Buddhadasa.org

กล่าวสรุปการบรรยาย และตอบปัญหา

ตุลาการิกธรรม เล่ม 1 — คำบรรยายหลักพุทธศาสนา อบรมผู้ที่จะเป็นผู้พิพากษา ณ เนติบัณฑิตยสภา รุ่น พ.ศ. ๒๔๙๙ และ ๒๕๐๐ (สมัยดำรงสมณศักดิ์ พระอริยนันทมุนี) · ท้ายการอบรมรุ่น พ.ศ. ๒๕๐๐

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.616 กล่าว สรุป การ อบรม ในตอนท้ายนี้ อยากจะขอแนะสักหน่อยว่า แม้ว่าการบรรยายชุดนี้ มี ๑๐ ครั้ง จะเป็นเรื่องที่ติดต่อกันมาโดยลำดับ เป็นรูปโครงแนวสอนอันใหม่ อีกอันหนึ่งก็ตาม ก็ขอได้โปรดถือว่าเป็นคำอธิบายข้อความที่ได้บรรยายชุดที่ ๑ เมื่อปีกลายนี้ เพราะได้ประกอบเพิ่มเติมให้ชัดแจ้งยิ่งขึ้นไปอีกด้วย ไม่ใช่เป็น เรื่องหนึ่งต่างหาก ที่จะแยกออกไปเป็นเอกเทศ. อาตมาขอยุติการบรรยายแห่งการอบรมในครั้งนี้ โดยขอฝากกับท่าน นักศึกษาทั้งหลาย ในข้อที่ต้องคิดว่าเรามีปัญหายุ่งยากเกิดขึ้น เพราะความเข้าใจ ผิดในสิ่งต่าง ๆ ในถ้อยคำต่าง ๆ ในหลักเกณฑ์ต่าง ๆ แม้แต่เรื่องของเราเอง ในตัวของเราเอง ดังที่บรรยายมาแล้วทั้ง ๑๐ ครั้ง หรือรวมเป็น ๒๐ ครั้งกับที่ แล้วมา. ท่านทั้งหลายย่อมจะเห็นได้ว่ามีคำหลายคำ ที่เราเคยเข้าใจผิดกันมา แต่กาลก่อน ยึดถือความหมายผิดบ้าง อะไรผิดไปบ้าง ; เลยทำให้ยากที่จะ เข้าใจพุทธศาสนาบ้าง ทำให้เข้าใจพุทธศาสนาผิด กลับหน้ามือเป็นหลังมือบ้าง เพราะฉะนั้นเราจะต้องชำระความเข้าใจผิดเรื่องคำ เรื่องความหมาย นี้กันเสียใหม่ ; พยายามระมัดระวังใช้คำให้ถูกต้อง เช่น คำว่า จิต คำว่า วิญญาณ เป็นต้น. คำว่า “จิต" ที่แท้เป็นเพียงสังขาร เป็นของดับได้ เมื่อหมดเหตุ หมดปัจจัย ; แต่มีอีกฝ่ายหนึ่ง เขาให้เป็น อสังขาร เป็นอมตะขึ้นมา เป็น อนันตกาลขึ้นมา อย่างนี้เป็นต้น. ในกรณีเช่นนี้ เราก็ต้องรู้มาก่อน ว่าเขา ๕๗๕

น.617 ต้องการชี้ถึงสิ่งใด ไม่ใช่เอาแต่เพียงเสียง ที่เขาเอ่ยภาษาออกมาเท่านั้น ; มิเช่นนั้นแล้ว ก็ไขว้เขว ยากต่อการทำความเข้าใจ ไม่รู้จะเชื่อฝ่ายใดแน่ หรือ ถึงกับวิวาท กระทบกระทั่ง ไม่มีวันจะเข้าใจซึ่งกันและกันได้ เพราะคำพูด คำสมมติ ก็เป็นได้. คำบางคำสับสน เพราะเหตุอีกเหตุหนึ่ง คือมันมีหลายความหมาย เช่นคำว่า "วิญญาณ" เป็นต้น. คำว่า "วิญญาณ" หมายถึงวิญญาณทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางมโนทวาร ก็มี ; หมายถึงวิญญาณที่จะไป ปฏิสนธิ คือเป็นพืชที่ยังเหลืออยู่ สำหรับงอกใหม่ ที่เรียกว่า ไปเกิด ชาติหน้า-ชาติใหม่อย่างนี้ก็มี. ในที่บางแห่ง วิญญาณ หมายถึงนิพพานก็มี. และที่เป็นเอามาก ๆ ถึงกับว่า วิญญาณ ใช้หมายถึง ปัญญา หรืออริยสัจจ์สี่ อย่างนี้ก็มี แต่ที่หมายเช่นนี้ มีน้อยมาก จนอาจจะไม่ผ่านสายตาสำหรับนักศึกษา ตามธรรมดา มันมีอยู่ในบางเรื่อง เฉพาะแห่งเท่านั้น. ด้วยเหตุที่คำ ๆ เดียว มันมี หลายความหมายเช่นกล่าวนี้ เพื่อป้องกันการสับสน ก็ต้องจำกัดใจความของคำ อย่าให้ว่าปนเปกัน. หัวข้อของเราที่ว่า "หลักพระพุทธศาสนา พร้อมทั้งวิธีปฏิบัติ และศีลธรรม" นี้ นับว่าเป็นหัวข้อที่เหมาะสมมากทีเดียว ที่เราจะแยกศาสนา กับศีลธรรมให้เห็นชัด ว่าอยู่กันคนละระดับ และมีความมุ่งหมายต่างกันด้วย. ถ้าเราเอาไปปนกันเข้าเมื่อไร ก็เกิดยุ่งเมื่อนั้น เช่นเรื่องดี เรื่องชั่วนี้ ถ้าเอาไป ปนกันเข้าแล้ว ก็จะรู้สึกไปเสียว่ามีการสอนให้เลิกทำดี. เรื่องนี้เราจะต้องมี ความเข้าใจให้ถูกต้อง ว่าในขั้นศีลธรรมหรือขั้นต้นนั้น มันเป็นเรื่องละชั่วทำดี ; พอถึงขั้นสัจจธรรมสูงสุด จะหลุดจากทุกข์ทั้งปวงแล้ว ต้องไม่ยึดถืออะไรเลย จึงปล่อยเสียหมดทั้งความดีและความชั่ว.

น.618 ๕๗๗ กล่าวสรุปการอบรม ความดี เป็นเหมือนกับบันได ที่เราต้องการจะเอาไปพาด แล้วขึ้น ไปยังที่สูงแห่งหนึ่ง. เพราะฉะนั้นบันไดจึงเป็นของดี และเป็นของจำเป็นที่จะ ต้องมีแน่นอน ; และจะต้องมีบันไดที่ดีให้เพียงพอ เราก็แบกไปพาดในที่ที่เรา ต้องการจะขึ้นให้ถึง แล้วเราก็ขึ้นไป. ทีนี้พอเราขึ้นไปถึงแล้ว เราจะเอา บันไดไปทำไม เราจะแบกบันไดอยู่ตลอดกาล อย่างนั้นหรือ มันก็เป็นสิ่งที่ น่าสังเวชอย่างยิ่ง. เหตุนี้จึงมีเรื่องทางโลกุตตระ หรือเรื่องทางฝ่ายศาสนา หรือสัจจธรรมโดยตรงขึ้นมา เพื่อจะให้ละเสียทั้งดีและทั้งชั่ว กล่าวคือก้าวขึ้น ถึงขั้นที่ว่า "ทำจิตให้บริสุทธิ์ หมดจดจากเครื่องเศร้าหมอง โดยประการ ทั้งปวง" นั่นเอง. ถ้าเราไปติดอยู่เพียงแค่ดี เราก็ทำดีเรื่อย ก็ได้เวียนว่ายตายเกิดใน วัฏฏสงสารชนิดดีเรื่อย เช่นได้เกิดเป็นเทวดา เป็นมนุษย์ ที่ดี แต่แล้วเราก็ยัง ต้องทนทุกข์ไปตามประสาของคนดีของเทวดา ; ซึ่งนานเข้าก็เบื่อหน่าย ระอา อยากจะหยุดเกิดเสียที. ถึงขั้นนี้แหละ มันจึงถึงตอนที่ต้องละการทำดี. เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่าดี ก็ดีอยู่เพียงแค่ให้เวียนว่ายตายเกิดอย่างดี ; สิ่งที่ชั่ว ก็ให้เวียนว่ายตายเกิดอย่างชั่ว. หากต้องการจะหยุดการเวียนว่ายตายเกิดจะขอ หยุดนั่งกันเสียที ก็ต้องเลิกยึดถือทั้งดีและทั้งชั่ว ; ปฏิบัติให้มีจิตอยู่เหนือ ความดีความชั่ว ก็จักไม่มีอะไรมาผลักดันให้เวียนว่ายไปอีกต่อไป. อำนาจ ผลักดันให้วนเวียนไป ในที่นี้ ก็ไม่มีอะไร ก็คืออำนาจผลของความดี และ ความชั่วนั่นเอง ไม่มีอะไรนอกไปจากดีชั่ว ; เพราะฉะนั้นจึงต้องให้อยู่เหนือดี และเหนือชั่ว เป็นที่สิ้นสุดแห่งความดีและความชั่ว เหมือนที่ได้อธิบายมาแล้ว ; นั่นแหละ เรียกว่าถึงที่สุดของโลก ถึงที่สุดของความทุกข์.

น.619 ในการปฏิบัติที่เกี่ยวกับการถึงที่พึ่งนี้ เราจะแยกกันได้ทันที ว่าถ้าอยู่ ในขั้นศีลธรรมหรือขั้นต้น เราต้องพึ่งสิ่งอื่นแน่, เหมือนกับพึ่งบันได แล้วแต่ จะเอาอะไรเป็นบันได. เพราะฉะนั้น เราจึงต้องพึ่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พึ่งอะไร ๆ ต่าง ๆ นานา อ้อนวอนบูชาอะไรกันไปตามประสาของคนที่ ยังอยู่ในขั้นต้น ขั้นศีลธรรม. เราต้องการที่พึ่ง แต่แล้วเราก็ต้องทำการเข้าถึง ที่สุดจบ เข้าถึงที่สุด ของจุดที่เราต้องการจะถึง เมื่อนั้น เราจะได้เลิกที่พึ่ง ; เราหมดความจำเป็นที่จะต้องยึดถือที่พึ่ง. นี่แหละ เราจึงกลายเป็นว่าจะต้อง ถอนตัวออกมาเสียจากสิ่งเหล่านั้น จะต้องทำลายความรู้สึกว่า "ตัว" ให้ออกไป เสียให้หมด. ในที่สุดก็ไม่ต้องการที่พึ่ง แม้แต่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์. คือถ้ายังหลงไปยึดอยู่ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็เป็นภูเขาหิมาลัย ชนิด ที่ทำให้อาตมาเคยถูกด่ามาแล้ว นั่นเอง. เป็นอันว่า ขั้นศีลธรรม กับขั้นศาสนานั้น ย่อมอยู่กันเป็นคนละขั้น : ขั้นหนึ่งถือที่พึ่งอย่างเต็มที่ อย่างเคร่งเครียด ; ส่วนอีกขั้นหนึ่ง สลัดที่พึ่ง เสียเลย จึงจะเรียกว่า "หลุด". ที่เป็นฝ่ายศาสนา ต้องการจะนำไปถึงจุดนี้ ฝ่ายระดับศีลธรรมเป็นขั้นต้น ต้องการการถือที่พึ่งที่ดี ที่งดงาม ไปตามเรื่อง. เราจะปฏิบัติหลักปฏิบัติต่าง ๆ ได้ โดยใช้สติปัญญา มองเห็นสิ่งเหล่านั้น ให้พบ จุดที่เป็นปัญหา เป็นประเด็นเสียก่อน แล้วจึงค้นมูลเหตุของมัน ค้นสิ่งต่าง ๆ ตามหลักที่เป็น scientific ที่สุด ; เพราะเราต้องถือว่าหลักเช่นอริยสัจจ์ โดย เฉพาะที่กล่าวไว้ ในคำบรรยายเล่มปีกลาย ซึ่งเป็นชุดที่ ๑ นั้น ได้ว่าไว้ค่อน ข้างละเอียด ในถ้อยคำที่เป็นธรรมดาสามัญ จะเห็นได้ว่าเป็นหลัก scientific ที่สุด จะหาอ่านได้ในหนังสือเล่มนั้น เพราะฉะนั้นมันต้องมีหลัก เช่นกาลามสูตร หรือโคตมีสูตร ที่ได้บรรยายแล้ว ว่าจะต้องดูด้วยตาของตัวเอง ต้องคิดด้วยจิตใจ ของตัวเอง และต้องมีเหตุผลของตัวเอง, อย่าไปเชื่อตามแม้สักว่า ผู้นี้พูดน่าเชื่อ

น.620 ๕๗๙ กล่าวสรุปการอบรม ผู้นี้เป็นครูบาอาจารย์ของเรา หรือว่า ประโยค ๆ นี้ มีอยู่ในพระไตรปิฎก อย่างนี้เชื่อไม่ได้. ที่ถูกตรงกับหลักธรรม จะต้องเอาประโยค หรือข้อความคำพูด เหล่านั้น มาพิจารณาให้เห็นชัดแจ้งตามที่เป็นจริง ว่าทำตามเข้าแล้ว อย่างนี้ จะเกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นนี้ มันตรงกับความต้องการของเราหรือไม่ คือจะดับทุกข์ ได้หรือไม่. ต่อเมื่อเห็นชัด ว่ามันจะเกิดขึ้นอย่างนี้ และดับทุกข์ได้จริง เราจึงทำตาม นี้เรียกว่าถือหลักกาลามสูตร. เพราะฉะนั้น อย่าเชื่อโดยที่ว่า เขาว่ากันมาอย่างนี้, อาจารย์ของเราว่ามาอย่างนี้, พระไตรปิฎกมีเขียนไว้อย่างนี้, หรือแม้แต่พระพุทธเจ้าท่านพูดมาหยก ๆ ว่าอย่างนี้ ; เหล่านี้พระพุทธองค์ก็ยัง ไม่ให้เชื่อก่อน. ฉะนั้นจะเห็นได้ว่าพระพุทธเจ้าท่านเปิดโอกาสให้เรามากถึง อย่างนี้. เราควรจะสนองพระเดชพระคุณของท่าน ด้วยการปฏิบัติตามท่าน ในเรื่องนี้. อนึ่ง ทำให้เห็นชัดว่า พุทธศาสนา เป็นศาสนาที่อิสระ เบ็ดปล่อย ให้อิสระที่สุด แต่ก็มีหลักกรรม เป็นหลักใหญ่ ที่เป็นไปตามกฎธรรมชาติ ที่สุดเหมือนกัน กล่าวคือมิได้มีใครบัญญัติขึ้น แต่งตั้งขึ้น. หลักที่มนุษย์แต่งตั้ง หรือบัญญัติขึ้นนั้น ไม่ใช่กฎธรรมชาติ และไม่ใช่สัจจธรรม. ส่วนเรื่องกรรม เป็นสัจจธรรม มนุษย์แต่งตั้งไม่ได้ พระพุทธเจ้าก็แต่งตั้งไม่ได้ ท่านเป็นเพียง ผู้ทรงค้นพบหลักอันนี้ และทรงนำมาเปิดเผย ; และที่พิเศษยิ่งก็คือทรงเปิดเผย ได้ถึงที่สุด ยิ่งกว่าคำสอนลัทธิกรรมที่กล่าวไว้ในศาสนาอื่น. ศาสนาอื่น สอนเรื่องกรรมเพียงว่าทำดี ได้ดี, ทำชั่ว ได้ชั่ว. ถ้าสอน เพียงเท่านั้น ก็ยังไม่สามารถเหมาเอามาเป็นพุทธศาสนาได้ ยังไม่ใช่พุทธศาสนา. พุทธศาสนาจริง นอกจากกล่าวทำดี ดี ทำชั่ว ชั่ว อย่างนั้นแล้ว ยังเปิดเผยต่อยอด

น.621 สูงขึ้นไปถึงการประกอบกรรมอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่ดีไม่ชั่ว คืออยู่เหนือกรรมดี กรรมชั่ว และเป็นที่สิ้นสุดแห่งกรรมดีกรรมชั่วทั้งสองนั้น. เพราะฉะนั้น นับแต่นี้ต่อไป เราอย่าไปกล้ายืนยันว่าพุทธศาสนา สอนเรื่องกรรม ระดับที่ให้ ทำดี จะได้ดี, ทำชั่ว จะได้ชั่ว แต่เพียงเท่านั้น ; เท่านั้นมันยังไม่ใช่หลัก พุทธศาสนาทั้งหมด สอนเพียงเท่านั้น ทุกศาสนาเขาก็มีกันอยู่แล้ว. ส่วนที่เป็น พุทธศาสนาโดยตรงนั้น ต้องมีการกระทำอีกชนิดหนึ่งซึ่งเอาชนะกรรมดี กรรมชั่ว ให้จงได้ อย่าให้ต้องเวียนว่ายตายเกิดไปในวัฏฏสงสาร เลิกวนไปตามอำนาจกรรม ให้จงได้ ; อันนั้นก็คือเรื่องนิพพาน หรือเรื่องโลกุตตระเป็นที่สิ้นสุดแห่งกรรม อีกทีหนึ่ง. พระพุทธองค์ตรัสว่า กรรมที่ไม่ดำไม่ขาว ซึ่งเป็นที่สุดแห่งกรรมดำ และกรรมขาวนี้ มันเป็นเรื่องสัจจธรรม เรื่องศาสนาชั้นสูง ไม่ใช่เรื่องศีลธรรม. เรื่องศีลธรรม ยังไม่จำเป็นจะต้องทำ ถึงอย่างนี้ มีแต่บอกให้ละกรรมชั่ว ทำกรรมดีไปก่อนเรื่อย ๆ เหมือนกับแสวงหาบันไดไปก่อน ให้ได้บันไดที่ดี ไปก่อน แล้วจึงจะพาดไปสู่จุดสูงสุด ที่อยู่เหนือกรรม ; กล่าวคือมีการตัด วัฏฏสงสาร การวนเวียนซ้ำซากไปได้. ในการที่เรายังหักสังสารวัฏฏ์ไม่ได้ ยังทำวงกลมนี้ให้แตกหักไม่ได้ ยังหยุดยั้งไม่ให้มันหมุนต่อไปอีกไม่ได้นั้น เพราะเราถูกลวงด้วยของเป็นคู่ อย่างที่กล่าวแล้ว. เพราะฉะนั้น สังสารวัฏฏ์ไม่ใช่อะไรอื่น นอกจากกิเลส ที่เป็นเหตุให้ทำกรรม แล้วรับผลของกรรม ผลของกรรมก็ส่งเสริมกิเลสให้ เกิดขึ้นอีกเรื่อยไป ; นี้เป็นเรื่องกฎแห่งกรรม ที่แท้จริง ของพระพุทธเจ้า. เรื่องดี - เรื่องชั่ว เรื่องบุญ-เรื่องบาป เรื่องหญิง - เรื่องชาย เรื่องอร่อย - ไม่อร่อย ไพเราะ - ไม่ไพเราะ ซึ่งมีคู่ตั้งมากมาย จนนำมากล่าวให้หมดไม่ได้นั้น

น.622 ๕๘๑ กล่าวสรุปการอบรม ล้วนเป็นของที่เป็นคู่ ๆ คู่ๆ มันมีอยู่ในโลก เต็มไปในโลก เป็นที่เกิดของ โลกธรรม ที่ทำให้เกิดความยินดียินร้าย. โลกธรรมนี้ ย่อมครอบงำสัตว์โลก อยู่ตลอดเวลา ใครไม่รู้เท่าก็เปี่ยมไปด้วยกิเลส นี้จะเอาตัวรอดจากความทุกข์ ได้อย่างไร. โลกสมัยนี้เปี่ยมไปด้วยกิเลสที่เกิดมาจากโลกธรรมมากขึ้น จึงเป็น โลกของวัตถุนิยม มีผลเป็นความระส่ำระสาย ลำบากยากเข็ญอย่างที่ประจักษ์ ตาอยู่ ว่ามันเป็นโลกยุคที่ระส่ำระสายที่สุด ในปัจจุบัน. ชาวโลก ที่เราเรียกว่าเป็นชาวโลก ได้เต็มปาก ก็คือว่ายังอยู่ในวิสัย ของโลกธรรม แต่เราจะทนเป็นชาวโลกชนิดนั้นเรื่อยไปหรือ; มันก็นับว่า น่าสมเพชเวทนา. พระพุทธศาสนาไม่มีประโยชน์แก่ชาวโลกชนิดนี้. หากเรา จะเป็นชาวโลก ที่ได้รับประโยชน์จากพุทธศาสนาแล้ว ก็ควรจะศึกษาในลักษณะ ที่จะอยู่เหนือโลก ที่จะไม่เปียก ด้วยฝนคือกิเลส อันเกิดมาจากวัตถุนิยมหรือ การครอบงำของโลกธรรมอีกต่อไป. นี่ เป็นความมุ่งหมายโดยตรงของ พุทธศาสนา. เมื่อพุทธศาสนามีจุดมุ่งอย่างนี้ ก็มีวิธีปฏิบัติเสนอให้ได้ตามนั้น โดยให้ประพฤติปฏิบัติลุถึงที่สุดของโลก ที่เรียกว่า "นิพพาน" เพื่ออยู่กันเป็น สงบสุขเหมือนกับบรรพบุรุษของเราสมัยหนึ่ง ซึ่งแม้แต่บทเพลงใช้กล่อมลูก ก็มีพูดถึงโลกุตตรธรรม หรือนิพพานโดยตรง. อาตมาขอยุติการบรรยายในรอบปีนี้ ลงเพียงเท่านี้.

น.623 รายการตอบปัญหาท้ายคำบรรยาย ต่อไปนี้ เป็นเวลาสำหรับตอบปัญหา ไขข้อข้องใจแก่ท่าน นักศึกษาทั้งหลาย ปัญหามีมาก คงจะไม่มีเวลาพอตอบได้ทั้งหมด ฉะนั้นจะตอบตามลำดับ : ๑. ปัญหามีว่า : กรรมดี หรือกรรมชั่ว ที่บุคคลกระทำแล้วใน ชาติก่อน จะส่งผลมาถึงชาตินี้หรือไม่ ? คำตอบเรื่องนี้ ได้มีอยู่แล้วในการบรรยายบางครั้ง หลายแห่ง แต่ว่า อาจจะไม่ชัดพอ จึงขอให้คำตอบที่มีประโยชน์ที่สุดว่า : คำว่า "ชาติ" นี้มันมี ความหมาย ๒ ชนิด คือหมายถึงความเกิดขึ้นของจิต ขณะหนึ่ง ๆ ขณะหนึ่ง ๆ เรียกว่า ชาติหนึ่ง อย่างนี้ก็มี. เช่นว่าเราเปลี่ยนความคิด หรือความคิดนึก เรื่องใดเรื่องหนึ่งในจิต ไปครั้งหนึ่ง ก็เรียกว่าเกิดใหม่อีกครั้งหนึ่ง ; เพราะว่า ในขณะหนึ่ง เราอาจจะมีจิตใจต่ำ อย่างคนต่ำคนทราม แล้วต่อมาอีกครู่หนึ่ง เราเปลี่ยนความรู้สึกใหม่ กลับเป็นมีความรู้สึกสูง ก็เลยกลายเป็นคนละคน หรือว่าในบางกรณี คนบางคน ขออภัยที่จะต้องกล่าวว่ามีจิตใจอย่างสัตว์ ใน ขณะนั้นเขาก็เป็นสัตว์ เกิดเป็นสัตว์ ; ต่อมาเขามีจิตใจอย่างเทวดา เขาก็กลาย เป็นเทวดา. อาการเปลี่ยนเกิดไปอย่างนี้ ก็เรียกว่า "ชาติ - ความเกิด" ในที่นี้ เหมือนกัน. เมื่อสิ่งที่เรียกว่า ชาติ หมายได้อย่างนี้แล้ว ผลของการที่กระทำ ย่อม ส่งถึงกันระหว่างชาติ ในความหมายเช่นนี้ได้แน่ โดยไม่ต้องสงสัย และท่าน ๕๘๒

น.624 ทั้งหลายก็พอจะเห็นได้เอง เกี่ยวกับการเกิดแห่งจิต เป็นความคิดนึกเช่นนี้ ; ทั้งส่วนใหญ่ที่สุดในหลักธรรมตามพระพุทธศาสนา ก็เพ่งเล็งถึง "ชาติ" ใน ลักษณะเช่นนี้. แต่ทีนี้ ถ้า "ชาติ" จะให้หมายถึงชาติ ที่พูดกันโดยโวหารธรรมดา สามัญทั่วไป ว่าเกิดมาชาติหนึ่ง คืออยู่ประมาณ ๑๐๐ ปีเป็นอย่างมาก แล้ว ก็ตาย. ตายแล้วก็เกิดใหม่ เรียกว่าชาติใหม่, ชาติอย่างนี้ หมายกว้างยาว นานเป็นชาติ ๆ. และตัวปัญหาที่ถาม ก็ถามว่ากรรมที่ทำไว้ในชาติก่อนจะมา ถึงในชาติใหม่นี้อีกหรือไม่ ? เรื่องนี้ถ้าเกณฑ์ให้ตอบปัญหาข้อนี้ มันก็ต้อง เกณฑ์ให้ผู้ถามนั้น ศึกษาเรื่องอะไร ๆ อีกมากมายหลายวัน หลายเดือนเดี๋ยวจะ ไม่เอา ; เพราะจะต้องศึกษาเรื่องกรรม เรื่องวิญญาณ เรื่องอะไรต่าง ๆ นานา. แต่มีทางที่จะตอบได้ว่า ตามหลักแห่งพระพุทธศาสนา ก็ไม่ได้ปฏิเสธชาติ ในลักษณะเช่นนี้ และถือว่าผลกรรม ก็มีทางที่จะเกี่ยวเนื่องระหว่างชาติเช่นนี้ ได้เหมือนกัน เพราะว่า ชาติ ในลักษณะเช่นนี้เราเปรียบเหมือนต้นไม้ที่มี พืชพันธุ์ หรือหัวเหง้าเหลืออยู่ใต้ดิน ในเมื่อต้นเดิมมันตายแล้ว เมื่อถึงฤดูใหม่ มันงอกขึ้นใหม่อีก. พืชที่เหลืออยู่ใต้ดิน ไม่ปรากฏที่หนึ่ง แล้วก็กลับงอกออกมา อย่างนี้ มันย่อมมีอะไรที่เป็นการกระทำอยู่ในการงอกครั้งก่อน มันย่อมมีปฏิกิริยา บ้าง ถึงการงอกครั้งถัดมา แม้มันจะน้อยมาก จนเราไม่สังเกตเห็น แต่ก็ต้อง ถือว่ามี เพราะถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว มันจะเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร. ถ้าพันธุ์ไม้ พันธุ์นั้น มันสืบต่อยั่งยืนไปหลายสิบปี หลายร้อยปี พันปี ล้านปี มันก็ เปลี่ยนแปลงไปได้ ; นี่ก็ถือว่ามันมีอะไรเป็นปฏิกิริยาเพิ่มขึ้น ๆ แฝงอยู่ในนั้น ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการงอกครั้งใหม่ ๆ เรื่อยไป. ในกรณีของพืชพันธุ์ ของต้นไม้เช่นนี้ เราไม่เรียกว่าเป็นการทำกรรม หรือผลของกรรมของมัน เราเรียกเพียงว่าเป็นกิริยาแล้วเกิดปฏิกิริยา ซึ่งก็พอจะเห็นได้ว่ามันมีผลข้ามชาติ ตามประสาของต้นไม้ซึ่งค่อนไปทางวัตถุมาก ๆ.

น.625 ทีนี้ ในกรณี กรรม การกระทำของสัตว์ที่มีจิตใจวิวัฒน์สูงขึ้น ก็เหมือนกันกับกิริยา หรือปฏิกิริยา แต่มันยิ่งประณีตขึ้นไปอีก เพราะมีเจตนา มีจิต มีวิญญาณที่เข้มข้น เด่นชัดกว่า. เพราะฉะนั้น ถ้ามันมีความแน่นอน ในข้อที่ว่า เมื่อร่างกายแตกดับแล้ว เชื้อหรือพืช กล่าวคือผลกรรมที่ปรุงแต่ง วิญญาณนั้น ยังเหลืออยู่สำหรับการงอกใหม่ในชาติหน้า มันก็สืบเนื่องต่อกัน ไปได้. แต่โดยเหตุที่เรื่องการเกิดใหม่นี้ เป็นเรื่องที่อยู่ในฐานะที่ไม่อาจจะ พิสูจน์ให้เห็นได้อย่างวัตถุ เป็นเรื่องที่จะต้องพลอยเชื่อไปตามบุคคล มันผิดหลัก ของกาลามสูตร เป็นการยากที่เราจะไปเชื่อตามเขาว่าตายแล้วเกิดใหม่อีก ได้รับ ผลกรรมอีก. เราทิ้งเรื่องชนิดนี้ไว้เสียก่อนก็ได้ เรามาชวนกันสนใจเรื่องชาติ ที่เป็นปัจจุบันกันดีกว่า คือชาติที่เกิดขึ้นเป็นขณะจิตนี้ดีกว่า ให้เห็นชัดว่าปัญหา เฉพาะหน้านี้ รีบด่วนกว่า ; แล้วเรารีบทำ อย่าให้เราเองมีความทุกข์ คือ ดับทุกข์ให้ได้เสียในชาตินี้ ดีกว่า และถูกกว่า. ถ้าดับทุกข์ในชาตินี้ได้แล้ว ชาติหน้ามันหมดไปเอง ปัญหาของ ชาติหน้าถูกรำงับ หรือถูกสะสางหมดไปเอง ด้วยการแก้ปัญหาของชาตินี้สิ้นไป. แปลว่าเราฆ่ากิเลสให้สิ้นไปได้ในชาตินี้ เรื่องชาติหน้าก็ยกเลิกกัน คือมันไม่มี. ถ้าตีขลุมเอา อย่างว่าชาตินี้ทำดี ถ้าชาติหน้ามีแน่ ต้องดีแน่; ก็ปลอดภัย อยู่แล้ว. ถ้าชาตินี้ทำชั่ว ชาติหน้าก็ต้องชั่วแน่ ; เพราะฉะนั้นอย่าทำชั่วดีกว่า ; เพราะว่าหลักเกณฑ์มันอย่างเดียวกัน. ถ้าเกิดมาอีก ก็มีปัญหาอย่างเดียวกันอีก เพราะฉะนั้น รีบแก้ปัญหานี้เสียแต่ชาตินี้ ยังดีกว่า. ด้วยเหตุนี้เรื่องกรรมที่ พูดถึงชาติหน้านั้น ไม่ค่อยพบในพุทธภาษิตโดยตรง ; พบมากที่สุด ดาดดื่น ไปหมด ก็แต่ในเรื่องที่แต่งขึ้นในชั้นหลัง เพื่อจะจูงใจบุคคลให้กลัวบาปกลัว กรรมมากขึ้น ถึงกับในบางแห่ง ผู้แต่งว่าไว้ดี หรือพูดมากไปกว่าที่พระพุทธเจ้า เคยตรัสไว้เสียอีก.

น.626 ๒. ปัญหามีว่า : กระผมเห็นว่าการที่พระบางนิกายไม่ยอมแตะต้อง ภาชนะที่ทำด้วยโลหะเงิน เมื่อมีผู้ศรัทธานำอาหารมาถวายก็ดี หรือไม่ยอม ลงอุโบสถร่วมกับพระนิกายอื่น นอกจากตนก็ดี เป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง เพราะการกระทำเช่นนั้นเป็นการถูกลวงอยู่ด้วยของเป็นคู่ชนิดหนึ่ง มิใช่หรือ ? มันทำให้ห่างจากสภาพของพระอริยเจ้าออกไป ความเห็นเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่ ? นี้ก็ถือว่าเป็นความเห็นที่ถูกต้อง คือว่านั่นเป็นเรื่องของศีลธรรม ที่อาตมาได้กล่าวแล้ว ว่าเป็นเรื่องในขั้นต้นของผู้ที่ยังมีอุปาทานยึดถือ จึงต้อง ตกอยู่ในการถูกลวงด้วยของเป็นคู่ เห็นเป็นของต้องห้าม เห็นเป็นของไม่ต้องห้าม, เห็นเป็นเงิน และมิใช่เงิน อย่างนี้เป็นต้น. แต่มันเนื่องจากการที่ผู้นั้น ยังอยู่ ในระดับเริ่มแรกของการปฏิบัติธรรม ยังอยู่ในขั้นของศีลธรรม เขาจึงมี ระเบียบปฏิบัติอีกประเภทหนึ่ง เรียกว่า "วินัย" ซึ่งไม่ใช่เกี่ยวกับธรรมะ. ส่วน การที่เรามาสอนกันถึงเรื่องการหลอกลวงของสิ่งที่เป็นคู่ และไม่ตกอยู่ใต้อำนาจ ของสิ่งที่เป็นคู่นั้น หมายถึงเรื่องธรรมะ เรื่องสัจจธรรม ; ยิ่งกว่านั้นยังเป็น เรื่องชั้นสูง ไม่ใช่ธรรมชั้นต้น. ส่วนเรื่องไม่ให้พระจับภาชนะเงินหรือทอง ในนิกายไหนก็ตาม เป็น เรื่องวินัย เป็นเรื่องบัญญัติที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติขึ้น เพื่อหมู่เพื่อคณะ ตามเหตุผลเฉพาะหน้า ไม่ใช่สัจจธรรมของธรรมชาติ. เรื่องเกี่ยวกับวินัย ที่พระพุทธเจ้าตรัสนี้ เราถือว่าเป็นเหตุผลส่วนพระองค์ของพระพุทธเจ้า เท่าที่ ท่านเห็นควร. ในเมื่อท่านบัญญัติแล้ว เราก็ปฏิบัติเคร่งครัดในส่วนที่เป็นวินัย ในฐานะที่เป็นวินัย คือเป็นเครื่องควบคุมหมู่คณะให้เรียบร้อย อย่าให้เกิดความ ร้าวรานกันขึ้นได้บ้าง หรือเพื่อมิให้ชาวโลกตำหนิติเตียนหมู่คณะนี้บ้าง ; อย่างนี้ เรียกว่าวินัย. พระพุทธเจ้าองค์ของเรานี้ ได้ตรัสข้อความเกี่ยวกับการบัญญัติ ของพระพุทธเจ้าบางองค์ว่า บางองค์ไม่ได้บัญญัติวินัยต่าง ๆ นี้เลย ก็ยังมี

น.627 ศาสนาได้ มีพระอรหันต์ได้เหมือนกัน ; แต่ว่าหมู่คณะไม่ค่อยเรียบร้อย ไม่อยู่ในสภาพที่เรียบร้อย. เพราะฉะนั้นจึงมีการบัญญัติวินัย เพื่อความเรียบร้อย เพื่อความราบรื่นในเบื้องต้น ในศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ของพวกเรานี้. อีกอย่างหนึ่ง เราก็จะเห็นได้ว่า แม้ในศาสนายุกาลของพระพุทธเจ้า องค์นี้เอง ในตอนระยะแรก ๆ ตอนราว ๒๐ - ๓๐ พรรษาแรก พระองค์ก็ยัง ไม่ได้บัญญัติวินัย เรื่องห้ามจับเงินจับภาชนะเงินเหล่านี้ ; แม้เรื่องห้ามไม่ให้ ฉันอาหารในเวลาวิกาล ก็ยังไม่มี. เพราะฉะนั้นพระอรหันต์ทั้งหลายในตอน แรก ๆ ยังฉันอาหารได้ทุกเวลา ไม่จำกัดว่าเวลานั้นเวลานี้ ท่านฉันน้อยครั้งอยู่แล้ว และเท่าที่จำเป็นอยู่แล้ว และฉันด้วยจิตใจที่เป็นธรรมอยู่แล้ว. นี้ก็แปลว่า การบรรลุมรรคผล ในส่วนปฏิบัติสัจจธรรม นี้ ไม่ได้เกี่ยวกับวินัยเหล่านี้เลย. ท่านเป็นพระอรหันต์แล้ว ก็หมดปัญหาเรื่องวินัย แต่ท่านก็สมัครถือวินัย เพื่อให้เป็นแบบอย่างที่ดี เป็นหมู่คณะที่ดี เสมอกันกับพระภิกษุองค์อื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นพระอรหันต์ หรือไม่ใช่พระอรหันต์ ทั้ง ๆ ที่ไม่จำเป็นสำหรับท่าน แต่จำเป็นสำหรับคนที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์. นี้เรียกว่าระเบียบวินัยของหมู่ ที่ทำให้หมู่นี้งดงาม ถ้าศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ไหนมีการบัญญัติวินัย ศาสนาของ พระพุทธเจ้าองค์นั้น จะเป็นระเบียบและอยู่ยืนยาวนานมาก. ศาสนาของ พระพุทธเจ้าองค์ไหนไม่มีการบัญญัติวินัย แม้จะมีผู้บรรลุมรรคผลนิพพานเป็น พระอรหันต์กันได้ก็จริง แต่หมู่คณะไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย ระส่ำระสายเร็ว ตั้งอยู่ได้ในระยะกาลน้อย ศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์นั้น ก็สาบสูญไปเร็ว. นี้เราควรถือว่าเป็นเรื่องวินัย ไม่มาพัวพันกันกับการถูกลวงด้วยของเป็นคู่ ซึ่งเป็นธรรมะชั้นสูง.

น.628 พระอรหันต์ ไม่ยึดมั่นด้วยอุปาทาน ถ้าหากว่าให้ท่านถือวินัย ไม่ให้ ไปลูบ หรือไม่ไปแตะต้องภาชนะเงินหรือทอง อย่างนี้ก็ไม่ใช่ว่าท่านไม่ไป แตะต้อง ด้วยอำนาจอุปาทาน หรือยึดถือในเรื่องของวินัย ; แต่เป็นเรื่องที่ท่าน ทำให้มันสม่ำเสมอกัน เพื่อเห็นแก่ผู้อื่น ; นี้มันแตกต่างกันอย่างนี้. ที่นี้ถึง แม้ว่าท่านไปถูกเงินหรือทองก็ไม่มีอาบัติ ไม่เป็นโทษ ไม่เป็นอาบัติ แต่ท่าน ก็ยังยอมแสดงอาบัติ ถ้าหากว่าได้ไปถูกต้องเข้า เพื่อเห็นแก่ความสม่ำเสมอ ระเบียบเรียบร้อย ของหมู่คณะ การที่พระสงฆ์ไม่ยอมลงอุโบสถกับพระต่างนิกาย นี้ก็เป็นเรื่องยึดถือ หรืออุปาทานมาก ๆ เป็นเรื่องที่ไม่เคยมีในสมัยพระพุทธเจ้า เพราะไม่เคยมี การแยกนิกาย. มันเป็นเรื่องของอุปาทาน เป็นเรื่องของบุคคที่ไม่รู้ ว่าความ เป็นพระที่แท้จริงนั้น อยู่ที่ตรงไหน. เพราะฉะนั้นเราไม่ต้องพูดถึง เพราะ ไม่ใช่เรื่องพระพุทธศาสนาเสียแล้ว เป็นเรื่องส่วนตัวของบุคคลบางคน บางหมู่ บางคณะ เสียแล้ว. ๓. ปัญหามีว่า : ชาดกต่าง ๆ ในพระพุทธศาสนา เป็นเรื่องจริง หรือเป็นเรื่องที่ท่านผูกขึ้น เป็นปุคคลาธิษฐาน เพื่อสอนคนโง่ เพราะสอน หลักธรรมโดยตรงก็ไม่เข้าใจ. กระผมเข้าใจอย่างนี้ถูกหรือไม่ ? คัมภีร์ชาดกในบาลี ไม่มีท้องนิทาน ในที่นี้เสียดาย ที่ไม่ได้เอาเล่ม พระไตรปิฎก มาเปิดให้ดู คือว่าสิ่งที่เรียกว่าชาดก ในพระไตรปิฎกจริง ๆ นั้น มันไม่มีท้องนิทาน มีแต่คำพูดสั้น ๆ เป็นใจความสำคัญ เป็นหลักธรรมะทั้งนั้น. แต่พอถึงชั้นหลัง มายุคที่มีการแต่งอธิบายพระไตรปิฎก คือชั้นอรรถกถาชาดก อันเป็นคัมภีร์แต่งเล่าประกอบตัวคาถาเหล่านั้น เขาเอามาแต่งให้เป็นนิทานเล่า ถึงเรื่องที่ว่า ทำไมพระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสข้อความนี้ พระองค์ได้เล่า ยกอุทาหรณ์ อย่างไรบ้าง ; และยังมีนักเลงทางหนังสือ ยุคหลัง ๆ ต่อมาอีกแต่งเพิ่ม

น.629 เป็นเรื่องกลับชาติให้แก่ตัวละครในชาดกเข้าอีก ว่าคนนั้นกลับชาติมาเป็นคนนี้ คนโน้นกลับชาติมาเป็นคนนั้น. เราต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้อง ไปตั้งแต่ต้นเสียก่อน ว่า ความ มุ่งหมายเดิมของท่านนั้น ไม่ใช่ต้องการจะให้ฟังนิทานชาดกเหล่านั้น และยึดถือ ตัวชาดกนั้น ; แต่หากต้องการเพียงใช้ชาดกนั้น เป็นเครื่องช่วยความจำ เพราะมันทำให้จำง่ายกว่าที่จะจำข้อความยาก ๆ ที่เป็นตัวธรรมะล้วน. ถ้าเรา จำเนื้อความแห่งท้องเรื่องในนิทานชาดกนั้นได้ เราจะจำใจความของหลักธรรม ข้อนั้นได้ง่าย. คนที่มีการศึกษาน้อยจำนิทานสะดวกกว่า. ด้วยการเล่า นิทานชาดกเรื่อย ๆ มานี้ ทำให้คำสอนต่าง ๆ ที่เป็นคติต่าง ๆ ได้ยั่งยืนมาได้เป็น พัน ๆ ปี, ถ้าไม่ใส่ไว้ในเปลือก หรือท้องนิทานแล้ว มันสูญไปนานแล้ว ไม่มาถึงพวกเราแน่. การที่หลักธรรม หรือคติข้อใดข้อหนึ่งของคนเมื่อหลายพัน ปีมาแล้ว มาถึงเราสมัยนี้ได้ ก็เพราะว่าเขาใส่ไว้ในภาชนะที่ดีที่สุด คือนิทาน. นิทาน เป็นเปลือก หรือภาชนะ ที่ดีที่สุด ที่จะรักษาคติธรรมอันนั้นไว้ได้เป็นเรื่อง ๆ มาจนถึงบัดนี้. เพราะฉะนั้น เราควรจะถือว่าเป็นวิธีการ หรือเป็นอุบายที่ฉลาด ที่สุด ที่ท่านให้มีชาดก หรือนิทานชาดก และเหมือนกันโดยมาก กับนิทาน ของกรีก คือทั้งอินเดีย ทั้งกรีก มีวิธีคล้าย ๆ กันมากที่สุด. นี่ก็แสดงว่า มีการติดต่อสัมพันธ์กันใกล้ชิดมาก แม้แต่ของอียิปต์ หรือของจีนโบราณ. นี้ก็ควรนับว่าที่แท้ก็คือเครื่องมือชนิดหนึ่ง ซึ่งแทนกระดาษพิมพ์ หรือเล่มสมุด หนังสือ ซึ่งไม่มีใช้กันในสมัยนั้น. เพราะสมัยนั้นไม่มีการขีดเขียน ไม่มีอะไร แล้วจะให้ผู้คนจดจำสืบ ๆ กันมาอย่างไร เขาก็ต้องมีวิธีการอย่างนี้ ซึ่งจะสงวน รักษาของดีนั้นไว้บ้าง โดยการเล่านิทานที่ชวนฟัง ชวนจำ จำง่ายดังนี้.

น.630 เราอย่าไปเชื่อตามตัวหนังสือในชาดกนั้น ๆ ว่าคนพูดได้แล้ว สัตว์ ก็พูดได้ นั้นมันไม่ใช่ตัวเรื่องที่ต้องการให้ฟัง หรือให้จำ. ตัวเรื่องนั้นอยู่ที่ว่า คนและสัตว์นั้น พูดว่าอย่างไร แล้วมันจริงตามนั้นหรือไม่ ควรยึดถือเป็นหลัก หรือไม่. เพราะฉะนั้น พอเราได้ยินว่าคน หรือสัตว์ ที่เป็นพระโพธิสัตว์ ได้กล่าวว่าอย่างไร แล้วก็มาพิจารณาดู ตามหลักกาลามสูตรตามเคย พบข้อที่ สมเหตุสมผล ควรปฏิบัติตาม เราก็นำไปปฏิบัติตาม. หากมาถึงสมัยเรา ซึ่งมี การพิมพ์เป็นหลักฐานอย่างเวลานี้แล้ว นิทานนั้นก็ไม่ค่อยมีความจำเป็นไปเอง. ข้อที่ควรสนใจอยู่ที่คติธรรม ที่เป็นแก่นสาร เป็นใจความสำคัญของตัวชาดก นั้น ๆ ต่างหาก ; ฉะนั้น เราจึงไม่ต้องสนใจเรื่องตัวชาดกนั้น ๆ มากไป. ทีนี้ หากเพ่งเล็งไปในแง่อื่น ที่ไม่ใช่ทางสัจจธรรม หรือทางศาสนา มันกลับปรากฏว่ามีประโยชน์มาก. กล่าวคือข้อความในชาดก เช่นในคัมภีร์ อรรถกถาชาดก ที่แต่งขึ้นแต่โบราณนั้น เกิดเป็นประโยชน์แก่นักประวัติศาสตร์ และนักวรรณคดีมาก. มีคนเขาแต่งหนังสือประวัติศาสตร์อินเดียสมัยพุทธกาลนั้น จนได้รับรางวัลในการทำวิทยานิพนธ์ขั้นมหาวิทยาลัยทีเดียว ; ที่แท้ส่วนมาก ก็เอาไปจากชาดก คืออรรถกถาของสุตตันตปิฎก นั่นเอง. นี่มันเป็นประโยชน์ ทางอื่น มากถึงอย่างนี้. ถ้าว่าสิ่งเหล่านี้มิได้มี โลกเราก็จะขาดประโยชน์ ส่วนนี้ไป. เราอย่าไปเพ่งเล็งแต่ด้านเดียว แล้วไปดูถูก ดูหมิ่น เสียทั่วไป ; มันมีประโยชน์ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่งแน่นอน. ๔. ปัญหามีว่า : ตามที่ทางพุทธศาสนา ถือว่ามีสังสารวัฏฏ์ ของ สรรพสัตว์นั้น จะไม่เป็นการยืนยันการตายแล้วเกิดอีก คือมีชาติหน้า อย่างนี้ ไม่ขัดกับคติทางวิทยาศาสตร์สมัยปัจจุบันนี้ไปหรือ ?. ถูกแล้ว พุทธศาสนามีเรื่องสังสารวัฏฏ์ มีการเวียนว่ายตายเกิด จริง ; แต่จะขัดกับหลักวิทยาศาสตร์หรือไม่นั้น ขอให้ฟังให้ดี : นี่ เราตอบว่า

น.631 ถ้าเป็นวิทยาศาสตร์ของวัตถุ เอาส่วนวัตถุที่เห็น ๆ เป็นเกณฑ์ ก็คงขัดแน่ ๆ ; แต่ถ้าเป็นวิทยาศาสตร์ของธรรมชาติอย่างกว้างขวางทั่ว ๆ ไป ไม่ตกหลุมแต่ใน วงความคิดเพียงวัตถุนิยมแล้ว มันก็ไม่ขัด เพราะว่า คำว่าวิทยาศาสตร์ หรือ ในภาษาสากลเรียก science นั้น มันกว้างมาก เป็นเรื่องทางจิตก็ได้ ทาง ความคิดนึกก็ได้ ซึ่งเราไม่ค่อยได้เรียนกัน ไม่ค่อยได้สนใจกัน ; สนใจกัน แต่วิทยาศาสตร์ทางวัตถุ เลยไม่เข้าใจเรื่องสังสารวัฏฏ์ หรือการเวียนว่ายตายเกิด ซึ่งเป็นเรื่องทางจิต ; ฉะนั้นจึงอาจจะเกิดรู้สึกว่าขัดกับวิทยาศาสตร์ขึ้นมาก็ได้. แต่เมื่อได้ศึกษาจนถึงฝั่ง ถึงตลิ่ง ของสิ่งที่เรียกว่า วิทยาศาสตร์ อันหมายถึงเรื่องทางจิตใจก็ได้ด้วยแล้ว มันไม่ขัดกัน. เรื่องทางจิตใจก็เป็น ธรรมชาติ อย่าได้เข้าใจไปว่าเรื่องทางจิต - ทางใจ หรือกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ทาง จิตใจนั้น เป็นเรื่องนอกเหนือธรรมชาติ ; ที่แท้มันเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง แต่เป็นธรรมชาติฝ่ายนามธรรม หรือฝ่ายจิต ; เป็นคู่กันกับวิทยาศาสตร์ฝ่ายวัตถุ หรือฝ่ายรูปธรรม. เรารู้จักกนแต่วิทยาศาสตร์ฝ่ายรูปธรรม มันก็ยังขาดอยู่อีก ตั้งครึ่ง คือวิทยาศาสตร์ฝ่ายนามธรรม ฝ่ายจิต ฝ่ายวิญญาณ. ถ้าได้ศึกษา เรื่องนั้นดีแล้ว จะพบว่ากฎเกณฑ์เรื่องกิเลส เรื่องกรรม เรื่องวิบากของกรรม หรือเรื่องสังสารวัฏฏ์ นี้ เป็น scientific อย่างยิ่ง คือจะพิสูจน์ได้ด้วยกฎของ วิทยาศาสตร์ สมเหตุสมผล ตามหลักวิทยาศาสตร์เสมอ แต่ต้องฝ่ายนามธรรม ๕. ปัญหามีว่า : ตามบาลีมีอยู่ว่า เทวดาที่ปรารถนาสุคติ ปรารถนามาเกิดในโลกมนุษย์นั้น ย่อมเป็นการรับรองว่าเทวดามีตัวจริง และ สวรรค์ก็มีตัวจริง. ถ้าเชื่อว่ามีจริงเช่นนี้ จะไม่เป็นเรื่องเหลวไหลตามคติในยุค ปัจจุบันไปหรือ ? ปัญหานี้ ผู้ถามได้ยึดเอาหลักที่อาตมาได้บรรยายไปในวันก่อน ๆ ถึง ตอนที่กล่าวว่า เทวดาที่ปรารถนาสุคติ หาที่อื่นไม่ได้ ไม่พบ ต้องมาหาใน

น.632 มนุษยโลก ซึ่งมีพระรัตนตรัย ; เลยยึดเอาว่าถ้าอย่างนั้น บาลีก็ยืนยันว่าตัว เทวดามีจริง สวรรค์มีจริง ! อาตมาอยากจะขอตอบว่า ในบาลีมีกล่าวเช่นนั้น จริง และมีในรูปพระพุทธภาษิตจริง ; แต่ความหมายนั้นหมายถึงเทวดาเป็น ตัวบุคคลาธิษฐานเช่นนั้นจริงหรือไม่ เป็นอีกปัญหาหนึ่ง. เรื่องเทวดานี้ ก็อยู่ในหลักเกณฑ์เดียวกันที่ว่า พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ว่า ถ้าไม่ "มองเห็น" ได้ด้วยตนเองแล้ว อย่าไปเชื่อตามดีกว่า เพราะฉะนั้น ส่วนที่พูดถึงตัวเทวดา หรือสวรรค์นั้น ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ. ประเด็นสำคัญมันอยู่ที่ว่า คนที่มัวเมา อยู่ด้วยกามคุณอย่างเทวดา และจะเป็นเทวดอยู่ที่ไหนก็ตาม ผู้ที่มัวเมาอยู่แล้ว ยากที่จะมีจิตใจที่โปร่ง หรือแจ่มใสเพียงพอ ที่จะเข้าใจเรื่องดับทุกข์หรือเรื่อง นิพพาน. เพราะฉะนั้น เทวดาเมื่อสำนึกถึงความที่ตนมัวเมาอยู่ในกามคุณ หรือ ในสวรรค์ได้ ก็เกิดความสลดสังเวชตัวเอง ว่าที่นี่ไม่ใช่ที่เอาตัวรอดเสียแล้ว ; ควรจะเป็นในที่ที่ไม่มัวเมาในกามคุณมากถึงเช่นนั้น ; ควรจะเป็นที่ที่จะหา เรื่องราวของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือเรื่องดับทุกข์นั้นได้โดยง่าย. เพราะฉะนั้นโลกที่ดี ที่น่าเกิด ก็ควรจะเป็นมนุษย์โลก แทนที่จะเป็นเทวโลก. เพราะฉะนั้นประเด็นสำคัญอยู่ตรงที่ว่า ควรจะอยู่ในที่ที่หาพบพระรัตนตรัยได้ง่าย หรือทำการดับทุกข์ได้ง่าย ; เลิกพูดถึงมนุษย์โลกหรือเทวโลก ซึ่งไม่ใช่ประเด็น สำคัญ. ทีนี้ อาตมาอยากจะชี้แจงต่อ ถึงข้อที่ว่าทำไม คำว่า เทวดา หรือ คำว่า สวรรค์ นี้ มามีอยู่ในพระพุทธภาษิต และอยู่ในพระไตรปิฎกโดยตรง. ทั้งนี้ก็เพราะว่า ในประเทศอินเดียสมัยนั้น มีความเชื่อเรื่องเทวดา เรื่องนรก เรื่องสวรรค์ นี้อยู่โดยสมบูรณ์แล้ว มีรายละเอียดชัดเจนเหมือนที่กล่าวนี้ทุกอย่าง มาแล้ว ตั้งแต่ก่อนพระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้น. พอพระพุทธเจ้ามีขึ้นในโลก เรื่อง เหล่านี้มันมีอยู่แล้ว จะไปเสียเวลาหักล้าง ก็ไม่ไหว พิสูจน์ให้คนโง่เห็นไม่ได้ เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าท่านจึงพลอยตรัสเอออวย ไปตามคำที่พูด ๆ กันอยู่

น.633 แต่แล้วก็ทรงแสดงสิ่งที่ดีกว่า ให้เขาเลิกละความสนใจ หรือติดแน่น ในสิ่งนั้นเสีย ให้เลิกละความติดแน่นในนรก ในสวรรค์ ในเทวโลก พรหมโลก เหล่านั้นเสีย โดยมาเอาสิ่งที่ดีกว่า คือเรื่องโลกุตตระหรือนิพพาน ; ทั้ง ๆ ที่ไม่ต้องเสียเวลา พิสูจน์เรื่องเทวดา เรื่องนรกสวรรค์ ชนิดนั้น ว่ามันมีข้อเท็จจริงโดยแท้จริง อย่างไร. มีอยู่ในพระไตรปิฎกบางแห่ง พระพุทธเจ้าตรัสว่า เรื่องเทวดานี้ เขาพูดกันอย่างเอิกเกริก ทั่วไปอยู่แล้ว เสียเวลาที่จะไปฝืนความรู้สึกของเขา ; แล้วเราเองก็ต้องการอีกอย่างหนึ่งต่างหาก สิ่งที่ต้องการไม่ได้เป็นอันเดียวกับที่ ต้องการให้เขาหลงใหลในสวรรค์ ไม่จำเป็นที่จะต้องอธิบายเรื่องนรกสวรรค์ ซึ่งเป็นสิ่งที่จะพิสูจน์กันเดี๋ยวนั้นไม่ได้. ถ้าหากว่าผู้นั้นจะมีปาฏิหาริย์มาก ถึงกับ บังคับจิตผู้คน หรือกลุ่มประชาชนให้เห็นนรก เห็นสวรรค์ ด้วยอำนาจจิตได้ อย่างแท้จริง ; ซึ่งสวรรค์และนรก จะจริงไม่จริง ไม่ทราบ ; แต่ว่าสามารถ บังคับด้วยปาฏิหาริย์ให้พากันเห็นชัดเจนแท้จริง จนมีความเชื่ออย่างนี้ก็ทำได้ พระพุทธเจ้าท่านก็ทำได้เป็นของง่าย ๆ แต่ท่านก็ไม่ประสงค์จะทำอย่างนั้น ; กลับเอออวยไปในบางส่วน ว่าให้ทาน รักษาศีล นี่แหละจะเป็นทางให้ได้สวรรค์ แล้วเมื่อได้สวรรค์มาแล้ว เป็นอย่างไร ท่านก็ชี้ให้เห็นว่าสวรรค์นั้น มันเต็มไป ด้วยโทษ คือความหลงใหลอย่างไร แล้วจึงทรงแสดงโทษของสวรรค์ ผู้นั้น ก็พร้อมที่จะรู้เรื่องโลกุตตระ. เขาเห็นจริงเชื่อจริงมาตามลำดับ ว่าทาน ศีล ให้เกิดสวรรค์, สวรรค์มีลักษณะอย่างนั้น ๆ ประกอบไปด้วยอาทีนพ - คือโทษ ทำให้โง่ให้หลง ให้วนเวียนในวัฏฏสงสารอย่างนั้น ๆ จึงมีจิตใจพร้อมที่จะ รู้เรื่องอริยสัจจ์ หรือเรื่องของโลกุตตระ. อุบายวิธีทางธรรมเช่นนี้ เราจะเรียกว่าพระพุทธเจ้าท่าน ฉลาดในการ สวมรอย หรืออะไรก็ตามเถิด แต่ว่าความจำเป็นมันบังคับให้ทำได้เพียงเท่านั้น

น.634 จะไปพิสูจน์เรื่องนรก สวรรค์ กันมากกว่านั้น ก็ไม่มีเวลา ไม่ใช่สิ่งที่จำเป็น ทั้งไม่ได้ประโยชน์อะไร ; เพราะเรื่องที่สำคัญนั้น ต้องการจะสอนให้เห็นความ ทุกข์เดี๋ยวนี้ ให้เห็นเหตุให้เกิดทุกข์เดี๋ยวนี้ กล่าวคือเรื่องอริยสัจจ์สี่นั่นเอง. เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงทรงมีอุบายลัด ๆ สั้นๆ ชำระของเกรอะกรังในจิตใจ ของประชาชน เรื่องนรก สวรรค์ เสียพอสมควรก่อน ได้แก่ทรงแสดงเรื่องทาน เรื่องศีล แล้วเรื่องสวรรค์ แล้วย้ำเรื่องโทษของสวรรค์ แล้วจึงถึงเรื่องการออก ไปเสียจากสวรรค์ ที่เรียกว่าเนกขัมมะ การออกไปเสียจากกามคุณ ว่าจะมีผลดี อย่างนั้น ๆ. พอมาถึงขั้นนี้แล้ว คนนั้นที่เรียกได้ว่ามีหัวใจเคยเกรอะกรังไป ด้วยตะกอนต่าง ๆ มาแต่กาลก่อน ๆ ถูกชำระล้างหมดสิ้นดีแล้วก็พร้อมที่จะรู้ อริยสัจจ์สี่ คือทุกข์ มูลเหตุให้เกิดทุกข์ สภาพที่ไม่มีความทุกข์เลย และวิธี ปฏิบัติที่จะให้ลุถึงสภาพชนิดนั้น. พระพุทธเจ้าท่านก็สอนเรื่องของท่านโดยตรง เอาตอนนี้เอง. ส่วนตอนเรื่องนรก สวรรค์ อะไรนั้น เป็นตอนที่ไม่ใช่ใจความของ พุทธศาสนา เขาเชื่อกันอยู่อย่างนั้นแล้ว เขาทำกันอยู่อย่างนั้นแล้ว ก่อน พระองค์เกิด. ถ้าไปตู่เรื่องนี้มา ว่าเป็นพุทธศาสนา ก็เรียกว่าไม่ยุติธรรม พระพุทธเจ้าท่านไม่ขี้ตู่อย่างนั้น. เรื่องของท่านจึงมีแต่เรื่องโลกุตตระ คือ · อริยสัจจ์เป็นพื้น. เพราะฉะนั้น จึงเห็นได้ว่าเรื่องสวรรค์ หรือนรกนี้ไม่ใช่ ประเด็นของพุทธศาสนา แต่มันพลัดมาอยู่ในคำของพระพุทธเจ้าได้ เพราะ ความจำเป็นอย่างนี้ ; ฉะนั้นเราไปสนใจกับตัวพุทธศาสนาโดยตรงเสีย ปัญหา เรื่องนรกสวรรค์ ก็จะหมดสิ้นไปในตัวเอง หมดความจำเป็นไปในตัวเอง. เพราะถ้าขืนเชื่องมงายไปตามผู้อื่น ว่ามีจริง เป็นจริง อย่างนั้นก็เป็นการถูกหลอก ; หรือแม้เขาจะบังคับกระแสจิตให้เห็นได้ทางปาฏิหาริย์ ก็ยังเป็นการถูกหลอกอย่าง ลึกซึ้งอยู่นั่นเอง. พุทธบริษัทไม่ทำอย่างนี้ จึงพิสูจน์เรื่องความทุกข์ และเรื่อง ความดับทุกข์โดยตรง เป็นเรื่องของพุทธศาสนาแท้.

น.635 ปัญหามีว่า : อัตตาคือตัวตน ที่แท้คือความรู้สึกว่าตัวตน มันเกิดขึ้นได้เพราะจิตมีอวิชชา หรือว่าเกิดขึ้นได้เพราะเหตุใด ? ในขั้นศีลธรรม หรือขั้นโลกิยะ ยังรับรองว่ามีอัตตาอยู่ เช่นพุทธภาษิตที่ว่า อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ - ตนเป็นที่พึ่งของตนเอง ดังนี้ ใช่หรือไม่ ? นี่ ผู้ถามยืนยันด้วยพระพุทธภาษิต ว่าตน เป็นที่พึ่งแห่งตน. นี้นับว่า พุทธภาษิตมีอยู่อย่างนี้จริง และอัตตาก็เกิดมาจากอวิชชาจริง. ในขั้นศีลธรรม คือในขั้นที่ยังเป็นโลก ๆ อยู่นี้ ความรู้สึกว่าอัตตายังมีอยู่ การสมมติชื่ออัตตา ก็รับรองว่าต้องมีอยู่ เพราะมันช่วยไม่ได้; เพราะคนที่ยังอยู่ในวิสัยโลก มีความเป็นโลกอยู่นั้น ต้องมีความรู้สึกว่ามีอัตตาอยู่ตามปรกติ. ความรู้สึกว่า อัตตา นั่นแหละ คือความหมายของความที่อยู่ในวิสัยโลก หรือเป็นตัวยึดถือว่าโลก. เพราะฉะนั้นในขั้นโลก หรือขั้นศีลธรรมก็ตาม จึงยังต้องมีอัตตานี้แน่นอน เพราะมันมีอยู่ก่อนแล้ว. เราจะไปละอัตตากันคือ ๆ โดยการบังคับด้วยศีลธรรม นี้ทำไม่ได้. เพราะฉะนั้น ในการที่จะถอนตัวตนออกมาจากความทุกข์ ก็ต้องใช้ อัตตายึดถือนั่นเอง อัตตาหลอกลวงที่ยึดตัวเองถือตัวตนนั่นเอง เป็นเครื่องถอน อาศัยอัตตานั่นเอง ยกอัตตาขึ้นมาให้ดี ให้ดีกว่า ดีขึ้นตามลำดับ ๆ ; ท่านจึงว่า อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ มีความหมายว่าความยึดถือในอัตตานั่นแหละ มันมี กำลังรุนแรงพอที่จะรักตัวเอง แล้วถอนตัวเองขึ้นมา ในระดับสูง. เมื่อถอน ขึ้นมา ๆ ให้สูงขึ้นเป็นลำดับ ๆ มันก็ไม่ไปไหนเสีย จะต้องมาถึงจุดที่ไม่มีอัตตา คือจะต้องมีความเข้าใจในธรรมชาติ ในสิ่งแวดล้อมทั้งหลายทั้งปวง มากขึ้น เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มากขึ้น ก็จะเห็นชัดถึงข้อที่ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวง เป็นเพียงธรรมชาติ คือเป็น รูปธรรม นามธรรม หมุนไปตามเหตุตามปัจจัย ตามบท อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้วก็เห็น อนัตตา เลยพ้นจากอัตตาได้, อยู่เหนืออัตตา เป็นนิพพานได้. ฉะนั้นจึงเห็นได้ชัดว่า อาการเช่นนั้น เป็น อัตตาที่พึ่งของอัตตา พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสไม่ผิด ทั้ง ๆ ที่ตรัสว่า ไม่มีอัตตา.

น.636 การที่ตรัสว่า อัตตาเป็นที่พึ่งแก่อัตตา นี้ ตรัสแก่คนที่กำลังมีอัตตา มีตัวตน ได้แก่เราท่านทั้งหลายที่กำลังมีตัวตนนี้. เพราะฉะนั้นในขั้นศีลธรรม จึงสอนให้เคารพตัวตน รักตัวตน นับถือตัวตน ยกตน เข็นตนขึ้นมา ด้วยการ ละความชั่วและหวังความดี และดีต่อ ๆ ไป จนที่สุด ก็จะถึงที่สุดของตัวตน คือเลิกบูชาความดี. เพราะว่าอัตตาที่ดี ก็ยังมีความทุกข์ไปตามประสาของความมี อัตตาที่ดี คือต้องแบกตัวตนที่หนักเท่า ๆ กันกับอัตตาที่ชั่ว ; ทั้ง ๆ ที่อัตตาที่ดีนี้ หนักยิ่งกว่าอัตตาที่ชั่ว ด้วยซ้ำไป ; จึงเป็นการจำเป็นที่จะต้องถอนอัตตา จนเป็นอนัตตาโดยสมบูรณ์. เดี๋ยวนี้เกิดสติปัญญา มองเห็นชัดว่าไม่เป็นอัตตา แต่เป็นอนัตตา. ในตอนแรก ต้องยึดถือว่าอัตตา แล้วมีอัตตาอยู่เต็มอัดทั้งนั้น. ฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่า ถูกแล้ว ที่กล่าวว่าอัตตานี้ มาจากความไม่รู้ หรือความรู้ผิด แล้วก็อาศัยความยึดถือในอัตตานั่นเอง ถอนอัตตานั้นออกเรื่อย ๆ เหมือนกับ บันไดขั้นที่หนึ่ง ก็เป็นปัจจัยของบันไดขั้นที่สอง ของบันไดขั้นที่สาม ตามลำดับ ทั้ง ๆ ที่มันเป็นบันไดเหมือน ๆ กัน. เราอาศัยอัตตานี้ เป็นเครื่องหน่วงอัตตา ขึ้นไปตามลำดับ เป็นกฎธรรมดาที่มนุษย์ในโลกจะต้องถือเป็นหลัก ในเมื่อยังมี อัตตาอยู่ จนกว่าจะพ้นอัตตา. หลักว่าอัตตาเป็นที่พึ่งแก่อัตตา ตนเองเป็น ที่พึ่งตนเองนี้ จึงไม่ผิด ; ทั้ง ๆ ที่แท้จริง ไม่มีอัตตา มีแต่อนัตตา. เพราะฉะนั้น ถามว่า อะไรเป็นผู้พ้น มันก็คืออัตตาเป็นผู้พ้น พ้นจากสิ่งที่อัตตาหลงใหลว่า เป็นตัวเป็นตนนั้นเอง. อัตตา ทั้งที่ไม่ใช่เป็นตัวตนโดยแท้จริง มันก็ทำสุข ทำทุกข์ ทำดี ทำชั่วได้. เพราะฉะนั้น ทั้งที่ไม่เป็นตัวตน มันก็พ้นจากดี จากชั่ว จากสุข จากทุกข์ ได้. ต่อเมื่อหลังจากนั้นแล้ว จึงจะหมดอัตตา ; จิตนี้หมด ความรู้สึกว่าอัตตา เป็นจิตที่บริสุทธิ์ถึงที่สุดสิ้นเชิง ไม่มีความยึดถือว่าอัตตา ไม่หนัก ไม่มืด ไม่เศร้าหมอง ไม่เร่าร้อน ไม่อะไรอีกต่อไป.

น.637 เรามีเวลาสำหรับตอบปัญหาอีกเพียงข้อเดียว คือถามว่า นิพพานคือสภาพของจิตที่สะอาด สว่าง สงบ หรืออีกนัยหนึ่ง ก็คือจิตที่ไม่มี อวิชชา ตัณหา อุปาทาน ใช่หรือไม่ ? ถ้าใช่ ที่ว่านิพพานเป็นสุญญตานั้น คงหมายถึงการว่างจากตัณหาอุปาทาน หรือกิเลสนั่นเอง. ส่วนจิตที่สะอาด สว่าง สงบ ยังคงอยู่ต่อไป หรืออย่างไร ? เป็นอันว่า ปัญหาต้นนั้น เราไม่มีอะไร เราเข้าใจกันดีแล้ว มามี ปัญหาตรงที่ว่า เมื่อจิตปราศจากอวิชชา ตัณหา อุปาทาน โดยสิ้นเชิงแล้ว เป็นจิตสะอาด สว่าง สงบ อยู่แล้ว จิตนั้นยังคงอยู่ต่อไปเป็นอนันตกาลหรือ ? ข้อนี้ตอบว่า ถ้าตามภาษาของเถรวาท และตามภาษาที่มีอยู่ในพระพุทธวจนะ หรือพระไตรปิฎกแล้ว เราไม่ถือว่าจิตเป็นสิ่งที่มีอยู่ตลอดอนันตกาล. จิตจะ ต้องดับ เมื่อหมดเหตุหมดปัจจัย แม้จิตที่บรรลุถึงนิพพานเช่นนี้แล้ว ส่วน ตัวจิตนั้นต้องดับ. ส่วนตัวจิต จะเป็นตัวนิพพาน ก็ไม่ได้ ; ตัวจิตจะยัง คงอยู่ตลอดอนันตกาล เป็นจิตที่เสวยเอกันตบรมสุข ตลอดอนันตกาล ดังนี้ ก็ไม่ได้. ถ้าว่าอย่างนั้น มันกระเดียดไปในทางยึดถือจิตชนิดนั้น ว่าเป็นตัว เป็นตน มันเป็นหลักลัทธิฮินดู ฝ่ายเวทานตะ ที่เป็นปรัชญาฮินดู เป็นคู่แข่ง กับพระพุทธเจ้า ; หรือเป็นหลักของฝ่ายไชนะ หรือ jainism หรือเดียรถีย์นิครนถ์ ซึ่งเป็นคู่แข่งขันอย่างยิ่ง กับพระพุทธศาสนา. ลัทธินั้น เขาถือว่าจิตที่หลุดพ้น จากกรรมทั้งปวงแล้ว จะอยู่เป็นไกวัลย์ หรือ เกวลยะ เป็นอยู่ตลอดกาล ไม่มีที่สิ้นสุด. จิตดวงนั้นเป็นอัตตาใหม่เป็นอัตตาถูกต้อง เป็นอัตตาที่บริสุทธิ์แท้ เป็นอัตตาเดิม เป็นอนันตกาล. เราจะไปเข้าใจว่าจิตที่สะอาด สว่าง สงบ แล้ว จะยังอยู่เป็นอนันตกาลเช่นนั้น ไม่ได้ ; ไม่ใช่มติของพุทธศาสนา ; แต่จะไพล่ ไปเป็นมติของเวทานตะ หรือของไชนะ เดียรถีย์นิครนถ์ ที่เป็นคู่แข่งกันกับ พุทธศาสนา มาแต่แรกจนบัดนี้.

น.638 สิ่งที่จะเป็นอนันตกาล สำหรับพุทธศาสนา ก็คือธรรมะฝ่ายอสังขตะ หรือที่เราชอบเรียกโดยสมมติว่า นิพพาน คือแดนเป็นที่ดับของกิเลส ของสังขาร ของความทุกข์. สมมติคล้าย ๆ กับว่าเป็นภาวะอันหนึ่ง คือเป็นตัวตนพิเศษ อันหนึ่ง ที่มีอยู่ตลอดอนันตกาล ; แต่ที่แท้ ไม่ใช่ตัวตน เป็นธรรมชาติ อันหนึ่งเท่านั้น. พระพุทธเจ้าท่านใช้คำว่า "ธรรมชาติอันหนึ่ง" เท่านั้น แต่เรามาหลงรักในสิ่งที่น่าปรารถนาเช่นนี้ ยึดถือเป็นตัวตนก็มี. เพราะฉะนั้น จึงเกิดมีพวกที่เรียกว่า มีขันธ์หก ในหมู่พุทธบริษัทนี้ แทนที่จะมีขันธ์เพียง ๕ กลายเป็นว่ามีขันธ์ ๖ ขันธ์ คือมีจิตอมตะ ขึ้นมาอีกขันธ์หนึ่ง เป็นจิตนิรันดร ; อย่างนี้อาตมาถือว่า ไม่ตรงตามหลักของพุทธศาสนา แต่พูดไป ก็จะเป็นเรื่อง ทะเลาะวิวาทไป. ถ้าจะมีสิ่งที่เป็นนิรันดร เป็น Eternity บ้าง ก็ต้องเป็นธรรมชาติฝ่าย อสังขตะ คือสัจจธรรมที่เป็นความจริงที่จะดับทุกข์ได้. ถ้าใครเข้าถึงเมื่อไรเป็น ดับทุกข์ได้. สิ่งนั้นรออยู่ทุกเมื่อ ในที่ทุกแห่ง. นอกจากจะเป็นอนันตกาลแล้ว ยังเป็นอนันตเทสะ คือมีในที่ทั้งปวงด้วย ในสถานที่ทั้งปวงด้วย ; ทำที่ไหน เมื่อไร เป็นพบเมื่อนั้น จะอยู่กี่หมื่นปี กี่แสน กี่ล้านปี หรือกี่กัปป์กี่กัลป์ก็ตาม. เป็นอันว่า การตอบปัญหา ตอบได้เพียงเท่านี้ หมดเวลาแล้ว.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต