น.172 ท่านสาธุชน ผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย, การบรรยายในวันนี้ มีหัวข้อดังที่ท่านทั้งหลายก็ทราบกันอยู่เป็น อย่างดีแล้วว่าจะได้กล่าวถึง หลักปฏิบัติเกี่ยวกับอัฏฐังคิกมรรค, วิสุทธิเจ็ด และไตรสิกขา ; เป็น ๓ เรื่องด้วยกัน. บางคนได้ฟังแล้ว อาจจะคิดว่า มากมายเหลือเกิน ; ข้อที่ผู้ ได้ยินได้ฟังจะรู้สึกว่ามากมายเหลือเกินนี้แหละ คือสิ่งที่ทำให้ต้องเอาเรื่องนี้มาพูด ก็เพื่อจะพูดให้เห็นว่า มันไม่มากมาย. ปัญหาอันนี้ก็เป็นปัญหาสำคัญอันหนึ่ง ที่กำลังมีอยู่ในเวลานี้ ; คือ ข้อที่คนคิดว่าธรรมะนี้มากมาย แม้แต่จะจำก็ไม่ไหวแล้ว ; อย่าว่าแต่จะปฏิบัติเลย. นั่นเป็นความเข้าใจที่ยังผิดอยู่ : สิ่งที่เรียกว่าธรรมะนั้น ถ้ามีความเข้าใจถูกต้องดีแล้ว มันจะเหลือเพียงเรื่องเดียว. แต่คนก็ยังมองไม่เห็นว่า มันจะเหลือเพียงเรื่องเดียว ๑๔๑
น.173 ได้อย่างไร ; เราจึงต้องเอามาพูดกันวันนี้ พอเป็นตัวอย่าง. สำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคย กับการฟังเทศน์ฟังธรรม ก็จะรู้สึกว่า คำเหล่านี้เป็นคำแปลก หรือว่าเป็นคำที่ไม่รู้ ว่าอะไรมาจากไหน. รู้จัก ความเกี่ยวเนื่อง ของข้อธรรมะ เสียก่อน คำว่า "อัฏฐังคิกมรรค" แปลว่า มรรคประกอบไปด้วยองค์ ๘. คำว่า "วิสุทธิเจ็ด" ก็หมายความว่า ความบริสุทธิ์ ๗. คำว่า "ไตรสิกขา" ก็หมายความ ว่าสิกขา ๓. กลุ่มที่หนึ่งมีองค์ ๘, กลุ่มที่สองมีองค์ ๗, กลุ่มที่สามมีองค์ ๓ ; รวม กันเข้าก็เป็นตั้ง ๑๘ อย่างแล้ว, แล้วมันจะเป็นเรื่องเดียวอย่างเดียวกันได้อย่างไร ก็ลอง ฟังดูต่อไป. ทำไมจึงเอาเรื่อง ๓ เรื่องนี้มาพูด คือเรื่องอัฏฐังคิกมรรค, เรื่อง วิสุทธิเจ็ด, เรื่องไตรสิกขา ? ทั้งนี้ก็เพราะว่า ทั้ง ๓ เรื่องนี้ก็คืออริยสัจจ์ ; ส่วนที่สำคัญ ที่สุด ของอริยสัจจ์ ทั้ง ๔ ก็คืออริยสัจจ์ที่ ๔ ซึ่งเรียกว่า มรรค หนทางปฏิบัติให้ ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์. เรื่องอัฏฐังคิกมรรคก็ดี เรื่องวิสุทธิเจ็ดก็ดี เรื่อง ไตรสิกขาก็ดี ; ต่างก็เป็นหนทางปฏิบัติเพื่อให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ด้วยกัน ทั้งสิ้น. นี้ก็เป็นการแสดงเงื่อนงำให้เห็นได้แล้วว่า ทั้งสามเรื่องนั้นเป็นเรื่องเดียวกัน, โดยเนื้อแท้เป็นสิ่งเดียวกันด้วยซ้ำไป ; แต่ที่มีชื่อต่างกันก็เพราะมองกันในแง่ต่าง ๆ กัน. และยิ่งกว่านั้น ธรรมะทั้ง ๓ กลุ่มนี้ มีวิธีปฏิบัติทางลัด ที่จะเรียกว่าเป็นเคล็ดลับ สำหรับปฏิบัติไปสู่ผลสุดท้ายได้โดยง่าย. แล้วก็เป็นทางลัดทางเดียวกัน ในการที่ จะปฏิบัติธรรมะทั้ง ๓ หมวดนี้. * วิสุทธิ ๗ คือ : สีลวิสุทธิ จิตตวิสุทธิ ทิฏฐิวิสุทธิกังขาวิตรณวิสุทธิ มัคคามัคคญาณวิสุทธิ ปฏิปทาญาณ ทัสสนวิสุทธิ ญาณวิสุทธิ
น.174 ทีนี้ จะพูดกันโดยละเอียดต่อไปอีกสักเล็กน้อยว่า ชื่อทั้ง ๓ กลุ่มนี้ เหตุไร จึงเป็นอริยสัจจ์ที่ ๔ ด้วยกัน ? เมื่อเรียกว่า อัฏฐังคิกมรรค นี้หมายถึงตัวหนทางที่ จะเดิน เรียกว่าอัฏฐังคิกมรรค. ส่วนที่เรียกว่า วิสุทธิเจ็ด นั้นหมายถึงการที่ทำได้ดี ที่สุดในการเดิน, หรือการที่บุคคลผู้นั้นปฏิบัติได้ดีที่สุดในการเดินทางนั้น. ไตรสิกขา นั้นก็หมายถึงความที่เป็นบทเรียน ที่เราเรียกว่าสิกขานี้หมายความถึงเป็นบทเรียน ; บทเรียนก็คือการที่ต้องเดินทางให้ดีนั่นเอง. ลองคิดดูเถิดว่า ตัวหนทางที่จะต้องเดิน, กับการเดินให้ดีที่สุดเท่าที่จะเดินได้, แล้วการฝึกให้เดินให้ดีที่สุด ; ทั้งหมดนี้เป็น เรื่องที่เกี่ยวเนื่องกัน