น.247 ท่านสาธุชน ผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย , การบรรยายในวันนี้มีหัวข้อว่า หลักปฏิบัติเกี่ยวกับนิพพาน ดังที่ ท่านทั้งหลายก็ทราบกันอยู่เป็นอย่างดีแล้ว. คำว่า หลักปฏิบัติเกี่ยวกับ นิพพาน หมายความว่าวันนี้เราจะพูดกันเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับหลักปฏิบัติ ; เพราะว่าเรื่องเกี่ยวกับนิพพานโดยทั่ว ๆ ไปนั้น ได้เคยพูดกันโดยละเอียด ครั้งหนึ่งแล้วในภาคมาฆะบูชา. ถ้าถามว่าทำไมเราจึงต้องพูดกันถึงเรื่องนี้ คือเรื่องปฏิบัติเกี่ยวกับ นิพพาน ? ก็เพราะว่าเพื่อจะให้สำเร็จประโยชน์ ในการที่จะได้รับผลอันแท้จริงจาก พระพุทธศาสนา. ถ้าว่าการปฏิบัติเป็นไปไม่ได้ มันก็มีแต่ความรู้ สักว่ารู้ ๆ กันเท่านั้น เอง. ถ้าความรู้นั้นไม่กลายเป็นการปฏิบัติ พระธรรมก็ช่วยใครไม่ได้ ; ๒๑๖
น.248 เพราะฉะนั้นขอให้เข้าใจไว้ในเรื่องนี้ เพื่อจะป้องกันความประมาท. ถ้าปราศจากการ ปฏิบัติ ความรู้ก็เป็นหมัน, แม้ความรู้ในทางพระพุทธศาสนานี้ก็เป็นหมัน. เรื่องนิพพาน นั้นเป็นเรื่องเดียวในฐานะที่เป็นผลที่จะได้รับจากพระพุทธศาสนา; ถ้าปราศจากสิ่งที่ เรียกว่านิพพาน พุทธศาสนาก็ ไม่มีประโยชน์อะไร หรือจะเรียกได้ว่าเป็นหมัน ; หรืออาจจะกล่าวอย่างกว้างขวางไปกว่านั้น ก็กล่าวได้โดยไม่ต้องกลัวใครจะค้านว่า ถ้ า ไม่มีสิ่งที่เรียกว่านิพพาน การมีศาสนาของมนุษย์ทั้งหมดก็เป็นหมัน นี้เรียกว่า สิ่งที่เรียกว่านิพพานนั้น ก็คือผลของการมีศาสนาทุก ๆ ศาสนา นั่นเอง . ศาสนาอื่นเขาจะไม่เรียกว่านิพพานก็ตามใจ แต่สิ่งที่เป็นผลของการปฏิบัติ ศาสนานั้น ที่แท้ก็คือสิ่งที่เรากำลังเรียกว่านิพพาน. ถ้าไม่มีสิ่งที่เรียกว่านิพพาน ก็แปลว่า ไม่ต้องมีสิ่งที่เรียกว่าศาสนา แม้ในลักษณะที่เป็นศีลธรรม ; ทั้งนี้ก็เพราะว่า สิ่งที่เรียกว่านิพพานนั้นมีได้ใน ศาสนา แม้ในขั้นศีลธรรม . คนมักจะแยกกันออกไปเสียว่า ขั้นศีลธรรมไม่เกี่ยว • กับนิพพาน ; ที่ไหนก็มักจะพูดกันทำนองนี้ว่า นิพพานอยู่สูงไปกว่าศีลธรรม. ทั้งนี้ ก็เพราะให้ความหมายแก่คำว่าศีลธรรมน้อยไป หรือให้ความหมายแก่คำว่านิพพานมาก เกินไป; มันจึงเข้ากันไม่ได้. ถ้ากล่าวให้ถูกต้องแล้ว สิ่งที่เรียกว่า "ศีลธรรม" นี้ ก็ควรจะมีขอบเขต สูงขึ้นไปจนถึงกับว่ามีผลเป็นนิพพาน. และ คำว่า นิพพาน นั้นก็มีความหมายหลายชั้น คือว่ากว้างขวาง จนกระทั่งมาเป็นผลของสิ่งที่เรียกว่าศีลธรรมก็ได้ ขอให้ตั้งใจฟัง ประเดี๋ยวจะได้พิจารณากันถึงเรื่องนี้. ยิ่งไปกว่านั้นอีกก็คือว่า สิ่งที่เรียกว่า " นิพพาน " นั้น มีอยู่อย่างที่ใคร ไม่รู้จัก , หรือจะพูดอีกอย่างหนึ่งก็ว่า มีอยู่อย่างที่เรียกว่าอาภัพอับโชค ไม่มีเกียรติ ; ทั้งที่โดยแท้จริงแล้ว ทุกคนรอดชีวิตอยู่ได้วันหนึ่ง ๆ นี้เพราะสิ่งที่เรียกว่านิพพาน
น.249 ในระดับหนึ่ง . ถ้าปราศจากนิพพานในระดับนี้ คนจะต้องเป็นบ้า อย่างน้อยก็จะต้อง เป็นโรคเส้นประสาท ฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่านิพพาน มีความหมายกว้างอย่างไรเราจะได้ พิจารณากันต่อไป. ความหมาย ของ นิพพาน คำว่า " นิพพาน " ตามตัวหนังสือ ก็แปลว่า ไปหมดแห่งความร้อน หรือ ดับความร้อน . คำว่า "ดับ" ก็หมายความว่า ดับของสิ่งที่มีความร้อน. ถ้าไม่มี ความร้อนแล้ว ก็จะดับอะไร มันก็ไม่มีอะไรที่จะต้องดับ ; ฉะนั้นถ้าพูดว่ามีความดับ มันก็ต้องดับของสิ่งที่มันร้อน หรือเป็นไฟ. นี้คือ ดับไฟ หรือดับทุกข์ ซึ่งเป็นชื่อเดียวกัน. ทีนี้ นิพพาน ตัวหนังสือในภาษาบาลีมีความหมายกว้าง คือว่า นิพพาน ในฐานะเป็นเครื่องดับความร้อนก็ได้, ในฐานะเป็นแดนเป็นเขต เป็นที่ดับของ ความร้อนก็ได้, ในฐานะเป็นกิริยาอาการแห่งการดับลงก็ได้, ในฐานะที่เป็น ความเย็นคือดับแล้วมันเย็นเป็นผลของความดับอย่างนี้ก็ได้ ; ล้วนแต่เรียกว่านิพพาน ทั้งนั้น. ภาษาบาลีเป็นภาษาที่มีความแปลกประหลาดอยู่อย่างนี้ คำ ๆ เดียวนั้น รูปศัพท์ อย่างเดียวกันนั้น แปลความหมายได้หลายอย่าง :- ๑. นิพพานในฐานะที่เป็นเครื่องดับ ก็เล็งถึงข้อที่เราต้องปฏิบัติเพื่อให้ เกิดนิพพาน ; ดังนั้นนิพพานจึง หมายถึงสิ่งที่ต้องปฏิบัติ เพื่อการไม่เกิดแห่งกิเลส , เพื่อการไม่เกิดแห่งความทุกข์ แม้ที่สุดแต่การเป็นอยู่โดยชอบ. การสำรวมระวังโดย ประการทั้งปวง ที่เราต้องปฏิบัตินี้ ก็เรียกว่า "สิ่งที่ต้องปฏิบัติเพื่อให้เกิดความเย็น". เมื่อเกิดความเย็นมันก็ดับความร้อน การปฏิบัติเหล่านั้นเลยเป็นเครื่องดับความร้อน. นี่ นิพพานในฐานะที่เป็นเครื่องดับ ก็เล็งถึงสิ่งที่มนุษย์จะต้องปฏิบัติ เพื่ออย่า ให้เกิดเป็นทุกข์ขึ้นมา . นี่แหละคือส่วนที่สำคัญที่สุดที่เราจะต้องสนใจนิพพาน ในฐานะ เป็นเครื่องดับร้อน. ๒. ถัดไป นิพพานในฐานะเป็นแดนดับ นี่ก็ หมายถึงสภาวธรรมตาม ธรรมชาติอันหนึ่ง หรือชนิดหนึ่ง ที่มนุษย์อาจจะเข้าถึงได้ หรือรู้สึกได้ ด้วยจิตของ
น.250 มนุษย์นั้นเอง ; นี้ตั้งอยู่ในฐานะเป็นสิ่งที่ต้องรู้ หรือต้องรู้จัก. ที่เรียกสิ่งนี้ว่าสภาวธรรม ก็หมายความว่าเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้ว มีอยู่เองตามธรรมชาติ; เมื่อใครยังไม่ถึง หรือ ยังไม่ทำให้ปรากฏได้ก็ดูคล้ายกับว่าไม่มี ; พอใครปฏิบัติถูกต้องได้ ก็ถึงแดนนั้นเขตนั้น หรือสภาวะอันนั้น. นี้ออกจะเป็นโวหารสักหน่อย ที่ว่าแดนดับทุกข์, สภาวะดับทุกข์ นั้นมันมีอยู่ตามธรรมชาติ . ทั้งนี้ก็เพื่อจะป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจว่า เราสร้างมัน ขึ้นมา. เราไม่ถือว่าเราอาจจะสร้างพระนิพพาน หรือสร้างความเย็น หรือสร้าง อะไรขึ้นมาได้; นิพพานเป็นสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ. เราต้องทำให้ถูกเรื่อง แล้ว สิ่งนั้นก็จะปรากฏแก่จิตของมนุษย์ นี้เรียกว่าเป็นสภาวธรรมตามธรรมชาติ ที่มนุษย์ อาจจะเข้าถึงได้ด้วยการรู้สึกทางจิต หรือ ต้องเข้าถึงโดยทางจิต นิพพานในลักษณะที่เป็นแคนดับของความทุกข์ อย่างนี้ บางทีก็เรียกว่า นิพพานธาตุ คือธาตุแห่งนิพพาน ; แปลว่าธาตุอันเป็นที่ดับของธาตุที่ไม่ใช่นิพพาน. หมายความว่าธาตุนี้มีมากอย่างด้วยกัน นิพพานธาตุก็เป็นธาตุที่เป็นความดับของธาตุอื่น ๆ. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า : อตฺถิ ภิกขเว ตทายตนํ น อาโป น เตโช ฯลฯ ยืดยาวออกไป ; อันมีใจความสั้น ๆ แต่เพียงว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, สิ่งนั้นมีอยู่ คือ สิ่งซึ่งไม่ใช่ดิน ไม่ใช่น้ำ ไม่ใช่ไฟ ไม่ใช่ลม ไม่ใช่อากาศ ไม่ใช่วิญญาณ ไม่ใช่ อากิญจัญญายตนะ ไม่ใช่ เนวสัญญานาสัญญายตนะ, ไม่ใช่โลกนี้ ไม่ใช่โลกอื่น ไม่ใช่ดวงอาทิตย์ ไม่ใช่ดวงจันทร์ ; ไม่เป็นการไป ไม่เป็นการมา ไม่เป็นการ หยุดอยู่ ; อะไรทำนองนี้ ปฏิเสธหมดเรื่อย ๆ ไป .. . แต่สิ่งนั้นมีอยู่ และนั่นแหละ เป็นที่ดับของความทุกข์ เป็นที่สิ้นสุดของความทุกข์. อย่างนี้ท่านเล็งถึง นิพพานธาตุ หรือแดนเป็นที่ดับของความทุกข์ : อันนี้ถูกเข้าใจผิด หรือว่าจะไม่เข้าใจผิดก็สุดแท้ แต่มันถูกสมมติให้เป็นบ้าน เป็นเมือง เป็นนคร เรียกว่า นิพพานมหานคร หรือนครนิพพานหรืออะไรขึ้นมา. นี่เรียกว่าพูด อย่างบุคคลาธิษฐาน สำหรับคนที่ฟังอย่างลึกซึ้งไม่ออก ก็พูดไว้คล้าย ๆ เป็นบ้าน เป็นเมืองเป็นโลก ๆ หนึ่ง ให้พยายามปฏิบัติเพื่อจะได้ไปอยู่ในโลกนั้น.
น.251 ถ้าจะว่าโดยเนื้อแท้ก็เป็นสภาวธรรม ไม่ใช่บ้านไม่ใช่เมือง ไม่ใช่โลก ; แต่เป็นสภาพทางจิตชนิดหนึ่ง ที่ เมื่อปฏิบัติถูกต้องครบถ้วนเหมาะสมแล้วสภาพนั้น ก็จะปรากฏออกมา . พระพุทธเจ้าท่านเรียกสิ่งนี้ว่า อายตนะอันหนึ่ง ; แต่ไม่ใช่ อายตนะ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, หรือไม่ใช่แม้แต่อาตยนะ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฎรัพพะ ธัมมารมณ์ ; มันเป็นอายตนะที่ไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย เป็นวิสังขาร เป็นนิพพาน ; แต่ก็ต้องเรียกว่ามันเป็น "สิ่ง" สิ่งหนึ่งซึ่งมีอยู่ . ที่เรียกนิพพานว่าอายตนะก็เพราะว่า เป็นสิ่งที่มนุษย์อาจจะรู้สึกได้ หรืออาจจะถูกรู้สึกได้ด้วยจิตใจของมนุษย์ ดังนั้นจึงเรียกว่าอายตนะด้วยเหมือนกัน ; แต่อย่าเอาไปปนกับอายตนะภายนอก อายตนะภายใน ทำนองนั้น. นี้เรียกว่านิพพาน ในฐานะเป็นแดนดับ ; อะไรเข้าไปถึงนั่นแล้วจะต้องดับ. ๓. นิพพานในฐานะเป็นกิริยาอาการของการดับ จะมีในขณะที่ อริยมรรคทำลายกิเลส หรือทำลายความเคยชินของกิเลส. สิ่งที่เรียกว่า กิเลสนั้นไม่สำคัญเท่ากับความเคยชินของกิเลส ; กิเลส มันเกิดเป็นคราว ๆ ตามที่อารมณ์จะมากระทบ ; แล้วมันมีความเคยชินที่จะเกิดกิเลสนั้น เพิ่มขึ้น ๆ เป็นเสมือนหนึ่งว่าความเคยชินที่จะเกิดกิเลสนี้มีอยู่ตลอดเวลา. แท้ที่จริง ตัวกิเลสมิได้มีอยู่ตลอดเวลา เพิ่งจะเกิดต่อเมื่อได้เหยื่อ หรือได้อารมณ์ ; แต่ ความเคยชินที่จะเกิดกิเลสนั้นมีอยู่ตลอดเวลา . พอมันได้เหยื่อเมื่อไร ได้โอกาส ได้ช่องเมื่อไร มันก็ชิงเกิด รีบเกิด หรือเกิดออกมา โดยป้องกันไม่ค่อยจะทัน, อันนี้แหละสำคัญมาก เป็นอันตรายมาก. ทีนี้ ใน ขณะที่อริยมรรค หรือมรรคญาณมี แรงกล้า มีกำลังกล้า ถึงกับ ตัดทำลายความเคยชินของกิเลสที่จะเกิดนี้เสียได้ จึง เป็นการดับที่แท้จริง คือเป็น การดับชนิดที่เรียกได้ว่า นิพพานโดยแท้จริง ; เป็นสิ่งที่ต้องทำให้ปรากฏ ให้รู้จัก ให้ปรากฏขึ้นมา ; ให้การดับนี้เป็นที่ปรากฏขึ้นมา. เพียงแต่รู้อยู่เฉย ๆ ว่ามันเป็น
น.252 อย่างนั้น ๆ ยังใช้ไม่ได้; ต้องทำให้มีการดับของกิเลส หรือรากเหง้าของกิเลส หรือว่าความเคยชินของการที่จะเกิดกิเลส แล้วแต่จะเรียกอย่างไรก็ได้. ๔. นิพพานในฐานะที่เป็นผลของการดับของกิเลส ทำให้การดับ ของกิเลสนี้ปรากฏ จึงจะได้รับประโยชน์จากสิ่งที่เรียกว่านิพพาน. มันเกี่ยวเนื่องกัน กับเครื่องดับ ; พอเรามีเครื่องดับแล้วเราก็เอามาใช้ให้เกิดการดับ ; เมื่อทำไปถูกวิธี ผลก็ปรากฏเป็นการดับ, แล้วมันก็มีผล. นี้ก็คือ นิพพานในฐานะที่เป็นผล คือ เป็นความเย็น . เป็นผลที่ได้รับจากการดับไปแห่งกิเลสและความทุกข์ ; เป็นผลที่ ได้รับที่นี่ในชาตินี้ ในทิฏฐธรรมนี้. คำว่า " ความเย็น " เป็นคำพูดชนิดที่เปรียบเทียบ ; หมายความว่า คำ ธรรมะทุกคำยืมจากคำของชาวบ้านมาใช้ เช่น : ความร้อน เอามาเป็นชื่อของกิเลส, ความเย็นมาเป็นชื่อของนิพพาน. เอาคำชาวบ้านที่ชาวบ้านรู้อยู่แล้ว รู้ความหมายดี อยู่แล้ว มาเป็นคำใช้ในวงของศาสนา เกิดเป็นภาษาธรรมะขึ้นมา เป็นคำ ๆ เดียวกัน แต่มีความหมายอย่างอื่น ; อย่างน้อยที่สุดก็มีความหมายแยกกัน. ภาษาชาวบ้าน หมายถึงเรื่องทางวัตถุ เช่น ร้อนหรือเย็น อย่างนี้ก็ร้อนหรือเย็นทางเนื้อหนัง ; แต่ ภาษาศาสนาร้อนหรือเย็นนี้หมายถึงทางวิญญาณทางจิต , และเป็นความเย็น ที่จริงกว่า. รวมความว่า คำว่า นิพพาน จะมีความหมายได้อย่างน้อยถึง ๔ ประการ : คือ เป็น เครื่องดับ เป็น แดนดับ และเป็น การดับ และเป็น ความเย็นที่เป็นผลของ การดับ . และอันสุดท้ายคือ ความเย็นนี้เองคือสิ่งที่เราต้องการ นอกนั้นมันก็ไม่มี ความหมายอะไรแก่เรา. ถ้ามันไม่ให้เกิดความเย็นก็ไม่มีใครต้องการ. ความเย็นจึง หมายถึงความสุข หรือความไม่ทุกข์ทุก ๆ ระดับ ที่จะพึงได้รับจากการปฏิบัติในทางของ พระศาสนา.
น.253 ทาง นิพพาน ที่นี้จะพูดต่อไปถึง ทางนิพพาน . ถ้าพูดว่า " ทางนิพพาน " ก็ค่อย ปลอดภัย แต่ถ้าพูดว่า "ทางไปนิพพาน" มันก็เลื่อนออกไป ไม่ค่อยปลอดภัย ; ทั้งนี้ เพราะว่า นิพพานนั้นไม่ต้องไป . ถ้ามีการไปก็ไม่ใช่นิพพาน. ดังที่พระพุทธเจ้าท่าน ตรัสว่า : ไม่ใช่การไป ไม่ใช่การมา ไม่ใช่การหยุดอยู่. นิพพาน เป็นสภาวะ อันหนึ่งซึ่งปรากฏออกมา เมื่อมีการกระทำถูกต้อง มีการปฏิบัติถูกต้อง ; ฉะนั้น จึงไม่ต้องไป จึงไม่ต้องมา รวมทั้งไม่ต้องหยุดอยู่ที่นั่น. นี้เป็นภาษาที่ต้องระวัง ไป ก็ไปหาสิ่งหนึ่ง, มา ก็มาหาสิ่งหนึ่ง, หยุด ก็เพราะว่าติดอยู่ที่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ; มันใช้ไม่ได้ทั้งนั้น ; เพราะมีความยึดมั่นถือมั่น จึงได้ไป จึงได้มา หรือจึงได้หยุดอยู่ที่ไหน ต่อเมื่อดับความยึดมั่นถือมั่นนั้นเสีย ไม่มี การไป ไม่มีการมา ไม่มีการหยุด หรือติดอยู่ที่ไหน จึงจะเรียกว่าเป็นการหลุดออกไป, นี้ถ้าจะเรียกโดยสมมติก็เรียกว่า " ทางนิพพาน ". ทางนิพพานนั้นเรียกว่ามรรค มรรคซึ่งแปลว่าหนทางนี้เอง ; แต่เป็น หนทาง ทางจิตใจ มีเรียกว่าอริยมรรคบ้าง อัฏฐังคิกมรรคบ้าง แล้วแต่จะให้หมาย ความอย่างไร. ที่เรียกว่าอัฏฐังคิกมรรค, มรรคประกอบไปด้วยองค์ ๘ นั้นเป็น ตัวทางนิพพาน ; หมายความว่าเมื่อปฏิบัติอยู่อย่างนั้น นิพพานปรากฏออกมา เราไม่ต้องเรียกว่าไปนิพพาน หรือหนทางเพื่อให้ไปนิพพาน ; แต่ต้องพูดว่าทางให้ถึง นิพพาน. ถ้าจะพูดกันอย่างอื่น เพื่อไม่เกิดความกำกวมก็จะต้องพูดว่า เป็นการปฏิบัติ ที่จะทำนิพพานให้ปรากฏแก่ใจ . การปฏิบัติตามมรรคมีองค์ ๘ ให้ถูกต้อง ให้ครบถ้วน พอเหมาะพอดี แล้วนิพพานก็จะปรากฏแก่จิตใจของผู้ปฏิบัติ . ที่ว่ามรรคมีองค์ ๘ นั้น ก็ขอ ทบทวนซักซ้อมความเข้าใจไว้เสมอว่า : หมายถึงความถูกต้อง ๘ ประการ : ถูกต้อง ในทางความคิดเห็น เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ . ถูกต้องในทางความมุ่งมาดปรารถนา เรียกว่า สัมมาสังกัปโป , ถูกต้องในการพูดจา เรียกว่า สัมมาวาจา , ถูกต้องในการกระทำ
น.254 ทางกาย เรียกว่า สัมมากัมมันโต , ถูกต้องในการเลี้ยงชีวิต เรียกว่า สัมมาอาชีโว , ถูกต้องในความพากเพียร เรียกว่า สัมมาวายาโม , ถูกต้องในความดำรงจิต ความ รู้สึกนึกคิด นี้เรียกว่า สัมมาสติ , และความถูกต้องในการมีสมาธิ คือความมั่นคงของจิต นี้เรียกว่า สัมมาสมาธิ . รวมเป็นความถูกต้อง ๘ ประการ ที่เรียกว่ามีองค์ ๘ แล้วรวมกันเป็นหนทางให้ถึงซึ่งความดับทุกข์ที่เรียกว่านิพพาน. คำว่าอัฏฐังคิกมรรค, หรืออริยมรรค มีความหมายอย่างนี้. ทีนี้ดูให้ดี ๆ ว่าใน ๘ องค์นั้น องค์แรกนั้นมีความสำคัญมาก เหมือนกับ ผู้นำ เรียกว่าสัมมาทิฏฐิ , ความเห็น หรือความเข้าใจ หรือความรู้ความเชื่อ อะไร ก็ตาม รวมอยู่ที่องค์นี้ทั้งนั้น ; และเรียกง่ายๆ ว่าทิฏฐิ คือ ความเห็นที่ถูกต้อง. เมื่อมีความเห็นที่ถูกต้อง อื่น ๆ ก็จะถูกต้องตามไปเอง ; ฉะนั้นสัมมาทิฏฐิจึงสำคัญ ในฐานะเป็นองค์ประกอบองค์แรกที่นำหน้า ; แม้กระนั้นสิ่งที่เรียกว่าสัมมาทิฏฐิในกรณี ของนิพพานนี้ ก็ยังอาจจะแยกไปได้ว่า เห็นชอบ เห็นถูกต้องนั้น มันหนักไปในทาง คิดเห็นว่าอย่างไร ๆ. สัมมาทิฏฐินี้อาจจะแยกออกไป เช่นว่า ถ้าไปมี น้ำหนักอยู่ที่เห็นอนิจจัง แล้วบรรลุนิพพานนี้ก็ เป็น อนิมิตตนิพพาน , ถ้า หนักไปในทางเห็นทุกขัง แล้วบรรลุ นิพพาน ก็ เป็น อัปปณิหิตนิพพาน , ถ้า หนักไปในทางเห็นอนัตตา แล้วบรรลุ นิพพานก็เป็น สุญญตนิพพาน . นิพพานนี้เป็นอย่างเดียวกัน มี ความหมายอย่างเดียวกัน คือเป็นของเย็น แต่อาจจะมาได้จากทิศทางต่าง ๆ กันของผู้ที่ปฏิบัติ หรือผู้เห็น. บางคนเขาถนัด ที่จะเห็นในความไม่เที่ยง , เห็นความไม่เที่ยง แล้วเกิดเบื่อหน่ายคลายกำหนัด แล้ว ก็เป็นนิพพาน ; นี้เป็น อนิมิตตนิพพาน , เป็นนิพพานที่มีความหมายว่า ไม่มีอะไร เป็นที่กำหนด เพราะมีแต่ความไม่เที่ยง และไหลเวียนไปเรื่อย. แต่ถ้า บางคนเขามีสิ่งแวดล้อมทำให้เห็นความทุกข์ ถึงขนาดสูงสุด จนเกิด ความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด บรรลุนิพพาน ก็เรียกว่าเป็นนิพพานที่เป็น อัปปณิหิต
น.255 คือ ไม่มีที่ตั้งที่เกาะของจิตใจ , ไปเกาะเข้าที่ไหนเป็นมีความทุกข์ทั้งนั้น, ก็เลยไม่มี ที่ตั้งที่เกาะ. ที่นี้ ถ้าว่าผู้ใด เขาเหมาะสมที่จะเห็นอนัตตา : อะไร ๆ ก็ไม่ใช่สิ่งที่ควร จะยึดถือว่าตัวตนหรือของตนอย่างนี้ เกิดเบื่อหน่ายคลายกำหนัด บรรลุนิพพาน ; นิพพานชนิดนี้ให้ชื่อประกอบเข้าไปว่าเป็น สุญญตนิพพาน นิพพานที่อาศัยความว่าง อาศัยการเห็นความว่างเป็นหลักเป็นประธาน. จากเหตุผลดังกล่าว ทางนิพพาน นี้ จะเรียกว่า ตั้งต้นด้วยอนิจจังก็ได้ ด้วย ทุกขังก็ได้ ด้วย อนัตตาก็ได้ แล้วแต่คนเขามีจิตใจอย่างไร, เหมาะที่จะตั้งต้น จากอะไร. นี้มันก็แล้วแต่จะทำให้เกิดการตั้งต้นอย่างนั้นเอง เรียกว่าตามอุปนิสัย. ในชั้นนี้เรารู้แต่เพียงว่า มี การปฏิบัติตามมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งมีสัมมาทิฏฐิเป็นตวนำ . สัมมาทิฏฐินั้นจะอาศัยอนิจจังก็ได้ อาศัยทุกขังก็ได้ อาศัยอนัตตาก็ได้. ที่แท้ทั้ง ๓ อย่างนี้ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นี้มันไม่แยกกัน ; แต่ผู้เห็นอาจจะเห็นเพียง มุมหนึ่งแง่หนึ่งส่วนหนึ่ง เหลี่ยมหนึ่งก็ได้ ; ฉะนั้นจึงเห็นหนักไปในทางเห็นอนิจจังก็มี เห็นทุกขังก็มี เห็นอนัตตาก็มี แล้วแต่ว่าอุปนิสัยอย่างที่กล่าวแล้ว. นี้เรียกว่าทางที่จะให้ถึงนิพพาน ที่ไม่ต้องไป ไม่ต้องมา ไม่ต้องหยุดอยู่ที่ไหน เป็นแต่เพียงทำความถูกต้องให้เกิดขึ้นจนครบถ้วนแล้ว ก็จะปรากฏสิ่งที่เรียกว่านิพพาน ขึ้นมา. ชนิด ของ นิพพาน ที่นี้ต่อไปนี้ก็จะพูดถึง ชนิดของนิพพาน ให้เห็นอย่างชัดแจ้ง และจะ ได้สะดวกแก่การที่จะศึกษาว่า จะปฏิบัติกันอย่างไร. ในที่นี้ขอให้เข้าใจว่า คำว่า นิพพาน ๆ นี้มีได้หลายชนิดหรือหลายระดับ . อย่าเข้าใจไปเสียว่ามีเฉพาะเมื่อหมดกิเลส เป็นพระอรหันต์แล้ว จึงจะนิพพาน ; นั้นเป็น นิพพานแท้ เป็นนิพพานถาวร. นิพพานที่ยังไม่ถึงขนาดนั้นก็มี, เพราะเหตุที่มันมี
น.256 รสชาติเหมือนกัน เราจึงเรียกนิพพานไปหมด ; เช่นว่าตัวอย่างสินค้า กับสินค้าจริง ๆ นั้นมันต้องเหมือนกัน, แต่ตัวอย่างสินค้านั้นมีนิดเดียว เพื่อโอกาสอันสั้น. นิพพาน ตัวอย่างเหมือนกับตัวอย่างสินค้า เป็นนิพพานชิมลองนี้ก็มี แต่จะเป็นนิพพานชนิด ไหนก็ตาม ต้องมีรสชาติอย่างเดียวกัน. ขอให้ฟังให้ดี ทีนี้เราจะแบ่งนิพพาน ให้เป็น ๓ ระดับ เพื่อสะดวกแก่การปฏิบัติ :- ๑. นิพพานที่เรียกว่าตทังคนิพพาน เป็นนิพพานเพราะการประจวบ เหมาะของสิ่งนั้น ๆ. นิพพานชนิดนี้ปรากฏแก่จิต โดยการประจวบเหมาะแห่งองค์ ประกอบของมัน ; หมายความว่าอะไรก็ตาม ส่วนใหญ่ก็เป็นของภายนอกตัวเรา : เป็นบุคคล เป็นสถานที่ เป็นบรรยากาศ เป็นอะไรก็สุดแท้เถิด มีความประจวบเหมาะ ทำให้จิตว่างจากกิเลสไปได้ขณะหนึ่ง ; ขณะนั้นเรียกว่าเป็น ตทังคนิพพาน, เป็นนิพพานประเภทชั่วคราว ประเภทชิมลอง ประเภทตัวอย่าง ; แล้วภาวะนั้นก็ ปรากฏแก่จิต โดยการประจวบเหมาะแห่งองค์ประกอบของมัน เรียกว่า ตทังคนิพพาน - นิพพานเพราะการประจวบเหมาะขององค์นั้น ๆ. ๒. วิกขัมภนนิพพาน, นิพพานที่ปรากฏแก่จิตโดยการบังคับจิตไว้ ในภาวะที่มีรสหรือกิจของนิพพาน ; ก็หมายความว่าเมื่อทำจิตให้เป็นสมาธิ ถึงขนาด ที่เรียกว่าเป็นฌาน ก็เรียกว่ามีรสชาติของนิพพานปรากฏ คือรสชาติของการที่ไม่มี กิเลสรบกวนนั้นเอง. แม้ว่าเราจะทำสมาธิไม่ถึงฌาน จิตก็ยังมีความสงบ มีความรู้สึก เป็นสุขในลักษณะเดียวกัน. แต่ถ้าถึงฌานความสงบก็แน่นแฟ้นกว่า เท่านั้น ; ซึ่ง จะเรียกว่าเป็นนิพพานประเภทวิกขัมภนนิพพาน หรือบางทีก็เรียกว่าวิกขัมภนวิมุตติ. ถ้าเรียกว่าวิมุตติ หมายความว่าหลุดออกไปได้, ถ้าเรียกว่านิพพาน ก็หมายความว่า ดับเย็นลงได้. “ วิถัมภนะ นี้แปลว่าการบังคับเอา หรือการบังคับไว้ โดยการ บังคับจิตใจให้อยู่ในภาวะที่ทำหน้าที่ให้เกิดรสของนิพพาน คือในขณะแห่งฌานนั้น เรา บังคับจิตได้ ; และจิตที่บังคับได้นั้น จะไปทำให้มีจิตชนิดที่เกิดรส คือความเยือกเย็น เป็นนิพพาน. อย่างนี้เรียกว่าวิกขัมภนนิพพาน - นิพพานเพราะการบังคับเอา.
น.257 ๓. อันสุดท้ายนั้นคือ สมุจเฉทนิพพาน นิพพานจริงไม่ ใช่นิพพาน ชั่วคราว หมายความว่านิพพานปรากฏแก่จิต โดยการที่กิเลสได้หมดสิ้นไปจริง ๆ พร้อมทั้งสมุฏฐาน. ตัวกิเลสและเหตุปัจจัยให้เกิดกิเลส หรือความเคยชินแห่งการ เกิดกิเลสก็ตาม ได้หมดไป; อย่างนี้เป็นนิพพานจริง นิพพานถึงที่สุด ; ไม่ใช่ นิพพานตัวอย่าง, ไม่ใช่นิพพานชิมลอง, ไม่ใช่นิพพานชั่วคราว. สองอย่างแรกนั้นเป็นนิพพานชั่วคราว ; ประจวบเหมาะนี้ก็เป็นคราว ๆ บังคับไว้นี้ก็เป็นคราว ๆ. นี้เป็นเพียงตัวอย่างหรือชิมลอง เพราะว่ามันไม่ตลอดกาล แต่ก็มีประโยชน์ที่สุด ; เพราะว่าถ้าได้ชิมอยู่บ่อย ๆ นั่นแหละเป็นอุปนิสัยปัจจัย ให้เกิด ความพอใจในการที่จะถึงนิพพานตัวจริง. สองอย่างแรกคือ ตทังคนิพพาน และ วิกขัมภนนิพพานนี้เป็นของกลับกลอก กลับไป กลับมาได้ จึงเรียกว่าเป็นกุปปธรรม. กุปปธรรมแปลว่ากลับกำเริบได้ ; ส่วนอย่างหลังอย่างสุดท้ายนั้นเป็นอุปปธรรม กลับกลอกไม่ได้. สำหรับหลักเกณฑ์อันนี้ ที่เกี่ยวกับนิพพานทั้ง ๓ ชนิด นี้ ให้ระลึกนึกถึง คำว่า “จิตนี้เป็นประภัสสร". ตามธรรมชาติจิตนี้เป็นประภัสสร คือ ไม่มีกิเลส ไม่เศร้าหมองเพราะกิเลส. จิตเดิมนั้นรุ่งเรืองเป็นประภัสสร ; แต่ถ้าเมื่อใดกิเลสเข้ามา ก็กลายเป็นจิตที่เศร้าหมอง ไม่ประภัสสร. จิตที่ประภัส สรอยู่ตามธรรมดาเหมือนเราท่านตามธรรมดานี้ จิตเป็น ประภัสสรชนิดที่กิเลสยังอาจจะแทรกแซงได้ ; แต่ถ้าเรา ปฏิบัติจนถึงที่สุดแล้ว ความเป็นประภัสสรนั้นมันถาวร กิเลสแทรกแซงอีกไม่ได้ ; นี้เป็นนิพพานจริง, นอกนั้นเป็นนิพพานชั่วคราว. นี้ขอให้เข้าใจว่า นิพพานทั้ง ๓ ชนิดนี้มีรสอย่างเดียวกัน คือรสว่างจาก สิ่งรบกวนใจ อย่างเดียวกันหมด, มือ มีหน้าที่อย่างเดียวกัน คือว่านิพพานจะทำให้ กิเลสรบกวนใจไม่ได้ในขณะนั้น. ลินีสี ขณะใดเป็นนิพพาน ขณะนั้นนิพพานป้องกันอยู่ กิเลสรบกวนใจไม่ได้ ก็เป็นสุข ; เมื่อไม่มีอะไรรบกวนใจแล้วก็เกิดรสของนิพพาน
น.258 คือความเย็น. จะเป็นนิพพานอย่างไหน นิพพานตัวอย่าง นิพพานชั่วคราว ก็มี ลักษณะเย็น, กันไม่ให้กิเลสรบกวนใจได้ในขณะนั้นเหมือนกันหมด. เพราะฉะนั้น เราเอาภาวะอันนี้ไว้ก่อนก็แล้วกัน แม้ว่ามันจะไม่เด็ดขาด จะไม่เฉียบขาด ก็ยังมีรสชาติ อย่างเดียวกัน ทั้งที่ว่าเป็นภาวะอยู่กันคนละระดับ. ตทังคนิพพานเกิดเพราะบังเอิญ ประจวบเหมาะ พูดอย่างภาษาหยาบ โลนหน่อยก็ว่า ฟลุก, เป็นนิพพานที่ฟลุกขึ้นมาโดยที่เราก็ไม่ได้เจตนาจะทำ ; เพียง แต่เราเผอิญไปอาศัยอยู่ ไปทำอะไรอยู่ หรือว่าไปคิดไปนึกอะไรอยู่ ในที่ที่มีความ แวดล้อมเหมาะ ; เป็นเรื่องฟลุก ทำให้จิตว่างจากการรบกวนของกิเลส. ถ้าเป็นวิกขัมภนนิพพาน ก็เพราะว่าเราควบคุมระวังสังวรตั้งเจตนาที่จะ ให้สิ่งต่าง ๆ มันถูกต้องอยู่เสมอ ทั้งทางกาย ทางวาจา ทางจิต จนกระทั่งมีจิตสงบระงับ, นี้เป็นการทำให้เกิดขึ้นมา. สมุจเฉพนิพพานนั้น เราทำให้เกิดขึ้นมาไม่ได้ ; เราทำได้แต่ปฏิบัติให้ ถูกต้อง ให้ปรากฏภาวะออกมา เป็นความสิ้นไปแห่งกิเลส ตามธรรมชาติของ สิ่งที่เรียกว่านิพพาน, เป็นสภาวธรรมที่มีอยู่ตามธรรมชาติ. ฉะนั้นจึงให้คำจำกัดความ หรือบัญญัติไว้เฉพาะ ให้มันต่างกันอย่างนี้. วันหนึ่งเราอาจจะทำให้เกิดขึ้นมาได้ โดยที่ว่าเราอยู่ให้ดี ๆ ให้อยู่ในที่ที่ มันฟลุกได้ง่าย ; ก็จะเกิดนิพพานฟลุกนั้นได้ง่าย. หรือว่า เราทำให้ยิ่ง ทำให้จริง คือเราบังคับจิตได้ ไม่ให้เกิดกิเลสได้ ; นี้ก็เรียกว่าเราทำให้มันเกิด. แต่ว่าความ สิ้นไปแห่งกิเลสนั้น ถือว่าเป็นธรรมชาติอันหนึ่ง ที่มีอยู่ในธรรมชาติทั้งหลาย ; ทำได้แต่เพียงทำให้ปรากฏแก่จิต, แล้วก็เบ็ดสิ่งที่ห่อหุ้มจิตออกไปเสียให้หมด ; จิตก็สัมผัสกับสิ่งนั้นเอง. นี่พูดอย่างสมมติ หรือเปรียบเทียบว่า ถ้าเราเอาฝา หรืออะไร ที่เป็นเครื่องปิดกั้น ออกไปเสียให้หมด แสงสว่างหรืออากาศก็เข้าถึงตัวเรา ; เราทำได้เพียงเท่านี้.
น.259 ขอซ้อมความเข้าใจว่า นิพพานตามตัวหนังสือ หรืออะไรทำนองนี้ เราพูด กันแล้วในครั้งก่อน ๆ โน้น ในภาคมาฆะบูชา ; พูดกระทั่งว่า นิพพานคือความเย็น ใช้กับวัตถุเป็นนิพพานของวัตถุก็ได้, นิพพานของสัตว์เดรัจฉานก็ได้, แล้วก็ นิพพานของคน คนในพุทธศาสนาและนอกพุทธศาสนา. แม้แต่ในพุทธศาสนา นี้ก็ยังมีเป็นอย่าง ๆ ต่าง ๆ กันถึง ๓ ชนิดอย่างนี้ : วัตถุร้อน เย็นลงเรียกว่านิพพาน ของวัตถุนั้น, สัตว์เดรัจฉานฝึกดีแล้ว ไม่มีโทษ ไม่มีภัย ไม่มีอันตรายใด ๆ เรียกว่า นิพพานของสัตว์เดรัจฉานตัวนั้น. ทีนี้ นิพพานนอกพุทธศาสนา เคยเอาอารมณ์สูงสุดเป็นนิพพานกัน ยุคหนึ่งสมัยหนึ่ง ; แล้วต่อมาเอาฌานสมาบัติเป็นนิพพาน ; จนกระทั่งเกิดพระพุทธเจ้า เอาความสิ้นไปแห่งกิเลส หรือความที่กิเลสไม่รบกวน เป็นนิพพาน; แล้วก็มี วิธีว่าอยู่ให้ดี ให้มันฟลุกขึ้นเองก็ได้, หรือบังคับจิตให้ดีอย่าให้กิเลสมันรบกวนได้ ก็ได้, หรือว่าตัดรากเหง้าของกิเลสให้หมดสิ้นไป ก็ได้ ; นี่เป็นนิพพานในพุทธศาสนา. ฉะนั้นเดี๋ยวนี้เราจะไม่พูดถึงรายละเอียดทำนองนั้น จะพูดเฉพาะแต่ในแง่ของการปฏิบัติ นิพพานในแง่ของการปฏิบัติ ในชีวิตประจำวันทุกวัน ของบุคคลทุกคน. คำว่า “ทุกคน" นั้น หมายความว่าไม่ว่าจะเป็นหญิงเป็นชาย, ไม่ว่า จะเป็นฆราวาสหรือเป็นบรรพชิต, ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือเป็นผู้ใหญ่ จึงใช้คำว่าทุกคน. ฉะนั้นจะพูดถึงนิพพานใน ๓ ลักษณะที่อยู่ในวิสัยของคนทุกคน แล้วก็ในชีวิตประจำวัน คือต้องปฏิบัติอยู่ในชีวิตประจำวันตลอดเวลา. ถ้ากล่าวอย่างนี้เรามีหลักใหญ่ ๆ ดังนี้ :- ๑. ถ้าประสงค์ ตทังคนิพพาน คือ นิพพานประจวบเหมาะ นั้น ; จง ปรับปรุงให้สิ่งที่แวดล้อมเรา ทุกสิ่งที่อยู่รอบด้านนั้น ให้ถูกต้อง ให้เหมาะสม. เราต้องมีความฉลาด จัดหรือปรับปรุง หรืออะไรก็แล้วแต่จะเรียก ให้ทุกๆ สิ่งมันถูกต้อง
น.260 ให้มันเหมาะสมอยู่รอบ ๆ ตัวเรารอบด้าน. ถ้าเราอยู่ในภาวะอย่างนี้ ความเย็นใจชนิดที่ เรียกว่าตทังคนิพพานจะฟลุกง่ายที่สุด.ใช้คำหยาบ ๆ แบบชาวบ้านอย่างนี้หน่อย ก็เพื่อว่าประหยัดเวลา คือมันจะเกิดเอง อย่างที่เรียกว่าน่าอัศจรรย์เหมือนกับฟลุก. ๒. สำหรับ วิกขัมภนนิพพาน นั้น ต้องพยายามฝึกสมาธิ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งประเภทที่ให้ผลถึงฌาน.การฝึกอย่างไร ? ก็พูดกันอย่างละเอียดที่สุดแล้ว ใน ตอนคำบรรยายครั้งที่แล้วมาเรื่องสมาธิวัตร, แล้วก็โดยหัวข้อว่า อานาปานสติภาวนา. ฉะนั้นขอให้ระลึกนึกถึงคำบรรยายนั้น หรือคำอธิบายเรื่องนั้น ในหนังสือที่ได้พิมพ์ขึ้น แล้วก็มี. ถ้าต้องการวิกขัมภนนิพพานก็ให้ฝึกสมาธิ ให้ถึงขนาดที่เรียกว่ามีสมาธิ ; แม้เพียงอุปจารสมาธิก็ยังได้ผล ; แต่ว่าต้องการเฉพาะอัปปนาสมาธิจึงจะแน่นอน จึงจะเรียกว่ามีนิพพานอยู่ในอำนาจเรา เราบังคับได้. ถ้าเป็นเพียงอุปจารสมาธินี้ยัง บังคับยาก บางทีก็บังคับไม่ได้. ๓. ทีนี้ถ้าต้องการสมุจเฉพนิพพาน คือนิพพานชนิดที่ทำลายรากเหง้าของ กิเลสหมดไปนั้น จะต้องปฏิบัติตามอัฏฐังคิกมรรคที่ว่ามาแล้ว. สรุปเรียกว่า มีการ เป็นอยู่โดยชอบ เหมือนที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า :- สเจ เม ภิกขเว ภิกขู สมมา วิหเรยยุํ อสุญฺโญ โลโก อรหฺเตหิ อสส. - ถ้าภิกษุเหล่านี้จักอยู่โดยชอบไซร้ โลกไม่ว่างจากพระอรหันต์. ท่านตรัสแต่เพียงว่าให้อยู่โดยชอบ, ให้เป็นอยู่โดย ชอบ ; แต่ความหมาย หมายถึงอริยมรรคมีองค์ ๘ มีสัมมาทิฏฐิ เป็นต้น. ทีนี้ยังอาจสรุปได้อีกอย่างหนึ่งว่า "สำรวมให้ดีในทุกกรณี" ก็ได้เหมือนกัน มีบาลีว่า : สพฺพตถ สิวฺโต ภิกขุ สพฺพทุกขา ปมุจฺจติ - เมื่อภิกษุสำรวมดีแล้ว ในทุกกรณี ย่อมพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง. ที่ว่าสำรวมดีในทุกกรณีในที่นี้ไม่ใช่ เรื่องศีล มันมากกว่าศีล ; มันมีทั้งสมาธิ ทั้งปัญญา คือระวังตั้งสติดี ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เมื่อกระทบอารมณ์แล้ว ไม่เกิดการปรุงแต่งเป็นกิเลส, ไม่เกิด อุปาทานว่า ตัวกู ว่าของภู, อย่างนี้ก็เรียกว่าสำรวมดีในทุกกรณี แล้วก็พ้นทุกข์ทั้งปวง. อย่างนี้ก็เรียกว่าเป็นสมุจเฉทนิพพานได้เหมือนกัน.
น.261 ๒๓๐ ทบทวนสั้น ๆ อีกครั้งหนึ่งว่า ตทังคนิพพาน เราต้องปรับปรุงให้ทุกสิ่ง ถูกต้องเหมาะสมรอบด้าน, วิกขัมภนนิพพาน เราจะต้องฝึกสมาธิให้อยู่ใน อำนาจคือให้ควบคุมจิตได้, แล้วสมุจเฉทนิพพาน เราต้องเป็นอยู่โดยชอบหรือ สำรวมถูกต้องในทุกกรณี จนกิเลสไม่อาจจะเกิดได้ จนกระทั่งเหือดหายไป. ทีนี้ ขอแนะว่าโชคดีที่สุด, เรามีโชคดีที่สุด ที่ว่า เราสามารถฝึกฝน พร้อมกันไปได้ทั้ง ๓ อย่าง ; เราจะอยู่เป็นฆราวาส ที่บ้านที่เรือนก็ตาม แม้กระนั้น ก็ยังสามารถฝึกฝนพร้อมกันไปได้ทั้ง ๓ อย่าง คือ เพื่อประโยชน์แก่ ตทังคนิพพาน ; ก็ปรับปรุงสิ่งต่าง ๆ ที่แวดล้อมตัวเรา ที่บ้าน นั้นแหละให้เหมาะสม ให้เกิดความเยือกเย็น แห่งจิตใจได้โดยง่ายอยู่เสมอ ๆ ไป. แล้วพยายามฝึกสมาธิตามความสามารถที่จะฝึกได้ ก็ได้รับผลเพิ่มขึ้น ในการที่มีจิตใจเยือกเย็น. แล้วก็เป็นอยู่โดยชอบ ตามหลัก อัฏฐังคิกมรรค. อย่างนี้มันเป็นการขุดราก หรือว่าป้องกันความเคยชินของกิเลสอยู่ ตลอดเวลา นานไปมันก็เหือดแห้งเบาบางไป. ernie กล่าวสั้น ๆ ว่า ถ้าเราเป็นอยู่โดยชอบแล้ว กิเลสไม่ได้อาหาร เมื่อเรา เป็นอยู่โดยชอบทั้งวัน ทั้งเดือน ทั้งปี กิเลสไม่ได้อาหาร ทั้งวัน ทั้งเดือน ทั้งปี ความเคยชินที่จะเกิดเป็นกิเลสมันก็สูญหายไป, ถึงวันหนึ่งโอกาสดี เป็นวันดีคืนดี ก็จะบรรลุถึงสิ่งที่เรียกว่ามรรค ผล ขั้นสูงสุด เป็นพระอรหันต์ได้. นี่เรียกว่าโชคดีอยู่ที่บ้าน สามารถประพฤติปฏิบัติเพื่อให้เป็นไปเพื่อการได้ ซึ่งนิพพาน ได้ทั้ง ๓ อย่าง พร้อมกันไป กลมเกลียวกันไป : มีความเป็นอยู่ให้ เหมาะสม, แล้วก็บังคับจิตไว้เสมอ, แล้วก็มีการเป็นอยู่ชนิดที่ตัดทอนอาหาร ของกิเลสอยู่เสมอ นี้โดยย่อโดยหัวข้อเพียง ๓ อย่างเท่านี้. ทีนี้แต่ละอย่าง ๆ นี้ จะอธิบายกันให้เป็นที่เข้าใจชัดเจนออกไป : อย่างที่ ๑ สำหรับตทังคนิพพาน ซึ่งแปลว่านิพพาน เพราะการประจวบ เหมาะขององค์นั้น ๆ จะมีลักษณะอย่างไร? มีวิธีปฏิบัติอย่างไร ? ได้ผลอย่างไร ? จะได้พิจารณากันพอเป็นที่เข้าใจต่อไป.
น.262 แผ่นหินแตกก็ ขอให้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับคำว่า ทรถา การที่จะเข้าใจเรื่องนิพพานประจวบเหมาะมีขึ้นนี้ อยากจะแนะว่า ขั้นแรกที่สุด เราจะต้องรู้จักสังเกต ให้รู้จักสิ่ง ๆ หนึ่ง ซึ่งเรียกในภาษาบาลีว่า ทรถา ซึ่งอาจจะ แปลกหูสำหรับคนโดยมากก็ได้. ทำไมต้องใช้คำ ๆ นี้ เพราะว่าคำ ๆ อื่นมันไม่เหมาะสม เท่าคำ ๆ นี้ ในบาลีก็ใช้คำ ๆ นี้ คือคำว่า ทรถา. สิ่งที่เรียกว่า ทรลา คืออะไร นี้จะไปอาศัยดิกชันนารี่ ปทานุกรม เป็นไม่ สำเร็จประโยชน์ เพราะแปลว่าความทุกข์บ้าง ความเจ็บปวดบ้าง ความกลัวบ้าง อะไรต่างๆ; นั้นมันเป็นปทานุกรมหรือดิกชันนารี่ภาษา มันไม่ตรงจุดของเรื่อง ฉะนั้น จะแปลว่าอะไร ; คำนี้ต้องแปลว่า สิ่งที่รบกวนความรู้สึกของจิต, ช่วยจำ ให้ชัดว่า สิ่งที่รบกวนความรู้สึกของจิตเรียกว่าทรลา. ทรถานี้มีได้ตั้งแต่อย่างใหญ่ สูงสุด จนมาถึงอย่างละเอียดที่สุด จนเกือบจะไม่รู้สึก. ที่สอนกันอยู่ในโรงเรียน เขาแปลคำ ๆ นี้ว่า ความกระวนกระวาย. อาตมาเห็นว่ามันไม่พอ ; เพราะว่า เมื่อพูดว่ากระวนกระวาย มันก็หมาย ถึงกระวนกระวายใจเท่านั้น มันชัดอยู่แต่อย่างเดียวเท่านั้น ; แต่คำ ๆ นี้ มันหมาย ทั้งหมดเลย ที่เป็นปัญหาทางจิตใจ ; ฉะนั้นต้องแบ่งออกเป็นชั้น ๆ แต่ถ้าจะรวม ความทีเดียวทั้งหมดทุกชั้น ก็ต้องว่า "สิ่งรบกวนความรู้สึกของจิต", " ขยายออกไป นิดหนึ่งก็ว่า "สิ่งที่รบกวนความรู้สึกที่เป็นความสงบของจิต". บารมีนอกการ สมมติเอาอย่างง่าย ๆ ว่าจิตนี้มันก็ขี้เกียจจะรู้สึกอะไรเหมือนกัน อยากจะ อยู่นิ่ง ๆ แต่ถ้ามีอะไรมาทำให้มันอยู่นิ่งไม่ได้ ต้องเกิดความรู้สึกแล้ว อันนั้น เรียกว่า ทรลา. ฉะนั้นจิตเราหยุดอยู่ไม่ได้, นึ่งอยู่ไม่ได้ ; ต้องไปทำความรู้สึกกับ สิ่งที่มายั่วให้เกิดความรู้สึก กล่าวคือสิ่งที่เรียกว่า ทรถา. ฉะนั้นเราจะแปลเพียงว่าความ กระวนกระวายนั้นมันถูกนิดเดียว ; ถ้าแปลให้กินความได้กว้างไปหมด ก็ต้องแปลว่า ทรลา คือสิ่งซึ่งรบกวนความรู้สึก.
น.263 ทีนี้ ทรถาแบ่งเป็น ๓ ระดับ : ระดับที่ ๑ ทรถาระดับที่เผาจนเป็นพื้น เป็นไฟ ให้เหมือนกับตกนรกทั้งเป็น. นี่ขอให้ส่งใจนึกไปถึงเวลาบางเวลา เรามี ความร้อนใจเหมือนกับตกนรกทั้งเป็น, ความทุกข์ หรือความทนทุกข์ ความบีบคั้น ของความทุกข์อย่างแรงนี้ มันเกินความกระวนกระวายเสียแล้ว ; แม้อันนี้ก็เรียกว่า ทรถา จะรบกวนจิตขนาดที่เรียกว่านั่งกันไม่ติดพื้น. ระดับที่ ๒ ทรลาในระดับที่ทำความกระวนกระวายให้จิตอยู่ ไม่เป็น สุข เช่น : ความหนักอกหนักใจ ความวิตกกังวล ความรำคาญ ความกลัว ความ อาลัยอาวรณ์ ความรักเหล่านี้เป็นพวกหนึ่ง เป็นความกระวนกระวายใจ หลาย ๆ ชนิด เป็นขนาดกลาง. ระดับที่ละเอียดที่สุดคือ ระดับที่ ๓ มันเป็นทรถาที่เป็นเพียงความรู้สึก ไม่เกลี้ยงเกลาแห่งจิตใจ; ความไม่เกลี้ยงเกลาแห่งจิตใจนี้ รู้สึกเพียงว่าไม่เกลี้ยงเกลา แต่ก็ไม่รู้ว่าอะไร ไม่รู้ว่าเพราะเหตุอะไร. บางวันเรามีความรู้สึกไม่สบายใจ แต่ก็ไม่รู้ ว่าเหตุอะไร คือในใจมันไม่เกลี้ยงเกลา ; แต่เราก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรมารบกวน. นี่เป็น ชั้นละเอียดมาก แต่ถ้าพูดให้ชัดก็คือว่า เพราะเวลานั้นมีความรู้สึกที่เป็นประเภท ตัวกู-ของกู อย่างละเอียด สุขุมที่สุดอย่างใดอย่างหนึ่ง ในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มันเหลือค้าง อยู่ในจิตใจ ; สิ่งนั้นก็รบกวนความรู้สึกของจิตใจ. เรารู้สึกแต่ว่ามันไม่เกลี้ยงเกลา ไม่รู้สึกว่าสดชื่นแจ่มใสเกลี้ยงเกลา ; แต่ก็ไม่รู้ว่าอะไร, ตัวกู-ของกู ชั้นละเอียดที่สุด มันรบกวนอย่างนี้ ตัวกูชั้นหยาบ ก็รบกวนให้เป็นพืนเป็นไฟ เหมือนกับตกนรกทั้งเป็น. ตัวกูชั้นกลาง ก็ทำให้กระวนกระวาย ให้เห็นชัดอยู่ว่า รักนั้นรักนี่ เกลียดนั่น เกลียดนี่ กลัวนั้นกลัวนี่ รำคาญนั่นรำคาญนี่ เป็นห่วงนั่นเป็นห่วงนี่; ro นี้ก็เรียกว่า ทรถาในระดับกลาง. สำหรับทรถาในระดับสุดท้ายละเอียดก็คือความไม่เกลี้ยงเกลา แห่งจิตใจ, ไม่เกลี้ยงเกลาในที่นี้คือไม่เย็น ไม่สงบ ไม่สดชื่น ไม่แจ่มใส ไม่ อะไรหมด.
น.264 นี้ขอให้ทุกคนสังเกต ให้รู้จักสิ่งที่บาลีเรียกว่า " ทรลา" นี้ กันเสียก่อน ว่ามันมีอยู่ด้วยกันมากมายอย่างนี้, แล้วแบ่งได้เป็น ๓ ชั้นอย่างนี้. ถ้าเรารู้จักสิ่งนี้ดี เราก็จะเข้าใจสิ่งที่เรียกว่านิพพานดีขึ้น ; เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่านิพพาน แปลว่าความ ดับหรือเย็นนั้น : ก็เพราะมันดับไปแห่งทรถา, หรือที่เป็นความเย็น เย็นก็เพราะไม่มี ทรถามารบกวน ; ไม่มีสิ่งที่รบกวนความรู้สึก มารบกวน. ถ้าถึงขนาดสูงสุดจิตนั้น เหมือนกับนั่งนอนได้ตามสบาย ไม่มีอะไรรบกวน ; จิตนั้นก็เป็นสุขสบาย. ทีนี้ถ้าจิตถูกกวน กวนอย่างละเอียด หรือกวนอย่างกลาง หรือกวน อย่างหยาบที่สุด นี้ก็คือความทุกข์, เวลานั้นมีความทุกข์เพราะสิ่งที่เรียกว่าพรถา คือสิ่งรบกวนความรู้สึกของจิต. ความไม่มีทรถาใด ๆ หรือไม่มีทรถารบกวนจิตใจใด ๆ นั้นจัดเป็นความเย็น หรือเป็นนิพพานชั้นใดชั้นหนึ่ง. ฉะนั้นในตทังคนิพพานก็ไม่มีทรลาใด ๆ รบกวน เพราะความประจวบเหมาะ ; ความรู้สึกจึงเย็นเป็นนิพพานไปตามแบบของตทังคนิพพาน - นิพพานประจวบเหมาะ. ในวิกขัมภนนิพพานก็ไม่มีทรลารบกวน เพราะอำนาจของความเป็น สมาธิที่ทำให้เกิดขึ้น ; เพราะทรถาเข้ามาไม่จุ. ถ้าพูดละเอียดมันมีมาก เรื่องนี้มัน ไม่มีเวลาจะพูด คือมันมีหลักอยู่ว่าทรถาที่หยาบ ถูกกันออกไปด้วยทรถาที่ละเอียดกว่า ; แล้วทรถาที่ละเอียดนั้นก็ยังถูกกันออกไปด้วยทรถาที่ละเอียดกว่านั้น. นี้เป็นเรื่องลักษณะ ของจิตที่เป็นสมาธิ คือลึกลงไปๆ ลึกลงไป ๆ; แต่รวมความแล้วทรถาอันใดออกไป ก็เป็นความเย็นเกิดขึ้นมาเท่านั้น. นี้จึงพูดได้เป็นใจความรวม ๆ ว่า ไม่มีทรถาใด ๆ ที่มารบกวนจิตใจ นั้น แหละคือความเย็นเป็นนิพพานในขั้นใดขั้นหนึ่ง : นิพพานชิมลองก็ได้, นิพพาน เพราะบังคับไว้ก็ได้, นิพพานเพราะหมดกิเลสจริง ๆ ก็ได้.
น.265 วิธีปฏิบัติ ให้มี ตทังคนิพพาน เราจะปฏิบัติอย่างไร ที่จะให้มีตทังคนิพพานโดยบังเอิญนี้ง่ายดาย และมีอยู่เสมอ นี้อาตมาเห็นว่าสำหรับคนทั่วไปสำหรับชาวบ้านทั่วไป ก็มีวิถีทางที่ จะทำได้จากหลักการปฏิบัติดังต่อไปนี้ คือว่า " :- ๑. จะต้องมีชีวิตชนิดที่เรียกว่าทำงานเพื่องาน. ถ้าถือหลักว่าเราเป็น คนทำงานเพื่องาน แล้วก็ปฏิบัติอย่างนั้นจริงๆ ด้วย แล้วทรถาจะรบกวนได้น้อย ; คือว่า ทำงานเพื่องานนี้ มันมีความหมาย. คนทำงานเพื่อเงินนี้มันเกิดเรื่อง, ทำงาน เพื่อลูกเพื่อเมียยิ่งเกิดเรื่องง่าย, ทำงานเพื่อให้คนรักแล้วยิ่งแล้วใหญ่ ; แต่ว่าการ ทำงานเพื่องาน ทำงานเพื่อหน้าที่นั้น เป็นอีกแบบหนึ่ง ; ทำงานเพื่องานป้องกัน ทรถาได้อย่างดี. - ถ้าทำงานเพื่อให้คนรักคนชอบใจแล้ว จะถูกกลุ้มรุมไปด้วยทรถา นานาชนิด ; ลดแต่ถ้าถือหลักมันลงไปว่าทำงานเพื่องาน เพื่อความถูกต้อง เพื่อความ เป็นธรรม เพื่อความจริง เพื่ออุดมคติของความจริง นี้ทรถาจะเข้ามายาก. ฉะนั้น ขอให้ตั้งหลักมั่นลงไปว่า เราจะเป็นคนทำงานเพื่องาน แล้วตทังคนิพพานจะ ฟลุกออกมาโดยง่าย และจะมีเสมอ ๆ. ทำงานเพื่องานต้องมิใช่เพื่อตัวกู แล้วไม่ใช่เพื่อของกู. ต้องทำงาน ชนิดที่ไม่เพื่อตัวกู ไม่เพื่อกิเลสตัณหาที่เป็นตัวกู-ของกู, ไม่เพื่อลูกเพื่อเมีย. .. หรือ เกียรติยศชื่อเสียง หรืออะไรก็ตาม ; อย่างนี้จะเรียกว่าทำงานเพื่ออะไรก็แล้วแต่จะเรียก ; จะทำอยู่จริง และทำงานเพื่องาน มิใช่เพื่อตัวกู มิใช่เพื่อของกูก็แล้วกัน. และถ้า สมมติว่าจะให้เพื่อตัวถู ก็ต้องเอาธรรมะเป็นตัวกู : อย่าเอากิเลสเป็นตัวภู. กิเลสประเภทอุปาทานให้เกิดความรู้สึกว่ากู - ว่าของกูตามปกตินี้ เป็นตัวกูของกิเลส, เป็นตัวกิเลสโดยตรง ; เป็นตัวกูอย่างนี้ใช้ไม่ได้ มันเป็นทรถาเสียเอง, มันเป็นกิเลส เป็นความทุกข์เป็นไพ่เสียเอง, ทีนี้ถ้าเรายังอยากจะมีตัวกู ก็เอาความถูกต้อง เอาพระธรรมมาเป็น ตัวกู, เอาความดี ความงาม ความจริง ความถูกต้อง ความยุติธรรม ที่มิใช่กิเลสนั้น
น.266 เป็นตัวกู. . เป็นตัวกูของธรรม ; อย่างนี้ก็เรียกว่าทำงานเพื่อธรรม ... ทำงานเพื่อ ธรรมะ นั้นแหละคือทำงานเพื่องานเหมือนกัน ; เพราะงานที่บริสุทธิ์มันเป็นธรรมะ. ทำงานที่ทำไปอย่างถูกต้อง หรือบริสุทธิ์นั้นเป็นการปฏิบัติธรรม ; งานก็เป็น ตัวธรรมะ ; เราก็ปฏิบัติธรรม คือการทำงาน.นี้เรียกว่าทำงานบริสุทธิ์ ; อย่างนี้ เรียกว่าทำงานเพื่องาน ไม่ใช่เพื่อกิเลส ไม่ใช่เพื่อตัวกู. ๒. เราจะต้องเป็น "คนชื่อถือพระเจ้า" นี่พูดสำนวนโบรมโบราณ ของไทย. คำกลอนว่า "เป็นคนซื่อถือพระเจ้า" ยอมให้เขาว่า "มันโง่เง่าเต่าปูปลา" เช่น อันธพาลเขาว่า. พวกนี้มันเป็นคน "ซื่อถือพระเจ้า ก็โง่เง่าเต้าปูปลา" ก็ช่าง หัวมัน. เขาว่าเราเป็นคนโง่เง่าเต่าปูปลา เราก็ยอมโง่ แต่เขาเองบ้า. เพราะฉะนั้น เราจึงดีกว่า เราเป็นคนซื่อถือพระเจ้า จงรักภักดีต่อพระเจ้า คือภักดีต่อความจริง ต่อความถูกต้อง ความยุติธรรม ความเป็นธรรม อย่างนี้; อย่าภักดีต่อกิเลส เป็นอันขาด. แล้วก็ยอมให้พวกอันธพาลว่า นี้คนโง่ คนเง่า คนเต่าปูปลา; ถึง คราวจะรวยแล้วไม่ฉวยโอกาสไม่โกง ไม่คอรัปชั่น นี้ช่างหัวมัน. เรายอมเป็นคนซื่อ ถือพระเจ้า ให้คนเหล่านั้นมันว่าโง่เง่าเต่าปูปลา. เราเป็นคนโง่ เขาเป็นคนบ้า อย่างนี้ ของเรายังดีกว่า. ๓. ต้องบูชาหน้าที่เพื่อหน้าที่ ต้องมีหน้าที่ที่บริสุทธิ์เป็นที่บูชา สมมติ ว่าเรามีหน้าที่ที่จะเลี้ยงลูกเลี้ยงเมีย เราก็พอใจที่จะบูชาหน้าที่ ไม่ใช่พอใจที่มีลูกเมีย เรามีหน้าที่ที่จะต้องเลี้ยงลูกเลี้ยงเมีย ให้ถูกต้องให้บริสุทธิ์ให้เป็นไปด้วยดี ; นี้เราบูชา หน้าที่ ไม่ใช่บูชาลูกเมีย ; แล้วพอใจในหน้าที่ที่ได้กระทำ. อย่าเอาคำว่าหน้าที่ ไปปนกับคำว่าลูกเมีย หรือว่าทรัพย์สมบัติอะไรต่าง ๆ. ถ้าเราเป็นผู้บูชาหน้าที่ ที่ถูกต้อง การงานที่ถูกต้องแล้ว มันฟลุกได้ง่าย สำหรับ ตทังคนิพพาน คือความพอใจเกิดขึ้นได้ง่าย, ความเคารพตัวเองเกิดขึ้นได้ง่าย ; ยกมือไหว้ตัวเองได้เมื่อไร ก็เป็นตทังคนิพพานเมื่อนั้น คือมีความสบายใจ หรือ ไม่มีทรถา. ที่นี้ถ้าไปบูชาผิด มันก็เต็มไปด้วยสิ่งที่เรียกว่าเครื่องรบกวนใจ.
น.267 ๔. เราจะต้องอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม ตามที่จะหามาได้มาก เพียงไร.เราจะอยู่ในท่ามกลางของสิ่งแวดล้อม ที่เหมาะสมที่สุด เท่าที่เราจะหาได้ หรือจัดทำได้มากเพียงไร. pure ตัวอย่างเช่น ต้องมีบรรยากาศที่วิเวก คือสถานที่. นี้พูดกันตรงๆ อย่างสถานที่นี่ นี้ที่เรากำลังนั่งอยู่ ก็เป็นบรรยากาศวิเวก. นี้มันนอก ชนบทไม่ใช่ในเมืองหลวง ; แม้ว่าจะเป็นทะเล เป็นป่า เป็นภูเขา เป็นอะไร ที่มี ความวิเวกอยู่ตามธรรมชาตินั้น, อันนี้จะช่วยป้องกันทรถาอยู่โดยอัตโนมัติ ในตัว ธรรมชาตินั้นได้มาก. ฉะนั้นเลือกอยู่ เลือกคบ หรือเป็นเกลอกับธรรมชาติ ; อย่าเข้าไปอัดอยู่ในที่โกลาหลวุ่นวาย. พยายามหลีกออกมาในที่ที่มันมีความวิเวกตามธรรมชาติ. ถ้าหลีก ออกมาไม่ได้ จะต้องจัดบ้านจัดเรือน ให้มีที่วิเวกตามธรรมชาติ. เดี๋ยวนี้เขามี ห้องสวดมนต์ไหว้พระ ห้องส่วนตัว ห้องปรับอากาศ หรืออะไรก็ได้ ; เพื่อให้เราได้ รับความวิเวก ไม่มีอะไรรบกวน เหมือนกับว่าเราไปอยู่ที่ชนบทคือตามทะเล ตามในป่า ตามภูเขา. ทั้งหมดนี้เรารวมเรียกสั้น ๆ ว่า ให้มีบรรยากาศที่วิเวกก็แล้วกัน, ตาม ธรรมชาติก็ได้ จัดเองก็ได้. ๕. เราจะต้องมีการอยู่การกินที่ถูกต้องและพอดี. นี่จะต้องมีบ้านเรือน มีอาหาร มีการนุ่งห่ม มีการอนามัยอะไรที่มันถูกต้องดี คือว่าการอยู่และการกิน ที่ถูกต้องและพอดี จัดบ้านจัดเรือนให้เหมาะสม, เพื่อให้มีหัวใจเกลี้ยงเกลา ; มีอาหาร การกินที่จะส่งเสริมให้มีหัวใจเกลี้ยงเกลา ; แม้แต่นุ่งห่มจัดแต่งร่างกาย ก็จัดทำไปใน ลักษณะที่จะช่วยให้เกิดความเกลี้ยงเกลาต่อจิตใจ, มีการบริหารร่างกายทุกอย่างที่เป็น เรื่องของอนามัย คือเครื่องป้องกันทรถาทางกาย ทางใจ. นี้เรียกว่าการกินการอยู่ ที่พอดี ที่ถูกต้องและพอดี ; นี้จำเป็นเหมือนกันที่เราจะให้ตทังคนิพพานฟลุกได้ง่าย ๆ. ๖. ต่อไป อยากจะพูดถึงบุคคลแวดล้อม สังคมแวดล้อม ; ต้องอยู่ใน ท่ามกลางของบุคคลที่มีความสะอาด ความสว่าง ความสงบ, คงจะหายาก.
น.268 หมู่บุคคลที่สะอาดสว่างสงบคงจะหายาก แต่เราก็ต้องพยายามหาเท่าที่จะทำได้. อย่าไป คบค้าสมาคมกับคนที่สกปรก มืดมัว เร่าร้อน ; คบค้าสมาคมแต่กับบุคคลที่มีความ สะอาด สว่าง สงบ : กล่าวคือมีใจคอ มีการกระทำอะไร ที่ไม่ชั่วไม่เลว ; มีความรู้แล้วก็มีความสงบ. จงพยายามใกล้ชิดคบหาสมาคมแต่กับสัตบุรุษชนิดนี้อยู่เป็นประจำ ; จะเป็น คนในครอบครัว, หรือจะเป็นมิตรสหายชาวเกลออะไรก็ตาม ; เราเลือกคบที่เป็น คนฉลาด และเป็นคนมีสันติ ฉลาดและสันตินี้ก็พอแล้ว. ฉลาดนั่นคือสะอาด หรือ สว่างอยู่แล้ว แล้วสันตินั่นคือสงบ, ฉะนั้นบุคคลที่เราไปคบไปหา หรือไปติดต่อ เรื่องการเรื่องงาน หรือแม้ไปนั่งคุยกันตอนหัวค่ำ นี้ยังต้องเลือก ให้เป็นบุคคลชนิดนี้ ; มันจึงจะช่วยให้เกิดความฟลุกของตทังคนิพพาน ; เพราะว่าเมื่อคบหาสมาคมพูดจากัน อยู่ด้วยกับบุคคลชนิดนี้ สิ่งที่เรียกว่าทรถา มันเกิดยาก. ๗. ในที่สุด ก็แน่นอนที่สุดว่า จะต้องเว้นสิ่งที่เรียกว่าอบายมุข คือ ปากทางแห่งอบาย ; ปากทางแห่งอบาย หมายถึงสิ่งที่ไร้ความเจริญ, อบายมุข ปากทางของอบาย หรือสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมทุก ๆ ประการ. อบายมุขที่เขาพูดไว้ สำหรับคฤหัสถ์ก็มีว่า : ไม่ดื่มน้ำเมา ไม่เที่ยวกลางคืน ไม่ดูการเล่น ไม่เล่นการพนัน ไม่คบคนชั่วเป็นมิตร ไม่เกียจคร้านทำการงาน. เท่านี้ยังไม่พอ แต่ว่าเอาแต่ตัวโต ๆ ที่ฆราวาสจะทำไม่ได้ มี ๖ อย่างนี้แหละ; ก็เรียกว่าพอเหมือนกัน. แต่ถ้าสำหรับ ผู้ที่จะได้รสชาติของนิพพานแล้ว จะต้องเว้นอบายมุขมากกว่านี้ ให้ละเอียดกว่านี้ อย่างกับเขาว่าไม่กินเหล้านี้ เราต้องเอาถึงกับว่า ไม่สูบบุหรี่ หรือไม่ทำอะไรชนิดที่เป็น ความมัวเมา, ไม่นอนฟังเพลงหรือวิทยุ, ที่มันจะย้อมใจไปในทางของกิเลส อย่างนี้ มาสงเคราะห์เข้าไว้ในอบายมุขพวกนี้หมด. ฉะนั้นโดยหลักอบายมุขที่วางไว้ สำหรับคฤหัสถ์ ๖ ประการนั้น ขยายออกไปให้เป็นร้อยประการพันประการก็ได้ คือ สิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมทุกประการเลย ที่จะต้องเว้น.
น.269 เมื่อเรามีชีวิตอยู่อย่างนี้ คือถืออุดมคติทำงานเพื่องาน แล้วอยู่ในความ แวดล้อมที่เหมาะสมอย่างนี้แล้ว ตทังคนิพพานจะฟลุกได้ง่ายที่สุด จะออกมาบ่อย ๆ ๆ ๆ จนเราพอใจ. . เราก็สบายอยู่เรื่อยแล้วก็พอใจ, แล้วก็ยิ่งพอใจ. ๘. จะเป็นได้อย่างนี้ มีปรัชญาอยู่อีกข้อหนึ่ง. นี่อาตมาเป็นคนเกลียด ปรัชญาที่สุด แต่ในที่นี้ก็ต้องขอใช้คำว่าปรัชญากับเขาบ้าง : ต้องเป็นคนยึดหลัก ปรัชญาว่า จิตเดิมแท้นั้นเป็นประภัสสร. นี้เพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ ความเชื่อขึ้นมาว่า : กิเลส หรือความชั่ว ความทุกข์ มันไม่ใช่พื้นฐานของจิต พื้นฐานของจิตคือ ความว่างจากกิเลส เดี๋ยวนี้คนเขาสอนกันทั่ว ๆ ไปแม้ในกรุงเทพฯ ในดงของนักสอนนั้นแหละ ก็สอนว่า จิตมีกิเลสเป็นพื้นฐาน. กิเลสเป็นพื้นฐานของจิต มีอวิชชาอยู่ตลอดเวลา นี้มันผิดและบ้า. นี้ใช้คำหยาบ ๆ, ขออภัย ว่ามันบ้าที่ไปพูดว่า จิตนั้นมีกิเลส หรือ มือวิชชาอยู่เป็นพื้นฐาน; นี้มันผิด. ต้องพูดว่า จิตมีความว่างจากกิเลส ว่างจากอวิชชาอยู่เป็นพื้นฐาน. แล้วส่วนกิเลสนั้นเพิ่งมา เพิ่งมาเดี๋ยวเดียว, มาเหมือนกับแขก ; แขกมาบ้าน เรามาเดี๋ยวเดียวแล้วก็กลับไป. เจ้าของบ้านแท้ ๆ นั้นคือความว่างจากกิเลส : คือจิต ตามธรรมชาตินี้ว่าง ปราศจากกิเลส. ขอให้ยึดถือปรัชญานี้ ว่าโดยปกติจิตจะมีความ ว่างจากกิเลส ว่างจากทรลาใดๆ และอยู่สบาย ; นี้อย่าเผลอ, เผลอเมื่อไร ก็เหมือนกับแขกขึ้นมา มารบกวน ให้เสียเวลา, หรือว่าโจรขโมยเข้ามา มันก็ทำความ ฉิบหายให้. ให้เราถือหลักว่า : จิตมีนิพพานเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว, จิตแท้ ๆ บริสุทธิ์แท้ ๆ นี้เป็นประภัสสร, มีนิพพานเป็นพื้นฐานเป็นปกติวิสัยของจิตอยู่แล้ว ; แล้วมีสิ่งชั่วร้ายบางสิ่งเกิดขึ้น มาแทรกแซงชั่วขณะ ๆ ; เพราะฉะนั้นไม่ยากนัก ที่จะไล่ออกไปเสีย. นี้เป็นการทำให้ง่ายเข้า ; ถ้าไปเชื่อว่าจิตมีกิเลสเป็นพื้นฐาน
น.270 มือวิชชาเป็นพื้นฐานแล้ว จะทำอย่างไรเล่า; มันก็ยากเหลือแสน ที่จะไปขจัดสิ่งที่ เป็นพื้นฐาน. นั้นเป็นเรื่องผิด เป็นคำพูดที่ผิด พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้พูดอย่างนั้น พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าแม้แต่อวิชชาก็เพิ่งเกิด, เพิ่งเกิดเมื่อมีการ เผลอทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ; แล้วสติไม่มีอยู่ อวิชชา ก็เกิด กิเลสเพิ่งเกิด, อวิชชาก็เพิ่งเกิด. แต่ทีนี้ความเคยชินในการเกิด ของกิเลสมันมีเสียเป็นประจำ คนก็โง่ ไปว่ากิเลสอยู่เป็นประจำ. ที่แท้ที่มีอยู่เป็น ประจำนั้นคือ ความเคยชินแห่งการเกิดของกิเลส มันมีอยู่เป็นประจำจริง เหมือนกัน ; ความเคยชินนี้มีอยู่เป็นประจำเลย แล้วก็มีเพิ่มมากขึ้น ๆ. พอเราเกิด มาจากท้องแม่ มันก็มีชนวน มีสิ่งแวดล้อม ที่ทำให้เกิดกิเลส ; แล้วก็เกิดบ่อย ๆ จนความเคยชินที่จะเกิดกิเลสนั้นมีมาก. แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่เป็นไร จนกว่ากิเลส มันจะเกิด จึงจะเป็นอะไรขึ้นมา. ๙. ทีนี้เราก็ระวังในทางตรงกันข้าม ให้กิเลสมันเกิดยากเข้าน้อยเข้า. เรื่องนี้มีคำพูดเป็นปริศนาว่า อยู่นิ่ง ๆ อยู่นิ่ง ๆ อยู่นิ่ง ๆ ; ในที่นี้หมายความว่า อย่าเผลอให้เกิดการปรุงแต่งภายในจิตไปเป็นตัวกู-ของกู, ซึ่งเรียกว่าอยู่ไม่นึ่ง : รับอารมณ์ ทางตา ทางหู ทางจมูก เป็นต้นบ้าง แล้วมาปรุงเป็นตัวกู - ของกู ; นี้เรียกว่า คนซุกซน. ที่นี้ระวังให้ดีทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ต้องมีสติสัมปชัญญะ ต้องท่องไว้ว่า : สติสัมปชัญญะนี้เป็นเครื่องสกัดกั้นกระแสแห่งกิเลส, หรือทาง มาแห่งกิเลส อันเป็นการปรุงแต่งให้เป็นกิเลสขึ้นมา. ถ้าเราฝึกสติเท่าไร ความเคยชินที่จะเกิดกิเลสก็จะน้อยลงไปเท่านั้น ; นี้มันเป็นของแก้กัน, มันเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน. ถ้าเราปล่อยให้ขาดสติบ่อย ๆ บ่อย ๆ เท่าไร ; ความเคยชินแห่งการเกิดของกิเลสก็จะเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น. ฉะนั้น ขอให้อยู่ด้วยสติทุกลมหายใจเข้าออก อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า : สพฺพตถ สิฺโต ภิกขุ สพฺพทุกขา ปมุจฺจติ - ท่านหมายความถึงข้อนี้. สพฺพตถ สิฺโต - คือมีสติอยู่ทุกกรณี ทุกอิริยาบถ ทุกเรื่อง ทุกราว กิเลสเกิดไม่ได้ ; จนในที่สุด
น.271 เกิดมีความเคยชินไปในทางที่จะไม่เกิดกิเลส ; นั่นแหละคือความสงบรำงับ ที่เป็น เครื่องหมายของนิพพาน. ทั้งหมดนี้มันเป็นหลักปฏิบัติเกี่ยวกับตทังคนิพพาน แม้แต่ชาวบ้านที่เป็น ฆราวาสก็จำเป็นที่จะต้องมีความรู้เรื่องนี้ และมีการปฏิบัติเรื่องนี้. ทบทวนอีกนิดหนึ่งว่า : ต้องมีชีวิตอยู่อย่างบูชาอุดมคติ ; ว่าทำงาน เพื่องาน, เพื่องานบริสุทธิ์, เพื่อถูกต้อง, เพื่อเป็นธรรม. เป็นคนซื่อถือพระเจ้า ใครจะว่าโง่เง่าเต่าปูปลาก็ช่างหัวมัน ; แล้วต้องบูชาการที่ได้ทำหน้าที่ที่บริสุทธิ์ ; แล้วต้องอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม ในทางบรรยากาศก็ดี การกินการอยู่ก็ดี บุคคล ที่จะคบหาสมาคมก็ดี ; แล้วต้องเว้นจากอบายมุขทุกอย่าง ; มีปรัชญาว่าเรื่องนี้ ไม่ยาก เพราะว่าความว่างจากกิเลสนั่นแหละเป็นพื้นฐานเดิมของจิต. เราระวัง นิดเดียวว่า อย่าให้แขกคือกิเลสเข้ามาในบ้านในเรือน ; ถ้าเข้ามา ต้องระวัง และ ให้กลับออกไปเสียตามสมควรแก่เวลา. นี้เรียกว่าหลักปฏิบัติเกี่ยวกับตทังคนิพพาน คือนิพพานประเภทจะฟลุก จะบังเอิญ จะปรากฏ ออกมาให้ชิมลองอยู่เสมอ ๆ เรื่อย ๆ ไป จนตลอดชีวิตที่นี่และเดี๋ยวนี้ คือในชาตินี้. วิธีปฏิบัติ เพื่อวิกขัมภนนิพพาน ที่นี้จะได้พูดกันถึง วิกขัมภนนิพพาน นิพพานที่ต้องบังคับเอาด้วยกำลังจิต นี้มีลักษณะและวิธีปฏิบัติที่จะได้พิจารณากันต่อไปเป็นเรื่องที่ ๒. วิกขัมภนนิพพาน แปลว่านิพพานที่เกิดมาจากการบังคับหรือควบคุม หรือข่มจิต พอเราบังคับควบคุมคือข่มจิตได้ ก็จะมีภาวะของวิกขัมภนนิพพาน เกิดขึ้น ปรากฏขึ้น แก่จิตนั้น เป็นรสชาติอย่างเดียวกัน คือไม่มีความทุกข์ ว่างจากกิเลส ว่างจากความทุกข์ ; มีชื่ออีกชื่อหนึ่งเรียกว่า ทิฏฐธรรมนิพพาน. ทิฏฐธรรม แปลว่า ในธรรมอันตนเห็นแล้ว, ทิฏฐธรรมนิพพาน ก็แปลว่า นิพพานที่ตน ได้เห็นได้รู้สึกด้วยตนเองเดี๋ยวนี้ที่นี่ ไม่ต้องเชื่อตามผู้อื่น; นี่เรียกว่าทิฏฐธรรม
น.272 นิพพาน. มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมในสิ่งนี้, มีเจตนาที่จะทำสิ่งนี้ขึ้น ; แล้วก็ควบคุม สิ่งนี้ไว้ตามความประสงค์ของตน. นี่คือวิกขัมภนนิพพานเท่าที่เราจะปฏิบัติได้. หลักปฏิบัติ คือ ๑. เราจะต้องรู้จักทำจิตให้เป็นสมาธิ จะใช้แบบไหน ก็ได้, ถ้าจิตถึงขนาดที่เป็นสมาธิแล้ว ก็ย่อมให้เกิดทิฏฐธรรมนิพพาน หรือ ทิฏฐธรรมสุขนี้ ในระดับใดระดับหนึ่งได้ทั้งนั้น. ถ้าเป็นสมาธิเฉียด ๆ ก็ทำให้เกิด ความสุขแบบลักษณะเฉียด ๆ หรือชั่วเวลาที่มันเฉียด ๆ อยู่นั้น. ทีนี้ถ้าสมาธิมันแน่วแน่ ก็มีความสุขอย่างที่แน่วแน่. ข้อนี้ขอให้ทุกคนระลึกดูให้ดีถึงคำว่า : อกาลิโก ; สนทิฏฐิโก อกาลิโก เอหิปฺสิโก นี่ซึ่งเป็นคุณบทของพระธรรมที่เราสวดอยู่เสมอ เมื่อสวด อิติปีโส ฯ ในบทพระธรรม : สวากขาโต ภควตา ธมฺโม สนฺทิฏฐิโก อกาลิโก เอหิปฺสิโก ฯลฯ. คำว่า อกาลิโก นั้นแหละสำคัญที่สุด ; แปลว่าไม่จำกัดเวลา คือว่ามันไม่เนื่องกับเวลา ; หมายความว่าปฏิบัติเมื่อไรเป็นมีผลเมื่อนั้น. ฉะนั้นการ ปฏิบัติที่เราปฏิบัติลงไปเมื่อไร จะมีผลเป็นนิพพานเมื่อนั้น ; หากแต่ว่าในชั้นตัวอย่าง ในชั้นเล็กน้อย หรือชั้นชิมลอง หรือชั้นต้น ๆ ชั้นที่ยังเปลี่ยนแปลงได้. ๒. เราปฏิบัติพระธรรมในพระพุทธศาสนาในขั้นศีล, แม้ในขั้นศีล ขั้นทาน ขั้นอะไรก็ตามเถิด ; ต้องได้รับความเย็นอกเย็นใจเป็นนิพพาน. อย่าเข้าใจว่า ไปรอต่อสุดท้ายถึงขั้นสูงสุด จึงจะได้รับรสของนิพพาน. ขอให้ถือเป็นหลักว่า การ ลงมือปฏิบัติในทางพระพุทธศาสนาขั้นใดขั้นหนึ่งเมื่อไร ; จะมีผลที่เป็นนิพพาน เกิดขึ้นเมื่อนั้น. หากแต่เขาไม่เรียกว่านิพพานกัน และเขาไม่มองด้วยซ้ำไป ไม่มอง ผลอันนี้ด้วยซ้ำไป. เช่นว่ามีการให้ทาน ; ให้ทานถูกวิธีเป็นไปอย่างถูกต้อง บริสุทธิ์ ก็มีความ เย็นใจ กำจัดทรถาคือความวุ่นวาย กระวนกระวาย เพราะความตระหนี่เป็นต้นเสียได้. ทรถาส่วนนี้ออกไปเท่าไร ; ความเย็นใจอย่างนิพพานก็มีขึ้นมา. นี้เป็น อกาลิโก คือทันควัน, ปฏิบัติเมื่อไร มีผลทันควันเมื่อนั้น ; ปฏิบัติธรรมะในพุทธศาสนา นี้เมื่อไร, มีผลเป็นนิพพานระดับใดระดับหนึ่งทันควันขึ้นมาที่นั่น เรียกว่าอกาลิโก.
น.273 หรือว่า รักษาศีลอย่างเดียว ; ถ้ารักษาศีลจริง ถูกต้องจริง เป็นศีลจริง เป็นอริยกันตศีล คือศีลที่พระอริยเจ้าชอบใจจริง ๆ แล้ว ; ก็มีนิพพานคือความเย็นใจ ปราศจากทรถาเกี่ยวกับความทุศีล ; แล้วก็มีแต่ความเย็นใจ ซึ่งเป็นนิพพาน เป็น อกาลิโก ทันควันที่นั่นเมื่อนั้น คือเมื่อลงมือปฏิบัติศีลนั้นเอง ไม่ต้องรอต่อตายแล้ว ไม่ต้องรอแม้แต่วันหลัง, ไม่ต้องรอแม้แต่ชั่วโมงหลัง ; คือในทันทีที่มีการปฏิบัติ ธรรมะนี้ จะขจัดทรถาที่เป็นความร้อนออกไป มีความเย็นเกิดขึ้นแทน. นี้คำว่า อกาลิโก - ไม่จำกัดกาล, เป็นของชั่วเวลาที่เราปฏิบัติตามอำนาจ ตามกำลังของ การปฏิบัติ. ฉะนั้นมันสิ้นสุดได้ เช่นผลของทานสิ้นสุดได้ ผลของศีลสิ้นสุดได้ ; ฉะนั้นเราต้องปฏิบัติเรื่อยไป ที่เรียกว่า ภาวิโต พหุลึกโต - ทำให้มากทำให้ชำนาญ ทำให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป. เมื่อเป็นอย่างนี้ผลของมันก็เนื่องกันไปได้ ไม่ขาดตอน, แทนที่จะเป็นชั่วขณะ กลายเป็นติดต่อ ๆ กันไปไม่มีขาดตอน. นี้คือว่าสุขในทิฏฐธรรม หรือว่าพระนิพพานในทิฏฐธรรม คือความเย็นใจ ที่เราจะได้เดี๋ยวนี้ที่นี่, ในทิฏฐธรรม; เพราะอำนาจที่เราจัด เราทำ ; ไม่ใช่ปล่อย ให้เป็นไปตามธรรมชาติ แล้วมันก็ฟลุกเอง. เดี๋ยวนี้เราต้องจัด เราต้องทำ แล้วต้อง ทำทางกาย ทางวาจา ทางใจ ด้วยเจตนา ด้วยการระวังสังวร ด้วยการควบคุม อย่าง ที่เรียกกันว่าถูกวิธี ถูกเทคนิคทางจิต ทางวิญญาณ ; อย่างนี้จึงจะได้ผล. มรรค ผล นิพพาน ในขั้นชิมลองเป็นอย่างที่กล่าวมานี้. เมื่อเราให้ ทานก็ดี, เมื่อเรารักษาศีลก็ดี, นับว่าเป็นการบรรลุ มรรค ผล นิพพานในขั้น ชิมลอง ในขั้นที่เป็นกุปปธรรม กลับเปลี่ยนย้อนหลังไปได้ ถ้าเราไม่รักษาไว้ให้ได้ ; ฉะนั้นเราต้องรักษาไว้ให้ได้ ให้นิพพานคงอยู่ แล้วชิมลองเรื่อยไป. ประโยชน์ของการชิมลองนั้นมีมาก คือทำให้เราเพิ่มความแน่ใจ เพิ่มกำลังใจ เพิ่มความปรารถนามากขึ้น ; เพราะเรารู้อยู่ว่า เราได้ชิมของที่ถูก ต้องแล้ว แน่นอนแล้ว; เราก็ทำให้มันมากขึ้นเท่านั้น. ทิฏฐธรรมสุข เกิดขึ้นได้ ทันตาเห็น ได้จริงนี้ เป็นพวกประเภทนิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้ ; เพราะการจัดการทำ
น.274 ของเรา โดยอาศัยบทว่า "อกาลิโก", เป็นกฎของพระธรรม ของธรรมชาติว่า : ถ้าทำลงไปทันที ก็ได้ผลทันที ไม่ต้องรอ. เกี่ยวกับจิตใจของบุคคลนั้นเป็น อย่างนี้ ; ส่วนที่เกี่ยวกับผลทางสังคมนั้น เราไม่เอามาพูดในที่นี้ มันเป็นคนละเรื่องกัน. ๓. ที่นี้ที่สูงขึ้นไป ถ้าปฏิบัติถึงขั้นสมาธิ มันก็มีผลเป็นวิกขัมภนนิพพาน เต็มรูปขึ้นมา, ปฏิบัติให้เป็นอัปปนาสมาธิ ตามหลักของอานาปานสติที่ได้เคยพูด กันมาอย่างละเอียดแล้ว โดยเฉพาะอานาปานสติขั้นที่ ๔ ทำกายสังขารให้รำงับอยู่ หายใจออก-หายใจเข้านี้. ถ้าทำอยู่อย่างนี้ จะเต็มไปด้วยวิกขัมภนนิพพาน, เป็น นิพพานตัวอย่าง เป็นนิพพานชิมลอง. ขอให้ไปซ้อมความเข้าใจความจำเอาจากเรื่อง อานาปานสติในขั้นที่ ๔ ซึ่งได้อธิบายอย่างละเอียดแล้วในภาคมาฆบูชา. ถ้าหากว่าบางคนไม่สามารถทำจนถึงขั้นอัปปนาสมาธิ หรือไม่ประสงค์ถึง ขนาดนั้น ก็ทำอุปจารสมาธิ ; แต่ให้เป็นสมาธิที่ติดต่อ ที่ไม่ขาดตอนก็ได้เหมือนกัน. ไม่ถึงฌานแต่เป็นสมาธิ แล้วก็มีปีติปราโมทย์ก็ได้เหมือนกัน ; เพราะพอใจในการที่ ทำได้สำเร็จ ; มันก็เป็นทิฏฐธรรมสุข ทิฏฐธรรมนิพพานได้เหมือนกัน. ในการบรรยายครั้งที่แล้วมานี้เอง ได้พูดถึง ทิพย์วิหาร พรหมวิหาร อริยวิหาร สุญญตาวิหาร ; แล้วก็เรื่องพรหมวิหาร นั่นแหละเป็นเรื่องอยู่ในวิสัย ที่จะปฏิบัติกันได้ทั่ว ๆ ไป; แล้วได้อุปจารสมาธิถึงขนาดเต็มที่ ที่จะมีความสุข มีความเย็นใจ. เรามีชีวิตแน่วแน่อยู่ด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ความร้อนใจ ความรบกวนจิตใจบางอย่าง เกี่ยวกับความกลัว เกี่ยวกับอะไรต่าง ๆ นั้นถูกขจัดออกไป ; ก็มีความเย็นเป็นนิพพานตามแบบนี้ได้. นี่เรียกว่าอาศัยอัปปนาสมาธิก็ได้ อาศัย อุปจารสมาธิก็ได้ โดยหลักที่ว่าปฏิบัติธรรมเมื่อใดมีผลเมื่อนั้น ; เรียกว่าเราสร้าง นิพพานได้ อย่างน้อยเป็นนิพพานชั่วขณะที่เราปฏิบัติได้ ทีนี้ เพื่อการปฏิบัติได้ อยากจะขอแนะเรื่องที่ยังไม่เคยพูด ; เรื่องทำ อานาปานสติ เรื่องพรหมวิหาร อย่างไร นี้พูดแล้ว จะไม่พูดอีก. เรื่องที่ไม่เคยพูด เช่นเรื่องที่ควรจะทราบที่เป็นความลับ เกี่ยวกับเคล็ดลับหรือความลับของจิต.
น.275 ก. เคล็ดลับของจิต เช่นว่าเราจะต้องรู้ว่า จิตนี้เป็นสิ่งที่จะรู้สึกอะไรได้ แต่เพียงอย่างเดียว ในขณะเดียว ; คือว่าจิตของคนนี้ จะรู้สึกต่ออะไรได้เพียง อย่างเดียวสำหรับในขณะเดียว ; จะรู้สองเรื่องไม่ได้. นี้เป็นเคล็ดลับสำคัญ ที่เรา จะต้องทำให้ถูกตรงกับลักษณะหรือธรรมชาติของมัน. ถ้าเราเข้าใจเคล็ดนี้แล้วจะช่วยให้ ทำง่ายขึ้น ; ถ้าเราไม่เข้าใจ จะทำให้ลำบากมากขึ้น. ให้รู้ว่าจิตนี้มันมีจิตเดียว จะรู้อารมณ์ได้เพียงอย่างเดียว ในเวลาเดียว. ที่ชาวบ้านเขาพูดว่า "สองจิตสองใจ" นั้น พูดตามภาษาชาวบ้าน, แล้ว ก็มีความหมายอย่างอื่น. คนเราจะมีสองจิตหรือสองใจ พร้อมกันในคราวเดียว ไม่ได้; จะต้องมีจิตเดียว, แล้วก็ต้องรู้อารมณ์เพียงอย่างเดียว, ในขณะเดียว หรือในเวลาเดียว. ถ้าจะเปลี่ยนเป็นเรื่องอื่นก็ต้องในขณะอื่น ; ต้องเปลี่ยนเป็น เรื่องอื่นแม้ว่าจิตดวงนั้น. แต่ตามภาษาธรรมะเขาไม่เรียกว่าจิตดวงนั้น ; ถ้าจิต เปลี่ยนอารมณ์เป็นอย่างอื่น เป็นเรื่องอื่นแล้ว เขาก็เรียกว่าจิตดวงอื่น. ในที่นี้ หมายความว่า จิตนั้นมีเพียงอย่างเดียว ; แต่เปลี่ยนได้หลาย ๆ อย่าง เป็นจิตดี จิตชั่ว จิตโลภ จิตโกรธ จิตหลง จิตอะไรก็ตาม มาจากจิตดวงเดียวแต่เปลี่ยนไปได้ หลาย ๆ อย่าง. ข. มีความลับต่อไปว่า ถ้าอารมณ์อันหนึ่งใหญ่กว่าแล้ว ก็ย่อมข่ม อารมณ์ที่เล็กกว่า. คำว่า "อารมณ์" ในภาษาพุทธศาสนา ไม่เหมือนกับคำว่า อารมณ์ในภาษาชาวบ้าน หรือภาษาต่างประเทศ. คำว่า อารมณ์ในพุทธศาสนา หมายถึงสิ่งที่จิตจะเข้าไปกำหนดรู้ นั้น เรียกว่า อารมณ์ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ; และอารมณ์ กล่าวคือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์นั่นแหละ คือตัวสิ่งที่จะถูกกำหนด ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เรียกว่าอารมณ์. ทีนี้ที่มาเป็น อารมณ์ที่รู้สึกอยู่ภายในใจก็เรียกว่าธัมมารมณ์ ; แม้ว่าทีแรกมันจะเข้ามาทางตา เป็น รูปารมณ์ ทางหูเป็นสัททารมณ์ ฯลฯ อะไรก็ตามใจ แต่ในที่สุดมันมาปรุงเป็นความรู้สึก
น.276 เป็นสัญญา เป็นอะไรอยู่ข้างใน เรียกว่าธัมมารมณ์ ; แล้วสิ่งที่เรียกว่าธัมมารมณ์นี้ ทำหน้าที่มากกว่าอย่างอื่น .. ทีนี้ อารมณ์ไหนใหญ่ มันจะขจัดอารมณ์เล็ก ไม่ให้เกิด ไม่ให้เข้ามา หรือให้มันออกไปก็ได้ อารมณ์ที่เกิดจากของรัก จะแรงกว่าอารมณ์ที่เกิดมาจากของ ธรรมดา. ฉะนั้นเมื่อเรามีอารมณ์รัก มาจากวัตถุของรัก ครอบงำอยู่ในจิตใจแล้ว มันก็ขจัดอารมณ์อื่นออกไปได้. เหมือนกับชายชู้หญิงชู้อะไรก็ตาม อาจจะนัดพบกัน ในป่าช้าก็ได้. ตามธรรมดาเขาก็ไม่อยากเข้าไปในป่าช้า เพราะกลัวผี; แต่ถ้า อารมณ์ที่ใหญ่กว่าครอบงำ คืออารมณ์รัก เขาก็ลืมกลัวผี อาจไปนัดพบกันที่ป่าช้าก็ได้ โดยไม่มีการกลัวผี ; เพราะว่ามีอารมณ์ ใหญ่ครอบงำอำนาจของอารมณ์เล็ก; อย่างนี้ เป็นตัวอย่าง. เรื่องน่าขัน อาตมาเองเมื่อเป็นเด็ก ๆ ก็เคยใช้เคล็ดลับอันนี้ เมื่อจะผ่านป่าช้า เมื่อจะผ่านต้นโพธิ์ใหญ่มืดครึ้ม ลงไปที่ชายคลองที่มีส้วมสาธารณะ ดึก ๆ เช่นนี้ ต้องมี พิธีรีตองมาก จะผ่านต้นโพธิ์ที่ดำครึ้มออกไปที่ริมคลอง ที่ส้วมนั้น ต้องนึกถึงปลากัด ; ปลากัดที่เลี้ยงไว้ตอนกลางวัน สวยอย่างไร, ส่งใจไปอยู่ที่ปลากัด, แล้วเดินผ่าน ต้นโพธิ์ ไปถึงที่โล่งที่แจ้ง ที่ริมคลอง ไปที่ส้วม ; พอตอนกลับมาบ้านก็ทำอย่างนั้น อีกทีหนึ่ง. นี่เราไม่มีปัญญา ไม่มีความรู้ที่จะทำสมาธิอะไรให้ข่มมันได้ ; แต่นึกถึง ปลากัดแล้วก็หายทุกที. นี้แหละเป็นเคล็ดลับเกี่ยวกับทางจิตทางใจว่าถ้าอารมณ์อันไหน ใหญ่กว่าจะข่มอารมณ์อันเล็กได้ ; เราชอบปลากัดมากกว่ากลัวผี นี้มันเลยข่มกันได้. นี้ไม่ใช่เรื่องไร้สาระหรือสำคัญอะไรนัก เป็นเรื่องที่บอกให้รู้ว่าอารมณ์ใหญ่ หรือ มหันตารมณ์ หรือ อติมหันตารมณ์ นี้ ย่อมไปครอบงำกำลังของอารมณ์เล็ก ที่เรียกว่า ปริตตารมณ์ หรือ อติปริตตารมณ์ ; แล้วก็เอาเคล็ดลับอันนี้ ที่จะสร้างอำนาจ กำลังอะไรขึ้นมาอย่างหนึ่ง สำหรับขจัดทรถา ที่เราไม่ต้องการ คือความร้อนใจ ความ กระวนกระวายใจ ความรบกวนของจิตอะไรที่เราไม่ต้องการนั้น. เราก็สร้างอารมณ์ ที่เหนือกว่า ตะเพิดอารมณ์ที่ไม่ต้องการนี้ออกไป. แล้วทุกคนก็ได้ใช้อยู่อย่างนั้น
น.277 แต่ไม่รู้สึกเอง ; เราทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ เคยใช้ความลับอันนี้ เคยใช้กฎเกณฑ์อันนี้ แต่แล้วก็ไม่สนใจ. ยกตัวอย่างเช่น พุทธานุสสติ ระลึกนึกถึงพระพุทธเจ้าแล้ว ก็หายกลัวผี อย่างนี้. ถ้าเราสามารถทำได้ พุทธานุสสตินั้นจะเป็นอารมณ์ที่ใหญ่กว่า, ใหญ่กว่าอารมณ์ ที่กลัวผี ; พุทธานุสสติก็ขจัดความกลัวผีออกไปได้. แม้ที่สุดแต่ว่าเรามีความเชื่อ ในเครื่องราง พระเครื่อง พิสมรอะไรต่างๆ ที่มาแขวนอยู่ที่ตัวนี้. ถ้าสร้างอารมณ์ ใหญ่ขึ้นมาได้ ก็จะขจัดความกลัวผีขึ้นมาได้, หรือขจัดอะไรบางอย่างได้อีกหลายอย่าง ; ไม่ใช่ว่ามันไม่มีอะไร. มันมีอะไร แล้วก็อาจใช้ได้ในทางที่ผิด เป็นไปได้ทั้งในทาง ที่ถูก เป็นไปได้ทั้งในทางที่โง่งมงาย และเป็นไปได้ทั้งในทางที่ฉลาด ; ฉะนั้นต้องรู้จัก ให้ดี ๆ กำลังของสมาธินั้นใช้ได้ทุกอย่าง ในทางทุจริตก็ได้ สุจริตก็ได้ ; กำลังนี้ มีแรงมาก เราต้องเอามาใช้ในทางที่ถูกต้อง. เมื่อกำลังของสมาธินั้นเอง สามารถข่มสิ่งที่เรียกว่าพรลา คือสิ่งที่รบกวน ใจนี้ให้หมดกำลังไป หรือให้ดับไปได้ ; เราก็รู้สึกเป็นสุข. ความร้อนดับไปเมื่อไร ก็เป็นความเย็น เป็นนิพพาน เกิดขึ้นที่นั่นและเมื่อนั้น. ทีนี้ถ้าเราบังคับจิตให้เป็น สมาธิอยู่ได้ตลอดเวลาเพียงเท่าใด ; เราก็มีความสุขอยู่ตลอดเวลาเพียงเท่านั้น. ตรงนี้ต้องเข้าใจไว้ด้วยว่า แม้แต่ความรู้สึกที่เป็นสุขเอง ก็เป็นทรลาด้วย เหมือนกัน; แต่มันละเอียดอ่อนจนไม่รู้สึกเป็นทุกข์. ฉะนั้นเราเอาทรถาชนิดที่ เป็นสุขไว้ก่อนก็แล้วกัน ; แม้ยังไม่เด็ดขาด ยังไม่เป็นอุปปธรรมก็จริง ; แต่มัน ไม่รบกวนเรามาก, หรือว่าเราพอทนได้, น หรือว่าเราพอสบาย, เราก็เอาอย่างนี้ ไว้ก่อน. ฉะนั้นสรุปความว่า ทุกคนจงพยายามทำสมาธิแบบใดแบบหนึ่ง วิธีใด วิธีหนึ่ง เท่าที่ตนจะทำได้ ก็จะขจัดทรภาชนิดที่ร้าย ๆ ออกไป, ขจัดความรบกวน จิตที่ร้าย ๆ ออกไป; เหลือแต่ที่มันไม่รบกวนมาก กระทั่งไม่รบกวน กระทั่งละเอียดอยู่ แม้จะเป็นความรู้สึกเฉยๆ อยู่ ก็ยังดี "
น.278 การปฏิบัติเช่นนี้เป็นบันได สำหรับจะได้ก้าวไปสู่คุณธรรมที่สูงขึ้นไป เป็น พวกสมุจเฉทนิพพาน. เมื่อมีความเคยชินในตทังคนิพพาน ในวิกขัมภนนิพพาน อยู่เสมอ ๆ แล้ว จะมีความเชื่อในพระธรรม เพราะเป็นสันทิฏฐิโกขึ้นมา ; แล้วรู้ว่า นี้เป็นสุขแน่ ๆ ไม่ต้องเชื่อตามผู้อื่น. ศรัทธาในพระธรรมก็เพิ่มมากขึ้น, ความเพียร ก็เพิ่มมากขึ้น, การปฏิบัติก็ก้าวหน้าไปตามทางของพระนิพพานที่แท้จริงยิ่งขึ้น ; ฉะนั้น เราอย่าละเลย แม้แต่เป็นเรื่องตทังคนิพพาน หรือวิกขัมภนนิพพาน. วิธีปฏิบัติ สมุจเฉทนิพพาน เอาละทีนี้มาถึง เรื่องสมุจเฉทนิพพาน เป็นเรื่องสุดท้าย มีลักษณะ และวิธีปฏิบัติอย่างไร ? อย่าลืมว่าตทังคนิพพาน หรือวิกขัมภนนิพพานนั้น เราสร้าง ให้เกิดได้เหมือนกับว่าอยู่ในอำนาจเรา ; แต่สมุจเฉพนิพพานนี้เราทำให้ปรากฏ : คล้ายกับว่าเราต้องยอม, ยอมทุกอย่างที่จะไปทำตามกฎเกณฑ์อันนั้น แล้วให้ปรากฏ เหมือนกับพระเจ้าโปรดให้อย่างนั้น ..! เมื่อนิพพานบังเอิญนั้น อาศัยความบังเอิญเป็น ปัจจัยสำคัญ ; และนิพพานบังคับ อาศัยการบังคับจิตเป็นส่วนสำคัญ ; ส่วนนิพพาน เด็ดขาดหรือสมุจเฉทนิพพานนี้ อาศัยรากฐานคือนิพพิทาและวิราคะ นี้เป็นเรื่อง ของปัญญา. นิพพิทาคือความเบื่อหน่าย วิราคะคือความคลายกำหนัด. - ถ้าไม่สร้าง นิพพิทาหรือวิราคะให้เกิดขึ้นได้แล้ว ก็ยังไม่มีหวังที่จะมีนิพพานที่แท้จริงชนิดนี้. นิพพิทาแปลว่าความเบื่อหน่าย, วิราคะแปลว่าความคลายกำหนัด, ตัว หนังสือหมายความอย่างนี้ ; แต่ความจริงมันมากกว่านั้น. นิพพิชาที่แปลว่าความ เบื่อหน่ายนี้ก็ไม่ถูก : แต่เราไม่รู้ว่าจะแปลว่าอย่างไรกัน ก็แปลว่าความเบื่อหน่าย. มันมีลักษณะเป็นขนาดความเบื่อหน่าย แต่เป็นความเบื่อหน่ายที่พิเศษหรือสูงขึ้นไป. ความเบื่อหน่ายของชาวบ้านตามธรรมดานั้นเบื่อหน่ายเพราะซ้ำ ๆ ซาก ๆ แล้วก็เอือม ระอา ; แผง เช่นอยู่กันจำเจ แล้วเกลียดหน้ากันขึ้นมาบ้าง, หรือกินทุกวันอย่างนี้ แม้อร่อยวิเศษอย่างไร ไม่เท่าไรมันก็เบื่อ ; อย่างนี้ ไม่เรียกว่านิพพิทาในทางธรรม.
น.279 นิพพิทาในทางธรรมหมายความว่า มารู้ข้อเท็จจริงทีหลังว่า อ้าว ! นี้มันเป็นอันตรายนี่ แล้วก็เบื่อไม่รักอีกต่อไป. ก่อนนี้หลงรัก แล้วต่อมารู้ว่า อ้าว ! มันเป็นขบถหรือว่ามันเป็นอันตรายจึงเลิกรัก. อุปมาเรื่องนี้ที่เขียนเป็นภาพปริศนาธรรม ในโรงหนังของเรานี้ก็มีอยู่ภาพหนึ่ง : คือภาพผู้หญิงซึ่งเป็นภรรยาของบุรุษคนหนึ่ง ซึ่งเขาเคยหลงรัก ; ต่อมาเขารู้ว่าเป็นคนไม่ดี ทำชู้ เขาก็เฉย ; คือเลิกถือว่าเป็น ภรรยา. อย่างนั้นเรียกว่านิพพิทาในที่นี้. นิพพิทาในที่นี้ แปลว่าเฉยได้ ไม่ใช่รำคาญ และไม่ใช่โกรธ. ถ้าว่าไปโกรธ ไปเกลียด ไปรำคาญอะไรนั้น ไม่ใช่นิพพิทาในกรณีนี้. นิพพิทา ของชาวบ้านต่างหากที่โกรธ หรือเกลียด หรือเบื่อ หรือรำคาญ ; แต่ถ้านิพพิทาใน ทางธรรมหมายถึงเฉย. เบื่อในที่นี้ คือมันสลัดความรัก ความยึดถือ ความหวงแหน หรือความอะไรออกไป แล้วก็เป็นการเฉย ไม่ทำอันตรายผู้นั้น ; ไม่ต้องถึงกับ ฆ่าตัวตาย. การฆ่าตัวตายนั้นมันเป็นนิพพิทาเทียม ; เบื่อหรือเกลียดจนฆ่าตัวเอง ตายนั้น เป็นนิพพิทาเทียม. นิพพิชาแท้นั้นเฉยได้ด้วยปัญญา ; ไม่ใช่ความเอือม ระอา รำคาญ เพราะซ้ำซาก เพราะไม่ถูกอกถูกใจ. เดี๋ยวนี้เราต้องอาศัยนิพพิทาเป็นรากฐานของนิพพานประเภทเด็ดขาด จะ เรียกว่านิพพิทา หรือเรียกว่าวิราคะก็ได้เหมือนกัน. วิราคะแปลว่าความคลาย ออก จางออกจากความยึดมั่นถือมั่น ; นิพพิทาคือความเบื่อ เมื่อเบื่อก็คลายออก. มันเป็นอัตโนมัติ คือมันจะทำหน้าที่ติดต่อกันไป หรือเนื่องกันไป พอเบื่อหน่ายก็คลาย กำหนัด ; ฉะนั้นจะไปเรียกตรงนิพพิทาก็ได้ จะไปเรียกตรงวิราคะก็ได้. สมุจเฉท นิพพานมีรากฐานอยู่ที่นิพพิทาและวิราคะ ถ้าสองอย่างนี้ หรืออย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่เกิดแล้ว ก็ไม่มีหวัง ทีนี้นิพพิทาก็มีได้จากหลายทาง อย่างเดียวกับที่เคยพูดมาแล้วเรื่องสัมมาทิฏฐิ ว่านิพพิหาเบื่อหน่ายนี้ต้องมาจากสัมมาทิฏฐิ คือเห็นจริง เห็นแจ้ง เห็นถูกต้อง จึงเกิดเบื่อหน่าย. เพราะฉะนั้นนิพพิทานี้มาจากอนิจจตา คือเห็นความไม่เที่ยง
น.280 แล้วเบื่อหน่ายก็ได้, แล้วก็เพื่ออนิมิตตนิพพาน. นิพพิทามาจากเห็นทุกข์ เห็นความ ทุกข์ทรมานก็ได้ ก็เป็น อัปปณิหิตนิพพาน. นิพพิทามาจากเห็นอนัตตาก็ได้ ก็เป็น สุญญตนิพพาน. ที่เรียกว่า "อนิมิต" หมายความว่า ไม่มีที่กำหนด, ไหลเรื่อย, เปลี่ยนเรื่อย. ที่เรียกว่า อัปปณิหิต นี้ ไม่มีที่ตั้งตรงไหนที่จะเข้าไปเอา ให้เป็นสุขได้. ที่เรียกว่า สุญญตะ ก็หมายความว่า ว่างไปเสียทั้งหมด. ความเบื่อหน่ายมาจากเห็นความไม่เที่ยงของสิ่งทั้งปวงก็ได้, ความเบื่อหน่าย มาจากเห็นความทุกข์ทรมานในสิ่งทั้งปวงก็ได้, ความเบื่อหน่ายมาจากเห็นอนัตตา ไม่มีตัวตนที่แท้จริงที่ตรงไหนอย่างนี้ก็ได้. นี้เป็นเรื่องของปัญญาที่เพียงพอ จึงจะเกิดความเบื่อหน่าย แล้วคลาย กำหนัด. เอาไปเปรียบเทียบกันดู : นิพพานอย่างแรกเป็นนิพพานบังเอิญ มาจาก ความบังเอิญ, นิพพานที่สองมาจากการบังคับจิต แล้วก็เป็นเรื่องของสมาธิบังคับ, ส่วนอันที่สามนี้ เป็นเรื่องของปัญญา. ฉะนั้น การที่จะกำจัดความร้อน มันก็กำจัดได้ ต่างกันหรือสูงกว่ากัน ; เดี๋ยวนี้อาศัยกำลังของปัญญา มันจึงกำจัดทรดา คือความ รบกวนใจได้มากกว่า, คือแปลกออกไปกว่า ฉะนั้น จึงกำจัดความทุกข์ส่วนละเอียด ส่วนที่ยังเหลืออยู่นั้นให้หมดไปอีกทีหนึ่ง. หลักปฏิบัติ นิพพาน สำหรับคนทั่วไป ต่อไปจะพูดถึงหลักปฏิบัติสำหรับคนทั่วไป แม้ที่เป็นชาวบ้าน เป็นชาวไร่ ชาวนา ก็มีหลักเกณฑ์สำหรับปฏิบัติ เพื่อบรรลุผลอันนี้อยู่ในไร่ในนานั้นเอง. เพราะเมื่อเราทำอะไรอยู่ เราก็มีความรู้สึกคิดนึกได้ ; แล้วเราจงดูจากความรู้สึกอันนั้น. จะใช้คำว่า จงพยายาม ๆ ที่สุดที่จะมองเข้าไป, มองดูจากความรู้สึกที่รู้สึกอยู่ ในใจนั้น. อย่าไปดูหนังสือ อย่าไปฟังใครพูด. จงดูเข้าไปที่ความรู้สึก ที่กำลัง เป็นอยู่ มีอยู่ รู้สึกอยู่ ในจิตใจ ให้เห็นออกมาจากข้างในนั้น : ให้เห็นความ
น.281 น่าเอือมระอาของตัวกู - ของกู. ความเกิดขึ้นแห่งตัวกู - ของกู ที่เกิดแล้วเกิดอีก อยู่ในใจ วันหนึ่งหลาย ๆ หน ; มันเกิดอหังการ มมังการ เป็นตัวกูบ้าง เป็นของกูบ้าง วันหนึ่งหลาย ๆ หน ; เกิดทีไร เป็นทุกข์ทุกที ร้อนทุกที เป็นฟืนเป็นไฟทุกที. ตัวลูที่เป็นกิเลสที่เป็นเหตุให้ไม่ยอมใคร เป็นเหตุให้ยึดมั่นถือมั่นเข้ามาไว้ นี่ให้เห็นว่ามันน่าเอือมระอาเหลือประมาณ. แต่ถ้าเราไม่เคยศึกษา ไม่เคยสังเกต อันนี้แล้ว, ก็ไม่รู้จะไปดูที่ไหนเหมือนกัน. ฉะนั้น ต้องดูว่าวันหนึ่งคืนหนึ่ง มันเกิด ความรู้สึกที่เป็นความเห็นแก่ตัว เป็นตัว แล้วก็ร้อนเป็นฟืนเป็นไฟทุกทีไปนี้ กี่ครั้ง ? กี่หน ? อย่างไร ? จากอะไร ? ดูอย่างนี้เสมอ มันจะเกิดความเอือมระอา ; แม้เป็น ชาวไร่ชาวนาก็ดูได้. เดี๋ยวมันจะเห็นต่อไป ถึงความไม่มีอะไร ที่น่าเอาน่าเป็น คือ ไม่มีอะไรที่น่ายึดมั่นถือมั่น ด้วยความเอาความเป็น. นี้ต้องเข้าใจให้ดี ต้องฟังคำพูดให้ดี : "ไม่มีอะไรที่น่าเอา" นี่พูดอย่าง นี้ก่อน ; สกอต หมายความว่าไม่มีเงิน ทอง วัว ควาย ช้าง ม้า ไร่นา อะไรอันไหน ที่น่าเอา. มัน หมายความว่าเราจำเป็นเท่านั้น ที่เราไปเอาเข้า ; ถ้าเราไปเอาเข้าจริง ๆ คือไปยึดมั่นว่าของกูเข้าจริง ๆ มันมีความทุกข์. เงิน ทอง วัว ควาย ไร่ นา มันจะมาสุมอยู่บนศีรษะของบุคคลนั้น ทั้งกลางวันทั้งกลางคืน ทั้งหลับทั้งตื่น : มีนา ก็เป็นทุกข์เพราะนา, มีควายก็เป็นทุกข์เพราะควาย, มีเงินก็เป็นทุกข์เพราะเงิน : อย่างนี้เพราะมันไปเอาเข้าจริง ๆ ด้วยจิตใจยึดมั่นถือมั่น. ทีนี้ ถ้าว่าไม่เอา คือจิตใจไม่ยึดมั่นถือมั่น มันก็เป็นเหมือนของยืมใช้, หรือใช้ผัดวันประกันพรุ่งไปที่ จนกว่าจะตาย ; ทำนองนี้มันไม่เป็นทุกข์. แล้วก็ใช้ให้ ถูกวิธี มีให้ถูกวิธี จัดการเกี่ยวข้องให้ถูกวิธีก็ไม่ต้องเป็นทุกข์. ข้อนี้หมายความว่า โดยเนื้อแท้มันไม่น่าเอา ; แต่เราไป "มีความจำเป็น" ที่จะต้องเอา เพื่อให้มีควายไถนา ทำนา กินอาหาร ก็ "จำเป็นที่จะต้องไปเอาเข้า" ; แล้วก็ไปเอาให้ถูกวิธี ให้สำเร็จ ประโยชน์ในเรื่องนี้. ถ้าผิดวิธี มันจะเป็นทุกข์ เป็นนรกทั้งเป็นอยู่ที่นั่น
น.282 สรุปแล้วก็ว่า ไม่มีอะไรเลยที่น่าเอาอย่างแท้จริง ; ใจอย่าไปเอากับ มันเข้า. เราเกี่ยวข้องกับมันไปตามความจำเป็นอย่างนี้ เรียกว่าไม่มีอะไรที่น่าเอา. "เอา" นั้นหมายความว่ายึดมั่นถือมั่นด้วยจิตใจว่า ของภู. ถ้าอย่างนี้แล้ว มีเงิน ก็จะต้องเป็นทุกข์เพราะเงิน, มีทองก็ต้องเป็นทุกข์เพราะทอง, มีอะไรก็ต้องเป็นทุกข์ เพราะสิ่งนั้น. นี้คือเป็นทุกข์เพราะ "เอา" : เอานั่นเอานี่มาเป็นของกู. เขาจึง สอนให้ อย่ายึดถือว่าเป็นของตน. นี้ขอพูดแล้วพูดอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า พวกคริสเตียนเขาก็สอน ; พวกพุทธบริษัท อย่าทำตนให้มันเลวกว่าพวกคริสเตียน ; พูดตรง ๆ อย่างนี้. ในเมื่อพวกคริสเตียน เขาก็สอนว่า : "มีภรรยาก็จงเหมือนกับไม่มีภรรยา, มีทรัพย์สมบัติก็จงเหมือนกับ ไม่มีทรัพย์สมบัติ, กระทั่งว่าซื้อของที่ตลาดอย่าเอาอะไรมา". นี้คืออย่ายึดมั่น ถือมั่น นี่คืออย่าไปเอาเข้าด้วยจิตใจ แล้วก็จะไม่มีความทุกข์. เมื่อเราเห็นข้อนี้ เราก็เห็นว่า ไม่มีอะไรที่น่าเอา. “เอาอะไรเข้า เป็นทุกข์ทันที" เพราะฉะนั้นไปเกี่ยวข้องเท่าที่จำเป็นซี : มีวัว มีนา มีช้าง มีม้า มีเงิน มีทอง ก็ไปเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านั้นตามหน้าที่ที่จำเป็น. อย่าให้จิตมันเลยไปถึงเอาเป็นของกู นี่มันจะตกนรกที่นั่น ทีนี้ที่ว่า ไม่มีอะไรที่น่าเป็น หมายความว่า "เป็น" ด้วยความยึดมั่น ถือมั่นจริง ๆ ที่มันร้อนเป็นไฟนั้น เพราะมัน "เป็น" เพราะไปยึดมั่นถือมั่น. ถ้ามัน "เป็น" ด้วยความรู้สึกสติสัมปชัญญะ ไม่ยึดมั่นถือมั่น, อย่างนี้เขาเรียกว่า ไม่เป็น, ไม่ได้เป็น ไม่มีอะไรที่น่าเป็น. เป็นผัว เป็นเมีย นี้ก็ไม่น่าเป็น สำหรับคนที่เคยมาดีแล้ว เป็นพ่อ เป็นลูก มันก็ไม่น่าเป็น, ไปยึดมั่นถือมั่นในความเป็นผัว ก็มีความทุกข์อย่างผัว, ไปยึดมั่นถือมั่นในความเป็นเมีย ก็มีความทุกข์อย่างเมีย, มีความยึดมั่นถือมั่นเป็นพ่อ ก็มีความทุกข์อย่างพ่อ, มีความยึดมั่นถือมั่นอย่างลูก ก็มีความทุกข์อย่างลูก, "เป็นนาย ก็เป็นทุกข์อย่างนาย, แก เป็นบ่าวก็เป็นทุกข์อย่างบ่าว, เป็นคนรวยก็เป็นทุกข์อย่าง
น.283 คนรวย, เป็นคนจนก็เป็นทุกข์อย่างคนจน, เป็นคนแพ้ก็ทุกข์อย่างคนแพ้, เป็น คนชนะก็ทุกข์อย่างคนชนะ, เป็นคนดีก็ทุกข์ตามแบบคนดี, เป็นคนชั่วก็มีความทุกข์ ตามแบบคนชั่ว, เป็นคนมีบุญก็เป็นทุกข์ตามแบบคนมีบุญ, เป็นคนมีบาปก็เป็นทุกข์ ตามแบบคนมีบาป, เป็นคนมีความสุข ก็เป็นคนมีความทุกข์ตามแบบของคนมีความสุข. ฟังแล้วมันน่าขัน : คนมีความทุกข์ก็เป็นทุกข์ตามแบบคนมีทุกข์ ; แต่ แม้เป็นผู้มีความสุข ก็ยังเป็นทุกข์ ตามแบบของผู้มีความสุข ; เพราะคนมี ความสุขอย่างไร มันก็มีปัญหาเผชิญหน้าเกี่ยวกับเรื่องเกิด เรื่องแก่ เรื่องเจ็บ เรื่องตาย เรื่องได้ เรื่องเสีย เรื่องแพ้ เรื่องชนะ อยู่นั่นเอง ; แล้วความสุขอย่างนี้มันเป็น ความหมายตามภาษาธรรมดา. เป็นคนแพ้เป็นทุกข์ แต่เป็นคนชนะก็เป็นทุกข์ อีกแบบหนึ่ง. ดูให้ดี; อย่าไปยึดมั่นถือมั่นในฝ่ายเป็นคนชนะ ซึ่งมันยอมกัน ไม่ได้ง่าย ๆ. เดี๋ยวนี้ในโลกนี้เขาไม่ยอมกันทั้งหมด ; เขายึดมั่นถือมั่นในความเป็น คนชนะ เขายอมกันไม่ได้. รบกันมากี่ปี ๆ ก็ยอมกันไม่ได้ ; เพราะยึดมั่นในความ เป็นคนชนะ. นี้ขอให้ไปดูให้ดีว่า ไปยึดมั่นในสิ่งใดเข้าก็จะเป็นทรดา คือความ ร้อนใจ รบกวนใจขึ้นมาทันที ในความเป็นอย่างนั้น : ยึดมั่นในความเป็นสามี ในความเป็นภรรยา ; ก็ต้องเกิดความร้อนเป็นพืนเป็นไฟในหน้าที่ของสามีภรรยา. ทีนี้อย่ายึดมั่น แต่ทำไปตามหน้าที่ที่ถูกที่ควร, อย่ายึดมั่นว่า "กูเป็น" อย่างนี้ ก็ไม่มี ความทุกข์. แม้ว่าทำยาก, แต่เพราะมีประโยชน์มีอานิสงส์ คือความไม่ทุกข์ ; ฉะนั้น ขอให้พยายามทำ. นี่สมมติว่าเป็นอะไรก็ให้เป็นอย่างสมมติ อย่าไปยึดถือเข้าจริงๆ : เป็นผัว เป็นเมีย เป็นพ่อเป็นลูก เป็นนาย เป็นบ่าว เป็นคนเศรษฐี เป็นคนขอทาน เป็น คนแพ้ เป็นคนชนะ เป็นอะไรเรื่อยไปจนกระทั่ง เป็นคนมีบุญ มีบาป มีสุข มีทุกข์ ; ให้เป็นคนสักว่าสมมติตามที่เขาเรียกกัน ; หัวใจของเราอย่าเป็นอะไร.
น.284 นี่แหละคือเคล็ดลับที่ว่าจะให้เกิดสมุจเฉพนิพพาน ; มันเบื่อหน่าย มัน ระอาในความเป็นหรือในความเอา, ไม่อยากเอาอะไร ไม่อยากเป็นอะไร ด้วยความ ยึดมั่น ถือมั่น ; แม้ที่สุดแต่จะไปเป็นก้อนหินก้อนดิน มันก็ไม่ไหวเหมือนกัน ; จะไปเป็นต้นไม้ เป็นแมลง เป็นสัตว์เดรัจฉาน มันก็ไม่ไหว ; เป็นมนุษย์มันก็ไม่ไหว. นี้รวมความว่า อย่าได้มีความโง่ไปรู้สึกว่าภูเป็นอะไรเข้าด้วยความยึดมั่น ถือมั่น ; มันจะทะเลาะวิวาทกันเพราะเหตุนั้น ; เพราะยอมกันไม่ได้. มมันจะต้อง ฆ่ากันเพราะเหตุนั้น, แล้วก็ทรมานตัวเองให้ลำบาก. ทีนี้ต่างคนต่างรู้ว่าเราเป็น ธรรมชาติกันทั้งนั้น, ตัวเราก็เป็นธรรมชาติ, อะไรที่เกี่ยวข้องกับเราก็เป็นธรรมชาต, เป็นของธรรมชาติ; เรียกอีกทีว่าเป็นของพระเจ้า. เราอย่าเป็นเจ้าของสิ่งใด ๆ เลย ; ทำตัวเราเหมือนกับคนบังเอิญมาพบสิ่งเหล่านี้เข้าแล้วก็ใช้สอยไป ยืมเขาใช้ ไป อย่างนั้นจนกว่าจะคืนให้เขา ; เหมือนเราเดินทางไปพบศาลาพบที่พักแรม เราก็อาศัย จนกว่าจะหมดความต้องการ แล้วก็จะเดินต่อไป ; ไม่ยึดครองว่าเป็นของเราอย่างนี้, ให้มีหลักในการเป็นอยู่ในชีวิตนี้ว่าเป็นอย่างนี้เสียเถิด. เราเกิดออกมาในโลกนี้ แล้วก็ มีนั่นมีนี่ ร้อยอย่างพันอย่างที่ต้องเกี่ยวข้องด้วย : ทรัพย์สมบัติ บ้านเรือน เรือกสวน ไร่นา บุตร ภรรยา สามี นานาสารพัดอย่างนี้ ก็ให้เหมือนกับพบในระหว่างทาง, แล้วก็ผ่านไป ให้ดี อย่างนี้เถิด; แล้วจะมีชีวิตอยู่ด้วยนิพพาน. รวมความแล้วมาอยู่ตรงที่ว่า มองเห็นว่า ยึดมั่นถือมั่นว่าตัวตนว่าของตน เมื่อไร เป็นความทุกข์เมื่อนั้น. มองดูเรื่องนี้จนเบื่อหน่าย จนระอาหรือคลายกำหนัด ; และที่ละเอียดไปกว่านั้นก็ว่า ให้เห็นความเกิด แก่ เจ็บ ตาย, เกิด แก่ เจ็บ ตาย, เกิด แก่ เจ็บ ตาย, ที่เวียนอยู่รอบ ๆ ในชีวิตวันหนึ่งหลาย ๆ หนนี้. มองให้เห็นว่า ในวันเดียว แม้เพียงวันเดียว เรามีความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ตั้งหลายรอบ ; ไม่ใช่ ต่อเข้าโลงจึงจะตาย. เดี๋ยวนี้วันหนึ่ง ๆ นี้มีเกิด มีแก่ มีเจ็บ มีตาย อยู่หลาย ๆ รอบ, หรือ หลายสิบรอบ, เกิด แก่ เจ็บ ตาย ของอะไร ? ของความคิดนึกรู้สึกว่าตัวกู ว่าของกูนี้
น.285 แล้วเดี๋ยวก็ดับไปหายไป, ตัวกูนั้นหายไป ; เดี๋ยวเกิดตัวกูใหม่อีก ตัวกูอย่างนั้น ตัวกูอย่างนี้ ; เกิดมาที่นี้เป็นความโลภ, เกิดมาที่โน้นเป็นความโกรธ, เกิดมาทีนี้ เป็นความหลง อย่างนี้ ; มันสลับกันไปอย่างนี้. นี้เรียกว่า เกิด แก่ เจ็บ ตาย แห่งตัวกู, อัสมิมานะว่าตัวกู เดี๋ยวเกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - แล้วก็ดับไป ๆ, เกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไป. ถ้าใครเข้าใจและเห็นอย่างนี้ คนนั้นจะเกิดความเบื่อหน่ายที่เรียกว่านิพพิทา วนเวียนอยู่ ไม่รู้ว่าวันหนึ่งกี่รอบ กี่ครั้ง : เดี๋ยวเป็นอัตตาคือเป็นตัวภู, เดี๋ยวก็เป็นอัตตนิยา คือเป็นของภู, มีแต่ตัวกู - ของกู, ตัวกู - ของกู อยู่อย่างน่าเบื่อ; ถ้าเห็นแล้วก็จะ เกิดความเบื่อ ; ไม่เห็นก็ไม่เบื่อ. ทีนี้ เมื่อดูไปตามเป็นจริง มันก็เบื่อ, เรียกว่ามีนิพพิทาและวิราคะเกิดขึ้น นี้ก็เป็นรากฐานของสมุจเฉทนิพพาน. ถ้าลงเบื่อแล้วก็หยุดแน่ ๆ; นี่หยุดความร้อน หยุดความทุกข์. ถ้าไม่เบื่อก็ไม่มีหยุด. ทีนี้จะเบื่อได้ก็ต่อเมื่อเห็นจริง, เห็นแจ้ง ด้วยความจริงนี้. ทีนี้ถ้าเบื่อมันก็หยุดร้อน, แต่ว่าสติปัญญากำลังกายยังเหลืออยู่ ฉะนั้นก็ทำสิ่งที่ควรทำต่อไป โดยไม่ต้องเป็นทุกข์. ต่อไปนี้ทำอะไรไม่เป็นทุกข์ ไม่มีทุกข์อีกต่อไปแล้ว.ก่อนนี้ทำอะไรสัก นิดหนึ่งก็เป็นทุกข์ ด้วยความหวัง ด้วยความเป็นห่วง ด้วยความยึดมั่นถือมั่น ; เดี๋ยวนี้ ไม่มีความทุกข์อีกแล้ว จะทำอะไร อย่างไร เพื่อใครก็ตาม จะไม่มีความทุกข์อีกแล้ว. ความไม่ทุกข์ตลอดกาลอย่างนี้ เขาเรียกว่าเป็นสมุจเฉทนิพพาน, เป็น นิพพานที่เด็ดขาดลงไป ; เพราะตัวกู - ของกู ถูกทำลายไปไม่มีเหลือ นี่คือวิธีปฏิบัติเพื่อสมุจเฉพนิพพาน เพื่อความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งกิเลสและ ความทุกข์, เพื่อกำจัดทรถาความร้อนใจกระวนกระวายนานาชนิด, ชนิดที่เรียกว่า เด็ดขาด. ถ้ายังไม่ถึงนี้ได้ ก็พยายามเรื่อยไป : เป็นลำดับมาตั้งแต่ขั้นต้นคือ ตทังคนิพพาน หาโอกาสที่ประจวบเหมาะไว้เสมอ, แล้วก็หาวิกขัมภนนิพพาน พยายามบังคับ พยายามควบคุม พยายามสำรวมระวังอยู่เสมอ, แล้วพร้อมกันนั้น
น.286 ก็พิจารณาที่จะเห็นความหลอกลวง, หรือความเป็นมายา ของสิ่งทั้งหลายที่เราเรียกว่า ตัวกู ว่าของกูนี้อยู่เสมอ. นี่เราพิจารณากันถึงวิธีการปฏิบัติ เพื่อให้ได้นิพพาน ทั้งชนิด ตทังคนิพพาน วิกขัมภนนิพพาน และสมุจเฉทนิพพาน พอสมควรแก่การปฏิบัติอย่างนี้. อย่าเข้าใจผิด ว่าจะได้นิพพานต่อตายแล้ว ทีนี้ขอสรุปความในขั้นที่สุดนี้ว่า : สิ่งที่เรียกว่านิพพาน ๆ นี้ อย่าเข้าใจผิด ว่าจะได้ต่อตายแล้ว. นิพพานต่อตายแล้วอย่าไปเอาเลย ไม่มีประโยชน์อะไร ; ไม่มีประโยชน์อะไรแก่ใคร เพราะว่าตายแล้ว. มันต้องเป็นนิพพานที่นี่ เดี๋ยวนี้, ให้เป็นนิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้อยู่เสมอไป; แม้ว่าจะเป็นชนิดชั่วคราว ชนิดชิมลอง. ถ้าที่นี่และเดี๋ยวนี้มีนิพพานแล้ว ต่อตายแล้วต้องมีแน่, อย่าสงสัย อย่าลังเล ; นิพพานต่อตายแล้วต้องได้แน่ๆ ถ้านิพพานมีอยู่ที่นี่. ขอให้มีนิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้ ก่อนเถิด ตายแล้วต้องมีแน่. จงทำใจให้เป็นนิพพาน อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่เสมอ ที่นี่และเดี๋ยวนี้ใน วันหนึ่ง ๆ นี้ ; นิพพานต่อตายแล้วนั้นไม่สำคัญ ไม่ต้องไปนึกถึงเลยก็ได้ ; นึกถึงแต่ ทำให้นิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้ได้ ; แล้วก็จะได้นิพพานจริง ที่นี่และเดี๋ยวนี้. และถ้าจะ ตายลงไปอีกก็จะต้องได้แน่ ๆ ; เพราะว่าจิตใจอยู่แต่กับความเป็นอย่างนี้ : ความ ดับไม่เหลือแห่งตัวกู จิตน้อมไปเพื่อความดับไม่เหลือแห่งตัวกู; ตายแล้วก็ไม่มี เกิดอีก เป็นนิพพาน. มันสำคัญอยู่ที่ว่า ให้ได้นิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้ อย่างที่ว่า มาแล้ว ; ตายแล้วจะนิพพานแน่. มันง่ายนิดเดียว คือ เรื่องการดับไม่เหลือ ที่พูดกันอยู่ตลอดเวลา ; ว่ามี ความน้อมจิตไปเพื่อดับไม่เหลืออยู่ตลอดเวลา เพราะว่าเต็มไปด้วยความน่าระอา ความไม่น่าเอา ความไม่น่าเป็น ; ให้ตัวกูนี้ดับเสียเถิด, ต้องการจะดับตัวกูอยู่ เสมออย่างนี้ ; ที่นี่ก็ไม่มีทุกข์ พอตายแล้วก็ไม่ต้องสงสัย ย่อมไม่มีทุกข์. นี่เรียกว่า
น.287 ตายแล้วก็นิพพาน ; ถ้ามีนิพพานกันเสียตั้งแต่ที่นี่และเดี๋ยวนี้แล้ว, ตายแล้วก็ต้องเป็น นิพพาน. ทีนี้ นิพพานแบบประจวบเหมาะ บังเอิญประจวบเหมาะนี้อุตส่าห์ทำให้ มาก คือว่าเปิดโอกาสให้มันพร้อมไว้อยู่เสมอ. อย่าไปจัดอะไรให้มันผิด ๆ ให้มีการ แวดล้อมที่ถูก ; จิตจะสงบของมันได้เอง เป็นบังเอิญ เป็นฟลุกอยู่เสมอ, เย็นอกเย็นใจ อยู่เสมออย่างไม่น่าเชื่อ; อย่างนี้มีอานิสงส์มาก. นิพพานแม้บังเอิญ นิพพานชนิด บังเอิญ นี้ก็มีอานิสงส์มาก คือมันกันลืมนิพพาน. ให้นึกถึงนิพพานอยู่เสมอว่าเป็นความสะอาด สว่าง สงบเย็น กันลืมอยู่ เสมอแล้ว ; เพิ่มศรัทธาในนิพพานนั้นให้มากขึ้น ; แล้วก็เพิ่มศรัทธาในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์มากขึ้น : เพราะว่า เรื่องพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นั้น ก็มีแต่เรื่องนี้ ไม่มีเรื่องอื่น ; เห็นชัดว่า : อ๋อไม่มีความทุกข์จริง ; ก็เลยมีศรัทธาในพระพุทธเจ้า ว่าตรัสรู้ดีจริง, มีศรัทธาในพระธรรม ว่าพระธรรมนี้เป็นของดีจริงๆ. มีศรัทธา ในพระสงฆ์ ว่าผู้ปฏิบัติอย่างนี้เป็นผู้ปฏิบัติดีจริง ; เพราะฉะนั้นศรัทธาก็มีมากขึ้น ๆ จนแน่นแฟ้น. เพราะว่า เรามีนิพพานบังเอิญนี้เป็นประจักษ์พยาน แล้วเราก็จะเป็นคน ร่าเริงไม่มีความทุกข์ ความร้อน ทุกข์กับเขาไม่เป็น ; นี่ได้กำไรตอนนี้ ; แล้วก็ จะเป็นอุปนิสัย ปัจจัย เพื่อพระนิพพานอันสูงสุดนั้นได้ในเร็วๆ นี้. ถ้าเรามีนิพพานชิมลองอยู่เสมอ เราจะได้นิพพานจริง ๆ ในเร็ว ๆ นี้ ; ถึงแม้นิพพานชนิดที่บังคับด้วยจิตนี้ก็ตาม ; นี้ก็เท่ากับว่าเราทำให้นิพพานนี้อยู่ใน เอื้อมมือ ในกำมือของเรามากขึ้น. เราลองไม่บังคับจิตให้ได้ ; สิ่งที่เรียกว่านิพพานนั้น จะไม่มาอยู่ในกำมือของเราเลย ; แล้วความทุกข์จะเข้ามาแทนที่เต็มไปหมด. ถ้าเรา บังคับจิตได้เมื่อไร เป็นนิพพานเมื่อนั้น ; แล้วศรัทธาก็มากขึ้น อะไร ๆ ก็มากขึ้น
น.288 ความรู้เรื่องอกาลิโก ก็ชัดเจนขึ้น, เรื่องสันทิฏฐิโก ก็ชัดเจนขึ้น ; นิพพานมีประโยชน์ มีอานิสงส์อย่างนี้. ที่นี้สำหรับนิพพานขุดรากเหง้าของกิเลส ต้องพยายามขุดรากเหง้าเสมอ ; มองเห็นความเป็นของน่าเกลียดน่าชังแห่งตัวกู-ของกู ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย วันหนึ่ง ๆ ไม่รู้กี่ครั้ง แห่งตัวกู - ของกู ; ทำอย่างนี้จะใกล้นิพพานจริงยิ่งขึ้นไปทุกที ๆ เพราะ ฉะนั้นไม่ทันเข้าโลงจะได้นิพพานจริง ; เพราะทุกอย่างจะเพิ่มมากขึ้นทุกที. อาตมาขอร้องท่านทั้งหลายทั้งปวงว่า ขอให้มีชีวิตนี้ทุกลมหายใจเข้าออก ได้ชิมรสของพระนิพพาน รู้จักกิจของพระนิพพาน คือว่า เรามีความเย็นอกเย็นใจ ชนิดใดชนิดหนึ่ง อย่างที่ว่ามาแล้วนี้ อยู่ทุกลมหายใจเข้าออก. แม้ในขณะทำงาน : ทำงานก็ร่าเริง รื่นเริง เย็นอกเย็นใจ ทำสนุกสนานเหมือนทำของเล่น อยู่ทุกครั้งที่ หายใจเข้าออก ; อย่างนี้จะรู้รสของพระนิพพาน. ขอให้รู้กิจของพระนิพพาน ที่ทำหน้าที่ระงับเสียซึ่งความกระวนกระวายของ ทุกชนิด ; แล้วมันร่าเริง. เราไม่ได้เกิดมาเพื่อมีความทุกข์ ทนทุกข์ เพิ่มทุกข์ ; ให้พอใจ แน่ใจ อิ่มใจอยู่เสมอว่า เราไม่ได้เกิดมาเพื่อความทุกข์ เพื่อเป็นทุกข์ เพื่อเพิ่มความทุกข์. นี้เราไม่ได้พูดแต่ปาก เรามีพยานที่รู้สึกอยู่จริงๆ จากการปฏิบัติ เพื่อได้นิพพานอย่างใดอย่างหนึ่งนั้นอยู่ตลอดเวลา. ที่นี่มีมะพร้าวนาฬิเกร์ที่กลางสระเป็นเครื่องเตือนสติ; อย่าให้ต้น มะพร้าวมันหัวเราะเยาะได้ว่า : ดูต้นมะพร้าวนาฬิเกร์กันเสียบ้างโว้ย ! มันไม่มีความ ทุกข์ ; มันจะหัวเราะเยาะคนที่มีความทุกข์. ฉะนั้นขยันไปดูต้นมะพร้าวนาฬิเกร์ก็จะมี จิตว่าง. ถึงแม้ว่า งอกอยู่ท่ามกลางกองทุกข์ ก็ไม่มีความทุกข์ ; เพราะว่ามีจิตที่ แยกกันได้จากความทุกข์ ทั้งที่มันตั้งอยู่ในท่ามกลางความทุกข์นั้น. มะพร้าวนาฬิ เกร์ อยู่กลางทะเลขี้ผึ้ง ; ทะเลขี้ผึ้งคือความทุกข์. มันก็โผล่อยู่ที่นั่นโดยไม่ต้องมีความ ทุกข์ ; ขอให้คนเอาอย่างบ้าง.
น.289 เมื่อเราอยู่ท่ามกลางกองทุกข์ ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ตามธรรมชาติ ; แล้วความที่ว่าโลกนี้มันเปลี่ยนไปในทางเลวทรามมากขึ้น ไม่น่าอยู่อย่างนี้ ; เราก็ต้อง อยู่ได้โดยที่ไม่ต้องเป็นทุกข์. เราจัดแจงข้างใน จัดการปรับปรุงข้างใน ในจิตของ เรามีความทุกข์กับเขาไม่เป็น ; แม้ว่าอยู่ในโลกที่มันเต็มไปด้วยความทุกข์. นี่เรียกว่า ทำงานด้วยจิตว่าง มีชีวิตอยู่ด้วยจิตว่าง ว่างจากตัวกู - ของกู ไม่ยึดมั่นถือมั่น ก็เป็นนิพพานชนิดใดชนิดหนึ่งอยู่ตลอดเวลา ทุกครั้งที่หายใจออกหายใจเข้า จนตลอด ชีวิตเหมือนกัน. นี่คือ ลักษณะ และวิธีปฏิบัติ และผลของการปฏิบัติ เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า นิพพาน ซึ่งมันเป็นทั้งเครื่องดับทุกข์ เป็นเขตแดนที่ดับแห่งความทุกข์ เป็นการดับ แห่งความทุกข์ เป็นความเย็นที่ได้มาจากการดับแห่งความร้อน. ขอให้กำหนด จดจำไปพิจารณาดู จนมีจิตใจน้อมไปในทางของพระนิพพานนี้ ; แล้วก็จะเป็นการ รับประกันตัวเองได้. คำบรรยายพอสมควรแก่เวลา, ขอยุติไว้แต่เพียงนี้.
Buddhadasa