Buddhadasa.org

โอสาเรตัพพธรรม ตอนที่ ๒ — หลักปฏิบัติเกี่ยวกับทานบริจาค

โอสาเรตัพพธรรม — คำบรรยายประจำวันเสาร์ ภาควิสาขบูชา พ.ศ. ๒๕๑๔ ณ สวนโมกขพลาราม ไชยา · เสาร์ที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๑๔

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.84 ท่านสาธุชน ผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย ! การบรรยายในวันนี้ มีหัวข้อตามที่กำหนดไว้ว่า หลักปฏิบัติ เกี่ยวกับทานบริจาค ซึ่งท่านทั้งหลายก็ได้ทราบแล้วจากแผ่นประกาศ ที่แจกไป. ในครั้งที่แล้วมาเราได้พูดหลักปฏิบัติ ในเรื่องสรณคมน์ ถือกันว่าเป็นเรื่องแรก ซึ่งเป็นหญ้าปากคอก; ทีนี้เรื่องการให้ทาน ก็เหมือนกัน คนส่วนมากมักจะถือกันว่า เป็นเรื่องหญ้าปากคอก หมายความว่ามันง่าย หรือรู้กันอยู่ดีแล้ว. ทำไมจึงต้องเอาเรื่องทานมาพูดกันอีก ? ที่เอาเรื่องนี้มาพูดอีก ก็ขอให้ ถือว่าเพื่อการปรับปรุงให้มันดีขึ้นกว่าเดิม : แม้ว่าที่ทำอยู่ก่อนนั้นเป็นความงมงาย ๔๑

น.85 ก็ตาม หรือไม่งมงายแล้วก็ตาม มันก็ยังมีทางที่จะปรับปรุงให้ดีขึ้นกว่าเดิม ; ฉะนั้น ต้องพูดกันอีกครั้งหนึ่ง และพยายามที่จะพูดให้ดีที่สุด ครั้งเดียวแล้วก็จะใช้ได้ ตลอดชีวิต. เพราะฉะนั้นขอให้ท่านทั้งหลายทุกคนกำหนดจดจำไว้ให้ดี ๆ ว่าเรื่อง ทานบริจาค หญ้าปากคอก ก. ข. ก. กานี้ จะพูดกันอีกครั้งหนึ่งให้สิ้นเชิง แล้ว ก็ถือปฏิบัติได้จนตลอดชีวิต. การพูดเช่นนี้ พูดในลักษณะนี้ ขอให้ถือว่าเป็นการพิเศษจากที่เขา พูดกันอยู่ตามธรรมดา. ตรงนี้จะหาว่าอวดหรือคุยหรืออะไรก็ตามใจ ถ้าจะหาว่า อวดหรือคุยก็จะต้องขอคุยสักหน่อยว่า พูดอะไรที่นี่ต้องมีพิเศษเสมอ : พิเศษ ตรงที่มันไม่ซ้ำกับใครพูด หรือมีอะไรแปลกออกไป โดยอย่างน้อยที่สุดก็ทำ ให้เรื่องมันสั้นเข้าง่ายเข้า เป็นวิธีลัด แล้วก็กว้างขวางกินความไปถึงทุกเรื่อง. ที่จริงเขาอาจจะพูดเรื่องการให้ทานกันตั้งหลาย ๆ ชั่วโมงก็ได้ แต่แล้ว มันก็ไม่มีอะไรมาก มันซ้ำ ๆ ซาก ๆ อยู่ที่เรื่องเดียว. ทีนี้จะพูดเป็นพิเศษก็ตรงที่ว่า จะพูดให้หมดทุกเรื่องที่เกี่ยวกับการ ให้ทาน : พูดโดยตรงก็คือว่า จะรวบรวมเรื่องที่เกี่ยวกับทานที่มันไม่ซ้ำกัน จากที่ มาในพระบาลีต่าง ๆ มาไว้ในที่เดียวกันนี้ให้มันหมดทุก ๆ เรื่อง ซึ่งก็คุยได้ว่ามันยัง ไม่เคยมีทำกันที่ไหน จึงขอให้สนใจเป็นพิเศษ : จะรวบรวมเรื่องเกี่ยวกับการ ให้ทานที่เป็นหลักปฏิบัติมาใส่ไว้ในที่นี้ทั้งหมด แล้วยังแถมอยู่ในลักษณะพิเศษ คือส่งเสริมให้รุดหน้าไปยังพระนิพพานโดยเร็ว. โดยปกคนทั่วไปเขาถือกันว่า เรื่องการให้ทานนี้เป็นเรื่องต่ำ ๆ เป็น เพียงบันไดของสวรรค์ ; นั้นมันพูดกันถึงการให้ทานอย่างเด็ก ๆ หรือตามธรรมดา : ถ้าหากทำเป็น คือให้ทานให้เป็น เรื่องการให้ทานกลายเป็นเรื่องของพระนิพพาน

น.86 ไปก็ได้ ; เป็นเรื่องลัดดึ่งตรงไปยังพระนิพพานอย่างนี้ก็ทำได้ ; ฉะนั้นที่ว่าเราพูด อะไรก็เป็นพิเศษตรงนี้ ขอให้สนใจเป็นพิเศษ เพราะมันเป็นการช่วยย่นหนทางที่ ไกลนั้นให้มันใกล้เข้า เป็นเรื่องช่วยย่นหนทางที่ยาวนั้นให้มันสั้นเข้า ขอให้ฟังให้ดีๆ และถ้าทำได้ดีแล้ว เรื่องนิพพานนี้ถึงได้เพราะการให้ทาน : มันจะแปลกหรือ ไม่แปลกลองฟังดู. ที่เคยดูหมื่นเรื่องทานกันว่า เป็นบันไดขั้นต้น เป็นบันไดขั้นแรก ขั้นเดียวเท่านั้น นั่นแหละมันคือความเข้าใจผิด : ถ้ามัวทำกันแต่อย่างนั้น มันก็ เป็นอย่างนั้น ก็ให้ทานกันไปจนตาย. แต่ถ้าให้ทานเป็นแล้ว ไม่ต้องทำอื่นก็ได้ เพียงแต่ให้ทานอย่างเดียวก็ถึงนิพพานได้ เดี๋ยวก็จะว่าให้ฟัง. ใจความสำคัญมันมีอยู่หน่อยหนึ่ง ขอให้ฟังให้ดีว่า การให้ทานมันมีอยู่ ๒ อย่าง :- ทานชนิดที่จะเวียนว่ายไปในวัฏฏะก็มี; ทานที่จะออกไปเสียจากวัฏฏะก็มี ที่แล้วๆ มา มีพูดกันแต่เรื่องให้ทานที่จะเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏะ : ทำบุญ ให้ทานแล้วไปเกิดดี เกิดสวย เกิดรวย ไปสวรรค์ มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ ; มีอยู่แต่เท่านี้ ไม่เลยไปถึงนิพพานสมบัติ ซึ่งมันนอกวัฏฏะ. ถ้าให้ทานเป็น ผลทานนั้นจะส่งไปนอกวัฏฏะ ไม่เวียนว่ายอยู่ในวัฏฏะ ก็ได้เหมือนกัน. ทีนี้ ก็จะพูดเรื่องที่แปลกให้ฟังต่อไปอีกว่า ถ้าเราเอาเรื่องทาน การ ให้ทานทั้งหมดทั้งสิ้นทุกอย่างมารวมกันเข้าแล้ว ก็จะแบ่งทานทั้งหมดได้ ๒ ชนิด อีกตามเคย : ทานชนิดหนึ่งเนื่องด้วยปฏิคาหก คือต้องมีผู้มารับทาน ; ทานอีกชนิดหนึ่งไม่ต้องมีปฏิคาหก ไม่ต้องมีใครมารับทาน.

น.87 นี่ลองฟังดูซิว่า มันแปลกหรือไม่แปลก ฉะนั้นจึงสัญญาว่ามันจะต้อง แปลก ตรงที่จะพูดเรื่อง ให้ทาน โดยไม่ต้องมีปฏิคาหกก็ทำได้ ทานที่ให้แล้วเวียนว่ายไปในวัฏฏะนั้น มันเป็นพวกทาน ชนิดที่ ต้องมีปฏิคาหกรับทั้งนั้น. ที่นี้ทานที่ให้แล้วจะออกไปเสียนอกวัฏฏะ ไม่มาเวียนว่าย อีกต่อไปนี้ ทานนี้ไม่ต้องมีผู้รับ ไม่ต้องมีปฏิคาหก ไม่ต้องมียาจกเข็ญใจมารับก็ได้. นี่เรื่องทานมันเป็น ๒ อย่างขึ้นมา อย่างนี้. ทานอย่างต่ำก็เวียนว่ายไปในวัฏฏะ มีคนรับทาน; อย่างสูงก็ไม่เวียนว่าย ไปในวัฏฏะ อย่างนี้ไม่ต้องมีใครรับทาน. แล้วทานอย่างที่เวียนว่ายไปในวัฏฏะ นั่นแหละ คือที่พูดกันอยู่โดยมาก : มัน ให้เพื่อตัวกู ของกู เป็นทานประเภทนี้, ส่วนทานประเภทออกไปนอกวัฏฏะนั้น มัน ให้ตัวกูของกูนั้นออกไปเสียเลย ; ใจความสำคัญมันอยู่ที่นี้. ทำบุญให้ทานเพื่อประโยชน์แก่ตัวกู ให้ตัวกู มันได้อะไรดีขึ้นมากขึ้น นี้มันชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นทานที่ธรรมดามาก แล้วรู้จักกันอยู่ทั่วไป. ทีนี้ ทานชั้นพิเศษ ที่จะเอามาพูดให้สิ้นเชิงนี้ก็คือว่า ให้ตัวกู ของกู ออกไปเสียเลย อย่าให้มีเหลือ "มันเป็นทานพิเศษสูงสุด ไม่ต้องมีใครมารับ แต่ก็เป็นการให้ที่แท้จริงด้วยเหมือนกัน. สำหรับทานที่ว่าต้องมีปฏิคาหกมารับนี้ เราก็จะต้องแบ่งได้เป็น ๓ ชนิด ด้วยกัน ให้จำหัวข้อไว้ให้ดี ๆ ก่อน :- ทานอย่างที่ ๑ คือ วัตถุทาน ให้วัตถุสิ่งของนี้เป็นทาน นี้ต้องมีผู้รับ ; แล้วอย่างที่ ๒ ให้อภัยทาน อภัยโทษ อภัยทานนี้ก็ต้องมีผู้รับ ; แล้วอย่างที่ ๓ ให้ธรรมทาน นี้ก็ต้องมีผู้รับ; ๓ อย่างนี้มันเป็นทานที่มีผู้รับ.

น.88 ทีนี้ อีกประเภทหนึ่งตรงกันข้าม จะต้องขอเรียกเอาเองว่า สุญญตาทาน. นี่ท่านทั้งหลายคงไม่เคยได้ยิน ไม่เคยได้ยินสุญญตาทาน แต่มันเป็นเรื่องที่มีกล่าว อยู่ในพระบาลี ในพระคัมภีร์ เป็นเรื่องการบริจาคด้วยเหมือนกัน แต่ไม่มีใคร กล่าวไว้หรือไม่ได้เรียกไว้ว่า "สุญญตาทาน" โดยตรง แต่พูดไว้โดยเนื้อเรื่อง แล้ว เราก็มองเห็นชัดว่า อ้าว ! นี่มันเป็นการให้ที่เนื่องด้วย สุญญตา. สุญญตาทาน ที่ว่านี้ คือทานประเภทที่ไม่ต้องมีผู้รับ แล้วไม่เวียนว่ายไปในวัฏฏะอีกต่อไป. ขอทบทวนอีกทีว่า เราจะพูดถึงเรื่องทานการบริจาคมี ๔ ชนิด : ๓ ชนิดแรกคือให้วัตถุเป็นทาน, ให้อภัยเป็นทาน, ให้ธรรมะเป็นทาน, นี้ต้องมี ผู้รับ ; อย่างที่ ๔ ให้สุญญตาทาน คือให้ทานที่เนื่องด้วยสุญญตา นี้ไม่ต้องมีผู้รับ. ทีนี้ ก็จะว่าโดยละเอียดทีละอย่าง ๆ :- ๑. อามิสทาน ทานอย่างที่ ๑ เรียกว่า "อามิสทาน" หรือวัตถุทานก็ได้ แล้วแต่ จะเรียก : วัตถุทานคือให้วัตถุ อามิสทาน ก็คือให้อามิส. อามิสคำนี้แปลว่า เหยื่อ ฟังแล้วน่าขยะแขยง. อามิสนี้หมายถึงของที่จะกินทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย แม้แต่ข้าวปลาอาหารนี้ เขาก็เรียกว่า อามิส. อามิสทานเป็น ทานที่มีผู้รับ หรือต้องมีผู้รับ ; เพราะฉะนั้นจะต้องมี ผู้รับที่ดี แล้วต้องมี วัตถุทานที่ดี แล้วต้องมี การให้ที่ดี : นี่คือ หลักปฏิบัติเกี่ยวกับการให้วัตถุทาน ถ้าท่านทั้งหลายจะให้วัตถุทาน อามิสทาน ต้องเลือกดูให้ดี : ให้มีผู้รับ ที่ดี, ให้มีสิ่งของที่ดี, แล้วมีการให้หรือการกระทำการให้นั้นที่ดี, นี้เราจะได้ ว่ากันต่อไปว่า จะเลือกกันอย่างไรจึงจะดี.

น.89 ลักษณะของปฏิคาหก ที่ว่าจะต้องมีปฏิภาหกที่ดีนี้ เขาเล็งถึงผู้ที่จะมารับทาน จะดีมากดีน้อย หรือถึงกับเลว หรือถึงกับอะไรก็ได้ ทานนั้นมันก็ต่าง ๆ กัน เปลี่ยนแปลกกันไป จึงต้องเอาผู้รับทานเป็นหลัก คือ :- อย่างที่ ๑ เราให้เพราะสงสาร ผู้รับก็คือสัตว์เดรัจฉาน หรือคน ขอทาน หรือคนที่ช่วยตัวเองไม่ได้ : นี่คือปฏิคาหก เป็นสัตว์เดรัจฉานบ้าง เป็น คนขอทานบ้าง เป็นคนที่ทุพพลภาพช่วยตัวเองไม่ได้ หูหนวกตาบอดอะไรอย่างนี้ ; อย่างที่ ๒ ให้เพราะความเลื่อมใส ฉะนั้นตัวปฏิคาหก ก็คือตัวผู้ ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ : เรามีความเลื่อมใสแล้วเราจึงให้ ฉะนั้นผู้รับก็คือผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ นี้ไม่ใช่สัตว์เดรัจฉาน ไม่ใช่คนขอทาน ไม่ใช่คนทุพพลภาพ เพราะ เราให้ด้วยความเลื่อมใส ไม่ได้ให้ด้วยความสงสาร ; อย่างที่ ๓ ให้เพื่อบูชาคุณ. คนเราอย่าอวดดีไป ?” เราเป็นหนี้ บุญคุณคนอยู่รอบด้าน นับตั้งแต่พ่อแม่ บิดามารดา ครูบาอาจารย์ และผู้มี มหากรุณาธิคุณสูงสุด คือพระพุทธเจ้า และพระอรหันต์ทั้งหลาย. ถ้าเราให้ไป ในลักษณะบูชาคุณแห่งปฏิคาหกของเรานี้คือการให้เพื่อบูชาคุณ ; STOWIN HBOIN อย่างที่ ๔ ให้เพื่อใช้หนี้ นี้มันก็คล้ายๆ กับพวกบูชาคุณ แต่การ ใช้หนี้นี้คือรู้สึกในความรับผิดชอบ รู้สึกในความจำเป็นที่เราจะต้องใช้หนี้ : พระพุทธเจ้าเป็นเจ้าหนี้ พระธรรมเป็นเจ้าหนี้ พระสงฆ์เป็นเจ้าหนี้ ปูชนียบุคคล ทั้งหลายเป็นเจ้าหนี้ ครูบาอาจารย์ก็เป็นเจ้าหนี้ นี้เราก็ต้องให้เพื่อใช้หนี้ : ปฏิคาหก ก็คือเจ้าหนี้ !

น.90 นี่โดยนัยนี้เราจะเห็นได้ว่าปฏิคาหกนั่นมีต่าง ๆ ชนิดกัน เราก็ต้อง เลือกให้ได้ปฏิคาหกที่ดีอย่างที่ว่ามา. อย่างที่ ๕ ให้ทานแก่คนไม่ดี เช่นคนอันธพาล แต่เราให้เพื่อหาวิธี ให้เขากลับตัว : ที่เราอุตส่าห์ให้ทานไปครั้งนี้ ก็เพื่อเป็นอุบายอันหนึ่ง เป็นวิธี อันหนึ่ง ที่จะให้คนอันธพาลกลับตัว เราจึงให้ทานแม้แก่คนอันธพาล. ใครจะ เรียกว่าเป็นปฏิคาหกที่ไม่ดีก็ตามใจ แต่ถ้าเรามองกลับอีกแง่หนึ่ง ก็เป็นปฏิคาหก ที่ดีที่ควรให้เหมือนกัน ถ้าเราให้ไปแล้วเขากลับตัวได้. ที่นี้ มีปฏิลาหกที่ไม่ดีอีกชนิดหนึ่ง คือยิ่งให้ไปแล้วมันยิ่งขี้เกียจ ยิ่งให้ไปแล้วมันยิ่งเอาเปรียบ อย่างนี้เป็นปฏิคาหกที่ไม่ดี แต่เราก็ยังให้เพื่อว่า อย่าให้เขาเป็นภัยแก่สังคม ถ้าเราให้เขาเสียบ้าง เขาจะเป็นภัยแก่สังคมน้อยเข้า. เราให้ทานถึงขนาดนี้ ซื้อความเป็นภัยแก่สังคมเอามาเสียจากพวกอันธพาล ก็ยัง ถือว่าเป็นการให้ทานได้ ให้แก่ปฏิคาหกที่ไม่ดี. สรุปแล้วก็ว่า ปฏิคาหกที่มีอยู่ ๔ พวก คือให้เพราะสงสาร ได้แก่ สัตว์เดรัจฉานเป็นต้น, ให้เพราะเลื่อมใสในผู้ปฏิบัติดีเป็นต้น, ให้เพื่อบูชาคุณ ของผู้มีคุณ, แล้วก็ให้เพื่อใช้หนี้ผู้ที่เราเป็นหนี้บุญคุณ เป็นหนี้ทั้งทางวัตถุ เป็นหนี้ทั้งทางธรรมก็มีอยู่ ; ส่วนปฏิคาหกที่ไม่ดี มีอยู่ ๒ พวก. เราให้เพื่อให้ เขากลับตัว ; ถ้าเขาไม่ยอมกลับตัว เราก็ให้เพื่อซื้อความเป็นภัยต่อสังคมของเขา ให้มันน้อยลง.

น.91 ทั้งหมดนี้เป็นหลัก ดูให้ดีแล้ว จะเห็นว่าต้องปฏิบัติอยู่ในโลกนี้ เงิน ที่เหลือใช้ ที่อาจจะเจียดให้ได้นั้น ก็เอามาให้ทาน ให้มันครบถ้วนตามนัยที่กล่าวนี้. นี้เรียกว่าเราจะต้องเลือกปฏิคาหก หรือผู้รับทานให้ดีที่สุดเท่าที่จะหาได้ อย่าให้ การให้ทานนั้นมันเสียหลาย นี่เรื่องปฏิคาหกจบไปแล้ว. ลักษณะแห่งวัตถุทาน ทีนี้ก็จะพูดถึงเรื่องวัตถุทาน. ตัววัตถุทานคือสิ่งที่จะให้ ; วัตถุทานนี้ จะเป็นสิ่งของก็ได้ หรือว่าจะเป็นความสุขส่วนตัวที่ตนจะต้องสละออกไป เพื่อ ให้เกิดความสุขแก่ผู้อื่นก็ได้. วัตถุสิ่งของเช่นเงิน เช่นสิ่งของโดยตรงที่มันเกื้อกูล แก่ชีวิต แก่กิจการงานของเขา. ตามทางวินัย แยกวัตถุไว้เป็น ๔ คือ อาหาร เรียกว่าบิณฑบาต, แล้วเครื่องนุ่งห่มเรียกว่าจีวร, ที่อยู่อาศัยเรียกว่าเสนาสนะ, เครื่องบำบัดโรคเรียกว่าคิลานเภสัช; ตามหลักวินัย เราให้บิณฑบาต จีวร เสนาสนะ และคิลานเภสัช. ถ้าตามหลักของอภิธรรม ก็ว่าให้สิ่งที่เป็นประโยชน์ทางตา ให้สิ่งที่ เป็นประโยชน์ทางหู. ให้สิ่งที่เป็นประโยชน์ทางจมูก, ให้สิ่งที่เป็นประโยชน์ทางลิ้น, ทางผิวหนัง, ทางจิตใจ ; คือวัตถุสิ่งใดมันไปเป็นประโยชน์แก่สิ่งทั้ง ๖ นี้แล้ว เขาก็ให้ ; นี่อภิธรรมเขาว่านะ เขาว่าเขาพูดอย่างปรมัตถ์. ส่วนทางพระสูตรหรือสุตตันตะนี้ จะระบุตัววัตถุตรง ๆ ไปเลย : ให้ข้าว ให้น้ำ ให้ที่อยู่อาศัย ให้ยานพาหนะ คือว่าให้ทุกอย่างที่มนุษย์มันจะใช้เป็น ประโยชน์ได้. แม้ที่สุดให้ร่ม ให้รองเท้า อย่างนี้เขาก็เรียกว่าให้ยานพาหนะ; ให้มุ้ง กันยุง ฯลฯ อย่างนี้ มันก็แปลกออกไปจากที่พูดแล้ว ในเรื่องวินัยหรือเรื่องอภิธรรม

น.92 ทีนี้ ถ้าไม่มีวัตถุที่จะให้ มันก็ยังเล็งถึงว่า บางทีเราต้องเสียสละ ความสุขของเรา ความผาสุกของเรา ไปเจือจานเขา ก็นับรวมเข้าในวัตถุอีก เหมือนกัน. สิ่งใดที่เกื้อกูลผู้อื่นโดยเราต้องเสียสละแล้ว ก็เรียกว่า "วัตถุทาน". วัตถุทานที่กล่าวมานี้ เป็นอย่างที่ ๑. อย่างที่ ๒ การช่วยเหลือทางเรี่ยวแรง ทางเงินทอง ทางสติปัญญา ทางอำนาจวาสนา นี่แหละเราช่วยเหลือผู้อื่นได้หลาย ๆ ทาง : ทางเรี่ยวแรงนี้ไม่ ถึงกับเสียความสุขส่วนตัว แต่เราก็ต้องเสียเรี่ยวแรง หรือเสียเวลาอะไรบางอย่าง หรือมิฉะนั้นก็ช่วยเหลือทางการเงิน หรือมิฉะนั้นก็ช่วยเหลือด้วยอำนาจวาสนา สติปัญญา ที่เขาเรียกกันว่า น้ำลายไอปากอย่างนี้ มันก็เป็นเครื่องมือ สำหรับไป ช่วยเขาได้เหมือนกัน ; ฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ก็เรียกว่า "วัตถุทาน" ลักษณะแห่งความเป็นธรรม วัตถุแห่งทานนี้ มันมีจำกัดอยู่ว่า ต้องประกอบด้วยธรรม : ต้องได้มา โดยธรรม วัตถุที่เราจะให้ทานไปนั้น มันต้องเป็นธรรม ; คือว่ามันต้อง ถูกต้องและเหมาะสม แล้วเราได้มาโดยธรรม ไม่ใช่ลักขโมยมา : ตัววัตถุมันก็ เป็นธรรมอยู่แล้ว คือว่าเหมาะสมที่คนผู้รับเขาควรจะได้รับ ไม่เป็นโทษ ; แล้ว วัตถุนี้เราได้มาโดยธรรม ได้มาอย่างเป็นธรรม. เงินหรือของที่จะทำทานนี้ มันควรได้มาโดยธรรม อย่าไปโกงมา มันเป็นเรื่องตบตา เป็นเรื่องวกวนอะไร ชอบกล เช่นขโมยก็จะไปแก้ตัวว่า "ไม่มีอะไรให้ทาน วันนี้ไปขโมยเขาหน่อยโว้ย เพื่อเอามาให้ทาน" มันไม่ควรเตลิดเปิดเปิงไปถึงอย่างนี้ วัตถุนั้นมันต้องเป็น ธรรม แล้วก็ได้มาโดยธรรม. ทีนี้ อย่างที่ ๓ นี่ไปไกลไปถึงกับว่า เสียสละอวัยวะเลือดเนื้อ เสียสละ ชีวิต เสียสละบุตรภรรยา ออกเป็นทาน มันกลายเป็นทานของพระโพธิสัตว์ไป

น.93 แต่ก็มีผู้ทำ มีผู้กระทำมาแล้ว : บางทียอมเสียอวัยวะ เช่นลูกตา เช่นแขนขาอะไร ของตนให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น หรือบางทีก็เสียสละชีวิตนี้. มีเรื่องพระโพธิสัตว์อยู่หลายเรื่อง เสียสละชีวิตให้เสือกินก็มี เพื่อว่า เสืออย่าไปกินลูกของมัน นี้มันเป็นวิธีของโพธิสัตว์. แล้วก็เสียสละบุตรภรรยา เป็นเรื่องชินหูพวกเราที่สุด คือพระเวสสันดรนี้ มันเป็นเรื่องน้ำใจของมหาบุรุษ จึงจะทำอย่างนี้ได้ การบัญญัติในตอนหลังแบ่งเป็นทาน ๓ ชั้น : ทานบารมี ทานตาม ธรรมดา ให้ของที่ตามธรรมดา เขาก็ให้ ๆ กันอยู่ ทานอุปบารมี สูงขึ้นไป เป็นทานขนาดกลาง นี้ก็ให้สิ่งที่ให้ได้ยาก ถึงขนาดให้อวัยวะร่างกายนี้, แล้ว ทานปรมัตถบารมี ให้สิ่งที่แสนจะให้ยาก เช่นให้ลูกให้เมียไปเป็นทานอย่างนี้ เป็นต้น. ทั้งหมดนี้มันเป็นเรื่องของวัตถุทาน : เป็นวัตถุสิ่งของก็มี, เป็นความ ช่วยเหลือทางเรี่ยวแรงสติปัญญาก็มี, เป็นการให้ชั้นอุกฤษฎ์ : ให้อวัยวะ ชีวิต บุตร ภรรยาก็มี. ใครจะทำได้เท่าไร ก็ไปเลือกเอาเอง. ทั้งหมดนี้เราพูดกันเรื่องวัตถุ หรือตัววัตถุที่จะถูกให้ไปเป็นทานโดยสิ้นเชิง ลักษณะวิธีการให้ ทีนี้เรื่องที่ ๓ ก็จะพูดถึงการให้หรือวิธีให้. การให้นี้ต้องดีด้วย. ที่เป็น หลักใหญ่ก็ต้องมีเจตนาแห่งการให้นั้นบริสุทธิ์ : การให้ไปนั้นมีเจตนาบริสุทธิ์

น.94 ไม่ใช่เพื่อตกเบ็ดคนอื่น. เดี๋ยวนี้เขาให้เป็นแสนเป็นล้าน ร้อยล้านพันล้านนั้น มันเพื่อตกเบ็ดคนอื่นเอามาเป็นพวก แล้วก็แสวงหาประโยชน์ด้วยกัน ; อย่างนี้ เจตนาไม่เป็นทาน และไม่บริสุทธิ์เอาเสียเลย. อีกอย่างหนึ่งต้องพอใจต้องยินดี : เมื่อคิดว่าจะให้ก็ต้องอิ่มอกอิ่มใจ ; เมื่อให้อยู่ก็อิ่มอกอิ่มใจ; เมื่อให้เสร็จแล้วก็อิ่มอกอิ่มใจ : นี่เพราะว่ามันเป็นการ กระทำที่ถูกต้อง มันจึงอิ่มอกอิ่มใจทั้ง ๓ เวลา : ก่อนให้ กำลังให้ และให้แล้ว ; นี้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าถูกต้องแน่. ทีนี้การให้ที่ดีนั้น ต้องมีการเลือกเฟ้น สิ่งของที่จะให้นั้นต้อง เลือกเฟ้นให้ถูกต้อง ให้เหมาะสม ; แล้วเวลาที่จะให้ก็ต้องเลือกเฟ้นให้มันถูกต้อง เหมาะสม. ถ้าเราไม่เลือกเรื่องเวลาแล้ว มันจะประดังกันเข้ามา ; คนรับทาน ก็เอาไปเททิ้ง ; อย่างการทำบุญทำทานของเราในบางโอกาส เหลือมากจนไม่รู้ จะเอาไปไหน อย่างนี้มันผิดเวลา ; ควรจะทำให้ถูกเวลา. มีคนเล่าให้ฟังว่า ที่ไปฮัจยีกันที่เมืองเมกกะนั้น : เขามีระเบียบ มี ธรรมเนียมให้ทานเหมือนกัน ; คือคนแต่ละคนที่ไปนั้น จะต้องบริจาคเงินค่าแพะ ตัวหนึ่งบ้าง สองตัวบ้าง ; แล้วฆ่าแพะนั้นไว้เป็นทานเพื่อว่าคนที่ไม่มีสตางค์จะได้ อาศัยเป็นอาหาร. แต่มันมีคนบริจาคมากเกินคาด แพะที่ถูกฆ่านี้กองเป็นภูเขา แล้วไม่มีใครกินหวาดไหว มันก็เลยเน่าหมด เหม็นคลุ้งไปหมด สำหรับแร้งกิน อย่างนี้. นี่การให้ทานมันผิดเวลาผิดสถานที่ มักจะมีด้วยกันทุกศาสนา เพราะว่า ศรัทธามันมากเกินไป ; ฉะนั้น จึงต้องเลือกสิ่งของ ต้องเลือกเวลา เลือก

น.95 สถานะการณ์ เลือกบุคคล เลือกอะไรเลือกให้ดี. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า " เลือกเฟ้นเสียก่อนแล้วจึงให้ทาน นี้พระสุคตสรรเสริญ." ทีนี้อาการที่ให้ต้องถูกต้อง ต้องเคารพ ต้องเหมาะสม อย่างน้อย เราต้องเคารพในทานของเรา : แม้เราให้แก่คนขี้เรื้อน เราก็มีความเคารพในทาน ของเรา เพราะมันเป็นการประพฤติธรรม; ฉะนั้นเราต้องเคารพ. ทีนี้เราจะต้องเลือก ให้เป็นการให้ที่มีประโยชน์กว้างขวาง ; ดังนั้น มันจึงเกิดมีสังฆทาน มีบุคคลิกทาน. ให้บุคคลิกทาน คือให้แก่คนที่เรารัก เราชอบเป็นคน ๆ ไป. ให้สังฆทาน นั้นให้เป็นส่วนรวมแก่หมู่แก่คณะ แก่คณะสงฆ์ มีพระ พุทธเจ้าเป็นประมุข; อย่างนี้ก็เรียกว่า "สังฆทาน". ถ้าชอบใจพระองค์นั้นองค์นี้ ก็เอาไปให้เป็นส่วนตัว ; นี้ก็เรียกว่า "ปุคคลิกทาน" มันคับแคบ ทั้งหมดนี้ มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับวัตถุทานทั้งนั้น : ปฏิดาหกก็ดี วัตถุ ทานนั้นก็ดี การให้นั้นก็ดีดังนี้แล้ว; นี้ก็เป็นเครื่องวัดว่าการให้ทานนี้ดีแน่. ทีนี้ ขอเตือนว่าระวังให้ดีอีกอย่างหนึ่ง คือการให้วัตถุทานอย่างนี้ มันเป็นไปเพื่ออาสวะก็มี, ไม่เป็นไปเพื่ออาสวะก็มี ทานเป็นไปเพื่ออาสวะนั้นมันเพิ่มกิเลส ‘: มันอยู่ที่เจตนาค้ากำไร เกินควร : ทำบุญให้ทานแล้วก็จบแล้วจบเล่า. สังเกตดูเห็นว่าให้มันได้ผลร้อยเท่า

น.96 พันเท่าหมื่นเท่า คล้าย ๆ กับว่าทำบุญบาทหนึ่งได้วิมานหลังหนึ่งอย่างนี้ ; นี้มัน เป็นการค้ากำไรเกินควร ; เป็นการ ให้ทานชนิดที่เป็นไปเพื่ออาสวะ ; คือเพิ่ม ความเห็นแก่ตัวให้มากขึ้น . เขาก็ไม่ได้ตำหนิว่าผิดอะไรนัก แต่ระบุให้เห็นว่านี้เป็นอาสวฐานียะ คือเป็นที่ตั้งแห่งกิเลส แห่งอาสวะที่มากออกไป. เมื่อก่อนเรายึดถือน้อย ทีนี้พอได้ผลมากเข้าก็เลยยึดถือมาก ; นี้จึงมี อาสวะมาก ก็กลับจะมีความทุกข์เพราะความยึดถือมาก เพราะเนื่องจากการให้ทาน ชนิดนี้. ทานชนิดนี้เขาเรียกว่า มันเป็นไปเพื่ออาสวะ. ทานที่ไม่เป็นไปเพื่ออาสวะ คือตรงกันข้าม : ให้เพื่อให้มัน หมดไป : ทำลายความยึดมั่นถือมั่นให้หมดไป ทำลายความเห็นแก่ตัวให้หมดไป. เช่นบริจาคออกไปนี้ ไม่มัวจบอยู่ว่าเอาวิมานหนึ่งหลัง เอาวิมานสิบหลัง เอาอะไร อย่างนั้น ; แต่ให้ไปโดยคิดว่า จงไปเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นเถิด ; เราไม่ ต้องการอะไร นอกจากความไม่เห็นแก่ตัว ; ให้ไปเพื่อทำลายความเห็นแก่ตัว ของเรา แล้วให้ไปเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นเถิด ,เราไม่ต้องการเอาสิบเท่าร้อยเท่า พันเท่า เหมือนที่เขาต้องการกัน. นี่คือข้อที่ต้องระวังให้ดี : ให้เพื่อเอากำไรเกินควรนั่นแหละ คือการ เวียนว่ายไปในวัฏฏะอีก แล้วก็เป็น อุปธิ คือเป็นของหนักที่จะต้องแบกเอาไป. มันรวยกว่าเก่า มันก็ต้องแบกเอาไปมากกว่าเก่า มันจึงเป็นของหนัก ; แต่ถ้าให้ โดยไม่เอาอะไรตอบแทนอย่างนี้มันเป็นของเบา ; เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นทานที่ เป็นไปเพื่อนิพพาน

น.97 การให้ที่เป็นไปเพื่อนิพพานนี้ ต้องเบา, ให้ที่เอากำไรมาก ๆ มันก็ ต้องหนัก ; จะให้ทานชนิดไหนก็เลือกเอาเองก็แล้วกัน หลักปฏิบัติมันมีอยู่อย่างนี้. ถ้าการให้ไม่ดี : ให้อย่างหลับหูหลับตา มันทำให้มีคนอันธพาล มากขึ้น ; ทำให้มีอลัชชีในพุทธศาสนามากขึ้น. ถ้าให้ไม่เป็น ให้ไม่ดีมันเพิ่ม อันธพาล เพิ่มอลัชชีขึ้นมาในโลกนี้ . นี่มันยิ่งร้ายไปกว่าเสียอีก นี้คือสิ่งที่ต้อง ระวังให้ดีในการให้ทาน. หลักปฏิบัติที่เกี่ยวกับการให้วัตถุทาน มันก็จะมีเพียงเท่านี้ โดยหัวข้อ สำคัญ ๆ. ถ้าพูดกันโดยรายละเอียด ให้แสดงอานิสงส์ได้สวรรค์วิมาน พูดกัน ตั้งปียังไม่จบ. จะพูดแต่หัวข้อที่จะต้องรู้ไว้และปฏิบัติให้สำเร็จประโยชน์เกี่ยวกับ วัตถุทาน คือให้สิ่งของ. ๒. อภัยทาน ทีนี้ ก็มาถึงทานอย่างที่ ๒ เรียกว่า " อภัยทาน ". แม้สิ่งที่เรียกว่า อภัยทานนี้ ก็ต้องมีปฏิคาหก : มีผู้รับเหมือนกัน. อภัยทานหมายถึงให้อภัย. คำว่า " อภัย " นี้แปลว่า " ไม่ต้องกลัว " เราให้อภัย : คือเราให้ความไม่ต้องกลัว แก่บุคคลนั้น : แปลว่าบุคคลนั้นไม่ต้องกลัวเรา ; นี่คือให้อภัย ทีนี้ บางคนอาจจะคิดว่านี้มันไม่ใช่ให้ทาน. นี่มันไม่รู้ เขาพูดไปทั้งที่ ไม่รู้ : การให้อย่างนี้ก็เรียกว่าให้ทาน แต่เขาเรียกว่าอภัยทาน ; เป็นสิ่งที่ให้ กันได้ : ให้ได้ทั้งทางกาย ให้ได้ทั้งทางวาจา ให้ได้ทั้งทางจิตใจ. ทางร่างกาย เขามาขอขมาขออภัยเราก็รับ, ทางวาจา เราก็บอก อโหสิกรรม, ทางจิตใจเราก็สลัดความโกรธความอาฆาตจองเวร ; อย่างนี้ก็ เรียกว่า อภัยทาน ทั้งนั้น ; มีได้ทั้งทางกาย ทางวาจา ทางใจ.

น.98 ทีนี้ จะแยกประเภทให้เห็นชัด ว่าอภัยทานนี้ อย่างน้อยก็มีอยู่สัก ๓ อย่าง : อภัยทานอย่างแรก คือ การให้อภัยโทษ ให้ขมาโทษ คือยอมรับการ “ขมาโทษ เรียกว่าให้อภัยโทษ รับการขอขมา ; เข้าใจกันดีแล้วไม่ต้องอธิบายก็ได้. อย่างที่ ๒ เราไม่เบียดเบียนไม่ประทุษร้ายใคร นั่นแหละคือให้ อภัยทานเหมือนกัน. เราจงเป็นอยู่อย่างไม่เบียดเบียน อย่างไม่ประทุษร้ายใคร ที่เขาเรียกกันว่า "ศีล ศีล" นั่นแหละคืออภัยทาน. เราไม่ประทุษร้ายไม่เบียดเบียน แก่ชีวิต แก่ร่างกาย หรือแก่น้ำใจ ไม่เบียดเบียนเนื้อตัวของเขา ไม่เบียดเบียน จิตใจของเขา ไม่ทำลายชีวิตของเขา ทุกระดับเลย นับตั้งแต่สัตว์เดรัจฉานขึ้นมา จนถึงมนุษย์ จนถึงกระทั่งเทวดาหรือพรหมอะไรถ้ามันจะมี. แปลว่าสิ่งที่มีชีวิต มีความรู้สึกคิดนึกแล้ว เราไม่เบียดเบียนให้เขารู้สึกกระทบกระทั่งเป็นทุกข์ ; นี้เรียกว่าให้ความไม่เบียดเบียน ความไม่ประทุษร้าย. อย่างที่ ๓ แผ่เมตตาจิตอยู่เป็นปกติ ทุกวันทุกคืนทุกลมหายใจเข้าออก แผ่เมตตาจิตอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก; นี้ก็คืออภัยทาน. นึกดูแล้วก็น่ารวย ในข้อที่ว่าอภัยทานนี้ไม่ต้องลงทุนสักสตางค์หนึ่ง ก็ได้, ถ้าเราสร้างโบสถ์หลังหนึ่งต้องเสียหลายแสนนะ; แต่ทำอภัยทานนี้ ไม่ต้องให้สตางค์สักสตางค์หนึ่งก็ทำได้ แล้วยังจะมีผลสูงกว่าเสียด้วย. เอ้า ! พูดไป เดี๋ยวจะถอยศรัทธาอย่าพูดดีกว่า. แต่ขอให้รู้ไว้ว่า อภัยทานนี่มันทำยากกว่าที่จะให้วัตถุ เพราะมัน เป็นเรื่องจิตใจมากขึ้นไปอีก . คนถือตัว ใครมาขอขมาก็ไม่ยอมให้ แล้วเป็น อยู่อย่างทำผู้อื่นเดือดร้อนอยู่เรื่อย : ไม่รักผู้อื่นไม่เห็นใจผู้อื่น ; นี่เรียกว่าไม่มี อภัยทาน.

น.99 ฉะนั้นขอให้ตัดสินใจแน่ลงไป ว่าเรานี้ตั้งแต่วันนี้ไป จะสะสางเรื่อง อภัยทานนี้ให้เป็นชิ้นเป็นอัน. สำหรับวัตถุทานก็ทำมามากแล้ว อย่างเมื่อเช้านี้ ก็เห็นอยู่ว่าเป็นวัตถุทาน ที่ไหน ๆ ก็มีแต่วัตถุทานเห็นง่าย แต่เรื่องอภัยทานนี้ ดูยังโหรงเหรง แล้วไม่ค่อยเห็นด้วย. นี่ขอให้ไปชำระสะสาง คือทำให้มันมีขึ้น ให้มันครบถ้วน ให้มันถูกต้อง ว่า : ๑. ให้อภัยโทษ ยอมรับขมา ๒. ไม่เบียดเบียน ไม่กระทบกระทั่ง ไม่ประทุษร้ายใครหมด ๓. อยู่ด้วยจิตที่แผ่เมตตาทั้งกลางวันและกลางคืน ทั้งหมดนี้ก็เป็นอภัยทาน เป็นทานอย่างที่ ๒ ; ๓. ธรรมทาน ทานอย่างที่ ๓ เรียกว่า " ธรรมทาน ” คือให้ธรรมะเป็นทาน คำว่า " ธรรม " ในที่นี้หมายถึง ความรู้ ที่เขารู้แล้วเขาจะพ้นทุกข์ ได้ เรียกว่า ธรรมในที่นี้ ; แล้ว ทาน ก็คือ การให้ ทานที่ ๓ นี้ก็ต้องมีปฏิคาหก คือผู้รับ อีกเหมือนกัน ; ธรรมทานนี้ไม่เป็นไปเพื่อกิเลสอาสวะ เพราะมันเป็นเรื่องของ วิชาความรู้ของปัญญา ไม่ลุ่มหลงง่ายเหมือนวัตถุทาน ธรรมทานนี้มีได้เป็น ๒ อย่าง คือ โดยตรงและโดยอ้อม : โดยตรง เช่น อาตมากำลังพูดเรื่องที่มีประโยชน์ให้ท่านทั้งหลายฟัง อย่างนี้ก็เรียกว่าให้ ธรรมทานโดยตรง ; ส่วนชนิดที่เป็นโดยอ้อมนั้น ก็คือว่าผู้ที่ช่วยสนับสนุนให้ เป็นได้อย่างนี้ เช่น อาตมาต้องการจะพิมพ์หนังสือให้มันแพร่หลายอย่างนี้ มี เยอะแยะหลายคนช่วยจัดพิมพ์ ; นี่เขาก็เป็นผู้ให้ธรรมทานโดยอ้อมในเมื่ออาตมา เป็นผู้ให้ธรรมทานโดยตรง.

น.100 ธรรมทานมีได้ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ; แล้วก็ต้องมีผู้รับทานจึงจะ สำเร็จประโยชน์ : ถ้าให้ไปแล้วไม่มีใครรับ มันก็เป็นหมันเหมือนกัน จะพิมพ์ หนังสือจนท่วมโลก แต่ถ้าไม่มีใครอ่าน มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร ; หรือเทศน์ให้ เท่าไร ๆ ถ้าไม่มีใครฟัง มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร ; นี้เรียกว่า ต้องมีปฏิคาหก. ทีนี้ธรรมทาน อาจจะแจกแจงออกไปเป็น ๓ ประเภท อีกด้วย คือ อย่างน้อยมันก็มี ๓ ระดับ : ระดับที่ ๑ ให้ความรู้พื้นฐานเบื้องต้น ทั่ว ๆไป เป็นทาน : หมายถึง ความรู้สามัญชั้นพื้นฐาน ให้ความรู้แม้แต่เรื่องเรียน ก. ข. ก. กา. เรียนหนังสือ หนังหาเบื้องต้นนี้ก็สงเคราะห์เข้าในธรรมทาน. ฉะนั้นครูบาอาจารย์ทั่วไป ก็อยู่ในฐานะผู้ให้ธรรมทานทั้งนั้น ; แม้แต่ พ่อแม่อุตส่าห์สอนลูกสอนหลานให้รู้ประสีประสา นี้ก็เป็นธรรมทาน ; หรือมาก ไปกว่านั้นอีก สอนให้มันกินข้าวเป็น สอนให้มันอาบน้ำเป็น สอนให้มันรู้จักรัก ความดี; อย่างนี้ก็เป็นธรรมทาน : พ่อแม่สอนลูกเล็ก ๆ ให้รู้สิ่งที่ควรรู้อย่างพื้นฐาน นี้ก็เรียกธรรมทาน ; แล้วสอนหนังสือหนังหาสอนวิชาอาชีพ นี้ก็เรียกว่าธรรมทาน ชั้นต่ำชั้นต้น แต่มันเป็นขั้นพื้นฐาน ถ้าไม่มีชั้นพื้นฐานแล้ว ชั้นต่อไปมันก็มีไม่ได้ ; ฉะนั้นเราจะต้องสนใจ. โดยตรงก็สอนไป โดยอ้อมก็ช่วยให้มันสำเร็จ เช่นช่วยสร้างโรงเรียน ช่วยสร้าง อุปกรณ์การศึกษาอะไรต่าง ๆ นี้ก็เป็นการให้ธรรมทานโดยอ้อม. เช่นเราให้ กระดานดำ ให้อะไรเหล่านี้ เราไม่เรียกว่าวัตถุทาน เราเรียกว่าธรรมทานโดยอ้อม : อุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อประโยชน์แก่การที่จะทำให้เกิดวิชาความรู้ นี้เราเรียกว่าธรรม- ทานโดยอ้อม. ธรรมทานโดยตรงก็พูดไปตรง ๆ ในเรื่องที่จะต้องพูดนั้น อย่างต่ำ ก็คือว่า ความรู้พื้นฐาน.

น.101 ทีนี้ ชนิดที่ ๒ สูงขึ้นมา เราเรียกว่า แสงสว่างในทางวิญญาณ : ให้แสง สว่างในทางวิญญาณ ; นี่จะเป็นธรรมะ หรือเป็นศาสนา เป็นธรรมะที่สูงขึ้นกว่า ระดับธรรมดา จึงเรียกว่าแสงสว่างทางวิญญาณ ; เช่น เทศน์เรื่องดับทุกข์ สอน เรื่องดับทุกข์ อย่างนี้เป็นการให้แสงสว่างทางวิญญาณ ; คือชี้หนทางแห่งการเดิน ของชีวิต ชี้ทางเดินของชีวิต ให้มันสูงขึ้นไป จนรู้ว่ามันเป็นอย่างไร. เราสอนเด็ก ๆ ให้รู้หนังสือ ก. ข. ก. กา. ในโรงเรียนในมหาวิทยาลัยนี้ เด็ก ๆ ก็ยังไม่รู้ว่า เกิดมาทำไม? เกิดมาแล้วจะทำอะไร จะไปข้างไหนมันยังไม่รู้; มันรู้แต่วิชาเรื่องปากเรื่องท้อง นั้นเป็นเบื้องต้น. ทีนี้ พอมาถึงขั้นที่ ๒ นี้ ให้แสงสว่างแก่วิญญาณ เพื่อจะเดินทาง ไปให้ถูกต้อง . นี้คือหลักธรรมะในพุทธศาสนา หรือศาสนาใดก็ตาม ; นี้เป็นตัว ธรรมทานแท้อยู่ที่นี่. แล้วก็มีโดยอ้อมอีกเหมือนกัน : ช่วยสร้างวัดสร้างวา สร้าง โบสถ์สร้างวิหาร สร้างอะไร ถ้าว่ามันเป็นไปเพื่อให้คนลืมหูลืมตาแล้ว ก็เป็น ธรรมทานแม้โดยอ้อม ถ้าไม่อย่างนั้นมันเป็นวัตถุทาน เพื่อความสะดวกสบาย แสงสว่างทางวิญญาณนี้ ขอให้ช่วยฟังให้ดี ๆ ว่าไม่จำเป็น จะต้องไพเราะเสมอไป . ถูกแล้วพระพุทธเจ้าท่านตรัสกำชับกำชาอยู่เสมอว่า "จงไปประกาศพรหมจรรย์ จงแสดงธรรม ให้มีความไพเราะในเบื้องต้น มีความ ไพเราะในท่ามกลาง มีความไพเราะในเบื้องสูง". ไพเราะอย่างนี้ ไม่ได้หมายความว่า ไพเราะหู ; แต่หมายความว่าไพเราะแก่จิตใจ ; คือสบายแก่จิตใจ เป็นประโยชน์แก่ จิตใจ. เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว หลักมันก็มีต่อไปถึงกับว่า แม้คำด่าก็เป็นธรรม- ทาน . พระพุทธเจ้าท่านตรัสเองว่า ให้ทุกคนถือว่า คำด่าเป็นคำชี้ขุมทรัพย์ .

น.102 คำด่าของบิดามารดา ครูบาอาจารย์ นั้นเป็นคำชี้ขุมทรัพย์ เพราะฉะนั้นคำด่า ชนิดนี้ ก็เป็นธรรมทาน ถ้าเราไม่ได้อาศัยธรรมทาน "ด่า" ชนิดนี้ เราคงไม่เป็นเนื้อเป็นตัว ฆาอย่างนี้ คงเหลวไหลกว่านี้ .. นี่คำขนาบคำด่า ของบิดามารดาครูบาอาจารย์ช่วย สร้างเนื้อสร้างตัวเรามา จนมาอยู่ในสภาพอย่างนี้. การถือว่าแม้แต่คำด่าก็เป็นธรรมทาน เพราะว่ามันเป็นคำด่าด้วยความ หวังดี ด้วยความรักลูก ด้วยความรักศิษย์ ด้วยความรักเพื่อนมนุษย์จึงได้ค่า ; ฉะนั้นคำด่านั้นจึงเป็นคำชี้ขุมทรัพย์ : มันมีความหมายเฉพาะของมัน ไม่ใช่ด่า ด้วยกิเลส : มันค่าด้วยความอยากให้ดี. แม้แต่คำโกหก ถ้าโกหกด้วยความหวังดี ให้คนประพฤติดี มัน ก็เป็นธรรมทาน เพราะพูดดี ๆ มันไม่เชื่อ ต้องพูดโกหกมันจึงเชื่อ แล้วมันไม่ไป ทำความชั่ว ฉะนั้นคำพูดโกหกนั้นกลายเป็นธรรมทานไปได้ เพราะว่าทำด้วย เจตนาดี. แต่ถ้าโกหกเพื่อลักล้วงเอาประโยชน์ของเขา นี้ไม่ใช่ : นี้คนละเรื่อง คนละอัน. คำโกหกอย่างนี้พาลงไปในนรก ส่วนคำโกหกที่ทำให้คนบางคนกลับดี ได้ นี้เป็นธรรมทานโดยอ้อม ชั้นพิเศษ ! สรุปธรรมทานอย่างที่ ๒ นี้คือให้แสงสว่างเป็นทาน ให้ธรรมะเป็นทาน ทีนี้ อยากจะแถมอย่างที่ ๓ : ให้ นิพพานเป็นทาน เสียเลย. คนไม่ เคยฟัง ฟังไม่ถูก. ให้นิพพานเป็นทานนี้ ลองคิดดูที่ว่า มันให้อะไร ? หลายคนชอบ

น.103 พูดว่าท่านพุทธทาสนี้ชอบว่าเอาเอง พูดเอาเอง ไม่ใช่เรื่องจริง หรือไม่ใช่เรื่องมีใน คัมภีร์ ว่าไปอย่างนั้นก็ได้ ; ข้อนี้ไม่ใช่พูดเอาเอง ไม่ใช่ว่าเอาเอง มันมีอยู่ใน คัมภีร์ แต่เขาเรียกชื่อไม่เหมือนกัน ; นี่เราเอามาเรียกชื่อธรรมดาสามัญให้ฟังถูก ให้มันเป็นที่เข้าใจง่าย จับฉวยเอาง่าย : ให้นิพพานเป็นทาน นี้อยากจะจำกัดความหมายลงไปว่า เราทำโดย วิธีใดวิธีหนึ่ง ที่ทำให้ผู้นั้นได้ชิมรสของพระนิพพาน คือความเย็นใจ. ถ้าท่านทั้งหลายได้ทำบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ให้ได้รับความเย็นใจ เยือกเย็นสงบเย็นในจิตใจจริงแล้ว นี่เรียกว่าให้นิพพานเป็นทาน โดยตรงบ้าง โดยอ้อมบ้าง ชั้นต้นบ้าง ชั้นกลางบ้าง ชั้นปลายบ้าง. อยากจะอวดสักหน่อย : เขาว่าเราขี้อวดนัก เราก็อยากจะอวดว่า ที่นั่งกันอยู่ตรงนี้ นี่แหละคือให้นิพพานเป็นทาน; เพราะว่าได้จัดอะไรไว้ หลาย ๆ อย่าง : พอมานั่งตรงนี้แล้วเย็นอกเย็นใจ.ไอ้ตรงนี้มันให้ความเย็นอกเย็นใจ! เย็นอกเย็นใจเพราะอะไร ? เพราะมันลืมตัวกูของกู เมื่อมานั่งลงตรงนี้ ทุกคนลืมตัวกู ลืมของกู ลืมบ้าน ลืมของกูที่บ้าน แล้วลืมตัวกว่ามีชีวิตอยู่ จิตมัน ว่าง มันเลยสงบเย็น ดื่มรสตัวอย่างของพระนิพพาน ณ ตรงที่นั่งอยู่แถวนี้ ตรงนี้แหละ ; ฉะนั้นเราจะพูดว่าตรงนี้แหละ เป็นที่ให้นิพพานเป็นทาน . ใครไม่เชื่อก็ลองคิดดู ค้านดูก็ได้ ว่าตรงนี้มีการให้นิพพานเป็นทาน ? ตรงนี้มันทำให้ลืมตัวกู ของกู จิตว่างปราศจากตัวกู ของกู ได้รับความเย็นชนิด พิเศษของนิพพาน : เป็นการชิมลองชั่วคราว ประจวบเหมาะบังเอิญ ยังไม่ใช่ นิพพานแท้ นิพพานถาวร นิพพานตลอดกาลอะไร แต่ก็มีรสชาติอย่างเดียวกัน

น.104 คือเย็นใจสบายใจบอกไม่ถูก. แม้สิ่งที่เรียกว่า มหรสพทางวิญญาณ นี้คือการให้ นิพพานเป็นทานด้วย ไม่ใช่เพียงแต่ให้ความรู้อย่างเดียว. การจัดก้อนหิน จัดต้นไม้ จัดสระน้ำลำธารอะไรไว้อย่างนี้เป็นมหรสพ ทางวิญญาณ : คนที่มาก็ได้รับความเย็น ความสบายใจที่บอกไม่ถูก นี้เป็นการชิมรส ของพระนิพพานล่วงหน้า. จะยอมให้กว้างออกไปถึงว่าแม้สร้างปูชนียสถาน สร้าง ปูชนียวัตถุ พระธาตุพระเจดีย์อะไรก็ตาม ถ้าสร้างถูกวิธีมีประโยชน์ ทำให้คน เย็นใจได้ ก็ควรจะเรียกว่าให้นิพพานเป็นทานเหมือนกัน. คนแต่ก่อนเขาสร้าง มากเพราะเหตุนี้ : สร้างพระธาตุองค์ใหญ่ประจำบ้านประจำเมือง ให้คนเห็นแล้ว สบายใจเย็นใจมีจิตใจสงบลงทันที นี้ก็เรียกว่าให้นิพพานเป็นทานได้เหมือนกัน. แต่เดี๋ยวนี้มันเพ้อ แล้วมันไม่ให้ประโยชน์อย่างนั้นเสียแล้ว เพราะกลัวว่าจะเปลือง มากเกินกว่าผลที่ได้รับ ดังนั้นมาเล่นกับธรรมชาติดีกว่า : ก้อนหินพูดได้ ต้นไม้ พูดได้ เม็ดทรายพูดได้ ! มาฟังดูซิว่า มันพูดว่าอะไร ? มันพูดว่า โอ้ย ! อย่าบ้า ไปนักโว้ย ! หยุด ! หยุด ! หยุด ! คนนี้ก็หยุด ! อย่าร้อนกันนักโว้ย เย็นกัน เสียบ้าง ! ก้อนหินพูดอย่างนี้ ต้นไม้พูดอย่างนี้ มานั่งอยู่กับก้อนหินต้นไม้นี้มัน ก็ต้องได้ยินอย่างนี้ ถ้ามีหูไม่หนวก. เดี๋ยวนี้หูมันแส่แต่จะไปหาวัตถุ หาเหยื่อ คอย ฟังว่าก้อนหินจะบอกเลขอะไร. นี่มันเคยมีที่นี่แล้ว : พอได้ยินว่าก้อนหินพูดได้ ต้นไม้พูดได้ มันก็คอยพั่งว่า ก้อนหินต้นไม้จะบอกเลขสามตัว ว่าเลขอะไร. นี่มัน เดินกันคนละทางอย่างนี้ มันไม่มีทางที่จะได้รับนิพพานเป็นทานหรอก. แต่ถ้า มานั่งดูก้อนหิน ว่ามันหยุดมันเย็นอย่างไร ต้นไม้มันหยุดมันเย็นอย่างไร เราลืม เรื่องวุ่นวาย เรื่องยึดมั่นถือมั่นกันเสียทีเถอะ มาเป็นก้อนหินกันสักพักหนึ่งเถอะ ก็ได้รับความเย็นเป็นนิพพาน. การจัดสถานที่อย่างนี้ หรือว่าวัตถุอย่างไหนก็ตาม ให้มันเกิดความ หยุดแก่จิตใจ ความเย็นแก่จิตใจแล้ว ก็ถือว่าเป็นการให้นิพพานเป็นทาน

น.105 ทั้งนั้น ซึ่งที่แท้มันก็เป็นการให้ธรรมทานชนิดหนึ่งด้วยเหมือนกัน แต่เป็นพิเศษ ไกลออกไปจนถึงกับว่า ให้ได้รับผลเลย ไม่ต้องไปมัวรีรอปฏิบัติอะไรที่ไหน อีกแล้ว. ธรรมทานตามธรรมดาต้องรับฟังแล้วเอาไปคิดเอาไปนึก แล้วนำไป ปฏิบัติจึงจะได้ผล. เดี๋ยวนี้เรามานั่งกับก้อนหินก้อนนี้ ใจมันเย็นลงไปได้ : นี่แหละเรียกว่าเป็นการให้ความเย็นใจเป็นทาน โดยเจตนาให้ท่านทั้งหลายได้รับ ความเย็นอกเย็นใจเป็นทาน. ถ้าใครเกิดได้ขึ้นมา ก็เรียกว่าให้นิพพานเป็นทาน. ทั้งหมดนี้ สงเคราะห์เป็นเรื่องธรรมทานทั้งนั้น เป็นธรรมะที่แปลก ๆ ต่าง ๆ กัน : ให้ความรู้พื้นฐาน ก. ข. ก. กา ; ให้มันรู้จักกิน รู้จักนอน รู้จัก อะไร ก็เรียกว่าธรรมทานขั้นต้น ; ทีนี้ให้แสงสว่างแก่จิตใจ ให้ทางเดินของ ชีวิตถูกต้อง ให้ชีวิตเดินถูกทาง อย่างนี้ก็เรียกว่าธรรมทานแท้ ; ทีนี้ให้ผลของ ความสงบเย็นเลย ที่นี่และเดี๋ยวนี้เลย ก็เรียกว่าให้นิพพานกะทันหัน ; รวมทั้ง ๓ ประการนี้เรียกว่าธรรมทานทั้งนั้น. จงพยายามให้มีการให้ธรรมทานให้มาก : พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ" - ในบรรดาทาน ทั้งหลายนั้น ธรรมทานชนะทานทั้งหลายทั้งปวง . นี่พระพุทธเจ้าท่านสรรเสริญ ธรรมทาน ว่าชนะทานทั้งปวง. นี้หมายความว่า ท่านหมายถึงทานประเภท ที่มีผู้รับ. อาตมาขอแบ่งแยกยกเว้นทานชนิดที่ไม่ต้องมีผู้รับ ซึ่งจะพูดอีกทีหลัง ทีนี้ ในบรรดาทานที่มีผู้รับกันแล้ว ธรรมทานสูงกว่าทานไหน ๆ หมด จนชนะเลย ; จะเป็นวัตถุทานให้สิ่งของก็ดี จะเป็นอภัยทานให้อภัยก็ดี จะเป็นธรรมทานการให้ ความรู้ก็ดี ใน ๓ อย่างนี้ ธรรมทานการให้ความรู้นี้ชนะ ; แต่ต้องเป็นความรู้จริง และดับทุกข์ได้. นี้เป็นอันว่าทาน ๓ อย่างนี้ ชี้แจงหมดไปแล้ว ในบรรดาทาน ที่ต้องมีผู้รับ

น.106 ๔. สุญญตาทาน ทีนี้ ก็จะพูดถึง ทานที่ไม่ต้องมีผู้รับ พิเศษออกไป ที่เขาจะหาว่า ท่านพุทธทาสนี้ชอบว่าเอาเองนี้ ก็คือทานประเภทนี้แหละ จะว่าเอาเอง หรือไม่ ว่าเอาเองก็ลองฟังดูซิ. พอจะพูดถึงทานประเภทนี้ มันไม่มีผู้รับ จึงมีอาการ แปลกประหลาด ; จะต้องวินิจฉัยคำบางคำกันเป็นพิเศษ. คำว่า "ทาน" แปลว่าให้, คำว่า บริจาค แปลว่าสละออกไปรอบด้าน. จาคะ แปลว่าสละ บริ แปลว่ารอบด้าน บริจาคแปลว่าสละออกไปรอบ ๆ ด้าน, แล้ว ปฏินิสสัคคะ แปลว่าให้คืน สลัดคืนหรือให้คืน. ถ้าเข้าใจคำ ๓ คำนี้ตาม ลำดับแล้ว จะเข้าใจทานอันประหลาดนี้ได้ เขาเรียกกันว่า สุญญตาทาน ทานที่ เนื่องด้วยสุญญตา. ลองฟังดูว่ามันหมายความว่าอะไร : "สุญญตาทาน" นี้ ขอบอกดังๆ เลยว่าตั้งชื่อเอาเอง. อาตมาตั้งชื่อเอา เองว่าสุญญตาทาน จะหาชื่ออย่างนี้ไม่พบในพระไตรปิฎก แต่เรื่องราวนั้นมีเยอะแยะ ไปหมด. การที่บริจาคตัวกู ของกูออกไปเสียให้หมดนี้ เรียกว่า "สุญญตาทาน". ทานนี้ไม่ต้องการปฏิคาหก ไม่ต้องการผู้รับทาน ; แล้วจะยิ่งกว่านั้นขึ้นไปอีก ทานนี้ไม่ต้องมีผู้ให้ทาน. ฟังดูซิแปลกไหม ? ทานที่ไม่ต้องมีทั้งผู้ให้ทานและ ผู้รับทาน : ถ้าทำได้จริงทำได้ถึงที่สุด จะไม่มีตัวกู ของกูผู้ให้ทาน หรือไม่มีใครจะ เป็นผู้รับทาน นี่ฟังยากขึ้นทุกที. ฉะนั้นจึงต้องขอร้องให้คิดถึงคำว่า บริจาค ๆๆ คือซัดออกไป ๆๆ ไม่เอาเข้ามา. สำหรับสุญญตาทาน ทานที่เนื่องด้วยสุญญตานี้ ถ้าเกิดถามกันขึ้นมาว่าเอา อะไรให้ ? เอาอะไรเป็นวัตถุสำหรับให้ ? ก็ตอบว่า " เอาตัวกู ของกูนั้นแหละให้"

น.107 อุปาทานความยึดมั่นถือมั่นว่านี้ตัวกู นี้ของกู เอาอันนี้แหละให้ ให้ออกไปให้มัน หมดตัวกู ของกู แล้วมีความว่างเกิดขึ้นมาแทน. นี่ทานที่เนื่องด้วยสุญญตา ความว่าง มันเป็นอย่างนี้. เดี๋ยวนี้ทุกคนมันหวงตัวกู หวงของกู มันไม่อยากให้ใคร. มันยิ่งมีตัวกู ยิ่งมีของกู มันยิ่งหวงไอ้สิ่งที่เรียกว่าตัวกู ของกู มันไม่อยากให้ ; แล้วจะพูดกันรู้เรื่องได้อย่างไรเล่า : มันล้วนแต่ไม่อยากจะให้. เดี๋ยวนี้อาตมา บอกว่าต้องให้ ! ตัวกู ของกู นี้อย่าเอาไว้ มันร้อนเป็นไฟ. ทีนี้ ตัวกู ของกูที่ร้อน เป็นไฟนี้ เอาไปให้ใคร ใครมันจะเอาล่ะ นอกจากคนโง่ ; "คนฉลาดไม่มีใคร จะรับเอาไป. มันเป็นไฟ มันร้อนเป็นไฟ กิเลสหรือความทุกข์นี่มันร้อนเป็นไฟ เอาไปให้ใคร ไม่มีใครเอา. ทีนี้ ตัวกู ของกูนี้จะถูกให้ออกไป แล้วใครจะเป็นผู้ให้ ? มันก็ ต้องความว่างจากตัวกู ของกู คือจิตที่ประกอบอยู่ด้วยสติปัญญาเป็นผู้ให้. จิต ที่ประกอบอยู่ด้วยสติปัญญานี้ ไม่ใช่ตัวกู ไม่ใช่ของกู. จิตที่ประกอบอยู่ด้วยสติ ปัญญานี้ มันจะให้สิ่งที่เรียกว่าตัวกู ของกูออกไปให้หมดสิ้น. นี้เรียกว่าไม่ต้องมี ตัวผู้ให้ก็ได้ เพราะจิตนั้นไม่ใช่ตัวตน. ถ้าจิตเป็นตัวตน มันก็ไม่ให้อีกนั่นแหละ. เรียกว่าไม่มีผู้ให้ก็ได้ ไม่มีผู้รับก็ได้ ; ให้ใคร ใครก็ไม่เอา. ถ้ามีตัวตนแล้ว มันให้ไม่ได้ : มันต้องไม่มีตัวตน มันจึงจะมีการให้ตัวตนนี้ออกไปเสีย. ดังนั้นเขาจึง พูดว่า จิตบริสุทธิ์ หรือเบญจขันธ์บริสุทธิ์ นามรูปบริสุทธิ์ ไม่มีตัวกู ของกู นั่นแหละเป็นผู้ให้ตัวกู ของกูออกไป. นี่พูดโดยสมมติ อย่างนี้เขาเรียกว่าบริจาค อย่างยิ่ง บริจาคหมดไม่มีอะไรเหลือ. ถ้าลงบริจาคตัวกู ของกูออกไปเสียแล้ว มันจะมีอะไรเหลือเล่า คิดดูซิ ! มันเหลือแต่ความว่าง หรือความบริสุทธิ์ หรือความ สะอาด ไม่ใช่ตัวกู ของกูเลย. ตัวกู ของกูนี้สกปรก มืดมัวเร่าร้อน ให้ไปเสีย มันก็เลยว่าง ไม่มีตัวกู ไม่มีตัวตน ; ภาวะที่เหลืออยู่ก็คือ ความสะอาด สว่าง สงบ ของความว่างจากตัวกู-ของกู. นี่ทานชนิดนี้มันเป็นอย่างนี้.

น.108 ขอให้เข้าใจคำไปตามลำดับว่า "บริจาค - บริจาค" นี้ มันสละออกไปหมด มันจึงจะเป็นบริจาค ถ้าสละแล้วเอากำไรมาก !! อย่างนี้มันไม่เป็นการบริจาค, แต่มันเป็นการค้าขาย. คำว่า "บริจาค" หมายความว่า ต้องสละออกไปด้วยจิตใจที่ - บริสุทธิ์ ต้องทำด้วยสติปัญญา. ที่นี้บริจาคนี้ไม่รู้จะบริจาคไปให้ใครในตอนนี้ ก็เรียกว่าบริจาคคืนให้ธรรมชาติ ซึ่งเป็นเจ้าของเดิม. ตรงนี้ต้องศึกษาธรรมะในชั้นลึกอีกข้อหนึ่งว่า ทุกอย่างเป็นของธรรม- ชาติ ธรรมชาตินี้ไม่ใช่ตัวตน มีแต่ธรรมชาติเท่านั้น มันปรุงแต่งกันอยู่ มัน เป็นไปอยู่ตามธรรมชาติ บาลีที่ควรจะสนใจมีว่า "สุทฺธิ ธมฺมสมุปฺปาท์' เป็นธรรมชาติเกิดขึ้นล้วน ๆ "สุทธิ สงฺขารสฺตตี" เป็นการสืบต่อของสังขาร ล้วน ๆ ; ไม่มีตัวกูไม่มีของกู. นับตั้งแต่ก้อนดินก้อนหินต้นไม้อะไรมา จนถึงว่า เลือดเนื้อร่างกายชีวิตจิตใจของเรานี้ เป็นธรรมชาติ เป็นการเกิดขึ้นของธรรมชาติ ล้วน ๆ เป็นการปรุงแต่งของธรรมชาติล้วน ๆ เป็นการสืบต่อของธรรมชาติล้วน ๆ มันจึงเกิดออกมาเป็นคน กินได้ เดินได้ นอนได้ ทำนั่นทำนี่ได้ มันเป็นการ สืบต่อปรุงแต่งของธรรมชาติล้วน ๆ. ทีนี้ จิตมันโง่ไปเองว่าตัวตน ว่านี้แหละคือตัวตน ว่าเราเป็นเจ้าของ สิ่งนี้ ; พอจิตคิดว่ามันเป็นเจ้าของสิ่งนี้ เราจะรู้สึกว่าเราเป็นเจ้าของสิ่งนี้ สิ่งนี้ มันเป็นของเรา แล้วเราเป็นเจ้าของสิ่งนี้ : เราเป็นเจ้าของ มันเป็นของเรา เราเป็นเจ้าของแก่มัน : นี้คือ "ตัวกู - ของกู" ความโง่ที่แสนจะโง่เกิดขึ้นแล้วในใจ แล้วก็ไม่รู้ว่าเป็นความโง่ ; คิดว่าเป็นความจริง ดังนั้นความยึดมั่นว่าเป็นตัวกูเป็น ของกู มันก็เกิดขึ้นในใจ แล้วก็ลงรากแน่นหนาแน่นแฟ้นว่า อะไร ๆ เป็นตัวกู ; อะไร ๆ เป็นของกูไปหมด. ถูกลิงล้างหูใส่หน้าเท่าไร ๆ ก็ไม่รู้สึก ไม่รู้จักจำ.

น.109 ถ้ายังสละตัวกูของกูนี้ออกไปไม่ได้ มันก็ยังมีความทุกข์อยู่ ฉะนั้นเราต้องสละ สละคืนให้ธรรมชาติเป็นลำดับไป : - ขั้นที่ ๑ สละมานะทิฏฐิอย่างหยาบ ๆ. มานะทิฏฐิจองหองพองขน หยาบ ๆ นี้ ที่ไม่ยอมใครนี้ สละเสียก่อนเถอะ. สละให้ใครก็ไม่มีใครรับ นี้เรา ก็สละคืนให้ธรรมชาติเจ้าของเดิม ไปเป็นธรรมชาติของกิเลส. มันอยู่ที่ไหนก็ตามใจ เราไม่ต้องรู้ สละคืนให้ธรรมชาติ. อันที่ ๑ สละมานะทิฏฐิ ที่ทำให้จองหอง พองขน เป็นต้น ขั้นที่ ๒ ก็สละความเห็นแก่ตัว. ความเห็นว่าของกูนี้ เรียกว่า “อัตตนียา" แปลว่าของกู. อะไรที่ว่า ของกู ๆ ๆ ๆ นั้น เลิกเป็นนกเขากันเสียที. ถ้าได้ยินนกเขาขันเมื่อไรละก็ให้รู้ว่ามันบ้า. เราเอาเสียงนกเขามาเปิดให้ฟังกัน บ่อย ๆ ให้รู้จักเปรียบเทียบว่าไอ้ของกู ๆ นี้มันบ้า. เพียรละความเห็นแก่ตัว ที่เอา เข้ามาข้างตัว ที่ว่าของกู ๆ เหมือนนกเขา กันเสียก่อน. ขั้นที่ ๓ ต่อไปอีกก็ สละอัสมิมานะ ตัวสุดท้าย คือตัวกูนั่นแหละ. ละตัวกู ทีนี้ตัวกูก็อย่าได้มีเลย คือสิ่งที่เรียกว่า "อัตตา". อัตตานี้เป็นแกนกลาง ของกิเลส เป็นแกนกลางของความรู้สึกที่ผิด ๆ ทั้งนั้น ให้ละอัตตานี้ออกไปเสีย บริจาคออกไปเสีย เหวี่ยงคืนไปให้เจ้าของเดิมคือธรรมชาติเสีย. ถ้าสามารถละสิ่งที่เรียกว่าอัตตาหรือตัวกูเสียได้ นี้จะเป็นอย่างไร ? มันก็เป็นนิพพาน. ละมานะทิฏฐิจองหองพองขนเสียได้, แล้วก็ละตัวกูนี้เสียได้ อีกทีหนึ่ง, มันก็หมดกัน ก็เป็นนิพพาน. นิพพานคือว่างจากตัวกู-ของกู ว่างจากกิเลส ว่างจากความทุกข์ ว่างจากความว่ายเวียน ว่างจากทุกอย่าง มันจึง เป็นความสงบสุขเย็น. เวลาที่ใจของเราเย็นไม่ถูกปรุงแต่งอะไรเลยนั่นแหละ

น.110 เป็นตัวอย่างของนิพพาน. อย่างนี้เรียกว่า การให้ทานที่เนื่องด้วยสุญญตา คือ ความว่างจากตัวกูของกู. เพียง ๓ อย่างเท่านี้ยังไม่หมด ขอแถมพกอีกอย่าง. จะสละอะไร ลอง " ทายล่วงหน้า ลองเดาดูซิว่า จะสละอะไร ? เดี๋ยวนี้ได้นิพพานแล้ว เย็นสบายแล้ว จะสละอะไรอีก ? ขั้นที่ ๔ ก็คือ สละนิพพานนั่นแหละออกไปเสียอีกที่หนึ่ง : ไม่ใช่ นิพพานของกู ไม่ใช่นิพพานของนิพพาน ไม่ใช่นิพพานของอะไร. นิพพานนั้น เป็นความว่าง และเป็นความว่างอย่างยิ่ง เหลืออยู่แต่ความว่างอย่างยิ่ง. นี้คือ ผลของสุญญตาทาน หรือทานที่เนื่องด้วยสุญญตา. ไป ๆ มา ๆ ก็ไม่เหลืออะไร ; ให้เหลือแต่ความว่าง. ลองทบทวนดูว่า การให้ทานนี้มันมีมาเป็นลำดับ ๆ ค่อย ๆ สูง ขึ้นไปๆ : นับตั้งแต่ว่าให้วัตถุทาน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ด้วยสิ่งของ ; ให้อภัยทาน ให้ความไม่เบียดเบียน ; แล้วก็ให้ธรรมทาน ให้ความรู้ที่จะทำให้เขาเดินไปถูกทาง จนถึงว่ามันจะแน่ต่อพระนิพพาน. ที่นี้ เพื่อที่จะให้ได้นิพพาน เราก็ให้ตัวกู ของกูนี้ออกไปเสียทีหนึ่งก่อน. แล้วเมื่อได้เป็นนิพพานขึ้นมา ก็อย่าถือว่านิพพาน ของกู อย่าถือว่านิพพานของนิพพาน อย่าให้นิพพานโดยความเป็นนิพพานนี้เป็น ของใคร : ให้เป็นของความว่าง เหลืออยู่แต่ความว่าง. อันสุดท้ายนี้เรียกว่า สุญญตาทาน คือการให้ที่เนื่องด้วยสุญญตา แล้วก็ไม่ได้อะไรมากนอกจากความว่าง. ความว่างที่จิต หรือกาย หรืออัตตภาพนี้ ที่มันว่างจากกิเลส ว่างจาก ความทุกข์ ว่างจากความว่ายเวียน นี้มันก็เป็นของธรรมชาติ เป็นไปตามธรรมชาติ ธรรมชาติล้วน ๆ เป็นไป ไม่มีใครเป็นเจ้าของ มันก็เลยหมดกัน ; เรื่องมันจบ เพราะการให้ทานนี้. .. ถ้าใครทำได้อย่างนี้ ไม่ต้องไปสนใจเรื่องศีล เรื่องสมาธิ

น.111 เรื่องปัญญาก็ได้ : มันเป็นศีล เป็นสมาธิ เป็นปัญญา อยู่หมดในการให้ทาน ไม่ต้องไปสนใจเรื่องอื่น ๆ ร้อยเรื่องพันเรื่องหมื่นเรื่อง เช่นเรื่องมรรคมีองค์แปด เรื่องอะไรต่าง ๆ ไม่ต้องสนใจก็ได้ถ้าทำได้อย่างนี้ คือรู้จักให้ทานตัวกูของกูออกไป เสียให้หมด แล้วมันหมดกันแค่นั้นแหละ. ได้นิพพานมาแล้ว ยังสลัดนิพพาน ออกไปเสียอีกที่หนึ่ง ให้มันว่าง. มันจบเกินกว่าที่จะจบ มันไม่มีอะไรจะจบยิ่งไป กว่านี้. ดังนั้นที่พูดนี้จริงหรือไม่จริงก็ลองไปคิดดู คือพูดว่าเป็นเรื่องลัดสั้นที่สุดนี้ มันลัดหรือไม่ลัด แล้วจะหาว่าอาตมานี้ว่าเอาเองทั้งนั้น ก็ลองไปพิจารณาดูว่า มันว่าเอาเอง หรือว่าพระพุทธเจ้าท่านว่า. พระพุทธเจ้าท่านว่า เรื่องที่มันเนื่องด้วยสุญญตานั่นแหละ คือเรื่องที่ ฉันพูด นอกจากนั้นฉันไม่พูด. เดี๋ยวนี้มันก็เป็นเรื่องสุญญตาเต็มตัว เข้ากับ พระพุทธภาษิตที่ว่า "เย เต สฺตฺตฺตา - สุตตันตะทั้งหลายเหล่าใด ตถาคต- ภาสิตา - อันตถาคตบัญญัติแล้ว คมฺภีรา - ลึกซึ้ง คมภีรตฺถา - มีเนื้อความ อันลึกซึ้ง โลกฺตฺตรา - เหนือโลก สุญฺญตปฺปฏิส์ยุตฺตา - คือเรื่องที่เนื่องด้วย สุญญตา". นี้เราไม่อยากจะทำอะไรมาก เกิดมาที่หนึ่งไม่อยากจะยุ่งยาก อยากจะ ทำแต่การให้ทานอย่างเดียว ก็ขอให้ให้ทานอย่างที่ว่านี้เถอะ. ให้ทานอย่างเดียว นี้พอ : ถึงนิพพานแล้ว เลยไปอีก คือแม้แต่นิพพานก็ไม่เอามาเป็นของกู คงเป็นว่างไปหมด แล้วเป็นนิพพานจริง นิพพานตลอดอนันตกาล เป็นนิพพาน นิรันดร ไม่มีเวียนว่ายอะไรที่ไหน นี่เรื่องมันจบ. ขอให้ท่านทั้งหลายทุกคน กำหนดจดจำให้ดี เอาไปคิดไปนึกให้ดี ว่าหลักแห่งการปฏิบัติเกี่ยวกับทานบริจาคไปได้ไกลอย่างนี้ หลักปฏิบัติมันมีอยู่ อย่างนี้. จงปฏิบัติไปตามแนวนี้ แล้วจะพบความว่าง ; แล้วเรื่องก็จะจบกัน. นี่วันนี้ไม่ค่อยมีแรงพูด ต้องจบเท่านี้ที่ก่อน

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต