น.44 ท่านสาธุชน ผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย ! การบรรยายวันเสาร์นี้ จะมีหัวข้อว่า หลักปฏิบัติเกี่ยวกับสรณคมน์ ซึ่งท่านทั้งหลายก็ทราบดีอยู่แล้ว. สำหรับวันนี้ ขอให้เป็นที่ทราบกันว่า เป็นวันแรกของการเปลี่ยนชุดการบรรยาย จากภาคมาฆบูชา มาเป็น ภาควิสาขบูชา : ในภาควิสาขบูชา ๓ เดือนนี้ เราจะมีหัวข้อการบรรยาย เกี่ยวกับหลักการปฏิบัติโดยเฉพาะ, ต่างจากภาคที่แล้วมา ซึ่งเป็นการ บรรยายในลักษณะที่เป็นหลักวิชา ในความหมายกว้าง ๆ ทั่วๆ ไป. สิ่งที่เรียกว่า หลักปฏิบัติ นี้ ที่แท้ มันก็ขึ้นอยู่กับความรู้ทั่ว ๆ ไป : เมื่อเรามีความรู้ในเรื่องหลักทั่วๆ ไป เราก็อาจจะเลือกเอาหลักปฏิบัติขึ้นมาได้ โดยง่าย และโดยถูกต้องกว่าที่เราจะไม่รู้เรื่องกว้าง ๆ โดยทั่วไปเสียเลย. ความรู้ กว้าง ๆ ทั่ว ๆ ไปจัดเป็นพวกวิชชา, ส่วนการปฏิบัตินั้น คือการทำไปตามหลักวิชา หรือวิชชา, ได้ในบทว่า วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน, ซึ่งจะต้องเกี่ยวข้องกันเสมอ สิ่งที่เรียกว่า วิชชา จะต้องมี ทั้งข้างหน้า และข้างหลัง ของสิ่งที่เรียกว่า จรณะ หรือการปฏิบัติ ๑
น.45 ถ้าเปรียบกับการเดินทาง ความรู้เรื่องการปฏิบัตินี้มันก็เหมือนกับ แผนที่ ส่วนการปฏิบัติก็เหมือนกับการเดินทาง หลักเกณฑ์อันนี้ มีอยู่อย่างชัดเจน ในพระพุทธศาสนาเรา คือบทพระพุทธคุณที่มีอยู่ว่า "วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน" ซึ่งท่านทั้งหลายก็ได้ยินได้ฟังกันอยู่แล้วทุกคน เมื่อสวดมนต์. "วิชฺชาจรณ” สมฺปนฺโน® ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ คือถึงพร้อมด้วยความรู้และถึง พร้อมด้วยการปฏิบัติ รวมกันเป็น ๒ อย่าง. เราได้พูดกันเรื่องความรู้ทั่ว ๆ ไป ถึง ๓ เดือนที่แล้วมา. วันนี้ก็เริ่ม พูด เรื่องหลักปฏิบัติโดยเฉพาะ เป็นวันแรก มีหัวข้อว่า หลักปฏิบัติเกี่ยวกับ สรณาคมน์ มันก็คือการพูดถึงเรื่องสรณคมน์โดยวิธีปฏิบัติ. ที่ได้เอาเรื่องนี้มาพูดเป็นเรื่องที่ ๑ ของหมวดการปฏิบัตินี้ มันก็มี เหตุผลอยู่หลายอย่าง : อย่างแรกก็คงจะทายกันได้ว่า มันมีเหตุผลอยู่ตรงที่ว่า เรื่องนี้มันเป็นเรื่องแรกของการปฏิบัติในพระพุทธศาสนา. พอพูดว่า จะพูดเรื่องสรณคมน์ บางคนอาจจะนึกว่าพูดไปทำไม เรื่อง ก. ข. ก. กา เรื่องหญ้าปากคอก เรื่องที่เด็ก ๆ ก็ว่าได้รับได้อะไรทำนองนี้นั้น เป็นความเข้าใจที่ยังไม่ถูกต้อง. ขอให้พิจารณาดูให้ดีจนกระทั่งเห็นว่า เดี๋ยวนี้มีการถือสรณคมน์ชนิด ที่เป็นพิธีรีตอง มีมากเกินไป แล้วก็งมงายมากขึ้น จนกลายเป็นโรคติดต่อ หรือ เป็นเนื้องอกเนื้อร้ายขึ้นมาก็ได้ เพราะไปเข้าใจว่ามันง่ายเกินไป มันก็เลยไม่สนใจ คิดนึกให้ละเอียดลออ มันก็ทำไปอย่างละเมอ ๆ มันก็กลายเป็นพิธีรีตอง เป็น ความงมงาย. ความงมงายนี้ก็ติดต่อกันไปถึงลูกถึงหลานถึงเด็ก ๆ; นี้เป็นสิ่งที่ ไม่พึงปรารถนาในพระพุทธศาสนา.
น.46 หลักปฏิบัติเกี่ยวกับสราณคมน์ ๓ ฉะนั้นเราจะต้องแยกสรณคมน์ ออกเป็น ๒ พวก เป็นอย่างน้อย คือ การถือสรณคมน์ที่เป็นพิธีรีตองมากเกินไปอย่างหนึ่ง กับการถือสรณาคมน์ที่ ถูกต้องอย่างหนึ่ง. ถ้าจะกล่าวให้เป็นหลักรวบยอดทั้งหมดทั้งสิ้นอีกอย่างหนึ่ง ก็กล่าวว่าสรณาคมน์ของบุคคลที่รับถือก่อนแต่ที่จะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ก่อนแต่ที่จะ เลื่อมใสด้วยใจจริงนี้ประเภทหนึ่ง คือสรณาคมน์ที่มีการรับเอาโดยที่ไม่รู้ว่าอะไร เป็นอะไร หรือก่อนที่จะเข้าใจธรรมะหรือเลื่อมใส นี้มีอยู่พวกหนึ่ง ; แล้วก็อีก พวกหนึ่ง คือสรณคมน์ที่ถูกต้องสรณคมน์ที่รับถือเอาต่อเมื่อเข้าใจธรรมะเพียงพอ จนเลื่อมใส จนทนอยู่ไม่ได้ จึงประกาศตัวรับถือสรณาคมน์. ถ้าพูดถึงครั้งพุทธกาล ที่ปรากฏมีอยู่ในคัมภีร์พระบาลี ก็มีอยู่ชัดว่า เขาถือสรณาคมน์กันก็ต่อเมื่อได้ฟังพระพุทธเจ้าตรัส แล้วเข้าใจแล้วพอใจ เห็น ธรรมะด้วยปัญญา มีปีติปราโมทย์มาก ทนอยู่ไม่ได้ จึงออกปากมาเป็นการถือ สรณาคมน์ คือถึงพระพุทธเจ้าพร้อมทั้งพระธรรมพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง ตั้งแต่บัดนี้ ไปจนตลอดชีวิต. อย่างนี้เขาถือสรณคมน์หลังจากที่เข้าใจธรรมะแล้ว ทนอยู่ไม่ได้ จึงประกาศการถือออกไป. ทีนี้ พอมาถึงสมัยนี้ มีอยู่เป็นส่วนมาก ที่ถือตามธรรมเนียม จับตัวมา ให้ถือ หรือหลอกให้ถือ หรืออะไรก็สุดแท้ โดยที่ไม่รู้ว่าธรรมะนั้นคืออะไร เป็น อย่างไร ; นี่เรียกว่าสรณคมน์อย่างพิธีรีตอง ถือก่อนแต่ที่จะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ; นี้อย่างหนึ่ง. อีกอย่างหนึ่งก็คือสรณคมน์ที่ถูกต้อง ถือหลังจากที่รู้ว่าอะไรเป็น อะไรมาเป็นอย่างดีแล้ว. ฉะนั้นเราควรจะมาทำความเข้าใจกันในเรื่องสรณาคมน์นี้ ให้มันถูกต้อง จะเรียกกันว่าสะสาง หรือทำสังคายนา เรื่องการถือสรณาคมน์กัน เสียสักทีก็จะดีเหมือนกัน ให้มันสมกับที่พุทธศาสนานี้เป็นศาสนาของคนที่มีปัญญา
น.47 เป็นศาสนาแห่งเหตุผล เป็นศาสนาที่ไม่ขัดกับหลักวิทยาศาสตร์ หรืออะไรเป็นต้น แล้วแต่จะเรียก. รวมความแล้วก็คือเป็นศาสนาที่ชื่อว่าลืมหูลืมตา ฉะนั้นจึงต้อง มีการถือสรณคมน์ชนิดที่ลืมหูลืมตา มันจึงจะเข้ารูปเข้าเรื่องกันได้. นี่แหละคือข้อที่ว่า ทำไมจึงพูดถึงเรื่องนี้ ซึ่งคนทุกคนถือว่าเป็นเรื่อง หญ้าปากคอก เป็นเรื่อง ก. ข. ก. กา. ในพุทธศาสนา แต่เดี๋ยวนี้มันชักจะเลอะ เลือนเต็มที่ เพราะทำไปโดยไม่ต้องคิดต้องนึกก็ได้. เราจะได้พูดกันถึงสิ่งที่เรียกว่า สรณาคมน์ว่า คืออะไร ? ถ้าจะว่า โดย ประวัติ สรณาคมน์มีความหมายตรงตามตัวพยัญชนะ สรณ แปลว่าสรณะ หรือ ที่พึ่ง, อาคมน แปลว่า มาถึง, สรณาคมน์ แปลว่าการมาถึงซึ่งสรณะหรือที่พึ่ง. มนุษย์เรามีการถือสรณะ หรือที่พึ่ง มานมนานแล้ว ก่อนพุทธกาล. ก่อน พุทธกาลนานไกล มนุษย์รู้จักถือที่พึ่งทางจิตใจ เขาเชื่ออะไร เขาไว้ใจอะไร เขา ก็ถือสิ่งนั้นเป็นสรณะ ฉะนั้นจึงมีการถือผีสางเทวดา ของศักดิ์สิทธิ์ ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ แม้แต่เป็นสัตว์เดรัจฉาน. เมื่อถูกสมมติว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์ หรือถือกันว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์กันแล้ว ก็มีคนไหว้กราบ. บางทีเอาสัตว์นั้นเป็น สัญญลักษณ์ของคุณธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ข้อใดข้อหนึ่งก็มี กรณีอย่างนี้ก็น่าจะ ไหว้กราบอยู่ แต่ที่งมงายถึงกับสมมติสัตว์เดรัจฉานเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์อย่างนั้น อย่างนี้ มันก็น่าหัวเราะ. ดังนั้น การถือสรณคมน์มันจึงมีการเปลี่ยนแปลงที่ เรียกว่าวิวัฒนาการนี้เรื่อย ๆ มาจนกว่าจะถึงที่สุด คือถูกต้องถึงที่สุด. โดยพยัญชนะ หรือตัวหนังสือมันแปลว่า การถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็น สรณะที่พึ่ง . ที่นี้คำว่าสรณะหรือคำว่าที่พึ่งนี้ มันมีทั้งทางกายและทางจิต : ที่พึ่ง ทางกายก็หมายความว่า มันเป็นสิ่งที่ช่วยเหลือกันได้ด้วยมือด้วยเท้าด้วยทางร่างกาย
น.48 หลักปฏิบัติเกี่ยวกับสรณาคมน์ ๕ หรือด้วยเงินด้วยทองด้วยสิ่งของ อย่างนี้มันเป็นที่พึ่งทางภายนอกทางกาย นี้ไม่ นับเนื่องอยู่ในข้อนี้ เพราะมันเป็นเรื่องของธรรมดาสามัญเกินไป. สรณาคมน์เล็งถึงแต่เรื่องทางจิตใจ ที่จะทำให้หายกลัวเป็นข้อใหญ่ เพราะว่าปัญหามันอยู่ที่ความกลัว ไม่สบาย นอนไม่หลับ หรือว่ากระวนกระวายอยู่ ด้วยความกลัว จนจะเป็นบ้าไป; ฉะนั้นเมื่อมีอะไรมาทำให้เป็นที่แน่ใจจนหายกลัว มันก็นอนหลับ ไม่เป็นบ้า. เราจึงพูดว่าสรณาคมนก็คือวัคซีนกันโรคบ้า , ถ้า ใครมีถูกต้อง มันก็ไม่เป็นบ้า ถ้าใครมีไม่ถูกต้อง ต้องเป็นบ้าชนิดใดชนิดหนึ่ง คือโดยเปิดเผยก็มี โดยเร้นลับก็มี โดยดูไม่ออกก็มี ฉะนั้นอย่าทำเล่นกับสิ่งที่เรียกว่าสรณคมน์ ถ้ามีไม่ดี มีไม่เป็น ก็เป็น บ้า คือเป็นคนโง่ เป็นคนหลง เป็นคนไม่ได้รับความพักผ่อนของดวงวิญญาณ ของชีวิตจิตใจอย่างถูกต้อง มันก็กระสับกระส่าย ในที่สุดมันก็เฉเถลไถลออกไป นอกลู่นอกทาง กลายเป็นมิจฉาทิฏฐิไปก็ได้. คำว่าสรณะนี้ แปลว่าที่พึ่งก็ได้. แปลว่าที่ระลึกก็ได้. ตัวหนังสือแท้ ๆ คำว่า สรณะ แปลว่าที่ระลึกนึกถึง แต่ความหมายมากลายเป็นที่พึ่ง นี้มันเรื่อง เดียวกัน พอเรากลัวอะไร เราก็ระลึกนึกถึงสิ่งใด เพื่อจะทำให้หยุดกลัว สิ่งนั้นเลย เป็นที่พึ่ง. คนเรากลัวอะไร จะระลึกนึกถึงสิ่งที่เป็นที่พึ่งไว้ก่อนเสมอ เช่นเด็กเล็กๆ พอมีอะไรมาทำให้กลัว ก็จะร้องหาแม่ คือจะนึกถึงแม่ก่อนเสมอ ; ฉะนั้นแม่ก็เป็น สรณะ คือเป็นที่ระลึกถึง เพราะว่าแม่จะเป็นที่พึ่งเป็นที่คุ้มครอง ; เด็กนั้นจึง ระลึกนึกถึงแม่ หรือคนใดคนหนึ่งที่จะเป็นผู้คุ้มครอง ; นี้เป็นได้ด้วยอำนาจของ สัญชาตญาณล้วน ๆ ไม่ได้สั่งสอนกันในทางศาสนา. แต่ว่าสัญชาตญาณชนิดนี้ คือสัญชาตญาณที่เป็นรากฐานของการถือ สรณาคมน์. เดี๋ยวนี้เราโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว มันก็มีเรื่องที่ใหญ่ที่ยากที่ลึกตามขึ้นมา
น.49 ความกลัวมันก็ใหญ่และยากและลึก เราก็จะต้องมีอะไรที่ขจัดความกลัวที่ลึกขึ้นมา มันจึงต้องมีสรณาคมน์ ตามหลักทางพระศาสนา ตามทางธรรม เพื่อจิต เพื่อ วิญญาณที่มันสูงขึ้นมา ; นี้เรียกว่าโดยตัวหนังสือ คำว่า สรณาคมน์แปลว่าการถึง ที่พึ่งหรือที่ระลึกถึง เพื่อทำให้จิตใจสบาย . นี่เป็นพื้นฐานก่อน. แล้วเมื่อปรากฏแก่ใจว่า "เป็นที่พึ่งที่ระลึกถึงได้ มันก็ขยายตัวไปเป็น ความเชื่อ เป็นศรัทธา คือความเลื่อมใส อะไรที่แน่นแฟ้นออกไป มันก็เลย มีการปฏิบัติตามที่สูงขึ้นไปอีก ; ฉะนั้นก็มีทางที่จะไปสู่ความดับทุกข์ได้ในที่สุด. เมื่อกล่าวโดยอรรถะ หรือโดยความหมายกันบ้าง : คำว่า "อาคมนะ" ที่แปลว่ามาถึงนี้ โดยอรรถะก็หมายถึง "ถือ" คือใจถึง ใจถึงคือใจถือเอาไว้. ฉะนั้น ถึง กับ ถือ ในกรณีนี้ มันกลายเป็นสิ่งเดียวกัน. ถ้ายังไม่มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์จริง ๆ มันก็เป็นการถือไปก่อน คือไปรับเอามาถือไว้ ไปนึกคิด มายึดถือไว้ ; ฉะนั้นการถือก็ดี การพยายามถือก็ดี มันเป็นเรื่องของคนที่ยังไม่ถึง ยังไม่ได้. แต่ถ้ามันมีการได้แล้วก็เรียกว่า "ถึง" ดีกว่า หรือ "ถึงแล้ว". ฉะนั้นเมื่อท่านทั้งหลายรับศิลรับสรณาคมน์ : บางคนก็ว่าข้าพเจ้าถึงแล้ว ซึ่งพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง บางคนก็ว่า ข้าพเจ้าถือเอาซึ่งพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง. นี่ขอให้สังเกตดูให้ดี ๆ คนที่ชอบพูดว่า ข้าพเจ้าถึงแล้วนั้น มันจริงหรือเปล่า ? หรือมันหลับตาพูด ? หรือมันหลอกลวง ? ที่พูดว่าข้าพเจ้าถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ข้าพเจ้าถึงแล้วซึ่งพระพุทธเจ้า มันมีความหมายเต็มรูปว่า "ถึงแล้ว" ; แล้วผู้ว่า มันถึงจริงหรือเปล่า ? หรือว่าถึงแต่ปาก ? อย่างนี้มันถึงแต่ปากก็ได้ หรือถึง ด้วยจิตใจจริง ๆ ก็ได้ ; ฉะนั้นทุกคนจะต้องชำระความหมายของคำว่า "ถือ" และ คำว่า "ถึง" นี้เสียให้ถูกต้อง : "ข้าพเจ้าถือเอาซึ่งพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง" อย่างนี้ ไม่มีทางจะผิด. แต่ถ้าเผื่อถึงแล้ว มันมีทางที่จะผิด คือมันไม่ ได้ถึง แล้วมันไป หลอกเขา.
น.50 หลักปฏิบัติเกี่ยวกับสรณาคมน์ ๗ เดี๋ยวนี้เราจะพูดกันให้ถูกต้อง เราก็พูดว่า " ข้าพเจ้าขอถึงซึ่งพระผู้มี พระภาคเจ้า " ก็ได้ " ข้าพเจ้าถือเอาพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นสรณะ " ก็ได้. ทีนี้ถ้าพูดว่า ข้าพเจ้าถึงแล้วซึ่งพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ ก็ขอให้หมายว่า ใจของ เรานี้มันได้ปลงลงไปจริง ๆ ในการที่จะถือเอาพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง เป็นที่ระลึก แล้วก็อย่าพูดแต่ปาก. สำหรับคำว่า " สรณะ " หรือที่พึ่งนั้น มันมีความหมายที่สำคัญอยู่มาก เราควรจะเข้าใจตามสมควร. สรณะ แปลว่า ที่ระลึกถึง : ระลึกเพื่อจะเอาเป็นที่พึ่ง นี้เรียกว่า สรณะ ทีนี้ มีคำบางคำ เช่นว่า นาถะ : พระพุทธเจ้าเป็น นาถะของโลก. นาถะนี้ก็แปลว่าที่พึ่งเหมือนกัน มันไม่เกี่ยวกับที่ระลึกอย่างเดียวแล้ว มันเกี่ยว กับการที่ว่าจะทำการดับทุกข์ได้ พ้นจากทุกข์ แล้วเป็นที่พึ่งในข้อนี้ในแง่นี้. สำหรับพระธรรม พระสงฆ์ก็เหมือนกัน เป็นสิ่งที่ต้องระลึกถึง แล้วเอาเป็นที่พึ่ง ด้วยการทำตามอย่าง ; ไม่ใช่พูดด้วยปากแล้วจะเป็นที่พึ่งได้. มีคำที่แทนกันได้อีกบางคำ เช่นคำว่า ตาณะ เลณะ . " ตาณา เลณา สพฺพปาณีน์ ". ตาณะ แปลว่าที่ต้านทาน เลณะ แปลว่าที่ซ่อนเร้น นี้มันพูดเป็น อุปมา. พระพุทธเจ้าหรือพระธรรมนี้ เป็น ตาณะ เป็น เลณะ ของสัตว์ ทั้งหลาย. หมายความว่าที่พึ่งอันนี้จะเป็นที่ต้านทานศัตรู ไม่ให้มาถึงผู้ที่รับถือ สรณะนั้น แล้วเป็น เลณะ; เลณะ นี้แปลว่าที่ซ่อนเร้น เหมือนกับถ้ำหรือซอกเหว ที่ลึก ๆ ที่ไปซ่อนแล้วคนหาไม่พบ. พระรัตนตรัยก็เป็นที่ซ่อนเร้น ที่สัตว์จะ ซ่อนเร้นให้พ้นจากอำนาจของมาร คือของความทุกข์ อย่างนี้เขาพูดเป็นอุปมา รวมความก็เป็นที่พึ่งหรือเป็นสรณะด้วยเหมือนกัน.
น.51 พูดให้เข้าใจง่าย คือว่าคนมันหย่อนความสามารถ ต้องมีผู้ช่วยป้องกัน ต้านทาน แล้วสิ่งนั้นก็เป็นสรณะ ; คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จะต้านทาน ไม่ให้ความทุกข์มาถึงสัตว์ได้ แล้วก็เป็นที่ซ่อนเร้น : หมายความว่าเมื่อสัตว์เข้า ไปอยู่เสียในนั้นแล้ว ความทุกข์ก็ตามไปไม่ถึง. นี่หมายความว่าเราต้องเข้าไปอยู่ ในธรรมะให้ได้จริง ๆ มันจึงจะเป็นสรณะหรือที่พึ่ง เป็น ตาณะ เลณะ ขึ้นมา. ถ้ามัวพูดอยู่แต่ปาก เหมือนที่แล้ว ๆ มา มันก็เป็นไม่ได้. นี่เราจะถือเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ หรือเป็น นาถะ หรือเป็น ตาณะ หรือเป็น เลณะ แล้วแต่เราจะทำได้อย่างไร ไม่พูดกัน แต่ปาก. ทีนี้ ก็จะพูดต่อไปถึงวัตถุที่ตั้งแห่งสรณะ. วัตถุในที่นี้ไม่ใช่สิ่งของ แต่ หมายถึงสิ่งหรืออารมณ์ หรืออะไรที่จะเป็นที่ตั้งแห่งจิตใจ พูดถึงวัตถุแห่งสรณะนี้ แบ่งได้เป็นพวก ๆ หลายพวก เพราะว่าการถือสรณะมันมีหลายชนิดนั่นเอง : ชนิดอย่างแรก วัตถุแห่งสรณะอันไม่เกษม อันไม่สูงสุด อันพ้นทุกข์ไม่ได้ : เนตํ โข สรณํ เขมํ เนตํ สรณมุตฺตมํ. วัตถุแห่งสรณะที่ไม่ใช่เป็นสรณะอันเกษม หรือสูงสุดไม่พ้นทุกข์ได้นั้น ก็หมายความว่าเป็นที่พึ่งได้น้อยเกินไป เช่นถือเครื่องรางของขลังของศักดิ์สิทธิ์ ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ อย่างในบท "พหุํ เว สรณํ ยนฺติ ปพฺพตานิ วนานิ จ" เป็นต้นนั้น พระพุทธเจ้าท่านตรัสปฏิเสธไว้ว่า ไม่สูงสุด ไม่เกษม ไม่พ้นทุกข์ได้ : มันก็เป็นที่พึ่งหลอก ๆ ให้อุ่นใจ ให้สบายใจได้ไปที่ก่อนเท่านั้น ไม่ใช่ว่าจะไม่เป็นที่พึ่งอะไรเสียเลย. ถือเครื่องราง ถือของขลัง นี้มันจะทำให้
น.52 หลักปฏิบัติเกี่ยวกับสรณาคมน์ ๕ สบายใจอุ่นใจไปพักหนึ่ง แต่แล้วดับทุกข์พ้นทุกข์ไม่ได้ จึงไม่ถือว่าเป็นสรณะสูงสุด หรือสรณะอันเกษม เป็นสรณะของเด็ก ๆ. อย่างที่ ๒ เป็นวัตถุของสรณะอันเกษม ก็คือบทที่ว่า : โย จ พุทฺธญฺจ ธมฺมญฺจ สงฺฆญฺจ สรณํ คโต, จตฺตาริ อริยสจฺจานิ สมุมปฺปญฺญาย ปฺสสติ , ระบุไว้ชัดอย่างนี้ ว่าผู้ใดถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ เห็นแจ้งอริยสัจจ์ทั้ง ๔ อยู่ด้วยปัญญา นั้นเป็นที่พึ่งอันเป็นสูงสุด นั้นเป็นที่พึ่ง อันเป็นเกษม แล้วก็จะพ้นทุกข์ได้. เอตํ โข สรณํ เขมํ เอตํ สรณมุตฺตมํ , สวดกันอยู่ทุกวัน พอนึกถึง ก็พอจะเข้าใจได้ นี้เป็นสรณะที่พึ่งอันเกษม อันสูงสุด อันพ้นทุกข์ได้. ตรงกันข้าม กับพวกแรกที่ว่าไม่เป็นที่พึ่งอันเกษม ไม่เป็นที่พึ่งอันสูงสุด ไม่พ้นทุกข์ได้. ทีนี้ อย่างที่ ๓ มันเป็นเรื่องครึ่ง ๆ กลาง ๆ เป็นสรณะได้เพียงแต่ไป สวรรค์. มีบทบาลีในมหาสมยสูตร หรือสูตรบางสูตรในทีฆนิกายว่า " เย เกจิ พุทฺธิ สรณํ คตา เส, น เต คมิสฺสนฺติ อปายภูมิ ; ปหาย มานุสํ เทห์ เทวกายํ ปริปูเรสฺสนฺติ . - ผู้ใดถือพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ เขาจักไม่ไปอบายภูมิ; ครั้น ละกายแห่งมนุษย์นี้แล้ว จักเข้าถึงหมู่แห่งเทวดา คือเทวโลก". การถือสรณะอย่างนี้มีระบุชัดอยู่ว่า เพื่อเข้าถึงหมู่แห่งเทวดา คือเพื่อ ไปสวรรค์. การถือสรณะเพื่อไปสวรรค์อย่างนี้ คนที่เข้าใจธรรมะดีก็รู้ได้ทันทีว่า ยังไม่ดับทุกข์ ยังไม่พ้นทุกข์. เพราะสวรรค์มันยังไม่พ้นทุกข์ ยังเวียนว่ายอยู่ แบบหนึ่งเหมือนมนุษย์เหมือนกัน ; แต่แล้วก็ไม่ไปอบายภูมิ คือไม่มีความทุกข์ อย่างเลวที่เรียกว่าอบายภูมิ ; มันจึงเป็นเรื่องครึ่ง ๆ กลาง ๆ ไม่ใช่อย่างเลว
น.53 แต่ก็ไม่ใช่อย่างดีที่สุด. ถือสรณะเพียงเพื่อไปสวรรค์ ก็เรียกว่าต่ำลงมากว่าอย่าง ที่พ้นทุกข์ได้ ; แต่ก็ไม่ดีไปกว่าพวกที่พ้นทุกข์ได้ เพราะมันยังพ้นทุกข์ไม่ได้ ; แต่มันก็ยังดีกว่าที่จะไปถือต้นไม้ ภูเขา ถือผี ถือสาง ถืออะไรอย่างอื่น. ทีนี้ สรณะที่นอกไปจากนี้ ก็เป็นเรื่องสรณะที่เอียงไปในทางวัตถุนิยม พวกที่ไม่รู้จักเรื่องทางจิตใจ รู้จักแต่เรื่องทางวัตถุนิยม "เขาก็ถือวัตถุที่เป็นปัจจัย ให้สำเร็จตามความใคร่ ตามความปรารถนานั้นว่าเป็นสรณะ. มีคนเล่าให้ฟังว่า ที่กรุงเทพฯ นั้นเอง สมัยหนึ่งในรุ่นผู้ใหญ่อายุสูง ว่ามีนักธุรกิจการค้าสูงอายุพวกหนึ่ง ยังล้อพวกที่ไปวัดไปวา ว่าพระเทศน์ ให้ สรณคมน์ก่อน ให้ศีลก่อนนี้ ; เมื่อพระว่า พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ พวกนั้นแอบ ส่งเสียงล้อว่า : สตํ สรณํ คจฺฉามิ ว่าถือสตางค์เป็นสรณะ : สตํ สรณํ คจฺฉามิ นี้เป็นเรื่องจริง. แปลว่าแม้ในกรุงเทพฯ นั้นเอง ก็มีคนมีความรู้ความ เข้าใจ หรือมีความต้องการอย่างนี้ ไม่ต้องการจะถือ พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ, ธมฺมํ สรณ์ คจฺฉามิ, สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ เหมือนทายกทายิกา. แต่เขาถือสรณะว่า สตํ สรณํ คจฺฉามิ "หมายความว่าเงินเป็นสรณะ " จะให้เงินช่วยทุกอย่างทุก ประการ. นี่ดูจากตัวอย่างนี้ก็ลองคิดดูว่า มนุษย์เรามีอิสระที่จะนึกจะคิดในการ ที่จะถือที่พึ่งให้แก่ตัว มาจนกระทั่งบัดนี้ จะทำที่พึ่งให้แก่ตัวตามที่ตัวต้องการ ฉะนั้นมันเหมือนกันไม่ได้ มันจะชอบอย่างเดียวกันไม่ได้ แล้วแต่จิตใจเป็นอยู่ อย่างไรมันสูงต่ำกว่ากันอยู่อย่างไร. นี้เอามาพูดให้หมด ว่าวัตถุที่ตั้งที่อาศัยของสรณะนั้น มันมีอะไรบ้าง,
น.54 ทีนี้ ก็อยากจะแจกให้มันเป็นชนิด ๆ ให้เข้าใจในทางธรรมะสูงยิ่งขึ้น ไปอีก การถือสรณคมน์ที่ทำ ๆ กันอยู่ พอที่จะแบ่งแยกออกไปได้สัก ๓ ชนิด คือการถือสรณคมน์ที่ไม่ถูกต้อง อย่างหนึ่ง, แล้วการถือสรณคมน์ที่กำลังจะ ถูกต้อง อย่างหนึ่ง, แล้วการถือสรณคมน์ที่ถูกต้องแล้วอย่างแท้จริง นี้อีก อย่างหนึ่ง. ขอให้ท่านทั้งหลายทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ ถามตัวเองตรวจสอบตัวเองดูว่า กำลังมีสรณคมน์ชนิดไหน มีสรณคมน์อย่างที่ไม่ถูกต้อง หรือสรณคมน์ที่กำลัง จะถูกต้อง หรือสรณคมน์ที่ถูกต้องแล้ว. นี่ก็เป็นเรื่องที่ต้องตรวจสอบตัวเอง ; ไม่ควรให้คนอื่นเข้าไปถาม ถึงถามก็คงไม่บอกความจริง ; ฉะนั้นอย่าถามดีกว่า ในข้ออย่างนี้. สรณาคมน์ที่ยังไม่ถูกต้อง ตามหลักของกาลามสูตร และไม่มีทางที่จะ ถูกต้องได้นี้ นี้คือสรณคมน์ของปุถุชนคนหนาไปด้วยกิเลส. แล้วสรณคมน์ที่ กำลังจะถูกต้อง ตามหลักของกาลามสูตร "นี่คือสรณคมน์ของบุถุชนชั้นดี : อย่างแรกเป็นสรณคมน์ของบุถุชนชั้นเลว คือสรณคมน์ที่ไม่ถูกต้อง ; แล้ว สรณาคมน์ที่กำลังจะถูกต้องนี้ คือสรณคมน์ของบุถุชนชั้นดี เรียกว่ากัลยาณบุถุชน หรือสัตบุรุษ. ที่นี้สรณคมน์ที่ถูกต้องแท้จริงแล้ว ตามหลักของกาลามสูตร นี้คือสรณคมน์ของพระอริยเจ้า : พระอริยเจ้านับตั้งแต่ชั้นโสดาบันขึ้นไป ก็มีการ ถือการถึงสรณคมน์ด้วยกันทั้งนั้น. ที่นี้สำหรับท่านบางท่านยังไม่รู้ว่ากาลามสูตรนั้นเป็นอย่างไร ก็จะต้อง เอามาพูดกันอีกสักนิดหนึ่งในที่นี้ : กาลามสูตร คือหลักที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ให้ทุกคนถือในการเลือก สิ่งที่จะเชื่อ มีอยู่ ๑๐ ข้อด้วยกัน ว่า : อย่าเชื่อตาม ๆ กันไปตามที่ผู้อื่นเขาเชื่อ
น.55 ๑๒ โอสาเรต์พพธรรม เช่นเขาว่าถืออะไรก็ถือกันอย่างนั้น, แล้วก็อย่าเชื่อตามที่ได้ยินได้ฟังมา ในเวลานี้ ปัจจุบันนี้. ข้อแรกนั้นอย่าเชื่อตามที่ว่ากันตาม ๆ มาแต่โบราณ. ข้อสองอย่าเชื่อ ที่เขาพูดระบือลือชากระฉ่อนกันอยู่เวลานี้ ซึ่งแตกตื่นกันเป็นพัก ๆ เหมือนที่ กรุงเทพฯ ตื่นปีมะ ตื่นนั่นตื่นนี่เป็นพัก ๆ; อย่างนี้เรียกว่า " อิติกิราย ". ถ้าเชื่อกันมาแต่ดึกดำบรรพ์เรียกว่า อนุสฺสเวน. หลักกาลาสูตร คือ : - มา อนุสฺสเวน -อย่าเชื่อตาม ๆ กันมา. มา อิติกิราย -อย่าเชื่อเพราะได้ยินอยู่กระฉ่อน. มา ปรมฺปราย -อย่าเชื่อเพราะปฏิบัติถ่ายทอดกันมาด้วยการปฏิบัติ มา ปีฎกสมฺปทาเนน อย่าเชื่อเพราะว่าถ้อยคำนี้มีอยู่ในปิฎก ในพระ- คัมภีร์ ในพระไตรปิฎก นี่จะยิ่งไม่เข้าใจมากขึ้นใช่ไหม ? นี้พวกหนึ่ง. มา ตกฺกเหตุ - อย่าเชื่อตามเหตุผลทางตรรกวิทยา. มา นยเหตุ - อย่าเชื่อตามเหตุผลทางปรัชญา. มา อาการปริวิตกเกน - อย่าเชื่อตามการคำนึงคำนวณไปตามเหตุผล ของตนเอง. มา ทิฏฺฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา - อย่าเชื่อเพราะข้อนี้มันทนได้ต่อการพิสูจน์ ด้วยความเห็นของเรา. มา ภพฺพรูปตาย - อย่าเชื่อเพราะผู้พูดเป็นคนน่าเชื่อ มา สมโณ โน ครู-ติ - อย่าเชื่อเพราะว่าสมณะนี้เป็นครูเป็นอาจารย์ ของเรา. ถ้าผู้ใดไม่เคยฟังก็ลองพั่งดู ฟังแล้วก็อย่าตกใจ ว่าพระพุทธเจ้าท่านได้ ตรัสหลักไว้อย่างรุนแรง และเฉียบขาด โดยเฉพาะ ๒ ข้อสุดท้าย ว่า อย่าเชื่อ เพราะคนนี้มันน่าเชื่อ และอย่าเชื่อเพราะว่าสมณะนี้เป็นครูบาอาจารย์ของเรา.
น.56 าคมนี้ ถ้าอย่างนั้นจะให้เชื่ออะไร ? เชื่ออย่างไร ? หมายความว่าให้เชื่อ โดยที่ไม่ต้องใช้เหตุผลคำนวณ แล้วไม่ต้องเชื่อตามใคร : แต่ให้เชื่อ จากความรู้สึกในใจของเราเอง. ถ้าใครบอกว่า พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ! ควรจะเป็นที่พึ่ง! อย่างนี้เรา ต้องรอจนรู้จักพระพุทธเจ้าว่าเป็นอย่างไร. ถ้าเห็นว่าเป็นที่พึ่งได้จริงเราจึงจะเชื่อ มันเป็นการยากที่จะรู้จักพระพุทธเจ้า เราก็ต้องสืบสวนดูต่อไปว่า พระพุทธเจ้าท่านพูดอย่างไร ท่านทำอย่างไร ท่านสอนอย่างไร. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า กิเลสเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ : ถ้าเราไม่รู้จักกิเลส เราก็ไม่อาจจะเชื่อได้. ต่อเมื่อเรารู้จักกิเลส ซึ่งมันรบกวนอยู่ในจิตใจเรา แล้วเป็นทุกข์จริง เราก็เชื่อถ้อยคำของพระพุทธเจ้าได้ โดยไม่ต้องมีเหตุผลว่า เพราะพระพุทธเจ้าเป็นครูของเรา. พระพุทธเจ้าท่านสอนให้บัดทิ้งออกไปก่อนเสมอ : แม้ตถาคตพูดก็อย่า เพ่อเชื่อ. ต่อเมื่อใดมีความรู้สึกถูกต้อง เกิดขึ้นมาโดยเหนือเหตุผล โดยไม่ ต้องอาศัยเหตุผลจึงเชื่อ ; พระพุทธเจ้าตรัสว่าอย่างไรแล้ว เราจะต้องแจ่มแจ้ง ในข้อนั้นด้วยจิตใจ แล้วจึงเชื่อตัวเราเอง ; อย่างนี้เรียกว่าเชื่อตามหลักของ กาลามสูตร. เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นของยากที่คนธรรมดาสามัญจะทำได้ทันที หรือจะ เข้าใจได้ทันที : เขาจะต้องอาศัยความเชื่อไปก่อน. การเชื่อไปก่อนนี้ มันยังไม่ ถูกต้องตามหลักของกาลามสูตร. แต่ก็จำเป็นที่จะต้องทำต่อไปจนถึงขนาดที่ว่า
น.57 มันเห็นแจ้งโดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่น. แม้ครั้งแรกเราจะรับมาจากผู้อื่น ขอเชื่อไปที่ก่อน แต่แล้วก็เอามาทำจนเป็นความเห็นแจ้ง แล้วเชื่อตัวเราเอง. นี้มันก็มีส่วนที่จะต้องระมัดระวัง : จะไม่เชื่ออะไรเสียเลย ถึงกับไม่เอา มาทดลอง หรือไม่เอามาพิสูจน์เสียเลยก็ไม่ได้. ขืนทำอย่างนั้นเราก็ไม่มีทางที่จะ ได้รับประโยชน์อะไร จากคำสอนของพระพุทธเจ้า. ขอแต่ว่าอย่าเชื่อหมดทันที ด้วยเหตุแต่ว่าได้ฟังเท่านั้น : ต่อเมื่อเข้าใจเห็นแจ้งเห็นจริงแล้วจึงเชื่อ จึงปลง ความเชื่อลงไปทั้งหมดทั้งสิ้น. ครั้งแรกนี้เป็นแต่เพียงฟังด้วยหู ๆ หนึ่ง เอามา ทดลองอย่างนี้ก็ได้ และก็ต้องระมัดระวังอย่างยิ่งในการทดลอง. เองก็กัดตีน มันเหมือนกับว่าเขาเอายามาให้กิน ให้ลองกิน ยาสมัยใหม่นี้ ก่อนนี้ มันไม่มี ยาสมัยใหม่มันก็มีขึ้นมา. พวกฝรั่งเอามาให้คนไทยซึ่งไม่รู้จัก มันก็ต้อง เป็นเรื่องลองกินดูบ้างเท่านั้น ไม่เชื่อทันที ว่ามันจะดีวิเศษอย่างนั้น !!! แก้แต่เมื่อ ลองกินเข้าไปดู แล้วมันมีผลจริง ฉะนั้นจึงเชื่อ ก็เชื่อกันตอนนี้. rinn อย่างสมัยเมื่อไม่กี่สิบปีมานี้. ชาวบ้านไม่กล้ากินยาควินิน มันน่ากลัว กินเข้าไปแล้วมันร้อนซู่ซ่า "แล้วก็ส่วนมากไม่กล้ากินกันอยู่นาน.๑ นี่จะเอากัน อย่างไร ถ้าไม่ยอมทดลอง มันก็ไม่มีทางที่จะรู้ว่า สิ่งนี้มันมีประโยชน์หรือไม่ ; ฉะนั้นมันต้องเชื่ออย่างเอามาลอง แล้วทำตามที่เขาแนะนำ กินแล้วไข้มันหาย ก็เชื่อได้ทีหลัง. ธรรมะก็เหมือนกัน มันเป็นของใหม่ ไม่เคยมีแก่เรา เราได้ยินได้ฟัง มาอย่างไร ก็จงทำเหมือนกับที่เราจะทดลองกินยาควินินเป็นครั้งแรก มันก็จะ ปลอดภัย แล้วก็จะไม่งมงาย แล้วมันก็เป็นความเชื่อที่กำลังจะถูกต้อง และในที่สุด
น.58 ก็เป็นความเชื่อที่ถูกต้อง. ถ้างมงายจิตใจมันเฉไปในทางอื่น : เฉไปในทางงมงาย มันเข้าร่องเข้ารอยของพุทธศาสนายาก. ฉะนั้น ต้องไม่เป็นคนงมงายไว้ก่อน แต่แล้วก็มิได้หมายความว่าจะไม่ ทดลองอะไร. มันต้องทดลองปฏิบัติ อย่างน้อยก็ต้องมาคิดนึกศึกษา แล้วก็ทำดู อย่าเชื่อเหตุผลด้วยปากพูด หรือเชื่อเหตุผลด้วยการที่คนอื่นเขาว่าดี เขาเล่าลือกัน เขารับรองกันว่าดี. นี่อย่าเพ่อเชื่อทันที แต่เอามาลองพิสูจน์ดู. แต่ก็มีเรื่องมากเรื่องทีเดียว ที่เห็นได้ชัดเลยว่า มันเป็นเรื่องงมงาย ไม่ ต้องลองก็ได้ ; ส่วนที่มีเหตุผลน่าลอง ก็ลอง แต่ยังไม่เชื่อ หลังจากนั้นจึงจะเชื่อ. ถ้าทำอย่างนี้ ได้ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติถูกต้องตามพระบาลีกาลามสูตร ที่พระพุทธเจ้า ท่านตรัสไว้. ทีนี้ จะดูสรณาคมน์โดยวิธีอื่นต่อไปอีก คือดูกันว่า บริสุทธิ์หรือไม่ บริสุทธิ์. การประพฤติธรรม หรือการถือสรณคมน์นี้ มีทั้งอย่างบริสุทธิ์ และอย่างไม่บริสุทธิ์. การถือสรณคมน์ที่ไม่บริสุทธิ์นั้นมีได้ แม้ว่าผู้นั้นตั้งใจจริง ปักใจ มั่นจริง แต่มันไม่บริสุทธิ์ เพราะเหตุว่าถูกกิเลสตัณหาครอบงำ.ลุกหนี กิเลสตัณหา ครอบงำทำให้ถือสรณคมน์ อย่างนี้มันก็แปลกใช่ไหม ? ฟังดูแล้วคล้ายกับว่ามันขัด กันอยู่ในตัว เป็นไปไม่ได้ แต่แล้วมันเป็นไปได้ : บางคนตั้งใจถือสรณาคมน์ ถือธรรม ถือศาสนาจริงๆ จัง ๆ แต่เพื่อให้รวย เพื่อให้สวย เพื่อให้ตายแล้วไป เกิดเป็นคนรวย ตายแล้วเป็นคนสวย ตายแล้วไปสวรรค์ นี่อย่างนี้เขาเรียกว่า การถือสรณคมน์ที่ถูกกิเลสตัณหาครอบงำ : การถืออย่างนี้เป็นสีลัพพตปรามาส
น.59 เรียกว่าเป็นกิเลสเป็นอนุสัย : ถือศาสนาเพื่อให้ได้สวยได้รวยตามความต้องการของ กิเลส อย่างนี้ท่านเรียกว่าการปฏิบัตินั้น ถูกกิเลสตัณหาลูบคลำ ทำให้แปดเปื้อน. แม้ที่สุดแต่ที่จะปฏิบัติเพื่อว่า ภูจะได้เป็นพระอรหันต์อย่างนี้ มันก็อยู่ ในพวกนี้ : เป็นการปฏิบัติที่ถูกกิเลสตัณหาครอบงำ มันอยากเป็นพระอรหันต์ ไม่ใช่อยากจะพ้นทุกข์. มันอยากเป็นพระอรหันต์ เพราะเห่อตาม ๆ กันไปว่า เป็นพระอรหันต์แล้วมันดีมันวิเศษ แล้วไปปฏิบัติวิปัสสนาเพื่อเป็นพระอรหันต์; อย่างนี้มันบ้าทุกราย : ที่เรียกว่า บ้าวิปัสสนา บ้าอานาปานสติ. ความเป็น พระอรหันต์ของเขา ก็คือวิเศษอย่างนั้น วิเศษอย่างนี้ เหาะเหินได้อะไรได้ นั่นคือ ความเป็นพระอรหันต์ของคนพวกนั้น แม้ว่าจะตั้งใจปฏิบัติจริง มันก็เป็น การปฏิบัติที่ไม่บริสุทธิ์ ถูกกิเลสตัณหาลูบคลำ ทำให้สกปรก. สำหรับ สรณคมน์ที่สะอาดบริสุทธิ์ ไม่ถูกกิเลสตัณหาครอบงำ มันก็ ตรงกันข้าม คือมีการถือศาสนา ถือธรรมะ ถือสรณะ เพื่อจะดับความทุกข์โดยตรง : ความทุกข์ที่มีอยู่ในอกในใจ ที่เหมือนกับว่าตกนรกทั้งเป็น นี้มันเป็นความทุกข์ ! เราต้องการจะดับเสีย เราจึงถือสรณคมน์ เพื่อความดับเย็นเป็นนิพพาน. ถ้าทำ อย่างนี้ เรียกว่าไม่ถูกกิเลสตัณหาลูบคลำ เป็นของสะอาด : ตรงต่ออุดมคติ. แม้ที่สุดแต่ว่า มีศรัทธา มีปสาทะ ความเลื่อมใสในเบื้องต้น ถือ สรณาคมน์เพราะความเลื่อมใสโดยบริสุทธิ์ใจ อย่างนี้ก็ยังดี เรียกว่ายังบริสุทธิ์อยู่. แต่ถ้ากิเลสตัณหาเป็นพิเศษ มันแทรกเข้ามาละก็ ไม่บริสุทธิ์ : มันทำเพื่อตัวกู ของกู มันไม่ได้ทำเพื่อจะล้างเสียซึ่งตัวกู ของกู. กิเลสที่เป็นเหตุให้เห็นแก่ตัว มีความโลภ ความโกรธ ความหลงนั้นแหละ ถ้าเข้ามาแตะต้องเข้าที่ไหน ตรงนั้น จะสกปรกทันที
น.60 ฉะนั้นถ้าจะรักษาศีลหรือปฏิบัติธรรม เพื่อให้ตัวกูมันรวยตัวกูมันเก่ง อะไรทำนองนี้แล้ว มันก็เรียกว่าเป็นสรณคมน์ หรือเป็นการปฏิบัติธรรมที่ถูก กิเลสตัณหาลูบคลำเสียแล้ว ไม่บริสุทธิ์. บริสุทธิ์ หรือไม่บริสุทธิ์ มีอยู่เป็น ๒ ชนิด. ขอให้ทุกท่านช่วยจำคำ ๒ คำนี้ไว้ให้ดีด้วย เพราะเป็นหลักที่สำคัญ ที่สุด แล้วก็เฉยเมยกันที่สุด ว่าการกระทำที่ถูกกิเลสตัณหาลูบคลำนั้นมันไม่ บริสุทธิ์ ; ต้องเป็นการกระทำที่ไม่ถูกกิเลสตัณหาลูบคลำ จึงจะบริสุทธิ์. มันไม่เฉพาะแต่เรื่องสรณคมน์ เรื่องอื่น ๆ ก็เหมือนกันทุกเรื่อง ทำความดีเพราะกิเลสตัณหาจูงไป อย่างนี้มันใช้ ไม่ได้ มันต้องทำความดีเพื่อ ความดี .. ตัวอย่างเราจะให้ทาน : ถ้าให้ทานเพื่อประโยชน์แก่ตัวเรา นี้ก็เรียกว่า ไม่บริสุทธิ์ ; มันเป็นทานเหมือนกัน มันมีผลเหมือนกัน แต่มันไม่บริสุทธิ์. เรา ให้ทานออกไปเพื่อให้ตัวเรารวยยิ่งขึ้น อย่างนี้ลองคิดดูซิว่ามันจะให้ทานอย่างไร ? ให้ทานออกไปเพื่อจะเอาสวรรค์วิมาน เอากำไรหลายร้อยหลายพันหลายหมื่นเท่า มันก็เป็นทานที่ไม่บริสุทธิ์. ถ้าให้ทานเพื่อช่วยเขาจริง ๆ ให้ตัวเราหมดความเห็น แก่ตัว นั่นแหละจึงจะบริสุทธิ์. เราไม่ต้องการเอาอะไร นอกจากความไม่มีกิเลส ! อย่างนี้กิเลสก็ไม่มาลูบคลำได้. ที่นี้ถ้าให้ทานเพื่อจะไปเกิดเป็นนางฟ้าเป็นเทพบุตร เป็นอะไรนั้น มันก็ถูกกิเลสตัณหาลูบคลำไม่บริสุทธิ์ไปแล้ว ตั้งแต่ต้นมือทีเดียว นี้ขอให้จำไว้ว่า ทุกอย่างที่เป็นการปฏิบัติธรรม มีทางที่จะถูกกิเลส ตัณหาลูบคลำก็ได้ ไม่ถูกก็ได้. รักษาศีลก็เหมือนกันนั่นแหละ : มันรักษาศีล เอาผลเป็นวัตถุ อย่างนี้เรียกว่าสกปรกไม่สะอาด. ทำสมาธิทำวิปัสนาก็เหมือนกัน : ถ้าเอาผลเป็นของกิเลสแล้ว มันก็ไม่สะอาด เป็นของสกปรก เรียกว่าถูกกิเลส
น.61 ตัณหาลูบคลำ แล้วก็จะเป็นบ้าอย่างที่ว่า ; ฉะนั้นการถือสรณะนั้น ที่สะอาด บริสุทธิ์ก็มี ที่ไม่สะอาดไม่บริสุทธิ์ก็มี. ทีนี้เราจะลองมาแบ่งแยกดู โดยใช้ภาษาที่ใช้พูดกันนี้เป็นหลัก :- สรณะในภาษาคน มันก็อย่างหนึ่ง ; สรณะในภาษาธรรม มันก็อีกอย่างหนึ่ง : เรียกว่ามีสรณะทั้งในภาษาคน และในภาษาธรรม. สรณะในภาษาคน เขาหมายถึงสิ่งที่จะช่วยตัวเขาได้. แล้วคนตาม ธรรมดานี้ไม่รู้อะไรมากไปกว่าเรื่องวัตถุ เรื่องทางเนื้อทางหนัง ; ฉะนั้นเขาก็มีเงิน นั่นแหละเป็นสรณะ บูชาเงินเป็นสรณะ หรือว่ามีเจ้านายเป็นสรณะ มีคอรัปชั่น เป็นสรณะ มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ผีสางเทวดาศักดิ์สิทธิ์อะไรเป็นสรณะ กระทั่งหลอกตัวเอง ให้ยึดมั่นถือมั่น นั้นก็เป็นสรณะ. นี่สรณะในภาษาคนเป็นอย่างนี้. สรณะในภาษาธรรม ของคนที่รู้ธรรม เหมือนที่พระพุทธเจ้าท่าน ตรัสไว้. สรณะในภาษาธรรมนั้น ก็ได้แก่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ; ได้แก่บุญกุศลที่บริสุทธิ์สะอาด ; ได้แก่ความดีที่ทำไว้ ; ได้แก่ความละอายบาป กลัวบาป ; นี่เป็นสรณะในภาษาธรรม ในที่สุดก็มาถึง สรณะที่ประหลาดที่สุด คือตัวเอง. ตัวเองเป็นสรณะ ที่แท้จริง เป็นสรณะที่พระพุทธเจ้าท่านแนะนำ : ท่านแนะนำเสียเบ็งกุ้งเป็นแควว่า ให้ถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ ตอนนั้นพูดอย่างไม่ลึกซึ้ง พูด อย่างธรรมดาสามัญ ; พอมาถึงชนิดลึกซึ้ง ท่านว่าจงมีตัวเองเป็นที่พึ่งเป็นสรณะ แก่ตัวเอง. หมายความว่าเราจะต้องทำตัวเองให้เป็นที่พึ่งแก่ตัวเอง
น.62 จะทำตัวเองให้เป็นที่พึ่งแก่ตัวเองได้ ก็ต้องทำให้ตัวเองมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ : ทำตัวเองนั่นแหละให้มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อยู่ในตัวเอง แล้วตัวเองก็จะเป็นที่พึ่งแก่ตัวเองได้ ; นี่คือ ความหมายชั้นสูงสุด. ถ้าอธิบายอย่างง่าย ๆ ก็ว่า ใครจะมาช่วยเราได้ เพราะพระเจ้าก็มาช่วย เราไม่ได้ เราต้องช่วยตัวเราเอง ผลมันจึงจะเกิดขึ้นแก่ตัวเราเอง. แต่แล้วการที่ให้ ตัวเองเป็นที่พึ่งแก่ตัวเองนี้ ก็ยังต้องอาศัยธรรมะอยู่ดี ; อาศัยธรรมะก็ต้องอาศัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ให้ครบตามเรื่องราว. ภาษาคน หรือภาษาชาวบ้านธรรมดาสามัญ : เอาเงินเป็นสรณะ เอาเจ้านายเป็นสรณะ เอาคอรัปชั่นเป็นสรณะ เอาผีสางเทวดาศักดิ์สิทธิ์เป็นสรณะ เอาความโง่ความงมงาย หลอกตัวเองยึดมั่นถือมั่นอะไร อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นสรณะ. นี้อย่าเอามาปนกับสรณะในภาษาธรรม ซึ่งมี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ มีบุญกุศลที่ได้ทำไว้แล้วเป็นสรณะ มีความดีเป็นสรณะ ; มีความ กลัวบาปและความละอายบาปเป็นสรณะ. สองคำสุดท้ายนี้ขอให้สังเกตให้มาก ขอให้สนใจให้ดีสักหน่อย : หิริ โอตตัปปะ ความละอายบาปความกลัวบาปนั้นแหละเป็นสรณะ : ถ้าไม่มีอันนี้ แล้วไม่มีอะไรมาเป็นสรณะให้เราได้ คือเราไม่ละอายบาปไม่กลัวบาป แล้วยัง ทำบาปอยู่เรื่อย แล้วไม่มีอะไรมาเป็นสรณะให้ได้. มันต้องเอา หิริ และ โอตตัปปะเป็นสรณะพื้นฐาน แล้วพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็จะหลั่งไหล เข้ามาเอง. ผู้ใดมีหิริโอตตัปปะ กลัวบาปเกลียดบาป, ความดีบุญกุศลต่าง ๆ ก็จะหลั่งไหลเข้ามาเอง ฉะนั้นอยากจะชี้ระบุ ไปยังสิ่งที่เรียกว่า หิริ และ โอตตัปปะ นั่นแหละ ความละอายบาป อย่าหน้าด้านต่อบาป ; ความกลัวบาป อย่าทำ เล่นกับบาป ; ถ้ามี ๒ อย่างนี้ละก็ จะมีสรณะอันสูงสุด คือ ตนเองจะเป็นที่พึ่ง แก่ตนเองได้.
น.63 สรุปรวมความกันเสียทีก็ว่า สิ่งที่เรียกว่า สรณะนั้น ก็คือสิ่งที่จะช่วย ปลดเปลื้องความทุกข์ในใจออกไปได้ : คำนิยามสั้น ๆ ว่า "สิ่งที่ช่วยปลดเปลื้อง ความทุกข์ในใจออกไปเสียได้" ทั้งหมดนี้เรียกว่าสรณะได้ทั้งนั้น จะสูงจะต่ำจะดีหรือเลว จะงมงายหรือ ไม่งมงายก็ตาม ความหมายของสรณะ ก็คือปลดเปลื้องความทุกข์ในใจออกไปเสียได้. จะถือเครื่องรางของขลัง ไหว้สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ ไหว้อะไรมันก็เปลื้องความทุกข์ในใจ ออกไปได้ขณะหนึ่ง ; ไปรดน้ำมนต์ มันก็เปลื้องความทุกข์ในใจไปได้ขณะหนึ่ง ; แต่มันไม่เด็ดขาด ; หลายหนเข้า มันก็ชินชาไปไม่มีความหมาย มันก็จะสร้าง ปัญหาทุกข์ใจใหม่ๆ; แล้วมันโง่มาก ๆ ขึ้น และจะมีอันอื่นเข้ามาอีก มันไม่ สิ้นสุด : เพราะสรณะนั้นไม่จริง ! เราต้องแสวงหาสิ่งที่มันจริง แท้จริง ถูกต้องแท้จริง และสมบูรณ์ มันจึงจะไปสู่ความสูงสุดของการมีสรณะ ถ้าท่านทั้งหลายเห็นว่า สิ่งที่เรียกว่าสรณะนี้เป็นสิ่งสำคัญละก็ จงถือกัน ให้ดี ถือกันให้ถูกต้อง แล้วถือกันให้มาก จนกระทั่งกลายเป็นขนบธรรมเนียม ประเพณีในบ้านเรือน เป็นวัฒนธรรมประจำบ้านเรือน ประจำชาติไปตั้งแต่เด็ก ๆ อุตส่าห์ช่วยสอนเด็กลูกเล็ก ๆ นี้ ให้รู้จักสรณะอย่างถูกต้องเสียตั้งแต่แรก. นับแต่ลืมตาขึ้นมาในโลก : แม่ก็เป็นสรณะ แล้วต่อมาคนนั้นคนนี้ ก็เป็นสรณะ กระทั่งความดีความงามที่ทำไว้ก็เป็นสรณะ ; พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ; ในที่สุดยืนบนขาของตัวเอง มีตัวเองเป็นสรณะ นี่ช่วยสอนเด็กเล็ก ๆ ให้เข้าใจให้ถูกต้องตามลำดับ ๆ ขึ้นมาในลักษณะอย่างนี้ ที่มัน เกี่ยวกับสรณะก็จะสมกับที่ว่าเป็นพุทธบริษัท.
น.64 าคมนี้ ทีนี้ ข้อต่อไปที่อยากจะพูด เพื่อประกอบความรู้ความเข้าใจ ในการ ถือสรณะ ให้มันจริงจังมากขึ้น ก็จะพูดถึงมูลเหตุที่ทำให้คนเราถือสรณะ. มูลเหตุที่ทำให้คนเราถือสรณะนี้ มันก็มีมากอีกตามเคย เพราะว่าการถือสรณะ มันมีมากอย่างมากชนิด มูลเหตุของมันก็ต้องมากอย่างมากชนิดขึ้นไปด้วยกัน. อันแรกที่สุด การถือสรณะนี้ มันมาจากความกลัว : ความกลัว นั่นแหละเป็นเหตุให้เราถือสรณะ ลองไม่มีอะไรที่เป็นเหตุให้เรากลัว เราก็ไม่ถือ สรณะเท่านั้น ไม่ถืออะไรเป็นสรณะสักอย่างเดียว : เรากลัวอดตาย เราก็ถือ เงินเป็นสรณะ ; เรากลัวชาวบ้านข่มเหง เราก็เอากฎหมายเอาเจ้านายเป็นสรณะ มันก็ไปกันเรื่อยไป เพราะอำนาจของความกลัว กระทั่งกลัวกิเลส กลัวความทุกข์ กลัวอบาย เราก็หันมาหาศาสนาเป็นสรณะ : นี่ความกลัวก็เป็นเหตุให้มีสรณะ ความงมงาย ก็เป็นเหตุให้ถือสรณะได้เหมือนกัน. ความงมงายนี้ กลัวก็มีไม่กลัวก็มี : ถ้าเรางมงายไม่รู้อะไร เราก็ขี้มักจะกลัว แล้วกลัวตาม ๆ กันไป ก็ไปถือสรณะ. เอาละว่า แม้ไม่กลัว แต่งมงายอย่างนี้ มันก็ถือเห่อ ๆ ตาม ๆ กันไปก็เป็นสรณะงมงาย ; มีความงมงายเป็นเหตุให้ถือสรณะ ไม่เข้าใจเหตุผล อะไรหมด นอกจากความงมงายเห่อ ๆ ตาม ๆ กันไป. เพราะว่าการทำตามกันไปนี้ มันเป็นสัญชาตญาณ แม้แต่สัตว์เดรัจฉาน มันก็ยังทำอะไรตาม ๆ กันไปโดยไม่ต้องมี เหตุผลอะไร. โรคชอบเอาอย่างนี้มันเป็นสัญชาตญาณทั้งนั้น สัตว์ก็ทำเป็น คนก็ ทำเป็น ดูวัวควายมันเอาอย่างกัน เวลาเดินก็เดินตามกัน ทำอะไรก็ทำด้วยกัน อย่างนี้ เป็นเรื่องความงมงายชนิดอัตโนมัติ ! ทีนี้ก็มาถึงการเอาอย่าง โรคเอาอย่าง ลัทธิเอาอย่าง : สัญชาตญาณ แห่งการเอาอย่าง มันก็เป็นเหตุให้มีสรณะ หรือมีการถือสรณะ.
น.65 สรุปความของ การถือสรณะประเภทแรก เรียกว่าอย่างต่ำที่สุด มาจาก ความกลัว มาจากความงมงาย มาจากลัทธิเอาอย่าง ซึ่งทำให้เกิดการถือสรณะ หรือพยายามจะถือสรณะ. ประเภทที่ ๒ เป็นการถือสรณะด้วยอำนาจของเหตุผล ด้วยอำนาจ ของการศึกษา ด้วยอำนาจของการบวชการเรียน : บางคนก็มีเหตุผลอื่น ๆ อีก ที่ทำให้เขารู้สึกว่าเราจะต้องถือสรณะ. เหตุผลนี้มีได้ต่าง ๆ กัน แล้วก็มาจากการ ศึกษารู้อะไรมากเข้า รู้นั้นรู้นี่มากเข้า มันก็มีเหตุผลสำหรับที่จะตัดสินลงไปว่า เราจะทำอะไร เราจะทำอย่างไร, เพื่อเป็นความปลอดภัยของเรา. ถ้ามาบวชมาเรียน บวชชี บวชพระ บวชเณร ในศาสนานี้ มัน ก็หนีไม่พ้น เพราะการบวชการเรียนนั้น มันทำให้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่าสรณะ แล้วมันก็ต้องถือสรณะมาตั้งแต่ก่อนบวชด้วยซ้ำไป เพราะมีวินัยบัญญัติไว้ให้คน รับนับถือสรณะนี้ แล้วจึงจะรับเข้ามาเป็นนักบวช เป็นเณรก็ตาม เป็นพระก็ตาม ; ฉะนั้นสรณะประเภทที่ ๒ นี้ มันมาจากเหตุผล มาจากการศึกษา มาจากการบวช การเรียน เราก็ถือสรณะกันแบบนี้. ประเภทที่ ๓ มันมาจากการเห็นแจ้งโดยประจักษ์ เห็นแจ้งในใจ ซึมซาบในใจ จนพอใจ จนปลาบปลื้มในธรรมะนั้น มีธรรมปีติ มีธรรม- ปราโมทย์ เป็นเครื่องผลักดันให้รับนับถือสรณะนั้น; นี่เป็นของพระอริยเจ้า แล้ว. อย่างนี้เรียกว่า "ถึง" ดีกว่า : ถึงสรณะนั้น. ถ้ายังถือ ๆ กันอยู่ มัน ก็เป็นเหตุผลหลาย ๆ ชั้น อย่างที่กล่าวมาแล้ว พอถึงอันสุดท้ายมันเห็นแจ้งซึมซาบ ในธรรมนั้นแล้ว มันก็ถึงสรณะนั้นแล้ว. มาถึงตอนนี้ก็อยากจะขอร้อง ให้ทำสังคายนาตัวเอง อีกครั้งหนึ่ง คือ สังคายนาการถือสรณะของตัวเองด้วยกันทุกคนว่า เราถือสรณะเพราะกลัว เพราะ
น.66 งมงาย หรือเพราะเอาอย่าง หรือว่าเราถือสรณะเพราะว่ามีเหตุผลที่ถูกต้อง เพราะการศึกษาเล่าเรียนเพียงพอ หรือว่าเราถือสรณะเพราะว่าเราได้เห็นคุณของ พระธรรมแล้วโดยประจักษ์ : มันมีอยู่เป็นชั้น ๆ อย่างนี้. ทีนี้ สิ่งที่อยากจะพูด ต่อไปก็คือว่า :- ความมุ่งหมาย หรือ ผลที่มุ่งหมายของการถือสรณะ . ที่จริงทุกคน ก็พอจะมองเห็น แต่ว่ามันอาจจะไม่ชัด หรือไม่หมดจดสิ้นเชิง จึงอยากจะ ประมวลเอามาให้เป็นเครื่องศึกษาพิจารณากันเสียด้วย แล้วก็อยากจะพูดไปในรูป ของการอุปมามากกว่า ว่า ถือสรณคมน์เพื่ออะไรกัน ? ที่เป็นไปอย่างถูกต้องเป็นสัมมาทิฏฐิ เราเริ่มถือสรณคมน์นี้ เพื่อลง รากตัวเอง เพื่อฝั่งรกรากตัวเองลงไปในพระศาสนา. ก่อนนี้เราเป็น คนต่างประเทศต่อศาสนา ไม่คุ้นเคยกัน ไม่อะไรกัน เดี๋ยวนี้เราเข้ามาสู่ศาสนา แล้วเราก็อยากจะให้มันมั่นคงลงรกราก เราก็เริ่มมีการ ถือสรณะ จะโดยพิธีรีตองก็ตาม ถือจริงก็ตาม มันก็ค่อย ๆ มีขึ้นตามลำดับ ; เช่น เราจะรับเด็ก ๆ มาเป็นพุทธมามกะ ให้ถือสรณะ : พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นี้ มันก็เป็นการเริ่มลงรกรากให้แก่เด็ก ๆ ในพระศาสนา นี้เรียกว่า โดยพิธี . ทีนี้ถ้าว่า เราเริ่มเห็นความมีประโยชน์ ความประเสริฐสูงสุดของ พระธรรม แล้วเราก็เริ่มพอใจถือสรณะ ; นี้ก็เรียกว่าเป็นการลงรกรากในขั้นต้น เหมือนกัน : ให้ศรัทธาหรือจิตใจนี้มันฝั่งแน่น ในการที่จะมีสรณะ, โดยไม่ เกี่ยวกับพิธี . นี้เปรียบเหมือนการลงรกรากให้แก่ตัวเอง ให้แน่นแฟ้นมั่นคงลงไปใน พระศาสนา เพื่อความปลอดภัยถึงที่สุด; ฉะนั้นขอให้กระทำให้สุดความสามารถ
น.67 เพื่อให้ได้ผลอย่างนี้. อาตมาขอร้องว่า ทุก ๆ ท่านจงได้พยายามกระทำการถือสรณะ ให้เป็นไปเพื่อผลอย่างนี้ เป็นการลงรกรากให้แก่ตัวเองอย่างมั่นคงในพระศาสนา. หากจะเปรียบอีกข้อหนึ่ง ก็อยากจะเปรียบว่า เหมือน การหว่านเมล็ดพืช ลงไปในดิน : เราเอาข้าวเปลือก เมล็ดพืชอะไรก็ตามหว่านลงไปในดินเป็น ครั้งแรก นี้เป็นจุดตั้งต้นของการที่จะมีดอกมีผล. เราต้องปลูกเมล็ดพืชลงไปใน ดินก่อน แล้วมันก็มีการรดน้ำพรวนดินอยู่เรื่อยไป แล้วคอยดูแลรักษากำจัดวัชชพืช ป้องกันอันตรายรอบด้านและตลอดเวลา. นี่จงถือสรณะให้มีผลอย่างนั้น มุ่งหมายให้มีผลอย่างนั้น ว่าจิตใจของ เรา จงเจริญงอกงามไปตามทางของพระศาสนา ตามลำดับ ๆ จนกว่าจะถึงระดับ สู่สุด. เราต้องหว่านพืชลงไปด้วยการรับถือสรณะนี้ จะโดยพิธีรีตองก็ตาม จะโดย ที่มีความรู้สึกแท้จริงในใจก็ตาม. ในชั้นแรกนั้น มันจะเป็นเหมือนการเพาะหว่านเมล็ดพืชเท่านั้น แต่ แล้วมันไม่หยุดอยู่เพียงเท่านั้น เพราะสิ่งที่เรียกว่าสรณคมน์นี้ มันยึดหน่วงอยู่ ตลอดเวลาเรื่อยไป ๆ จนมันแตกหน่อออกใบ ออกกิ่ง ออกก้าน ออกดอก ออกผล เป็นระยะสุดท้าย. เราจงถือสรณคมน์นี้เพื่อการออกดอกออกผล ตามหลักเกณฑ์ในทาง ธรรมะนี้. การบรรลุมรรคผลนี้ เรียกว่าออกดอกออกผล. อันท้ายสุดนั้นก็คือว่า การอยู่เป็นสุข มีความอยู่เป็นสุข เพราะ สรณะนั้นเอง มันก็จบกันเท่านั้นแหละ : เราอยู่เป็นสุขโดยเฉพาะในทางจิตนี้ ส่วนเรื่องทางร่างกายนั้นมันตามมาเอง. ขอให้ทำในเรื่องทางจิตให้ถูกต้องให้เป็น หลักอยู่ แล้วเรื่องทางกายมันก็จะถูกต้องเอง ทีนี้เราก็อยู่เป็นสุขเพราะการถือ สรณะนั้น เพราะจิตมีสรณะถูกต้อง.
น.68 ทำไมจึงเป็นสุข ? เพราะว่าเป็นการคุ้มครองของธรรมะ. ความสุขนี้ มันอยู่ที่การคุ้มครองของธรรมะ : อะไรที่เป็นอันตรายแก่จิตใจแล้ว ธรรมะ คุ้มครองไว้ไม่ให้เข้ามาแตะต้องจิตใจได้ : กิเลสก็ดี ความทุกข์ก็ดี มันเข้ามา ถูกต้องจิตใจไม่ได้. นี่แหละคือการพูดอย่างอุปมา : จิตใจมันเปลี่ยนไปอยู่ในสภาพอื่น เสียแล้ว เพราะอำนาจของธรรมะนั้น ก็มีความเป็นอยู่ที่สงบเย็น มีความเป็นอยู่ ที่สงบเย็นตามแบบของธรรมะ ไม่ใช่เย็นใส่น้ำแข็ง หรือว่าเย็นตามทางวัตถุ : เย็นเพราะว่าไม่มีความร้อนของกิเลส อย่างนี้เป็นความหมายของคำว่านิพพาน. นี่ขอเวลาสักนิดหน่อยพูดสำหรับบางคนที่ยังไม่ทราบ บางคนก็ทราบ แล้ว : คำว่า " นิพพาน ๆ ๆ " นั้นแปลว่าเย็น. อย่าไปเข้าใจเหมือนที่บางพวก ถือว่า นิพพานเป็นเมือง เป็นนคร เต็มไปด้วยของสารพัดนึก ไปที่นั่นแล้วจะได้ ของอะไรตามใจทุกอย่าง นั้นเป็นการโฆษณาชวนเชื่อที่แรก ให้คนสนใจ พระนิพพาน. คำว่านิพพานที่แท้จริง ตามตัวหนังสือแปลว่า เย็น แปลว่า หยุด : แปลว่าเย็น ไม่มีอะไรที่เป็นความร้อน โลภะ เป็นของร้อน โทสะ เป็นของร้อน โมหะ เป็นของร้อน ในนิพพานไม่มี ; ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ที่ยึดมั่นว่าเป็นของกูนี้ เป็นของร้อน ในนิพพานไม่มี ; เพราะฉะนั้น จึงเย็น. คำว่านิพพาน คือคำว่า "เย็น" มาแต่ตั้งแต่เดิม แต่โบราณกาล แต่ดึก ดำบรรพ์โน้น แล้วเขาก็ยืมเอามาใช้เป็นคำในศาสนา : หมายถึงการดับกิเลสได้ สิ้นเชิงเป็นนิพพาน. ของเดิมเป็นภาษาชาวบ้านแปลว่าเย็น. เย็นอย่างไรที่ เรียกว่าเย็น คือหมดพิษร้อน.
น.69 ถ่านไฟแดง ๆ เย็นลง ก็เรียกว่า ถ่านไฟนิพพาน ; อาหารในหม้อ ในจานร้อน ๆ เย็นลง ก็เรียกว่า อาหารนิพพาน ; สัตว์เดรัจฉานไม่มีพิษไม่มี อันตรายอีกต่อไป ก็เรียกว่า สัตว์เดรัจฉานตัวนั้นนิพพาน คือเย็นแล้ว. ที่นี้คนมี จิตใจเย็นเพราะได้อะไรตามปรารถนา ก็เย็นชั่วคราว ก็ยังเรียกว่า นิพพานชั่วคราว ; หรือว่าคนทำสมาธิ บังคับใจให้เย็นได้ ก็เรียกว่า นิพพานชั่วคราว . ทีนี้คนที่ทำ กิเลสให้ไม่มีส่วนเหลือ ก็เย็นจริง เย็นถึงที่สุด ไม่ใช่ชั่วคราว. อย่างไร ๆ คำว่า นิพพานสิ้นไป ก็แปลว่า "เย็น" อยู่นั้นเอง. เดี๋ยวนี้เรา มีสรณะที่ถึงแล้ว ไม่ใช่เพียงแต่ถือ ๆ อะไรอยู่ : ถึงแล้ว อย่างเต็มที่ ใจก็เย็นเพราะอำนาจของสรณะนั้น คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นั้นก็มีความเป็นอยู่ที่สงบเย็น ตามภาษาธรรมในความหมายทางภาษาธรรม ไม่ใช่ภาษาชาวบ้าน. ภาษาชาวบ้านเย็น ก็ทำง่ายนิดเดียว เอาน้ำแข็งใส่หรือเอา อะไรใส่มันก็เย็น ; แต่ภาษาธรรมมันต้อง เอาของร้อนออก แล้วมันก็ เย็นจริง หรือ เย็นกว่า . เราถือว่า นี่แหละ คือการได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ : การ ได้อย่างนี้คือการได้ที่ดี และดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้. แปลว่าสิ่งที่มีค่าที่ประเสริฐ ที่สุดเท่าที่มนุษย์จะรู้จักได้ หรือมีได้ ถึงได้ มันไม่มีอะไรสูงกว่านี้ คือ ความเป็น อยู่ด้วยจิตที่ไม่มีความร้อนอีกต่อไป . ถ้าเราไม่มีสิ่งนี้ อะไร ๆ ก็จะเป็นของร้อนไปหมด : ถ้าเราไม่มีสรณะ นี้คุ้มกัน คือไม่มีธรรมะที่ถูกต้องคุ้มกันแล้ว อะไรๆ จะเป็นของร้อนไปหมด ลูกเมีย ก็จะเป็นของร้อน เงินทองก็จะเป็นของร้อน เกียรติยศชื่อเสียงก็จะเป็นของร้อน ยิ่งได้มามากเท่าไร ยิ่งร้อนมากเท่านั้น. แต่ถ้ามีธรรมะ มีสรณะนี้แล้ว อะไรก็เย็นไปหมด : แม้แต่ไฟก็เย็น ; จึงเรียกว่าได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้. พูดเป็นอุปมาสูงสุดในอันดับสุดท้ายว่า
น.70 นี่แหละคือ ความมีชีวิตนิรันดร : ไม่มีตัวกูของกู ที่จะเกิดแก่เจ็บตายอีก ต่อไป : มีธรรมะนั้นคงอยู่เป็นของนิรันดร มีความเย็นเป็นของนิรันดร. ถ้าจะมีตัวตน ก็ไปมีกันที่ธรรมะ ที่อยู่นิรันดร. อย่ามีที่ร่างกาย ซึ่ง เดี๋ยวก็แตกทำลาย ; หรือว่าอยู่ที่จิตใจ เดี๋ยวกลับกลอกอย่างนั้นอย่างนี้ เดี๋ยว ก็เกิด เดี๋ยวก็ดับ ที่เคยชอบเดี๋ยวก็ไม่ชอบ มันเกิด-ตายอยู่เสมอ ; ไม่ใช่ชีวิต นิรันดร. ชีวิตนิรันดรตามทางศาสนา หมายถึงพระธรรม ซึ่งจิตที่บริสุทธิ์ แล้วได้ลุถึงเอามาเป็นสรณะได้ คนนั้นก็เลยมีชีวิตนิรันดร . นี่ผลของการถือสรณคมน์ มันไปสูงสุดอยู่ที่นี่ นับตั้งแต่เริ่มการ เพาะหว่าน ลงรกลงราก ให้มันเพาะหว่านลงไปเป็นการลงราก แล้วก็ออกใบ ออกกึ่ง ออกก้าน ออกดอก ออกผล ในที่สุดออกมาเป็นความเย็นทางวิญญาณ ของมนุษย์ นี่เรียกว่าเรารู้จักผลของการถึงสรณะ. ทีนี้ มันก็ยังเหลือ ปัญหา สำคัญอันสุดท้าย ที่ว่า : เราจะถือสรณะ หรือ สรณคมน์อันแท้จริงกันให้สำเร็จได้โดย วิธีใด ? เราพูดถึงอานิสงส์ พูดถึงอะไรต่าง ๆ เสียยืดยาวพอสมควรแล้ว ก็เหลือ แต่ว่า เราจะเอามาได้โดยวิธีใด นี่คือ หลักปฏิบัติที่พูดถึงในหัวข้อการบรรยาย. เราจะถึง หรือมี หรือได้ สรณาคมน์นี้โดยวิธีใด ? นี้แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ :- ประเภทสำหรับผู้เริ่มต้น คือเริ่มเข้ามา เริ่มศึกษา : ก่อนนี้เราไม่สนใจ ธรรมะ เดี๋ยวนี้ก็เริ่มสนใจธรรมะ เป็นคนที่หันหน้ามาทางศาสนา ก็จะพยายาม
น.71 ให้สุดฝีไม้ลายมือ ในการที่จะมีการเริ่มต้นที่ถูกต้อง ตามหลักที่ได้กล่าวมาแล้ว ว่ามันผิดอย่างไร มันถูกอย่างไร สำเร็จประโยชน์ถึงที่สุดได้อย่างไร สูงสุดอยู่ที่ หลักของกาลามสูตรอย่างที่กล่าวมาแล้วเมื่อตะกี้นี้. ความหมายสำคัญมันอยู่ที่ว่า เราจะปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลง ความ เป็นพุทธบริษัทที่เป็นโดยทะเบียนนั้น ให้มาเป็นพุทธบริษัทที่แท้จริงและถูกต้อง. อย่าเสียใจ หรืออย่าโกรธ ถ้าใครจะมาพูดว่า ท่านทั้งหลายเป็นพุทธบริษัทกัน แต่ตามทะเบียน : หมายความว่า เกิดมาจากพ่อแม่ที่เป็นพุทธบริษัท แล้วเขาก็ลง บัญชีรายการในเอกสารเกิดของเด็กนั้นว่า มันเป็นพุทธบริษัทในวันแรก ๆ เกิดมา ; แล้วจะทำหนังสือสำคัญประจำตัวอะไร เขาก็ลงทะเบียนเป็นพุทธบริษัททั้งนั้น ; นี้เรียกว่าเป็นพุทธบริษัทโดยทะเบียนโดยกำเนิด. เราต้องแก้ไข ต้องเปลี่ยนแปลง อย่าให้มันเป็นเพียงเท่านั้น ให้มัน เป็นพุทธบริษัทที่แท้จริงและถูกต้องด้วยการปฏิบัติ. ขืนปล่อยไว้เฉย ๆ ก็เป็น พุทธบริษัทแต่ตามทะเบียน ตามบัญชี ตามเครื่องแบบเป็นอย่างมาก. แต่งตัว อย่างพุทธบริษัท มันก็เป็นพุทธบริษัทโดยเครื่องแบบ อย่างนี้ต้องเปลี่ยนแปลง ต้องปรับปรุง ต้องเลื่อนชั้นขึ้นไป ให้เป็นพุทธบริษัทที่แท้จริง : มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จริง อย่างที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น. สำหรับประเภทผู้ที่เป็นอยู่ หรือกำลังดำเนินอยู่ กำลังพยายามอยู่ ในการที่จะเป็นพุทธบริษัทโดยแท้จริง นี่อาตมาอยากจะเสนอคำสัก ๒ คำเท่านั้น ที่อยากจะขอร้องให้จำไว้ให้ดี :- · คำแรกว่า การมี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่แท้จริง ; ๑ คำที่สองว่า การเป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เสียเองเลย.
น.72 าคมนี้ ขั้นแรกว่า จงมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ให้ถูกต้อง : ในตัวเรา หรือในชีวิตจิตใจของเรา ในวิญญาณของเรา อะไรก็ตาม ให้มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่ถูกต้อง ; แล้วเขยิบออกไปอีกที่หนึ่งก็ว่า จงเป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เสียด้วยตนเอง. คนที่ฟังไม่ถูก หาว่าเราพูดบ้า ๆ บอ ๆ อวดดิบอวดดีไป ที่พูดอย่างนี้ แต่ที่จริงมันไม่ใช่คำพูดที่บ้า ๆ บอ ๆ หรือว่าอวดดิบอวดดี ; แต่มันเป็นข้อเท็จ จริงที่ต้องเป็นอย่างนั้น ; ถ้าไม่เป็นอย่างนั้นมันใช้ไม่ได้. ที่พูดว่าเรามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ด้วยการถือสรณะนั้น มันชั้นสามัญ ชั้นธรรมดา เท่านั้นแหละ แล้วพูดอย่างสมมติเสียด้วย. ชั้นแรก ที่สุดยังโง่งมงายอยู่ เป็นเด็ก ๆ อยู่ก็ต้องพูดว่ามีซิ ! ฉันมีพระพุทธเจ้าเป็นของฉัน ตะโกนว่า "พุทธมามโก ติ มํ ธาเรถ" "จงถือว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้ปฏิญญา ว่าพระพุทธเจ้าเป็นของข้าพเจ้า" ; นี้คำว่า พุทธมามกะแปลว่าอย่างนั้น. นี่คือ คนที่เขามีพระพุทธเจ้าเป็นของเขา. และนี้มันต่างกับคนที่เป็นพระพุทธเจ้าเสียเอง พูดว่าฉันเป็นพระพุทธเจ้าเสียเอง. สำหรับคำว่า "มี" เป็นคำที่น่าหวัว : เอ้า ! คุณเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์มาแต่ไหน ? เอามามีไว้ที่ไหน ? เอามาเก็บไว้ในหีบหรือว่าไว้ในเซฟ อย่างไร ? ถ้าจะพูดว่ามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แล้วจะเก็บไว้ในใจได้ อย่างไร ? อยู่ที่ไหน ? เอามาอย่างไร ? ในที่สุดมันก็ต้องยอมรับในข้อที่ว่า ฉันต้อง ปฏิบัติให้เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าท่านเป็นอยู่อย่างไร ; ที่พระธรรมเป็นอยู่อย่างไร ; พระสงฆ์เป็นอยู่อย่างไร : เราต้องปฏิบัติให้เป็นอย่างนั้น นั่นแหละคือฉันมี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
น.73 สรุปแต่ใจความ : พระพุทธเจ้าเป็นผู้ปฏิบัติเสร็จแล้ว เพื่อความ เป็นคนสะอาด สว่าง สงบ : ไม่มีความชั่วเป็นคนสะอาด ไม่มีความโง่เป็นคนสว่าง ไม่มีความทุกข์เป็นคนสงบ ; พระพุทธเจ้า เป็นผู้สะอาด สว่าง สงบ ถึงที่สุดโดย ลำพังพระองค์เอง. ทีนี้ พระธรรม ก็เป็นเรื่องเรียน เรื่องปฏิบัติให้ได้ผลเป็นความ สะอาด สว่าง สงบ ; พระสงฆ์ ก็คือผู้ที่กำลังพยายามอยู่ หรือปฏิบัติเสร็จแล้ว ในการมีความสะอาด สว่าง สงบ. ความสะอาด สว่าง สงบ มันมีค่าเป็นพระพุทธพระธรรม พระสงฆ์ ใครมีคุณสมบัติทางใจอันนี้ ก็เรียกว่าคนนั้นมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มันก็เป็นการพูดอย่างที่คล้ายกับวัตถุ จึงใช้คำพูดว่า "มี" : ฉันมี เป็นของฉัน. อย่างนี้ถูกน้อย มันจริงเหมือนกัน แต่ จริงอย่างสมมติ และถูกน้อย : เอามามี หรือมายึดครองได้หรือ ? สิ่งเหล่านี้สูงสุดศักดิ์สิทธิ์เกินไป. แต่ถ้าเอา มาทำให้ เป็น เสียเลยนั่นแหละ ทำได้ง่ายกว่า. เราทำจิตใจของเราให้สะอาด ให้สว่าง ให้สงบ ตามแบบของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ นั่นแหละ คือเป็น พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เสียเอง. เมื่อใด หรือที่ใด เวลาใด เรามีจิตใจสะอาด สว่าง สงบ ; เมื่อนั้น เราเป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่นั่นและเวลานั้น หรือชั่วขณะนั้น. ทีนี้ บางเวลาเราก็มีความเป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์บ้าง เหมือนกัน แต่ว่าเป็นส่วนน้อยไปก่อน : เรามีจิตสะอาดน้อย ๆ สว่างน้อย ๆ เป็น พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์น้อย ๆ ไปก่อน แล้วให้มากขึ้น ๆ จนกว่าจะถึง
น.74 ระดับสูงสุด คือละกิเลสทั้งหมดได้ ไม่มีความโลภ ความโกรธ ความหลง เหลือ ; นั่นแหละเราเป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เสียเองแล้ว. อย่างนี้มันเห็นชัดและถูกต้องกว่า กว่าที่จะพูดว่า "มี ๆ" เราเอา อำนาจไหนมามีมายึดครอง มันเป็นเรื่องพูดอย่างสมมติ : พูดอย่างถูกต้องก็ต้อง พูดว่าเรา ทำจิตใจของเราให้เป็นอย่างนั้นเสียเลย. ถ้าจะพูดว่า "มี" ; ก็ "มี" ความเป็นอย่างนั้น : มีความเป็นอย่าง เดียวกับที่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ท่านเป็น. แต่ความเป็นอย่างนั้น มัน ก็เป็นองค์พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ; เพราะว่าพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เขาไม่ได้หมายถึงวัตถุสิ่งของเนื้อหนังอะไร เหมือนที่คนโง่ ๆ เข้าใจ. คนโง่อย่างเด็ก ๆ ย่อมเข้าใจว่า พระพุทธเจ้าเป็นคน เกิดในประเทศ อินเดีย เมื่อนั้นเวลานั้น ... นั่น พระพุทธเจ้าส่วนเปลือก หรือ เปลือกของพระ พุทธเจ้า. องค์พระพุทธเจ้าจริง คือคุณธรรม ที่ทำบุคคลนั้นให้เป็นพระพุทธเจ้า คือความสะอาด สว่าง สงบ. ท่านตรัสไว้ว่า "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา" ดังนี้. นี่เราจงรู้จัก พระพุทธเจ้าจริง กับ เปลือกของพระพุทธเจ้ากันให้ ถูกต้อง เช่นพระพุทธเจ้า ที่พระสารีริกธาตุ หรือที่เนื้อหนังของพระพุทธเจ้าเองนั้น ก็เป็นเปลือกของพระพุทธเจ้า ; พระพุทธเจ้าพระองค์จริง คือคุณธรรม ที่เป็น ความบริสุทธิ์สะอาด ความสว่าง ความสงบ ที่เรียกว่า บริสุทธิคุณ ปัญญาคุณ สันติคุณ เมตตาคุณ นั่นแหละคือองค์พระพุทธเจ้าจริง. พระธรรมก็เหมือนกัน : เด็ก ๆ หรือชาวบ้านก็เอาพระธรรมที่พระ คัมภีร์พระไตรปิฎก หรือว่าเสียงที่สวดร้องท่องบ่นว่า ฟังพระธรรมกันเว้ย !
น.75 ก็ให้คนมาสวดว่าอะไรก็ไม่รู้ นี้มันเปลือกของพระธรรม. พระธรรมที่เป็นตัวแท้ คือภาวะแห่งความสะอาด สว่าง สงบ ที่มาจาก การเรียน และ การปฏิบัติ และได้ ผลของการปฏิบัติ. พระสงฆ์ : ชาวบ้านก็เอาผ้าเหลืองเป็นพระสงฆ์ เอาคนที่บวช ที่เรียนโกนหัวโล้น ๆ เป็นพระสงฆ์. คนบ้าห่มผ้าเหลืองเดินมาแต่ไกลก็คิดว่าเป็น พระสงฆ์ : นี้มันเป็นเปลือกของพระสงฆ์. พระสงฆ์จริง ๆ ก็คือ ภาวะแห่งความ สะอาด สว่าง สงบ ที่มีอยู่ในใจของบุคคลเหล่านั้น ตามมากตามน้อยจนถึงที่สุด ; นี้เรียกว่าพระสงฆ์ สิ่งเหล่านี้เรามีทาง มีส่วน มีสิทธิ์ที่จะเป็นเสียเอง : นี่แหละเราจะเป็น พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เสียเอง พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้สงวนกรรมสิทธิ์ สงวนลิขสิทธิ์ ท่านไม่ได้ห้ามกันอะไร เราจะเป็นเหมือนพระพุทธเจ้าสักเท่าไร ก็ได้ ถ้าเราสามารถ ; ไม่ผิดหลัก ไม่ผิดธรรม ไม่ผิดอะไรหมด แต่เราคงเป็นเหมือนพระพุทธเจ้าเท่าท่านไม่ได้ : เราอาจจะมีความ สะอาด สว่าง สงบ เท่าท่านได้ แต่เราก็คงจะเป็นไม่ได้ในข้อที่ว่าทำได้ด้วยตนเอง ตรัสรู้เอง เป็นสัพพัญญูเอง อย่างนี้ทำไม่ได้. เราต้องได้ยินได้ฟังมาจากพระพุทธเจ้า แล้วก็มาทำตัวเราให้เป็นพระพุทธเจ้าอีกทีหนึ่ง. ส่วนพระพุทธเจ้าท่านก็เป็นของ ท่านเองได้ นี้แปลกกันอยู่ที่นี่ ฉะนั้นพระพุทธเจ้าในส่วนที่เป็นบุคคลก็เป็นอย่างนี้ ส่วน ความเป็นพระพุทธเจ้าจริง ๆ นั้นเหมือนกัน ทุกคนไม่ว่าคนไหน ; จะต่างกันอยู่บ้างก็เพราะว่ามันต่างระดับกันอยู่บ้าง หรือว่าถาวรบ้าง ไม่ถาวรบ้าง : บางเวลาเรามีจิตใจเหมือนพระพุทธเจ้า แล้วมันก็กลับเปลี่ยนไปเสียอีก นี่มันไม่ ถาวรอย่างนี้ เหลืออยู่ก็เพียงแต่ทำให้มันถาวรตลอดไป เท่านั้น ก็เป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระธรรม เป็นพระสงฆ์เสียเองได้,
น.76 ทีนี้จะทำอย่างไรดี ? ก็ต้องทำตามที่พระพุทธเจ้าท่านแนะไว้ แล้วมา ทดลอง มาปฏิบัติ อย่างแยบคายนี้. ทีนี้ ก็อยากจะเตือนให้ทุกคนระลึกถึงคำสอน เรื่องความไม่ยึดมั่น ถือมั่นว่าคำสอนใน พระไตร ปิฎก ๘๔,๐๐๐ ธรรมขันธ์ สรุปเหลือประโยคเดียวว่า "สิ่งทั้งปวงอันใคร ๆ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นว่าตัวภู ว่าของกู" มันเป็นของธรรมชาติ อย่าไปมองเห็นว่าเป็นของกูเข้ามา มันจะโง่ทันที แล้วมันจะมีความทุกข์ทันที : ยึดมั่นอะไรว่าเป็นตัวกู ของกูเมื่อไร ก็เป็นความทุกข์เมื่อนั้น. จงปล่อยไว้เป็นธรรมชาติ จะกินจะใช้จะทำอะไรก็ทำไป. อย่าให้เลว กว่าพวกคริสเตียน ที่เขาก็สอนว่า "มีภรรยาก็จงเหมือนกับไม่มีภรรยา ; มีทรัพย์ สมบัติก็จงเหมือนกับไม่มีทรัพย์สมบัติ ; มีความสุขก็จงเหมือนกับไม่มีความสุข ; มีความทุกข์ก็จงเหมือนกับไม่มีความทุกข์ ; ไปซื้อของที่ตลาดแล้วอย่าเอาอะไรมา" ถ้าใครไม่เข้าใจก็เลวกว่าพวกคริสเตียน. แต่พวกคริสเตียนส่วนมาก ก็ไม่เข้าใจ คำสอนข้อนี้ของเขา เพราะมันเป็นคำสอนที่ลึกถึงที่สุด เช่นเดียวกับคำสอนที่ลึก ถึงที่สุด ในฝ่ายเราเหมือนกัน. การมีภรรยาก็มีไปตามหน้าที่ที่จะต้องทำ แต่อย่ามั่นหมายสำคัญว่า ภรรยาของเรา : มันของธรรมชาติ มันของพระเจ้า ; จะตู่ว่าเป็นของเราไม่ได้ เป็นของให้ยืมใช้ชั่วคราวโดยธรรมชาติ ทรัพย์สมบัติก็เหมือนกัน ความสุขความทุกข์ก็เหมือนกัน ; ของที่ตลาด ซื้อมาด้วยเงินของเรา ตามกฎหมายเป็นสิทธิของเรา ถือเอามาบ้าน แต่ใจอย่า กล้าโง่ว่านี้มันของเรา ; ที่แท้มันของธรรมชาติ มันของพระเจ้า มันเปลี่ยนมือ มาที่เราเพื่อให้เอาไปกินไปใช้ แล้ววนเวียนกันอยู่อย่างนี้ ใจอย่าโง่ถึงกับว่า นี้ของภู
น.77 สรุปว่า ลูกเมียทรัพย์สมบัติ สิ่งของ เงินทอง เกียรติยศชื่อเสียงอะไร ก็ตาม อย่าโง่ว่าของกู แล้วก็ อย่าโง่เอากลุ่มนี้ว่าตัวกู ; อย่าโง่เอากลุ่มนอก ๆ ว่าของกู- นี่แหละ คือการถือสรณะที่ถึงที่สุด ถือเอาความไม่ยึดมั่นถือมั่น นั่นแหละเป็นสรณะให้ถึงที่สุด. ความไม่ยึดมั่นถือมั่นนั่นแหละ เป็นคุณธรรม เป็นคุณสมบัติของความสะอาด สว่าง สงบ; พอยึดมั่นถือมั่นก็สกปรกทันที มืดมัวทันที เร่าร้อนทันที ; พอไม่ยึดมั่นถือมั่นก็ สะอาด สว่าง สงบ ทันที. ทีนี้ ยังมีดีกว่านั้นอีกก็คือว่า พระพุทธเจ้าท่านสรุปลักษณะการกระทำ ทั้งหมดนี้ว่า “การเป็นอยู่โดยชอบ" เฉยๆ : อยู่เฉย ๆ อย่าเที่ยวไปคว้านั้นคว้านี่ มาเป็นของกู ; ฉะนั้นพระพุทธภาษิตที่น่าอัศจรรย์ที่สุด น่าทึ่งที่สุด ก็คือพระ- พุทธภาษิตที่ตรัสเมื่อจวน ๆ จะปรินิพพาน ยังอีกไม่กี่นาทีหรืออีกไม่กี่ชั่วโมง จะปรินิพพานอยู่แล้ว ก็ตรัสว่า "ถ้าภิกษุเหล่านี้จักเป็นอยู่โดยชอบไซร้ โลก จะไม่ว่างจากพระอรหันต์". ความหมายว่าให้เป็นอยู่โดยชอบ ไปตีความ เอาเอง ว่าเป็นอยู่โดยชอบ คือเป็นอยู่อย่างไร. ถ้าทุกคนเป็นอยู่โดยชอบ โลกนี้ ไม่ว่างจากพระอรหันต์ นั่นแหละคือการถือสรณคมน์ถึงที่สุด. เป็นอยู่โดยชอบ คือเป็นอยู่ อย่างถูกต้อง. เป็นอยู่อย่างถูกต้อง คืออย่าโลภ อย่าโกรธ อย่าหลง : อย่าโลภ อย่าโกรธ อย่าหลง ก็คือ อย่าได้ไปยึดมั่นอะไรเข้า ว่าตัวกู ว่าของกู. . ถ้าไปคว้า นั้นคว้านี่เป็นตัวกู ของกูแล้ว มันเป็นอยู่ไม่ชอบ เป็นอยู่อย่างคดโกง เป็นอยู่ อย่างขโมย ไปปล้นเอาของธรรมชาติ หรือของพระเจ้ามาเป็นของกู. ผู้รู้ถือว่าทุกอย่างเป็นของธรรมชาติ เป็นของพระเจ้า : ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ วิญญาณที่ประกอบกันขึ้นเป็นโลกนี้ มันเป็นของธรรมชาติ เป็นของ
น.78 าคมนี้ พระเจ้า; อย่าเป็นโจรเป็นขโมยไปปล้นเอามาซึ่งหน้า มาเป็นตัวกู ของกู มาเป็น เงินทองของกู ลูกเมียของกู อะไรของกู นั้นมัน โง่ไปตามกฎหมายที่มนุษย์ บัญญัติ. ทีนี้เรา เลิกโง่กันแบบนี้ กันเสียที. ภายนอกก็ทำตามสมมติ ; อยู่ในสังคมก็ต้องพูดกันไปตามระเบียบตาม กฎหมาย แต่ในใจอย่าเป็นอย่างนั้น : ในใจปล่อยวางออกไป ว่ามันเป็นของ ธรรมชาติ เป็นของพระธรรม เป็นของพระเจ้า ซึ่งเรายังไม่รู้จักตัวท่าน ด้วยซ้ำไป แต่เป็นสิ่งที่มีอำนาจศักดิ์สิทธิ์สูงสุด ใครไปปล้นไปตู่เอาของท่านมา ท่านจะตบหน้าให้ทันที คือมีความทุกข์ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่งขึ้นมาทันที. ทุกคนอย่ากล้าเป็นโจรเป็นขโมย ไปปล้นเอานั่นนี่มาเป็นตัวกู ของกู แม้แต่ ชีวิตร่างกายเนื้อหนังนี้ ก็ไม่ใช่ของกู. มันของธรรมชาติ มันของพระเจ้า : อย่ายึดมั่นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ว่าตัวกู ของกู จะเป็นโจรเป็น ขโมย พอเป็นโจรเป็นขโมยแล้ว มันก็ต้องได้รับโทษ คือตกนรกทั้งเป็น. นี้คือ วิธีลัด ด้วย แล้ว จริง ด้วย แล้ว ตรง ด้วย แล้ว ถูกต้อง ด้วย ที่จะ เป็นการถือสรณคมน์ หรือว่าถึงสรณคมน์ : ถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็จงถืออย่างนี้ ถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์แล้ว ก็คือเป็นอย่างนี้ : มีจิตใจ ที่ปล่อยวาง ไม่มีความยึดมั่นถือมั่นอะไรด้วยความสำคัญมั่นหมายว่า เป็นตัวกู เป็นของกู. เมื่อของสกปรกเหล่านี้ออกไปจากจิตใจแล้ว ใจมันก็สะอาด เหลือแต่ สติปัญญาบริสุทธิ์ ; สติปัญญาบริสุทธิ์มันก็บอกเองว่า จะทำอย่างไรวันนี้ จะกินข้าวกับอะไร จะทำอะไรที่ออฟฟิศ จะไปทำอะไรที่เป็นการพักผ่อนหย่อนใจ มันก็ทำไปได้โดยที่ไม่ต้องมีความทุกข์ เพราะมันทำไปด้วยสติปัญญาที่บริสุทธิ์สะอาด
น.79 เหมือนกับว่ามี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สิงอยู่ด้วยอย่างนั้นแหละ : มันทำ ผิดไม่ได้ จะกินข้าว จะอาบน้ำ จะทำงาน จะสังคม จะมีบุตรภรรยาสามี จะมี อะไรก็ตาม มันทำไปอย่างที่ผิดไม่ได้ มันก็ไม่มีความทุกข์. แม้ว่าความตายจะมาถึง ก็ไม่ได้รับเอาความตายเป็นของกู ; ความ เจ็บไข้มาถึง ก็มิได้รับเอามาเป็นของกู : ความเจ็บความไข้ความเป็นความตาย อะไรต่าง ๆ ก็หมดความหมาย ไม่มีอะไรที่ต้องกลัว. นี่เขาเรียกว่าจิตใจที่หลุดพ้น ที่เป็นอิสระ เพราะว่ามีสรณคมน์คุ้มครอง มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คุ้มครอง มีสรณะจริง มีที่พึ่งที่ต้านทานจริง นี่คือข้อที่ว่า ปฏิบัติอย่างไรจึงจะ ได้มาซึ่งสรณะอันถูกต้องและแท้จริงนั้น. นี่ชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างคำว่า "มี" พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นของเรา ; กับคำว่า "เป็น" พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เสียเอง. ถ้ามี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ด้วยความยึดมั่นถือมั่นแล้ว ก็ยิ่งไปกันใหญ่ ; ยิ่งไม่ใช่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ : มันไปกันใหญ่ มันผิดใหญ่เลย. การเป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เสียเองนี้ก็เหมือนกัน : ไม่ได้ ยึดมั่นถือมั่น แต่ด้วยความรู้แจ้งเห็นจริงว่า จะมีจิตใจที่สะอาด สว่าง สงบนี้ เท่านั้น : ในจิตใจนั้น อย่าสกปรกมืดมัวเร่าร้อนอยู่ ด้วยความยึดมั่นถือมั่นเลย. พร้อมกันนั้น ก็ละอายให้มากกลัวให้มาก ถ้าเผลอไปเป็นอย่างนั้นเข้าสักแวบ หนึ่ง : ถ้าความโลภ ความโกรธ ความหลง มันเกิดขึ้นมาในใจสักแวบหนึ่ง ก็เสียใจให้มาก กลัวให้มาก ละอายให้มาก มันจะค่อย ๆ ชาไป.
น.80 าคมนี้ เดี๋ยวนี้ไม่รู้จักอาย ไม่รู้จักกลัว ไม่รู้จักเสียใจ. ในเมื่อมันเลวถึงขนาด นั้นแล้ว อย่างนี้ใครก็ช่วยไม่ได้ พระเจ้าก็ช่วยไม่ได้ พระพุทธเจ้าก็ช่วยไม่ได้ เพราะเราไม่สมัครที่จะให้ท่านช่วย ไม่ทำตามคำสั่งของท่าน ท่านก็ไม่ช่วย ; เมื่อ ไม่ช่วยตัวเองแล้ว ใครจะมาช่วย. สรุปความกันที่ก็ว่า การที่จะมีที่พึ่งได้แท้จริงนั้น ต้องทำตนเองให้ เป็นที่พึ่ง โดยการทำตนให้เป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เสียเอง ; โดยการที่ ไม่ทำความสำคัญมั่นหมายสิ่งใดสิ่งหนึ่งแม้แต่สิ่งเดียวว่า เป็นตัวกู หรือว่าเป็นของกู ; จนเกิดภาวะที่สะอาด สว่าง สงบขึ้นมาแก่จิตใจนั้น. จิตใจนั้นก็เลยไม่มีความทุกข์อีก ต่อไป เรียกว่ามีสิ่งคุ้มครอง ไม่ให้มีความทุกข์อีกต่อไป : ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ ควรจะได้ ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์เลย. ทีนี้ เหลืออยู่แต่จะทำประโยชน์ให้ผู้อื่น ก็ทำไปได้โดยสะดวก เพราะ ว่าตัวเองถึงที่สุดแห่งการทำประโยชน์ของตัวเองแล้ว ไม่ต้องการอะไร แต่ว่าเวลามี อยู่กำลังมีอยู่ เรี่ยวแรงมีอยู่ ทำประโยชน์ผู้อื่นสนุกไปเลย ; ก็จบกันเท่านี้ สำหรับ การเกิดมาเป็นมนุษย์ที่ดีที่สุด เท่าที่มนุษย์เราจะเป็นกันได้ ถ้าผิดจากนี้แล้ว ก็มีแต่จะไปยึดมั่นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง สำหรับสกปรกมืดมัว เศร้าหมองเร่าร้อน เป็นมนุษย์ที่เวียนว่ายอยู่ในกองทุกข์ ไม่น่าชื่นใจ เดี๋ยวนี้เราได้ประกาศตัวเป็นพุทธบริษัท นับถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แล้วเสร็จแล้ว แต่ยังโง่อยู่ ยังหลับตาอยู่ ไม่รู้ว่าจะถึงได้อย่างไร ก็จง พยายามลืมตากันขึ้นมา ชำระสะสางปัญหาเหล่านี้ให้ถูกต้อง เรื่องก็จบกัน. ทั้งหมดนี้คือหลักปฏิบัติเกี่ยวกับการถือสรณคมน์ จะพูดโดยละเอียด สักกี่วัน กี่เดือน กี่ปีก็ได้ แต่พูดโดยใจความแล้ว ๒ - ๓ นาทีก็หมด คือจงพยายาม
น.81 ๓๘ ถือสาเรตัพพธรรม เป็นพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์เสียเอง ด้วยการที่มีจิตไม่ยึดมั่นถือมั่น สิ่งใด; มองเห็นอยู่ว่า มันยึดมั่นถือมั่นไม่ได้ ยึดมั่นถือมั่นแล้วเป็นทุกข์ เพราะว่า มันเป็นของธรรมชาติ เป็นของพระเจ้า อย่าไปปล้นเอามาเป็นของกู , มีอยู่เท่านี้. ถ้าทำอยู่อย่างนี้ ความโลภก็เกิดไม่ได้ ความโกรธก็เกิดไม่ได้ ความ หลงก็เกิดไม่ได้. ความโลภ ความโกรธ ความหลง เกิดเพราะความยึดมั่นถือมั่นว่า เป็นตัวกู ว่าของกู ; เมื่อไม่มีความโลภ ความโกรธ ความหลงเกิดขึ้นแล้ว มัน ก็หมดกันเท่านั้น. เดี๋ยวนี้เราได้แต่พูดกันว่า อย่าโลภ อย่าโกรธ อย่าหลง ตะโกนกัน ให้ลั่นไปหมด แต่ไม่บอกให้รู้ว่าทำอย่างไรจึงจะทำให้ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง ; มันก็ไม่มีผลอะไรที่จะไปมัวตะโกนอยู่ว่า อย่าโลภ อย่าโกรธ อย่าหลง มันต้อง บอกให้รู้ว่า ทำอย่างไรด้วยจึงจะ ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง คืออย่าไปเป็น โจรปล้นของพระธรรม หรือธรรมชาติ หรือปล้นของพระเป็นเจ้ามาเป็นของกู มีจิตใจปล่อยวางอยู่เสมอ “อย่าให้เลวกว่าพวกคริสเตียน โดยหัวข้อที่ว่ามาแล้ว ว่าไม่มีอะไรเป็นของเรา ของที่ตลาดซื้อแล้วก็ไม่เอามา นี้พูดเป็นปริศนากันลืม อย่างลึกซึ้ง ฉะนั้นจึงไม่มีอะไรเป็นของเรา ของกู. ในบรรดาคำที่กำลังพูดว่าเป็นของกูนี้ ให้ถือว่าพูดไปตามสมมติ ชาว บ้านสมมติ กฎหมายรับรอง กฎหมายบัญญต ในทางสังคมเป็นอย่างนั้น นี้บ้าน เรือนของคนนี้ ที่ดินของคนนี้ ลูกเมียของคนนี้ เงินทองของคนนี้ : สิทธิอะไร ของคนนี้ ; มันเรื่องกฎหมาย ซึ่งบัญญัติขึ้นโดยมนุษย์ที่ยังโง่ สำหรับยึดนั่นนี้ อยู่กันในโลกของบุคคลผู้มีความยึดถือ ที่ต้องมีกฎหมายอย่างนี้ .. อย่างมีประชา- ธิปไตยก็ยึดมั่นถือมั่นกันอย่างนี้ มันไม่ดับทุกข์ได้, ก๊อต ส่วนในจิตใจของเราแล้ว ก็ต้องไม่ทำอะไรให้ผิดมาก ถึงกับไปเป็นโจรปล้นของธรรมชาติ มาเป็นของกู.
น.82 มันเหมือนกับว่าของเขาให้ยืมใช้ชั่วคราว แล้วตัวเองเป็นคนอกตัญญู ยึดเอาเสียเลย : เขาให้เราอยู่บ้านของเขาชั่วคราว เราเป็นคนอกตัญญูยึดเอาเป็น ของเราเสียเลย. ขอให้เข้าใจในลักษณะอย่างนี้ ว่า ธรรมชาติหรือพระเจ้า หรือสิ่งที่ เรายังไม่รู้จักนั้นแหละ ให้ยืมเลือดเนื้อร่างกาย จิตใจ ดิน น้ำ ลม ไฟ นี้มา เป็นตัวเราชั่วคราว เรากลับตู่ว่าเป็นของภู ไม่ใช่ของยืม. นั่นแหละความทุกข์ อยู่ที่ตรงนั้น ! เลิกเป็นคนปล้นคนขโมยซึ่งหน้า หรือคนยักยอกคนขี้ตู่ ก็จะเป็น คนบริสุทธิ์ แล้วไม่มีความทุกข์เลย ; นี้แหละคือวิธีถือสรณคมน์ การทำที่พึ่ง ให้แก่ตนอย่างถูกต้องและสูงสุด. ครั้งแรกก็มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นของเรา ; แล้วในที่สุด เราก็เป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เสียเอง เรื่องก็จบ. ขอร้องต่อท่านทั้งหลายว่า จงทำกับเรื่องนี้ให้ดี ๆ อย่าถือว่าเป็น เรื่อง ก. ข. ก. กา. เป็นเรื่องเบื้องต้น ; เรื่องรับสรณคมน์เป็น ก. ข. ก. กา. ของ พิธีการต่าง ๆ ของศาสนา ; มันไม่ใช่อย่างนั้น. ก. ข. ก. กา. นี้มันไม่ใช่ ก. ข. ก. กา, ที่จะมองข้ามไป หรือเลิกร้างกันไป มันจะเป็นสิ่งสุดท้ายเรื่องเป็นเรื่องตาย ทีเดียว. ถ้าเราจะเปรียบเทียบกับ ก. ข. ก. กา. เอาซิ เด็กชั้นอมมือเรียน ก. ข. ก. กา. เดี๋ยวนี้คนแก่หัวหงอกเรียนชั้นมหาวิทยาลัย บรมมหาวิทยาลัยมันก็ยังต้อง ใช้ตัว ก. ข. ก. กา. อยู่อีก. เพราะหนังสืออะไรมันจะเขียนไปได้โดยไม่ใช้ตัว ก. ข. ก. กา. ; ดังนั้นจงมอง ก. ข. ก. กา. นี้เป็นของที่ต้องมีแต่ต้นจนอวสาน แล้วก็จัดการกับมันให้ดี ๆ ; โดยเฉพาะเรื่องสรณคมน์ที่เป็น ก. ข. ก. กา. นี้ แล้วก็เป็นหมดไปจนถึงทุกอย่างที่ยังต้องใช้ ก. ข. ก. กา. อยู่เรื่อยไป.
น.83 เพราะเหตุที่ประมาท เพราะเขลาและประมาท เห็นเป็นเรื่อง ก. ข. ก. กา. ไม่สนใจ ไม่ชำระสะสาง ไม่ทำให้เจริญก้าวหน้า มันจึงเป็นอย่างนี้ อยู่ใน สภาพอย่างนี้ เป็นพุทธบริษัทที่มืดมัว ฟังดูก็น่าหวัว. พุทธะ แปลว่า ตื่น ว่าสว่าง ว่าเบิกบาน ; แต่เราเป็นพุทธะที่มืดมัว มันก็แปลว่าประจานตัวเอง หรือว่าหลอกลวงตัวเอง อะไรในทำนองนั้นมันเป็น สิ่งที่น่าเศร้า. หวังว่าจะได้เอาปัญหาสำคัญนี้ไปคิดนึก ไปพิจารณา รีบทำให้เสร็จไป โดยเร็ว : ให้หมดความมีตัวของตัว ให้หมดตัวกู ของกู : ให้ตัวกู ของกูนี้ตาย ไปเสียให้หมด ก่อนที่ร่างกายมันจะแตกตาย. ผู้ที่ได้รับประโยชน์อานิสงส์ของการมีสรณคมน์ ก็จะได้รับถึงที่สุด ตั้งแต่เมื่อ "ตัวกู" ตาย ร่างกายชีวิตที่เหลืออยู่ก็เป็นความสุข เป็นการเสวยรสของ พระนิพพาน คือความเย็น เป็นอวสาน. ขอย้ำอีกครั้งหนึ่ง ว่าอย่ามองเรื่องนี้เป็นเรื่อง ก. ข. ก. กา. เราขึ้นชั้น มัธยมแล้วไม่ต้องสนใจ : จะต้องสนใจไปจนวาระสุดท้ายของชีวิต เช่นเดียวกับตัว ก. ข. ก. กา. จะต้องใช้ไปจนกระทั่งวรรณคดีอักษรศาสตร์ชั้นสูงสุดที่มนุษย์จะใช้ได้ ขอยุติการบรรยายนี้ไว้โดยสมควรแก่เวลาเพียงเท่านี้
Buddhadasa