Buddhadasa.org

ตุลาการิกธรรม เล่ม 1 ครั้งที่ ๙/๒๕๐๐ — โลกธรรม กับ คนเรา

ตุลาการิกธรรม เล่ม 1 — คำบรรยายหลักพุทธศาสนา อบรมผู้ที่จะเป็นผู้พิพากษา ณ เนติบัณฑิตยสภา รุ่น พ.ศ. ๒๔๙๙ และ ๒๕๐๐ (สมัยดำรงสมณศักดิ์ พระอริยนันทมุนี) · วันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๐๐

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.559 ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย ในการอบรมครั้งที่ ๙ นี้ จะได้กล่าวถึงเรื่อง โลกธรรม ในฐานะ ที่เกี่ยวข้องกันกับวัตถุนิยม คือเราได้กล่าวมาโดยลำดับ ตั้งแต่ต้นจนถึงการที่ คนเราถูกลวงด้วยของเป็นคู่ ซึ่งทำให้เอียงไปในวัตถุนิยมยิ่งขึ้น จนโลกนี้ กลายเป็นโลกแห่งวัตถุนิยมยิ่งขึ้นทุกที เราจึงน่าจะได้พิจารณาสิ่งที่เรียกว่า "โลกธรรม" ซึ่งเป็นคำที่มีอยู่ทั่ว ๆ ไปในคัมภีร์ทางพุทธศาสนา หรือในการ ๕๑๘

น.560 กล่าวของพุทธบริษัท เพราะเป็นของเนื่องกันโดยตรงกับคนเรา หากแต่ว่า จะอยู่กันคนละระดับ คนละชั้นก็ได้. คำว่า "โลกธรรม" แปลว่า สิ่งที่ต้องมีอยู่ในโลก ; คือเป็น คำสมาสคำเดียวมีเสียงอ่านว่า โลกะธรรม, คือธรรมประจำโลก หรือธรรม ของโลก ไม่ใช่ว่าโลกและธรรม. คือเป็นของสิ่งเดียว หมายถึงสิ่งที่ต้องมีอยู่ ในโลก หรือประจำอยู่ในโลกเป็นปรกติ เหมือนกับแดด ลม ฝน อะไรเหล่านี้ ซึ่งจะต้องมีอยู่ในโลก และตกรดสัตว์ในโลก ส่องถูกสัตว์โลก ตามประสา ธรรมดาของแดด ของลม ของฝนเป็นต้น. แต่นั่นมันเป็นเรื่องทางวัตถุ ทางกายโดยตรง และยังอีกสิ่งหนึ่งที่จะตกรดจิตใจของคนในโลกอยู่เป็นธรรมดา อย่างเดียวกัน โดยอาศัยทวารทั้งหก คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นหนทาง ที่สิ่งที่เรียกว่าโลกธรรมนี้ จะตกรดจิตใจของมนุษย์. ตามที่ท่านใช้คำว่า "โลกธรรม" ซึ่งแปลว่า ธรรมในโลก หรือ ธรรมของโลก นี้ อาจจะทำให้พวกเราชาวไทยที่ใช้ภาษาไทย ต้องฉงน ว่า ทำไมจึงไปเรียกว่า ธรรมในโลก หรือธรรมประจำโลก. ดังนั้นขอย้ำอีก ครั้งหนึ่งว่า ได้เคยกล่าวถึงเรื่องนี้มาบ้างแล้ว ว่าคำว่า "ธรรม" หรือ ธมฺม ในภาษาบาลีนี้ ไม่ได้หมายถึงแต่พระธรรม หรือสัจจธรรมอย่างเดียว. คำว่า "ธรรม" เป็นคำกลาง ๆ ; ถ้าแปลให้ถูกต้อง แปลว่า "สิ่ง" เท่านั้น คือสิ่ง อะไรอันใด ทั่วไป ก็เรียกว่า "ธรรม" ทั้งสิ้น. ถ้าท่านได้ยินว่า "โลกธรรม" ที่ใครพูดก็ตาม อย่าได้ไปหลงว่าเป็น ธรรมะ หรือพระธรรม แต่ให้เข้าใจว่าเป็นเพียงสิ่งทั่วไป ในความหมายสามัญ ทั่วไป คือได้แก่สิ่งซึ่งมีประจำอยู่กับโลก หรือในโลก,

น.561 โดยเหตุที่เรื่องโลกธรรมนี้ ถูกพูดถึง กล่าวถึง มาตั้งแต่สมัยก่อน พุทธกาล โดยเฉพาะในคัมภีร์พระไตรปิฎกของเราก็มีคำนี้ใช้กันอยู่ทั่ว ๆ ไป ในฐานะเป็นสิ่งที่จะต้องมีอยู่ในโลก และจะกระทบกระทั่งต่อสัตว์ในทางจิตใจ เช่นเดียวกับที่เราต้องกระทบกระทั่งต่อ แดด ลม ฝน ในทางร่างกายฉันนั้น. ดังเราจะได้พิจารณาถึงสิ่งที่เรียกว่า "โลกธรรม" นั้น ว่ามีอะไรบ้าง : ถ้าเอา หัวข้อบาลี มาเรียง ก็มีอยู่เป็นคำกลอน ทำให้จำง่าย ว่า : ลาโภ อลาโภ ยโส อยโส จ นินฺทา ปสํสา จ สุขํ ทุกฺขญฺจ เป็นคำกลอนทางบาลี นับได้เป็น ๘ อย่าง หรือ ๔ คู่ : ลาโภ อลาโภ = การได้ และการไม่ได้คู่หนึ่ง, ยโส อยโส= การมีชื่อเสียง กับการไม่มี ชื่อเสียง กล่าวคือการเสื่อมเสียชื่อเสียง นี้คู่หนึ่ง, นินทา ปลังสา = การถูก นินทา และการได้รับคำสรรเสริญ นี้คู่หนึ่ง, สุข ทุกข์ เป็นคู่สุดท้าย. รวมเป็น ๘. บัณฑิตแต่กาลก่อน พิจารณาสิ่งทั้งแปดนี้ ในฐานะเป็นสิ่งที่จะต้อง ระมัดระวัง คือประพฤติปฏิบัติตัวต่อสิ่งเหล่านี้ให้ถูกต้อง เช่นเดียวกับที่เราต้อง ประพฤติกระทำให้ถูก กับเรื่องของแดด ลม ฝน มิฉะนั้นเราจะเป็นหวัดบ้าง หรือเป็นอื่น ๆ ที่ยิ่งกว่าเป็นหวัดบ้าง เป็นต้น. ที่ได้เรียกสิ่งเหล่านี้ ว่าเป็น "โลกธรรม" ก็เพราะทุกคนพอจะเข้าใจได้ ว่ามันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สำหรับชาวโลก มันจะกระทบพบปะ หรือตกรดชาวโลกทั่ว ๆ ไป เป็นประจำวัน. การได้ - การเสีย, การมีชื่อเสียง - การเสียชื่อเสียง, การถูกนินทา - การถูก สรรเสริญ, และความสุข - ความทุกข์ ทั้ง ๘ นี้ ตกรดชาวโลก อยู่เป็นประจำ. สำหรับความรู้สึกสุขทุกข์ ในโลกธรรมแปดนี้ให้หมายถึงสุข - ทุกข์ ในทาง เวทนา ไม่ได้หมายรวมถึงสุขในชั้นสูง เช่นอย่างพระนิพพานเป็นต้น ; เพียงแค่

น.562 หมายว่าสุข - ทุกข์ ทางเวทนา รู้สึกพอใจหรือไม่พอใจ สบายใจ หรือขุ่นมัว ในใจ ซึ่งเป็นของเกิดขึ้นเป็นประจำวัน ประเดี๋ยวสบายใจ ประเดี๋ยวไม่สบายใจ ประเดี๋ยวรู้สึกสนุกสนานดี ประเดี๋ยวรู้สึกเศร้า ละห้อยละเหี่ยไป อย่างนี้เป็นต้น. ถ้าคนเราประพฤติผิด ต่อสิ่งที่เรียกว่า "โลกธรรม" นี้แล้ว ชีวิตนี้ จะระส่ำระสาย ระหกระเหิน เช่นเดียวกับตัวโลกธรรมนั่นเอง คือขึ้น ๆ ลง ๆ อยู่เรื่อย ฉะนั้นจึงเป็นปัญหาสำคัญของคนเราเรื่องหนึ่งที่เราจะต้องรู้จัก และ ประพฤติปฏิบัติตัวต่อมัน ให้ถูกต้อง. ทีนี้ จะได้พิจารณาต่อไป ถึงกฎของโลกธรรม ซึ่งมีอยู่เป็นคำ กลอนบาลี ต่อท้ายอีกว่า : เอเต อนิจฺจา มฺเชสุ ธมฺมา มีคำแปลว่า "สิ่งเหล่านี้ทั้งหมด เป็นมายา เปลี่ยนแปลงเรื่อยในหมู่มนุษย์" ซึ่งตอนท้ายนี้ ท่านบอกถึงลักษณะอันแท้จริงของโลกธรรม ว่าโลกธรรมทั้งหมดนี้ เป็นสิ่งที่ เปลี่ยนแปลงเรื่อย เป็นมายาหลอกลวง. การที่เราจะไปเอาให้ได้อย่างใจกับสิ่ง ที่เป็นมายาหลอกลวงนั้นทุกคนก็ย่อมเห็นได้ หรือเชื่อแน่ได้ ว่าเป็นสิ่งที่เป็นไป ไม่ได้ แต่แล้วจิตใจของเราก็ยังคงจะเอาให้ได้ อยู่นั่นเอง : จะเห็นได้ตรงที่มี คนร้องไห้ เสียใจ เมื่อไม่ได้อย่างใจ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าสิ่งเหล่านี้ใคร ๆ ก็เห็นอยู่ ว่าไม่เป็นไปตามความต้องการของใคร เพราะมันเป็นของไม่เที่ยง. ทั้งนี้ก็ เพราะว่าสิ่งที่ตนอยากได้นั่นแหละ มีอำนาจมาก มันประทับแน่นแฟ้นอยู่ในใจ. ในบรรดาโลกธรรมทั้งแปดเหล่านี้ สิ่งที่เรียกว่า สุขเวทนา หรือ ความรู้สึกเป็นสุขในทางวัตถุ ทางเนื้อทางหนัง นี้เอง เป็นสิ่งที่ประทับใจยิ่งกว่า สิ่งใดๆ. การได้ลาภ มันก็ทำให้เกิดความรู้สึกสุขเวทนา, การได้ยศ ได้ชื่อเสียง มันก็ทำให้เกิดความรู้สึกเป็นสุขเวทนา, การถูกสรรเสริญ ก็ทำ ให้เกิดความรู้สึกที่เป็นสุขเวทนา, การได้อย่างใจ ตามสบายใจ ก็เป็นเหตุให้

น.563 เกิดสุขเวทนา หรือเป็นตัวสุขเวทนาโดยตรง, ตลอดถึงการที่เราไม่เจ็บไม่ไข้ สบายดี มันก็คือสุขเวทนา, ทั้งหมดนี้เป็นฝ่ายหนึ่ง. แต่อีกฝ่ายหนึ่ง ต้องเจ็บไข้ ไม่สบาย ทุกข์ทนหม่นหมอง ยากจน เหล่านี้ เป็นที่ตั้งของ ทุกขเวทนา. ฉะนั้น จึงเห็นได้ว่า สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ตกเป็นทาสของเวทนาใน ข้อนี้ คือสุขเวทนานี้ ยากที่คนเราจะมีความเข้าใจอันถูกต้องในเรื่องอันเกี่ยวกับ สุขเวทนา. เพราะฉะนั้นในพระบาลีที่กล่าวถึงเรื่องความดับทุกข์ที่ลัด ๆ สั้น ๆ โดยตรงแล้ว จึงมีสอนให้พิจารณา ให้เห็นความไม่เที่ยง หรือเป็นทุกข์ ของสิ่ง ๆ เดียวนี้ก็พอ คือสุขเวทนานี้เอง ; เพราะเหตุว่า อะไร ๆ มันก็มา รวมอยู่ที่สุขเวทนา. เรื่องเงิน เรื่องของ เรื่องชื่อเสียง ก็มารวมอยู่ตรงที่ทำ จิตใจให้สบาย ตามที่ตนต้องการ แล้วเกิดความรู้สึกเป็นรส ขึ้นชนิดหนึ่ง เรียกว่า "สุขเวทนา" ในที่นี้ นั่นเอง. สัตว์ที่ไม่รู้จักโลกธรรม ไม่มี อำนาจอยู่เหนือโลกธรรม จึงตกเป็นทาสของสุขเวทนาอยู่เป็นประจำ ; นี่แหละ เป็นมูลเหตุให้ทำกรรมต่าง ๆ กรรมดีหรือกรรมชั่วไปตามประสาที่ยังถูกลวงด้วย ของเป็นคู่ ซึ่งส่วนมากมีแต่จะน้อมไปทางวัตถุนิยม ดังกล่าวแล้ว ; ไม่ได้ ทันใจก็เอาโดยทางทุจริต คด โกง เป็นต้น. ทีนี้ เราจะพิจารณาให้มากเป็นพิเศษ ในข้อที่ว่ามีการตกเป็นทาส ของสุขเวทนากันเพียงไร. ถ้ากล่าวโดยบุคคลาธิษฐาน เช่นว่ามีพระเจ้า มีเทพยเจ้า ที่เราเซ่น สรวงบูชากัน ว่าเป็นของสูงสุด เป็นสัตว์ที่สูงสุด นั่นก็ยังกล่าวได้ว่า แม้ว่า พระเจ้า พระเป็นเจ้า ก็ยังตกเป็นทาสของสุขเวทนา ; เพราะพระเจ้า

