น.215 ท่านสาธุชน ผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย, การบรรยายในวันเสาร์นี้ มีหัวข้อตามที่ได้กำหนดไว้แล้วว่า หลัก ปฏิบัติเกี่ยวกับทิพย์วิหาร พรหมวิหาร อริยวิหาร และสุญญตาวิหาร. ชื่อทั้ง ๔ นี้เข้าใจว่า คงจะเป็นชื่อที่แปลกหู สำหรับบางคน เพราะฉะนั้นจะต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับชื่อทั้ง ๔ นี้กันเสียก่อนพอสมควร. สำหรับคำว่า "วิหาร" ในกรณีอย่างนี้มิได้หมายถึง โบสถ์ หรือวิหาร แต่หมายถึงธรรมะเป็นเครื่องเข้าอยู่ของใจ. คำว่าวิหาร แปลว่า อยู่ ; ถึง แม้โบสถ์วิหารก็มีความหมายว่า อยู่ คือเป็นที่อยู่ เครื่องอยู่ ; แต่ในที่นี้เป็นนามธรรม แปลว่า ธรรมเป็นที่อยู่ของจิตใจ ถ้าเป็นกิริยาก็แปลว่า การอยู่. ดังนั้น ๑๘๔
น.216 คำว่า ทิพย์วิหาร จึงแปลว่า การอยู่ คือมีชีวิตอยู่อย่างเป็นทิพย์ คือว่าเป็นเทวดา. พรหมวิหาร แปลว่า การอยู่อย่างพรหม. อริยวิหาร แปลว่า การอยู่อย่างพระอริยเจ้า. สุญญตาวิหาร แปลว่า การอยู่ด้วยสุญญตา. รวมเป็น ๔ วิหารด้วยกัน มีความหมายต่าง ๆ กัน พอที่จะเห็นได้ง่าย ๆ ว่า :- ทิพยวิหาร นี้ก็เป็นขั้นที่ต่ำสุด แล้วสูงขึ้นไปเป็นพรหมวิหาร สูงขึ้นไปเป็นอริยวิหาร แล้วที่สูงสุดก็คือสุญญตาวิหาร ; หมายความว่า จิตใจของผู้ประกอบไปด้วยธรรมมีความ สูงต่ำเป็นลดหลั่นกันดังนี้ ทำไมจึงพูดเรื่องนี้ ? ก็เพราะว่ามนุษย์เราอาจจะอยู่ได้ในวิหารทั้ง ๔ นี้ ในชาตินี้ ที่นี่และเดี๋ยวนี้. คนส่วนมากคิดว่า จะอยู่อย่างเทวดานั้น ต้องตายเข้าโลงไป แล้วไปเกิดใหม่ เป็นเทวดา จึงจะอยู่อย่างเทวดา. แต่พระพุทธเจ้าท่านไม่ตรัส อย่างนั้น ; แต่ตรัสธรรมะ ซึ่งเรียกว่าทิพย์วิหารว่า ผู้ใดเข้าอยู่ในธรรมะ อย่างนั้น ผู้นั้นเรียกว่าอยู่ในทิพย์วิหาร คืออยู่อย่างเทวดา. พรหมวิหาร ก็เหมือนกัน เป็นธรรมที่ผู้ประพฤติอยู่เมื่อไรก็ชื่อว่าอยู่อย่างพรหม หรือเป็นพรหม เมื่อนั้น ; อริยวิหาร หรือ สุญญตาวิหาร ก็ทำนองเดียวกันอีก. เราจะพูดกันไป ทีละอย่าง ๆ แต่ข้อสำคัญมีอยู่ว่า มนุษย์เรา เมื่อปฏิบัติถูกต้องแล้ว อาจจะเข้าถึง หรือเข้าอยู่ในวิหารเหล่านี้ได้ ในชาตินี้ ที่นี่ และเดี๋ยวนี้; ไม่ต้องรอต่อตายแล้ว ไปเกิดใหม่อย่างที่เข้าใจกันโดยมาก. ที่นี้ต้องดูให้ดีกันต่อไป จนทราบว่า ไม่มีสิ่งใดที่จะมีค่ามากที่สุดเหมือน กับการอยู่อย่างที่กล่าวมานี้ : อยู่อย่างทิพย์วิหาร หรือพรหมวิหารก็ตาม เป็น ความสุขหรือเป็นความดี, เป็นความประเสริฐยิ่งกว่าสิ่งใด ๆ ในโลก.
น.217 ข้อนี้เราต้องพิจารณาให้เห็นว่า การที่คนเราอุตส่าห์ทำงานเหงื่อไหลไคลย้อย อุตส่าห์สะสมเงินทองทรัพย์สมบัติ เกียรติยศชื่อเสียง ก็โดยหวังว่าจะอยู่ให้สบาย สักคราว หนึ่งที่หนึ่ง เท่านั้น ; แต่แล้วมันก็เป็นลมเป็นแล้งไปหมด มีเงินเท่าไรก็ไม่เคยสบาย. บางทียิ่งมีเงินมาก ยิ่งลำบากมาก มีเรื่องมาก เดือดร้อนมาก, มีเกียรติยศชื่อเสียง มากก็ยิ่งมีการรบกวนมาก ไม่เคยมีความสงบ. ฉะนั้นการที่หวังว่าจะมีความสุข ความสงบกันสักทีหนึ่ง ในชาตินี้นั้น จะไปหวังจากเงินจากอำนาจวาสนา จาก เกียรติยศชื่อเสียงนั้น มันเป็นเรื่องลม ๆ แล้ง ๆ ยิ่งเข้าไปในคงของสิ่งเหล่านั้น มากเข้าเท่าไร ก็ยิ่งลำบากยุ่งยากมากขึ้นเท่านั้น ; เพราะกิเลสนั้นมันขยายตัวออก ไปเรื่อย จนสิ่งที่ได้มานั้น ไม่พอที่จะหล่อเลี้ยงกิเลส ก็เลยไม่มีความสงบสุขกัน. ทีนี้ เราก็มีวิธีทำชนิดที่จะได้มีจิตใจเข้าถึงความสงบเย็นได้ โดยวิธี ที่ได้ออกชื่อมาแล้ว ว่า ทิพย์วิหาร พรหมวิหาร อริยวิหาร และ สุญญตาวิหาร เป็นต้น. ที่นี้ดูให้ดีต่อไปอีก วิธีมีอยู่ถึง ๔ ชนิด มีให้เลือก มีให้สลับกัน เปลี่ยนแปลง กันไปมาในระหว่างทิพย์วิหาร พรหมวิหาร อริยวิหาร และสุญญตาวิหาร แล้วแต่ว่า ผู้นั้นจะสามารถทำให้ได้มากออกไปสักกี่อย่าง หรือครบถ้วนทั้ง ๔ อย่าง. ถ้าปฏิบัติได้ ยังมีความหวัง หรือมีภาวะที่อาจจะหวังได้เป็นอย่างยิ่งว่า บรรดาวิหารรวมทั้ง ๔ อย่างนี้ย่อมมีได้แม้ชนิดที่เป็นของชั่วคราว หรือชิมลอง ก็ยังมีรสชาติอย่างเดียวกัน ; ไม่จำเป็นจะต้องเป็นพระอรหันต์ขีณาสพ ละกิเลสสิ้นเชิงแล้ว จึงจะมีลักษณะเป็นอย่าง นั้นได้. ผู้ที่ยังเป็นปุถุชนชั้นดี คือเป็นกัลยาณปุถุชนก็ยังมีหวังที่จะได้รับรสของวิหาร ทั้ง ๔ นี้แม้ชั่วขณะหนึ่งก็ยังดี เช่น เจริญพรหมวิหาร ชั่วลัดนิ้วมือเดียว ท่านก็ยังแสดง อานิสงส์ไว้มากมาย ว่าดีกว่าถวายทานตั้งเป็นก่ายเป็นกอง อย่างนี้เป็นต้น. นี่แหละ ขอให้มีความกล้าหาญกันหน่อย คือกล้าคิดว่าแม้ยังไม่เป็น พระอรหันต์ ก็จะลองพยายามที่จะได้รับสิ่งอันประเสริฐ เหมือนดังที่พระอรหันต์ ได้รับ. จะพูดอุปมาอย่างตลกขบขันสักหน่อยหนึ่งก็ได้ว่า เด็กๆ บางคนเข้าไป
น.218 ในสถานที่ของผู้มีเกียรติ เป็นเจ้านายชั้นสูง ก็ถือโอกาสไปนั่งเก้าอี้ตัวนั้นดูสักนิดหนึ่ง ว่ามันจะสบายเท่าไร, ทำตัวเป็นเหมือนกับเป็นเจ้านายนั้นเสียเองชั่วขณะที่ไปลองนั่งเก้าอี้ ตัวนั้น ; แล้วรู้สึกพอใจอย่างมาก และอย่างน้อยก็ได้รู้ว่าอะไร เป็นอะไร สักนิดหนึ่ง. เรื่องนี้ก็เหมือนกัน เราพยายามทำจิตใจให้เหมือนจิตใจของพระอรหันต์ หรือพระอริยเจ้า เหล่าใดเหล่าหนึ่งดูตามโอกาส ตามที่สมควรจะกระทำได้ ก็ยังดี กว่าที่จะโง่ ไม่รู้จักอะไรเอาเสียทีเดียว. เมื่อได้พยายามกระทำดู กระทำได้เท่าไร มันก็ได้เท่านั้น ดีกว่าที่จะไม่ได้เสียเลย. เพราะฉะนั้นลองเป็นเทพเจ้าดูบ้าง, ลองเป็น พรหมดูบ้าง, ลองเป็นพระอริยเจ้าดูบ้าง, หรือลองเป็นอยู่อย่างสุญญตา คือความ ว่างดูบ้าง, แม้นิดหนึ่ง ๆ ก็ยังเป็นการดี อย่างที่เรียกกันว่า เป็นอุปนิสัย. เป็นอุปนิสัยหมายความว่า เป็นจุดตั้งต้น คือเป็นเงื่อนตั้งต้นที่จะค่อย เบิกบานขยายตัวออกไป เหมือนกับว่าเราเริ่มเอาเมล็ดพันธุ์พืชมาชุบน้ำ มาเพาะลงไป ในทรายเปียก มันก็จะตั้งต้นแตกหน่อออกมาเป็นต้น เป็นใบ; ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย. จะไปคิดเสียว่า ไม่ได้ถึงที่สุดแล้ว ก็ยังไม่ทำ ; ก็เลยไม่มีโอกาสที่จะได้ทำ มันก็ ตายเปล่า. เดี๋ยวนี้ชิมลองเหมือนกับเด็กคนนั้น ไปลองนั่งเก้าอี้ของท่านสภานายก หรือของเจ้านายอะไรก็ตาม มันก็ยังดีกว่าไม่เคยรู้เรื่องนี้เสียเลย. เพราะฉะนั้น อาตมา จึงได้ให้หัวข้อในการบรรยายในวันนี้ไว้ในลักษณะอย่างนี้ คือหลักปฏิบัติเกี่ยวกับ ทิพย์วิหาร พรหมวิหาร อริยวิหาร และสุญญตาวิหาร. หวังว่าท่านทั้งหลายจะได้ตั้งอกตั้งใจสนใจฟัง เพื่อประดับสติปัญญาเป็น อย่างน้อย แล้วก็จะสามารถเห็นลู่ทางที่จะเป็นอย่างนั้นได้ หรือมันเผอิญจริง ๆ เป็น อย่างนั้นได้ จนรู้รส รู้เรื่อง ก็นับว่ามีบุญ. วิหารที่ ๑ ทิพย์วิหาร และหลักการปฏิบัติ ในขั้นแรกนี้จะได้กล่าวถึง ทิพยวิหาร และหลักการปฏิบัติ. คำว่า ทิพย์ หรือ เทพย นี้เรามักจะเข้าใจกันว่า เป็นเทวดาในสวรรค์ ที่สมบูรณ์อิ่มเอิบไปด้วย
น.219 กามารมณ์ ; นั้นเป็นความฝันอย่างชาวบ้าน เป็นความหวังอย่างชาวบ้าน : ไปเป็นเทพยดา ในสวรรค์ก็จะอิ่มเอิบไปด้วยกามารมณ์ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่เป็นเรื่องระหว่างเพศ. ถ้าเข้าใจอย่างนั้นก็ต้องเข้าใจเสียใหม่ ว่าในกรณีนี้ ในกรณีที่พระพุทธเจ้าตรัสนี้, คำว่า "ทิพย์" นี้ไม่ได้หมายถึงกามารมณ์ แต่หมายถึงความสงบสุขของจิตใจ ไม่เกี่ยว ข้องกับกามารมณ์ และมีความสงบเย็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือเรื่อง รูปฌาน. คำว่าทิพย์ หรือ เทพ ที่หมายถึงกามารมณ์นั้น เป็นของบรมโบราณก่อน พุทธกาล ซึ่งเป็นที่ปรารถนาของคนที่มีกิเลส จึงกลายเป็นเรื่องน่าหวัว คือเป็นเรื่อง ที่เอาไว้สำหรับจ้างคนหรือหลอกคนให้ทำบุญ เพื่อจะได้ไปสวรรค์ วิมาน เป็นเทพบุตร เป็นเทพธิดา นางฟ้า อะไรต่างๆ; ส่วนเรื่องทิพย์วิหารในที่นี้ไม่เกี่ยวข้องกับสวรรค์ วิมานชนิดนั้น. คำว่า เทพ หรือ เทวะ นั้น มีความหมายกว้าง และหมายได้หลายอย่าง อย่างมีกามก็ได้ อย่างไม่มีกามก็ได้ ; หรือว่าอะไรก็ตาม ถ้าสูงขึ้นกว่าธรรมดาไปก็เรียกว่า เทพได้ทั้งนั้น. ในภาษาบาลีนั้น แม้แต่ฝนก็เรียกว่าเทพ, คำว่า เทโว แปลว่า ฝน, คำว่า เทวะ แปลว่าเทวโลกก็มี, คำว่า เทวะ ใช้เป็นชื่อพระเจ้าแผ่นดินก็มี ; รวมความแล้วก็คือสูง อยู่ในที่สูง. เทวดาชั้นกามาวจร คือสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ยามา ดุสิต อะไรนี้ เป็นเทวดาชั้นกามาวจร ; แต่ว่าเทวดารูปพรหมทุกชั้น เรียกว่า เทวดา รูปาวจร หรือเทวดาอรูปาวจร ก็เป็นเทวดาด้วยเหมือนกัน. พระพุทธเจ้าท่านระบุทิพย์วิหารแก่บุคคลผู้เข้าถึงฌานแล้ว และอยู่ ในฌานนั้น ฌานที่เรียกว่ารูปฌานนั้นเอง ที่ได้กล่าวโดยละเอียดมาคราวหนึ่งแล้ว ในเรื่องอานาปานสติ. ขอให้ทุกคนทบทวนคำอธิบายเรื่องนั้น ว่าทำอานาปานสติอย่างไร แล้วผลที่ เป็นฌานเกิดขึ้นเป็นอย่างไร เมื่ออยู่ในฌานนั้น เรียกว่าอยู่ในทิพย์วิหาร. นี้เป็น พระพุทธภาษิต ตรัสไว้อย่างนี้ว่า : -
น.220 พราหมณ์เอยในโลกนี้ ตถาคตเข้าอาศัยบ้านหรือนิคมใดอยู่ เวลาเช้า ครองจีวร เที่ยวไปบิณฑบาตในบ้าน หรือนิคมนั้น. ครั้นหลังอาหาร กลับจาก บิณฑบาตแล้ว เที่ยวไปตามแนวป่า. เรานั้น, วัตถุใดมีอยู่ในที่นั้น ๆ จะเป็นหญ้า หรือเป็นใบไม้ก็ตาม คร่ามาแล้วทำเป็นที่รองนั่ง นั่งคู่บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติ · เฉพาะหน้า. เรานั้น, สงัดแล้วจากกามทั้งหลาย สงัดแล้วจากอกุศลธรรม ทั้งหลาย เข้าถึงปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน มีสติบริสุทธิ์ เพราะ อุเบกขาแล้ว แลอยู่. พราหมณ์เอย, เรานั้น. ขณะเมื่อเป็นอย่างนี้ ถ้าเดินอยู่ ในสมัยนั้น สถานที่นั้นก็ชื่อว่า ที่จงกรมอันเป็นทิพย์ : ถ้ายืนอยู่ ในสมัยนั้น สถานที่นั้นก็ชื่อว่า ที่ยืนอันเป็นทิพย์ : ถ้านั่งอยู่ ในสมัยนั้น สถานที่ตรงนั้นก็ชื่อว่าที่นั่งอันเป็นทิพย์ ; ถ้านอนอยู่ ในสมัยนั้น สถานที่นั้นก็ชื่อว่าที่นอนอันเป็นทิพย์. พราหมณ์เอย, นี้แล ที่นั่งนอนสูงใหญ่อันเป็นทิพย์อันเราหาได้ง่าย หาได้ไม่ลำบากเลย. นี้เป็นพระพุทธภาษิต ที่ทรงแสดงให้เห็นว่าอะไรหรือที่ตรงไหน ที่จะ ชื่อว่า ที่เดินอันเป็นทิพย์ ที่ยืนอันเป็นทิพย์ ที่นั่งอันเป็นทิพย์ ที่นอนอันเป็นทิพย์. ในข้อความนั้นก็แสดงชัดอยู่แล้วว่า : คร่ามาซึ่งหญ้าหรือใบไม้เป็นต้น ทำเป็นที่รองนั่ง นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า. นี่หมายความว่า พระพุทธองค์ประทับ นั่งลงบนหญ้า หรือบนใบไม้ในแนวป่าแห่งใดแห่งหนึ่ง แล้วก็เข้าสถานที่ ๑ เป็นต้น แล้วเรียกที่นั้นว่า ที่เดินทิพย์ ที่ยืนทิพย์ ที่นั่งทิพย์ ที่นอนทิพย์. ขอให้ท่านทั้งหลายลองคิดดูว่า นี่เป็นคำพูดที่พูดอย่างเล่นตลก หรือว่าเป็น คำพูดอย่างมีความจริงถึงที่สุดอย่างไร. พวกคนที่มัวเมาหลงใหลในเรื่องกามารมณ์ เรื่องเทวดา เรื่องนางฟ้า เรื่องเทพบุตร ก็คงจะเข้าใจไม่ได้ ; และคงจะหัวเราะเยาะ คงจะหาว่า เป็นคำพูดเล่นตลกของพระพุทธเจ้าไปเสียเท่านั้น. แต่ถ้าผู้ที่มีความรู้ ความเข้าใจอันถูกต้อง ก็จะต้องเห็นชัด ทีเดียวว่า ข้อนี้หมายความว่าอย่างไร.
น.221 "เข้าไปสู่ที่สงัด นั่งลง ดำรงสติ กำหนดอารมณ์ของสมาธิ จนมีจิตสงบ เข้าถึงปฐมฌาน เป็นต้น" ตรงนั้น กลายเป็นที่นั่งทิพย์ ที่นอนทิพย์ ที่ยืนทิพย์ ที่เดินทิพย์ไปทันที. การเข้าถึงปฐมฌานเป็นต้นนั้น มีทางทำได้หลายทาง แต่ทางที่ดีที่สุด ที่ทรงสรรเสริญที่สุด ก็คืออานาปานสติ; เพราะว่าการทำอานาปานสตินั้นสะดวก ไม่ต้องขวนขวายหาอะไรมาอีกแล้ว, แล้วก็สงบเงียบเรียบร้อยไปตั้งแต่แรกทำ. ไม่มี อะไรที่น่ากลัว เป็นไปอย่างเยือกเย็น ; ไม่เหมือนกับการเจริญกายคตาสติด้วย อสุภกัมมัฏฐาน ซึ่งเป็นเรื่องโกลาหลวุ่นวาย น่ากลัว น่าหวาดเสียวไปเสียตั้งแต่ต้น อานาปานสตินั้น คือการกำหนดอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นอารมณ์ อยู่ทุกครั้งที่หายใจออก - เข้า. ในขั้นแรกก็กำหนดที่ลมหายใจนั่นเอง : ยาวก็รู้ ว่ายาว, สั้นก็รู้ว่าสั้น, ลมหายใจยาวมีอิทธิพลต่อร่างกายอย่างไรก็รู้ จนสามารถจะจับ ความลับของธรรมชาติได้ คือทำลมหายใจให้ละเอียดประณีตสุขุมลงไป จนร่างกาย สงบรำงับ จนจิตสงบรำงับ ถึงขนาดที่เรียกว่าตั้งอยู่ในฌาน. นั้นก็คือทิพย์วิหาร เกิดขึ้นทันที. โดยสรุปแล้ว ในขั้นแรก ก็วิ่งตามลมหายใจออก - เข้า ๆ. ขั้นต่อไป ก็กำหนดเฝ้าอยู่ที่จะงอยจมูกที่ลมกระทบ ขั้นต่อไปก็ทำนิมิตที่เป็นอุดคหนิมิต ด้วยจิต กึ่งสำนึกให้เกิดขึ้นที่นั่น .. แล้วขั้นต่อไปก็คือมีจิตน้อมไป เพื่อเปลี่ยนรูปของ ลุคคหนิมิตที่เห็นอยู่ข้างในนั้น ให้เป็นไปต่างๆ ได้ตามความประสงค์. ก็ ถ้าสามารถ ทำได้อย่างนี้ก็ชื่อว่าสามารถบังคับจิตได้เป็นอย่างดี ทำจิตให้ประกอบอยู่ด้วยองค์ แห่งฌานทั้ง ๕ คือ วิตก วิจาร บีติ สุขและเอกัคคตาได้โดยไม่ต้องสงสัยเลย. เมื่อประกอบอยู่ด้วยองค์ทั้ง ๕ อย่างนี้แล้ว ความสงบระงับแห่งใจนั้นมีชื่อ เรียกว่า ปฐมฌาน นี้ก็คือทิพย์วิหารในอันดับแรก. เป็นผู้อยู่ด้วยความสุขอันเป็น ทิพย์ เป็นเทพ : หมายความว่าเป็นสุขที่เกินไปกว่าสุขของมนุษย์เราตามธรรมดา สามัญ. ความสุขของมนุษย์นั้นเบียกเปื้อนไปด้วยกามารมณ์ ส่วนความสุขที่เป็น
น.222 ทิพย์วิหารในที่นี้บริสุทธิ์สะอาด แห้งสนิทจากกามารมณ์. ยิ่งเลื่อนขึ้นไปสู่ฌานที่สูงขึ้นไป คือ ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน เป็นลำดับ ก็มีแต่จะมีความบริสุทธิ์ขึ้นไปตามลำดับ มีความสุขสูงขึ้นไปตามลำดับ อันจะพึงรู้ได้จาก นิเทศ คือคำอธิบายจากเรื่องฌานนั้น. สำหรับปฐมฌานนั้น มีคำอธิบายไว้ชัดแจ้งในพระบาลีแล้วว่า "ภิกษุใน ศาสนานี้สงัดแล้วจากกามทั้งหลาย สงัดแล้วจากอกุศลธรรมทั้งหลาย เข้าถึงฌาน ที่หนึ่ง มีวิตก วิจาร ปีติ และสุขอันเกิดจากวิเวกแล้ว และอยู่" นี้เป็นหัวข้อที่จะต้อง ทำความเข้าใจ. คำแรกว่า "ภิกษุในศาสนานี้" ก็เพื่อจะจำกัดขอบเขตลงไปว่า ใน ศาสนานี้ ในศาสนาอื่นไม่รู้ด้วย : - เขาจะทำอย่างไรไม่รู้ด้วย. ส่วนภิกษุในศาสนานี้ หรือในกรณีนี้ มีวิธีทำอย่างนี้ คือไปสู่ที่สงัดมีบ่า มีโคนไม้ มีท้องถ้ำ ภูเขา ลำธาร หรือว่าในที่สงัดที่จะหาได้ในที่อยู่อาศัยนั้น ๆ หรือแม้ที่สุดแต่ว่าฆราวาสไม่อาจจะไปอยู่ ป่าได้ ก็จัดห้องหับในบ้านเรือนนั้นให้เหมาะสมแก่ความประสงค์อันนี้ ไม่มีใครรบกวน ก็เป็นอันว่าใช้ได้. "นั่งตั้งกายตรงดำรงสติมั่น" ในทันใดนั้นก็ชื่อว่ามีวิเวก วิเวก คือความ สงัดไม่มีอะไรรบกวน, ในที่นี้กามารมณ์ไม่รบกวน จึงได้ชื่อว่า สงัดแล้วจากกาม ทั้งหลาย, บาปอกุศลใด ๆ ก็ไม่มารบกวนในขณะนั้น ; ดังนั้นจึงได้ชื่อว่า สงัดแล้วจาก อกุศลธรรมทั้งหลาย. นี้เป็นสิ่งที่จะต้องสังเกตดูให้ดีว่า ในขณะนั้นผู้นั้นมีจิตใจเป็นอย่างไร ? ความหมายสำคัญอยู่ที่ว่าเวลานั้นจิตใจเป็นอิสระ จากสิ่งรบกวน. ถ้าเรื่องกามารมณ์ เรื่องเพศ เรื่องอะไรต่าง ๆ มารบกวนก็เป็นอันว่าล้มละลาย. ความที่สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมอื่น ๆ ที่มิใช่ถาม เป็นสิ่งที่จำเป็นที่จะต้องมีในเบื้องต้น เป็นองค์ประกอบที่สำคัญ. ความสงัดจากกามและอกุศลธรรม มีนิวรณ์ต่าง ๆ นี่แหละ ยิ่งสงัดลงไปเท่าไร ก็ยิ่งเป็นความสงบ จนถึงขนาดที่เรียกว่า มีความสงบถึงขนาด ที่เรียกว่าเป็นฌาน.
น.223 สิ่งที่เรียกว่านิวรณ์ ก็เป็นที่รู้จักกันดีแล้วสำหรับชาววัด : กามฉันทะ พยาบาท ถึนมิทธะ อุทธัจจะ ◌ุกกุจจะ วิจิกิจฉา ๕ ประการนี้ เป็นสิ่งที่รบกวนคน อยู่เป็นประจำ. ถามฉันทะคือความรู้สึกที่น้อมไปในทางกาม. พยาบาท คือความ ไม่ชอบ ความอึดอัดขัดใจ ความเกลียดชัง ความริษยาผู้ใดผู้หนึ่งอยู่. ถีนมิทธะ คือความหดหู่ เซื่องซึม เศร้า ง่วงเหงา ท้อแท้. อุทธัจจะ ถุกกุจจะ นั้นตรงกันข้าม คือฟุ้งซ่านเพ้อเจ้อ รำคาญ. วิจิกิจฉา นั้นคือความลังเล แม้ที่สุดแต่จะมัวลังเลอยู่ว่า ทำอย่างนี้มันจะมีประโยชน์อะไร สงสัยในข้อปฏิบัติในพระศาสนา เลยสงสัยไปจน กระทั่งในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ว่าจะดีเหมือนอย่างที่เขาว่า ๆ กันนั้นหรือไม่ มันจะมีประโยชน์เหมือนดังที่เขาว่าจริงหรือไม่ อย่างนี้เรียกว่าความลังเล. ต่อเมื่อไม่มีนิวรณ์ทั้ง ๔ ประการนี้ จึงจะเรียกว่า สงัดแล้วจากอกุศล ทั้งหลาย. อกุศลเหล่านี้จะสงัดไปเองเป็นการยาก ; เพราะฉะนั้นจึงต้องมีการกระทำ ประกอบกัน. แต่เมื่อความสงัดนี้หมายถึงความสงัดในเบื้องต้น จากทางกาย เป็นใหญ่ ก็ต้องอาศัยสถานที่ช่วยด้วยอีกแรงหนึ่ง : ไปสู่สถานที่อันสงัดแล้ว เช่นบ่า เป็นต้น ก็สงัดจากการรบกวนได้มากแล้ว ; แล้วก็เริ่มพรากจิตออกมาเสียจากสัญญา อารมณ์ ในอดีตทั้งหลาย มากำหนดเฉพาะหน้าอยู่กับอารมณ์นี้คือลมหายใจเป็นต้น ; มันก็สงัด ยิ่งขึ้นไปอีก เป็นความสงัดเพียงพอที่จะทำสมาธิสูงยิ่งขึ้นไปจนถึงขนาดที่เป็นรูปฌานได้ : - มีวิตก คือมีความรู้สึกอยู่ที่อารมณ์นั้นว่าจิตเกาะอยู่ที่อารมณ์นั้น มีสติกำหนดอยู่ที่ อารมณ์นั้น, มีวิจาร คือรู้สึกแจ่มแจ้งซึมซาบอยู่ด้วยอารมณ์นั้น ; - และเมื่อทำได้ อย่างนั้นคือเป็นที่พอใจ ก็คือมีปีติอิ่มใจอยู่ด้วย. - จากปีตินั้นก็มีความรู้สึกอิ่มใจที่ เป็นสุข ; - แล้วสุขอันนี้เพียงสักว่าเกิดมาจากความวิเวกคือความสงัดเท่านั้น. อาการ อย่างนี้มีข้อสำคัญอยู่ในความที่จิตกำหนดอยู่ที่อารมณ์เดียวเท่านั้น, คือลมหายใจนั้น. ถ้าจิตกำหนดอยู่ที่อารมณ์เดียวนั้นได้ สิ่งต่าง ๆ ก็ยังไม่ล้มละลาย คือจะเป็นไปได้ตามที่ ต้องการ มีความรำงับถึงขนาดที่เรียกว่าปฐมฌานได้เป็นขั้นแรก. นี้คือการเข้าอยู่ใน ทิพย์วิหารครั้งแรก หรือ การปฏิบัติในขั้นปฐมฌาน คือรูปฌานที่หนึ่ง.
น.224 ทีนี้ก็มาถึงฌานที่สอง ที่มีบทพระบาลีว่า : เพราะวิตกวิจาร ระงับลง ภิกษุนั้น เข้าถึงฌานที่สอง อันเป็นเครื่องผ่องใสแห่งใจในภายใน สามารถทำสมาธิ ผุดขึ้นเป็นธรรมอันเอก ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ ปีติและสุข อันเกิดแต่สมาธิแล้ว แลอยู. นี่คือหัวข้อ. หมายความว่าเมื่อภิกษุนั้น สามารถทำปฐมฌานให้เกิดขึ้นแล้ว มีความ รู้สึกว่าแม้ปฐมฌานนี้ก็ยังหยาบอยู่. ถ้าไฉนเราจะกระทำให้ฌานนี้ให้รำงับให้ละเอียด ให้สุขุมยิ่งขึ้นไปอีก. ภิกษุนั้นจึงพยายามที่จะละเสียซึ่งวิตกและวิจาร. หมายความว่า องค์แห่งฌานที่มีความรู้สึกอยู่ถึง ๕ ประการนั้น จะเพิกถอนเสียสองประการแรก คือ วิตกและวิจาร, คือให้ความรู้สึกที่กำหนดที่อารมณ์หรือซึมซาบอยู่ที่อารมณ์นั้น จักให้ ระงับไป ให้เหลืออยู่แต่ปีติและสุข อันเป็นผลประจักษ์อยู่โดยส่วนเดียว กับความที่ จิตมีอารมณ์อันเดียว คือกำหนดอยู่ที่ลมหายใจนั้น ; ดังนั้นจึงมีคำว่า "เพราะวิตก และวิจารระงับลง เธอจึงเข้าถึงฌานที่สอง อันเป็นเครื่องผ่องใสแห่งใจในภายใน". ข้อนี้หมายความว่า มีความผ่องใสแห่งจิตใจเพิ่มขึ้น เพราะการที่วิตก วิจาร ระงับไป, สามารถทำให้สมาธิผุดขึ้นเป็นธรรมอันเอก. นี้พึงเข้าใจว่า ในขั้น ปฐมฌานนั้นมีวิเวกเกิดอยู่เป็นธรรมอันเอก ; มาถึงฌานที่สองนี้มีสมาธิตั้งอยู่เป็น ธรรมอันเอก. ในปฐมฌานนั้นถือเอาความวิเวก หรือสงัดจากกามและอกุศลนั้น เป็นคุณธรรมที่ออกหน้า แล้วก็รู้สึกอยู่ในความวิเวกนั้น ; ส่วนในทุติยฌานทำจิตให้ เป็นสมาธิยิ่งขึ้นไปกว่านั้น ; ดังนั้นสิ่งที่เรียกว่าสมาธิจึงออกหน้า คือออกมาตั้งอยู่ใน ฐานะเป็นธรรมอันเอก ; จึงมีพระบาลีว่า : สามารถทำให้สมาธิผุดขึ้นเป็นธรรมอันเอก ดังนี้ : ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร ; คงมีอยู่แต่ปีติและสุข อันเกิดแต่สมาธินั้นแล้ว และอยู่. ในขั้นปฐมฌานนั้น ปีติและสุขเกิดจากวิเวก ; ในขั้นทุติยฌานนี้ ปีติและสุขเกิดจากสมาธิ หมายความว่ามีความสูงยิ่งขึ้นไป มีความประณีตยิ่งขึ้นไป มีความหนักแน่นยิ่งขึ้นไป. ปีติและสุขที่เกิดจากสมาธินั้นเข้มข้นกว่าปีติและสุขที่เกิดจาก วิเวกดังนี้.
น.225 นี้คือความต่างกันระหว่างปฐมฌานกับทุติยฌาน. ภิกษุนั้นเข้าอยู่ในฌาน ที่สองก็ได้ชื่อว่า เข้าอยู่ในทิพย์วิหารในอันดับที่สองคือในระดับแห่งทุติยฌาน. ทีนี้อันดับต่อไป เป็นอันดับที่สามก็คือตติยฌาน ข้อนี้มีพระบาลีว่า : เพราะปีติจางหายไป ภิกษุนั้นเป็นผู้เพ่งเฉยอยู่ได้ มีสติ มีสัมปชัญญะ มีความรู้สึก ทั่วพร้อม ได้เสวยสุขอยู่ด้วยนามกาย เข้าถึงฌานที่สามอันเป็นฌานที่พระอริยเจ้า ทั้งหลายกล่าวสรรเสริญผู้บรรลุว่าเป็นผู้เฉยอยู่ได้ มีสติอยู่เป็นสุข ดังนี้แล้ว และอยู่. ในฌานที่สามนี้ มีคำอธิบายว่า ปีติจางหายไป ; ข้อนี้มีหลักเดียวกันกับ ที่เป็นมาแล้วแต่ข้างต้น คือภิกษุนั้นรู้สึกว่า : แม้ทุติยฌานนี้ก็ยังเป็นสมาธิที่ยังหยาบอยู่ เพราะประกอบอยู่ด้วยองค์ ๓ ประการคือ บีติ สุข และเอกัคคตา ;ตลอด ถ้าอย่างไร เราจะทำให้มีความสงบรำงับละเอียดลงไปกว่านั้น. กับ ภิกษุนั้นจึงกระทำไปในลักษณะที่ ความรู้สึกที่เป็นบีตินั้นจักไม่ปรากฏ, คงเหลืออยู่แต่ความรู้สึกที่เป็นสุข กับความที่ จิตมีอารมณ์เดียว คือ กำหนดอยู่ที่ลมหายใจนั้น นี่เรียกว่าเอกัคคตา. เธอเป็นผู้ เพ่งเฉยอยู่ได้อย่างนี้ เรียกว่ามีความเฉยมากขึ้น, มีสติมีสัมปชัญญะ ทั่วถึง ยิ่งขึ้นกว่าเดิม, ได้เสวยสุขด้วยนามกายเต็มที่. เสวยสุขด้วยนามกาย หมายความว่า เป็นความสุขที่รู้สึกด้วยตนเอง ไม่ต้องมีเหตุผลอะไร ไม่ต้องเชื่อตามผู้อื่น. คำนี้เป็นคำที่แสดงถึง การมีความรู้สึก ด้วยจิตใจโดยสมบูรณ์, หรือถึงขั้นที่สมบูรณ์ และมีสติสัมปชัญญะในความสุขนั้น เป็นอย่างยิ่ง. ถ้าจะเปรียบเทียบกันกับความสุขตามธรรมดา ที่คนเราได้รับอยู่ตาม บ้านเรือนนั้น เป็นความสุขที่ปราศจากสติสัมปชัญญะ, เป็นความสุขที่เป็นไปด้วย อำนาจของความโง่ ; พอมีอะไรมาทำให้เอร็ดอร่อย ทางเนื้อ ทางหนัง ทางตา ทางหู ฯลฯ ก็มีความรู้สึกทางกายล้วน ๆ ไปตามอำนาจของสิ่งที่เข้ามาปรุงแต่ง ; เสวย ความสุขด้วยความโง่อย่างนี้ ไม่เรียกว่าเสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปราศจาก สติสัมปชัญญะ ปราศจากความบริสุทธิ์ ความถูกต้อง เป็นต้น.
น.226 ในตติยฌานนี้ เสวยความสุขด้วยนามกาย มีความหมายอย่างนี้. นี้คือการ ที่เข้าถึงฌานที่สาม ; ฌานนี้เป็นฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าวสรรเสริญ, เป็นข้อ ที่ควรสังเกตว่า พระอริยเจ้ายังไม่สรรเสริญฌานที่หนึ่งฌานที่สอง ต่อเมื่อถึงฌาน ที่สามแล้ว จึงจะยอมสรรเสริญ ว่าเธอเป็นผู้เฉยอยู่ได้ มีสติ อยู่เป็นสุข. ความหมายของคำ ๓ คำนี้สำคัญมาก : เป็นสุข แล้วก็มีสติ แล้วก็เฉย ; ไม่ใช่ว่ามีความสุขแล้วก็เต้นเร่า ๆ ไปตามอำนาจความพอใจ มีจิตใจสั่นระรัวอยู่ด้วย ความสุขนั้น. นั้นมันเป็นความสุขอย่างธรรมดาสามัญ หรือว่าเป็นความสุขแม้คนขั้น ปฐมฌาน, ทุติยฌาน ซึ่งเฉยอยู่ไม่ค่อยจะได้ ; ส่วนที่มาถึงขั้นตติยฌานแล้ว เป็นความสุขที่ควบคุมไว้ด้วยสติ. เพราะฉะนั้น จึงเฉย หรือปกติอยู่ได้ ; เพราะเหตุดังนี้เอง จึงมีถ้อยคำกำกับไว้ชัดว่า : เธอนั้นเป็นผู้เฉยอยู่ได้ มีสติและ อยู่เป็นสุข ดังนี้. นี่คือทิพย์วิหารในอันดับที่สาม ภิกษุผู้เข้าอยู่ในตติยฌานนี้ ได้เสวยสุข ในทิพย์วิหารยิ่ง ๆ ขึ้นไปกว่าที่กล่าวมาแล้วทั้งสองขั้น .. ทีนี้ก็มาถึงขั้นสุดท้ายคืออันดับที่สี่ ซึ่งเป็นเรื่องของจตุตถฌาน มีพระบาลี ว่า : เพราะละสุขแลทุกข์เสียได้ เพราะความดับหาย แห่งโสมนัสและโทมนัสใน กาลก่อน ภิกษุนั้นเข้าถึงฌานที่สี่ อันไม่ทุกข์ไม่สุข มีแต่สติอันบริสุทธิ์เพราะ อุเบกขาแล้ว แลอยู่. คำอธิบายข้อนี้ก็เหมือนกับที่แล้วมา คือ ภิกษ นั้นเห็นว่า แม้ภาวะแห่งฌาน ที่สามก็ยังหยาบอยู่ ถ้าอย่างไรเราจะกระทำภาวะแห่งความเป็นฌานนี้ให้ ประณีต ละเอียด สุขุมอยู่ ยิ่งขึ้นไปอีก. ดังนั้น เธอจึงได้ละความรู้สึกที่เป็นความสุขเสีย และละ ความรู้สึกที่เป็นทุกข์โดยประการทั้งปวงด้วย. คำว่า "ทุกข์" ในที่นี้ หมายถึงความรู้สึกเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกิดมาจาก การประพฤติปฏิบัตินั้น ความสุขนั้นแม้จะเป็นสุขที่มีสติและเฉยอยู่ได้ มันก็เป็นความ รู้สึกอันหนึ่ง ซึ่งรบกวนอยู่ในความรู้สึก.
น.227 คำว่า "รบกวน" นี้มิได้หมายถึงว่า รบกวนให้ยุ่งยากลำบาก, มันเป็น การรบกวนเพียงว่า ต้องรู้สึก.ถ้าอย่ารู้สึกเสียเลย ก็ไม่เป็นการรบกวน เลย ; ดังนั้นจึงรำงับเสียทั้งความรู้สึกที่เป็นสุขและเป็นทุกข์. แม้โสมนัส และโทมนัสใด ๆ ก็ตาม ย่อมถึงความดับหายไปในโอกาสนี้ ; ไม่มีสัญญาในอดีตหรือสัญญาในปัจจุบัน หรือในอนาคตที่กำหนดความรู้สึกที่เป็นโสมนัสและโทมนัส. นี่แสดงถึงความที่ว่ามีความเฉย หรืออุเบกขาเต็มที่, ความรู้สึกที่จะเอียง ไปในทางเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ ไม่มีเหลือ; จึงเหลืออยู่แต่ความรู้สึกที่เป็นอุเบกขากับ สติเท่านั้น. ก่อนนี้เคยมีความสุขอยู่กับสติ เดี๋ยวนี้มีอุเบกขาอยู่กับสติ ; ความรู้สึก ที่เป็นสุขมิได้มีเหลืออยู่เลย. ฌานอันดับที่สี่นี้จึงได้นามว่า ไม่ทุกข์ ไม่สุข มีแต่สติบริสุทธิ์อยู่ด้วย อุเบกขาและมีเอกัคคตา นี่คือการที่จิตกำหนดอยู่ที่อารมณ์อันเดียวนั้น. เป็นอันว่า รูปฌาน คือฌานที่มีรูปธรรมเป็นอารมณ์นั้นได้ขึ้นสู่ระดับสูงสุดแล้วเพียงเท่านี้ และเรียก ว่าจตุตถฌาน ไม่มีความรู้สึกที่เป็นสุขหรือทุกข์ มีความรู้สึกที่เป็นอุเบกขาอยู่กับสติ คือความรู้สึกนั้น. ลองคิดดูเถิดว่า มันเป็นความบริสุทธิ์สะอาดแห้งสนิท จากกามารมณ์ จากอกุศล หรือจากสุขจากทุกข์โดยประการทั้งปวงมากน้อยเท่าไร. เมื่อขึ้นมาได้ถึง ขั้นนี้ ท่านเรียกว่าอยู่ในทิพย์วิหารอันดับที่สี่ เมื่อเข้าถึงความเป็นเทพอันดับที่หนึ่ง อันดับที่สอง อันดับที่สาม อันดับที่สี่ นี้แล้ว. ถ้านั่งอยู่ก็เรียกว่านั่งอยู่บนที่อันเป็นทิพย์, ถ้านอนอยู่ก็เรียกว่า นอนอยู่ บนที่นอนอันเป็นทิพย์, ถ้ายืนอยู่ก็เรียกว่า ยืนอยู่บนที่ยืนอันเป็นทิพย์, เดินอยู่ก็ เรียกว่า เดินอยู่บนที่เดินอันเป็นทิพย์. แม้ว่าร่างกายนั้นสักว่าอยู่บนกองหญ้าและใบไม้ อย่างที่พระพุทธองค์ท่านตรัส, หรือว่าอยู่ในห้องที่สงบสงัดในบ้านในเรือน ของบุคคล ผู้เป็นอิสรชนก็ตาม ; ย่อมสามารถจะจัดสิ่งทั้งหลายให้เป็นไปตามที่ต้องการแล้ว มีจิตใจสงบอยู่ด้วยสติ และอุเบกขา คือความไม่สุขไม่ทุกข์, จิตถูกควบคุมอยู่ด้วยสติ ตลอดกาลเวลา ตามที่ตนปรารถนาจะอยู่ในทิพย์วิหารนี้อย่างไร และเท่าไร ก็ได้.
น.228 ขอให้ท่านทั้งหลายลองพิจารณาดูเถิดว่า นี้เป็นสิ่งที่เหลือวิสัย หรือไม่เหลือ วิสัย ? หรือว่าเป็นสิ่งที่มนุษย์อาจจะทำได้ที่นี่ และเดี๋ยวนี้หรือไม่ ? ถ้าใครทำไม่ได้ ก็มีพระพุทธเจ้าและพระอริยเจ้าทั้งหลาย ท่านทำได้ ; และได้ทรงกำชับไว้ด้วย คำว่า "มันง่ายดาย ไม่ยาก ไม่ลำบากเลย". ดังมีคำตรัสว่า : "พราหมณ์เอย, " นี่แลที่นอนสูงใหญ่อันเป็นทิพย์ซึ่งเราหาได้โดยง่าย ไม่ยากไม่ลำบากเลย" ดังนี้. พุทธบริษัททั้งหลายจงเข้าใจสิ่งที่เรียกว่าทิพย์วิหาร คือการเป็นอยู่อย่างเทวดา อันบริสุทธิ์ อยู่ในลักษณะอย่างนี้. นี้คือหลักปฏิบัติเกี่ยวกับทิพย์วิหารโดยสังเขป. วิหารที่ ๒ พรหมวิหาร คือการอยู่อย่างพรหม ข้อนี้มีพระบาลีว่า : “พราหมณ์เอย, ในโลกนี้เราเข้าอาศัยบ้านหรือ นิคมใดอยู่ เวลาเข้าครองจีวรแล้วเที่ยวบิณฑบาตในบ้านหรือนิคมนั้น. ครั้นเวลา หลังอาหารกลับจากบิณฑบาตแล้ว เที่ยวไปตามแนวป่า ; เรานั้น, วัตถุใด ๆ มีอยู่ ในที่นั้น ๆ จะเป็นหญ้าก็ตาม หรือจะเป็นใบไม้ก็ตาม คร่ามาแล้ว ทำเป็นที่รองนั่ง นั่งคู่บัลลังก์ ตั้งกายตรงดำรงสติเฉพาะหน้า. เรานั้น, แผ่ไปแล้วสู่ทิศที่หนึ่ง ทิศที่สอง ทิศที่สาม ทิศที่สี่ ทั้งเบื้องบน ทั้งเบื้องต่ำ ทั้งเบื้องขวาง ทั่วทุกทาง เสมอหน้ากัน ตลอดโลกทั้งปวง, ด้วยจิตอันประกอบด้วยเมตตา อันไพบูลย์ ประกอบด้วยคุณอันใหญ่หลวงไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท. พราหมณ์เอย, เรานั้น เมื่อเป็นอยู่อย่างนี้ ถ้าเดินอยู่ สมัยนั้น สถานที่ นั้นชื่อว่า ที่เดินพรหม, ถ้ายืนอยู่ สมัยนั้น สถานที่นั้นชื่อว่า ที่ยืนพรหม, ถ้านั่งอยู่ สมัยนั้น สถานที่นั้นชื่อว่า ที่นั่งพรหม, ถ้านอนอยู่ สมัยนั้น สถานที่นั้น ชื่อว่า ที่นอนพรหม. พราหมณ์เอย, นี้แล ที่นั่งนอนสูงใหญ่อันเป็นพรหม บัดนี้เราหาได้ง่าย ไม่ยาก ไม่ลำบากเลย.
น.229 คำอธิบายส่วนใหญ่ มีความหมายพ้องกันกับทิพย์วิหาร ; หากแต่ว่า ในกรณีนี้มุ่งเอาพรหมวิหารทั้งสี่ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา. พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัส ทั้งเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา โดยคุณบทอย่างเดียวกัน ทั้งนั้น ; หมายความว่า ประกอบไปด้วยเมตตาอันไพบูลย์ ประกอบไปด้วยคุณ อันใหญ่หลวง ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีภัย; และประกอบไปด้วยกรุณา อันไพบูลย์ ประกอบไปด้วยคุณอันใหญ่หลวง ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีภัย ; ประกอบไปด้วยมุทิตาอันไพบูลย์, ประกอบไปด้วยคุณอันใหญ่หลวง ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีภัย; ประกอบไปด้วยอุเบกขาอันไพบูลย์ ประกอบไปด้วยคุณ อันใหญ่หลวง ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีภัย. คุณธรรมทั้งสี่ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา นี้เป็นตัวธรรม สำหรับประกอบอยู่ในจิตขณะที่ดำรงสติเฉพาะหน้า ; แล้วก็แผ่ความรู้สึกที่เรียกว่า เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา นั้นออกไปสู่ทิศทั้งสี่ ทิศที่หนึ่ง ที่สอง ที่สาม ที่สี่, หมายความว่า ทั้งทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ทิศเหนือ ทิศใต้ ทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ และ เบื้องขวาง ซึ่งหมายความว่าทางข้างบนด้วย ทางข้างล่างด้วย เบื้องขวางคือรอบตัวด้วย. หมายถึงว่าแผ่ไปในระหว่างทิศทั้งปวงทั่วทุกทิศทุกทาง โดยเสมอหน้ากัน ตลอดโลก ทั้งปวง มีอาการเหมือนกับว่าแสงสว่าง : เมื่อจุดแสงสว่างขึ้น แสงสว่างย่อมแผ่ไป โดยรอบ รอบ ๆ ตัว ไม่มีที่ว่างเว้น จะเป็นทางบน ทางล่าง หรือว่าเป็นทางรอบตัว. ขอให้ไปสังเกตดูแสงสว่างที่เราได้จุดขึ้น, และขอให้เข้าใจคำว่า "ตลอดโลกทั้งปวง". คำว่า "โลก" ในที่นี้ หมายถึงสัตว์โลก ; สัตว์โลกในที่นี้ หมายถึงสิ่งที่มีชีวิตมีความ รู้สึกนึกคิดได้. ผู้เจริญพรหมวิหารนี้ แต่จิตคือความรู้สึกที่ประกอบด้วยเมตตา ความรัก หรือความเป็นมิตร, กรุณา คือความสงสารเอาใจช่วย, มุทิตา คือความยินดีด้วย, อุเบกขา คือความวางเฉย ในเมื่อไม่สามารถจะช่วยเป็นต้น ; เหล่านี้แผ่ไปตลอดโลก ทั้งปวง.
น.230 หลักสำคัญในการที่จะปฏิบัติพรหมวิหาร ก็คือ จะต้องมีความ เข้าใจในสิ่งทั้งสี่นี้ : - ข้อ ๑ เมตตา มาจากคำว่ามิตร ; เมตตาแปลว่ามีความเป็นมิตร คือ ความไม่เป็นศัตรู จึงหมายถึงความรักเพื่อนมนุษย์ผู้เป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน ; อย่างนี้เรียกว่าเมตตา ; เป็นคุณธรรมอันหนึ่ง. ข้อ ๒ กรุณา คือความสงสาร; ทนอยู่ไม่ได้ ในการที่จะไม่ช่วยบุคคล ผู้ที่อาจจะช่วยได้ ให้ขึ้นมาเสียจากความทุกข์ยากลำบาก. ข้อ ๓ เรียกว่า มุทิตา พลอยยินดีด้วย อิ่มอกอิ่มใจด้วย เมื่อบุคคลผู้อื่น หรือสัตว์อื่น ได้รับความสุขทั้งที่ไม่เป็นญาติ ไม่เป็นพวกพ้อง ไม่เป็นสหาย ไม่เป็นอะไรกัน มีความพลอยเป็นสุข ในเมื่อบุคคลผู้อื่นเป็นสุข อย่างนี้เรียกว่ามุทิตา. ข้อ ๔ สุดท้ายนี้เรียกว่า อุเบกษา มีความหมายอยู่ ๒ ประการ คือในกรณี ที่เราไม่อาจจะช่วยเขาได้แล้ว เราจะไปเป็นทุกข์นั้น มันไม่ถูก จึงต้องอยู่เฉย ๆ, หรือว่าในกรณีที่เราไปช่วยเขาแล้วเขายังกลับทำอันตรายเรา หรือด่าเรา หรือว่าเรา อันนี้ก็ต้องเฉย. บิดามารดาตักเตือนลูกด้วยความหวังดี ลูกไม่เชื่อฟัง แล้วกลับโกรธ กลับทำร้ายบิดามารดา, หรือว่าผู้บังคับบัญชาตักเตือนแนะนำสั่งสอน ด้วยความหวังดี ต่อผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา เขาก็โกรธ ; ในกรณีอย่างนี้ก็ต้องมีอุเบกขา. ดังนั้นในกรณี ที่ช่วยไม่ได้ก็ดี, หรือในกรณีที่ช่วยแล้วได้รับปฏิกิริยาอันไม่น่าพึงพอใจก็ดี , จะต้องมีความรู้สึกที่เป็นอุเบกขา ; แล้วก็แผ่ความรู้สึกนี้ครอบงำโลกทั้งปวงคือเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ; โดยไปสู่ที่สงัด แล้วตั้งจิตแผ่ความรู้สึกอันนี้ออกไป ตลอด โลกทั้งปวง ในลักษณะที่รอบตัว รอบด้าน. บทนิยาม ที่ควรทราบ คำว่า "อันไพบูลย์" นี้ หมายความว่าไม่แหว่ง ไม่เว้า, ไม่มีข้อยกเว้น ไม่มีข้อแม้, คือทุ่มเทกำลังจิตทั้งหมด ที่เป็นความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาลงไป.
น.231 บทที่ว่า "ประกอบอยู่ด้วยคุณอันใหญ่หลวง" นี้ หมายความว่า เรามี จิตใจที่ประกอบไปด้วยคุณอันใหญ่หลวง : มิได้ทำเพื่อให้เขารักเรา, มิได้ทำเพื่อ จะเอาบุญเอากุศล, หรือเอาอะไรแลกเปลี่ยน ; แต่ว่าทำด้วยจิตอันเป็นจิตที่ประกอบ อยู่ด้วยคุณอันใหญ่หลวง คือเหนือสัตว์โลกทั้งปวง ตั้งจิตไว้เหนือสัตว์โลกทั้งปวง ; หมายความว่าเรามิได้ทำไปเพื่อประจบเขา, หรือว่าเพื่ออะไร ๆ ชนิดที่ว่าจะทำให้จิตใจ ของเราต่ำลงไปกว่าสัตว์เหล่านั้น. สำหรับคำว่า "ไม่มีประมาณ" นี้ เป็นสำนวนของภาษาบาลีและภาษาธรรมะ. ไม่มีประมาณ คือคำนวณไม่ได้ วัดไม่ได้; เป็นคุณธรรมที่อยู่เหนือการคำนวณหรือการวัด สำหรับบทว่า "ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท ไม่มีภัย" นี้ชัดแจ้งอยู่แล้วว่า จิตนี้ไม่มีความรู้สึกที่เป็นเวรเป็นภัย หรือมีพยาบาทใด ๆ เหลืออยู่. ทั้งหมดนี้เป็นคำ อธิบายที่ประกอบให้ชัดเจนลงไปว่า เมตตานั้นอย่างไร, กรุณา มุทิตา อุเบกขา นั้นอย่างไร จึงจะชื่อว่าถึงที่สุด หรือใหญ่หลวง หรือไพบูลย์ หรือไม่มีประมาณ. เมื่อบุคคลกำหนดจิตอยู่อย่างนี้ส่งไปตลอดโลกทั้งปวงโดยรอบตัวอย่างนี้ ชื่อว่าบุคคลนั้น เข้าอยู่ในพรหมวิหาร คือเป็นอยู่อย่างพรหม. คำว่า พรหม ในความหมายตามธรรมดา แปลว่าสูงสุดหรือประเสริฐ : มีความรู้สึกอย่างนี้อยู่ในสมัยใด ในสมัยนั้นเดินอยู่ ที่ตรงที่เดินอยู่นั้น เรียกว่าที่จงกรม อันเป็นพรหม คือที่เดินของพรหม, ถ้ายืนอยู่ก็เรียกว่าที่ยืนของพรหม, ถ้านั่งอยู่ ก็เรียกว่าที่นั่งของพรหม, ถ้านอนอยู่ก็เรียกว่าที่นอนของพรหม ; หมายความว่า ผู้นั้นเองเป็นพรหม แล้วก็เดิน หรือยืน หรือนั่ง หรือนอน อยู่ลักษณะอย่างนี้ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เราหาได้ง่าย ไม่ยาก ไม่ลำบากเลย เพราะได้เป็นอยู่อย่างนั้น ทุกอิริยาบถอยู่แล้ว. นี้เรียกว่า ข้อปฏิบัติ เพื่อให้ลุถึงซึ่งพรหมวิหาร เป็นวิหารที่สอง.
น.232 วิหารที่ ๓ เรียกว่า อริยวิหาร คำว่า "อริย" นี้ แปลได้หลายอย่าง คือแปลว่าประเสริฐที่สุดก็ได้ แปลว่า ไม่มีข้าศึกคือกิเลสก็ได้. อริ แปลว่า ข้าศึก ; ย แปลว่า ไป; อริย แปลว่า ไปเสียแล้วจากข้าศึก คือกิเลส. พระอริยเจ้าก็คือบุคคลผู้ไปเสียแล้วจากข้าศึกคือ กิเลส, กิเลสทำอะไรท่านไม่ได้ ; ถ้าเรามีการอยู่อย่างนั้น ก็เรียกว่าอยู่ในอริยวิหาร. ในข้อนี้ ที่เกี่ยวกับพระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ว่า : พราหมณ์เอย, ในโลกนี้ เราเข้าอาศัยบ้านหรือนิคมใดอยู่ เวลาเช้าครองจีวรแล้ว เที่ยวบิณฑบาตในบ้านหรือ นิคมนั้น, ครั้นเวลาหลังอาหาร กลับจากบิณฑบาตแล้ว เที่ยวไปในแนวป่า เรานั้น, วัตถุใดมีอยู่ในที่นั้น ๆ จะเป็นหญ้าก็ดี จะเป็นใบไม้ก็ดี คร่ามาแล้ว ทำเป็น ที่รองนั่ง นั่งคู่บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า. เรานั้น, ย่อมรู้ทั่วถึงในใจ เราเอง อย่างนี้ว่า : ราคะ เราละได้ขาดแล้ว ถอนขึ้นทั้งรากแล้ว, ทำให้เหมือนต้นตาลที่ขาด ที่คอเสียแล้ว, ทำให้มีไม่ได้อีกแล้ว เป็นสิ่งที่ไม่อาจจะเกิดอีกได้ต่อไปเป็นธรรมดา ดังนี้. โทสะ เราละได้ขาดแล้ว, ถอนขึ้นทั้งรากแล้ว, ทำให้เหมือนต้นตาลขาด ที่คอแล้ว, ทำให้มีไม่ได้อีกแล้ว เป็นสิ่งที่ไม่อาจจะเกิดได้อีกต่อไป เป็นธรรมดา ดังนี้. โมหะ เราละได้ขาดแล้ว ถอนขึ้นทั้งรากแล้ว, ทำให้เหมือนต้นตาล ขาดที่คอแล้ว ทำให้มีไม่ได้อีกแล้ว เป็นสิ่งที่ไม่อาจเกิดได้อีกต่อไป เป็นธรรมดา ดังนี้. พราหมณ์เอย, เรานั้น ขณะเมื่อเป็นอยู่อย่างนี้ ถ้าเดินอยู่ ในสมัยนั้น สถานที่นั้นก็ชื่อว่า ที่เดินอริยะ, ถ้ายืนอยู่ ในสมัยนั้น สถานที่นั้นก็ชื่อว่า ที่ยืนอริยะ, ถ้านั่งอยู่ ในสมัยนั้น สถานที่นั้นก็ชื่อว่า ที่นั่งอริยะ, ถ้านอนอยู่ ในสมัยนั้น สถานที่ นั้นก็ชื่อว่า ที่นอนอริยะ. พราหมณ์เอย, นี้แล ที่นั่ง นอน สูงใหญ่ อันเป็นอริยะ ซึ่งในบัดนี้เราหา ได้โดยง่าย ไม่ลำบากเลย.
น.233 นี้เป็นพระบาลีที่เป็นหัวข้อ คำอธิบายก็แปลกออกไปจากสองวิหารที่แล้วมา ซึ่งเป็นเรื่องทางสมาธิเป็นส่วนใหญ่. ส่วนในกรณีนี้เป็นเรื่องของความหมดกิเลส ด้วย อำนาจของปัญญา มารู้ความที่กิเลสนั้นเป็นสิ่งที่ละได้ขาดแล้ว โดยแน่ใจประจักษ์ชัดอยู่ แก่ใจตัวเอง. สมัยใดมีอิริยาบถอย่างไร ด้วยความรู้สึกนั้น สมัยนั้นชื่อว่าเป็นที่ ที่เป็นอริยะตามอิริยาบถนั้น ๆ. ข้อนี้แสดงชัดอยู่ว่า พระพุทธเจ้าเป็นขีณาสพ มีกิเลสอาสวะสิ้นแล้ว ; ส่วนบุคคลธรรมดาสามัญที่ต้องการจะมีอริยวิหารทำนองนี้ ก็คือผู้ที่กำลังพยายาม ประพฤติปฏิบัติอยู่ เพื่อละเสียซึ่งราคะ โทสะ โมหะ. เพราะฉะนั้น ผลที่จะพึงมีได้ จึงมีแต่เพียงว่า ในขณะใดที่รู้สึกว่า ไม่ถูก ราคะ โทสะ โมหะ รบกวน ; ในขณะนั้น เราได้พลอยอาศัยที่อันเป็นอริยะอย่างของพระพุทธเจ้า เข้าอยู่อาศัยได้ด้วยเหมือนกัน ข้อนี้อย่าเข้าใจผิด คืออย่าโง่ให้มากไป ในการที่ตีราคาตัวเองสูงเกินไป บ้าง, ตีราคาตัวเองต่ำเกินไปบ้าง. ส่วนมากก็มักจะตีราคาตัวเองต่ำเกินไป กล่าวคือ ไปนอนใจเสียว่า ไม่สามารถจะทำอะไร ให้มีผลตามแบบของพระอริยเจ้าได้, หรือบางคนก็ห้ามปรามกันเสียว่า อย่าไปเห่อ, อย่าไปทะเยอทะยานที่จะทำตาม พระอริยเจ้า ; ข้อนี้เป็นหลักที่ไม่ถูกต้อง. หลักที่ถูกต้องนั้น เราจะต้องทำตามรอยพระอรหันต์ เราจะต้อง พยายามทำตามพระอรหันต์อย่างในบทปัจจเวกขณ์. แม้แต่บทปัจจเวกขณ์องค์อุโบสถนี้ ก็ยังมีบทที่ตักเตือน หรือชี้ชวนว่า เราจักทำตามพระอรหันต์. เพราะฉะนั้นจึงพอ จะมีโอกาส หรือมีเวลาที่จะว่างจากกิเลส คือราคะ โทสะ โมหะ ประธานนี้ ได้บ้างตามสมควร; เวลานั้นแหละเรียกว่า เราอยู่ในอริยวิหาร แม้เป็นการ ชั่วคราวก็ยังดี แม้จะเป็นกุปปธรรม คือกลับกำเริบได้อีกก็ยังดี ยังดีกว่าที่จะไม่รู้จัก เสียเลย. แม้ที่สุดแต่ผู้ที่มาสวนโมกข์ ฯ นี้ อาตมาได้ตักเตือนอยู่เสมอ, คอยหาโอกาส คอยฉวยโอกาสที่จะชี้แจงอยู่เสมอว่า เมื่อเข้ามาสู่สถานที่เช่นนี้ ให้พยายามศึกษา
น.234 เรื่องจิต ที่เผอิญว่างจากราคะ โทสะ โมหะ กันไว้บ้าง ; เพราะเป็นสิ่งที่อาจจะ มีได้จริง ๆ.แจงกำหนดความที่จิตว่างจากราคะ โทสะ โมหะ ชั่วคราวนั้น ; แล้วจึงนั่งลง แล้วจึงเดินอยู่ แล้วจึงยืนอยู่ หรือว่าสุดแต่จะอยู่ในอิริยาบถใด. นี่แหละ คืออาการที่อาจจะเข้าไปอยู่ใน อริยวิหาร โดยอนุโลมตามรอยพระอรหันต์. ถ้า สามารถทำได้ ก็จะภาคภูมิใจได้ว่า : เราได้กระทำตามรอยพระอรหันต์อย่างสุดความ สามารถของเราแล้ว ; ไม่ใช่ความเห่อเหิมทะเยอทะยาน หรือจะยกตนเทียมท่าน หรืออะไรทำนองนั้น. ผู้ที่ตีราคาตัวเองต่ำเกินไป เข้าใจผิดในเรื่องนี้แล้ว ก็จะสูญเสียโอกาสอัน ประเสริฐ ; ส่วนผู้ที่อวดดีประมาทมากเกินไป ก็จะเสียหายไปอีกทางหนึ่ง. เพราะฉะนั้น จึงขอเตือนไว้ตลอดกาลว่า : อย่าตีราคาตัวเองให้สูงเกินไป, อย่าตีราคาตัวเองให้ต่ำ เกินไป; จงตีราคาตัวเองให้พอเหมาะพอสมเถิด ก็จะมีโอกาสที่จะเข้าอยู่ใน อริยวิหารได้ ; เป็นการพลอยโดยสารกันกับพระอริยเจ้า เพื่อเข้าไปอยู่ในวิหารอัน ประเสริฐนั้น. นี้เป็นเรื่องของอริยวิหาร เป็นวิหารที่ ๓ มีหลักปฏิบัติ คือ คอยกำหนด วาระจิต ในขณะที่จิตว่างจากราคะ โทสะ โมหะ โดยลักษณะเป็น ตทังคปหาน ก็ดี เป็นวิกขัมภนปนาน ก็ดี หรือสมุจเฉพปหาน ก็ดี. สำหรับปุถุชนคนธรรมดา สามัญนั้น หวังได้อยู่เพียง ตทังคบหาน และวิกขัมภนปหาน โดยนัยะที่ได้เคยวิสัชนามา อย่างซ้ำ ๆ ซาก ๆ นั้นแล้ว. วิหารที่ ๔ เรียกว่า สุญญตาวิหาร. เรื่องนี้ออกจะยุ่งยากลำบาก คือจะยุ่งยากลำบาก สำหรับคนธรรมดาสามัญ ที่ไม่เคยฟัง ; แต่กระนั้นก็จะต้องขอให้อดทน เพื่อเห็นแก่ผู้ที่เคยฟังมาบ้างแล้ว และพอจะฟังได้. ผู้ที่ไม่เคยพังเสียเลย ถ้าพยายามทำความเข้าใจ ก็อาจจะเข้าใจได้บ้าง ไม่มากก็น้อย. อาตมาจะพยายามให้ดีที่สุด ให้สุดความสามารถในการที่จะอธิบาย เรื่องนี้ให้เป็นที่เข้าใจ, แม้จะลำบากเท่าไรก็จะต้องพยายาม ; เพราะเป็นเรื่องหัวใจ อย่างเดียวของพระพุทธศาสนา คือเรื่องสุญญตา.
น.235 คำว่า "สุญญตาวิหาร" ก็แปลว่า การเข้าอยู่ในสุญญตา. สุญญตา แปลว่า ภาวะของจิตที่ว่างจากกิเลส ; โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ว่างจากความรู้สึกว่า เป็นตัวเป็นตน เป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นเรา เป็นเขา, ภาวะที่ไม่มีความรู้สึก ว่าเป็นตัวตน หรือของตนนั้น เรียกว่าสุญญตา. .. ถ้าจิตเข้าไปอยู่ในภาวะอย่างนั้น เรียกว่าอยู่ในสุญญตาวิหาร. แต่มีคำอธิบายที่ละเอียดพิสดารมากไปกว่าที่จะพูด สั้น ๆ ลุ่น ๆ ว่า ปราศจาก ราคะ โทสะ โมหะ ; เพราะเหตุว่า ท่านเพ่งเล็งถึง ความหมายของคำว่า "ว่าง" เป็นหลักใหญ่. เราควรจะเข้าใจคำว่า "ว่าง" กันเสียให้สมควรก่อน. คำว่า "ว่าง" นี้ ถ้าทางวัตถุก็คือว่างชนิดไม่มีอะไร ; ว่างทางจิตใจก็หมายความว่า อะไร ๆ ก็มีอยู่ ตามเดิม แต่ว่างจากสาระที่ควรจะเข้าไปยึดมั่นสำคัญมั่นหมายว่า เป็นตัวเราหรือ เป็นของเรา ; คำว่า "ว่าง" ในทางธรรมเป็นอย่างนี้, คำว่า "ว่าง" ในทางโลก หมายความว่าไม่มีอะไรเลย. แม้คำว่า จิตว่างในทางธรรม ก็มิได้หมายความว่า จิตไม่ได้ คิดได้นึกอะไรเลย ; จิตยังรู้สึกอยู่ตามเดิมทุกประการ, เพียงแต่ว่า จิตไม่มีความรู้สึก ว่าเป็นตัวตน หรือของตนเท่านั้น. มันมีความรู้สึกนึกคิดในหน้าที่การงาน หรือใน วิชาความรู้ในสิ่งต่าง ๆ ได้ ; ว่างอย่างเดียวแต่ความรู้สึกที่เป็นตัวเป็นตนเท่านั้น. เกี่ยวกับคำว่า "สุญญตาวิหาร" นี้ เราควรจะเข้าใจคำว่า "ว่าง" กันให้ ชัดเจนเสียก่อนไปตามลำดับ. พระผู้มีพระภาคเจ้าท่านตรัสว่า : ดูก่อนอานนท์, ใน กาลก่อนก็ดี ในกาลบัดนี้ก็ดี ตถาคตอยู่มากด้วยสุญญตาวิหาร. นี้เป็นประโยคแรก ที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสในสูตรนี้ ว่า เดี๋ยวนี้ก็ดี ที่แล้ว ๆ มาก็ดี ตถาคตใช้เวลา ส่วนมากให้ล่วงไปด้วยสุญญตาวิหาร ; หมายความว่า อยู่ด้วยความรู้สึกของจิต ที่มิได้กำหนดสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยความเป็นตัวตน, หรืออยู่ด้วยมีความหมายอันประกอบ ไปด้วยคุณค่า อย่างใดอย่างหนึ่ง ; ซึ่งผู้ฟังจะต้องคอยระวังทำความเข้าใจต่อไป. พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสว่า : เปรียบเหมือนกับปราสาท คือวิหารที่ชื่อ มิคารมาตุปราสาท ที่พระสงฆ์กำลังอาศัยอยู่ในเวลานั้น. ที่ว่าเปรียบเหมือนมิการ-
น.236 มาตุปราสาท นี้คือ ว่างจาก ช้าง ม้า โค ลา, ว่างจากเงินและทอง, ว่างจากสตรี และบุรุษ มามั่วสุมกัน ; ไม่ว่างอยู่อย่างเดียวก็แต่ภิกษุสงฆ์เท่านั้น. ในตอนนี้ พระพุทธเจ้า ท่านได้ตรัส เพื่อให้ภิกษุสงฆ์ได้เข้าใจคำว่าว่าง ; ว่าวิหารที่กำลังประทับร่วมกันอยู่กับภิกษุสงฆ์นั้น ไม่มีช้าง ไม่มีม้า ไม่มีโค ไม่มีลา ไม่มีเงิน ไม่มีทอง ไม่มีผู้หญิงผู้ชาย มามั่วสุมกัน, ความว่างจากสิ่งเหล่านั้น มีความหมายอย่างไร ขอให้กำหนดไว้ก่อน ; แล้ววิหารนี้ก็ไม่ว่างอยู่อย่างเดียว คือไม่ว่างจากภิกษุสงฆ์ เพราะว่าเต็มไปด้วยภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข. ข้อความที่มีอยู่อย่างนี้ ซึ่งกล่าวว่า ปราสาทไม่ว่างจากภิกษุสงฆ์ แต่ว่าง จาก ช้าง ม้า โค ลา เป็นต้น. นี้คือข้อที่พระพุทธองค์ท่านได้ตรัส ในทำนองที่ เรียกว่า เอาสิ่งที่เขาเข้าใจอยู่แล้วมาเป็นหลัก, อธิบายให้เข้าใจออกไปถึงสิ่งที่ยังไม่เข้าใจ จึงได้ทรงยกเอาความว่างทางวัตถุมาเป็นหลักก่อน ; ว่าในวัดในวิหารนี้ว่างจาก ช้าง ม้า โค ลา เงิน ทอง เป็นต้น ไม่ว่างก็แต่ภิกษุสงฆ์เท่านั้น. พระพุทธเจ้าจะตรัสถึงตัวเรื่องที่พระองค์ตรัสถึงคำว่า "ว่าง" ใน ความหมาย ทางนามธรรมเป็นลำดับ ๆ คือ สุญญตาอันดับที่ ๑ ตรัสว่า :- อานนท์, ฉันใดก็ฉันนั้น ภิกษุไม่ทำสัญญาไว้ในใจ ว่าบ้าน ว่ามนุษย์ ย่อมทำในใจเฉพาะสัญญาว่าบ่าอย่างเดียว ; จิตของภิกษุนั้น แล่นไป เลื่อมใส ตั้งอยู่ น้อมนึกไป ด้วยในสัญญาว่าบ่า. ข้อนี้อธิบายว่า พระพุทธเจ้าท่านตรัสแก่พระอานนท์ว่า : ภิกษุผู้เจริญ สุญญตาวิหารนี้ ไม่ทำในใจ ซึ่งสัญญาว่าบ้าน ว่ามนุษย์ ทำในใจเฉพาะสัญญา ว่าป่า. เมื่อภิกษุนั้นนั่งอยู่ในที่นั้น ไม่ปล่อยให้สัญญาว่าบ้านเมือง หรือว่าผู้คน เกิดขึ้น ในใจ มีสัญญาเฉพาะแต่ว่าบ่าอย่างเดียว แม้ว่าจะมีมนุษย์เช่น พระสงฆ์ เป็นต้น ก็ทำสัญญาเหมือนกับว่าเป็นบ่าล้วน ๆ บ่าเกลี้ยง ๆ ไม่มีผู้ไม่มีคน ไม่มีบ้าน ไม่มีเมือง จนกระทั่งจิตของภิกษุนั้นตั้งอยู่ด้วยสัญญาว่าบ่า.
น.237 ตรงนี้จะต้องพิจารณาว่า เดี๋ยวนี้ผู้คนบ้านเมืองมันว่างไป มันเหลืออยู่ ไม่ว่าง ก็แต่ความหมายว่าป่าหรือลักษณะของบ่าว พอถึงตอนนี้ก็ทรงชี้ให้เห็นละเอียดลงไปว่า ภิกษุนั้น รู้สึกทั่วถึงแจ่มแจ้งอยู่ในใจของตนว่า : ทรลา คือสิ่งรบกวนใจ เพราะ อาศัยสัญญาว่าบ้าน ว่ามนุษย์ นั้นไม่มี ; มีแต่ ทรถา สิ่งรบกวนใจที่อาศัย สัญญาว่าป่าอย่างเดียวเท่านั้น. ข้อนี้อธิบายว่า เราจะต้องพิจารณากันอย่างละเอียดว่า : เมื่อภิกษุเพิกถอน สัญญาว่าบ้านเมือง ผู้คน ออกไปเสียได้แล้ว มันก็ยังเหลืออยู่แต่สัญญาว่าป่า; ฉะนั้น ความรู้สึกที่รบกวนอยู่ในใจ แม้ไม่ถึงขนาดที่ว่าเจ็บปวด หรือทรมานใจ แต่มันก็ยัง รบกวนใจอยู่บ้าง. เมื่อก่อนนี้เรามีสัญญาว่าบ้านเมืองว่าผู้คน มันก็กวนใจอย่างหนึ่ง ; เพิกถอนออกไปเสียได้ : มีเหลือแต่สัญญาว่าป่าเข้ามาแทนเท่านั้น ความรู้สึก รบกวนใจนั้น มันก็เปลี่ยนไปเป็นความรู้สึกรบกวนใจที่น้อยลง. ขอให้คิดให้ดี ให้ชัดเจน ให้สั้น ๆ ว่า ถ้าเรายังรู้สึกว่า มีบ้านเมือง มีผู้คน ใจของเรารู้สึกอย่างไร ; ถ้าเรารู้สึกว่าไม่มีบ้านเมือง ไม่มีผู้คน มีแต่ป่าเกลี้ยง ๆ บ่าล้วน ๆ ; ใจของเราจะรู้สึกอย่างไร ? เป็นของแน่นอนที่ว่าใจจะมีความรู้สึกว่าว่างกว่า ; ใจที่มีสัญญาว่าป่านั้นมันจะว่างกว่าใจที่มีความรู้สึกว่า มีบ้านมีเมือง มีผู้มีคน. พระพุทธเจ้าท่านต้องการให้ผู้ฟังได้สังเกตความหมายของคำว่า "ว่าง" ในลักษณะอย่างนี้, จึงได้ตรัสในลักษณะอย่างนี้ สำหรับคำว่า "ทรา" อาจจะเป็นคำแปลกประหลาดสำหรับท่านทั้งหลาย ที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาแต่ก่อน. มีผู้เข้าใจคำ ๆ นี้ไปต่าง ๆ นานา เข้าใจผิดถึงกับว่าเป็น ความระส่ำระสาย วุ่นวาย ทรมานใจ นี้มันมากเกินไป. คำนี้หมายความว่าความรู้สึกที่ มันเข้าไปหนักไปหน่วง ไปกด ไปดัน อยู่ในใจ อย่างละเอียดอย่างสุขุม เช่นว่า :- ถ้าเราหันหน้าไปทางตลาด ใจของเราจะรู้สึกอย่างไร, ถ้าเราหันหน้าไป ทางทะเล ใจของเราจะรู้สึกอย่างไร. นี้เราจะเข้าใจได้ว่า เมื่อเราหันหน้าไปทางตลาด
น.238 ทรถา คือสิ่งที่เข้าไปกระทบรบกวนใจของเรานั้น มันมีมากกว่าเมื่อเราจะหันหน้าไปทาง ทะเล ซึ่งจะมีทรถาน้อยกว่า และทรถาเปลี่ยนไปได้อย่างนี้. ที่นี้ ภิกษุนั้นมารู้สึกตัวทั่วถึงว่า : เดี๋ยวนี้สิ่งที่มีอยู่ในความรู้สึกของเรา คือสัญญานี้ ว่างจากบ้านเมือง ว่างจากผู้คน ไม่ว่างก็แต่จากความรู้สึกว่าบ่า. เธอนั้น ก็รู้สึกตัวทั่วถึงว่า สิ่งใดไม่มี ; นั้นแหละคือความว่างจากสิ่งนั้น. สิ่งใดเหลืออยู่ ในที่นั้น : สิ่งนั้นก็มีอยู่ที่นั้น. ข้อนี้หมายความว่า ภิกษุเริ่มมองเห็นส่วนที่ว่างไป; แล้วมองเห็นส่วนที่ ยังเหลืออยู่. สำหรับในกรณีนี้มีสัญญาว่าบ้านเมือง สัญญาว่าผู้คนนั้นว่างไปแล้ว มิได้ มีอยู่ ; แต่สัญญาว่าบ่านั้นยังเหลืออยู่ แม้อย่างนี้ก็เรียกว่าภิกษุนั้นได้เข้าถึงสุญญตา วิหารอันดับแรก ที่จัดเป็นอันดับหนึ่งแล้ว. พระองค์จึงตรัสว่า : ดูก่อนอานนท์, การก้าวลงสู่สุญญตา ตามที่เป็น จริงไม่คลาดเคลื่อน บริสุทธิ์ผุดผ่อง เป็นปรมานุตตรสุญญตา ย่อมมีแก่ภิกษุนั้นด้วย อาการอย่างนี้. หมายความว่า นี่เป็นสุญญตาวิหารอันดับแรกแล้ว ; และกล่าวได้ว่า เป็นของจริง เป็นของถูกต้อง, เป็นของไม่คลาดเคลื่อน, เป็นปรมานุตตรสุญญตา ด้วยเหมือนกัน; เพราะว่าก่อนหน้านี้ ภิกษุนั้นไม่ว่างจากสัญญาว่าบ้านเมือง ว่าผู้คน. เดี๋ยวนี้ภิกษุนั้นมีสัญญาว่าว่างจากบ้านเมือง จากผู้คน เหลืออยู่แต่สัญญาว่าบ่า; ขึ้นมาได้ ถึงขั้นหนึ่งนี้ ก็เรียกว่าเป็นสุญญตาวิหารอันดับที่ ๑. สุญญตาอันดับที่ ๒ ก็มีต่อไปอีกว่า : อย่างอื่นยังมีอีก, ภิกษุนั้นไม่ทำ สัญญาว่าผู้คน, ไม่ทำสัญญาว่าบ่า, ทำแต่สัญญาว่าแผ่นดิน. ข้อนี้หมายความว่า ภิกษุมากำหนดเพิกถอนผู้คนออกไปเสีย เพิกถอนคำว่า บ่าออกไปเสีย เหลืออยู่แต่แผ่นดิน. ยกตัวอย่างง่ายๆ เหมือนว่า เรากำลังนั่งกันอยู่ที่นี่ หรือว่าภิกษุนั้นกำลังนั่งประพฤติกัมมัฏฐานข้อนี้อยู่ที่นี่ ; เดี๋ยวนี้ก็มาเพิกถอนในสัญญา ว่ามีคนนั่งอยู่ที่นี่ออกไปเสีย, ก็เหลือแต่ป่าล้วน ๆ; แล้วก็เพิกถอนสัญญาว่าป่านี้ ออกไปเสีย มันก็เหลือแต่แผ่นดินเกลี้ยง ๆ ล้วน ๆ.
น.239 ข้อนี้พระพุทธเจ้า ท่านได้ตรัสอุปมาว่า : เหมือนกับหนังหุ้มกลอง ที่บุคคลตรึงด้วยหมุดตั้งร้อย ดึงอยู่ กวดอยู่ ย่อมเป็นแผ่นหนังที่สม่ำเสมอ ไม่มี รอยย่น ฉันใด ; ภิกษุก็มาทำสัญญาว่าว่างจากผู้คน ว่างจากป่า เหลืออยู่แต่ แผ่นดินสม่ำเสมอ ไม่มีรอยย่น เหมือนหนังแผ่นนั้น ฉันนั้น. เดี๋ยวนี้กระทำใจให้มีความรู้สึกเพียงแต่ว่า ไม่มีคนนั่งอยู่ที่นี่ ไม่มีต้นไม้ ไม่มีก้อนหิน ไม่มีก้อนดิน เหลืออยู่แต่แผ่นดินล้วน ๆ เสมอเรียบ เหมือนแผ่นหนัง ที่เขาขึงตึงเมื่อหุ้มกลอง ; นี้ก็คือว่า ความว่างจากผู้คน ความว่างจากบ่าได้เกิดขึ้นมา เหลืออยู่หน่อยเดียวแต่ว่า แผ่นดินยังเหลืออยู่ ว่างจากผู้คน ว่างจากบ่า นี้เป็น ส่วนความว่าง, ส่วนความมีอยู่นั้น เหลืออยู่แต่แผ่นดินล้วน ๆ ดังนั้นภิกษุนั้น ก็หมดทรถา คือสิ่งกวนใจที่มาจากสัญญาว่าผู้คน และสัญญาว่าบ่า จะเหลือทรลา สิ่งรบกวนใจอยู่บ้างก็แต่เพียงทรถาที่มาจากสัญญาว่าแผ่นดิน ; มีสัญญาว่าแผ่นดิน อยู่นี้ มีความกวนใจน้อยลงไปอีกกว่าสัญญาที่ว่ามีบ่า. สุญญตาอันดับที่ ๓ ก็คือภิกษุนั้นเพิกถอนสัญญาว่าป่า และว่าแผ่นดิน เสีย มีแต่สัญญาในอากาศ คือความว่าง เรียกว่าอากาสานัญจายตนะ. การกำหนด เพิกถอนบ่า เพิกถอนแผ่นดินออกไปเสีย สิ่งที่เหลืออยู่คืออากาศ หรือที่ว่าง เรียกว่า อากาสานัญจายตนะ ; เมื่อสัญญาที่มีอยู่ในใจเหลืออยู่แต่สัญญาว่าอากาศอย่างนี้ สิ่ง รบกวนใจก็ลดลงไป สิ่งรบกวนใจจากสัญญาว่าบ่าว่าแผ่นดินไม่มีอีก เหลือแต่สิ่ง รบกวนใจที่มาจากสัญญาว่าที่ว่าง. สุญญตาอันดับที่ ๔ ต่อไปอีกก็มีว่า : เว้นสัญญาว่าแผ่นดิน ว่าที่ว่างเสีย มีแต่สัญญาว่าวิญญาณัญจายตนะ มีแต่สัญญาว่า วิญญาณ ๆ วิญญาณธาตุ นามธาตุ คือธาตุใจเท่านั้นเหลืออยู่ ที่ว่างก็ยังหยาบ ถอนเสีย เหลือแต่ที่ละเอียดกว่า คือวิญญาณ ธาตุ หรือนามธาตุ. เมื่อเป็นดังนี้ ทรถา คือสิ่งรบกวนใจก็จะลดลงไปอีก คือ ทรถาที่มาจากสัญญาว่าแผ่นดิน หรือว่าอากาศนั้นหมดไปแล้ว ยังเหลืออยู่แต่ทรลา ที่มาจากความรู้สึกว่าวิญญาณมีอยู่.
น.240 สุญญตาอันดับที่ ๕ ภิกษุนั้นเพิกถอนเสียซึ่งสัญญาว่าอากาศ ว่าวิญญาณ นั้นเสีย เหลืออยู่แต่สัญญาว่าไม่มีอะไร คืออากิญจัญญายตนะ ทำความรู้สึกใน สัญญาว่าไม่มีอะไร ๆ. ความไม่มีอะไรอยู่ ในสัญญาของภิกษุนั้น เมื่อเป็นดังนั้น ทรถา เครื่องรบกวนใจของภิกษุนั้นก็จะน้อยลงไปอีก คือมันละเอียดลงไปอีก คือ ความรบกวนใจที่มาจากอากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ นั้นดับไป เหลืออยู่ แต่สิ่งรบกวนใจที่มาจากอากิญจัญญายตนะ คือการกำหนดว่าไม่มีอะไร. สุญญตาอันดับที่ ๖ ภิกษุนั้นระงับเสียซึ่งสัญญาว่าวิญญาณมีอยู่ ระงับ เสียซึ่งสัญญาว่า ความไม่มีอะไรมีอยู่ คงมีสัญญาแต่ที่เรียกว่า เนวสัญญานา- สัญญายตนะ คือความรู้สึกทางใจ ที่เรียกว่ามีสัญญาก็ไม่ได้ จะเรียกว่าไม่มีสัญญาก็ไม่ได้. อย่างที่เรียกว่า เนวสัญญานาสัญญายตนะ อย่างนี้จะเรียกว่าตายก็ไม่ได้ เพราะมัน ยังไม่ตาย ; จะเรียกว่ายังเป็นอยู่ก็ไม่ได้ เพราะมันไม่มีความรู้สึกอะไร ; อย่างนี้เรียกว่า แนวสัญญานาสัญญายตนะ. เมื่อภิกษุทำสัญญาในแนวสัญญานาสัญญายตนะ อย่างนี้แล้ว ทรถาสิ่ง รบกวนใจที่เคยมีจากวิญญาณัญจายตนะและอากิญจัญญายตนะก็ระงับไป เหลือ อยู่แต่ทรถาที่อาศัยเนวสัญญานาสัญญายตนะเท่านั้น. ตรงนี้ขออธิบายให้คนที่ไม่เคยฟัง ได้ฟังอีกสักหน่อยว่า เมื่อภิกษุนั้น ทำสัญญาในใจว่าวิญญาณมีอยู่ - วิญญาณมีอยู่ อย่างนี้ มันเข้มข้นกว่าที่ทำในใจว่า ไม่มีอะไร ๆ. ที่นี้การทำสัญญาว่าไม่มีอะไร ๆ นี้ มันก็ยังรู้สึก เต็มอยู่ในความรู้สึก. ทีนี้ทำสัญญาชนิดที่มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่เสีย; เป็นคนครึ่งเป็นครึ่งตาย พูดง่าย ๆ อย่างนี้ ไม่รู้สึกในสัญญาอะไร นอกจากจะรู้สึกว่ามีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญา ก็ไม่ใช่ นี้เท่านั้น ; ฉะนั้นสิ่งรบกวนใจก็เหลือน้อยลงไปอีกมาก คือเหลือชั่ว ที่ว่ามีสัญญาอย่างนี้เท่านั้น. สุญญตาอันดับที่ ๗ ภิกษุนั้นเพิกถอนสัญญาที่เรียกว่า อากิญจัญญายตนะ และแนวสัญญานาสัญญายตนะเสีย คงมีแต่สัญญาในเจโตสมาธิที่ไม่มีนิมิต.
น.241 เจโตสมาธิที่ไม่มีนิมิตนี้หมายความว่า มีจิตรู้สึกอย่างเป็นสมาธิอยู่ ; แต่ไม่มีอารมณ์ เพราะว่ามันได้ขึ้นมาถึงขนาดที่เรียกว่า มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่. เจโตสมาธิไม่มีนิมิตนี้ มีหลายชนิด ในที่นี้หมายถึงเจโตสมาธิที่ไม่มีนิมิต ซึ่งหมายความว่า มันหาอารมณ์ไม่ได้ แต่ความรู้สึกในเจโตสมาธินั้นยังมีอยู่ ; ดังนั้น ทรถา คือสิ่งรบกวนใจ ที่มาจากแนวสัญญานาสัญญายตนะนั้นหมดไปแล้ว. เดี๋ยวนี้ มันเหลืออยู่แต่ความรู้สึกที่เรียกว่า อายตนะมีอยู่ คือความรู้สึกทางอายตนะมีอยู่. รู้สึกว่าอย่างไรนี้ตัดออกไปหมด ; เหลืออยู่แต่ว่า ความรู้สึกทางอายตนะนี้มีอยู่. อายตนะในที่นี้ก็คือมนายตนะ คือใจ ใจยังรู้สึกอยู่เท่านั้น ; แต่ไม่มีสัญญาชัดลงไปว่า รู้สึกว่าอย่างไร, รู้สึกว่าอย่างไรนี้ไม่มี ; แต่รู้สึกว่า ยังมีความรู้สึกอยู่ คือยังมีอายตนะ ที่ทำหน้าที่ของมันรู้สึกอยู่. เมื่อเป็นอย่างนี้ สิ่งรบกวนใจ หรือทรถานั้นก็เหลือน้อยลง การรบกวน ที่มาจากแนวสัญญานาสัญญายตนะหมดแล้ว, ที่เหลืออยู่ ก็คือสิ่งรบกวนใจที่มาจาก ความรู้สึกนิดเดียวว่า อายตนะมีอยู่, คือความรู้สึกทางอายตนะยังมีอยู่. เมื่อภิกษุระงับสัญญาในอากิญจัญญายตนะ สัญญาในแนวสัญญานาสัญญายตนะ เสียหมดแล้ว, ทำสัญญาแต่เพียงว่าเจโตสมาธิอันไม่มีนิมิตมีอยู่. ที่นี้ก็มาถึงตอน ที่เป็นปัญญาที่เกิดขึ้นว่า : เจโตสมาธิแม้ชนิดนี้ก็ยังเป็นสังขาร คือยังมีเครื่อง ปรุงแต่ง ย่อมแตกดับเป็นธรรมดา. พอรู้ดังนี้จิตก็หลุดพ้นจากอาสวะ คือไม่ ยึดมั่นถือมั่น ในสิ่งสูงสุด ประเสริฐที่สุด ที่มนุษย์จะพึงได้พึงถึง ; จิตจึงพ้นอาสวะแล้ว รู้แต่เพียงว่าพ้นอาสวะ. ทีนี้ก็รู้ถึงขั้นสูงสุดว่า ทรถา ที่จะมารบกวนใจซึ่งจะมาจากกามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ นี้หมดแล้ว เหลือแต่สิ่งรบกวนใจที่มาจากความรู้สึกที่ว่า อายตนะ มีอยู่เท่านั้น. ภิกษุนั้นรู้ชัดว่า สัญญานี้ว่างจากกามาสวะ ว่างจากภวาสวะ ว่างจาก อวิชชาสวะ ; ไม่ว่างอยู่ก็แต่จากทรลา ที่มาจากความที่อายตนะนั้นยังรู้สึกอยู่
น.242 อายตนะยังทำหน้าที่ของมันในการรู้สึกอยู่ แต่ละขั้น ๆ เป็นสุญญดาวิหาร ; เพราะว่ามีส่วนหนึ่งที่ว่างหายไป แล้วส่วนที่เหลืออยู่ก็น้อยลง. ส่วนหนึ่งนั้นหายไปแล้ว มีแต่ส่วนหนึ่งเหลืออยู่ และก็น้อยลง, ส่วนนั้นหายไป ก็มีส่วนหนึ่งที่เหลืออยู่น้อยลง ๆ อย่างนี้. ภิกษุกำหนดว่าส่วนใดว่างไป - ส่วนใดว่างไป นั้นเป็นกำหนดในสุญญตา ; ฉะนั้นจึงเป็นการกำหนดสุญญตาอยู่ทุกขั้น ๆ ที่ปฏิบัติมาโดยลำดับ, แล้วในที่สุด ก็คงเหลืออยู่แต่ว่าอายตนะยังรู้สึกอยู่. ถ้าจะพูดให้สั้น ๆ ก็คือเหลืออยู่แต่ความรู้สึกว่า รู้ คือรู้อยู่ว่าอายตนะเหลืออยู่, มนายตนะก็เหลืออยู่. นิพพานซึ่งเป็นอายตนะสำหรับ มนายตนะในที่นี้ ก็เหลืออยู่ ; ก็เหลืออยู่แต่สักว่าอายตนะ. นี้คือสุญญตาวิหารอันดับ สูงสุด ; เหลืออยู่แต่สักว่าความรู้ว่า อายตนะมีอยู่ : อายตนะข้างในก็คือใจ อายตนะ ข้างนอกก็คือนิพพาน. ดูก่อนอานนท์, การก้าวลงสู่สุญญตาของภิกษุนั้นตามที่เป็นจริง ไม่ คลาดเคลื่อน บริสุทธิ์ เป็นปรมานุตตรสุญญตา ย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า : เป็นปรมานุตตรสุญญตาถึงที่สุด ถูกต้อง ไม่ผิดพลาด มีได้แก่ภิกษุ ในลักษณะของการปฏิบัติเป็นลำดับ ๆ ๆ มาอย่างนี้ เรียกว่า สุญญตา วิหาร. แล้วพระองค์ยังตรัสอย่างท้าทายต่อไปว่า : - ดูก่อนอานนท์, สมณพราหมณ์ ในอดีตก็ดี ในอนาคตก็ดี ในปัจจุบันก็ดี ถ้าจะเข้าถึงสุญญตาวิหารกันแล้ว ไม่มี สุญญตาวิหารอื่น นอกจากสุญญตาวิหารนี้. คือคำท้าทายอย่างพระพุทธเจ้าผู้ประกอบ ไปด้วยเวสารัชชกรณธรรม. และตรัสเป็นบทสรุปท้ายว่า ดูก่อนอานนท์, เพราะ เหตุนั้น เธอทั้งหลาย เธอพึงทำความสำเหนียกว่า เราจักเข้าถึงปรมานุตตรสุญญตา อันบริสุทธิ์ด้วยอาการอย่างนี้แล้ว และอยู่. นี้เรื่องก็จบกันสำหรับพระสูตรนี้ ที่กล่าวด้วยสุญญตาวิหาร. ทีนี้หลายคน คงจะฟังไม่ถูก ก็จะอธิบายซ้ำอย่างสรุปยอดอีกทีหนึ่งว่า : -
น.243 สิ่งใดปรากฏชัดแจ้งในวิถีของความรู้สึกคือสัญญา ก็ให้เพิกถอนมัน ออกไปเสียให้เหลือแต่สิ่งที่น้อยลงไปกว่านั้น ลดลงไปกว่านั้น .. . ทำอย่างนี้ เรื่อยไป ๆ ๆ จนจิตไปกำหนดความว่างทางวัตถุ, แล้วกำหนดนามธรรม, แล้วกำหนด ความไม่มีอะไร, แล้วกำหนดความที่จิตจะมีความรู้สึกก็ไม่ใช่ ไม่มีความรู้สึกก็ไม่ใช่, แล้วก็เหลืออยู่แต่สมาธิที่กำหนดความที่จิตเป็นอยู่อย่างนั้น, แล้วก็เห็นว่ามันยังเป็น ของที่เกิด - ดับ, เกิด - ดับ, เป็นของเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปอยู่นั่นเอง. ฉะนั้นจึงมีความ หมดสิ้นอาสวะที่ตรงนี้; แม้หมดสิ้นอาสวะแล้ว ไม่มีกิเลส ไม่มีอาสวะแล้ว ก็ยังเหลือ อยู่แต่ความรู้ว่า : อายตนะมีอยู่, อายตนะยังมีความรู้สึกทางอายตนะอยู่ ; เรียก สั้น ๆ ว่า "ความรู้" แล้วก็รู้ความที่ว่างนั้นเอง ความที่ว่างนั้นคือนิพพาน. จิตมีความรู้ : รู้ความว่าง, ตัวความว่างนั้นคือนิพพาน. สุญญตาสูงสุด มีได้เพียงเท่านี้; หมายความว่า ทุกตอนไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล เรื่อยมาจนถึงเหลือแต่ อายตนะ ที่มันทำหน้าที่ของมัน ว่ารู้ รู้ความว่าง. ทบทวนกันใหม่อีกที สำหรับคนมาใหม่ที่ยังไม่เคยฟัง และกำลังงงอยู่ว่า : พระพุทธเจ้าท่านตรัสสอนพระอานนท์ให้กำหนด สุญญตา คือ ว่าง ว่าง ๆ นี้ ว่างไปตาม ลำดับ ถ้าพูดเปรียบด้วยวัดนี้ วัดนี้ทีแรกก็มีพวกทายกทายิกานั่งฟังอยู่ อาตมานั่งอยู่ เทศน์อยู่ ต้นไม้ ก้อนหิน ก้อนดิน อะไรมีอยู่. กำหนดทีแรกก็ว่าไม่มีคน, ไม่มีอะไร มีแต่ป่าอย่างนี้ เรียกว่ามีสัญญา ในป่าไม้นี้ : สัญญาคือต้นไม้ ก้อนดินในป่า หรือเรียกว่า สัญญาในบ่าชัดแล้ว, แจ่มชัด แล้ว ; เพิกถอนสัญญาว่าป่าออกไปเสีย ให้เหลือสัญญาแต่ว่าสัญญาในแผ่นดิน, ทำความรู้สึกในใจว่า ก้อนหิน ต้นไม้อะไรนี้กระเด็นไปหมดแล้ว เหลืออยู่แต่แผ่นดิน : ไม่มีอะไรแล้ว ที่ลุ่ม ๆ ดอน ๆ อะไรนี้ก็ไม่มีแล้ว, ที่สูง ๆ ต่ำนี้ก็หมดแล้ว เหลือที่ราบ เป็นเหมือนกับแผ่นดินที่ราบเหมือนแผ่นหนังที่เขาขึงหุ้มกลอง, ราบอย่างนั้น มีสัญญาว่า แผ่นดินล้วน ๆ.
น.244 เท่านี้ก็ยังหยาบอยู่ ทีนี้ก็เพิกถอนสัญญาว่าแผ่นดินนี้ออกไปเสียอีก ; หมาย ความว่า แผ่นดินที่เรานั่งอยู่ข้างบนมันนี้ หายไปอีก, เหลืออยู่แต่อากาศคือความว่าง นี้หมายความว่าทำได้ด้วยจิต ไม่ใช่ทำได้ด้วยร่างกาย คือเดี๋ยวนี้เหลืออยู่แต่ความว่าง. แต่แล้วก็เห็นว่า ความว่างจากแผ่นดินนี้ก็ยังหยาบอยู่ ฉะนั้น เอาที่ ละเอียดกว่านั้น กล่าวคือเอาวิญญาณธาตุ หรือนามธาตุ ซึ่งเข้าใจยาก ว่าหมายความ อะไร แต่ก็หมายถึงนามธาตุคือธาตุทางใจ มันละเอียดลงไปกว่าความว่าง. ที่นี้ ธาตุทางใจก็ยังหยาบอยู่ เอาความไม่มีอะไรดีกว่า; ความไม่มี อะไรนี้ก็ยังรบกวนความรู้สึกอยู่ : เอาความที่จะรู้สึกก็ไม่ใช่ ไม่รู้สึกก็ไม่ใช่ดีกว่า ; คือความรู้สึกนี้มันก็ยังรบกวนอยู่ ก็เอาสมาธิที่ไม่ต้องมีอารมณ์ ไม่ต้องมีนิมิต คือจิต ที่กำหนดอยู่ที่สิ่งไม่ใช่อารมณ์ที่ไม่ใช่นิมิต นี่เรียกว่าเจโตสมาธิไม่มีนิมิต. ตรงนี้มันบอกว่า สิ่งที่เหลืออยู่ในขณะนี้ก็คือ อายตนะที่กำลังรู้สึกอยู่. นี่หมายความว่าผู้ที่ยังไม่หลุดพ้นจากอาสวะ ก็ยังมองเห็นว่า ไม่มีอะไรนอกจากอายตนะ ยังทำหน้าที่ รู้สึกอยู่. ถ้าหากว่าพ้นจากอาสวะที่ตรงนี้ด้วย ก็ยิ่งเห็นชัดว่า ไม่มีอะไร ; นอกจากอายตนะที่ทำหน้าที่รู้สึกอยู่. นี้คืออันสุดท้ายเหลืออยู่แต่อายตนะ คือ มนายตนะ ทำหน้าที่รู้อยู่ว่า ว่าง, ว่าว่างอย่างเดียว. เป็นอันว่าความรู้สึกที่เป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา หรือ อัตตา ชีโว อะไรนั้นไม่มีทางจะเกิดแล้ว อานิสงส์ของมันก็คือสบาย. พระพุทธเจ้าท่านถือว่า สบายที่สุด ; ถ้าจะพักผ่อนหาความสบายแล้วก็พักผ่อนด้วยสุญญตาวิหาร. ท่านจึง ตรัสว่า : ดูก่อนอานนท์, เราอยู่มากด้วยสุญญตาวิหาร ; ก็หมายความว่าแทนที่ จะนอนหลับอย่างคนธรรมดานี้ ก็อยู่ด้วยสุญญตาวิหาร ; นอกจากนั้นไปเที่ยวทำงาน ตามหน้าที่พระพุทธเจ้า. เมื่อไม่ใช่เวลาทำหน้าที่ตามหน้าที่ประจำวัน ก็อยู่ด้วยสุญญตา วิหาร แทนที่จะนอนหลับอย่างคนธรรมดา. การที่เข้าไปอยู่ในความว่าง ความรู้สึกว่าว่าง แม้ขั้นใดขั้นหนึ่งก็เรียกว่า สุญญูดาวหาร. สุญญตาวิหารขั้นหนึ่ง ๆ ก็มีการลดซึ่งสิ่งรบกวนใจ ที่เรียกว่าทรลา ;
น.245 ตัวอย่างง่าย ๆ เช่น อยู่ที่บ้านที่เรือนเต็มไปด้วยลูก เมีย หลาน เหลน นี่แหละ ทรถา กลุ้มเข้ามาหมด ร้อนเป็นไฟ. พอสิ่งเหล่านี้ถอยออกไป ทรถาก็เปลี่ยนไป; แต่ว่า มีบ้านเปล่า ๆ มีเรือนเปล่า ๆ แต่ก็ยังรบกวนใจ. เอาเรือนออกเสียให้หมด เหลือแต่ แผ่นดิน มันก็รบกวนน้อยลงไปอีก. เอาแผ่นดินออกเหลือแต่ความว่าง อากาศ มันก็ รบกวนน้อยลงไปอีก. เอาความว่างออกไปเสียอีก เหลือแต่ความที่จะรู้สึกตัวก็ไม่ใช่, ไม่รู้สึกตัวก็ไม่ใช่ นี่มันก็ยังน้อยลงไปอีก จนกระทั่งเหลืออยู่แต่อายตนะที่รู้สึกว่า ว่าง เท่านั้นเอง ; มันก็จบแค่นี้. นี่เป็นหลักที่แสดงว่า แม้ยังไม่เป็นพระอรหันต์ก็สามารถจะทำได้ตามสัด ตามส่วน ; แล้วก็ได้รับประโยชน์อันสูงสุด ได้รับอานิสงส์นี้ตามสัดตามส่วน ดีกว่าไม่รู้, ดีกว่าไม่ทำ. สรุปแล้วก็ทำอย่างง่าย ๆ ว่า : จะไม่มีความรู้สึกอะไร นอกจากรู้สึกว่า อายตนะนั้นมีอยู่ และเมื่อรู้สึกต่อความว่าง ก็สบาย มีความสุขมีความสบาย ยิ่งกว่าอย่างอื่น; คือว่าอยู่ด้วยความว่าง อยู่กับความว่าง เสวยรสของความว่าง ชิมรส ของพระนิพพาน เป็นการล่วงหน้าอยู่อย่างนี้. เมื่อใดมีความเป็นอยู่ด้วยความรู้สึกว่างอย่างนี้ เรียกว่าอยู่ในสุญญตาวิหาร : ที่เดินเป็นสุญญตาวิหาร, ที่ยืนเป็นสุญญตาวิหาร, ที่นั่งเป็นสุญญตาวิหาร, ที่นอนเป็นสุญญตาวิหาร, ไม่มีความทุกข์เลย. นี่คือคำสอนสูงสุด ที่เกี่ยวกับสุญญตา สุญญตาที่สุด คือนิพพาน. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า : จงมองดูโลกโดยความเป็นของว่างอยู่ทุกเมื่อเถิด รายละเอียดต้องเป็นอย่างนี้ ; แล้ว เมื่อนั้นมัจจุราชจักไม่เห็นเธอ มัจจุราชจักตามหา เธอไม่พบ. ต้องมีสติเห็นสิ่งทั้งปวง โดยความเป็นของว่าง โดยลักษณะดังที่ กล่าวมาแล้วอย่างละเอียดเป็นขั้น ๆ ขั้น ๆ อย่างนี้. แต่เราจะดูทีเดียวให้เห็นเป็นของว่าง ; กวาดทิ้งไปว่า ไม่มีอะไรที่ควรยึดถือว่าตัวกู - ของกูมันก็ได้เหมือนกัน.
น.246 นี้คือเรื่อง สุญญตาวิหาร เป็นวิหารที่สี่ ; วิหารที่หนึ่ง ทิพย์วิหาร อยู่ในฌาน, วิหารที่สอง พรหมวิหาร อยู่ด้วยความรู้สึกที่เป็นเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ที่เรียกว่าพรหมวิหารเหมือนกัน, อริยวิหาร อยู่ด้วยความรู้สึกที่ว่า เดี๋ยวนี้กิเลสไม่ได้มารบกวน, สุญญตาวิหาร อยู่ด้วยความรู้สึกว่า ไม่มีอะไร ๆ นอกจากความรู้สึกทางอายตนะ เหลืออยู่แต่อายตนะในขั้นสุดท้าย ที่รู้สึกต่อความว่าง เท่านั้นเอง. นี้ก็เป็นสุญญตาวิหาร. ทั้งหมดนี้เรียกว่าหลักปฏิบัติเกี่ยวกับ ทิพย์วิหาร พรหมวิหาร อริยวิหาร และสุญญตาวิหาร ตามหัวข้อที่เรากำหนดไว้สำหรับการบรรยายในวันนี้ ซึ่งพอสมควร แก่เวลาแล้ว. ขอยุติการบรรยายไว้เพียงเท่านี้
Buddhadasa