แยกกันไม่ได้ และรวมอยู่ที่สิ่ง ๆ เดียวกัน. ทบทวนอีกทีหนึ่งว่า : ตัวหนทางที่จะต้องเดิน, การเดินก็ต้องเดินให้ดี ที่สุด การฝึกหัดก็ทำไปจนกว่าจะเดินได้ดีที่สุด ; เมื่อมันเกี่ยวเนื่องกันอย่างนี้แล้ว ก็ต้องหมายถึงเรื่องปฏิบัติในสิ่ง ๆ เดียวกัน แต่มองกันคนละแง่ละมุม. ตัวอัฏฐังคิกมรรค นั้นคือตัวหนทาง ; ตัววิสุทธิเจ็ด นั้นคือการทำได้ดีที่สุด, คือการเดินได้ดีที่สุดในการ เดินทาง ; แล้วไตรสิกขา นั้นคือระเบียบสำหรับฝึกฝนฝึกหัดเพื่อให้เดินได้ดีที่สุด. ความคาบเกี่ยวกันหรือความเนื่องกันมันเป็นอย่างนี้; แล้วทั้งหมดนี้ก็เป็นอริยสัจจ์ที่ ๔ ด้วยกันทั้งนั้น. ผู้ที่เคยฟัง ก็ทราบแล้ว ; ส่วนผู้ที่ยังไม่เคยฟังก็ยังไม่ทราบว่า จะเป็น อริยสัจจ์ที่ ๔ ได้อย่างไร. เรื่องอริยสัจจ์ทั้ง ๔ อย่าง ก็คือเรื่องที่จริง ที่มีประโยชน์ ที่สุด ; มีอยู่ ๔ เรื่องด้วยกัน :- เรื่องที่ ๑ คือเรื่องเกี่ยวกับความทุกข์ทั้งหมด, เรื่องที่ ๒ คือเรื่องเกี่ยวกับ เหตุที่ทำให้เกิดความทุกข์นั้นทั้งหมด, เรื่องที่ ๓ คือ เรื่องการดับหรือความดับ ของความ ทุกข์นั้นไม่มีเหลือ, และอริยสัจจ์เรื่องที่ ๔ คือวิธีที่จะให้ถึงซึ่งความดับแห่งความทุกข์ โดยไม่มีเหลือ ; ทั้ง ๔ เรื่องนี้เรียกอริยสัจจ์ ๔. คำว่า อริยสัจจ์ แปลว่า ความจริง อันประเสริฐ : ความจริงที่ทำบุคคลให้เป็นพระอริยเจ้า. นี้เป็นตัวพุทธศาสนา ทั้งหมด, หรือว่าคำสอนในพุทธศาสนาทั้งหมดก็รวมอยู่ในอริยสัจจ์ทั้ง ๔ นี้.
น.175 เรื่องอริยสัจจ์ ๔ จะเป็นเรื่องที่สมบูรณ์ได้นั้นเราจะต้องมีปัญหา แล้วเรา ต้องการแก้ปัญหานั้น ๆ. ปัญหานั้นก็คือเพราะมีความทุกข์ เราจึงต้องการที่จะดับซึ่ง ความทุกข์นั้น. ถ้าไม่มีความทุกข์ก็คือไม่มีปัญหา แล้วก็ไม่ต้องทำอะไร. เรื่องอริยสัจจ์นี้ถ้าพูดเป็น ๒ คู่ ก็จะยิ่งพังง่าย คือว่า : ความทุกข์กับ ความดับทุกข์. ที่นี้ ความทุกข์แยกออกเป็น ๒ คือความทุกข์กับเหตุให้เกิดทุกข์ ; ความดับทุกข์ก็แยกเป็น ๒ คือ ความดับทุกข์มีสภาพเป็นอย่างไร, แล้วเราจะต้อง ทำอย่างไรจึงจะถึงซึ่งสภาพนั้น ; นี้ก็เลยเป็นอริยสัจจ์ ๔ ขึ้นมา. ผู้ที่ได้เคยฟังมาแล้ว เข้าใจแล้วก็ดี หรือว่าได้ฟังมาแล้วแต่ยังเข้าใจไม่สมบูรณ์ก็ดี ขอให้พยายามทำความ เข้าใจให้ชัดเจนแจ่มแจ้งสมบูรณ์ในเรื่องทั้ง ๔ นี้; เพราะว่าเรื่องอริยสัจจ์ ๔ นี้เป็น หัวใจของพุทธศาสนา. ในเรื่องอริยสัจจ์ทั้ง ๔ นี้ ท่านทั้งหลายลองคิดดูว่า เรื่องไหนสำคัญที่สุด ? คือเรื่องความทุกข์อย่างหนึ่ง, เหตุให้เกิดความทุกข์อย่างหนึ่ง, ความไม่มีทุกข์อย่างหนึ่ง, แล้วทางให้ถึงความไม่มีทุกข์อย่างหนึ่ง ; ๔ เรื่องนี้เรื่องไหนสำคัญที่สุด ? ถ้าใคร่ครวญ ดูให้ดีก็จะพบเห็นได้ด้วยตนเองว่า เรื่องที่ ๔ คือเรื่องวิธีการปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ นั่นแหละสำคัญที่สุด เพราะว่าถ้าไม่มีเรื่องนี้แล้ว ความดับทุกข์ก็มีขึ้นไม่ได้ ; มัน ได้แต่พูดเท่านั้น. เพราะฉะนั้นจึงต้องรู้และต้องปฏิบัติให้ได้ในอริยสัจจ์เรื่องที่ ๔ คือ เรื่องการปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ความทุกข์จึงจะดับไปได้จริง. นี้แหละ คือเหตุผล ข้อที่ว่า ธรรมะหมวดใดก็ตามที่เป็นการปฏิบัติเพื่อให้ถึงความดับแห่งทุกข์นี้เราต้อง ถือว่าเป็นธรรมะที่สำคัญ. เพราะฉะนั้นในวันนี้จึงได้เอาข้อธรรมะที่เกี่ยวกับอริยสัจจ์ มากล่าวให้ฟังอย่างน้อย ๓ หมวด ; และถ้าเข้าใจใน ๓ หมวดนี้แล้ว ก็ย่อมจะเข้าใจ ได้ทั้งหมด แม้จะมีอีกกี่สิบหมวดก็ตาม.