น.564 หรือพระเป็นเจ้า ก็ยังต้องการให้เขาบวงสรวง ตามที่ตนเองชอบใจอย่างนั้น อย่างนี้. ฉะนั้นอย่าว่าแต่มนุษย์เลย แม้แต่พระเป็นเจ้า ก็ยังตกอยู่ใต้อำนาจ ของสุขเวทนา จึงเป็นปัญหาที่ไม่ใช่เล็กน้อย เราจะต้องระมัดระวังศึกษาให้ดี เป็นพิเศษ. ในบาลีอังคุตตรนิกาย พระพุทธเจ้าได้ตรัสมีข้อความว่า แม้สัตว์ที่ ตั้งอยู่ในอรูปภพ คือชั้นอรูปพรหม อันเป็นชั้นสูงสุดของบรรดาสัตว์ทั้งหลาย ก็ยังกลับตกนรก นี่ขอให้คิดดู. สัตว์ชั้นต่ำที่สุด ก็คือสัตว์นรก เรียงมา ก็สัตว์เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย ถึงมนุษย์ แล้วถึงสวรรค์เทวโลก ๖ ชั้น รูปพรหม ๑๖ ชั้น แล้วถึงอรูปพรหม ๔ ชั้น สูงสุดกว่าสัตว์ชั้นไหน ๆ หมด เป็นที่สุดแห่งสัตว์ทั้งหลายในสังสารวัฏฏ์ แม้อรูปพรหม ก็ยังกลับตกนรก เพราะเหตุที่ยังเป็นทาสของสุขเวทนา. เมื่อหมดเหตุหมดปัจจัย ก็หมุนไปใน ทางที่จะแสวงหาสุขเวทนาที่ต่ำที่หยาบ มิจฉาทิฏฐิครอบงำ ก็ประกอบอกุศลได้. นี่ มิได้หมายความว่าอรูปพรหมทั้งหมด เป็นแต่ชี้เอาอรูปพรหมตามธรรมดา ทั่วไป. ที่ยังยึดถือตัวตนอยู่ คือแม้จะสูงสุดอย่างไร ก็ยังมียึดถือตนว่าตน ว่าของตนเหมือนกันกับสัตว์มนุษย์ปุถุชนเราตามปรกติ. เพราะฉะนั้นสัตว์ที่ เรียกว่าอรูปพรหม ก็คือปุถุชนนั่นเอง ย่อมหลงใหลอยู่ในโลกธรรม โดยเฉพาะ ในเรื่องสุขเวทนา ติดความสุขชนิดหนึ่งที่เกิดจากอรูปฌาน ; แม้ถึงสูงสุดอย่างนี้ แล้วก็ยังไม่พ้นจากนรก. นี้เป็นข้อที่จะต้องคิดดู ว่าสุขเวทนา หรือโลกธรรม ส่วนนี้ มันครอบงำสัตว์ลึกซึ้งมากมาย กว้างขวาง ถึงที่สุดเพียงไร เพื่อเรา จะได้ไม่ประมาท. ทีนี้ เรามาพิจารณาต่อไป ถึงข้อที่การถูกลวงอยู่ด้วยของเป็นคู่ นั้นแหละ เป็นมูลเหตุให้ไหวไปตามโลกธรรม ที่กล่าวนี้.

น.565 โลกธรรม ทั้งแปดนั้น ก็เป็นคู่ ๆ อยู่แล้ว คือ ได้ลาภ - เสื่อมลาภ ได้ยศ - เสื่อมยศ, นินทา - สรรเสริญ, สุข - ทุกข์ เหล่านี้ก็เป็นคู่อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่อยู่ในระดับของปุถุชนที่อยู่ในโลก หรือเป็นสัตว์โลก ตามธรรมดา แล้วก็หลงในของคู่ เช่น สวย - ไม่สวย อร่อย - ไม่อร่อย ไพเราะ - ไม่ไพเราะ ดี - ชั่ว บุญ - บาป เหล่านี้เป็นต้น. แต่ในที่นี้รวม ความเอาเป็นเพียง ๔ คู่ คือ ได้ - เสีย, มีชื่อเสียง - ไม่มีชื่อเสียง, นินทา - สรรเสริญ, สุข - ทุกข์ ดังกล่าวแล้ว. ถ้ายังพิจารณาเห็นลาภ โดยความเป็น ลาภ หรือเห็นการได้ โดยความเป็นการได้ ; การไม่ได้ โดยความเป็นการ ไม่ได้ แตกต่างตรงข้ามเป็นคู่แล้วละก็ ต้องหลงรักและหลงชังฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เสมอไป. แต่ถ้าเห็นตามกฎของพระอริยเจ้า ซึ่งกล่าวว่าทั้งหมดนั้น เป็นอนิจจัง เสมอกัน ก็จะเห็นเป็นของอย่างเดียวกัน ไม่เป็นคู่. การได้ ก็เป็นอนิจจัง, การไม่ได้ก็เป็นอนิจจัง คือหลอกลวง ยึดถือเข้าเป็นทุกข์ทั้งนั้น ; อย่างนี้ก็หมด ความเป็นคู่ และหมดความเป็นโลกธรรมที่จะเบียดเบียนสัตว์ ย่ำยีสัตว์อีกต่อไป. เราไม่อาจจะขึ้นถึงการมองเห็นอนิจจังของสุขหรือทุกข์ได้โดยชัดเจน แท้จริง ว่าเป็นอนิจจังเสมอกัน จิตติดมั่นในสุขเวทนา แล้วกระสับกระส่าย เกลียดชังทุกขเวทนาเหล่านี้ ทั้ง ๆ ที่ท่านบอกอยู่ว่า ทั้งหมดนี้เป็นอนิจจังในหมู่ มนุษย์ : เอเต อนิจฺจา มนุเชสุ ธมฺมา. เพราะฉะนั้นเราจะต้องกำหนด ให้ได้ว่า การถูกลวงด้วยของเป็นคู่นี้ ถ้ายังมีอยู่เพียงไร เราจะเป็นทาสของโลก หรือโลกธรรมอยู่เพียงนั้น. ในคัมภีร์อังคุตตรนิกาย เช่นเดียวกัน พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัส ข้อความที่พวกเราน่าจะเอาไปนึกไปคิดอยู่เรื่องหนึ่ง ว่า :

น.566 การร้องเพลง เท่ากับ การร้องไห้ การฟ้อนรำ เท่ากับ ความบ้า การหัวเราะ คือ ความเป็นเด็ก. คู่แรก การร้องเพลง ชาวโลกถือว่าเป็นเรื่องไพเราะจับใจ ซึ่งทำ ให้วิทยุกระจายเสียงของเราเวลานี้ เต็มไปด้วยเพลง ตั้ง ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์ ของเวลาออกอากาศ ทั้งนี้เพราะความที่คนชอบฟัง. การฟ้อนรำ แบบต่าง ๆ ที่ถือกันว่าเป็นศิลป เป็นอะไรก็สุดแท้ กระทั่งยกขึ้นว่าเป็นวัฒนธรรม เป็น ของดีในโลก. และถือว่าการหัวเราะ ก็เป็นเรื่องสนุกสนาน สบายใจ เป็นกำไร เป็นการได้ที่ดีเลิศของคนแล้ว ; นี่ ฝ่ายชาวโลกถือเป็นลาภ หรือเป็นของที่ น่าพึงปรารถนาอย่างยิ่ง. แต่ในวินัยของพระอริยเจ้าท่านกลับเรียกไปเสียว่า เป็นการร้องไห้ เป็นกิริยาอาการของคนบ้า เป็นของสำหรับเด็ก ; จึงได้กล่าว ไว้ในวินัยของพระอริยเจ้า (คือในระเบียบ หรือมาตรฐานของพระอริยเจ้านั้น) ว่าการร้องเพลง คือการร้องไห้, การฟ้อนรำ คืออาการของคนบ้า, การ หัวเราะ คืออาการสำหรับเด็ก ไม่ใช่ของสำหรับผู้ใหญ่. นี้ หมายความว่า การร้องเพลงนั้น มันทำไปตามความบีบคั้นของ อารมณ์ฝ่ายที่ตกเป็นทาสของกิเลส อุตส่าห์ทนส่งเสียง ที่แท้เมื่อมองดูด้วยสายตา ของพระอริยเจ้าแล้ว ก็คือการเป็นทาสของกิเลส การบีบคั้นของกิเลส. การ พ้อนรำ ก็อย่างเดียวกัน คือเป็นการถูกบีบคั้นด้วยกิเลส แล้วก็แสดงอาการของ คนบ้าที่สติวิปลาส. การหัวเราะเพราะยินดีพอใจนั้น ยกไว้ให้เป็นของเด็ก อย่างที่เด็กจะหัวเราะยิ้มแย้มเต็มที่ทุกครั้ง ที่ชอบใจอะไรแม้แต่นิดหน่อย. เหล่านี้เป็นเครื่องเทียบ ว่าตามมาตรฐานของปุถุชนนั้นเป็นอย่างหนึ่ง ตาม

น.567 มาตรฐานของพระอริยเจ้านั้น เป็นอย่างหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่ของสิ่งนั้นเป็นของอย่าง เดียวกัน. กล่าวถึงเรื่องนี้ อาตมาไม่ได้ชักชวนให้ท่านทั้งหลายเป็นพระอริยเจ้า แต่ว่ามันเป็นสิ่งที่จะต้องพิจารณาดู หรือศึกษาดูให้เข้าใจถึงข้อที่ว่า ถ้าปฏิบัติถูก ต่อสิ่งเหล่านี้แล้ว มันจะแตกต่างกันอย่างไร. ข้อที่เราเข้าใจผิด และปฏิบัติผิด ต่อสิ่งเหล่านี้นั้น มันเกิดทุกข์เกิดโทษขึ้นอย่างไร. ส่วนข้อที่ท่านจะชอบเป็น พระอริยเจ้าหรือไม่นั้น ไว้ให้เป็นสิทธิที่จะเลือกเอาเอง. แต่อย่างไรก็ตาม เราควรพิจารณาถึงข้อที่เราตกเป็นทาสของกิเลสตัณหา หรือของโลกธรรมโดย ไม่รู้สึกตัว และถูกโลกธรรมบีบคั้น ทำให้ต้องทำอย่างนั้น ต้องทำอย่างนี้ ไปตามประสาของเด็ก ตามประสาของคนบ้า หรือคนที่นั่งร้องไห้อยู่. ที่ท่าน กล่าวดังนั้น ก็เพื่อจะแสดงอำนาจพิษสงร้ายกาจของโลกธรรมที่ครอบงำบุคคล ผู้ยึดถือ. ถ้าเรารังเกียจอาการของคนบ้า หรือว่าการหัวเราะของเด็ก ที่ไม่มี ความหมายอะไร, การร้องไห้ของคนที่มีทุกข์ โศก ; เราดูหมื่นว่าเป็นเรื่อง ที่ยังโง่ยังหลง ; ก็น่าจะนึกถึงตัวเอง ที่กำลังโง่หลงอยู่อีกระดับหนึ่ง ตามความ รู้สึกของพระอริยเจ้า ในการที่ตกเป็นบ่าวเป็นทาสของวัตถุนิยมหรือโลกธรรมนี้ อยู่ทั่วไป และนับวันมีแต่จะมากขึ้นทุกที ๆ. ต่อไป จะได้พิจารณาถึงข้อที่ว่า เมื่อถูกครอบงำ มีการไหวไป ตามโลกธรรมเช่นนี้แล้ว มันจะเกิดผลสะท้อนที่ร้ายกาจอย่างไรบ้าง. อาตมาอยากจะกล่าวว่า ถ้าพูดกันตามทางศีลธรรม ย่อมทำให้เกิด การเอียง หรืออคติ ซึ่งเป็นผลร้ายที่สุด ในเรื่องของศีลธรรม โดยเฉพาะท่านที่ จะเป็นผู้พิพากษาตุลาการ ย่อมทราบดีอยู่แล้ว ว่าสิ่งที่เรียกว่า "อคติ" นั้น

น.568 เป็นข้าศึกของความเป็นตุลาการ. เพราะฉะนั้น ถ้ากล่าวโดยศีลธรรม แล้ว การไหวไปตามโลกธรรมนี้ จะทำให้เกิดการเอียง หรือ อคติขึ้น. ถ้ากล่าว ตามหลักของศาสนาหรือสัจจธรรม การไหวไปตามโลกธรรม ย่อมทำให้เกิด มิจฉาทิฏฐิขึ้นมา ทั้งอย่างต่ำ และอย่างสูง. ลองพิจารณาดูเถิด การไหวไปตามโลกธรรม คือการที่ถูกโลกธรรม ครอบงำแล้ว เป็นไปตามโลกธรรมฝ่ายที่เป็นอิฏฐารมณ์ คือตรงต่อกิเลส ของตน ก็ย่อมเป็นธรรมดาอยู่เอง ที่ว่าต้องเลือกเอาข้างหนึ่ง ในของที่เป็นคู่นั้น. ในที่สุด ก็เลือกเอาตามอำนาจของกิเลสที่มีเป็นปกติประจำอยู่ในสันดาน ความ เอียงนั้นจึงเอียงไปในทางที่เป็นความต่ำ ความเสียหาย ที่ท่านเรียกว่าอคติ. คำว่า "อคติ" นี้ ถ้าแปลตามตัวหนังสือ ตามหลักของภาษาบาลี ก็แปลว่า "ทางที่ไม่ควรจะไป" คติ แปลว่าทางที่ถูกต้อง หรือที่ควรจะไป ทีนี้ถ้ามี อ ข้างหน้า เลยเป็นปฏิเสธ แปลว่าทางที่ไม่ควรจะไป. การที่ไปใน ทางที่ไม่ควรจะไปนี้ เกิดขึ้นเพราะอำนาจของการไหวไปตามโลกธรรม คือว่าถูก ลมพายุแห่งโลกธรรมพัดพาไป. เพราะได้กล่าวมาแล้วว่า ของเป็นคู่เหล่านั้น ทำให้เกิดอารมณ์รัก เกิดอารมณ์เกลียดเป็นคู่ ๆ อยู่. แต่ท่านจำแนกทางแห่ง อคตินี้ ไว้เป็น ๔ อย่าง คือความรัก ความเกลียด ความกลัว ความหลง. ความลำเอียง หรืออคติเพราะความรัก, ลำเอียงเพราะความไม่รัก คือเกลียด, ลำเอียงเพราะความกลัว, ทั้ง ๓ อย่างนี้ รวมเป็นความหลงเหมือน กันหมด เป็นฝ่ายที่เป็นความหลงด้วยกันหมด มีลักษณะคล้ายกันมาก. ฉะนั้น จะแจกเป็น ๔ หรือเพียง ๒ ก็แสดงลักษณะของอคติได้อย่างดี :

น.569 ลำเอียงเดินผิดทางเพราะอำนาจของความรักบันดาล, ลำเอียงเดินผิดทางเพราะอำนาจของความไม่ชอบ ไม่รัก บันดาล, ลำเอียงเดินผิดทางเพราะอำนาจของความไม่รู้ ความเขลา ความลืมตัว ความสะเพร่าบันดาล, ลำเอียงเดินผิดทางเพราะอำนาจของความกลัว กลัวสิ่งที่มีอำนาจเหนือ บันดาล ; รวมเป็น ๔ อย่าง และอาจจะจำแนกเป็นสิ่งปรารถนา และไม่พึง ปรารถนาเป็น ๒ ก็ได้. เรื่องเกี่ยวกับอคตินี้ อาตมาไม่จำเป็นต้องอธิบาย เพราะว่าเป็น เรื่องที่มีอยู่ในหลักสูตรที่ท่านผู้ที่จะเป็นตุลาการต้องศึกษาเล่าเรียนอยู่โดยตรงแล้ว แต่อาตมาอยากจะขอร้อง ให้กำหนดให้แม่นยำถึงข้อที่ว่าตามหลักแห่งศาสนานั้น เราถือว่าสิ่งที่เรียกว่า อคติ นี้ มีมาเพราะการไหวไปตามโลกธรรม. การที่จะ ไปบังคับไม่ให้อคติ เอาตามชอบใจ บังคับมันให้อยู่ในอำนาจ ไม่ให้เป็นอคตินั้น มันเหลือวิสัย ถ้าเรายังไหวไปตามโลกธรรม. เพราะฉะนั้นเราจึงต้องมองดู ว่ามูลเหตุแห่งอคตินั้น มาแต่อะไร จนกระทั่งรู้ ว่ามันมาจากความไหวไปตาม โลกธรรม เพราะการอยู่ใต้อำนาจวัตถุนิยม ถูกลวงด้วยของเป็นคู่เพราะตก อยู่ในอำนาจของวัตถุนิยม ; เราต้องมาจัดการกับการถูกลวงด้วยของเป็นคู่ หรือวัตถุนิยม หรือการไหวไปตามโลกธรรม นี้ก่อน เราจึงจะเอาชนะอคติ ต่าง ๆ ได้. ข้อที่จะบังคับใจ ว่าอย่าให้ลำเอียง อย่าให้อคติ เอาตรงๆ นั้น ทำไม่ได้ ; มันยิ่งกว่าการหักด้ามพร้าด้วยหัวเข่า คือไม่มีอำนาจใจที่ไหน จะไป

น.570 บังคับมันโดยตรงได้. อย่างจะได้บ้าง ก็ไม่กี่มากน้อย ไม่กี่ครั้งกี่ขณะ แล้ว มันก็จะกลับเป็นล้มละลายไปเสียอีก. แต่ถ้าเราจะตั้งต้นไม่ให้เป็นผู้ถูกลวงด้วย ของเป็นคู่ ไม่ให้ตกเป็นทาสของวัตถุนิยม ไม่ไหวไปตามพายุแห่งโลกธรรม นั่นแหละ จะได้ โดยไม่ต้องมีการบังคับกี่มากน้อย เพราะเราได้ตัดต้นตอแห่ง อคติโดยตรง. ด้วยเหตุนี้ จึงจำเป็นที่จะต้องศึกษาเรื่องการไหวไปตาม โลกธรรมนี้ให้กระจ่างชัด หรือเพียงพอ จึงจะไม่ตกไปเป็นฝ่ายแพ้แก่อคติ. ส่วนข้อที่ว่าเมื่อไหวไปตามโลกธรรมแล้ว จะทำให้เกิดมิจฉาทิฏฐิขึ้น ทั้งอย่างต่ำ และอย่างสูงนั้น ก็เนื่องเป็นอย่างเดียวกัน. มิจฉาทิฏฐิอย่างต่ำ ๆ ก็คือมิจฉาทิฏฐิตามหลักทางศีลธรรม ซึ่งมี อยู่ว่าเป็นผู้ที่ไม่มีความคิด ไม่มีความเชื่อ คือ ไม่เชื่อว่าการให้ทาน เป็นสิ่งที่มีผล. ไม่เชื่อว่าการบูชาผู้ควรบูชา เป็นสิ่งที่มีผล. ไม่เชื่อว่าการประกอบยัญญกรรม มีการเสียสละต่าง ๆ เพื่อทรมาน กิเลสเป็นต้น เป็นสิ่งที่มีผล. ไม่เชื่อกรรม ไม่เชื่อผลของกรรม. ไม่เชื่อว่าโลกนี้อยู่ในกฎของศีลธรรม. ไม่เชื่อเรื่องโลกหน้า ที่ยิ่งไปกว่านั้น ไม่เชื่อเรื่องโลกอื่น เช่นเดียว กับไม่เชื่อเรื่องโลกนี้ ไม่เชื่อกฎเกณฑ์ของโลกนี้ ว่าจะต้องประพฤติปฏิบัติกัน อย่างนั้น - อย่างนี้. ไม่ถือว่าบิดามี. ไม่ถือว่ามารดามี ไม่เคารพนับถือบิดามารดาในฐานะที่เป็นบิดามารดา ถือว่าบิดามารดาคลอดมาเพราะความสนุกสนานของบิดามารดาเอง อย่างนี้เป็นต้น.

น.571 ไม่เชื่อเรื่องโอปปาติกสัตว์ คือการเกิดโดยทางใจ เช่นนั่งอยู่ตรงนี้ เดี๋ยวก็เป็นคน เดี๋ยวก็เป็นสัตว์ เดี๋ยวก็เป็นเทวดา ซึ่งเป็นการเกิดในทางใจ อย่างที่กล่าวว่า มีเทวโลก มีพรหมโลก. ไม่เชื่อว่ามีพระศาสดาผู้ตรัสรู้อย่างถูกต้องแท้จริง แล้วประกาศธรรม สั่งสอนสัตว์. การไม่เชื่อด้วยอาการ ๑๐ อย่างนี้ ก็เรียกว่ามิจฉาทิฏฐิในเบื้องต้น ชั้นศีลธรรม. ข้อนี้ เพราะการไหวไปตามโลกธรรม ย่อมเกิดความตามใจตัวเอง ก็เลยไม่เชื่อสิ่งที่เป็นไปเพื่อไม่ตามใจตัวเอง ; เพราะสิ่งเหล่านั้นเป็นไปเพื่อไม่ ตามใจตัวเองทั้งนั้น มีกฎเกณฑ์ ระเบียบ อย่างนั้นอย่างนี้ ; จึงเอาแต่ ความต้องการของกิเลสตัณหาเป็นอารมณ์ ถือการได้ทางวัตถุหรือวัตถุนิยมเป็น อารมณ์ เป็นลัทธิวัตถุนิยมโดยตรง. มิจฉาทิฏฐิอย่างโลก ๆ มี ๑๐ อย่าง อย่างนี้. ถ้าเป็นมิจฉาทิฏฐิอย่างสูงขึ้นไปอีก อย่างเห็นว่า : เห็นของไม่เที่ยง ว่าเป็นของเที่ยง เห็นของเป็นทุกข์ ว่าเป็นสุข เห็นของซึ่งไม่ใช่ตัวตน ว่าเป็นตัวตน เมื่อเห็นอย่างนี้ ก็ยิ่งลึกไปกว่ามิจฉาทิฏฐิที่กล่าวมาข้างต้น. เรามองดูความ ไหวไปตามโลกธรรมให้ละเอียดแล้ว จะรู้สึกสลดสังเวชใจ ว่าเป็นความเสียหาย อย่างยิ่ง สูญเสียความเป็นมนุษย์ สูญเสียอุดมคติ สูญเสียอะไรทุกอย่าง ซึ่งตามปกติเราถือว่าเป็นเกียรติยศ หรืออุดมคติ ; จึงเลยได้ผลเป็นการหลอก ลวงตัวเอง. การหลอกลวงตัวเอง มีความหมายอย่างไร อาตมาเชื่อว่าท่าน

