำให้สิ่งเหล่านั้น ไม่อาจจะลวงเรา ให้รู้สึกว่าเป็นคู่ได้อีกต่อไป นั่นแหละ จะเป็นทางรอด สุดท้ายของพุทธบริษัท หรือเข้าถึงจุดหมายปลายทางของพุทธศาสนาได้จริง. เพราะฉะนั้น อาตมาจึงขอย้ำซ้ำเรื่องกรรมอยู่เสมอไป ว่าท่านทั้งหลายจะต้องจำ เรื่องกรรมไว้ให้ดีให้แม่นยำ ว่าในขั้นศีลธรรมนั้น มีกรรมดีกรรมชั่ว เราเว้น กรรมชั่ว ประกอบกรรมดี ; ซึ่งชั้นนี้เรายังถูกลวงด้วยของเป็นคู่ ในลักษณะ ที่จะหน่วงตัวละจากชั่ว ไปสู่ความดี ; นี้เป็นธรรมดา เป็นสิ่งจำเป็น. เพราะ อย่างไรเสีย เราก็ยังไม่รอดตัวจากการถูกลวง เพราะยังต่ำอยู่ เรายอมถูกลวง แต่ว่าถูกโดยไม่รู้สึกตัว และด้วยความสมัครใจ เป็นการหน่วงขึ้นมาจากความชั่ว มาสู่ความดี เรียกว่า กรรมดำ - กรรมขาว มีอยู่สองประเภท. พอมาถึงขั้นสุดท้าย ประกอบกรรมไม่ดำไม่ขาว คือการทำจิตให้อยู่ เหนือกรรมดี-กรรมชั่ว มองเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในกรรมดำกรรมขาว ทั้งสองอย่างนั้นชัดแจ้ง จนจิตไม่น้อมไปเกลียดกรรมดำหรือรักกรรมขาว คือจิต เป็นอิสระเหนือกรรมทั้งปวง ที่เรียกว่า "กรรมที่ไม่ดำไม่ขาว" เป็นที่สิ้นสุด แห่งกรรมดำและกรรมขาว. ให้จำชื่อ ๓ ชื่อนี้ไว้ให้ดี. ในขั้นที่ยังมีกรรมดำ และกรรมขาว คือขั้นศีลธรรมนั้น ทำอย่างไรเสีย เราก็ต้องหลงรัก หลงยึดถือ ในเรื่องมรรคผลนิพพาน ยึดถือนิพพานในฐานะเป็นของประเสริฐสุดกว่าสิ่ง ทั้งปวง ยึดถือว่าเป็นของเรา เราจะเอาให้ได้ เราจะพยายามสุดความสามารถ นั้นก็เป็นขั้นหนึ่ง ซึ่งจะต้องไต่ขึ้นมาให้ดี จะต้องสอบไล่ในขั้นนี้ให้ได้ เหมือนกัน ; เพราะว่าถ้ายังต่ำจนไม่สามารถจะละกรรมดำประกอบกรรมขาวแล้ว ก็จะไม่สามารถขึ้นไปถึงกรรมที่ไม่ดำไม่ขาวได้แน่. เราจะต้องมีความพยายาม
น.507 ในขั้นต้น ๆ ให้ลุล่วงมาเป็นลำดับ ๆ แล้วก็สร้างกรรมที่ไม่คำไม่ขาว แล้วขึ้นอยู่ เหนือการยินดีในผลของกรรมไม่ว่าชนิดไหน จนกระทั่งไม่มีความปรารถนาอะไร ไม่อยากได้อะไร ไม่อยากเป็นอะไรโดยประการทั้งปวง เพราะว่าสิ่งทั้งหลายเป็น มายาทั้งคู่เลย. เป็นมายาคือหลอกลวงให้หลงยึดถือ แต่ที่แท้ ไม่มีสาระที่ควร ยึดถือ ไปยึดถือเข้า ก็มีแต่ความทุกข์ จึงเกิดความรู้แจ้งเห็นชัดว่า ไม่มีอะไร ที่น่าเอา - น่าเป็น ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือได้ จิตจึงไม่ยึดถือได้. เรียกว่า เป็นผู้ประกอบกรรมอันใหม่ที่แปลกประหลาดที่สุด มิได้มีในศาสนาอื่นก็ว่าได้ คือกรรมที่ไม่ดำไม่ขาว เป็นที่สิ้นสุดแห่งกรรมทั้งปวงนี้. เราพิจารณากันถึงเรื่องนอกโลก และในโลก ในวันสุดท้าย ว่าเรื่อง โลกิยธรรมในโลกนี้ก็ดี เรื่องโลกุตตรธรรมไปนอกโลกก็ดี ล้วนแต่ไม่น่ายึดถือ คือยึดถือไม่ได้ : จะเป็นเรื่องโลกิยธรรม หรือโลกุตตรธรรมทั้ง ๆ ที่ตรง กันข้ามเป็นคู่กัน อย่างดำกับขาว หรืออะไรก็ตาม ที่กลับตรงกันข้ามนั้น ; แต่แล้วมันมาเหมือนกันตรงที่ยึดถือไม่ได้ ยึดถือแล้วเป็นมีความทุกข์หรือ อย่างน้อยก็ดับทุกข์ให้สิ้นเชิงไม่ได้. เช่นยังยึดถือว่านิพพานเป็นนิพพานของเรา นี้จะไม่สามารถดับทุกข์สิ้นเชิงได้ แม้จะดับทุกข์มามากมายเพียงไรแล้วก็ตาม. การที่เราไม่สามารถจะเอาชนะการลวงของความเป็นคู่ หรือไม่อาจจะ บรรลุนิพพานได้ทันความประสงค์ในชาตินี้ ก็เพราะเหตุที่เราพากันประพฤติ ปฏิบัติผิด ต่อของสองอย่างนี้. พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสเรื่องนี้ไว้ว่า การที่ คนเราไม่สามารถขึ้นไปถึงที่สุดของกรรม หรือความไม่ยึดถือนี้ เพราะ เราไม่ฉลาดในการกระทำ ๔ อย่างด้วยกัน ดูเหมือนท่านจะจำแนกไว้ก็เพียง เพื่อให้เข้าใจได้ง่าย ๆ มากกว่า คือ -
น.508 ๔๖๗ การถูกลวง ด้วยของเป็นคู่ ( ต่อ) เพราะเราไม่ฉลาดในการกระทำชนิดที่เป็นการขาดทุน นี้อย่างหนึ่ง ; เราไม่ฉลาดในการกระทำชนิดที่เป็นการเสมอตัว นี้อย่างหนึ่ง ; เราไม่ฉลาดในการกระทำชนิดที่เป็นการได้กำไร นี้อย่างหนึ่ง ; เราไม่ฉลาดในการกระทำชนิดที่เป็นการเจาะแทงกิเลส ให้ทำลายไป นี่เป็นอย่างสุดท้าย. ๓ อย่างแรก คือขาดทุน เสมอตัว ได้กำไร นั้น เราเห็น ได้ทันที ว่าทั้งสามนั้นเป็นเรื่องฝ่ายศีลธรรมในวัฏฏะ หรือฝ่ายวัฏฏสงสาร ; ส่วนในข้อสุดท้าย เราไม่ฉลาดในการกระทำชนิดที่เป็นการเจาะแทงกิเลสนั้น เป็นเรื่องฝ่ายวิวัฏฏะ คือฝ่ายนิพพาน. นี่ จึงเห็นได้ว่า เพราะเราไม่ฉลาดในเรื่องทั้งฝ่ายวัฏฏะ และวิวัฏฏะ คือทั้งฝ่ายวัฏฏสงสารและฝ่ายนิพพาน เราจึงไม่เอาชนะความทุกข์ได้ทันตาเห็น. ในฝ่ายวัฏฏะหรือฝ่ายโลกิยธรรม เราก็ไม่รู้จักการกระทำให้ถูกต้อง ว่าการกระทำ ชนิดไหนเป็นการขาดทุน ชนิดไหนเป็นการเสมอตัว ชนิดไหนเป็นการได้กำไร ; เพราะถูกลวงด้วยของเป็นคู่ นั่นเอง. ที่ว่า ไม่ฉลาดในเรื่องการกระทำชนิดที่เป็นการขาดทุน นั้น ในกรณีที่เป็นเอามาก ๆ ถึงกับชอบกระทำชนิดที่เป็นการขาดทุน เข้าใจผิด ว่าเป็นการได้กำไรไปเสีย. ข้อนี้ได้แก่กรณีที่บุคคลหลงบูชาความชั่วเป็นสรณะ ว่าเห็นความได้ตามใจกิเลส หรือตามใจตัวเอง ว่าเป็นสิ่งถูกต้องหรือยุติธรรม ; จึงถูกลวง กลับเอาการกระทำที่ว่าขาดทุน มาเป็นของประเสริฐ หรือเป็นของ ถูกต้องไป. อย่างนี้มันก็ไม่ต้องพูดถึงการได้กำไร เพราะเริ่มแรกก็ยังไปหลง เอาการกระทำที่เป็นการขาดทุน มาเป็นสรณะเสียแล้ว. อย่างนี้ได้แก่พวกพาล เข้าใจผิด ประกอบไปด้วยมิจฉาทิฏฐิ กลับเห็นกงจักรเป็นดอกบัว ซึ่งจะต้อง
น.509 ระวังมากที่สุด ก็คือในเรื่องเกี่ยวกับการทำกรรม. เข้าใจผิด ว่าทำดีไม่ได้ดี ทำชั่วไม่ได้ชั่ว เลยตัดลัดเอาว่าการทำสิ่งใดถ้าได้สิ่งที่ตัวต้องการ สมตามความ ต้องการ ทันอกทันใจแล้ว ก็ถือเอานั้นเป็นเรื่องถูกต้อง เกิดถือความถูกต้อง ชนิดใหม่ของตนเอง ในลักษณะที่กลับตรงกันข้ามกับกฎของศีลธรรมหรือความ จริงต่าง ๆ ; เลยมีความขาดทุนตั้งแต่ต้นจนปลาย ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีอยู่มาก หรือ เป็นไปมากในหมู่สัตว์ในโลกเรา. มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้อยู่มากเหมือนกัน ในการที่จะให้คนที่ไม่ได้รับการศึกษา ไม่เคยได้ยินได้ฟังธรรมของพระอริยเจ้า ที่จะให้เขามายึดหลักที่เป็นสัมมาทิฏฐิ ยึดถือหลักความดี ความงาม ความจริง ความยุติธรรม อะไรต่าง ๆ ได้โดยถูกต้อง. เพราะฉะนั้นจึงเป็นการยาก ที่เรา จะพูดหลักกรรม หรือหลักพุทธศาสนาในชั้นนี้แก่คนที่ต่ำอยู่ เช่นกรรมกร ชั้นต่ำ ที่กำลังมึนเมาแต่เรื่องความสุขทางวัตถุ ความสนุกสนานทางเนื้อทางหนัง เหล่านี้ จึงมีแต่สำมะเลเทเมาอยู่เป็นประจำ เลยอยู่ในสภาพที่น่าสงสารอย่างยิ่ง. สำหรับคนชั้นเรา ๆ ซึ่งมีการศึกษาพอสมควรแล้ว ไม่ควรจะเป็น อย่างนั้นได้เลย คนที่มีความเข้าใจถูกต้อง ในกฎของกรรมตามที่เป็นจริง : ดี ก็ดีจริง ชั่วก็ชั่วจริง ใครทำดีก็ดี ใครทำชั่วก็ชั่ว ไม่ต้องพูดไปถึงการรับผลหรอก. การที่พูดถึงการรับผลนั้น ทำให้เกิดการเข้าใจผิด ว่าทำดีได้ผลดี ทำชั่วได้ผลชั่ว ; คำพูดนี้ก็ถูก ไม่ใช่ไม่ถูก แต่มันเอียงไปในทางให้เกิดความเข้าใจผิด เพราะ ฉะนั้นเราพูดตัดเสียว่า "ทำดี ดี, ทำชั่ว ชั่ว" อย่างนี้ดีกว่า. ทำดี มันดีเสร็จ, ทำชั่ว มันชั่วเสร็จ ตั้งแต่เมื่อทำ; ผลที่เกิดขึ้นจะต้องดีหรือชั่ว ไปตามที่ทำ เช่น ได้เงินมา ก็เป็นเงินดี หรือเงินชั่ว ไปตามกรรมที่ทำ; ได้ผลพลอยได้ อย่างไรมา ก็เป็นผลพลอยได้ที่ดีหรือชั่วไปตามที่ทำ เอามาบริโภคใช้สอยเข้า ก็ส่งเสริมความดีหรือความชั่ว ไปตามลักษณะของมัน. เมื่อเป็นอย่างนี้ ก็จะเลิก
น.510 ๔๖๙ การถูกลวง ด้วยของเป็นคู่ ( ต่อ) การเป็นมิจฉาทิฏฐิอย่างต่ำอย่างเลวเสียได้ ไม่อยู่ในลักษณะที่จะเห็นกงจักรเป็น ดอกบัวได้อีกต่อไป เราจึงไม่สามารถจะประกอบกรรมชนิดที่เป็นการขาดทุนได้ อีกต่อไป. ที่ว่า ไม่ฉลาดในเรื่องการกระทำชนิดที่เป็นการเสมอตัว นั้น กรรมอย่างนี้เรียกว่า ทำแต่พอไปพอมา เป็นผู้ที่อยู่ในระหว่างความเป็นพาลหรือ ความเป็นบัณฑิต ซึ่งน่าจะได้แก่คนที่เป็นมนุษย์ธรรมดาสามัญทั่ว ๆ ไป มีความ เกลียดกลัวความชั่ว ความบาป อยู่ตามสมควร แต่ก็ไม่สามารถจะประกอบ ความดีให้เจริญรุ่งเรืองได้ เรียกว่าเป็นการกระทำที่เสมอตัว. ที่ว่า ไม่ฉลาดในเรื่องการกระทำชนิดที่เป็นการได้กำไร นั้น ได้แก่เป็นผู้ที่ประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิ รู้จักทำสิ่งที่คนอื่นเขาไม่สามารถทำ ให้เป็นประโยชน์ให้มาเป็นประโยชน์ได้ ; ที่คนอื่นเขาสามารถทำประโยชน์ได้ แต่เล็กน้อย ให้สามารถเป็นประโยชน์ใหญ่ได้. เราจะเห็นได้ว่า บางคนลงทุน ตั้งมากมายในการทำสิ่งที่เรียกว่าทำบุญหรือกุศล นับเป็นแสน ๆ ล้าน ๆ แต่ได้บุญ นิดเดียว เพราะมีความเป็นสัมมาทิฏฐิไม่พอ หรือน้อย. บางคนลงทุนเป็นเงิน เป็นทองแต่เล็กน้อย กลับได้สิ่งที่เป็นบุญ หรือกุศลมาก นี้ก็เพราะว่า เขามี สัมมาทิฏฐิมาก. ทีนี้ ถ้าดีขึ้นไปกว่านั้น ไม่ได้ลงทุนสักสตางค์เดียวเลย แต่กลับได้สิ่ง ที่วิเศษยิ่งไปกว่าพวกแรก ที่เขาลงทุนตั้งแสนตั้งล้าน โดยเฉพาะพระนิพพานแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสว่า เป็นของให้เปล่า ไม่ต้องซื้อด้วยสตางค์ อย่างบาลีที่ว่า "ลฺธา มุธา นิพฺพุตึ ภุญฺชมานา" - ได้พระนิพพานมาบริโภคเปล่า ๆ โดยไม่ ต้องเสียสตางค์เลย. ในลักษณะเช่นนี้ ควรจะถือว่าเป็นการได้กำไรอย่างยิ่ง ;
น.511 ส่วนคนที่ลงทุนเป็นแสน เป็นล้าน สร้างอะไร ๆ ก็ตามใจ เราไม่ต้องออกชื่อ ก็ได้ แล้วก็ได้บุญ เป็นกุศลตอบแทนมา ในลักษณะที่เขาต้องเวียนว่ายอยู่ใน วัฏฏสงสารเกิดแล้วเกิดอีก หลงใหลในสุคติ หรือในกามคุณ ไม่มีที่สิ้นสุด ติดอยู่ในเกลียวของวัฏฏสงสาร ไม่มีที่สิ้นสุด. นี่แหละ ลงทุนมาก ๆ แล้วกลับได้ อย่างนั้น. ส่วนพวกที่ประกอบกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ในโลกนี้ พอได้ผลเท่าไป เท่ามา นี้ก็เรียกว่า เสมอตัว. ส่วนผู้ที่รู้จักเสียสละวัตถุน้อย เสียสละแรงงาน น้อย อะไร ๆ ก็น้อย แต่กลับได้ของที่มีค่าดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้โดยสมบูรณ์ นี้เรียกว่าเป็นผู้ที่ได้กำไร. ทั้ง ๓ ประเภทนี้ เรียกว่ายังมีเรื่องได้ - เรื่องเสีย เรื่องดี - เรื่องชั่ว เรื่องบุญ - เรื่องบาป อันเป็นเรื่องราวในวัฏฏสงสาร แต่ถึงอย่างนั้นก็เป็นเรื่อง ที่ทุกคนจะต้องทำให้ดีไว้ก่อน ในเมื่อเรายังขึ้นจากวัฏฏสงสารไม่ได้. เป็นอันว่า เราจะต้องท่องเที่ยวไปในทะเล เราจำต้องสนใจกับเรือหรือยานพาหนะนั้น ให้ดี ๆ เอาใจใส่ทะนุถนอมให้มาก เราจะทิ้งเรือยังไม่ได้ เราจะต้องได้เรือที่ดี สำหรับ แล่นไปในวัฏฏสงสาร ; จนกว่าเมื่อไร เราจะไปถึงฝั่งโน้น ซึ่งเป็นฝั่งที่ไม่มี ความทุกข์ เราจึงจะทั้งเรือได้. ข้อปฏิบัติในขั้นนี้ จึงเปลี่ยนเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องของการได้กำไรหรือขาดทุน หรือเสมอตัวอีกต่อไป กลายเป็นเรื่อง ข้อที่สี่ คือการกระทำที่เป็นการเจาะแทงกิเลส. ฉลาดในเรื่องการกระทำชนิดที่เป็นการเจาะแทงกิเลส ข้อนี้ พระพุทธเจ้าท่านใช้คำว่า เจาะแทงกิเลส ถ้ามันแปลกหูสำหรับท่านบางคน ก็ขอให้จำไว้ก่อน. คำว่า "เจาะแทงกิเลส" ก็คือเจาะแทงมายาหรือความมืด ความหลง ความถูกลวง ต่าง ๆ นานา โดยเฉพาะในที่นี้ คือการที่ลวงด้วย
น.512 ๔๗๑ การถูกลวง ด้วยของเป็นคู่ ( ต่อ) ของที่เป็นคู่. หลงในมายาของสิ่งเหล่านั้นแล้ว เกิดเป็นความรู้สึกรักหรือชัง ขึ้นมา อย่างนั้นเรียกว่า ถูกหุ้มห่ออยู่ด้วยกิเลส เปรียบเหมือนกับมีม่านหุ้ม มีเปลือกหุ้ม ไม่ได้เห็นแสงสว่าง จึงได้หลงรักสวรรค์ หลงเกลียดนรก หรือหลง วนไป - วนมา อยู่ในมนุษย์โลกนี้ ในลักษณะที่จะเกลียดก็ไม่ใช่ จะรักก็ไม่ใช่ ดังนี้เป็นต้นก็ตาม แปลว่ามีอะไรบังให้เกิดความเข้าใจผิด หรือไม่เข้าใจ จึงได้ หลงจนกระทั่งเกิดอาการซึ่งเป็นการทรมานตนเอง. เพราะฉะนั้นหลักของการ ปฏิบัติ จึงต้องเป็นการเจาะแทงม่านที่บดบังนั้น ให้ทะลุออกไป ให้แสงสว่าง เข้ามา ให้เกิดสว่างขึ้นมาให้จงได้ ฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสเรียกว่า ปฏิปทา อันเป็นการเจาะแทงกิเลส. ปฏิปทา ๓ อย่างข้างต้น มีเรื่องกำไร เรื่องขาดทุนอะไรนั้น ไม่เจาะ แทงกิเลส ไม่เกี่ยวกับการเจาะแทงกิเลส ; แต่เกี่ยวกับการทำตนให้คล้อยตาม จังหวะของกิเลสให้ถูกต้อง ในลักษณะที่ไม่เป็นทุกข์มากเกินไป ; แปลว่า พลอยไปตามกระแสของกิเลสให้ถูกต้อง ในลักษณะที่ว่ามีความทุกข์น้อยหน่อย หรือได้สิ่งที่พอจะเรียกว่า ไม่เป็นทุกข์ทรมานมากนัก มาเป็นของตนไปก่อน. ถ้ามาถึงขั้นสุดท้าย ในที่สุด เราไม่ยอมเป็นอย่างนั้น เราจะปลีกตัว ออกจากเกลียวของกิเลส ทำลายกิเลส เจาะแทงกิเลส เลยได้เป็นปฏิปทา รวม ๔ อย่าง กล่าวคือการประพฤติปฏิบัติที่ขาดทุน ที่เสมอตัว ที่ได้กำไร และที่ เจาะแทงกิเลส. ที่ได้เอามากล่าวนี้ ก็เพื่อชี้ให้เห็นว่า มันซับซ้อนกันอยู่เป็นชั้น ๆ ในเรื่องการถูกลวงด้วยของเป็นคู่. ชั้นต้นโง่มากในเรื่องของเป็นคู่ จนเอาไป กลับกันก็มี กลับดำเป็นขาว กลับขาวเป็นดำ นี้เรียกว่าโง่มาก. ส่วนที่ไม่โง่
น.513 มากถึงอย่างนั้น แต่ก็ยังโง่อยู่ คือยังหลงติดอยู่ในดำในขาว ในดีในชั่ว ตาม สมมติ หรือว่าตามที่ถูกต้อง อย่างที่ว่า ๆ กัน ในขั้นศีลธรรม. แต่ครั้นมาถึง ขั้นสุดท้าย กลายเป็นว่าเราไม่เอาทั้งหมด ทั้งดีทั้งชั่ว โกยทิ้งไป ให้เป็นเรื่อง ของความทุกข์ เป็นเรื่องของวัฏฏสงสาร อยู่เหนือความดีความชั่ว อยู่เหนือกำไร หรือขาดทุน เป็นการเข้าใจถูกต้องในสิ่งทั้งปวง ว่ากำไรก็ใช้ไม่ได้ ขาดทุน ก็ใช้ไม่ได้ เป็นของลวงโดยเท่ากัน. ถ้าผู้ใดมีความจริงในปฏิปทาที่สี่นี้แล้ว พระพุทธเจ้าทรงยืนยันว่า นิพพานทันตาเห็น. คำว่า "นิพพานทันตาเห็น" นี้ หมายความว่าจะดับทุกข์ดับกิเลสได้ หมดจดสิ้นเชิงในชาตินี้ เพราะฉะนั้นจึงควรอย่างยิ่งที่เราจะได้ไปพิจารณาดูการ กระทำของเราให้ดี ๆ แต่ละคน ๆ ทุก ๆ คน ลองไปพิจารณาดูการกระทำของ ตัวเองโดยเฉพาะ ให้ดีๆ ว่าขาดทุน หรือเสมอตัว หรือได้กำไร หรือว่าเจาะ แทงกิเลสหรือไม่. ถ้ายังไม่สามารถเจาะแทงกิเลส ก็ให้มันได้กำไรไว้ก่อนก็ได้ แต่พึงเข้าใจว่าเพียงเท่านั้น ยังอยู่ในวัฏฏสงสาร ยังติดไปกับวงกลมของวัฏฏ- สงสาร ดังที่ได้อธิบายแล้วโดยละเอียดวันก่อน ความว่า ถ้ายังติดกันอยู่กับ วัฏฏสงสาร ก็ต้องระหกระเหิน คือต้องมีความทุกข์ ซึ่งสรุปความว่าคนชั่ว ก็ทุกข์อย่างคนชั่ว, คนดี ก็ทุกข์อย่างคนดี, คนมีบาป ก็ทุกข์อย่างคนมีบาป, คนมีบุญ ก็ทุกข์อย่างคนมีบุญ, ไม่เสียเปรียบ ได้เปรียบอะไรกันเลย. ทีนี้ เราหวังที่จะได้ตัวจริงของพุทธศาสนา หรือเข้าถึงสิ่งที่ดีที่สุดที่ มนุษย์เราควรจะได้ โดยหลักของพุทธศาสนาก็คือปฏิปทาที่เป็นการเจาะแทงกิเลส อย่าไปหลงยึดถือในเรื่องขาดทุนหรือกำไร. นี้เป็นหลักสำหรับมีไว้พิจารณา พิสูจน์ หรือสอบสวนการกระทำของเราเอง โดยเฉพาะสำหรับคนที่ต้องการ จะดับทุกข์ให้ได้โดยเร็ว ทันตาเห็นในชาตินี้ ; พระพุทธเจ้าท่านได้ทรงวางหลัก ไว้อย่างนี้.
น.514 ๔๗๓ การถูกลวง ด้วยของเป็นคู่ ( ต่อ ) ทีนี้เราจะได้พิจารณาถึงการที่เราจะไม่ถูกลวงให้ละเอียดยิ่งขึ้นไป ทั้งใน วัฏฏสงสาร และทั้งที่เกี่ยวกับนิพพาน. สาเหตุที่เราถูกลวงด้วยของเป็นคู่นั้น มีทางที่จะพิจารณาได้หลายอย่างด้วยกัน อาตมาเห็นว่าควรจะทราบกันได้โดย ไม่ยาก ๔ อย่าง เช่น : ข้อ ๑ เราอยู่กันคนละระดับ เพราะการอยู่คนละระดับนี่เอง จึงถูกลวง. อย่างความดีของคนชั้นหนึ่ง มันก็กลายเป็นความไม่ดี ของคนอีก ชั้นหนึ่งก็ได้ ; ความอร่อยของคนชั้นหนึ่ง อาจจะเป็นความไม่อร่อยของคน อีกชั้นหนึ่งก็ได้ ; ความไพเราะของคนชั้นหนึ่ง จะเป็นความไม่ไพเราะของคน อีกชั้นหนึ่งก็ได้. ยิ่งถ้าเราเอาไปเปรียบกันระหว่างสัตว์เดรัจฉานทั่วไป กับ สัตว์มนุษย์แล้ว เราจะเห็นได้ว่า คู่ ๆ ที่เรากล่าวนั้นมันใช้กันไม่ได้ : ดีอย่าง มนุษย์ มันก็ไม่อาจจะเป็นดีอย่างสัตว์ได้ ; หรือดีอย่างสัตว์ มันก็ไม่อาจจะเป็น ดีอย่างมนุษย์. ถ้าเราจะเปรียบมนุษย์ กับเทวดา ก็เช่นเดียวกันอีก : ดี- ไม่ดี สวย- ไม่สวย อร่อย-ไม่อร่อย ไพเราะ-ไม่ไพเราะ เหล่านี้มันก็ยิ่งแตกต่างกัน ไม่อาจจะใช้หลักเกณฑ์อันเดียวกันได้ เป็นการลวงกันอยู่ในตัว. และยิ่งกว่านั้น ปัญหามันคนละอย่าง เพราะมันอยู่คนละระดับ เหมือนกับที่ได้กล่าวมาแล้ว ว่าพระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้เอง เรื่องสุคติของเทวดา ในพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕ มีความว่าพวกเทวดาต้องการสุคติ คือเทวดาจะตายเอง จะไปเอาสุคติที่ไหน ก็ประชุมปรึกษากัน ว่าจะไปสุคติกันที่ไหน. ในที่สุด มติของที่ประชุม กลายเป็นว่า ที่มนุสสโลกนี้เอง เป็นสุคติของเทวดา. เทวดาที่จุติจากเทวโลก เมื่อต้องการสุคติ ก็ต้องกลายมาที่มนุสสโลก เพราะว่าในมนุสสโลกนี้ ยังมี พระรัตนตรัยที่หาได้โดยง่าย ยังมีการปฏิบัติธรรมทำลายกิเลส หรือมีปฏิปทา ที่เป็นการเจาะแทงกิเลส ยังหาได้ง่าย ; แต่ในสวรรค์ซึ่งเต็มไปด้วยกามคุณนั้น
น.515 มีแต่การถูกลวงด้วยของคู่ ยิ่งไปกว่าในมนุสสโลกเรา. เทวดาจึงอนุโมทนา แก่กันและกัน ในการที่เทวดาองค์ใดองค์หนึ่ง จะได้จุติ แล้วมาเกิดในมนุสสโลก แล้วยังพร่ำสอนอ้อนวอน ขอร้องกันว่า ท่านทั้งหลายจงประพฤติพรหมจรรย์ ให้บริบูรณ์ในมนุสสโลกด้วย ดังนี้. ดูเอาเถิด คนในมนุสสโลก ได้อยู่ในสุคติของชนชั้นสูงอย่างนี้แล้ว เวลาทำบุญอะไรสักหน่อย ก็กลับไปอธิษฐานให้ไปเกิดในสุคติสวรรค์ชั้นวิมาน อะไรต่าง ๆ; ในเมื่อเทวดาเอง ต้องการสุคติ ก็ต้องมาปฏิสนธิในมนุสสโลก. นี่แหละชี้ให้เห็นการถูกลวงด้วยของเป็นคู่ เช่นว่าเป็นมนุษย์ - เป็นเทวดา สุคติ - ทุคติ เหล่านี้ ก็เพราะอยู่กันคนละระดับ. นี้เป็นข้อหนึ่ง ซึ่งเราจะต้อง ศึกษาให้เข้าใจ ต้องระมัดระวังให้ดี อย่าให้เราตกอยู่ในสภาพเช่นนั้นได้. ความ ถูกลวง อาจจะเกิดขึ้นเพราะการอยู่กันคนละระดับเช่นนี้ .. ข้อ ๒ เป็นแง่ของภาษา ภาษาที่เราใช้กันอยู่นี้ มันเป็นภาษาโลก เป็นโลกิยภาษา ใช้ในวัฏฏะ ในเรื่องของโลก ทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ง่าย. เพราะว่าเมื่อกล่าวถึงสิ่งดีที่สุดที่มนุษย์เราจะได้ เราก็ต้องกล่าวถึงความดี ดียอดดี หรือสุดดี ; แต่แล้ว ยอดดี หรือสุดดีนี้ มันใช้กับภาษาของโลกุตตระไม่ได้ คือมันยังเป็นความทุกข์อยู่นั่นเอง. ยิ่งดีมาก กลับยิ่งเลวมาก ; ยิ่งดีมาก กลับยิ่งทุกข์ลึกมากขึ้นไปอีก. ส่วนที่ไม่ค่อยดี กลับจะหลุดได้ง่าย หรือว่า ไม่ทุกข์มาก. ข้อนี้เพราะเหตุใด ? เพราะเหตุว่ายิ่งดีมาก ก็ยิ่งยึดถือมาก, ยิ่งรักมาก ยิ่งยึดถือมาก, ยิ่งรักมาก มันก็ยิ่งเหนียวแน่นมาก เลยปล่อยวาง ได้ยาก. เพราะฉะนั้น ยิ่งดีมาก ก็คือยิ่งเลวมาก เพราะว่ามีการอยากมาก มีการ ยึดถือมาก มีการกระทำมาก สละยาก ; เป็นภาษาที่กลับตรงกันข้ามอยู่อย่างนี้ กับภาษาฝ่ายโลกเรา.
น.516 ๔๗๕ การถูกลวง ด้วยของเป็นคู่ ( ต่อ ) สำหรับพระอริยเจ้า โดยเฉพาะพระอรหันต์ ถ้าเราถามท่านว่า ความดีกับความชั่ว อันไหนน่ากลัวกว่า ท่านจะตอบตรงกันข้าม จากพวกเรา คือว่าความดีนั้น น่ากลัวกว่า. ส่วนพวกเรานั้น อาจตอบว่า ความชั่วน่ากลัว ความดีไม่น่ากลัว แต่น่ารักและอยากได้. พระอรหันต์กลับตรงกันข้าม ท่าน เห็นว่าความดี มันน่ากลัวกว่า เพราะว่าความชั่วนั้น ทำอย่างไรเสีย ก็ทำอะไร เราไม่ได้ เพราะเห็นชัด ๆ ว่าชั่ว ก็ไม่แตะต้อง ; แต่ความดีนั้น มันล่อให้เรา หลงรัก หลงอยาก หลงติดเหนียวแน่น ถอนไม่ได้ ร้องไห้มีน้ำตาไหล เป็นลำธารอยู่ ก็ยังสละสิ่งที่เรารักไม่ได้ เพราะฉะนั้นความดีจึงน่ากลัวกว่า. นี่ เป็นตัวอย่างของความหมายของภาษา ที่มันเป็นคนละภาษา ระหว่าง โลกิยะและโลกุตตระ ซึ่งภาษาในฝ่ายโลกิยะนี้ ไม่เพียงพอที่จะใช้กับลักษณะ หรือความหมายต่าง ๆ ในฝ่ายโลกุตตระ ยกตัวอย่างเช่นความสุข. คำว่า ความสุข ใครๆ ก็ปรารถนากันในโลก แต่แล้วถูกประณามว่าเป็นของที่หลอก ลวง มายา เช่นเดียวกับความทุกข์. ในฝ่ายโลกุตตระประณามความสุขว่าเป็น มายาหลอกลวง เช่นเดียวกันกับความทุกข์ ; ไม่อยู่ในฐานะที่ควรปรารถนาเลย. ตรงกันข้ามถึงอย่างนี้. ทีนี้ การที่อยู่เหนือดี-เหนือชั่ว เหนือสุข-เหนือทุกข์นั้น ไม่มีภาษาใช้ ก็เลยต้องยืมภาษาธรรมดามาใช้อีก ว่าเป็นความดี เป็นความสุข ขึ้นมาอีก เป็นยอดดี ยอดสุข ; คนจึงเหมาเอาว่าพระนิพพาน เป็นยอดดี ยอดความดี หรือยอดของความสุข ซึ่งผิดจากความจริง. พระนิพพานไม่ใช่ดี หรือไม่ใช่สุข หรือไม่อะไรทุกอย่าง ; แต่ว่าถูกเหมาให้เป็นยอดดี หรือยอดสุข แล้วก็ หลอกลวงเอาคนที่พูด ที่กล่าว ที่ยึดถือนั่นเอง. นี่แง่ของภาษาเป็นอย่างนี้ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดอย่างนี้.
น.517 ที่เราได้ยินได้ฟังกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ เราไม่เคยเข้าใจความจริงข้อนี้ มาก่อน เราก็ยึดถือได้ง่าย. ตั้งแต่เด็ก ๆ เขาเห็นว่าความสุขที่เขารักมาก ๆ เขาชอบมาก ๆ เป็นอย่างไร ; พระนิพพานก็ยิ่งมากไปในทำนองนั้น ยิ่งขึ้นไป กว่านั้น. เช่นได้กิน ได้เล่น ได้สนุกสนานอย่างนั้น ก็เข้าใจว่าเมืองพระนิพพาน มีอะไรให้กิน ให้เล่น ให้สนุกสนาน ยิ่งไปกว่านั้นมากมายหลายร้อยเท่า. นี้คือ การสร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่องพระนิพพาน ไปตั้งแต่แรกเริ่ม ตั้งแต่เล็ก ๆ จนกระทั่งเป็นหนุ่มเป็นสาว ถือความหมายของคำว่าความสุข ไว้อย่างไร แล้ว พอกพูนด้วยกำลังสอง กำลังสาม กำลังร้อย กำลังพัน ยิ่ง ๆ ขึ้นไปทุกที เพื่อ เป็นความหมายของพระนิพพาน ก็เลยเข้าใจสิ่งที่เรียกว่าพระนิพพานไม่ได้. ถ้าใครมาพูดว่า พระนิพพานมีลักษณะตรงกันข้าม ก็ยากที่จะเชื่อ เหลือเชื่อ ไม่อยากฟัง เพราะตนกำลังยึดถือในความหมายของคำว่า "ความสุข" ไปตาม อำนาจของความถูกลวงด้วยของเป็นคู่ ๆ อยู่เต็มที่ นั่นเอง. โทษของความถูกลวงด้วยของเป็นคู่ เป็นอย่างนี้ ; ไม่เห็นความทุกข์ ไม่เห็นความสิ้นสุดแห่งความทุกข์ได้เลย. ในพระบาลีมีประโยคที่กล่าวไว้ แสดงให้เราเห็นได้ว่า ท่านทั้งหลายที่กล่าวเหล่านั้น ก็หมดปัญญาเหมือนกัน ที่จะกล่าวว่ามันเป็นอย่างไรดี เพราะมันไม่มีคำที่จะกล่าว. ตัวอย่างที่ถือกันว่า กล่าวดีที่สุด คือไม่นำไปสู่ความถูกลวงที่สุด ก็คือประโยคที่ท่านพระสารีบุตร กล่าว ว่า "นิพพาน เป็นของไม่มีอาพาธ" นิพพานไม่มีอาพาธ คือไม่มี ความเจ็บไข้ นี้เรียกว่ากล่าวดีที่สุดแล้ว. นี่ก็ยังชวนให้เห็นคล้าย ๆ ไปว่าสบายดี สบายอย่างไม่มีความเจ็บความไข้อยู่นั่นเอง. เหมือนว่าปลอดจากเจ็บไข้ธรรมดานี้ มันก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าความสบายชนิดที่ต้องกลับไปเจ็บไข้ หรือต้องทนทุกข์ อย่างอื่นอยู่ อยู่นั่นเอง.
น.518 ๔๗๗ การถูกลวง ด้วยของเป็นคู่ ( ต่อ ) ที่ว่า นิพพานไม่มีอาหาร ไม่มีความเจ็บไข้นี้ ท่านหมายถึงความที่ นิพพานไม่เป็นการหมุนไปตามเกลียวของวัฏฏสงสาร ไม่มีการกระทบกระทั่ง ในเกลียววัฏฏสงสาร ไม่ถูกกระทบกระเทือน ไม่ถูกเสียดสี เสียบแทงอะไร ต่าง ๆ นี้เรียกว่า "ไม่อาพาธ". ท่านไม่กล้ากล่าวว่า นิพพานเป็นสุข กลัว คนจะเข้าใจผิดมากไป อย่างนี้เป็นต้น. มีพระบาลีที่ถือกันว่า เป็นพระพุทธ- ภาษิต กล่าวตรง ๆ ว่า "นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง" อย่างนี้ก็มี แต่เราอาจจะถือว่า บางทีก็เป็นเพราะความจำเป็นทางอื่นมาบังคับ เช่นมันเป็นกาพย์กลอนบ้าง เป็นต้น ถ้าจะต้องกล่าวว่า พระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง กันจริง ๆ แล้ว ก็ขอ ให้เข้าใจว่ามันเป็นเรื่องความจำเป็นที่จะต้องกล่าวเช่นนั้น เพราะไม่มีคำกล่าว. เพราะถ้ากล่าวว่าพระนิพพานไม่สุข ไม่ทุกข์ พวกเด็ก ๆ ก็ฟังไม่ออก คนหนุ่ม คนสาวก็ฟังไม่ออก แม้แต่คนแก่เฒ่า ก็ยังฟังไม่ออก ว่าพระนิพพานไม่สุข ไม่ทุกข์ มันคืออย่างไร แล้วก็ไม่สนใจในพระนิพพาน ; เพราะความถูกลวง ด้วยของเป็นคู่นั้น ยังหนาแน่นอยู่ในสันดาน. เว้นไว้แต่จะได้พิจารณาให้เห็น ความหมายของความเป็นคู่ ๆ คือความจริงของสิ่งที่เป็นคู่นั้นให้เพียงพอเสียก่อน ก็จะฟังออกทันที ว่านิพพานไม่สุขไม่ทุกข์ หรือนิพพานอยู่เหนือสุขเหนือทุกข์. เพราะเหตุฉะนี้แหละ ความยากลำบากอย่างยิ่ง จึงเกิดขึ้นในการอธิบายธรรมะ ชั้นสูงของพระพุทธศาสนา เพราะเหตุว่าคำไม่มีจะใช้ มีไม่พอใช้ที่จะกล่าวถึง สิ่งเหล่านี้. ความถูกลวงด้วยของเป็นคู่จึงยังคงมีอยู่ได้แม้ในขณะที่เรากำลัง พูดกันถึงพระนิพพาน. ความถูกลวงด้วยของเป็นคู่ยังคงมีอยู่ในจิตใจของ มนุษย์เราได้เพราะความไม่เพียงพอของภาษาที่ใช้พูด. นี้ก็อย่างหนึ่ง ที่ทำให้ เกิดการถูกลวงด้วยของเป็นคู่ และจะยังคงมีอยู่ต่อไป.
น.519 ข้อ ๓ การกล่าวอย่างสมมติของพวกเราในโลกนี้ เอาไปใช้กับ เรื่องของพระนิพพานไม่ได้. คำกล่าวชนิดนั้นจึงเป็นเรื่องสมมติผิดที่ ไปหมด. เช่นมีคำที่กล่าวในพระบาลีว่า ธมฺมราคะ ธมฺมนนฺทิ เป็นต้น. ธรรมราคะ ราคะที่เรากล่าวกันบ่อย ๆ ก็คือราคะกำหนัด แต่นี่มาว่า ราคะในธรรม. ธรรมนันทิ ก็แปลว่าความยินดีเพลิดเพลินในธรรม คือหมาย ถึงความพอใจในนิพพานหรือในอมตธาตุ. ความพอใจในพระนิพพาน หรือ ในผลที่เกิดขึ้นจากการบรรลุถึงพระนิพพานก็ตาม หรือเรียกว่า อมตธาตุ ที่ได้ ศึกษาเรียนรู้ว่าเป็นสิ่งที่ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ไม่มีความทุกข์เลยก็ตาม ; แล้วเกิดความยินดีจนถึงขนาดที่เรียกว่า "ราคะ" (หมายถึงยินดีอย่างแรง ยินดี อย่างเหนียวแน่น ผูกพันใจอย่างเหนียวแน่น เหมือนอย่างคำว่าราคะตามธรรมดา คือราคะในกามคุณนี้) พวกนั้นมีราคะในอมตธาตุ หรือในนิพพานรุนแรง เพราะมองเห็นชัด. แต่แล้วก็มีข้อที่ควรจะสังเกตว่า สิ่งที่เป็นที่ตั้งของความ ยินดี หรือตัวความยินดีนั้น มันเป็นความยินดีคนละอย่าง คือว่าพระนิพพานนั้น จะเป็นความยินดีหรือยินร้ายอะไรไม่ได้ จะเป็นตัวความพอใจไม่ได้. ตัวราคะ คือความกำหนัด หรือความยินดีอะไรนั้น มันอยู่ที่ใจของคน เอาไปปนกันไม่ได้ เมื่อเราเอาไปปนกันแล้ว มันก็จะผิดที่ จะเกิดอาการผิดที่ขึ้นมาทันที เกิดความ ยึดถือราคะในพระนิพพาน เอาความสุขให้เป็นตัวพระนิพพานไปเสีย ทั้ง ๆ ที่ พระนิพพานไม่สุขกะใครได้ ไม่เป็นความยินดียินร้ายกะใครได้ ; ยินดียินร้าย พอใจนี้ มันอยู่ที่จิตใจของคนต่างหาก. เพราะฉะนั้น อย่าเอาความยินดี กับพระนิพพานนั้น มาเป็นของอันเดียวกัน ให้แยกออกจากกันเสียให้ได้ ; ถ้าความสุขเกี่ยวกับพระนิพพาน ก็ต้องถือว่าเป็นความรู้สึกของคน ; ไม่ใช่ตัว พระนิพพานจะเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ เป็นความกำหนัดยินดีหรือพอใจได้. ที่นี้
น.520 ๔๗๙ การถูกลวง ด้วยของเป็นคู่ ( ต่อ) ของที่เป็นคู่ ที่หลอกลวง ก็มาอยู่ที่ยินดี หรือไม่ยินดี พอใจหรือไม่พอใจ ไม่ใช่อยู่ที่นิพพาน. เพราะฉะนั้นระวังไม่ให้ถูกลวงในเรื่องยินดี หรือไม่ยินดีนี้ จึงจะแยกพระนิพพานออกจากความยินดีได้ และไม่ถูกลวง. นี่ เรียกว่าความถูกลวงด้วยของเป็นคู่ อันเกิดจากเราเข้าใจ หรือ จับฉวยผิดที่ เอาความสุขเป็นตัวนิพพาน เอาตัวนิพพานเป็นตัวความสุข นี้ผิด โดยสิ้นเชิง. ความสุขจะต้องอยู่ที่จิตใจของคนที่รู้สึก หรือเป็นความรู้สึกของคน ไม่ใช่ตัวนิพพาน เพราะฉะนั้น อย่าเอานิพพานเป็นตัวความสุข หรืออะไร ทำนองนั้น. ถ้าจับฉวยผิดที่ จะเกิดอาการยินดีด้วยความยึดถือ หรืออุปาทาน ในนิพพาน แล้วเลยนิพพานไม่ได้ ; ปฏิบัติอย่างไร จนตายไปกี่ชาติ ก็ถึง นิพพานไม่ได้ ทั้งที่ปรารถนานิพพานอย่างแรงกล้า. ข้อ ๔ ข้อสุดท้าย ในการที่ตกอยู่ในความถูกลวง ว่าสิ่งต่าง ๆ นั้น มนมีค่าขึ้นมาได้ เพราะมันมีคู่ตรงกันข้าม เป็นเครื่องเปรียบเทียบ คือว่าสิ่งต่าง ๆ เกิดมีค่าขึ้นมา เพราะมีสิ่งตรงกันข้าม. มันเกิดมีความหมาย ขึ้นมา เพราะมันมีสิ่งตรงกันข้าม เป็นของคู่นั่นเอง เช่นมีดำ-มีขาว ถ้ามันมี แต่ขาวไม่มีดำเป็นสิ่งตรงกันข้ามแล้ว ขาวก็ไม่มีความหมายว่าขาว. ขาว จะไม่มี ความเป็นของมีค่าอย่างของขาว ถ้าไม่มีดำเป็นคู่ตรงกันข้าม ในกรณี สวย - ไม่สวย อร่อย - ไม่อร่อย ไพเราะ - ไม่ไพเราะ เหล่านั้นก็เหมือนกัน ต้องมีสิ่งตรงกันข้ามมาเป็นคู่เปรียบ มันจึงจะเกิดค่า ขึ้นมาได้ ; แม้ที่สุดแต่ บุญ - บาป ก็เหมือนกัน ถ้าไม่มีบาป บุญก็ไม่มีค่า ก็ไม่มีความหมายอะไร. ดี - ชั่ว ก็เป็นอย่างเดียวกัน. ในทางที่กลับกัน
น.521 ชั่วจะมีความหมายขึ้นมาได้ เพราะมีดีอยู่ตรงข้าม. บาป มีความหมายขึ้นมาได้ เพราะมีบุญอยู่ในฐานะเป็นคู่ที่ตรงกันข้าม. ต่างฝ่ายต่างทำให้ฝ่ายที่ตรงกันข้าม มีค่า มีความหมายขึ้นมา เพราะฉะนั้น มันจึงไม่แยกกัน มันไปด้วยกันเป็นเกลอ คู่หูกันไปเรื่อย ในการที่จะหลอกลวงมนุษย์ให้หลงใหล. แม้ที่สุดแต่เรื่อง สังสารวัฏฏ์ กับนิพพาน ซึ่งเป็นคู่สุดท้าย มันก็เกิดมีค่า หรือมีความหมายขึ้นมาได้ ก็เพราะการที่มันมีคู่ตรงกันข้ามเป็นเครื่องเปรียบเทียบ. เพราะฉะนั้น เราอย่าไปหลงข้างเดียว มันไม่ยุติธรรม จะไม่ให้ ความยุติธรรมที่เพียงพอแก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ในเมื่อเราไปหลงข้างเดียว. พอเรา ไปเอามาเปรียบเทียบกันจริง ๆ ทั้งสองข้าง มันก็กลายเป็นผู้มีความผิด หรือ เป็นอาชญากรรมด้วยกัน เสมอกัน อยู่ในฐานะที่หลอกลวงคนให้หลงเท่ากัน ไม่มีข้อที่ควรยกเว้นอภัยโทษให้แก่ฝ่ายไหนเลย. ฉะนั้นของที่เป็นคู่ทั้งหมด มีอร่อย- ไม่อร่อย สวย- ไม่สวย ไพเราะ - ไม่ไพเราะ อะไรก็ตาม กระทั่งดี - ชั่ว บุญ - บาป สุข - ทุกข์ นิพพาน - สังสารวัฏฏ์ เหล่านี้เราไม่ยอมให้ลวงเรา ในฐานะที่ว่าเป็นของแบ่งแยกให้รักให้ชังอีกต่อไป แต่จะมองดูมันในแง่ที่เป็น อนัตตาเสมอกันหมด โดยระวังค่า หรือราคา หรือความหมาย ที่เกิดขึ้นมาได้ อย่างลวง ๆ คือมีคู่ตรงข้าม เป็นเส้นเปรียบเทียบเท่านั้น ; ถ้าผิดไปจากนั้นแล้ว มันก็ไม่มีความหมาย. เท่าที่กล่าวมาแล้วนี้ เป็นอันว่าเราได้พูดถึงสิ่งที่ทำให้รู้ความจริงเกี่ยว กับการลวง เป็นการอธิบายให้เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ได้โดยง่าย ; หรือว่าอาศัยหลักอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็ทำให้เห็นความลวงนี้ได้โดยง่าย. เพราะฉะนั้น เราควรพิจารณาศึกษาสนใจเป็นอย่างยิ่ง ในการที่จะพิจารณาให้เห็น
น.522 ๔๘๑ การถูกลวง ด้วยของเป็นคู่ (ต่อ) ความลวง เพราะมันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ; ให้เห็นของคู่ ๆ คู่ ๆ เหล่านี้ กี่ร้อย กี่พันคู่ก็ตาม นับตั้งแต่เบื้องต่ำที่สุด จนถึงนิพพานและสังสารวัฏฏ์ ว่ามันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อย่างน้อยก็เป็นอนัตตาเสมอกันหมด. เมื่อเห็น ความจริงอย่างนี้แล้ว ก็จะหลุดพ้นจากโลก จากสังสารวัฏฏ์ ไม่ยึดถือนิพพาน โดยความเป็นนิพพาน แล้วก็ดับทุกข์สิ้นเชิงได้ คือเป็นนิพพานได้จริงโดย ไม่ต้องยึดถือ. พระพุทธเจ้าท่านได้ทรงยกย่องการพิจารณาให้เห็นอนิจจัง หรือความ ลวงของสิ่งที่เป็นคู่ นี้ว่าเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง จึงได้มีตรัสไว้ในที่แห่งหนึ่ง คัมภีร์อังคุตตรนิกายว่า : การพิจารณาให้เห็นความไม่เที่ยงความเปลี่ยนแปลง ของสิ่งที่เป็นสังขาร คือเป็นคู่ ๆ เหล่านี้ ให้เห็นอนิจจังชัดเจนแจ่มแจ้ง ชั่วเวลา ลัดนิ้วมือ (คือเพียงกระดิกนิ้ว) เห็นอนิจจังชั่วลัดนิ้วมือเดียว ก็เป็นการดียิ่ง เสียกว่าเลี้ยงพระหมดทั้งศาสนา มีพระพุทธเจ้าเองเป็นประธานด้วย. นี่ ขอให้ คำนวณดูเถิด ว่าพระสงฆ์ทั้งหมดในพระพุทธศาสนา ทั้งที่เป็นอริยบุคคล หรือ ไม่ใช่อริยบุคคล รวมทั้งมีพระพุทธเจ้าเองเป็นประมุข มันจะมากเท่าไหร่ ; เลี้ยง พระทั้งหมดนั้น ก็ยังไม่ได้บุญ ได้กุศล เท่ากับบุคคลที่เห็นอนิจจังอย่างแจ่มแจ้ง แม้ชั่วลัดนิ้วมือเดียว. นี้เป็นคำกล่าวที่มีอยู่ในพระไตรปิฎกของเรา โดยเฉพาะ อยู่ในเล่มที่ ๒๓ หน้า ๔๐๖ และที่อื่น ๆ อีก. จะเห็นได้ว่าพระพุทธเจ้าท่าน ตรงไปตรงมาอย่างไร อย่างน้อยที่สุด เมื่อเราได้ยินคำเช่นนี้แล้ว เราจะเห็นได้ว่า พระภิกษุสงฆ์ และพระพุทธเจ้าในพุทธศาสนานั้น เป็นอันวางใจได้ ว่าไม่มี การกล่าว หรือการกระทำชนิดที่จะล่อลวงคน ให้บำรุงบำเรอด้วยปัจจัย ด้วยลาภ สักการะ เป็นต้น เพราะมีการกล่าวเช่นนี้เป็นหลักประกันอยู่ และพร้อมกันนั้น ก็เห็นได้ว่า ทรงยกย่อง ทรงแนะนำ ชี้ชวน ให้คนเราเปิดหูเปิดตาให้สว่าง
น.523 อย่าให้ถูกลวงด้วยมายาของสังขารอีกต่อไป ; ให้พิจารณาเห็นความจริงสากล ของของเป็นคู่ คืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นี้ให้เห็นชัด แล้วจะได้ความเป็น อิสระอย่างแท้จริง คือเป็นอิสระจากการครอบงำของสิ่งเหล่านั้น เป็นอิสระจาก กิเลส เป็นอิสระจากความทุกข์ เป็นอิสระที่แท้จริง ไม่ใช่อิสระหลอกลวง เหมือนอิสระอย่างโลก ๆ. ที่กล่าวเช่นนี้ ก็ให้ถือว่าเป็นการกล่าวอย่างนักศึกษา ไม่ได้กล่าว อย่างคุณย่าคุณยาย ที่หลงในการกระทำที่เป็นบุญกุศล เลี้ยงพระสวดมนต์เหล่านั้น แต่เรากล่าวกันในระหว่างนักศึกษาด้วยกัน ว่าการพิจารณาเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นั้น มันมีค่าเพียงไร แล้วจะได้สนใจในเรื่องการถอนตัวออกมาจาก อวิชชา หรือมายานี้ให้มาก. เป็นอันว่าเรื่องการพิจารณาให้เห็นความจริงของสิ่งที่เป็นคู่นี้ ไม่ใช่ เรื่องเล็กน้อยเสียแล้ว ซึ่งท่านทั้งหลายจะต้องช่วยกันทำ สนับสนุนซึ่งกันและกัน ให้ทำเพื่อความปรากฏออกมาของพุทธศาสนาที่แท้จริง และที่สมบูรณ์. ตอนท้ายนี้ อยากจะกล่าวถึงเรื่องวิธีปฏิบัติบางอย่าง เกี่ยวกับ การปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านี้ ในที่แห่งหนึ่งในอังคุตตรนิกาย พระพุทธเจ้าท่าน ได้ตรัสว่า "ภิกษุควรทำตนเหมือนสะใภ้ใหม่" พวกที่เป็นผู้ชาย ไม่เคยเป็นผู้หญิง ก็ไม่ค่อยจะทราบความหมายของคำว่า "สะใภ้ใหม่" อะไรนัก แต่ว่าพอจะลงมติ ได้ว่า สะใภ้คือคนที่ต้องไปอยู่ในตระกูลของพ่อผัวแม่ผัว แล้วใช้คำว่า ใหม่ คือให้ภิกษุทำตนเหมือนกับสะใภ้ใหม่ไว้เรื่อย. หญิงสะใภ้ทำตนเป็นคนใหม่ ต่อตระกูลพ่อผัวแม่ผัวไว้เรื่อย ย่อมจะปลอดภัย เพราะว่าเขามีความรู้สึกคล้าย ๆ กับว่าไปอยู่ท่ามกลางศัตรูอย่างโดดเดี่ยว. ที่ใช้คำว่า "ศัตร" ก็แรงไป อาจใช้
น.524 ๔๘๓ การถูกลวง ด้วยของเป็นคู่ ( ต่อ) คำว่า ผู้อาจจะเป็นศัตรูขึ้นมาเมื่อไรก็ได้ ; ถ้าไม่เป็นศัตรูในวันนี้ ก็อาจเป็นศัตรู ในวันหนึ่ง ; เพราะฉะนั้นจะต้องระมัดระวังตัวให้ดี จนกว่าจะผ่านพ้นระยะ นั้นไป คือจนกว่าจะเป็นพ่อผัวแม่ผัวเสียเอง อย่างนี้จึงจะหมดปัญหา. ในระยะ นั้น จะต้องทำตนเป็นผู้ที่ระมัดระวังตนเต็มที่ อย่าประมาท อย่าไปทำเล่น ๆ. ภิกษุก็เหมือนกัน อย่าไปคลุกคลีตีโมงกับสังขาร หรือของที่เป็นคู่เหล่านี้ ; ให้ทำ ตนอยู่ในลักษณะที่ปลอดภัย คืออย่าไปใกล้ชิด อย่าไปพัวพัน ให้มีความ ไม่ประมาทอย่างยิ่งไว้เรื่อย จึงจะไม่ถลำลงไปในมายาของโลก หรือของสังขาร หรือของเป็นคู่ ๆ นี้โดยง่ายนัก. นี้เป็นการปฏิบัติตัวในขั้นแรก ๆ ในขั้นตระเตรียม ในขั้นศีลธรรม ในขั้นวินัย เพราะเหตุว่าสิ่งที่เป็นคู่เหล่านั้น ล้วนแต่มีอัสสาทะ คือเสน่ห์ที่ยั่วยวน. ถ้าไม่ระมัดระวัง ก็จะหลงไปในความยั่วยวนของสิ่งเหล่านั้น แล้วในที่สุด ก็จะต้องลำบากยากในการที่จะกลับตัว. เพราะฉะนั้น ให้ภิกษุทำตนเป็นเหมือน สะใภ้ใหม่ ต่อกิเลส หรือต่ออารมณ์ของกิเลส หรือต่อสังขารทั้งปวงนี้ไว้ตลอด เวลาทีเดียว. นี้เป็นหลักสำหรับปฏิบัติฝ่ายศีลธรรม หรือฝ่ายเริ่มแรก ที่จะไปเกี่ยวข้องกับของที่เป็นคู่ ๆ อย่างที่กล่าวแล้ว. ทีนี้ หลักสำหรับปฏิบัติที่เป็นฝ่ายตัวศาสนาแท้ ก็คือการพิจารณา อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือที่เรียกว่าไตรลักษณ์ โดยสรุปรวมเป็นใจความ สั้น ๆ ว่า "ไม่มีอะไรที่น่าเอา ไม่มีอะไรที่น่ายึดถือ" ถ้าให้สั้นที่สุด ก็เรียกว่า "ไม่มีอะไรที่น่ายึดถือ" ถ้าขยายออกอีกหน่อย ก็ว่า "ไม่มีอะไรที่น่าเอา-น่าเป็น". ที่ว่า น่าเอา คือเอามา หมายถึงของที่เป็นวัตถุ ได้นั่นได้นี่ ; ที่ว่า น่าเป็นนั้น คือเป็นนั่นเป็นนี่ เป็นหญิงเป็นชาย เป็นมนุษย์เป็นเทวดา เป็นคนดีคนชั่ว
น.525 เป็นอะไรต่าง ๆ ทุกอย่าง. "เอา" นั้น ก็เช่นเอารูป เอาเสียง เอากลิ่น เอารส เอาสัมผัส เอาของกินของใช้ แก้วแหวนเงินทอง. เรามีบทมนต์สั้น ๆ ว่า "ไม่มีอะไรที่น่าเอา-น่าเป็น" เพราะมันมี มายา มันหลอกลวงด้วยความเป็นคู่ทั้งนั้น. ถ้าว่าให้สั้นกว่านั้นอีก ก็ว่า "ไม่มีอะไรที่น่ายึดถือ" คือไม่น่ายึดถือในการเอา หรือการเป็น นั่นเอง. ให้ สั้นที่สุด ประโยคที่สั้นที่สุด ก็ว่า "ไม่มีอะไรที่น่ายึดถือ" ถ้าใครเข้าถึงความจริง ข้อนี้ได้แล้ว ผู้นั้นจะอยู่เหนืออำนาจของการถูกลวง ที่เป็นขั้นแรก คือวิธีปฏิบัติตัว ให้เหมือนสะใภ้ใหม่นั้น ยังไม่ ปลอดภัย เพราะเป็นเรื่องศีลธรรม เหมือนกะอยู่กับยักษ์ อยู่ใกล้ ๆ ยักษ์ที่ร้ายกาจ ก็มีเพียงระมัดระวังตัวไม่ให้ยักษ์โกรธขึ้นมา ไม่ให้ขัดใจกันขึ้นเท่านั้น ; นี่เป็น ข้อแรกทำเหมือนสะใภ้ใหม่. ส่วนวิธีปฏิบัติอย่างหลัง มันเป็นการฆ่ายักษ์ ให้ตายเสียเลย ไม่ต้องระวังอีกต่อไป อยู่เหนืออัสสาทะของสิ่งต่าง ๆ คืออยู่ เหนือเสน่ห์ของสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นคู่ในโลก เป็นวิธีฆ่ายักษ์ให้ตาย. นี้ยิ่งแสดงชัด อีกอย่างหนึ่ง หรืออีกแง่หนึ่ง ของความแตกต่างระหว่างศีลธรรมกับศาสนา. เป็นอันว่า ศีลธรรมนั้น เป็นวิธีปฏิบัติสำหรับให้อยู่ ๆ กันไปกับยักษ์ ได้พอไม่ให้มันกิน ; ทนอยู่กับยักษ์อย่างระมัดระวัง พอปลอดภัยไปได้เท่านั้น เอง. ส่วนในขั้นศาสนา ถึงขั้นที่สุดนั้น หมายถึงการฆ่ายักษ์ให้ตาย จึงมีความ ปลอดภัยกว่า โดยประการทั้งปวง. เราได้อยู่เหนือการถูกลวงของของที่เป็นคู่ โดยสิ้นเชิง ; สิ่งต่าง ๆ กลับเป็นของน่าหัวเราะเยาะ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ อีกต่อไป.
น.526 ๔๘๕ การถูกลวง ด้วยของเป็นคู่ (ต่อ) และข้อสุดท้าย ที่จะทำความเข้าใจอีกครั้งหนึ่ง ก็คือว่า ผู้ที่ไม่ยึดถือนั้น ไม่ได้บ้าบอ ไม่ได้ผิดแปลกวิกลจริตอะไรไปจากคนทั้งหลาย ยังมีกิริยาท่าทาง พูดจาอะไรกับใครได้เหมือนอย่างเคย พูด "กระผม ขอรับ". กับคนอื่นอย่างไร ก็ได้อย่างเคย คงอยู่ในโลก คงพูดภาษาชาวโลก คงกระทำอย่างชาวโลก ไปได้ อย่างเคย พูดว่าสุข - ว่าทุกข์ ว่าดี - ว่าชั่ว ว่าบุญ - ว่าบาป ไปได้อย่างเคย ผิดกันก็แต่ในใจไม่ยึดถือในความหมายของคำเหล่านั้น เหมือนปุถุชนคนธรรมดา. ปุถุชนคนธรรมดาพูดว่าดี ว่าชั่ว อะไรก็ตาม ก็ยึดถือความหมายนั้น จนเกิด ความหมายในทางรักทางชัง พอใจ - ไม่พอใจ จนเป็นความทุกข์. ส่วน พระอรหันต์ผู้หลุดพ้นแล้ว ท่านก็พูดด้วยภาษานั้นเอง พูดอย่างเดียวกันนั่นแหละ หมายถึงสิ่งนั้น ๆ แหละ แต่ท่านไม่มีความยึดถือด้วยอุปาทาน ไม่ยึดมั่นด้วย อุปาทานในคำพูดเหล่านั้น. มันก็ไม่เกิดความหมายที่จะทำให้ท่านเป็นทุกข์ มันมี ความหมายเป็นเพียงภาษาพูด ที่ท่านใช้พูดกับคนทั่วไป พอให้รู้เรื่องกัน เท่านั้นเอง. เพราะฉะนั้น จึงกล่าวว่าพระอรหันต์ก็ยังคงเกี่ยวข้องกับของเป็นคู่ ๆ เหล่านั้นเหมือนกับคนทั้งหลาย แต่ท่านไม่ยึดมั่นถือมั่นด้วยอุปาทาน. ส่วนคน ทั้งหลายนั้น เกี่ยวข้องกับของเป็นคู่ ๆ เหล่านี้ ด้วยความยึดมั่นด้วยอุปาทาน ผลจึงเกิดขึ้นแตกต่างกัน ด้วยประการทั้งปวง. ฝ่ายหนึ่งถูกลวงให้เป็นไปตาม วัฏฏสงสาร ได้รับความทุกข์ในวัฏฏสงสาร ; ฝ่ายหนึ่งลืมตาแจ๋วอยู่ ไม่ถูกลวง ไม่ติดไปในเกลียวของวัฏฏสงสาร ไม่มีความทุกข์ในวัฏฏสงสาร ทั้ง ๆ ที่ร่างกาย ก็ยังอยู่ในโลกนี้ พูดภาษาของโลกนี้ มีอะไร กิน อยู่ หลับ นอน ยืน เดิน เหมือนกับคนทั้งหลายในโลกนี้ ผิดกันแต่ไม่ยึดมั่นด้วยอุปาทานดังกล่าวแล้ว. นั่นแหละคือลักษณะอาการ รวมทั้งอานิสงส์ของการที่ไม่ถูกลวงด้วยของเป็นคู่.
น.527 เราได้รับประโยชน์อันใหญ่หลวง คือจะบำบัดความทุกข์ที่เกิดขึ้นในใจ เราได้ทุกกรณี ในกรณีที่คนอื่นดับทุกข์ไม่ได้ ; แต่เราจะบังคับตัวเราเองให้ ปฏิบัติต่อคนอื่นได้ อย่างที่เรียกว่าปลอดภัยที่สุด เป็นผลดีที่สุด. โดยเฉพาะ ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษา ซึ่งทำตัวอยู่ในฐานะเป็นปูชนียบุคคลของโลก ในการ รักษาความยุติธรรมของโลก อาตมาคิดว่าจะไม่เป็นการเสียหลายเลย ในการที่ จะศึกษาให้เข้าใจถึงเรื่องความลวงของสิ่งทั้งปวงในโลก จนสิ่งทั้งปวงในโลก ไม่อาจจะลวงท่านทั้งหลายได้อีกต่อไป. อาตมาขอยุติการบรรยายในวันนี้ ด้วยการหมดเวลาเพียงเท่านี้.
Buddhadasa