Buddhadasa.org

ตุลาการิกธรรม เล่ม 1 ครั้งที่ ๑๐/๒๕๐๐ — นิพพาน ที่สุดของโลก

ตุลาการิกธรรม เล่ม 1 — คำบรรยายหลักพุทธศาสนา อบรมผู้ที่จะเป็นผู้พิพากษา ณ เนติบัณฑิตยสภา รุ่น พ.ศ. ๒๔๙๙ และ ๒๕๐๐ (สมัยดำรงสมณศักดิ์ พระอริยนันทมุนี) · วันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๐๐

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.592 ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย, การบรรยายครั้งสุดท้ายนี้ จะได้กล่าวถึงเรื่อง ที่สุดของโลก หรือ เรียกอีกอย่างหนึ่งที่เราชอบเรียกกันว่า นิพพาน. ได้กล่าวมาถึงเรื่องที่เกี่ยว กับโลก ในฐานะที่ในโลกนี้ เต็มไปด้วยของคู่ ๆ สำหรับลวงคนให้เกิดความชอบ - ความไม่ชอบ ซึ่งเป็นเหตุให้ติดอยู่ในโลก, ในที่สุดทำให้เกิดปัญหาเรื่อง วัตถุนิยมขึ้น คือว่านิยมในวัตถุมากขึ้น กว่าที่ธรรมชาติกำหนดไว้ จึงเป็น บ่าวเป็นทาสของวัตถุ เกิดเป็นปัญหายุ่งยากของโลกขึ้นมา ทำให้เกิดความระส่ำ ๕๕๑

น.593 ระสายในโลก ซึ่งรวมความว่าอาการเช่นนั้น เรียกได้ว่าเราไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่า "โลกธรรม" กล่าวคือการไหวไปตามโลกธรรม จนเกิดความทุกข์ด้วยการที่ติด อยู่ในโลก เวียนไปในวัฏฏสงสาร. เพราะฉะนั้น ถ้ากล่าวถึงสิ่งที่เป็นที่สุด ที่จบ ของการเวียนไปในโลก ก็เรียกว่า ที่สุดของโลก หรือเรียกอย่างทั่วไป ก็เรียกว่า นิพพาน. การที่เรียกว่า "ที่สุดของโลก" นี้ ไม่ใช่อาตมาแกล้งเรียกเอาเองตาม ชอบใจ มันเป็นคำในพระบาลี เป็นพุทธภาษิตที่พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสเรียก อย่างนั้น เช่นในโรหิตัสสวรรค อังคุตตรนิกาย ก็มีตรัสถึงเรื่องโลก เรื่องมูลเหตุ ให้เกิดโลก เรื่องความดับสนิทถึงที่สุดของโลก และวิธีที่จะให้ถึงที่สุดของโลกนั้น. มีนิทานกถา คือท้องเรื่องเล่าถึงเทวดาองค์หนึ่ง มีความปรารถนาจะไปให้ถึง ที่สุดของโลก ด้วยการเหาะไป เพราะเทวดาองค์นี้มีความเร็วในการเหาะรุดไป ดั่งลูกศร ต้องการจะไปเที่ยวสำรวจให้ถึงที่สุดของโลก ได้ลงทุนเดินทางด้วย ความเร็วสูงสุด ใช้เวลาเป็นกัปป์หนึ่ง ก็ยังไม่ถึงที่สุดจบของโลก จึงได้มาทูลถาม เรื่องที่สุดจบของโลก ต่อองค์พระพุทธเจ้า. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "ทั้งโลก ทั้งที่สุดของโลกนั้น มีอยู่ในร่างกายของคนเราที่ยาวประมาณวาหนึ่งนี้ ที่ยัง ประกอบอยู่ด้วยสัญญาและใจ" คือทรงหมายถึงมนุษย์ อันมีร่างกายยาวประมาณ วาหนึ่ง ประกอบด้วยความรู้สึก ยังเป็น ๆ อยู่ ; ทรงให้ค้นหาโลก และที่สุด ของโลก ในร่างที่เป็น ๆ อยู่นี้. สูตรนี้ เป็นต้น เป็นที่มาของเรื่อง "ที่สุด ของโลก" ซึ่งเราจะได้กล่าวถึงกันในวันนี้. ที่สุดของโลก ในที่นี้ ว่าที่แท้ก็คือจุดหมายปลายทางที่มนุษย์ หรือสัตว์ทั้งหลาย จะต้องไปให้ถึง เพราะว่าการเกิดมาในวัฏฏสงสารนี้ เหมือนกับการเดินทาง มีที่มุ่งหมายอยู่ในที่แห่งหนึ่ง หากยังไม่ถึงที่นั่น ความ ดับแห่งความทุกข์ย่อมไม่มี เพราะยังเป็นโลกอยู่เรื่อย ยังไม่ถึงที่สุดของโลก.

น.594 โลกในที่นี้ ก็คือความทุกข์ ; ความทุกข์ ก็คือโลก. เหมือนที่ได้อธิบายมาแล้ว เมื่อวันก่อนว่า ไม่มีอะไรที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ในโลกนี้ นอกจากความทุกข์ หรือสิ่งที่เป็นความทุกข์เท่านั้น. เพราะฉะนั้น การที่เวียนมาในความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เกิดแล้วเกิดอีกนี้ เพื่อจุดหมายในที่สุด คือพ้นจากการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย. นี่แหละจุดหมายปลายทางของชีวิตทุกชีวิต ที่เวียนมาในวัฏฏสงสาร ที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสเรียกตรง ๆ ว่า "ที่สุดของโลก". ถ้าใครก็ตามที่ยัง ไม่ถึงที่สุดของโลก ก็แปลว่าผู้นั้นยังทนทุกข์อยู่ ยังเวียนว่ายอยู่ในทะเลของ วัฏฏสงสาร ซึ่งเต็มไปด้วยคลื่นคือความทุกข์ ความขึ้น ๆ ลง ๆ ด้วยความชอบใจ -ความไม่ชอบใจ ยินดียินร้าย ซึ่งเป็นคู่ ๆ เสมอไป. เพราะฉะนั้น เรื่องที่สุดของโลก จึงเป็นเรื่องที่เรียกว่าเป็นปัญหา เฉพาะหน้า หรือเป็นสิ่งที่จำเป็นที่จะต้องทราบ. แม้ว่าเราจะยังไม่ถึงที่สุดของ โลกในบัดนี้ แต่ก็เป็นเรื่องที่ต้องทราบ ในฐานะที่มันจะต้องทำให้ถึงที่สุดโลก ในเมื่อมีการเอือมระอาต่อการที่จะต้องมาเวียนว่าย ซ้ำ ๆ ซาก ๆ ถึงแม้จะยัง ไม่ปรารถนาที่จะได้-จะถึง ก็ยังควรจะรู้ ว่ามนุษย์เรานี้ เกิดมาจาก ที่ไหน และจะไปข้างไหนกัน จะไปจบ-ไปสิ้นสุดลง ที่ไหนกัน ; จึงจะ เรียกว่ามีปัญญาเพียงพอ เหมาะที่จะเป็นคนอยู่ในโลกนี้ และจะเป็นคนที่ไม่ถูก โลกบีบคั้นเอามากเกินไป จะไม่ต้องร้องไห้ตลอดเวลา. อาตมาอยากจะขอบอกกล่าวเรื่องพิเศษ ที่ไม่เกี่ยวกับธรรมะ แต่เกี่ยว กับประวัติศาสตร์อยู่มากเรื่องหนึ่ง ว่าเรื่องพระนิพพาน หรือที่เรียกว่า "ที่สุด โลก" นี้ อาตมาเข้าใจว่าสมัยหนึ่ง เคยเป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่สุด, ไม่ใช่ใน ประเทศอินเดีย, แต่มีในประเทศเรานี้เอง โดยเฉพาะทางปลายแหลมมลายู ซึ่งเป็นถิ่นที่รับพระพุทธศาสนาโดยตรงจากอินเดียภาคใต้ มาตั้ง ๑๒๐๐-๑๕๐๐ ปี มาแล้ว เป็นอย่างน้อย, เข้าใจว่าชาวอินเดียผู้เผยแผ่ศาสนาเหล่านั้นคงจะได้

น.595 เข้ามาสอนเรื่องนี้ กล่าวคือเรื่องสูงสุดในพุทธศาสนา คือเรื่องนิพพานนี้. ทำให้ ทราบว่าเรื่องนิพพาน หรือที่สุดของโลก ไม่ใช่เป็นเรื่องแปลกประหลาด ต้อง เป็นเรื่องที่เข้าใจกันได้โดยทั่ว ๆ ไป. ตามหลักแห่งประวัติศาสตร์ของสมัย ศรีวิชัยเป็นต้น ก็แสดงให้เห็นว่าเป็นเช่นนั้น. แต่ทีนี้ ที่แปลกไปกว่านั้นก็คือว่า บทเพลงกล่อมลูก กล่อมน้อง ของชาวพื้นบ้าน ชาวบ้านชั้นที่ไม่รู้หนังสือทั่ว ๆ ไป ก็มีบทเพลงกล่อมลูก บางบทที่ร้องกันมาแต่บรมโบราณ ดึกดำบรรพ์ มีใจความแสดงถึงโลกุตตระ กล่าวถึงที่สุดโลก. เมื่ออาตมาเป็นเด็ก ๆ ก็ไม่ได้สนใจ ว่าเพลงนี้มันหมาย ความว่าอย่างไร ; พอได้บวชได้เรียน ได้รู้ธรรมะเรื่องโลกุตตระ จึงจับได้ว่า บทเพลงหลายบท ได้กล่าวถึงโลกุตตระอย่างน่าประหลาด. อาตมาจะยก ตัวอย่างมากล่าวให้ฟังสักบทหนึ่ง คือตามที่ร้องสืบ ๆ กันมาในท้องถิ่นแถวนั้นว่า : "ครือน้อง ครือพร้าวนาฬิเกร์ ต้นเดียวโนเน กลางทะเลขี้ผึ้ง ฝนตกไม่ต้อง ฟ้าร้องไม่ถึง กลางทะเลขี้ผึ้ง ต้นเดียว เปลี่ยวลิงโลดเอย ฯ" บรรทัดสุดท้ายนี้ บางคนก็ลงท้ายว่า "ไปถึง แต่ผู้พ้นบุญเอย ฯ " อย่างนี้ก็มี. ที่ว่า "พร้าวนาฬิเกร์" ก็คือมะพร้าว, นาฬิเกร์ ก็คือชื่อของ มะพร้าว ดูเหมือนจะเป็นพันธุ์พิเศษ ที่ใบเหลือง ลูกเหลือง เรียกว่า "มะพร้าวนาฬิเกร์". ที่ว่า "ต้นเดียวโนเน" ก็หมายความว่าต้นโดดเดี่ยว งอกอยู่กลางทะเลขี้ผึ้ง. ที่นั่น ฝนตกไม่ต้อง คือว่าฝนตกรดไม่ถูก ไม่ถูก มะพร้าวต้นนั้น, ฟ้าร้อง ก็ไปไม่ถึงที่นั่น. มันอยู่กลางทะเลขี้ผึ้งต้นเดียว แล้วก็มีความพอใจ สงบสุข บรรเทิงเริงรื่นอยู่ ตามลำพังผู้เดียว.

น.596 ขอให้ลองคิดดู ว่าบทเพลงกล่อมลูกของชาวบ้านที่ไม่รู้หนังสือ ที่เป็น อย่างนี้มันจะเกิดขึ้นได้อย่างไร. ใจความนั้นเป็นลักษณะของฝั่งโน้น คือฝั่ง โลกุตตระโดยแท้. กลางทะเลขี้ผึ้ง หมายถึงวัฏฏสงสาร คือธรรมดาขี้ผึ้ง เมื่อถูกร้อนเข้าก็เหลวเป็นน้ำร้อน เมื่อเย็นก็แข็งเป็นขี้ผึ้ง นี่ แสดงถึงลักษณะ ของวัฏฏสงสารที่เต็มไปด้วยของเป็นคู่อย่างชัดแจ้ง. ในลักษณะหนึ่งก็ให้ ความหลอกลวงให้หลง พร้อมกันนั้น อีกลักษณะหนึ่งก็บีบคั้น ให้เจ็บปวด. ที่ที่ต้นมะพร้าวงอกอยู่นั้น ฝนตกไม่ถูก หมายความว่าที่นั่นเป็นโลกุตตระ ฝนตกรดไม่ถูก ฟ้าร้องไปไม่ถึงที่นั่น อันเป็นลักษณะของพระนิพพาน หรือ อสังขตธรรม. ที่ว่ากิเลสเปรียบด้วยฝนนั้น ไม่อาจจะตกถูกมะพร้าวต้นนี้ ; การคุกคามของความทุกข์ไปไม่ถึงที่นั่น เพราะว่าเป็นที่ดับของสังขาร. ความ ทุกข์ ความตาย หรืออะไรต่าง ๆ เข้าไปถึงเขตนั้นไม่ได้ มันดับเสียก่อน ; มันจึงบรรเทิงเริงรื่นอยู่แต่ผู้เดียวที่นั่น. หรือถ้าว่าไปถึงแต่ผู้มีบุญ ก็คือผู้ ที่ละชั่ว ทำความดี ให้เหมือนกับเรือที่จะลอยไปในทะเลขี้ผึ้งได้. ผู้ที่มีบุญ ก็หมายถึงผู้ที่มีเรือ แต่ให้เข้าใจว่าเรือนั้นเป็นเพียงพาหนะ ไม่ใช่สิ่งที่จะไปยึดถือ เพราะเมื่อไปจนถึงที่แล้ว เรือก็ไร้ความหมาย. บุญมีลักษณะเช่นเดียวกับเรือ เมื่อถึงฝั่งแห่งโลกุตตระแล้ว การใช้บุญเป็นพาหนะ ก็เลิกกัน ; ถ้าติดบุญ ก็แปลว่าติดอยู่ที่เรือ ไม่ขึ้นบก ก็ไม่ถึงที่ที่หมาย เพราะฉะนั้นบุญเป็นเพียง ยานพาหนะเท่านั้น. จากบทกล่อมลูกประเภทนี้ แสดงให้เห็นว่าเรื่องนิพพาน เป็นเรื่อง ที่มนุษย์แห่งสมัยนั้น ในดินแดนนั้น เขาสนใจกันเป็นเรื่องธรรมดา พูดกันได้ เข้าใจกันได้ และเพื่อให้แพร่หลาย ก็เอามาเป็นบทกล่อมลูก โดยมีผู้รู้ได้แต่ง เป็นบทกล่อมลูก ให้คนว่ากันให้คืนไปเลย. อย่างไรเสีย เราในสมัยนี้ก็สู้เขา ไม่ได้ เพราะว่าที่นั่น ในสมัยนั้น ยังไม่ถูกปกคลุมไปด้วยวัตถุนิยม หรือความ

น.597 หลงโลก เหมือนอย่างเดี๋ยวนี้. ความสนใจในทางจิตใจมีมาก เพราะมีเวลามาก จึงได้สนใจจนกระทั่งถึงที่สุดของความรู้ในพุทธศาสนา แล้วก็พอใจ พากันกล่าว กันติดปากทั่ว ๆ ไป กระทั่งเกิดเป็นแม้แต่บทเพลงกล่อมลูก ดังกล่าว. นี้นำมาเล่าเป็นตัวอย่าง เพื่อแสดงว่าเรื่องนิพพาน ไม่ได้เป็นเรื่อง ลึกลับ หรืออยู่นอกเหนือวิสัยที่คนเราจะสนใจ หากแต่ว่าคนสมัยนี้เป็นบ่าว เป็นทาสของวัตถุ คือเป็นพวกวัตถุนิยมมากเกินไป จิตใจของเขาจึงไม่เหมาะสม ที่จะสนใจ. แม้เขาจะสนใจ มันก็จะสนใจไปไม่ได้เลย ฟังดูเป็นเรื่องแปลก ลึก เหลือวิสัยไป ; แม้สนใจนิด ๆ หน่อย ๆ ก็เข้าใจไม่ได้ เกิดความสงสัยวิพากษ์ วิจารณ์ไปในทางผิดหมด เลยไม่มีอะไร นอกจากขาดทุนตัวเอง สมน้ำหน้า ของผู้ที่เป็นวัตถุนิยม. ทีนี้ ถ้าหากว่าเราจะลองทำจิตใจให้เป็นอิสระ คือว่าให้อยู่คงระดับ ตรงกลาง ๆ หรือปรกติ คิดดูเรื่องโลกซึ่งเป็นคำแทนชื่อของความทุกข์ แล้วค้นหา ไปถึงที่สุดของความทุกข์ว่ามันอยู่ที่ตรงไหน อยู่ได้อย่างไร ในลักษณะอย่างไร เรื่อย ๆ ไป ; เท่านั้นแหละ มันจะต้องมาถึงที่สุด จุดนี้ โดยไม่รู้สึกตัว อย่าง ไม่ต้องสงสัย. เพราะฉะนั้น อยากจะขอร้องว่า เราลองศึกษาดูกันสักที อย่าถือว่า เป็นเรื่องที่สูงสุดเหลือวิสัย หรือล้าสมัยครึกระอะไรทำนองนั้น. อาตมาได้เคย ยืนยันหลายครั้งหลายหนแล้ว ว่าถ้าไม่ศึกษาถึงเรื่องนี้ ก็ไม่ถึงจุดสำคัญ หรือ จุดใจความของพุทธศาสนา แล้วเราจะกล่าวว่าเราศึกษาพุทธศาสนาหรือหลัก พุทธศาสนาไปทำไมกัน ถ้ามันไม่ถึงจุดของตัวพุทธศาสนา. เพราะเรื่องศีลธรรม หรือข้อปฏิบัติต่างๆ ในเบื้องต้น มันเหมือนกันทุก ๆ ศาสนา บรรดามี. ถ้าหากว่าเราจะได้พิจารณากันถึงหลักพระพุทธภาษิต ก็มีอยู่มากใน พระพุทธศาสนา ที่แสดงถึงลักษณะของพระนิพพาน ซึ่งเราจะต้องกระทำให้

น.598 ปรากฏออกมาในชาตินี้ ในปัจจุบันนี้. เพียงถ้าท่านนิมนต์พระสงฆ์ไปเจริญ พระพุทธมนต์ที่บ้าน เหมือนอย่างที่เราทำกันอยู่นั้น สูตร ๆ หนึ่ง เรียกว่า มงคลสูตร ท่านจะใช้สวด; ไม่เว้นที่ไหน ท่านจะต้องสวดสูตร ๆ นี้ และ ตอนท้ายของสูตร ท่านทั้งหลายจะได้ยินว่า : ผุฎฐสฺส โลกธมฺเมหิ จิตฺตํ ยสฺส น กมฺปติ อโสกํ วิรชํ เขมํ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ ฯ สวดไปหลังจากบทนี้แล้ว ก็จบมงคลสูตร. บทที่ยกมานี้ มีใจความว่า "จิตของผู้ใดที่ถูกโลกธรรมครอบงำแล้วเป็นจิตที่ไม่หวั่นไหว ไม่โศก ไม่ประกอบ ด้วยธุลี เป็นจิตเกษม ภาวะอย่างนั้น เรียกว่าเป็นมงคลอันสูงสุด". นี้เป็นเรื่องกล่าวถึงมงคลอันสูงสุดที่มนุษย์เราจะพึงได้รับ. ในสูตรนั้น ได้กล่าวเป็นลำดับ ๆ มา ว่าอย่างนั้น ๆ เป็นมงคล เรื่อยมา พอมงคลอันสุดท้าย ก็ว่า "ผุฎฐสฺส โลกธมฺเมหิ ฯ" นี้เอง : จิตของผู้ใด อยู่ในลักษณะที่ถูก โลกธรรมแปดประการ อย่างที่ได้กล่าวมาแล้ววันก่อนนั้น ครอบงำแล้ว แต่ยัง คงเป็นจิตที่ไม่หวั่นไหวอยู่ได้ คือไม่หวั่นไหวไปตามโลกธรรมถึงกับยินดียินร้าย และก็ไม่โศก เพราะโลกธรรมประเภทอนิฏฐารมณ์ชนิดที่ไม่ได้อย่างใจ ; ชนิด ที่เป็นไปตรงกันข้ามจากความต้องการของตน ก็ไม่โศก. วิรชํ คือไม่มีธุลี. ธุลีในที่นี้ หมายถึงกิเลสประเภทความกำหนัดยินดี ได้แก่อิฏฐารมณ์ โลกธรรม ส่วนที่มาล่อให้รักให้หลงต่าง ๆ ก็ไม่ยินดี. ทีนี้เมื่อมาทำให้โศกก็ไม่โศก มาทำ ให้ขัดใจก็ไม่ขัดใจ ยินดี ก็ไม่ยินดี อย่างนี้แล้ว เรียกว่า เขมํ คือเป็นจิตที่เกษม. คำว่า เกษม นี้ หมายความว่าไม่ถูกอะไรเบียดเบียน กระทบกระทั่ง หุ้มห่อ พัวพัน ไม่มีอะไรพัวพันรัดรึง ก็เรียกว่า เกษม เป็นจิตที่เกษม. จิตที่เกษม ที่ไม่หวั่นไหวพัวพันด้วยธุลีอย่างนี้ เรียกว่าเป็นมงคลอันสูงสุด.

น.599 ข้อนี้เอง แสดงว่านิพพานนั้น เป็นของที่ลุถึงได้ในชาตินี้ ปัจจุบันนี้ ทันตาเห็น ในขณะที่เป็นผู้ที่มีจิตที่ไม่โศก ไม่มีธุลี และเกษม นั่นเอง. เพราะว่าถ้ายังไม่หมดกิเลสโดยสิ้นเชิง จิตก็ยังหวั่นไหว ยังมีโศก มีธุลี ยังไม่ เกษมอยู่นั่นเอง. ท่านหมายถึงจิตของบุคคลประเภทพระอรหันต์ ไม่ใช่เพียง โสดา สกิทาคา อนาคา เพราะว่าเพียงแต่เป็นพระโสดา สกิทาคา อนาคานี้ ยังมีโศกอยู่ตามส่วน ยังมีธุลีอยู่บางส่วน. แต่ถ้าเราจะแบ่งให้ย่อยลงมาก็หมาย ความว่าจิตโศกน้อย มีธุลีน้อย เกษมตามสมควร อย่างนี้ก็เรียกว่าเป็นมงคลของ สัตว์ได้เหมือนกัน เพราะว่าอะไร ๆ มันประเสริฐอยู่ตรงที่มีจิตสงบ เย็น เกษม จากเครื่องกระทบกระทั่ง แม้จะรดน้ำมนต์ หรือว่าจะบูชาบวงสรวง จะประกอบ พิธีอย่างนั้นอย่างนี้ อย่างไหนก็ตาม เพื่อสวัสดิมงคลนั้น มันเอาผลตรงที่ มีจิตสงบเย็น มีจิตรู้สึกปลอดภัย สบายใจ ปลอดภัยนั่นแหละเป็นที่มุ่งหมาย. ถ้าทำอย่างลวง คือว่าใช้วิธีรดน้ำมนต์ ใช้วิธีนอกพุทธศาสนาต่าง ๆ นั้นมันก็ ทำให้เกษมได้ชั่วครู่. พระพุทธเจ้าท่านไม่ทรงปฏิเสธอำนาจของสิ่งเหล่านั้น แต่ท่านว่ามันไม่เกษม มันไม่พ้นทุกข์ถึงที่สุด ; มันก็ชั่วหลอก ๆ เท่าที่อำนาจของ ความหลอกนั้นจะพึงมี. เพราะฉะนั้นการถือที่พึ่งพิเศษ ถือเทวดา ต้นไม้ ศักดิ์สิทธิ์ ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ถือน้ำศักดิ์สิทธิ์อะไรทำนองนี้ มันไม่เป็นที่พึ่งที่เกษม อันแท้จริง เป็นเกษมหลอก ; ถ้าไม่โศก ก็ไม่โศกหลอก คือว่าชั่วประเดี๋ยวเดียว; ไม่มีธุลี ก็ได้ชั่วประเดี๋ยวเดียว เท่านั้น. แต่ในพุทธศาสนาจริง กล่าวถึงที่พึ่งอันเกษมจริง ไม่มีธุลีจริง ไม่มี ทุกข์จริง จึงต้องได้แก่การที่ทำด้วยตนเอง ไม่ใช่รดน้ำมนต์หรือทำอย่างอื่น ; ต้องทำด้วยตนเอง ให้มีจิตใจที่มั่นคง ไม่หวั่นไหวต่อโลกธรรมทั้งแปด. ในที่อื่น ท่านอุปมาเหมือนกะว่า ภูเขาหินแท่งทึบ มีส่วนฝั่งลึกลงในดินครึ่งหนึ่ง โผล่พ้นจากดิน สูงขึ้นไปบนฟ้าครึ่งหนึ่ง ลักษณะของภูเขาหินเช่นนั้น มันย่อม

น.600 ทนได้ต่อพายุที่จะพัดมาจากทิศทั้งสี่ โดยไม่หวั่นไหว ฉันใด, จิตของผู้ใด ไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์ทั้ง ๔ คู่ หรือ ๘ อย่างได้ อย่างนั้น ก็เรียกว่าเป็นผู้มีจิต ไม่หวั่นไหวในที่นี้. โลกธรรม หรือว่าสิ่งที่มีประจำโลกนั้น ทำอะไรเขาไม่ได้ แตะต้องเขาไม่ได้ พระพุทธเจ้าตรัสภาวะเช่นนี้ ว่า เอตมุมงคลมุตฺตมํ แปลว่า นั่นแหละ คือมงคลอันสูงสุด. เรื่องของมงคล เราพูดสำหรับคนเป็น ๆ ท่านทั้งหลายก็คงจะ เข้าใจได้ดี เพราะฉะนั้นจึงขอให้ยุติกันเสียที ว่าเรื่องนิพพานนี้ เป็นเรื่องของ คนเป็น ๆ โดยตรง ; ไม่ใช่ว่านิพพาน ต่อเมื่อถึงคราวตาย หรือต้องตายดับทาง ร่างกายก่อน. ดังนั้นจึงเป็นอันตอบปัญหา ว่าทำไมจึงพูดว่าพระพุทธเจ้านิพพาน ภายใต้ต้นสาละเมืองกุสินารา ในเมื่ออายุครบ ๘๐ ปี ; ทำไมไม่กล่าวถึงการ นิพพานในวันตรัสรู้ ซึ่งมีก่อนหน้านั้นตั้ง ๔๕ ปี 1 นี้ก็เพราะว่า คำว่า "นิพพาน" มีความหมาย ๒ อย่าง และใช้กันพื้นเผื่อ. นิพพาน ที่แท้จริง ที่พระพุทธองค์ตรัสนั้น โดยตรงหมายถึง ความดับของกิเลสและความทุกข์ เพราะฉะนั้นถ้ายังไม่ทราบ ก็พึงทราบ ว่าเมื่อ ตรัสรู้เสร็จที่ใต้ต้นโพธิ์นั้น ก็เป็นอันว่าบรรลุถึงพระนิพพานแล้วโดยสมบูรณ์ คือว่าดับกิเลสและความทุกข์ได้แล้วโดยสมบูรณ์ ; เหลือแต่เปลือก หรือร่างกาย เบญจขันธ์ล้วน ๆ คือเบญจขันธ์บริสุทธิ์เหลืออยู่ ซึ่งจะดับต่อเมื่อเหตุปัจจัย ของเบญจขันธ์กลุ่มนี้ หมดไปอีกทีหนึ่ง คือว่าเป็นการดับของเปลือก ไม่ใช่ การดับของกิเลสหรือความทุกข์. กิริยาอย่างนี้เรียกเพียงว่า ปรินิพพาน ซึ่งมีที่ใต้ต้นสาละเมืองกุสินารา. เพราะฉะนั้นขอให้เข้าใจว่า คำว่านิพพาน- นิพพาน นั้น หมายถึงการดับของกิเลสและของความทุกข์ พร้อมกันไปในตัว ; พระอรหันต์เท่านั้น ที่จะดับในลักษณะเช่นนี้. ถ้าเป็นพระโสดา สกิทาคา อนาคา ก็ดับแต่เพียงบางส่วน กิเลสและความทุกข์ดับบางส่วน. ส่วนพระอรหันต์