น.176 หลักปฏิบัติเกี่ยวกับอัฏฐังคิกมรรค, วิสุทธิเจ็ด และไตรสิกขา เรื่องที่เอามาให้เข้าใจวันนี้ ก็คือเรื่อง อัฏฐังคิกมรรค ได้แก่ตัวหนทางที่ จะเดินนั่นแหละ, แล้วก็เรื่องวิสุทธิเจ็ด คือลักษณะที่เดินให้ดีที่สุดนั้นคือเดินอย่างไร, แล้วก็เรื่องไตรสิกขา คือเรื่องบทเรียนที่จะต้องฝึกฝน ; มีอยู่เพียงเท่านี้ : ทางสำหรับ เดิน, ลักษณะของการเดินให้ดีที่สุด, แล้วก็การหัดเดิน ; ทั้งหมดนี้เป็นการปฏิบัติ เกี่ยวกับการดับทุกข์. หลักปฏิบัติเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ ก็จะได้พูดกันโดยรายละเอียด ต่อไป. สำหรับข้อที่ว่า มีทางลัด หรือว่าเคล็ดลับ สำหรับปฏิบัติโดยง่ายโดย สะดวก มันก็มีอยู่ ; และเคล็ดลับอันนี้ ใช้ ได้แก่ธรรมะทุกหมวด และโดยเฉพาะ อย่างยิ่งธรรมะ ๓ หมวดที่ได้เอามาเป็นหัวข้อบรรยายนี้ ก็ได้ใช้สิ่งที่เรียกว่าเคล็ดลับ หรือว่าทางที่ลัดอย่างเดียวกันเลยทีเดียว. การปฏิบัติอัฏฐังคิกมรรค มีวิธีลัดอย่างไร การปฏิบัติวิสุทธิเจ็ด ก็มีวิธีลัดอย่างนั้น, และการปฏิบัติไตรสิกขาก็มีวิธีลัดอย่างนั้น ; และเป็นทางลัดทางเดียวกันเสียด้วย, ซึ่งจะกล่าวโดยละเอียดต่อไปข้างหน้า. แต่หัวข้อ สำคัญนั้น มีใจความสั้น ๆ ที่พูดได้เลย ว่าคือ : การประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้อง ในเมื่อมีการกระทบทางอายตนะ. คนบางคนอาจจะยังไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่า อายตนะนั้น คืออะไร ? จึงต้องมีการอธิบายกันบ้างพอสมควรเพื่อประโยชน์แก่บางคน. สิ่งที่เรียกว่า "อายตนะ" นี้ ที่แท้ก็ แปลว่า สิ่ง เท่านั้นเอง, เช่นเดียวกับ “ธรรม" คำนี้แปลว่าสิ่ง. คำว่า อายตนะ ก็แปลว่า สิ่ง ด้วยเหมือนกัน ; แต่ว่าอายตนะ หมายถึงสิ่งซึ่งจะเป็นที่กระทบซึ่งกันและกัน. สิ่งที่อยู่ข้างใน คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ๖ อย่างนี้ เรียกว่าอายตนะภายในคือสิ่งที่อยู่ข้างใน. ทีนี้ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐ์พพะ ธัมมารมณ์ ที่จะมากระทบ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นั้น, สิ่งเหล่านั้น มันอยู่ข้างนอก ; ดังนั้น รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ จึงถูกเรียกว่า สิ่งที่อยู่ข้างนอก สำหรับจะมากระทบกันเข้ากับสิ่งข้างใน. สิ่งที่อยู่ข้างนอกนี้ก็เรียกว่า
น.177 อายตนะภายนอก, แปลว่า สิ่งที่จะเข้ามาจากภายนอก มากระทบกันกับอายตนะภายใน. ข้างนอกก็เรียกว่าอายตนะภายนอก, ข้างในก็เรียกว่าอายตนะภายใน; คือเรียกกัน ว่าอายตนะด้วยกันทั้งหมดซึ่งแปลว่า สิ่ง. ทีนี้ คำว่า "สิ่ง" ยังใช้ได้กว้างขวางขึ้นไป จนกระทั่งถึงว่า แม้นิพพาน ซึ่งเป็นผลสุดท้าย ; ก็เรียกว่าอายตนะด้วยเหมือนกัน. แกงพระพุทธเจ้าเคยตรัสว่า ‘อตฺถิ ภิกขเว ตทายตนํ ฯลฯ -ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, อายตนะนั้นมีอยู่ ฯลฯ นี่หมายถึงนิพพาน. คำว่าอายตนะแปลว่าสิ่ง : ถ้าอยู่ข้างในเรียกว่าอายตนะภายใน, ถ้าอยู่ข้างนอกเรียกว่าอายตนะภายนอก. ทีนี้คนเราไม่รู้จัก "สิ่ง" นี้ ก็เลยทำอะไรไม่ถูก. และแก้ปัญหาต่าง ๆ ไม่ได้; เพราะไม่รู้จักสิ่งข้างนอกข้างในนี้เอง. นอกจากจะมีชื่อว่า อายตนะ ซึ่งเพียงแต่แปลว่าสิ่งแล้ว ; ก็ยังมีอีกชื่อหนึ่ง ที่สำคัญกว่านั้น เรียกว่า อินทรีย์. อินทรีย์แปลว่าสิ่งสำคัญหรือของสำคัญหรือว่า ของที่ใหญ่โตสำคัญ. ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทั้ง ๖ นี้ ก็เรียกว่า อินทรีย์ด้วย เป็นสิ่งสำคัญข้างใน ที่จะให้เกิดเรื่องเกิดราว ถ้ามีอายตนะข้างนอกมากระทบกับสิ่ง ที่เรียกว่าอินทรีย์นี้แล้ว : มันก็เกิดเรื่องใหญ่เท่านั้นเอง. ข้างนอกก็มีอยู่ ๖, ข้างในก็มีอยู่ ๖ ล้วนแต่เป็นสิ่งที่มีความสำคัญ. หรือพูดให้เห็นชัดก็คือมีความ ร้ายกาจ เมื่อมีการกระทบกันระหว่างอายตนะข้างนอกกับอายตนะข้างในแล้ว ก็มีปัญหา เกิดขึ้น แล้วแต่ว่า คน ๆ นั้นจะมีความรู้สึก มีสติปัญญา พอที่จะจัดจะทำให้เป็นไป ในลักษณะที่เป็นประโยชน์หรือไม่; ถ้าไม่มีความสามารถอย่างนี้แล้ว มันก็จะเป็นไป ในทางที่เป็นโทษ. ตัวอย่าง เช่นตาเมื่อกระทบกันกับรูป ; ถ้าคนซึ่งเป็นเจ้าของตานั้นไม่มี ความรู้พอ, ไม่มีสติสัมปชัญญะพอ ; การกระทบของตากับรูปนั้นก็ทำให้เกิดเวทนา : เป็นสุขหรือเป็นทุกข์ ; แล้วคนนั้นก็มีความรู้สึกหลงใหลในเวทนานั้น ที่เรียกว่ายึดถือ,
น.178 มีความอยากเกิดขึ้นในเวทนานั้น. ถ้าเวทนานั้นเป็นสุข ก็อยากได้ อยากยึดครอง ; ถ้าเวทนานั้นไม่เป็นสุข เป็นทุกข์ก็อยากจะทำลายเสียหรืออยากจะผลักออกไป. เวทนา อย่างแรกทำให้เกิดความรัก, เวทนาอย่างหลังทำให้เกิดความโกรธ; ก็มีความ รู้สึกที่ว่า ตัวเรารัก หรือ ตัวเราโกรธ ; ล้วนแต่เป็นความวุ่นวาย ไม่ใช่ความสงบ. เรื่องรักก็เป็นเรื่องวุ่นวาย, เรื่องโกรธก็เป็นเรื่องวุ่นวาย ; เรื่องไม่รักและไม่โกรธ เท่านั้น จึงจะเป็นเรื่องไม่วุ่นวาย. ถ้าคน ๆ นั้นมีความรู้เพียงพอ มีสติสัมปชัญญะเพียงพอ ; พอตากระทบ กันกับรูป สติสัมปชัญญะมีพอ, ปัญญาก็เกิด ทำให้รู้ว่า มันเป็นเรื่องที่รูปมากระทบตา ; แล้วก็ระวังที่จะไม่ไปหลงรักหรือหลงเกลียด ; จะมีความรู้แต่เพียงว่าควรจะทำอย่างไร ; ถ้ามีเรื่องที่จะต้องจัดต้องทำในเรื่องที่เกี่ยวกับรูปที่มากระทบนั้น ก็จัดก็ทำไปโดยไม่ ต้องมีความรักหรือความเกลียด, ไม่ต้องมีความโกรธ, ไม่ต้องมีความเกลียด ; คือไม่มี ความยินดียินร้าย. ถ้ามีเรื่องที่จะต้องทำก็ทำไป; ถ้าไม่มีเรื่องที่จะต้องให้ทำอะไร ก็ไม่ไปรู้ไปชี้กับมัน. กระทบแล้วก็ ให้กระทบไปเฉย ๆ เลิกกัน. ถ้าทำได้อย่างนี้ ไม่มีความทุกข์ ; ถ้าไม่ทำอย่างนี้จะต้องมีความทุกข์. เมื่อมีการกระทบระหว่างอายตนะ แล้ว มีทางที่จะเป็นไปเพียงสองอย่างเท่านั้น. สำหรับเรื่องหูได้ยินเสียง, จมูกได้กลิ่น, ลิ้นได้รส, ผิวกายได้รับสัมผัส ทางผิวหนัง, หรือใจได้รับอารมณ์สำหรับให้รู้สึกคิดนึกนี้ ; คู่ไหนก็ตามมันมีเหมือนกัน หมด : คือว่าถ้ามีสติสัมปชัญญะ มีความรู้พอ ก็ไม่เกิดความรู้สึกที่เป็นยินดีหรือ ยินร้าย ; เพียงแต่รู้สึกว่า ควรจะต้องทำอย่างไร ก็ทำไปอย่างนั้น ; ถ้าไม่ต้องทำอะไร ก็เฉยเสีย. พอไม่มีความรู้ หรือมีความรู้ แต่เผลอไป ความรู้มาไม่ทัน มันก็เป็น ไปในทางที่จะต้องยินดียินร้าย ; แล้วยึดมั่นในความยินดียินร้าย จนเป็นเรื่อง ตัวกู- ของกู ไปหมด ; มันก็มีความทุกข์.
น.179 เคล็ดลับที่สำคัญที่สุดอยู่ที่ตรงนี้นิดเดียวเท่านั้น ว่า : เมื่อมีการกระทบ ทางอายตนะแล้ว มีความรู้สึกตัวทั่วถึงหรือไม่ ; ถ้ามีความรู้สึกตัวทั่วถึง ก็ไม่ปล่อย ให้เรื่องที่มากระทบนี้ ปรุงแต่งจิตใจให้เป็นกิเลส ; แล้วก็ไม่มีความทุกข์เพราะไม่มีกิเลส. ทีนี้ถ้าไม่มีสติสัมปชัญญะเพียงพอ ปล่อยไปตามเรื่องตามราว ตามบุญตามกรรม ก็เกิด การปรุงเป็นกิเลส ; แล้วก็เป็นความทุกข์เพราะอำนาจของกิเลสนั้น. นี้เป็นเรื่องสำคัญมาก ฉะนั้นขอพูดซ้ำ ๆ ซาก ๆ พูดจนให้เข้าใจได้ดีที่สุด ; ว่าเมื่อมีการกระทบระหว่างอายตนะภายนอกกับอายตนะภายในแล้ว เป็นเรื่องสำคัญที่สุด ของคนเรา ที่จะมีความสุขหรือมีความทุกข์เกิดขึ้นตรงนี้เอง. ฉะนั้น ทุกคนจะต้อง พยายามศึกษา ให้เข้าใจสิ่งที่เรียกว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้ให้ดี ๆ, คลิป รู้จักสิ่งที่ เรียกว่า รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐ์พพะ ธัมมารมณ์ ที่จะมากระทบกันเข้ากับ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้ให้ดี ๆ. เดี๋ยวนี้เราไม่รู้ จึงปล่อยไปตามเรื่อง คือแล้วแต่ว่ามันจะรู้สึกขึ้นมาอย่างไร. แล้วที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือว่า อะไรถูกใจเรา เราก็เอาใหญ่เลย ฉะนั้นความยินดียินร้าย มันก็มีมาก. ทางยินดีก็มีมาก ทางยินร้ายก็มีมาก ที่นี้ความรู้สึกมันก็ร้อนเป็นไฟ .. สิ่งที่มาให้รักให้พอใจ มันก็ร้อนไปแบบหนึ่ง ; สิ่งที่มาให้เกลียดให้โกรธ มันก็ร้อน ไปอีกแบบหนึ่ง ; ไม่มีอะไรเย็น. มันจะเย็นได้ ก็ต่อเมื่อรู้จักทำให้ไม่เกิดความยินดี ยินร้ายเท่านั้น. นี้เป็นเรื่องสำคัญ เป็นเรื่องของธรรมชาติ เป็นเคล็ดลับของธรรมชาติ ; ที่พระศาสดาได้ตรัสรู้แล้วนำมาสอน. แล้วเราก็เอามาบอกกล่าวต่อ ๆ กันไป. ขอพูด ย้ำแล้วย้ำอีกตรงข้อที่ว่านี้ นี้คือเรื่องสำคัญที่สุดของมนุษย์ ; นิอะไรจะเกิดขึ้น ก็เพราะ "สิ่งเหล่านี้" เท่านั้น : เพราะการกระทบทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ นี้เท่านั้น. ขอให้ยอมเสียเวลากันสักหน่อย มานึกถึงว่า "สิ่งเหล่านี้
น.180 เท่านั้น" หมายความว่าอย่างไร ? หมายความว่า ทุกสิ่งและทั้งหมด นับตั้งแต่ว่าโลกนี้ มีความหมายเป็นโลกขึ้นมาก็เพราะว่าเรามี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ; ล่องอย่ามี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ดูซี่มันจะเป็นอย่างไร ; มันก็มีค่าเท่ากับโลกนี้มิได้มี. ถ้ามนุษย์ หรือสัตว์ก็ตาม ไม่มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เท่านั้นแหละ ; โลกนี้มันก็เหมือนกับไม่มี เพราะมันรู้สึกไม่ได้ : รู้สึกทางตาไม่ได้, รู้สึกทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใดทางหนึ่งก็ไม่ได้ ; ก็เท่ากับว่าโลกนี้ไม่มี. โลกนี้มีลักษณะเหมือนกับมีอยู่ อย่างที่เราเห็น ๆ รู้สึกอยู่นี้ เพราะว่า เรามี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. นี้เป็นข้อแรกที่ว่า โลกนี้มีเพราะว่ามนุษย์มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สำหรับรู้สึกต่อสิ่งเหล่านั้น : ที่เรียกว่า รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์. ฉะนั้นโลกข้างนอกก็คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ที่จะมากระทบกับโลกข้างใน คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ; มันจึงเป็น โลกขึ้นมาได้โดยสมบูรณ์ คือเป็นโลกขึ้นมาได้โดยสมบูรณ์. เพราะฉะนั้นโลกนี้ก็มีอยู่ อย่างที่เราเรียกว่าโลกนี้มีอยู่. ถ้ามิฉะนั้นแล้ว ก็ไม่มีความหมายอะไร. จะมีอะไร กี่อย่างในโลกนี้ก็ตาม เมื่อไม่มีมนุษย์ที่เป็นผู้รู้สึก ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้ว ; ก็มีค่าเท่ากับโลกไม่มี หรือถือว่าไม่มีได้. นี่คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทำให้มีโลกขึ้นมา. ที่นี้ มันไม่หยุดอยู่เพียงเท่านั้น ยังทำเรื่องร้ายไปกว่านั้น ; เพราะการที่ มนุษย์ มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สำหรับรู้จักโลก รู้สึกต่อโลกนี้ ; ถ้าไม่มีความรู้ ที่ถูกต้องและเพียงพอประกอบกันอยู่ด้วยแล้ว อายตนะเหล่านั้นจะมีความรู้สึกสำหรับ ให้เป็นทุกข์. ที่เป็นทุกข์ก็เพราะว่า ทำให้เกิดความรู้สึกที่ยึดมั่นถือมั่น ที่เรียกว่า อุปาทาน. ตัวอย่างเช่น พอตาเห็นรูปเป็นต้นนี้ ก็เกิดความรู้สึกที่เป็นเวทนา : สวย หรือไม่สวย, ชอบใจหรือไม่ชอบใจ, น่ารักหรือไม่น่ารัก, น่ายินดีหรือไม่น่ายินดี ;
น.181 .๑๕๐ โอสาเรตัพพธรรม จะรู้สึกเป็นความรู้สึก ๒ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง ; ตรงกันข้าม. ถ้าน่ารักก็มี อุปาทานไปในทางมีความยินดี จะยึดครอง ; อนถ้าน่าเกลียดน่าชัง ก็มีอุปาทาน ไปในทางที่ว่า จะทำลายมัน หรือว่าจะเกลียดน้ำหน้ามัน. ในส่วนที่ไปรักมัน ; ก็ทำให้เกิดเรื่องราวใหญ่โตไป จนได้ฆ่าได้พัน รบราฆ่าฟันเป็นสงครามเป็นอะไร วุ่นวายกันไปทั้งโลกนี้ ก็เพราะอุปาทานนี้เป็นเหตุ : เพราะมีอุปาทานในทรัพย์สมบัติของกู, ในประเทศชาติของกู, ในสิ่งที่ถือว่าเป็นของกู เหล่านี้ ; เพราะเมื่อสิ่งนั้น ๆ ล้วนแต่เป็นที่น่ารักน่าพอใจไปทั้งนั้น จึงต้องหวงแหน ต้องต่อสู้ป้องกันรักษา ; ทำให้เกิดการเบียดเบียนกันขึ้น. ที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือว่า แม้จะไม่มีการทะเลาะวิวาทกันกับคนอื่น ; มันก็เป็นทุกข์ทรมานอยู่คนเดียว เพราะ ความรักเพราะความยึดมั่นถือมั่น มันผูกพันจิตใจ, เผาลนจิตใจ, รึงรัดจิตใจ. อย่างนี้ ก็เรียกว่ามีความทุกข์ด้วยเหมือนกัน. ในส่วนที่เป็นความโกรธนั้น ก็เป็นความรู้สึกที่เดือดร้อนเป็นทุกข์อยู่แล้ว ; แล้วยังขยายตัวเป็นความพยาบาท, เป็นความปองร้ายอะไรออกไปอีกมากมาย. ฉะนั้น คนจึงทำอันตรายกันโดยเอาสิ่งที่เขาไม่ชอบนั่นแหละเข้าไปใส่ให้; คนที่ถูกใส่ให้นั้น ก็จะมีอาการเหมือนกับเป็นบ้า เมื่อกระทบกับสิ่งที่ไม่พอใจนี้. ทั้งหมดนี้ เป็นตัวอย่างที่แสดงว่า : เรื่องต่าง ๆ นี้ ขึ้น อยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ซึ่งเขาเรียกว่าเป็นธรรมะชั้นลึก. ธรรมะชั้นตื้น ๆ ตามที่รู้สึกกันอยู่นั้น ขึ้นอยู่กับตัวกู-ของกู ตามความรู้สึกชั่วขณะเวลานั้น; แต่หารู้สึกไม่ว่า ตัวกู-ของกูนี้ ออกมาจากรากฐาน กล่าวคือความรู้สึกที่เกิดขึ้นในจิตในใจ เพราะได้มีการกระทบกัน ระหว่าง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กับ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐ์พพะ ธัมมารมณ์. ผู้มีปัญญา มีสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประมุข ได้ทรงเห็นเรื่องนี้ ตรัสรู้เรื่องนี้ แล้วก็สอนเรื่องนี้. ฉะนั้นทุกเรื่องจึงมารวมอยู่ที่เรื่องนี้ ; เมื่อรู้เรื่องนี้ อาจจะขยาย ตัวออกไปเป็นทุกเรื่อง.
น.182 การควบคุมความรู้สึกที่เป็นทุกข์, ไม่ให้มีความทุกข์ สำหรับวันนี้เราจะพูดกันถึงข้อที่ว่า เรื่องนี้จะขยายตัวออกไปเป็นอัฏฐังคิก มรรคหรือว่าจะเป็นวิสุทธิทั้งเจ็ด หรือจะเป็นไตรสิกขาสามได้อย่างไร โดยที่เราจะพูด - กันในแง่ที่เราจะควบคุมความรู้สึกที่เป็นทุกข์นี้: เพื่ออย่าให้มีความทุกข์เท่านั้น ; ไม่จำเป็นจะต้องไปพูดถึงเรื่องตัวความทุกข์เป็นอย่างไร, หรือว่าเหตุให้เกิดความทุกข์ นี้เป็นอย่างไร ? ^ "เพราะรู้แล้ว และเพียงแต่รู้ ไม่ทำให้เกิดหน้าที่อะไรขึ้นมา. หน้าที่ก็มีอยู่เพียงแต่ว่า จะตัดต้นเหตุของความทุกข์นี้อย่างไร ? นี่คือเรื่อง ที่จะต้องปฏิบัติ สำหรับเรื่องปฏิบัติทั้งหมด จะมารวมอยู่ที่ควบคุม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ; หรือว่าบังคับตา หู จมูก ลิ้น กายใจ ; หรือว่ารู้จักรู้แจ้ง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. ในตอนนี้อยากจะบัญญัติไว้พอเป็นเครื่องสังเกตที่ก่อนว่า ถ้าเราควบคุม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไว้ให้ดี, ใช้คำว่าควบคุมนะ, ดูแลควบคุม เกี่ยวกับ เรื่อง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไว้ให้ดี ; อย่าให้มีข้อผิดพลาด เราก็เป็นคนที่มีศีล ที่ดีได้. ทีนี้ ที่มากไปกว่านั้น ถ้าเราสามารถบังคับให้มันอยู่ในอำนาจ ให้หยุด อยู่ได้ ; ควบคุม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ได้ดี ; อย่างนี้ก็เป็นศีล. ถ้า บังคับให้อยู่ในอำนาจให้หยุดอยู่ ได้ตามที่ต้องการก็เป็นสมาธิ ถ้าเรารู้แจ้ง ประจักษ์ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นอย่างดีนี้; เราก็มีปัญญา. เพราะฉะนั้น ศีล สมาธิ ปัญญา ก็เป็นเรื่องที่เนื่องกันอยู่กับ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ; โดยเฉพาะ การที่เราสามารถเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้ ในทางที่ถูกต้องนั้นแหละ คือข้อ ปฏิบัติธรรมะ. สำหรับเรื่องศีล เราใช้คำว่า ควบคุม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไว้ให้ อยู่ในร่องรอยแล้ว ก็ไม่มีทางที่จะขาดศีล. แผน เพราะการที่ว่า จะไปฆ่าเขา ไปลัก
น.183 ขโมยเขา ไปประทุษร้ายของรักเขา พูดเท็จ ดื่มน้ำเมา อะไรก็ตามนี้ ; เพราะควบคุม หู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้อยู่ในร่องรอยไม่ได้ ; หมายความว่า เมื่อมีอะไรมา กระทบแล้ว ควบคุมไว้ไม่ได้ จึงไปฆ่าเขาเป็นต้น. เช่น เพียงแต่เห็นคนที่เป็นคู่เวรกัน เดินมาเท่านั้นแหละ ใจก็เดือดพล่าน ปรุงไปในทางที่จะไปฆ่าเขา ไปทำอันตรายเขา. หรือว่าเห็นของที่น่ารักน่าพอใจของผู้อื่น ก็คิดที่จะลักของเขา หรือได้ลักเข้าไปจริง ๆ. นี่จึงล่วงศีลข้อใดข้อหนึ่งได้ทุกข้อ เพราะว่าควบคุม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้อยู่ ในร่องในรอยไม่ได้. ที่เรียกว่า ควบคุมให้อยู่ในร่องในรอยได้ ก็คือให้รู้จักรู้สึกอย่างถูกต้อง ว่าจะต้องทำอย่างไร. จะไปลักเขา, จะไปฆ่าเขา, จะไปอะไรเขา นี่มันถูกต้องไหม ? ทั้งที่รู้ว่าไม่ถูก ก็ยังทำ : ทั้งที่รู้ว่า ตัวเราก็ไม่อยากให้ใครมากระทำแก่เราอย่างนั้น แล้วเราก็ควบคุมตัวเราเองไม่ได้ ; เราก็ไปทำแก่ผู้อื่นในลักษณะที่เราไม่อยากให้เขา มาทำแก่เรา. นี้คือความที่ไม่มีศีลได้เกิดขึ้นแล้ว ; เพราะว่าเราควบคุมเรื่องต่าง ๆ ที่มากระทบทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ไม่ได้. ทีนี้ถ้าเราทำได้ เราจะมีศีลบริบูรณ์ทุกข้อ : จะมีศีล ๕, ศีล ๘, ศีล ๑๐ ศีลกี่ร้อยกี่พันก็ตาม : ถ้ามันจะมี. ศีลนี้จะคงมีอยู่ได้อย่างดีและครบถ้วน เพราะว่า เราควบคุม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไว้ได้. "ฉะนั้น ขอให้ทุกคนเข้าใจเรื่องนี้ และ ตั้งใจถือศีลนี้ข้อเดียวเท่านั้น จะมีศีลครบทุกๆ ข้อ ๑ไม่ว่าจะมีสักกี่สิบหรือกี่ร้อยข้อ. เรียกสั้น ๆ ว่า ถือศีล ควบคุม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อย่าให้ออกไปนอกร่อง นอกรอย ; หมายความว่า อย่าไปปรุงเป็นความโลภ ความโกรธ ความหลง ขึ้นมา ; แล้วก็จะมีศีลโดยกำเนิด โดยปกติ !!! ตามธรรมชาติเป็นอัตโนมัติ ไม่มีด่างไม่มีพร้อย. นี่แหละศีลที่มาจากการควบคุมอายตนะ มีได้สมบูรณ์อย่างนี้ ดีมากอย่างนี้. .. tea unit พอไปถึงขั้นที่สูงขึ้นไป คือเรื่องสมาธิ ต้องเกี่ยวกับการบังคับจิตให้อยู่ ในอำนาจ คือบังคับจิตนี้ ไม่ให้เกิดการผันแปรไปตามอารมณ์ที่มากระทบ, อารมณ์