น.572 นักศึกษาย่อมจะเข้าใจดีอยู่แล้ว และคงจะทราบได้ดีอยู่แล้ว ว่าเป็นสิ่งที่ต่ำทราม เพียงไรด้วย. การหลอกลวงตัวเอง ย่อมทำตัวเองให้เดือดร้อน ทำผู้อื่น ให้เดือดร้อน โดยประมาณที่คำนวณไม่ได้. การไหวไปตามโลกธรรม มีลักษณะเป็นการหลอกลวงตัวเอง เพราะ เป็นการบังคับใจไม่ได้. รู้ว่าไม่ควร ไม่สมควรกระทำ ก็ปล่อยให้ล่องลอยไป ตามพายุแห่งโลกธรรม. ไม่มีใครที่จะไม่รู้สึก ว่าความชั่วเป็นอย่างไร ความดี เป็นอย่างไร ทุกคนย่อมรู้ ; แต่แล้วก็ยังปล่อยให้ไหวหรือให้ลอยไปตามอำนาจ ของโลกธรรม เพราะอำนาจความติดในวัตถุนิยมส่วนหนึ่งดึงดูดอยู่ ธรรมชาติ ฝ่ายสูงมีกำลังไม่เพียงพอ ดึงไว้ไม่ได้ จึงลอยไปตามอำนาจฝ่ายต่ำ เพราะฉะนั้น เรื่องโลกธรรม จึงเป็นเรื่องที่บัณฑิตในกาลก่อน มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น สนใจมากเป็นพิเศษ ด้วยเหตุนี้ ; และได้กล่าวย้ำนักย้ำหนา ในฐานะที่เป็นอันตรายทั้งแก่ฆราวาส และโดยเฉพาะแก่บรรพชิต ทั้งภิกษุ ภิกษุณี สามเณร เหล่านี้เป็นต้น. อคติเกิดขึ้น เพราะการไหวไปตามโลกธรรม. นี่เป็นอันว่าเราเพ่งผล ที่เกิดขึ้นเพราะมีอคติ เป็นผลร้ายทางโลก. สำหรับท่านนักศึกษาทั้งหลายในที่นี้ อาตมาอยากจะสรุปความสั้น ๆ ว่าการมีอคตินั้น ทำให้สูญเสียความเป็นปูชนียบุคคล. เพราะฉะนั้น เราจะต้อง พิจารณากันถึงการเป็นปูชนียบุคคล ให้มากเป็นพิเศษอยู่เสมอ. อาตมาได้ ขอร้องแล้ว ขอร้องอีก ว่าอย่าได้ถือว่าการเป็นตุลาการนี้ เป็นอาชีพ ; อย่าเข้าใจ คำว่า noble - profession นั้น ว่าเป็นอาชีพ. ใครจะเข้าใจว่าเป็นอาชีพ ก็ตามเถิด แต่เราจะถือว่าเป็นการเป็นอยู่ที่ถูกต้องชนิดหนึ่งของพระอริยเจ้า. ถ้าจะเรียกว่า "อาชีพ" ก็ได้ แต่ต้องเป็นอาชีพของพระอริยเจ้า เพราะว่าอาชีพ

น.573 ชนิดนี้ มันไม่มีลักษณะเหมือนกับอาชีพชนิดอื่น. การเป็นตุลาการ ได้ทำสิ่ง ที่มีค่าชนิดหนึ่งให้แก่โลกเกินกว่าเงินเดือนที่ได้รับ อยู่ในฐานะที่เป็นที่พึ่ง ของโลก เช่นเดียวกับอาชีพครูบาอาจารย์ : ผู้ที่ยกวิญญาณของสัตว์โลกให้สูง ไม่ใช่ลูกจ้างสอนหนังสือ ฉันใด; อาชีพตุลาการคือผู้ที่จะรักษาความเป็นธรรม ของโลกให้ยังคงอยู่ ก็ฉันนั้น. เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่อาชีพอย่างกรรมกรรับจ้าง ขนของ หรือแจวเรือจ้าง หรืออาชีพอื่น ๆ ซึ่งทำเพื่อประโยชน์ตนโดยตรง ไม่มีความมุ่งหมายเป็นความประเสริฐ หรืออะไรทำนองนี้ เช่นเดียวกับอาชีพครู หรืออาชีพตุลาการเลย จึงจัดเป็น noble - profession ขึ้นมา. ถ้าเป็นอาชีพ ก็เป็นอาชีพอย่างพระอริยเจ้า อย่าใช้คำว่าอาชีพ อย่างอาชีพของคนธรรมดา เช่นอาชีพของกรรมกร อาชีพลูกจ้าง. ตามความรู้สึกของอาตมา ไม่เห็นด้วย ที่จะให้การเป็นครู การเป็นตุลาการเป็นต้นนี้ เป็นอาชีพ หรือเป็นลูกจ้าง. แม้ท่านเป็นข้าราชการ ซึ่งถือกันว่าเป็นลูกจ้างของประชาชน นี้ต้องขอยกเว้น เฉพาะพวก noble - profession ต่างๆ มีอาชีพครู หรือตุลาการโดยเฉพาะ. ลูกจ้าง ทำงานด้วยเห็นแก่เงินเดือนเป็นเหยื่อกิเลส, ส่วนตุลาการนั้น ต้องเป็นปูชนียบุคคลเสมอ ไม่ใช่ผู้ประกอบอาชีพ หรือผู้เป็นลูกจ้าง. ถ้าเกิด ไปเป็นลูกจ้างแล้ว ไม่ต้องสงสัย ไม่เท่าไรก็จะไปเป็นลูกจ้างชนิดที่แสวงหา ประโยชน์ของตน จนเกิดไปทำสิ่งที่ไม่ควรทำ ไม่น่าทำ หรือที่เรียกว่าคอรัปชั่น หรืออะไรเป็นต้น ขึ้นเป็นแน่. ความเป็นปูชนียบุคคล หรือปูชนียภาวะนี้ เป็นอุดมคติของความเป็นตุลาการ เป็นครูบาอาจารย์เป็นต้น. อคติจะทำให้ สูญเสียความเป็นปูชนียบุคคล เราก็จะหมดค่า หมดความหมายของความเป็น ตุลาการ โดยไม่ต้องสงสัย. อาตมาอยากจะขอร้อง ให้ย้อนไปคิดถึงเรื่องปรัมปราที่เราเคยได้ยิน ได้ฟังกันมาเรื่องหนึ่ง คือเรื่องพระเจ้าสมมติราช ซึ่งมักจะอยู่ในบทบรรทัดแรก

น.574 ของคำนำ ของตัวบทกฎหมายต่าง ๆ แห่งสมัยโบราณ ที่เล่าถึงเรื่องกษัตริย์ หรือพระเจ้าแผ่นดินองค์แรกที่สุดในโลก ได้เกิดขึ้นเพราะความที่สัตว์เริ่ม เบียดเบียนกัน. พระเจ้าแผ่นดินก็มีหน้าที่แบ่งสันปันส่วนที่ดินบ้าง ลงโทษคน ที่เบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ตลอดถึงตัดสินวินิจฉัยคดีต่าง ๆ บ้าง. พระเจ้าสมมติราช ในเรื่องที่เล่านั้น ไม่ใช่พระเจ้าแผ่นดินตามความหมายปรกติเช่นเดี๋ยวนี้ แต่ เป็นคนที่จัดสิ่งทั้งหลายทั้งปวงให้เป็นไปตามธรรม หรือเป็นไปตามทางธรรม. เรื่องนี้ปรากฏอยู่ในบาลีอัคคัญญสูตร พระไตรปิฎกโดยตรง เป็นใจความย่อ ๆ อย่างที่ว่ามานี้ ซึ่งเคยได้ยินกันอยู่ทั่วไป. การวินิจฉัยคดี ซึ่งเคยเป็นหน้าที่ของพระเจ้าสมมติราชนั้น มาใน บัดนี้ เราแบ่งแยกออกมาเป็นหน่วยหนึ่งต่างหาก ให้มาอยู่ในมือของบุคคลที่ เรียกว่า ตุลาการ. เพราะพระเจ้าแผ่นดินสมัยนี้ จะทำอะไรเองทุกอย่างเหมือน สมัยพระเจ้าสมมติราช ก่อนพุทธกาลตั้งกี่หมื่นปีนั้น คงไม่ไหวแน่. เรื่องมัน มากเกินสำหรับคน ๆ เดียว จึงได้แบ่งเอางานอันศักดิ์สิทธิ์ส่วนหนึ่งนี้ มามอบ ให้เป็นหน้าที่ของบุคคลที่เราเรียกกันในบัดนี้ว่าตุลาการ ทำหน้าที่แทน : เช่น ให้บุคคลใด หรือกลุ่มใด รับอำนาจบริหาร, อำนาจนิติบัญญัติ, อำนาจตุลาการ แบ่งให้เป็นไปตามหน่วยตามกลุ่ม ทำแทนในนามของพระเจ้าแผ่นดิน. เพราะ ฉะนั้น จะต้องถือว่าเราก็มีส่วนหนึ่ง ของความเป็นพระเจ้าแผ่นดิน มีส่วนหนึ่ง ของความเป็นพระเจ้าสมมติราช คือการทำหน้าที่ในอำนาจตุลาการ แทนองค์ พระเจ้าแผ่นดิน เป็นมือแทนของพระเจ้าสมมติราช ; ฉะนั้น งานตุลาการ จึง ถือว่าเป็นงานศักดิ์สิทธิ์ เป็น Holy work หรือว่าเป็นงานศักดิ์สิทธิ์แทนมือ ๆ หนึ่ง ของพระเป็นเจ้า แล้วจะไม่เป็นปูชนียบุคคล ได้อย่างไร. ฉะนั้น การที่ใครจะมาตั้งประโยค ว่า “ข้าราชการเป็นลูกจ้างของ ประชาชน" นั้น คือคนโง่อย่างยิ่ง. ข้าราชการในลักษณะเช่นนี้จะเป็นลูกจ้าง

น.575 ของประชาชนไม่ได้ ถ้าเป็นลูกจ้างของประชาชนแล้ว ประชาชนก็จะจ้างได้ แล้วท่านก็จะคดโกง หรือคอรัปชั่นได้. แต่โดยเหตุที่เราไม่เป็นลูกจ้างของ ประชาชน เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งความยุติธรรมของโลก ไม่ใช่แต่ของประเทศไทย จึงอยู่ในฐานะที่เป็นปูชนียบุคคล ; แต่แล้วภาวะอันสูงสุดนี้จะสูญเสียไปเพราะอคติ. อคติ คือการไหวไปตามโลกธรรม เช่นได้อะไรมาทางโลก มัน ก็เป็นเรื่องเพียงแต่ได้สุขเวทนาทางเนื้อทางหนังชนิดเดียวเท่านั้น แล้วมันคุ้มกัน กับการสูญเสียความเป็นปูชนียบุคคลของโลกหรือไม่ ; ขอให้คิดดูเถิด ก็พอจะ ตัดสินได้ด้วยตนเองทุกคน. เพราะฉะนั้นจึงมีข้อที่จะต้องระมัดระวังมากเป็น พิเศษ ในการที่เราจะสูญเสียสิ่งซึ่งยิ่งใหญ่ประเสริฐสุดนั้นไป แล้วได้ของนิด ๆ หน่อย ๆ คือความสุขทางเนื้อทางหนังเล็กๆ น้อยๆ มา ทำให้เกิดความเป็น ลูกจ้าง เป็นอะไรที่ไม่น่าปรารถนานั้นขึ้นแทน เหล่านี้เป็นต้น ด้วยเหตุ นี้แหละ อาตมาจึงขอร้อง หรือถึงกับวิงวอน ว่าจงสนใจในเรื่องโลกธรรม ซึ่งครอบงำโลกอยู่เสมอตั้งแต่เริ่มมีโลกเป็นต้นมา ไว้ให้มากเป็นพิเศษ. นี่ เราพูดเรื่องนี้ ในแง่ของศีลธรรมหรือทางโลกมาบ้างแล้ว ทีนี้ จะพูดกันในแง่สัจจธรรมบ้าง. ถ้าพูดในทางธรรมหรือทางศาสนา อคติ ทำให้สูญเสียพระ นิพพาน. คำว่า "พระนิพพาน" ในที่นี้ คือภาวะแห่งความหมดทุกข์สิ้นเชิง. ถ้ายังมีอคติ เราก็ติดอยู่กับโลก ติดอยู่กับวัฏฏสงสาร โดยไม่ต้องสงสัย เพราะว่าอคติมาจากการไหวไปตามโลกธรรม ถูกลวงด้วยของเป็นคู่ ติดแน่นแฟ้น อยู่กับโลก หรือเกลียวแห่งวัฏฏสงสาร จึงสูญเสียพระนิพพาน. ถ้าว่ากัน ในทางฝ่ายศาสนา พุทธบริษัททั้งสี่ ผู้มีอคติ ย่อมสูญเสียการได้พระนิพพาน : เป็นปริมาณการสูญเสียมากเท่า ๆ กับท่านตุลาการจะสูญเสียความเป็นปูชนียบุคคล และได้มาเพียงเป็นความสุขทางเนื้อหนังเล็ก ๆ น้อย ๆ นั้น.

น.576 พุทธบริษัทที่จะสูญเสียการได้มรรคผลนิพพานแล้ว ก็เรียกว่าสูญเสีย ทุกสิ่งทุกอย่าง คือสูญเสียทั้งหมดทั้งสิ้นของอุดมคติของการเป็นพุทธบริษัท เพราะว่าความเป็นพุทธบริษัท ไม่ใช่เพื่อหาเงินไม่ใช่เพื่อหาชื่อเสียง ไม่ใช่เพื่อหา พวกพ้องบริวารสวรรค์วิมานอะไร ; แต่เพื่อมรรคผลนิพพานโดยตรง. แต่แล้ว การไหวไปตามโลกธรรม ติดแน่นอยู่ในวัฏฏสงสาร ทำให้สูญเสียสิ่งนั้น เพราะ ฉะนั้นจึงถือว่าการพ่ายแพ้แก่โลกธรรมนี้ เป็นการสูญเสียอย่างที่สุดของพุทธบริษัท. นี่แหละ จะเห็นได้ว่าทางโลกก็ดี ทางธรรมก็ดี อคติเป็นทางมา แห่งความสูญเสียสิ่งที่พึงปรารถนาทั้งนั้น. เพราะฉะนั้นจึงควรจะมีความคิดสลด สังเวชในเรื่องนี้ให้มาก ถ้าสิ่งเหล่านี้มาครอบงำเมื่อไรแล้วก็ต้องถือว่าได้สูญเสีย สิ่งที่ควรจะได้ และสูญหมดสั้น และแถมจะตกนรกที่นั่น ที่ตรงนั้นเองด้วย. แม้เพียงแต่ผู้ใดกล้าคิดว่าจะอคติที่นี่ เดี๋ยวนี้ ก็เป็นเรื่องตกนรกที่นี่และเดี๋ยวนี้ โดยไม่ต้องสงสัย : เพราะว่าสูญเสียความเป็นมนุษย์ หรือสัตว์ที่สูงที่ประเสริฐไป โดยสิ้นเชิง ในขณะนั้นแล้ว ; เกิดเป็นสัตว์นรกในขณะจิตนั้นแล้ว ; จนกว่า ขณะจิตจะเปลี่ยนไปในทางที่จะไม่กล้า หรือไม่อยากจะอคติ จึงจะกลับมาเกิด เป็นมนุษย์ที่ดีใหม่. เมื่ออคติครอบงำที่ไหน เวลาใด ก็เป็นการตกนรกที่นั่น เวลานั้น เดี๋ยวนั้นทันควัน ตามกฎแห่งกรรม หรือตามกฎแห่งอุปปาติกสัตว์ แล้วแต่การ เกิดแห่งคติที่ดีหรือชั่วอย่างไรนั้น. เราอาจจะตกนรกบนบัลลังก์ที่นั่งพิพากษา คดีอยู่ก็ได้ ไม่ใช่ว่าจะต้องต่อตายแล้ว. นี้เป็นกฎแห่งกรรม นี้เป็นกฎแห่ง อุปปาติกสัตว์ในพุทธศาสนา. จะป้องกันได้ ก็ด้วยการที่ไม่ตกไปตามความ ครอบงำของโลกธรรม ไม่ถูกลวงด้วยของเป็นคู่ อย่างที่ได้พร่ำอธิบายแล้ว เป็นวัน ๆ ในครั้งที่แล้วมา.

น.577 คำว่า "อคติ" แปลว่าไม่ไปในทางที่ควรไป. ทีนี้คนมักจะถือ เถนตรง ทำอะไรก็ว่าต้องเสมอหน้า จึงจะถือว่าไม่อคติ อย่างนี้เป็นความโง่ อีกทางหนึ่ง ในทางกลับตรงกันข้าม. อคติ ไม่ใช่เถนตรง ไม่ใช่เถนตรง ชนิดที่ตกต้นตาลตาย อย่างในนิทานที่เด็ก ๆ เขาเล่ากัน. ถ้าเถนตรงตามตัว หนังสือ อ้างความยุติธรรมตามตัวหนังสือ ไม่ประกอบด้วยสติปัญญา อย่างนี้ ก็ให้ถือว่านั่นแหละ คืออคติ ที่เป็นไปด้วยความหลง. เราต้องรับผิดชอบถึง อคติข้อนี้ให้มากเป็นพิเศษ จะหาว่าไม่เจตนานั้นไม่ได้. เรื่องกตัตตาวาปนกรรม ที่กล่าวถึงโทษของความสะเพร่านั้น หมายถึงเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ; แต่การ สะเพร่าในลักษณะของอคติเช่นนี้ ถือว่าเป็นกรรมเต็มโดยสมบูรณ์ เท่ากับมี เจตนา คือมีเจตนาในการที่จะปล่อยไปตามอารมณ์ ไม่ต่อต้านความครอบงำของ โลกธรรมหรือกิเลส แล้วถือเอาความหมายอย่างเถนตรง ตามตัวหนังสือ มีทาง ที่จะหลีกเลี่ยง หรือมีเลศนัยที่จะหลีกเลี่ยงความยุติธรรม. ถือเอาความตรง ตามตัวหนังสืออย่างเถนตรง อย่างนี้ก็เรียกว่าเป็นอคติด้วยเหมือนกัน. ถ้าจะกล่าวเป็นตัวอย่างเปรียบเทียบ พระพุทธเจ้าท่านตรัสหลักธรรมะ ต่าง ๆ ไว้ ที่แสดงให้เห็นว่ายุติธรรมหรือไม่อคตินั้น ไม่ได้ถือตรงตามตัวหนังสือ. มีธรรมะอยู่หมวดหนึ่งซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสความว่า : "ถ้าเขาเลวกว่าเรา ควรสงสาร, ถ้าเขาเสมอกันกับเรา ควรคบ, ถ้าเขาดีกว่าเรา ควรเคารพ" ดังนี้. ทีนี้ เขาก็เป็นคนด้วยกัน ทำไมเราจะไปประพฤติปฏิบัติต่อเขา ผิด ๆ กัน อย่างตรงกันข้าม. ถ้าเขาด้อย กว่าเรา เลวกว่า ต่ำกว่าเรา โง่กว่าเรา เราควรจะสงสาร ; แทนที่จะไป เกลียดเขา หรือไปประชดเขา. คนที่เขาโง่ขนาดเขาอาจจะตั้งหน้ามาทำร้ายเรา หรือเขาอาจจะว่าจะด่าผู้พิพากษาบนบัลลังก์ได้นี้ ก็ไม่ใช่ควรจะโกรธเขา แต่

น.578 ควรจะสงสารเขา. ถ้าคนเสมอกัน ควรคบหาสมาคม เพราะว่าไม่เป็นภัย ไม่เป็นอันตราย. ส่วนคนที่ดีกว่าเรา ควรบูชา ควรยกย่อง สักการะ สรรเสริญ. นี้เป็นหลักแห่งการคบคนหรือการสมาคมในโลกของพระพุทธเจ้า ที่ได้ตรัสไว้ในคัมภีร์ตำราที่เป็นหลักฐาน. ถ้าถือความยุติธรรมตามตัวหนังสือ ถือว่าคนเหมือนกันแล้ว จะ ประพฤติปฏิบัติตรงไปตรงมาเสมอกัน ; ก็จะไม่เกิดอาการที่ควรสงสาร หรือ ควรบูชา หรือควรสมาคม เหล่านี้เป็นต้นได้เลย. นี้เรียกว่าความยุติธรรมหรือ ไม่ลำเอียงนั้น ต้องเป็นไปตามความเหมาะสมแก่กรณี แก่บุคคล แก่ฐานะ แก่กาละเทศะต่าง ๆ ด้วย ซึ่งนับว่าเป็นหน้าที่ ที่มีเทคนิคละเอียดลออมาก ที่จะ ต้องเอาใจใส่. แม้จะต้องเหนื่อยยากลำบากอดหลับอดนอน ในการที่จะวินิจฉัย สิ่งต่าง ๆ ให้ละเอียดลออทุกตัวหนังสือ ทุกความหมายของประโยค เหล่านี้ ก็เป็นสิ่งที่ผู้เป็นตุลาการจำเป็นจะต้องทำ เพื่อความเป็นตุลาการปูชนียบุคคล โดยนัยะที่ได้กล่าวแล้ว. เมื่อทำได้ดังนี้ เป็นอันว่าเรามีรั้วที่ดีที่สุด ที่จะป้องกัน อคติได้คราวเดียว ทั้ง ๔ อย่าง คือทั้งฉันทา โทสา ภยา โมหา คือทั้งรัก ทั้งโกรธ ทั้งกลัว ทั้งหลง. การที่เราจะไม่ไหวไปตามโลกธรรม เราต้องมีความเข้าใจ เรื่องโลก ว่าโลกนี้คืออะไร ซึ่งใจความส่วนนี้ได้อธิบายแล้วมากพอทีเดียว แต่ปีกลาย (พ.ศ. ๒๔๙๙). เป็นอันบอกให้เห็น ว่าโลกนี้ไม่มีอะไรอื่น นอกจากเป็นของที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา คือเป็นไตรลักษณ์. ถ้า พูดอย่างโวหารเด็ก ๆ ธรรมดาก็ว่า "โลกนี้คือ คน + ความทุกข์" ซึ่งบาลีใน พระไตรปิฎกก็มียืนยันอยู่อย่างนี้ ว่า "บรรดาสิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไป ในโลกนี้ ไม่มีอะไร นอกจากความทุกข์" . เราจึงพูดว่า โลกนี้ ไม่มีอะไร นอกจาก คน บวกกันเข้ากับความทุกข์ มี ๒ อย่างเท่านั้น ; ผลได้รับคือ โลก.

น.579 เพราะว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวง เป็น เอเต อนิจฺจา มฺเชสุ ธมฺมา เหมือนตัวบทข้างต้นนั้นเอง, ว่าสิ่งทั้งหมดโลกนี้ ล้วนแต่เป็นมายา เปลี่ยนแปลง. เมื่อเรายึดสิ่งที่เรียกว่ามนต์บทนี้ หรืออารมณ์กัมมัฏฐานบทนี้ หรือนิมิตแห่ง สมาธิบทนี้ไว้ เป็นประจำอยู่เสมอแล้ว จะเป็นเครื่องรางที่แท้จริง ยิ่งกว่าพระ ที่แขวนคอ ; จะเป็นเครื่องรางที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า ที่จะป้องกันการ ครอบงำของอคติ หรือการครอบงำของสิ่งต่าง ๆ ที่มาทำลายให้สูญเสียความเป็น ปูชนียบุคคลของโลกได้โดยสิ้นเชิง. อาตมาจึงขอร้องซ้ำแล้วซ้ำอีก ว่าเรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่ใช่เรื่องไว้ล้อกันเล่น ; แต่เป็นเรื่องที่จะคุ้ม ครองดวงวิญญาณของท่านตุลาการทั้งหลายเอง ให้มีความสะอาด สว่าง สงบ และปลอดภัยอยู่เสมอ. เพราะฉะนั้นอย่าได้เห็นว่าเรื่องธรรมหรือสัจจธรรม หรือหลักพุทธศาสนานี้ เป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่าย ไม่คุ้มค่ากับที่เรามานั่งทนฟัง ให้เจ็บหลัง ; แต่เป็นเรื่องที่จะทำชีวิต หรือวิญญาณทั้งหมดทั้งสิ้นของเราให้สูง ให้ประเสริฐ ให้ถึงอุดมคติของสิ่งที่เราตั้งใจจะทำ ได้โดยแน่นอน. นี่ เราได้หลักว่า เราได้รู้จักโลกดี เราเห็นโลกในลักษณะที่ถูกต้อง เรารู้จักคุณค่าของสิ่งที่เรียกว่าโลก ว่ามีอย่างไร มากน้อยเท่าไร เรายังเป็น ปูชนียบุคคลของโลก. ปูชนียบุคคล หมายความว่าอยู่เหนือโลก ไม่ใช่อยู่ ใต้โลก ; เพราะฉะนั้นตุลาการต้องไม่อยู่ใต้โลก คือไม่อยู่ในความครอบงำ ของโลก แต่อยู่เหนือความครอบงำของโลก ; โดยมีความรู้สึกอยู่เสมอว่า โลกหรือสิ่งต่าง ๆ ในโลก คือรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ทุกอย่างที่เป็นที่ตั้ง ของสุขเวทนาทางเนื้อทางหนัง เหล่านี้ เป็นของที่เป็นอันตราย เป็นศัตรูยาพิษ เป็นสิ่งที่ทำลายอุดมคติ หรือดวงวิญญาณของตุลาการ. ถ้าเราไม่ลืมความจริง ข้อนี้แล้ว จะเป็นเครื่องรางที่ศักดิ์สิทธิ์ได้โดยแน่นอน. ในไตรปิฎก อังคุตตรนิกายเหมือนกัน ในที่แห่งหนึ่ง พระพุทธเจ้า ตรัสว่า : "ภพ นี้เปรียบด้วยคูณ แม้นิดหนึ่งก็เหม็น" ดังนี้. คูถ คำนี้

น.580 เป็นภาษาที่ใช้ในภาษาบาลี หมายถึงอุจจาระ. ท่านว่า ภพ คือความเป็นอะไร ต่าง ๆ ด้วยความยึดถือว่าเป็นนั่น - เป็นนี่ นั่นแหละเป็นคูถ. ถ้าว่าเอาความ ก็คือว่าโลกที่มีความยึดถือ ก็เปรียบด้วยอุจจาระ แม้นิดหนึ่งก็เหม็น. คำว่า "โลก" ก็คืออารมณ์ที่เรามองเห็นเป็นโลก โดยเฉพาะก็ได้ แก่รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสอีกนั่นเอง. โลกมันเป็นโลกหรือว่ามีค่าแก่เรา ขึ้นมาได้ ในฐานะว่าโลกมีค่า นี้ก็เพราะมันมีรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ประเภทอิฏฐารมณ์ ทำให้เกิดความสุขเวทนาทางเนื้อทางหนัง มอมจิตใจของ คนที่เสวยนั้นให้เกิดความมึนเมาเพลิดเพลิน. เขาชอบ มันก็มีค่าขึ้นมา; ถ้า ไม่มีใครชอบ มันก็ไม่มีค่าอะไร. นี้ตามหลักแห่งเศรษฐศาสตร์ เพราะมัน ต้องการ มันจึงมีค่า. เดี๋ยวนี้โลกเป็นที่หลงของสัตว์ที่เขลา แต่ไม่เป็นที่หลง ของพระอริยเจ้า. แม้โลกนี้จะงดงามหอมหวนเพียงไรก็ตาม ก็ไม่เป็นที่หลง ของพระอริยเจ้า ; แต่เป็นที่หลงของคนเขลา. พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสว่า โลกนี้เปรียบด้วยคุณ แม้นิดหนึ่งก็เหม็น. ผู้ที่เคยรู้จักว่า อุจจาระแม้นิดหนึ่ง ก็ยังมีกลิ่นน่ารังเกียจ หรือแม้ จะนิด จนจะมองไม่เห็นว่ามีอยู่ที่ไหน ก็ยังมีกลิ่นเหม็น. เข้าใจความจริงใน ข้อนี้ให้ชัดเจนเถิด แล้วขอให้เชื่อพระพุทธองค์สักหน่อย ว่ามันเป็นความจริง ; แล้วมาพิจารณาดู ว่าในโลกนี้ ซึ่งหมายถึงความหลงอยู่ในโลกนี้ แม้นิดหนึ่ง ก็เป็นของเหม็น คือเป็นของให้เกิดทุกข์ได้อย่างไร. ความสำคัญข้อนี้ ก็หมาย ถึงว่าการตกอยู่ใต้อำนาจของโลกธรรม หวั่นไหวไปตามโลกธรรม แม้นิดหนึ่ง ก็จะฉิบหาย ไม่ใช่ต้องมากมาย. เพราะว่าโลกเป็นอันตรายถึงขนาดนั้น คือ เมื่อไหวไปตามโลกธรรม เราแพ้โลก อยู่ใต้โลก เราไม่อาจจะอยู่เหนือโลก โลกครอบงำเรา เราก็จะมีลักษณะอย่างนี้.

น.581 เราควรจะมีปรกติมองเห็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสเรียกว่า ภพ กล่าว คือความเป็น เป็นนั่น - เป็นนี่ แล้วยึดถือในความเป็นนั้น จึงจะเรียกว่า ภพ. ถ้าไม่ยึดถือ ไม่มีความเป็น ไม่มีภพ. อย่างว่าเราเป็นคน แล้วเรารู้สึกว่า เราเป็นคน เรายึดถือในความเป็นคนของเรา อย่างนี้เรียกว่า ภพ ; อย่างนี้ ชื่อว่าสัตว์นั้น มีภพแล้ว มีสัตว์มีคน มีผู้เกิดมาแล้ว. ถ้าไม่มีความยึดถือ อย่างนี้ภพไม่มี เช่นพระอรหันต์ แม้ท่านเป็นคนเหมือนเรา เดินได้ กินได้ ทำอะไรก็ได้เหมือนเรา แต่ ภพนั้นไม่มีแก่ท่าน ; ส่วนเราธรรมดาย่อมมี. เราจะต้องมีจิตใจอยู่เหนือความยึดถือในความเป็นนั่นเป็นนี่ อย่างนี้เสีย ให้หมดสิ้น : จะได้ไม่หลงรัก "ความเป็น" ชนิดที่ตรงตามความต้องการ, จะได้ไม่หลงเกลียด "ความเป็น" ชนิดที่ไม่ต้องการ, จะได้ไม่หวั่นไหวไปตามโลกธรรมทั้ง ๒ ฝ่าย, จะได้ไม่หลงใหลในความเป็น แม้เป็นเศรษฐี ที่เราอยากมีรถยนต์ มีตึก มีตู้เย็น อะไรมาก ๆ เหล่านี้ มันก็คือ หลงใหลในภพอันหนึ่ง. เมื่อความรู้สึกอย่างนั้นเกิดขึ้น ก็เรียกว่าเราตกอยู่ใต้ อำนาจของภพชนิดนั้นแล้ว คือภพแห่งความเป็นเศรษฐี. ทีนี้เราจะเป็น อย่างไร. เราก็ต้องถูกกิเลสนั้นพาไป เพื่อให้ได้ความเป็นเศรษฐี. ถ้าไม่ได้ โดยเร็วทันใจเรา ก็ต้องทำโดยไม่สุจริต ; หรือแม้ทำโดยสุจริต พระพุทธเจ้า ท่านก็ถือว่าเป็นทาสของภพนั้น ซึ่งเต็มไปด้วยความทุกข์ที่ต้องทนทำ. แม้เรายังไม่ถึงขนาดเป็นพระอริยเจ้าในบัดนี้ เราก็ต้องระวังในส่วนที่ เป็นฝ่ายชั่ว คือฝ่ายทำให้ทุจริตในขั้นศีลธรรม. ต่อเมื่อต้องการเป็นพระอริยเจ้า จึงต้องระวังทั้ง ๒ ฝ่าย คือทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว ทั้งฝ่ายสุจริตและฝ่ายทุจริต คือ ไม่ต้องการจะเป็นอะไรเสียเลย เมื่อไม่ต้องการจะเป็นอะไรเสียเลย ก็เรียกว่าอยู่ เหนือภพ เป็นจอมไตรภพได้.

น.582 ในเรื่องนี้ อาตมาอยากให้ตัวอย่างเพื่อกันลืมได้ดี คือวันหนึ่งได้ฟัง วิทยุร้องมาบทหนึ่งว่า "บัดนั้นองค์พระอภัยจอมไตรภพ" ฟังดูแล้วทำให้สะดุ้ง ตกใจ ว่าคนอย่างพระอภัย จะเป็นจอมไตรภพ ได้อย่างไร. ไตรภพก็คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ ซึ่งหมายถึงมนุษย์โลก เทวโลก และพรหมโลก. คนอย่างพระอภัยเจ้าชู้อย่างยิ่งนั้น จะอยู่เหนือกิเลสที่ยึดถือในภพ ไม่ติดอยู่ในภพ ทั้งสาม ได้อย่างไร. หรือว่าภาษาไทยเขาหมายอย่างไรกันก็ไม่ทราบ. คนอย่าง พระอภัยนี้ จะไปมีอำนาจเหนือพรหม รูปพรหม อรูปพรหมได้อย่างไร. นี่ขอ ให้จำไว้เป็นตัวอย่าง เพื่อป้องกันความหลอกลวงของภาษาไทย. ภาษาไทย ของเราเองนี่แหละ มันหลอกลวงให้เราเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ผิดได้มากเหมือนกัน. ถ้าคนอย่างพระอภัยเป็นเจ้าจอมไตรภพแล้ว ท่านเกิดอยากเป็นอย่างนั้นขึ้นมาบ้าง จะเกิดเรื่องชนิดที่คำนวณไม่ไหวทีเดียว. ถ้าเป็นจอมไตรภพจริงก็จะต้องเป็น ผู้ชนะกิเลส ในการยึดถือเกี่ยวกับภพ จึงจะเรียกว่าอยู่เหนือภพ เป็นเจ้าไตรภพ ; แล้วสิ่งที่มีลักษณะเหมือนคุณแม้นิดหนึ่งก็เหม็นนั้น จะไม่ครอบงำเรา จะไม่ แปดเปื้อนเราได้ โดยประการทั้งปวง. ทีนี้มันน่าสงสารที่ว่า อยู่ในภพ หรือในโลก ก็ไม่รู้จักภพ ไม่รู้จักโลก. ท่านทั้งหลายบางคนอาจจะไม่เข้าใจ แล้วอาจจะคิดไปว่าอาตมาเล่นสำนวนโวหาร สนุก ๆ ที่ว่า "อยู่ในโลก แล้วก็ไม่เห็นโลก หรือว่าไม่รู้จักโลก" นี้ขอให้จำ ไว้ว่า ถ้าอยู่ในโลก และรู้จักโลกแล้ว ก็จะไม่อยู่ในโลก คือจะอยู่เหนือโลก จะไม่ไหวไปตามโลกธรรม. ถ้าท่านทั้งหลายผู้ใดก็ตาม รู้จักโลก หรือเห็นโลก แล้ว ท่านจะไม่ไหวไปตามโลกธรรม ๘ อย่างที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น. ถ้าท่าน ยังไหวไปตามโลกธรรมแปดอยู่เพียงใดแล้ว ขอให้สมัครใจรับสารภาพเสียอย่าง หน้าชื่นตาบานว่า ยังไม่เห็นโลก ยังไม่รู้จักโลก.

น.583 อาตมาอยากจะเปรียบเทียบ ด้วยโวหารที่ท่านใช้เป็นเครื่องตักเตือน ใจในทางธรรมะมีว่า : นกไม่เห็นฟ้า ปลาไม่เห็นน้ำ ไส้เดือนไม่เห็นดิน หนอนไม่รู้จักคูล. คำว่า "ปลาไม่เห็นน้ำ" ลองคิดดู ว่าเป็นความจริงอย่างไร. ปลา มันอยู่ในน้ำ มุดหัวอยู่ในน้ำ ลูกตามันก็ชุ่มแช่อยู่ในน้ำ แล้วทำไมมันไม่เห็นน้ำ. ถ้าอธิบายอย่างอื่น มันต้องการถ้อยคำมาก เวลามาก เราจึงอธิบายด้วยการ เปรียบเทียบ ว่าเราเป็นมนุษย์ เป็นคนยืนอยู่บนบก ไม่เคยเป็นสัตว์น้ำ จมแช่ อยู่ในน้ำ เรามีความรู้เรื่องน้ำมากน้อยกว่ากันกับปลาที่อยู่ในน้ำอย่างไร. ถ้าท่าน เป็นนักศึกษาที่เพียงพอ ท่านก็จะกล่าวได้ว่าคนเรารู้จักน้ำ มีความรู้เรื่องน้ำ หรือเข้าใจน้ำดีกว่าปลา มากกว่าปลาที่อยู่แม้ในน้ำ. ทั้ง ๆ ที่มันแช่อยู่ในน้ำ มันไม่รู้จักกฎเกณฑ์อะไรต่าง ๆ ในทางวิทยาศาสตร์ หรือวิชาความรู้ที่เป็นเทคนิค ต่าง ๆ เกี่ยวกับน้ำ เพราะมันเกิดมาในน้ำ มันก็ไม่ได้สนใจกับน้ำ ทั้ง ๆ ที่ลูกตา มันติดอยู่กับน้ำ มันไม่มีความรู้เรื่องน้ำเพียงพอ หรือถูกต้อง มากเท่ากับมนุษย์ เรา. ฉะนั้นไม่ต้องพูดถึงเรื่องบกที่มันจะมีความรู้ขึ้นมาถึงเรื่องบก แต่แม้ใน น้ำเอง ลูกตาก็เปียกอยู่กับน้ำ มันก็มีความรู้เรื่องน้ำน้อย หรือไม่รู้เสียเลย. เพราะเพียงแต่เกิดในน้ำ มีชีวิตอยู่ได้ก็แล้วกัน. ที่นี้คนอยู่ในโลกก็เหมือนกัน อย่าอวดดี ว่ารู้จักโลก หรือเข้าใจโลก. เพราะความที่ต้องถูกพัดพาไปตาม โลกธรรม ; นั่นแหละ คือความที่ไม่รู้จักโลก. ที่ว่า "นกไม่เห็นฟ้า" ทั้งที่นกบินอยู่ในฟ้า นกก็มีความรู้เรื่องฟ้า น้อยกว่าเรา มันรู้แต่เพียงเป็นพื้นอากาศ ใช้บินไปบินมาเท่านั้นเอง ทั้งที่มัน อยู่ในฟ้า ยิ่งกว่าเรา.

น.584 หรือว่า "ไส้เดือนไม่เห็นดิน" นี้ยิ่งเห็นง่ายขึ้นไปอีก ว่าไส้เดือน เกิดอยู่ในดิน กินอยู่ในดิน ตายอยู่ในดิน ยิ่งหลับหูหลับตาอยู่ในดิน ไม่รู้จักดิน ไม่เข้าใจเรื่องดินในแง่ที่ลึกซึ้งเหมือนมนุษย์ ซึ่งไม่เคยไปดำมุดอยู่ในดินเช่นนั้น หรือว่า "หนอน ไม่รู้จักคูณ" หมายถึงส้วมโบราณ ที่เต็มไปด้วย หนอนผุดว่ายอยู่ในคูณอย่างยั้วเยี้ย หนอนเหล่านั้นไม่รู้จักคูณ ว่าที่แท้จริงนั้นคือ อะไร เพราะมันหลับหูหลับตา จมอยู่ในคูถ. ส่วนมนุษย์เราที่ยืนอยู่ข้างบนดิน ไม่ลงไปจมอยู่ในคูนั้น กลับรู้จักว่าคูณนั้นเป็นอย่างไร. เราเปรียบสัตว์ ๔ ประเภทนี้แล้ว นำมาเปรียบกับตัวเอง คำนวณดู ว่าความไม่รู้จักโลกของเรานั้นมากน้อยเท่าไร. เราดีกว่า หรือได้เปรียบกว่า สัตว์ในตัวอย่างทั้ง ๔ พวกนั้นหรือไม่. ถ้าจะตัดสินเด็ดขาดกันอย่างยุติธรรม ตามสปีริตของตุลาการที่เที่ยงแท้แล้ว ก็ต้องเอาความหวั่นไหวไปตามโลกธรรม นี้เป็นหลักตัดสิน. ถ้ายังหวั่นไหวไปตามโลกธรรมทั้งแปดอยู่เพียงไรแล้ว ก็ให้ ถือว่ามีระดับความรู้ที่ไม่รู้จักโลก เสมอเหมือนกับสัตว์ตัวอย่างทั้ง ๔ พวกนั้น โดยไม่มีทางแย้งได้เลย. เป็นอันว่าการที่ไม่ตกไปอยู่ใต้อำนาจของโลกธรรมนั้น มีความหมาย อย่างนี้ และทางมาแห่งอคติอันไม่พึงปรารถนานั้น มันมาจากการที่ไม่รู้จักโลก หรือไม่มีความรู้ในเรื่องโลกธรรม ที่เราจมแช่อยู่ในนั้น ; เหมือนกับที่ว่าหนอน จมอยู่ในคูถ. ถ้าเรารู้จักแล้ว โลกธรรมไม่อาจจะครอบงำ ; ก็เป็นอันว่าปิดทางมา แห่งอคติโดยสิ้นเชิงได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ; ถ้าเรายังอยู่ในโลก ยังจมอยู่ในโลก ก็หมายความว่าเป็นสัตว์ปุถุชนคนธรรมดาสามัญมากเกินไป. เราควรจะอยู่ใน ลักษณะที่เรียกว่าเป็นผู้ที่ลืมหูลืมตาพอสมควรแล้ว คือไม่หลับตา. พระพุทธเจ้า ท่านตรัสเป็นหลัก พอที่จะสรุปความได้ว่า :

น.585 ปุถุชน นั้นคือผู้ที่มีความยึดถือในสิ่งต่าง ๆ เต็มที่, กัลยาณปุถุชน คือปุถุชนที่สูงขึ้นมา จนถึงเป็นพระอริยเจ้าชั้น ต้น ๆ ; นี้คือผู้ที่กำลังจะไม่ยึดถือ, พระอรหันต์ คือผู้ที่ปล่อยวางหมดโดยสิ้นเชิง. ต่างกันเป็น ๓ พวก ดังนี้. เราไม่ควรจะกล่าวหากันว่า เป็นบุคคลที่ยกตัว หรืออวดดีอะไร ในการ ที่จะจัดว่าตุลาการทั้งหลายก็ยังอยู่ในพวกที่กำลังจะไม่ยึดถือ. อย่าอยู่ในพวกแรก คือพวกที่ยึดถือเต็มที่. แม้ว่าเรายังเป็นพระอรหันต์ไม่ได้ หมดความยึดถือ โดยประการทั้งปวงไม่ได้ เราก็ต้องอยู่ในพวกกลางคือพวกที่ ๒ คือพวกที่กำลัง จะไม่ยึดถือ หรือได้ปล่อยวางไปบางสิ่งบางอย่างบางส่วนแล้ว. นั่นแหละ จึงจะป้องกันการตกไปในอะไร ๆ อย่างในสัตว์ ๔ จำพวกนั้นได้ โดยปลอดภัย ; เพราะว่าเรามีลักษณะที่ว่าเหนือโลกอยู่บ้าง เพราะเราไม่เป็นลูกจ้างของโลก เราอยู่ในลักษณะที่เป็นปูชนียบุคคลของโลก หรือพูดอีกทางหนึ่งก็คือ เป็นที่พึ่ง ของโลก. ถ้าเราจมอยู่ใต้โลกแล้ว จะเป็นที่พึ่งของโลกได้อย่างไร. ใครจะ ปฏิเสธหน้าที่อันนี้ไม่ได้ คือว่าตุลาการจะเป็นที่พึ่งของโลก จะเป็นด่านสุดท้าย หรือด่านกลาง ด่านแรก ก็สุดแท้ ตุลาการจะต้องเป็นที่พึ่งของสัตว์โลกอยู่เป็น ปรกติ. เพราะฉะนั้นจึงต้องอยู่อย่างน้อย ก็เหนือโลกในระดับหนึ่ง. การที่ เราจะอยู่เหนือโลกอย่างนี้ เราก็ต้องควบคุมโลก หรือโลกธรรมได้ โดยอาศัย บารมีของธรรมะ หรือพระพุทธเจ้านั่นเอง. การที่มีจิตใจอยู่เหนือโลกโดยเข้าใจ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สุญญตา ก็ได้กล่าวโดยละเอียดมาตั้งแต่ปีกลายนี้. ให้พยายามถอนตนขึ้นมาจากโลก ควบคุมโลกธรรมให้ได้ โดยการเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลก รวมทั้งตัวโลก

น.586 ทั้งหมดนั้น ว่าง คือว่างเปล่าจากสาระ ขนาดที่จะยึดถือว่าตัวตน หรือของตน. เมื่อเห็นเป็นของไม่เที่ยง เป็นมายาไปตามเรื่องโลก นี้เรียกว่าเห็นสุญญตา คือ เห็นความว่างจากตัวตน หรือน่ายึดถือว่าของตน. ไม่ใช่สุญญตา ที่ว่ากันว่า สูญ - สูญ อย่างที่คุณย่าคุณยายชอบพูดกันนัก แต่ก็ไม่รู้ว่าว่าอะไร ; จะต้อง เป็นสุญญตา คือว่างจากภาวะที่น่ายึดถือ. ถ้ามันว่างจากภาวะที่น่ายึดถือ ก็เท่ากับ ว่าง ไม่มีความหมาย ไม่มีค่า ไม่มีราคา ที่จะมาครอบงำใจเราให้ไหวไปตาม โลกธรรม. ผู้ที่เข้าถึงสุญญตาแล้ว จะเห็นสิ่งต่าง ๆ ในฐานะเป็นของว่าง คือ เป็นธรรมดา ไม่มาครอบงำหัวใจได้ ; เลยคุ้มครองตัวเองอยู่ได้เป็นปรกติ ไม่ลำเอียง ไม่มีอคติ จะมองเห็นว่าทรัพย์สมบัติมหาศาล จะมหาศาลสัก เท่าไรก็ตาม ทรัพย์สมบัติทั้งหมดนั้น เหมือนกับของพบกลางทาง คืออาศัย กินอยู่ใช้สอยครู่เดียว แล้วก็จะจากไปโดยการเดินทางต่อไป มิได้หยุดอยู่ที่นั่น หรืออยู่ที่นั่นเป็นการถาวร. สำหรับการประกอบอาชีพนั้น นอกจากจะถือว่า เป็นของทำเพียง เพื่อให้ชีวิตรอดอยู่ได้ สำหรับจะได้ทำงานชิ้นสำคัญของชีวิตโดยตรงแล้ว ก็ควร จะถือว่า เป็นเพียงงานฝีมือ เพื่อแสดงฝีมือ เหมือนงานศิลป์ทั่วไป ; มิใช่ เป็นเรื่องที่จะต้องละโมบโลภลาภ ตะกละตะกลาม ทำกันอย่างไม่เห็นแก่ผิดชอบ ชั่วดี. ถ้าถือว่า งานของชีวิตจนตลอดชีวิตเป็นเพียงงานศิลปะอย่างหนึ่งแล้ว ทุกอย่างจะเป็นไปแต่ในทางงดงาม หรือบริสุทธิ์ตามแบบศิลป์. ศิลปโบราณ ในยุคที่ไม่นิยมวัตถุกันนั้น เป็นศิลปบริสุทธิ์ ครั้นตกมาถึงสมัยที่เห็นแก่วัตถุ กันมาก ก็เลยกลายเป็นศิลปไม่บริสุทธิ์ แล้วแต่ผู้จ้างจะจ้าง หรือผู้นิยมจะซื้อ ตามที่เขาต้องการอย่างไร.

น.587 ถ้าเราเป็นศิลปินแท้ ก็รักษาอุดมคติของศิลปไว้ได้. ที่เราทำงาน อาชีพต่าง ๆ ก็ให้เป็นเพียงเครื่องฝึกมือ อย่ายึดถือเอาผลเป็นเงินเป็นทอง เพื่อปากเพื่อท้องเลย มันจะเกิดความทุกข์ขึ้น. โดยนัยะนี้ พร้อมกันเราก็จะ ปฏิบัติหน้าที่ หรืออาชีพของเราไปได้อย่างประณีตถึงที่สุดเหมือนกัน เงินทอง ก็ไม่ไปไหนเสีย มันก็มีมาเอง แล้วเราก็ไม่บริโภค หรือละโมบเอาเงินทองนั้น อย่างคนที่เห็นแก่ปากแก่ท้อง เรายังคงเป็นศิลปินในการประกอบงานฝีมือหรือ การฝีมืออย่างสูงอยู่นั่นเอง. นี้เป็นเหตุให้ทำงานได้ดีกว่าที่จะไปเห็นแก่ปาก แก่ท้องเสียอีก. ถ้าเห็นแก่ปากแก่ท้องก็รวบรัดเอา โกงนายจ้างก็ได้ ถ้าทำ โดยรักศิลปะ จะไม่ยอมทำอย่างนั้น ถูกไล่ออกจากงาน เพราะทำงานช้า ก็ตามใจ ; ถ้าจะไม่ถึงขนาดของศิลปะ. ถ้าพวกเราประกอบอาชีพกันในลักษณะเช่นนี้แล้ว จะไม่มีความทุกข์ เพราะอาชีพนั้น ๆ เลย จะไม่มีห่วงวิตกกังวล นอนไม่หลับ กินไม่ได้ เพราะ ความทับถมของอาชีพ หรือถึงกับเบียดเบียนกันเพราะอาชีพ. เพราะฉะนั้น ส่วนใดที่เป็นอาชีพ หรือที่ถือว่าเป็นอาชีพ ก็ขอให้ถือกันในลักษณะเช่นนี้ คือถือว่าอาชีพนั้น เป็นเพียงงานฝีมือของผู้ที่มีหัวเป็นศิลปินแท้. ยิ่งการเป็น ตุลาการ ซึ่งอาตมาได้กล่าวแล้วว่าไม่ใช่อาชีพ มันก็ยิ่งไปกว่านั้นอีก คือต้อง ไม่เห็นแก่ปากแก่ท้องยิ่งขึ้นไปอีก ต้องทำเพื่ออุดมคติ ต้องทำเพื่อความเป็น ปูชนียบุคคลโดยตรงยิ่งขึ้นไปอีก. สำหรับชื่อเสียง ท่านจะมองเห็นได้เอง ในเมื่อเห็นสุญญตา ว่า ชื่อเสียงนี้ ก็เป็นเพียงของสำหรับเด็ก หรือเป็นของเด็กเล่น ; ถ้าเป็นภาษา อังกฤษก็เรียกว่าเป็น mischief อันหนึ่ง เป็นของสำหรับเด็กเล่น ชื่อเสียง แม้จะมากมายรุ่งโรจน์ เป็นเจ้าโลก เป็นอะไรก็ตาม เป็นผู้ครองโลกครองเมือง อะไรก็ตาม นั้นมันเป็นของเด็กเล่น มีไว้ให้เด็กเล่น เป็นของสำหรับเด็กจะได้

น.588 หลงใหล. คนโต ๆ แล้ว ไม่ควรไปเหมือนกับเด็ก คือพอเรายอเข้าหน่อย เขาก็ชอบใจ สบายใจ แล้วก็ทำอะไรตามที่เราต้องการให้เขาทำ ; เราต้อง ยกยอเขา ว่าดีอย่างนั้น ดีอย่างนี้. นี่จะเห็นได้ว่า ชื่อเสียงนั้น เป็นเหยื่อของ สัญชาตญาณ ของผู้ที่มีจิตใจอย่างเด็ก. โตแล้วทำไมจะต้องยออย่างเด็ก ๆ เป็นผู้ใหญ่แล้ว ควรจะต้องทำอะไรได้ด้วยธัมมาธิปไตย คือเห็นแก่ความดี ความงาม ความจริง ความถูกต้อง ความยุติธรรมเป็นหลัก ; ไม่ต้องเป็น โลกาธิปไตย ทำไปเพราะเห็นแก่ชื่อเสียง. ด้วยเหตุนี้แหละ ชื่อเสียงโดย แท้จริง จึงเป็นของลวง เอาไว้หลอกเด็ก เป็นของเด็กเล่น มีไว้ให้เด็กเล่น ดีกว่า. ถ้าเราไปละโมบในชื่อเสียงเหมือนกับละโมบในทรัพย์แล้ว ไม่ต้องสงสัย เราจะต้องทำสิ่งที่ไม่ควรทำ เช่นเดียวกับละโมบเงินหรือละโมบอื่น ๆ. พร้อมกันในที่ ถ้าเราถืออุดมคติอย่างว่าแล้ว ชื่อเสียงมันมาเอง แล้วเราก็ไม่ยึดถือชื่อเสียงนั้น โดยความเป็นตัวตน หรือเป็นของตน ; นี้มัน เป็นความสงบสุขอย่างแท้ ไม่ใช่ว่าไปทำอย่างนั้นแล้ว มันจะไม่ได้ชื่อเสียง ; แต่ว่าอย่าไปอยาก ไปหลงเข้า หากมันได้ไม่ทันใจ ก็จะกลับไปหาชื่อเสียงทุจริต ชื่อเสียงปลอม เหมือนกับที่เขาหากันโดยมากอยู่ในสมัยนี้. เราไม่ต้องไป พะวงถึง เรื่องจะได้ชื่อเสียง เราประกอบกรรมที่ดี ที่บริสุทธิ์ตรงตามอุดมคติ ก็แล้วกัน ; อย่าไปบูชาชื่อเสียงเลย. แม้ว่าในด้านศีลธรรมในด้านโลก ๆ เขาสอนให้เห็นแก่ชื่อเสียง ยิ่งกว่าเงิน กว่าอะไรก็ตาม ; แต่ในทางสัจจธรรม เพื่อจะไม่ตกไปฝ่ายอคติอย่างแท้จริงแล้ว เราต้องสูงกว่านั้นอีก, หรือถูกผู้ใหญ่ ยกย่อง จะให้ชื่อเสียงขึ้นมา เอาชื่อเสียงมาจ้าง ก็เลยเกิดลำเอียงขึ้นมาได้ ; ไม่ปลอดภัย ถ้ายังบูชาชื่อเสียง. ลาภ หรือ เงินทองวัตถุ เราไม่บูชาอย่างไร ชื่อเสียง เราก็ต้องไม่บูชาอย่างนั้น ; แต่ว่าเราจะประกอบกรรมที่ถูก ที่ดี

น.589 แล้วชื่อเสียงมันมาเอง มาอยู่ใต้ฝ่าเท้าของเรา ไม่ใช่มาอยู่บนหัว บนศีรษะ ; นั่นจึงจะเป็นทางที่ถูกที่ควร และปลอดภัย. อย่าได้ยินเพียงว่า ชื่อเสียง แล้วจะบูชาในฐานะที่จะเอาไว้เหนือศีรษะ ต้องเอาไว้ใต้ฝ่าเท้าเหมือนกับเงิน มันจึงจะไม่ครอบงำเรา ไม่จูงเราไปสู่อคติ. การยกยอ การป้อยอ การประจบสอพลอ ถูกเห็นไปว่าเป็นชื่อเสียง เมื่อไรก็ได้ ; ที่แท้ก็เป็นชื่อเสียงปลอม แม้ชื่อเสียงที่ว่าเป็นไปตามระเบียบขนบธรรมเนียม ประเพณีที่ดีก็เหมือนกัน ถ้าไปหลงนัก ก็ทำให้เป็นทุกข์ได้ อารมณ์หม่นหมองได้ มีส่วนที่จะน้อมเอียงไปสู่ทางใดทางหนึ่งได้. เราทำใจให้เป็นอิสระ บูชา ธรรมะ บูชาความจริง แล้วประกอบกรรมต่างๆ ไป; แล้วลาภก็ดี ชื่อเสียงก็ดี มันจักค่อยคลานมาเอง แล้วมาอยู่ใต้ฝ่าเท้าของเรา ไม่ใช่ มาอยู่บนศีรษะเรา. นี่เป็นความปลอดภัยที่จะได้มาจากการที่เราเห็น สุญญตา - ความว่างจากการยึดถือตัวตน. เราจะเห็นว่า โลกทั้งโลกนี้ มันเล็ก ไม่พอที่จะใส่ฝ่ามือ เพราะว่ามัน ไม่มีความหมาย มันไม่มีค่าอะไร เต็มไปด้วยความทุกข์ เต็มไปด้วยความ หลอกลวง เป็นของเล็กน้อย มีค่าน้อยเกินไป ใหญ่ไม่เต็มฝ่ามือของเรา. ต่อเมื่อ เรามีจิตใจที่ไม่ยึดถือโลกธรรม ไม่หวั่นไหวไปตามโลกธรรมทั้งปวงแล้ว โลกนี้ ก็จะหดตัวเล็กกว่าฝ่ามือ ไม่พอที่จะใส่ฝ่ามือได้ โดยตัวมันเอง. ถ้าเรามีจิตใจอยู่เหนือโลกโดยประการทั้งปวงแล้ว ความลำบากต่าง ๆ, ความยากจน, หรือความตาย, หรืออะไรที่กลัว ๆ กันนักนั้น (จะเรียกอะไร กี่อย่าง ก็สุดแท้ เรียกว่าความตายในที่สุด) จะกลายเป็นสิ่งที่ไร้ความหมาย แห่ง ความที่ต้องกลัวไป. อย่าไปกลัวความตาย อย่าไปกลัวความจน อย่าไปกลัว

น.590 ความไม่ได้กิน ไม่ได้ใช้ ไม่ได้อะไรอย่างนั้นอย่างนี้ ; เพราะนั่นมันเป็นเรื่อง กลัวอย่างเขลา ๆ กลัวเพราะถูกลวงด้วยของเป็นคู่ กลัวเพราะไหวไปตามโลกธรรม เสียแล้ว. ถ้าเราเห็นสุญญตาแล้ว จะอยู่เหนือความตาย ความตายไม่มีความหมาย, ความเจ็บไข้ไม่มีความหมาย, ความยากจนไม่มีความหมาย, แล้วเราก็ไม่กลัว ; จิตใจเป็นอิสระอย่างนี้ จึงจะประพฤติหน้าที่ หรืออะไร ๆ ให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง สำเร็จได้ตามอุดมคติ หรือเป็นปูชนียบุคคลได้. ประพฤติยุติธรรม ประพฤติ ไม่มีอคติได้ถึงที่สุดจริงๆ แล้วไม่ต้องสงสัย จะไม่จน จะไม่ตาย จะไม่อะไร ทุก ๆ อย่าง ที่คนอื่นเขากลัว. คือว่าเราไม่ต้องกลัว มันไร้ความหมายที่ต้องกลัว ไม่ต้องนึกถึงเรื่องนี้ นึกถึงแต่ข้อที่จะต้องทำให้ถึงอุดมคติถึงที่สุดของหน้าที่ หรืออุดมคติที่เรากำลังยึด กำลังสมัครอยู่ก็แล้วกัน. ขออภัย ที่จะกล่าวตรง ๆ ว่า ท่านนักศึกษาทั้งหลาย สมัครมาเอา หน้าที่ผู้พิพากษานี้ ไม่ใช่ใครบังคับท่าน แต่เมื่ออุดมคติของความเป็นผู้พิพากษา มีอยู่อย่างนี้ เราก็ต้องทำ หรือต้องทนทำ ให้ตรงต่ออุดมคติของผู้พิพากษาหรือ ตุลาการ. อย่าลดลงไปเป็นอาชีพ อย่าลดลงไปเป็นลูกจ้าง อย่างที่อาตมา ได้กล่าวแล้ว. ถ้าเรายังรักที่จะประกอบหน้าที่ชนิดนี้อยู่ก็ต้องชูตน ยกตน ขึ้นมาให้สูง ให้ถึงระดับของอุดมคติของอาชีพนี้ ; อย่ากล้าลดหน้าที่การงาน หรือสถาบันอันนี้ ลงไปสู่ความเป็นลูกจ้าง เหมือนกับที่ชอบพูดกัน ว่าข้าราชการ เป็นลูกจ้างของประชาชน ; นั่นเป็นความผิด ความหลง ความโง่อย่างยิ่ง. เมื่อเรายังรักอาชีพนี้ ต้องการจะเป็นตุลาการผู้เป็นปูชนียบุคคลของ โลกอยู่อย่างนี้แล้ว ก็ต้องอดทนอดกลั้น ทุกอย่างทุกประการ ที่จะเป็นตุลาการ ตามอุดมคติของตุลาการ ซึ่งจะเป็นที่ยกย่องสรรเสริญทั้งของเทวดาและมนุษย์.

น.591 นี่เป็นสำนวนในพุทธศาสนาที่จะต้องพูดว่า "ทั้งเทวดาและมนุษย์" เพราะเทวดา ก็หาความยุติธรรมไม่ได้ เพราะมัวเมาในกามคุณ เพราะตกอยู่ในอำนาจของ โลกธรรมน้อมเอียงไปในทางโลกอยู่. ถ้าผู้ใด จะเป็นมนุษย์หรืออะไรก็ตาม สามารถดำรงตัวเองบริสุทธิ์ผุดผ่อง มีความยุติธรรมอยู่ได้ ก็จักเป็นที่บูชาทั้งของ เทวดาและมนุษย์โดยไม่ต้องสงสัย. นี่แหละ หน้าที่หรืออุดมคติ หรือสถาบัน ของการเป็นตุลาการ เป็นครูบาอาจารย์ที่ถูกต้อง มีอยู่ในลักษณะเช่นนี้. เพราะฉะนั้น เราอย่าได้จมอยู่ในคูณแม้นิดหนึ่งก็เหม็นนั้นเลย คือ อย่าจมอยู่ในโลกธรรมนั้นเลย จะมีความเป็นปูชนียบุคคลโดยสมบูรณ์ สมตามที่ เราหวัง หรือควรจะได้ทุกประการ. ทั้งนี้ก็เพราะว่าเรารู้จักโลกธรรม เข้าใจ โลกธรรม รู้จักที่มาของโลกธรรม รู้จักตัวโลกธรรม รู้จักโทษอันร้ายกาจของ โลกธรรม รู้จักวิธีที่จะควบคุมโลกธรรมโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็เรื่อง เห็นความจริงของโลกธรรม ในแง่ที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ถอนความยึดถือ เสียให้ได้ หรือว่าให้มีน้อยที่สุด เป็นผู้ที่กำลังจะปล่อยวาง. นี่เป็นหลัก พุทธศาสนาชนิดที่จะเป็นเครื่องรางอันศักดิ์สิทธิ์ คุ้มครองพวกเราได้โดยแท้จริง และเด็ดขาด. อาตมาขอยุติลงด้วยการเลยเวลามากไปแล้ว เพียงเท่านี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต