น.112 ท่านสาธุชน ผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย, การบรรยายที่เรียกว่าพูดกันวันเสาร์ในครั้งที่ ๓ ของภาควิสาขะบูชานี้ จะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า หลักปฏิบัติเกี่ยวกับศีลวัตร ดังที่ท่านทั้งหลาย ก็ทราบกันอยู่เป็นอย่างดีแล้ว. สิ่งที่เรียกว่าหลักปฏิบัตินี้ เป็นคำกล่าว อย่างรวบรัดเท่าที่ให้รู้ว่า จะต้องปฏิบัติอย่างไร, หรือว่าจะปฏิบัติให้ง่ายขึ้น หรือสะดวกขึ้นอย่างไร. เพราะฉะนั้น จึงไม่จำเป็นจะต้องกล่าวไปหมด ทุกแง่ทุกมุม จะกล่าวถึงแต่ส่วนที่มันเกี่ยวข้องกับหลักปฏิบัติโดยตรงเท่านั้น. สำหรับคำว่า "ศีลวัตร" บางคนก็เข้าใจแล้ว บางคนก็ยังไม่เข้าใจ ; ศีลวัตรก็คือ สีล กับ วตฺต อย่างนี้ก็ได้, ศีลวัตร คือ ศีลกับวัตร อย่างนี้ก็ได้เหมือนกัน. แต่ในที่นี้อยากจะเล็งถึงศีลและวัตร รวมกันเป็น ๒ อย่าง : ศีลเป็นอย่างหนึ่ง วัตร เป็นอย่างหนึ่ง
น.113 คำว่า วรุต ในภาษาสันสกฤตหรือ วตฺต ในภาษาบาลีนั้นมา แปลงเป็นไทย เรียกว่า วัตร หรือ "พรต". "สีล" ก็คือ "ศีล". "วัตร" ก็คือ "พรต". พรต ก็คือการบำเพ็ญพรต, ศีลก็คือการบำเพ็ญศีล. บำเพ็ญศีลและบำเพ็ญพรต นี้ต่างกันอย่างไร ? คำว่า "ศีล" เราหมายถึงหัวข้อสำคัญ ๆ ที่บังคับให้ต้องปฏิบัติ คำว่า "วัตร" นั้น หมายถึง เรื่องเล็กน้อยที่เกี่ยวกับศีลนั้นเอง ; หากแต่ว่าไม่สำคัญ เท่ากับสิ่งที่เรียกว่าศีล ก็เลยเรียกว่าวัตร, แล้วก็ไม่บังคับเฉียบขาดเหมือนกับสิ่งที่ เรียกว่าศีล. ทีนี้ อยากจะให้คิดนึกกันเสียสักหน่อยหนึ่งว่า ทำไมจึงต้องพูดเรื่องศีลกัน อย่างนี้อีก ? ดูจะซ้ำซากน่าเบื่อหน่ายเต็มทีแล้ว. ถ้าท่านผู้ใดมีความรู้สึกอย่างนี้ ก็ขอให้เปลี่ยนความรู้สึกเสียใหม่. เดี๋ยวนี้ มีสิ่งแสดงให้เห็นอยู่ชัด ๆ แล้วว่า รักษา ศีลกันจนตายก็ไม่มีศีล หรือไม่ได้รับประโยชน์อานิสงส์ของศีล ; รักษาศีลกัน ทั่วไปก็ยังไม่ได้รับประโยชน์จากศีล ; แม้คนบางคนจะตั้งใจรักษาศีลจริง ๆ ก็ยังไม่มี สิ่งที่เรียกว่าศีลโดยถูกต้องและสมบูรณ์ได้. นี้พิสูจน์ได้ตรงที่ ไม่ได้รับประโยชน์อัน แท้จริงจากสิ่งที่เรียกว่าศีล ; คือเพียงแต่ได้รักษาเท่านั้น. นี่จึงต้องพูดกันถึงเรื่องนี้อีก หรือบางทีจะต้องพูดอีกหลายครั้งหลายหนก็ได้ ให้เข้าใจจนถึงกับว่า รักษาศีลแล้ว ก็มีศีล ได้เต็มที่. อีกทางหนึ่ง ก็ด้วยความมุ่งหมายว่า จะปรับปรุงให้ดีขึ้น : การรักษาศีลยัง อยู่ในสภาพที่งมงายอยู่ก็มี และอยู่ในสภาพที่ไม่งมงายก็มี ; ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ. มันอยู่ในวิสัยที่จะปรับปรุงให้ดีขึ้นมาได้ ทั้งพวกที่กำลังงมงายอยู่ และทั้งพวกที่ไม่งมงาย แล้ว ก็ยังมีทางที่จะปรับปรุงให้ดีกว่านี้ : กว่าที่เป็นอยู่ในเวลานี้ เพราะฉะนั้นก็จะต้อง พูดเรื่องศีล. คนที่ยังงมงาย ก็ รับศีลเป็นพิธีรีตองเท่านั้น, รับศีลเหมือนเครื่องจักร อย่างที่ว่าปากพูดได้ก็พูดไป นี้อยู่ในฐานะที่ต้องปรับปรุงกันเป็นอันมาก, แม้บางคนจะมี
น.114 เจตนาดี แล้วก็ไม่งมงาย ; แต่ก็ยังไม่อาจจะทำให้เป็นที่พอใจของตัวได้ ยังระแวงนั่น ระแวงนี่อยู่เรื่อยไป, ฉะนั้นเราต้องพูดกันถึงเรื่องศีลกันอีกเรื่อย ๆ ไปก่อนโดยประสงค์ว่า จะให้เป็นรากฐานที่ดีของการถือพระศาสนาสืบต่อไป. เดี๋ยวนี้ การปฏิบัติในทางศาสนา ยังไม่ดีจนเป็นที่น่าพอใจ เพราะว่า รากฐานอันแรกคือศีลนี้ยังไม่ดี ที่นี้การที่จะมีสมาธิมีธรรมะสูงขึ้นไป จึงทำไม่ได้ เพราะ รากฐานยังไม่ดี. และโดยเฉพาะคนสมัยปัจจุบันนี้มีอยู่เป็น ส่วนมากที่เป็นวัตถุนิยมจัด คือบูชาวัตถุ บูชาเรื่องทางเนื้อหนังมาก พวกนี้จะไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่าศีลเลย, หรือจะรู้จักก็รู้จักผิด ๆ ถ้าพูดให้ดีแล้ว ก็ไม่รู้จักนั้นแหละมากกว่า คือเมื่อรู้จักผิด ๆ ก็มีผลเท่ากับไม่รู้จัก ฉะนั้นจึงถือว่าไม่รู้จัก. คนพวกนี้ได้ยินเขาพูดกันว่า ที่วัดมีการรักษาศีล, หรือถ้าเดินผ่านวัดไป เขาก็มองเห็นว่า พวกโน้นเขารักษาศีลกันอยู่ แล้วก็ไม่รู้ว่ารักษาอย่างไร ? เพื่ออะไร ? ก็เลยคิดว่าเป็นเรื่องงมงายของคนหัวโบราณ ก็รู้เท่านี้ว่าเขารักษาศีลกันอยู่ รักษาศีล เพราะไม่มีอะไรจะทำ คิดไปเสียอย่างนี้ก็ได้ หรือเพราะว่า คนที่รักษาศีลทำอะไร ไม่น่าดู : คนที่ไปรักษาศีลอยู่ในโบสถ์แท้ ๆ นี้ก็ยังพูดเรื่องที่ไม่ควรพูด, หรือ บางทีไปทำสิ่งที่ไม่ควรทำ ใช้โบสถ์นั้นเป็นตลาดสำหรับแลกเปลี่ยนซื้อขาย อะไรกันก็มี ; ก็เป็นที่ดูถูกของคนสมัยนี้ขึ้นมาอีกอย่างหนึ่งด้วย. คนสมัยวัตถุนิยม จึงประณามว่า เรื่องของคนที่ถือศีลนี้ ไม่มีอะไรที่น่าสนใจ. ด้วยเหตุผลทั้งหมดอย่างที่กล่าวมานี้ ก็ล้วนแต่เป็นเครื่องแสดงว่า เราจะ ต้องปรับปรุงกันเสียที ให้การปฏิบัติเรื่องศีลวัตรนี้อยู่ในสภาพที่น่าพออกพอใจ คือว่า คนผู้รักษาก็ได้รับประโยชน์ แล้วคนที่มองเห็นก็พากันเลื่อมใส หรือว่าอยากจะรักษาบ้าง บ้านเมืองก็จะเป็นสุขเพราะว่าคนมีศีล. ทีนี้ เราจะได้พูดกันเป็นข้อ ๆ ไปตามลำดับ :-
น.115 ศีลคืออะไร ? ในข้อแรกนี้ ก็จะต้องพูดถึงคำว่า "ศีล" นั่นเอง คำว่าศีลหรือสิ่งที่เรียก ว่าศีลนั้นคืออะไร ? ถ้าจะถือเอาตามหลักของภาษาตัวหนังสือ คำว่า "ศีล" นี้มีทางที่จะ ทำความเข้าใจเป็น ๒ อย่าง : คือว่า โดยตัวหนังสือแท้ ๆ คือตามตัวพยัญชนะแท้ ๆ นั้น คำว่า ศีล หมายถึงความปกติ หรือปกติภาวะตามธรรมดา. คำว่าศีลแปลอย่างนี้ : แปลว่าปกติ ; แต่เนื้อความโดยอรรถะ, ส่วนอรรถะหรือเนื้อความนั้น เล็งถึงข้อ ปฏิบัติที่ปฏิบัติแล้ว จะทำให้เกิดความปกติ. นี้เห็นได้ว่า มันเนื่องกัน โดยตัวพยัญชนะกับโดยอรรถะ ความหมายมันก็ เนื่องกัน คืออยู่ที่คำว่า "ปกติ" เป็นส่วนสำคัญ. คำว่าศีลแปลว่าปกติ ถ้ากลัวว่าจะลืม ก็นึกถึงคำว่า "ศิลาหรือหิน" เป็นเครื่องกันลืมว่า : ศิลา หรือ ก้อนศิลา ก้อนหินนั้น มันอยู่นิ่ง ๆ เป็นปกติ, เป็นวัตถุมีความเป็นปกติ แต่เดี๋ยวนี้เมื่อมาเป็น "ศีลของมนุษย์" ของคน ; ความหมายของความปกตินั้น ก็ไม่ได้หมายความว่า อยู่นิ่ง ๆ นั่งแข็งเป็น ตอไม้ ; แต่หมายความว่า ยังคงทำอะไรอยู่ทุกอย่างตามที่ควรจะต้องทำ, แต่ อยู่ในภาวะปกติคือไม่เดือดร้อน, ไม่กระวนกระวาย ไม่ระส่ำระสาย, ไม่เดือดร้อน ไม่มีความสกปรกเกิดขึ้น, ไม่มีความกระวนกระวายเศร้าหมองอันใดเกิดขึ้น. นี่แหละ ภาวะปกติของคน. ถ้ามีภาวะปกติอย่างนี้ ก็เรียกว่ามีศีลโดย แท้จริงโดยสมบูรณ์. ผู้ใดมีภาวะปกติทางกายทางวาจา แสดงออกมา เห็นอยู่ชัด ๆ ไม่มีเรื่องกระวนกระวาย ไม่มีความเดือดร้อนระส่ำระสาย ไม่สกปรก ไม่มืดมัว นี่ก็ เรียกว่าคนนั้นมีศีล ; อย่างนี้ก็พอแล้ว. ส่วนเรื่องทางใจนั้น เขาไม่ค่อยเอามาพูดถึง กันนัก เพราะเรื่องศีลนี้ก็เอาแต่เพียงความสำคัญที่กายที่วาจานี้เป็นหลักก่อน ส่วนใจนั้น จะเป็นไปโดยอ้อม. ถ้ากายวาจาปกติ ก็ย่อมแสดงอยู่ในตัวว่า ใจก็ปกติเหมือนกัน ; เพราะกายวาจานี้เป็นไปตามใจ ถ้าใจปกติ กายวาจาก็ปกติ. แต่พอพูดไปถึงเรื่องศีลแล้ว
น.116 ก็ให้วัดกันที่กาย วาจา คือแสดงออกทางภายนอกนี้มันยังปกติ ไม่ไปกระทบกระทั่ง ใครเข้า, แล้วก็ไม่ทำความเดือดร้อนให้แก่ตัวเองด้วย จึงเรียกว่าภาวะปกติ. คำว่า "ศีลสำหรับมนุษย์" มีความหมายคล้ายกับคำว่า "ศีลสำหรับก้อนหิน" คือมี ความเป็นปกติ ทีนี้ พอมาถึงโดยอรรถะ คือ โดยเนื้อความ หรือโดยความหมาย : คำว่าศีลหมายถึงระเบียบ ที่ได้บัญญัติขึ้นไว้ สำหรับประพฤติปฏิบัติกัน เพื่อให้เกิด ภาวะปกติขึ้นมาที่กาย ที่วาจา ที่เนื้อที่ตัว. พวกเราถือศีลกันอย่างที่เรียกกันว่า "ถือศีล" นี้ก็คือถือระเบียบปฏิบัติ ที่จะทำให้เกิดภาวะปกติอยู่ที่เนื้อที่ตัว. นี้เรียกว่า เราถืออยู่โดยพฤตินัย คือไม่ใช่เพียงเป็นตัวหนังสือ หรือเป็นคำบัญญัติอะไรเฉย ๆ แต่เป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติลงไปจริงๆ : มีการเคลื่อนไหว มีการกระทำลงไปจริง ๆ. ถ้าพูดโดยนิตินัย ศีลก็คือภาวะปกติ ซึ่งอยู่ที่ไหนก็ยังไม่รู้ ของใครก็ยังไม่รู้ แต่ถ้าพูดโดยพฤตินัย ก็หมายถึงอยู่ที่บุคคลผู้นั้น ที่อ้างตัวว่ามีศีล, หรือว่าพยายาม เพื่อจะมีศีล. นี่โดยภาษาหรือโดย คำพูดนี้ศีลมีความหมายอย่างนี้ : หมายถึงภาวะปกติ, และการปฏิบัติเพื่อให้เกิดภาวะปกติขึ้นมา. ต้นเหตุแห่งศีล บัดนี้ จะพูดถึงศีลนี้โดยต้นเหตุ หรือโดยการแต่งตั้ง. ตรงนี้ อยากจะพูดมากไปสักหน่อยเพื่อให้เห็นชัด ลึกลงไปถึงรากฐานของมัน : ถ้าจะพูดกันโดย การแต่งตั้งแล้วละก็ ศีลนี้มีได้ ๒ อย่างเหมือนกัน คือว่า ๑. ศีลโดยธรรมชาติแต่งตั้ง บัญญัติ. แล้วก็ ๒. ศีลโดยมนุษย์นี้แต่งตั้งหรือบัญญัติ. ข้อ ๑. เมื่อพูดว่า ธรรมชาติแต่งตั้งบัญญัติศีล คนก็ไม่เข้าใจ, และ บางคนก็ไม่เชื่อ หาว่าพูดมากเรื่องมากราวไปเปล่า ๆ. ที่จริงสิ่งที่เรียกว่าศีลที่ธรรมชาติ
น.117 ๗๔ โอสาเรต์พพธรรม แต่งตั้งบัญญัตินี้ มันเป็นศีลที่แท้จริงที่สุด และมันลึกลับ. ที่ว่าธรรมชาติบัญญัตินี้ หมายถึงธรรมชาตินั้นแหละมีกฎเกณฑ์โดยธรรมชาติ : ว่าอย่างนั้นต้องเป็นอย่างนั้น, อย่างนั้นต้องเป็นอย่างนั้น ; แล้วมันเฉียบขาด ไม่มีอารมณ์เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอย่าง มนุษย์, ไม่ต้องการอะไรอย่างมนุษย์. ธรรมชาติก็คือธรรมชาติ ธรรมชาติคือของจริง ซึ่งมีตัวของมันเอง มี กฎเกณฑ์ของมันเอง เพราะฉะนั้นจึงมีกฎเกณฑ์ที่ตายตัวลงไปว่า : ถ้าทำให้ผิดปกติ มันก็ต้องยุ่ง. ฟังดูก็น่าหวัว ธรรมชาตินั้นบัญญัติว่า อยู่ไปตามปกติก็แล้วกัน ; ถ้าทำให้ผิดปกติมันก็ต้องยุ่ง ต้องเดือดร้อน ต้องระส่ำระสาย นี่ธรรมชาติเขาพูด ตรง ๆ ซื่อ ๆ อย่างนี้, เป็นกฎของธรรมชาติอย่างที่เรียกว่าเฉียบขาด, เป็นแนวเดียว สายเดียว, และสม่ำเสมอที่สุด ; แล้วก็ยังเป็นว่า" มนุษย์จะรู้หรือไม่รู้ก็ตามใจมนุษย์ ฉันจะเอาของฉันอย่างนี้. ฉะนั้นมนุษย์จะรู้หรือไม่รู้ก็ตามใจมนุษย์ ; ธรรมชาติ ไม่รับผิดชอบ. ถ้ามนุษย์รู้ผิด รู้ถูก รู้น้อย รู้มากอะไร มันก็มีผลเกิดขึ้นตามสมควร แก่การรู้และการปฏิบัติของมนุษย์คนนั้น ๆ. ฉะนั้น ดูให้ดีว่า ศีลชนิดนี้ ธรรมชาติ เป็นผู้บัญญัติ ; หรือถ้าจะเรียกอีกทีหนึ่งว่าพระเจ้า : พระเจ้าธรรมชาติเป็นทั้งผู้ บัญญัติ และเป็นผู้ควบคุมด้วย. ธรรมชาติเป็นผู้ควบคุมเอง ; ฉะนั้นจึงไม่ไว้หน้าใคร จึงยุติธรรมที่สุด. ใครทำอะไรผิดกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ก็ต้องได้รับผลที่แน่นอน ที่สุดและเฉียบขาดที่สุด. พระเจ้าธรรมชาตินี้บัญญัติศีลอย่างบริสุทธิ์ อย่างไม่เข้าใครออกใคร แล้วก็ ไม่มีประโยชน์ได้เสียกับใคร ; ฉะนั้นจึงอนุโลมตามธรรมชาติ หรือตามกฎของธรรมชาติ อย่างเฉียบขาด แล้วก็ควบคุมโดยธรรมชาติ ซึ่งเป็นผู้รักษาความยุติธรรมที่สุด ขอให้ ทุกคนพยายามนึกคิด พอให้เห็นลู่ทางวี่แววของศีล ที่เป็นของธรรมชาตินี้กัน เสียก่อนพอสมควร แล้วจึงจะเข้าใจศีลอย่างที่มนุษย์แต่งตั้งหรือบัญญัติขึ้น.
น.118 ข้อ ๒. ศีลที่มนุษย์แต่งตั้งหรือบัญญัติขึ้น นี้มันมีหลายอย่างหลายชนิด หลายพวก หลายยุค หลายสมัย ; อย่างนี้แล้วจะเอาความแน่นอนอะไรได้; แต่ถึง อย่างนั้นก็เถอะ ถ้ายังมีศีลหรือหลักของศีลที่ใช้เป็นแบบแผนแบบฉบับมาตั้งแต่เดิม ยืนโรงตายตัวอยู่, ถ้ามีศีลชนิดนี้อยู่ ก็หมายความว่า ศีลนั้นได้อิงอาศัยกฎของธรรมชาติ คืออนุโลมไปตามศีลของธรรมชาติ ที่ธรรมชาติบัญญัติไว้; อย่างนี้มันก็แน่นอนว่า จะต้องมีประโยชน์ แล้วก็เป็นของจริงที่จะต้องรับรู้ หรือรักษากันไว้ด้วยดี. ฉะนั้น ศีลประเภทนี้ แม้มนุษย์บัญญัติ ก็บัญญัติไปตามกฎของธรรมชาติ, ตามเหตุที่ มันเกิดขึ้นมาตามธรรมชาติ. ส่วนใหญ่ก็ได้แก่หลักใหญ่ ๆ ที่ตรงกันหมดแทบทุกศาสนา ทุกยุค ทุกสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลานี้ก็คือศีล ๕. จะขอพูดซ้ำอีกครั้งหนึ่ง เรื่องศีล ๕ ; เผื่อคนบางคนยังไม่เคยฟังว่า : ศีล ๕ นี้เป็นแม่บทของศีลทั้งหลายทั้งปวง ศีลอะไรจะมีอย่างไร ก็ต้องออกไปจาก แม่บททั้ง ๕ นี้. เดี๋ยวนี้มีข้อปลีกย่อยไกลออกไป ๆ; นี่แหละมันจะมีการแตกต่างกัน ตัวแม่บทนี้จะต้องตรงกัน ; ส่วนฝอยนั้นก็ค่อย ๆต่างกันไป ๆ. ฝอยมีมากขึ้นหลายชั้น ๆ ความแตกต่างกันก็ย่อมต้องมี ; ฉะนั้นอย่าไปเอาส่วนฝอยมาเป็นหลักมาเป็นที่ยึดถืออะไร. ขอให้เอาส่วนที่เป็นเนื้อแท้ตัวจริง หรือหัวใจของมันนั่นเป็นหลัก. ดังจะยกตัวอย่างคือ :- ศีล ๕ ข้อแรก ท่านห้ามประทุษร้ายชีวิตร่างกายของผู้อื่น. นี้มันเป็นหลักที่ตายตัวลงไปว่า ประทุษร้ายชีวิตร่างกายของผู้อื่น, แก แล้วก็มีศีลย่อย ๆ ที่อธิบายว่าผู้อื่นนั้นคืออะไร ? ผู้อื่นคือคน ผู้อื่นคือสัตว์เดรัจฉาน ตัวใหญ่ตัวเล็ก แล้ววิธีประทุษร้ายนั้นคืออย่างไร ? มีกี่อย่าง ? มีองค์ประกอบอย่างไร ? มีองค์ประกอบ แล้วในกรณีไหนฆ่าให้ตายก็ได้ ? ในกรณีไหนฆ่าไม่ได้ ? หรือ บางพวกก็ถือไปใน ทำนองที่ว่า ถึงอย่างไร ๆ ก็ฆ่าสิ่งมีชีวิตให้ตายไม่ได้. บางพวกก็ถือตรงข้ามว่า เมื่อมีเหตุผลสมควร ไม่เป็นการประทุษร้ายกันแล้ว ฆ่าก็ได้ไม่ขาดศีล ;
น.119 อย่างนี้เป็นต้น. นี่ตัวบทมัน มีใจความสั้น ๆ ว่า : ไม่ประทุษร้ายชีวิตร่างกาย ของผู้อื่น. ในแง่ของศีลธรรม ที่อธิบายตัวบทของศีลนี้ ก็มีต่าง ๆ กัน; ยกตัวอย่าง เช่นว่าสัตว์เลี้ยงที่แก่ชรา หรือว่าเจ็บป่วย เหลือกำลังที่จะเยียวยารักษาได้ อยู่ในสภาพ อย่างน่าทุเรศที่สุดมานานแล้ว. นักศีลธรรมพวกหนึ่งเขาจะมีความเห็นว่า ฆ่ามัน ไม่ได้ ต้องทะนุถนอมมันจนวินาทีสุดท้าย, มันจะเจ็บปวดทรมานเท่าไรก็ตามใจ, เราเองจะลำบากเท่าไรก็ตามใจ, ฆ่ามันไม่ได้ พยายามรักษาไว้จนนาทีสุดท้าย ให้มัน ตายของมันเอง. ส่วนนักศีลธรรมอีกพวกหนึ่งก็ว่า เราเห็นแก่มัน สงสารมัน อย่าให้มันทรมานมาก เราฆ่ามันให้ตายเสียทันที แล้วเราเองก็ไม่ลำบากด้วย มันก็ไม่ทรมานด้วย ; อย่างนี้ถูกต้องกว่า. บัญญัติไม่ตรงกัน มันก็เกิดการเถียงกัน ระหว่างคนที่มีความเห็นต่างกันอย่างนี้ ขอให้ดูตรงที่ว่า : คำอธิบายหรือฝอย หรือ คำขยายความอะไรนี้มัน ต่างกัน : ทั้ง ๆ ที่ถือหลักเดียวกันว่า ไม่ประทุษร้ายชีวิตและร่างกายของผู้อื่น แต่ก็ยังมีข้อแม้ ข้อยกเว้น ข้อแตกต่าง อย่างนั้นอย่างนี้อีก, ฉะนั้นเมื่อเราตั้งใจว่า จะปฏิบัติศีลให้ดีให้บริสุทธิ์ให้ถูกต้องนี้ จะต้องทำอย่างไร เราจึงต้องพูดกันถึงเรื่องนี้ ให้เป็นที่เข้าใจ. นี่ยกตัวอย่างมาเพียงให้มองเห็นว่า แม้มนุษย์จะบัญญัติศีล ไปตามกฎเกณฑ์ ของธรรมชาติมีหลักใหญ่ ๆ ที่เป็นหัวใจตรงกันหมด ; แต่ข้อปลีกย่อย หรือฝอยนั้น ตรงกันไม่ได้. แต่เรา ก็มีทางที่จะทำให้มีความเข้าใจตรงกันได้อยู่มากเหมือนกัน โดยอาศัยปัญญา ความรู้นี่แหละจะช่วยได้ ; ฉะนั้น อย่าหลับหูหลับตางมงาย รักษา ศีลแบบที่เรียกว่า งมงายเกินไป จนไม่รู้จะทำอย่างไร, จนตัวเองก็ไม่รู้ว่ามีศีล หรือไม่มีศีล ลังเลสงสัยไปหมด.
น.120 ศีลที่บัญญัติโดยมนุษย์ ก็มีหลายชั้นหลายอย่าง อนุโลมตามความ ต้องการของมนุษย์ ไม่มากก็น้อย , เพราะว่ามนุษย์นี้มีใจลำเอียงและอยู่ใต้ อำนาจกิเลส. ถ้าธรรมชาติเป็นผู้บัญญัติศีล จะบัญญัติตรงเผงตายตัว ตามกฎ ธรรมชาติ. ถ้ามนุษย์บัญญัติศีล จะบัญญัติไปตามความต้องการของตัว : เช่น " อยากจะไปสวรรค์ ; ก็บัญญัติศีลว่า ทำอย่างไรจึงจะได้ไปสวรรค์ ; ส่วนธรรมชาติ บัญญัติศีลแต่เพียงว่า อย่าให้ผิดภาวะปกติ ; ไม่รู้ ไม่ชี้เรื่องสวรรค์ ต้องการแต่ความ เป็นปกติ. นี้คือข้อที่แตกต่างกัน. ถึงแม้ว่ามนุษย์จะบัญญัติศีลตามความต้องการของมนุษย์นี้ ก็ไม่ได้ทิ้ง หลักของธรรมชาติไปเสียทั้งหมด ; เพียงแต่ว่า เห็นแก่ความต้องการของมนุษย์ก่อน, ก่อนแต่จะเห็นกฎของธรรมชาติ ; คือเห็นแก่ตัวก่อน ก่อนที่จะเห็นแก่ความจริง. ทีนี้มนุษย์บัญญัติ มนุษย์ก็ต้องรักษาควบคุมดูแล ให้มีการรักษาศีล ; ฉะนั้นมันจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับมนุษย์เต็มไปหมด : บัญญัติในรูปของวินัย สำหรับภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ก็มี, บัญญัติในรูปกฎหมายของประชาชนคนทั่วไปก็มี ; ล้วนแต่ว่ามนุษย์บัญญัติ แล้วมนุษย์ก็รักษาดูแลควบคุม. นี้เรียกว่าศีลโดยการแต่งตั้ง ของมนุษย์ ; ไม่เหมือนกับศีลโดยการแต่งตั้งของธรรมชาติ เมื่อเรารู้ตรงนี้ว่า : ธรรมชาติมันมีก่อน มีอะไรก่อน, มีหลักเกณฑ์ ก่อนเสมอ มนุษย์นี้มาทีหลัง, เป็นธรรมชาติเหมือนกัน แต่ว่ามาทีหลัง ; เมื่อรู้ หลักของธรรมชาติอย่างนี้ แล้วอาศัยหลักของธรรมชาตินี้เป็นเครื่องวินิจฉัยตัดสิน. ถ้าทำได้อย่างนี้ การบัญญัติศีลนั้นก็บริสุทธิ์เหมือนกับการบัญญัติศีลของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นผู้ไม่มีกิเลสที่เป็นเหตุให้เข้าข้างตัว. ถ้าลองเอาคนที่มีกิเลสอยู่ในตัวเข้าข้างตัว มาบัญญัติศีลเขาก็จะบัญญัติศีลคล้อยตามความประสงค์ของเขา มีช่องโหว่นั่นนี่สำหรับ ให้หลีกเลี่ยงหรือว่าให้แก้ตัวหรือเอาประโยชน์เข้าข้างตัวเอง.
น.121 ความมุ่งหมายของศีล ทีนี้ เราจะมองให้เห็นชัดลงไปว่า : ศีลข้อที่ ๑ คือปาณาติบาต ไม่ ประทุษร้ายชีวิตและร่างกายของผู้อื่นนี่ ถ้าเราประทุษร้ายชีวิตและร่างกาย ของผู้อื่น มันเกิดยุ่งขึ้นมาทันที มีคนเดือดร้อน แล้วก็พาลจะหาเรื่องให้เดือดร้อน ได้มากคน. ดูในส่วนที่คนเดือดร้อน คล้ายๆ เป็นเรื่องของมนุษย์ ; แต่ดูในเรื่องของ ธรรมชาติ ธรรมชาติมันบอกว่า : นี่มันไม่ปกติโว้ย, การที่ฆ่ากันเบียดเบียนกันนี้ ไม่ใช่ภาวะปกติ. มนุษย์ก็อาศัยกฎเกณฑ์ของธรรมชาติเพียงเท่านี้ แล้วก็บัญญัติ เพื่อความไม่ยุ่งยากลำบากของตัวเองและผู้อื่น, ที่จริงธรรมชาติไม่มารับรู้ชีวิตและร่างกายของบุคคลใด ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเลย มันต้องการความปกติอย่างเดียว. แต่พอมาถึงมนุษย์ มนุษย์มีการยึดถือว่า นั่นของฉัน นี่ของฉัน นั่นของแก ; นี่มันเป็นอย่างนี้ ก็เลยเริ่มผิดปกติขึ้นมาทีละเล็กทีละน้อย : นับตั้งแต่เริ่มยึดถือว่านี่ของฉัน นั่นของแก แล้วฉันอยากได้มากกว่านี้. บางทีฉันก็ ไปเอาของแก หรือว่าฆ่าแกเสียเพื่อจะเอาอะไรของแกมา ; อย่างนี้. หรือว่าโกรธ ขึ้นมาว่า แกมันมาล่วงเกินฉัน ฉันก็ฆ่าแกเสีย อย่างนี้เป็นต้น. นี่มันเป็นความถูก ชนิดที่ยึดมั่นถือมั่นด้วยกิเลส ; แต่แล้วก็เป็นไปตามกฎของธรรมชาติอย่างเดียวกัน ที่ว่า : พอผิดปกติแล้ว เป็นเรื่องยุ่งทันที, พอมีความผิดปกติแล้วเป็นมีเรื่องยุ่งทันที. ธรรมชาติต้องการให้ปกติ มนุษย์ก็อนุโลมตาม แต่ก็ไม่วายที่จะเห็นแก่ตัว. ศีลข้อที่ ๒ คือ อทินนาทานที่ว่าไม่ให้ประทุษร้ายทรัพย์สมบัติ ของผู้อื่น นี้เราอย่ามองแต่ว่า ไปลักไปขโมยอะไรอย่างเดียว, คือต้องไม่ประทุษร้าย ทรัพย์สมบัติของผู้อื่นโดยทุกวิถีทาง. เพราะว่าการไปประทุษร้ายทรัพย์สมบัติของเขานั้น มันผิดปกติ, มันสูญเสียธรรมชาติปกติ; และยิ่งเอามาเป็นของเราด้วยแล้วก็ยิ่งยุ่ง กันใหญ่ ; ผิดปกติมากไป เป็นกิเลสมากไป แล้วก็จะเห็นแก่ตัวมากขึ้น ; ฉะนั้นมนุษย์ ก็ทนไม่ได้เหมือนกัน จึงต้องบัญญัติศีลข้อนี้.
น.122 ศีลข้อที่ ๓ กาเมสุมิจฉาจาร อย่าประทุษร้ายของรักของผู้อื่น การที่เรามีจิตคิดประทุษร้าย หรือไปกระทำลงไป ด้วยการประทุษร้ายของรักของผู้อื่น มันผิดปกติ มันผิดสภาพปกติของธรรมชาติ : ฉะนั้นมนุษย์ก็ต้องยุ่งต้องวุ่นวายต้อง เดือดร้อน. ศีลข้อที่ ๔ ที่ว่ามุสาวาท นี้คือละเมิดสิทธิอันชอบธรรม หรือทำผู้อื่น ให้เสียสิทธิอันชอบธรรม โดยใช้วาจา; แยกออกไปเป็นการกระทำโดยใช้วาจา แปลก ออกไปจากที่เราใช้กาย. มันก็มีหลักอยู่ตรงที่ว่า มนุษย์มีปาก, มีปากก็ต้องพูด, แล้วจะพูดอย่างไร จึงจะไม่สูญเสียภาวะปกติของธรรมชาติ; ก็ต้องพูดใน ลักษณะที่ไม่ไปประทุษร้ายอะไรของใครเข้า. โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิอันชอบ ธรรม เขาควรจะได้อะไรมีอะไร ; นี่เราอย่าไปใช้ปากนี้ทำให้เขาสูญเสียสิทธิ อันนั้น ทำให้เขาหลงปากของเรา แล้วเขาสูญเสียสิ่งที่เขาควรจะมีนั้น. การใช้ปาก เป็นเครื่องทำให้ผิดปกติของธรรมชาตินี้ ต้องควบคุม ; ฉะนั้นธรรมชาติต้องการที่จะ ควบคุมปากของมนุษย์ จึงมีกฎเกณฑ์อันนี้ขึ้น แล้วมนุษย์ก็ยอมรับ เพราะมันจริง. ศีลข้อที่ ๕ ที่ว่า สุราเมรยมัชชปมาทะ นี่อย่าถือเอาตามตัวหนังสือ ว่าสุราเมรัย มันจะฉลาดนิดเดียว. ถ้าถือให้ถูกต้องเต็มตามสิกขาบทนี้ ก็ต้องใช้ คำว่า ไม่ประทุษร้ายสติสมปฤดีของตนเอง. ศีลข้อที่ ๕ นี้อย่าไปพูดอย่างลูก เด็ก ๆ ว่า ห้ามดื่มสุราและเมรัย ต้องถือหลักว่า : ศีลข้อที่ ๕ นี้ห้ามการประทุษร้าย สติสมปฤดีของตนเอง. ไม ในตัวบทที่ว่า ห้ามดื่มสุราและเมรัยนั้น ก็ยังมีขยายความ ไว้ว่า : อันเป็นที่ตั้งของความประมาท. เราอย่าเอาแต่สุราและเมรัย อะไรเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ก็ต้อง เอาทุกอย่าง อะไรกินเข้าไป ทาเข้าไป สูบเข้าไป ดมเข้าไป หรืออะไรเข้าไป ก็ตามใจเถอะ, ทำให้สูญเสียสติสมปฤดี ทำให้สูญเสียสติสัมปชัญญะละก็ ให้ถือ ว่ามันผิดศีลข้อนี้หมด. สุราเมรัยนี้มันดื่มทางปาก, เดี๋ยวนี้มีของที่สุดทางจมูก หรือ ว่าทางผิวหนัง หรืออะไรอีกมากมาย ที่เป็นพวกทำให้สูญเสียสมปฤดี.
น.123 ศีลมีเจตนาเป็นตัวศีลนั้นถูกแล้ว แล้วมันเป็นศีลขั้นต้นของลูกเด็ก ๆ. เดี๋ยวนี้เราพูดกัน หมดทุกอย่าง ศีลที่มีเจตนาเป็นตัวศีล ก็ได้พูดมาแล้วข้างต้น ; ศีลรับจ้างนั้นเอากิเลส เป็นหลัก ศีลสำรวมระวังด้วยวิรัตินี้ เอาเจตนาเป็นหลัก ; ส่วนศีลที่เอาความบริสุทธิ์ ใจเป็นหลักนี้ เอาปัญญาที่รู้จักทำจิตให้บริสุทธิ์อยู่เสมอนี้เป็นหลัก, ภาพ แต่เดี๋ยวนี้เรา เอาความว่างเป็นหลัก มันง่ายที่สุด ; แต่ก็ยากที่สุดตรงที่ว่าจะเอาความว่างนี้มา จากไหน ; แต่ถ้าทำให้ความว่างเกิดขึ้นมาได้แล้ว ศีลเป็นอัตโนมัติมาเอง. บุคคลเป็นพระอรหันต์โดยไม่เคยรับศีล โดยไม่เคยรู้เรื่องศีลก็มี ; แต่ว่ามีศีล. เช่นว่าพระสาวกบางองค์ ได้ฟังเรื่องอนัตตา แล้วเป็นพระอรหันต์ไปเลย, ไม่ได้รับศีล ไม่ได้อะไรศีลเลย แต่กลับมีศีล; เพราะว่าในความเป็นอนัตตานั้น มันไม่ทำอะไร ให้ผิดศีลได้ แล้วก็มีศีลสมบูรณ์โดยอัตโนมัติ เต็มเปี่ยมร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่ตลอดเวลา โดยอัตโนมัติไม่ต้องเจตนา. ศีลอย่างนี้เรียกว่าเหนือเจตนา เป็นศีลถึงที่สุด จึงจัดไว้ เป็นพวกโลกุตตรศีล. ศีลปฏิบัติอย่างรับจ้าง เป็นศีลทาสก็มี, ศีลปฏิบัติด้วยความเคร่งเครียด มีเจตนา มีวิรัติ สังวรระวัง เต็มที่ก็มี, ศีลเอาปัญญาเป็นเครื่องมือรักษาความบริสุทธิ์ แห่งจิตก็มี, แล้วศีลอันสุดท้ายนี้ เอาสุญญตาออกหน้ามารับหน้าอยู่เป็นประจำ. นี่แหละ ถ้าจะดูการปฏิบัติกันในรูปนี้ มันก็มีอยู่ ๔ แบบ ใน ๓ แบบหลังนั้นใช้ได้ดี. ส่วน แบบแรกนั้นไม่ไหว คือศีลที่กิเลสใช้ให้ไปรักษา รับจ้างกิเลสรักษา. ส่วน ๓ แบบ หลังนี้เอาคุณธรรมที่ไม่เกี่ยวกับกิเลสมาเป็นหลักรักษา, สูงขึ้นมาเรื่อย ๆ จาก เจตนามาเป็นปัญญา จากปัญญามาเป็นความว่าง. ใครจะว่าอาตมาว่าเอาเองทั้งนั้น หรือพูดโกหกด้วยซ้ำไป ก็ตามใจเถอะ. ที่มองเห็นจริงๆ มันมีอยู่อย่างนี้ แล้วไม่มีใครเคยได้ยินด้วยซ้ำไปว่า ศีลสุญญตา, ศีลชนิดนี้ไม่มีใครเคยได้ยิน แต่ตัวจริงมีอยู่ ตัวจริงมีอยู่ในธรรมชาติอันลึกซึ้ง เมื่อไม่อยากมอง เมื่อไม่มีใครมอง มันก็ไม่เห็น.
น.124 ทีนี้ถ้าบางคนมอง เขาก็ไม่ถือว่าเป็นศีล เขาถือว่าเป็นปัญญาไปเสีย. คนชนิดนั้นเป็นคนชอบเหนื่อยมาก เป็นคนชอบให้มีเรื่องมาก ให้มีหลายเรื่องหลายอย่าง, ปฏิบัติไป ทุกเรื่อง ทุกอย่าง ; ชอบเหนื่อยมาก ; ส่วนเราไม่ชอบเหนื่อยมาก ไม่ชอบยุ่งยากมาก ชอบรวบรัด. เมื่อเข้าถึงอนัตตาได้แล้ว ศีล สมาธิ ปัญญา "ก็บริบูรณ์ไปหมด แบบพระอรหันต์ที่พึ่งแต่เรื่องอนัตตาแล้ว ก็เป็นพระอรหันต์แล้ว ท่านก็มีศีล สมาธิ ปัญญา ครบโดยอัตโนมัติ; นี่เรียกว่าเรื่องมัน ไม่มาก. หลักเกณฑ์ในการปฏิบัติ หลักในการปฏิบัตินี้มันขึ้นอยู่กับศีลแต่ละอย่าง ๆ ที่ต่างกัน. ถ้าว่า เราจะถือ ศีลโดยแยกเป็นว่า : ศีลประธานกับศีลประกอบ ก็ต้องจัดให้ศีลประธานกับศีลประกอบ นี้กลมเกลียวกันไปได้เรื่อย. ศีลที่เป็นหลักนั้นต้องมี ; ศีลที่ประกอบนั้นมีเท่าที่จำเป็น ; บางทีเราไม่ต้องการจะอยู่ในสังคม หรือว่าไม่เกี่ยวข้องกับสังคม เราก็ไม่ต้องรักษาศีล หยุมหยิมเกี่ยวกับกิริยามารยาทในทางสังคม. นี่คือตัวอย่างของสิ่งที่เรียกว่า เราจะต้อง รู้จักจัดหา หรือว่ารักษาเท่าที่มันจำเป็นในส่วนศีลประกอบ แต่ในส่วนศีลที่เป็นหลัก เป็นประธานแล้วต้องทำเต็มที่. ทีนี้ถ้าว่ามีศีลอยู่ ๒ อย่าง : คือศีลที่เป็นไปเพื่อวัฏฏะ และศีลที่เป็นไป เพื่อวิวัฏฏะ แต่เราก็ยังชอบสวย ชอบดี ชอบเด่น อะไรอยู่ ก็ต้องทำให้มันกลมกลืนกัน : คือรักษาศีลอย่างที่เป็นไปเพื่อวิวัฏฏะนั้น มันก็ต้องได้ผลอย่างที่เป็นโลก ๆ เป็นผลพลอย ได้ด้วย. ฉะนั้น อย่ากลัวว่า จะไม่มีใครนับหน้าถือตา หรืออะไรทำนองนั้น, อย่าไป กลัวเข้า ; ถ้าไปกลัวเข้าแล้วจะทำให้ศีลเศร้าหมอง. ขอให้รักษาศีลเพื่อศีล ไม่ใช่ รักษาศีลเพื่อสังคม หรือเพื่อประโยชน์ทางสังคม ; เพราะฉะนั้นจงศึกษาใหม่ว่า เรื่องศีลชนิดไหน มีหลักอย่างไร ก็ปฏิบัติให้ถูกตามหลักอย่างนั้น. สำหรับปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติศีล มีหัวข้อที่จะต้องนึกถึงอยู่อย่างนี้ว่า : รักษาศีลจนตายก็ไม่เคยมีศีล แล้วก็ไม่รักษาศีลเลย แต่มีศีลสมบูรณ์. มันเป็น
น.125 คำพูดที่ตรงกันข้ามอยู่ : รักษาศีลจนตายก็ไม่เคยมีศีลเลย แล้วก็ไม่รักษาศีลเลย แต่กลับ มีศีลสมบูรณ์. ที่ว่ารักษาศีลจนตายไม่มีศีลนั้น ก็หมายความว่า มีศีลแต่พิธีรีตอง เท่านั้นแหละ รักษาศีลพอให้เป็นพิธีรีตองเหมือนกับเครื่องจักร ; อย่างนี้รักษา เท่าไรก็ไม่มีศีลที่แท้จริงได้ เพราะเป็นศีลหนัก ศีลแบก ศีลหาบ อยู่ตลอดเวลา. นี้คือรักษาศีลด้วยอำนาจกิเลสใช้ให้ไปรักษา เป็นศีลทาส เป็นทาสของกิเลสตัณหา เป็นศีลที่กิเลสลูบคลำ. คำที่ต้องจำไว้อีกอย่างหนึ่งเขาเรียกว่า กิเลสตัณหาลูบคลำ ; ศีลที่กิเลส ตัณหาใช้ให้ไปรักษานั่นแหละ คือศีลที่กิเลสตัณหาลูบคลำ : รักษาศีลเพื่อประโยชน์ ทางกามารมณ์ ประโยชน์อะไรของกิเลสตัณหา ; อย่างนี้เขาเรียกว่าศีลที่มีกิเลสลูบคลำ ไม่เรียกว่ามีศีลชนิดที่ถูกต้อง ; ฉะนั้นจะรักษาไปเท่าไร ๆ มันก็ไม่มีศีลที่ดี ที่ถูกต้อง. ข้อที่ว่า ไม่รักษาศีลเลย แต่มีศีลที่สมบูรณ์ นี้ก็คือศีลที่อาศัยปัญญา หรือว่าสุญญตาเป็นพื้นฐาน; ไม่ได้รักษาศีล ไม่ได้มีท่าทางกิริยารักษาศีล สมาทานศีล อะไรเหมือนกับเขาทั้งหลาย แต่กลับมีศีลสมบูรณ์ ; คือว่ารักษาปัญญา หรือความว่างของตัวกูอะไรนี้อยู่เป็นประจำ เรียกว่าศีลอนัตตาก็ได้ เอาอนัตตาเป็น ปัญญาประจำอยู่. ศีลอย่างนี้เบา ไม่ต้องแบกต้องหาม ไม่หนัก ไม่เป็นทาส เป็น ศีลนาย, มีปัญญาอยู่แล้ว ไม่ถูกกิเลสตัณหาครอบงำ: อาศัยอำนาจของปัญญา นั้นแหละดึงเอามาซึ่งศีลอะไร ๆ อื่น ๆ ที่ควรจะมีมา. มีพุทธภาษิตอยู่ข้อหนึ่งที่ว่า : ปญฺญา ทิ เสฏฐา กุสลา วทฺติ - ผู้ฉลาด ทั้งหลายกล่าวปัญญาว่า เป็นของประเสริฐสุด ; นกขตตราชาริว ตารกานิ - เหมือน พระจันทร์ที่เด่นหรือประเสริฐกว่าดาวทั้งหลาย. หมายความว่า ในคุณธรรมทั้งหลาย ทั้งปวง ปัญญาประเสริฐที่สุด ; จึงมีคำว่า สีลิ สิรี จาปี สตญจ ธมฺโม - จะเป็น ศีลก็ดี เป็นศิริก็ดี เป็นสัปปุริสธรรมก็ดี อยู่ในอำนาจของปัญญาทั้งนั้น ; หมาย
น.126 ความว่า ถ้ามีปัญญาแล้ว ปัญญานั้นจะดึงเอามาหมดทั้งศีล ทั้งศิริ ทั้งสัปปุริสธรรมอะไร ต่าง ๆ คำกล่าวข้อนี้เข้าใจว่า มีก่อนพุทธกาลก็ได้ แต่พระพุทธเจ้าก็ตรัสข้อความนี้ ด้วยเหมือนกัน. แปลว่านอกพุทธศาสนาก็ตาม ในพุทธศาสนาก็ตาม ยอมรับรองข้อที่ว่า "ปัญญาประเสริฐกว่าธรรมทั้งหลายอื่น" เพราะว่าสามารถจะดึงเอามาซึ่งธรรม ทั้งหลายที่ต้องการนั้น : อยากจะมีศีลก็เอามาให้ได้, อยากจะมีสมาธิก็เอามาให้ได้, อยากจะมีปัญญาก็เอามาให้ได้ เพราะเป็นตัวปัญญาอยู่แล้ว, อยากจะมี มรรค ผล นิพพานก็เอามาให้ได้. เพราะฉะนั้น จึงถือว่าปัญญานี้ประเสริฐกว่าธรรมทั้งหลาย ; เราก็เลยเอาปัญญานี้มาเป็นเครื่องมือรักษาศีล เป็นเครื่องดึงเอามาซึ่งศีล รวบรวม เอามาซึ่งศีล ก็มีศีลได้โดยปัญญานั้น โดยที่ไม่ต้องรักษาศีลก็มีศีลได้ เพราะอำนาจของ ปัญญานั้น จะเรียกว่าศีลปัญญาก็ได้. ถ้าว่าศีลใดเป็นไปเพื่อความต้องการของกิเลส หรือว่าอยู่ในโลก หรือ เวียนว่ายไปในวัฏฏะ ; อย่างนี้ไม่ใช่ปัญญา. ถ้ามีปัญญามันไม่ต้องการอย่างนั้น ; ถ้าต้องการอย่างนั้นก็ไม่ใช่ศีลที่บริสุทธิ์ เป็นศีลของกิเลสอยู่เรื่อยไป ; เขาเรียกว่า โลกียศีล : ศีลเพื่อให้ได้สวรรค์ ศีลเพื่อให้ได้ชื่อเสียง ศีลเพื่อให้ได้ความเคารพนับถือ, อย่างนี้เป็นโลกียศีลหมด ; เพราะเวียนอยู่ในโลก วนเวียนอยู่ในโลก แล้วมีเจตนา นั่นแหละเป็นหลัก. โลกียศีลนั้นต้องพึ่งเจตนาเป็นหลัก ; ส่วนโลกุตตรศีล ก็พึ่งปัญญา เป็นหลัก ทิ้งเจตนาเสียเลยก็ได้ ; เอาปัญญาหรือเอาความว่างมาเป็นหลัก จึงเรียกว่า ศีลนี้อยู่เหนือเจตนา. ศีลธรรมดาอยู่ได้ด้วยเจตนา อยู่ใต้อำนาจของเจตนา เรียกว่าโลกียศีล. ส่วนศีลสูงสุดเป็นไปตามอำนาจของปัญญา ไม่เพ่งเล็งถึงเจตนา ; เพราะว่าอยู่เหนือเจตนา. ถ้ามีสุญญตาคือความว่างจากความยึดมั่นถือมั่นแล้วก็เป็นศีล สมบูรณ์อยู่ในตัว มีทุกข้อของทุกศีลเลย.
น.127 ความรู้ประกอบ ในการปฏิบัติศีล เอาละทีนี้เราจะพูดต่อไปอีกนิดหนึ่งถึงข้อที่ว่า ในการที่ปฏิบัติศีลนั้น จะต้องหาความรู้ประกอบรอบตัวบ้าง จึงควรที่จะรู้ว่า ในการที่จะปฏิบัติศีลนี้ เราจะต้องรู้ว่า อะไรเป็นสมุฏฐานของศีล ? เป็นรากฐานของศีล เป็นอุปกรณ์ ของศีล เป็นปัจจัยของศีล เป็นอาหารของศีล เป็นเครื่องประดับของศีล ? อะไร เหล่านี้หลาย ๆ อย่าง เพื่อช่วยให้ง่ายเข้า ก็อยากจะแนะว่า : คู่ที่ ๑ หิริโอตตัปปะมาเป็นคู่แรก จะช่วยให้รักษาศีลได้ง่าย, ให้สบาย ให้ไม่หนักนัก ; ต้องพยายามอบรมหิริและโอตตัปปะให้มีอยู่เพื่อจะช่วยให้การ รักษาศีลเป็นของง่าย. ความละอายบาปความกลัวบาปนี้ พร่ำระลึกกันไว้ให้มาก ๆ เถอะ จะไม่เปิดโอกาสให้ไปทำผิดศีลข้อไหนได้, และเมื่อรักษาแต่หิริโอตตัปปะไว้ ก็เป็น อันว่ารักษาศีลทั้งหมดไว้. จงมีความละอายบาปกลัวบาปเถิด เดี๋ยวนี้รู้อยู่ว่าเป็น บาป ก็ยังกล้าทำอยู่ ; นี่คือไม่มีหิริ ไม่มีโอตตัปปะ. คู่ที่ ๒ ต้องมีสติสัมปชัญญะ, สติสัมปชัญญะนี้ต้องใช้ในทุกกรณี ในที่ทั้งปวง ในที่ทุกแห่งทุกเวลา. ในเรื่องศีลก็เหมือนกัน ต้องมีสติสัมปชัญญะ สมบูรณ์ อย่าเผลอ. สติคือไม่เผลอ ; สัมปชัญญะ คือรู้ตัวอยู่เรื่อย. ถ้ามี สติสัมปชัญญะแล้ว ศีลก็อยู่ได้สะดวกดาย. คู่ที่ ๓ ก็คือ ขันติกับโสรัจจะ คือความอดทนแล้วก็ความเสงี่ยม เรื่อง ความอดทน นี้ขอให้ถือว่า ในทุกกรณีจะต้องใช้ ; เพราะพอเราจะไปทำอะไร ให้ดีเท่านั้นเราก็ต้องอดทนแล้ว พอจะรักษาศีลก็ต้องมีความอดทน; เพราะฉะนั้น หัดอดทนเสียให้เป็นนิสัย. ในการทนนี้อย่าหน้าบูดหน้าเบี้ยว มันไม่น่าดู ; ต้องทน ด้วยภาวะที่ปกติของศีลด้วยเหมือนกัน คือหน้าตาใจคอมือไม้อะไร สำรวมให้ปกติอยู่ อย่าให้มันบูดเบี้ยวหรือสั่นระรัวไป ซึ่งน่าเกลียดน่าชัง. ผู้ที่ทนได้ก็หมายความว่า
น.128 ทนอยู่ในภาวะที่ปกติตามเดิม ไม่เสียความหมายของคำว่าศีล คือภาวะปกติ. เหล่านี้ เป็นรากฐานของศีล เป็นปัจจัย เป็นอุปกรณ์ของศีล. จะมองดูกันในแง่ไหนก็ได้, ความละอายบาปนี้เป็นรากฐานของศีล เป็นอุปกรณ์ของศีล เป็นเครื่องประดับของศีล. ธรรมะที่เป็นอำนาจหรือกำลังหรือเครื่องมือ สิ่งที่เป็นอำนาจ หรือกำลัง เครื่องมือ นี้มีอยู่ ๓ ชื่อด้วยกัน เรียกว่า หมะ -บังคับตัวเอง สังวระ -สังวรระวัง ปหานะ -การละ. ให้มีทมะ - บังคับตัว สังวระ - สังวรระวัง แล้วปหานะ - ก็ละสิ่งที่ต้องละ นี้คือกำลังหรือเครื่องมือที่จะให้ ศีลอยู่ได้ ทนต่อกิเลส ให้ชนะกิเลสได้ ก็ต้องอาศัยสิ่งเหล่านี้. สำหรับสิ่งที่มาเป็นกำลังหล่อเลี้ยงศีลเหมือนกับอาหาร นี่ก็ต้องระบุไป ยัง สัจจะ อย่างหนึ่ง จาคะ อย่างหนึ่ง แล้วก็ความเคารพตัวเอง ความนับถือตัวเอง. - ถ้าเราไม่มีสัจจะ ไม่มีทางที่จะเอาศีลไว้ได้ เพราะว่ามันรับผิดชอบเพียง ชั่วขณะ. พอพูดกันเสร็จแล้ว ก็เลิกคำมั่นสัญญา ไม่มีสัจจะก็ไม่มีศีลได้. - จาคะ นี้ สิ่งใดที่เป็นข้าศึกของศีลก็สละอยู่เรื่อย : อย่าไปพูดกับคนนั้น อย่าไปสถานที่นั้น อย่าไปชอบอันนั้นเข้า ; ยอมสละมันเสีย นี่เรียกว่าจาคะ. ถ้ามี จาคะอย่างนี้ ศีลก็ได้รับการหล่อเลี้ยงที่ดี. - ความนับถือตัวเอง นี้ก็คล้าย ๆ กับหิริและโอตตัปปะ แต่แยกออกมาว่าเรา บูชาเคารพความเป็นมนุษย์ของเรา ว่ามันเป็นการได้ที่ดี. ความเป็นมนุษย์ของเรานี้ ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย มันมีมาสำหรับให้ได้รับประโยชน์ที่สุด ถึงจุดที่มนุษย์ควรจะได้. เราเคารพอุดมคติอันนี้อยู่เสมอ นับถือตัวเองว่า ไม่ใช่คนเลว ไม่ใช่คนต่ำ ไม่ใช่คน ไร้ความสามารถ ไม่ใช่คนสิ้นหวัง ; เราต้องการจะให้ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะ ได้รับ. นี่แหละอาหารเบื้องต้นของศีลเป็นอย่างนี้. สำหรับศีลที่เป็นโลกียะ ที่จะ ต้องค่อย ๆ ไต่เต้าไปด้วยเจตนา ต้องมีสิ่งเหล่านี้หล่อเลี้ยง.
น.129 ทีนี้พอสูงขึ้นไป ๆ ไม่เท่าไรก็ไปถึงระดับที่พ้นความจำเป็นเหล่านี้ ย่อมมีศีล ได้โดยอัตโนมัติ ด้วยอำนาจของปัญญา ของสุญญตา. แต่ถ้าเราพูดถึง รากฐาน หรือปัจจัย หรืออาหารในเบื้องต้นของศีลแล้ว ขอให้นึกถึงสิ่งเหล่านี้ว่า ความ ละอายบาป ความกลัวบาป ความมีสติสัมปชัญญะ ความมีความอดกลั้นอดทน ความมีสัจจะ ความสงบเสงี่ยม ความบังคับตัวเอง ความสำรวมระวัง ให้ละ สิ่งที่ต้องละอยู่เสมอ มีความซื่อสัตย์ มีความนับถือตนเอง ว่าเราต้องทำดีให้ได้. อานิสงส์ ของ ศีล ข้อสุดท้ายที่ต้องพูดก็ไม่มีอะไรนอกจาก อานิสงส์ของศีล จะบอกอานิสงส์ กันเสียสักหน่อย. หัวข้อสำหรับพูดว่าหลักปฏิบัติเรื่องศีล แล้วทำไมมาบอกอานิสงส์ ? ก็เพราะว่าอานิสงส์นั้นคือกำลังใจ กำลังใจให้เกิดการปฏิบัติ ถ้าไม่มองเห็นอานิสงส์ แล้วมันท้อแท้ ฉะนั้นการรู้อานิสงส์ของศีลไว้นี้ มันช่วยให้เกิดกำลังใจ ในการปฏิบัติ สำหรับอานิสงส์อย่างเดียวกันอีก ขึ้นอยู่กับข้อที่ว่าศีลชนิดไหน, ศีล ประเภทไหน ; ในเมื่อมีศีลหลายชนิด อานิสงส์ของศีลก็ต้องมีหลายชนิด. ศีล ประเภทอาทิพรหมจรรย์ คือตัวศีลประธานนี้ ก็ทำให้แน่วแน่มั่นคงปลอดภัย ศีล อภิสมาจาริกาสิกขา ศีลประกอบนั้น ก็ทำให้ดูงาม, เหมือนกับเรามีเสาปักเป็นหลัก ปักมั่นคงแล้ว มันก็พอแล้วสำหรับความประสงค์ในการรักษาศีล. แล้วทำไมจะต้อง ไปทาสีให้สวย ? ก็เพราะว่ามันน่าดูกว่า จึงทาสีให้สวย บ้านเรือนก็เหมือนกัน ทำด้วย อิฐด้วยหินด้วยคอนกรีต มันก็พอแล้ว. ทำไมต้องไปทาสีให้สวย ? ก็เพราะว่าเพื่อ ให้มันประกอบขึ้นมาอีกหน่อยหนึ่งในเรื่องความสวยงาม. ฉะนั้น เรารักษาศีลประธาน เพื่อให้อยู่ได้แท้จริง, รักษาศีลประกอบเพื่อให้ดูสวย. หรือถ้าจะมองกันว่า ทาสีบ้านเพื่อกันปลวก อย่างนี้มันก็อยู่ในการช่วยเหลือศีลประธานด้วยเหมือนกัน ; ฉะนั้นในบางกรณี ศีลประกอบนี้ช่วยสนับสนุนศีลประธาน นี้คืออานิสงส์ของศีล.
น.130 ทีนี้ เราจะดูกันต่อไปถึงศีล ๒ ประเภทใหญ่ ๆ คือศีลที่เป็นไปเพื่ออุปธิ และศีลที่ไม่เป็นไปเพื่ออุปธิ. ศีลประเภทที่เป็นไปเพื่ออุปธิ ยังต้องแบก ยังต้อง เหนื่อย ต้องหนักอะไรอยู่มาก อย่างนี้คือศีลโลกียะ. ศีลอะไรเหล่านี้ อานิสงส์ของมัน ก็เห็นชัด ๆ อยู่แล้ว เห็นได้จากวัตถุประสงค์ หรือว่าความจำเป็นที่เราจะต้องมีศีลนั้น. ศีลประเภทนี้ก็ทำบุคคลเอกชนแต่ละคน ให้สวย ให้หอม ให้ดี ให้เด่น ให้รวย ให้ กว้างขวาง ในโลกนี้และในโลกอื่น ศีลมีกลิ่นหอมฟุ้งทวนลมไป. มีคำพูดที่พูดกันอยู่เสมอว่า : ดอกไม้มีกลิ่นหอม แต่ไม่ทวนลมได้ ; ส่วนศีลทวนลมได้. นี่เขาอุปมาเป็นกลิ่นหอม. หรือสวยก็เหมือนกัน : สวยอย่าง ที่ว่าประดับเพชรพลอยอย่างนี้ มันก็อย่างเด็กอมมือ ; ถ้าสวยแท้จริงก็สวยอย่าง ความมีศีล มีความดี มีความเด่น ; อยู่สบายในโลกนี้และโลกอื่น นอกจาก โลกนี้. นี่หมายความว่า เผื่อว่ามันมีโลกอื่น หรือถ้าไม่มีโลกอื่น เราก็รับประกัน ได้เหมือนกันว่า เราอยู่ได้สบาย. ศีลทำให้บุคคลเป็นอย่างนี้; และทำให้สังคมนี้, จะเป็นสังคมเล็กสังคมใหญ่ก็ตามเถอะ มีสภาพน่าเลื่อมใส อยู่กันได้ด้วยความสงบสุข สามัคคี. อานิสงส์ของการไม่เบียดเบียนกันนั่นแหละ คืออานิสงส์ของศีล มองดู กันด้วยสายตาแห่งความรัก เข้ากันได้สนิทเหมือนน้ำกับนม. นี้เป็นสำนวนบาลี พรรณนาอานิสงส์ของการที่สังคมมีศีล. เดี๋ยวนี้เรามองตากันด้วยความระแวง ความกลัว ความเกลียด เพราะไม่มีศีลกันทั้งสองฝ่าย ; หรือมีศีลฝ่ายเดียว ก็ยังมองตากันด้วย ลักษณะนี้ : ระแวง เกลียด กลัว อิจฉาริษยาใครก็ไม่รู้ ; แล้วก็เข้ากันไม่ค่อยจะได้ ขัดขวางกันเพราะความมีศีลไม่เหมือนกัน หรือไม่มีศีลเลย. "นอนไม่ต้องปิดประตู" นี้ก็เป็นคำโบราณมาก ; มีในบาลี "นอนไม่ ต้องขีดประตู ให้ลูกน้อยเต้นรำอยู่บนอก" อะไรในทำนองนี้มีมากเหลือเกิน ที่เป็น อานิสงส์ของการไม่เบียดเบียน ; คนไม่ต้องกลัว ไม่ต้องระแวงใคร นอนไม่ต้อง ปิดประตูบ้าน หรือบ้านไม่ต้องทำประตู. นี่ศีลประเภทโลกียะที่ประกอบด้วยอุปธิ มันก็ให้มากได้เพียงเท่านี้ คือให้อยู่กันเป็นผาสุกทั้งโดยส่วนเอกชนและสังคม.
น.131 ศีลประเภทนิรูปธิกา คือไม่ประกอบด้วยอุปธิ ศีลชนิดนี้ส่งไปทางสมาธิ ปัญญา มรรค ผล นิพพาน ; ดังนั้นคนบางคนเขาปฏิบัติศีลรักษาศีลประเภทนิรูปธิกา ไม่ต้องการสวรรค์วิมาน ไม่ต้องการดีเด่นในสังคม ต้องการให้หมดกิเลสเร็ว ๆ ฉะนั้น มีศีลเมื่อไร ก็เป็นการบังคับกิเลสจากภายนอกเข้าไปทันที. กิเลสถูกบังคับจากภายนอก แล่นเข้าไปภายใน ก็ถูกสมาธิถูกปัญญาตัดฟันเอาอีก มันก็เลยตายหมด. ศีลนี้ล้อม หรือต้อนกิเลสเข้าไปให้จนมุม ให้สมาธิกดหัวเอาไว้ ให้ปัญญาเชือดคอให้ขาด ; กิเลสมันก็ตาย. รักษาศีลในรูปนี้ โดยความมุ่งหมายอย่างนี้ เป็นนิรูปธิกา, มีอานิสงส์ เพื่อมรรคผลนิพพาน. นี่อานิสงส์โดยหลักใหญ่ใจความ มันก็มีอยู่อย่างนี้ ; โดยราย ละเอียดก็ไปแจงดูก็แล้วกัน เดี๋ยวนี้โลกไม่มีสันติภาพ เพราะว่าโลกไม่มีศีล, โลกปัจจุบันนี้ไม่มีศีล จึงไม่มีสันติภาพ. โลกปัจจุบันนี้ขาดศีล ไม่มีศีล ทำลายศีลทุกข้อเลย. นี่พูดโดย ส่วนใหญ่ ว่าโลกปัจจุบันนี้ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคน ยกเว้นส่วนน้อย; ทีนี้ส่วนใหญ่นั้น เป็นโลกที่ไม่มีศีล แล้วเดือดร้อนอยู่ทุกหัวระแหง อย่างที่เห็น ๆ กันอยู่ ; ไม่ต้อง เชื่อคนอื่น เห็นได้ด้วยตนเองว่า โลกกำลังไม่มีสันติภาพยิ่งขึ้น ๆ ๆ จะร้อนระอุยิ่งขึ้น, จะเอียงไปทางมิคสัญญีมากขึ้น. โลกไม่มีศีลประธาน ที่เป็นหลักใหญ่ โลกไม่ถือศีลข้อปาณาติปาตา เวรมณี จึงฆ่ากันอย่างเลือดเย็นก็มี ฆ่ากันอย่างเลือดร้อนก็มี. สงครามนี้มันฆ่ากัน อย่างเลือดร้อนก็มี, แล้วที่ฆ่าอย่างเลือดเย็นก็คือแกล้งกันให้ฉิบหาย ให้เสื่อมเสียทาง เศรษฐกิจ แล้วตายไปที่หลังก็มี อย่างนี้ฆ่าอย่างเลือดเย็น, ไม่มีการไว้หน้าใคร คิดจะ ฆ่ากันทั้งอย่างเลือดร้อนและเลือดเย็น. และเดี๋ยวนี้ใครฆ่าคนได้มาก เป็นคนมีเกียรติ ประดับเหรียญสูงสุดไป ; ใครฆ่าคนได้มากที่สุดจะได้รับเหรียญตราเกียรติยศชั้นสูงสุด ติดหน้าอกเลย ; อย่างนี้แล้วทำไมมันจึงจะไม่วุ่นวายเล่า; ในเมื่อเขานิยมว่า ยิ่งฆ่าคน ได้มากก็ยิ่งเก่งยิ่งมีเกียรติ.
น.132 โลกปัจจุบันนี้ไม่มีศีลข้อที่ ๒ คือ อทินนาทานา เวรมณี เห็นแก่ตัวจัด, เห็นแก่ตัวจัดก็รักษาศีลข้อนี้ไว้ไม่ได้. เดี๋ยวนี้มันปล้นกันซึ่งหน้า ; อย่าว่าแต่ขโมย ลับหลังเลย ปล้นกันซึ่งหน้าคือสงคราม ยกกองทัพปล้นกันซึ่งหน้า ; นี่ก็เพราะไม่มี ศีลข้อนี้. ลับหลังก็ปล้น ซึ่งหน้าก็ปล้น ; แล้วก็เตรียมปล้นกันขนาดหนักต่อไปอีก, ใช้นโยบายทางการเมืองล้วงเอาประโยชน์ของผู้อื่นมาเป็นของตัวก็มี สิ่งที่เรียกว่าการเมือง ๆ นี้ จะมีอะไรบ้างก็ไม่ทราบ แต่ที่น่าสนใจที่สุดและ น่ากลัวที่สุด ก็คือว่า การเมืองนี้มีรากฐานอยู่บนลิ้นที่กระดิกได้ของนักการเมือง มุ่งแต่ แสวงหรือสงวนประโยชน์ของตน. การเมืองนี้ ไม่มีรากฐานอยู่บนธรรมะ หรือ บนอะไรเลย ; การเมืองปัจจุบันนี้มีรากฐานอยู่บนลิ้นเล็ก ๆ ของนักการเมือง, ลิ้นที่ กระดิกได้ของนักการเมือง ที่มีหน้าที่เพียงรักษาประโยชน์ของตัว หรือต่อสู้เพื่อประโยชน์ ของตัว. ถ้าโลกบูชาการเมืองแบบนี้ ก็ย่อมรักษาศีล อทินนาทานา เวรมณี ไว้ไม่ได้ ; จึงปล้นกันซึ่งหน้า, ปล้นกันลับหลัง, ปล้นกันขนาดใหญ่, ปล้นเอาประเทศกันเลย อย่างนี้เป็นต้น. โลกปัจจุบันนี้ ไม่มีศีลข้อที่ ๓ คือ กาเมสุ มิจฉาจารา เวรมณี เพราะ เขากำลังจะตั้งศาสนาใหม่ จะยกเลิกศีลข้อนี้กันแล้ว ; ยิ่งการคุมกำเนิดทางพี่สิคส์ แพร่หลายเท่าไร การรักษาศีลข้อนี้ ก็จะมีไม่ได้ยิ่งขึ้นทุกที ; แล้วโดยจิตใจ เขาก็กำลังเอียงไปในทำนองที่ว่ายกเลิกศีลข้อนี้กันเถอะ มันจะไม่ยุ่งยากลำบาก. ทางเมืองนอกเมืองนาเขาเป็นกันมากแล้ว ทางเมืองไทยนี้ก็จะตามกันเขาในเรื่องนี้อีก เหมือนกัน ; ไม่เท่าไรโลกนี้ก็จะปราศจากศีลข้อที่ ๓. ศีลข้อที่ ๔ มุสาวาทา เวรมณี เดี๋ยวนี้ไม่มีใครถือศีลข้อนี้ ใน บรรยากาศรอบโลกนี้เต็มไปด้วยมุสาวาท ; มุสาวาททางปากพูดนก็ทุกวัน มุสาวาททาง วิทยุกระจายเสียง, วิทยุผ่านดาวเทียมรอบโลก ; นี้ก็เป็นเรื่องมุสาวาททั้งนั้น เพราะ เขาโฆษณากันแต่เรื่องการเมือง เรื่องเอาเปรียบ หรือหลอกกันให้หลงเพื่อจะเอาเปรียบ
น.133 การทำสงครามเย็น ใช้วิทยุสื่อสาร เพื่อจะเอาเปรียบ เพื่อจะหลอกลวงผู้อื่นให้อยู่ใน อำนาจของตน เพื่อจะโฆษณาชวนเชื่อให้ตนเป็นฝ่ายได้ประโยชน์. นี้เป็นมุสาวาท ทั้งนั้น. เพราะฉะนั้น บรรยากาศที่หุ้มห่อโลกอยู่นี้ จึงเต็มไปด้วยกลิ่นไอแห่งมุสาวาท อย่างน่ากลัวที่สุด. โลกไม่มีศีลข้อที่ ๕ : สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานา เวรมณี เดี๋ยวนี้ โลกชอบความมึนเมา ความมึนเมาทางวัตถุ เช่นเหล้า ของมึนเมาอะไรนี้ก็ชอบ แม้กระทั่งเฮโรอิน ก็ยิ่งชอบมากขึ้น นี้ความมึนเมาทางวัตถุ. สำหรับสุราทางเนื้อ ทางหนัง ก็คือการบูชาหลงใหลในทางกามารมณ์. เรื่องไนท์คลับ เรื่องบาร์ เรื่อง อะไรต่าง ๆ ทางกามารมณ์ นี้ก็เป็นสุราชนิดหนึ่งเหมือนกัน คือทำให้สูญเสียสมปฤดี. นี่คือสุราทางเนื้อหนัง สุราที่เป็นเนื้อเป็นหนัง. แล้วก็มีสุราทางวิญญาณ คือลัทธิต่างๆ จะเป็นลัทธิการเมือง หรือลัทธิไหนก็ตามเถอะ นี่เป็นสุราทางวิญญาณที่ทำให้คนมึนเมา หลงไปตามลัทธินั้น แล้วก็สูญเสียสติสมปฤดีเหมือนกัน. ขอให้ถือว่าสุรามี ๓ ชนิด : สุราวัตถุ ที่รินใส่แก้วกรอกเข้าปาก นี้เป็น สุราวัตถุ : แล้วสุราเนื้อหนังนั้น ไปหากามารมณ์ทางเนื้อทางหนังตามที่ที่เขามีให้ ; แล้วสุราทางวิญญาณ ก็คือลัทธิที่ทำให้คนหลงใหลลัทธิ จนทำให้ฆ่าฟันกันได้เหมือน กับเนื้อกับปลา นี้คือสุราลัทธิ เอาลัทธิมามอมกันให้มึนเมา. ทั้งหมดนี้ทำให้สูญเสีย สติสมปฤดีมหาศาลเหลือที่จะกล่าวได้ ที่มีอยู่ในความเจริญแผนใหม่ ในโลก ปัจจุบันนี้ : ฉะนั้น โลกปัจจุบันนี้ไม่มีศีลทั้ง ๔ ข้อนี้ : แต่เขาอาจจะมีศีลประกอบ. เมื่อศีลประธานเหล่านี้ไม่มีแล้ว ไปมีศีลประกอบตบตาคนอาจจะมีได้ ; เราจะไม่พูดถึง. นี่แหละการเมืองของโลกมันมีอยู่อย่างนี้ แล้วโลกเป็นโลกการเมืองยิ่งขึ้น ทุกวัน เพราะว่าโลกตกอยู่ใต้อำนาจของการเมืองมากขึ้นทุกวัน นักการเมืองกำลัง ครองโลก โลกก็เลยเป็นอย่างนี้ โลกจึงไม่มีสันติภาพ. เพราะฉะนั้นขออ้อนวอนว่า : ทุกคนจงมองดูข้อนี้ แล้วเปลี่ยนให้มันกลับหลังให้มามีศีล แล้วโลกก็จะมีสันติภาพ ตัวเองก็มีสันติภาพ. นี่คืออานิสงส์ของศีล ไม่ต้องพูดอะไรกันให้มากไปกว่านี้แล้ว.
น.134 สรุปความก็ว่า ศีลคือปกติภาวะตามธรรมชาติ ธรรมชาติกำหนดให้ และ เราก็ยอมรับเอามาตั้งเป็นหลักปฏิบัติ เพื่อจะกำจัดเสียซึ่งความโกลาหลวุ่นวาย ไม่ปกติ เพราะว่าเราทนไม่ได้ต่อความทุกข์นั้น แล้วก็ปฏิบัติศีลด้วยกำลังใจ ระมัดระวังสังวร ; แล้วก็ปฏิบัติศีลด้วยกำลังปัญญา รักษาความบริสุทธิ์อย่างเดียว; แล้วก็รักษาศีล ด้วยกำลังของสุญญตา ตั้งไว้แต่จิตที่ปราศจากตัวกู-ของกู เท่านั้น แล้วศีลก็มีสมบูรณ์. หล่อเลี้ยงศีลไว้ด้วยหิริโอตตัปปะ ขันติโสรัจจะ อะไรอย่างที่ออกชื่อมาแล้ว แล้วก็จะ ได้รับอานิสงส์อย่างนี้ : ถ้าอยากอยู่ในโลก ก็สวยหรูไปตามแบบที่อยู่ในโลก : ที่อยากจะออกจากโลก ก็จะได้อยู่เหนือโลกทุกอย่างทุกทาง. ถ้ามีศีลแล้วอยู่ในโลกก็อยู่อย่างสันติ อยู่อย่างสงบ, ถ้าพ้นไปจากโลก เหนือโลกได้ก็เหนือ เหนือที่จะกล่าวว่าเป็นอะไร : เหนือบุญ เหนือบาป เหนือดี เหนือชั่ว เหนือสุข เหนือทุกข์ เหนือไปทั้งหมด นี่คือความหลุดพ้น ความรอด ออกไปได้ จากสิ่งผูกพันทั้งอย่างเลวและอย่างดี. หรือถ้าเรายังชอบสิ่งผูกพันอย่างดีอยู่ ก็รักษาศีลให้ดี ๆ ให้ได้อยู่กับสิ่งผูกพันอย่างดี, อย่าให้ตกไปฝ่ายชั่ว เป็นอบาย เป็นนรก. อยู่กันอย่างดี ๆ พอทนได้ แต่ก็แบกของหนัก นี้มันช่วยไม่ได้, เมื่อต้องการ จะมีอะไร มันก็ต้องแบก เมื่อแบกมันก็ต้องหนัก แม้แบกของดีๆอย่างเพชรอย่างพลอย ก็หนัก, จนกว่าจะเบื่อ ; เบื่อแล้วก็รักษาศีลประเภทที่เป็นวิวัฏฏคามินี ออกไปจาก ความวนเวียนอยู่ในโลก นั้นคือการบรรลุมรรค ผล นิพพาน. ศีลทำให้อยู่เป็นสุขในโลกนี้ และโลกอื่น แล้วทำให้ขึ้นพ้นเหนือสุข เหนือทุกข์ เหนือโลก โดยประการทั้งปวง ; แล้วตลอดเวลานั้นมีความงามทาง วิญญาณ มีความหอมทางวิญญาณ ไม่น่าเกลียด ไม่น่าชัง ไม่น่าเบื่อ ไม่น่าระอา. ขอให้ท่านทั้งหลายมีความเข้าใจในเรื่องศีล และหลักการปฏิบัติเกี่ยวกับ ศีลวัตรในลักษณะที่กล่าวมานี้จงทุก ๆ คนเถิด. ขอยุติคำบรรยายไว้เพียงเท่านี้
Buddhadasa