น.186 ท่านสาธุชน ผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย, การบรรยายที่เรียกว่า พูดกันวันเสาร์ของเรา ก็ดำเนินไปตามหัวข้อ ที่ปรากฏอยู่ในใบปลิวโปรแกรมที่แจกไปแล้วทุกประการ แม้ว่าในครั้งที่แล้ว มาบรรยายได้เพียงครึ่งเรื่อง ; ฝนก็ตกลงมา. ก็ต้องทิ้งค้างไว้อย่างนั้น ไม่สามารถจะบรรยายต่อให้จบได้ เพราะว่าจะเสียลำดับตามที่ประกาศไว้แล้ว ในโปรแกรมนั้น. ดังนั้นในวันนี้จะกล่าวโดยหัวข้อเรื่องที่ประกาศไว้แล้ว คือเรื่องหลักปฏิบัติเกี่ยวกับสติปัฏฐาน โพชฌงค์ และวิมุตติ. ตามหัวข้อนี้ ก็แสดงอยู่แล้วว่า เป็นการบรรยายไปตามลำดับของ ธรรมะต่อจากหัวข้อที่ได้บรรยายไปแล้วในวันก่อน ๆ ดังนั้นผู้ที่เริ่มมาฟังในวันนี้อาจจะ ไม่ได้ผลเต็มเม็ดเต็มหน่วย แล้วก็อาจจะงงในบางสิ่งบางอย่าง. ถ้าเป็นอย่างนี้ ขอให้ถือว่า ๑๕๕
น.187 เป็นเรื่องของการพลอยได้ เท่าที่มันจะพึงได้ก็แล้วกัน เพราะว่าการบรรยายนี้ เป็นการ บรรยายชุด ที่ติดต่อกันไปตามลำดับ จนกว่าจะจบชุด หรือจบ course. สติปัฏฐาน โพชฌงค์ วิชชา วิมุตติ จะเกิดขึ้นได้ด้วยการปฏิบัติอย่างไร ? จากหัวข้อที่กำหนดไว้นี้ ถ้าถามว่า ทำไมจึงพูดเรื่องนี้ ? ขอให้ทราบว่า นี้เป็นตัวแท้ของการปฏิบัติในพระพุทธศาสนา ตั้งแต่ต้นจนกระทั่งถึงบรรลุมรรค ผล นิพพาน ; หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่ง ก็คือว่าเป็นการปฏิบัติ ที่ปฏิบัติอยู่ทุกวันของพวก ทายกทายิกา แต่แล้วก็หามีความรู้สึกไม่ว่า มันเป็นการปฏิบัติธรรมะชื่อนี้ แม้ว่าจะเป็น ไปในลักษณะที่เรียกว่าริเริ่ม แรกริเริ่มหรือขั้นต้น ๆ เพราะฉะนั้นขอให้สนใจฟัง สำหรับจะได้รู้จักตัวสิ่งที่เรากำลังปฏิบัติอยู่แล้วอย่างถูกต้องชัดเจน แล้วก็จะได้ปฏิบัติ ต่อไปตามลำดับ จนกว่าจะได้รับผลเต็มที่. ขอให้ตั้งใจสังเกตกำหนดว่า สิ่งที่เรียกว่า สติปัฏฐาน โพชฌงค์ วิชชาและ วิมุตติ สี่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เนื่องเป็นเรื่องเดียวกัน และสำเร็จมาจากการปฏิบัติที่เรียกว่า อานาปานสติภาวนา. เมื่อใดมีการปฏิบัติอานาปานสติ เมื่อนั้น ในการปฏิบัตินั้น จะมีสติปัฏฐาน ๔ โพชฌงค์ ๗ วิชชา และวิมุตติ รวมอยู่ในตัวการปฏิบัตินั้นอย่างครบถ้วน ที่นั่นในเวลานั้น. ดังนั้น เมื่อจะปฏิบัติให้เกิดสติปัฏฐาน โพชฌงค์ วิชชา และ วิมุตติ เหล่านี้ ก็ต้องปฏิบัติสมาธิภาวนาระบบนี้ คือระบบที่เรียกว่าอานาปานสติ. การปฏิบัติสมาธิ ตามแนวระบบ อานาปานสติ คำว่าอานาปานสติ มีความหมายว่า สติที่กำหนดอยู่ที่สภาวธรรมอย่างใด อย่างหนึ่งอยู่ทุกครั้งตลอดเวลา ที่มีการหายใจออกหรือหายใจเข้า ; ความหมายนี้ ก็หมายความว่า ทำอย่างรุนแรง ทำอย่างถึงที่สุด ในการกำหนด หรือในการพิจารณา ก็ตาม แม้จะกำหนดเป็นเพียงอารมณ์ของสมาธิ ก็ต้องกำหนดตลอดที่หายใจออกและ
น.188 หายใจเข้า, แม้จะพิจารณาไปทางปัญญาก็ตาม จักต้องกำหนดทุกลมหายใจออกและ หายใจเข้า. ดังนั้น จึงได้ชื่อว่าอานาปานสติไปหมดทุกอย่าง ซึ่งในที่นี้มีถึง ๑๖ อย่าง สำหรับสิ่งที่เรียกว่าสภาวธรรมที่ต้องกำหนด. คำว่าสภาวธรรมในที่นี้ ก็คือข้อเท็จจริงหรือสิ่งที่มีตัวตนอยู่จริง ประกอบ อยู่ด้วยข้อเท็จจริงอย่างไร : ถ้าเรารู้แล้วจะทำให้เกิดสติปัญญาขึ้นมาอย่างไร ; เกิดสติ ปัญญาแล้วจะมีผลเป็นความระงับดับทุกข์อย่างไร ; ทั้งหมดนี้เรียกว่าสภาวธรรมทั้งนั้น, มีอยู่มากมาย. แต่ในที่นี้เราจะปฏิบัติในสภาวธรรมเพียง ๑๖ อย่าง จึงเรียกว่าอานาปานสติ ๑๖ ขั้น. ใน ๑๖ ขั้นนั้น แบ่งเป็น ๔ พวก คือพวกกายานุปัสสนา พวกเวทนา- นุปัสสนา พวกจิตตานุปัสสนา และพวกธัมมานุ ปัสสนา เดี๋ยวจะอธิบายให้เข้าใจว่าเป็น อย่างไรบ้าง. หมวดที่ ๑ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ใน ๔ ขั้นแรก ที่เรียกว่าพวกกายานุปัสสนาสติปัฏฐานนั้น คือกำหนด ลมหายใจยาว, กำหนดลมหายใจสั้น, กำหนดลมหายใจที่ทำหน้าที่ปรุงแต่งร่างกาย, แล้วกำหนดความรำงับลง ๆ ของการปรุงแต่งร่างกาย, หัวข้อมีเท่านี้. เรื่องราวหรือ คำอธิบาย ก็มีว่า : ขั้นแรก ก็มีการตั้งสติ คอยเฝ้าสังเกต ศึกษาพิจารณา ลมหายใจของ ตนเองที่เป็นอย่างชนิดยาว อยู่ทุกครั้ง ที่มีการหายใจออกหรือหายใจเข้า เรื่อยไป ๆ จนกว่าจะรู้สึกซึมซาบขึ้นมาเป็นอย่างดีว่า : ลมหายใจยาวนี้เป็นอย่างไร, มีลักษณะเป็น อย่างไร, มีอิทธิพลแก่ร่างกายอย่างไร, ให้มีความแจ่มแจ้ง ในสิ่งที่เรียกว่าลมหายใจย่าว ซึ่งเป็นสภาวธรรมอันแรก ที่จะพึงกำหนดนี้เสียก่อน. ขั้นที่ ๒ กำหนดลมหายใจชนิดสั้น ว่าสั้นคืออย่างไร, มีอิทธิพลแก่ ร่างกายอย่างไร, มีในเวลาไหน, เป็นกรณีอย่างไร, เป็นต้น
น.189 สองอย่างนี้จะเข้าใจได้ง่าย ในเมื่อนำมาเปรียบเทียบกัน. เมื่อร่างกายปกติ ใจคอปกติ คนเราก็หายใจยาว ร่างกายก็รำงับอยู่ตามปกติ. พอมีอารมณ์ร้ายอย่างใด อย่างหนึ่งเกิดขึ้น ลมหายใจก็หยาบ ร่างกายก็มีความระส่ำระสายอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่สงบรำงับ แม้กระทั่งความร้อนในร่างกายก็สูง. ฉะนั้นลมหายใจยาวและลมหายใจสั้น จึงต่างกันอย่างนี้ : ในภาวะปกติ ลมหายใจยาว ในภาวะไม่ปกติ ลมหายใจสั้น. ถ้าจะมองกันในแง่ที่ว่า ลมหายใจมีอิทธิพลแก่ร่างกายอย่างไร ? ลมหายใจ ยาว ก็มีอิทธิพลทำให้ร่างกายสงบรำงับ. ถ้ายาวถึงขนาดละเอียดประณีต ก็ทำให้ ร่างกายสงบรำงับขนาดที่เรียกว่าละเอียดและประณีต คือรู้สึกเบาสบาย ไม่รู้สึกร้อน ไม่รู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นความทุกข์; หรือแม้แต่ความระส่ำระสาย. ถ้าลม หายใจสั้น ก็คือหยาบ, มีความระส่ำระสายอยู่ในลมหายใจแล้ว ; เพราะฉะนั้น ร่างกาย ก็พลอยระส่ำระสายไปด้วย. นี้เรียกว่าลมหายใจเนื่องกันอยู่กับร่างกายโดยเฉพาะ ที่เป็น อย่างยาว ก็เป็นอย่างหนึ่ง, ที่เป็นอย่างสั้น ก็เป็นอย่างหนึ่ง. ในระยะแรก ให้ศึกษาสังเกต จนรู้จักดีที่สุด เกี่ยวกับเรื่องลมหายใจยาว และเรื่องลมหายใจสั้น นี้คือข้อปฏิบัติ ๒ ขั้นแรก ที่ถือเอาสภาวธรรม กล่าวคือ ลมหายใจยาวและลมหายใจสั้นนั้นเอง เป็นอารมณ์ของสติ สำหรับกำหนดพิจารณาอยู่ ทุกครั้ง ที่หายใจออก - เข้า ขั้นที่ ๓ ต่อไป กำหนดอยู่ที่สิ่งที่เรียกว่า กายสังขาร กายสังขารก็คือ ลมหายใจนั่นเอง, เพราะเหตุว่า ลมหายใจนั้นเป็นสิ่งที่คอยปรุงแต่งกาย ให้ขึ้นหรือลง ให้สงบรำงับหรือให้ระส่ำระสาย ; ฉะนั้นลมหายใจนั้นจึงได้ชื่อว่ากายสังขาร คือสิ่งที่ ปรุงแต่งกาย. ตอนนี้ก็พิจารณากันให้ละเอียดสักหน่อย คือว่าลมหายใจปรุงแต่งร่างกาย อย่างไร ? ร่างกายเนื่องกันอยู่กับลมหายใจอย่างไร ? จนกระทั่งเรามองเห็นว่า
น.190 เราสามารถที่จะบังคับร่างกายได้ตามชอบใจ โดยที่การบังคับนั้นกระทำผ่านไปทางลม หายใจ : คือว่าบังคับที่ลมหายใจ แต่ผลไปเกิดขึ้นที่ร่างกาย. อย่างนี้เรียกว่าบังคับร่างกาย โดยผ่านไปทางลมหายใจ ; เพราะว่าลมหายใจเป็นเครื่องปรุงแต่งกาย. ขั้นที่ ๓ นี้ กำหนดพิจารณาอยู่แต่ข้อเท็จจริงข้อนี้, และข้อเท็จจริงข้อนี้ ก็เรียกว่าสภาวธรรม อย่างหนึ่งด้วยเหมือนกัน ; กำหนดอยู่ที่สภาวธรรมอันนี้ทุกครั้งที่มีการหายใจออก-เข้า. ทำได้ดีที่สุดแล้ว ก็เลื่อนไปถึงขั้นที่ ๔ ที่เรียกว่า ทำกายสังขารให้รำงับอยู่ ลมหายใจคือกายสังขาร ทำหน้าที่ปรุงแต่งร่างกาย ถ้าเราทำให้ลมหายใจรำงับลง ๆ ละเอียดลง ๆ ร่างกายก็จะสงบรำงับลงด้วยเหมือนกัน. เพราะฉะนั้น จึงมีวิธีการโดยเฉพาะ ที่จะบังคับลมหายใจให้รำงับลง แล้วก็มีผลไปถึงร่างกาย ที่จะต้องรำงับลงด้วยเหมือนกัน. หลักปฏิบัติสั้น ๆ ก็มีว่า ในระยะแรกก็หัดวิ่งตาม คือมีสติวิ่งตามลมหายใจ ออก-เข้า ออก-เข้า ๆ ๆ ; ไม่ละไปจากความรู้สึกได้ จนกว่าสามารถที่จะทำได้ อย่างนั้น คือ สติกำหนดอยู่ที่ลมหายใจออก-เข้าอยู่ ไม่มีเวลาที่มันหนีไปไหนเสีย, มันอยู่กับลมหายใจออก-เข้า ๆ ตามที่เราต้องการได้จริง. คำว่า "หายใจออก-เข้า" ในที่นี้ มีที่ที่จะสังเกตว่า การหายใจเข้าให้ สมมติว่า ตั้งต้นที่ปลายจมูก แล้วไปสุดที่ท้อง ซึ่งจะถือเอาสะดือหรืออะไรก็ได้ ; เพราะว่าไม่ใช่เราจะเรียนวิทยาศาสตร์เรื่องกายวิภาค ไม่ต้องไปคำนึงถึงว่า ลมหายใจ เข้าไปในปอดแล้วกระจายไปทั่วปอดหรืออะไรทำนองนั้น ไม่จำเป็นเลย. เมื่อหายใจ เข้าเต็มที่แล้ว ความรู้สึก รู้สึกสะเทือนไปถึงไหน, หยุดอยู่ที่ไหน, ก็เอาตรงนั้น เป็นจุดสุดทางข้างใน. เพราะฉะนั้น จึงกำหนดเอาที่ท้องส่วนสะดือเป็นจุดหนึ่งข้างใน แล้วเอาที่จะงอยจมูกเป็นจุดหนึ่งข้างนอก. ลมหายใจ ก็วิ่งไปวิ่งมาอยู่ระหว่างสองจุดนี้ ; เข้าไป ก็เรียกว่าหายใจเข้า, ออกมา ก็เรียกว่าหายใจออกมา. สติกำหนดที่ลมหายใจ อย่างนั้นตลอดเวลา ที่มันออกและมันเข้า ; อย่างนี้เราเรียกว่าวิ่งตาม.
น.191 ๑๖๐ โอสาเรต์พพธรรม ทำบทเรียนวิ่งตามนี้ ให้สำเร็จดีเสียก่อน แล้วจึงเลื่อนไปถึงบทเรียน " ที่ว่า เฝ้าดูอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่ง นี้คือไม่วิ่งตามแล้ว. ที่ที่เฝ้าดูอยู่ที่เหมาะที่สุด ก็คือที่ ปลายจะงอยจมูกที่ลมกระทบแล้วก็จางหายไปในอากาศ ; ไม่จำเป็นจะต้องวิ่งตามเข้าไป ข้างใน แล้วกลับออกมาข้างนอกเหมือนบทเรียนที่หนึ่ง. ทำอย่างนี้จนทำได้ดี ก็หมาย ความว่า จิตไม่หนีไปเสียทางไหน สติไม่หนีไปเสียทางไหน ; เฝ้าอยู่ตรงจุดที่ลมหายใจ กระทบ แม้ว่าจะมีระยะเวลาที่ว่างจากการกระทบบ้าง ก็ยังกำหนดได้อยู่ที่นั่น ไม่หนีไป ไหน. เพราะว่าเดี๋ยวนี้เราเริ่มจะเอาจุด หรือผิวเนื้อ ที่ลมกระทบนั้นเป็นหลักมากขึ้น. เมื่อลมหายใจมากระทบอย่างไร, ก็รู้สึกว่าเป็นอย่างไร. เมื่อว่างจากการกระทบระยะ หนึ่ง คือช่วงที่ออกแล้วยังไม่ทันจะเข้าอย่างนี้ มันก็มีระยะว่าง ; แต่ถึงอย่างนั้นจิตหรือ สตินี้ก็มิได้หนีไป คงกำหนดอยู่ตรงที่ลมเคยกระทบ หรือกำลังกระทบอยู่นั้น. อย่างนี้ เรียกว่า เฝ้าดูอยู่ที่จุดนี้ ไม่วิ่งตาม เหมือนบทเรียนที่แรก. เมื่อทำ บทเรียนที่สองสำเร็จดีแล้ว ก็จงเลื่อนไปยัง บทเรียนที่สาม คือ ทำให้เกิดความรู้สึกเป็นมโนภาพขึ้นที่ตรงจุดนั้น, คือจุดตรงที่ลมหายใจไป กระทบนั้น. ตอนนี้จะมีอาการเป็นลักษณะกึ่งสำนึก หรือ subconcious จึงจะสามารถ สร้างมโนภาพขึ้นมาที่จุดนั้น สำหรับตาข้างในมองเห็น ไม่ใช่ตาข้างนอกมองเห็น ที่จุดนั้น จะมีมโนภาพอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ซึ่งไม่เหมือนกันทุกคน แล้วแต่อุปนิสัย สันดานของคน. โดยมากก็จะมีภาพเหมือนกับก้อนขาว ๆ เล็กๆ เป็นปุ๋ยสำลี, หรือ ก้อนเมฆเล็ก ๆ ก็ตาม อยู่ที่นั่น, หรือว่าจะเป็นดวงมีสีอย่างนั้นอย่างนี้อยู่ที่นั่น, หรือว่า จะเป็นเหมือนกับว่าหยดน้ำที่ใบหญ้าที่ถูกแสงแดดส่องวาว ๆ อยู่ที่นั่น, หรือแม้ที่สุด อาจจะเป็นเหมือนกับว่าใยแมงมุมที่ทอแสงอยู่ในท่ามกลางแสงแดด อยู่ที่ตรงจุดนั้น. เมื่อจิตเป็นกึ่งสำนึก ก็สามารถจะทำให้มองเห็นภาพ คือมโนภาพที่สร้างขึ้น นี้ชัดขึ้นมา. ตรงนี้ต้องมีความเข้าใจ เราไม่ต้องการมโนภาพนั้นอย่างจริงจัง, และ
น.192 มโนภาพนั้นก็มิใช่ของจริง เพียงแต่ว่า เราต้องการจะให้เป็นบทเรียน สำหรับฝึกจิต เท่านั้นเอง. ถ้าทำให้ละเอียดสุขุมประณีตยิ่งขึ้นไปอย่างนี้ ก็หมายความว่า จะฝึกบังคับ จิต หรือฝึกฝนจิตให้ละเอียดประณีตยิ่งขึ้นไปอีก.ถ้าทำได้สำเร็จในบทเรียนที่สามนี้ เรียกว่าสามารถทำอุดคหนิมิตให้เกิดขึ้นแล้วที่จุด ๆ นั้น คือจุดที่เคยเฝ้าดูอยู่เป็นประจำ อันนั้น. ถ้ากำหนดอยู่ที่ตัวลมหายใจตามธรรมชาติจริง ๆ อย่างนี้ เรียกว่าปริกัมม- นิมิต คือนิมิตที่มีอยู่ตามธรรมชาติ สำหรับจิตไปกำหนด. ที่นี้ เดี๋ยวนี้มากำหนดใน นิมิตที่สร้างขึ้นโดยมโนภาพ จึงเรียกว่าอุดคหนิมิต. นี้บทเรียนที่สาม ก็คือทำ อุดคหนิมิตให้สำเร็จอยู่ที่จุดนั้น ได้ตามที่เราต้องการ. ทีนี้ ก็เลื่อนไปบทเรียนที่สี่ คือทำอุดคหนิมิตนั้นให้เปลี่ยนรูป เปลี่ยนสี เปลี่ยนอิริยาบถ เราเคยเห็นมันเป็นจุดขาว ๆ อยู่นิ่ง ๆ เรียกว่าอุดคหนิมิต. เดี๋ยวนี้ น้อมจิตไปในทางให้มองเห็นภาพ, มโนภาพนั้น เปลี่ยนขนาด เปลี่ยนรูปร่าง เปลี่ยนสี เปลี่ยนกิริยาอาการ. นมเช่นแทนที่จะอยู่นิ่ง ๆ กลายเป็นลอยออกไป ๆ หรือกลับเข้ามา หรือไปทางทิศไหนก็ได้ นิมิตอย่างนี้เรียกว่าปฏิภาคนิมิต สำเร็จออกมาจากอุดคหนิมิต นั่นเอง. นี้ก็เหมือนกันอีก คือไม่ได้ถือว่า นิมิตนั้นเป็นของจริง หรือว่านิมิตนั้นเป็น วัตถุที่ประสงค์ของเรา เราไม่ต้องการสิ่งเหล่านั้น ซึ่งเป็นเพียงภาพลวงหรือมโนภาพ แต่ผลก็ได้เกิดขึ้นแล้วแก่จิตอย่างมาก คือเดี๋ยวนี้จิตว่านอนสอนง่าย อยู่ในอำนาจ อยู่ในวิสัยที่จะให้ระลึกนึกน้อมไปอย่างไร ก็ได้ทั้งนั้น. เพราะฉะนั้น จึงมาหัดบทเรียน บทนี้อย่างละเอียดลออ คือน้อมจิตเพื่อเปลี่ยนอุดคหนิมิตให้เป็นรูปร่างอย่างไรก็ได้ : ที่เคยเล็กก็ให้ใหญ่ ที่เคยมีสีขาวก็ให้เป็นสีแดงสีเขียว ให้ลอยออกไปตรงหน้า แล้วมัน กลับเข้ามา หรือให้ลอยไปในอากาศ หรือแล้วแต่จะน้อมนึกจิตใจไปอย่างไรก็ได้.
น.193 ปฏิบัติตามระบบอานาปานสติ ครบ ๔ ขั้น จักถึงขั้นปฐมฌาน เมื่อสำเร็จตามนี้แล้ว ก็เรียกว่ามีปฏิภาคนิมิต ที่มีคุณภาพเหมาะสม ที่จะหน่วงให้อัปปนาสมาธิเกิดขึ้น คือสามารถที่จะหน่วงองค์แห่งฌาน คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา ห้าอย่างนี้ให้เต็มขึ้นมาในความรู้สึกในขณะนั้น. จึงเลื่อนบทเรียน เป็นบทเรียนที่ห้า คือจูงจิตหรือว่าน้อมจิตแล้วแต่จะเรียก ให้เกิดความรู้สึกที่เป็น วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา ขึ้นมาในความรู้สึก. วิตก คือความรู้สึกที่รู้สึกชัดอยู่ว่า จิตเกาะอยู่ที่อารมณ์คือนิมิตนั้น เช่น เกาะอยู่ที่ลมหายใจเป็นต้น แล้วจิตก็ซึมซาบต่อนิมิตนั้น ซึ่งเรียกว่าวิจาร และใน ขณะนั้นรู้สึกพอใจ คือมีติ แล้วในขณะนั้นรู้สึกเป็นสุขด้วย, นี้เรียกว่าสุข ; และ รู้สึกว่าจิตมีอารมณ์อันเดียวเป็นจุดยอดเรียกว่าเอกัคตา. ความรู้สึก ๕ อย่างนี้ค่อย ๆ เกิดขึ้นมาอย่างมาก ทีละอย่างสองอย่าง จนกว่าจะครบบริบูรณ์. ความรู้สึกที่เป็นปีติ และสุขนั้นสำคัญที่สุด ที่จะต้องมีให้ได้ เพราะเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงสิ่งทั้งปวง. ว่าโดย ที่แท้แล้ว ความรู้สึกที่เป็นวิตกวิจารนั้น มีอยู่เอง ; เพราะว่าเรามีการกำหนดอยู่ ที่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่นที่ลมหายใจ หรืออุดคหนิมิต หรือที่ปฏิภาคนิมิต. กิริยาที่จิต กำหนดอยู่ที่อารมณ์นั้น ๆ เรียกว่าวิตก กิริยาที่จิตรู้สึกต่ออารมณ์นั้น ๆ อย่างละเอียดลึกซึ้ง ทั่วถึงว่ามันเป็นอย่างไร นี้เรียกว่าวิจาร. คำว่าวิตกและวิจารในที่นี้ มีความหมายเฉพาะในที่นี้ ไม่เหมือนกับ ในที่อื่น ในที่อื่น วิตก หมายถึงคิดนึกด้วยจิตใจ วิจาร หมายถึงพิจารณาด้วยปัญญา. ส่วนในที่นี้ไม่มีการคิดนึกหรือพิจารณาอย่างนั้น เพ่งเล็งแต่ว่า อาการของจิตในขณะนั้น เกาะอยู่ที่อารมณ์นั้น แล้วรู้สึกอยู่ที่อารมณ์นั้น โดยไม่ต้องพิจารณา. นี้จึงเป็นวิตก วิจารในความหมายพิเศษเฉพาะกรณีนี้. เมื่อทำสำเร็จ และรู้สึกว่าทำสำเร็จ ก็เป็นที่แน่นอนว่า ปีติจะต้องเกิดขึ้น มีลักษณะหลายอย่าง รวมความก็เป็นความพอใจ : ปิติซาบซ่าน ปีติโคลงเคลง
น.194 ปีติมากมายไม่ต้องไปนึกถึงมันก็ได้ ว่าจะมีอะไรบ้าง แต่มันมีขึ้นให้เพียงรู้สึกก็แล้วกัน ว่านี้เป็นเพียงปีติ. เมื่อมีปีติแล้ว ก็ไม่ต้องสงสัย จะต้องมีความสุข เพราะปีติกับสุขเป็นของ - คู่กัน มีปีติจึงรู้สึกเป็นสุขด้วย. แล้วก็เห็นชัดหรือรู้สึกชัดอยู่ว่า จิตมีอารมณ์อันเดียว นี่เป็นเอกัคคตา. ถ้าความรู้สึกทั้งห้าอย่างคือ วิตก วิจาร บีติ สุข และเอกัคตานี้ชัด อยู่ในจิตใจแล้ว ก็เรียกว่าสามารถทำองค์แห่งฌาน องค์แห่งปฐมฌาน-ฌานทีแรกนั้น ให้เกิดขึ้นครบถ้วนแล้ว. ผู้นั้นตั้งอยู่ในปฐมฌาน เข้าถึงแล้วแลอยู่. เข้าถึงแล้ว คือได้เข้าถึงฌานนี้ แล้วก็หยุดอยู่ในฌานนั้น จึงใช้คำว่า "เข้าถึงแล้วและอยู่" ทีนี้ ก็ดูไปตามลำดับว่า : การกระทำมาตามลำดับ นับตั้งแต่วิ่งตาม นับตั้งแต่เฝ้าอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่ง จนกระทั่งสามารถสร้างมโนภาพเป็นอุดคหนิมิต ขึ้น มาได้ที่จุด ๆ นั้น จนกระทั่งเปลี่ยนลักษณะของอุดคหนิมิตเป็นปฏิภาคนิมิต เปลี่ยน รูปไปต่าง ๆ ได้ มีจิตพร้อมที่จะหน่วงองค์แห่งฌานทั้งห้าให้เกิดขึ้นได้ เป็นลำดับ ๆ มา ถึง ๕ ชั้น ๕ ตอน ๕ บทเรียน. เมื่อพิจารณาดูตามลำดับก็จะเห็นได้ว่า แต่ละบทเรียนให้ความสงบรำงับ แก่กายสังขารนั้น เพิ่มขึ้น ๆ ๆ ทุกบทเรียน. เมื่อสักว่าวิ่งตามลม ก็มีความรำงับ ของกายสังขารหรือร่างกายด้วยในระดับหนึ่ง. แต่พอทำไปถึงบทที่สอง คือว่าเฝ้าดูอยู่ที่ จุดใดจุดหนึ่งนั้น ความรำงับนั้นก็มากไปกว่าที่แล้วมา. เมื่อทำอุดคหนิมิตให้เกิดขึ้นได้ ความรำงับนั้นก็มากขึ้นไปอีก. เมื่อทำปฏิภาคนิมิตให้เกิดได้ ความรำงับนั้นก็มาก ยิ่งขึ้นไปอีก ; จนกระทั่งเป็นฌานที่สมบูรณ์ ประกอบไปด้วยองค์ ๕ ประการ ก็เรียกว่ามีความรำงับแห่งกายสังขาร ถึงมาตรฐานอันหนึ่ง ซึ่งให้ชื่อว่าปฐมฌานดังนี้. จากปฐมฌาน ทำข้อปฏิบัติต่อไป จะบรรลุถึงขั้นจตุตถฌาน ต่อไปก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าทำสิ่งที่เรียกว่า ฌาน นั้น ให้รำงับลึกซึ้งยิ่งขึ้น ไปอีก โดยมองเห็นอยู่ว่า ปฐมฌานมีองค์ถึง ๕ ประการ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข
น.195 เอกัคคตา ถ้าจะมีฌานที่ละเอียด หรือรำงับยิ่งขึ้นไปกว่านั้น ก็ต้องเป็นฌานที่มีองค์ น้อยลงไปกว่านั้น. เพราะฉะนั้น จึงเพิกถอนความรู้สึกที่เป็นวิตกและวิจารนั้นเสีย เหลืออยู่แต่บีติ สุข เอกัคคตา เป็นฌานที่รำงับยิ่งไปกว่า จึงได้เรียกว่า ทุติยฌาน คือฌานที่สอง. ทีนี้ ก็พยายามที่จะเพิกถอนความรู้สึกที่เป็นปีติออกไปเสีย ให้เหลือเพียงสอง คือ สุข กับ เอกัคคตา. เมื่อทำได้ก็เรียกว่า เป็นฌานที่สาม. ถึงฌานที่ ๓ เห็นว่า ยังหยาบอยู่ ก็เปลี่ยนความสุขนั้นให้เป็นอุเบกขา : เหลืออยู่แต่อุเบกขากับเอกัคตา นี้ก็เป็นฌานที่ ๔ คือความสงบรำงับถึงที่สุดของสิ่งที่เรียกว่ารูปฌาน สูงสุดเพียงแค่ จตุตถฌานอย่างนี้. บทอานาปานสติขั้นที่ ๔ ที่ว่า รำงับอยู่ซึ่งกายสังขารหายใจออก หายใจเข้า มาสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้. การปฏิบัติทั้ง ๔ ขั้นนี้ คือ กำหนดลมหายใจยาว, กำหนดลมหายใจสั้น, กำหนดการปรุงแต่งกายของลมหายใจ, และกำหนดที่การปรุงแต่งกายนั้นรำงับ ๆ เป็น ๔ ขั้น. เรียกว่าหมวดแรก คือหมวดกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นการปฏิบัติที่ เข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่าร่างกายโดยตรง ดังนั้นจึงได้เรียกข้อปฏิบัติหมวดนี้ว่า กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน มีสติตามพิจารณาเห็นกายอยู่เป็นประจำ ทุกครั้งที่หายใจ ออก - เข้า. คำว่า กาย ในที่นี้ มิได้หมายความถึงร่างกายอย่างเดียว พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสไว้ว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวลมหายใจออกลมหายใจเข้า ว่าเป็น กายอย่างหนึ่งในบรรดากายทั้งหลาย" ข้อนี้ย่อมแสดงว่า สิ่งที่เรียกว่ากายนั้น มีมากมาย คือกายเนื้อหนังนี้ก็ได้ แล้วลมหายใจนั้นก็เรียกว่ากาย แม้แต่อิริยาบถ การเคลื่อนไหวของกายนั้นก็เรียกว่ากาย สิ่งที่เรียกว่ากายมีมากมาย. แต่ว่ากายที่จะเอามาทำเป็นอารมณ์ของสมาธิภาวนาในที่นี้ ที่ดีที่สุดก็คือ ลมหายใจนั่นเอง สมตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "เรากล่าวลมหายใจออก + เข้า
น.196 ว่าเป็นกายอย่างหนึ่งในบรรดากายทั้งหลาย". เอากายนี้มาเป็นอารมณ์ของสมาธิ มันง่ายมันสะดวก เพราะว่ามันต้องหายใจอยู่เสมอ ไปที่ไหนก็มีให้สำหรับพิจารณา แล้วก็เป็นของละเอียด เป็นของสงบรำงับ ไม่เอะอะตึงตังโวยวาย. ถ้าจะไปเอาตัวกายเป็นเนื้อเป็นหนังจริง ๆ มา มันก็ลำบากยุ่งยาก แล้วทำ ความยากลำบากโกลาหลวุ่นวาย น่าเกลียดน่ากลัวอะไรไปทุกสิ่งทุกอย่าง ; อย่างจะเอา ซากศพมาเป็นอารมณ์ มันก็โกลาหลวุ่นวายลำบากยุ่งยากน่าเกลียดน่ากลัวเหลือประมาณ. แต่ถ้าเอากายคือลมหายใจเป็นอารมณ์ มันก็ละเอียด ประณีต สุขุม รำงับไปตั้งแต่ต้น. ดังนั้นพระพุทธองค์จึงตรัสสรรเสริญการปฏิบัติระบอบนี้ว่า เหมาะสมกว่าระบบอื่น คือสะดวกด้วย สงบรำงับด้วย ไม่น่ากลัวด้วย ; อย่างนี้เป็นต้น. นี้เรียกว่าเราปฏิบัติ อานาปานสติได้ ๔ ขั้นแล้ว เป็นหมวด ๑ คือหมวดอันเกี่ยวกับกาย. หมวดที่ ๒ ต่อไป เรียกว่า หมวดเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน หมวดนี้ก็อย่าเข้าใจว่าเป็นคนละเรื่องเหมือนที่เข้าใจอยู่โดยมาก ที่จริงเป็น เรื่องเดียวกันที่ติดต่อกันไป. ขอให้ระลึกนึกถึงข้อที่ว่า เมื่อบรรลุปฐมฌานซึ่งประกอบ อยู่ด้วย มีวิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคตาแล้ว, สิ่งที่เรียกว่า ปีติ และ สุขนั้นแหละเป็น ตัวการสำคัญ ที่จะเอามาใช้เป็นอารมณ์สำหรับการปฏิบัติในขั้นต่อไป . แม้ว่า ผู้นั้นสามารถจะปฏิบัติได้ไปจนถึงจตุตถฌาน ทิ้งปีติและสุขไปหมดแล้วก็ตาม ; แต่พอจะปฏิบัติในอานาปานสติขั้นต่อไป เขาก็จะต้องมาทำในส่วนที่เป็นปฐมฌานใหม่ ; แล้วกำหนดพิจารณาอยู่แต่องค์ที่เรียกว่าปีติและสุขนั้นมาเป็นอารมณ์ สำหรับการปฏิบัติ หมวดที่ ๒. ในบางกรณีที่บุคคลบางคน ไม่สามารถจะทำฌานให้เกิดขึ้นแม้แต่ปฐมฌาน แต่เขาก็ยังสามารถทำกายสังขารให้สงบรำงับได้ ในลักษณะที่เป็นอุปจาร เพียง เท่านี้ก็สามารถทำปีติและสุขให้เกิดขึ้นได้ ; “ เพราะว่าเขามีความพอใจในการที่สักแต่ว่า
น.197 กำหนดลมหายใจยาวลมหายใจสั้นได้ตามที่เขาปรารถนาเท่านั้น ; เขาก็ยังมีปีติได้ และ เมื่อมีบีติแล้วก็มีความรู้สึกที่เป็นสุขได้. ฉะนั้น บุคคลจะทำได้แม้เพียงสักว่ากำหนด ลมหายใจสำเร็จสักเล็กน้อยเท่านั้น ก็สามารถจะมีบีติและสุขเป็นตัวจริงขึ้นมาสำหรับเป็น บทเรียน แล้วก็จะปฏิบัติในหมวดที่ ๒ ต่อไปได้ เดี๋ยวนี้คนเข้าใจผิดกันอยู่ว่า เอาปีติและสุขที่ไหนมาก็ได้ คือ น้อมนึกว่า ปีติและสุข, ปีติและสุข ; อย่างนี้ไม่มีทางจะสำเร็จได้เลย มันต้องเป็น ความรู้สึกที่เป็นปีติและสุขแท้จริง แล้วกำลังรู้สึกอยู่ในใจจริงๆ จึงจะปฏิบัติได้ . มันไม่ใช่ตัวหนังสือ ไม่ใช่ปริยัติ ซึ่งจะไปออกชื่อเอาก็ได้ หรือเขียนขึ้นมาก็ได้ หรืออะไรทำนองนี้ ; ทุกอย่างจะต้องเป็นของจริงเป็นตัวจริงเรื่อยมา. ทำจิตหรือ ร่างกายให้สงบรำงับได้สักนิดหนึ่ง ก็ยังมีปีติและสุขเกิดขึ้นมาได้. แล้วก็เอาบีติและสุขนี้ มาเป็นอารมณ์ของหมวดต่อไป ซึ่งเรียกว่า หมวดเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน หมวดนี้ก็แบ่งเป็น ๔ ขั้นอย่างเดียวกันอีก. ขั้นที่ ๑ กำหนดปีติ จนรู้จักสิ่งที่เรียกว่าบีตินั้นอย่างซึมซาบทั่วถึง ละเอียด ลออครบถ้วนทุกแง่ทุกมุม แล้วก็กำหนดความสุขที่เกิดมาจากบีตินั้นให้รู้จักอย่างละเอียด ลออทั่วถึงทุกแง่ทุกมุม บีติก็เป็นเวทนา สุขก็เป็นเวทนา เวทนาชนิดที่เป็นสุข ขั้นที่ ๒ รู้จักความเป็นเวทนา คือความรู้สึกที่เป็นสุขนี้อย่างเต็มเปี่ยม แล้วก็ทำในขั้นที่ถัดไป. ขั้นที่ ๓ ทำความกำหนดรู้ว่า ปีติและสุขนี้เป็นจิตตสังขาร คือเป็นสิ่งที่ ปรุงแต่งจิต. เวทนาทั้งหลายเป็นสิ่งที่ปรุงแต่งจิตให้คิดนึกอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งใครๆ ก็จะมองเห็นได้ว่า มันเป็นอย่างนั้น คือ พอเรารู้สึกสบายใจ ความคิดก็ไปอย่างหนึ่ง ตามความสบายใจ, หรือตามต้องการของความสบายใจ. ถ้าเราไม่สบายใจ ความคิด ก็เกิดขึ้นอย่างหนึ่งโดยสมควรแก่ความไม่สบายใจ.
น.198 ความสบายใจหรือความไม่สบายใจ ซึ่งเป็นตัวเวทนานั้น คือสิ่งที่ปรุง แต่งจิตคือความคิด เวทนาแรงก็ปรุงแต่งจิตแรง เวทนาหยาบก็ปรุงแต่งจิตหยาบ เวทนาสงบรำงับก็ปรุงแต่งจิตสงบรำงับ เวทนาโง่ก็ปรุงแต่งจิตโง่ เวทนาฉลาดก็ ปรุงแต่งจิตฉลาด อย่างนี้เป็นต้น ปีติและสุขทั้ง ๒ นั้นเป็นเวทนา ปรุงแต่งจิตขึ้นมา ในลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างนี้ จึงเรียกปีติและสุขนั้นว่าจิตตสังขาร. ข้อนี้ขอให้สังเกตให้ดี โดยย้อนไประลึกถึงหมวดที่ ๑ ที่เรียกว่าหมวดกาย ลมยาวลมสั้นปรุงแต่งกาย จึง ได้เรียกว่ากายสังขาร เดี๋ยวนี้ ปีติและสุขปรุงแต่งจิต จึงเรียกว่าจิตตสังขาร . อันโน้นเรียกว่ากายสังขาร อันนี้เรียกว่าจิตตสังขาร แล้ว บทเรียนขั้นต่อไปก็ล้วนแต่ทำให้สังขารนี้ให้รำงับทั้งนั้น : อันโน้นทำลายสังขาร ให้รำงับอยู่ อันนี้ก็ทำจิตตสังขารให้รำงับอยู่ . บทเรียน ขั้นที่ ๔ ของหมวดที่ ๒ นี้ ก็คือ การควบคุมความรู้สึกที่เป็นปีติ และสุข ให้มันปรุงแต่งจิตแต่ในลักษณะที่ไม่ให้เป็นทุกข์ อย่าปล่อยให้มันปรุงแต่งจิต ไปในลักษณะที่เป็นทุกข์ หรือว่าจะไม่ให้มันปรุงแต่งได้เสียเลยก็ยิ่งดี ก็จะมีความรำงับ ในทางจิตอย่างสูงสุดได้ด้วยการกระทำอย่างนี้ นี้คือ หมวดที่ ๒ เรียกว่าเวทนานุปัสสนา สติปัฏฐาน ปีติก็เป็นเวทนา สุขก็เป็นเวทนา จิตตสังขารก็คือเวทนาที่ทำหน้าที่อยู่ รำงับจิตตสังขารก็คือรำงับอำนาจ หรืออิทธิพลของเวทนาที่จะปรุงแต่งจิตนั่นเอง. ทั้ง ๔ ขั้นนี้เนื่องด้วยเวทนาทั้งนั้น ดังนั้นจึงได้นามว่าเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน. ข้อนี้มีพระพุทธภาษิตว่า " ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความรู้สึก ซึมซาบเป็นอย่างดีต่อลมหายใจออก - เข้า ว่านั่นคือเวทนาหนึ่ง ๆ ในบรรดาเวทนา ทั้งหลาย " ขอให้สังเกตคำที่ตรัสว่า : เรากล่าวว่าความรู้สึกซึมซาบเป็นอย่างดีในลมหายใจ ออก - เข้า. รู้สึกเป็นอย่างดีในลมหายใจออก - เข้านี้ ไม่ใช่รู้สึกแต่เพียงว่าลมหายใจ ออก - เข้าเป็นอย่างไร จะต้องรู้สึกในลมหายใจออก - เข้าจนถึงกับเป็นบีติหรือเป็นสุข. ฉะนั้น จึงได้ชื่อว่า เวทนาหนึ่งในเวทนาทั้งหลาย รู้สึกเป็นอย่างดีในลมหายใจออก - เข้า ที่ได้ทำให้รำงับแล้ว ตามแบบฝึกหัดในบทแรก คือบทกายานุปัสสนานั้น มีผล เป็นเวทนา เป็นบีติและสุขเกิดขึ้น.
น.199 นี้คือความหมายของคำว่า รู้สึกซึมซาบเป็นอย่างดีใน ผล หรือเหตุ หรือ อิทธิพล หรืออะไร ของลมหายใจออก - เข้า ว่าจิตกำลังเป็นอย่างไรในขณะนั้น รู้สึก ไปในทางที่เป็นอภิชฌาหรือเป็นโทมนัสเป็นต้น นั่นแหละคือเวทนาหนึ่ง ๆ ในเวทนา ทั้งหลาย. อภิชฌา คือในทางดีใจ โทมนัส คือในทางขัดใจ. ตรงกันข้าม เมื่อปฏิบัติ ได้ถึงการควบคุมจิตตสังขารได้ รำงับจิตตสังขารได้ ก็สิ้นสุดของหมวดที่ ๒ ซึ่งมีอยู่ ๔ ขั้น รวม ๒ หมวดเป็น ๘ ขั้นขึ้นมาแล้ว. หมวดที่ ๓ จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ทีนี้ ก็เลื่อนไป หมวดที่ ๓ ที่เรียกว่า จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ซึ่งก็มี ๔ ขั้นอีกเหมือนกัน. ใน ขั้นที่ ๑ กำหนดตัวสิ่งที่เรียกว่าจิตนั้น อยู่ทุกครั้งที่หายใจออก - เข้า ว่าจิตของเรากำลังเป็นอย่างไร : จิตของเรากำลังเบิกบานหรือหดหู่, จิตของเรากำลัง โกรธหรือไม่โกรธ, จิตของเรากำลังโลภหรือไม่โลภ, จิตของเราห่อเหี่ยวหรือว่าฟุ้งซ่าน อย่างนี้เป็นต้น. มีอาการมากมายเป็นบัญชีหางว่าว แต่แล้วก็ไม่มีอะไรแปลกไปจาก ลักษณะที่เราจะรู้สึกได้จริง หรือมีอยู่จริง. เพราะฉะนั้นท่านจึงใช้คำสั้น ๆ ง่าย ๆ ว่า : กำหนดอยู่ที่จิต, มองตามอยู่ที่จิต, เห็นอยู่ที่จิต ว่าจิตนี้เป็นอย่างไร. เฝ้าดูอยู่ อย่างนี้อยู่ทุกลมหายใจออก-เข้า ก็ เรียกว่าจิตตานุปัสสี ตามเห็นจิตอยู่เป็นประจำ เป็นบทเรียนที่ ๑ ของหมวดที่ ๓ นี้. ขั้นที่ ๒ ก็เริ่มการฝึกบังคับจิตให้อยู่ในอำนาจ ด้วยบทถัดไปคือว่า ทำจิต ให้ปราโมทย์ ฝึกบังคับจิตให้มีความรู้สึกปราโมทย์อิ่มเอิบอยู่ แล้วก็รู้สึกในความ ปราโมทย์ของจิตอยู่ตลอดเวลา. ขั้นที่ ๓ บทเรียนถัดไป หมายความว่า ทำบทที่แล้ว ๆ มาได้ดีแล้ว จึงจะทำ บทถัดไป คือ ทำจิตให้ตั้งมั่น ให้หยุด ให้สงบ ให้เป็นสมาธิถึงที่สุด ตามที่เราต้องการ
น.200 เมื่อไร ที่ไหน อย่างไรก็ได้ ; กำหนดจิตที่มีความตั้งมั่นอยู่ในอำนาจของเรานี้ ทุกครั้ง ที่มีการหายใจออก - เข้าตลอดเวลา. ทีนี้ ก็เลื่อนไปถึงขั้นที่ ๔ ทำจิตให้ปล่อย หมายความว่า ให้จิตเป็นอิสระ จากสิ่งที่มากลุ้มรุมจิต ความรู้สึกคิดนึกที่เป็นกิเลสที่กลุ้มรุมจิตนั้น ให้มันออกไปจากจิต, หรือว่าให้จิตออกไปจากสิ่งนั้นก็ได้เหมือนกัน เรียกว่าทำจิตให้ปล่อย หรือมีการปลดปล่อย จิต. กำหนดอยู่ที่ความที่จิตไม่ถูกอะไรกลุ้มรุม อย่างนี้อยู่ตลอดเวลาที่หายใจออก-เข้า ก็เป็นขั้นที่ ๔ ครบหมวด. หมวดนี้เรียกว่าจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน : อันที่ ๑ เรียกจิตตานุปสฺสี อันที่ ๒ เรียก ปโมทย์ จิตฺติ อันที่ ๓ เรียกว่า สมาทหิจิตติ อันที่ ๔ เรียกว่า วิโมจย์ จิตฺติ จนชำนาญถึงที่สุด ก็เรียกว่าจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ซึ่งที่แท้ก็ คือความมีสติ สัมปชัญญะสมบูรณ์นั้น เรียกว่าเพ่งเอาที่ตัวจิตเป็นสำคัญ. ดังนั้น พระพุทธองค์ จึงตรัสว่า " ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เรากล่าวอานาปานสติว่าเป็นสิ่งที่มีไม่ได้แก่ผู้มีสติ ลืมหลงแล้วปราศจากสัมปชัญญะ " นี้ระบุไปยังความไม่มีสติลืมหลง ความมีสติไม่ ลืมหลง ไม่ปราศจากสัมปชัญญะนั้น ว่าเป็นจิต ฉะนั้นพอทำ อานาปานสติอย่างนี้ มันก็เลยเป็นจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานขึ้นมาทันที ทั้ง ๔ ขั้น มันเกี่ยวกับจิตโดยตรง คือลักษณะของจิต ความปราโมทย์ของจิต ความตั้งมั่นของจิต ความปลดปล่อยของจิต เรียกว่า หมวดที่ ๓ ทั้ง ๔ ขั้นนี้ก็ลุล่วงไปด้วยดี เดี๋ยวนี้ก็เป็น ๑๒ ขั้นขึ้นมาแล้ว. หมวดที่ ๔ ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ทีนี้ มาถึง หมวดสุดท้าย เรียกว่า ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน มันก็เนื่อง มาจากหมวดที่แล้ว ๆ มา โดยติดต่อกัน ไม่ใช่คนละเรื่องคนละราวคนละครั้งคนละที. เดี๋ยวนี้เราจะมา ดูอนิจจตา ความไม่เที่ยงของทุกอย่าง ของสภาวธรรมทั้ง ๑๒ อย่าง ที่เป็นมาแล้วแต่หนหลังว่า : ในลมหายใจยาว ก็มีอาการของความไม่เที่ยง ลมหายใจ
น.201 สั้น ก็มีอาการของความไม่เที่ยง, อาการที่ลมหายใจปรุงแต่งกายนี้ก็มีความไม่เที่ยง ; เห็นชัดอยู่ และยิ่งกายสังขารคือลมหายใจรำงับลง ๆ จนเป็นฌานอย่างนี้ ; นั่นยิ่งเป็น ความไม่เที่ยง อย่างที่ไหลเป็นเกลียวไปทีเดียว คือเพราะเปลี่ยนแปลงได้จึงเป็น อย่างนั้นได้. แล้วก็มาดูที่หมวดที่ ๒ ว่า บีตินี้ก็ไม่เที่ยง ความสุขนี้ก็ไม่เที่ยง ความที่บีติ และสุขปรุงแต่งจิตนี้ก็ไม่เที่ยง เดี๋ยวนี้รำงับอิทธิพลของบีติและสุขอยู่นี้ ก็คือความไม่เที่ยง. ทีนี้ ก็มาดูหมวดที่ ๓ ว่า ตัวจิตเองก็ไม่เที่ยง เพราะเกิดขึ้นมาจากเหตุจาก ปัจจัยที่ปรุงแต่งคือเวทนานั้น. ทีนี้เมื่อจิตปราโมทย์ก็หมายความว่าจิตนั้นไม่เที่ยง : คือเปลี่ยนไปสู่ภาวะที่เรียกสมมติว่าปราโมทย์ แล้วตั้งมันก็คือไม่เที่ยง ; เพราะเดี๋ยว จิตนั้นก็ตั้งมั่น เดี๋ยวก็ไม่ตั้งมั่น จนปลดปล่อยได้ก็คือความไม่เที่ยง. พิจารณาอยู่อย่างนี้ในสภาวธรรมทั้ง ๑๒ ข้างต้นนั้น นี้เรียกว่าอนิจจา- นุปัสสี เป็นธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานข้อแรกข้อที่ ๑ ซึ่งสำคัญมาก เมื่อพิจารณา ความไม่เที่ยงไปเรื่อย ๆ ก็จะพบ ความเป็นทุกข์ ความเป็นอนัตตา กว้างขวางออกไป กระทั่งเป็นสุญญตา ไม่มีความหมายแห่งความเป็นตัวตน หรือเป็นของตนในสิ่งใด ๆ. ข้อที่ ๒ ถ้าเห็นความไม่เที่ยงถึงขนาดนี้ การเห็นในขั้นต่อไปคือ วิราคา- นุปัสสีก็จะเกิดขึ้น คือเห็นความไม่เที่ยงเป็นมายาอันปราศจากตัวตนอย่างนี้แล้ว จิตก็สลดสังเวช เบื่อหน่ายคลายจากความกำหนัด ; ไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งเหล่านั้น ความคลายจากความยึดมั่นถือมั่นนั่นแหละ เรียกว่าวิราคะ. ในข้อที่ ๒ หรือขั้นที่ ๑๔ นี้ เรา ดูแต่ความรู้สึกหน่ายหรือเบื่อต่อสังขาร ทั้งหลาย เรียกว่า วิราคาหุปัสสี , เป็นผู้มองเห็นวิราคะอยู่เป็นประจำ ขณะที่หายใจ ออก - เข้า ๆ อันนี้เรียกว่าเกือบจะไม่ต้องพยายามอะไร เพียงแต่ พยายามให้เห็น อนิจจตา ความไม่เที่ยงให้มากขึ้นเท่านั้น ผลจะเกิดเป็นวิราคะขึ้นมาได้โดย
น.202 อัตโนมัติ. แต่เราจะไม่ทำเล่น ๆ เมื่อมันเกิดขึ้นมา ให้เห็นเป็นภาวะของความน่า เบื่อหน่ายนี้ ก็ยิ่งมองเห็นความน่าเบื่อหน่ายนี้ให้รุนแรงขึ้น ให้เต็มขนาดที่จะเป็นวิราคะ ที่เบื่อหน่ายคลายกำหนัดจริง ๆ. ขอให้รู้ว่า นี้มันเป็นการเบื่อหน่ายที่มาจากปัญญา เบื่อหน่ายอย่างนี้ไม่ได้ ทำให้เป็นทุกข์ เหมือนกับว่าเบื่อหน่ายอย่างที่เรียกว่าซ้ำ ๆ ซาก ๆ จำเจเกินไป ชินปาก อะไรเกินไป; แล้วเบื่อหน่ายอย่างนั้นเป็นการเบื่อหน่ายทางวัตถุ เบื่อหน่ายด้วย ความโง่ อย่างนั้นเป็นความทุกข์. ความเบื่อหน่ายที่ประกอบไปด้วยธรรมะในหมวด ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานนี้ ไม่มีอาการเป็นทุกข์ แต่เป็นปัญญาชนิดหนึ่ง ที่อยาก จะพ้นไปเสียจากสิ่งเหล่านี้. ข้อที่ ๓ เมื่อมีการเห็นวิราคะ คือความคลายจากความยึดมั่นถือมั่นอยู่ทุก ลมหายใจออก-เข้าอย่างนี้แล้ว ความดับไปแห่งกิเลสและดับไปแห่งทุกข์ ก็ค่อย ๆ เป็น ไปเองในตัวโดยอัตโนมัติอีกเหมือนกัน. ความดับไปแห่งกิเลสและทุกข์นี้ เรียกว่า นิโรธ บัดนี้จึงเรียกว่า นิโรธานุปัสสี อสสสิสสามีติ สิกขติ - เห็นอยู่ซึ่งความดับไปนี้ ตลอดเวลาที่หายใจออก ตลอดเวลาที่หายใจเข้า. ถ้าการปฏิบัตินี้เป็นอกุปปธรรม ก็คือการบรรลุมรรคผลที่แท้จริง ; ถ้าเป็น เพียงกุปปธรรม ที่ยังไม่เด็ดขาดตายตัวลงไป ก็เป็นเพียงการดับกิเลสหรือดับทุกข์อย่าง ชั่วคราว. แต่ว่า ตลอดเวลาที่กิเลสดับอยู่นั้น ก็มีความสุขอย่างเดียวกัน เป็นนิพพาน ชิมลอง ; ถ้าดับจริงก็เป็นนิพพานจริง. อันนี้เรียกว่านิโรธานุปัสสี คือ ชิมรสของ นิพพานอยู่ ทั้งหายใจออกและหายใจเข้า จะเป็นนิพพานชิมลอง หรือนิพพานจริง ก็เรียกอย่างเดียวกันหมดว่านิโรธานุบัสสี. ข้อที่ ๔ อันสุดท้ายเรียกว่า ปฏินิสสัคคานุปัสสี นี้คล้าย ๆ กับว่า เป็น เรื่องพูดให้สิ้นซาก ให้หมดจด, ให้สิ้นซากอีกครั้งหนึ่งว่า เป็นการสลัดคืน. เห็นการสลัดคืนออกไปหมดสิ้น ไม่ยึดอะไรไว้ว่าเป็นของเราแม้แต่นิพพานนั้น .
น.203 ผู้ที่ยังไม่เคยได้ยินได้ฟังหรือไม่เคยเข้าใจ ก็ขอให้เข้าใจเสียว่า พระพุทธเจ้า ท่านตรัสสอนหลักที่จะไม่ยึดถืออะไรเอาไว้โดยความเป็นของเรา แม้แต่สิ่งที่เรียกว่า นิพพาน. เพราะฉะนั้นเมื่อได้พูดถึง นิโรธานุปัสสี ซึ่งเป็นนิพพานโดยสมบูรณ์แล้ว ก็ยังกล่าวถึงปฏินิสสัคคานุปัสสี คือ โยนทิ้งไปอีกครั้งหนึ่งแม้แต่นิพพานนั้น ; ไม่ได้ มีความมั่นหมายว่านิพพานเป็นนิพพาน หรือนิพพานเป็นนิพพานของเรา อย่างนี้ เป็นต้น. อันสุดท้ายนี้เรียกว่าปฏินิสสัคคานุปัสสี เป็นอันดับที่ ๑๖. ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ซึ่งมีอยู่ ๔ ขั้น คือ อนิจจานุปัสสี วิราคา- นุปัสสี นิโรธานุปัสสี ปฏินิสสัคคานุปัสสี ก็สมบูรณ์ ; นี้เรียกว่าธัมมานุปัสสนาสติ- ปัฏฐาน ; เพราะเห็นธรรมคือความหลุดพ้น คือการนำออกเสียได้ซึ่งอภิชฌาและโทมนัส ในโลก. ดังนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสไว้เฉพาะข้อนี้ว่า " ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ภิกษุเป็นผู้เพ่งเฉพาะอย่างดีแล้ว ก็เห็นการละอภิชฌาและโทมนัสเสียได้ด้วยปัญญา " หมายความว่า เดี๋ยวนี้อยู่เหนืออำนาจที่จะเกิดอภิชฌาและโทมนัส อภิชฌาและโทมนัส ไม่สามารถจะเกิดขึ้นมาอีกได้ ด้วยอำนาจของปัญญาคือมองเห็นธรรมตามที่เป็นจริง. คนเรา ถ้าไม่มีอภิชญาและโทมนัส ๒ อย่างแล้ว ก็หมดปัญหา ขอให้คิดดูดีๆ ให้เข้าใจพระพุทธภาษิตนี้ อภิชญา คือรัก หรือพอใจ หรือยินดี หรือรู้สึกเป็นสุข แล้วก็ อยากจะได้อยากจะกอดรัดไว้ อย่างนี้เรียกว่าอภิชฌา; แล้วโทมนัส ก็คือ ตรงกันข้าม ไม่ถูกใจไม่ถูกอารมณ์ อยากจะปัดออกไป อยากจะตีเสียให้ตาย อย่างนี้ ก็เรียกว่าโทมนัส. มันมีเพียง ๒ เรื่องเท่านั้น ถ้าไม่มี ๒ เรื่องนี้แล้ว เราก็ไม่มี ปัญหาอะไรทางจิตใจ ก็ว่างก็สบาย. ที่นี้นำออกเสียได้ซึ่งอภิชฌาและโทมนัสในโลก, โลกก็คือสิ่งที่จะเข้ามาทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจ นี้เรียกว่าโลก. นำอภิชฌาและโทมนัสต่อโลกออกเสียได้ไม่มีเหลือ ; เป็นธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หมวดสุดท้าย. นี่คือ การปฏิบัติอานาปานสติภาวนา ๔ หมวด หมวดละ ๔ ติดต่อกันไป เป็นลำดับไม่มีการขาดตอนเลย เป็น ๑๖ ขั้น เรียกว่าปฏิบัติอานาปานสติโดยสมบูรณ์
น.204 นี้คือตัวแท้ของการปฏิบัติที่เป็นหัวใจของสติปัฏฐาน โพชฌงค์ วิชชา และวิมุตติ ซึ่งเป็นชื่อของหัวข้อที่กำหนดไว้สำหรับการบรรยายในวันนี้. ทีนี้ก็ให้ดูต่อไปว่า สติปัฏฐานมีอยู่ ๔ อย่าง คือ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน : • ปฏิบัติ ๔ ขั้นเกี่ยวกับลมหายใจ. เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน : ปฏิบัติ ๔ ขั้นเกี่ยวกับ ตัวสิ่งที่เรียกว่าเวทนา คือปีติสุข และความรำงับมันเสีย. จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน : มีการปฏิบัติ ๔ อย่างเกี่ยวกับจิต คือรู้ลักษณะของจิต ความปราโมทย์ ความตั้งมั่น ความ ปลดปล่อย ที่เราบังคับได้. ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน : เห็นความไม่เที่ยงจนกระทั่ง เบื่อหน่ายคลายกำหนัดจนกระทั่งดับไปเสียได้ซึ่งกิเลส กระทั่งเห็นความสลัดคืน ไม่มีอะไร เหลืออยู่ในความยึดครองหรือยึดถือ. นี่เรียกว่า เห็นกายในกายทั้งหลาย เห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย เห็นจิต ในจิต เห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย อยู่เป็นประจำ ตลอดเวลาไม่มีช่องว่าง ; อาการ อย่างนี้แหละเรียกว่า : ผู้มีความเพียร ผู้ปฏิบัติความเพียร ผู้ตั้งความเพียร ผู้บำเพ็ญ สมณะธรรม เรียกว่าอาตาปี ; แล้วอาการอย่างนี้เรียกว่าเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ วิเนยยโลเก อภิชฌาโทมนสฺสํ - นำออกเสียได้ซึ่งอภิชฌาและโทมนัสในโลกนี้. นี้เป็นใจความสำคัญของสิ่งที่เรียกว่าสติปัฏฐาน-การกำหนดตั้งไว้ซึ่งสติใน ลักษณะอย่างที่กล่าวมาแล้วทั้ง ๑๖ ขั้นนี้ ย่อมนำออกเสียได้ซึ่งอภิชฌาและโทมนัส. อานิสงส์ ของ สติปัฏฐาน ทีนี้ เคล็ดลับมันมีอยู่ว่า ทำอย่างนี้อย่างเดียว ในที่เดียว เวลาเดียว เท่านั้นจะเป็นธรรมะหมดสิ้นในพุทธศาสนา. ที่เรากล่าวกันว่า พุทธศาสนามีธรรมะ ๘๔,๐๐๐ ธรรมขันธ์ หรือจะมากกว่านั้น หรืออะไรก็ตามเถิด ทั้งหมดจะมาอยู่ที่นี่เพียง ข้อเดียวเท่านั้น คือเมื่อมีการประพฤติปฏิบัติอยู่ในลักษณะอย่างนี้ : มีสติสัมปชัญญะ มีความเพียร นำออกเสียได้ซึ่งอภิชญาและโทมนัสในโลก ; มีเท่านี้เอง. ฉะนั้น
น.205 เมื่อปฏิบัติจนมี สติปัฏฐานชนิดที่ถูกต้อง , ต้องใช้คำว่าชนิดที่ถูกต้อง แล้วจะ มีธรรมะ ทั้งหมดในพระพุทธศาสนารวมอยู่ที่นี่ ; ดังนั้นมันจึงเป็นการง่ายที่จะมีโพชฌงค์ ซึ่งจะได้เห็นกันต่อไป. เมื่อภิกษุ ปฏิบัติอยู่ในกายา ฯ เวทนา ฯ จิตตา ฯ ธัมมา ฯ อย่างที่ว่า มาแล้ว ขณะนั้นดูสิว่า มีสติสมบูรณ์อย่างไร, มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์อย่างไร, นำ ออกซึ่งอภิชฌาและโทมนัสด้วยสตินั้นอย่างไร, นั่นแหละคือสติสัมโพชฌงค์ อย่าง เต็มเปี่ยม ; ไม่ใช่คนละเรื่อง ไม่ใช่คนละตอน ; ไม่ใช่จะต้องปฏิบัติต่อไปจึงจะมี สติสัมโพชฌงค์. นั่นเป็นความโง่ และความเข้าใจผิดของคนที่เรียนปริยัติมาอย่างผิด ๆ ทำให้นักเรียนรู้สึกลำบากยุ่งยากมากมายไป. เพียงสักว่ากำหนดลมหายใจยาวเท่านั้น ทำได้ในขั้นแรก ก็เป็นสติสัมโพชฌงค์ขั้นแรก ; เพราะการที่จะกำหนดลมหายใจยาวนั้น ต้องมีสติมากพอ จึงจะกำหนดลมหายใจยาวอยู่ได้ตลอดเวลา ที่หายใจออกหรือหายใจเข้า มิฉะนั้นมันวิ่งหนีไปเสีย คือสติขาดตอน จิตก็วิ่งหนีไปคิดเรื่องอื่นเสีย. ฉะนั้น พอลงมือปฏิบัติแม้ในขั้นที่ ๑ ของ ๑๖ ขั้นเท่านั้น สติสัมโพชฌงค์ก็เริ่มก่อตัว ขึ้นมาแล้ว . ที่นี้ ไม่ใช่แต่ สติสัมโพชฌงค์ อย่างเดียว แม้ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ก็ก่อตัว ขึ้นมาแล้ว เพราะเหตุว่า " ภิกษุนั้นทำการเลือก ทำการเฟ้น ทำการใคร่ครวญ ธรรมอยู่ด้วยปัญญา คือคิดถึงข้อเท็จจริงทุกอย่างที่เกี่ยวกับลมหายใจยาว หรือลม หายใจสั้นเป็นต้น " ; ดังนั้น ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์มีอยู่แล้ว ก่อตัวขึ้นแล้ว ในการ ปฏิบัติแม้ในขณะที่ลงมือปฏิบัติขั้นที่ ๑. ในสมัยนั้นความเพียรอันเต็มที่อัน ไม่ย่อหย่อนอันภิกษุนั้นปรารภแล้ว แม้ เพื่อจะ กำหนดเพียงลมหายใจยาวเท่านั้น ; นี้ก็ เป็นวิริยสัมโพชฌงค์ของภิกษุนั้น ที่ได้ก่อรูปขึ้นมาแล้ว. ทีนี้ เมื่อทำไปพอสักว่า เป็นที่พอใจเท่านั้น ปีติอันเป็นนิรามิส ก็เกิดขึ้น แก่ภิกษุนั้น; อันนั้น เป็นปีติสัมโพชฌงค์ของภิกษุนั้น พระพุทธเจ้าท่านตรัสอย่างนี้
น.206 และในสมัยนั้นเองกายของเธอก็รำงับ มีผลทำให้จิตก็พลอยรำงับ เพราะอำนาจของปีติ อันเป็นนิรามิสนั้น นั้นเป็นบัสสิทธิสัมโพชฌงค์ของภิกษุนั้น. ตรงนี้ขอให้ตั้งข้อสังเกตหน่อยว่า พระพุทธเจ้าจะจำกัดไว้เสมอว่า : ปีติอัน · เป็นนิรามิส เพราะว่าปีติมี ๒ ชนิด ปีติเป็นสามิสก็คือปีติที่เกิดจากได้เงิน ได้ของ ได้ลูก ได้เมีย ได้อะไรอย่างนี้ ก็เรียกว่าปีติเป็นสามิส ; ที่นี้ปีติเพราะทำสำเร็จในหน้าที่ ที่ควรกระทำคือประพฤติธรรมนี้ บีติอย่างนี้เรียกว่านิรามิส. บีติที่เป็นสามิส ไม่อาจจะทำ กายให้รำงับได้ มีแต่กระตุ้นให้ซาบซ่าน ให้ฟุ้งซ่านไม่สงบ ; แต่ปีติที่เป็นนิรามิสนี้ ทำกายให้รำงับได้ จึงเกิดสิ่งที่เรียกว่าบัสสิทธิคือความรำงับลง, นั้นเป็นปัสสัทธิ สัมโพชฌงค์ของภิกษุนั้นในสมัยนั้น. แล้วก็ในสมัยนั้นแหละเพราะกายรำงับและมีสุข จิตก็ตั้งมั่นเป็นสมาธิ ด้วยอำนาจบีติและสุขอันเป็นนิรามิสนั้น ; นั้นเป็นสมาธิสัมโพชฌงค์ของภิกษุนั้น. ทีนี้ ในสมัยนั้นเอง ภิกษุย่อมเข้าไปเพ่งซึ่งจิตอันตั้งมั่นปราศจากอภิชฌา และโทมนัสแล้ว นี้เป็นอุเบกขาสัมโพชฌงค์ของภิกษุนั้น. ความที่ภิกษุเข้าไปเพ่ง ซึ่งจิตที่ตั้งมั่นดีอย่างนั้นแล้ว นั้นเป็นอุเบกขาสัมโพชฌงค์ของภิกษุนั้น, เป็นโพชฌงค์ สุดท้ายที่ ๗ ก็เรียกว่าโพชฌงค์ทั้ง ๗ ได้ก่อขึ้นพร้อม ๆ กัน ไม่ใช่คนละทีคนละคราว หรือเป็นลำดับ. นี้ขอให้ตั้งข้อสังเกตไว้เสมอไปว่า สิ่งที่เรียกว่าองค์ ๆ แล้ว จะต้องเกิดขึ้น พร้อมกันหมดทั้งนั้น : เช่นมรรคมีองค์ ๘ อย่างนี้ ทั้ง ๘ องค์ต้องเกิดขึ้นพร้อมกันทั้งนั้น พร้อมคราวเดียวกัน ไม่ใช่ทีละองค์. โพชฌงค์นี้ก็เหมือนกัน องค์แห่งการตรัสรู้นี้ ก็ต้องเกิดขึ้นพร้อมกันทีเดียวทั้ง ๗ องค์ ไม่ใช่เกิดทีละองค์ส่ง ๆ กันไป ทะยอยกันไป. คำว่าองค์ในภาษาบาลี มีความหมายเหมือนกับคำว่า factor ถ้ามันไม่ครบ factor สิ่งนั้นเกิดขึ้นไม่ได้ ฉะนั้น factor ๗, ๘, ของธรรมะไหนก็ตามต้องมีครบ. เดี๋ยวนี้
น.207 เมื่อเจริญอานาปานสติขั้นใดขั้นหนึ่งอยู่ factor แห่งโพธิย่อมก่อตัวขึ้นในลักษณะที่ พร้อมกันทั้ง ๗ องค์อย่างนี้. ดังนั้นจึงมีพระพุทธภาษิตว่า "กายานุปัสสนา เวทนา- นุปัสสนา จิตตานุปัสสนา ธัมมานุปัสสนา อะไรก็ตาม อันภิกษุเจริญทำให้มากแล้ว ย่อมยังโพชฌงค์ ๗ ให้สมบูรณ์ ". นี้คือเรื่องของโพชฌงค์ที่แฝงอยู่ในตัวการทำ อานาปานสตินั้น. ในการทำอานาปานสตินั้น มีสติปัฏฐาน ๔ แฝงอยู่เต็มตัว มี โพชฌงค์ ๗ แฝงอยู่เต็มตัว. ที่นี้ โพชฌงค์ ๗ นี้ จะส่งให้เกิดวิชชาและวิมุตติ. ข้อนี้มีพระพุทธภาษิตจำกัดไว้ชัดว่า : โพชฌงค์ทั้ง ๗ นั้น คือสติสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ บัสสิทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ; ท่านว่าทีละอย่าง ๆ อันภิกษุนั้นเจริญแล้ว ; อาศัยวิเวก : วิเวกนิสสิติ - อาศัยวิเวก, อาศัยวิราคะ - วีราคนิสสิติ, อาศัยนิโรธ - นิโรธนิสสิติ, น้อมไปเพื่อโวสสัดคะ - โวสสดุดปริณามี ๔ อย่าง". ทรงจำกัด ไว้ว่า ต้องเป็นโพชฌงค์ที่อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธะ. สิ่งที่เรียกวิเวก วิราคะ นิโรธะ นั้นคือตัวการปฏิบัติในหมวดธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานอยู่โดยตรง ถ้าไม่ได้อาศัยสิ่งเหล่านี้ คือวิเวก วิราคะ หรือนิโรธะเหล่านี้ ไม่สามารถจะทำ วิชชา และวิมุตติให้บริบูรณ์ได้. ดังนั้น เป็นอันว่า เราจะต้องปฏิบัติอานาปานสติ จน กระทั่งมีการเห็นอนิจจัง วิราคะ นิโรธะ ระดับใดระดับหนึ่งก็ตาม ; ถ้าใน ระดับที่ไม่ถึงที่สุด ก็เป็นวิชชาและวิมุตติที่ไม่ถึงที่สุด เป็นตทังควิมุตติ วิกขัมภนวิมุตติ . ไปตามเรื่อง และถ้าถึงที่สุด ก็เป็นสมุจเฉทวิมุตติ ไม่กลับย้อนมาเกิดอีก. ความสำคัญก็อยู่ตรงที่ว่า โพชฌงค์นั้นจะต้องอาศัยวิเวก คืออาศัยความที่ อยากจะหลีกออกไป ไม่ใช่ความที่อยากจะเข้ามา คือเข้ามาสู่โลก หรือสู่สิ่งที่เรียกว่ากาม หรือภพ. ทีนี้ อาศัยวิราคะ ก็หมายความว่า จะอาศัยความคลายออก ไม่ใช่ความ จับเอา ฉวยเอามา. อาศัยนิโรธะ ก็เพื่อจะดับเสียซึ่งกิเลสและความทุกข์นั้น ทั้งนี้ ก็ไม่ใช่อะไรนอกจากว่า ทรงจำกัดความให้ชัดอย่าให้มันดิ้นได้ แล้วก็สรุปว่า น้อมไป
น.208 เพื่อโวสสักคะ. นี้คือลักษณะของปฏินิสสัคคะในขั้นที่สุดของอานาปานสติ; ทุก อย่างจะน้อมไปเพื่อขว้างทิ้ง. พูดภาษาธรรมดาหน่อยก็ว่า ทุกอย่างต้องเป็นไปเพื่อ ขว้างทิ้ง ไม่ใช่เพื่อเอาเข้ามา เรียกว่า โวสฺสคุคปริณามี - น้อมไปเพื่อโวสสัดคะ. ถ้า โพชฌงค์ประกอบด้วยองค์อย่างนี้แล้ว ภิกษุนั้นเจริญทำให้มากอย่างนี้แล้ว ย่อมทำ "วิชชาและวิมุตติให้สมบูรณ์ได้. ทีนี้ วิมุตตินี้ เป็นตทังคะก็ได้ เป็นวิกขัมภนะก็ได้ ถ้ายังไม่ถึงที่สุด แม้ในเริ่มแรกพอสักว่า กำหนดลมหายใจยาว เมื่อนั้นเราก็ปราศจากการรบกวนของ กิเลส ด้วยอำนาจเหตุสักว่ากำหนดลมหายใจยาวเท่านั้น เป็นตทังควิมุตติอย่างนี้. แล้วถ้าปฏิบัติไปได้ถึงขั้นที่ ๔ คือทำกายสังขารให้รำงับอยู่ ด้วยอำนาจของฌานอย่างนี้ ฌานนั้นก็ทำให้เกิดวิกขัมภนวิมุตติ คือหลุดพ้นจากอำนาจของกิเลสได้ตลอดเวลาที่อยู่ ในฌาน ; อย่างนี้แน่วแน่ แน่นอนกว่าตทังควิมุตติ, แล้วทำต่อไปจนถึงหมวดสุดท้าย เป็นวิราคานุปัสสี นิโรธานุปัสสี ปฏินิสสัคคานุบัสสี ก็เป็นสมุจเฉทวิมุตติ คือหลุดพ้น อย่างแท้จริงไม่กลับมาอีก. นี้เรียกว่าการปฏิบัติ เกี่ยวกับลม เกี่ยวกับเวทนา เกี่ยวกับจิต เกี่ยวกับ ธรรม ที่เรียกว่าอานาปานสติทั้ง ๑๖ ขั้นนี้ เป็นสติปัฏฐาน ๔ อยู่ในตัวเอง, เป็นโพชฌงค์ ทั้ง ๗ อยู่ในตัวเอง, ทำให้เกิดวิมุตติอย่างใดอย่างหนึ่งจนถึงที่สุดในวาระที่สุดอยู่ในตัวเอง. ธรรมสโมธาน ทีนี้ ก็อยากจะชี้อานิสงส์ที่มากไปกว่านั้น ที่เขาเรียกกันว่า ธรรม- สโมธาน, ธรรมสโมธาน ก็ว่าดึงเข้ามา ๆ ดึงเอามาดูซึ่งธรรมทั้งหลายเหมือนกับว่า เรายืนอยู่ที่ตรงนี้เรายื่นมือยาว ๆ ออกไป ดึงนั้นเข้ามาดู ดึงนี่เข้ามาดู ดึงโน่นเข้ามาดู จากรอบตัวอย่างนี้ นี้ก็เรียกว่าอาการของสโมธาน, ประมวลเอามาดู ในอานาปานสติ ๑๖ ขั้น ที่เป็นสติปัฏฐาน ๔ ที่บุคคลประพฤติกระทำให้มากแล้ว เจริญแล้วนี้ สามารถ ดึงเอาอะไรมาได้หมดในพระพุทธศาสนา แล้วแต่ว่าจะต้องการอะไร :-
น.209 เมื่อปฏิบัติในอานาปานสติอยู่อย่างนี้ เป็นบุญญกิริยาสามอย่างเต็มตัว : คือเป็นทาน เป็นศีล เป็นภาวนา อยู่เต็มตัวในเวลานั้นแล้วไม่ต้องรอ. เป็นทานคือการให้ : ให้สิ่งที่ยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกู-ของกูออกไป ซึ่งเป็น ทานสูงสุดยิ่งกว่ามหาทาน มหายัญญ์. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า : แม้จะนิมนต์พระสงฆ์ ทั้งหมดมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข มาเลี้ยงดูปูเสื่อให้มากมายอย่างไร มหายัญญ์นี้ ก็ไม่ดีไปกว่าภาวนา คืออานาปานสติสักว่าชั่วขณะจิตหนึ่ง หรือเวลาหนึ่ง. หมายความ ว่าให้ทานวัตถุให้ทานอะไรนี้มันไม่ดีเท่ากับเราให้ทานตัวกู-ของกู. ความยึดมั่น ที่เป็นตัวกู - ของกูนั่นแหละ ให้ออกไปเสียได้เมื่อไร เป็นทานอันเลิศเมื่อนั้น. ฉะนั้น ในการเจริญอานาปานสตินั้น เป็นการให้ทานสูงสุด คือขว้างหรือเหวี่ยงทิ้งตัวกู - ของกู ออกไปเสียได้. ทีนี้ เป็นศีลอย่างไร ? ตลอดเวลาที่ทำอานาปานสตินั้น ต้องมีการสำรวม อย่างยิ่ง เจตนาที่จะสำรวมระวังนั้นเป็นศีล ไม่ต้องไปสำรวมระวังตามสิกขาบท ปาณาติปาตาเวรมณี ฯลฯ อะไรเหล่านี้: มันเป็นเรื่องจับปูใส่กระด้ง ไม่มีที่สิ้นสุด. ถ้าตั้งสติกำหนดควบคุมลมหายใจเท่านั้น ศีลทุกอย่างทุกข้อ ไม่ว่าชนิดไหน ของพระ ของเณร หรือของชาวบ้านไม่มีทางจะขาดจะทะลุได้ ; เพราะอำนาจของการสำรวมสังวร ระวังอยู่ที่ตรงนี้เท่านั้น จึงเรียกว่ามีศีลสมบูรณ์. สำหรับภาวนานั้นเห็นชัดอยู่แล้ว เพราะการเจริญอานาปานสตินั้น ส่วนหนึ่งเป็นสมาธิ ส่วนหนึ่งเป็นปัญญา ทั้งสองส่วนรวมเรียกว่าภาวนา ; ฉะนั้นจึงมีสิ่งที่เรียกว่าภาวนาสมบูรณ์. โดยการปฏิบัติอานาปานสตินี้อยู่ ก็มีทาน มีศีล มีภาวนา สมบูรณ์โดย ไม่ต้องรอปฏิบัติอีกต่อภายหลัง. ทาน - ศีล - ภาวนา - สมบูรณ์แล้วเมื่อกำลังปฏิบัติ อานาปานสติอยู่ ทำได้เท่าไรก็สมบูรณ์เท่านั้น.
น.210 ทีนี้หมวดถัดไปที่จะยกมาพอเป็นตัวอย่างเท่านั้น จะเอามาทั้งหมดไม่อาจจะ ทำได้ หมวดที่น่ายกมาเป็นตัวอย่าง น่าชื่นอกชื่นใจอีกอันก็คือวิเวก. วิเวกมี ๓ อย่าง คือ กายวิเวก, จิตตวิเวก, อุปธิวิเวก. ภิกษุที่ทำอานาปานสติ ย่อมหลีกไปสู่ที่สงัด : เช่นบ่า, เช่นโคนไม้, เช่นเรือนว่าง, หรืออะไรก็ตาม ; อย่างนี้เรียกว่ากายวิเวก. ที่นี้ถ้าหาสถานที่อย่างนั้น ไม่ได้ จะเข้าไปในห้องปรับอากาศอย่างสมัยใหม่นี้ก็ได้ เรียกว่ากายวิเวก ทำอานาปานสติ นั้นอยู่. แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่ากับว่า จะไปอยู่ที่ตรงไหนก็ตาม เมื่อไม่รู้ไม่ชี้กับอารมณ์ ข้างนอกทั้งหมด คืออารมณ์ข้างนอกอย่างที่เห็นอยู่เดี๋ยวนี้ คือต้นไม้ต้นไร่อะไรก็ตามนี้ บีดหู ปิดตา บีดความรู้สึก ไม่รู้สึกต่อสิ่งเหล่านี้หมด ก็เรียกว่ากายวิเวกที่แท้จริง ฉะนั้นถ้าสามารถทำได้ก็อาจจะมีกายวิเวกได้แม้ในกลางโรงละครโรงหนัง ถ้าสามารถจะปิดกั้นอารมณ์ แล้วจิตกำหนดอยู่แต่ที่อานาปานสติ, กลาง โรงหนังนั้นก็ทำกายวิเวกได้. เพราะฉะนั้นเมื่อใดระงับนวรณ์กระทั่งเป็นฌานเป็น อะไรได้ ก็เป็นจิตตวิเวก. เมื่อใดทิ้งตัวกู-ของกู ขว้างตัวกู-ของกูออกไปได้ชั่วขณะหนึ่ง ก็ยังเป็น อุปธิวิเวกชั่วขณะหนึ่ง. ถ้าขว้างได้หมดก็เป็นอุปธิวิเวกที่สมบูรณ์. นี่วิเวกอย่างนี้เป็นวิเวกตัวจริง ไม่ใช่วิเวกท่องบ่น หรือเป็นเรื่องปริยัติ ; ต้องเป็นเรื่องที่ทำอยู่จริงและมีอยู่จริง : เป็นกายวิเวก, เป็นจิตตวิเวก, เป็นอุปธิวิเวก, อยู่ในการเจริญอานาปานสตินั้น. ทีนี้ อยากจะยกตัวอย่าง หมวดสิกขา ๓ คือ : ศีล สมาธิ ปัญญา, นี้คล้าย ๆ กันกับบุญญกิริยาที่กล่าวมาแล้ว เมื่อใดลงมือทำอานาปานสติ เมื่อนั้น มีศีลแท้ มีสมาธิแท้ มีปัญญาแท้. ศีลแท้ คือเป็นศีลจริง ๆ ไม่ขาด ไม่ต่าง ไม่พร้อย. เมื่อทำอานาปานสติอยู่ สำรวมระวัง มีสติจนถึงกับทำอานาปานสติสำเร็จนั้น, เมื่อนั้นมีศีลแท้ ไม่เรียกว่า
น.211 ศีลอุโบสถ ศีล ๕ หรือศีลอะไรหมด เรียกว่าศีลทั้งหมดเลย แล้วก็มีศีลแท้ด้วย ; แท้อยู่ตรงที่ตั้งใจสำรวมระวังด้วยสติอย่างยิ่ง. เป็นสมาธิแท้ นี่ไม่ต้องพูด ; แล้วเป็นปัญญาแท้ นี้ก็ไม่ต้องพูด เพราะพูดแล้ว. ทีนี้ ก็มาถึงรัตนะหรือสรณะสาม คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์แท้. เมื่อใดทำอานาปานสติอย่างที่กล่าวแล้วแต่หนหลัง เมื่อนั้นมีพระ- พุทธเจ้าแท้ เมื่อนั้นมีพระธรรมแท้ เมื่อนั้นมีพระสงฆ์แท้ ; นอกนั้นมีพระพุทธ แต่ปาก พระธรรมแต่ปาก พระสงฆ์แต่ปาก, เป็นการท่องบ่น เป็นการนึก ๆ เอา หรือเป็นการว่าเอาเอง คิดนึกเอาเอง พิจารณาเอาเอง. ถ้าทำอานาปานสติลงไปแล้ว จิตกำลังสะอาด สว่าง สงบ เหมือนจิตพระ- พุทธเจ้า ; ฉะนั้นก็เรียกว่ามีพระพุทธเจ้าแท้อยู่ในจิตของเรา กล่าวคือความหมายของ ความที่จิตสะอาด สว่าง สงบ ในระดับใดก็ตาม ในปริมาณเท่าใดก็ตาม ; มีความหมาย เป็นพระพุทธเจ้าแท้อยู่ในตัวเรา, เป็นพระธรรมแท้อยู่ในตัวเรา, เป็นพระสงฆ์ แท้อยู่ในตัวเรา ; คือตัวเราเองนั่นแหละเป็นผู้ปฏิบัติอย่างพระสงฆ์ แล้วก็สำเร็จตรง ที่มีจิตสะอาด สว่าง สงบอยู่. ขณะทำอานาปานสตินั้นก็มีพระสงฆ์แท้อยู่ในตัวเราในเวลานั้น ; แล้วธรรม แท้ก็คือความสะอาด สว่าง สงบ นั้นเอง ; พระพุทธเจ้าแท้ก็มีอยู่ในจิตของเรา. เวลา นั้นเราจึงมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่เป็นสรณคมน์อันแท้จริงอยู่ในตัวเรา. เมื่อทำอานาปานสติอยู่ หรือว่าจะทำสมาธิภาวนาชื่อใดชื่อหนึ่งก็ได้ ; เมื่อทำได้สำเร็จใน ลักษณะที่ว่าจิตสะอาด สว่าง สงบ เพราะขว้างตัวกู-ของกูออกไปเสียได้ ก็เรียกว่า มีพระพุทธแท้ พระธรรมแท้ พระสงฆ์แท้ อยู่ในจิตนั้น. หมวดธรรมอื่น ๆ เช่นอิทธิบาทเป็นต้น ก็ยิ่งเห็นง่าย เมื่อทำอานาปานสติ อย่างนั้นอยู่ มีฉันทะแท้ มีวิริยะแท้ มีจิตตะแท้ มีวิมังสาแท้ ; นอกนั้นเป็นเรื่อง ปากพูดท่องบ่น.
น.212 ขณะที่ทำอานาปานสติอย่างนั้นอยู่ นั่นคือ ธัมมฉันทะ - ฉันทะในธรรม อย่างยิ่ง พากเพียรอย่างยิ่ง เอาใจใส่อย่างยิ่ง สอดส่องอย่างยิ่ง. ถ้าไม่ทำอย่างนั้น ก็ทำอานาปานสติไม่ได้ ล้มละลายไปตั้งแต่แรกเริ่ม คือกำหนดลมหายใจยาวก็ไม่ได้ ; แต่เพราะอิทธิบาทมีสมบูรณ์จึงทำได้แม้แต่ในระยะเริ่มแรก. ทีนี้ อยากจะให้มองให้เห็นไปมากกว่านั้นอีกว่า หมวดธรรมที่กว้างที่สุดคือ พละหรืออินทรีย์ ตั้งต้นไปตั้งแต่ศรัทธาเลย พละ ๔ อินทรีย์ ๕ นี้มี สัทธาอินทรีย์ วิริยอินทรีย์ สติอินทรีย์ สมาธิอินทรีย์ ปัญญาอินทรีย์ ที่เราท่องกันอยู่ : สทฺธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปญฺญินทรีย์. ศรัทธาความเชื่อในพระพุทธเจ้า หรือในพระธรรม ในพระสงฆ์นั้น จะมีไม่ได้จนกว่าจะมีศรัทธาในตัวการกระทำของเราเองเสียก่อน. เดี๋ยวนี้เราทำ อานาปานสติ ; แล้วก็สำเร็จ เป็นจิตที่มีความสะอาด สว่าง สงบ ตามสมควร เราจึง เชื่อว่า : พระธรรมนี้เป็นของจริง, พระธรรมนี้เป็น สวากขาโต จริง เป็น อกาลิโก จริง เป็น สนทิฏฐิโก จริง จึงเชื่อในพระธรรมอย่างนี้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องเชื่อตาม คนอื่น แล้วจึงเชื่อพระพุทธเจ้าผู้เป็นผู้เปิดเผยซึ่งธรรมนี้ แล้วจึงเชื่อในพระสงฆ์ ผู้ปฏิบัติอยู่แต่ในธรรมนี้ ; เพราะฉะนั้นศรัทธาในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็มีเต็มเปี่ยมสมบูรณ์และแท้จริง ทีนี้ เมื่อปฏิบัติธรรมะลงไปอย่างนี้ มีศรัทธาสมบูรณ์ เรื่องเชื่อกรรม เชื่อผลกรรมอะไร ก็เลยมีขึ้นมาหมดเลย เพราะมันพิสูจน์อยู่แล้วว่า ถ้าปฏิบัติอย่างนี้ ผลก็เกิดขึ้นอย่างนี้. กำหนดลมหายใจยาว กำหนดลมหายใจสั้น อะไรก็ตาม ปฏิบัติ ลงไปแล้ว ผลก็เกิดขึ้นอย่างนี้: จะเชื่อตัวเองเชื่อในจิตใจของตัวเอง ; อย่างนี้เขาเรียกว่า เห็นธรรมด้วยนามกาย "ธมฺมํ กาเยน ปฺสติ -ภิกษุนั้น ย่อมเห็นธรรมด้วยนามกาย" , คือไม่เห็นธรรมด้วยอ่านหนังสือ หรือด้วยฟังเทศน์ หรืออะไร. เห็นธรรมในนามกาย ก็คือว่าทำธรรมะให้เกิดขึ้นในใจ แล้วนามกายนี้ กายคือใจ ใจนั้นเห็นธรรมนั้น นี้เรียกว่าเห็นธรรมด้วยนามกาย. พูดสั้นๆ ว่าด้วยกาย แต่ในที่นี้หมายถึงกายที่เป็น
น.213 ๑๘๒ " ตั๊กแต๊ะธม คือเธษาต์ และดูแลิท บ โอสาเรตัพพธรรม ธรรมแล้ว ก็เห็นธรรมที่กายนั้น ก็เลยเห็นธรรมทางกายหรือด้วยกายอย่างนี้จริง นอกนั้น เป็นเรื่องพูดด้วยปาก, เป็นเรื่องปริยัติ. นี่แม้แต่ศรัทธา ที่มาเป็นอันดับแรก ของธรรมะทั้งหลายอื่น ก็ต้องมีต่อเมื่อ มีการปฏิบัติอย่างนี้; ถ้าไม่อย่างนี้ก็ไม่ใช่ศรัทธาแท้ เป็นศรัทธาอะไรก็ตามใจ พูดมากไปก็น่าเกลียด. ศรัทธาแท้จะตั้งต้นต่อเมื่อมีการปฏิบัติธรรม, มีสติกำหนด สภาวธรรมอย่างที่กล่าวมาแล้วนี้เป็นต้น แล้วผลเกิดขึ้นมาจริง ประจักษ์แก่ใจจริง ทันควัน เป็นอกาลิโก เห็นเอง เป็นสันทิฏฐิโก เป็นปัจจัตตัง เวทิตัพโพ. นี้คือ ศรัทธา เกิดมีขึ้นจริงเมื่อปฏิบัติอานาปานสติ. ทีนี้ ศีล ก็มีอย่างที่ว่าแล้ว วิริยะ ก็มีอย่างที่ว่าแล้ว สติ สมาธิ ก็มีอย่างที่ ว่าแล้วในเรื่องของโพชฌงค์ เพราะนั้นเป็นโพชฌงค์หนึ่ง ๆ ตอนนี้มีแปลกเข้ามา ก็แต่ศรัทธา เพราะฉะนั้นจึงชี้ให้เห็นแต่เฉพาะสิ่งที่เรียกว่าศรัทธา. นี่อานาปานสตินิดเดียวที่ตรงนี้ เวลาเดียวเท่านั้น ดูซิคว้าเอาอะไรต่าง ๆ มาได้เท่าไร มาอยู่ที่นี้หมด : บุญญกิริยา ๓ ก็มา, วิเวก ๓ ก็มา, สิกขา ๓ ก็มา, สรณะก็มา, อิทธิบาทก็มา, พละอินทรีย์ก็มา, โพชฌงค์ก็มา, มรรคมีองค์ ๘ ก็มา ด้วยการทำอานาปานสตินี้อย่างเดียว หรือแม้กระทั่ง มรรค ผล นิพพาน ก็มา. ทีนี้ คำว่า มรรค ผล นิพพาน นั้น บางคนอาจจะสงสัยว่า พอสักว่าทำ อานาปานสติ ทำไมมรรค ผล นิพพานมาได้อย่างไร ? เป็นพระโสดา ฯ สกิทาคา ฯ ได้อย่างไร ? คำว่ามรรค ผล นี้ มีความหมายกว้าง ถ้ายังเป็นกูปปธรรม คือยังกลับ เปลี่ยนได้ ก็ยังเรียกว่าไม่ใช่โสดา สกิทาคา อนาคา; แต่ว่ามีลักษณะอาการอย่างเดียวกัน ผิดกันแต่ว่า ยังกลับเปลี่ยนเป็นไปอย่างเดิมได้ คือได้มาแล้วมันกลับเสียไปได้ เรียกว่า กุปปธรรม. ต่อเมื่อเป็นอกุปปธรรม จึงจะเป็นมรรคผลที่เราเรียกกันว่า โสดา สกิทาคา อนาคา อรหัตต์. การเป็นอย่างนั้นชั่วคราว ชั่วขณะ กลับเปลี่ยนได้ ก็เป็นมรรคผล ชนิดที่ชั่วคราว แล้วเขาก็ ไม่เรียกว่ามรรคผล. ถึงแม้นิพพานก็เหมือนกัน นิพพาน
น.214 ที่ชั่วคราวก็มี เรียกว่า ตทังคนิพพาน, วิกขัมภนนิพพาน -นิพพานประจวบเหมาะ กิเลสไม่เกิด, ตัวกู-ของกูไม่โผล่ อย่างนี้ก็เรียกว่านิพพานประจวบเหมาะ ชั่วคราว หรือว่าเข้าฌานอยู่ ตัวกู-ของกูโผล่ไม่ได้ อย่างนี้ก็เป็นวิกขัมภนนิพพาน เหล่านี้เรียกว่า ชั่วคราวมีคำเรียกในพระบาลีในพุทธภาษิตด้วยซ้ำไปว่า สามายิก ; สามายิก แปลว่า ชั่วสมัย, สมย แปลว่าสมัย, สามายิก แปลว่าชั่วสมัยคือชั่วขณะ ; ก็คือยังไม่ สมบูรณ์ยังไม่แท้ นิพพานชั่วคราวก็มีได้ คือเราเย็นอย่างสบายที่สุดบอกไม่ถูกนี้ เดี๋ยวก็กลับไปไม่เย็นอีก. อยากจะคุยว่า มานั่งที่ใต้โคนไม้แถวนี้ แรกเข้ามานั้นเป็นนิพพานชั่วคราว, บังเอิญ, ชั่วขณะ, เย็น, ลืมบ้าน, ลืมอะไรต่าง ๆ อย่างนี้ก็เป็นนิพพานตัวอย่าง ; นิพพานชิมลองชั่วขณะ. ทีนี้ถ้าหากว่า ไปทำกายสังขารให้รำงับอยู่ถึงขนาดเป็นฌาน ด้วยแล้วก็ยิ่งมากกว่านั้น ขณะก็ยาวไปกว่านั้น จนกว่าเมื่อไรจะทำไปถึงขั้นสุดท้าย ตัดกิเลสได้สิ้นเชิงเป็นสมุจเฉพะ เป็นนิพพานแท้จริง เรื่องก็จบกัน. นี้ก็คือคำอธิบายตามหัวข้อที่ได้ตั้งไว้ข้างต้น ว่า หลักปฏิบัติเกี่ยวกับ สติปัฏฐาน โพชฌงค์ วิชชา และวิมุตติ ก็มีคำอธิบายโดยสังเขปอย่างที่ว่ามานี้. รายละเอียดก็ค่อยศึกษากันต่อไป. การบรรยายนี้เป็นการสมควรแก่เวลาแล้ว ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้.
Buddhadasa