น.184 ที่มากระทบเขาเรียกกันว่านิวรณ์. เมื่อมีสิ่งบางสิ่งมากระทบ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย’ # แล้วให้เกิดความรู้สึกเป็น กามฉันทะ พยาบาท” หรือถีนมิทธะ " อุทธัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา อะไรก็ตาม ; เราหยุดความคิดนึกที่ไม่เป็นประโยชน์ไม่ได้ !" หรือว่าหยุดความคิดนึกวุ่นวายทุกอย่างนั้นไม่ได้ ; จิตก็ถูกผลักถูกดัน ถูกปรุงแต่ง ให้เป็นไปในลักษณะที่ไม่ควรเป็น ที่เรียกว่าฟุ้งซ่าน. เพราะฉะนั้นผู้ที่บังคับ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ได้ นับว่าจิตมีความเป็นสมาธิอย่างดี อย่างเลิศ อยู่ในตัว, คือมี ต้นกำเนิดของสิ่งที่เรียกว่าสมาธิ ; แล้วก็มีสมาธิได้โดยง่าย. ผู้ใดสามารถบังคับความรู้สึก ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ไว้ให้อยู่ในอำนาจได้เฉียบขาด. เหมือนทหารที่อยู่ในระเบียบวินัยที่ดี ; จิตก็มีลักษณะ เป็นสมาธิ. คือเป็นจิตที่สะอาด บริสุทธิ์, แล้วก็เป็นจิตที่ตั้งมั่นเข้มแข็ง, เป็นจิตที่ เหมาะสมที่จะทำสิ่งที่ดี ทำหน้าที่ของจิตในทางที่ดี ; จิตอย่างนี้เรียกว่า จิตที่เป็นสมาธิ ไม่ตกเป็นทาสของอารมณ์ข้างนอก ; คือไม่ตกไปเป็นทาสของ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ; คือไม่ตกเป็นทาสของอารมณ์. จิตจึงมีลักษณะเป็นสมาธิ, คือเป็นอิสระอยู่ได้ด้วยการบังคับทั้ง ๖ ทาง : คือทั้งทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจ. นี้เรียกว่าเรื่องสมาธิ เป็นเรื่องที่มีรากฐานอยู่บน ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เช่นเดียวกับเรื่องศีล. เรื่องถัดไปก็คือ เรื่องปัญญา เป็นเรื่องความรู้ : ต้องมีความรู้ คือมี ความรู้จัก มีความเข้าใจ มีความเห็นแจ้ง อย่างถูกต้อง อย่างประจักษ์ ในสิ่งนั้น ๆ จึงจะเรียกว่าปัญญา. ในที่นี้ก็คือรู้แจ้ง แจ่มแจ้งประจักษ์ชัด ต่อสิ่งที่เรียกว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นั้นเอง. นับตั้งแต่รู้ว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นเหตุ ให้เกิดมีความรู้สึกอย่างไร, และมันจะปรุงแต่งสิ่งอะไรอื่นขึ้นมาใหม่ ๆ อีกบ้าง ; ก็หมาย ความว่ารู้ทุกอย่างเกี่ยวกับ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อย่างถูกต้องและก็อย่างครบถ้วน แล้วเราจึงสามารถที่จะดำรงจิตใจอยู่ได้ ไม่ตกเป็นทาสของอะไร ที่มากระทบ ตา หู
น.185 จมูก ลิ้น กาย ใจ : อย่างนี้ก็เรียกว่ามีปัญญา. ต้องมีความรู้จนกระทั่งสามารถ ควบคุม หรือว่าบังคับ หรือว่าวางเฉยต่อทุกอย่าง ที่มาเกี่ยวกับ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ได้ถึงที่สุด. นี้คือ ความลับ หรือสิ่งที่เรียกว่าเคล็ดลับ ซึ่งมีอยู่เพียงสิ่งเดียวเท่านั้นหมด ด้วยกัน, คือการกระทำที่ถูกต้อง ในเมื่อมีการกระทบกันทางอายตนะ. ทั้งหมดนี้เราอาจจะสรุปความได้ว่า : อย่าเผลอสติ เมื่อมีการกระทบทาง อายตนะ นี่ขอให้ช่วยกันกำหนดจดจำไว้ให้ดีๆ อาตมาจะว่าสัก ๓ ครั้ง ว่าโดยสรุปก็คือ : อย่าเผลอสติ เมื่อมีการกระทบทางอายตนะ, อย่ามีการเผลอสติ เมื่อมีการ กระทบทางอายตนะ, อย่าเผลอสติ เมื่อมีการกระทบทางอายตนะ. เมื่อไม่เผลอสติแล้ว มันก็คงมี ศีล สมาธิ ปัญญา อยู่เป็นปกติ. เท่านี้ก็พอแล้ว ต้องจบลงเนื่องจากฝนตกลงมามาก.
Buddhadasa