Buddhadasa.org

ตุลาการิกธรรม เล่ม 1 ครั้งที่ ๘/๒๕๐๐ — วัตถุนิยม กับ พุทธศาสนา

ตุลาการิกธรรม เล่ม 1 — คำบรรยายหลักพุทธศาสนา อบรมผู้ที่จะเป็นผู้พิพากษา ณ เนติบัณฑิตยสภา รุ่น พ.ศ. ๒๔๙๙ และ ๒๕๐๐ (สมัยดำรงสมณศักดิ์ พระอริยนันทมุนี) · วันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๐๐

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.528 ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย , อาตมา ต้องขอร้องให้ท่านทั้งหลายทบทวนความจำอีกตามเคย ถึง ข้อที่เราจะต้องมองให้เห็นความแตกต่างระหว่างศีลธรรมกับศาสนา ไว้เป็นหลัก เรื่อย ๆ เพื่อประกันความพื้นเผื่อถึงวิธีปฏิบัติอันแตกต่างกันในระหว่างศีลธรรม และศาสนา. แม้การเข้าถึงพระรัตนตรัยก็ตาม ถ้าเป็นการเข้าถึงพระรัตนตรัย ในแง่ของศีลธรรม ก็มีหลักเป็นการต้องพึ่งของภายนอก เช่น พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์. ส่วนในแง่ของศาสนา ที่เป็นความหลุดพ้นแท้จริงนั้น ๔๘๗

น.529 ต้องพึ่งตัวเอง โดยอาศัยกฎแห่งกรรม. กรรมเป็นสิ่งที่ควบคุมทุกสิ่ง ทั้งที่มีชีวิต และไม่มีชีวิต ในโลก. เราไม่อาจอยู่นอกเหนืออำนาจของกรรม ถ้าเรา ยังเป็นคนที่มีจิตใจยังอยู่ในโลก คือจิตใจเป็นวิสัยโลก. ที่นี้กรรมนั้น มีกิเลส เป็นส่วนสัมพันธ์ในการกระทำกรรม : กิเลสเป็นเหตุให้ทำกรรม ได้รับผล ของกรรม แล้วส่งเสริมกิเลสไว้อีก จึงเป็นวงกลมหรือเป็นสังสารวัฏฏ์. ใน สังสารวัฏฏ์นั้น มีแรงดันของกิเลสเป็นส่วนสำคัญ ที่ทำให้สัตว์ยังคงวนเวียนอยู่ ในความทุกข์เรื่อยไป. เพราะในสังสารวัฏฏ์นั้น มีของที่เป็นคู่, และสัตว์ถูกลวง ด้วยของที่เป็นคู่ เกิดความรู้สึกรัก พอใจ ยึดถือส่วนใดส่วนหนึ่งของสิ่งที่เป็นคู่ เราจึงเลยต้องศึกษาเรื่องสิ่งที่เป็นคู่ ที่เต็มไปด้วยความหลอกลวง จนกระทั่งสิ่งที่ เป็นคู่นั้น ไม่อาจจะหลอกลวง เราจึงสามารถควบคุมการกระทำกรรม ให้เว้น กรรมดำ ทำแต่กรรมขาว และในที่สุด เราสามารถประกอบกรรมชนิดที่ไม่ดำ ไม่ขาว ซึ่งเป็นที่สิ้นสุดแห่งกรรมดำกรรมขาว โดยประการทั้งปวง. เราได้ ศึกษากันมาจนถึงนี้. บัดนี้เราจะได้ศึกษาถึงตัวความรู้สึกโดยตรง เป็นความรู้สึกที่ทำให้เรา หลงติดอยู่ในวัฏฏสงสาร เป็นความรู้สึกที่เกิดมาจากการถูกลวงด้วยของที่เป็นคู่ การถูกลวงด้วยของที่เป็นคู่นั้น ย่อมนำไปสู่ความรู้สึกอันร้ายกาจอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์ทั้งปวง คือ ความรู้สึกที่เป็น "วัตถุนิยม" เรากล่าวกันได้สั้น ๆ ว่า การถูกลวงด้วยของที่เป็นคู่นั้น นำไปสู่ความรู้สึก ที่เป็นวัตถุนิยม หรือนำไปสู่วัตถุนิยมโดยตรงก็แล้วกัน ; และทั้งนี้เพราะมัน เป็นสัญชาตญาณ หรือเป็นไปตามสัญชาตญาณของสัตว์. เราจะได้พิจารณากัน ถึงเรื่องสัญชาตญาณ ซึ่งเป็นตัวความรู้สึกที่เกิดเองตามธรรมชาติ ต่อไป. ในบรรดาสัญชาตญาณทั้งหลาย นักปราชญ์ในเรื่องนั้นได้กล่าวไว้ เช่นสัญชาตญาณแห่งการสืบพันธุ์ สัญชาตญาณแห่งการต่อสู้ แห่งการกิน

น.530 อาหาร และแห่งอะไรทุกๆ สิ่ง ทุก ๆ อย่าง แต่ดูเหมือนจะไม่มีสัญชาตญาณ แห่งการน้อมไปในทางวัตถุนิยมโดยตรง รวมอยู่ในจำนวนสัญชาตญาณเหล่านั้น, หรือถ้ามี ก็เห็นเป็นของไม่สำคัญ เลยไม่ค่อยกล่าวถึงโดยเฉพาะ ไปกล่าวถึง สัญชาตญาณแห่งการสืบพันธุ์ แห่งการกินอาหารเป็นต้น เสียเป็นวรรคเป็นเวร. ส่วนสัญชาตญาณแห่งการน้อมไปสู่วัตถุนิยมนั้น ไม่ค่อยได้พูดถึงมาก ให้สมกับ ที่มันเป็นของสำคัญมาก ; แต่บัดนี้ อาตมาต้องการจะพูด ในฐานะที่ เป็น สิ่งที่สำคัญที่สุด สำหรับพุทธบริษัทเรา จะต้องรู้ต้องเข้าใจ. สัญชาตญาณแห่งการน้อมไปสู่วัตถุนิยมนี้ มันเป็นธรรมชาติธรรมดา อันหนึ่งซึ่งเกิดได้เอง เพราะว่าตามปรกติ สัตว์ทั้งหลายก็ถูกลวงด้วยของที่เป็น คู่อยู่แล้วตลอดเวลา. การถูกลวงด้วยของเป็นคู่ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ววันก่อน ๆ นั้น มันมีเป็นของประจำอยู่ในจิตใจของสัตว์ทั่วไป ทั้งสัตว์มนุษย์ ทั้งสัตว์ เดรัจฉาน เพราะฉะนั้นสัตว์ทั้งหลายมีเชื้อที่เอียงไปในทางฝ่ายวัตถุนิยมอยู่แล้ว ตามธรรมชาติ หรือตามกำเนิด หากแต่ว่ามันยังไม่รุนแรงจนถึงกับเป็นอันตราย ที่ร้ายแรง จนกระทั่งมาถึงยุคถึงสมัย ที่วัตถุนิยมนี้ได้ขยายตัวรุนแรงยิ่งขึ้น ตามความหลงหรือความเข้าใจผิดของมนุษย์. ที่ว่าการถูกลวงด้วยของเป็นคู่ เป็นสิ่งที่นำจิตไปสู่วัตถุนิยมอยู่ตาม ธรรมชาติธรรมดานั้น ก็ไม่มีอะไรอื่น เห็นได้โดยง่ายในข้อที่ว่าบรรดาสัตว์ ทั้งหลายชอบของที่รู้สึกว่าสวย ว่าไพเราะ ว่าอร่อย และมีความรู้สึกพอใจใน ความสุขทางวัตถุ หรือความสุขทางเนื้อทางหนัง เพราะว่าเป็นสิ่งที่ได้รับอยู่ ตามปรกติจนรู้ว่ารสชาตินั้นเป็นอย่างไร. ส่วนความสุขในทางตรงกันข้าม คือ ทางมโนนิยมนั้น เกี่ยวกับสติปัญญามากเกินไป ไม่เข้าใจ ยังไม่เคยได้รับ,

น.531 แม้ได้รับบ้างก็นิด ๆ หน่อย ๆ ตามธรรมชาติ จึงไม่สามารถจะครอบงำความรู้สึก ที่เป็นไปในทางวัตถุได้ ดังได้ทำให้เราหลงในของเป็นคู่ : รักฝ่ายข้างที่ถือว่า สวยว่างามกันทั่ว ๆ ไป ว่าอร่อย ว่าไพเราะ หรือว่าอะไรก็สุดแท้ กระทั่งถึงว่าดี ว่าสุข ว่าบุญ ว่าอะไรเหล่านี้เป็นต้น, จนถึงชั้นละเอียด ก็มีความหลงในสิ่ง ที่เราเรียกว่าดี ว่าสุข ว่าบุญ. เมื่อกล่าวมาถึงตอนนี้ ก็น่าจะกล่าวเสียด้วยว่า คำว่า วัตถุนิยม นี้ สำหรับพุทธบริษัทเราแล้วก็ให้ความหมายไว้สูง หรือกว้างกว่าที่เขาใช้กันอยู่ ทั่ว ๆ ไป. เช่นในศาสนาอื่นอาจจะถือว่า การนิยมทำบุญกุศลเพื่อไปเกิดใน สวรรค์นี้ไม่เป็นวัตถุนิยม เพราะเป็นเรื่องทางศาสนา ; ก็ถูกเหมือนกันตามความ รู้สึกทางศาสนาที่มีผู้มีความคิดเห็นเช่นนั้น. แต่ทางพุทธศาสนา เราถือเป็นหลัก ว่าถ้ายังปรารถนาความสุขในทางวัตถุ หรือทางเนื้อหนังอยู่แล้ว จะเป็น อย่างมนุษย์ก็ตาม อย่างสวรรค์ในเทวโลกก็ตาม ล้วนเป็นวัตถุนิยม เพราะฉะนั้น เราจะต้องจัดเอาการทำบุญ เพื่อแลกเอากามารมณ์ในสวรรค์นั้น ว่าเป็นวัตถุนิยม ทั้งที่ศาสนาอื่นอาจจะไม่จัดเป็นวัตถุนิยม และไม่ถือว่าเป็น ข้าศึกของศาสนา. นี้แหละ คือความผิดแผกแตกต่าง ซึ่งมีอยู่ในระหว่าง พุทธศาสนา กับศาสนาบางศาสนา ซึ่งถือว่าการนิยมความสุขในสวรรค์นั้น เป็นการถูกต้อง คือไม่เป็นวัตถุนิยม ทีนี้ เราจะได้พิจารณากันถึงคำว่า วัตถุนิยม. คำว่าวัตถุนิยมนี้ ขอให้เข้าใจว่าไม่ใช่ของใหม่. แม้ว่าคำพูดนี้ จะเป็นคำที่ตั้งขึ้นมาใช้กันเมื่อ ไม่นานนี้, แต่โดยที่แท้แล้ว สิ่งที่เรียกกันว่าวัตถุนิยมนั้น มันมีมาแล้วแต่ โบราณกาล ในฐานะเป็นสิ่งที่เกิดเองตามสัญชาตญาณดังที่ได้กล่าวมาแล้ว.

น.532 กระทั่งถึงยุคพุทธกาลหรือยุคก่อนพุทธกาลเล็กน้อย ก็มีความนิยมในทางวัตถุ นิยมนี้ จนจัดเป็นลัทธิที่ถือกันอยู่อย่างแน่นแฟ้น. ในสมัยพุทธกาลหรือก่อน พุทธกาลเล็กน้อย ก็มีลัทธิวัตถุนิยมปรากฏชัดอยู่ทั้งในทางวรรณคดีและในทาง ศาสนา กระทั่งในคัมภีร์พระไตรปิฎกของเรา. ขอให้นักศึกษานึกย้อนไปถึง ข้อความที่ได้เล่าให้ฟังแล้วในวันก่อน ซึ่งมีใจความสรุปได้สั้นๆ ว่า ก่อนหน้า นั้นนานไกล ลัทธิศาสนามีแต่เรื่อง ความเชื่อ; ให้เชื่อ ให้เคารพ ให้บูชา ให้อ้อนวอน ให้บวงสรวงอย่างเดียว. ครั้นนานเข้า คนเขาเบื่อ ก็เลยมีคน กล้าแหกคอกศาสนา มาคิดกันอย่างอิสระ คือใช้เหตุผล จนเกิดศาสนาประเภท ที่ใช้เหตุผลขึ้นมา. คนเหล่านั้นใช้เหตุผลไปคนละทางสองทาง รวมความ แล้วไปสุดโต่งอยู่ ๒ ทาง คือพวกหนึ่งว่าความสุขในทางกามคุณนี้ดี ทำให้ เต็มเปี่ยมเสียก็แล้วกัน มันหมดอยาก แล้วมันก็หมดทุกข์ หมายความว่า บ้อนเหยื่อทางกามคุณให้เต็ม ให้อิ่มอยู่เสมอ ก็จะทำให้คนเราไม่มีความทุกข์ เรียกความคิดหรือลัทธิอย่างนี้ว่ากามสุขัลลิกานุโยค. ข้อนี้ตรงกันข้ามจากลัทธิ อัตตกิลมถานุโยค ซึ่งต้องการจะกำจัดอวัยวะที่เป็นที่ตั้งของความอยาก ในกามารมณ์นั้นให้หมดสมรรถภาพเสีย มันจะได้ไม่อยากในกามารมณ์ นี้ก็ไปอีกพวกหนึ่งซึ่งเป็นฝ่ายอัตตกิลมถานุโยค. เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรียกในพระ บาลี อย่างในบาลีธัมมจักกัปปวัตตนสูตร, ที่ว่า กามสุขัลลิกานุโยค นั้นเอง คือวัตถุนิยม คือสิ่งที่เรียกว่าวัตถุนิยมในสมัยนั้น. สำนวนโวหารใน พระพุทธศาสนาเรา เรียกสิ่งที่เราเรียกกันบัดนี้ ว่าวัตถุนิยมนั้น ว่ากามสุขัลลิกา- นุโยค คือการประกอบตนพัวพันอยู่ในกาม ซึ่งในบัดนี้เราถือกันว่า ลัทธินี้ มีคำขวัญหรือคำอะไรก็ตาม ว่า "Eat, drink and be merry; for tomorrow we will die ดังนี้, ซึ่งแปลว่า ‘กิน ดื่ม ร่าเริงกัน ให้เต็มที่เสียในวันนี้ เพราะว่า

น.533 พรุ่งนี้เราอาจจะตาย'. เมื่อถือลัทธิอย่างนี้ ก็เป็นวัตถุนิยมโดยตรงเต็มที่ ตามความหมายที่ใช้กันอยู่ในสมัยนี้. ลัทธิกามสุขัลลิกานุโยคในครั้งพุทธกาล ก็เป็นอย่างนั้น. ศาสดาที่เป็นศาสดาเอกของลัทธิวัตถุนิยมมีชื่อว่าจาระวากะ. ชื่อ จาระวากะนี้ มีทั้งในคัมภีร์ฝ่ายพุทธและฝ่ายอื่น คือฝ่ายฮินดูและฝ่ายสันสกฤต เป็นเจ้าลัทธิฝ่ายวัตถุนิยม ซึ่งยกเอากามารมณ์เป็นนิพพาน. โดยทั่วไป เขา เรียกลัทธิวัตถุนิยมนี้ว่า ลัทธิโลกายตะ. คำว่า โลกายตะ นี้ ก็หาพบได้ใน คัมภีร์ฝ่ายพุทธและฝ่ายอื่น. ถ้าเรียกในฐานะที่เป็นลัทธิ ก็เรียกว่าลัทธิโลกายตะ ถ้าเรียกในฐานะที่เป็นการกระทำ เรียกเป็นชื่อของการกระทำว่ากามสุขัลลิกานุโยค คือประกอบตนพัวพันอยู่ในกาม นี้คือลัทธิวัตถุนิยมที่มีอยู่ โดยเฉพาะในประเทศ อินเดียตั้งแต่ก่อนพุทธกาล ซึ่งประมาณเมื่อ ๓๐๐๐ ปีมาแล้ว ไม่ใช่ของใหม่เลย. ถ้าหากว่าจะดูให้กว้างไปทางตะวันตกบ้าง, เช่นในประเทศกรึ๊ก ใน สมัยที่พ้อง ๆ กันกับสมัยพระพุทธเจ้า เราจะพบว่าลัทธิวัตถุนิยมนี้ ก็ได้มีอยู่แล้ว เหมือนกัน. ประวัติศาสตร์ฝ่ายปรัชญาในทางประเทศกรี๊กยอมถือกันว่าเจ้าลัทธิ วัตถุนิยมคนแรกที่สุดในพวกกรี๊กนั้น ชื่อ Democritus ประมาณ ๔๖๐-๓๗๐ B.C. คือก่อนคริสตศักราช. แล้วคนต่อ ๆ มา ก็ได้ขยายใจความ หรือ ความหมายของวัตถุนิยมที่ท่านผู้นี้ได้ตั้งขึ้น และได้รักษากันไว้ต่อ ๆ มา แล้ว ก็มีมาเรื่อยจนถึงบัดนี้. ฉะนั้นปรัชญาของกรึ๊กสายนี้ แม้ว่าจะมีความลึกซึ้ง แยบคายอย่างไร ก็มีส่วนที่เป็นวัตถุนิยมอยู่เต็มตัว ; นี้จะเห็นได้ว่ามันมีกันมา ตั้งแต่ก่อนพุทธกาล. โดยเฉพาะในสมัยพุทธกาล ลัทธิที่ถือเอากามารมณ์เป็น นิพพานก็ยังคงมีอยู่ในอินเดีย เพราะว่าในพระบาลีพรหมชาลสูตร ได้เอ่ยชื่อถึง ลัทธินี้ ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสเอง. นี่ จะเห็นได้ว่าลัทธิวัตถุนิยมนี้

น.534 ไม่ใช่ของใหม่เดี๋ยวนี้, เป็นของที่ทำให้โลกมืดมัวมานานแล้ว และ เป็นสิ่งที่ทำให้โลกระส่ำระสายยิ่งขึ้นโดยเฉพาะสมัยนี้. ความปั่นป่วน ทั้งหมดของโลกในสมัยปัจจุบันนี้ มีมูลมาจากวัตถุนิยม ซึ่งเราควรจะได้ศึกษา กันต่อไป. ในข้อที่เกี่ยวกับคำ หรือเรื่องคำนี้ เราใช้คำว่าวัตถุนิยม หรือ materialism ซึ่งแปลว่า นิยมวัตถุ. ทีนี้ เราควรจะเข้าใจในสิ่งที่ตรงกันข้าม. สิ่งที่ตรงกันข้าม เราก็ไม่ค่อยจะมีคำใช้, จึงใช้คำว่า spiritualism ซึ่งแปลว่า นิยมวิญญาณ หรือนิยมทางจิต ; นิยมทางมโน ก็มีใช้บ้างเหมือนกัน ; แต่ คำว่า spiritualism นั้น อาจทำให้เลือนหรือพร่าไปถึงลัทธิที่ถือผีสาง วิญญาณ อะไรก็ได้ เป็นอันตรายอยู่บ้างเหมือนกัน สำหรับการที่จะใช้คำ ๆ นี้. ถ้าใช้ คำ ๆ นี้ ต้องจำกัดความหมายกันเสียในวงที่จะใช้ด้วยกัน. ถ้าจะให้ปลอดภัย น่าจะใช้คำปรุงขึ้นใหม่โดยเติมคำว่า im- เข้าไปข้างหน้า เป็น im-materialism คือ ‘ไม่ใช่วัตถุนิยม'. แต่นักปรัชญาและนักศีลธรรมถือว่ามีคำอีกคำหนึ่งที่ เหมาะกว่า คือ pure idealism, ซึ่งแปลว่า ลัทธิที่นิยมอุดมคติอย่างบริสุทธิ์ ถือว่าคำนี้ปลอดภัยกว่า. แต่ถ้าเรานำมาใช้กัน คนก็ฟังไม่ค่อยเข้าใจ คือแปลกหู เกินไป เพราะคนทนใช้คำว่า spiritualism กันอยู่เรื่อยๆ และไม่มีการแปลไป อย่างอื่น นอกจากว่ามโนนิยม, ไม่ใช่เรื่องทางวิญญาณหรือทางภูตผีปีศาจ ทำนองนั้น คำว่า spiritualism หรือมโนนิยมมีความหมายตรงกันข้ามจาก วัตถุนิยมในข้อที่ว่า ไม่นิยมความสุขทางวัตถุ ไม่นิยมการกระทำหรือผลของ การกระทำที่เกิดขึ้นเป็นความสุขทางวัตถุ แต่ว่านิยมการกระทำ หรือผลของ การกระทำที่มาจากการกระทำที่มีจิตใจเป็นอิสระ ประกอบไปด้วยสติปัญญา

น.535 ความคิดนึกอย่างสมบูรณ์ ฉะนั้นจึงใช้คำว่า pure idealism. นี่เป็นใจความสั้น ๆ ของคำคู่ ๆ นี้คือวัตถุนิยมและมโนนิยม เพื่อจะเข้าใจสิ่งที่เรียกว่ามโนคติยิ่งขึ้น เราควรจะได้ศึกษาถึงลักษณะ โดยเฉพาะของสิ่งที่เรียกว่าวัตถุนิยมนี้ ให้เข้าใจแจ่มแจ้งชัดเจนเสียก่อน จึงจะ สะดวกแก่การจะศึกษาต่อไป ในการที่จะเอาชนะลัทธินี้. การจัดสรรความหมาย ของคำว่า materialism อย่างวิธีเทคนิคทางภาษานั้น ยุ่งยากมาก คือว่ามีมาก ละเอียดลออมาก จนเกินกว่าที่จะอธิบายให้ท่านนักศึกษาฟังได้ครบถ้วนตามรูปนั้น เพราะฉะนั้นจะยกเอามาแต่เท่าที่เห็นว่าพอเหมาะพอสม แต่ก็จากเทคนิคของคำว่า materialism นั่นเอง. ในข้อแรกที่สุด เขาถือลักษณะของวัตถุนิยมเป็นข้อแรก ถือว่า ได้แก่ลัทธิที่ถือว่าวัตถุนั้นแหละเป็นสิ่ง ๆ เดียว ที่เป็น "ความจริงอันเด็ดขาด" คือใช้คำว่า ultimate reality แล้วถือว่าความจริงที่เด็ดขาดอย่างเดียว มีแต่ วัตถุ. นี่ก็หมายความว่าปฏิเสธสิ่งที่เรียกว่า มโน หรือจิต ว่ามิได้มีอยู่ใน บรรดาสิ่งทั้งหลายที่มีอยู่ ในฐานะเป็นความจริงที่แท้จริงหรือที่เด็ดขาด. นี่เป็น ลักษณะหนึ่ง, สอง. ถือว่าวัตถุนั้น เป็นมูลฐานของพฤติกรรมต่าง ๆ ทางฝ่ายจิต, วัตถุ เช่นดิน น้ำ ลม ไฟ ที่เราเรียกว่าวัตถุนี้ คือมูลฐานอันแท้จริงของ พฤติกรรมต่าง ๆ ที่เป็นไปในทางจิต. พฤติกรรมที่เป็นไปในทางจิต ซึ่งได้แก่ ความคิด ความนึก ความรู้สึกต่าง ๆ ที่เราถือว่าจิตเป็นผู้รู้สึก ซึ่งตามธรรมดา ถือว่ามีจิตหรือจิตเป็นผู้รู้สึก แต่ลัทธิวัตถุนิยมนี้ปฏิเสธสิ่งที่เรียกว่าจิต, ถือว่าจิต ไม่ได้มีตัวตนอยู่จริง ; พฤติกรรมที่เราเรียกว่าเป็นไปทางฝ่ายจิต เช่นความ

น.536 รู้สึกนึกคิด ความเสวยอารมณ์เหล่านี้ ที่แท้มาจากวัตถุ มาจากตัววัตถุในฐานะ เป็นของที่มีอยู่จริง ; พฤติกรรมทางจิตจึงไม่ใช่ของจริง เพราะจิตไม่ได้มีตัวจริง. พฤติกรรมต่าง ๆ จึงเป็นเพียง product หรือผลิตผลอัน ใหม่ที่วัตถุสร้างขึ้นมา โดยไม่ต้องมีตัวจิต หรือไม่ต้องเกี่ยวกับจิต. นี่ก็แง่หนึ่ง. สาม. ถือว่าข้อเท็จจริงในโลกต่าง ๆ หรือ facts ต่าง ๆ ในโลกนั้น ต้องอธิบายกันด้วยความมีอยู่ หรือความเปลี่ยนไปของวัตถุ ยกตัวอย่างเช่นว่า ในแง่ของประวัติศาสตร์ เราต้องถือว่าคำบรรยายที่เป็นตัวประวัติศาสตร์นั้น ไม่มีอะไรนอกจากอธิบายเรื่องอิทธิพลของวัตถุ หรือเรื่องแห่งการเปลี่ยนแปลง ของวัตถุ ; ไม่ยอมให้มีส่วนที่เป็นจิตใจของคนเข้าไปแทรกแซงอยู่ เพราะถือว่า นั่นไม่ใช่ของจริง. ถ้าจะเขียนประวัติศาสตร์ให้จริง ให้ถูกให้ตรง ก็ต้องเขียน ถึงลักษณะของตัววัตถุ ที่เกิดขึ้นอย่างไร, เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร, ในโลกนี้. แม้จะเป็นเรื่องของคนก็เอาตรงร่างกาย เอาเพียงวัตถุที่เนื่องกับร่างกายนั้นเป็น เกณฑ์สำหรับเขียนประวัติศาสตร์ อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งถือว่าข้อเท็จจริงในโลก อธิบายด้วยความมีอยู่ของธรรมชาติ และความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติที่เป็น วัตถุ. นี่ ก็ลักษณะหนึ่ง ซึ่งเป็นลักษณะของวัตถุนิยม. สี่. กล่าวอีกอย่างหนึ่งต่อไปว่า วัตถุนิยม ให้ความสำคัญแก่ผลได้ หรือค่าในทางวัตถุ และการให้ความสำคัญนี้ ถือว่าต้องเอาเป็นเกณฑ์กันตรง ผลที่ได้มา ที่เรียกว่า "ประโยชน์" หรือ interest หรือ value คือค่าของ วัตถุเท่านั้น เป็นหลักเกณฑ์ในการให้ความสำคัญ หรือความประเสริฐวิเศษของ สิ่งต่าง ๆ อย่างว่า พระพุทธรูปองค์หนึ่ง มีค่าเท่ากับปลาทูเข่งหนึ่ง อย่างนี้ เป็นต้น ไม่ได้ถือว่าพระพุทธรูปนั้น มีค่าทาง spiritualism หรือแม้ทาง ศิลปกรรม, มากกว่าปลาทูเข่งหนึ่ง เพราะว่าถ้ายุบเอาเนื้อโลหะมาขาย ก็ได้

น.537 เท่ากัน อย่างนี้เป็นต้น. ถ้ามีความรู้สึกในทำนองเอาค่าหรือเอาผลในทางวัตถุ เป็นหลัก ในการประมาณความสำคัญแล้ว ถือว่าเป็นลัทธิวัตถุนิยม. ห้า. ปฏิเสธความมีอยู่ของจิต และพฤติกรรมทางจิต. นี้ก็ได้ แก่การปฏิเสธความมีอยู่ของจิต ปฏิเสธความมีอยู่ของพฤติกรรมทางจิต. เรื่องจิต เป็นอย่างไร อาตมาเคยอธิบายไว้แล้วในคำบรรยายปี ๒๔๙๙ ไปเปิดดูเอง ก็พอเข้าใจได้. จิตในลักษณะเช่นนั้นก็ดี, หรือเจตสิกซึ่งเป็นพฤติกรรมของจิต หรือเป็นสิ่งที่เกิดกับจิต ตลอดถึงความคิดความนึก กระทั่งเป็นมโนกรรม ต่าง ๆ ก็ดี, นี้เรียกว่าพฤติกรรมทางจิต. พวกวัตถุนิยมเขาปฏิเสธความมีอยู่ ของจิต และพฤติกรรมของจิตโดยสิ้นเชิง ว่าไม่มีความหมาย คือมีค่าเท่ากับ ไม่ได้มีอยู่, มีอยู่จริงก็แต่วัตถุกับพฤติกรรมของวัตถุ คือความเปลี่ยนแปลงทาง วัตถุ. แม้ว่าจะมีความรู้สึกคิดนึกอยู่ในร่างกายนี้ หรือในคนเรานี้ เขาก็ถือว่า เป็นอำนาจของวัตถุที่ก่อให้เกิดขึ้น มิได้มีสิ่งที่เป็นจิต หรือว่าเป็นพฤติกรรมของ จิตเลย. เขาจึงถือว่าวัตถุนั่นแหละ พูด, วัตถุนั่นแหละ คิด ทำ อะไรต่าง ๆ. หก. ถือว่าปรากฏการณ์ต่าง ๆ ทางจิตนั้น เป็นเพียงผลิตผลทาง วัตถุที่ถูกวัตถุจัดสรรขึ้น, หมายความว่าปรากฏการณ์ต่าง ๆ ทางจิต เช่น ความคิดว่าอย่างนั้น - อย่างนี้ ที่แสดงออกมาทางความคิดนั้น ถือว่านี้คือผลิตผล ที่วัตถุจัดสรรขึ้น, ใช้คำว่า organize คือมีวัตถุที่จับกลุ่มกันในลักษณะที่ถูกต้อง แล้วก็มีผลิตผลเป็นพฤติกรรมทางจิต. นี่ปฏิเสธจิตอย่างยิ่ง เช่นนี้เสมอมา. เจ็ด. ถือว่าไม่มีอะไรเลยในสากลจักรวาล นอกจากวัตถุและการ เคลื่อนไหวของวัตถุ ; หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่ง ก็คือไม่มีอะไร นอกจากสสาร และกำลังงาน สองอย่างเท่านั้น ซึ่งก็ล้วนแต่จัดเป็นประเภทวัตถุ.

น.538 แปด. อธิบายพฤติกรรมทางจิต ด้วยการเปลี่ยนแปลงทางฟิสิกส์ และเคมีอย่างเดียว. นี้หมายความว่าพวกเหล่านี้ ไม่ได้ปฏิเสธความมีอยู่แห่ง สิ่งที่เราเรียกว่าพฤติกรรมทางจิต เช่นความนึกคิด ความรู้สึกต่างๆ ที่ถือว่ามีอยู่ แต่ก็พยายามอธิบายสิ่งเหล่านั้น ว่าเป็นเพียงความเปลี่ยนแปลงทางพี่สิคส์และเคมี คือความเปลี่ยนแปลงของวัตถุนั่นเอง. ทางพี่สิคส์ ก็คือการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับ ความร้อน แสง เสียง เหล่านี้เป็นต้น. ทางเคมี ก็คือความเปลี่ยนแปลง ที่เรียกว่า chemical change. ในเมื่อเราสามารถทำให้ molecule แยกตัวและ ผสมกันใหม่ในลักษณะอื่น ซึ่งเรียกว่าความเปลี่ยนแปลงทางเคมี. เขาถือว่า ไม่มีอะไรนอกจากความเปลี่ยนแปลงทางพี่สิคส์และทางเคมี, ถือว่านี่แหละ คือเป็นพฤติกรรมของจิต เอาจิตเป็นผลิตผลของวัตถุเสียเรื่อยไป. เก้า. พวกวัตถุนิยมถือว่า วัตถุเป็นมูลฐานของจิตโดยตรง ทำนอง เดียวกับในข้อสอง ที่กล่าวแล้ว ว่าวัตถุเป็นมูลฐานของพฤติกรรมทางจิต (psychical process); หากแต่ในข้อนี้หมายถึงตัวจิตโดยตรง คือจิตขึ้นอยู่กับ วัตถุ ทำนองเดียวกับที่พฤติกรรมทางจิต ขึ้นอยู่กับวัตถุ. สิบ. ถือว่าสิ่งที่เป็นวิสัยแห่งความรู้สึกด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นต้น ที่เรียกว่า sensible คืออาจจะสัมผัส, สอบสวน, สังเกต ได้ด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย เท่านั้น ที่เป็นของมีอยู่จริง, เป็นอันว่าถ้าสิ่งใดไม่อาจจะรู้สึก ได้ด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย แล้วก็ไม่ถือว่ามีอยู่. นี่เราจะเห็นได้ว่าวัตถุนิยมนั้น เป็นไปรุนแรงจัด จนไม่ให้เนื้อที่แก่ความคิดนึกในทางจิตทางใจอะไรเสียเลย. สิบเอ็ด. ว่าโลกนี้ไม่ได้ถูกควบคุมและไม่อาจถูกควบคุมด้วยสติปัญญา เจตนา หมายความว่าโลกนี้ เป็นไปด้วยอำนาจความเปลี่ยนแปลงของวัตถุเท่านั้น. สติปัญญาของมนุษย์ไม่สามารถไปควบคุมความเปลี่ยนแปลงของวัตถุ หรือแม้

น.539 เจตนาของมนุษย์ที่มีอยู่อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถจะไปเปลี่ยนแปลงความหมุน เวียนของวัตถุ ฉะนั้นจึงเอาวัตถุเป็นสิ่งที่มีอำนาจ ไม่มีอะไรควบคุมได้ คือ เป็นตัวมันเอง. สิบสอง. คุณภาพชดเชยได้ด้วยปริมาณ. นี่ ฟังดูก็แปลกดี. เราถือเป็นของคู่ คือความดีในแง่คุณภาพ กับความมากในแง่ปริมาณ. แต่พวก วัตถุนิยมถือว่า ไม่ต้องไปสนใจกับคุณภาพ ที่ว่าประเสริฐอย่างนั้นอย่างนี้, เอาปริมาณให้มากเข้า มันก็ชดเชยคุณภาพได้ ฉะนั้นจึงมาเร่งกันในแง่ของปริมาณ แทนการรักษาคุณภาพ. ถ้าไปเพ่งคุณภาพก็เป็นมโนนิยมไป. ถ้าไปเพ่งใน ฝ่ายปริมาณเป็นหลัก เอามาชดเชยคุณภาพได้ ก็เรียกว่าเป็นหลักของวัตถุนิยม ; เพราะฉะนั้นจึงไม่นิยมความดี ความประเสริฐ ความงาม ความไพเราะ ในทาง ด้านลึก ; นิยมแต่ปริมาณที่จะมาหล่อเลี้ยงความสุขทางเนื้อทางหนัง อย่างต่ำ ๆ ก็ได้ แต่ขอให้มันมากพอ. ความผิดกันในทางคุณภาพ เราอาจชดเชย ได้ด้วยความผิดกัน ในทางปริมาณ และไม่นิยมคุณภาพเลย. สิบสาม. ถือหลักว่าในสิ่งที่วิทยาศาสตร์อันวิเศษของคนเรา ใน สมัยนี้จะค้นได้-เข้าถึงได้ ก็มีแต่สิ่งทางฟิสิกส์หรือทางวัตถุนั่นเอง ฉะนั้นแปลว่า เมื่อเรามีความเชื่อในทางวิทยาศาสตร์ ว่าเป็นของประเสริฐเป็นของจริง เรา ต้องเชื่อเท่าที่วิทยาศาสตร์จะค้นได้ จะพิสูจน์ได้ คือเรื่องทางวัตถุหรือทางพี่สิคส์. แต่ในข้อนี้เราจะเห็นได้ว่า ผู้กล่าวหลักแห่งวัตถุนิยมเช่นนี้ ไม่เคยรู้เรื่องทางหลัก ธรรมหรือสัจจธรรมในพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นวิทยาศาสตร์ในทางฝ่ายจิตใจ; ฉะนั้นก็ต้องยกให้เขา ในการที่เขาบัญญัติอย่างนั้น และเราก็พลอยถือว่า คำบัญญัติอย่างนั้น เป็นลักษณะเฉพาะของวัตถุนิยมด้วย. สิบสี่. วัตถุและผลทางวัตถุเท่านั้น ที่คนควรแสวง และลุถึงได้. นี้บอกชัดอยู่แล้ว. คำว่าวัตถุและผลตามทางของวัตถุ คือทางเนื้อทางหนัง

น.540 เท่านั้น ที่เป็นสิ่งที่มนุษย์อาจจะแสวง หรือควรแสวง และอาจจะลุถึงได้ ถ้านอกไปกว่านี้แล้ว ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ควรแสวงหรือลุถึงได้. เพราะฉะนั้น ก็เป็นอันปฏิเสธความสุขทางจิตใจ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือนิพพาน. ถ้าเขา รู้เรื่องนี้ ก็เป็นอันว่านิพพานเป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่ควรแสวง หรือแม้แต่แสวง ก็ไม่อาจจะลุถึงได้. แม้นี้ ก็เป็นลักษณะของวัตถุนิยม สบห้า. ในที่สุด มีการสรุปความสั้น ๆ ว่า "nothing mental" คือ ว่าไม่มีเรื่องทางฝ่ายจิต, และ nothing super-natural ไม่มีอะไรนอกเหนือ ไปจากธรรมชาติ. ที่ว่าไม่มีอะไรที่เป็นเรื่องทางฝ่ายจิตนั้น หมายความว่า การเชื่อถือในทางฝ่ายจิต หรือเชื่อว่าจิตเป็นสิ่งที่ไม่มีรูปร่าง และลึกลับนั้น เป็นเรื่องเหลว ๆ ไหล ๆ ของคนโง่. คนฉลาดจะสนใจแต่ในเรื่องทางวัตถุ ที่พิสูจน์ได้ด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย. เพราะฉะนั้นเรื่องทางฝ่ายจิตไม่มี. ส่วน ที่ว่าสิ่งนอกเหนือไปจากสิ่งธรรมชาติไม่มี ข้อนี้ก็คือ ความเชื่อในเรื่องพระเจ้า และความเชื่อในเรื่องต่าง ๆ ทางศาสนา หรือทางศีลธรรมก็ตาม พวกวัตถุนิยม ปฏิเสธสิ้นเชิง ; คงเอาแต่เรื่องของธรรมชาติล้วน ๆ. และธรรมชาติในที่นี้ ก็คือ ธรรมชาติทางวัตถุหรือทางพี่สิคส์และเคมี อย่างเดียวกัน. เลยเป็นอันว่าเขาไม่รู้ เรื่องธรรมชาติทางฝ่ายจิตหรือนามธรรม ซึ่งตามหลักของพระพุทธศาสนา เราถือว่า ความทุกข์ก็ตาม ความดับทุกข์ก็ตาม หรือพระนิพพานก็ตาม เป็น เรื่องของธรรมชาติเหมือนกัน. เรามีคำว่าธรรมชาติใช้ สำหรับฝ่ายนามธรรม และถือว่าเป็นเรื่องของธรรมชาติ ไม่ใช่กฎของใคร เป็นธรรมชาติเท่ากับทาง ฝ่ายวัตถุ แต่เป็นธรรมชาติในทางฝ่ายจิต. แต่โดยเหตุที่พวกวัตถุนิยมไม่ทราบ เรื่องนี้ จึงได้ปฏิเสธสิ่งที่เหนือไปกว่าธรรมชาติฝ่ายวัตถุ จึงมีคำว่า nothing super - natural เกิดขึ้น ซึ่งเป็นของน่าขบขัน

น.541 ลักษณะที่ได้กล่าวมาแล้วทุกอย่าง ทั้ง ๑๕ อย่างนี้ คือลักษณะที่เป็น เครื่องสังเกตเฉพาะของสิ่งที่เรียกว่า materialism หรือลัทธิวัตถุนิยม ทีนี้ เรามาพิจารณากันให้ละเอียดสักหน่อยให้ถึงจุด. จุดตรงไหน ที่เป็นตัว materialism คือเป็นตัววัตถุนิยม. ในที่นี้เราแบ่งได้เป็น ๓ ลักษณะ ด้วยกัน คือว่า (๑) ตัวท่าที หรือตัวสมมติฐาน หรือตัวการยืนยัน การย้ำ หรือตัวการน้อมเอียงของความคิดนึกความรู้สึกก็ตาม ตัวอาการเหล่านี้ที่น้อม เอียงไปในทางลักษณะที่บูชา หรือเชื่อถือในลักษณะ ๑๕ ข้อ ที่ได้กล่าว มาแล้วเมื่อตะกี้นี้. จะเป็นความคิดนึกหรือสมมติฐานที่หยั่งลงสู่เหตุผลชั้นแรก ๆ หรือเป็นท่าทีที่แสดงออกมา หรือเป็นการยืนยัน หรือเป็นการย้ำซ้ำลงไปอีกก็ตาม, ความน้อมเอียงในความคิดนึกก็ตาม, ที่เอียงไปบูชาข้อกฎ ๑๕ ข้อที่กล่าวแล้ว ข้างต้น ตัวนั้นแหละ คือตัววัตถุนิยม. นี่ ลักษณะหนึ่ง. ทีนี้ (๒) ภาวะ คือลักษณะหรือ ภาวะที่ถูกจำกัดอยู่ด้วยสิ่งแวดล้อมทางวัตถุ หรือวัฒนธรรม ที่เนื่องด้วยวัตถุ จนผู้นั้นไม่สามารถจะเอาชนะหรือเปลี่ยนแปลง หรือ แม้แต่จะปรับปรุงวัตถุเหล่านั้นให้ผิดไปได้. หมายถึงว่าในปัจจุบันนี้ผู้นั้น อยู่ในภาวะที่ตัวเขา หรือจิตใจของเขา ถูกแวดล้อมอยู่ด้วยวัตถุหรือวัฒนธรรม ที่เนื่องด้วยวัตถุ จนความคิดนึกรู้สึก หรือการกระทำของเขาไม่อาจจะเปลี่ยนแปลง ไม่อาจจะทะลุออกมาจากอำนาจของวัตถุได้. นี้ เรียกว่าเขาไม่อาจจะเอาชนะ ความนิยมวัตถุได้ ไม่อาจจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอะไรในเรื่องเกี่ยวแก่วัตถุได้, ภาวะของคนที่ตกอยู่ในลักษณะเช่นนั้นเองเป็นตัววัตถุนิยม หรือ materialism. หรือ (๓) เอาภาวะแห่งการถูกจับยืด หรือการเป็นทาสด้วยความสมัครใจ ต่อคุณค่าของวัตถุ หรือการที่น้อมเอียงไปในทางต่ำ ซึ่งข้อนี้หมายถึงความ รู้สึกในทางฝ่ายต่ำ ที่เป็นไปในทางฝ่ายต่ำ เพราะการถูกจับยึด หรือเพราะการ

น.542 ตกไปเป็นทาสของวัตถุ หรือผลของวัตถุ ; ภาวะเช่นนั้นเองเป็นตัววัตถุนิยม หรือ materialism. ฉะนั้นสำหรับตัววัตถุนิยม เราจึงชี้ไปได้ที่ความรู้สึกในใจ ตลอดถึงท่าทีที่แสดงออกมา ตลอดถึงภาวะของบุคคลนั้น ๆ ที่อยู่ในภาวะที่ถูก แวดล้อมกักขังอยู่ด้วยความยึดถือโง่เขลางมงายในวัตถุ ตลอดถึงการตกเป็นทาส ของวัตถุอย่างที่กระดิกไม่ได้ ว่าเป็นวัตถุนิยม. ทีนี้ ควรพิจารณาเลยไป ถึงลักษณะของบุคคลผู้ถือลัทธิวัตถุนิยม คือเป็น materialist เสียด้วยว่าเป็นอย่างไร ? โดยทั่วไป จำกัดความว่า : (๑) คนนั้น ถือคติดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น ๑๕ ข้อ. ถ้าเขาถือคติอย่างที่ว่าเมื่อ ตะกี้นี้ เป็นหลักประจำตัวแล้วก็ถือว่าผู้นั้นเป็น materialist คือผู้ที่นิยมวัตถุ ; หรือว่า (๒) กำลังดื่มด่ำอยู่ในผลทางวัตถุ กำลังเก็บเกี่ยวผล หรือดื่มด่ำ มึนเมาอยู่ในผลในทางวัตถุ นี้ก็เรียกว่า ผู้ถือลัทธิวัตถุนิยม ; และ (๓) ถือ ความคิดเห็น หรือความต้องรับผิดชอบของชีวิตในแง่ต่ำคือในแง่วัตถุ, มอง เห็นหรือมีทิฏฐิ หรือความเชื่อความถือของชีวิตนี้ ในแง่ต่ำที่สุด, หรือถือ responsibility คือภาวะแห่งความที่ชีวิตจะต้องรับผิดชอบนี้ ในแง่ต่ำที่สุด ; ในแง่ต่ำทราม คือในแง่ทางวัตถุ. บุคคลชนิดนี้เรียกว่า ผู้ถือลัทธิวัตถุนิยม. เราอาจจะเห็นว่า มันเป็นเพียงระดับของสัตว์ชนิดหนึ่งเท่านั้น จะเป็นเช่นสัตว์ เดรัจฉาน หรือว่าเป็นภูตผีปีศาจชนิดหนึ่งก็ตาม ถ้าจิตใจอยู่ในลักษณะเช่นนี้ ก็คือมันต่ำทั่ว ๆ ไปนั่นเอง. ที่ว่าเสมอกันกับสัตว์ ก็ในข้อที่ว่ามีความรู้สึก ตามสัญชาตญาณดั้งเดิม เพราะการถูกลวงด้วยของเป็นคู่ แล้วก็มีจิตน้อม เอียงไปในทางวัตถุเหมือนกับหลักในบาลี ที่กล่าวว่า ‘อาหารนิทฺทา ภยเมถุนญฺจ สามาญฺญเมตฺตฺปสุภิ นราน์’ ที่คงจะเคยได้ยินกันมาแล้ว ซึ่งมีใจความว่า การกินอาหารก็ดี การนอนหลับก็ดี การขี้ขลาดรู้จักหนีภัยก็ดี และ

น.543 การประกอบเมถุนธรรมก็ดี สี่อย่างนี้ มีเสมอกัน คือเท่ากัน ในระหว่าง คนกับสัตว์’ แล้วมีขยายความต่อไปว่า ‘ธมฺโม หิ เตสํ อธิโก วิเสโส ธรรมะ เท่านั้นที่ทำให้เกิดการผิดแปลกแตกต่างระหว่างคนกับสัตว์ ; ธมฺเมน มีนา ปสุภิ สมานา ครั้นปราศจากธรรมะเสียแล้ว คนกับสัตว์ก็เข้าถึง ความเป็นของเสมอกัน คือคนกับสัตว์ก็เท่ากัน". ถ้าเอาธรรมะเข้ามา คนกับสัตว์ก็ต่างกัน. เอาธรรมะออกไป คนกับสัตว์ก็เหมือนกันหรือเหลือ เท่ากัน. โดยการกิน การนอน การรู้จักขี้ขลาดหนีภัย หรือการประกอบ เมถุนธรรม จะถือว่าเป็นของแปลกแตกต่างกันระหว่างคนกับสัตว์นั้น เป็นไป ไม่ได้, นี้ก็เพราะเหตุถือวัตถุนิยม นิยมในวัตถุอย่างยิ่ง แล้วมีจิตใจต่ำใน ระดับสัตว์. แม้ว่าเขาจะได้ประดิษฐ์หรือปรับปรุงตัววัตถุ ที่มีบริโภคใช้สอยอยู่ ให้ประณีตเพียงไรก็ยังไม่มีความประเสริฐเกิดขึ้นส่วนไหน เพราะว่าผลที่เกิดจาก วัตถุนั้น เป็นเพียงความสุข ความเอร็ดอร่อย สนุกสนานทางเนื้อทางหนัง ที่ได้รับจากวัตถุเสมอกัน. เมื่อคนขยายความเจริญในทางวัตถุมากขึ้น ก็ทำให้ได้ วัตถุที่ประณีตกว่ามาเป็นเหยื่อ แต่แล้วผลที่ได้รับทางเนื้อทางหนัง มันก็ต้อง เท่ากันกับสัตว์ที่ต่ำ ๆ มีการใช้วัตถุชั้นต่ำเป็นเหยื่อ โดยเทียบส่วนเท่ากัน ดังนี้ เราจึงได้ความเท่ากัน หรือเสมอกัน ในระหว่างคนกับสัตว์ ที่มีจิตใจกำลังตกอยู่ ในวัตถุนิยมเท่า ๆ กัน. นี้, เป็นอันว่าเราได้พิจารณาถึงตัววัตถุนิยมหรือตัวจุด ใจความของวัตถุนิยม ลักษณะของวัตถุนิยม ตลอดถึงบุคคล ที่ติดอยู่ในวัตถุนิยม พอรู้จักสิ่งที่เรียกว่า วัตถุนิยม แล้ว. ทีนี้ เราจะได้พิจารณากันถึง อันตรายที่จะเกิดขึ้นจากวัตถุนิยม พอสมควรอีก. ในกรณีนี้เราต้องใช้ความคิดอยู่บ้าง จึงจะเข้าใจอันตรายที่จะ

น.544 เกิดจากวัตถุนิยม. ข้อ ๑ หรือข้อแรกที่สุด เราควรจะคิด จนเห็นได้ว่า ยิ่งวัตถุนิยม หรือยิ่งนิยมวัตถุกันมากขึ้นเท่าไร สิ่งที่จะสนองความอยากในโลกนี้ คือ supply ต่าง ๆ ในโลกนี้ ก็จะยิ่งไม่พอมากขึ้นเพียงนั้น. เรายิ่งระดมกัน นิยมวัตถุให้มากขึ้นเท่าไร supply ตามธรรมชาติในโลก ก็จะยิ่งไม่พอขึ้นเพียงนั้น ! ทีนี้ตรงกันข้าม ถ้าเรานิยมในมโนนิยมมากขึ้นเท่าไร วัตถุในโลก หรือ supply ในโลก ก็ยิ่งจะเหลือเพื่อมากขึ้นเท่านั้น. ขอให้เทียบความ แตกต่างระหว่างความจริงคู่นี้ ว่าถ้าคนในโลกยิ่งนิยมวัตถุมากขึ้น โลกก็ยิ่ง ขาดแคลนวัตถุมากขึ้น ; ยิ่งนิยมทางจิตใจมากขึ้น วัตถุก็ยิ่งเหลือเพื่อมากขึ้น. เดี๋ยวนี้โลกเรากำลังระส่ำระสาย แย่งชิงวัตถุกัน เพราะไม่มีใครนิยมความสุข ในทางฝ่ายจิต ซึ่งเห็นกันอยู่ได้ชัดแล้ว. ทีนี้ โทษของวัตถุนิยม ข้อ ๒ คือเขาเหล่านั้น ไม่เพียงแต่จะถือ หลักว่า ‘กินดื่มร่าเริงเต็มที่’ เท่านั้น, เขากำลังคิดจะปล้นและทั้งกำลังปล้น วัตถุของผู้อื่นอยู่ทั้งต่อหน้าและลับหลัง. นี้หมายความว่าพวกนายทุนก็เป็น วัตถุนิยม, พวกกรรมกรก็เป็นวัตถุนิยม ; ลัทธิการเมืองในโลก ก็มีมูลมาจาก บุคคล ๒ ฝ่ายนี้. ทั้ง ๒ ฝ่ายก็ล้วนแต่ตกอยู่ในวัตถุนิยม, เขาจึงไม่อาจจะ เพียงแต่นึกคิดหรือกระทำ ในข้อที่ว่า กินดื่มร่าเริงเต็มที่ เขาไม่สามารถหยุด แต่เพียงเท่านั้น เขาจะต้องพยายาม หรือกำลังพยายามคิดจะปล้นหรือกำลังปล้น เอาวัตถุของผู้อื่นมาเป็นของตัว ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ที่เรียกกันว่าทั้งบนดิน และใต้ดิน. เราจะเห็นได้ว่าสงครามโลก ระหว่างค่ายนายทุนกับค่ายกรรมกรนี้ มันต้องการอะไรกัน นอกจากวัตถุ ? การต่อสู้ของนายทุน หรือการต่อสู้ของ กรรมกรก็ตามเพื่อความชนะนั้น ไม่ใช่เพื่อความชนะ ไม่ใช่เพื่ออุดมคติอย่างที่ เขาใช้หลอกพวกเรา แต่เพื่อเอาวัตถุไปกักตุนไว้ให้มาก ๆ เพื่อสนองความอยาก หล่อเลี้ยงกิเลส ที่เป็นการแสวงความสุขทางเนื้อทางหนังด้วยกันทั้งนั้น ; เพราะ

น.545 ฉะนั้น ไม่มีวันจะยุติได้ ไม่มีวันที่ว่านายทุนและกรรมกร หรือจะจัดคู่อย่างไร ก็ตาม ไม่มีวันจะยุติในการที่จะรบพุ่งกันได้ เพราะเขาตกเป็นทาสของวัตถุนิยม เสมอกัน, แล้วก็กำลังวางอุบายแผนการใต้ดินบนดินบ้าง ร้อนๆ บ้าง เย็น ๆ บ้าง ที่จะทำให้เกิดการได้เปรียบในการที่จะสูบ หรือดูดเอาวัตถุจากที่อื่นมาเป็น ของตัว. การช่วยผู้อื่นก็หมายความว่าลงทุนเพื่อได้วัตถุที่มากกว่านั้น มาเป็น ของตัว หรือป้องกันวัตถุที่มีอยู่มากแล้วไม่ให้สูญเสียไป. เป็นอันว่าผู้ถือลัทธิ วัตถุนิยมนั้น ไม่ใช่เพียงแต่นอนดื่ม นอนกิน ร่าเริงเต็มที่เฉย ๆ, เขาได้ กำลังคิดจะปล้นและกำลังปล้นวัตถุของผู้อื่น ทั้งอยู่ต่อหน้าและลับหลัง ; เพราะ ฉะนั้น วิกฤตการณ์ในโลก จึงมีแต่จะร้ายแรงขึ้นทุกที เพราะอำนาจของ วัตถุนิยม. ทีนี้เราควรจะคิดต่อไป ถึงโทษ ข้อที่ ๓ คำพูดแปลก ๆ หรือที่ เราถูกขู่ให้กลัว ; ความหมายอันแท้จริงของคำพูดเหล่านั้น ควรจะมองให้เห็น ว่ามันมาสำคัญอยู่ตรงที่วัตถุนิยม เช่นประโยคว่า คอมมูนิสต์มา ศาสนาหมด. ถ้าเป็นได้จริงตามนั้นต้องเป็นว่า คอมมูนิสต์มาเพาะหว่านพืชแห่งวัตถุนิยม เมื่อทุกคนตกเป็นทาสวัตถุนิยมเต็มที่แล้ว ศาสนาก็หมดจริง. ส่วนที่จะมารื้อวัด ไปทำโรงพยาบาล หรือมาจัดการเผาวัด หรือฆ่าพระสงฆ์นั้น ไม่ต้องกลัว เพราะไม่อาจจะทำให้ศาสนาหมดได้. ศาสนาไม่อาจจะหมดได้ด้วยการฆ่าพระ หรือเผาวัด หรือเปลี่ยนวัดเป็นโรงเรียนเสีย; แต่ถ้ามาหว่านพืชแห่งวัตถุ นิยมให้หนาแน่นดกดื่นยิ่งขึ้น หรือถึงกับบังคับ ใช้อำนาจบังคับให้รับ ลัทธิวัตถุนิยมแล้ว อันนั้นแหละ คือศาสนาหมดหรืออะไรๆ ที่ดี ๆ ก็หมด ฉะนั้น ถ้าว่าคำว่าคอมมูนิสต์มาศาสนาหมด นี้ เป็นความจริงแล้ว ต้องมีความ หมายว่าเป็นการบังคับให้รับเอาลัทธิวัตถุนิยม ไม่ใช่มารื้อวัด เผาวัด หรือฆ่าพระ

น.546 อะไรทำนองนั้น ซึ่งเป็นของน่าหัวเราะ. เราจะต้องรู้จักความจริงของคำว่า 'ศาสนาหมด' ว่ามันมีมูลมาจากอะไร เพราะฉะนั้น ไม่ต้องมีใครมาฆ่าพระ มาเผาวัด พวกเรากันเองนี่แหละ ลองได้นิยมวัตถุนิยมให้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์เถิด ก็จะเป็นคอมมูนิสต์ขึ้นมาในตัวเอง แล้วศาสนาก็จะหมดไปในตัว และจะหมดยิ่ง ไปกว่าการมาของคอมมูนิสต์ชนิดที่ถือปืน ถือหอก ถือดาบมาเสียอีก ; ไม่ต้อง ใช้ปืน ใช้หอกใช้อะไรเลย แม้แต่นิดเดียว ก็ทำให้ศาสนาหมดได้ ด้วย อำนาจของวัตถุนิยม. เราควรจะพิจารณาว่า จะเป็นฝ่ายประชาธิปไตยหรือฝ่ายเผด็จการก็ตาม ถ้าเป็นวัตถุนิยมแล้ว ก็เป็นศัตรูของพุทธศาสนาทั้งนั้น ; จะเป็นคอมมูนิสต์ หรือไม่ใช่คอมมูนิสต์ก็ตาม ถ้าเป็นวัตถุนิยมแล้ว ก็เป็นศัตรูของพระพุทธศาสนา โดยเท่ากัน ; ทั้งนี้เพราะว่ามันนำไปสู่วัตถุนิยมด้วยการบังคับก็ดี ด้วยการ เกลี้ยกล่อมชักจูงก็ดี ล้วนแต่ทำให้มนุษย์หมดความเป็นมนุษย์ไปสู่ความเป็นอย่าง สัตว์ทั่วไป. แล้วศาสนาจะไม่หมดได้อย่างไร ถ้าบูชาแต่อุดมคติที่ว่า ‘กิน ดื่ม ร่าเริงให้เต็มที่ เพราะพรุ่งนี้เราอาจจะตายเสียก็ได้" ดังนี้. ทีนี้ เราจะพิจารณากันต่อไปว่า โทษของวัตถุนิยมนั้น มีการคืบหน้า ต่อไปอย่างไร. โทษของวัตถุนิยม ข้อที่ ๔ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดอย่าง ร้ายแรงในเรื่องผลพลอยได้ของกรรม และเรื่องที่ว่า บาปจะเป็นน้ำผึ้งไปก่อน จนกว่ามันจะให้ผลที่แท้จริงของมัน ซึ่งเป็นหลักของพระพุทธศาสนา. ข้อนี้ หมายความว่าถ้าจิตใจของคนเราน้อมเอียงไปสู่วัตถุนิยมอยู่โดยสัญชาตญาณ อย่างที่ ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น เขารู้จักแต่เพียงความสุขทางวัตถุ. ตัวอย่างเด็ก ๆ ที่พอ จะถือได้ว่ามีความสุขอย่างยอดยิ่งของเขา เช่นเขาปรารถนาที่จะกินเนื้อสะเต๊ะให้ หมดจาน แล้วได้ไปขี่ประตูแกว่งเล่นให้สนุก. นี้ก็รู้สึกว่ามีความสุขในปริมาณ

น.547 เท่ากันกับคนที่ปรารถนาจะบรรลุนิพพานทีเดียว. ความสุขที่ได้กินเนื้อสะเต๊ะ หมดจาน แล้วก็ไปขี่ประตูแกว่งไปแกว่งมาเล่นให้สนุกสำหรับเด็ก ก็เป็นความ รู้สึกที่เป็นสุขจริง แต่เป็นเรื่องอาศัยวัตถุ. นี้แสดงว่าเด็กก็มีความยึดมั่นในความ สุขอย่างวัตถุนี้ เท่า ๆ กับอุบาสกอุบาสิกาที่ยึดมั่นในนิพพาน. ความสุขทางวัตถุ นั้นเอง มันได้ครอบงำใจอย่างเต็มที่ อย่างเหนียวแน่นถึงที่สุดเป็นลำดับ ๆ มา ; เพราะฉะนั้น จึงเกิดถือลัทธินิยมวัตถุขึ้นในใจตัวเอง โดยไม่รู้สึกตัว ว่าการได้ วัตถุที่ถูกใจนั่นแหละ คือความดี ความประเสริฐ ความงาม ; คนเหล่านี้จึง ยึดถือเอาการได้ของที่ชอบใจนั่นแหละเป็นการดี หรือเป็นการได้ที่ดี เป็นการ ถูกต้อง เป็นการยุติธรรม. เขาถือศาสนา "ได้เป็นดี" หรือลัทธิ ‘ได้แล้ว เป็นดี" อันนี้แหละเป็นเหตุให้ไม่เข้าใจเรื่องผลพลอยได้ของกรรม. คือว่าเรื่อง ผลที่พลอยได้ของกรรมนี้ ไม่ใช่สิ่งที่เอาเป็นแน่นอนได้ ว่ามันดีจริงหรือชั่วจริง. เรื่องนี้อาตมาได้อธิบายแล้วในเรื่องกรรม เป็นใจความสำคัญว่า การทำดี ดี, การทำชั่ว ชั่ว, และดีเสร็จชั่วเสร็จตั้งแต่เมื่อทำ. ทีนี้ ผลพลอยได้ที่ได้มา จะเป็นเงินหรือเป็นชื่อเสียงหรืออะไรก็ตาม นี้มันเป็นเพียงผลพลอยได้. ถ้าเป็น ผลพลอยได้ ที่ได้มาจากการทำดี ผลพลอยได้นั้นก็ดี ; ถ้าได้มาจากการทำชั่ว ผลพลอยได้นั้นก็ชั่ว เช่นเงินที่ได้มาจากคอรัปชั่น ก็เป็นเงินชั่ว ; เงินที่ได้มา โดยบริสุทธิ์ก็เป็นเงินดี. เงินดีเอามาใช้หรือเอามาบริโภคใช้สอยเข้าไป ก็ไป หล่อเลี้ยงความเป็นคนดีของเราให้มั่นคงยิ่งขึ้น. เงินชั่วหรือของที่ได้มาโดยวิธีชั่ว ก็มาหล่อเลี้ยงความชั่วในจิตใจของเราให้ชั่วมากยิ่ง ๆ ขึ้นทุกที. ทีนี้ ความสกปรก เศร้าหมองเหล่านี้มันเสียหายร้ายกาจยิ่งกว่าการไม่ได้อะไรทั้งสิ้นทีเดียว. เพราะ ฉะนั้น เราจึงถือว่าการที่เราได้เงินหรืออะไรมา ในทางที่ไม่ดี มาหล่อเลี้ยง ร่างกายนี้ จะไปคิดถึงแต่ในแง่ที่มันได้มานั้นไม่ได้, ได้เงินมา มันสนุกสนาน มีรถยนต์ขี่ มีตึกอยู่ก็ตาม แต่ความที่ต้องสูญเสียความเป็นมนุษย์ที่ดีไปนั้น มันแพงยิ่งกว่าสิ่งที่ได้มานั้นมากนัก เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่าสูญเสียสิ่งที่ดีที่มีค่าไป,

น.548 ฉะนั้นจึงเห็นได้ว่า เราจะถือเอาวัตถุที่พลอยได้มาเป็นเกณฑ์นั้นไม่ได้ ; ถ้าหาก ว่าได้มา มันก็ต้องแยกเป็นผลพลอยได้ที่ดีหรือชั่ว ไปตามกรรมที่ได้กระทำไป แล้วแต่จะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่ว. และควรจะเห็นว่าผลที่พลอยได้อย่างนี้ มันไม่แน่ บางทีก็ได้ บางทีก็ไม่ได้ แต่เรื่องดีหรือชั่วตัวจริงนั้นมันแน่ คือดีเสร็จ ชั่วเสร็จ แล้วแต่การกระทำ และยังมีผลกรรมที่เหลืออยู่สำหรับจะดี หรือชั่วต่อไปอีก ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ ผลพลอยได้ ที่พลอยได้ขึ้นมานั้น มันก็ พลอยดี พลอยชั่ว ตามไปโดยเด็ดขาดถึงที่สุดเหมือนกัน. เพราะฉะนั้น เราจึงถือว่าผลพลอยได้นี้มันมีทั้งดีและชั่ว : ถ้าดี ก็มาหล่อเลี้ยงเราให้ดียิ่งขึ้นไป ; ถ้าชั่ว จะเป็นเงิน หรือเป็นตึก หรือเป็นรถยนต์ก็ตาม มันมาทำให้เราชั่วมาก ลงไปอีก ทำให้ชีวิตทั้งชีวิต หรือเลือดเนื้อของเรา กลายเป็นคนชั่วไป, สูญเสียความเป็นคนดีไปโดยสิ้นเชิง. เราติดในวัตถุนิยมมากเกินไป เลยไป เอาวัตถุที่ได้นั้นเป็นหลัก จึงไปเข้ากับคติ ๑๕ ข้อของวัตถุนิยมข้างต้น เราจึง กลายเป็นคนถือลัทธิวัตถุนิยมไปโดยไม่รู้สึกตัว เราเลยไม่เข้าใจ และไม่อาจจะ รับถือลัทธิกรรมของพระพุทธเจ้า และไม่เข้าใจเรื่องผลพลอยได้ของกรรม. ทีนี้ เราก็เลยไม่เชื่อพระพุทธภาษิตที่ว่า มธุ วา มญฺญตี พาโล ดังที่ได้กล่าวแล้ว วันก่อน ว่าคนพาลย่อมเข้าใจว่าบาปนี้เป็นน้ำผึ้งไปก่อน ตลอดเวลาที่บาปยัง ไม่ให้ผล, เมื่อใดบาปเกิดขึ้นมา เมื่อนั้นเขาจะต้องมีทุกข์ จะต้องนั่งลง กอดเข่าเช็ดน้ำตา. แต่ถ้าเป็นวัตถุนิยมจัด มีสายตาอันมองเห็นแต่วัตถุเหล่านี้แล้ว ก็จะเอาตัวน้ำผึ้งชนิดนั้นเป็นของถูก ของดี ของยุติธรรมอยู่เรื่อยไป ที่แท้ น้ำผึ้งนั้น คือรสของบาปในขณะที่ยังไม่ให้ผลเท่านั้น. ขอย้ำว่า เราต้อง เข้าใจว่า น้ำผึ้งนั้น คือบาปในขณะที่ยังไม่ให้ผล ! นั้นจะดีได้อย่างไร ? แต่ ตาของคนที่ถูกปกคลุมอยู่ด้วยวัตถุนิยมแล้ว จะเห็นเป็นของดีเสมอไป. เพราะ ฉะนั้น เราควรจะพิจารณาให้เห็นอันตรายของการตกอยู่ในลัทธิวัตถุนิยมนี้ ว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่ง. มันสับสนกันหมด ทำให้เห็นกงจักรเป็นดอกบัว

น.549 ทำให้ไม่เข้าใจกฎความจริง ทำให้หลงเอายาพิษมาเป็นน้ำผึ้ง เข้าใจน้ำผึ้งผิด นี้คือโทษของวัตถุนิยมอีกข้อหนึ่ง. ข้อต่อไปซึ่งเป็นโทษ ข้อที่ ๕ ของวัตถุนิยม คือวัตถุนิยม เป็น ศัตรูของศาสนา ทำลายความสงบสุขของโลก, ศัตรูของศาสนา ไม่ใช่อยู่ที่ บุคคลหรือที่ไหน แต่ที่แท้มีอยู่ที่วัตถุนิยมหรือ materialism ที่มีเชื้ออยู่ในใจ ของเราท่านทุก ๆ คนนั่นเอง ไม่มากก็น้อย. ข้อสำคัญมันมีอยู่ว่าอย่าขยายเชื้อ แห่งลัทธิวัตถุนิยมเหล่านั้น ให้เจริญงอกงามจนถึงขีดอันตรายก็แล้วกัน. โดย ที่แท้แล้ว วัตถุนิยมหรือพืชแห่งวัตถุนิยมนั้น มันมีอยู่แล้ว ในจิตใจของสัตว์ ทั้งปวงไม่ยกเว้นหน้าใคร มันมีปัญหาอยู่แต่ว่าเราต้องควบคุมมันไว้ และเราจะ ควบคุมมันได้หรือไม่เท่านั้น. ถ้าเราเกิดควบคุมไม่ได้ ไม่เท่าไรมันก็จะผลิดอก งอกงาม เป็นลำต้น เป็นใบ เป็นผล เมื่อนั้นแหละเราจะหันหลังให้ศาสนา. ถ้าจะดูศัตรูของศาสนาแล้วไม่ต้องนึกถึงคอมมูนิสต์ หรือไปนึกถึงอะไรข้างนอก จงนึกถึงเชื้อแห่งวัตถุนิยม ที่มีอยู่แล้วในหัวใจของเราเอง ซึ่งทุกคนมีอยู่ตาม สัญชาตญาณ และกำลังถูกควบคุมหรือถูกกดไว้ไม่ให้งอกงามขึ้นมาเป็นลัทธิถึง ขนาดเป็นอันตราย เราจึงรอดตัวมาได้ถึงวันนี้มานั่งได้ที่นี่ เพื่อฟังปาฐกถา คำบรรยายเรื่องพุทธศาสนา, นี่ เพราะเราควบคุมวัตถุนิยมอยู่ มิฉะนั้นแล้ว เราจะไม่ได้เป็นอย่างนี้; ฉะนั้นเราจงมองดูศัตรูของศาสนาทุก ๆ ศาสนา ไม่ว่า ศาสนาไหน ในใจของเราเอง. เราต้องควบคุมมันให้อยู่ตามที่ได้เคยควบคุม มาแล้ว และแล้วก็พยายามอาศัยศาสนาที่เราได้ศึกษาและปฏิบัติต่อไปนี้ ทำลาย มันเสียให้หมดพืชหมดเชื้อ จึงจะปลอดภัย. วัตถุนิยมเป็นศัตรูของศาสนาทำให้ คนในโลกนี้หันหลังให้ศาสนา แล้วต่อนั้นไปจะเป็นอย่างไร ขอให้คิดดู ? เดี๋ยวนี้คนทุกคนกำลังหันหลังให้ศาสนายิ่งขึ้น, ความระส่ำระสายของโลก หรือ

น.550 คอรัปชั่นในโลกเกิดมาจากการที่คนหันหลังให้ศาสนา ไม่มีศาสนาเป็นที่เคารพ หรือยึดถืออีกต่อไป จึงเกิดความระส่ำระสายขึ้นในโลก ถือศาสนากันแต่ปาก หลอกลวงพระเป็นเจ้า ; แม้ในกองทัพก็กำลังมีการอ้อนวอนพระเป็นเจ้า แต่ ไม่เคยเชื่อฟังคำสั่งพระเป็นเจ้าเลย นี้คือถือศาสนาอย่างเล่นตลกกับพระเป็นเจ้า หรือเจ้าของศาสนา. เพราะอะไร ? เพราะพืชแห่งวัตถุนิยม เพราะผลแห่งวัตถุ นิยมหรืออะไรของวัตถุนิยม ที่ครอบงำบุคคลนั้นอย่างเต็มที่. เราจะเห็นได้ว่า วัตถุนิยมนั้น เป็นทั้งศัตรูของศาสนา เป็นทั้งศัตรูของความสงบสุข หรือ สันติภาพอันถาวรของโลก. เมื่อเขายังเล่นตลกกันอยู่อย่างนี้ คือว่าโดยแท้จริง เป็นทาสของวัตถุนิยม แล้วปากก็ว่าถือศาสนาอย่างนี้แล้ว ไม่มีหวังที่เราจะดับ ความทุกข์เข็ญของโลก ในโลกนี้ให้สิ้นไปได้ ; ให้เขาใช้กองทัพ หรือใช้อาวุธ ชนิดไหนกันก็ตาม ล้างผลาญกันให้เกลี้ยงโลก ไปสักกี่ครั้งก็ตาม มันไม่อาจจะ ทำให้โลกนี้มีสันติภาพอันถาวรได้ จนกว่าเราจะกำจัดลัทธิวัตถุนิยมนี้ให้เด็ดขาด เสียก่อน. นี้นับว่าเป็นโทษอันร้ายแรงถึงที่สุดแล้วของสิ่งที่เรียกว่า วัตถุนิยม. ทีนี้ข้อสุดท้ายที่อาตมาอยากจะชี้ เป็นข้อที่ ๖ ก็คือ โทษเบ็ดเตล็ด แต่เราก็น่าจะสนใจ. ความนิยมในทางวัตถุที่หนักขึ้น ๆ นี้ มันทำให้เกิด ความกระด้างหรือหยาบคายโสกโดก ขึ้นในวัฒนธรรม ในศีลธรรม แม้กระทั่งในวรรณกรรม ในศิลปกรรม เช่นดนตรีเป็นต้น อันเป็นสิ่งที่เรา ถือว่าเป็นสิ่งสุนทร หรือของงาม. ของที่เคยงามมาแต่ก่อนนั้น กลายเป็น หยาบกระด้างไปหมด โดยไม่รู้สึกตัว เพราะการที่คนหันไปนิยมวัตถุนิยมมากขึ้น. ตัวอย่างเช่นในสมัยที่เรายังไม่นิยมวัตถุมากถึงอย่างนี้ เพลงไทยเดิมของเรา อยู่ในลักษณะที่นิ่มนวลและเยือกเย็น ไม่มีถ้อยคำทำนองที่หยาบคายหรือโสกโดก. ครั้นคนไทยเรานี้ นิยมวัตถุตามตะวันตกมากขึ้น เพลงไทยก็เกิดมีชนิดที่ลักษณะ

น.551 ทำนองหยาบคายเร่าร้อน และคำพูดหรือภาษาที่เป็นเนื้อเพลงนั้น ก็หยาบคาย และโสกโดกเหมาะสำหรับโสเภณีร้องขึ้นมา, ฟังแล้วน่าอันตรายอย่างยิ่ง ย้อม ให้เด็ก ๆ ลูกหลานของเรา มีลักษณะที่จะไม่เป็นมนุษย์ไปเสียตั้งแต่เล็กทีเดียว. ขอให้สังเกตเพลงบางเพลงที่ส่งอยู่ในอากาศประจำวันก็แล้วกัน มีคำหยาบคาย - ไพร่ ๆ สถุล อยู่ในบทเพลง ในเนื้อเพลงนั้น และทั้งทำนองก็เร่าร้อน ซึ่งจะ หาไม่ได้ในเพลงไทยเดิม ซึ่งมีความประณีตละมุนละไมทั้งทำนองและทั้งถ้อยคำ เหล่านี้เป็นต้น. ฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่า อิทธิพลแห่งวัตถุนิยมนี้เอง ที่ทำให้ สิ่งสุนทรต่าง ๆ นั้น กลายเป็นไม่สุนทร หรือไม่งาม ไม่ไพเราะ ไม่ประณีต. ทีนี้เราจะไม่พูดถึงวรรณกรรมหรือดนตรีอะไรเหล่านี้ จะพูดถึงคำพูด ธรรมดา, อาตมาตั้งข้อสังเกตได้อย่างหนึ่งว่า ในสมัยที่เขาไม่ค่อยเป็นวัตถุนิยม กันนักนั้น เราพบได้ว่าโลกเราพูดประโยคนี้กันว่า Take your seat. please / โปรดนั่งลงตามที่ของท่านเถิด. แต่เดี๋ยวนี้เมื่อโลกเราป่วนไปด้วยวัตถุนิยม ก็เกิดมีประโยคชนิดที่ว่า All aboard ! ทุกคนนั่งลง ! แทนที่จะพูดว่าโปรด นั่งลงตามที่ของท่านเถิด กลับตวาดว่า ทุกคนนั่งลง ! เหมือนที่เด็กกระเป๋า รถยนต์พูดกัน. แทนที่จะพูดประโยคแรกที่ว่า Take your seat. please ! เขาพูดว่า All aboard ! นี่แปลว่าเกิดความกระด้างหยาบคายขึ้น แม้แต่คำพูด ของเด็กกระเป๋ารถยนต์ในสมัยที่เรานิยมวัตถุมากขึ้น. นี้เป็นเรื่องเบ็ดเตล็ด เล็ก ๆ น้อย ๆ นอกเรื่องนอกราวของศาสนาหรือศีลธรรม ; แม้แต่ในเรื่องสุนทร ความงามตามธรรมดาที่ต้องการกันเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้ มันก็ทำให้สูญเสียกันหมด เพราะฉะนั้น เราควรจะเห็นโทษของวัตถุนิยม ให้ชัดเจนทั้งอย่างกลาง อย่าง หยาบ อย่างละเอียด และอย่างโดยตรง และโดยอ้อม เราจะได้รับผลดี คือจะ ได้เกิดความสะดุ้งกลัว ต่อวัตถุนิยมขึ้นมา.

น.552 ทีนี้ สำหรับเวลาที่เหลืออยู่เล็กน้อยนี้ อาตมา จะชี้ในแง่ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา. ในขั้นแรกนี้ จะชี้ว่าพุทธศาสนานี้ไม่ใช่วัตถุนิยม. ข้อนี้ ท่าน ต้องย้อนไประลึกถึงลักษณะ ๑๕ ข้อของวัตถุนิยม ที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น มาเป็น หลักเปรียบเทียบ. พุทธศาสนาไม่ได้ถือว่ามีแต่วัตถุ, ถือว่ายังมีสิ่งที่เรียกว่าจิต แล้วยังถือตรงกันข้ามอีกว่า วัตถุไม่ได้เป็นฝ่ายควบคุมจิต จิตควบคุมวัตถุ เพราะฉะนั้นจึงมีพุทธภาษิตว่า จิตฺเตน นิยตี โลโก -สัตว์โลกหรือโลกนี้เป็น สิ่งที่จิตนำไป, จิตฺตํ ปริกสฺสติ -เป็นสิ่งที่ถูกจิตดึงไป, จิตฺตสฺส เอกธมฺมสฺส สพฺเพว วสมนฺวดู - สิ่งทุกสิ่งทั้งหมดทั้งสิ้น เป็นไปในอำนาจของสิ่งเดียว คือจิต. นี้เป็นพระพุทธภาษิตที่ยืนยันชัดอยู่อย่างนี้ ว่าโลกอยู่ในวิสัยแห่งจิต เป็นอันว่าเมื่อถือตามหลัก ๑๕ ข้อข้างต้นแล้ว พุทธศาสนานั้นไม่ใช่วัตถุนิยมแน่. พระพุทธภาษิตมีอยู่ต่อไปว่า มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฺฐา มโน มยา แปลว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้ มีมโนคือจิตนำไปข้างหน้า มีจิตเป็นสิ่งยอดหรือ สิ่งประเสริฐและสำเร็จมาแต่ใจคือมโน ; มนสา เจ ปสนฺเนน ภาสติ วา กโรติ วา -ถ้าว่าใจดี ใจผ่องใสแล้ว จะพูดก็ตาม จะทำก็ตาม ความสุข ย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้นั้นและติดตามเขาไปเหมือนเงาตามตัว. นี้ เป็นเครื่อง แสดงอยู่ชัดแล้ว ว่าสิ่งทั้งปวงมีจิตเป็นผู้นำ เป็นผู้สร้าง เป็นสิ่งประเสริฐ และ ความสุขหรือความทุกข์นั้นมีมาแต่จิต หรือมาแต่การกระทำของจิต ที่ผิดและถูก เพียงไร. ยิ่งในหนังสือชั้นหลัง ๆ เช่น วิสุทธิมรรค ยิ่งกล่าวชัดไปกว่านั้นอีก เช่นว่า : ชีวิตํ อตฺตภาโว จ สุขทุกฺขา จ เกวลา มีใจความว่า ชีวิตนี้ก็ดี อัตตภาพร่างกายนี้ก็ดี ความสุขก็ดี ความทุกข์ก็ดี อะไรทั้งหมดทั้งสิ้นก็ดี, เอจิตฺตสมา ยุตฺตา -รวมลงได้ในสิ่งเดียวคือจิต. ความหมายดังกล่าวนี้ เราจะเห็นได้ว่ามันตรงกันข้ามสิ้นเชิงอย่างเด็ดขาด อย่างไม่มีทางยกเว้น จากหลัก วัตถุนิยม ๑๕ ข้อที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น. เมื่อแสดงฝ่ายผล พระพุทธองค์

น.553 ทรงแสดงว่า จิตฺตฺ ทฺตํ สุขาวห์ - จิตที่ฝึกฝนดีแล้ว ย่อมนำสุขมา ; จิตตํ คุตฺตํ สุขาวหํ - จิตที่คุ้มครองดีแล้ว ย่อมนำสุขมา. ขอให้ดูว่าผลเหล่านี้ มาจากวัตถุได้อย่างไร. ผลคือความสุขของคนเรา จะเป็นไปตามวัตถุ หรือ แล้วแต่วัตถุจะสร้าง ได้อย่างไร ในเมื่อพระพุทธเจ้าตรัสไว้อย่างนี้, นี้แสดงว่า พุทธศาสนานั้น ไม่ได้อาศัยวัตถุ ไม่ได้หวังพึ่งวัตถุ. เย จิตฺตํ สญฺญ- เมสฺสนฺติ โมกฺขนฺติ มารพนฺธนา - ผู้ใดสำรวมจิต ผู้นั้นจะพ้นจากบ่วงมาร. บ่วงมาร ก็คือวัตถุนิยมนั้นเอง. ผู้ใดสำรวมจิตเป็นอย่างดีแล้ว ผู้นั้นก็จะพ้น จากบ่วงมาร ซึ่งได้แก่วัตถุนิยมที่คล้องใจสัตว์ให้ติดอยู่กับความชั่วหรือความทุกข์. ในที่สุด พระพุทธเจ้าตรัสว่า อสฺมิมานสฺส วินโย เอตํ เว ปรมํ สุขํ - การ นำออกเสียได้ซึ่ง อัสมิมานะ เป็นยอดของความสุขเว้ย ! การนำออก ซึ่งอัสมิมานะนี้ เป็นเรื่องทางฝ่ายจิตล้วน เป็นจิตที่บริสุทธิ์จากอุปาทาน ความยึดถือในกาม ในทิฏฐิ ในศีลพรต และในตัวตน, ฉะนั้นจึงเป็นความสุข ชนิดยอดสุด. เป็นอันว่าพุทธศาสนานั้น โดยลักษณะก็ดี โดยหลักแห่งการ กระทำก็ดี โดยเหตุผลก็ดี โดยผลแห่งการกระทำในที่สุดท้ายก็ดี ไม่มีทางที่จะ เป็นวัตถุนิยมไปได้เลย. เราได้แต่กล่าวถึงหลักย่อ ๆ เพราะไม่มีเวลาพอที่จะ บรรยายโดยละเอียด. ข้อที่เราควรจะพิจารณาต่อไป คือข้อที่ว่า เมื่อพุทธศาสนาไม่ใช่วัตถุ นิยมดังนี้แล้ว พุทธศาสนามีท่าทีต่อวัตถุอย่างไรบ้าง ? พุทธศาสนาไม่ได้มี ท่าทีต่อวัตถุในฐานะที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน หรือถึงกับสอนให้ทำลายวัตถุเสีย เผาวัตถุเสีย ในฐานะเป็นศัตรู อย่างนี้ก็หาไม่. พุทธศาสนาไม่ได้สอนให้ หลงโง่ไปรบกับวัตถุ เราไม่จำเป็นจะไปรบกับวัตถุ เรามีจิตใจอยู่เหนือวัตถุ ก็พอแล้ว อย่างที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า สำรวมจิตเสียได้จากวัตถุนิยม ก็หลุดพ้นจากบ่วงมาร. เราจะเห็นได้ในข้อที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสที่สุด

น.554 แห่งการผิดพลาดไว้ ๒ อย่าง เรียกว่า กามสุขัลลิกานุโยค คือกระโจนลงไปใน วัตถุนิยมหรือกามคุณ อย่างหลับหูหลับตา นี้อย่างหนึ่ง ว่าเป็นผิดสุดโต่ง ข้างหนึ่ง ; ผิดอีกสุดโต่งข้างหนึ่ง คือทำลายร่างกายให้เสื่อมเสียที่เรียกว่า อัตตกิลมถานุโยค ทำลายตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นต้น ให้เสื่อมสมรรถภาพ ที่จะบริโภคกามารมณ์ นี้เป็นการทำลายวัตถุ หรือทำลายร่างกาย ; พระพุทธเจ้า ท่านก็ไม่ได้สอนอย่างนั้น ; แต่ท่านสอนให้เดินในมัชฌิมาปฏิปทา คือทาง สายกลาง ดังที่อาตมาได้อธิบายในการบรรยายครั้งที่สาม ว่าเป็นอย่างไร. เอาใจความย่อ ๆ ก็คือว่าเราต้องปฏิบัติตนให้ถูกต้องในลักษณะที่สามารถ เอาวัตถุมาเป็นทาส ไม่ใช่เราก้มศีรษะลงไปเป็นทาสของวัตถุ เรามีจิตใจอยู่ เหนือวัตถุ แสวงหาความสุขจากการเป็นอิสระเหนือวัตถุ แล้ววัตถุก็เข้ามาเป็น ผู้รับใช้ของเรา เท่าที่ถูกที่ควร. นี่แหละเรียกว่าเป็นปฏิปทาสายกลาง : คงเกี่ยวข้องกับวัตถุไปตามเดิม แต่ในฐานะเป็นนาย เป็นอิสระ เหนือ วัตถุ เพราะฉะนั้นมีวัตถุเท่าไรก็ได้ มันเป็นบ่าวเป็นทาสของเรา ไม่ครอบงำเรา ไม่อยู่เหนือเรา แต่เราอยู่เหนือวัตถุ. เพราะฉะนั้นเราจำเป็นต้องปฏิบัติต่อวัตถุ ให้เหมาะสม ซึ่งอาตมาอยากจะกล่าวถึงอุทาหรณ์เปรียบเทียบสักอย่างหนึ่ง ซึ่ง ในสมุดข่อยภาพปริศนาธรรมโบราณ ท่านได้เขียนเป็นภาพศพพองอืดลอยน้ำ แล้วก็มีคนขี่ศพนั้นข้ามฟากไปฟากโน้นได้ พ้นจากโจรที่ไล่ตามมาฆ่าข้างหลัง. โจรไม่มีเรือจะข้าม แต่คนขี่ศพพองอืดข้ามไปสู่ฟากโน้นได้. นี้แสดงความ หมายว่า วัตถุแม้จะอยู่ในฐานะเป็นของปฏิกูล แต่ก็อาจใช้เป็นเครื่องมือบางอย่าง ได้เช่นเดียวกับศพ, ร่างกายเป็นของปฏิกูล แต่ก็ยังเป็นที่เกิดของปัญญา. ปัญญาที่เกิดมาจากร่างกายนี้ ไม่ใช่จะเน่าจะเหม็น จะปฏิกูลไปตามร่างกาย แต่มันบริสุทธิ์สะอาดผุดผ่องเหมือนดอกบัวที่เกิดมาจากโคลนจากเลน ; แต่แล้ว ดอกบัวนั้นก็ไม่ได้เหม็นเน่าอย่างโคลนอย่างเลน, และมันเป็นของสวยงามมีกลิ่น

น.555 หอม เพราะฉะนั้นร่างกายนี้ ถ้าปรับปรุงให้พอเหมาะ ก็จะเป็นที่เกิด ของปัญญา ซึ่งเป็นเรื่องของจิต และทำลายกิเลสได้ แล้วก็ถึงนิพพาน ได้ในที่สุด. ฉะนั้นวัตถุนั้นเมื่อบุคคลควบคุมให้ดี ให้อยู่ในอำนาจของสติ ปัญญา คือให้สติปัญญานำวัตถุ อย่าให้วัตถุนำสติปัญญา หรือว่าให้เราอยู่เหนือ วัตถุ อย่าให้วัตถุอยู่เหนือเรา ดังนี้แล้ว วัตถุก็จะเป็นเครื่องอำนวยความสะดวก สบาย แต่ก็ไม่มากจนถึงกับทำให้เราเป็นทาสของวัตถุ หลงนิยมวัตถุจนถึงกับ วิวาทแย่งชิงกัน จนทำให้เกิดวิกฤตการณ์ถาวรในโลก อย่างที่เห็นอยู่ในเวลานี้. เพราะว่าถ้าเรารู้จักแสวงหาความสุขในฝ่ายมโนนิยมแล้ว, supply ทาง วัตถุในโลกนี้จะเหลือเพื่อจนไม่ต้องแย่งชิงกัน ; ต่างคนต่างแสวงหา ความสุขได้โดยทางจิตใจ และอาจแสวงได้โดยลำพังใจล้วนๆ ก็ยังได้. ดังเช่น ความสุขชั้นมรรคผลนิพพาน เหล่านี้ ไม่ต้องอาศัยความช่วยเหลือของวัตถุเลย สามารถที่จะบำเพ็ญไปได้ทางจิตล้วน ๆ แล้วก็ได้รับความสุขอย่างยิ่งอย่างสูง ยิ่งไปกว่าวัตถุหรือที่จะได้ทางวัตถุเสียอีก. เพราะฉะนั้นเราควรปฏิบัติต่อวัตถุให้ ถูกต้อง : ไม่ถึงกับทำลายวัตถุ แต่ก็ไม่เป็นทาสของวัตถุหรือบูชาวัตถุ คงควบคุมวัตถุให้เป็นไปตามระเบียบที่เราปรารถนา ; ถ้าเป็นขั้นศีลธรรม ก็มี หลักปฏิบัติอย่างหนึ่ง, ถ้าเป็นขั้นศาสนาโดยตรง ก็อีกอย่างหนึ่ง. แต่ถึงจะ เป็นขั้นศีลธรรมในชั้นต้น ๆ ก็ตาม ก็ต้องหมายถึงการอยู่เหนือวัตถุอยู่นั่นเอง. ถ้าลงเป็นทาสของวัตถุ คือ เป็นวัตถุนิยมลงเมื่อใดแล้ว จะฆ่าสัตว์ จะลักทรัพย์ จะล่วงละเมิดของรักของผู้อื่น จะอะไร ๆ ทุกอย่างในทันที; แม้แต่ในขั้นศีลธรรม คนเราก็ต้องไม่ตกเป็นทาสของวัตถุนิยม. แต่แม้ว่าเราจะยังเป็นทาสของ วัตถุนิยม ในชั้นประณีตละเอียดกันอยู่บ้าง เช่นหวังที่จะได้สวรรค์ หวังที่จะได้ อะไรก็ตาม ซึ่งเป็นผลทางวัตถุนั้น เราก็ต้องได้มาในทางที่ถูกที่ควร คือ ประกอบกรรมดีกรรมขาว ไม่มีคอรัปชั่น. คำว่าคอรัปชั่นนี้ ขอให้เข้าใจว่า อาตมามีความหมายแต่เพียงว่า จุดดำ ๆ ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเป็นคราว ๆ แก่

น.556 ศีลธรรม ; ถ้าเปิดดูปทานุกรม คำว่าคอรัปชั่นนั้นตามมูลศัพท์เดิมแปลว่า จุดดำที่อยู่ในท่ามกลางพื้นขาว. คำว่า คอรัปชั่น ย่อมหมายถึงความเศร้าหมอง ที่เกิดขึ้นเป็นยุคเป็นคราว ในขณะที่ผู้นั้นบังคับตัวเองไม่ได้. ในขั้นศีลธรรมนั้น เมื่อเราไม่ตกเป็นทาสของวัตถุนิยมแล้วเราไม่มีคอรัปชั่น คือไม่มีจุดดำที่ท่ามกลาง พื้นขาวอีกต่อไป, แต่เรามีพื้นขาว ๆ นั่นแหละ เป็นวัตถุนิยม คือวัตถุนิยม อย่างประณีต เช่นปรารถนาสวรรค์ ปรารถนากามคุณที่ได้มาโดยบริสุทธิ์ อย่างนี้ ก็ยังเป็นวัตถุนิยมอยู่นั่นเอง ; ไม่จัดเป็นผิดในเรื่องโลกหรือศีลธรรม แต่เป็น อุปสรรคของการบรรลุนิพพาน. เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นเรื่องของทางฝ่ายศาสนา ซึ่งเป็นการต้องการความพ้นทุกข์โดยเด็ดขาดแล้ว ก็ต้องเลิกลัทธิวัตถุนิยมโดย สิ้นเชิง มีจิตใจเป็นอิสระพ้นจากกิเลสโดยประการทั้งปวง. นี่เรียกว่าการ ปฏิบัติต่อวัตถุนิยมในขั้นศีลธรรม และในขั้นศาสนานั้น ย่อมต่างกันอย่างนี้. เป็นอันว่าเราได้ชี้ให้เห็นว่า พุทธศาสนานั้น ไม่ใช่วัตถุนิยม ; ทีนี้ ปัญหา มีอยู่ว่าเราจะกล่าวว่าเป็นอะไรดี ? ในขั้นแรก ย่อมจะกล่าวได้ว่า พุทธศาสนาเป็นมโนนิยมเป็น ธรรมดา เพราะมีหลักในการแสวงหาความสุขทางฝ่ายใจ และอาศัยใจเป็นหลัก นิยมใจเป็นหลัก นี้ก็ถูกเหมือนกัน. แต่อาตมาเห็นว่า เราควรจะถือว่า พุทธศาสนานี้ เป็นกรรมนิยมมากกว่า คือนิยมในหลักกรรม ซึ่งมีกฎเกณฑ์ ดังที่อาตมาได้อธิบายแล้วว่าทำกรรมดีได้ดี, ทำกรรมชั่วได้ชั่ว, คนเราต้องเว้น กรรมชั่วแล้วประกอบกรรมดีอยู่เป็นประจำ และในที่สุดก็ประกอบกรรมที่อยู่ เหนือดีเหนือชั่ว ซึ่งจะเป็นที่สิ้นสุดแห่งกรรมทั้งหลาย. พุทธศาสนามีหลัก อย่างนี้ ฉะนั้นน่าจะถือว่าพุทธศาสนานี้ เป็นกรรมนิยมโดยแท้ คือ นิยมหลักสัจจธรรมเรื่องกรรม และประพฤติปฏิบัติไปจนสิ้นกรรมหรือ หมดกรรม. เราถือว่ากรรมนี้แหละเป็นอภิสังขาร หรือมูลเหตุให้เกิดนามรูป

น.557 เกิดเป็นเราขึ้นมา และเราต้องเป็นไปตามกรรม จนในที่สุดเราเอาชนะกรรมได้ อยู่เหนือกรรม เพราะกระทำกรรมนั้นให้หมดอำนาจ โดยประพฤติปฏิบัติใน กรรมอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งที่แท้ไม่ควรจะเรียกว่ากรรม แต่ก็ต้องเรียกอย่างนั้น เพราะว่าเป็นการกระทำ ; แต่ไม่ใช่กรรมดี กรรมชั่ว ; คือมีจิตอยู่เหนือการ ถูกลวงด้วยของเป็นคู่ ทุกๆ คู่ แล้วก็ไม่อยากในสิ่งใด คือไม่มีกิเลส ไม่อยาก ทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว จึงไม่มีกิเลสเป็นเหตุให้ทำกรรม ; สังสารวัฏฏ์ก็สลายลง เราก็รอดตัวได้. เพราะกฎแห่งกรรมที่เด็ดขาดนี้ จึงน่าจะกล่าวว่าพุทธศาสนา เป็นกรรมนิยม ซึ่งจะถูกกว่าที่จะกล่าวว่าเป็นมโนนิยม ; เพราะว่าเมื่อเราหลง นิยมความสุขแม้ในทางใจกันมากขึ้น ๆ เราก็ยังอาจจะหลงผิด เพราะว่ามันก็ยัง เป็นของที่สมมติอยู่มาก และชวนให้ลางเลือนอยู่มาก อาจจะหลงยึดถืออยู่ได้ใน ความสุขที่เกิดมาจากการปฏิบัติทางใจ และไปติดอยู่แค่นั้น ไม่ลุถึงนิพพาน เพราะการยึดถือด้วยอุปาทาน ว่า "นิพพานเป็นนิพพาน, และนิพพานเป็น ของเรา" อยู่เสมอ ดังนี้ ซึ่งจะไม่ถึงนิพพานได้. แต่ถ้าเราไม่ยึดถืออย่างนั้น หันมาพิจารณากันในเรื่องกรรม เห็นโทษของกรรมดี กรรมชั่ว ว่าล้วนแต่ทำให้ เวียนว่ายไปในวัฏฏสงสารขึ้น ๆ ลง ๆ ด้วยกันทั้งนั้น แล้วทำจิตให้หลุดพ้นจาก กรรม ; นี้มีทางที่จะให้ถึงที่สุดแห่งความทุกข์ได้ และเป็นการรอดตัวได้เพราะ กฎแห่งกรรม ; จึงถือว่าเป็นกรรมนิยม มีความหมายที่ไม่อาจจะลางเลือน หรือ บิดผันเป็นอย่างอื่นได้เลย. สรุปความแห่งการบรรยายในตอนนี้ได้ว่า เราถูกลวงด้วยของเป็นคู่ มาแต่กำเนิด จิตจึงถูกนำไปสู่วัตถุนิยมโดยไม่รู้สึกตัว ในฐานะเป็นสัญชาตญาณ เพราะเหตุฉะนั้นวัตถุนิยมจึงคู่มากับจิตใจของสัตว์, ในโลกนี้ก็ได้ปรากฏชัดเป็น ลัทธิขึ้นมาแล้ว ตั้งแต่ก่อนพุทธกาลทั้งในประเทศอินเดียและในประเทศกรี๊ก.

น.558 วัตถุนิยมตรงกันข้ามจากมโนนิยม หรือ spiritualism หรือถ้าเรียกว่า pure idealism ก็ยิ่งจะถูกกว่า เพราะหมายถึงอุดมคติบริสุทธิ์ไม่ตกเป็นฝ่ายกิเลส. ลักษณะแห่งความหมายของวัตถุนิยมนั้น คือเอาวัตถุเป็นหลัก ผู้ถือลัทธิ วัตถุนิยมก็คือผู้ที่หลงในคุณค่าของวัตถุแต่อย่างเดียว. จุดของวัตถุนิยมคือท่าที หรือความรู้สึก หรือภาวะแห่งบุคคลที่ถูกผูกมัดรัดรึงอยู่ด้วยคติของวัตถุนิยม หรือผลที่เกิดมาจากวัตถุ อันตรายของวัตถุนิยมคือทำให้โลกเกิดตัณหามากขึ้น, ทำให้ขาดแคลนเหยื่อทางวัตถุ ชนิดที่จะทำให้เกิดการรบราฆ่าฟันกัน ไม่มีที่ สิ้นสุด, ทำให้คนหันหลังให้ศาสนาทำลายความสงบสุขของโลก, และทำลายเสีย แม้แต่สิ่งสุนทรเล็ก ๆ น้อย ๆ ในทางวรรณกรรม ในทางดนตรี ในทางอะไร ต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น ; เช่นเกิดดนตรี หรือบทเพลงชนิดหยาบโลนขึ้นมาในโลก ก็เพราะวัตถุนิยม. ส่วนพุทธศาสนานั้น มิใช่วัตถุนิยม คือไม่นิยมวัตถุเลย คงถือเอาความจริงหรือสัจจธรรมเป็นใหญ่ เห็นว่าจิตเป็นมูลของวัตถุ แต่แล้วก็ ไม่ได้ถึงกับสอนให้ทำลายวัตถุในฐานะถือว่าวัตถุนี้เป็นอุปสรรคเป็นศัตรู, เพราะ มีข้อปฏิบัติสายกลาง ที่ทำให้ชนะเหนือวัตถุ มีจิตอยู่เหนือวัตถุ ทั้งหมดนี้เป็น ไปได้โดยอาศัยกฎแห่งสัจจธรรมของธรรมชาติ คือกฎแห่งกรรม : ประพฤติ ในทางถูก ; ละกรรมชั่ว ทำกรรมดี แล้วประกอบกรรมที่เป็นที่สิ้นสุดของ กรรมดีและกรรมชั่วอยู่เหนือกรรมโดยประการทั้งปวง เป็นอันว่าหลุดไปจากวัตถุ นิยมทุกอย่างที่เป็นที่ตั้งของอุปาทาน. นั่นแหละเป็นยอดสุดจุดหมายปลายทาง ที่พุทธศาสนามุ่งหมายจะให้เราเข้าถึงได้. อาตมาขอยุติการบรรยาย ด้วยการเวลาเพียงเท่านี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต