น.290 ท่านสาธุชน ผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย, การบรรยายที่เรียกว่า "พูดกันวันเสาร์" ในวันนี้ มีหัวข้อว่า : หลักปฏิบัติเกี่ยวกับกรรมและความสิ้นกรรม ดังที่ท่านทั้งหลายก็ทราบ กันอยู่แล้ว ตามใบประกาศนั้น. ขอให้ท่านทั้งหลายสังเกตดูหัวข้อที่ กำหนดไว้ว่า มันมีอยู่ ๒ เรื่อง คือ หลักปฏิบัติเกี่ยวกับกรรมนี้อย่างหนึ่ง, แล้วหลักปฏิบัติเกี่ยวกับความสิ้นไปแห่งกรรมนี้ อีกอย่างหนึ่ง ; มันเป็น คนละเรื่อง แล้วก็จะถึงกับตรงกันข้ามด้วย. หลักปฏิบัติเกี่ยวกับกรรม ก็หมายความว่า จะต้องทำอย่างไร กับกรรมดีกรรมชั่ว, ส่วน หลักปฏิบัติเกี่ยวกับการสิ้นกรรมนั้น ทำอย่างไรจึงจะ เพิกถอนเสียได้ทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว, ไม่ตกอยู่ใต้อำนาจของทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว อีกต่อไป. นี้คือหัวข้อซึ่งแสดงอยู่เป็น ๒ เรื่อง ในลักษณะที่ตรงกันข้าม ; ขอให้ตั้งใจ ฟังให้ดี ๆ. ๒๕๕
น.291 ทำไมจึงพูดเรื่องนี้? ตอบกำปั้นทุบดินว่า มันเป็นเรื่องที่จะต้องรู้ ต้องเอามา พูดกัน ; เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกันอยู่กับเรา ทุกลมหายใจเข้าออก. ถ้าเรา มีเจตนาดีก็ทำกรรมดี, บางเวลาเจตนาชั่วก็ทำกรรมชั่ว, บางเวลาไม่มีเจตนาที่ดีที่ชั่ว ก็ทำกรรมชนิดที่เป็นกลาง ๆ ไม่เรียกว่าดีหรือชั่ว ; แต่ว่ามีได้ยาก เพราะว่าถ้าไม่มี ความรู้สึกเกี่ยวกับดีชั่ว ก็ไม่รู้ว่าจะมีเจตนาไปทำอะไร. คนเรานั้นติดอยู่แต่แค่ดีและชั่ว ; ฉะนั้นกรรมที่เราเกี่ยวข้องกันอยู่ก็คือ กรรมทั้ง ๔ อย่าง : กรรมดำ -กรรมชั่ว นี้อย่างหนึ่ง, กรรมขาว - กรรมดี นี้ อย่างหนึ่ง, กรรมที่ระคนกันทั้งดำและขาวนี้ก็อย่างหนึ่ง ; ๓ พวกนี้เป็นเรื่องกรรม ที่ทำให้สัตว์ลำบาก. ส่วนกรรมที่ ๔ คือกรรมที่ไม่ดำ ไม่ขาว, แล้วก็เป็นที่สิ้นสุด แห่งกรรมดำและกรรมขาว นี้ไม่ค่อยจะพูดถึงกัน ; เพราะไม่ค่อยรู้เรื่อง. ส่วนมากก็พูดกันแค่ ๒ กรรม คือ กรรมดี กรรมชั่ว, ที่เรียกว่ากรรมดำ หรือกรรมขาว ; ส่วนกรรมระคนกันนั้นไม่ต้องพูดถึงก็ได้ เพราะว่ามันไม่แปลก ไปจากกรรมดำ - กรรมขาว ที่พูดมาแล้ว. ฉะนั้น กรรมทั้งหมดก็จะมีสัก ๓ กรรม เท่านั้น : กรรมดำคือชั่ว กรรมขาวคือดี แล้วกรรมไม่ดำไม่ขาว เป็นที่สิ้นสุด แห่งกรรมดำและกรรมขาว. มีอยู่ ๓ กรรม. เดี๋ยวนี้ทุกวัน ๆ เรากำลังกระทำกรรม, ได้รับผลกรรม, เป็นไปตามกรรม แม้แต่หลับแล้วก็ยังถูกรบกวนด้วยกรรม หรือด้วยผลของกรรม ; เพราะฉะนั้น นับว่า มันเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์อยู่เต็มที่ ทั้งเนื้อทั้งตัวตลอดเวลาทั้งหลับและตื่น. เรื่องกรรม และ ความสิ้นกรรม การที่แยกพูดเป็น ๒ เรื่องอย่างนี้ ก็ต้องการจะให้มองเห็นว่า การที่เรา จำเป็นจะต้องลอยล่องไปตามกรรมนี้มันสนุกไหม? คิดดูให้ดี ก็อาจจะมองเห็นได้เอง ; แล้วการที่เราไม่ต้องลอยล่องไปตามกรรม เราอยู่เหนืออำนาจของกรรมนี้มันน่าสนุก ไหม ? คิดดูให้ดีก็จะมองเห็นได้เอง. เพราะเหตุที่เรื่องกรรมมันเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้อง
น.292 กับมนุษย์อยู่ตลอดเวลา นี้อย่างหนึ่ง, โกกิ และเพราะเหตุว่า ถ้าเราเข้าใจและปฏิบัติ ในเรื่องนี้อย่างถูกต้องแล้ว, เราจะสามารถที่จะเป็นผู้เป็นอิสระ ไม่ต้องลอยล่อง ไปตามกรรม. นี่มีความสำคัญอย่างนี้จึงเอามาพูด. ทีนี้ ก็อยากจะขอร้องให้สังเกตอีกสักนิดหนึ่งเกี่ยวกับคำพูด, คำพูดที่เป็น ภาษาบาลี : เช่นคำว่า กมม อย่างนี้ มันมีความหมายจำกัดชัด ดิ้นเป็นอย่างอื่น ไม่ได้; แต่ในภาษาไทยชาวบ้านพูดกันอยู่นี้ คำว่า กรรม นี้ เปลี่ยนความหมาย ไปเป็นอย่างอื่นก็มี ตื้นได้ก็มี. ภาษาไทยเขาพูดว่า กรรม คือ การกระทำ ; ที่นี้ การ กระทำนี้มันมีหลายชนิด, การกระทำที่เป็นกรรมก็มี, การกระทำที่ไม่เป็นกรรมก็มี. ฉะนั้น พูดว่าการกระทำคือกรรม นี้มันไม่ถูก ; แต่ถ้าภาษาบาลีพูดว่า กมุม แล้ว หมายถึงกรรมทีเดียว ; หมายความว่าการกระทำ ที่ประกอบไปด้วยเจตนาของ สัตว์ที่มีความรู้สึก. นี้ขอให้สังเกตไว้ด้วย. คำว่า กรรม ในภาษาไทยเปลี่ยนความหมาย มากลายเป็นของบางอย่าง เป็นสิ่งบางสิ่ง เช่นว่า ถึงแก่กรรมอย่างนี้ ก็หมายความว่าตาย. ภาษาบาลีไม่มีอย่างนี้, ไม่เคยพูดอย่างนี้ ; ไม่เคยพูดว่า ถึงกรรมแล้วก็จะต้องตาย. เด็ก ๆ ร้องกันอยู่ได้ยิน บ่อย ๆ ว่า "กรรมแล้วแก้วตาเอ๋ย" อย่างนี้ ; คำว่า "กรรม" อย่างนี้มันเปลี่ยน ความหมายหมดแล้ว; มันหมายถึง การรับผลกรรม หรือกรรมมาถึงเข้าแล้ว คือ หมายความว่า ได้รับผลกรรม ; ไม่ใช่กรรม. ที่น่าสนใจอีกคำหนึ่งก็คือว่า เป็นประเพณีมาตั้งแต่โบราณครั้งไหน ก็ยาก ที่จะกล่าวได้ : คือพอคน ๆ หนึ่งตายลง พวกสัตบุรุษก็จะต้องออกอุทานว่า "อ้าว ! ดี สิ้นกรรมกันเสียที" - นี่เขาหมายความว่าเมื่อคน ๆ หนึ่งตายลงนี้ เขายินดีด้วยว่ามัน สิ้นกรรมกันเสียที. ทีนี้ภาษาบาลีไม่ได้หมายความอย่างนั้น ; ตายนี้ไม่ใช่ สิ้นกรรม. สิ้นกรรมมีความหมายอย่างอื่น : มีความหมายถึงความเป็นพระอรหันต์ ตายก็ได้ ไม่ตายก็ได้ ; ต่อเมื่อหมดกิเลสแล้วจึงจะสิ้นกรรม ; ฉะนั้นสิ้นกรรมไม่ต้องตาย. ที่ชาวบ้านเขาพูดว่าสิ้นกรรมกันเสียที เมื่อตาย อย่างนี้ความหมายมันต่างกันมาก ; จะถูก หรือจะผิดนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าคิดดู.
น.293 ดินญินยอม อาตมาเข้าใจว่า ในสมัยโบราณดึกดำบรรพ์มาแล้ว คงจะได้พูดกันอย่างนี้ เรื่อย ๆ มา ๆ เพราะฉะนั้นสมัยหนึ่งอาจจะมีสอนถึงว่า "คนเราพอตายแล้วก็จบเรื่องกัน ไม่มีอะไร ไม่มีอะไรเหลือ" นี้ก็หมายความว่าสิ้นกรรม. ถ้าสอนลัทธิอย่างนั้นอยู่ว่า ตายแล้วไม่ต้องเกิด, ตายแล้วสิ้นสุดกันแค่นั้น, ถ้าอย่างนั้นจริง ความตายก็เรียกว่า การสิ้นกรรมได้เหมือนกัน. นี้จะถูกหรือผิดก็ต้องเอาไปคิดดูก่อน ; เพราะว่าเรายัง ไม่มีหลักฐาน ที่มายืนยันว่า พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัส ว่า ตายแล้วเกิด หรือว่า ตายแล้วไม่เกิด ; ท่านก็ไม่ได้ตรัส. พระพุทธเจ้าท่านไม่ตรัสเรื่องที่ต่อตายแล้วจะเป็นอะไร ; ท่านตรัสแต่เรื่อง ที่ว่า เป็น ๆ อยู่นี้จะต้องเป็นอย่างไร : เป็น ๆ อยู่นี้ต้องเป็นไปตามกรรม, สิ้นกรรม เมื่อสิ้นกิเลส ; ส่วนเรื่องตายไม่พูดถึง. คล้าย ๆ กับว่า พระพุทธเจ้าท่านไม่พูดถึง เรื่องที่หลังจากตายแล้ว ; ให้เป็นอันว่ายกเลิกไปเสียให้หมดก็ได้. ว่าอย่างนั้นมันก็ อาจจะเป็นได้เหมือนกัน ; แต่จะมีคนเป็นอันมากทีเดียวคัดค้านว่า ไม่ได้, เป็นอย่างนั้น ไม่ได้ เป็นมิจฉาทิฏฐิ. เรื่องเท็จจริงจะเป็นอย่างไร อย่าพูดกันเลยดีกว่า ; มาพูดกันในข้อที่ว่า เชื่ออย่างไรมีประโยชน์. ถ้าเชื่อว่าตายแล้วเกิดอีก มีประโยชน์ ก็จงเชื่ออย่างนั้น ; ถ้าเชื่อว่าตายแล้วไม่เกิดอีก มีประโยชน์ ก็จงเชื่ออย่างนั้นก็แล้วกัน. โดยเฉพาะ ปัญหาทางศีลธรรม เชื่ออย่างไหน ทำให้เป็นประโยชน์ทางศีลธรรม ทำให้มีความ สงบสุข ก็จงเชื่ออย่างนั้น. ส่วนข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไรนั้นมันอยู่เหนือวิสัยของคน ธรรมดาจะมองเห็นได้ด้วยตนเอง ; เรื่องที่ต้องเชื่อคนอื่น, รอเอาไว้ก่อนก็ได้ยังไม่ พูดถึง. ฉะนั้น ใครพูดว่าพอตายลงก็สิ้นกรรมกันเสียที ; ก็อย่าเพื่อไปล้านเขา, อย่าเพ่อไปดูถูกดูหมิ่นเขา ; มันอาจจะมีความหมายอย่างอื่นซ่อนอยู่. ถ้าพูดตามภาษาธรรมดา ตามหลักที่มีในพระบาลีแล้ว ความสิ้นกรรมนั้น หมายถึงเมื่อสิ้นกิเลส ; เมื่อหมดกิเลส หมดโลภะ โทสะ โมหะ ก็เป็นอันว่าสิ้นกรรม ; ไม่มีตัวเราที่จะรับผลกรรมอีกต่อไป. และเมื่อไม่มี โลภะ โทสะ โมหะ แล้ว
น.294 ทำอะไรลงไปก็จะไม่เป็นกรรม ; ไม่ว่าทางกาย ทางวาจา ทางใจ ทางไหนอะไรก็ตาม ผู้ที่ไม่มีโลภะ โทสะ โมหะ ทำแล้วไม่เป็นกรรม ; แต่เป็นกิริยาไป. นี้ยกตัวอย่างมาให้เห็นว่า ภาษาชาวบ้านพูดกันอยู่ด้วยคำว่า "กรรม" อยู่ หลายๆ คำนี้ ไม่เหมือนกับภาษาบาลี ; อย่าเอาไปปนกัน ปนกันแล้วจะโง่เอง คือว่า ทำให้เวียนหัว เข้าใจไม่ได้เอง. เรื่องนี้ขอเตือนไว้เป็นการตลอดกาลตลอดชีวิตเลยว่า : ภาษาไทยกับภาษาบาลีนั้น แม้ว่าเป็นคำตรงกัน เป็นคำเดียว ก็มิได้หมายความว่า มันจะมีความหมายเหมือนกัน.ต้องระวังให้ดี ๆ เช่นคำว่า กรรม นี้เป็นต้น. ชาวบ้านเขาร้องว่า "กรรม กรรม กรรม" นี้; เขาหมายถึงกรรมชั่วมาถึงเข้าแล้ว. ส่วนคำว่า "กรรม" ในภาษาบาลีนั้น หมายความได้ทั้งดีทั้งชั่ว ทั้งไม่ดีไม่ชั่ว; นี้คือ ข้อที่ต้องสังเกตไว้ว่า ภาษาชาวบ้านนั้น ใช้กันไม่ได้กับภาษาธรรมะในภาษาบาลี. หลักปฏิบัติ ที่จะต้องปฏิบัติให้ถูกกับเรื่องกรรม เพื่อเป็นไปตามกรรม หรือ เพื่อความสิ้นไปแห่งกรรม. เราต้องการจะพูดกันในส่วนหลักปฏิบัติ; แต่ว่าหลักปฏิบัตินี้มันจำเป็นที่ ต้องการความเข้าใจที่ถูกต้อง ที่เรียกว่าทฤษฎีนั้นด้วยเหมือนกัน. "ดังนั้นก่อนแต่ที่จะ พูดถึงการปฏิบัตินั้น ก็ต้องพูดถึงทฤษฎี หรือความรู้ที่เกี่ยวข้องกันกับการปฏิบัตินั้น อย่างจำเป็นด้วย. ฉะนั้น เราจะพูดกันถึงเรื่องหลักความรู้ หรือหลักทฤษฎีโดย เค้าเงื่อนนี้ให้เป็นที่เข้าใจกันเสียก่อน แล้วจะได้พูดถึงตัวการปฏิบัติ. ๑. ความรู้ เรื่อง กรรมนั้น ความรู้เรื่องกรรม มีอยู่หลายหัวข้อ : อันแรกที่สุดก็คือเกี่ยวกับคำว่า "กิริยา" กับคำว่า "กรรม" . คำว่ากิริยา ก็แปลว่า กระทำ ; คำว่า กรรม ก็แปลว่า กระทำ เป็นภาษาบาลีทั้ง ๒ คำ แต่ไม่เหมือนกัน. สิ่งที่เรียกว่ากิริยานี้ ตัวกิริยาหมายถึงการเคลื่อนไหว, สักว่าเป็นการเคลื่อนไหวก็เรียกว่ากิริยา ; แต่ ไม่เรียกว่ากรรมก็ได้ ถ้าว่าการเคลื่อนไหวนั้น มิได้ประกอบอยู่ด้วยเจตนาของคนที่รู้สึก
น.295 ที่เป็นเจตนาอย่างนั้นเจตนาอย่างนี้. ฉะนั้น ตัวกรรมจึงเล็งไปถึงเจตนา ; ตัวเจตนา นั้นเป็นตัวกรรม. ส่วนกิริยานั้นไม่มีเจตนา กิริยาก็คือการกระทำ, กรรมก็คือการ กระทำ ; แต่อย่างหนึ่งไร้เจตนา, อย่างหนึ่งมีเจตนา. ทีนี้ พิจารณาดู สิ่งที่เรียกว่ากิริยากันบ้าง เพื่อเป็นเครื่องประกอบความรู้. ที่จริงเรื่องกิริยานี้มันไม่มีเรื่อง ไม่มีปัญหา ที่เกี่ยวกับการปฏิบัติ ; แต่ว่าเราจะรู้ไว้บ้าง. กฎเกณฑ์อันนี้มีอยู่ว่า : กรรมต้องประกอบไปด้วยเจตนา, แกเป็นการกระทำด้วยกาย วาจา ใจ ก็ตามใจ ; เก่า แล้วมันต้องเป็นของสัตว์ที่มีความรู้สึกคิดนึกชนิดที่รู้ชั่วรู้ดี. สัตว์เดรัจฉานไม่รวมอยู่ในข้อนี้ : เพราะว่าสัตว์เดรัจฉานไม่ได้มีความรู้ชั่วรู้ดี ไม่ได้ ยึดมั่นชั่วดีเหมือนมนุษย์. การกระทำทางกาย วาจา ใจ ของสัตว์ชนิดที่มีความรู้สึกชั่วดีนั้น แล้วก็ ทำด้วยเจตนาชั่วหรือดีก็ตาม ซึ่งมีมูลเหตุมาจากกิเลส นั้นแหละคือกรรม ; สัตว์เดรัจฉานเช่นแมวไปจับหนูกิน อย่างนี้ไม่รวมอยู่ในเรื่องนี้ (ไม่รวมอยู่ในข้อนี้ เพราะว่าแมวไม่รู้เรื่องชั่วดี ไม่ยึดมั่นชั่วดี ไม่มีอุปาทานสำหรับเกิดความโลภ ความโกรธ ความหลง เหมือนมนุษย์. เรื่องกรรมนี้บัญญัติ ไว้สำหรับมนุษย์. แล้วก็ต้องเป็นมนุษย์ที่ถึงขนาด มนุษย์ กล่าวคือเป็นมนุษย์ ที่รู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว แล้วยึดมั่นในความดีและ ความชั่ว. สมมติว่าถ้าเป็นคนป่าสมัยแรกทีเดียว ไม่มีเรื่องดีเรื่องชั่วกัน เป็นครึ่งลิง ครึ่งคนอย่างนี้ ยังไม่มีความรู้สึกดีชั่ว ; อย่างนี้ก็ต้องยกเว้น เพราะว่าเรื่องกรรมไม่ได้ บัญญัติไว้สำหรับคนเหล่านั้น. ข้อนี้เมื่อพูดอย่างนี้ก็อยากให้ทุกคนนึกถึงเรื่องที่เคยอธิบายให้ฟังบ่อยๆ คือ เรื่องของพวกคริสเตียน ที่ว่ามนุษย์นี้มีบาปมีทุกข์ ก็ต่อเมื่อไปกินผลไม้ต้นที่พระเจ้า ห้ามว่า, อย่ากินเข้าไป, กินเข้าไปแล้วจะตาย. มนุษย์ไม่เชื่อ ไปกินเข้าไป, กินแล้วก็รู้ดีรู้ชั่ว. พอรู้ดีรู้ชั่วก็มีบาปทันที มีความยึดมั่นดีชั่ว แล้วก็ทำไปตาม
น.296 ความยึดมั่น ความอยากของกิเลส มันก็มีความทุกข์คือตาย . นี่ศาสนาคริสเตียน ก็ยังมีหลักอย่างนี้ ว่า คนมีความทุกข์หรือมีบาปนี้ ต่อเมื่อไปรู้เรื่องดีเรื่องชั่ว. ในศาสนาพุทธ เรา' ก็มองเห็นได้ในลักษณะอย่างนั้น คือ ต้องมีเจตนาดี เจตนาชั่วเป็นตัวกรรม . ถ้าไม่รู้เรื่องดีเรื่องชั่วแล้ว มันจะมีเจตนาดีเจตนาชั่วได้ อย่างไร ; เพราะฉะนั้น เรื่องกรรมนี้บัญญัติไว้สำหรับระดับสัตว์ที่รู้จักดีรู้จักขั้ว , และ ยึดมั่นเรื่องดีเรื่องชั่ว, แล้วมีเจตนากระทำอะไร เนื่องมาจากความยึดมั่นในเรื่องดี เรื่องชั่ว ; เพราะฉะนั้น เอาตัวเจตนานั่นแหละเป็นตัวกรรม. ทีนี้ เจตนานี้ก็มาจากกิเลส และ เรียกว่ามือวิชชาเป็นรากเหง้า ทีเดียว ทั้งเป็นปัจจัยด้วย คือความที่มัน ไม่รู้ว่าอะไรเป็นทุกข์ อะไรไม่เป็นทุกข์ . เมื่อไม่รู้ ในข้อที่ว่า นี้เป็นอวิชชา ; ดังนั้นจึงมีเจตนาเปะปะ ๆ ไปตามความรู้สึกของความไม่รู้ ว่าอะไรเป็นทุกข์ อะไรไม่เป็นทุกข์. นี่เป็นเหตุให้เกิดตัณหา คืออยาก อยากอย่างใด อย่างหนึ่ง ; เพราะมันโง่รู้ผิด ๆ ไป แล้วมันก็อยาก, เป็นตัณหาผิด ๆ ไป. ตัณหานี่เราก็รู้กันอยู่แล้วว่า มี ๓ อย่าง : กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา กามตัณหาอยากในกาม, ภวตัณหา อยากในความมีความเป็น; สองตัณหานี้ ทำให้เกิดความโลภ. วิภวตัณหาอยากไม่ให้มี อยากไม่ให้เป็น อยากไม่ให้มารอ หน้าอย่างนี้; วิภาตัณหาทำให้เกิดโทสะได้เป็นแน่นอน ; แล้วทั้ง ๓ ตัณหา นั่นแหละ ทำให้เกิดโมหะได้ : กามตัณหาก็ดี ภวตัณหาก็ดี วิภวตัณหาก็ดี ทำให้เกิดโมหะได้ ; ฉะนั้น ตัณหาทั้งหลาย ย่อมให้เกิดโลภะ โทสะ โมหะ ที่เราเรียกว่าอกุศลมูลได้. มันก็มีมูลขึ้นมา คือ โลภะ โทสะ โมหะ เป็นมูลเหตุให้ทำกรรม ถ้าเป็นฝ่าย อกุศลก็ทำกรรมชั่ว ถ้าเป็นฝ่ายกุศลก็เป็นกรรมดี. เอาละ, ตอนนี้จะเข้าใจผิด หรือตีกันยุ่งอีก : ที่ว่า แม้ ความดีหรือ กุศลนี้ก็ยังมาจากอวิชชา , คนทั้งหลายจะไม่เชื่อว่าความดีนี้ กุศลนี้ ก็ยังมาจาก อวิชชา, อวิชชาไม่รู้ว่าอะไรเป็นทุกข์ อะไรไม่เป็นทุกข์. ฉะนั้น มันก็เข้าใจผิดไปว่า
น.297 อย่างนั้นดี อย่างนี้ดี แล้วก็ยึดถือดี ; ดังนั้นก็ยังต้องเป็นทุกข์เพราะความดีที่ตนยึดถือ นั่นเอง. ทุกข์มันเกิดจากความยึดถือ : ยึดถือดีก็ทุกข์อย่างดี ยึดถือชั่วก็ทุกข์ อย่างชั่ว ที่ ไปยึดถือดีนี้มีมูลมาจากอวิชชา คือโง่ขนาดละเอียดที่สุด . อวิชชา มันมีทั้งอย่างเลวและอย่างดีด้วยเหมือนกัน : อวิชชาเลว ๆ ก็ส่งไปทำกรรมเลว กรรมชั่ว กรรมดำ ทันที ส่วนอวิชชาอย่างลึกซึ้งไม่รู้ว่าดีคืออะไร ชั่วคืออะไร; มันก็คิดว่าดี นั่นแหละดี มันก็ทำดีด้วยอำนาจความเข้าใจผิดนั้น ; ไปยึดมั่นในความดีนั้น ก็เป็น ทุกข์เพราะความดี. ถ้าหมดอวิชชาแล้วจะไม่อยากทำดี ; นี่ช่วยจำไว้ด้วย. ถ้าหมดอวิชชา มันไม่อยากทำดี ; แต่จะอยู่เหนือความดี เหนือความชั่ว เหนือทุกอย่าง. ถ้ายังมี อวิชชามันก็กระเสือกระสนไปในเรื่องดี - เรื่องชั่ว, เรื่องดี เรื่องชั่วแล้วก็ยึดมั่น แล้วก็เป็นทุกข์ . พอหมดอวิชชาแล้ว ก็อยู่เหนือดีเหนือชั่ว ; นี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอยู่. แม้จะเป็นเรื่องทางทฤษฎีก็ต้องเอามาพูด " เพื่อให้เข้าใจเกี่ยวกับการที่จะปฏิบัติได้ ; แต่แล้วคนที่พึ่งไม่เข้าใจ ก็จะไม่เชื่อหรือจะค้าน; เพราะว่าอวิชชานี้เป็นปัจจัยไปในทาง กุศลก็ได้ อกุศลก็ได้ เฉยๆ ก็ได้. เพราะฉะนั้นจึงสรุปความได้ว่า : รากเหง้า ทั้งหมด ที่จะต้องเป็นไป ในทางเวียนว่ายอยู่ในกองทุกข์ อย่างดีก็ตาม อย่างชั่ว ก็ตาม ต้องอาศัยอวิชชา , หรือว่า ถ้ามีความทุกข์แล้ว ก็ต้องมีอวิชชา . อย่าลืมว่า ความดีนี้ ถ้าไม่ยึดถือก็ ไม่มีความทุกข์ , ถ้ายึดถือก็มีความทุกข์ ; ความชั่วก็เหมือนกัน ถ้ามีความยึดถือก็มีความทุกข์ , ไม่มีความยึดถือก็ไม่มีความทุกข์. ถ้าไม่มีความยึดถือแล้ว จะไม่ทำทั้งความดีและความชั่ว. " อย่าได้เข้าใจผิดในเรื่องนี้ ; ถ้าเข้าใจผิดในเรื่องนี้ มันจะตีกันยุ่ง และไม่เข้าใจทั้งหมดเลย. ที่นี้ เปรียบเทียบกันดูว่า กรรมนี้ต้องเป็นการกระทำด้วย กาย วาจา ใจ ทางใดทางหนึ่งของสัตว์ ที่มีความรู้เรื่องชั่วเรื่องดี เพื่อจะได้ทำไปด้วยเจตนาชั่ว หรือดี ; ต้องกันแล้วก็มีรากของเจตนานั้นอยู่ที่อวิชชา คือความไม่รู้ว่าอะไรเป็นทุกข์
น.298 อะไรไม่เป็นทุกข์ ; แล้วก็ทำให้เกิดตัณหา อยากไปตามความโง่ เป็นกามตัณหาบ้าง, ภวตัณหาบ้าง วิภวตัณหาบ้าง ; ให้ทำดีก็มี ให้ทำชั่วก็มี ; จึงเกิดมูลเหตุที่ใกล้ชิดที่สุด ขึ้นมา เป็นโลภะ โทสะ โมหะ พวกหนึ่ง, เป็นอโลภะ อโทสะ อโมหะ อีกพวกหนึ่ง. ถ้าเป็นโลภะ โทสะ โมหะ ก็เรียกว่าเป็นไปในฝ่ายทุกข์. ถ้าเป็นอโลภะ อโทสะ อโมหะ ชนิดที่เป็นความไม่รู้อะไร ก็เป็นอัพยากฤต. ส่วนที่เป็นความสั้นไปแห่ง โลภะ โทสะ โมหะ นั้นอีกเรื่องหนึ่ง อย่าเอามา ปนกัน ; แล้วก็พึ่งให้เข้าใจดี ๆ ว่า : โลภะ นั้นแหละ เป็นเหตุให้ทำดีก็ได้ เป็นเหตุให้ ทำชั่วก็ได้ ; เห็นได้ง่าย คนอยากทำดีก็เพราะโลภะ, คนอยากทำชั่ว ก็เพราะโลภะ. โทสะ นั้น เป็นเหตุให้ทำชั่วโดยประจักษ์ ; โทสะเป็นเหตุให้ทำดี นี้หายาก ; มันจะเป็นเรื่องประชดเสียมากกว่า. โกรธแล้วไปทำบุญอย่างนี้ก็เป็นเรื่อง ประชด ; มันก็เป็นบุญเหมือนกัน, แต่เป็นบุญชนิดหนึ่ง. โมหะ เป็นเหตุให้ทำดีก็ได้ ทำชั่วก็ได้ มันเห่อตาม ๆ เขาไป, แล้วก็ ทำดีได้ด้วยโมหะนั้น ; หรือเพราะโง่เอง ก็ทำความดีไปเอง ชั่วไปเองก็ได้! "นี้เป็น ความยุ่งยาก เข้าใจยาก ขนาดที่เขาเรียกว่าอภิธรรม หรือปรมัตถธรรมอะไรนี่. การกระทำที่เป็น กิริยานั้นก็เป็นการกระทำเหมือนกัน , ทางกาย วาจา ใจ ก็ได้ ของสัตว์ที่รู้ชั่วรู้ดี แต่ว่ารู้ถึงขนาดที่จะไม่ยึดมั่นถือมั่นเรื่องชั่วเรื่องดี เช่น พระอรหันต์เป็นต้น ; กิริยาจึงไร้เจตนาชั่ว เจตนาดี, และไม่มีอวิชชา ไม่มีตัณหา ไม่มีโลภะ โทสะ โมหะ. กิริยาอย่างนี้ เป็นกิริยา คือการกระทำของผู้หมดโลภะ โทสะ โมหะ ; คือพระอรหันต์นั่นเอง. กิริยาอื่นนอกจากกิริยาของพระอรหันต์ ก็คือสัตว์ที่มันยังไม่รู้ชั่วรู้ดี เช่น คนป่าหรือสัตว์เดรัจฉานอย่างนี้ มันก็ไร้เจตนาชั่วดี ไม่เกี่ยวกับอวิชชาหรือกิเลส : เช่น แมวจับหนูอย่างนี้ มันก็เป็นเพียงกิริยาของแมว ; แต่ว่าปฏิกิริยาอาจจะเกิดขึ้น เช่น คนตีแมวตายก็ได้ เพราะว่าไม่อยากให้จับหนู ; หรืออาจจะขอบใจแมว, เลี้ยงดู
น.299 แมวให้ดี ๆ ก็ได้. แต่การกระทำของแมวซึ่งเป็นสัตว์ที่ไม่รู้เรื่องชั่วเรื่องดี ไม่มีความยึดมั่น เรื่องชั่วเรื่องดีนี้ต้องจัดไว้ในฝ่ายกิริยา ; ถ้าจะไปจัดไว้ในฝ่ายกรรม ต้องยอมรับรองว่า แมวรู้จักชั่วรู้จักดี จึงจะได้; แล้วมีเจตนาชั่วเจตนาดี อย่างนั้นจึงจะได้. เดี๋ยวนี้ตามความเห็นของอาตมาถือว่า แมวหรือสัตว์เดรัจฉานนี้ มันไม่ เกี่ยวกับรู้จักชั่วรู้จักดี ; ฉะนั้นแมวจับหนูกินนี้ไม่ปรับให้ตกนรก. หรือท่านอุบาสก คนไหนจะปรับแมวให้ตกนรกก็ตามใจ ; มีสิทธิที่จะทำได้ ; แล้วเราอย่าเถียงกันในข้อนี้. กิริยาอีกอย่างหนึ่งเป็นเพียงการเคลื่อนไหวของสิ่งที่ ไม่มีกาย วาจา ใจ คือกิริยาของสิ่งที่ ไม่มีชีวิต เช่นว่า กิ่งไม้หักโครมลงมาบนศีรษะอาตมาอย่างนี้ ; นี้คือกิริยาล้วน ๆ. ต้นไม้ไม่มีชีวิตจิตใจ ไม่มีความรู้สึกอะไร, ถือว่าไร้กาย วาจา ใจ ด้วย ; เพราะฉะนั้นมันจึงไร้เจตนา ไร้อวิชชา ไร้ตัณหา ไร้โลภะ โทสะ โมหะ ไร้อะไร หมด ; นี้เป็นกิริยาอย่างยิ่ง. นี้เป็นตัวอย่างที่ยกมาให้ฟังว่า กรรมเป็นการกระทำของสัตว์ที่รู้ชั่วรู้ดี ทำ ไปโดยความยึดมั่นถือมั่น มีเจตนา นี้เป็นกรรม. ส่วนกิริยา คือการกระทำของ ผู้ที่อยู่เหนือดีเหนือชั่ว เสียแล้วคือพระอรหันต์ นี้ก็เป็นกิริยา ; แล้วกิริยาของสัตว์, สัตว์เดรัจฉาน เป็นต้น ที่ยังไม่รู้เรื่องดีเรื่องชั่ว อันนี้ก็เป็นกิริยา ; แล้วกิริยาของสิ่ง ที่ไร้จิต ไร้วิญญาณ ก้อนหิน ก้อนดิน มันพังลงมา ต้นไม้หักลงมา อันนี้ก็เป็นกิริยา ที่เป็น กิริยา นั้น ไม่บัญญัติว่าดีว่าชั่ว ทุกชนิดเลย ; ที่ เป็นกรรมก็บัญญัติว่าเป็นดีเป็นชั่ว แล้วแต่สมมติว่าอย่างไรดีอย่างไรชั่ว. ที่มันถูกกับกิเลสหรือความต้องการ นี้ใคร ๆ ก็เรียกว่าดี : ของพวกโจรมันก็ว่าดีไปอย่างโจร, ของพวกสัตบุรุษก็ว่าดีอย่างสัตบุรุษ ; ดีชั่วอย่างนี้ยังหลอกลวงอยู่มาก. รวมความสั้น ๆ ก็คือว่า ดีก็คือที่ใคร ๆ ทุกคนชอบ, ที่ ไม่ดีคือที่ ไม่มีใครชอบ . เดี๋ยวนี้เราก็รู้จักสิ่งที่เรียกว่ากรรม กับสิ่งที่เรียกว่ากิริยา ครบทั้ง ๒ อย่างแล้ว กิริยาไม่มีวิบาก คือไม่มีผลกรรม , ส่วน กรรมนั้นจะมีวิบาก อย่างใดอย่างหนึ่ง,
น.300 ถ้าไม่มีเจตนาไม่เรียกว่ากรรม. ฟังไว้ให้ดี ๆ ถ้ามีเจตนาทำกรรมแล้ว ต้องมีผลอย่างใด อย่างหนึ่ง ดีหรือชั่ว ก็ตามแต่ว่า มันกระทำอย่างไร. นี้ก็คือเรื่องที่จะต้องรู้จัก ๒ เรื่อง กล่าวคือการกระทำ หรือการเคลื่อนไหว ก็ตาม ของสิ่งที่มีชีวิต รู้ชั่วดี แล้ว, มันก็กลาย เป็นกรรม . ส่วน การกระทำ หรือการเคลื่อนไหว ของสิ่งที่ไม่รู้เรื่องชั่วเรื่องดี , นี้ก็ เป็นกิริยา ไปหมด. คำ ๒ คำนี้ ต้องไม่เอามาปนกัน ; ส่วนในภาษาไทยไปเรียกว่าการกระทำเหมือนกันหมด จึงมีทาง ที่จะปนกันยุ่ง. เพราะกรรมก็เรียกว่าการกระทำ, กิริยาก็เรียกว่าการกระทำ ; แล้วมัน ก็ปนกันยุ่งได้. ส่วน ภาษาบาลีปนกันไม่ได้ อย่างหนึ่งเขาเรียกว่ากรรม ; อีกอย่างหนึ่ง เขาเรียกว่ากิริยา. ๒. ประเภท ของ กรรม เอาละ ทีนี้เมื่อรู้จักสิ่งที่เรียกว่ากรรมแล้ว ก็รู้จัก ประเภทหรือชนิดของ สิ่งที่เรียกว่ากรรม . เรื่องนี้ก็ได้ยินได้ฟังกันอยู่ทั่วไปแล้วเกือบจะไม่ต้องพูดอะไร ; เอามาพูด เพียงเพื่อให้ระลึกได้. กรรมจำแนกเป็น กุศลกรรม อกุศลกรรม และอัพยากตกรรม กุศลกรรม - กรรมดี, อกุศลกรรม - กรรมชั่ว, อัพยากตกรรม - นี้ไม่กล่าวว่าดี ว่าชั่ว หรือกล่าวไม่ได้ , หรือไม่กล่าวก็ตามใจว่ามันดีหรือชั่ว ; เมื่อมันกล่าวไม่ได้ ก็คือไม่กล่าว เพราะว่ากล่าวไม่ได้. กรรมดำคืออกุศลกรรม, กรรมขาวคือกุศลกรรม , กรรมเจือกันก็คือกุศลกับอกุศลเจือกัน. กรรมไม่ดำไม่ขาวก็เป็นอัพยากฤต ; ถ้าพูด ให้ถูกมันกลายเป็นเพียงกิริยาไปในที่สุด ไม่เป็นกรรม. ในวันหนึ่ง ๆ เรามีกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ; ถ้า มีสติระมัดระวังจิตใจได้ดี ก็เป็นไปในทางกุศลกรรมมากกว่า . ถ้า เผลอสติ ปล่อยให้กิเลสมันทำตามสบายแล้ว ก็เป็นไปในทางอกุศลกรรมมากกว่า . นี้มันจึงมีสิ่ง ๆ เดียวกันอีก คือสิ่งที่เรียกว่า สตินั่นแหละเป็นเครื่องกั้นกระแส , เป็นเครื่องกั้นกระแสแห่งกิเลส, เป็นเครื่องกั้น
น.301 กระแสแห่งกรรม. กั้นกระแสแห่งกิเลสก็คือกั้นกระแสแห่งกรรม ; เพราะฉะนั้น อยู่ด้วยสตินี้จะช่วยได้มาก หรือช่วยได้ถึงที่สุดเกี่ยวกับกรรม. ถ้ามีสติแล้วก็ไม่ทำกรรมที่ไม่ควรจะทำ, หรือถ้ามีสติแล้วแม้กรรมแต่ หนหลังที่จะมาให้ผลเดี๋ยวนี้ สติก็ทำให้ไม่รับเอา ; แม้จะเป็นทุกข์ก็ไม่เป็นทุกข์ อย่างที่คนรับเอาด้วยความยึดมั่นถือมั่น. - ผลกรรมแต่หนหลังอาจจะมาถึงคนธรรมดา ที่ไม่ใช่พระอรหันต์ แล้วก็ทำให้เป็นทุกข์ได้ ; ถ้ามีสติระลึกได้ก็จะไม่หลง ไม่โง่ เอามาเป็นอารมณ์นัก. ทีนี้ ผลกรรมแต่หนหลัง ถ้ามาถึงพระอรหันต์แล้วไม่เป็นผลกรรมได้, กลายเป็นกิริยา, เป็นผลของกิริยา, กลายไปเป็นปฏิกิริยา. พระอรหันต์เมื่อ เป็น พระอรหันต์แล้วก็หมดกรรม : ถ้าท่านทำอะไรก็เป็นเพียงกิริยา, ดังนั้นแม้ผล กรรมแต่หนหลัง ที่ทำไว้ก่อนแต่ที่เป็นพระอรหันต์ มาถึงเข้า ; นั้นก็เป็นเพียง ปฏิกิริยา ไม่ใช่ผลกรรม. อย่างเรื่องที่ชอบเชื่อกันนัก ซึ่งไม่มีในบาลีว่า : พระโมคคัลลานะ ถูกโจรมาทำอันตรายอย่างโน้นอย่างนี้ จนกระทั่งต้องนิพพานเพราะฝีมือโจร. พวกนั้น เขาอธิบายกันว่า ผลกรรมแต่หนหลังมาตามทัน ; อย่างนี้หลับตาพูด. ผลกรรม อะไรจะมาตามพระอรหันต์อีก ; ถ้ากรรมตามมา มันก็กลายเป็นเพียงปฏิกิริยาอย่างใด อย่างหนึ่ง, ไม่เรียกว่าผลกรรมหรือวิบาก. ฉะนั้น ขอให้สนใจสิ่งที่เรียกว่าสติ ไว้ด้วย แม้คนธรรมดานี้ก็จะอาศัยสติเพื่อปะทะผลกรรมแต่หนหลังได้. ๓. สมุฏฐานของสิ่งที่เรียกว่า กรรม. ข้อต่อไปนี้เราจะดูกันถึง สมุฏฐานของกรรมก็คือกิเลส. นั่นเป็นคำตอบ กำปั้นทุบดิน ; แต่คำว่ากิเลสนี้มันหลายชั้น มันซ้อนกันอยู่หลายชั้น กิเลสชั้นแรกชั้นรากชั้นลึกที่สุด ก็คืออวิชชา ; มันต้องประกอบอยู่ด้วย อวิชชา กล่าวคือสภาวะที่ปราศจากความรู้ว่าอะไรเป็นทุกข์ อะไรไม่เป็นทุกข์. ไม่มี ความรู้เรื่องอันนี้ เรียกว่า อวิชชา ; นี้เป็นรากสุดของกิเลส.
น.302 กิเลสที่งอกออกมาจากอวิชชา เป็นชั้นเหตุปัจจัยนี้ ก็เรียกว่าตัณหา คือ ความอยาก ๓ ประการนั้น. ความอยากที่เป็นไปตามอำนาจของความไม่รู้ ก็เรียกว่า ตัณหา. ตัณหานี้ก็คือกิเลส, กิเลสชั้นที่เป็นเหตุเป็นปัจจัยที่จะให้เกิด โลภะ โทสะ โมหะ ที่เรียกว่ามูลเหตุที่ใกล้ชิดที่สุด. โลภะ โทสะ โมหะ นี้เรียกว่า เป็นมูลเหตุ สำหรับเรา ; เพราะเราทำสิ่งต่าง ๆ เนื่องมาจากเหตุคือ โลภะ โทสะ โมหะ นี้ ; หรือถ้าเราไม่อยากเรียกโลภะ โทสะ โมหะเป็นเหตุ ก็ไปเรียกที่ตัณหาก็ได้. เราไม่ อยากเรียกที่ตัณหา ไปเรียกที่อวิชชาเลยก็ได้. ทำกรรมเพราะอวิชชาก็ถูก, ทำกรรมเพราะตัณหาก็ถูก, ทำกรรมเพราะ โลภะ โทสะ โมหะนี้มันก็ถูก ; ไม่มีทางผิด. แต่แล้วมันซ้อน ๆซ้อน ๆ กันอยู่. อวิชชาคลอดตัณหาออกมา, ตัณหาคลอดโลภะ โทสะ โมหะ ออกมา ; แต่ว่า เป็นความรู้ที่ละเอียดเกินต้องการ ไม่ต้องรู้ก็ได้. ที่เอามาพูดนี้จำก็ได้ ไม่จำก็ได้. นี้คือว่าสมุฏฐานของกรรมก็คือกิเลส ในนามว่าอวิชชาก็ได้, ตัณหาก็ได้, โลภะ โทสะ โมหะ ก็ได้, แล้วอื่น ๆ อีกเยอะแยะ อย่าเอามาพูดเลย มันไม่มีเวลาพอ. ถ้ามีสมุฏฐานของกรรม ก็แน่นอน มันก็ต้องมีกรรมแน่; เพราะว่ากรรมมันอยู่ได้ด้วย สมุฏฐานของกรรม, เกิดมาจากสมุฏฐานของกรรม. ๔. กิจหรือหน้าที่ หรือธุระของกรรม. สิ่งที่จะดูต่อไปก็คือ กิจของกรรมก็คือการให้ผลแก่ผู้ทำ. นี่มันเป็นหน้าที่ ของกรรม ; อย่าไปโทษมันเลย มันเป็นกิจธุระของสิ่งที่เรียกว่ากรรม ที่มันจะให้ผล แก่ผู้ที่ทำ ; เหมือนกับพระเจ้า. เราจะเรียกหน้าที่ของกรรมนี้ว่าพระเจ้าก็ได้ ; ที่เขา เรียกว่าพระเจ้าจะคอยลงโทษหรือคอยให้รางวัลอย่างยุติธรรมที่สุด ; นี้มันคือหน้าที่ของ กรรม. พวกอื่นเขามีพระเจ้าก็อย่าไปว่าเขาซี ; เราไม่มีพระเจ้า ก็มีกิจของกรรม มีกฎของกรรมนี้เป็นพระเจ้า ; ทำให้เกิด กมมทายาโท กมฺมโยนิ กมมพนธ์ ฯลฯ อะไรที่สวดมนต์กันอยู่บ่อย ๆ นั้นแหละ ; มันเป็นหน้าที่หรือกิจของกรรม ทำให้เกิด ทายาท ผู้ที่จะรับผลของกรรม กล่าวคือให้เวียนว่ายเรื่อยไปในวัฏฏสงสาร.
น.303 หน้าที่ของกรรมมีอยู่อย่างนั้น มีหน้าที่ให้ผลแก่ผู้ทำกรรม ให้ได้รับ ผลของกรรม แล้วให้เวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสาร ; นี่กรรมมันมีหน้าที่อย่างนี้. เราอย่า ไปโกรธ อย่าไปเกลียดกรรมเลย ; ถ้านับถือบูชามันเสียยังจะดีกว่า ; เหมือนเขา นับถือพระเจ้า เขากลัวพระเจ้า อย่าให้พระเจ้าลงโทษ ให้พระเจ้าให้รางวัลอย่างเดียว. เราต้องรู้จักประจบกรรม ประจบพระเจ้าคือกรรมนี้ดี ๆ คือทำแต่ความดี แล้วกรรมก็ให้แต่รางวัลอย่างเดียว ; แต่แล้วก็อย่าลืมว่า ยังเวียนไปในวัฏฏสงสาร อยู่นั่นเอง : ทำดีได้รับรางวัล, ได้รับรางวัลชั้นเลิศ ก็เพื่อเวียนไปในวัฏฏสงสาร อย่างดี ; ถ้าทำกรรมชั้นเลวก็ได้รับโทษให้เวียนไปในวัฏฏสงสารอย่างร้าย เจ็บปวด แสบเผ็ด เผาลนอะไรไปตามเรื่อง. ถ้าเป็นไปอย่างดี ก็ไปเกิดบนสวรรค์วิมานอะไร ที่ชอบกันนัก ; แต่แล้ว มันก็คือการเวียนว่ายไปในวัฏฏสงสาร ; อย่าเห็นเป็นอย่างอื่น. ผลของกรรมแล้ว ก็ต้องให้เวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสาร เป็นสุคติ เป็นทุคติ เป็นสวรรค์ เป็นนรก เป็นอะไรก็ตามใจ ซึ่งเราเกลียดอย่างหนึ่ง, และไม่เกลียดอีกอย่างหนึ่ง. แต่ทั้งสอง อย่างนั้น มันเป็นการเวียนว่ายไปในวัฏฏสงสาร ; นี่เรียกว่ากิจหรือหน้าที่ของกรรม มันมีอยู่อย่างนี้ แก้ไขไม่ได้. ๕. ผล ของ กรรม. ดูต่อไปถึงผลของกรรมนี้มันเป็นไปตามลักษณะของกรรม คือดี, ชั่ว, หรือ กล่าวไม่ได้ว่าดีหรือชั่ว. นี้มันเป็นการอธิบายอยู่ในตัวแล้ว ให้รู้แต่ว่า ผลของกรรมนี้ ต้องเป็นไปตามลักษณะของกรรมที่ทำไว้. แต่ขอจำกัดเขตไว้หน่อยว่า อย่าเข้าใจ เหมือนบางคนเข้าใจ ; บางคนเข้าใจว่า ผลของกรรมจะต้องมีรูปร่างเหมือนกรรม ; นี่เขาเข้าใจอย่างนั้น. พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ตรัสอย่างนั้น ; ผลของกรรมไม่ต้องมี รูปร่างเหมือนตัวกรรมก็ได้, คนบางคนเชื่อว่า เราฆ่าเขาตายด้วยดาบนี้ เราจะได้รับ ผลกรรมถูกฆ่าตายด้วยดาบ. มันมีนิทานในอรรถกถา เช่นว่า :-
น.304 คน ๆ หนึ่งเขาเอาวัวมาฝึกแล้วไม่ได้อย่างใจ เขาโกรธ เขาเอาผ้าชุบน้ำมัน พันคอวัว แล้วก็จุดไฟ แล้ววัวมันตายหรือมันเกือบตาย. ที่นี้เขาก็เวียนว่ายไปเกิด เป็นกา บินไปในอากาศ ; พอดีกับว่าบ้าน ๆ หนึ่งไฟไหม้ ไฟคุ ลุกจนกระทั่งเสวียนหม้อ อันหนึ่งไหม้ไฟ ลอยขึ้นไปในอากาศ ; แล้วกาตัวนั้นก็บินมาพอดี ; คอสวมเข้าไป ในเสวียนหม้อที่กำลังไหม้ไฟลุกอยู่ แล้วกาตัวนี้ก็ตาย. นี้เพื่อว่าให้มันมีผลเหมือน อย่างเดียวกันว่า นายคนนี้เคยทำมาลัยไฟใส่คอวัว. นี้เป็นตัวอย่างที่ว่า ผลกรรมจะต้องเหมือนกับรูปของกรรมเสมอไป อย่างนี้ บาลี ไม่มี ; ถ้ามีมันก็คงฟลุกหรือบังเอิญ, หรือมันจะเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น มันไม่ใช่ ทั้งหมด. เดี๋ยวนี้เขามักจะถือกันเลยเถิดไปว่า มันจะต้องเหมือนกันเลย, ผลกรรม จะต้องเหมือนกับตัวกรรมอย่างนี้เป็นต้น. ที่แท้เหมือนก็มี ไม่เหมือนก็มี ; เราพูด ได้แต่เพียงว่า ผลของกรรมต้องเป็นไปตามลักษณะของกรรม คือดีหรือชั่ว, ผลดี หรือผลร้าย หรือกล่าวไม่ได้ว่าดีหรือร้าย ; แล้วรูปของการกระทำนั้นไม่จำเป็นต้อง เหมือนกับตัวกรรมนั้นเสมอไป; เหมือนก็ได้ ไม่เหมือนก็ได้. ๖. รส ของ กรรม. เราจะเปรียบเทียบรสของกรรม ก็เหมือนกับว่า รสทางลิ้น ขมก็มี หวานก็มี จืดก็มี ขมก็กรรมชั่ว, หวานก็กรรมดี, จืดก็คือกรรมที่กล่าวไม่ ได้ว่าดีหรือชั่ว ; แต่อย่าลืมว่าทุกอย่างนี้ล้วนแต่เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน แม้จะเป็นอัพยากฤต ก็ยังมี ลักษณะของอุปาทานอย่างหนึ่ง ดีก็อุปาทานไปในทางดี, ชั่วก็อุปาทานไปในทางชั่ว, อัพยากฤตก็เป็นอัพยากฤต. ฉะนั้น อย่าไปคิดว่าขมหรือหวานหรือจืด แล้วมันจะ ต่างกันไปตลอดกาลตลอดสาย ; ไม่ใช่ ขมก็เป็นไปเพื่ออุปาทาน, หวานก็เป็นไปเพื่ออุปาทาน, จืดก็เป็นไป เพื่ออุปาทาน ; พอมีอุปาทานก็ต้องมีทุกข์ ; ทุกอย่างเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน. ถ้าอุปาทานเกิดก็ต้องมีทุกข์ ; ถ้าไม่เกิด หรือยังไม่เกิด ก็ยังไม่เป็นทุกข์. นี่รส
น.305 ของกรรมมันเป็นอย่างนี้ ; ฉะนั้นอย่าไปเอากับมันเลย : รสขม รสหวาน รสจืดนี้ ; เว้นไว้แต่มันจะไม่มีรส คือกรรมที่ ๓ กรรมไม่ดำไม่ขาว หรือกรรมไม่มีรสนั้น จึงจะ พอเอาได้ พอจะเล่นด้วยได้. " ส่วนเรื่องชั่ว เรื่องดี เรื่องอัพยากฤต ที่ยังประกอบ อยู่ด้วยรากเหง้าคือ อวิชชานี้ ไม่ได้, เล่นด้วยไม่ได้. ข้อนี้ก็จะเป็นเครื่องช่วยให้เข้าใจดีขึ้นอีกว่า ขมก็ไม่ไหว หวานก็ไม่ไหว จืดก็ไม่ไหว ; สู้ไม่มีรสอะไรเลยไม่ได้. คำนี้เป็นคำเปรียบเป็นอุปมาคำเปรียบ ใช้เรียกชื่อพระอรหันต์ก็มีอยู่คำหนึ่ง อรสรูโป - มีรูปไม่เป็นรส, คนไม่รู้เขาใช้คำนี้ ค่าพระพุทธเจ้าว่า : "อ้ายคนไม่เป็นรส", ค่าพระพุทธเจ้าว่าคนไม่เป็นรส. พระพุทธเจ้า ท่านตอบว่า : เออดี ถูกแล้วฉันเป็นคนไม่มีรส คือว่าไม่ติด ไม่รับรส ไม่ยินดี ยินร้ายเกี่ยวกับรส ไม่มีรส ; ประกาศพรหมจรรย์ที่ไปถึงสิ่งที่ไม่มีรส, ไม่มีรส ไม่มีชาติ" เพราะฉะนั้นที่มันมีรสอยู่ที่มันเป็นผลของกรรม, หรือผลของกรรม มันต้องมีรส รสขมบ้าง รสหวานบ้าง รสจืดบ้าง ; สู้ที่ไม่มีรถเลยไม่ได้ คือไม่เกี่ยว กับรส. แต่เดี๋ยวนี้คนที่ยังมีอวิชชา มีกิเลส ตัณหา มีอุปาทาน ก็ต้องชอบรสใดรสหนึ่ง ; เพราะว่ารสนั้นเอง ปรุงให้เกิดกิเลสต่อไปอีกข้างหน้า เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน. ๗. อัสสาทะ ของ กรรม. ทีนี้ก็ดูต่อไปถึงสิ่งที่เรียกว่า คำว่า อัสสาหะ คำนี้ บางคนไม่เคยได้ยิน มันแปลกหูไม่รู้ว่าอะไรก็ได้ ; ตัวหนังสือนั้นแปลว่า สิ่งที่ยั่วยวน ตรงกับคำว่าเสน่ห์ เสน่ห์คือสิ่งที่ยั่วยวน. อัสสาทะของกรรมก็คือ เสน่ห์ของกรรม ที่ดึงคนให้เข้าไปพอใจ หลงใหลในกรรม ; แม้ว่าเป็นกรรมเผ็ดร้อน คนก็ยังไปทำได้, แม้บาบก็ยังไปทำได้ ; เพราะฉะนั้นบาปมันก็ต้องมีเสน่ห์เหมือนกัน บุญมันก็มีเสน่ห์ บาปมันก็มีเสน่ห์ไปตาม เรื่องของมัน. ทีนี้เรามองกันดู เท่าที่ความรู้สึกสามัญสำนึกมันจะดูได้ : ถ้าเป็นกรรมดี มีผลหวานอร่อย เสน่ห์ของมันก็ทำให้หลงใหล ; ถ้าเป็นกรรมชั่วแล้วมันซ่อนความชั่ว.
น.306 มันเข้าใจเป็นว่า ถ้าได้ประโยชน์แล้วก็ดี ; คนทำชั่วก็เพราะเพื่อจะเอาประโยชน์ ส่วนตัว. และไม่ใช่เพียงเท่านั้น ผลชั่วของกรรมชั่วนี้ มันยัง ทำให้เกิดความมุทะลุ ที่จะแก้ตัว หรือจะแก้แค้น ; เมื่อได้ตีเขา เมื่อได้ค่าเขา แล้วสบายใจ. บางคนคงจะเคยสังเกตเห็นกันมาแล้ว : มันกลุ้มอยู่ในใจ, ถ้าได้ค่าเขา สักกระบุงหนึ่ง มันสบายใจ: อย่างนี้ก็เรียกว่า เป็นเสน่ห์ของกรรมชั่ว อย่างน้อย ที่สุด มันก็ยั่วให้คิดแก้ตัว หรือว่าแก้แค้น เรื่องมันก็มีต่อไปอีกไม่จบ. แม้ที่สุด แต่จะเป็นกรรมที่กลาง ๆ, ไม่มีผลถึงกับเป็นดี เป็นชั่ว เป็นหวาน เป็นขม คือจืด ๆ นี้ : มันก็ยังกระตุ้นให้อยากลองต่อไปอีก, จนกว่าจะพบที่หวาน หรือว่าอะไรตามที่ต้องการ. อย่างนี้ล้วนแต่เป็นสิ่งยั่ว, เป็นความยั่ว หรือเสน่ห์ ของสิ่งที่เรียกว่ากรรม ; หมายความว่าทำให้เราออกมาจากมันได้ยาก คือเราจำต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง คือไปทำ กรรมจนได้. กรรมดี กรรมชั่ว กรรมที่เป็นกลาง ๆ อะไรก็ตาม ต้องสังเกตให้รู้ไว้, แล้วอย่าได้ไปหลงเสน่ห์ของมัน. ๘. อาทีนวะ ของ กรรม ทีนี้ หูตาสว่างขึ้นมาแล้ว เราก็ดูกันต่อไป ถึงสิ่งที่เรียกว่า อาทีนวะ ของกรรม. อาทีนวะเป็นคำที่บางคนยังไม่รู้ก็ได้. อาทีนวะ แปลว่าโทษอัน เลวทราม, อาทินวะ หรือ อาทีนพนี้ แปลว่าโทษอันต่ำทราม. โทษอันต่ำทราม ของกรรมคืออะไรบ้าง ? แม้กรรมดี เมื่อยึดมั่นถือมั่นแล้วขันก็ทำให้เวียนว่ายไปใน วัฏฏสงสาร. กรรมดีแท้ ๆ ก็ยังทำให้เวียนว่ายไป ในวัฏฏสงสาร, กรรมชั่วก็ทำให้ เวียนว่ายไปในวัฏฏสงสาร : เพราะฉะนั้น ทั้งกรรมดีกรรมชั่ว "เป็นทะเลขี้ผึ้ง" อย่างที่เราพูดอยู่ทุกวันนี้. ทะเลขี้ผึ้งเดี๋ยวเหลวเดี๋ยวแข็ง, เดี๋ยวเหลวเดี๋ยวแข็ง ; ทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว ล้วนทำให้เวียนว่ายไปในวัฏฏสงสาร ; เพราะฉะนั้น "มันเป็น ทะเลขี้ผึ้ง"อันกว้างขวางสุดหูสุดตา. นี่หมายความว่าขึ้นชื่อว่ากรรมแล้ว ก็จะต้องมี ผลกรรม ที่ทำให้เวียนว่ายไปในวัฏฏสงสารต่อไปอีกไม่สิ้นสุด.
น.307 ทีนี้ ที่กล่าวไว้อย่างละเอียดลึกซึ้งกว่านั้น เขากล่าวไว้ว่า กรรมเป็น พญามาร, เป็นมารตัวหนึ่ง เรียกว่า อภิสังขารมาร. อภิสังขาระ แปลว่า เครื่องปรุงแต่งอย่างยิ่ง ; กรรมเป็นอภิสังขาระ และชื่อว่ามาร ; เรียกว่าอภิสังขารมาร, เป็นมารตัวหนึ่งในหลาย ๆ มาร. มารคือการปรุงแต่งอย่างยิ่ง คำว่า “ปรุงแต่ง" ในที่นี้ หมายความว่ามันไม่หยุด, มันไม่ให้จบ มันไม่ ให้สิ้น, มันผลักไสให้เป็นต่อไปเรื่อย กล่าวคือเวียนว่ายไปในวัฏฏสงสารเหมือนกัน. แต่มองดูในระยะอันสั้นหรืออันชิดเข้ามา ว่ามันเป็นมารในฐานะมันคอยปรุงแต่งเรื่อย, มันไม่หยุดเป็นนิพพานสักที. ถ้าพูดสำนวนโวหารที่เราเคยพูดกันอยู่บ่อยๆ ก็คือ มันปรุงตัวกู - ของกู สิ่งที่เรียกว่ากรรมนี้มันเป็นมาร เพราะมันปรุงให้เกิดตัวกู - ของกู. ตัวกู - ของกู นี้เกิดขึ้นมาแล้วเป็นอย่างไรบ้าง ? นี้ก็รู้กันอยู่แล้ว. คำว่าตัวกู - ของกูคือตัวทุกข์ ; เกิดเป็นตัวกู - ของกูขึ้นมาวันหนึ่งไม่รู้กี่ครั้งหรือกี่สิบครั้ง มันก็เป็นทุกข์ทุกครั้ง ; นี้มัน เป็นมารเพราะข้อนี้. ในสังยุตตนิกาย หมวดอัพยากตสังยุตต์ มีข้อความที่แสดงให้เห็นว่า มีสิ่ง ที่ควรจะเรียกว่า "กัมมวิญญาณ" หรือเรียกกำลังของกรรมว่า "วิญญาณ" : นี้ได้แก่ปฏิสนธิวิญญาณ ที่ชาวบ้านก็พูดกันว่า ไปเกิดตามกรรมนั้น, หรือวิญญาณ พาผลกรรมไปเกิด ; นี่พูดอย่างภาษาชาวบ้านอย่างสมมติ. ถ้าพูดอย่างภาษาธรรมะ ไม่ต้องตายเข้าโลงไปเกิดที่ไหน ; นั่งอยู่ที่นี้ เมื่อมีกรรมแล้วมันจะต้องปรุงปฏิสนธิวิญญาณให้เกิดตัวกู - ของกู อยู่ที่นี่แหละ. อย่างนี้ก็เรียกว่าปฏิสนธิวิญญาณได้เหมือนกัน, คือกรรม หรือผลของกรรมนั้นเอง ทำหน้าที่เป็นอภิสังขาร ปรุงวิญญาณหรือจิตใจอันใหม่. จิตใจอันใหม่ก็โผล่ขึ้นมา เป็นตัวกู - ของกู ; ฉะนั้นกรรมชนิดนี้ได้ชื่อว่า กัมมวิญญาณ - วิญญาณคือกรรม ; เรียกทั่วไปว่า ปฏิสนธิวิญญาณ. นี้เห็นพบอยู่แห่งเดียวในสังยุตฺตนิกาย.
น.308 การที่กรรมทำให้เวียนว่ายไปในวัฏฏสงสารก็ดี เป็นอภิสังขารมาร ก็ดี มันปรุงตัวกู - ของกูในฐานะเป็นกัมมวิญญาณอย่างนี้ก็ดี ; เรียกว่าโทษอันเลวทราม ต่ำทรามของกรรม, ทั้งกรรมดีกรรมชั่ว. ถ้าเรารู้ข้อเท็จจริงข้อนี้แล้ว เราก็ไม่ หลงเสน่ห์ของกรรม ; แม้ว่าจะเป็นกรรมดี จะมาจูงจมูกให้เวียนว่ายไปในวัฏฏสงสาร อีกไม่ได้. ๙. เจ้าของ กรรม. ดูต่อไปถึงสิ่งที่เรียกว่า ใครเป็นเจ้าของกรรม ? ถ้ายังไม่หมดกิเลส ยังไม่เป็น พระอรหันต์ ก็ยังมีเจ้าของกรรม คือ จิตใจที่โง่ที่มันประกอบอยู่ด้วยอวิชชา ปรุงให้เป็น ความรู้สึกว่าเป็นตัวกูของกูนั้น ; ตัวมายาตัวนั้นแหละเป็นเจ้าของกรรม ทีนี้ ถ้าพูดอย่างภาษาชาวบ้านธรรมดา ๆ ก็ว่า ผู้ที่ทำกรรม, ผู้ที่รับผลกรรม, ผู้ที่ต้องเป็นไปตามกรรม นั้นแหละเป็นเจ้าของกรรม ไม่มีคนอื่นหรอก. ถ้ามีผู้ทำกรรม ผู้รับผลกรรม ผู้เป็นไปตามกรรม ก็นั่นแหละเป็นเจ้าของกรรม. แท้จริงมันไม่ได้มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา ; แต่อวิชชาทำให้ยึดมั่น ถือมั่นเป็นสัตว์บุคคล ตัวตน เรา เขา ; เพราะฉะนั้น ตัวความยึดมั่นถือมั่น เกิดเป็นตัวฉันขึ้นมา นี้เรียกว่าเป็นเจ้าของกรรม. เพราะฉะนั้นเห็นได้ทันทีว่า มันบ้า, มันไม่ได้มีตัวจริง, มันเป็นเรื่องหลอก ๆ , มันเป็นเพียงความเข้าใจผิดของ อุปาทาน ที่มาจากอวิชชาว่า : "กรรมของกู กูมีกรรม กูได้รับผลกรรม", อะไร มันก็เกิดขึ้นมาได้ มีเจ้าของกรรมขึ้นมาได้ ทั้งที่แท้จริงนั้นมันมิได้มี; แต่ความรู้สึก ในใจมันรู้สึกเต็มที่ว่าเหมือนกับมี ; เพราะความรู้สึกนี้มันมาจากอวิชชา สร้างอุปาทาน ขึ้นมา. ฉะนั้น ถ้าถามว่าใครเป็นเจ้าของกรรมกันโว้ย ? ก็ตอบอย่างกำปั้นทุบดิน คือผิดไม่ได้ว่า : ผู้ที่ทำกรรม ผู้ที่ได้รับผลกรรม ผู้ที่ต้องเป็นไปตามกรรม นั้นแหละ เป็นเจ้าของกรรม.
น.309 ๑๐. นิสสรณะ ของ กรรม. ข้อต่อไปที่ต้องดูก็คือ นิสสรณะนี้ ก็คงจะแปลกหูสำหรับบางคนที่ไม่เข้าใจ. นิสสรณะคือวิธีออกมาเสียให้พ้น จะเป็นการกระทำ หรือเป็นวิธีการ หรือเป็นอะไรก็ได้ ซึ่งเป็นการทำให้มันออกมาเสียจากอำนาจของกรรม; อย่างนี้เรียกว่านิสสรณะ. นิสสรณะแปลว่าอุบายเป็นเครื่องออก, แปลไว้กว้าง ๆ ก็ต้องแปลว่าอุบาย หรือเคล็ดลับ หรืออะไรทำนองนั้น เป็นเครื่องออก : ออกจากอะไร? ออกจากขอบเขตของกรรม จากอำนาจของกรรม. อะไรเป็นนิสสรณะของกรรม ? ตอบว่า การทำลายมูลเหตุ ปัจจัยของกรรมเสีย ไม่ให้เหลือ. อะไรเป็นมูลเป็นเหตุเป็นปัจจัยเป็นสมุฏฐานของกรรม ให้ทำลาย สิ่งเหล่านั้นเสีย ; นั่นแหละคือนิสสรณะของกรรม. ฉะนั้น ถ้าเราทำลายอวิชชา ตัณหา อุปาทาน อยู่โดยวิธีใด, นั่นแหละ มันก็เป็นนิสสรณะ, เป็นทางออกมาจาก อำนาจของกรรม. อะไรทำลายอวิชชา ตัณหา โลภะ โทสะ โมหะ ? แบ๊ว" ก็รู้กันอยู่แล้ว เกือบไม่ต้องอธิบาย ; ถ้าระบุชื่อเพียงคำเดียวก็ระบุไปที่อริยมรรคมีองค์ ๘. อริยมรรค มีองค์เป็นเครื่องมือทำลายเสียซึ่งมูลเหตุรากเหง้าปัจจัยของกรรม. หรือจะพูดให้แคบ กว่านั้นก็ต้องใช้คำว่า ญาณทัสสนะ ที่เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. ญาณทัสสนะ หมายความว่า ความรู้ที่ถูกต้องและที่สมบูรณ์ : เห็น อนิจจังก็ได้ เห็นทุกขังก็ได้ เห็นอนัตตาก็ได้; นี้แหละจะทำลายเสียซึ่งมูล หรือเหตุ หรือรากหรือเหง้า หรือปัจจัยของกรรม. เพราะฉะนั้นนิสสรณะของกรรม อุบาย เครื่องออกจากกรรม ก็คืออริยมรรคมีองค์ ๘ ไม่มีทางผิด เพราะมันกินความกว้าง. ๑๑. อะไรจะเป็นผลได้ ผลรับ ของ นิสสรณะ ของ กรรม ทีนี้ ดูต่อไปว่าถ้ามีนิสสรณะของกรรมอย่างนี้แล้ว อะไรจะเป็นผลได้ ผลรับ ของนิสสรณะของกรรม ? ตอบสั้น ๆ ลุ่น ๆ ว่า นิพพาน.
น.310 ออกจากกรรมได้ก็คือนิพพาน : ชั่วคราวก็ชั่วคราว, ตลอดกาลก็ตลอดกาล, มันแล้วแต่ จะเป็นอย่างไร; แต่ตามธรรมดาก็หมายถึงที่แท้จริง คือนิพพานที่แท้จริง, นิพพาน ตลอดกาล. อีกทางหนึ่งเป็นการแสดงลักษณะ ก็เรียกว่าที่สุดแห่งวัฏฏสงสาร, ที่สุด ที่จบ ที่สิ้นแห่งวัฏฏสงสารคือนิพพาน. หมายความว่า ต่อไปนี้ไม่มีการเวียนว่ายไปใน วัฏฏสงสารตามอำนาจของกรรมอีกต่อไป ; เรียกว่านิพพานเป็นเรื่องหยุด เป็นเรื่องเย็น เป็นเรื่องสบายชนิดที่สิ้นสุดแห่งความทุกข์. แต่ถ้าว่ากันที่แท้แล้วก็คือ ความสิ้นไป แห่งทุกข์นั่นแหละ อย่ามีอะไรให้มันยั่วยวนขึ้นมาอีก. นิพพานเป็นผลแห่งนิสสรณะ ของกรรม. ใครจะเป็นคนทำ, ผู้ใดจะเป็นผู้กระทำ, อุบายเป็นเครื่องออกจาก อำนาจของกรรม ? คำตอบก็คือพระอรหันต์. " พระอรหันต์คือผู้บรรลุนิพพาน พระอรหันต์เป็นผู้ทำสำเร็จแล้ว ; นอกนั้นเป็นแต่ผู้กำลังทำ. ถ้าสมมติว่า เราไม่เป็น พระอรหันต์อยู่นี้ ; เราก็เป็นผู้กำลังทำนิสสรณะของกรรม. ส่วนพระอรหันต์ พวกเดียวเป็นพวกที่ทำเสร็จแล้ว, คือออกไปได้แล้วจริง ๆ. ผู้กระทำนิสสรณะของกรรมเลยเกิดเป็น ๒ พวก : คือกำลังกระทำอยู่ ได้แก่พวกเรา หรือพวกที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์ทั้งหลาย ; แล้วอีกพวกหนึ่งก็คือ ผู้ทำ เสร็จแล้ว คือผู้เป็นพระอรหันต์แล้ว. ๑๒. ความสิ้นไปแห่งกรรม เป็นผลแห่ง นิสสรณะของกรรม นิสสรณะของกรรมให้อะไรแก่เรา ? ก็ให้ความสิ้นไปแห่งกรรม ซึ่งเป็นชื่อของหัวข้อในการบรรยายในวันนี้. วันนี้ก็จะพูดเรื่องกรรมและความสั้นไป แห่งกรรม. ความสิ้นไปแห่งกรรมเป็นผลแห่งนิสสรณะของกรรม มีอาการคือ ไม่ต้องเวียนว่ายอีกต่อไป. นี้เรียกว่าความสิ้นกรรมมันอยู่ที่นี่ ไม่ต้องมีบุคคล ไม่ต้องมีกู - มีของกู : ความสิ้นไปแห่งกรรมมันมีได้อย่างนี้.
น.311 ๑๓. ใครเป็นเจ้าของ ความสิ้นไปแห่งกรรม ถามให้เตลิดเปิดเปิงต่อไปอีกว่า : ใครเป็นเจ้าของความสิ้นไปแห่ง กรรม ? นี่คนขี้ถามคงถามอย่างนี้แน่ : ว่าใครจะเป็นเจ้าของของความสิ้นไปแห่งกรรม ; ดูคำถามบ้า ๆ ก็ตอบว่ามันไม่มี. เพราะว่าถ้าขึ้นมาถึงขั้นนี้แล้ว มันไม่มีตัวกู มันไม่มีของภูในความรู้สึก ฉะนั้น มันจึงไม่มี, คือตอบโดยความจริงถึงที่สุดโดยปรมัตถสัจจะแล้ว มันไม่มีใคร เป็นเจ้าของความสิ้นไปแห่งกรรมได้ ; เพราะว่าเมื่อจิตได้ขึ้นมาถึงขั้นนี้แล้ว ย่อมไม่มี ความรู้สึกว่าอัตตา หรืออัตตนียา คือไม่มีความรู้สึกว่าตัวตนหรือของตน. ดังนั้น จึงไม่มีใครเป็นเจ้าของความสิ้นไปแห่งกรรม. ตอนที่มีกรรม กรรมยังไม่สิ้น ยังมีกรรมนั้น มันมีเจ้าของแห่งกรรม ก็ได้แก่ คนโง่ ๆ บ้า ๆ ที่ว่าตัวกูว่าของกู นั้นแหละ มันเป็นเจ้าของแห่งกรรม. แต่พอมาถึง ตอนนี้มันสลายไปหมด ; ตัวกู - ของกู และเหตุที่จะให้เกิดตัวกูของกูมันสลายไปหมด มันก็เลยไม่ต้องมีเจ้าของแห่งความสิ้นไปแห่งกรรม. กรรมมีเจ้าของ ; แต่ความสิ้นไป แห่งกรรมกลับไม่มีเจ้าของ. ถ้าไม่คิดก็จะไม่เข้าใจ. ๑๔. ใครจะเป็นผู้เสวยสุข จากความสิ้นกรรม บางคนจะถามต่อไปว่า ใครจะเป็นผู้เสวยสุข จากความสิ้นกรรม ? เอาคำถามของคนที่มีอุปาทานมาถามเรื่อยไป ; จึงถามว่าใครจะเป็นผู้เสวยความสุข ที่เกิดมาจากความสิ้นกรรมนั้น. คำถามอย่างนี้จะมีเรื่อยไม่มีที่สิ้นสุด. เราก็ตอบว่า ; มันไม่มีเรื่อย, มันไม่มีใครเป็นผู้เสวยสุขที่เกิดมาจากความสิ้นกรรม ; เพราะว่า เหลือแต่เบญจขันธ์ที่บริสุทธิ์ พระอรหันต์ยังไม่ตาย เบญจขันธ์ทั้ง ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ คือกายกับใจนี้ก็ปราศจากอุปาทาน ที่จะให้เกิดความรู้สึกว่า ตัวกู - ของกู. ตัวกู - ของกู ไม่มีเสียแล้ว เป็นเบญจขันธ์บริสุทธิ์ ; เพราะฉะนั้น จึงไม่มีผู้ใด :
น.312 คือไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา ; ดังนั้น จึงไม่ต้องมีใครเป็นผู้เสวยสุขแห่ง ความสิ้นกรรม. ผู้ที่ถึงความสิ้นแห่งกรรม ไม่รู้สึกว่าตัวถูเสวยความสุข ; แต่ผู้ที่ ยังไม่ถึงความสิ้นแห่งกรรม จะคอยจ้องอยู่เสมอว่า : "กูจะไปเป็นผู้เสวยความสุขที่เกิด มาจากความสิ้นกรรม". นี่ดูเกือบจะเป็นเรื่องสุดท้ายที่จะถามไปอีกไม่ไหวแล้ว. ข้อความทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นเพียงพวกหลักวิชาหรือทฤษฎี กล่าวนำมา เพื่อจะได้มีความเข้าใจถูกต้องไปตั้งแต่ทีแรก ๆ ช่วยให้ศึกษาง่ายเข้า หรืออาจจะประหยัด เวลาได้. ๑๕. เรื่องกรรมนี้ เกี่ยวกับฆราวาส ด้วยหรือไม่ ? ข้อสุดท้ายที่จะขอให้คิดก็คือว่า ขอให้พวกฆราวาสหรือคฤหัสถ์ทั้งหลายคิดดู ให้ดี ๆ ว่า เรื่องกรรมนี้สำหรับฆราวาสด้วยหรือไม่ ? หรือว่าสำหรับแต่บรรพชิต อย่างเดียว ?. ถ้ายังลังเลอยู่ก็ลองตั้งปัญหาใหม่ว่า พวกฆราวาสนี้คิดดูให้ดี ๆ ว่า : ปฏิบัติเพื่อลอยล่องไปตามกระแสกรรมดี หรือปฏิบัติ เพื่อความ ไม่ลอยล่อง ไปตามกระแสกรรมดี ? แล้วก็ตอบได้เอง. ถ้าฉลาดหน่อยก็จะถามว่า นั่งหัวเราะ แล้วก็นั่งร้องไห้สลับกันอยู่อย่างนี้ดี ? หรือว่า ไม่ต้องหัวเราะไม่ต้องร้องไห้เลย ดี ? อันไหนดีกว่า ? ถ้าตอบถูกก็เข้าใจเรื่องนี้ คือเรื่องกรรมกับความสิ้นไปแห่งกรรม. เรื่องที่ควรทราบ คือการปฏิบัติ เกี่ยวกับกรรม และความสิ้นไปแห่งกรรม ประการแรกปฏิบัติเพื่อทำให้ถูกกับเรื่องของกรรมนี้อย่างหนึ่ง, และปฏิบัติ เพื่อให้พ้นกรรมไปเสียเลยนี้ก็อีกประการหนึ่ง. ที่นี้กรรมพวกที่เป็นเหตุให้เวียนว่าย ไปในวัฏฏสงสารนี้มันอย่างหนึ่ง, แล้วกรรมที่เป็นเหตุให้หยุดเวียนว่ายในวัฏฏสงสาร นี้มันก็อีกอย่างหนึ่ง ; มันเป็นสองกรรม. ฉะนั้น เมื่อพูดถึงกรรม ก็ต้องหมายความ ถึงกรรมที่ทำให้เวียนว่ายไปในวัฏฏสงสาร ; เราจะต้องปฏิบัติอย่างไร ? ถ้าเราปฏิบัติ อย่างอื่นไม่ได้ เราก็ทำแต่กรรมดี เว้นกรรมชั่วเสีย ; ฉะนั้น ลงโรงตั้งต้นกันด้วยเว้น กรรมดำเสีย.
น.313 กรรมดำ ที่ต้องละ สำหรับคนที่เป็นฆราวาสที่ดิบที่สุด มันมีเรื่องกรรมดำ ที่กล่าวไว้ใน สิงคาโลวาทสูตร. พระพุทธเจ้าตรัสแก่สิงคาลมานพว่า : กรรมกิเลส คือกรรมที่ เศร้าหมองกรรมที่เป็นบาป กรรมที่ดำที่ชั่วนี้ ; ดูก่อน คฤหบดีบุตร, อริยสาวก มีกรรมกิเลส ฯลฯ ; คือหมายความว่า พระอริยเจ้าหรือพระอริยสาวก บัญญัติกรรม กิเลสไว้ ๔ อย่าง ซึ่งคนย่อมทำกรรมที่เป็นบาป ด้วยกรรมกิเลสทั้ง ๔ อย่างนั้น ; ส่วนอริยสาวกนั้นย่อมเว้นเสีย แล้วก็ไม่เสพอบายมุข ๖ ประการ, เว้นจากบาปอกุศล ๑๔ ประการ, เป็นผู้มีทิศทั้งหลายอันปกปิดดีแล้ว ; ปฏิบัติเพื่อจะชนะโลกทั้ง ๒ คือ : โลกนี้ก็เป็นอันปรารภดีแล้ว โลกอื่นก็เป็นอันปรารภดีแล้ว, เบื้องหน้าแต่การแตก ทำลายแห่งกาย หลังจากความตายย่อมเข้าถึงสุคติ โลกสวรรค์. กรรมกิเลสทั้ง ๔ อันอริยสาวกละเสียแล้วนั้นเป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อน คฤหบดีบุตร, ปาณาติบาตเป็นกรรมกิเลส, อทินนาทานเป็นกรรมกิเลส, กาเมสุ- มิจฉาจารเป็นกรรมกิเลส, มุสาวาทเป็นกรรมกิเลส. นี้แลกรรมกิเลส ๔ ประการ อันอริยสาวกละแล้ว. นี้ดูที่ว่าพระพุทธเจ้าตรัสกรรมกิเลส คือกรรมชั้นเลวที่สุดนี้ ว่าอย่างไร ? ก็ระบุศีล ๔ ข้อข้างต้นของ ศีล ๕ ๖:ปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท ในฐานะที่เป็นกรรมประเภทเลวชั้นต่ำที่สุด ที่อริยสาวกจะต้องละกันเด็ดขาด. ทีนี้ปฏิบัติเพื่อละกรรมดำ ก็คือปฏิบัติเพื่อละสิ่งที่เราเรียกว่าศีล ๕ แล้วก็ เพียง ๔ ข้อข้างต้นด้วยซ้ำไป ไม่ถึงทั้ง ๕ ข้อ. นี่เป็นจุดตั้งต้นที่นี่ ; ที่เรียกว่า กรรมดำ ธรรมดาสามัญที่สุด ก็คือเว้นสิ่งที่ถือกันว่าเป็นกรรมชั่ว จะเว้นอย่างไร ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ต้องพูดกันแล้ว เพราะเป็นเรื่องศีล ๕ ถ้ายังมัวจะพูดเรื่องศีล ๕ กัน อย่างนี้อยู่อีกก็น่าสงสาร.
น.314 ปัญหาก็มีอยู่ที่ว่าบังคับตัวเองให้ละไม่ได้ นั้นมากกว่า ; มากกว่าที่จะ ไม่รู้ว่าจะละอย่างไร. รู้ว่าจะต้องละอย่างนั้น แล้วบังคับตัวเองให้ละไม่ได้. นี้เรียกว่า กรรมคำในอันดับต้น หยาบที่สุด, ออกมาข้างนอกอย่างหยาบคายที่สุด. ถ้าละเอียดเข้าไป ก็เป็นกิเลสประเภทที่ยังไม่ถึงกับออกมาข้างนอก คือ ไม่ออกมาทางกาย ทางวาจา ; มันกลุ้มรุมอยู่ข้างใน นั้นก็ต้องละ ได้แก่พวกนิวรณ์ ทั้งหลาย พวกอุปกิเลสทั้งหลาย, ฉะนั้น จะต้องพยายามไปตามรายการที่มีอยู่ใน แบบฉบับ แล้วก็ท่องกันได้. ฉะนั้นจะระบุกันง่ายๆ สำหรับฆราวาส ว่าเมื่อถือ ศีลอยู่ มีศีล ๕ ศีลอุโบสถอยู่ นี้ก็คือ การปฏิบัติเพื่อละกรรมดำชนิดเปิดเผยตรงไป ตรงมา. ทีนี้ยังมีกรรมดำอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องเข้าใจผิด ; ไปหลงใหล ไปยึดมั่นถือมั่น การประพฤติปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งมันไม่ถูกเลย ; ว่าเป็น ของถูก ; อย่างนี้เรียกว่ากรรมดำ ๒ ชั้น. มันผิดด้วย ; แล้วไม่รู้ว่าผิดด้วย ; นี้มันยังลึกซึ้งมาก ถ้าเป็นเรื่องปาณาติบาต อทินนาทาน ฯลฯ นี้เรารู้แล้วว่าผิดแน่ ; แต่มันยังมีความงมงายอย่างอื่น ที่ไม่รู้ว่าผิด แล้วไปยึดถือว่าถูก. ในครั้งพุทธกาล เขาเรียกว่า สีลัพพตปรามาส เหมือนกัน : ประพฤติวัตรอย่างสุนัข ประพฤติวัตร อย่างโค. ประพฤติวัตรอย่างสุนัข ; หมายความว่าจะกินอะไรก็เทลงไปกลางดินเสียก่อน แล้วก็ก้มลงไปกิน ปฏิบัติอยู่อย่างนี้จนตลอดชีวิต เรียกว่าประพฤติวัตรอย่างสุนัข เขาเชื่อว่าด้วยการประพฤติอย่างนี้จะทำให้กิเลสหมด, แล้วก็มีผู้ทำตามกันมา สืบ ๆ กันมา. มีคนสองคน ที่เคยประพฤติวัตรอย่างนี้ คนหนึ่งประพฤติอย่างโค, คนหนึ่งประพฤติอย่างสุนัข. นี้เขามีกรรมดำชนิดที่เป็นความเข้าใจผิด. ทีนี้สองคนนี้ เข้ามาเฝ้าพระพุทธเจ้า ; ต่างคนต่างมาขอให้พระพุทธเจ้าช่วยอธิบาย ช่วยพยากรณ์ ช่วยทำนาย ว่าผลแห่งการปฏิบัติของเขาจะเป็นอย่างไร ?
น.315 ๒๘๔ พรรคมหินทร์ละส์นอร์ท โอสาเรตัพพธรรม คนที่ประพฤติอย่างโคนั้น ก็ขอให้พระพุทธเจ้าช่วยทำนาย ช่วยพยากรณ์ว่า ผลของเพื่อนของเขาที่ปฏิบัติอย่างสุนัขนั้นจะได้ผลอย่างไร ? คนที่ปฏิบัติอยู่อย่างสุนัข ก็ขอให้พระพุทธเจ้าพยากรณ์เพื่อนของเขา ที่ปฏิบัติอย่างโค ว่าจะได้รับผลอย่างไร ? อันนี้เอง เป็นเหตุที่ทำให้พระพุทธเจ้าท่านตรัสเรื่องกรรมทั้ง ๔ ขึ้นมา. นี้อยู่ในกุกกุโรวาทสูตร มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัญญาสก์ ที่อื่นไม่เคยเห็น ; แล้ว มีอีกทีก็ภาษิตของพระสารีบุตร. ในสังคีติสูตร ทีฆนิกาย นั้นเป็นพระสารีบุตรกล่าว. ส่วนข้ออรรถในที่นี้เป็นเรื่องพระพุทธเจ้าตรัสเอง. เมื่อพระพุทธเจ้าท่านอธิบายเรื่องประพฤติวัตรอย่างสุนัข ประพฤติวัตรอย่าง โคว่า ไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว ; ท่านก็ตรัสเรื่องของท่าน คือเรื่องกรรมตามแบบของ ท่าน. คนนั้นชื่อว่า ปุณณะ เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า : ดูก่อน ปุณณะ ! กรรม ๔ ประการนี้ เราตถาคตทำให้ แจ้งด้วยปัญญาของตนเอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้ ตามอยู่. กรรม ๔ ประการนี้เป็นไฉน ? ดูก่อนปุณณะ ! กรรมดำมีวิบากดำนี้มีอยู่, กรรมขาวมีวิบากขาวนี้ก็มีอยู่, กรรมทั้งดำทั้งขาวมีวิบากทั้งดำทั้งขาวนี้ก็มีอยู่, กรรม ไม่ดำไม่ขาว มีวิบากไม่ดำไม่ขาว นี้ก็มีอยู่, เป็นไปเพื่อความสิ้นไปแห่งกรรม. กรรมดำมีวิบากดำเป็นไฉนเล่า ? ดูก่อนปุณณะ ! บุคคลบางคนในโลกนี้ ประมวลกายสังขารอันมีความทุกข์ ประมวลวจีสังขารอันมีความทุกข์ ประมวล มโนสังขารอันมีความทุกข์ ; ครั้นแล้วเขาก็ย่อมเข้าถึงโลกอันมีความทุกข์, มีผัสสะ อันประกอบไปด้วยทุกข์ถูกต้อง เขาผู้เข้าถึงโลกอันมีทุกข์. เขาอันผัสสะประกอบด้วย ความทุกข์ถูกต้องแล้วย่อมเสวยเวทนาอันประกอบด้วยทุกข์ เป็นทุกข์โดยส่วนเดียว เหมือนสัตว์นรก. ดูก่อนปุณณะ ! เพราะกรรมที่มีดังนี้แล ความอุบัติของสัตว์จึงมี. สัตว์ ทำกรรมใดไว้ย่อมเข้าถึงกรรมนั้น ; ผัสสะย่อมถูกต้องเขาผู้เข้าถึงแล้วมีความทุกข์.
น.316 ดูก่อนปุณณะ ! เพราะอย่างนี้เราจึงกล่าวว่าสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นทายาท ; ข้อนี้เรา กล่าวว่า กรรมดำมีวิบากดำ. คำว่า "กรรมดำหรือกรรมชั่วมีวิบากเป็นทุกข์" ที่อยู่ในรูปของพระพุทธ- ภาษิตมีอยู่อย่างนี้ : ว่าคนบางคน ประมวลกายสังขาร คือเครื่องปรุงแต่งกาย ชนิดที่ เป็นไปเพื่อความทุกข์ ; หมายความว่า เขาสะสมแต่สิ่งที่ให้เกิดการกระทำทางกาย ชนิดที่จะให้เป็นไปเพื่อความทุกข์ ; เขาสะสมแต่เครื่องปรุงแต่งทางวาจา ให้มีแต่ วาจาชนิดที่จะเป็นไปเพื่อทุกข์ ; แล้วเขาสะสมแต่เครื่องปรุงแต่งของจิต ชนิดที่จะ ให้เป็นไปเพื่อทุกข์ ; แล้วก็เป็นทุกข์, แล้วก็ได้รับผลของกรรม. นี้ก็เป็นหลักอันหนึ่งซึ่งทุกคนควรจะจำไว้; เพราะมันเป็นหลักเกณฑ์อีก อันหนึ่ง ซึ่งเราไม่ค่อยจะได้ยิน. ถ้าถามว่าอะไรเป็นกรรมดำกรรมชั่ว ? ตอบว่า การสะสมแต่เครื่องปรุงแต่งกาย วาจา ใจ ที่จะเป็นทุกข์ : คือ สร้างสม สะสม อบรมแต่สิ่งที่จะปรุงแต่งกายวาจาใจให้เป็นไปในทางทุกข์ ; นี้คือกรรมดำ กรรมมืด มีวิบากดำ. ทีนี้เราจะปฏิบัติเพื่อละมันอย่างไร ? ก็คือหลักเกณฑ์ทั่ว ๆ ไป, " แล้วก็ มาสรุปความให้เข้ารูปกันได้กับพระพุทธภาษิตนี้ ว่า : อย่าไปสะสมสิ่งซึ่งเป็นเหตุ ปัจจัย ที่จะปรุงแต่งกาย วาจา ใจ ให้เป็นไปในทางที่จะเป็นทุกข์. อย่าไป แตะต้อง อย่าไปเกี่ยวข้อง อย่าไปยุ่งด้วยกับสิ่งใดก็ตาม ทางกาย ทางวาจา ทางใจ ก็ตาม ที่มันจะเป็นไปเพื่อความทุกข์. นี้เรียกว่าพูดอย่างสรุป ทีเดียวครอบจักรวาล ได้หมดเลย ทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจด้วย. ถ้าเราพูดกันแต่ศีล ๕ มันก็มีแต่ทางกายกับวาจา; ใจ ยังไม่ได้พูดถึง ; ต่อเมื่อเราพูดถึงศีลกรรมบถ ๑๐ จึงจะมีครบทั้งกาย วาจา ใจ ; ซึ่งมีอยู่ ๑๐ ข้อ. แล้ว ๑๐ ข้อนี้ก็ยังไม่หมด ; เพราะระบุข้อไว้จำกัด. นี้เปิดกว้าง เลยถึงกับว่า : สังขารคือเหตุปัจจัยเครื่องทำให้เกิดขึ้นนั้น ที่จะปรุงแต่งกาย หรือวาจา
น.317 หรือใจให้เป็นไปในทางทุกข์ ; แล้วก็เลิกกัน. มันจะเหลือแค่ ๓ เท่านั้น คือสิ่งที่ จะมากระตุ้นกาย กระตุ้นวาจา กระตุ้นใจ ให้เป็นไปเพื่อทุกข์เอกและดีโกลและตรากฤตกอก สรุปแล้วก็เหลือสัก ๑ คือเครื่องกระตุ้นแวดล้อมให้มันเป็นไปเพื่อทุกข์ ; ส่วนใหญ่มันขึ้นอยู่กับใจอยู่แล้ว. กายวาจานี้มันขึ้นอยู่กับใจอยู่แล้ว ; แผน ระวังเรื่อง ที่เกี่ยวกับใจ ซึ่งก็ครอบคลุมมาถึงกาย วาจาด้วย. เราจึงมีสติระวังใจ อย่าให้มัน ไปยุ่งกับสิ่งที่ปรุงแต่งเพื่อเป็นความทุกข์. นี่จำไว้ว่าสติ ข้อหนึ่งแล้วนะ ; ในการ ที่จะปฏิบัติเพื่อละกรรมดำเสีย กรรมขาว ต้องทำ ให้เกิดมี ทีนี้ก็มาถึงเมื่อ กรรมดำต้องละ, กรรมขาวต้องทำให้เกิดมี นี้หมายความว่า เริ่มต้นไปตั้งแต่ต้น สำหรับผู้ที่ยังเป็นเด็กอมมือ แก่หัวหงอก, เด็กอมมือที่แก่หัวหงอกนี้ ; เพราะว่ามาเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนามานานแล้ว แต่ก็ไม่รู้อะไร จึงยังเป็นเหมือนเด็ก อมมืออยู่, ฉะนั้นในทางธรรมะนี้มีเด็กอมมือที่แก่หัวหงอกแล้วก็ได้ ; แล้วหลัก ธรรมะมันต้องตั้งต้นไปจากนี้ จากที่ไม่รู้อะไรเลยนี่. เพราะฉะนั้น จึงได้มีหลักว่า : ให้ละธรรมดำเสีย แล้วเจริญธรรมขาว ; อย่างที่เราสวดกันอยู่บ่อยๆ ดังนั้น จึงต้องรู้สิ่งที่เรียกว่าธรรมขาวนี้ต่อไป. ข้อนี้พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า : ดูก่อน ปุณณะ กรรมขาวมีวิบากขาวเป็น อย่างไร ? ดูก่อนปุณณะ ! บุคคลบางคนในโลกนี้ ประมวลกายสังขารอันไม่เป็นไป เพื่อทุกข์, ประมวลวจีสังขารอันไม่เป็นไปเพื่อทุกข์, ประมวลมโนสังขารอันไม่เป็น ไปเพื่อทุกข์. ครั้นแล้วเขาย่อมเข้าถึงโลกอันไม่มีความทุกข์. ผัสสะอันไม่มีความ ทุกข์จะถูกต้องเขาผู้เข้าถึงแล้วซึ่งโลกอันไม่มีความทุกข์. เขาผู้ที่ผัสสะอันไม่มี ความทุกข์ถูกต้องแล้ว : ย่อมเสวยเวทนาอันไม่เป็นทุกข์ ดุจดังพวกเทพชั้นสุภกิณฑะ. ฉะนั้น ดูก่อน ปุณณะ ! เพราะกรรมที่มีดังนี้แล ความอุบัติของสัตว์จึงมี ; สัตว์ทำกรรมใดไว้ย่อมเข้าถึงกรรมนั้นโกกิ ผัสสะย่อมถูกต้องเขา ผู้เข้าถึงแล้วซึ่งกรรมนั้น
น.318 ดูก่อน ปุณณะ ! เพราะอย่างนี้เราจึงกล่าวว่า สัตว์มีกรรมเป็นทายาท. ข้อนี้เองเรา กล่าวว่ากรรมขาวมีวิบากขาว. สำหรับเรื่องกรรมขาว, ในกรณีนี้ก็คือกลับกันกับเรื่องกรรมดำ : ประมวล กายสังขาร วจีสังขาร มโนสังขาร ประเภทที่ไม่เป็นไปเพื่อความทุกข์ ; ต่อแต่นั้นก็จะ มีผัสสะเวทนาหรือโลกก็ตาม, ชนิดที่เป็นไปเพื่อไม่มีทุกข์, ไม่มีทุกขเวทนา. ทีนี้มีแปลกอยู่หน่อยที่ พระพุทธเจ้าท่านอ้างชื่อพวกพรหมชั้นหนึ่งว่า ดุจเทพ ชั้น สุภกิณฑะ สุภภิณหะ นี้เป็นชื่อของพวกพรหมชั้นรูปพรหมพวกหนึ่ง ซึ่งเราก็ ไม่รู้ว่าอะไร. แต่เดี๋ยวนี้พอจะรู้ได้ว่า คือพวกที่ทำกรรมขาวถึงที่สุด แล้วก็ไม่มี ผัสสะเวทนาอันเป็นทุกข์เลย. ถ้าจะให้เข้าใจง่ายแล้ว ก็ต้องเปรียบเทียบอย่างนี้ สัตว์ในนรกเป็นทุกข์โดย ส่วนเดียว. ส่วนสัตว์เช่นมนุษย์นี้ เดี๋ยวมีทั้งทุกข์ทั้งสุข, ทั้งทุกข์ทั้งสุข ; แม้แต่ เทวดาในชั้นกามาวจร ในชั้นจตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี ปรินิมมิตวสวัตติ อะไร ก็ยังมีทุกข์ ยังร้องไห้อยู่ก็มี พวกเทวดาในสวรรค์ชั้น กามาวจรนั้น ; และพวกพรหมในชั้นต้น ๆ ๆ ก็ยังมีอึดอัดขัดใจเป็นทุกข์ ; กว่าจะถึง พรหมชั้นสุภกิณหะนี่ จึงจะไม่มีผัสสะ หรือเวทนาเป็นทุกข์. ทีนี้ถ้าผู้ใดเชื่อว่ามีพรหมโลกอยู่ข้างบนที่ไหนก็ตามใจ จะเชื่ออย่างนั้นก็ได้ ; แต่เดี๋ยวนี้อยากจะให้เชื่อในภาษาธรรม, ภาษาธรรมาธิษฐานว่า จิตที่มันขึ้นมาถึง ระดับนี้แหละเรียกว่า สุภกิณหพรหมหรือพรหมชั้นสุภกิณหะ. จิตของบุคคลที่มีแต่ ผัสสะ หรือเวทนาที่ ไม่เป็นความทุกข์ ที่ชื่อว่า สุภกิณหะพรหม. แต่อย่าลืมว่า ขั้นนี้ยังไม่ใช่ดับทุกข์หรือสิ้นทุกข์ เพราะยังไม่สิ้นกรรม. พวกพรหมนี้เป็นปุถุชนดี ๆ นี้ก็มี, เป็นปุถุชนชั้นดีเลิศไม่รู้จักกับความ ทุกข์เลย ; แต่ยังเป็นปุถุชนยังมีกิเลสประเภทอนุสัย : มีตัวกู - มี ของกูที่ไม่ลุกขึ้นมา แสดงบทบาทอะไร ; เพราะว่าเขาควบคุมไว้ได้, ให้อยู่แต่ในหนทางหรือตามทำนอง คลองของกรรมขาว, นี้สูงสุดอยู่แค่สุภกิณหะ. นี้กรรมขาวไปสุดอยู่ที่นี่.
น.319 กรรมไม่ดำ ไม่ขาว เป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม สำหรับกรรมไม่ดำไม่ขาวนั้น ท่านก็ตรัสรวมกันทั้งสองอย่างนี้ แล้วก็ทรง ระบุว่า : ดุจพวกมนุษย์, เทพบางเหล่า, สัตว์วินิบาตบางเหล่า ; นี้เป็นพวกที่ ไม่ดำไม่ขาว. ทีนี้เราก็จะต้องปฏิบัติเพื่อไม่ประมวลมาซึ่งกายสังขาร วจีสังขาร มโน สังขารที่เป็นทุกข์, แล้วก็ประมวลมาแต่กายสังขาร วจีสังขาร มโนสังขาร ที่ไม่เป็น ไปเพื่อทุกข์ ; นี้สำหรับผู้ที่จะตั้งต้นปฏิบัติในขั้นที่ว่าเป็นกรรมขาว. ส่วนเรื่องเกี่ยว กับกรรมนั้นไม่ต้องพูดถึงแล้ว เพราะอธิบายอยู่แล้วในตัว คือเรื่องดำเรื่องขาวนั้นเอง เพียงแต่เอามาปนกัน เข้าสลับกันเข้า. ทีนี้ ก็มาถึงตอนที่สำคัญที่สุด : ดูก่อน ปุณณะ ! กรรมไม่ดำไม่ขาว มีวิบากไม่ดำไม่ขาว เป็นไปเพื่อความสิ้นไปแห่งกรรมทั้งปวงนั้นเป็นไฉน ? ดูก่อน ปุณณะ ! บรรดากรรมทั้ง ๓ ประการนั้น ; ผู้นั้นมีเจตนาเพื่อจะละกรรมดำมีวิบากดำ เสีย, มีเจตนาเพื่อละกรรมขาวมีวิบากขาวเสีย, มีเจตนาเพื่อละกรรมทั้งดำทั้งขาว มีวิบากทั้งดำทั้งขาวเสีย ข้อนี้เรากล่าวว่ากรรมไม่ดำไม่ขาว, มีวิบากไม่ดำไม่ขาว, เป็นไปเพื่อความสิ้นกรรมทั้งปวง. แล้วตรัสสรุปท้ายว่า ดูก่อนปุณณะ ! กรรมทั้ง ๔ ประการนี้ เราได้ทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้ว สอนผู้อื่นให้รู้ตามอยู่. : ดี! ก็มีมาก ขอให้ท่านผู้ฟังทุกคน สังเกตความแตกต่างกันให้ดี ๆ ว่า เรื่องกรรมดำ กรรมขาว, กรรมดำกรรมขาวเจือกันนั้น มันมีแต่เรื่องสังขาร ; เพียงพูดแต่เรื่อง กายสังขาร วจีสังขาร มโนสังขาร ประเภทดำก็มี ประเภทขาวก็มี เจือกันก็มี ; แต่ พอมาถึงกรรมอันที่ ๔ กรรมอันสุดท้ายนี้ ไม่พูดเรื่องสังขาร. เห็นไหม? เพราะว่า สังขารเป็นเรื่องปรุงแต่ง เป็นเรื่องไม่สิ้นสุด ; กลายเป็นการละเจตนาดำหรือขาว หรือเจือกันนั้นเสีย ; มีเจตนาเพื่อจะละกรรมดำ มีวิบากดำ, มีเจตนาเพื่อละกรรมขาว มีวิบากขาว, มีเจตนาเพื่อละกรรมทั้งดำทั้งขาว มีวิบากทั้งดำทั้งขาว. นี้ถือได้ว่ากรรมก็ยังเป็นเจตนา เจตนาเป็นตัวกรรม ถ้าเจตนาจะละ คือต้องการจะอยู่เหนือทั้งกรรมดำกรรมขาวแล้ว, อันนี้เป็นกรรมไม่ดำไม่ขาว ; ฉะนั้น
น.320 สำหรับกรรมไม่ดำไม่ขาวนี้จำกัดความไว้สั้นนิดเดียวคือ : เจตนาที่จะละเสียซึ่งดี ซึ่งชั่ว และไม่ดีไม่ชั่ว คือละทั้งดำทั้งขาวและที่เจือกัน. เพราะฉะนั้น การ ปฏิบัติก็มีอยู่ที่การมีเจตนา, พยายามที่จะมีเจตนาที่จะข้ามขึ้นให้พ้นกรรมดำ กรรมขาว และกรรมเจือกันทั้งกรรมดำกรรมขาว. พระพุทธเจ้าท่านตรัสยืนยันในข้อที่ว่า : นี้เป็นสิ่งที่พระองค์ตรัสรู้เอง ไม่ได้รับมาจากผู้อื่น ; รู้ด้วยปัญญาอันยิ่งเฉพาะของพระองค์เองแล้ว ก็สอนผู้อื่น ให้รู้ตาม. ที่นี้การปฏิบัติเพื่อละกรรมที่ไม่ดำไม่ขาว เพื่อสิ้นสุดแห่งกรรมทั้งปวงนี้ จึงแยกตัวออกมาอีกประเภทหนึ่ง คือไม่ไปยุ่งกับสังขาร ๆ อย่างที่กล่าวมาแล้ว ; มีแต่เจตนาที่จะดับเสียซึ่งสังขารเหล่านั้น. เจตนาเพื่อละเสียซึ่งกรรมทั้ง ๓ นั้นด้วยอริยมรรค ; นี้คือบทนิยาม ที่ดีที่สุดของกรรมที่ ๔.ถ้าจะเป็นหลักสำหรับจำก็ว่า ตัวเจตนาที่จะละเสียซึ่งกรรม ทั้ง ๓ นั้นด้วยอริยมรรค. กรรมทั้ง ๓ นั้นก็รู้อยู่แล้วว่าอะไร : ก็คือกรรมดำอย่างหนึ่ง กรรมขาวอย่างหนึ่ง และกรรมดำกรรมขาวเจือกันนี้อย่างหนึ่ง นี้เรียกว่า ๓ กรรม มีเจตนาละเสียด้วยอริยมรรค. อริยมรรคก็ระบุไปยังมรรคมีองค์แปด. นี่คือ ข้อที่เตือนแล้วเตือนเล่าอยู่เสมอว่า อย่าได้ประมาทเลย เดี๋ยวจะ ไปเอาอัฏฐังคิกมรรคไปเป็นดำหรือเป็นขาวเสีย. เพราะว่าคนแรกเรียน แรกเข้า มาเรียน อาจจะเข้าใจอย่างนั้นก็ได้ ; เพราะมันอยู่ในฝ่ายดับทุกข์ แล้วก็จะเข้าใจว่า ต้องเป็นฝ่ายดีหรือฝ่ายขาว.แต่ตามทางหลักธรรมก็ยังไปไกลกว่านั้น คือต้องไม่ดำ ไม่ขาว .. ทีนี้ อัฏฐังคิกมรรคมีองค์ ๘ นี้ ที่แท้จริงนั้น คือหลักธรรมที่มีเจตนา เพื่อจะขึ้นไปอยู่เหนือดำเหนือขาว ; แต่ว่าเราอาจจะลดลงมา จับดึงลงมาให้ พอเหมาะแก่เรา ที่ยังจะยึดมั่นในกรรมขาวนี้ ก็ปฏิบัติในอริยมรรคมีองค์ ๘ ได้เหมือนกัน คือเป็นการ "เลี่ยง" คัมภีร์ หรือ "เลี่ยง" หลักเกณฑ์ : ยึดหลักอริยมรรคมีองค์ ๘
น.321 ๒๙๐ หลอกเกินกและลมนะรักษ์ โอสาเรตัพพธรรม แต่เอาผลเพียงว่าเป็นความดี อยู่เป็นสุขในโลกนี้ ; ทั้งๆ ที่เรื่องอัฏฐังคิกมรรคนี้ ท่าน จัดเอาไว้สำหรับเป็นเรื่องเหนือโลก : หนทางนี้เป็นทางไปสู่ภาวะเหนือโลก คือนิพพาน. แต่ถึงอย่างนั้น ก็มีหลักเกณฑ์ที่ใช้ปฏิบัติพอประมาณ แล้วก็มีความสุขในโลกนี้ ชนิดที่เรียกว่ากรรมดีหรือกรรมขาว ; แต่อย่าได้ถือว่านี้เป็นหลักเกณฑ์ หรือนี้เป็น ความมุ่งหมาย. ขอให้ถือว่าอัฏฐังคิกมรรคนี้ เป็นเรื่องที่ต้องการขึ้นไปอยู่เหนือโลก เหนือดีเหนือชั่ว เหนือดำเหนือขาว ; ดังนั้นเจตนาที่จะปฏิบัติในอริยมรรคมีองค์ ๘ ประการนั้น คือกรรมที่ไม่ดำไม่ขาว. เรื่องอัฏฐังคิกมรรคมีจุดมุ่งหมายเพื่อจะเป็น โลกุตตระอยู่เหนือโลก ; แล้วเจตนาในอริยมรรคนั้นคือตัวกรรมที่ไม่ดำไม่ขาว, และ จะมีผลไม่ดำไม่ขาว. เพราะฉะนั้น ขอให้พยายามปฏิบัติไป ๆ จนสำเร็จ, จนการ ปฏิบัตินั้นสำเร็จ, ก็ได้รับผลวิบากที่ไม่ดำไม่ขาว ; แล้วก็เป็นที่สิ้นสุดแห่ง กรรมทั้งปวง, รวมทั้งตัวมันเองด้วย ; คือจะเพิกถอนสิ่งที่เป็นกรรมหรือความเป็น กรรมหรืออะไรที่เกี่ยวกับกรรม, กรรม, กรรม, นี้หมดไปเลย. ทีนี้ คำพูดมันพูดได้หลายแนว เมื่อเราเอาอัฏฐังคิกมรรคขึ้นมาพูด มันก็ เป็นเรื่องอัฏฐังคิกมรรค. ถ้าว่ามันมากเกินไปก็มีทางลัด หรือเคล็ดลับ หรือทางลัด สั้น ๆ เหมือนที่เราพูดกันอยู่เสมอ ว่าให้ทำลายตัวกู - ของกู นั่นแหละเสีย. นั้นแหละ คือการประพฤติกรรมที่ ไม่ดำไม่ขาว เป็นที่สิ้นสุดแห่งกรรมทั้งปวง. บัญญัติ ให้ชัดลงไปว่า การทำลายอุปาทานว่าตัวกู - ว่าของกูเสีย; เพราะตัวกู - ของกู นี้มันเป็นเพียงอุปาทาน ; เกิดมาจากอวิชชาตัณหา. ทำลาย ตัวกู - ของกูเสีย หรือทำลายอุปาทานว่าตัวกู-ว่าของภูเสีย นี่คือกรรมไม่ดำไม่ขาว, มีวิบากไม่ดำไม่ขาวที่เราได้ปฏิบัติเสร็จแล้ว, ก็เป็นที่สิ้นสุดแห่งกรรมทั้งปวง กล่าวคือ อยู่เหนือกรรม, เป็นเรื่องสิ้นกรรม ซึ่งเป็นคุณสมบัติของพระอรหันต์. เทวดาเขาสรรเสริญพระพุทธเจ้าให้คณะนักศึกษาพราหมณ์พาวรีฟังว่า : พระพุทธเจ้าเป็นสพฺหกมุมกุษย์ ปตโต. สพฺพธมฺมฺขย์ ปตฺโต แปลว่า ผู้ถึงแล้ว
น.322 ซึ่งความสิ้นไปแห่งกรรมทั้งปวง, แรม ใช้คำว่ากรรมทั้งปวง. พระพุทธเจ้าเป็นผู้ ถึงแล้วซึ่งความสิ้นไปแห่งกรรมทั้งปวง , พระอรหันต์องค์อื่น ๆ ก็เหมือนกัน ถึงแล้ว ซึ่งความสั้นไปแห่งกรรมทั้งปวง. นี้เป็นเหตุให้ พราหมณ์พาวรี ส่งสาวก ๑๖ คน มาทูลถามปัญหาพระพุทธเจ้า เพื่อจะเอาเรื่องราวข้อนี้ : ที่เราเรียกกันว่าโสฬสปัญหา แล้วก็สวดกันอยู่เสมอ ๆ นั้น. นี้การถึงแล้วซึ่งความสิ้นไปแห่งกรรมทั้งปวงนี้มีเครดิตมากอย่างนี้ ทุกคน ต้องการ แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ; ทุกคนรู้ว่าเป็นไปตามกรรมนี้ไม่ไหว. เริ่มจะ รู้ขึ้นแล้วอย่างคณะพราหมณ์พาวรี นี้รู้ว่าเป็นไปตามกรรมนี้ไม่ไหว เบื่อเต็มที่แล้ว ; แต่ไม่รู้ว่าทำอย่างไรจึงจะสิ้นกรรม, หรือว่าสิ้นอำนาจแห่งกรรม; พอได้ยินมีผู้ บอกว่าพระพุทธเจ้าเท่านั้น เป็นผู้ถึงแล้วซึ่งความสิ้นไปแห่งกรรม, ก็เลยส่งลูกศิษย์ ที่ฉลาด ๑๖ คน มาทูลถาม ; เพราะว่าตัวเองมาไม่ได้. คนสมัยก่อนพระพุทธเจ้า เขาก็มีความรู้สึกถึงขนาดที่ว่าเมื่อกรรมกันขึ้น บ้างแล้ว ; กำลังแสวงหาอยู่ว่า ทำอย่างไรจึงจะหลุดออกมาเสียได้ จากความผูกมัด ของกรรม. พอได้ยินอย่างนี้แล้วก็หูผึ่ง สนใจติดตาม พากันไปหาไปถาม. นี่พราหมณ์ พาวรีก็ส่งคนให้ไปทูลถามพระพุทธเจ้าตั้ง ๑๖ คน ; นี้คงฉลาดหน่อยที่ว่าส่งไปน้อย ๆ คน จะไว้ใจไม่ได้, เพราะว่าบางคนโง่ บางคนฉลาดแต่ในบางแง่ ; ส่งไปมาก ๆ เพื่อไปถาม ก็แปลว่าสนใจมาก. ทีนี้ เราพุทธบริษัทก็รู้ข้อเท็จจริงอันนี้ ว่าจุดหมายปลายทางสูงสุดของ มนุษย์นั้นก็คือการสิ้นกรรม ; ถ้าเรียกอย่างนี้ไม่ค่อยจะน่าสนใจ. ถ้าพูดว่าจะได้ บรรลุถึงพระนิพพานอันเป็นบรมสุข นี้หูผึ่ง. พอพูดว่าสิ้นกรรมอย่างนี้ไม่ชอบ ดูมัน เหี่ยวแห้งจืดชืดมืดมัวอย่างไรไม่รู้ ไม่น่าเสน่หา. ความสิ้นกรรมนี้ถ้าพูดว่า ไปบรรลุ นิพพาน อันเป็นยอดสุดของความสุข แล้วก็ตื่นเต้นกระวีกระวาดกันขึ้นมาทันที. เดี๋ยวนี้มันเตลิดเปิดเปิงไปจนถึงว่า พูดให้นิพพานเป็นบ้านเป็นเมืองเป็นนคร ไปอยู่ที่นั่นแล้ว ได้อะไรตามต้องการ ; นี้ก็ยิ่งเอากันใหญ่ ยิ่งปรารถนากันใหญ่.
น.323 ที่แท้นั้นมันเป็นชื่อของความสิ้นกรรม. อมตมหานคร, นิพพานนคร, อะไรก็ตาม ; มันเป็นชื่อแห่งความสิ้นกรรมโดยเนื้อแท้ ; ไม่ต้องเป็นไปตามกรรมนั้นจึงจะเป็น นิพพาน เป็นอมตมหานคร. ทีนี้ ก็ดูตามพระบาลีนี้ก็แล้วกันว่า อมตมหานครนี้มีอยู่ที่นี่แล้ว ; ถ้าหากว่า ผู้ใดพยายามจะมีเจตนาละเสียซึ่งกรรมทั้ง ๓ นั้น อมตมหานครก็เกิดขึ้นที่นี่ เกิดขึ้น ในใจของบุคคลนั้น อยู่ที่นี่และเดี๋ยวนี้. นี้คือเรื่องความสิ้นกรรม. พระพุทธเจ้าตรัสว่า กรรมหมดเมื่อโลภะ โทสะ โมหะ หมด คือไม่มี กิเลสนั่นเอง. ทีนี้ โลภะ โทสะ โมหะ หมดนี้ ไม่ต้องตาย ; โลภะ โทสะ โมหะ หมดนี่ คนยังไม่ต้องตาย ; คือพระอรหันต์ ยังไม่ต้องตาย ก็บรรลุนิพพานชนิดสูงสุดได้. ถ้าโลภะ โทสะ โมหะ ไม่รบกวน ก็ว่างจากกรรม ชั่วคราว ; เป็นนิพพาน ชั่วคราว. นี้ก็ยังดีกว่าไม่รู้จักว่างเสียเลย. ฉะนั้นขอให้สนใจว่ามีชีวิตอยู่ ยังไม่ทัน จะตายนี้ ให้ปฏิบัติมาตามลำดับ ; ลองไปแหย่ดูที่กรรมดำกรรมชั่วนิดหนึ่งก็จะถอยหนี, แล้วไปลองดูที่กรรมขาวหรือกรรมดีให้มาก ๆ หน่อย ไม่เท่าไรก็สั่นหัว เดี๋ยวนี้มันทำไม่จริง ดีก็ยังไม่เคยทำให้มันดี แล้วเมื่อไรมันจะเอือมล่ะ เพราะว่ายังทำดีไม่พอที่จะเอือม ; ลองไปเอาเข้าให้เต็มที่เถิดมันก็จะเอือม. อย่างกิน บอระเพ็ดแตะนิดเดียวไม่เอาแล้ว ขากออกแล้ว ; แต่พอกินน้ำตาลนี้มันก็พอใจ ; แต่แล้วลองกินเข้าไปมาก ๆ เดี๋ยวมันก็สั่นหัว สู้อยู่เฉย ๆ ไม่ได้. การที่จะอยู่เป็นปกติสุข มีความสะอาด สว่าง สงบ หรือหยุด หรือเย็น หรือยอม : นี้ต้องเป็นเรื่องสิ้นกรรม ไม่มีขม ไม่มีหวาน ไม่มีจืด ไม่มีอะไร ; สำเร็จได้ด้วยการที่ว่าผ่านมาทั้ง ๓ กรรม. ในชีวิตนี้ไม่เท่าไรก็จะเอือม, มีสติปัญญา พอสมควรก็จะรู้จักเอือม,บบ! แล้วก็จะได้รับกรรมสุดท้าย คือไม่ดำไม่ขาว หรือนิพพานนี้ ทันตาเห็นในชาตินี้ ไม่ต้องรอต่อตายแล้ว.
น.324 แล้วทีนี้ก็อยากจะให้นึกถึงเรื่องที่เราพูดกันอยู่เสมอ : เรื่องดับไม่เหลือ ให้จ้องที่จะดับไม่เหลือ, ให้เห็นว่าไม่มีอะไรที่น่าเอา น่าเป็น แล้วน้อมจิตไปเพื่อ ความดับไม่เหลืออยู่ตลอดเวลา มันก็อาจจะถึงได้เร็วที่สุด, คือถึงกรรมไม่ดำไม่ขาวนี้ ได้เร็วที่สุด. ทีนี้ถ้ามันไม่ได้ทันที ; วินาทีสุดท้ายที่ร่างกายจะแตกดับนั้นจะต้องได้ ให้จิตน้อมไปเพื่อความดับไม่เหลืออยู่ตลอดเวลา. พอร่างกายจะแตกดับ หายใจ ครั้งสุดท้าย หรืออะไรก็ตาม ให้มันเป็นไปด้วยความแน่ใจว่า เราสมัครดับไม่เหลือ เราไม่หวังอะไรที่จะเหลืออยู่ เพราะมันไม่น่าเสน่หาเลย, ดำบ้าง ขาวบ้าง, ดำ ๆ ขาว ๆ บ้าง ไม่น่าหลงใหลเลย; สมัครดับไม่เหลือ ; เพียงเท่านี้ก็ยังถึง กรรมที่ว่าไม่ดำไม่ขาวนี้ได้ สักชั่วขณะจิตหนึ่งแล้วก็ตายไปเลย. จะเป็นพระอรหันต์ หรือไม่เป็น อย่าไปคิดเลย ; แต่ให้ทำให้ดีที่สุด. แม้ในวาระสุดท้ายอย่างนี้ ก็อย่า ไปหวังว่า "กูจะเป็นพระอรหันต์สักนิดหนึ่งแล้วตาย" ; อย่างนั้นจะกลับไม่ได้ ; เพราะไปสร้างอุปาทานขึ้นไปดักไว้ข้างหน้า. วาระสุดท้ายให้นึกแต่ว่า ชีวิตจิตใจที่ประกอบอยู่ด้วยสติปัญญาความรู้นี้ มันรู้สึกสิ่งต่าง ๆ มาพอสมควรแล้ว, อายุเข้ามาถึงขนาดนี้แล้ว ล้วนแต่ไม่มีอะไรที่ น่าเอาน่าเป็น; พอไปเอาไปเป็นเข้า ล้วนแต่เป็นทุกข์ ฉะนั้นจะต้องว่างจากการ เอาการเป็นอยู่เสมอ ตัวกู - ของกูไม่เกิด, ตัวกู - ของกูดับอยู่เสมอ ; แล้วก็ดับครั้ง สุดท้ายที่อย่าให้เหลือเชื้อ สำหรับจะเกิดได้อีก. นี่โอกาสดีมีแม้ในวาระสุดท้ายที่ร่างกายจะแตกดับ ให้ร่างกายดับ ชีวิตดับไป ด้วยความรู้สึกไม่เอาไม่เป็น อันนี้; นี้เป็นเคล็ดลับอย่างยิ่ง เป็นทางลัด อย่างยิ่งที่เข้าถึงความสิ้นกรรมก่อนแต่จะตาย. เขาเรียกว่าพร้อมกับความตายก็ตามใจ, เราเรียกว่าก่อนแต่ตาย ; เพราะว่าเราได้สลัดออกไปแล้วอยู่ตลอดเวลา. รู้ว่าร่างกาย จะแตกดับแล้วก็สมัครดับไม่เหลือแท้จริงเลย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เต็มที่เลย, แล้วก็มีผล ได้รับผลสัก ๒ - ๓ ขณะจิต ; แล้วหมดความรู้สึกไป อย่างนี้ก็ยังดี, ดีกว่าดับไปด้วย
น.325 ความหอบหิ้ว เอาของหนัก คือตัวกู - ของกูนี้ติดตามไป. นี่พูดอย่างสมมติก็ต้อง พูดอย่างนี้. พูดอย่างธรรมดาสามัญก็ว่า จิตใจของคนเรานี้ควรจะอบรมให้มันสูงขึ้น สูงขึ้น, จากดำไปหาขาว, แล้วก็จากขาวเป็นไม่เป็นอะไรเลย. นี่ก็หมายความว่า จิตมันดีขึ้น ๆ ดีขึ้น ๆ นั่นแหละ. อย่างพูดว่าดีขึ้น ๆ นี้ในภาษาไทยพูดได้, แต่ใน ภาษาบาลีไม่ได้, คือต้องไม่ดีไม่ชั่ว; ดังนั้นก็ต้องพูดเสียใหม่ว่าจิตนี้สูงขึ้นไปจากชั่ว ไปดี จากดีไปเหนือชั่วเหนือดี; หรือพูดอีกทีหนึ่งก็ว่ากรรมดำ ๆ ขาว ๆ นี้ค่อยจางไป ๆ จางไป ๆ จนไม่มีเหลือที่จะดำหรือจะขาว อย่างนี้ก็ได้. นี่ชีวิตของเราจะต้องเจริญขึ้นไปในทางธรรม คือว่าจางจากดำ จางจากขาว จนไม่มีสี ไม่มีสีดำ ไม่มีสีขาว นั่นแหละ ยอดสุดของความเป็นมนุษย์คือนิพพาน อยู่ที่นั่น. สีดำก็เปื้อนอย่างสีดำ, สีขาวก็เปื้อนอย่างสีขาว, ไม่มีสีอะไร ก็เรียกว่า กรรมที่ไม่ดำไม่ขาว. ตามหัวข้อคำบรรยายในวันนี้ก็มีว่า หลักปฏิบัติเกี่ยวกับกรรม และความ สิ้นไปแห่งกรรม ; เกี่ยวกับกรรมก็คือ เกี่ยวกับดำหรือขาว. ทำให้มันดี ๆ อย่าให้มันเป็นทุกข์ขึ้นมา ; แต่แล้วก็สู้สิ้นกรรม คือสิ้นดำสิ้นขาวไม่ได้. ใจความสำคัญมีอยู่อย่างนี้ พูดกันโดยรายละเอียดจะมากนัก ก็พูดได้แต่ เท่านี้ ; แต่ว่าก็พอแล้วสำหรับเอาไปศึกษาพิจารณา, แล้วก็เข้าใจได้ : นับตั้งแต่ สอนเด็กลูกเล็ก ๆ ว่า หวานก็ไม่ดีกว่าขมเท่าไร สู้จืดไม่ได้ ; แล้วกระทั่งว่าไม่มีรส อะไรเลยนี้ ไม่ยุ่ง ; จิตใจอย่าไปติดรสอะไรเลย แล้วไม่ยุ่ง ; ชมก็ไม่มีความหมาย หวานก็ไม่มีความหมาย จืดก็ไม่มีความหมาย ; พิจารณาได้อย่างนี้ก็สบาย เอาละ พอกันทีสำหรับพูดกันวันเสาร์นี้ เรื่องกรรมและเรื่องความสิ้นแห่งกรรม
Buddhadasa