น.601 ดับกิเลสและความทุกข์สิ้นเชิง และเป็นนิพพานแล้วในขณะนั้น ไม่มีปัญหา เกี่ยวกับเรื่องนิพพานอีกต่อไป. ส่วนเปลือกที่เป็นเบญจขันธ์นั้น ต้องดับตาม ไปแน่ เพราะว่ามูลเหตุอันสำคัญ ที่จะให้เบญจขันธ์คือร่างกายจิตใจที่เหลืออยู่ เพื่อเกิดใหม่นั้นมันอยู่ที่กิเลส. เดี๋ยวนี้กิเลสดับไปแล้ว เหตุปัจจัยที่จะปรุงแต่ง เบญจขันธ์ใหม่ ก็หมดสิ้น. เพราะฉะนั้นเบญจขันธ์ร่างกายและจิตใจนี้ จึงเป็น อยู่ด้วยเหตุปัจจัยที่เหลืออยู่เล็ก ๆ น้อย ๆ ในขณะนั้น ไม่เกิดกิเลส จนกว่าจะดับ ไปในที่สุด. ปัญหาที่เกี่ยวกับนิพพาน อาตมาถือโอกาสตอบเสียในคำบรรยายนี้. ทีนี้ จะมาถึงปัญหาที่บางคนอาจสงสัยว่า ถ้าอย่างนั้น คนที่หมดกิเลส หมดความทุกข์นั้น ก็คงไม่ทำอะไร เพราะท่านไม่มีความอยากอะไร จะทำอะไรไปทำไม ? อันนี้ตอบได้ง่ายๆ ว่า คนปุถุชน คือที่ยังไม่บรรลุนิพพาน เขาทำ อะไรไปด้วยอำนาจของกิเลส คือความอยาก. ส่วนคนที่บรรลุถึงนิพพาน ดับกิเลสแล้ว ดับความทุกข์ได้หมดแล้วนั้น ไม่มีความอยากที่เป็นเหตุให้ทำ อย่างพวกปุถุชนนั้นจริง ; แต่มีกำลังของปัญญา และเมตตาเป็นต้น เหลืออยู่ พอสมควร. กำลังของเมตตาและปัญญานั่นเอง ที่ผลักดันให้เบญจขันธ์กลุ่มนี้ เคลื่อนไหวไปทำสิ่งต่าง ๆ ที่ควรจะทำ คือเท่าที่ปัญญาเชื้อเชิญให้ทำ หรือความรู้ ที่ถูกต้องนั่นแหละ เชื้อเชิญให้ทำ; เท่าที่กำลังของเมตตาที่ได้สะสมอบรมมามาก เหลือเป็น momentum คือแรงเคลื่อนเหลือ ยังไม่สิ้นสุด. แรงเหวี่ยง ด้วย อำนาจเมตตาที่ผลักเข้ามาสู่ธรรมะนี้ ยังไม่สิ้นสุด ยังทำให้ทำอะไรไปได้ ด้วย ความเมตตา ไม่ใช่ทำด้วยกิเลสตัณหาเลย. ส่วนที่เป็นการแสวงหาอาหารมาฉัน หรือทำกิจวัตรเกี่ยวกับร่างกาย ที่เรียกว่า สรีรกิจ - กิจที่กระทำเกี่ยวกับร่างกายในการเป็นอยู่นี้นั้น เป็นเรื่องของ

น.602 ร่างกาย : ความรู้สึกสำนึก หรือเหตุปัจจัยอะไรต่าง ๆ ทางฝ่ายร่างกายล้วน ๆ ไม่ต้องเกี่ยวกับกิเลสเลย มันให้ทำ และทำไปได้ เช่นอย่างมีการแสวงหาอาหาร ตามปรกติ ฉันอาหารตามปรกติ อะไรต่างๆ ; ไม่ได้อยู่นิ่ง ๆ ไม่ทำอะไรเลย อาหารก็ไม่ฉัน ประโยชน์อะไรก็ไม่ทำ อย่างนั้นไม่ใช่. เราอย่าไปเข้าใจเสียว่า จะทำอะไรได้ ก็แต่ลำพังอำนาจของความ อยากได้ อยากมี อยากเอา อยากเป็น เท่านั้น นั้นมันเป็นเรื่องธรรมดาของผู้ที่มีกิเลส หรือปุถุชน ; พอหมดกิเลสแล้ว ก็ทำไปได้ ด้วยอำนาจของเมตตาและปัญญา และอีกส่วนหนึ่ง ก็ทำไปด้วยอำนาจ ของ instinct ที่ยังเหลืออยู่บ้าง คือการแสวงหาอาหาร หรืออะไรทำนองนี้ เป็น การทำไปโดยไม่ได้เจือกับกิเลส หรือไม่ถึงกับเป็นกิเลส มันเป็นการเคลื่อนไหว ไปตามเคยชิน ตามปรกติ. ถ้าหากว่าไม่ใช่อำนาจส่วนที่เป็นสัญชาตญาณชนิดนี้ ก็เป็นไปด้วยอำนาจของเมตตาและปัญญา ดังกล่าว. เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้า หรือพระอรหันต์ทั้งหลาย จึงทำสิ่งต่างๆ ได้ และมีค่ายิ่งกว่าพวกเรา. พวกเราทำอะไร ทำเพื่อตัวเอง เพื่อปาก เพื่อท้อง ของตัวเอง เพราะเรายังมีกิเลสเป็นเหตุให้อยากทำ. แต่พระอรหันต์ท่านทำ ด้วยอำนาจของเมตตาและปัญญา ทำให้คนอื่นเขาล้วน ๆ ไม่มีเพื่อตนเอง. การที่ พูดว่าพระอรหันต์ "ทำ" นั้น ไม่ถูก เป็นเพียงแต่พูดโดยสมมติ คือว่าพระอรหันต์ ก็ไม่ได้มีที่ไหน มันเหลือแต่เมตตาและปัญญาเป็นแรงงานอยู่ มันก็เคลื่อนไหว ไปตามอำนาจนั้น ; เรียกว่ากลุ่มที่บริสุทธิ์นั้นแหละ ทำ. ความจริงเป็นอย่างนั้น แต่เราก็ต้องพูดว่าพระอรหันต์ทำอยู่ดี ; เพราะพูดอย่างสมมติตามภาษาชาวโลก. นี่เป็นการตอบในปัญหาที่ว่าพระอรหันต์ท่านทำอะไรได้ ด้วยอำนาจอะไร. ทีนี้บางคนอาจสงสัยว่า ถ้าลุถึงนิพพาน คือหมดกิเลส ไม่อยาก อะไรเสียทั้งหมด โลกนี้ก็จะเป็นโลกที่ร้าง คือไม่มีมนุษย์อยู่.

น.603 อาตมาอยากจะเรียกปัญหาอย่างนี้ ว่าเป็นปัญหากระต่ายตื่นตูม คือ เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เป็นสิ่งที่ไม่อาจจะเกิดขึ้นได้. เพราะว่าเชื้อที่จะให้คน เกิดขึ้นมา หรือเหตุปัจจัยที่ให้คนเกิดขึ้นมา ก็คือกิเลสตัณหา ขั้นต่ำ ๆ ระดับต่ำ ๆ ซึ่งจะค่อยวิวัฒน์เรื่อย ๆ ขึ้นมา จนกระทั่งเป็นจิต เป็นกิเลสตัณหาอย่างมนุษย์ ; มันมีมาได้ตั้งแต่เมื่อก่อนเกิดพระพุทธเจ้า ; หรือก่อนเกิดพุทธศาสนา คนก็มี อยู่แล้ว มนุษย์ สัตว์ สัตว์ต่าง ๆ ก็มีอยู่แล้ว ; อำนาจอะไรที่ทำให้คนหรือสัตว์ มีขึ้นในโลก อำนาจนั้นก็ยังคงอยู่ ไม่ใช่ว่าสิ้นสูญไป. ทีนี้สัตว์ที่เกิดมาแล้ว มันทนทุกข์ มันเวียนว่ายอยู่ในความทุกข์ ก็ดิ้นรนไปจนถึงที่สุดของความทุกข์ แล้วถึงนิพพาน เพื่อตัวเขา. ขอให้เข้าใจว่าพูดโดยสมมติทุกประโยคทุกอย่าง : ก็เมื่อจิตไปถึงขั้นนี้ มันก็หมดเหตุ - หมดปัจจัย ที่จะไปเกิดใหม่ จริง ; แต่ว่า มิได้ทำลายอำนาจ หรืออะไรสักอย่างหนึ่ง ที่จะให้สัตว์เกิดมาได้ตามธรรมชาติ. เพราะฉะนั้น การที่บุคคลมีความรู้เรื่องนิพพานนี้ไม่ได้ทำให้โลกร้าง แต่ว่าอาจ จะป้องกันไม่ให้โลกรกไปด้วยคนบ้า. ถ้าเราไม่มีคำสอนเรื่องนิพพาน หรือ เรื่องควบคุมกำจัดกิเลสตัณหา โลกนี้จะรกไปด้วยคนบ้า แล้วจะมีอันตราย สักเท่าไร ขอให้คิดดู. เพราะฉะนั้น เรื่องนิพพานนี้ไม่ได้ทำให้โลกนี้ร้าง อย่างหนึ่งแล้ว และยังจะป้องกันไม่ให้โลกนี้รกไปด้วยคนบ้าอีกด้วย. อาตมา หมายความว่า ถ้าไม่มีความรู้เรื่องควบคุมกิเลสกันเสียบ้างเลย มันจะขึ้นถึงที่สุด ของกิเลสยิ่งขึ้น ๆ จนทุกคนเป็นบ้า แล้วก็จะกลายเป็นโลกของคนบ้า หรือ ยิ่งกว่าโลกของคนบ้า ; ถ้ารก ก็รกไปด้วยคนบ้า. เพราะฉะนั้นเราไม่ควรกลัว ว่านิพพานจะทำให้โลกร้าง หรือจะทำให้โลกเงียบเชียบ เย็นจนอยู่ไม่ได้. แต่เป็นการดีเสียอีก ที่ความรู้เรื่องนิพพาน มีอยู่ในโลก จะทำให้ สัตว์หรือคน คนใดคนหนึ่งที่ได้แก่รอบ ได้สุกงอมถึงที่สุด เข้าถึงที่สุด จบจุด หมายปลายทางของเขาไปทีละคน ๆ คือถึงจุดสูงสุดที่ความทุกข์หรือกิเลสครอบงำ

น.604 ไม่ได้ ท่วมทับไม่ได้ ; เป็นจิตที่ขึ้นสู่จุดยอดสุดของอุดมคติของการเกิดมา เป็นมนุษย์ คือเป็นพระอรหันต์ ซึ่งโดยธรรมชาติแล้ว เป็นจุดมุ่งหมายของสิ่ง ที่มีชีวิตทุกตัว ทุกหน่วย ทุกคน จะต้องถึงแน่ ๆ. ฉะนั้นให้เวียนว่ายในความ ทุกข์ให้มากพอสมควรก่อน จนเกิดความเบื่อหน่าย ระอาเสียก่อน แล้วเขาก็จะถึง ที่สุด-ที่จบ สามารถลงนั่ง ไม่วิ่งว่อนอีกต่อไป ; จะนั่งได้ หยุดได้ พักได้ สงบได้. แปลว่าธรรมชาติทั้งนั้นมีให้ ไม่ใช่พระพุทธเจ้าท่านทำ แต่เป็นกฎ ความจริงของธรรมชาติมีไว้อย่างนี้ ไม่ฝืนธรรมชาติ ไม่ขัดกับธรรมชาติ. ที่เราได้ปัญญาขนาดทำกิเลส ทำความทุกข์ ให้หมดไปนั้น ก็เป็น เรื่องของธรรมชาติ ที่เป็นไปตามกฎของธรรมชาติ คือความสุขงอมแก่รอบ ของจิตที่ได้เวียนว่ายมาในวัฏฏสงสาร มี experience ในสิ่งต่าง ๆ จนครบถ้วน บริบูรณ์แล้ว มันก็ต้องขึ้นมาถึงจุดนี้ หรือน้อมมาด้วยตนเอง เพื่อถึงจุดนี้ ; คือมนไม่ไปไหน มันไม่มีที่ไปอีกแล้ว เพราะถ้าไป ก็ไปสู่ความทุกข์อีก มันก็เบื่ออีก เข็ดพันอีก มันก็ต้องเร่หาสิ่งที่ตรงกันข้าม. เมื่อมีการเร่หาสิ่งที่ตรง กันข้าม มันก็ต้องพบจุดนี้เข้าวันหนึ่งแน่นอน คือจุดที่เราจะอยู่เหนือความทุกข์ เหนือกิเลสโดยสิ้นเชิง นี้โดยแน่นอน. เพราะฉะนั้น นิพพานจึงไม่ใช่เป็น สิ่งที่ควรจะกลัวอย่างกระต่ายตื่นตูมว่าจะทำให้โลกนี้ร้าง แต่จะเป็นเครื่องประกัน ไม่ให้โลกนี้รกไปด้วยคนบ้า หรือเต็มไปด้วยคนบ้า เพราะเป็นโลกของคนบ้า. ขอให้เข้าใจว่าที่คนในโลกเรายังบ้าน้อยอยู่ โรงพยาบาลคนบ้ายังมีน้อยอยู่ และ ยังอยู่กันเป็นปรกติอยู่ได้นั้น เพราะหลักธรรมทั้งฝ่ายศีลธรรมและทั้งฝ่ายศาสนา เป็นเครื่องคุ้มครองอยู่ โดยที่มองไม่เห็น. ลองไม่มีสิ่งเหล่านี้ดู จะสร้างโรง พยาบาลบ้าไม่ไหว แล้วจะเต็มไปด้วยคนวิกลจริต กลายเป็นโลกของคนวิกลจริต เพราะไม่มีเครื่องรำงับ ไม่มีธรรมเป็นเครื่องรำงับกิเลสได้ มีแต่การส่งเสริมให้ กิเลสขึ้นถึงจุดยอด ถึงที่สุดแล้วเป็นเหมือนกันหมด ไม่ยกเว้นใคร.

น.605 ข้อต่อไป มีบางคนสงสัยว่า เรารู้กันได้ไหม ว่าคนไหนเป็น พระอรหันต์ หรือบุคคลที่ลุถึงนิพพานแล้ว. ข้อนี้ ถ้าว่ากันตามที่ถูกแล้ว เป็นปัญหาที่ไม่จำเป็นอยู่มากเหมือนกัน แต่ก็นับว่าเป็นปัญหาที่ต้องเกิดขึ้นแน่ และควรจะเกิด ควรจะสงสัยแน่ เพราะฉะนั้นเราจึงวินิจฉัยกันตามสมควร. ถ้าถือกันตามหลักที่เราพบกันในพระคัมภีร์ มีหลักว่า คนทั่วไป ไม่ รู้จักพระอรหันต์ เพราะว่าแม้พระอรหันต์ด้วยกันเอง ก็ยังไม่รู้จัก ว่าบุคคล บางคนเป็นพระอรหันต์แล้ว. ฉะนั้นที่ได้ยินได้ฟังกันมาก่อนนี้ ว่าพระอริย- บุคคล ย่อมรู้จักพระอริยบุคคลด้วยกัน หรือพระอริยบุคคลที่เสมอกัน หรือ ต่ำกว่าได้ และสามารถรู้จักได้แน่นอน ; อย่างนี้ไม่จริงเสมอไป ถ้าเอา พระคัมภีร์เป็นหลัก. อาตมาได้พบข้อความในพระคัมภีร์ที่ว่าพระอรหันต์ชั้น อย่างพระสารีบุตร ยังมีเข้าใจผิด ไม่รู้จักพระอรหันต์บางองค์ก็ได้ จนเกิดเรื่อง ยุ่งยากขึ้น ; ต่อภายหลัง จึงรู้ อย่างนี้ก็มี. เมื่อพระอรหันต์อย่างพระสารีบุตร ยังไม่ทราบได้ โดยลำพังคนอื่นก็จะไม่รู้จักได้เหมือนกัน. หากมีใครเคยเชื่อ มาก่อน ก็ขอให้เลิกเชื่อ เลิกสนใจอย่างนั้น ; แต่ว่าไม่ใช่หมายความว่า มันจะเป็นอย่างนั้นโดยเด็ดขาด คือโดยอาศัยหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่ได้ศึกษาแล้ว ส่วนมากก็มีทางที่จะรู้ได้ ว่าผู้ใดเป็นพระอริยบุคคลหรือไม่ เป็นพระอรหันต์ หรือไม่ ; ในเมื่อได้เสพคบ พบหาสมาคมกัน มีเวลานานพอสมควร. ไม่ได้ หมายความว่า พอดูแล้วก็จะดูออกทันที. อาจจะดูแล้ว ก็ยังไม่ออก อย่าง กรณีพระสารีบุตรเป็นต้น ต้องต่อเวลาภายหลังจึงทราบ. ข้อนี้ ยกเว้น พระพุทธเจ้า ที่เราไม่เคยพบข้อความในบาลีที่ว่าพระพุทธเจ้าสำคัญคนผิด อย่าง ในกรณีของพระสารีบุตร. ทีนี้ เราคนธรรมดานี้ เป็นอันว่าไม่มีทางที่จะมองคนออก ว่านี่เป็น พระอรหันต์หรือไม่. และยังอีกกรณีหนึ่ง มีเรื่องในพระบาลีชัดอยู่ว่า พระอรหันต์

น.606 องค์ที่เค้าหน้าเป็นคนเศร้าก็มี อาตมาพบแล้วก็แปลกใจ เพราะเคยโง่มาก่อน ว่าพระอรหันต์นั้นต้องหน้าไม่เศร้า เมื่อไปพบบาลีแห่งหนึ่งมีอยู่ชัดอย่างนั้น ก็ชักจะรู้สึกว่าเราได้เข้าใจไปเอง และในกรณีอย่างนี้ก็แปลกประหลาด ใน หลายหมื่นหลายแสนกรณี ก็มีอยู่กรณีเดียวนี้. ถ้าจะสรุปความข้อนี้แล้ว ควรจะกล่าวแต่เพียงว่า มีทางที่จะรู้ได้ก็ ต่อเมื่อเราเองได้พยายามประพฤติปฏิบัติ จนเราเองได้บรรลุคุณธรรม ข้อนั้นเสียก่อน จึงจะมีทางวัด หรือหยัง บุคคลบางคน, ไม่ใช่ทั้งหมด, ว่าเขาจะได้บรรลุคุณธรรมพิเศษนี้แล้วหรือยัง. เพราะฉะนั้นอย่าไปสนใจดีกว่า พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ทรงวางหลักให้เราไว้วางใจผู้อื่น ในลักษณะเช่นนี้ แล้ว ปฏิบัติตามเขา อย่างหลักในกาลามสูตรที่อาตมาได้บรรยายมาแล้วในครั้งที่ ๒ นั้น เพราะฉะนั้นการที่จะไปดูหน้าตาคน แล้วเชื่อว่าเขาเป็นพระอรหันต์ แล้วเชื่อ ตามเขา อย่างนี้ไม่ถูก ไม่ปลอดภัย ผิดหลักกาลามสูตร. เราจะต้องดูในแง่ว่า เขาปฏิบัติกันอยู่อย่างไร เขาปฏิบัติอย่างนั้น มันจะละกิเลสได้หรือไม่ ; ถ้ามันละได้จริง เราจึงจะทำตาม. หรือว่าถ้าเขา พูดมา ฟังดูก่อน ที่เขาพูดอย่างนั้นเป็นไปได้จริงหรือไม่ ปฏิบัติตามเขาแล้ว มันจะทำให้ราคะ โทสะ โมหะ เบาบางไป หรือสั้นไป เราจึงจะทำตาม ; ไม่ใช่ว่าเราทำไปด้วยความเชื่อ เพราะได้ดูหน้าตาเขาแล้ว ทำให้เห็นว่าเขาคล้าย พระอรหันต์ ตามความนึกของเราเอง. ข้อต่อไป มีผู้สงสัยว่าที่เรียกว่า กับ- ดับ นิพพานเป็นการดับนั้น การดับของอะไร ? นี้ตอบง่าย ๆ ว่าเป็นการดับของกิเลสและความทุกข์ ไม่ใช่ดับของ เบญจขันธ์. พระพุทธเจ้าท่านใช้คำว่า "ดับเย็นแล้ว ตั้งแต่เป็นพระอรหันต์"

น.607 นั่นก็หมายความว่าพระองค์เองดับเย็นแล้ว เมื่อตรัสรู้ที่โคนต้นโพธิ์ ; ไม่ใช่เมื่อ ปรินิพพาน ดับสังขารภายใต้ต้นสาละที่เมืองกุสินารา ไม่ใช่. คำว่า "ปรินิพฺพุโต" นี้ แปลว่าดับเย็น ใช้แม้กับคนธรรมดาก็มี คือใช้ในกรณีที่มี จิตใจสงบเย็น เป็นสุข อย่างที่ว่าตามวิสัยโลก นี้ก็ยังมี ; กล่าวคือศัพท์นี้ เคยใช้เช่นว่า "นิพฺพุตา นูนสามาตา มาตา" เป็นอาทิ ในบาลีกล่าวเช่นนี้ แปลว่าบุรุษเช่นนี้ ถ้าเป็นลูกเต้าของใคร พ่อของเขาก็จะเย็น แม่ของเขาก็จะเย็น ; ถ้าเป็นสามีของหญิงใด ภรรยาของเขาก็จะเย็น" ดังนี้, คำว่า "เย็น" ในที่ เช่นนี้ ใช้ศัพท์ ปรินิพพุต ศัพท์เดียวกัน. เพราะฉะนั้นขอให้เข้าใจว่า ดับ หรือ ดับสนิท ดับเย็น นี้ ได้แก่การดับของกิเลสและความทุกข์ ไม่ใช่ดับ ของสังขารร่างกายอย่างเดียว. เราถูกทำให้เข้าใจผิดกันมาตั้งแต่ครั้งไหน ก็ไม่ทราบได้ ว่าถ้านิพพาน ละก็คือเข้าโลงเลย เป็นเรื่องที่น่าขบขันอย่างยิ่ง ที่ทำให้เกิดความโง่เขลาขึ้นมา. คำว่า "ปรินิพพาน" ต้องหมายถึงดับกิเลส และดับความทุกข์ เป็นความสงบเย็นจากกิเลสและความทุกข์ แล้วยังใช้ถึง อย่างวิสัยโลกก็ได้ เช่นเย็นอย่างชาวบ้าน คือเย็นอกเย็นใจ นั้นก็ได้ ปัญหาต่อไปมีผู้สงสัยว่า สถานะการณ์ของโลกในปัจจุบัน เต็มไป ด้วยวัตถุนิยม อาจจะไม่เปิดโอกาสแห่งการแสวง และการบรรลุนิพพาน เสียแล้วกระมัง. นี้เป็นปัญหาที่เหมาะที่ควรจะเกิดขึ้น หรือควรจะสงสัย. เราต้อง พิจารณากันอย่างยุติธรรม คือว่าโลกตกอยู่ในอำนาจของวัตถุนิยมมากเกินไป จนบีดโอกาสแห่งการแสวง การบรรลุนิพพานนั้น มันไม่ถูก. เพราะว่า เรื่องการแสวงหรือการบรรลุนิพพาน เป็นเรื่องส่วนตัวบุคคล ฉะนั้น เผอิญมี บุคคลสักคนหนึ่ง ที่เขาไม่ตกอยู่ใต้อำนาจวัตถุนิยม มีหูตาสว่าง ก็ยังคงสามารถ

น.608 จะแสวงเพื่อบรรลุนิพพานได้ แม้ในโลกแห่งสมัยนี้ : แต่ที่จะให้เป็นไปทั้ง โลกนั้นเป็นไปไม่ได้. วัตถุนิยมทำให้คนไม่สนใจในเรื่องทางมโนนิยมนี้จริง ; แต่ว่าคงไม่ สามารถทำให้เป็นไปอย่างนั้นเสียทุกคน เพียงแต่ว่ามันน้อยมาก เมื่อไปเทียบ กับสมัยที่เขากล่อมลูก อย่างที่อาตมาได้เล่าให้ฟังมาแล้ว ก็คงจะน้อยกว่ากันมาก โดยไม่ต้องสงสัย. แต่ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ใช่หมายความว่าจะไม่มีใครสักคนหนึ่ง ที่จะไม่สนใจในเรื่องนี้. เพราะว่าสติปัญญา ก็ยังมีอยู่ และพระพุทธเจ้าก็ได้ ตรัสว่า "ถ้าปฏิบัติตัวโดยชอบแล้วไซร้ โลกก็ยังไม่ว่างจากพระอรหันต์" ดังนี้. การปฏิบัติชอบนั้น พระองค์ทรงหมายถึงการปฏิบัติตามมรรคมีองค์แปด. มรรค มีองค์ ๘ ประการนั้น ก็พิสูจน์ได้ว่า ยังไม่เหลือวิสัยที่คนสมัยนี้จะปฏิบัติ และการปฏิบัติอย่างนั้น ก็ไม่เกี่ยวกับกาลเวลา ยุคสมัย. ถ้าผู้ใดมีปัญญา มีสัมมาทิฏฐิมากเพียงพอก็ปฏิบัติได้ทันที ฉะนั้นเรารีบปรับปรุงปัญญา ส่งเสริม ปัญญา ปลูกฝั่งสัมมาทิฏฐิให้มากพอ มันก็จะเกิดการแสวง และลุถึงนิพพานได้. ที่ว่า "ธรรมะนี้ เป็นอกาลิโก" ยังคงใช้ได้ คือธรรมะนี้ ไม่จำกัดเวลา ปฏิบัติ หรือเวลาได้รับผลของการปฏิบัติ ; ปฏิบัติได้ทุกกาละ และผล ต้องเกิดขึ้นตามสมควรแก่การปฏิบัติ. เป็นอันว่าเราควรจะนอนใจได้ว่าถ้าความ ทุกข์ยังมีอยู่ที่ไหน หรือตราบใดแล้ว ; ความดับทุกข์ ก็ควรจะเป็นสิ่งที่ มีได้ หรือปฏิบัติได้ในที่นั้นตราบเท่านั้น ; จึงจะเป็นความยุติธรรม. พระ พุทธเจ้าท่านก็ทรงรับรองความจริงข้อนี้ จึงได้ตรัสคำว่า "อกาลิโก" เป็นต้นไว้. ปัญหาต่อไป มีผู้สงสัยว่า นิพพาน กับพุทธภูมิ เป็นอันเดียวกัน หรือไม่ ? บางคนปรารถนานิพพาน บางคนปรารถนาพุทธภูมิ.

น.609 ถ้าท่านเข้าใจเรื่องที่ได้บรรยายมาแล้ว ก็พอจะตอบได้ว่าไม่ใช่อย่าง เดียวกัน. นิพพาน หมายถึงการดับกิเลสและความทุกข์สิ้นเชิง สำหรับทุกคน จะต้องพยายามปฏิบัติให้ได้ให้ถึง. ส่วนพุทธภูมิ หมายถึงระดับแห่งความเป็น พระพุทธเจ้า. คำว่า ภูมิ ในภาษาบาลี แปลว่าชั้น หรือระดับ ; คำว่า พุทธ หมายถึงพระพุทธเจ้า ; พุทธภูมิ จึงคือระดับแห่งความเป็นพระพุทธเจ้า. ปรารถนาพุทธภูมิ หมายความว่าไม่ต้องการจะดับทุกข์ดับกิเลส เป็นพระอรหันต์ เดี๋ยวนี้ หรือในเวลาอันสั้น แต่ต้องการจะบำเพ็ญบารมีหลายกัปป์หลายกัลป์ เพื่อให้เกิดความเต็มเปี่ยม เต็มพร้อม เพื่อจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าสักองค์หนึ่ง. เพราะฉะนั้น การปรารถนานิพพาน กับปรารถนาพุทธภูมินั้น จึงไม่เหมือนกัน ไม่ใช่ของอย่างเดียวกัน ; แม้ว่าการเป็นพระพุทธเจ้า ก็คือการนิพพานก็ตาม. แต่คำว่า พุทธภูมิ มีความหมายกว้างมากเป็นเรื่องยืดยาว เป็นเรื่องของผู้ที่มี ความปรารถนาพิเศษ มีสิ่งแวดล้อมพิเศษ ทำให้ปรารถนาที่จะช่วยคนอื่นให้มาก ที่สุดเท่าที่จะมากได้ ; ส่วนผู้ที่ปรารถนานิพพานโดยตรง โดยด่วนนั้น ไม่มีความ ต้องการเช่นนั้นเลย เพราะฉะนั้นคำว่าปรารถนานิพพาน กับปรารถนาพุทธภูมิ จึงเป็นคนละเรื่องกัน. มีผู้สงสัยว่า นิพพาน เป็นการว่างจากกิเลส จากความทุกข์ จากตัวตน ทุกอย่าง ; จิตบรรลุถึงความสะอาด สว่าง สงบ ถึงที่สุดแล้ว จิตนั้นจะคง เป็นผู้มีความสุขอยู่ตลอดไป เป็นตัวนิพพาน อย่างนั้นหรือ ?. ปัญหาข้อนี้ มีความสับสนเกิดขึ้นว่า จิต กับนิพพาน เป็นตัวเดียวกัน หรือ ? จิตที่สะอาด สว่าง สงบ ถึงที่สุด เป็นจิตที่หมดกิเลสหมดทุกข์โดย สิ้นเชิงแล้ว จิตนั้นจึงจะเป็นนิพพานหรือ ? ข้อนี้พึงเข้าใจให้ชัดเสียทีว่า จิตนั้น ไม่ใช่นิพพาน จิตไม่ใช่ตัวนิพพาน. นิพพาน คือตัวสิ้นทุกข์สิ้นกิเลส มีบาลี ที่ชัด ๆ ว่าความสิ้นแห่งราคะ โทสะ โมหะ โดยสิ้นเชิง นั้นแหละคือนิพพาน ;

น.610 หรือภาวะที่ไม่ต้องมีความทุกข์อีกต่อไป ไม่มีการถูกเผาลน ร้อยรัด ผูกพัน ทิ่มแทง ยอกตำ อีกต่อไป เรียกว่าเป็นนิพพาน ; คือเป็นภาวะอันหนึ่ง หรือ สถานะอันหนึ่ง หรืออาการอันหนึ่ง ที่จิตลุถึง. เพราะฉะนั้น จึงถือว่าภาวะ อาการนี้ เป็นของอนันตกาล มีไว้สำหรับทุกสัตว์ จะลุถึงเมื่อไรก็ได้. ส่วน จิตนั้น มีเหตุปัจจัย หมดเหตุหมดปัจจัยแล้ว ก็ดับไป ; เพราะฉะนั้นจิตก็ สักว่าจิต ไม่ใช่ตัวตนที่ถาวร. ส่วนภาวะที่จะมีไว้สำหรับดับความทุกข์สิ้นเชิงนั้น ถือว่าเป็นภาวะที่ถาวร เป็นอนันตกาล คือทำให้เกิดที่ไหนก็ได้ เมื่อไรก็ได้ จะหาพบได้ทุกเมื่อ : คล้าย ๆ กับว่ารอคอยพร้อมอยู่ทุกเมื่อ ขอให้ปฏิบัติให้ถึง เท่านั้น ก็จะแสดงออกมาให้เห็น แล้วแสดงให้ปรากฏแก่จิตของบุคคลผู้ปฏิบัติ ถูกต้องถึงที่สุดจริง ๆ เพราะฉะนั้นนิพพาน จึงมิได้หมายถึงตัวจิตที่บริสุทธิ์แล้ว แต่หมายถึงภาวะอาการที่จะเกิดแก่จิตที่บริสุทธิ์แล้ว ; หรือหมายถึงธรรมชาติ อันหนึ่งซึ่งจะปรากฏแก่จิต ในเมื่อจิตบริสุทธิ์ถึงที่สุดแล้วดังนี้ก็ได้. คำว่า "นิพพาน" คำเดียวนี้ มีหลายความหมาย อย่างน้อยก็มี ๓ ความหมาย : หมายถึง อาการที่ความทุกข์และกิเลส ดับลงไป อย่างนี้ก็ได้, หมายถึง ภาวะที่จิตนั้นไม่ถูกทำให้เร่าร้อนเจ็บปวดอีกต่อไป ก็ได้, หมายถึง ธรรมชาติอันหนึ่ง ที่มีอยู่ตลอดอนันตกาล เป็นที่ดับ สิ้นของกิเลสและความทุกข์ เป็นเขตแดนที่ดับสิ้นของกิเลสและความทุกข์ อย่างนี้ ก็ได้ ; ในบาลีมีหลายความหมายอย่างนี้ แต่ความหมายอันเดียวของคำว่า นิพพาน ก็คือไม่ทุกข์ ดับทุกข์สนิท. เพราะฉะนั้นจะใช้เป็นกิริยาอาการหรือ เป็นภาวะ เป็นเครื่องมือ ก็ได้.

น.611 บางคนสงสัยว่า เรื่องปฏิบัติหลุดพ้น ถึงพระนิพพานนี้ เป็น เรื่องเฉพาะตนผู้เดียว เป็นเรื่องเอาตัวรอดได้เพียงคนเดียว เป็นเรื่องที่เห็นว่า แคบไป เอาเปรียบผู้อื่น. ปัญหาเช่นนี้ ไม่ใช่มีปัญหาอยู่ที่ตัวเรื่องของนิพพาน แต่มีปัญหาอยู่ที่ว่าคนเรา เมื่อทุกข์ ก็ทุกข์คนเดียว ไม่มีใครมาช่วยทุกข์ด้วยได้ แล้วทำไม จะต้องใช้นิพพานนี้ ไปช่วยทำแทนกันได้. เมื่อทุกข์คนเดียว ก็ดับทุกข์คนเดียว และดับได้คนเดียว นี้จริง ; แต่ว่าเรามีทางที่จะช่วยบอก ช่วยชี้ วิธีปฏิบัติให้กันและกันได้ ทั้ง ๆ ที่ช่วยพาเขาไปไม่ได้ แต่ช่วยบอกเขาให้ เดินถูกวิธีได้. พระพุทธเจ้าตรัสเรื่องนี้ มีเป็นหลักว่า : อฺขาตาโร ตถาคตา -ตถาคตทั้งหลายเป็นแต่ผู้บอกทางเท่านั้น เป็นผู้ชี้ทางให้เท่านั้น ; การเดินไป เป็นสิ่งที่พวกท่านทั้งหลายต้องเดินเอง. จะเดินไปพร้อมๆ กันกี่สิบคน กี่ร้อยคน กี่พันคน ก็ได้ ไม่ควรจะเห็นว่าเป็นเรื่องเห็นแก่ตัว เป็นเรื่องใจแคบ เป็นเรื่อง ที่ไม่เห็นแก่โลก. เรื่องนิพพาน ไม่ได้สอนไว้สำหรับเป็นคนใจแคบ หรือ เห็นแก่ตัว มันเป็นเรื่องยอดสุดของโลก. เพราะฉะนั้นมันเข้าถึงไม่ได้กี่คน ก็คงเป็นธรรมดาที่ว่าจะต้องมีน้อยคน. แต่ถ้าว่าช่วยเหลือกันให้ดีเป็นพิเศษ สักหน่อย ก็จะมากคนขึ้น. เดี๋ยวนี้ตัวเราเองก็ไม่สมัครจะไปเสียแล้ว แล้วก็ เลยไม่มีความคิดที่จะช่วยคนอื่น เพราะฉะนั้นไม่ควรจะมีปัญหาอย่างนี้ขึ้น. เท่าที่ยกเอาปัญหาเกี่ยวกับนิพพาน มาตอบไขข้อข้องใจไปแล้ว บางแง่ บางเรื่องเหล่านี้ แสดงให้เห็นว่า ปัญหาเกี่ยวกับนิพพานนั้น อาจจะเกิดได้ เบ็ดเตล็ดซอกแซก หลายอย่างหลายประการ ; แต่ในที่สุด มักจะไม่ใช่เป็น ปัญหาทางการปฏิบัติ จึงถือว่าไม่ใช่เรื่องที่สำคัญที่สุด. แต่เนื่องจากเป็นเรื่อง ที่รบกวนความสงสัย ทำให้เกิดความลังเล เกิดความไม่กล้าหาญในทางจิตใจ เราก็ชำระสะสางไปเสีย ตามสมควร.

น.612 นิพพาน ในฐานะเป็นที่สุดของโลก ก็คือว่าจะเป็นที่พึ่งอย่างเดียว ของโลก สิ่งอื่นไม่อาจจะเป็นที่พึ่งแก่โลกได้. ถ้าสัตว์โลกหมุนหันไปยึดถือ เอาสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งแล้ว จะไม่ได้ที่พึ่ง แล้วโลกก็จะยังคงเป็นโลกอยู่ต่อไป คือเต็มไปด้วยความทุกข์ตามเดิม. ถ้ามันเป็นโลกมากขึ้นไปอีก คือว่ายิ่งเป็น โลกเข้มข้นมากขึ้น มันก็เป็นโลกของคนบ้า ดังที่กล่าวแล้ว คือเต็มไปด้วย ความเจริญงอกงามของกิเลส. เพราะฉะนั้นเราต้องถือว่าเรื่องที่สุดของโลกนั้น ไม่ใช่เรื่องความวินาศฉิบหายของโลก แต่เป็นเรื่องที่พึ่ง ที่ต้านทาน ที่อาศัย ของโลก ที่โลกจะได้พึ่งพาอาศัย ต้านทานความทุกข์ ต้านทานพญามาร อันร้ายกาจ กล่าวคือกิเลสซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์. เพราะฉะนั้นอย่าได้กลัว พระนิพพาน ในฐานะที่จะเป็นสิ่งทำโลกให้เงียบหงอย เศร้าสร้อย หรือทำโลก ให้ร้างไป หรือทำให้ไม่มีรส ไม่มีชาติ ดังที่กลัวกันมากด้วยความมืดมัว. เรื่องของนิพพาน ต้องเป็นเรื่องสว่างแจ่มใส สะอาดบริสุทธิ์ หมดจดดี มีความสงบเย็น ; นั่นแหละคือที่ที่โลกจะต้องถือเอาเป็นที่พึ่ง หรือเข้าไปให้ถึง. เมื่อเราศึกษาในเรื่องนี้มากพอสมควรแล้ว มันจะเป็นการประกันชีวิตของเรา ยิ่งกว่าการประกันชีวิตใด ๆ ทั้งหมดทั้งสิ้น ที่จะทำให้ได้รับความสงบเย็น. เช่น การฝากเงินประกันชีวิต หรืออะไรทำนองนั้น บางทีจะทำให้ร้อนไปกว่าเดิม ก็ได้ ; ไม่เป็นไปเพื่อความสงบเย็น แต่เป็นไปเพื่อความเป็นห่วงมาก คิดมาก ขยายกิเลสตัณหาออกไปมาก หรืออะไรอีกได้ทั้งนั้น. แต่ถ้าเป็นการบากหน้า เข้าหานิพพาน ยึดถือหลักธรรมประเภทนี้เป็นหลักประกันชีวิต แล้วก็ย่อมรับ ประกันได้ ว่าชีวิตของผู้นั้น จะมีแต่ความสงบเย็น. ด้วยเหตุนี้ จึงนำเอาเรื่องนิพพาน มาบรรยายแก่ท่านนักศึกษาทั้งหลาย ในฐานะที่เรียกว่าเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของพระพุทธศาสนา เป็นใจความอย่างเดียว ของพุทธศาสนา. ถ้าเราไม่เข้าถึงเรื่องนี้ ก็แปลว่าเราไม่รู้พุทธศาสนาโดยถูกต้อง และเพียงพอ.

น.613 มีคำอยู่คำหนึ่ง เรียกสิ่งที่มนุษย์ควรจะได้รับ ทันตาเห็น คือ summum bonum ซึ่งเป็นภาษาลาติน แปลว่า "สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะ ได้รับ ทันตาเห็น" หรือเราจะเรียกกันสั้น ๆ ว่า "อุดมธรรม" ก็ได้ สิ่งที่ เรียกว่า "อุดมธรรม" นี้ ต้องการกันทั้งนั้น นับตั้งแต่มนุษย์เริ่มมีมาในโลก เขาก็ใฝ่ฝันหาสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับทันตาเห็น ด้วยกันทั้งนั้น. แต่เนื่องจากภูมิสติปัญญา หรือการศึกษา หรือวัฒนธรรม ศาสนาอะไรเหล่านี้ มันยังไม่วิวัฒน์ขึ้นมาเพียงพอก่อน เพราะฉะนั้นจึงได้หลงเอาสิ่งที่พบ สิ่งนั้นบ้าง สิ่งนี้บ้าง ว่ามันดีที่สุด ตามความคิดนึกของตน ว่ามันเป็น summum bonum หรือเป็นปรินิพพาน ของเขาไปพลางก่อน. ถ้าว่ายังไม่คิดอะไรได้มาก เพราะ มีความเชื่อเป็นความหวังว่าจะได้อยู่กับพระเป็นเจ้าในโลกสวรรค์นิรันดร ก็เฝ้า อ้อนวอน บูชาต่าง ๆ เพื่อให้อยู่กับพระเป็นเจ้า. สำหรับในขั้นนี้ โลกของ พระเป็นเจ้า ก็ถูกกล่าวว่าเป็นนิพพาน หรือเป็น summum bonum ไป. ทีนี้มีคนกล้าคิดแหวกแนว ว่าความเชื่อนั้นเป็นเรื่องหลอกกันเล่น เอาผลปัจจุบันทันตาเห็นดีกว่า ก็เลยเอากามคุณ เป็นนิพพาน อย่างที่ได้กล่าวถึง ลัทธิ จารวกะ หรือกามสุขัลลิกานุโยค ให้ฟังแล้วแต่วันก่อน. มีความ ปรากฏอยู่ในสูตรของเราว่า พวกหนึ่ง ได้ถือเอากามคุณเป็นนิพพาน และต่อมา ก็ฉลาดมากกว่านั้น เอาความสุขที่เกิดจากสมาธิ หรือฌาน และหยุดอยู่ในผล แห่งฌาน เป็นสมาบัติชนิดใดชนิดหนึ่ง เช่นของปฐมฌานบ้าง ทุติยฌานบ้าง กระทั่งถึงจตุตถฌาน ว่าเป็นนิพพานอันหนึ่ง ๆ มาตามลำดับ เขาใช้เรียก ด้วยคำว่า "นิพพาน" ด้วยกันทั้งนั้น เพราะเป็นคำธรรมดา ซึ่งหมายความว่า สงบเย็น ; กระทั่งเอาอรูปฌาน เป็นนิพพาน. พระพุทธเจ้าไม่พอใจลัทธิ คำสอนของศาสนานั้น ๆ จึงค้นของพระองค์เอง ในที่สุด จึงทรงพบว่า ฆ่า กิเลสตัณหาเหล่านี้ให้ตายหมดสิ้น จึงจะเป็นนิพพาน คือปรากฏเป็นความสงบเย็น; นิพพานของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างนี้.

น.614 คำว่า "นิพพาน" จึงมีหลายความหมาย และเปลี่ยนมาตามลำดับ ๆ บัดนี้เราผู้เป็นพุทธบริษัทก็ได้นิพพานตามความหมายของพระพุทธเจ้า คือการ ฆ่ากิเลสตัณหา ซึ่งจะเรียกอะไร อย่างไรก็ได้ (เช่น อวิชชา ตัณหา อุปาทาน ฯลฯ ชื่อต่าง ๆ ที่เคยกล่าวให้ฟังแล้วในการบรรยายครั้งที่ ๔-๕ ว่าชื่อแทนของ กิเลสนั้นมีมาก) คือให้ฆ่าสิ่งที่เรียกว่ากิเลสนี้เสียให้หมดสิ้น จนไม่มีเชื้อ เหลืออีกต่อไป นั่นแหละ เป็นนิพพาน เป็นที่สิ้นสุดของโลก ; ปราศจากการ ฆ่ากิเลสแล้ว กิเลสก็ครอบงำโลก ควบคุมโลก ต่อจากนั้นโลกก็เต็มไปด้วย ความทุกข์แต่อย่างเดียว. ที่สุดของโลก ก็คือที่สุดของความทุกข์ หมายความว่าจิตใจได้ วิวัฒน์สูงขึ้นไปถึงขนาด หรือถึงขีดที่ความทุกข์ครอบงำไม่ได้ คือเขาได้ปลด เปลื้องกิเลสออกไปจากจิตใจ กิเลสไม่ครอบงำจิตใจ ความทุกข์ไม่ครอบงำจิตใจ นี้เรียกว่าเป็นนิพพานในพุทธศาสนา ถือว่าเป็นที่สุดของโลก ; ซึ่งเมื่อบุคคล เข้าถึงแล้วจะไม่หวั่นไหวไปตามโลก คือไม่หวั่นไหวไปตามโลกธรรมที่เป็นสิ่งที่ มีประจำอยู่ในโลก. แม้ว่าฝน คือโลกธรรม จะตกรด ก็ไม่เปียก. คำว่า ‘เปียก" นี้ อาตมาใช้ตามคำในบาลีเป็นพุทธภาษิต พระพุทธเจ้าใช้คำว่า เปียก เหมือนกัน. เมื่อถูกกิเลสตกรด พระองค์ก็ใช้คำว่า เปียก เหมือนกัน เช่น เดียวกับเปียกน้ำ. ทีนี้ถ้าเป็นผู้ไม่เปียก เป็นผู้แห้งสนิท ก็คือฝนโลกธรรม ตกรดไม่ได้ ตกรดไม่ถูก. เป็นอันว่าผู้ที่มาถึงที่สุดโลกแล้ว ก็มีอำนาจอยู่เหนือโลกธรรมโดย ประการทั้งปวง จะสามารถบำเพ็ญตนให้เป็นผู้มีความดี ความจริง ความงาม ความยุติธรรม ความถูกต้อง อะไรได้ต่าง ๆ. โดยเฉพาะท่านที่จะเป็น ตุลาการ ซึ่งบูชาความยุติธรรม ย่อมจำเป็นที่จะต้องขวนขวายให้เข้าใจสิ่งที่

น.615 จะทำให้เราสามารถรักษาความยุติธรรมไว้ได้มากเพียงไรนี้ ให้มากเป็นพิเศษ เราจึงจะรู้สึกสะดวกสบาย ง่ายดายในการปฏิบัติหน้าที่ของเรา. ถ้าเราไม่มี ความรู้ในข้อนี้เราจะหนักอกหนักใจ และกลัดกลุ้ม ในที่สุดเราจะทนต่อโลกธรรม ไม่ได้ จะหมุนไปตามอำนาจของโลกธรรม แล้วจะสูญเสียความยุติธรรมหรือสิ่ง อื่น ๆ สูญเสียอุดมคติของการเป็นตุลาการ สูญเสียความเป็นปูชนียบุคคลของโลก ที่ประเสริฐสุด ดังที่ได้กล่าวมาแล้วเมื่อวานนี้. อาตมาจึงสู้อุตส่าห์เลือกสรรมา ด้วยความพินิจพิเคราะห์ ที่จะนำเอาเรื่องของพระนิพพาน หรือที่สุดโลก นี้มาสู่ ท่านทั้งหลาย ในบางแง่ ; คือในแง่ที่เห็นว่าเป็นประโยชน์ที่สุด นั่นเอง. ฉะนั้น จึงหวังว่าจะได้รับความสนใจอย่างเต็มที่ ไม่ถือว่าเป็นเรื่อง น่ากลัว เป็นเรื่องที่เหี่ยวแห้ง หงอยเหงา หรือเป็นเรื่องที่จะทำโลกให้รกร้าง พินาศไป. เป็นอันว่าการบรรยายเรื่องนิพพาน ก็ถึงที่สุดลง พอสมควร แก่เวลาเพียงเท่านี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต