Buddhadasa.org

โอสาเรตัพพธรรม ตอนที่ ๔ — หลักปฏิบัติเกี่ยวกับสมาธิวัตร

โอสาเรตัพพธรรม — คำบรรยายประจำวันเสาร์ ภาควิสาขบูชา พ.ศ. ๒๕๑๔ ณ สวนโมกขพลาราม ไชยา · เสาร์ที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๑๔

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.135 ท่านสาธุชน ผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย, คำบรรยายชุดพูดกันวันเสาร์ ของภาควิสาขบูชานี้ เป็นครั้งที่ ๔ ตามหัวข้อที่กำหนดไว้แล้วล่วงหน้าว่า หลักปฏิบัติเกี่ยวกับสมาธิวัตร. ครั้งที่แล้วมาได้พูดเรื่องศีลวัตร, ก่อนหน้านี้ได้พูดเรื่องทาน, เรื่องแรก ที่สุดก็คือเรื่องสรณคมน์. ท่านทั้งหลายจะต้องสังเกตดูให้ดีว่า เป็นเรื่อง ที่แสดงหลักของการปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกัน ; แล้วก็สูงขึ้นมาตามลำดับ ๆ. การถือสรณะ คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นั้น ถือเป็น เรื่องแรก หรือเริ่มแรก. ทีนี้ เมื่อถือศาสนาแล้ว ก็ต้องมีการปฏิบัติไป ตามลำดับ : มันก็มาถึงเรื่องทาน แล้วก็เรื่องศีล แล้วก็เรื่องสมาธิในวันนี้. คำบรรยายชุดนี้ต้องการจะแสดงหลักวิธีปฏิบัติ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่หาความสนุกสนาน อะไรไม่ได้, แต่เป็นเรื่องวิชชาในพุทธศาสนา : ผู้ที่ต้องการวิชชาเท่านั้นจึงจะรู้สึกสนุก. ๑๐๔

น.136 ในวันนี้เราจะพูดกันถึง หลักปฏิบัติเกี่ยวกับการบำเพ็ญสมาธิ ทำไม จึงได้พูดเรื่องนี้ในเวลานี้ ? ทั้งนี้ก็เพราะสังเกตเห็นว่า คนทั่วๆ ไปในเวลานี้ รู้จักใช้ สิ่งที่เรียกว่าจิตให้เป็นประโยชน์ได้น้อยเกินไป, ทั้งนี้เกี่ยวกับคนที่มีความรู้หรือไม่มี ความรู้ : ถ้าเรามีความรู้ เราก็สามารถที่จะใช้สิ่งนั้นให้เป็นประโยชน์เต็มที่ได้. สมัยปัจจุบัน คนไม่รู้จักเรื่องจิต เดี๋ยวนี้ปรากฏว่า คนสมัยนี้รู้จักสิ่งที่เรียกว่าจิตน้อยไป จนใช้ให้เป็น ประโยชน์ไม่ได้ ; เนื่องจากไปหลงใหลในเรื่องทางวัตถุ หรือเรื่องทางกายกันมากเกินไป. ว่าโดยที่แท้แล้ว คนเราจะต้องรู้จักถือเอาประโยชน์ให้ได้มากทั้งทางกายและทางจิต ; และถ้าจะพูดอีกทีหนึ่งก็ว่า : เรื่องทางจิตนั้นสำคัญกว่า เพราะว่าความรู้สึกเป็นสุข หรือเป็นทุกข์นั้น มันเนื่องอยู่ที่จิตมากกว่า, หรือว่าจิตนั้นเป็นผู้รู้สึก. ถึงแม้จะ ทำการทำงานให้ได้รับประโยชน์ คนเราก็ยังต้องทำด้วยจิตที่มีความรู้ จึงจะบังคับร่างกาย ให้ทำได้ผลดี. เดี๋ยวนี้เท่าที่เป็นกันอยู่นั้น ยังใช้จิตให้เป็นประโยชน์น้อยมาก ; ดังนั้น เราจึงต้องพูดเรื่องนี้กันบ้าง เพื่อให้รู้จักใช้จิตให้เป็นประโยชน์มากกว่าที่เป็นอยู่ ในปัจจุบัน สาเหตุแห่งความไม่สงบสุขของโลก ทีนี้ จะแนะให้สังเกตดูอีกข้อหนึ่งว่า โลกเราสมัยนี้ เพราะบังคับจิต ไม่ได้ จึงเดินลงไปสู่ความหายนะ. เรื่องนี้ต้องอธิบายกันสักหน่อย : เพราะ บางคนจะไปคิดว่า โลกก็โลก, จิตก็จิต ไม่เกี่ยวข้องกัน ; หรือว่าการที่โลกกำลัง เป็นไปในทางยุ่งยากลำบาก นี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องจิต แต่เกี่ยวกับเรื่องโลก. โดยที่แท้แล้ว ไม่ว่าอะไรที่เกี่ยวกับมนุษย์แล้ว ก็รวมอยู่ที่เรื่องจิตทั้งนั้น. ที่ว่ามนุษย์บังคับจิต ไม่ได้ แล้วโลกก็เดินไปสู่ความฉิบหาย นี้มีความหมายหลายอย่าง นับตั้งแต่ว่า เมื่อบังคับจิตไม่ได้ก็ไม่อาจจะปฏิบัติธรรมะในศาสนา ก็เลยหันหลังให้ศาสนา ; เพราะ

น.137 บังคับจิตให้ปฏิบัติหลักศาสนาไม่ได้ : ก็เลยทิ้งศาสนา เอาแต่ตามใจของตัว ; โลกก็เดินไปสู่ความฉิบหาย. อีกอย่างหนึ่งก็คือว่า บังคับจิตไม่ให้ไปลุ่มหลงในทางเนื้อหนังไม่ได้ เพราะเห็นแก่เรื่องวัตถุเรื่องเนื้อหนังมากเกินไป ก็เห็นแก่ตัวมากเข้าทุกที ; คนก็ เป็นทาสของเนื้อหนัง จนถึงกับบูชาความสุขสนุกสนานเอร็ดอร่อยทางเนื้อหนังยิ่งกว่า บูชาพระเจ้า. ความยั่วยวนทางวัตถุมีมากจนคนบังคับตัวเองไม่ได้, เป็นทาสของวัตถุ แล้วก็เห็นแก่ตัว ; เห็นแก่ตัวแล้วก็เบียดเบียนกัน. ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะว่า เมื่อเกิด ไปบูชาวัตถุเข้าแล้ว ก็เอาใจใส่กันแต่วัตถุ, ส่งเสริมกันแต่วัตถุ, ผลก็มีความก้าวหน้า กันแต่เรื่องทางวัตถุ ; จิตก็เลยตกหนักลงไปทุกที คือไปสู่ความหายนะในทางจิต ; แล้วก็ทำสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นไปในทางเบียดเบียนตนเองและผู้อื่นโดยไม่ต้องรู้สึกตัว. นี่ถ้าเราพิเคราะห์ดู ความโกลาหลวุ่นวายในโลกทั้งโลก ในเวลานี้ : จะ เห็นได้ว่าอยู่ที่มนุษย์ บังคับจิตไม่ได้; บังคับให้อยู่ในทำนองคลองธรรม ก็ไม่ได้; บังคับอย่าให้ไปหลงใหลในสิ่งที่ยั่วยวนก็ไม่ได้ ; แล้วก็มีแต่ ความเห็นแก่ตัว. ฉะนั้น เราจึงควรจะพูดกันถึงเรื่องวิธีบังคับจิตกันบ้าง ; นั้นก็ คือเรื่องที่เรียกโดยหัวข้อในวันนี้ว่า สมาธิวัตร. อย่างไรก็ดี เราควรจะถือว่า บัดนี้ถึงเวลาแล้ว ที่โลกควรจะรู้เรื่องจิต เพื่อจะได้ก้าวหน้าในทางจิต : อย่าให้ก้าวหน้าแต่เรื่องทางวัตถุ ; เมื่อก้าวหน้าทางวัตถุ คือร่างกาย ไม่ก้าวหน้าทางจิตแล้ว คนก็เป็นคนครึ่งเดียว เป็นผีเสียครึ่งหนึ่ง. โลกนี้ มีอาการ เป็นคนครึ่งหนึ่ง เป็นผีครึ่งหนึ่ง มากยิ่งขึ้นทุกที ; เพราะไม่มีความรู้ เกี่ยวกับเรื่องจิต. เท่าที่กล่าวมานี้ เป็นเหตุผลที่พอสมควรแล้วว่า เราควรจะเริ่ม รู้จักจิต หรือเรื่องเกี่ยวกับจิตกันบ้าง ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เท่าที่จะทำได้. นี่ก็คือ เหตุผลที่ว่า ทำไมจึงต้องพูดเรื่องนี้โดยเฉพาะ, และจะได้พูดกันต่อไป.

น.138 เรื่องที่ ๑ ความหมายของถ้อยคำ เรื่องแรกก็จะพูดถึงความหมายของถ้อยคำเหล่านี้ : คำว่าสมาธิวัตร ประกอบอยู่ด้วยคำ ๒ คำ คือ สมาธิ คำหนึ่ง, แล้ว วัตร คำหนึ่ง. สำหรับ "คำว่า "สมาธิ" นั้น เราก็เคยได้ยินกันอยู่บ่อยๆ ในฐานะที่เป็นสภาวะของจิตที่อยู่ใน ลักษณะที่สงบ ; แต่คำ ๆ นี้มีความหมายหลายอย่าง. คำว่า สมาธิ นี้ เป็นชื่อภาวะของจิตที่อยู่ในความสงบก็มี. คำว่าสมาธิ เป็นชื่อของระเบียบหรือระบอบของการปฏิบัติ ตั้งแต่เริ่มลงมือทำการบังคับจิตไป ก็มี ; พอลงมือทำเท่านั้นก็เรียกว่า ทำสมาธิ ; จิตยังไม่ทันได้เป็นสมาธิด้วยซ้ำไป. ฉะนั้น คำว่าสมาธิเป็นชื่อระบบของการกระทำที่มีไว้สำหรับบังคับจิต. แล้วคำว่า สมาธิก็เป็นชื่อของกิริยาอาการของการปฏิบัตินั้นก็มี. แล้วคำว่าสมาธินั้นเป็นชื่อ ของผลที่ได้รับในการกระทำก็มี : เช่นบางเวลาเราก็พูดว่าได้สมาธิแล้วโว้ย. คำว่า สมาธิอย่างนี้เป็นผลของการปฏิบัติ. ถ้าว่า "มาปฏิบัติสมาธิ หรือมาทำสมาธิกันเถิด" สมาธินี้ก็เป็นชื่อของตัวการปฏิบัตินั้นเอง. ทีนี้ คำสอนเรื่องทำสมาธินี้มีอยู่เป็นระบบหนึ่งซึ่งยืดยาวกว้างขวางมาก ทั้งหมดนั้นก็เรียกว่าเรื่องสมาธิ. ฉะนั้น ผู้ที่ไม่เคยได้ยินได้ฟัง ก็ทราบเสียด้วยว่า : คำว่าสมาธินี้มีหลายความหมาย, แทบทุกคำมีความหมายหลายความหมาย อย่างนี้ ในที่นี้เราพูดว่า สมาธิวัตร ; คำว่าสมาธิในกรณีอย่างนี้ หมายถึงสมาธิ ที่เป็นตัวการปฏิบัติ ที่เราจะต้องฝึกฝนกันต่อไป. คำว่า วัตร คือวัตตะ ในภาษา บาลี, วัตรในภาษาไทย นี้เป็นชื่อของสิ่งที่จะต้องปฏิบัติอยู่เป็นประจำ. สิ่งใดเป็น สิ่งที่จะต้องประพฤติปฏิบัติบำเพ็ญอยู่เป็นประจำก็เรียกว่าวัตร ; บางทีก็เปลี่ยนไป เป็นคำว่า พรต ฉะนั้น สมาธิวัตร ก็คือว่า สมาธิที่จะต้องประพฤติปฏิบัติอยู่เป็น ประจำ เพื่อให้ได้ผลในทางจิตใจยิ่ง ๆ ขึ้นไป. ทั้งหมดล้วนแต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับคำว่า "สมาธิ" ที่ระบุถึงการทำสมาธิโดยชื่อนั้น ๆ แต่ละอย่างตรง ๆ ลงไป.

น.139 ทีนี้ยังมีชื่อหรือถ้อยคำอื่น ๆ ที่หมายถึงสมาธิ แต่ไม่ได้ใช้คำว่าสมาธิ เช่น คำว่า กัมมัฏฐาน, คำว่า วิปัสสนาธุระ, คำว่า ภาวนา, คำว่า สมณธรรม, คำว่า สมณกิจ อะไรเหล่านี้ หลายคำด้วยกัน ทุกคำหมายถึงทำสมาธิอยู่อย่างเต็มที่บ้าง ; หรือโดยเอกเทศบ้าง. คำว่า กัมมัฏฐาน คำนี้แปลว่า ที่ตั้งแห่งการงานในทางจิต. ถ้าพูดว่า ไปทำกัมมัฏฐานกันโว้ย นี้ก็คือไปฝึกสมาธินั่นเอง. คำนี้แปลว่า "ที่ตั้งแห่งการงาน ทางจิต" หมายความว่าเราไปทำให้มีรากฐานที่มั่นคงในทางจิต สำหรับจะได้ทำการงาน ในทางจิต. การงานในทางจิตนี้ ส่วนใหญ่ก็หมายถึงการคิดนึกที่เป็นประโยชน์ ; แล้วก็หมายรวมไปถึงการแสวงหาความสุขหรืออะไรด้วย ; อะไรที่ต้องทำด้วยจิตแล้ว ก็เรียกว่าการงานทางจิต. เมื่อไปฝึกหัดทางจิตก็เรียกว่าไปทำกัมมัฏฐาน. สำหรับคำว่า วิปัสสนาธุระ นั้น แบ่งเป็นสองครึ่ง ! ครึ่งแรกก็คือ ทำสมาธิ ให้จิตมีสมาธิ ; ครึ่งหลังก็ใช้จิตที่เป็นสมาธิแล้ว ไปพิจารณาให้ เกิดปัญญา. แม้การทำให้เกิดปัญญานั้นก็ต้องทำด้วยสมาธิ ทำด้วยอย่างอื่นไม่ได้. ฉะนั้น การทำจิตให้เป็นสมาธิก็ดี การใช้สมาธินั้นทำให้เกิดปัญญาก็ดี เป็นเรื่องทำสมาธิ ทั้งนั้น ; เป็นเรื่องการกระทำที่เกี่ยวกับสมาธิทั้งนั้น ฉะนั้น คำว่า วิปัสสนา หรือ วิปัสสนาธุระ นี้ก็หมายถึงทำสมาธิในขั้นใดขั้นหนึ่ง. คำว่า วิปัสสนาธุระ แปลว่าหน้าที่ที่ต้องทำเพื่อให้เกิดความเห็นแจ้ง ; จะเกิดความเห็นแจ้งทางจิต ต้องทำ จิตให้เป็นสมาธิ แล้วใช้ความเป็นสมาธิพิจารณาให้เกิดความเห็นแจ้ง. เพราะฉะนั้น วิปัสสนาธุระก็เป็นเรื่องที่ทุกคนจะต้องรู้ และใช้ให้เป็นประโยชน์ตามสมควร. มีคำอีกคำหนึ่ง เรียกว่า ภาวนา ; ทำภาวนาก็คือทำสมาธิ. ความหมาย มีอยู่ว่า ทำจิตให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป ตามที่จะทำได้. คำว่า ภาวนา แปลว่า ทำให้เจริญ ; ถ้าใครยังไม่ทราบก็ช่วยทราบไปเสียทีว่า คำว่า "ภาวนา" นั้นแปลว่า "ทำให้เจริญ". อย่าไปเข้าใจว่า นั่งบนอะไรงุบงิบ ๆ อยู่ ก็เรียกว่าทำภาวนา.

น.140 ตัวคำว่า ภาวนา นี้แปลว่า ทำให้เจริญ จะด้วยวิธีบ่นงุบงิบ หรือว่าจะทำ ด้วยวิธีอะไรก็ตามเถอะ ; ถ้าทำให้จิตมันเจริญได้แล้วละก็เรียกว่า "ทำภาวนา" ทั้งนั้น. ฉะนั้น ตัวระเบียบปฏิบัติ เพื่อทำให้จิตดีขึ้น ๆ ในทางเป็นสมาธิ เป็นปัญญานี้ เขาเรียกว่าภาวนา ; แปลว่าทำให้เกิดความเจริญในฝ่ายจิตใจ. ถ้าทำให้เกิดความ เจริญในฝ่ายร่างกาย เขาเรียกเป็นอย่างอื่น. แต่ถ้ามาทำให้เกิดความเจริญในทางฝ่าย จิตใจแล้ว จะทำอย่างไรก็ตาม เรียกว่าภาวนาทั้งนั้น ; ในที่นี้ก็ได้แก่การทำสมาธิ แล้วใช้สมาธิให้เป็นประโยชน์แก่ปัญญาอีกต่อไป. ทำจิตให้เจริญทำปัญญาให้เจริญ นี้เรียกว่าทำภาวนา. ฉะนั้นจะเห็นได้ว่าเป็นสิ่งจำเป็นแก่ทุกคน แม้แก่ฆราวาสที่จะต้อง รู้จักทำให้เจริญในด้านจิตใจ. คำต่อไปก็มีว่า ทำสมณธรรม, บำเพ็ญสมณธรรม; ส่วนใหญ่ก็หมายถึง การทำสมาธิ. เพราะเหตุใด ? เพราะเหตุว่า คำว่า ทำสมณธรรมนี้ คือทำให้เกิด ธรรมที่ทำความสงบ ; ธรรมที่ทำความสงบนั้นเรียกว่าสมณธรรม. บำเพ็ญสมณธรรม คือ บำเพ็ญธรรมที่ทำให้เกิดความสงบ. สมณ ก็แปลว่าผู้สงบ ; สมณธรรม แปลว่า ธรรมที่ทำให้เป็นผู้สงบ. ถ้าใครต้องการความสงบ คนนั้นก็ต้องบำเพ็ญสมณธรรม แม้เป็นฆราวาส. ทีนี้ คนมักจะเข้าใจกันเสียว่า สมณธรรม ก็เป็นแต่เรื่องของพระของ บรรพชิต แต่คำนี้มันกว้าง : หมายถึงความสงบ ใครต้องการความสงบคนนั้นต้อง บำเพ็ญสมณธรรม. คำว่า "สมณ" นี้จะเป็นฆราวาสก็ได้ จะเป็นบรรพชิตก็ได้ ในลักษณะอย่างนี้. พระพุทธเจ้าตรัสเรียกว่า : สมณะที่หนึ่ง สมณะที่สอง สมณะที่สาม สมณะที่สี่ ; หมายถึง พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอานาคามี และพระอรหันต์. ใน ๔ อย่างนี้ ๓ อย่างข้างต้นมีได้ทั้งที่เป็นฆราวาสและที่เป็นบรรพชิต ; ส่วนพระอรหันต์นั้นอยู่เหนือความเป็นฆราวาสและความเป็นบรรพชิต, ฉะนั้น สมณธรรมก็คือ สิ่งที่ทำ หรือต้องทำ หรือ ควรทำ ทั้งฆราวาสและบรรพชิต เพื่อให้เกิดความสงบแก่ตน.

น.141 คำสุดท้ายของตัวอย่างที่ยกมา คือคำว่า สมณกิจ แปลว่า กิจของสมณะ นั้นคือหน้าที่ของผู้ที่ต้องการความสงบ. ผู้ใดต้องการความสงบ ผู้นั้นก็ต้องทำ สมณกิจ ; - ที่บ้านก็ทำได้ ที่วัดก็ทำได้ ; ที่ไหนต้องการความสงบ ก็ต้องทำกันที่นั่น นี่แหละ คือถ้อยคำที่มีความหมายอย่างตายตัว ไปตามรูปความของคำนั้น ๆ ขอให้จำไว้ให้ดี ; โดยเฉพาะคำว่า "สมาธิ" ซึ่งจะได้อธิบายกันต่อไป. แล้วขอซ้อม ความเข้าใจว่า คำว่าสมาธินี้ หมายถึงระบบของความรู้ ระบบของการปฏิบัติเกี่ยวกับ สมาธิก็ได้, ตัวการปฏิบัตินั้นก็ได้, ผลที่ได้รับจากการปฏิบัตินั้นก็ได้ ; ล้วนแต่เรียก ด้วยคำว่าสมาธิเพียงคำเดียว ; และยังมีคำแทนชื่อ. เช่นคำว่า ฌาน, คำว่า สมาบัติ, คำว่า วิโมกข์ เป็นต้น ; นี้เป็นคำแทนชื่อ หมายถึงสิ่งที่เรียกว่าสมาธิที่แท้จริง ที่ปฏิบัติ ได้ถึงขนาดตามที่บัญญัติไว้. ความหมาย ของ คำ สมาธิ ต่อไปนี้ก็จะพูดกันถึงสิ่งที่เรียกกันว่า สมาธิ โดยความหมายหรือโดย เนื้อเรื่อง ต่อไป. ครั้งแรกก็จะพูดให้ฟังว่า สมาธิมี ๒ ชนิด : สมาธิที่ถูกต้อง เรียกว่า สัมมาสมาธิ, สมาธิที่ไม่ถูกต้องเรียกว่า มิจฉาสมาธิ. สมาธิที่ถูกต้อง ก็มีสัมมาทิฏฐิ คือความเห็นความเข้าใจความรู้ที่ถูกต้องควบคุมกำกับอยู่, เป็นสมาธิ ที่เป็นของถูกต้อง เรียกว่า สัมมาสมาธิ. สมาธิที่ผิดหรือเป็นอันธพาลก็เรียกว่า มิจฉาสมาธิ. เราพูดกันถึงเรื่องสัมมาสมาธิดีกว่า เพราะมีพูดอยู่มาก ในพระคัมภีร์ใน พระบาลี. .. ส่วนมิจฉาสมาธินั้นพูดกันเล็ก ๆ น้อย ๆ พอให้รู้ว่า อย่าไปแตะต้อง อย่าไป เกี่ยวข้องกับมันเข้า. สำหรับสัมมาสมาธิที่ได้ยินได้เห็นได้พังกันอยู่ทั่วไปก็คือ สัมมา สมาธิในอริยมรรคมีองค์ ๘ สวดมนต์กันอยู่ทุกวัน : สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ องค์สุดท้ายองค์ที่ ๘ ของอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้นคือ สัมมาสมาธิ มีที่มาอยู่ตรงนั้น,

น.142 ในที่อื่น ๆ เช่นคำว่า ไตรสิกขา : ศีล สมาธิ ปัญญา ๓ อย่างนี้; สมาธิ ก็อยู่ที่ตรงกลางเป็นสิกขาองค์ที่ ๒ เรียกว่า สมาธิสิกขา, บางทีก็เรียกว่า จิตตสิกขา ; คือบทเรียนเกี่ยวกับจิต. ในที่อื่น ๆ อีก เช่นใน พละ ๕, อินทรีย์ ๕ ซึ่งเป็นเรื่องของกำลังหรือ อินทรีย์ ; ก็ได้แก่พละหรือกำลังที่ ๔ : ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ; ไปอยู่ อันที่ ๔ ศรัทธาพละ วิริยะพละ สติพละ สมาธิพละ ปัญญาพละ ; สมาธิในฐานะ ที่เป็นกำลังสำหรับให้ประพฤติธรรมะสำเร็จ ก็มีอยู่อย่างนี้. ในหมวดที่สำคัญมากเช่นโพชฌงค์ ๗ เราก็มี : สติ ธัมมวิยะ วิริยะ ปีติ บัสสิทธิ สมาธิ อุเบกขา; สมาธิอยู่ในองค์ที่ ๖ แห่งโพชฌงค์ ; เรียกว่า สมาธิสัมโพชฌงค์. นี้คือที่มาที่กล่าวถึงสมาธิในคัมภีร์พระไตรปิฎก. สมาธิ ที่กล่าวไว้โดยตรงล้วน ๆ ที่เป็นสมาธิทั้งกลุ่ม ก็คือสมาธิภาวนา ๔ ประการ ที่กล่าวไว้ในคัมภีร์อังคุตตรนิกายว่า : สมาธิภาวนา เป็นไปเพื่อความ สุขในปัจจุบันทันตาเห็น, สมาธิภาวนา เป็นไปเพื่อการได้ความเป็นทิพย์ : อำนาจทิพย์ หูทิพย์ ตาทิพย์ เป็นต้น, สมาธิภาวนา เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ ของสติสัมปชัญญะ, แล้วสมาธิภาวนาเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะ ในที่สุด. นี่อย่างนี้เป็นชื่อเฉพาะ ระบุถึงสมาธิภาวนาล้วน ๆ ทั้ง ๔ อย่าง. ฉะนั้น เราจะ เห็นได้ว่า เรื่องของสมาธินี้มีความสำคัญอย่างไรในพระคัมภีร์ ซึ่งมีมากทั่วไปหมด ; แล้วยังมีที่มาโดยอ้อม คือไม่เรียกว่าสมาธิ เรียกโดยชื่ออื่น แต่หมายถึงสมาธิอย่างนี้ ยังมีอีกมาก. ในที่นี้ต้องการจะให้ทราบแต่เพียงว่า ในคัมภีร์นั้นมีเรื่องเกี่ยวกับสมาธิ มากมายอย่างนี้; แล้วที่สำคัญที่สุดก็อยู่ในอริยสัจจ์ข้อที่ ๔ ซึ่งเป็นหนทางปฏิบัติ เพื่อให้ถึงความดับทุกข์ที่จำเป็นแก่ทุกคน. คนที่สนใจในเรื่องอริยสัจจ์ ก็จะต้อง สนใจในเรื่องมรรคมีองค์ ๘ ; และมรรคมีองค์ ๘ นี้ สมาธิเป็นตัวที่สำคัญที่สุดอยู่รั้ง ข้างท้าย ; เป็นตัวกำลังอันสำคัญ.

น.143 สัมมาสมาธินี้ ทำให้จิตมีกำลัง, ทำให้จิตรู้แจ้งแทงตลอด, ทำลาย กิเลสอาสวะให้สิ้นไป เรียกว่าสัมมาสมาธิ. ส่วนมิจฉาสมาธินั้น อาศัยกิเลสเป็น รากฐาน, เพราะเห็นแก่ตัว จึงทำสมาธิ เพื่อหาลาภ ทำสมาธิเพื่อมีฤทธิ์ มีฤทธิ์แล้วก็ทำร้ายผู้อื่นด้วยฤทธิ์นั้น. นี้เรียกว่ามีสมาธิเพื่อเห็นแก่ตัว เพื่อทำลาย ผู้อื่น ; และในที่สุดก็คือสมาธิประเภทที่ทำให้คนเป็นบ้า. สมาธิเหล่านี้เรียกว่ามิจฉา สมาธิทั้งนั้น ; เรียกให้น่าเกลียดน่าชังมาก ๆ ก็เรียกว่า สมาธิอันธพาล. พวกยักษ์ พวกมาร มีฤทธิ์มีเดชสำหรับจะรบราฆ่าฟันกัน หมายมั่นปั้นมือที่จะทำลายกัน ด้วย อาศัยสมาธิประเภทนี้. มิจฉาสมาธิมีที่มาในพระบาลีน้อยแห่ง เพียงแต่บอกให้รู้ว่า อย่าเข้าไปเกี่ยวข้อง อย่าไปแตะต้อง. นี้เราพูดกันให้รู้ว่า สมาธิมีสองฝ่าย คือ ฝ่าย สัมมาสมาธิ ที่เราต้องการ ; ส่วนฝ่ายมิจฉาสมาธิ คือ ฝ่ายที่อย่าไปเกี่ยวข้องด้วย. ประเภทของการปฏิบัติสมาธิ ต่อไปนี้ก็จะได้พูดถึงประเภทของสมาธิหลายๆชนิด ; ที่จะแบ่งเป็นประเภทๆ เพื่อความเข้าใจยิ่ง ๆ ขึ้นไป; ถ้าสนใจก็ขอให้ตั้งใจฟังให้ดี ถ้ากำหนดจดจำ บางอย่างไม่ได้แล้ว ก็จะฟังไม่รู้เรื่องตลอดทั้งเรื่องเลย. สำหรับ สมาธิ กี่อย่าง กี่แบบ หรือกี่สิบอย่าง กี่ร้อยอย่าง ก็ตาม สงเคราะห์ได้เป็น ๓ ประเภท ; แล้ว มีความสำคัญในหลักที่เกี่ยวกับการปฏิบัติอยู่ ๒ ประเภท. สมาธิประเภทที่ ๑ เราเล็งถึงสมาธิประเภทที่ใช้นามธรรมเป็นอารมณ์ ; นามธรรมคือไม่ใช่วัตถุ คือสิ่งที่มิใช่ตัวตนเป็นก้อนเป็นชิ้นเป็นวัตถุ นี่เรียกว่านามธรรม. เช่น : เจริญพุทธานุสสติ เอาคุณของพระพุทธเจ้ามาเป็นอารมณ์สำหรับทำสมาธิ นี่คุณของพระพุทธเจ้านี้เป็นนามธรรม ; ไม่ใช่ก้อนหินก้อนหนึ่ง. แต่ถ้าเราเจริญ สมาธิประเภทที่มีรูปธรรมเป็นอารมณ์ เช่น กสิณ เป็นต้น ; เราอาจเอาก้อนหินก้อนหนึ่ง มาวางไว้ตรงหน้า แล้วก็เพ่ง ในฐานะเป็นดวงสำหรับจิตกำหนด. อย่างนี้เรียกว่า มีรูปธรรม หรือวัตถุธรรมเป็นอารมณ์.

น.144 ศีลวัตร สมาธิประเภทแรก เราจะพูดถึงสมาธิ ที่เอานามธรรม เป็นอารมณ์ เช่นว่า พระพุทธเจ้ามีคุณอย่างไร ก็เอามาท่องภาวนาพิจารณานึกถึงอยู่ในใจ; อย่างนี้ เรียกว่าเอานามธรรมเป็นอารมณ์. หรือจะเจริญเมตตา ว่าสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จงเป็นผู้มีความสุข อะไรนี้, ก็เรียกว่าเอานามธรรม คือความหวังดี, ความรักสัตว์ ทั้งปวงมาเป็นอารมณ์ ; สมาธิอย่างนี้มีนามธรรมเป็นอารมณ์. "หรือเอาความ น่าเกลียดเป็นอารมณ์ เช่นเอาสิ่งปฏิกูลของความไม่งาม ของอะไรต่าง ๆ มานึกอยู่ เพื่อให้จิตมันหายหลงในความสวยความงามอย่างนี้ ; ก็ยังเรียกว่าสมาธินี้เอานามธรรม เป็นอารมณ์. แต่ถ้าว่า ไปนั่งเพ่งที่ซากศพในป่าช้าโดยตรง ; นั่งอยู่ตรงหน้าศพอย่างนี้ มันกลายเป็นสมาธิประเภทที่มีวัตถุธรรมเป็นอารมณ์ไป. ถ้าเราไม่ได้นั่งอยู่ตรงหน้าศพ อะไร ทำใจนึกถึง ความน่าเกลียดของสังขารร่างกาย ของอะไรที่เราเคยหลงว่าสวย ว่างามมาเป็นอารมณ์ ; อย่างนี้ก็เรียกว่า เอานามธรรมเป็นอารมณ์เหมือนกัน .. ถ้าเรา นึกถึงความตาย พิจารณาถึงความที่จะต้องตาย หรืออะไรเกี่ยวกับความตายมาเป็น อารมณ์ ; อย่างนี้ก็เรียกว่ามีนามธรรมเป็นอารมณ์. แต่ถ้าเราไปนั่งอยู่ที่หน้าศพคนตาย เพ่งที่ศพนั้น มันกลายเป็นมีวัตถุหรือมีรูปธรรมเป็นอารมณ์ไป. พยายามแยกให้เป็น ๒ อย่าง อย่างนี้ .. ในบรรดาอนุสสติทั้งหลาย ยกเว้นอานาปานสติอย่างเดียว สมาธิ เหล่านั้นมีนามธรรมเป็นอารมณ์ทั้งนั้น : พุทธานุสสติ ระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า อยู่เป็นอารมณ์ ; ธัมมานุสสติ ระลึกถึงคุณของพระธรรมอยู่เป็นอารมณ์ ; สังฆานุสสติ ระลึกถึงคุณของพระสงฆ์อยู่เป็นอารมณ์ ; สีลานุสสติ ระลึกถึงคุณของศีลอยู่เป็น อารมณ์ ; จากานุสสติ ระลึกถึงคุณของการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เป็นอารมณ์ ; เทวตานุสสติ ระลึกถึงธรรมะที่ทำให้คนเป็นเทวดาได้เป็นอารมณ์ ; มรณานุสสติ ระลึกถึงความตาย เป็นอารมณ์ ; ภายคตาสติ ระลึกถึงความไม่งามของร่างกายเป็นอารมณ์ ; กระทั่ง

น.145 อุปสมานุสสติ ระลึกถึงคุณของพระนิพพาน กล่าวคือความเย็นเป็นอารมณ์. ทั้งหมด เหล่านี้ เรียกว่า เป็นสมาธิที่ใช้นามธรรมเป็นอารมณ์ทั้งนั้น มีหลักที่จะต้องเข้าใจไว้ว่า บรรดาสมาธิใดที่ใช้นามธรรมเป็นอารมณ์ แล้ว ย่อมไม่สามารถจะทำให้เกิดฌาน ; ไม่สามารถจะทำให้เกิดอัปปนาสมาธิ ; จะเป็นได้สักแต่ว่าสมาธิ พอเป็นสมาธิ ไม่ถึงฌาน ไม่ถึงอัปปนา. สมาธิประเภทที่ ๒ มีรูปธรรมเป็นอารมณ์ ทำได้ง่าย เพราะมีอารมณ์ ที่เป็นวัตถุ ที่เป็นสิ่งที่ปรากฏจริง ๆ ก็เลยทำให้เป็นสมาธิได้ไกลจนถึงกับเป็นฌาน หรือเป็นอัปปนาสมาธิ. ในสมาธิพวกที่เอาวัตถุธรรมเป็นอารมณ์นี้ ก็ยังต้องแบ่งออก เป็น ๒ พวก : พวกหนึ่งเอาวัตถุข้างนอกตัวเป็นอารมณ์ เช่น เอาดวงกสิณนี้มาเป็น อารมณ์ ; เป็นก้อนกลม ๆ สีแดง สีเขียว สีดำ สีอะไรตั้งสิบสี่ ; แม้กระทั่งสีอากาศ ซึ่งทำได้โดยเจาะช่องฝาให้มันเป็นวงขาว ๆ อยู่ข้างนอก แล้วก็เพ่งวงนั้น. อย่างนี้เรียกว่า เอาอากาศเป็นอารมณ์ ก็เรียกว่า กสิณด้วยเหมือนกัน ; กระทั่งเอาซากศพเป็นอารมณ์ อารมณ์เหล่านี้มันอยู่ข้างนอกตัวเรา. อีกพวกหนึ่งเอาของภายในตัวเราเป็นอารมณ์ เช่นลมหายใจ ; กำหนด อยู่ที่ลมหายใจที่มีอยู่ในตัวเรา ลึกเข้าไป "นี้ก็เรียกว่าเอาของข้างในตัวเป็นอารมณ์. หรือแม้แต่เอาเวทนาที่รู้สึกสุขทุกข์เจ็บปวดอะไรอยู่ที่นั่นที่นี่เป็นอารมณ์ ก็เรียกว่าเอาของ ข้างในตัวเป็นอารมณ์ สมาธิที่เอาของข้างนอกเป็นอารมณ์ ก็มีอยู่พวกหนึ่ง ; เอาของข้างใน เป็นอารมณ์ก็อีกพวกหนึ่ง. วัตถุธรรมเหล่านี้ เป็นที่ตั้งแห่งการกำหนดได้โดยง่าย จึงกำหนดได้ลึกซึ้ง สามารถทำให้เกิดสมาธิถึงที่สุด ที่เรียกว่า อัปปนาสมาธิ

น.146 สมาธิประเภทที่ ๓ ที่เขาไม่ค่อยจะพูดถึงกันนัก คือ สมาธิประเภทอเนญชา หมายถึงพวก อรูปฌาน เป็นสมาธิที่ใช้สิ่งที่ไม่มีรูปเป็นอารมณ์ ; แต่ไกลเลย ไปจากอย่างข้างต้น. สมาธิประเภทนี้ไม่ได้มุ่งหมายฌานหรือไม่ได้มุ่งหมายอัปปนาสมาธิ ; แต่ มุ่งหมาย ความรำงับเงียบหายไปเป็นส่วนใหญ่ . เรียกว่าอรูปสมาบัติ หรือ นิโรธสมาบัติ เป็นที่สุด. มันไกลไปเกินกว่าความต้องการของคนธรรมดาทั่วไป แต่ก็ เอามาพูดให้รู้ไว้ เพราะเป็นพวกที่เรียกว่า สมาธิกลุ่มหนึ่งด้วยเหมือนกัน. จะพูดสั้น ๆ ง่าย ๆ ก็พูดว่าจาก: สมาธิที่เอาสิ่งที่ไม่มีรูปร่างมาเป็นอารมณ์ นี้อย่างหนึ่ง, สมาธิที่เอาสิ่งที่มีรูปเป็นก้อนเป็นคุ้นเป็นอะไรมาเป็นอารมณ์ นี้ก็พวกหนึ่ง ; ถ้าเอาของที่เป็นต้นเป็นก้อนเป็นรูปมาเป็นอารมณ์ สมาธิก็เป็นได้ลึก , เป็นได้ลึก ถึงฌานถึงอัปปนาสมาธิ. ถ้าเอาของที่ไม่มีรูป ไม่มีตัววัตถุเป็นอารมณ์ สมาธิ ก็ผิวเผิน เป็นแต่เพียงความนึก ๆ คิด ๆ. มาอีกพวกหนึ่งก็คือว่า หลังจากที่เป็นฌาน เป็นสมาธิอย่างยิ่งแล้ว ก็เพิกถอนสิ่งเหล่านั้นออกไปให้ว่างอีกที่หนึ่ง ; นี่จึงจะเป็น สมาธิสูงสุดประเภทอเนญชา. ประเภทของสมาธิ ที่ถือเอา ผลเป็นหลัก ทีนี้ ดูกันต่อไปอีก ว่าสมาธิยังมีประเภทไหนอีกบ้าง ถ้าเอาอารมณ์สำหรับ เพ่งเป็นหลัก มี ๓ อย่าง อย่างที่ว่าแล้ว. ถ้าจะ เอาผลที่ได้รับเป็นหลัก มีตรัสไว้ ถึง ๔ อย่างด้วยกัน : พวกที่ ๑ สมาธิที่ให้ผลเป็นความสุขในทิฏฐธรรมนี้ ; ให้มีความสุข เหมือนกับชิมรสของพระนิพพานในทิฏฐธรรมนี้ คือที่ทันตาเห็นนี้; ไม่ต้องรอต่อ ตายแล้ว นี้ก็คือเจริญรูปฌาน ๔ ในประเภทที่เป็นสมาธิจริง ๆ โดยเฉพาะจตุตถฌาน, แต่ไม่รวมอรูปฌาน. สิ่งที่เรียกว่า อรูปฌาน ไม่ได้มุ่งหมายเพื่อมีความสุข ; จึงมุ่ง หมายเอาแต่รูปฌาน ซึ่งจะได้อธิบายกันต่อไปข้างหน้า. . หรือว่าจะใช้สมาธิประเภท ที่มีนามธรรมเป็นอารมณ์ก็ยังได้ คือเจริญเมตตาภาวนา ทำให้จิตรู้สึกเป็นสุข ล้วนแต่

น.147 เรียกว่า เป็นสมาธิประเภทที่ทำให้เกิดความรู้สึกเป็นสุขในชาติปัจจุบันทันตาเห็น ทันอก ทันใจ. นี้ก็มีอยู่ชนิดหนึ่ง ให้เจริญพวกรูปฌานโดยตรง. พวกที่ ๒ สมาธิที่ให้เกิดผลเป็นมีหูทิพย์ ตาทิพย์ เป็นต้น เรียกว่า ได้สมบัติทิพย์ ; ก็เจริญ อาโลกสัญญา, ทิวาสัญญา, หรือสมาธิที่เป็นไปเพื่อได้ ยินเสียงอันเป็นทิพย์ ; นี้ต้องปฏิบัติเฉพาะแบบนั้น ๆ. พวกที่ ๓ สมาธิที่ทำให้สมบูรณ์ด้วยสติสัมปชัญญะ มีผลคือความ สมบูรณ์ของสติสัมปชัญญะ. พวกนี้เขาไม่ต้องการผลอย่างอื่น ต้องการแต่ว่า จะเป็น ผู้มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์, เพราะฉะนั้น เขาจึงฝึกฝนแต่ในทางกำหนดความเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลงของร่างกาย เช่นอิริยาบถที่เปลี่ยนแปลงไปนี้. สมาธิประเภทที่เรียกว่า ยุบหนอ, ย่างหนอ, พองหนอ, อะไรนี้ คือสมาธิประเภทนี้ ; ทำไปแล้วจะมีสติ สัมปชัญญะสมบูรณ์. วิธีการปฏิบัติก็มีหลายอย่าง : - ถ้า เอาของข้างนอกเป็นหลัก เช่นว่า ยก ย่าง เหยียบ อะไรอย่างนี้ ; หรือว่าอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน อะไรทำนองนี้ กำหนดอยู่อย่างนี้ก็เรียกว่าสมบูรณ์ ด้วยสติสัมปชัญญะโดยเอาของข้างนอกเป็นหลักปฏิบัติ. ถ้า เอาของข้างในเป็นหลัก ก็คือจิตที่คอยกำหนดอยู่ ถึงการเกิดขึ้นมา หรือการดับไป ของสิ่งที่เรียกว่า เวทนาบ้าง, ของสิ่งที่เรียกว่า สัญญาบ้าง, วิตกบ้าง. - ที่ว่า กำหนดความรู้สึก ที่เป็นสุขหรือเป็นทุกข์เกิดขึ้น อย่างนี้เรียกว่า เวทนา ; จิตคอยกำหนดว่า เวทนานี้เกิดขึ้นอย่างไร, ตั้งอยู่อย่างไร, ดับไปอย่างไร, เกี่ยวกับเวทนานั้น. - ที่ว่า กำหนดที่สัญญา ความจำหมาย ว่านั่น ว่านี่, .ว่ารูป, ว่าเสียง, ว่ากลิ่น, ว่ารส ว่าอะไรก็ตาม ; เกิดขึ้นมาอย่างไร ตั้งอยู่อย่างไร แล้วดับไปอย่างไร ; นี้เรียกว่ากำหนดสัญญา,

น.148 ที่ว่า กำหนดวิตก ก็หมายถึงความคิด ; ความคิดเกิดขึ้นอย่างไร, เป็นอยู่ อย่างไร, ตั้งอยู่อย่างไร, แล้วความคิดนั้นดับไปอย่างไร ; เล็ก นี้เรียกว่า กำหนดความ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ของวิตก. การกำหนดดังกล่าวนั้นทำไปก็ จะมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ในการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ของเวทนา สัญญา และวิตก ; แล้วก็เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ สมบูรณ์ทั้งข้างนอกและข้างใน . ทีนี้ จะทำอะไรก็ไม่มีผิดพลาด เพราะว่าจะไม่ทำ อะไรก่อนแต่ที่จะเกิดสติสัมปชัญญะเสียก่อน ; เมื่อเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ก็หลงลืมไม่ได้ ทำอะไรก็ไม่ผิดง่าย. นี่ประโยชน์ของสติสัมปชัญญะมีอย่างยิ่งเช่นนี้ จนถึงกับป้องกันการเกิดขึ้นแห่งกิเลสได้ด้วยสติสัมปชัญญะนั้น. พวกที่ ๔ สมาธิประเภทถัดไปนี้เรียกว่า มีผลเป็นความสิ้นแห่งอาสวะ ; นี้ก็เหมือนกันอีก จะต้องพิจารณาความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป; หากแต่ว่าของ เบญจขันธ์ที่ประกอบอยู่ด้วยอุปาทาน คือตัวกู-ของกู นั่นเอง. ถ้าท่านเข้าใจท่านจะ เห็นได้ทันทีว่า ที่ว่าเบญจขันธ์ที่ประกอบอยู่ด้วยอุปาทาน ที่เรียกว่าปัญจุปาทานักขันธ์ นั่นแหละคือตัวกู หรือของกู. บางทีก็เอารูปขันธ์เป็นตัวกู-ของกู, บางทีก็เอาเวทนา- ขันธ์เป็นตัวกู-ของกู, บางทีก็เอาสัญญาขันธ์, บางทีก็เอาสังขารขันธ์, บางทีก็เอา วิญญาณขันธ์ ; ๕ อย่างนี้อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นตัวกูตลอดเวลาที่โง่อยู่แบบใดแบบหนึ่ง แล้วอาจจะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาก็ได้. ฉะนั้น รูปก็ดี เวทนาก็ดี สัญญาก็ดี สังขารก็ดี วิญญาณก็ดี ๕ อย่างนี้ เมื่ออุปาทานเข้าไปยึดถือว่าเป็นตัวกูหรือของกูแล้ว ก็เรียกว่า เบญจขันธ์ที่ประกอบอยู่ด้วยอุปาทาน : เป็นทุกข์ทันทีที่ปรากฏอาการอย่างนั้น การพิจารณาข้อนี้ เป็นการพิจารณาอย่างลึกซึ้ง เป็นเรื่องทางปัญญา ว่าตัวกู - ของกู มันเกิดขึ้นมาในรูปขันธ์แล้วโว้ย! มีการเกิดขึ้นอย่างนี้ ตั้งอยู่อย่างนี้ แล้วดับไปอย่างนี้ ; แล้วเดี๋ยวมันก็เกิดในเวทนาขันธ์แล้วโว้ย ! ให้พิจารณาเห็นชัด

น.149 อยู่ทุก ๆ กรณี ซึ่งแล้วแต่ว่ามันจะเกิดขึ้นในขันธ์ไหน. อุ ปาทานเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปในขันธ์ไหน ก็รู้เห็นแจ่มแจ้งอยู่เสมออย่างนี้ ; สมาธิภาวนาชนิดนี้เรียกว่า เป็นสมาธิภาวนาที่นำมาซึ่งความสิ้นอาสวะ. อาสวะนั้นคือกิเลสที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ . นี้เรียกว่า เราเอาผลที่จะได้รับมาเป็นหลักสำหรับจัดแบ่งประเภท ว่าสมาธิ มีกี่ประเภท ; ก็แบ่งได้เป็น ๔ ประเภท ตามลักษณะของผลที่บัญญัติไว้.๑ ๐ กล่าว โดยหลักใหญ่ ๆ แบ่งได้เป็น ๒ กลุ่มด้วยกัน : เอาอารมณ์ที่มาใช้เพ่งพินิจเป็นหลัก ก็ได้สมาธิเป็น ๓ ประเภทอย่างที่กล่าวมาแล้ว ; ถ้าเอาผลที่ได้รับมาเป็นหลักสำหรับแบ่ง ก็ได้เป็น ๔ ประเภทอย่างที่กล่าวมา. สมาธิที่เอารากฐานการปฏิบัติเป็นหลัก สำหรับเรื่องเบ็ดเตล็ดก็ยังมีอีก พอที่จะให้เป็นเครื่องสังเกตความแตกต่าง ระหว่างสมาธิแต่ละชนิดได้เหมือนกัน ; อย่างนี้เรียกว่า เอารากฐานการปฏิบัติเป็น หลักก็ได้ : สมาธิชนิดหนึ่ง ปรากฏเด่นชัด จนมองเห็นความเป็นสมาธินี้ออกหน้า ; อย่างนี้แล้วเขาเรียกว่า เจโตสมาธิ . สมาธิที่มีกำลังจิตออกหน้า เช่นนี้ ไม่มองเห็น ลักษณะของปัญญา คือ มีอาการเพ่งด้วยจิตล้วน ๆ ใช้กำลังจิตล้วน ๆ ประพฤติ กระทำอยู่ ; แม้ที่สุดแต่กระทั่งเป็นพระอรหันต์คือหลุดพ้นไป ก็เรียกว่าเป็นเจ โตสมาธิ เพราะเขาเอากำลังของจิตเป็นหลักสำคัญตลอดไป. สมาธิอีกชนิดหนึ่งตรงกันข้าม ไม่เป็นเจโตสมาธิ เพราะ เอาปัญญา เป็นหลัก เป็นสำคัญ ไม่มีความรุนแรงในทางจิตใจ แต่มีความรุนแรงในทางปัญญา. เป็นพระอรหันต์ หรือเป็นพระอริยบุคคล ประเภทบัญญานุสารี ; ออกไปได้ด้วยปัญญา ไม่ใช่ออกไปได้ด้วยกำลังจิต. เมื่อเราดูที่ตัวความเป็นสมาธิจะเห็นว่า : อย่างแรกนั้น เป็นสมาธิที่แก่กล้าเด่นออกมา ; อย่างที่สองนั้นเป็นสมาธิที่แฝงตัวไม่ปรากฏ ซ่อนอยู่ใน ปัญญา

น.150 หลักปฏิบัติเกี่ยวกับสมาธิวัตร ตรงนี้ขอเตือนว่า ให้เข้าใจให้ถูกเสียด้วยว่า สมาธิกับปัญญานี้แยกกัน ไม่ได้ ในตัวปัญญาต้องมีสมาธิด้วยเสมอ ; ปัญญาจะปราศจากสมาธิไม่ได้. หรือว่า การบรรลุ มรรค ผล จะปราศจากทั้ง ๒ อย่างนี้ไม่ได้ แม้บุคคลที่เรียกว่า เจโตวิมุตติ หลุดพ้นด้วยเจโต ด้วยจิตนี้ ก็มีปัญญาแทรกอยู่ในนั้น แต่เจโตหรือ จิตนี้บังเสีย, ส่วนพวกที่หลุดพ้นด้วยอำนาจของปัญญานี้ก็มีจิต หรือสมาธิ ซ่อนอยู่ในนั้น แต่ปัญญาบังเสีย. คนส่วนมากไม่สามารถที่จะบำเพ็ญสมาธิประเภทเจโตสมาธิ บำเพ็ญ ได้แต่สมาธิที่พลอยแฝงอยู่ในปัญญา ที่เรียกว่า อนันตริยสมาธิ ; สมาธิที่แฝงอยู่ ในปัญญา. นี้ก็เป็นคู่หนึ่ง ให้เห็นว่ามันต่างกันอย่างนี้. สมาธิตามธรรมชาติ กับ สมาธิที่เกิดจากการฝึก ที่นี้ อยากจะพูดแนะต่อไปว่า คำว่าสมาธิ คำ ๆ นี้กินความกว้าง ถ้าจิต มีลักษณะเป็นสมาธิก็เรียกว่า สมาธิที่มันเป็นไปเองตามธรรมชาติก็มี สมาธินี้ โดยสัญชาตญาณก็เกิดได้ เช่นพอเราตั้งใจจะทำอะไรเท่านั้น มันก็เกิดสมาธิโดย สัญชาตญาณตามธรรมชาติขึ้นมา. อย่างเช่นคุณป้าคุณยายต้องการจะสอดด้ายเข้าไป ยังรูเข็มอย่างนี้ ; พอลงมือร้อยด้ายเท่านั้น สมาธิตามสัญชาตญาณจะต้องเกิดขึ้น ถ้าไม่อย่างนั้นก็ทำไม่ได้. หรือว่าคนจะยิงปืนออกไป ยิงธนูออกไป เมื่อเล็งไปยังเป้าแล้ว สมาธิก็เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติตามสัญชาตญาณของธรรมชาติ. นี้ก็เรียกว่าสมาธิเหมือนกัน แต่ยังไม่ถึงกับเป็นการฝึก เราจึงเรียกว่าสมาธิตามธรรมชาติ. อีกพวกหนึ่ง สมาธิที่เกิดจากการฝึก นั้น เราเรียกว่า สมาธิที่เกิดมาจาก ภาวนา ; ต้องปฏิบัติการเจริญสมาธิอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ได้สมาธิชนิดนี้มา ; มีคุณภาพมาก ถึงกับทำจิตที่เป็นสมาธิตามธรรมชาตินั่นแหละ ให้เป็นสมาธิมากขึ้น. ฉะนั้น คนที่ฝึกสมาธิได้ดี มาร้อยด้ายใส่รูเข็มแข่งกันกับคนที่ไม่เคยฝึกสมาธินี้ เข้าใจว่า จะสู้คนที่ฝึกสมาธิดีไม่ได้. หรือว่าคนที่จะยิงปืนหรือทำอะไรคล้าย ๆ กันนั้น คนที่เคย

น.151 ฝึกสมาธิตามแบบของสมาธิมาแล้ว จะต้องทำได้ดีกว่าที่จะปล่อยไปตามบุญ ตามกรรม. นี่หมายความว่าทำอย่างถูกต้อง ไม่ใช่ทำอย่างงมงายหลอกลวง . ฉะนั้น ความมีสมาธิที่เกิดมาจากการฝึกโดยเฉพาะนี้ ดีกว่าสมาธิที่เป็นไปเองโดยอัตโนมัติ ตามธรรมชาติ. เราก็เลยแยกสมาธิออกเป็น ๒ พวก : พวกที่ เกิดได้ตามธรรมชาติ ของ สัญชาตญาณนี้พวกหนึ่ง ; สมาธิที่เรา ทำให้เกิดขึ้นโดยที่เรียกว่าภาวนา นี้ก็มีอยู่ อีกพวกหนึ่ง. และ เรื่องที่เรากำลังมุ่งหมายจะพูดในวันนี้นั้น หมายถึงสมาธิ พวกภาวนาที่จะทำให้เกิดขึ้นได้ด้วยฝีไม้ลายมือของมนุษย์ นี้เป็นคู่หนึ่ง . เปรียบเทียบ ความถูกต้อง ของการปฏิบัติสมาธิ คู่ต่อไปจะเ ป็นเครื่องเปรียบเทียบความจริงจังของความถูกต้องของการ ปฏิบัติ คือ สมาธิที่ทำให้เวียนว่ายไปในวัฏฏสงสาร กับ สมาธิที่จะทำให้ออกมา เสียจากวัฏฏสงสาร เป็นนิพพาน . สมาธิที่ทำให้เวียนว่ายไปในวัฏฏสงสาร นั้น คือสมาธิอยู่ ในประเภท มิจฉาสมาธิ เป็นส่วนใหญ่ ; หรือแม้ว่าไม่จัดว่าเป็นมิจฉา ก็ยังเรียกว่ามันยังทำให้ เวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสาร. เช่นบำเพ็ญสมาธิเพื่อจะไปเกิดเป็นพรหม เป็นอย่าง พรหมในพรหมโลก อย่างนี้ สมัยหนึ่งเคยมีมาก ก่อนพุทธกาลเคยมีสมาธิอย่างนี้มาก ; บำเพ็ญสมาธิฌานสมาบัติเพื่อไปเกิดในพรหมโลก. สมาธิอย่างนี้เรียกว่า สมาธิที่ทำให้ เวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสาร : โลกนั้น, โลกนี้, โลกโน้น. สมาธิที่จะทำให้ออกไปจากวัฏฏสงสาร นั้น ก็คือ สมาธิที่ประกอบด้วย ปัญญา มีสัมมาทิฏฐิ อย่างถูกต้องว่า การเวียนว่ายในวัฏฏะนี้ไม่ไหว ; มันเป็นไปเพื่อ ความทุกข์. ฉะนั้นเราเจริญสมาธิเพื่อจะตัดความหลง, ตัดอวิชชาที่จะทำให้หลงอยู่ใน วัฏฏสงสารนั้นเสีย ; ฉะนั้น จึงเจริญสมาธิในลักษณะที่จะออกมาเสียจากวัฏฏสงสาร ;

น.152 กล่าวคือเจริญสมาธิที่เป็นบาทฐานของวิปัสสนา มีสมาธิเท่าไรก็พิจารณา อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เท่านั้น. สมาธิที่เป็นบาทของวิปัสสนา นำให้ออกมาเสียจากวัฏฏสงสาร. คล้าย ๆ กับคู่ที่กำลังกล่าวนี้ เราอาจจะพูดขึ้นมาได้ อีกคู่หนึ่ง คือว่าสมาธิ ที่เป็นไปในทางโลก ทางโลกียะ ทางโลกของคนมีกิเลส; แล้วก็ สมาธิที่เป็นไป ในทางธรรม เพื่อธรรม เพื่อนำออกจากโลกของคนที่จะทำลายกิเลส. นี้ก็เข้าใจได้ง่าย, ทำสมาธิเพื่อจะมีฤทธิ์มีเดชมีปาฏิหาริย์อะไรเหนือคนอื่น แล้วจะเอาเปรียบคนอื่น อย่างนี้ เป็นสมาธิหากิน, นี้เรียกว่าสมาธิที่เป็นไปเพื่อโลก เป็นไปในโลก ไม่ใช่เพื่อธรรม. ถ้า สมาธิเพื่อธรรม ก็ทำให้เห็นแจ้ง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ; แล้วบรรลุ มรรค ผล นิพพาน. นี้มันก็เป็นคู่หนึ่ง. ถ้าจะมัวพูดกันแต่การแบ่งประเภทอย่างนี้ก็ไม่ไหว จะหมดเวลา ; เท่านี้ ก็พอจะเป็นตัวอย่างได้แล้ว ว่าสิ่งที่เรียกว่าสมาธินั้นมีอยู่เป็นประเภท ๆ อย่างไร ; แล้วเราควรจะเลือกเอาประเภทไหน. สรุปอีกครั้งหนึ่ง ว่า : ถ้า เอาอารมณ์ของสมาธิเป็นหลัก ก็ได้แก่ สมาธิที่มีนามธรรมเป็นอารมณ์, มีรูปธรรมเป็นอารมณ์ ; มีผลเป็นถึง อัปปนาบ้าง, ไม่ถึงบ้าง. ถ้า เอาผลที่ได้รับเป็นหลัก ก็มีผลทำให้เกิดเป็นสุขทันตาเห็น, มีผล ทำให้เกิดอำนาจทิพย์, มีผลทำให้สมบูรณ์ด้วยสติสัมปชัญญะ, มีผลทำให้สิ้นอาสวะ.- ถ้า เอารากฐานของการปฏิบัติ หรือเหตุปัจจัย ของการที่ทำให้เกิดการปฏิบัติ เป็นหลัก ก็มีสมาธิที่ถึงเจโตปรากฏ, สมาธิที่ไม่มีเจโตปรากฏ, สมาธิที่เกิดเองตามธรรมชาติ, สมาธิที่เราทำให้มีขึ้น, สมาธิที่ทำให้เวียนว่ายในวัฏฏะ, สมาธิที่ทำให้ถอนออกมาจาก วัฏฏะ, สมาธิที่ถูกกิเลสตัณหาครอบงำ, ทำสมาธิเพื่อมีฤทธิ์มีเดชเอาเปรียบคนอื่น, สมาธิที่มีสัมมาทิฏฐิชักจูงไป, ทำสมาธิเพื่อดับทุกข์สิ้นเชิง อย่างนี้เป็นต้น. พอเรารู้ว่าสมาธิมีอยู่อย่างไร ในลักษณะอย่างนี้หรือเท่านี้แล้ว ก็พอที่จะ เลือกเดินให้ถูกทาง จะหลีกเลี่ยงการกระทำอย่างมิจฉาสมาธิได้โดยไม่ยาก.

น.153 วิธี เจริญ สมาธิ ต่อไปก็อยากจะพูดถึง วิธีเจริญสมาธิ กันบ้างเท่าที่มีเวลา. เราจะพูดกันได้ แต่ใจความสำคัญ, คำว่าใจความสำคัญในที่นี้ จะพูดถึงแต่ใจความที่สำคัญจริง ๆ ด้วย ; ขอให้ตั้งใจกำหนดให้ดี. ได้พูดมาแล้วข้างต้นว่า สมาธิมี ๒ พวก คือพวกที่ให้ถึงฌาน ถึงอัปปนา นั้นพวกหนึ่ง, พวกสมาธิที่ไปไม่รอดจนถึงฌานหรืออัปปนานั้นอีกพวกหนึ่ง. สำหรับ การปฏิบัติ หรือ วิธีเจริญสมาธิประเภทที่ไม่ถึงฌาน ไม่ถึงอัปปนา นี้ไม่ยาก ; ทำไปตามความรู้สึกสามัญสำนึกก็ทำได้เหมือนกัน แต่ว่าตั้งใจให้แรงสักหน่อย. เช่น เจริญเมตตา เจริญพุทธานุสสติ, ธัมมานุสสติ ; ที่เป็นแต่เพียงทำความรู้สึกอย่างนั้น อยู่ในใจ ; มีลักษณะอาการพอที่จะสังเกตได้อย่างนี้ :- ๑. เพื่อชักจูงเกลี้ยกล่อมจิตใจของเรา จูงใจเราโดยตัวเราเอง เช่น เราเจริญเมตตาหนักเข้า ๆ ๆ มันก็จูงใจเราให้เป็นคนเมตตา ; หรือจูงให้ไปรักพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์. นี่เป็นการจูงใจตัวเองให้ไปแต่ในทางที่สบายหรือสงบเย็นอยู่เรื่อย ; โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ การเจริญเมตตา โดยตั้งความปรารถนาว่า : "สัตว์ทั้งหลาย ทั้งปวงจงเป็นผู้มีสุข, อย่าได้เบียดเบียนแก่กันและกันเลย". นี้ไม่ต้องถึงกับเป็นฌาน เป็นอัปปนาอะไร มันมีความรู้สึกอยู่เต็มที่, แต่ความรู้สึกนั้นถูกบรรจุเข้าไว้ด้วยสิ่งที่ เรียกว่าเมตตา. ๒. เป็นการพิจารณาพอที่จะ เป็นทางเปลี่ยนอารมณ์ร้าย : เช่นว่าเรา โมโหโทโส กลัดกลุ้มอยู่อย่างนี้ ; พอมาลงมือเจริญเมตตาภาวนา, หรือเจริญพุทธา- นุสสติ, อะไรเหล่านี้มันก็เปลี่ยนอารมณ์ร้ายกลัดกลุ้มนั้นให้สงบเย็น, เป็นอารมณ์ที่ไม่ เป็นทุกข์ ; อย่างนี้เขาไม่ต้องการฌานไม่ต้องการอัปปนา, ทำได้ด้วยความรู้สึกธรรมดา สามัญ.

น.154 ๓. เป็นการ อธิษฐานจิตให้แน่วแน่ ไปในทางใดทางหนึ่ง ; เราทำซ้ำ ๆ กันอยู่อย่างนี้ เหมือนกับอธิษฐานจิตให้มั่นคงแน่วแน่ อยู่ในทางใดทางหนึ่ง ; เช่นให้ รักศีล, ให้รักการทำทาน, หรือเพื่อให้น้อมไปเพื่อจะรักพระนิพพาน อย่างนี้เป็นต้น ; ที่เรียกว่าจาคานุสสติ, สีลานุสสติ, อุปสมานุสสติ, ในเรื่องอนุสสติ ๑๐ นี้. นี้เป็นตัวอย่างของสมาธิประเภทที่ไม่ถึงอัปปนา มีวิธีปฏิบัติเพียงเท่านี้ ก็พอแล้วไม่สำคัญอะไร ; ไม่มีเทคนิคอะไรมากมาย ไม่เหมือนสมาธิประเภทที่ต้องการ ให้เป็นฌาน หรือเป็นอัปปนา. ฉะนั้น เราก็จะพูดถึงสมาธิประเภทไม่ถึงอัปปนา เพียงเท่านี้. ต่อไปนี้จะพูดถึง สมาธิประเภทที่ต้องการให้เป็นฌาน หรือที่เรียกว่า อัปปนาสมาธิ ; ก็มีหลักซึ่งจะย่อให้เหลือน้อยที่สุดเพียง ๘ ประการ เท่านั้น ดังที่ ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า สมาธิที่จะไปจนถึงฌานถึงอัปปนานั้น ต้องมีวัตถุที่เป็นตุ้น เป็นก้อนเป็นอะไรที่เป็นวัตถุสัมผัสได้นี้มาเป็นอารมณ์ ; ข้างนอก เช่นดวงกสิณ สีต่าง ๆ ข้างใน เช่นลมหายใจ เป็นต้น. ถ้ากำหนดลมหายใจ แม้ว่าเราจะมองไม่เห็นตัวของมัน หรือจับมันไม่ได้ แต่มันก็เป็นวัตถุธรรม ธรรมดา คือเป็นอากาศที่วิ่งไปวิ่งมาอยู่ในช่องของการหายใจ มันจึงเป็นวัตถุธรรมไม่ใช่นามธรรม. ข้างนอก เอาดวงกสิณ ดวงแดง ดวงเขียวเป็น อารมณ์. ที่นี้ ถ้าไม่ชอบ หรือไม่เหมาะ ก็เอาของข้างในเช่นลมหายใจเป็นอารมณ์ ถ้าเอาของข้างนอกเป็นอารมณ์ก็เห็นง่าย เพราะตาเพ่งอยู่ที่นั่น. ถ้าเอาของข้างในเป็น อารมณ์ แม้หลับตาเสียก็รู้สึกได้ ; คือรู้สึกลมหายใจที่ถูไปถูมาอยู่ในช่องของการหายใจนี้. การปฏิบัติใน ขั้นที่ ๑ ก็คือการกำหนดสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เป็นของจริงตัวจริง อย่างนี้เป็นอารมณ์ ในฐานะเป็น บริกรรมนิมิต - นิมิตในบริกรรม. การลงมือกระทำ บริกรรมไม่ได้หมายว่าท่องด้วยปาก, บริกรรมเขาหมายถึงลงมือกระทำในขั้นเริ่มแรก ;

น.155 ท่องด้วยปากก็มี, ไม่ท่องด้วยปากก็มี. คนชินแต่เรื่องท่องด้วยปาก ; เอาคำว่า บริกรรมมาใช้เป็นการพูดการท่องพึมพำอยู่ด้วยปาก ; นั้นมันถูกนิดเดียว. คำว่า บริกรรมหมายถึงเริ่มกระทำ ลงมือกระทำ นิมิต ในขณะที่เริ่มกระทำนี้ ก็ คือของ สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เราเอามาใช้เป็นอารมณ์ เหมือนที่พูดแล้ว : ข้างนอกก็เช่นดวงกสิณ เป็นต้น, หรืออสุภที่นอนกลิ้งอยู่เป็นต้น ; ข้างในก็คือลมหายใจเป็นต้น. มีอารมณ์ในขั้น เริ่มแรกอย่างนี้ เป็นนิมิตสำหรับกำหนด เราก็กำหนดจนนิมิตนั้นเปลี่ยนเป็นมโนภาพ. การปฏิบัติ ขั้นที่ ๒ เรียกว่า เปลี่ยนวัตถุนิมิต คือนิมิตที่เป็นวัตถุนั้น ให้กลายเป็นนิมิตในมโนภาพ ; ที่เป็นภายนอก เช่นเมื่อเพ่งดวงกสิณ ดวงเขียว, ดวงแดง เป็นอารมณ์ ลืมตาเพ่งอยู่ นี้อยู่ในขั้นที่ ๑. พอขั้นที่ ๒ หลับตาก็เห็น ; แม้จะ หลับตาอย่างไร ก็ยังเห็นอยู่เหมือนกับลืมตา; นี้เป็นขั้นที่ ๒ เรียกว่า สับเปลี่ยน วัตถุนิมิตตัวจริงนั้น ให้กลายเป็นนิมิตในมโนภาพ ; จนถึงกับว่าเราหลับตาก็เห็น. แต่ถ้าเป็นของภายใน เช่นลมหายใจอย่างนี้ มันทำได้ยากกว่านั้น แต่ก็ทำได้ คือ ตรงไหนที่ลมหายใจกระทบสม่ำเสมอเป็นประจำ ตรงนั้นสมมุติเหมือนกับมีจุดใดจุดหนึ่ง ในลักษณะเป็นมโนภาพเกิดขึ้น. ตรงนี้จะบอกกันนิดหน่อยว่า ถ้ากำหนดลมหายใจนี้ ต้องทำอยู่หลายขั้น ; คือ วิ่งตามลมหายใจไป ๆ มา ๆ อยู่เหมือนกับวิ่งตาม อย่างนี้จนได้ที่แล้ว, จึงหัดหยุด อยู่ตรงที่แห่งใดแห่งหนึ่ง ; คือเฝ้าดูอยู่ตรงที่ช่องจมูก ไม่วิ่งตามเข้าไปข้างใน, ไม่วิ่ง ตามออกมาข้างนอก, เฝ้าดูอยู่ที่จะงอยจมูกจุดนั้น ; แล้วตรงจุดนั้นแหละจะสามารถ สร้างนิมิตในมโนภาพ เป็นดวงเป็นอะไรขึ้นมา แทนลมหายใจ. ลมหายใจก็ยังหายใจอยู่ แต่จิตสามารถจะสร้างอะไรเป็นนิมิตในมโนภาพ ซึ่งไม่ใช่ตัวจริง ขึ้นมาได้ตรงจุดที่ ลมหายใจกระทบอยู่อย่างสม่ำเสมอ. นี้ก็มีผลเหมือนกันกับที่ว่า เราจะใช้ของข้างนอก เป็นนิมิต หรือใช้ของข้างในเป็นนิมิต ; แต่ของข้างนอกทำง่ายกว่า. อย่างเพ่ง หลอดไฟฟ้าอย่างนี้ เพ่งจนว่าหลับตาก็ยังเห็นหลอดไฟฟ้าเหมือนกับลืมตา, อย่างนี้

น.156 มโนภาพนี้มันทำได้ง่ายกว่าที่จะทำให้เกิดขึ้นมาจากการใช้ลมหายใจเป็นนิมิต ; เพราะเป็น ของละเอียดประณีตกว่า. แต่ของที่ทำยากอย่างนี้ ถ้าทำได้ก็ดีกว่า; เพราะมันละเอียด ประณีตกว่า แล้วก็เป็นสิ่งที่ทำได้. ขั้นที่ ๒ นี้เราเรียกว่า เปลี่ยนวัตถุนิมิต ; เปลี่ยนนิมิตที่เป็นรูปธรรม นั่นให้กลายเป็นนิมิตในมโนภาพ ไม่ใช่เป็นตัววัตถุ. นิมิตที่สร้างเป็นมโนภาพขึ้น มาได้อย่างนี้ เรียกว่าอุดคหนิมิต. นิมิตตัวเดิมตัวจริงตามธรรมชาตินั้น เรียกว่า บริกรรมนิมิต. พอเราไม่เกี่ยวข้องกับมัน เพราะเราสร้างอันใหม่ขึ้นมาได้ในมโนภาพ ; ก็เรียกว่า อุดคหนิมิต. การปฏิบัติขั้นที่ ๓ อุดคหนิมิตที่ทำได้ดีจนชำนาญแล้วนี้ ก็จะทำบทเรียน ต่อไปเป็นบทที่ ๓ ; คือจะเปลี่ยนรูปร่างสีสันกิริยาสถานะของอุดคหนิมิตนั้น ให้กลายเป็นของที่เปลี่ยนแปลงได้ ; เป็น movement คือไหวได้อะไรได้. จะยก ตัวอย่าง : สมมุติว่าเพ่งกสิณดวงเขียว, ดวงแดง ; อย่างนี้หลับตาเห็นโดยไม่ต้อง ดูตัวของจริงที่วางอยู่ตรงหน้า, หลับตาเห็นดวงนั้นได้ในมโนภาพ ; แล้วก็เปลี่ยน นิมิตที่นิ่ง ๆ ให้มันเป็นนิมิตที่เคลื่อนไหวได้ : ให้ใหญ่ได้, ให้เล็กได้, ให้เปลี่ยนสี ต่าง ๆ ได้, ให้เคลื่อนไหวไปมาทางโน้นทางนี้ทางไหนได้ หลาย ๆ อย่างตามต้องการ. นี้เรียกว่าเปลี่ยนลุคคหนิมิตให้กลายเป็นปฏิภาคนิมิต ตามที่จิตประสงค์. นี้เป็นเรื่องที่ฟังยาก ; จะเอาอันไหนมาทำ มันก็คือจิต ; แล้วอันไหนถูก กระทำ มันก็คือจิต. เพราะฉะนั้น จิตจึงเป็นสิ่งที่แบ่งออกไปได้เป็นหลายแง่หลายมุม. อะไรบังคับจิต มันก็จิตนั้นแหละ จิตที่เรียกว่าสตินั่นแหละบังคับจิต ; จิตที่เป็น ความรู้สึกนั่นแหละถูกบังคับ. ถ้าเราทำได้อย่างนี้ ก็บอกอยู่ในตัวแล้วว่า จิตเดี๋ยวนี้ ถูกบังคับ และเป็นไปได้ตามการบังคับหลายสิ่งหลายอย่างหลายแบบ. นั่นแหละคือ คุณสมบัติที่เกิดขึ้นใหม่ ว่าเดี๋ยวนี้จิตสามารถที่จะกระทำอะไรได้มากกว่าธรรมดา คือถ้า พูดถึงการบังคับจิต ก็บังคับได้หลายอย่างหลายแบบ.

น.157 ก็ลองเปรียบเทียบดูมาตามลำดับซิ : ทีแรกมันเป็นวัตถุข้างนอก แล้วเรา มาทำให้เป็นนิมิตข้างใน ; แต่ว่ายังหยุดนิ่งอยู่. แล้วเราก็ทำให้มันเปลี่ยนได้ทุกอย่าง ทุกประการ : เปลี่ยนสี, เปลี่ยนกิริยาอาการ, เปลี่ยนรูป, เปลี่ยนขนาด, เปลี่ยน อะไรได้. นี่มันไกลมาเท่าไรแล้วในการบังคับจิต. เมื่อเราทำได้อย่างนี้ ก็หมายความว่า บังคับจิตได้พอสมควร ; จะทำบทเรียนที่ ๔ ต่อไปได้. การปฏิบัติขั้นที่ ๔ ในขณะที่มีปฏิภาคนิมิตที่เหมาะสมอย่างใดอย่างหนึ่ง นั้น; เราทำให้จิตเกิดความรู้สึกขึ้นในภายใน: เป็นความรู้สึกที่เรียกว่าเป็น องค์ฌาน ; เช่น บีติ, เช่น ความสุข, อย่างนี้ ทำให้มันปรากฏรู้สึกแก่จิตได้. หมายความว่า พร้อมกับที่ตาข้างในเห็นมโนภาพที่เป็นปฏิภาคนิมิตอยู่นั้น เราสามารถ จะรู้สึกความสุข หรือความปีติ หรือวิตก วิจาร หรือเอกัคคตาอะไรแล้วแต่จะเรียก ที่เป็นองค์ฌานนั้นได้ด้วย. อันแรกที่จะมาก่อน ควรจะน้อมไปยังความรู้สึกที่เป็น ปีติ หรือเป็น สุข มันง่ายกว่า. ที่เรียกว่า วิตก วิจาร นั้น ในขณะที่นิมิตปรากฏอยู่ในตาข้างใน ไม่ใช่ตา ข้างนอก ; ความที่จิตกำหนดอยู่ที่นิมิตนั้น เราเรียกว่าวิตก, ความที่จิตรู้จักแจ่มแจ้งเข้าใจ อย่างทั่วถึงในนิมิตนั้น เราเรียกว่าวิจาร. เพราะความที่มันเป็นได้อย่างนั้น คือจิต มีแต่สิ่งนั้นเป็นอารมณ์เดียว นั้นเรียกว่า เอกัคคตา. เราอาจจะลองทำความรู้สึกดูใน อย่างใดอย่างหนึ่งใน ๕ อย่างนี้ คือวิตก, หรือวิจาร, หรือปีติ หรือสุข หรือเอกัคคตา, นี้ก็ทำได้. ในขั้นแรกไม่สามารถจะทำได้พร้อมกันทุกอย่าง ก็พยายามดึงขึ้นมาทีละ อย่าง คือดึงให้เกิดขึ้นมาในความรู้สึกทีละอย่าง ; เช่น บีติก่อน แล้วสุข แล้วดู ให้ดีว่ามันกำหนดอยู่ที่นิมิตนี้เอง ซึ่งเรียกวิตก ; แล้วก็ดูอย่างทั่วถึง ก็เรียกว่าวิจาร อย่างนี้ ; แล้วดูความที่จิตหยุดนิ่งอยู่ในความเป็นอย่างนี้ ก็เรียกว่าเอกัคคตา. ครั้งแรก คงจะล้มลุกคลุกคลาน ล้มไปล้มมา ๆ อยู่หลายครั้งหลายหน ; แต่แล้วมันก็จะค่อย ๆ มั่นคงขึ้น ; จนมีความรู้สึกได้พร้อมกันทั้ง ๕ อย่างเมื่อเราต้องการ.

น.158 การปฏิบัติขั้นที่ ๕ นี้ก็เรียกว่า ทำองค์แห่งฌานทั้ง ๕ ให้เกิดขึ้นได้แล้ว ครบทั้ง ๕ องค์แล้ว ก็เลื่อนไปอีกนิดหนึ่ง คือมีความรู้สึกต่อจิตที่ประกอบอยู่ด้วย องค์ฌานทั้ง ๕ นี้; ซึ่งเรียกว่าจิตตั้งอยู่ในปฐมฌาน คือฌานที่ ๑ หรือฌานทีแรก ของพวกรูปฌาน ; คือฌานที่ต้องอาศัยรูปธรรม วัตถุธรรมเป็นอารมณ์. ทำจนประสบ "ความสำเร็จในขั้นแรกก็คือที่เรียกว่ารูปฌานที่ ๑ นี้ : มีความรู้สึกเป็นวิตก วิจาร บีติ สุข เอกัคคตา. ทีนี้ ต้องการการทำให้ชำนาญ อย่าให้มันล้มลุกคลุกคลาน ; อย่าเพ่อละโมบ โลภลาภจะทำต่อไป. การปฏิบัติทางจิตล้มละลาย เพราะว่าคนละโมบมาก จะทำเอา เร็ว ๆ เลื่อนชั้น ๆ มันก็ทำไม่ได้ ; แล้วล้มละลายย้อนหลังก็ได้. ฉะนั้น พยายาม ทำให้ได้ในขั้นแรก ๆ แล้วก็ทำให้มันชำนาญซ้ำ ๆ ซาก ๆ ซ้ำ ๆ ซาก ๆ ซ้ำ ๆ ซาก ๆ แบบ ซ้อมนั่นแหละ ซ้อมอยู่เสมอ จนรู้สึกแน่นอนว่าไม่หลุดมือไปอย่างแน่นอนแล้ว จึงค่อย เลื่อนขึ้นไปยังขั้นที่ถัดไป. ฉะนั้น ในขั้นที่ ๕ ในบทเรียนที่ ๕ นั้น เราทำปฐมฌานนี้ ให้เป็นที่คล่องแคล่วอยู่ในกำมือของเรา อยู่ในอำนาจของเรา ; เราต้องการความรู้สึก ๕ อย่างนี้เมื่อไรก็ได้เมื่อนั้น ; แล้วจึงจะเลื่อนไปถึงบทเรียนที่ ๖ คือทำสิ่งที่เรียกว่า ฌานหรือรูปฌานนี้ ให้เปลี่ยนไปสู่ฌานที่ดีกว่า ยิ่งกว่าขึ้นไปอีก : ไปสู่ฌานที่ ๒, ฌานที่ ๓, ฌานที่ ๔. การปฏิบัติในขั้นที่ ๖ สำหรับฌานที่ ๒, ฌานที่ ๓, ฌานที่ ๔, ไม่มี อะไรมาก ; นอกจากปลดองค์ฌานที่มีมากมายนักในฌานที่ ๑ นั้นออกเสียบ้าง; เช่น ในฌานที่ ๑ ปฐมฌานนั้น มีตั้ง ๕ องค์ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา. ทีนี้ก็กระทำไปในทางที่ปลดทิ้งออกไปเสียบ้าง ; เช่นไม่ให้เกิดความรู้สึกที่เป็นวิตก วิจาร ก็เหลืออยู่แต่เพียง ๓ คือ ปีติ สุข เอกัคคตา อย่างนี้เป็นต้น, ทีนี้ ทำต่อไปเป็นฌานที่ ๓ ที่ ๔ ก็ปลด บีติ สุข ออกไปเรื่อย ๆ จนยัง เหลือแต่อุเบกขากับเอกัคคตา เป็นชั้นที่ ๔ เป็นชั้นจตุตถฌาน. นี้เรียกว่าบทเรียน ที่ ๖ กล่าวคือทำฌานที่ได้แล้วนั้น ให้เป็นฌานที่ประณีตกว่า ยิ่งขึ้นไปเป็นลำดับๆ.

น.159 เมื่อได้ฌานที่ ๑ แล้ว ก็ให้ได้ฌานที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ขึ้นไปตามลำดับ โดยหน่วงความ รู้สึกที่เป็นองค์ฌานนั้นเอาไว้แต่เพียงน้อยองค์เข้า ๆ ; นอกนั้นปลดทิ้งไป. การปฏิบัติในขั้นที่ ๗ ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการซักซ้อมให้ถนัดมือ ให้ อยู่ในอำนาจโดยแท้จริง ในทุกแง่ทุกมุม ย้อนหลังมาหาอันแรก ๆ : ทำปฐมฌาน ให้คล่องแคล่ว ; ทำทุติยฌานให้คล่องแคล่ว ๆ ๆ กลับไปกลับมา ๆ ให้ อย่างคล่องแคล่ว; เมื่อไรก็ได้, เท่าไรก็ได้, ในสถานะการณ์เช่นไรก็ได้. ตาม ธรรมดาเราทำไม่ได้ ถ้าไม่ได้ความสงบสงัดเพียงพอแล้วทำสมาธิไม่ได้ แต่พอมาถึง ขั้นนี้แล้ว เราทำได้ "แม้ในท่ามกลางกองเพลิง" ว่าอย่างนั้น ใช้คำว่าอย่างนั้นดีกว่า ; คือสถานะการณ์จะขลุกขลักโกลาหลวุ่นวายอย่างไรก็ทำได้ ; ต่อหน้าวิสภาคารมณ์ที่ยั่ว ยวนอย่างไรเท่าไร ก็ทำได้. นี้เป็นบทเรียนที่ ๗. การปฏิบัติขั้นสุดท้ายที่ ๘ บทเรียนขั้นนี้คือ เราจะหยุดอยู่ในสถานะ ของฌานใดฌานหนึ่งนานเท่าไรก็ได้ ; อย่างนี้เขาเรียกว่าเป็นสมาบัติ แปลว่า ถึงพร้อม เข้าถึงแล้วและอยู่, หยุดอยู่ในสภาวะอย่างนั้น นาน ๑ ชั่วโมงก็ได้ ๒ ชั่วโมง ก็ได้ หลายวันก็ได้ ตามที่ต้องการ. แล้วมันจะเข้าออกของมันได้เอง เพราะความ คล่องแคล่วชำนาญในการฝึกมาแล้วตั้งแต่ขั้นที่ ๗ ; เข้า-ออกได้อย่างคล่องแคล่วตาม ต้องการ. แล้วมาถึงนี้ เราก็หยุดอยู่ได้ตามต้องการ ; จะอยู่ในสมาบัตินานเท่าไร ได้เท่านั้น. นี้มันก็จบเท่านี้ แต่รายละเอียดของแต่ละขั้น ๆ มีมาก. นี้เราแบ่งให้เห็นว่า มันมีอยู่ในลักษณะการปฏิบัติ ๘ อย่างนี้เท่านั้น ; พูด สั้น ๆ ที่สุดก็ว่า : เอาอารมณ์ที่เป็นวัตถุมาเพ่งพิจารณา, แล้วก็เปลี่ยนอารมณ์วัตถุให้ เป็นอารมณ์ในมโนภาพ, แล้วเปลี่ยนอารมณ์ในมโนภาพที่หยุดนิ่งนั้น ให้ไหวได้ตามที่ เราต้องการ ; ทำอย่างนั้นจิตเหมาะสมแล้วที่จะหน่วงความรู้สึกที่เป็นองค์ฌาน คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา ขึ้นมาได้. พอหัดหน่วงให้ได้สมบูรณ์ ก็ได้ฌานขั้นแรกคือ ปฐมฌาน ; แล้วทำความรู้สึกชนิดที่ละเอียดไปกว่า; เอาไว้แต่บางองค์ ทิ้งไปเสีย

น.160 บางองค์. ก็เป็นฌานที่ประณีตขึ้นเป็นฌานที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ แล้วก็หัดให้เกิดความชำนาญ ในทุกแง่ทุกมุมเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้; ในที่สุดก็สามารถจะเข้าสมาบัติ คือหยุดอยู่ในภาวะ ของฌานใดฌานหนึ่งได้นานตามที่ตัวต้องการ ; ก็มีเท่านี้เอง. หลักปฏิบัติในการเจริญอานาปานสติภาวนา ทีนี้ อยากจะทบทวนความเข้าใจ ด้วยตัวอย่างที่เกี่ยวกับอานาปานสติบ้าง ; โดยหลักที่กล่าวมาแล้ว ๘ อย่างนั้นแหละ ; ซึ่งกล่าวไว้เป็นหลักกว้าง ๆ ว่า จะใช้อะไร เป็นอารมณ์ก็ได้ : ใช้กสิณก็ได้ ใช้อสุภ ศพนอนอยู่ก็ได้ หรือใช้ลมหายใจก็ได้. เดี๋ยวนี้อยากจะแนะว่า การใช้ลมหายใจเป็นอารมณ์นั้น เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้า ท่านสรรเสริญ : ท่านแนะว่า อานาปานสตินี้มีประโยชน์ มีอานิสงส์ เพราะ ไม่หยาบ, ประณีต, ไม่น่ากลัว, ไม่โกลาหลวุ่นวาย, สะดวกที่ว่าเราจะไปนั่งทำที่ตรงไหน ก็ได้ ; จึงเสนอแนะอานาปานสติ. ถ้าจะใช้กสิณใช้อสุภนี้มันลำบาก ยุ่งยาก น่ากลัว ไม่สะดวก ; จะไปตรงไหนก็ต้องหอบเอากสิณไป, หรือไปที่ป่าช้าจึงจะทำได้ อย่างนี้ เป็นต้น. ลมหายใจนั้นอยู่กับเราตลอดเวลา เราไปนั่งตรงไหนทำตรงไหนก็ได้ ; ท่านจึง แนะให้ใช้ลมหายใจ. เกี่ยวกับลมหายใจนี่ เอาลมหายใจนั้นเองเป็นนิมิต รูปธรรมตามธรรมดา ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ. ทีนี้ เราจะต้องรู้จักลมหายใจนี้ว่ามันเป็นอะไรกันแน่ ไม่ใช่ สักแต่ว่าลมหายใจ. ถ้าเราจะรู้จักลมหายใจดี เราก็ต้องมีการหายใจดู คือมีการหายใจ ในความรู้สึกที่ควบคุม หรือศึกษามันอยู่ สังเกตมันอยู่. ขั้นที่ ๑ ลมหายใจยาวเป็นอย่างไร, ขั้นที่ ๒ ลมหายใจสั้นเป็น อย่างไร, นี้ก็ยังจะต้องศึกษากันนาน คือให้รู้ว่าลมหายใจสั้นมีอิทธิพลแก่ร่างกาย อย่างไร, ลมหายใจยาวมีอิทธิพลแก่ร่างกายอย่างไร

น.161 ขั้นที่ ๓ ด้วยเหตุที่ว่า ลมหายใจนั้นเป็นของที่เนื่องกันอยู่กับร่างกาย : ไปด้วยกันมาด้วยกันอะไรอย่างนี้ ฉะนั้น ในบาลีจึงเรียกลมหายใจนั่นแหละว่าเป็นกาย. พึ่งดูให้ดี, เรียกลมหายใจนั้นแหละว่าเป็นกายชนิดหนึ่ง ; เพราะมันเนื่องกันอยู่ กับกายนี้ กายเนื้อกายหนังนี้ ถ้าลมหายใจละเอียด กายเนื้อกายหนังนี้มันก็ละเอียด ‘ คือสงบรำงับ; ถ้าลมหายใจหยาบ ร่างกายเนื้อหนังนี้มันก็หยาบ. หรือว่าถ้าเมื่อร่างกาย มันหยาบ เช่นว่าเหนื่อยเป็นต้น, ลมหายใจก็หยาบ. เมื่อร่างกายสบายดีลมหายใจ ก็พลอยละเอียด. นี้เป็นของเนื่องกันจนถึงกับไปด้วยกันมาด้วยกัน จนถือว่าเป็น อันเดียวกัน. ที่ว่าให้ศึกษาลมหายใจสั้นและยาวนี้ก็เพื่อให้รู้ข้อนี้ : ให้รู้ว่ามันเนื่องกัน อยู่กับร่างกายอย่างนี้, เมื่อลมหายใจมีลักษณะอย่างนี้ มีปกติภาวะตามธรรมชาติอย่างนี้, มีอิทธิพลต่อร่างกายเนื้อหนังอย่างนี้. นี้ก็หัดนั่งดูอย่างนี้กันไปก่อนในตอนต้น ๆ ให้รู้จัก ลมหายใจยาว ‘รู้จักลมหายใจสั้น รู้จักความที่ลมหายใจเป็นของปรุงแต่งร่างกาย. ขั้นที่ ๔ ก็มาถึงบทที่ว่า จะฝึกการควบคุมลมหายใจให้ละเอียด เพื่อว่าเรา จะได้มีร่างกายอันละเอียด ; และเราจะควบคุมลมหายใจให้สงบ เพื่อว่าเราจะได้มี ร่างกายอันสงบ. ฉะนั้น เราจะควบคุมลมหายใจนี้อย่างไร ; ก็คือระเบียบปฏิบัติ ที่เรียกว่าอานาปานสตินี้เอง. “ลมหายใจหยาบบังคับให้ละเอียดได้อย่างไร, ลมหายใจยาว บังคับให้สั้นได้อย่างไร ; ฝึกฝนอยู่แต่อย่างนี้จนบังคับได้. เคล็ดของการปฏิบัติก็คือว่า : เมื่อกำหนดลมหายใจในชั้นแรก ก็กำหนด ลมหายใจเหมือนกับวิ่งตามลมหายใจ. หายใจเข้าหรือหายใจออกก็ตาม จิตในนาม ว่าสตินี้ก็วิ่งตาม : ลมหายใจออกมาสุดแค่ไหน, หายใจเข้ามาสุดแค่ไหน, หายใจออก มาสุดแค่ไหน, หายใจเข้ามาสุดแค่ไหน ; ทำหน้าที่เหมือนวิ่งตามอยู่ตลอดเวลา. เราสมมติว่า มันหยุดแค่ไหนเมื่อหายใจเข้า มันหยุดแค่ไหนเมื่อหายใจออก. เราสมมติ

น.162 เอาที่ปลายจมูกก็ได้, ที่สะดือก็ได้. ระหว่างที่ความรู้สึกวิ่งไปวิ่งมาอยู่ ตามลมหายใจอยู่ อย่าให้มีเวลาว่าง อย่าให้ระยะขาดตอน. ครั้งแรกต้องหัดถึงอย่างนี้; เมื่อทำได้ อย่างนี้ก็หมายความว่า เราชนะมานิดหนึ่งแล้ว ; ชนะขึ้นมาขั้นหนึ่งแล้ว คือบังคับจิตได้ ว่าจงวิ่งตามลมหายใจอย่างเดียว. บทเรียนที่ทำยากขึ้นไปอีก ก็คือไม่ต้องวิ่งตาม, เฝ้าดูอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่ง คือที่จุดจะงอยจมูก อย่าหนีไปไหนก็แล้วกัน ; ให้เฝ้าดูอยู่แต่ตรงที่ช่องจมูก เมื่อลม หายใจผ่านที่ตรงนี้ ให้รู้สึกให้เต็มที่ก็แล้วกัน. เมื่อมันเข้าเลยไปในท้องแล้ว หยุดอยู่แล้ว ก็ช่างมัน ไม่ต้องไปยุ่ง ; หรือมันออกพ้นจากจมูกไปแล้ว ก็อย่าไปยุ่ง ไปสนใจกับมัน ; สนใจแต่เมื่อมันกระทบที่จมูก. ตรงนี้จะเกิดระยะที่ว่าง คือว่างการควบคุมหรือควบคุมยากขึ้นมาบ้าง เพราะ เราคอยกำหนดแต่ที่ตรงสุดของปลายจมูก. แต่ที่นี้เนื่องจากเราเคยบังคับได้ดี ตั้งแต่ ระยะวิ่งตาม ๆ นั่นแหละ บังคับได้ดี ทำได้ดี; พอมาถึงตอนนี้ยังมีผลอยู่ คือ เราคอย บังคับแต่ตรงช่องจมูกก็ยังทำได้ ไม่หนีไปไหนเสีย ในขณะที่มันเลยช่องจมูกเข้าไป ข้างในหรือออกมาข้างนอก. นี่จึงเป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นว่า เราบังคับจิตได้เพิ่มขึ้นมา อีกนิดหนึ่ง. ทีนี้ เราก็มีจุดตรงที่มันกระทบ ตรงที่ช่องจมูกนั้นเป็นหลัก ; ตรงนั้น เรียกว่าอารมณ์หรือนิมิตในการบริกรรมที่สมบูรณ์แล้ว ; รู้สึกลมที่กระทบอยู่ที่ ตรงนั้นอยู่เป็นประจำนี้เรียกว่าบริกรรม. ที่นี้ ก็เปลี่ยนจุดนั้นให้เป็นมโนภาพ แทนที่จะกำหนดเป็นตัวลม ก็กำหนดให้มีความรู้สึกเหมือนกับว่าดวงหรืออะไร ก็ตามใจ มีอยู่ก้อนหนึ่งที่นั่น. บางทีก็เป็นดวงขาว, บางทีเป็นดวงแดง, ไม่เหมือนกัน ทุกคน. บางทีก็เป็นเหมือนกับดวงอาทิตย์มาอยู่ที่นั่น ดวงจันทร์อยู่ที่นั้น. บางคน ก็เหมือนกับใยแมงมุมกลางแสงแดดปรากฏอยู่ที่ตรงนั้น, จะเป็นอะไรก็ช่างมันอย่าไป ผืนมัน.

น.163 สิ่งอะไรปรากฏขึ้น ก็จงถือเอาสิ่งนั้นเป็นอุดคหนิมิต คือนิมิตใน มโนภาพที่สร้างขึ้นมาสำเร็จแล้วที่ตรงจุดนั้น. เราไม่สนใจกับลมหายใจตัวจริงอีกต่อไป มาสนใจกับมโนภาพที่สร้างขึ้นมาโดยตัวมันเอง ให้เป็นของนึ่งแน่วแน่อยู่อย่างนั้น ; ถ้าเป็นดวงขาว ก็ให้ขาวอยู่อย่างนั้น, เขียวก็ให้เขียวอยู่อย่างนั้น, เป็นใยแมงมุมก็เป็น อยู่อย่างนั้น เป็นปุยฝ้ายก็เป็นอยู่อย่างนั้น ; อย่าเพ่อไปเปลี่ยนแปลงมัน. คือจะต้อง ทำอย่างนั้นจนชำนาญได้เท่าไรก็ได้ นานเท่าไรก็ได้ เมื่อไรก็ได้ ; แล้วจึงค่อยเลื่อน บทเรียน. พอชำนาญแล้วน้อมจิตไปเพื่อจะบังคับให้มันเปลี่ยน : เปลี่ยนรูปเปลี่ยนร่าง เปลี่ยนสี เปลี่ยนอิริยาบถ เปลี่ยนเป็นทุกอย่างที่ต้องการให้เปลี่ยน ; นี้เรียกว่า เปลี่ยนลุคหนิมิตให้กลายเป็นปฏิภาคนิมิต. เมื่อทำได้อย่างนี้ก็พิสูจน์อยู่ในตัว แล้วว่า อ้าว, เราบังคับจิตเพิ่มขึ้นมาได้อีกนิดหนึ่ง บังคับได้ตามต้องการ แล้วแต่ จะชอบ. ๑ นิมิตที่ปรากฏนี้ บางทีบางสมัย บางฤดูกาล มันอาจจะไม่เหมือนกันก็ได้ ; แต่เรายอมรับเอา เพราะไม่ใช่ของจริงอะไร เป็นเพียงนิมิตสำหรับฝึกหัด เมื่อบังคับให้เปลี่ยนแปลงได้เป็นปฏิภาคนิมิตคล่องแคล่วชำนาญแล้ว มันบอกอยู่ในตัวแล้วว่า บังคับจิตได้ถึงขนาดนี้ เพราะฉะนั้น เราสามารถที่จะบังคับ ความรู้สึกที่เป็นองค์ฌาน เช่น วิตก วิจาร บีติ สุข เอกัคคตา ให้ค่อย ๆ เกิดขึ้นมา ให้ชัดเจนทีละองค์ ๒ องค์ จนเต็มเปี่ยมครบทั้ง ๕ องค์. นี้ ก็มีการบรรลุปฐมฌาน อย่างที่ว่ามาแล้วข้างต้น ; แล้วก็ทำให้ประณีตเข้า ให้เหลือน้อยองค์เข้า, เป็นทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน ไปตามลำดับ แล้วฝึกให้ชำนาญ จนกว่าจะหยุดอยู่ในภาวะอย่างที่ ไม่เปลี่ยนแปลง ได้นานเป็นสมาบัติ อย่างนี้ก็ได้. นี่ตัวอย่างเกี่ยวกับการฝึกอานาปานสติ โดยหลักที่แท้จริง ที่เป็นชั้นหัวใจ ก็มีเพียงเท่านี้ รายละเอียดปัญหาปลีกย่อยยังมีอีก แต่ไม่สำคัญอะไร. ถ้าทำถูกหลัก

น.164 อย่างนี้แล้วก็ต้องเป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่จะทำให้ประสบความสำเร็จ. ทั้งหมดนี้เรียกว่า วิธีเจริญสมาธิที่เป็นใจความสำคัญของเรื่อง. ทบทวนอีกทีหนึ่งว่า สมาธิประเภทที่ไม่ต้องการฌาน ไม่ต้องการ อัปปนาสมาธินั้น ; มันสักแต่ว่าทำความรู้สึกคิดนึก : เช่นเจริญเมตตานุสสติ, พุทธานุสสติ, นึกถึงความตาย, นึกถึงอะไรก็ตามใจ, เพื่อชักจูงเกลี้ยกล่อมจิต ให้เป็นไปในทางดี หรือว่าจะใช้เป็นเครื่องระงับอารมณ์ร้ายให้เป็นอารมณ์ดี, ระงับ อารมณ์ร้อนให้กลายเป็นอารมณ์เย็น; หรือเพื่ออธิษฐานจิตของตัว เพื่อให้แน่วแน่ ไปแต่ในทางใดทางหนึ่งที่ต้องการ. อย่างนี้ไม่ต้องการสมาธิต้องการฌานอะไรมากมาย ; แต่ถ้าทำได้ ก็เรียกว่าสมาธิประเภทหนึ่ง. ส่วนสมาธิประเภทที่ต้องการฌาน ต้องการอัปปนา ก็ต้องทำอย่างที่ว่า : นับตั้งแต่เอาอะไรมาเป็นอารมณ์ตามธรรมชาติ, แล้วเปลี่ยนอารมณ์ธรรมชาติเป็นอารมณ์ ในมโนภาพ, แล้วเปลี่ยนอารมณ์ในมโนภาพให้เปลี่ยนแปลงได้ตามต้องการ, แล้วถือ โอกาสหน่วงความรู้สึกที่เป็นองค์ฌานขึ้นมาในขณะนั้น ; พอองค์ฌานครบถ้วนก็เป็น อัปปนา, ได้บรรลุฌานใดฌานหนึ่ง ; เช่น ปฐมฌานเป็นต้น, จนกระทั่งถึงฌาน ที่สูงขึ้นไป ด้วยการปลดอารมณ์ที่เป็นองค์ฌานนั้นทิ้งออกไป ๆ แล้วก็ชำนาญจนหยุดอยู่ ในฌานไหน นานเท่าใดก็ได้ เรียกว่าสมาบัติ. อานิสงส์ ของ สมาธิ เรื่องที่จะพูดเป็นเรื่องสุดท้ายก็คือ อานิสงส์ อานิสงส์ของการเจริญสมาธินี้ ก็ควรจะทราบ ; เพราะว่ามันเป็นประโยชน์ที่จะพึงได้รับ และแม้ว่ายังไม่ได้รับประโยชน์ ก็ยังเป็นกำลังใจ เป็นสิ่งกระตุ้นให้เกิดกำลังใจ ในการที่จะทำจริงๆ ดังนั้นเราควรจะรู้ อานิสงส์หรือผลของมัน. ที่จริงเราต้องเข้าใจไปจนถึงว่า ธรรมชาติแท้ ๆ ธรรมชาติ ล้วน ๆ มันก็ต้องการความสงบ. ใครจะเถียงก็เถียงได้ตามใจ แต่อาตมารู้สึกว่าธรรมชาติ

น.165 แท้ ๆ คือความสงบ. ความวุ่นวายเป็นสิ่งผิดธรรมชาติ ธรรมชาติมันต้องการให้ เป็นอย่างสงบ ไม่ต้องการความวุ่นวาย. ฉะนั้นการจะทำอะไรให้เป็นไปเพื่อความสงบนี้ มันเป็นเกลอกับธรรมชาติ, เข้ากันได้กับธรรมชาติ, ไปด้วยกันได้กับธรรมชาติ ; แล้วความสงบนั้นเป็นความสงบสุข. ถ้าไม่สงบก็ไม่ใช่ธรรมชาติ; พูดกันอย่างนี้ ดีกว่า ว่ามันผิดธรรมชาติ. ถ้าจะถือเอาความไม่สงบเป็นธรรมชาติ มันก็มีเหตุผลที่ จะค้านว่าส่วนมากนั้นสงบ ; ที่ไม่สงบนั้นมาเป็นครั้งคราวชั่วประเดี๋ยวประด๋าว, ส่วนที่ เป็นความสงบนั้น คล้าย ๆ กับว่าเป็นอยู่ตลอดเวลา. เนื้อแท้ของธรรมชาติคือความสงบ และเป็นไปเพื่อความสงบ. ผล ของสมาธิก็คือเพื่อความสงบเป็นข้อแรก ; ไม่วุ่นวาย. นี้เราได้เป็นเกลอกับธรรมชาติ มีความสงบได้โดยง่าย. แต่ความสงบนี้มีหลายชั้น ; สงบง่าย ๆ ตามธรรมชาติทางวัตถุ นี้มันก็ดีเหมือนกัน ไม่ใช่ไม่ดี ดีกว่าวุ่นวาย. แต่เราต้องการความสงบทางจิตใจ, ต้องมีบทเรียนสำหรับฝึกทางจิตใจคือสมาธินี้. เมื่อสงบจะมีความเจริญทางจิตใจ ในส่วนปัญญา. มีหลักทั่วไปทุกหนทุกแห่งในพระบาลีว่า : สมาหิโต ยถา ภูติ ปชานาติ เมื่อจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิแล้ว ย่อมเห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง. นี้คือ อานิสงส์ของสมาธิ ที่มีเต็มไปตรงนั้นตรงนี้ตรงโน้นในพระคัมภีร์ : ว่าเมื่อจิตตั้งมั่น เป็นสมาธิแล้ว ย่อมเห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง ; โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในสิ่งทั้งหลายทั้งปวงได้ชัดแจ้ง อานิสงส์สำหรับเอาไว้สอนคนแรกบวชว่า : สมาธิปริภาวิตา ปญฺญา มหปผลา โหติ มหานิสิสา ; แปลว่า เมื่อสมาธิอบรมดีแล้ว ปัญญาย่อมมี ผลใหญ่ ย่อมมีอานิสงส์ใหญ่. ถ้าเราอบรมสมาธิดีแล้ว จะเกิดความเห็นแจ้ง ตามที่เป็นจริงขึ้นมาอย่างใหญ่หลวง. นี้ก็เป็นธรรมชาติอันเร้นลับลึกซึ้งอีกอันหนึ่ง ;

น.166 คล้าย ๆ กับว่า จิตนี้รู้อะไรหมดได้โดยธรรมชาติในตัวมันเอง แต่เดี๋ยวนี้มันรู้ไม่ได้ เพราะมีอะไรมาปิดบัง ; คือข้าศึกของสมาธินั่นแหละ เช่นนิวรณ์ต่าง ๆ นั่นแหละ. เมื่อเรามีจิตใจที่หม่นหมองโดยไม่รู้สึกตัว กลัดกลุ้ม รู้อะไรไม่ได้ คิดอะไร - ไม่ออก คิดเท่าไหร่ ก็คิดไม่ออก ; แต่พอทำจิตให้เกลี้ยงเกลาเท่านั้นเอง คำตอบนั้น ออกมาเองโดยไม่ต้องมีใครมาบอก. นี้ลองสังเกตว่า บางทีเราตื่นนอนขึ้นมาเท่านั้น ไม่ได้ทำอะไร ปัญหาที่ค้างอยู่ในจิตใจนั้นตอบออกมาได้ ; อ้าว, อย่างนั้น ๆ เป็นตุ เป็นตะไป. นี่เพราะว่าในเวลาตื่นนอนคราวนั้น จิตมีความสงบเป็นสมาธิ มีลักษณะ เป็นสมาธิ ทีนี้ ทุนเดิมของสิ่งที่เรียกว่าจิต คือรู้อะไรได้ในตัวเอง มันก็ทำหน้าที่. ที่จริงมันก็สะสมความรู้อยู่ทุกวันทุกเดือนทุกปี อัดไว้เก็บไว้ข้างใน ; แต่ถ้าจิตไม่เป็น สมาธิมันใช้ไม่ได้ ไม่มีโอกาสจะใช้ ไม่เข้ารูปกันได้เลย. พอจิตเป็นสมาธิมันปรุง เป็นความรู้ขึ้นมาได้อย่างนี้. นี่ลักษณะของสิ่งที่เรียกว่าสมาธินั้น ก็คือทำให้เห็น จริง, เห็นแจ้งในสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ตามที่เป็นจริง ได้ในตัวมันเอง โดยอัตโนมัติ นี่คืออานิสงส์ใหญ่อานิสงส์ทั่วไป คือเราจะไม่พูดถึงอานิสงส์ ๔ อย่างที่พูด แล้วพูดเล่ามาแต่ต้น : อานิสงส์ของสมาธิเพื่อความสุขในปัจจุบัน, เพื่อหูทิพย์ เพื่อ ตาทิพย์, เพื่อความสมบูรณ์แห่งสติสัมปชัญญะ, เพื่อสิ้นอาสวะ ; นั้นพูดตามแบบ ก็รู้กันอยู่แล้วจะไม่พูดอีก. ที่ต้องการจะพูดนี้ก็คือว่า เราใช้สมรรถภาพอันลึกซึ้ง ลึกลับของจิตได้เดี๋ยวนี้. ก่อนนี้เราไม่สามารถจะเอามาใช้ได้ แต่เมื่อเราทำสมาธิได้ เราจะเอาอำนาจหรือคุณสมบัติอันลึกลับที่สุดของจิตนี้ ออกมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ โดยการทำให้เป็นสมาธิ. นี่เป็นหลักทั่วไปโดยเฉพาะในพุทธศาสนา. ทีนี้ อยากจะพูดถึงอานิสงส์ที่อาจจะนำมาใช้ได้กับคนสมัยนี้แก่คน สมัยปัจจุบันนี้. ในโลกอันร้อนระอุเป็นไฟนี้ จะเอาสิ่งที่เรียกว่าสมาธิในพุทธศาสนา มาใช้เป็นประโยชน์ ได้อย่างไร.

น.167 บางคนอาจจะรู้สึกว่า ผิดวิสัย ขัดกันโดยสิ้นเชิง อย่าไปพูดถึงดีกว่า ; แต่ ที่แท้แล้วไม่ใช่อย่างนั้น มันเป็นสิ่งที่จะเอามาประยุกต์ให้เป็นประโยชน์ได้กับมนุษย์ ในสมัยปัจจุบัน. พูดดักหน้าไว้ที่ก็พูดว่า โลกบัดนี้ยิ่งต้องการสิ่งที่เรียกว่าสมาธิ อย่างยิ่ง ยิ่งกว่ายุคไหน ๆ เสียอีก ; หมายความว่าถ้าสบายดีแล้ว จะไปต้องการ อะไรกัน มันก็ไม่ต้องการอะไร. เดี๋ยวนี้มนุษย์มีทุกข์มาก ต้องการสิ่งที่จะมาแก้ไข หรือดับความทุกข์นี้เสีย ; จึงต้องใช้จิตที่มีสมรรถภาพในลักษณะที่เรียกว่า สมาธิ นี้แหละก่อน. ในที่นี้ก็อยากจะพูดถึงลักษณะของความเป็นสมาธิ ที่ประกอบอยู่ด้วยคุณสมบัติ ที่ต้องการกันอย่างยิ่ง แม้ในปัจจุบันนี้. ฉะนั้นขอให้ท่องไว้เลย จำไว้ให้แม่นยำ ถึงกับท่องไว้ได้เลยว่า : ปริสุทโธ, สมาหิโต, กมฺมนีโย; ๓ คำ. ปริสุทฺโธ แปลว่า บริสุทธิ์, สมาหิโต แปลว่า ตั้งมั่น, กัมมนี โย - ว่องไวในหน้าที่การงาน. จิตที่บริสุทธิ์ แล้วจิตนั้นตั้งมั่น แล้วจิตนั้นว่องไวในหน้าที่ของมัน ; เมื่อรวมกันทั้ง ๓ นี้เรียกว่า จิตนั้นมีสมาธิหรือเป็นสมาธิ คนโดยมากไปคิดว่า สมาธิแล้วก็ต้องหลับตา ตัวแข็ง นั่งอยู่เฉย ๆ เป็นสมาธิ อย่างนั้นว่าเอาเอง ในพระคัมภีร์ไม่ได้ว่าอย่างนั้น ; ระบุลักษณะของความเป็นสมาธิ ที่ถึงที่สุดแล้วว่าได้แก่จิตสะอาด, แล้วก็จิตตั้งมั่น, แล้วก็จิตว่องไวในหน้าที่ของมัน. จะให้คิดอะไรก็คิดได้ดี, จะให้หยุดก็หยุด, จะให้ทำอะไรก็ทำได้ดีทั้งนั้น. ปริสุทฺโธ ก็คือว่าเวลานั้นไม่มีอะไรสกปรกเศร้าหมอง ; เพราะฉะนั้น จิตจึงได้คุณสมบัติเดิมแท้ของมันมาทำหน้าที่. สมาหิโต ตั้งมั่นนั้นหมายถึงว่ามันไม่ พร่า ; กระแสของจิตหรือกำลังของจิตไม่พร่า มารวมอยู่ที่จุดเดียว ; ฉะนั้น จึงมั่นคง แข็งแรงตั้งมั่น. แล้ว กมุมนีโย นี้เพราะว่าถูกอบรมดีที่สุดแล้ว สามารถจะใช้ทำอะไร ได้ทุกอย่าง.

น.168 ประโยชน์ ของสมาธิ ในสมัยปัจจุบัน ถ้าพูดกันถึงสมัยปัจจุบันหยกๆนี้ จะเอาสมาธิมาใช้เป็นประโยชน์ได้อย่างไร? การที่จะประยุกต์กับปัจจุบันนี้ ก็ต้องใช้คุณสมบัติของจิต คือ : คุณสมบัติที่ ๑ ถ้าจิตบริสุทธิ์ มันก็ไม่ทำคอรัปชั่น ในสมัยที่โลกเต็มไป ด้วยคอรัปชั่น ; นี่ ปริสุทฺโธ. ลองมีจิตที่บริสุทธิ์แล้วมันไม่คอรัปชั่น. คำว่า corrupt นี้แปลว่า จุดดำสกปรกในพื้นที่อันขาว. ปริสุทฺโธ เป็นจิตที่บริสุทธิ์แล้ว จะทำอะไร ที่สกปรกไม่ได้. ฉะนั้น สิ่งสกปรกในจิตใจของมนุษย์สมัยนี้ ขจัดออกไปได้ด้วย คุณสมบัติที่ ๑ ของจิตที่เป็นสมาธิ คือ ปริสุทฺโธ. คุณสมบัติที่ ๒ เรียกว่า สมาหิโต ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ; ก็เพื่อให้จิตของ คนสมัยปัจจุบันนี้ไม่หวั่นไหวต่อความยั่วเย้ายั่วยวนของวัตถุนิยม. ความเอร็ดอร่อย ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ที่เป็นเนื้อเป็นหนัง เป็นกามารมณ์นี้ มีความ ยั่วยวนมาก. ถ้ามีลักษณะของสมาหิโต ตั้งมั่นแล้ว คนในโลกทุกวันนี้จะสามารถ ทนได้สู้ได้ ไม่หวั่นไหวไปตามความยั่วยวนของความก้าวหน้าของวัตถุนิยม. ผู้ค้นคว้า ความก้าวหน้าทางวัตถุนั้น เป็นพวกนักการค้า จะเอาประโยชน์จากคนอื่นที่ถูกลวง. เดี๋ยวนี้เราเป็นผู้ที่ใคร ๆ ลวงไม่ได้. คุณสมบัติที่ ๓ ที่ว่า กัมมนีโย ว่องไวในหน้าที่การงาน ; นี้เราเอา ประโยชน์อย่างกว้างเลยว่าในโลกที่ก้าวหน้า ที่เจริญ ที่อะไรในสมัยปัจจุบันนี้ การงาน มันเป็นการงานที่ยาก ที่ลำบาก ที่อะไรยิ่งขึ้น ยิ่งกว่าสมัยโบราณดึกดำบรรพ์โน้น ; ฉะนั้น ถ้ามีคุณสมบัติที่เรียกว่า กัมมนีโยของจิตที่เป็นสมาธินี้ จะทำการงานที่ยากให้ เป็นของง่าย ให้เป็นการงานที่ง่าย ไม่มีอะไรยุ่งยากลำบากเกินความสามารถของเรา ; เพราะว่าจิตของเราอบรมดีแล้วอย่างนี้. นี้เรียกว่าเป็นหลักใหญ่ ๆ ที่จะเอาอานิสงส์ของจิตที่เป็นสมาธิ มาประยุกต์กัน เข้ากับความต้องการของมนุษย์ในโลกสมัยปัจจุบัน ; ที่จะต่อสู้กับวิกฤติกาลถาวรต่าง ๆ.

น.169 ๑๓๘ โอสาเร่ตัพพธรรม ควรจะถึงสมัย อบรมวัฒนธรรม ไปในทางสูง stunben ที่นี้อยากจะขอร้อง ให้มองออกไปถึงความจริง หรือข้อเท็จจริงบางอย่าง บางประการ ว่ามันถึงสมัยแล้วที่ว่า เราควรจะมีวิวัฒนาการ ; โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในด้านวัฒนธรรมนี้ ให้เป็นไปในทางสูง ; อย่าให้วกกลับไปในทางต่ำ. ที่นี้ ทางที่จะทำได้ก็ไม่มีอะไร นอกจาก อบรมจิตใจเท่านั้น : ให้เป็นจิตใจที่สูง ทั้งใน ทางอารยธรรม ในทางศีลธรรม ในทางศาสนา. ทางที่จะให้สูง ไม่มีทางอื่นนอกจาก การอบรมจิต. การอบรมจิตนี้หลีกความเป็นสมาธิไม่ได้ ต้องผ่านไปทางนั้น ; เพราะ เมื่อเป็นสมาธิแล้วจะต้องการอะไรก็ได้อย่างที่ว่ามาแล้ว. เดี๋ยวนี้อารยธรรมวกกลับไปหา ความต่ำทราม ; ไม่บังคับตัวเอง มีจิตใจต่ำทราม. ศีลธรรมก็พ่ายแพ้แก่กิเลสของ มนุษย์ ; ศาสนาก็ถูกเหยียบย่ำไปซึ่ง ๆ หน้า คือถือกันแต่ปาก. ฉะนั้นประโยชน์หรือ อานิสงส์ที่มนุษย์ควรจะได้รับโดยแท้จริงจึงสูญหายไปหมด. เราต้องใช้เรื่องสมาธิ นี้แหละเป็นเครื่องมือกู้ให้กลับมาใหม่ ; ให้มีความถูกต้องเจริญงดงามทางอารยธรรม, ทางศีลธรรม, ทางศาสนา. จึงหวังว่าท่านทั้งหลายทุกคนที่เป็นพุทธบริษัทจะได้สนใจ เรื่องนี้ เพื่อจะแก้ปัญหาเหล่านี้. ถ้าจะพูดอย่างที่เรียกว่า เห็นกันง่ายๆ น่าชื่นใจ, แม้จะเห็นเป็นโฆษณา ชวนเชื่อก็ได้ ก็ตามใจ ; แต่อยากจะพูดว่า ความสุขของมนุษย์เรา ไม่มีทางอื่น นอกจากการปรับปรุงจิตให้ถูกต้อง ไปตามหลักของการมีสมาธิ อย่างที่ว่ามาแล้วนั้น ; จะมีความสุขอย่างแท้จริงและสมบูรณ์เต็มเปี่ยม. ทางร่างกายก็มีความสุข, ทางจิตใจก็มี ความสุข, ทางวิญญาณก็มีความสุข ; คือทางสติปัญญาความคิดเห็นก็ถูกต้อง, แล้วจิต ก็ดำรงไว้ในลักษณะที่ถูกต้อง, การประพฤติทางกายทางวาจา ก็ถูกต้อง, เป็นความสุข ทั้งทางกาย ทางจิต และทางวิญญาณ.

น.170 เดี๋ยวนี้ทางวัตถุนั้นก้าวหน้าล้นเหลืออยู่แล้ว ถ้ามีความก้าวหน้าทางจิต ขึ้นมาอีก มันก็พอดี ; จะช่วยควบคุมไม่ให้ความก้าวหน้าทางวัตถุนั้นเพ้อ หรือว่าล้นจน เป็นภัยขึ้นมา. เดี๋ยวนี้ ชีวิตของเรากำลังเทียมด้วยควายตัวเดียว คือควายทางร่างกาย, กำลังทางร่างกาย. ความก้าวหน้าในทางวัตถุก็พาไปลงเหว. เราต้องให้ชีวิตเทียม ด้วยควายสองตัว คือควายตัวหนึ่งเป็นเรื่องของสติปัญญา ทางวิญญาณ, ทางความรู้ ฝ่ายจิตใจ. ควายตัวหนึ่งเป็นเรื่องทางจิตใจ ; ส่วนควายอีกตัวหนึ่งเป็นเรื่อง ทางวัตถุ : เดินคู่เคียงกันไป มนุษย์นี้ก็จะปลอดภัย. นี้คืออานิสงส์ของการที่เรา มีการพัฒนาในทางจิต คือการทำสมาธิ; ช่วยให้ได้สิ่งที่ขาดอยู่ครึ่งหนึ่ง คือทำให้ ๕๐ เปอร์เซ็นต์นั้นเต็มเป็น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ขึ้นมา. เวลานี้เรากำลังต้องการโลกที่มีความสงบสุขอย่างยิ่งแล้ว เพราะโลกขณะนี้ เต็มไปด้วยความทุกข์ระส่ำระสายนานาประการ เป็นสมัยที่ร้อนระอุ. โลกเรากำลัง ต้องการความสงบอย่างยิ่ง ; ทางอื่นไม่มี นอกไปจากการที่มนุษย์ทุกคนต้องรู้จัก บังคับตัวเอง ให้อยู่ในร่องในรอยตามที่ธรรมชาติกำหนดให้ คือความสงบ; และทำให้ ได้เสียเร็วๆ ก่อนแต่ที่มันจะวินาศลงไป. ถ้าปล่อยไปตามจิตใจของมนุษย์ที่พ่ายแพ้แก่ วัตถุนิยมแล้ว ; ไม่เท่าไรโลกนี้จะแตกสลายหมด. นี่ขอให้ท่านทั้งหลาย : กำหนดใจความของคำบรรยายที่พูดกันวันเสาร์นี้ คือเรื่องสมาธิวัตร ว่าได้แก่การทำจิตให้เป็นสมาธิ ถือว่าเป็นวัตรที่ควรปฏิบัติอยู่ เป็นประจำ. ให้ถือว่าเป็นเรื่องที่คู่กันกับมนุษย์ แยกกันไม่ได้; ขืนแยกกัน มนุษย์ไม่เป็นมนุษย์ จะเป็นสัตว์เดรัจฉาน. การเจริญสมาธินี้ นับเนื่องอยู่ในองค์แห่งมรรค ๘ ประการ คือเป็นองค์ สุดท้าย ; ถ้าว่าขาดองค์นี้แล้ว มรรคนั้นไปไม่รอด จะล้มละลายเพราะขาดกำลัง. มรรคมีองค์ ๘ นั้น เรียกว่าเป็นมรรคหนึ่งทางหนึ่ง ซึ่งประกอบอยู่ด้วยองค์ ๘ :

น.171 สัมมาทิฏฐิ เป็นแสงสว่าง เป็นผู้นำทาง, แต่ว่าสัมมาสมาธิอยู่รั้งหลังนี้เป็นตัวกำลัง สัมมาทิฏฐิ เป็นทัพหน้า, สัมมาสมาธิ เป็นทัพหลวง ; นอกนั้นเป็นเครื่องอุปกรณ์ ทั้งนั้น, คือ สัมมาวาจา, สัมมากัมมันโต, สัมมาอาชีโว, สัมมาวายาโม, ฯลฯ อะไรก็ตาม ล้วนเป็นอุปกรณ์. ตัวสำคัญคือ ตัวสัมมาทิฏฐิเป็นทัพหน้า, สัมมาสมาธิ เป็นทัพหลวง เป็นตั๋วที่จะย่ำยีข้าศึกโดยตรง. ขอให้สนใจสมาธิในนามว่าสัมมาสมาธิ ; เป็นองค์แห่งมรรคมีองค์ ๘ ประการ แล้วก็จะได้ความปลอดภัย คือออกไปเสียได้จากความทุกข์ ; ด้วยการทำ สมาธิอย่างใดอย่างหนึ่ง ให้ถูกต้องให้เหมาะสม. สมาธิที่ควรกระทำเป็นประจำวัน อย่างสมาธิที่ไม่ต้องถึงฌาน ถึงอัปปนานั้น ก็เช่น เจริญเมตตา นึกถึงพระพุทธเจ้า ฯลฯ ควรทำอยู่เป็นประจำทุกวัน ; แล้วส่วนสมาธิที่จะทำจิตให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไปนั้น ก็ทำอยู่ตามโอกาสที่พึ่งจะกระทำได้ ; เพราะมันต้องทำจริงจัง จนฝึกจิตให้เป็นฌาน เป็นสมาธิ ถึงที่สุดได้. เราก็เรียกว่าเป็นผู้ชนะตัวเอง ; คือชนะกิเลสแล้ว สิ่งต่าง ๆ ก็จะเป็นไปแต่ในทางที่ดับทุกข์. มนุษย์ก็เป็นมนุษย์กันที่ตรงนี้ ตรงที่แปลว่ามีจิตใจสูง. เป็นมนุษย์ได้แท้จริงเท่านั้นแหละ ปัญหาหมด. เดี๋ยวนี้ปัญหามีอยู่ว่า ทุกคนเกือบจะไม่เป็นมนุษย์ เป็นแต่คน ; ไม่เป็น มนุษย์ เพราะใจไม่สูง. ฉะนั้น ขอให้ทำการอบรมทางจิตใจ ให้ใจสูง จะได้เป็น มนุษย์ ; พอเป็นมนุษย์กันทุกคนแล้ว ก็หมดปัญหา ; ในโลกนี้ เป็นมนุษย์กันสัก ๕๐-๖๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ก็หมดปัญหาเหมือนกัน ; เพราะมีจำนวนมากพอ ที่จะ เหนี่ยวรั้งโลกไว้ในสภาพปลอดภัยได้. เดี๋ยวนี้เป็นมนุษย์กันไม่ถึง ๒ - ๓ เปอร์เซ็นต์ กระมัง ถ้าถือเอาตามหลักของพระพุทธเจ้า. ขอให้รีบแก้ไขให้เป็นมนุษย์โดยวิธีนี้ คือมีจิตใจสูง : จิตใจสะอาด, จิตใจมั่นคง, จิตใจควรแก่การงานทุกชนิด ; เมื่อเป็นมนุษย์ได้แล้ว โลกก็หมดปัญหา ที่พูดกันวันเสาร์วันนี้ มีความมุ่งหมายเพียงเท่านี้. ขอยุติโดยสมควรแก่เวลาแล้ว.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต