น.326 ท่านสาธุชน ผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย, การบรรยายพูดกันวันเสาร์ในวันนี้ จะได้มีโดยหัวข้อว่า หลัก ปฏิบัติเกี่ยวกับอริยสัจจ์ ดังที่ท่านทั้งหลายก็ทราบกันอยู่แล้ว. ทำไมจึงได้พูดโดยหัวข้อนี้ ? ตอบอย่างกำปั้นทุบดินก็คือว่า อริย- สัจจ์เป็นหัวใจของพุทธศาสนา. ใคร ๆ ก็พูดกันเกร่อไปว่า พระพุทธเจ้า ตรัสรู้อริยสัจจ์ หรือสอนเรื่องอริยสัจจ์; ฉะนั้น จึงเป็นเรื่องพุทธศาสนา. คำพูดเพียงเท่านี้ยังไม่พอ ต้องพูดให้ชัดลงไปว่า อริยสัจจ์เป็นเรื่องที่ ทุกคนต้องรู้ แล้วก็ต้องปฏิบัติ. ถ้าไม่รู้และไม่ปฏิบัติก็มีแต่ความทุกข์, มีความทุกข์อย่างโง่เขลา, มีความทุกข์โดยไม่จำเป็น, มีความทุกข์ชนิด ที่ควรจะแก้ไขได้; ก็ไม่แก้ไข. เพราะฉะนั้นจึงให้ถือว่าเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องรู้ แล้ว ต้องปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ของตน. ๒๙๕
น.327 เรื่องอริยสัจจ์มีอยู่ ๔ เรื่อง : เรื่องทุกข์, เรื่องมูลเหตุของความทุกข์, เรื่องภาวะที่ ไม่มีทุกข์, แล้วก็ทางให้บรรลุถึงภาวะที่ ไม่มีทุกข์, รวมเป็น ๔ เรื่อง ก็เรียกว่า อริยสัจจ์ ๔. ที่นี้เรื่องทั้ง ๔ นี้มีอยู่ในตัวคนทุกคน. พระพุทธเจ้าท่าน ได้ตรัสไว้เอง ใน โรหิตัสสสูตร โรหิตัสสวัดค์ จตุกกนิบาตอังคฺตตรนิกาย. แต่ตรัส เรียกความทุกข์ให้น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้น ก็คือเรียกว่า "โลก" จึงได้ตรัสว่า "โลกก็ดี เหตุให้เกิดโลกก็ดี ความดับสนิทของโลกก็ดี ทางให้ถึงความดับสนิทของโลกก็ดี มีอยู่ในร่างกายอันยาววาหนึ่ง พร้อมทั้งสัญญาและใจ" นี้หมายความว่า เรื่องทุกข์, เรื่องเหตุให้เกิดทุกข์, เรื่องความดับสนิทแห่งทุกข์, ทางให้ถึงความดับสนิทแห่งทุกข์, ทั้ง ๔ เรื่องนี้ มันมีอยู่ในตัวคนที่ยาววาหนึ่งโดยประมาณ ; แล้วก็ยังเป็น ๆ คือมีสัญญา และใจ ไม่ใช่คนตาย. รา พอคนตายก็เลิกกัน คือไม่มีอริยสัจจ์ในคนตาย. .. อริยสัจจ์ ทั้ง ๔ มีในคนเป็น, แล้วคนที่มีร่างกายยาวประมาณวาหนึ่งเท่านั้น. ทีนี้ พูดให้น่าอัศจรรย์ยิ่งขึ้นไป ก็พูดเป็นโลกไปเลย : คือว่าโลกนี้มัน ใหญ่โตกว้างขวางขนาดเหลือประมาณ แล้วมาอยู่ในกายที่ยาววาหนึ่งนี้ได้อย่างไร ? นี้หมายถึงความทุกข์ที่เป็นเรื่องใหญ่โตมโหฬารกว้างขวาง พรรณนาไม่หวาดไหวนั้นแหละ มารวมอยู่ในกายเล็ก ๆ นี้ ; แล้วยังแถมเหตุทั้งหลายที่ทำให้เกิดโลก ก็ยังอยู่ในกาย ที่ยาววาหนึ่ง, สภาพดับสนิทของโลก ก็อยู่ในกายที่ยาววาหนึ่ง, ข้อปฏิบัติทั้งหลาย เพื่อให้ถึงความดับสนิทของโลก ก็อยู่ในกายที่ยาววาหนึ่ง. นี้ก็เป็นเรื่อง ที่น่าอัศจรรย์ ; พูดให้น่าอัศจรรย์ว่า โลกที่ใหญ่โตมหึมาเหลือประมาณนั้น มันมา อยู่ได้ในร่างกายที่ยาวประมาณวาหนึ่งนี้. ทีนี้ คนที่ไม่รู้ ไม่รู้จนโง่, โง่จนเกินโง่ ก็คิดว่า เรื่องอริยสัจจ์นี้อยู่ที่อื่น อยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ; บางคนพูดว่าเป็นโลกุตตระอยู่เหนือโลก, แล้วบางคนพูดมากไปกว่านั้น คือโง่มากที่สุด : ก็ว่าเรื่องอริยสัจจ์นี้ไม่เกี่ยวกับชาวบ้าน, เรื่องอริยสัจจ์นี้มีไว้เฉพาะ ผู้ที่ไปบวชไปปฏิบัติ เพื่อบรรลุมรรค ผล นิพพาน ไม่เกี่ยวกับชาวบ้าน. นี้เป็นคน โง่ที่สุดของคนโง่ เกี่ยวกับเรื่องอริยสัจจ์.
น.328 ลองคิดดูว่า ถ้าเราไม่ต้องการจะรู้ หรือไม่ต้องการจะปฏิบัติเรื่องอริยสัจจ์ กันแล้ว เราจะเป็นพุทธบริษัทกันไปทำไม. เราเป็นพุทธบริษัทกัน ก็เพื่อจะรู้ และปฏิบัติเรื่องอริยสัจจ์เพื่อจะดับทุกข์. ถ้าไม่ยุ่งกับเรื่องอริยสัจจ์ มันก็ไม่ต้องมี หรือไม่ต้องเป็นพุทธบริษัทกัน ; ฉะนั้น ถ้ายังอยากจะเรียกตัวเองว่า พุทธบริษัท ก็ต้องสนใจกับเรื่องอริยสัจจ์จนรู้แล้วก็ปฏิบัติได้. ทีนี้คนที่พูดว่า อริยสัจจ์เป็นเรื่องนอกเหนือวิสัยของคนธรรมดาไม่เกี่ยวกับ ฆราวาสนั้น เป็นคนบ้าเท่าไร ; ลองคิดดู. แล้วคนที่รู้สึกว่านี้เป็นเรื่องจำเป็น อย่างยิ่งสำหรับพวกเราทุกคน; คนเช่นนี้ฉลาดเท่าไร, รู้จริงเท่าไร เป็นพุทธบริษัทเท่าไร. เพราะฉะนั้น ในขั้นแรกนี้ก็อยากจะพูดกันให้ชัดเจนในข้อที่ว่าเรื่องอริยสัจจ์นี้ จำเป็น แก่คนทุกคน. ตั้งแต่เด็ก ๆ ขึ้นไปจนถึงหนุ่มสาว จนถึงผู้ใหญ่ จนถึงคนแก่คนเฒ่า จำเป็นทุกคนจะต้องรู้ จะต้องปฏิบัติ เพราะเหตุว่าเรื่องอริยสัจจ์นั้นมีอยู่แล้วในคนทุกคน ที่เป็น ๆ: ต่อเมื่อตายแล้วเท่านั้นจึงจะไม่มีเรื่องของอริยสัจจ์อยู่ในคน. อริยสัจจ์ จำเป็น แก่คนทุกคน เพื่อจะให้เห็นชัดว่า อริยสัจจ์อยู่ในคนอย่างไร ; ต้องมองดูให้ชัดก่อนว่า อริยสัจจ์นั้นมี ๔ เรื่อง คือเรื่องอะไร ? - เรื่องทุกข์ คือสภาพที่รู้สึกว่าลำบากหรือ เป็นทุกข์, - เรื่องเหตุให้เกิดทุกข์ ก็คือกิเลสที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์, - แล้วความว่าง จากความทุกข์หรือความดับของความทุกข์, - แล้วก็วิธีต่อสู้ ดิ้นรนขวนขวายเพื่อ ให้เกิดความดับของความทุกข์, ๔ เรื่องนี้มีอยู่ในคน. นี้ขอให้สังเกตดูให้ดี คิดใคร่ครวญดูให้ดี จนเห็นชัดว่า : อ้าว ! อริยสัจจ์ มีอยู่ในเรา, อริยสัจจ์ทั้ง ๔ เกิด ๆ ดับ ๆ เกิด ๆ ดับ ๆ อยู่ในเราตลอดวันตลอดเวลาที่เรามี ชีวิตอยู่ ; เพราะว่าโดยที่แท้แล้ว อริยสัจจ์ก็คือการเกิด และการดับของกิเลส เช่น ตัณหา อุปาทานเป็นต้น ; เดี๋ยวเกิด เดี๋ยวดับอยู่ในใจของคนตลอดวัน นั้นแหละคือ อริยสัจจ์.
น.329 จะยกตัวอย่างเด็กคนหนึ่งนั่งร้องไห้อยู่ เพราะตุ๊กตาของเขาแตก ด้วยเหตุ ใดก็ตาม. ข้อที่เด็กคนนี้เสียใจเป็นทุกข์เป็นร้อนไม่มีความสุขนั่นแหละ ข้อนี้ก็คือความ ทุกข์ คือ ทุกขอริยสัจจ์ของเด็กคนนั้น. ทีนี้ เหตุให้เกิดทุกข์ ทำให้เขาต้องร้องไห้เป็นต้นนี้ เพราะว่าเขารักมัน เขามีอุปาทานยึดมั่นว่าตุ๊กตาที่รักของฉัน. เขามีตัณหาในตุ๊กตานั้น คือเขาอยากจะมีไว้ อยากจะให้ตุ๊กตาอยู่ด้วยกับตนตลอดชีวิต. เด็กเขามีตัณหาในตุ๊กตานั้น พอตุ๊กตานั้น ตกแตก เขาก็มีความทุกข์ เพราะความรัก ความอยาก ความยึดมั่นของเขานั้นเป็น สมุทัย. หลายวันหลายเวลาล่วงไป เขาเกิดนึกได้ขึ้นมา, หรือใครมาแนะนำสั่งสอน เขาให้คิดเสียใหม่ เขาก็และความอาลัยอาวรณ์ในตุ๊กตานั้นเสีย, หรือบางทีครู่เดียว หรือบางทีไม่กี่นาที เขานึกได้ด้วยเหตุใดก็ตาม ; ความทุกข์เกี่ยวกับตุ๊กตาแตกมันก็ ดับไป. นี้ความทุกข์ดับไป. ทีนี้ วิธีที่จะดับทุกข์ หรือดับความเสียใจ เกี่ยวกับตุ๊กตาแตกก็คือ เขา ต้องคิดซิ ; เด็กคนนี้จะต้องคิดโดยถูกวิธี, ถ้าไม่ถูกวิธีก็ไม่มีวันที่จะหายเสียใจได้. ฉะนั้น เขาคิดเอง หรือใครมาแนะให้คิดก็ตาม แล้วเขาก็คิด คิดถูกวิธีเขาก็ปลงได้ว่า ช่างหัวมัน มันเป็นธรรมดา หรืออะไรอย่างนั้น .. นี้เห็นได้ว่าในเด็กเล็ก ๆ ในชีวิตของเด็กเล็ก ก็มีเรื่องอริยสัจจ์ทั้ง ๔ ที่จะ เกิดขึ้นแล้วดับไป, เกิดขึ้นแล้วดับไป, หมี อยู่ได้ตลอดเวลาหลายเรื่องอย่างนั้นอย่างนี้ ; เพราะว่าเด็ก ๆ ไม่ใช่มีแต่ตุ๊กตา มันยังมีอะไรอีกมาก. ตัวอย่างอีกเรื่องหนึ่ง : เด็กอีกคนหนึ่งนั่งร้องไห้อยู่ เพราะสอบไล่ตก ; เขาเสียใจมากเพราะสอบไล่ตก. นั้นมันเป็นความทุกข์ ทุกข์เพราะเขายึดมั่นในการจะ สอบไล่ให้ได้, เขาอยากจะสอบไล่ได้. เพราะมีเหตุว่าอยากจะสอบไล่ให้ได้ จึง เป็นเหตุให้ต้องนั่งร้องไห้ เมื่อสอบไล่ตก. ถ้าเวลาผ่านไปเขาขี้เกียจร้อง มันก็ลืม
น.330 ไปได้; หรือว่ามีคนมาแนะนำให้คิดให้นึกเสียใหม่, ครูมาปลอบโยนให้คิดเสียใหม่ ; เขาก็เข้าใจถูกต้อง. ถ้าเกิดความเข้าใจถูกต้อง ความเสียใจเพราะสอบไล่ตกก็หยุดได้ ความทุกข์ก็ดับไปได้ เพราะความเข้าใจถูกต้อง. อีกตัวอย่างหนึ่ง เด็กเล็ก ๆ คนหนึ่ง แม่ไม่ให้ไปดูหนัง หรือไม่ให้ไป เที่ยวงาน ก็นั่งร้องไห้อยู่ เพราะเขาอยากไปเหลือประมาณ. ลองนึกถึงเมื่อเราเป็นเด็ก อยากจะไปดูหนังไปดูงาน แล้วแม่ไม่ให้ไป ก็มานั่งร้องไห้อยู่ นี่มันก็เหมือนกันอีก. ความอัดอั้นตันใจสะอึกสะอื้น เพราะไม่ได้ ไปดูหนังนี้ มันเป็นตัวความทุกข์, แล้วตณหาที่อยากไป หรืออุปาทานที่ยึดมั่นในความสนุกนั้นมันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์. บางทีเขาก็คิดได้เอง ว่ามันคงไม่ดี แม่จึงห้าม นี่ก็หยุดทุกข์ ; เพราะมีความคิด ถูกต้องเป็นสัมมาทิฏฐิขึ้นมา เกิดเป็นมรรคที่เป็นหนทางให้หยุดร้องไห้ เพราะไม่ได้ ไปดูหนัง. นี่ลองคิดดูว่า แม้เด็กเล็ก ๆ ก็ต้องมีเรื่องอริยสัจจ์ ๔ อยู่ในตัวเขาที่ยาว ไม่ ถึงว่า. พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่าในบุคคลที่ยาวประมาณวาหนึ่งนี้มีอริยสัจจ์ ๔. เด็กตัวเล็ก ๆ นี่แหละมีทุกข์, มีเหตุให้เกิดทุกข์, และหยุดทุกข์ได้เมื่อคิดถูก. ทีนี้ เด็กคนหนึ่งกลัวผี นั่งเป็นทุกข์เดือดร้อนอยู่, กลัวผีที่เขาเอามา หลอกให้กลัว เพราะผู้ใหญ่โง่ ๆ หลอกเด็กให้กลัวผี ; เด็กนั้นก็กลัว ก็เดือดร้อน กระวนกระวายอยู่. ความกลัวผีนั้น ถ้าใครเคยกลัวผีแล้วก็อยู่คนเดียว ไม่มีใครนั่ง เป็นเพื่อนในที่มืด ๆ ; นี้มันกลัวเท่าไร มันเดือดร้อนเท่าไหร่ เป็นทุกข์เท่าไร ; นั้นมัน เป็นความทุกข์ ; แล้วมันมาจากกิเลสคือความโง่ หรืออวิชชา, หรือไม่อยากตาย คือตัณหา ยังไม่อยากตาย ; ผีมันจะทำให้ตาย.อ ความกลัวผี หรือกลัวอะไรก็ตามเถิด, มันล้วนแล้วแต่เป็นอวิชชาบ้าง ตัณหาบ้าง อุปาทานบ้าง ในเรื่องเดียวกันทั้งนั้น เด็กจึงกลัวผี ; แล้วผีก็ไม่ได้มีจริง. ผู้ใหญ่เอาเรื่องผีไปหลอกให้เด็กกลัว ; เด็กก็กลัว เรื่อยจนกว่าเขาจะหายกลัวผีโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง, คือคิดได้ใหม่ มีความเข้าใจถูกต้อง เรื่องผีแล้วก็ไม่กลัวผี. ไม่กลัวผีนั้นคือดับทุกข์. เข้าใจถูกต้องในเรื่องผี นี้คือ ทางให้ถึงความดับทุกข์. เรื่องเด็ก ๆ ก็มีเรื่องอริยสัจจ์อย่างนี้,
น.331 อีกประเภทหนึ่ง นักเรียนเด็ก นักเรียนเล็ก นักเรียนโต นักเรียนโข่ง พระเณรก็เหมือนกัน พอเข้าห้องสอบไล่รู้สึกประหม่า, คนที่เคยเข้าห้องสอบไล่แล้ว สังเกตดูเถอะ ใจคอไม่ค่อยปกติ, บางคนประหม่า บางคนถึงกับสั่น เพียงแต่ย่างเข้าไป ในห้องสอบไล่. นี้เพราะอะไร ; ลองคิดดู. มันเป็นเรื่องที่สับสนกันไปหมด : ความกลัวจะสอบไล่ตก, หรือว่ากลัวนั้น - กลัวนี่ ทุกอย่างเป็นความทุกข์ไปหมด, แล้วมันโง่ มันคิดมาก มันอยาก มันจึงยึดถืออะไรต่าง ๆ; นี้เป็นเหตุให้ประหม่า. จนกว่าจะมีความเข้าใจถูกต้อง ความประหม่าจึงจะหายไป. บางที พระองค์หนึ่งพอขึ้นบนธรรมาสน์ ก็ตัวสั่น จับพัดก็สั่น อะไรก็สัน สั่นไปหมด ; นี่เพราะโง่ เพราะอวิชชา จึงได้ประหม่า จึงได้ตัวสั่น.๑๖๓ เจ้านาคบางคน พอเข้าไปหาอุปัชฌาย์ เพื่อจะขอบวชในโบสถ์ ตัวก็สั่น เหงื่อแตก. นี้นำมากล่าวเพื่อจะให้สังเกตดูว่า ทุกคนที่เป็นนักเรียนนั้น มีความทุกข์ ; เพราะเหตุให้เกิดทุกข์ คืออวิชชา ตัณหา อุปาทานนี้ จนกว่าจะเข้าใจถูกต้องเสียก่อน จึงจะหายประหม่า. แม้โตขึ้นมาหน่อยเป็นสาวเป็นนางก็มีทุกข์อีกแบบหนึ่ง. นางสาวคนหนึ่ง นั่งร้องไห้ เพราะว่าแฟนเขาทรยศนอกใจ, หรือว่ามีเรื่องอะไรก็ตาม, หรือว่าเพราะ คิดถึงแฟน ก็นอนร้องไห้อยู่ ; อย่างนี้ก็เรียกว่ามีความทุกข์ ; แล้วก็เหตุให้เกิดทุกข์ ก็คือตัณหานั้นอีกเหมือนกัน. ตัณหาต้องมีอุปาทานเสมอ แล้วตัณหาต้องมาจากอวิชชาเสมอ ; ข้อนี้ขอให้เข้าใจไว้เป็นหลักทั่วไป. เมื่อพูดว่าตัณหาอย่างนี้ ต้องเล็งถึงรากเหง้าของมัน คืออวิชชา ; มันต้องมาจากอวิชชา จะมาจากอย่างอื่นไม่ได้ .. . เดี๋ยวนี้เราไม่พูดถึง อวิชชา ; เราพูดถึงตัวตัณหา และเมื่อมีตัณหาแล้วต้องมีอุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่น พอพูดว่าตัณหาแล้วก็ต้องเลยไปถึงอุปาทาน ; ฉะนั้น มันจึงมีความโง่คืออวิชชา มีความ ยึดมั่นถือมั่นคืออุปาทาน ทำหน้าที่ร่วมกัน แล้วเราเรียกว่าตัณหา.
น.332 ผู้หญิงคนหนึ่งนั่งร้องไห้เพราะว่าแฟนของเขาทรยศ, หรือว่าคิดถึงแฟน ก็ตามใจ, นั้นเป็นความทุกข์ ; แล้วก็มาจากตัณหา ซึ่งข้างล่างมีอวิชชา ข้างบนมี อุปาทาน. แม่ไม่ตามใจให้ไปเที่ยวเขาก็โกรธแล้ว ก็มีความทุกข์เพราะตัณหาที่อยาก จะไปเที่ยว. ต่อมาเกิดพ่อแม่ห้ามไม่ให้แฟนผู้ชายเข้ามาในบ้าน เขาก็กินข้าวไม่ลง ; นี้ตัณหามันขยายตัวมากออกไป แรงออกไป. หรือว่าเขาเกลียดแม่เลี้ยง ก็อยู่ไม่เป็นสุข ตลอดเวลา ; เพราะเขามีวิภวตัณหาในแม่เลี้ยง. หรือเขาเกลียดแม่ผัว ซึ่งเป็นนิสัย ธรรมดาระหว่างแม่ผัวกับลูกสะใภ้ ต่างคนต่างดูหน้ากันไม่ค่อยจะได้ ; นี้เป็นธรรมดา เพราะว่ามีวิภาตัณหา ; เขาจึงเกิดทุกข์ในข้อนี้ จนกว่าจะแก้ไขเสียได้ด้วยสัมมาทิฏฐิ. ทีนี้ ดูคนหนุ่มบ้าง ก็เหมือนกันกับคนสาว เขานอนไม่ค่อยหลับ เพราะว่า ระแวงอยู่เสมอว่า แฟนหรือคู่รักจะนอกใจ, หรือจะไปเสียหายอะไรนี่. เขานอนไม่หลับ เป็นทุกข์เพราะว่ามีตัณหา กามตัณหา หรือภวตัณหา. ทีนี้นายหนุ่มคนนี้ ได้ฟังเรื่อง ของคู่แข่งขันที่เป็นผู้ชายด้วยกัน เป็นปรปักษ์รักหญิงคนเดียวกันอย่างนี้ ; มันเหลือที่ จะทนได้ เกิดแสบหูปวดหูอะไรก็ตามใจ ก็เพราะว่ามันมีตัณหา. ดูที่ความเป็นแม่บ้าง แม่บางคนกินข้าวไม่ลงเพราะเกลียดลูกสะใภ้ ที่ลูกชาย ไปเอามา : สะใภ้เป็นคนเลว อย่างนี้แม่ก็กินข้าวไม่ลงแล้ว เพราะลูกชายไปเอาหญิง เลว ๆ มา. บางทีแม่กินข้าวไม่ลง เพราะว่าพ่อเขาไปมีเมียลับ ๆ ไว้มากคน อย่างนี้ก็มี. พ่อก็เหมือนกัน กระวนกระวายเป็นทุกข์ เพราะว่าแม่เล่นไพ่มากขึ้น. นี่ความทุกข์ไม่มีที่บ้านที่เรือนแล้ว มันจะมีที่ไหนเล่า ? บางทีพ่อบ้านก็กระวนกระวาย เพราะธนาคารที่ฝากเงินไว้นั้นมันจะล้ม ; ตัวเองเกือบจะล้มเสียเอง ถ้าธนาคารจะล้ม. หรือแม้แต่ว่าฝนฟ้าไม่ดีนี้ ชาวไร่ชาวนาก็นอนเป็นทุกข์, ฝนฟ้าไม่ดี ทำนาไม่ได้, เดี๋ยวมันจะเสียหายหมด. นี่ก็เพราะว่ามีตัณหาอย่างใดอย่างหนึ่ง กามตัณหาบ้าง ภวตัณหาบ้าง วิภวตัณหาบ้าง. บางคนจะเป็นมากถึงกับว่า ถ้าเกิดมีใครมาหน้าใหญ่ ทำบุญทำทาน
น.333 ๓๐๒ โอสาเรศัพพ์ธรรม ใหญ่โตเกินหน้าเราไป เราก็ไม่ชอบแล้ว. คิดดูสิ; เขาไม่ได้ทำอะไรเราสักนิด ; เพียงแต่ว่าเขาทำบุญมากไป เกินกว่าที่เราเคยทำกันอยู่ มันก็เป็นทุกข์แล้ว. นี้มันก็ เพราะตัณหา คืออยากจะเป็นดีเป็นเด่นกว่า เป็นภวตัณหา เป็นอะไรทำนองนี้. นี่ขอ ให้ดูไปเรื่อย ๆ ว่า เรื่องอริยสัจจ์นั้นมันอยู่ในคนทุกคน แล้วตามบ้านตามเรือนนั่นเอง. ทีนี้ ก็มาถึงตาแก่ยายแก่มานั่งปรารภอยู่ว่า : "กูแก่ลงทุกที ลูกหลานมัน จะทิ้งไปเสียหมด ไม่เอาใจใส่ จะกินอะไร จะตายอย่างไร. . นี่ตาแก่ยายแก่มานั่ง ปรารมภ์เป็นทุกข์อยู่อย่างนี้. อันนี้ก็เพราะตัณหา ภวตัณหา ; หรือถ้าถูกทิ้งเข้าจริง ๆ ก็เป็นวิภาตัณหา. คนดี ๆ แท้ๆ เลย ก็ยังคิดไปว่า : กูตายแล้วอาจตกนรกก็ได้ เพราะบาปบางอย่างก็ทำไว้ บุญก็ทำ บาปก็ทำ, กลัวว่าตายแล้วจะตกนรกเพราะบาป ก็เป็นทุกข์อยู่. นี้ก็เพราะตัณหาจึงได้เป็นทุกข์. แม้ที่สุดแต่ว่าลูกหลานที่ทำครัว ไม่ทำอาหารให้ถูกปากวันนี้ ตาแก่ยายแก่โกรธก็มี. นี่เป็นภวตัณหา : คิดไปว่ามันดูถูก มันไม่นับถือ มันไม่รักกู มันไม่อะไรต่าง ๆ. นี่เรียกว่า แม้แต่แก่แล้ว จะตายอยู่แล้ว ก็ยังมีอย่างนี้ ยังมีความทุกข์ มีเหตุให้เกิดทุกข์ ; แล้วก็จะดับทุกข์ได้ก็ต่อเมื่อคิดเสียใหม่ให้ถูกต้อง, " ปลงเสียใหม่ ให้ถูกต้อง, แคได้ยินได้ฟังแล้ว ไปปลงเสียใหม่ให้ถูกต้อง, แบ และที่สำคัญกว่านั้น • ก็คือว่า ทุกข์ดับไปเองก็ได้. เมื่อทุกข์หนักเข้า มันก็ดับไปเอง เพราะสังขาร คือความคิดมันเปลี่ยนแปลง, มันเปลี่ยนเป็นเรื่องอื่น ไปเห็นอะไรอื่นสนใจไปเลย ก็ลืมทุกข์ไปเสียคราวหนึ่ง. นอนหลับเสียก็ลืมทุกข์ไปเสียคราวหนึ่ง,I' ง่วงนอนก็ลืม ความทุกข์ไปเสียคราวหนึ่ง ; นี่มันเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอยู่อย่างนี้, เดี๋ยวความทุกข์เกิด เดี๋ยวความทุกข์ดับ. ที่นี้ ท่านสมภาร เป็นโรคประสาทอยู่เพราะว่าสร้างโบสถ์หลายปีแล้วไม่เสร็จ : เงินไม่พอ หาไม่ได้. ท่านสมภารแท้ ๆ ก็เป็นโรคเส้นประสาท ซึ่งไม่ควรจะเป็น. สมภารองค์หนึ่งนอนไม่หลับเพราะถูกถอดออกจากเป็นอุปัชฌาย์ หรืออะไรขึ้นมา ทำผิด แล้วเข้าถอดจากตำแหน่งนั่นนี่ แล้วนอนไม่หลับเหมือนกัน ; นี้ก็มีความทุกข์.
น.334 สมภารบางองค์ก็กินข้าวไม่ลง เพราะว่าทายกคนสำคัญ หัวหน้าอุบาสิกาเปลี่ยนไปอยู่ วัดอื่นเสีย ไปนับถือวัดอื่นเสีย ทิ้งวัดนี้เสีย อย่างนี้. นี่มันเป็นตัณหาอะไร ก็ลองคิดดู ; ก็มีเรื่องที่จะต้องยุ่งยากมาก แม้แต่จะเป็นสมภาร. ถ้าลูกวัดเกเร สมภารมีความทุกข์ หัวปั่นเลย ; ล้วนแต่เป็นตัณหาอย่างใดอย่างหนึ่งทั้งนั้น. ดูให้ทั่วไปอีก ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร จะว่าทุกคนก็ว่าได้. ถ้าใครมามอง รุมกันมองเรา เราก็ประหม่า ; ยิ่งเป็นผู้หญิงด้วยแล้วยิ่งแล้วใหญ่เลย ; เมื่อถูกใครมองเข้า แล้วก็ประหม่า. แม้แต่เราผู้ชายนี่แหละ ถ้าใครมองนั่นมองนี่เข้ามันก็ประหม่า, แล้วถ้า ยิ่งรุมกันมอง ก็ยิ่งประหม่าใหญ่. อย่างนี้ก็เป็นทุกข์. หรือว่าคนทั่วไป ทั้งบ้านทั้งเมือง นอนไม่ค่อยหลับ เพราะมีข่าวลือไม่ดี, ข่าวลือจริง ๆ เรื่องสงครามอะไรก็ได้, หรือข่าวลือโง่ ๆ บ้า ๆ เรื่องโชค เรื่องไสยศาสตร์ เรื่องโง่เขลาก็ได้. นี้ก็นอนไม่หลับเหมือนกัน ; เพราะกลัวตายบ้าง เพราะกลัว นั่นนี่บ้าง. มันมีตัณหาอย่างใดอย่างหนึ่ง ; นี่เรียกว่าทั้งบ้านทั้งเมืองพร้อมกันคราวเดียว นอนไม่หลับ. นี่แหละเรื่องความทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ แล้วความทุกข์นั้นดับไปเป็น พัก ๆ หนึ่ง หรือว่าดับได้นานหน่อย เพราะว่ามีสัมมาทิฏฐิเกิดขึ้น. เรื่องอริยสัจจ์ ๔ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า มีอยู่แล้ว ครบอยู่แล้วทั้ง ๔ ในร่างกายมนุษย์เป็น ๆ ที่ยาว ประมาณว่าหนึ่งนี้. ที่นี้ลองคิดดูว่า ถ้าใครมาพูดว่าเรื่องอริยสัจจ์ไม่จำเป็นแก่ฆราวาส ฆราวาส ไม่ต้องรู้ ; นี้คนนี้จะบ้าเท่าไร โง่เท่าไร. เราอย่าเป็นอย่างนั้น ; จะต้องรู้ว่ามันเป็น เรื่องจำเป็นแก่คนทุกคน แม้แต่เด็ก ๆ อย่างที่ว่ามาแล้ว. ขอให้ถือเป็นหลักเสียว่า : พุทธศาสนาไม่มีอะไรให้เรา นอกจากเรื่อง อริยสัจจ์, พระพุทธเจ้า หรือพระพุทธศาสนา ไม่มีอะไรให้เรา นอกจากเรื่องอริยสัจจ์ ;
น.335 แล้วถ้าไม่สนใจเรื่องนี้ ก็เลิกกัน จะมาเป็นพุทธบริษัทให้เกะกะทำไม. ฉะนั้นสรุปความว่า มันไม่ใช่เรื่องอะไร ? ที่ไหน ? นอกจากเรื่องที่สำคัญที่สุดที่มีอยู่ข้างในตัวคนทุกคน ตลอดเวลาที่ยังมีความรู้สึกคิดนึกได้อยู่ นี่ตัวเรื่องอริยสัจจ์ก็คือเรื่องนี้. คิดไปอีกแง่หนึ่งก็ว่า อริยสัจจ์นี้ เป็นกฎเกณฑ์ที่ควบคุมความทุกข์และ ความดับทุกข์อยู่ในคนเรา. ความทุกข์และความไม่มีทุกข์ในตัวคนเรานี้ มีเรื่อง อริยสัจจ์เป็นกฎเกณฑ์ที่ควบคุมอยู่ : ต้องเป็นอย่างนั้น, ต้องเป็นอย่างนี้, ต้องเป็น อย่างนู้น. อริยสัจจ์จึงเป็นเรื่องควบคุมความทุกข์และความดับทุกข์ในตัวคนเรา. ที่นี้ก็พูดให้มีกำลังจิตใจ หรือเป็นเรื่องโฆษณาชวนเชื่อ ว่าอริยสัจจ์เป็นเรื่อง ที่จะทำให้คนเราเป็นพระอริยเจ้า. ถ้าพูดอย่างนี้จะชวนให้เป็นตัณหาอุปาทานไปเสียอีก ก็ไม่ค่อยอยากจะพูด. ที่แท้มันก็เป็นคำพูดที่จริงที่สุดว่า เรื่องอริยสัจจ์นี้เป็นเรื่องที่ จะทำคนธรรมดาให้เป็นพระอริยเจ้าได้. แต่คนฟังรับฟังมากเกินไป กลายเป็น ตัณหา อุปาทาน, เป็นความกระหาย เป็นความทะเยอทะยานอะไรขึ้นมาเสียอีก ฉะนั้น พูดแต่เพียงว่าเรื่องอริยสัจจ์นี้เป็นเรื่องดับทุกข์ของคนเรา, อย่าเพ่อพูดถึง เป็นพระอริยเจ้า เป็นอะไรก่อนเลย ; แต่ที่แท้ดับทุกข์ได้เท่าไร ก็เป็นพระอริยเจ้าได้ เท่านั้น. อริยสัจจ์ คืออะไร เอาละทีนี้เราจะพูดกันไปตามลำดับ ถึงคำว่าอริยสัจจ์ ให้เข้าใจแจ่มแจ้งยิ่งขึ้น ไปอีก. เกี่ยวกับข้อนี้ เรามีหลักว่า จะปฏิบัติอะไรต้องมีความรู้ทางทฤษฎีที่จำเป็น เกี่ยวกับเรื่องนั้นพอสมควรเสียก่อน. เดี๋ยวนี้เราจะมองที่คำพูด แต่ไม่ใช่มองในแง่ ปริยัติ, มองในแง่ที่จะเป็นประโยชน์แก่การปฏิบัติว่า คำว่า อริยสัจจ์นั้น คืออะไร ?. อริยสัจจ์ ประกอบขึ้นด้วยคำว่า : อริย กับคำว่า สัจจะ, คำว่า สัจจะ นั้นแปลว่าจริง ว่าถูกต้อง ว่าเป็นธรรม. คำว่า สัจจะ นั้น ต้องแปลว่า จริงอย่างหนึ่ง,
น.336 แล้วแปลว่า ถูกต้องอย่างหนึ่ง แล้วแปลว่า เป็นธรรม หรือประกอบไปด้วยธรรม นี้อย่างหนึ่ง. มีพระเถระองค์หนึ่งจำกัดความไว้ดีมาก. พระวังกีสะว่า : สัจจะนั้น ต้องจริงด้วย ต้องประกอบด้วยประโยชน์ด้วย คือว่าจริงแต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ก็มี. ไปมองดูให้ดี ๆ ; มันจริง ๆ แต่ไม่เป็นประโยชน์อะไรก็มี. มันต้องจริงด้วย แล้วก็ต้องมีประโยชน์ หรือประกอบอยู่ด้วยประโยชน์แก่ผู้ปฏิบัติด้วย จึงจะเรียกว่า สัจจะ. ในที่นี้ คำว่าสัจจะของเรื่องอริยสัจจ์นี้เป็นเรื่องจริง ถูกต้อง และเป็นธรรม ด้วย ; แล้วก็ เป็นประโยชน์อย่างยิ่งด้วย ครบองค์ของความเป็นสัจจะ. คำว่า อริยะ นี้ ก็มีความหมายดี ๆ ทั้งนั้น แต่มีหลายความหมาย : อริยะ แปลว่า ไปเสียจากข้าศึก อริ แปลว่า ข้าศึก, ยะ แปลว่า ไป. อริยะ แปลว่า ไป เสียจากข้าศึก ข้าศึกนั้นคือกิเลสคือความทุกข์, ไปเสียได้จากกิเลสนั้นคือ อริยะ, แล้วก็แปลได้ว่า ไม่มีกิเลสนั่นก็คืออริยะ. ที่นี้ภาษาชาวบ้าน เขาแปลว่าเป็นของอารยชน คือชนที่เจริญแล้ว. ความหมายทั่วไปไม่เล็งถึงรากศัพท์ ก็แปลว่าประเสริฐหรือสูงสุด ; อริยะแปลว่าประเสริฐสูงสุดก็ได้, แปลว่าเป็นของอารยชนก็ได้, แต่ที่มีประโยชน์ แก่เราก็คือว่า ไปเสียได้จากข้าศึกคือกิเลส นี้คืออริยะ. ทีนี้ เอามาต่อกันเข้าเป็นอริยสัจจะ หรืออริยสัจจ์ เป็นของจริงที่ถูกต้อง ที่เป็นธรรม ที่ประกอบไปด้วยประโยชน์ แล้วไปเสียจากข้าศึกคือกิเลส และ ความทุกข์ อย่างประเสริฐที่สุดของอารยชน ; ใส่เข้าไปเต็มหมดเลย. พูดให้เพราะ ก็ว่า อริยสัจจ์คือของจริงอันยิ่งด้วยประโยชน์, re ปราศจากข้าศึก คือกิเลส และทุกข์ อย่างประเสริฐที่สุดของอารยชน. ฟังดูซิ มันก็น่าฟังมากสำหรับคำว่าอริยสัจจ์. เราจะพูดกันต่อไปในข้อที่ว่ามันจำเป็นอย่างนี้แหละ จึงต้องเป็นเรื่องที่ เอามาพูด ; แล้วก็จะพูดในแง่ที่เกี่ยวกับการปฏิบัติ. ที่เขาพูด เขาเทศน์ เขาสอน เขาพิมพ์เขาอะไรกันมามากนักแล้ว ; มันก็เป็นเรื่องปริยัติเสียเป็นส่วนมาก, แล้วทำให้ เข้าใจผิดว่าไปอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ : ไม่ชี้ให้เห็นตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอนว่าอยู่ในตัวคน ทุกคน. ทีนี้มีเรื่องที่จำเป็นเกี่ยวกับอริยสัจจ์แทรกเข้ามาหน่อย ขอให้ตั้งใจฟังต่อไป.
น.337 หลักเกณฑ์ ก่อนสอน อริยสัจจ์ ที่พระพุทธเจ้าทรงใช้ เมื่อพระพุทธเจ้าท่านจะแสดงอริยสัจจ์สอนผู้ใดนี้ ท่านมีหลักเกณฑ์ อย่างไร ? หรือว่า เมื่อพระพุทธเจ้าท่านจะตรัสสอนเรื่องอริยสัจจ์แก่บุคคลใดนั้น ท่าน มีหลักเกณฑ์อย่างไร ? ขออภัยที่ต้องใช้คำพูดหยาบคายหน่อยว่า : ถ้าคนมันบ้ามาก ๆ พระองค์จะตรัสอนุปุพพึกลาก่อน, ถ้าคนมันบ้ามาก : หมายความว่างกเงิน, บ้า กามารมณ์ หรือว่าติดอยู่ในสุข, หรือมั่งมี หลงใหลในความมั่งมี นั่นแหละซึ่งเรียกว่า เป็นคนโลกจัดเกินไป. ถ้าเป็นคนโลกจัดเกินไปอย่างนี้ พระพุทธเจ้าท่านจะตรัสสอน เรื่องอนุปุพพิกถาก่อน, แล้วจึงจะตรัสเรื่องอริยสัจจ์; เช่นสอนเศรษฐีอย่างนี้ จะตรัส อนุปุพพีกถาก่อนเสมอ ให้เลิกความเมาในความเป็นเศรษฐีเสียก่อน แล้วจึงจะสอนเรื่อง อริยสัจจ์. แต่ถ้าสอนคนที่เรียกว่าไม่บ้ามาก เหมือนพระปัญจวัคคีย์ อย่างนี้ไม่บ้ามาก ท่านก็สอนอริยสัจจ์เลย. ท่านไม่ไปมัวสอนอนุปุพพิกถาอยู่ เพราะว่าพระปัญจวัคคีย์ ออกบวชแล้ว, เที่ยวแสวงหาอยู่แล้วว่า อะไรเป็นยอดสุดของธรรม ; ฉะนั้นสอน อริยสัจจ์ ได้เลย. แต่ถ้าเขากำลังเป็นเศรษฐี เป็นคฤหบดี เป็นคนหนุ่มเป็นอะไร ที่กำลังติดโลกอยู่มาก ๆ ต้องสอนอนุปุพพิกถาก่อน. อนุปุพพึกลา คือเรื่องสำหรับรื้อออก หรือชำระชะล้างสิ่งที่ เกรอะกรังอยู่ในใจที่ติดแน่นอยู่ในโลก. ฉะนั้น เราควรฟังเรื่องอนุปุพพึกลา กันบ้างตอนนี้ เพื่อประโยชน์แก่การปฏิบัติ. อนุปุพพิกถามีอยู่ ๕ ตอน หรือ ๕ ข้อ ข้อที่ ๑. ทาน ข้อที่ ๒. ศีล ข้อที่ ๓. สวรรค์ ข้อที่ ๔. โทษของสวรรค์ ข้อที่ ๕. เนกขัมมะ - ออกไปเสียจากสวรรค์. นี้เป็น ๕ ข้อด้วยกัน เรียกว่าอนุปุพพิกถา. ระดับที่ ๑. สอนเรื่องทาน ก็ตรัสเรื่องทานว่า การทำทานเพื่อเผื่อแผ่ เอื้อเพื่อ ทำให้เกิดมีบุญมีเกียรติมีอะไรขึ้นมา. ระดับที่ ๒. สอนเรื่องศีลว่า ศีลนี้เมื่อปฏิบัติแล้วก็ทำให้ดับกิเลสที่จะเป็น เหตุให้ต้องไปลำบากทุกข์ยาก จะมีเกียรติ, จะมีดีถึงที่สุดก็แค่สวรรค์.
น.338 ระดับที่ ๓. เรื่องที่ ๓ นี้สอนว่า เพราะมีทาน เพราะมีศีล ก็ได้สวรรค์, สวรรค์ก็เต็มไปด้วยอิฏฐารมณ์ คืออารมณ์ที่สัตว์พอใจยินดีอิ่มเอิบ เป็นสุข สนุกสนาน ; นี้คือสวรรค์. ระดับที่ ๔. สอนว่าสวรรค์ที่มีความเป็นอิฏฐารมณ์ เอร็ดอร่อยสนุกสนานนั้น ยังมีโทษ. กามคุณนั้นให้โทษ คือทำให้คนโง่ ทำให้คนหลง ทำให้คน ไม่รู้ทิศเหนือทิศใต้ ทำให้คนฆ่ากัน ถึงกับว่าพ่อกับลูกก็เคยฆ่ากันเพราะกามารมณ์. อย่าว่าแต่คนอื่นเลยที่จะไม่วิวาทฆ่ากันเพราะกามารมณ์ ; แม้แต่พ่อกับลูกในบางราย ก็ฆ่ากันเพราะกามารมณ์ เช่นพ่ออาจจะฆ่าลูก เพราะว่าลูกมันไปทำอะไรกับแม่เลี้ยง อย่างนี้, หรือลูกมันโกรธขึ้นมา เพราะกามารมณ์ หน้ามืด มันจึงฆ่าพ่อ. นี่คืออาทีนพ ของสวรรค์ ว่าเมื่อไปลุ่มหลงในกามารมณ์มากแล้ว มันก็เป็นคนหน้ามืด เป็นมิจฉาทิฏฐิ นำความทุกข์ให้แก่ตัว. อย่างนี้ เรียกว่าอาทีนพเรื่องโทษของกามารมณ์. ระดับที่ ๕. เรื่องสุดท้าย เรื่องเนกขัมมะ คืออานิสงส์ของการออกมา เสียจากกามารมณ์ มาเป็นอิสระ ; เพราะรู้สึกว่าเรื่องเหล่านั้นมันก็เท่านั้นแหละ, มันแค่นั้นแหละ, มันสักว่าเท่านั้นแหละ, มันไม่มีอะไรดีกว่านั้น ; เพราะฉะนั้น ออกมาเสียก็เป็นอิสระ ปลอดโปร่งหรือพักผ่อน นี้เป็นเรื่องที่ ๕. ถ้าเรียกอย่างภาษาชาวบ้านก็เรียกว่าเป็นลูกไม้ที่ลึก. ถ้าเรียกอย่างภาษาธรรมะ ก็เรียกว่า เป็นอุบายอันลึก ที่พระพุทธเจ้าท่านทรงใช้ซักฟอกคนที่มีจิตใจเกรอะ กรังอยู่ด้วยกามารมณ์เสียก่อน ; ให้จิตใจมันปกติเสียก่อน จึงจะสอนเรื่องอริยสัจจ์ เช่น สอนเศรษฐีคนหนึ่ง ก็ตั้งต้นสอนอนุปุพพิกถานี้ก่อน พูดกันเรื่องนี้ก่อน. เศรษฐีนั้นเขาเป็นคนรวยด้วย เป็นคนดีด้วย เป็นคนสุภาพ เป็นคนที่เรียกว่าดีที่สุด สำหรับคนธรรมดา ; แต่เขาเป็นเศรษฐี ติดเหนียวในความมั่งมีหรือเกียรติยศ. พระพุทธเจ้าจึงชวนตั้งต้นเสียใหม่ว่า : ทาน ศีล ยังดีกว่า ; เพราะทาน ศีลนี้
น.339 ให้ได้สวรรค์. สวรรค์ก็ดีเหมือนกัน สนุกดีเหมือนกัน. แต่แล้วมันมีความเลว มีโทษ หรือความต่ำทรามซ่อนอยู่ข้างใต้ อย่างนั้น ๆ; ออกมาเสียดีกว่า. พอเศรษฐี คนนั้นมีจิตใจเขยิบ ๆ ๆ ตามขึ้นมา, เขยิบตามขึ้นมาจนถึงขนาดนั้นแล้ว จึงสอน เรื่องอริยสัจจ์ว่าความทุกข์คืออย่างนั้น, เหตุให้เกิดทุกข์คืออย่างนั้น, ดับทุกข์ คืออย่างนั้น. ทางให้ดับทุกข์คืออย่างนั้น ; ก็ได้ผลเป็นเหตุให้คนนั้นรู้ธรรมะ ในขั้นอริยสัจจ์ มีธรรมจักษุเป็นพระโสดาบัน เป็นต้นได้. ทีนี้ เราก็ควรสำรวจตัวเอง ดูตัวเองเสียก่อนว่า ไปติดตั้งอยู่ที่อะไรบ้าง ? เราเองนี่แหละติดตั้งอยู่ที่เงิน ที่ของ ที่กามารมณ์ หรือว่าที่ลูก ที่หลาน ที่เหลน ที่อะไร ก็สุดแท้ ที่ว่ามันเป็นเรื่องติดตั้ง เกรอะกรัง. จะต้องมองดูว่านั้นมันยังไม่พอ ยังไม่ น่าพอใจ แล้วก็มีโทษด้วย. พอมีจิตใจเกลี้ยงเกลาพอสมควรแล้วก็จะเข้าใจอริย- สัจจ์ ได้โดยง่าย ; ถ้ามันมืดอยู่ด้วยความยึดมั่นถือมั่นในเรื่องทรัพย์สมบัติ ในเรื่อง กามคุณ ในเรื่องอะไรต่างๆ แล้ว; พูดเรื่องอริยสัจจ์ฟังไม่รู้เรื่อง เพราะพูดแต่เรื่อง ความทุกข์ กับความดับทุกข์เท่านั้น : ไม่ได้พูดถึงความสุขเลย. ฉะนั้น จึงมีวิธี การใช้อนุปุพพึกลา เหมือนยาซักฟอก ฟอกผ้าที่สกปรกให้ขาวสะอาดเสียก่อน แล้วจึงย้อมสี. เรื่องอนุปุพพีกถาเป็นเหมือนเครื่องฟอกผ้าสกปรก หัวใจสกปรก ให้เป็น ผ้าสะอาด หัวใจสะอาด แล้วจึงย้อมสีที่ต้องการคืออริยสัจจ์. ฉะนั้น ถ้าใครมีจิตใจ เกรอะกรังนัก ก็ไปซักฟอกกันเสียบ้างให้พอสมควร ; จึงจะมีจิตใจเหมาะสมที่จะ เข้าใจและปฏิบัติในเรื่องอริยสัจจ์. นี้เป็นวิธีที่พระพุทธเจ้าท่านใช้ ; แล้วเราก็จะ ต้องใช้. เราจะทำอะไรให้เก่งกว่าพระพุทธเจ้าไปไม่รอด ; ก็ต้องใช้วิธีของท่านอยู่ดี. จะช่วยตัวเองก็ตาม จะช่วยผู้อื่นก็ตาม ก็ต้องใช้วิธีนี้ นี้เรียกว่าหัวใจที่พร้อมที่จะรู้อริยสัจจ์ จะต้องเป็นอย่างไร. เอาละ ทีนี้เมื่อหัวใจสะอาดพอสมควรที่จะรู้เรื่องอริยสัจจ์ ก็ศึกษาเรื่องอริย- สัจจ์ต่อไป ; แต่อย่าลืมว่าเรื่องอริยสัจจ์นี้ต้องการหัวใจที่สะอาดพอสมควรเป็นเครื่อง รองรับ.
น.340 ทฤษฎีโดยตรง ที่ว่าจะต้องเข้าใจ เกี่ยวกับอริยสัจจ์ หลักใหญ่ ๆ ของทฤษฎีโดยตรง ที่จะต้องเข้าใจ มีอยู่ ๔ ข้อ : - ข้อที่ ๑ เราจะต้องรู้จักความทุกข์พร้อมทั้งเหตุของมัน ; นี้เรียกว่าทุกข. อริยสัจจ์, หรือเรียกสั้น ๆ ว่าทุกข์. เรื่องทุกข์นี้ต้องรู้ความทุกข์พร้อมทั้งเหตุของมัน. ข้อที่ ๒ ต้องละ เหตุของความทุกข์นั้น นี้เรียกว่าสมุทยอริยสัจจ์ หรือเรียก สั้น ๆ ว่าสมุทัยก็ได้. ข้อที่ ๓ ก็รู้จักความไม่มีทุกข์พร้อมทั้งวิธีปฏิบัติ คือรู้ว่าที่เรียกว่าไม่มีทุกข์ เป็นอย่างไร ; และมีวิธีปฏิบัติอย่างไรก็ต้องรู้ ; นี้เรียกว่านิโรธอริยสัจจ์, หรือ นิโรธเฉย ๆ. ข้อที่ ๔ ลงมือปฏิบัติ ไม่ใช่รู้ละทีนี้ ลงมือปฏิบัติให้เกิดมีการปฏิบัติ ที่ดับทุกข์ได้ ; นี้เขาเรียกว่ามัคคอริยสัจจ์, เรียกสั้น ๆ ว่าพรรคเฉย ๆ. คำเรียกสั้น ๆ ว่า ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ๔ คำนี้เป็นหัวข้อสำคัญ คำสั้น ๆ เพียง ๔ คำเท่านี้ มีในพระบาลีเป็นพุทธภาษิต. ทีแรกอาตมาก็ไม่คิดหรือ ไม่นึก หรือไม่เชื่อด้วยซ้ำไป ถ้าใครบอก; แต่ไปเห็นเอง ในพระบาลีสังยุตตนิกาย มีคำสั้น ๆ ๔ คำ ซึ่งพระพุทธเจ้าจะถึงคราวที่ท่านไม่อยากพูดยาว ๆ ท่านพูดว่า ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค อย่างนี้ก็มีเหมือนกัน. ทบทวนอีกทีหนึ่งว่า อันที่หนึ่งต้องรู้จักทุกข์พร้อมทั้งเหตุของมัน. อันที่ ๒ ต้องละเหตุของความทุกข์ นั้นเสีย. อันที่ ๓ ต้องรู้จักความไม่มีทุกข์พร้อมทั้ง วิธีปฏิบัติ. อันที่ ๔ คือปฏิบัติตามที่รู้ว่ามันจะดับทุกข์อย่างไร. นี่คืออริยสัจจ์. คิดดูว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ | เป็นกฎเกณฑ์ของธรรมชาติด้วยซ้ำไปว่า เราจะต้อง รู้เหตุและผล ; เพราะว่าสิ่งทั้งหลายมันมีเหตุ มันเป็นไปตามเหตุ และเมื่อมีเหตุ มันก็ต้องมีผล. นี้มันเป็นกฎธรรมชาติ ; ไม่ใช่พระพุทธเจ้าท่านจะบังคับธรรมชาติ
น.341 หรือแต่งตั้งธรรมชาติได้ ; ก็ แต่ท่านรู้กฎของธรรมชาติ แล้วเอามาเล่าให้พวกเราฟัง ให้ใช้เป็นหลักปฏิบัติ. ใจความสำคัญที่สุด เหลือข้อเดียวว่า ละเหตุแห่งทุกข์ นั่นแหละ จงละเหตุแห่งทุกข์ มันกินความหมดเลย, ละเหตุแห่งทุกข์ นี้กินความหมดเลย. เราจะละเหตุแห่งทุกข์ เราก็ต้องรู้ทุกข์, ละเหตุแห่งทุกข์ได้ เราก็ต้องปฏิบัติถูก. ฉะนั้น จึงถือคำเดียวข้อเดียวว่า ละเหตุแห่งทุกข์. อะไรเป็นเหตุแห่งความทุกข์ ก็ละเสีย ๆ ละเสีย ๆ ความทุกข์ก็อยู่ไม่ได้. นี่หัวใจของการปฏิบัติเรื่องอริยสัจจ์มันก็มี คำเดียว แต่เราจะพูดให้มาก ให้ชัดก็ได้. ละเหตุของความทุกข์ หรือละตัณหานั้น คือปฏิบัติตามมรรคมีองค์ ๔ : อริยสัจจ์ข้อที่ ๔ ข้อสุดท้าย เรียกว่า นิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์นั้น คือมรรคมีองค์ ๘. ปฏิบัติให้มีความถูกต้องครบทั้ง ๘ แล้วก็เป็นมรรค ; แล้วมันก็ละตัณหาเอง คือละเหตุ แห่งทุกข์เอง. ถ้าทำมรรคมีองค์ ๘ ให้มีขึ้นมา ก็จะละตัณหาหรือเหตุแห่งทุกข์ไป ในตัวเอง. เปรียบเทียบในทางวัตถุง่าย ๆ เหมือนว่าเราเลี้ยงแมวก็แล้วกัน ; เราไม่ ต้องสาละวนให้แมวไปเที่ยวจับหนูหรอก. เราอย่าเอาแมวไปจับหนู อย่าสอนแมวให้ จับหนู มันบ่วยการ. เราเลี้ยงแมวให้ถูกต้องให้ดีเข้าไว้ก็พอแล้ว ; จับหนูมันเป็น เรื่องของแมว. เดี๋ยวนี้เราสร้างมรรคมีองค์ ๘ ขึ้นมาเถิด ปฏิบัติให้มีขึ้นมาเถิด ; แล้ว ข้อที่มรรคมีองค์ ๔ จะฆ่ากิเลสนั้น มันเป็นหน้าที่ของมันเอง, มันฆ่าของมันเอง. เรามีหน้าที่เพียงปฏิบัติให้ครบทั้ง ๘ องค์ คือความถูกต้อง ๘ ประการนี้. ๑๐นี้เรียกว่า ใจความของการปฏิบัติ อยู่ที่ละเหตุของความทุกข์เสีย.ถ้าถามว่าทำอย่างไร ? ตอบไปอีกนิดหนึ่งว่า ปฏิบัติ ให้มีความถูกต้อง ๔ ประการ รวมกันเป็นอันเดียวกัน, เรียกว่ามรรค ; ซึ่งเดี๋ยวก็จะได้พูดกันโดยรายละเอียดเกี่ยวกับคำว่า “มรรค". เดี๋ยวนี้ ชี้ทฤษฎีที่เป็นแนวติดต่อกันไปอย่างไร ให้เข้าใจเสียก่อน.
น.342 หลักในการ ละเหตุ แห่งความทุกข์ ทีนี้ก็อยากจะพูดโดยหัวข้อว่า หลักที่ต้องคำนึง ที่ว่าจะละเหตุแห่งความ ทุกข์นั้น มีหลักที่จะต้องคำนึง คือ : - ๑. ละที่ไหน ? ถ้าถามว่าละที่ไหน ? ก็ตอบว่าอย่างคนโบราณ ปู่ ย่า ตา ยาย ของเรา ตอบกันอยู่ทั่ว ๆ ไป ถูกต้องที่สุดแล้วว่า มันเกิดที่ไหนก็ละที่นั้น เกิด ทางตาก็ละทางตา เกิดทางหูก็ละทางหู ฯลฯ เกิดที่ไหนก็ละที่นั่น ดับที่นั่น ; อย่างนี้ ฉลาดไหม. ถ้าในพระบาลีพุทธภาษิตสูตรยาว ๆ ก็แจกไว้เป็น : บียรูป สาตรูป ตั้ง ๖๐ อย่าง ; เดี๋ยวค่อยพูดกันก็ได้. แต่รวมความแล้วก็คือเกี่ยวกับ หู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ ทั้งนั้นแหละ. ถามว่าละที่ไหน ? ตอบว่าเกิดที่ไหนละที่นั่น. ๒. ถ้าถามว่าละเมื่อไร ? ละเมื่อมันเกิด. เพราะว่ามันไม่ใช่เรื่องนิยาย เรื่องนิทาน ไม่ใช่เรื่องเล่นตลก ; มันเรื่องจริง เรื่องปฏิบัติจริง ๆ มันต้องละเมื่อมัน เกิด. แต่ถ้าจะหมายถึงวิธีป้องกันแล้วละก็, ก็ป้องกันด้วยสติ, มีสติอยู่ตลอดเวลา ไม่ ให้มันเกิด พอมันเกิดแล้ว ก็ต้องละเมื่อมันเกิด. ๓. เราจะละด้วยอะไร ? ก็ด้วยอริยมรรคที่ว่านั้นเอง. อริยมรรค เข้ามาครบแล้ว อันนี้ก็อยู่ไม่ได้, กระเด็นไปเลย. นี่ก็ละด้วยอริยมรรค หรือมรรค มีองค์ ๘ ที่รวมกันเป็นมรรค. ๔. ละโดยวิธีใด ? วิธีไหน ๆ ไม่เอาทั้งหมด เอาแต่วิธีที่มันไม่อาจ จะเกิด, ละโดยวิธีที่มันไม่อาจจะเกิด. พูดอย่างนี้ก็คล้ายๆ กับเป็นหมอความหรือเป็น logic อยู่มาก แต่จำเป็น หลีกไม่ได้ มันต้องพูดอย่างนี้ : ละที่ไหน? เกิดที่ไหนละที่นั่น. ละเมื่อไร ? มันเกิดเมื่อไรก็ละเมื่อนั้น.ด้วยอะไร ? ก็ด้วยสิ่งที่ตรงกันข้ามคืออริยมรรค. โดย วิธีใด ? โดยวิธีที่มันไม่อาจจะเกิดอีกต่อไป. นี่หลักที่เราจะต้องนึกถึง มีอยู่อย่างนี้.
น.343 เดี๋ยวนี้สอนกันไปทำนองว่า ไม่รู้แม้ว่าจะละที่ไหน ; ไปละที่วัดเสียก็มี. อยู่ที่บ้านแล้วไปละที่วัด มันก็ตายเลยกว่าจะไปถึงวัด ; หรือว่าจะต้องไปละที่โคนไม้ ไปนั่งในที่สงบสงัด อย่างนี้ใช้ไม่ได้ ; ต้องละอยู่ทันทีที่มันเกิด. มันเกิดอิริยาบถไหน ละในอิริยาบถนั้น : เมื่อเดิน ยืน นั่ง นอน อยู่ในอิริยาบถไหน, มันเกิดใน อิริยาบถไหน เมื่อไร ก็ละเมื่อนั้น ที่นั้น ในอิริยาบถนั้น, ไม่ใช่จะไปนั่งที่ โคนไม้ทำความเพียรแล้วละ, หรือว่าอยู่ที่บ้านวิ่งมาวัดแล้วจึงจะละ, หรือว่าจะละ กันแต่ในวันอุโบสถ ; มันไม่ได้ทั้งนั้น. มันต้องทันทีทันควัน เกิดที่ไหนละที่นั่น ; เกิดเมื่อไรละเมื่อนั้น ; และก็ละด้วยสิ่งที่ตรงกันข้าม. อะไรตรงกันข้ามกับกิเลส หรือตัณหา หรือความทุกข์ ก็เอาอันนั้นเข้ามาละ. ผกก มันตรงกันข้ามเหมือนกับ แมวกับหนู, และก็ต้องโดยวิธีที่มันไม่อาจจะเกิดได้อีกต่อไป ; มันมีหลักที่จะ ต้องคำนึงกันอย่างนี้. ทีนี้ก็อยากจะพูดให้เป็นแนวจำง่าย สังเกตง่าย ตั้งต้นเป็นข้อแรกขึ้นมา ว่า : รู้เรื่องอริยสัจจ์ ๔ นี้ เพื่อจะละตัณหา. ตัณหาเป็นเหตุให้เกิดทุกข์รู้กันแล้ว, รู้อริยสัจจ์ ๔ เท่าที่เรียนอริยสัจจ์ ๔ กันนี้ก็เพื่อละตัณหา. จะละตัณหาก็ต้องมีมรรค มีองค์ ๘ ให้ครบ. จะมีมรรคมีองค์ ๘ ให้ครบ ต้องมีสติสมบูรณ์ : สติในทวาร ทั้งปวง คือทวารตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ๖ ทวารนี้ ต้องมีสติสมบูรณ์ มันจึงจะมี มรรคมีองค์ ๘ ได้โดยง่าย. จะมีมรรคมีองค์ ๘ ก็ต้องมีสติสมบูรณ์. จะมีสติสมบูรณ์ โดยง่ายต้องมีหิริและโอตตัปปะ ถ้าคนไม่มีหิริคือรู้จักละอาย ไม่มีโอตตัปปะคือรู้จัก กลัวแล้ว ไม่มีทางที่จะมีสติได้เลย. เด็ก ๆ หรือสามเณรโง่ ๆ ของเรา ที่โง่ ขี้ลืม ขี้เผลอ ก็เพราะไม่อาย ; และเพราะไม่กลัว ไม่กลัวความเสียหาย หรือไม่กลัว แม้แต่จะกลัวอาจารย์ดุ ก็ไม่กลัว แล้วก็ไม่ละอาย. เมื่อเผลอ เมื่อลืม ไม่รู้จักละอาย แล้วก็ไม่รู้จักกลัวความเสียหาย หรือแม้แต่กลัวอาจารย์ดุ, ไม่มีหิริและโอตตัปปะถึงขนาดนี้ มันก็ไม่มีสติสมบูรณ์ ขึ้นมาได้.
น.344 เรื่องปฏิบัติธรรมะก็เหมือนกัน ถ้ากลัวความทุกข์, ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย, แล้วก็ละอาย, ละอายว่ามีกิเลส ; แล้วละอายอย่างยิ่งอย่างนี้, ถ้ามีความละอาย และความกลัวอย่างนี้, สติจะมีโดยง่ายและสมบูรณ์. พูดง่าย ๆ เหมือนเดินตกล่อง ที่นอกชาน เพราะไม่กลัว เพราะไม่ละอาย มันก็ตกบ่อย ๆ; ถ้ารู้จักละอาย เมื่อตก ละอายว่ากลัวคนจะหัวเราะ กลัวเจ็บแข้งเจ็บขา. มีทั้งละอาย มีทั้งความกลัว ระวังมากขึ้น มันก็ไม่ตกล่องนอกชาน. นี่ของเปรียบเทียบมีอยู่อย่างนี้. การที่เผลอสติให้กิเลสเกิดนี้ก็เหมือนกัน เพราะไม่รู้จักละอาย ไม่รู้จักกลัว ไม่มีหิริโอตตัปปะ ; นี้ควรจะเห็นว่าถ้าไม่มีหิริ ไม่มีโอตัปปะอย่างนี้แล้ว ไม่พูดกันดีกว่า หรือเลิกพูดกันที่ดีกว่า. ถ้าคน ๆ ไหนไม่มีหิริและโอตตัปปะเสียเลย แล้วก็อย่าพูด ธรรมะธัมโมกันเสียเลยดีกว่า; มันพูดยากเต็มที ; เพราะเป็นคนหน้าด้านไม่ละอาย เป็นคนใจคอไม่สมประกอบ ไม่รู้จักกลัว ; นี้ไม่ต้องพูดดีกว่า. ฉะนั้น จึงต้องมีหิริ ต้องมีโอตตัปปะจึงจะช่วยให้มีสติ ; จะมีสติโดยง่าย ต้องมีหิริและโอตตัปปะ. สมมติว่า เราจะพยายามกันอีกครั้งหนึ่ง ว่าจะมีหิริโอตตัปปะได้อย่างไร ? ก็ตั้งต้นฝึกกันใหม่ ให้รู้จักรักตัว รู้จักรักดีกันเสียบ้าง. "นี่มันถึงขนาดต่ำที่สุดแล้ว ต้องฝึกให้รู้จักรักตัวเอง ให้รู้จักรักดีกันเสียบ้าง. เพราะคนที่ไม่รักตัวและไม่รักดีนี้ บ้าเต็มทีแล้ว. คนที่ขนาดไม่รู้จักรักตัวเอง ไม่รู้จักรักความดีนี้ดูจะหายาก. ฉะนั้น เราต้องฝึกให้รู้จักรักตัว ให้รู้จักรักดีกันมาให้ได้ก่อน ; แล้วจะค่อยมีความละอายและ ความกลัว, แล้วจะมีสติ, แล้วก็จะปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘ ได้ง่าย, แล้วก็จะละตัณหา ได้ง่าย แล้วก็มีอริยสัจจ์ได้โดยง่าย. ฉะนั้นขอให้จำแนวนี้ไว้ทดสอบ ว่าเรากำลังไปติด อยู่ที่ไหน ? หรือว่าเราไปได้โดยสะดวกเพราะเหตุไร ? เราศึกษาเรื่องอริยสัจจ์เพื่อจะละตัณหา; จะละตัณหาต้องมีมรรคมีองค์ ๘ ; จะมีมรรคมีองค์ ๘ ต้องมีสติสมบูรณ์, มีสติสมบูรณ์ต้องเต็มไปด้วยหิริโอตตัปปะ. ฉะนั้นอย่าทำเล่น อย่าดูถูกหิริและโอตตัปปะซึ่งเป็นรากฐานที่ประเสริฐที่สุดสำหรับ ทุกอย่างทุกทาง ; เพราะว่าคนเรา ถ้าถึงกับไม่ละอายไม่กลัวกันแล้วก็ต้องเลิกพูดกันที.
น.345 นี้เป็นเรื่องที่มาตามลำดับ ตามกฎเกณฑ์ ตามเทคนิค หรืออะไร ที่มัน ยืดยาวและสมบูรณ์อย่างนี้ จึงพูดกันหลายคำ. มันมาเป็นลำดับกันอย่างนี้ : เป็นเรื่อง อริยสัจจ์ ๔, แล้วอันสุดท้ายมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งมีตั้ง ๘ เรื่อง ; แล้วทำกันมาอย่างไร ? ก็ต้องทำกันมาอย่างนี้. ละ เหตุ แห่งทุกข์ โดยวิธีลัด ทีนี้ ไหน ๆ พูดแล้วก็พูดกันเสียให้หมดเลยว่า มันยังมีมาเหนือเมฆอีก แบบหนึ่ง ; ที่ว่ามาแล้วเราว่าไปตามเนื้อผ้า ไปตามเนื้อหา ไปตามหลักเกณฑ์ตามปกติ มันจึงมีอย่างนี้. ทีนี้ถ้าว่าปฏิบัติกันอย่างมาเหนือเมฆ หรือที่เขาเรียกกันสมัยนี้ว่าเรียนลัด มันก็ยังมีอีกเหมือนกัน : ในเรื่องอริยสัจจ์นี้มันยังมี ก็อยากจะเอามาพูดให้ฟังพอเป็น เครื่องประดับสติปัญญาว่า เรียนลัดนั้นเรียนอย่างไร ? อาจจะกล่าวได้ว่าเรื่องเรียนลัดนี้เหมือนกันหมดทุกแบบ ไม่ว่าหลักธรรมะ ข้อไหน ถ้าว่าเรียนลัดแล้วมีวิธีเดียวเท่านั้น : วิธีเดียวคือเรื่องสุญญตา ให้เห็น ว่ามันว่างจากตัวกู - ของกู. พวกนี้เขาไม่สนใจเรื่องทาน เรื่องศีล เรื่องสมาธิ เรื่องปัญญา เรื่องมรรคมีองค์ ๘ เรื่องอะไรไม่สนใจหมด ; ไปสนใจแต่เรื่องว่างจาก ตัวตนหรือของตน ที่เรียกว่าสุญญตา. แต่ต้องมีปัญญาฉลาดและถูกต้อง จึงจะลัด ไปได้; ถ้าไม่อย่างนั้นจะลัดลงเหว, ลัดลงนรกไปเลย ; ลัดแบบนั้นมันก็ลัด ลงไปนรก. ทีนี้ ถ้าลัดแบบที่ถูกต้อง มันก็มีปัญญาที่เกี่ยวกับสุญญตาที่ถูกต้องคือ :- ๑. มองไปที่กิเลส โลภะ โทสะ โมหะ กิเลสอะไรก็ตาม ก็เห็นกิเลสโดย ความเป็นสุญญตา, สักว่ากิเลสเป็นไปตามธรรมชาติ ว่างจากตัวตน. ๒. มองดูไปที่ความทุกข์ ความทุกข์ก็เป็นสุญญตา สิ่งที่เรียกว่า ความทุกข์นั้น มันยิ่งว่างอย่างยิ่ง ว่างกว่าอะไรทั้งหมดเลย. ๓. มองมาดูที่ตัวคน นามรูปนี้ก็ยิ่งว่าง มองดูคน มันก็ไม่มีตัวคน มันว่าง จากตัวตน.
น.346 ๔. มองดูที่จิต จิตนี้ก็ว่างจากตัวตน ไม่มีตัวตน เป็นธรรมชาติที่ว่าง จากตัวตน มองดูที่ความทุกข์ ยิ่งแล้วใหญ่ ความทุกข์นี้เกิดมาจากเหตุปัจจัยเล็ก ๆ น้อย ๆ ประเดี๋ยวประด๋าวนี้ ยิ่งว่างจากตัวตน. ๕. มองดูที่วัฏฏสงสาร อันยืดยาว มันก็ว่างจากตัวตนทั้ง ๆ ยืดยาว. ๖. มองที่นิพพาน สภาพนิพพานก็ยิ่งว่างอย่างยิ่ง นิพพานคือว่างอย่างยิ่ง; มันเลยหมดกันไม่มีอะไรเหลือ ตัวกู-ของกูไม่รู้อยู่ที่ไหน ไม่มีอะไรเกิด เพราะไม่มี เรื่องอะไรที่จะต้องปฏิบัติ. เรื่องที่ต้องรู้ก็มีเพียงนิดเดียวว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมันว่าง อย่างนี้ แล้วเรื่อง ข้อ ที่ปฏิบัติ ก็เลยไม่ต้องมี ; เพราะพอเห็น "ว่าง" เท่านั้นก็ไม่เกิดกิเลส ไม่เกิดทุกข์ ไม่มีวัฏฏสงสาร. นี่เป็นการลัดเหลือประมาณ มาเหนือเมฆ สิ้นสุดลงที่นี่ นี้คือวิธีใช้ยูโด หักคอคนทีเดียวตาย ของพวกเซ็น, มวยปล้ำชนิดยูโด มันจับถูกที่ทีเดียวหักคอคนตายเลย. นี่ยูโดของ พวกเซ็น ที่จะเล่นงานกิเลสหรือความทุกข์ ; เขาใช้สุญญตาลำเดียว; ถึงแม้เถรวาทเราก็มี แต่เราไม่นิยมวิธีอย่างนี้กันต่างหาก. พระพุทธเจ้าตรัสว่า : จงดูโลกโดยความเป็นของว่างทุกเมื่อ เท่านี้ - สุญฺญโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ โมฆราช สทา สโต ; มีประโยคเดียวเท่านี้. เธอจงมีสติมองดูโลกโดย ความเป็นของว่างอยู่ทุกเมื่อ มันมีเท่านี้. มันว่างหมดเลย คนก็ว่าง กิเลสก็ว่าง ความทุกข์ก็ว่าง อะไรก็ว่าง มัจจุราชตามหาท่านไม่พบ ; เพราะท่านก็ว่าง. นี่วิธียูโด ของพวกเซ็น ในเถรวาทก็มี แต่ไม่ค่อยจะมีใครสนใจ . นี่เอามาพูดให้รู้ไว้ว่า ถ้าใครสนใจเรื่องวิธีลัด ก็สนใจเรื่องสุญญตา. พระพุทธเจ้าท่านก็สอนว่า : " เรื่องสุญญตานี้เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ฆราวาสทั้งหลาย ตลอดกาลนาน " ในธัมมหินนสูตร มีว่าอย่างนี้; แล้วสุญญตานี้เป็นเรื่องลัดเรื่องมา เหนือเมฆ. ที่แท้ก็คือสัมมาทิฏฐิ ; การที่มองเห็นอะไรว่างไปหมดนี้ อันนี้แหละ คือยอดสุดของสัมมาทิฏฐิ , เป็นสัมมาทิฏฐิแบบสายฟ้าแลบ แล้วก็ถึงที่สุดด้วย. เพราะฉะนั้น ถ้าใครมีได้ก็จะวิเศษ. ร้องไห้น้ำตาไหลเป็นลำธารอยู่นี้ พอนึกถึง
น.347 สุญญตาได้จะหยุดชะงัก. มีความทุกข์เท่าภูเขาเลากา อยู่ ในหัวอกนี้; พอสุญญตา เข้ามามันจะหายเลย ไม่มีเหลือ. นี้จึงถือว่าเป็นวิธีลัดอย่างยิ่ง. เป็น " ยูโดทางวิญญาณ สำหรับใช้ในทางวิญญาณ " . ทฤษฎีทั่ว ๆ ไป มีอยู่อย่างนี้ โดยไม่ลัดโดยตามแบบฉบับ ค่อยเป็นค่อยไป ก็เหมือนอย่างที่ว่า : รู้อริยสัจจ์เพื่อละตัณหา, - ละตัณหาต้องทำมรรคมีองค์ ๘, - จะมี มรรคมีองค์ ๘ ต้องมีสติ, - จะมีสติต้องมีหิริโอตตัปปะ ; มันค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป มันเนื่องกันเป็นพวง พวงยาวเลย. แต่ถ้าให้ เป็นเรื่องลัดก็มีแต่คำว่า สุญญตา ๓ พยางค์เท่านั้น : มีปัญญาเพียงพอ และ ถูกต้อง , ศึกษาถูก เข้าใจแล้วก็หมด เรื่องเหมือนกัน. พอว่างเท่านั้นก็เป็นอริยสัจจ์สมบูรณ์ ทุกข์ก็ไม่มี สมุทัยก็ไม่มี นิโรธก็ไม่มี มรรคก็ไม่มี ; เป็นอริยสัจจ์แบบสายฟ้าแลบ; เพราะคนผู้ทุกข์ก็ไม่มี ความทุกข์ก็ไม่มี ; ความดับทุกข์จะมีได้อย่างไร ในเมื่อความทุกข์ก็ไม่มีแล้ว ; ความดับทุกข์จะต้องมีไปทำไมให้ป่วยการ. นี่เขาเรียกว่ามาเหนือเมฆ ทีนี้ เราไม่มีเรื่องพูดมากสำหรับแบบลัด หรือมาเหนือเมฆอย่างนั้น เราจะ พูดไปตามแบบธรรมดาสามัญต่อไป. นี้เอามาพูดให้ฟังเป็นของแถมพก ; ถ้าสนใจ ก็ต้องพูดกันคราวอื่นโดยละเอียด. วันนี้ต้องการพูดหลักปฏิบัติเรื่องอริยสัจจ์ตามธรรมดา ต่อไป : หลักปฏิบัติตามแบบธรรมดา ในเรื่องอริยสัจจ์ ๔ ประการ. เรื่องที่ ๑ คือทุกข์ ซึ่งเป็นเรื่อง ทุกขอริยสัจจ์ เป็นเรื่องแรก เพื่อเป็น ประโยชน์แก่การปฏิบัติ. ต้องรู้ว่าทุกข์ต้องมาจากอวิชชา ตัณหา อุปาทานเสมอ , เมื่อตะกี้นี้พูดแล้วว่า ๓ ตัวนี้ต้องเป็นตัวเดียวกันเสมอ : อวิชชา มาก่อน แล้วก็ ตัณหา แล้วก็ อุปาทาน ตามหลังตัณหามา ; ตัณหาอยู่ตรงกลาง. นั่นแหละตัวการอยู่ที่นั่น ขึ้นชื่อว่าทุกข์แล้วต้องมาจากอวิชชา มาจากตัณหา มาจากอุปาทานเสมอ. พอมีอุปาทาน
น.348 เท่านั้นแหละอะไรจะเป็นทุกข์ไปหมด ; แล้วอย่าลืมว่าอวิชชาให้เกิดตัณหา ถ้ามีตัณหาแล้ว ต้องมีอุปาทาน มันหยุดไม่ได้. อวิชชาเกิด เมื่อตาเห็นรูป เมื่อหูกระทบเสียง เป็นต้น; คือ เมื่อมีการ กระทบทางอายตนะ แล้วก็มีอวิชชา เพราะว่า เวลานั้นปราศจากสติแล้ว . ถ้าอย่างนั้นจะ ต้องเกิดตัณหา : ถ้าสิ่งนั้นน่ารักก็เกิดกามตัณหา, ถ้าน่าเกลียด ก็เกิดวิภวตัณหา ; หรือว่าถ้าน่ารักก็เกิด กามตัณหา ภวตัณหา คืออยากจะเอา หรืออยากจะเป็น, ถ้าน่าเกลียดก็เกิดวิภวตัณหา อยากไม่เอา อยากไม่เป็น อยากตี เสียให้ตาย : มี ๒ เรื่องเท่านั้น. พออยากก็มีอุปาทาน . เมื่อมีอุปาทานแล้วต้อง ให้เกิดทุกข์แน่มันหลีกไม่พ้น ; ฉะนั้นอย่าให้เกิดอุปาทาน จึงจะไม่เกิดทุกข์ พอ เห็นแล้วก็อยาก พออยากก็มีอุปาทาน คือยึดมั่น. ความทุกข์มี เพราะ อุปาทาน ก็ได้ จะแจงให้เห็นว่า ความทุกข์มีเพราะอุปาทานอย่างไร ? ความทุกข์นี้ต้อง มาจากความยึดมั่น แล้วจะแจงออกไปว่า : เมื่อมีการได้ เช่น ได้กำไร , เมื่อ มีการเสีย เช่นขาดทุน, แล้วเมื่อ ยังไม่ทันได้ ไม่ทันเสีย ๓ อย่างนี้. ตัวอย่างเรื่องที่ ๑ ทำมาค้าขายได้กำไรนี้เรียกว่าได้ , ก็ไปอุปาทานใน การได้ , ยึดมั่นถือมั่นในการได้ ; ก็มีความทุกข์เพราะการได้. การได้นี้เป็นเหตุ ให้ยึดมั่นถือมั่นจนนอนไม่หลับเหมือนกัน ดีใจจนนอนไม่หลับ, หรือกลัวจะกลับ เสียไปเสียอีก. การได้ มาผูกมัดจิตใจให้สงบไม่ได้ , มันมารบกวนจิตใจให้สงบไม่ได้ ในการได้นี้. เพราะฉะนั้นจึงมีความทุกข์แบบหนึ่ง ทุกข์เหมือนกินของหวาน กิน เหล้าหวาน กินอะไรไม่รู้จักเมา; แต่มันทุกข์ไปอีกแบบหนึ่ง หรือว่าเมาลึกกว่า. ถ้าเสีย เช่น ขาดทุน ก็เป็นทุกข์อีกแบบหนึ่ง . ถ้าสมมติว่า ยังไม่แสดงว่าได้กำไร หรือขาดทุน ก็มีความทุกข์อีก ; ทุกข์เพราะกลัวว่าจะขาดทุน หรือหวังว่าจะได้กำไร ก็ยังมีจิตใจที่กระวนกระวายอยู่นั่นแหละ. นี่ ถ้ามีอุปาทานแล้ว จะต้องเป็นทุกข์ :
น.349 ได้กำไรก็เป็นทุกข์, ขาดทุนก็เป็นทุกข์, ยังไม่แสดงว่าได้กำไรหรือขาดทุน มันก็ เป็นทุกข์ เพราะอุปาทานนั้น. ตัวอย่าง เรื่องที่ ๒ เปรียบเทียบต่อไป เรื่องแพ้หรือชนะ หรือยังไม่ทันแพ้ หรือไม่ทันชนะ. ถ้า ชนะก็เป็นทุกข์ ; เพราะกลัวว่าจะต้องกลับแพ้ เขาจะแก้แค้น. คนที่เป็นความชนะนี้ กลัวว่าฝ่ายแพ้จะมายิงตายเมื่อไรก็ไม่รู้. เขาเรียกว่าคนชนะนี้ต้อง เป็นทุกข์ เพราะถูกเขาจองเวร ; รู้อยู่ว่าเขาจองเวรมันก็เป็นทุกข์. คนแพ้ ก็มานอน แย่อยู่ มานอน ระทมทุกข์อยู่ ; คนชนะก็กลัวการจองเวร. ทีนี้ ยังไม่แพ้ยังไม่ชนะ จิตใจก็กระหืดกระหอบ กระวนกระวายอยู่ อย่างนั้น, มกลัวแพ้หรือหวังชนะมันก็ เหน็ดเหนื่อยในจิตใจอย่างยิ่งเหมือนกัน. สำหรับการหวังว่าจะชนะนี้ก็เป็นทุกข์, แล้ว กลัวแพ้มันก็เป็นทุกข์. วา เพราะฉะนั้นถ้าลงว่ามีอุปาทานแล้ว แพ้ก็เป็นทุกข์ ชนะก็ เป็นทุกข์ ยังไม่แพ้ไม่ชนะก็เป็นทุกข์ ถ้ามีอุปาทาน. ตัวอย่าง เรื่องที่ ๓ เอาที่เห็นง่ายๆ หรือที่น่าหวัวยิ่งขึ้นไปอีก; สัญชาตญาณ คนมีอุปาทานนั้น จะต้องเป็นทุกข์ : เมื่อสบายดี ไม่มี โรคภัยไข้เจ็บ แล้ว มานั่งอยู่ที่นี่ก็เป็นทุกข์ เพราะกลัวว่าจะมีโรคภัยไข้เจ็บ; เพราะว่ายึดมั่นชีวิต ยึดมั่นตัวกู ยึดมั่นว่า กูจะต้องอย่างนั้น อย่างนี้. เมื่อมีอุปาทานอย่างนี้ ก็ต้อง กลัวตายทั้งที่ยังเป็น ๆ อยู่นี้, กลัวเจ็บกลัวไข้ทั้งที่ยังสบายอยู่นี้. นี่อุปาทานมันทำพิษ ถึงอย่างนี้. ทีนี้พอเจ็บไข้ลงก็เป็นทุกข์ใหญ่, เมื่อยังไม่เจ็บไม่ไข้ ก็กลัวว่าจะเจ็บจะไข้, หรืออยากจะไม่เจ็บไม่ไข้ นี้ก็เป็นทุกข์ เพราะอยากจะไม่เจ็บไม่ไข้. ไม่อยากเป็น นี้คือตัณหาชนิดหนึ่ง มันก็เป็นทุกข์. คนที่มีอุปาทานแล้ว สบายดีก็เป็นทุกข์, ไม่สบาย ก็เป็นทุกข์, ไม่ทั้ง ๒ อย่างก็เป็นทุกข์. ตัวอย่าง เรื่องที่ ๔ ที่ลึกซึ้งต่อไปอีกว่า ถ้ามีอุปาทานแล้ว ดีก็เป็นทุกข์ ชั่วก็เป็นทุกข์ ระหว่างดีระหว่างชั่วก็เป็นทุกข์ . คนที่ยึดมั่นถือมั่นในความดีนั้น นอนไม่หลับหรอก ; แล้วถ้าว่าไม่ได้ดีอย่างที่ตนต้องการ ก็ฆ่าตัวตายเลย. คนฆ่า ตัวตายเพราะความดีนี้ก็มีมากเหมือนกัน ; ความดีก็เป็นเครื่องทรมานจิตใจ เพราะไป
น.350 ยึดมั่นถือมั่นมันเข้า. ทีนี้ความชั่วย่อมเป็นทุกข์แน่แล้ว ไม่ต้องอธิบาย ; แม้ยัง ไม่ทันจะชั่ว ไม่ทันจะดี มันก็เป็นห่วง ; ความเป็นห่วงก็เป็นทุกข์. ตัวอย่าง เรื่องที่ ๕ เรื่องสุดท้ายที่ว่า ถ้าลงมีอุปาทานแล้วต้องเป็นทุกข์ หมายความว่ามีบุญก็เป็นทุกข์ มีบาปก็เป็นทุกข์ ยังไม่ทันจะบอกได้ว่าเป็นบุญหรือบาป ก็เป็นทุกข์. มีบุญก็เป็นทุกข์ไปตามแบบของคนมีบุญ, มีบาปก็เป็นทุกข์ไปตามแบบ ของคนมีบาป, ยังไม่ทันตัดสินว่าบุญหรือบาป ก็เป็นทุกข์เพราะความห่วง ความกลัว. แปลว่าบุญเมื่อยึดถือแล้ว เมื่อมีอุปาทานแล้ว ก็เป็นทุกข์ บาปก็เป็นทุกข์ ไม่ทันบุญ ไม่ทันบาปก็เป็นทุกข์. ทีนี้ ถ้าไม่ยึดถือก็ไม่มีอะไรที่เป็นทุกข์ ; ไม่มีความยึดถือเสียอย่างเดียว ไม่มีอะไรที่จะเป็นทุกข์. ความตายก็ไม่เป็นทุกข์ ความแก่ก็ไม่เป็นทุกข์ ความเจ็บ ก็ไม่เป็นทุกข์ ความสบายก็ไม่เป็นทุกข์ ความอะไรก็ไม่เป็นทุกข์ ; จะแพ้จะชนะ จะอะไรก็ไม่เป็นทุกข์ ไม่รู้จักทุกข์ ถ้าไม่ยึดถืออย่างเดียว. ฉะนั้น เราจึงรวมความว่า ทุกข์นี้ต้องมาจากตัณหา อุปาทาน มันอยากอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วก็ยึดถือใน สิ่งที่อยากนั้น มันก็เป็นทุกข์ . ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส ระบุไว้นั้น ท่านหมายถึงเมื่อยึดถือ ทั้งนั้นแหละ ; เราเองต่างหากฟังไม่ดีพังไม่เป็น ฟังไม่ถูก แล้วเข้าใจผิด แล้วเขลาไปเลย พูดไปตาม ความเขลาเลย. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า : ความเกิดเป็นทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์ ความเจ็บเป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์ ความโศกเป็นทุกข์ ปริเทวะเป็นทุกข์ ทุกข์ กายเป็นทุกข์ ทุกข์ใจเป็นทุกข์ อุปายาสเป็นทุกข์ พลัดพรากของรักเป็นทุกข์ พบ ของไม่รักเป็นทุกข์ นี่ตั้ง ๑๑ อย่าง, ยกตัวอย่างมาตั้ง ๑๑ อย่าง. แต่อย่าลืมว่า นี้ท่าน หมายถึงมีอุปาทานทั้งนั้นแหละ ; ถ้าไม่มีอุปาทานแล้วไม่เกิดทุกข์ ความเกิด ก็ไม่เป็นทุกข์ ความแก่ก็ไม่เป็นทุกข์ ความเจ็บก็ไม่เป็นทุกข์ ฯลฯ. เดี๋ยวนี้ ท่าน รวมเอาความหมายของคำว่า "อุปาทาน" ไว้ในนั้นเสร็จ . ถ้าไม่มีอุปาทานจะไม่รู้สึกว่าความเกิดของเรา หรือความเจ็บของเรา ความแก่ของเรา
น.351 ความตายของเรา หรือถ้าไม่มีอุปาทานแล้วจะไม่เรียกว่าความเกิดด้วยซ้ำไป; จะไม่ เรียกว่าความแก่ ความเจ็บ ความตาย, จะเรียกเป็นกลาง ๆ ว่าความเปลี่ยนแปลงของ สังขาร. ถึงแม้จะเรียกกลาง ๆ ว่าความเปลี่ยนแปลงของสังขารก็เถอะ ถ้าไม่ยึดมั่น ถือมั่นแล้วก็ไม่เป็นทุกข์เหมือนกัน มันก็เปลี่ยนแปลงไปตามเรื่องของสังขาร. เดี๋ยวนี้เราไปยึดความเปลี่ยนแปลงของสังขารนั้นว่าเป็นของเรา : เช่นว่า ความเกิดของเรา ความแก่ของเรา ความเจ็บของเรา ความตายของเรา ความอะไร ของเรา ล้วนแต่ไม่รู้สึกตัว ไม่ทันรู้สึกตัว; อุปาทานไปยึดสิ่งนั้นโดยไม่รู้สึกตัว ผลจึงเป็นความทุกข์ คือ กลัวเกิด กลัวแก่ กลัวเจ็บ กลัวตาย. มีปัญหาเรื่องนี้ พอนึกถึงความตายก็เป็นทุกข์แล้ว ไม่ทันตายสักที แล้วยังไม่ต้องตายด้วย ; เพราะไป ยึดว่าความตายของเรา ความตายกำลังจะมาหาเรา ความตายจะต้องมีแก่เราแน่ มันมี "เรา" ก่อน แล้วอะไรก็จะเป็นของเรา มันก็ต้องมีความทุกข์. พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ชัดตอนสุดท้ายว่า สงฺขิตเตน ปญจฺปาทานกขนธา ทุกขา - โดยสรุปแล้ว เบญจขันธ์ที่ประกอบไปด้วยอุปาทาน หรือว่าขันธ์ที่ประกอบ ไปด้วยอุปาทาน ๕ อย่างนั้น นั่นแหละคือตัวทุกข์. มีคำว่าอุปาทานรวมอยู่ด้วย เรียกว่าอุปาทานขันธ์เป็นทุกข์ ; ถ้าขันธ์เฉย ๆ ไม่เป็นทุกข์. ต้องอุปาทานขันธ์ จึงจะเป็นทุกข์ คือ ขันธ์ที่มีอุปาทานเข้าไปยึดมั่น ว่ามีตัวกูหรือของกู. รูปก็ตาม เวทนาก็ตาม สัญญา สังขาร วิญญาณก็ตาม เมื่อใดมีอุปาทานมาจากอวิชชา เข้าไป ยึดถือในขันธ์นั้น ว่าตัวตน หรือว่าของตน ; เมื่อนั้นขันธ์นั้นเป็นอุปาทานขันธ์ขึ้นมาทันที แล้วเป็นทุกข์ทันที ; ขันธ์กลายเป็นของหนักขึ้นมาทับอยู่บนจิตใจของคนนั้นทันที. ถ้าไม่อย่างนั้นมันอยู่ตามปกติของมัน ไม่มาทับอยู่บนจิตใจของคนนี้ คนนี้ก็ไม่เป็นทุกข์. ทีนี้พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสสรุปความ ก็คือว่า ขันธ์ที่ประกอบอยู่ด้วยอุปาทาน ทั้ง ๕ ขันธ์ นั่นแหละเป็นตัวทุกข์ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่มีอุปาทาน เกิดขึ้น ยึดถือว่า : รูปคือตัวกู หรือรูปของกูก็ตามใจ ; เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณก็เหมือนกัน วิญญาณคือตัวกู หรือว่าวิญญาณของกู มันก็เป็นทุกข์ทั้งนั้น.
น.352 เพราะถ้ามีความวิตกกังวล มีความห่วง มีความอะไร รวมความแล้ว ก็คือความยึดมั่น ถือมั่น เป็นตัณหาของตัวกู - ของกูขึ้นมา นี้เรียกว่าทุกข์. สรุปความได้ว่า ทุกข์เกิดเพราะอุปาทานที่เข้าไปยึดมั่นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง, เข้าไปยึดมั่นในสิ่งใด ความทุกข์ก็เกิดขึ้นเพราะสิ่งนั้น ดังมีพระพุทธภาษิตที่ว่า : คนมีทรัพย์สมบัติ ก็ต้องทุกข์เพราะทรัพย์สมบัติ คนมีวัวก็ต้องทุกข์เพราะวัว คนมีนาก็ต้องทุกข์เพราะนา. แต่นี่ท่านหมายความว่ายึดมั่นถือมั่นด้วยจิตใจว่าของภู นั่นจึงเป็นทุกข์. ถ้าจิตใจนั้นปกติ วัวก็อยู่ที่วัว นาก็อยู่ที่นา ไม่มาอยู่บนหัวเจ้าของ ; พอยึดมั่นว่าของกู มันมาอยู่บนหัวเจ้าของ เจ้าของก็มีความทุกข์. นี้ตอนนี้ก็เรียกได้ว่า เป็นทุกข์เพราะยึดมั่น. ความทุกข์ มี เพราะไม่รู้เท่าธรรมชาติปรุงแต่ง ก็ได้. ทีนี้จะมองกันในแง่อื่นก็ได้ มองเห็นในรูปอย่างอื่น แต่ใจความเหมือนกัน คือมีพระบาลีว่า สฺขารา ปรมา ทุกขา - สังขารเป็นทุกข์อย่างยิ่ง. นี่พูดเฉย ๆ ว่า สังขารเป็นทุกข์อย่างยิ่ง. คำว่าสังขารในที่นี้แปลว่าการปรุงแต่ง. คำว่าสังขารแปลว่า การปรุงแต่ง ต้องจำไว้อย่างนั้น ; ร่างกายนี้ก็เรียกสังขาร เพราะว่าร่างกายเป็นของ ปรุงแต่ง, อะไร ๆ ที่เรียกว่าสังขาร ก็เพราะว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นของปรุงแต่ง, ถูกปรุงแต่ง หรือว่าปรุงแต่งสิ่งอื่นก็แล้วแต่. แต่คำว่า "สังขาร" แปลว่าการปรุงแต่ง คือว่า เป็นพฤติของการปรุงแต่ง เป็น process หรือเป็นอะไร ; ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอะไรดี ในภาษาบาลีเขาเรียกว่าสังขาร คือการปรุงแต่ง. การปรุงแต่ง คือการไม่หยุดอยู่ การมีอะไรมาทำแก่อะไร มากระทำแก่อะไรแล้วก็เปลี่ยนไป ๆ เรื่อย อย่างนี้เรียกว่า สังขาร. “การปรุงแต่งนั้นแหละเป็นทุกข์" พระพุทธเจ้าท่านสอนว่าอย่างนี้ ; ว่าการปรุงแต่งนั่นแหละเป็นทุกข์อย่างยิ่ง. ความเกิดก็คือการปรุงแต่ง ความแก่ก็คือ การปรุงแต่ง ความเจ็บก็คือการปรุงแต่ง ความตายก็คือการปรุงแต่ง โสกปริเทว ทุกขโทมนัส อุปายาสอะไร ; แต่ละอย่าง ๆ ก็ล้วนแต่เป็นการปรุงแต่ง. ปรุงแต่งของ
น.353 อะไร ? ของเหตุของปัจจัย. เหตุปัจจัยคืออะไร? ก็คืออวิชชา คือตัณหา คือ อุปาทาน อันนี้มันปรุงแต่ง. จิตถูกปรุงแต่งโดยเหตุปัจจัยของจิต ; จิตคือความคิด ที่เกิดมาแล้วไหลไปนั้นแหละ, ความคิดที่ไหลไปนั้นเรียกว่าจิตเป็นไป ไหลไป เพราะ ปัจจัยปรุงแต่ง ; ทั้งหมดนั้นเรียกว่า "สังขาร". คำว่า "สังขาร" แปลว่าปรุงแต่ง คำว่า "ปรุงแต่ง" ต้องหมายความว่าหลาย อย่าง ไม่ใช่อย่างเดียว, " ถ้าอย่างเดียว ไม่อาจจะเรียกว่าปรุงแต่ง. ถ้าเรียกว่า ปรุงแต่ง ต้องสองอย่างขึ้นไป : เช่นแกงสักหม้อหนึ่งเรียกว่าปรุงแต่ง มันมีอะไร กี่อย่าง ; มันต้องหลายอย่าง แล้วจึงมาปรุงกันเข้าเป็นสังขาร. "สั่ง" แปลว่า พร้อม ; “ขาร" แปลว่ กระทำ ; สังขารแปลว่ากระทำพร้อมหรือกระทำครบ ; แต่เรา เรียกว่าปรุงแต่ง. ทีนี้ การปรุงแต่งนั้นแหละเป็นความทุกข์ เพราะเหตุใด? เพราะเหตุ ว่าการปรุงแต่งนั้นต้องเนื่องด้วย อวิชชา ตัณหา อุปาทาน ; เพราะฉะนั้นจึง เป็นทุกข์. หรือพูดเอากันง่ายๆ ว่า เพราะการปรุงแต่งนั้นทำให้หยุดไม่ได้. การ ปรุงแต่งต้องเปลี่ยนแปลงเรื่อย มันหยุดไม่ได้ ; เพราะฉะนั้นจึงเป็นทุกข์. หรือ ว่าการปรุงแต่งนั้นไม่เป็นอิสระแก่ตัว ต้องเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยเรื่อย ไม่เป็น อิสระแก่ตัว ; เพราะฉะนั้นจึงเป็นทุกข์. ยังมีอีกมากในเรื่องปรุงแต่งของ คำว่า "สังขารเป็นทุกข์". แต่นี่ก็เห็นได้ชัดแล้วว่า เพราะมันปรุงแต่ง ไม่เป็นอิสระแก่ตัว หยุดไม่ได้. ตามหลักของพระบาลีในพระคัมภีร์ ก็กล่าวไว้หลายอย่าง อย่างนี้; แต่ ทุกอย่างนั้นถ้าเราเอามาสรุปความ, หลาย ๆ อย่างนั้นเอามาสรุปความให้สั้นให้น้อย เหลือคำเดียว ก็อาจจะพูดได้ แล้วก็ยังพูดได้หลายโวหาร : - โวหารที่พูดในแง่ของเหตุ ก็ว่ามันเป็นทุกข์เพราะโง่, ทุกข์เพราะโง่ ก็มองเห็นได้ทันที ... โง่จนไปหลง หลงอยาก หรือหลงยึดมั่น เพราะว่าเมื่อโง่ แล้วก็หลง, หลงแล้วก็ไปอยาก ก็ไปยึดมั่นในสังขารคือสิ่งใดสิ่งหนึ่งว่าเป็นตัวกู - ว่าเป็น
น.354 ของกู มันก็เป็นทุกข์ขึ้นมา. นี้เรียกว่าฝ่ายเหตุ : ความโง่เป็นเหตุให้ทุกข์ เพราะโง่ จนไปหลงแล้วมันก็ไปอยาก ไปยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยความเป็นตัวกูเป็นของกู : นี้มันเป็นทุกข์เพราะโง่. ถ้าว่าดูในฝ่ายผลบ้าง ก็ว่าทุกข์เพราะมันหนัก, เพราะไปยึดมั่นถือมั่น ไปแบกไปหาม ไปอะไรเข้าแล้วก็หนัก. ทุกข์เพราะหนัก หนักเพราะแบก, แบก ก็คือตัวกู - ของกู ทั้งดีทั้งชั่ว ตัวกูดีก็หนัก ตัวกูชั่วก็หนัก. อย่าเข้าใจว่าตัวกูดีจะ ไม่หนัก ; ที่จริงนั้นหนัก แต่ไม่รู้สึก, ตัวกูดี ๆ นั้นหนักอย่างไม่รู้สึก. ? ถ้าแบก ก้อนหินธรรมดาสามัญสัก ๒๐ ก.ก. ก็รู้สึกว่าหนักไม่อยากแบก ; แต่ถ้าวัตถุนั้นเป็น เพชรพลอยอย่างแพงที่สุดขึ้นมา, ๑๐๐ ก.ก. ก็ว่าไม่หนัก รู้สึกอยากจะแบกอยู่ นั่นแหละ. นี่จึงว่าตัวกูชั้นดี อย่างดี มันก็หนัก ; ตัวกูชั้นเลวอย่างเลวมัน ก็หนัก แต่ใจมันรู้สึกไม่เหมือนกัน ; ถึงอย่างไรมันก็เป็นของหนัก. เมื่อหนัก ก็เป็นทุกข์, ทุกข์เกิดเพราะความหนัก. ที่นี้ทางจิตใจก็เหมือนกัน มันแบกได้มาก, แบกได้กว่า ๑๐๐ ก.ก. แบกตั้งแสนตั้งล้าน ก.ก. ก็ได้. มีพระบาลีที่เราสวดกันอยู่ทุกวันว่า ภารา หเว ปณจฺขนธา . .. ภาราทานํ ทุกขิ โลเก ; นี้ไม่ต้องแปลแล้ว เพราะสวดกันอยู่ทุกวัน. เบญจขันธ์เป็น ของหนัก ... แบกของหนักเป็นความทุกข์ มีชัดอยู่อย่างนี้ในพุทธภาษิต เราไม่ต้อง พูดเอง ; นี้เรียกว่าทุกข์เพราะว่าโง่ ไปแบกเข้า. ความหมายของคำ ๆ นี้ ยังน่าหวัวคือว่า ที่เป็นทุกข์นี้ยังมีทุกข์อย่างโง่ ทุกข์อย่างฉลาด ทุกข์อย่างลึกซึ้ง กับทุกข์อย่างตื้น ๆ. ทุกข์อย่างตื้น ๆ ชั้นต่ำ ๆ ต้อย ๆ ก็คือว่า ทุกข์เพราะว่ามันต้องทน ทนยาก หรือเหลือทน จึงเรียกว่าทุกข์ ; เช่นแบกของหนักเป็นทุกข์ อะไรเป็นทุกข์อย่างนี้. แต่ผู้มีปัญญาเขาว่าทุกข์ต้น ๆ เท่านี้ก็ยังไม่ทุกข์เท่าไรนัก ; ความที่มันเลว มันน่าเกลียดนั้นเป็นทุกข์กว่า คือว่าสังขารนี้เป็นของมายาหลอกลวง. เบญจขันธ์ ร่างกายชีวิตจิตใจนี้เป็นของไม่มีจริง, เป็นมายา เป็นของหลอกลวง, ดูเข้าแล้ว
น.355 น่าเกลียดเพราะเป็นของหลอกลวง. นี่ทุกข์อย่างนี้เขามีความหมายว่า น่าเกลียด คือปฏิกูล, รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ, อะไรที่แม้สวยงามอย่างไร มันก็เป็นปฏิกูล ; เพราะว่ามันเป็นมายาที่หลอกลวง. ความเป็นปฏิกูลของมัน เขาเรียกว่าความทุกข์ ; อย่างนี้คนที่ใจสูงกว่า, สูงกว่าที่จะว่า หนักแล้วจึงจะเป็นทุกข์. คนที่ฉลาดไปกว่านั้นสูงไปกว่านั้น ก็ว่ามันว่าง ; เพราะว่างนี้เป็นทุกข์. มันว่างอย่างน่าใจหาย, ไม่ว่าอะไรนี้มันว่างอย่างน่าใจหาย. หมายถึงสังขารทั้งหลาย ไม่ว่าอะไรนี้ว่างอย่างน่าใจหาย ไม่มีตัวตนเลย, ไม่มีตัวตนเลย ฉะนั้นนี่คือทุกข์. ความหมายของความทุกข์ อันนี้เขาแปลว่า ว่างว่างอย่างน่าใจหาย. สรุป คำว่าทุกข์นี้ความหมายแปลได้ ๓ อย่างเป็นอย่างน้อย : ทุกข์แปลว่า ทนยาก หรือทนทรมานนี้อย่างหนึ่ง, แล้วทุกข์เพราะมันน่าเกลียดนี้อย่างหนึ่ง, แล้ว ทุกข์เพราะมันว่างอย่างน่าใจหายนี้อีกอย่างหนึ่ง ; ๓ ทุกข์ด้วยกัน, แล้วแต่ว่าคน จะมีปัญญาละเอียดลอออย่างไร สูงต่ำอย่างไร. ศึกษาข้อปฏิบัติในเรื่องอริยสัจจ์ ๔ ให้เข้าใจแล้ว ไม่เหลือวิสัยที่จะทำได้ อริยสัจจ์ที่ ๑ ทุกขสัจจ์ นี้รวมความแล้ว จะต้องรู้ ; เป็นเรื่องที่ต้องรู้ การปฏิบัติเกี่ยวกับความทุกข์ คือต้องทำความรู้ ให้รู้ว่าความทุกข์เป็นอะไร คืออะไร มาอย่างไร อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ปริญเผยย์ เรื่องทุกข์นี้เป็นเรื่องที่ควร กำหนดรู้. เราก็สวดกันอยู่แล้ว ฉะนั้นพยายามทำความรู้, ปฏิบัติในอริยสัจจ์ข้อแรก คือพยายามทำความรู้, ให้รู้จักทุกข์และเหตุของมัน. อริยสัจจ์ที่ ๒ สมุทยสัจจ์ เหตุให้เกิดทุกข์. ทุกข์เป็นเรื่องทาง จิตใจ ไม่ใช่เรื่องทางวัตถุล้วน ๆ, ทุกข์ ทุกข์ ในเรื่องอริยสัจจ์ เฉพาะในเรื่องของ อริยสัจจ์นี้ ความทุกข์เป็นเรื่องทางจิตใจ ไม่ใช่วัตถุล้วน ๆ; ฉะนั้น เหตุให้เกิด ทุกข์ก็เป็นเรื่องทางจิตใจ กิเลสทั้งหลายเป็นเรื่องทางจิตใจ. ความโลภ ความโกรธ
น.356 ความหลงนี้เป็นเหตุของความทุกข์, อวิชชา ตัณหา อุปาทานเป็นเหตุของ ความทุกข์; ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องทางจิตใจ. ทีนี้ คำว่า เหตุของความทุกข์ นี้เป็นคำกำกวม ; ถ้าแปลเป็นไทยเราแปล ว่าเหตุของความทุกข์. ถ้าตัวบาลีแปลว่า ตั้งขึ้นพร้อม. สัง แปลว่าพร้อม, อุ แปลว่า ขึ้น, ทย แปลว่า ตั้ง, สมุทยะ หรือสมุทัย จึงแปลว่า ตั้งขึ้นพร้อม ; ดูแล้วเหมือนกับงอกขึ้นมาอย่างครบถ้วนอย่างนั้น. คำว่าสมุทยะ - งอกขึ้นมาอย่าง ครบถ้วน. ทุกขสมุทย์ แปลว่า การงอกขึ้นมาอย่างครบถ้วนของความทุกข์ ; ฉะนั้นจะเรียกว่าปัจจัยหรือจะเรียกว่าเหตุ หรือเรียกว่าอย่างอื่น มันก็ต้องหมายถึงข้อนี้ ; หมายตามพระบาลีตรง ๆ ดีกว่า คือคำว่า "สมุทัย". แต่ถ้าเราจะพูดว่าสมุทัยของ ความทุกข์ชาวบ้านเดี๋ยวนี้ฟังไม่ถูก ฟังไม่รู้เรื่อง พูดเป็นไทยมาว่า "เหตุของความทุกข์" เสียจนชินแล้ว. คำว่า "สมุฏฐาน" ก็มีความหมายเหมือนกัน มันเป็นสมุฏฐานให้เกิดขึ้น. คำว่า "มูล" แปลว่ารากเง่าให้เกิดขึ้น. คำว่า "อาหาร" แปลว่านำผลมา ; อาหารก็คือ เหตุปัจจัยนั่นเอง. ฉะนั้น เหตุ หรือ ปัจจัย หรือ รากฐาน หรือ มูลฐาน หรือ สมุฏฐาน อะไรก็ตามของความทุกข์นั้น คือ ตัณหา. สำหรับตัณหานี้มีบาลีว่า : ยายํ ตณหา - ตัณหานี้ใด, โปโนพฺภวิกา - ทำความเกิดใหม่, นนทิราคสหคตา - ประกอบด้วยราคะเพราะความเพลิน, ตตรตตราภินนทินี - เพลินอย่างยิ่งในอารมณ์นั้น ๆ ; รวมกันเข้าแล้วได้ความว่า : ความอยากที่เรียกว่าตัณหา เป็นความอยากที่มาจากอวิชชา จึงจะเรียกว่าตัณหา. ถ้าความอยากที่มาจากปัญญา มาจากความรู้ ไม่เรียกว่าตัณหา. ความอยากที่เรียกว่า ตัณหาคือความอยากที่มาจากอวิชชา เป็นตัณหาแล้ว มันเป็น โปโนพภวิกา คือให้ เกิดอุปาทาน ว่าตัวกู ว่าของกู. นนทิราคสหกตา คือพอใจอย่างยิ่งอยู่ด้วยเรื่อง ตัวกู - ของกูนั้น, เพลิดเพลินอย่างยิ่งอยู่แต่ในเรื่องตัวกู - ของกู นี้คือตัณหา, ความรู้สึกของจิตใจอย่างนี้เราเรียกว่าตัณหา, ความรู้สึกอย่างนี้มันได้เข้าไปจับฉวยยึดมั่น ถือมันในสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้ว ; แล้วด้วยอำนาจความยึดมั่นถือมั่นนั้น จึงเป็นทุกข์.
น.357 ทีนี้ ถ้าพูดกันอย่างละเอียด เมื่อตะกี้ก็ได้พูดค้างไว้แล้วว่า "จะว่าให้ฟัง ในเมื่อถามว่า ตัณหานี้จะตั้งขึ้นที่ไหน ? มันจะงอกขึ้นมาจากที่ไหน ? ถ้าใครเคย สวดบาลีมหาสติปัฏฐานสูตร ก็จะพบรายการเหล่านี้ เขาเรียกว่า บียรูป สาตรูป. ขี่ยรูป แปลว่ารูปที่น่ารัก, สาตรูปแปลว่ารูปที่น่ายินดี. คำว่า "รูป" ในที่นี้แปลว่า "สิ่ง" ก็แล้วกัน : สิ่งที่เห็นทางตา สิ่งที่น่ารักน่ายินดี มีอยู่ ๑๐ หมวด หมวดละ ๖. ไม่ต้องจด ต้องจำให้หนักหัวก็ได้, เข้าใจก็พอแล้ว คือว่า ๑๐ หมวด หมวดละ ๖. หมวดที่ ๑ คืออายตนะภายใน : ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ๖ อย่าง หมวดที่ ๒ คืออายตนะภายนอก : ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐ์พพะ ธัมมารมณ์ อยู่ข้างนอก, จะมากระทบ ตา หู จมูก ลิ้น กายใจ ข้างใน. นี่หมวด ที่ ๒ ก็มี ๖ อย่าง. หมวดที่ ๓ คือวิญญาณ : วิญญาณทางตา วิญญาณทางหู วิญญาณทางจมูก วิญญาณ ทางลิ้น วิญญาณทางกาย วิญญาณทางใจ ก็เลยเป็น ๖ วิญญาณ. หมวดที่ ๔ สัมผัส : จักษุสัมผัส - สัมผัสทางตา, โสตสัมผัส - สัมผัสทางหู, ฆานสัมผัส - สัมผัสทางจมูก, ชิวหาสัมผัส - สัมผัสทางลิ้น, กายสัมผัส - สัมผัสทางกาย, มโนสัมผัส - สัมผัสทางใจ. หมวดที่ ๕ เวทนา : เวทนาที่มาจากทางตา เวทนาที่มาจากทางหู เวทนาที่มาจาก ทางจมูก เวทนาที่มาจากทางลิ้น เวทนาที่มาจากทางกาย เวทนาที่ มาจากทางใจ. หมวดที่ ๖ คือสัญญา หลังจากเวทนาแล้วมีความสำคัญมั่นหมายในเวทนานั้น เขา เรียกว่าสัญญา : สัญญาที่มาจากความรู้สึกทางตาในรูปเป็นรูปสัญญา, สัญญาในรูป สัญญาในเสียง สัญญาในกลิ่น สัญญาในรส สัญญาใน โผฏฐัพพะ สัญญาในธัมมารมณ์. สำคัญมั่นหมายว่าอะไร ? ตัวอย่าง เช่นเมื่อมีเวทนาเกิดขึ้นแล้ว สัมผัสเกิดแล้ว เวทนาเกิดแล้ว เวทนานั้น
น.358 เป็นเวทนาอะไร นี้เป็นหน้าที่ของสัญญา เวทนาจากผู้ชาย หรือเวทนา จากผู้หญิง หรือเวทนาอะไร นี้เขาเรียกว่าสัญญา. นี้หมวดที่ ๖ หมวดที่ ๗ สัญญเจตนา นี้มีความเจาะจงในใจแล้ว หลังจากสัญญาเรียกว่าสัญญ- เจตนา ในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ ในธัมมารมณ์. หมวดที่ ๘ คือตัณหา : รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพ- ตัณหา ธัมมารมณ์ตัณหา, ตัณหาในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ ในธัมมารมณ์. หมวดที่ ๙ มาถึงวิตก : รูปวิตก สัททวิตก คันธวิตก รสวิตก โผฏฐัพพวิตก ธัมมวิตก, วิตกในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ ในธัมมารมณ์. หมวดที่ ๑๐ สุดท้ายคือวิจารณ์ : รูปวิจารณ์ สัททวิจารณ์ คันธวิจารณ์ รสวิจารณ์ โผฏฐัพพวิจารณ์ ธัมมวิจารณ์. วิจารณ์ในที่นี้ หมายถึง พิจารณาคือ ความคิดอันดับสุดท้าย ในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ ในธัมมารมณ์. สิ่งที่น่ารักน่ายินดีมี ๖๐ อย่าง : ๑๐ หมวด ๆ ละ ๖ อย่าง รวมเป็น ๖๐ อย่าง มันมาก. แต่ถ้าคนเคยเรียนนักธรรมก็จำง่าย : อายตนะภายใน ๑ อายตนะภายนอก ๑ วิญญาณ ๑ ผัสสะ ๑ เวทนา ๑ สัญญา ๑ สัญญเจตนา ๑ ตัณหา ๑ วิตก ๑ วิจารณ์ ๑ รวมเป็น ๑๐ หมวด ๆ ละ ๖ รวมเป็น ๖๐. ๖๐ อย่างนี้แต่ละอย่าง เป็นบียรูป สาตรูป เป็นที่รักที่ยินดี. เป็นที่รักที่ยินดีของอะไร ? ของอุปาทาน. นี่จำไว้ง่าย ๆ เท่านี้เอง. สิ่งน่ารักน่ายินดีนี้จะมี ๖๐ อย่าง หรือกี่ร้อยกี่พันอย่างก็ตามใจ ; มันเป็นที่รัก ที่ยินดีของอุปาทาน แม้มันจะเผ็ด จะขม จะเหม็น จะอะไร มันก็เป็นที่รักที่ยินดีของ อุปาทาน ; เพราะถ้าลงเข้าไปจับฉวยว่าเป็นตัวเป็นตนแล้ว มันเป็นอุปาทานทั้งนั้น : หอมก็ได้ เหม็นก็ได้ สวยก็ได้ ไม่สวยก็ได้ อร่อยก็ได้ ไม่อร่อยก็ได้, ไปเกลียด
น.359 ก็เป็นอุปาทาน ไปรักก็เป็นอุปาทาน ; ฉะนั้นของทั้ง ๖๐ อย่างนี้ต้องอยู่ในวิสัยเป็น ที่รักของอุปาทาน ที่จะเข้าไปเกลียด หรือจะเข้าไปรัก ก็ตามใจ. อุปาทานมันชอบ, ชอบที่จะเข้าไปยึดถือ ว่าตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ของกู, ว่ารูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ของกู ; ชนิดไหน ก็ของภู เหม็นก็ของกู หอมก็ของกู. วิญญาณทั้ง ๖ นี้ก็ของกู, สัมผัสทั้ง ๖ นี้ก็ของกู, เวทนาทั้ง ๖ นี้ก็ของกู, สัญญาทั้ง ๖ ก็ของกูหรือ - ตัวกู, สัญญเจตนาทั้ง ๖ ก็ของกู, ตัณหาทั้ง ๖ ก็ของกู, วิตกทั้ง ๖ ก็คือตัวกู - ของกู, แล้ววิจารณ์ทั้ง ๖ ก็คือของกู ; เป็นที่รักที่พอใจของอุปาทาน คือความยึดมั่นถือมั่นที่มาจากความโง่ น่าเกลียดก็ไปยึดมั่น สำหรับเกลียด น่ารักก็ไปยึดมั่นสำหรับรัก มันชอบที่จะยึดมั่นถือมั่นอย่างนี้; ดังนั้น จึงเรียกสิ่งเหล่านี้ว่าบียรูป - รูปน่ารัก, สาตรูป - รูปน่ายินดี. ตัณหาเมื่อจะเกิดย่อมเกิดที่นี่, เมื่อจะเข้าไปฝังตัวอยู่ ย่อมเข้าไปฝั่งตัว ที่นี่. พระบาลีว่าอย่างนี้ ฉะนั้น ๖๐ อย่างนั้นแหละ คือที่เกิดหรือที่เกาะของตัณหา ถ้าจะสรุปก็สรุปได้อย่างนี้ว่า ถ้าใน ๖๐ อย่างนี้, ทั้ง ๖๐ อย่างนั้นแหละ ; ถ้ามัน เป็นของที่น่ารัก ชวนจะได้จะเอา นี้มันก็ทำให้เกิดกามตัณหา. มันชอบที่ น่ารักหรือน่าเอา มันก็เกิดกามตัณหา. ที่นี้ถ้ามันไม่ชอบไม่น่ารัก ชวนให้โกรธ ชวนให้เกลียด นี้มันเกิดวิภวตัณหา. ถ้ามันน่ารักชวนให้เป็น มันก็เกิดภวตัณหา ; มี ๓ ตัณหาเท่านั้น. บียรูป สาตรูป เยอะแยะนั้น ทั้งหมดนั้น ถ้ามันน่ารัก น่าเอา น่าได้ มันก็เกิด กามตัณหา ถ้ามันน่าเป็น เช่นธัมมารมณ์ เกี่ยวกับเกียรติยศชื่อเสียงนี้ เราก็อยากจะเป็น ผู้มีเกียรติยศชื่อเสียง อยากจะเป็นนาย เป็นคนที่ดีกว่า อยากจะเป็นเทวดา อยากจะเป็น เศรษฐี อยากจะเป็นอะไรก็ตาม ก็เป็นภวตัณหา. ทีนี้ถ้ามันอยู่ในลักษณะที่ไม่น่ารัก มันก็เป็นวิภวตัณหา คือเกลียด. ฉะนั้น ตัณหาทั้ง ๓ จึงเกิดมาได้จากบียรูป สาตรูป ทั้ง ๖๐ อย่าง นั้น.
น.360 ทำไมพระพุทธเจ้าท่านไปทำให้มันมากมายตั้ง ๖๐ อย่าง ? อย่างนี้เราก็ตอบ ไม่ได้ ; เพราะว่าในมหาสติปัฏฐานสูตรนั้น มักจะพูดอะไรไว้เต็มที่หรือเกินจำเป็น, ที่จริงพูดแต่เพียงว่า รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐ์พพะ ธัมมารมณ์ ๖ อย่างก็พอแล้ว ไม่ไปยึดใน ๖ อย่างนี้ มันก็ไม่มีทางที่จะเกิดอะไรที่ไหนได้. เดี๋ยวนี้มุ่งหมายจะแยกให้มัน ละเอียด ๆ ถี่ยิบไปเลย เพื่อว่าในขณะที่เป็นสักว่ารูปนี้ ก็ยึดมั่นถือมั่นได้. พอเป็น วิญญาณขึ้นมาก็ยึดมั่นถือมั่นได้, พอเป็นผัสสะขึ้นมาก็ยึดมั่นถือมั่นได้ว่าผัสสะของกู ๆ, เป็นเวทนาก็ยึดมั่นถือมั่นได้, กระทั่งถึงสัญญา สัญญเจตนา ตัณหา วิตก วิจารณ์ ไปเลย ยึดมั่นได้ทั้ง ๖๐ อย่างเลย. ทีนี้ การปฏิบัติเกี่ยวกับกิเลสนี้ ก็เป็นเรื่องต้องรู้เหมือนกัน; เพราะ เมื่อตะกี้นี้ได้พูดแล้วว่า เรื่องทุกข์เป็นเรื่องที่ต้องรู้ พร้อมกับเหตุของมัน. กิเลสนี้เป็นเหตุของความทุกข์ ; เพราะฉะนั้น เราต้องรู้ให้ถูกต้องว่า กิเลส เหล่านี้ เป็นเหตุให้เกิดความทุกข์. ความรู้จักกิเลสอย่างถูกต้องอย่างนี้ ก็คือ สัมมาทิฏฐิ. เพราะฉะนั้นในที่สุดความรู้นี้ก็จะไปรวมอยู่ในเรื่องมรรคมีองค์ ๘ ส่วน “สัมมาทิฏฐิ". แล้วมีสติระวังอย่าให้กิเลสเกิด นี้ก็จะไปรวมอยู่ในคำว่า “สัมมาสติ" ในอริยมรรคมีองค์ ๘. ฉะนั้นการปฏิบัติเกี่ยวกับกิเลส เกี่ยวกับสมุทัยนี้ ก็ต้องพยายามทำความรู้จักหน้าตาของมันให้ดีถึงที่สุด ; รู้จักกิเลส รู้จักหน้าตาของกิเลส รู้จักกำพืดของมันให้ดีที่สุด ; นี่แหละเป็นข้อปฏิบัติ อริยสัจจ์ที่ ๓ ทุกขนิโรธอริยสัจจ์ หรือเรียกสั้นๆ ว่านิโรธ มีบาลี ว่า : โย ตสฺสาเยว ตณหาย อเสสวิราคนิโรโธ จาโค ปฏินิสสคโค มุตฺติ อนาลโย ก็สวดกันอยู่ทุกวัน ; ดับไม่ให้เหลือเศษซึ่งตัณหานั้น, การปล่อยซึ่งตัณหานั้น, การสละคืนซึ่งตัณหานั้น, ไม่ทำให้เหลืออาลัยในตัณหานั้น ; คือว่าหมดตัณหา นั่นแหละเรียกว่านิโรธ ดับตัณหาหมด คือดับแห่งทุกข์. ดับตัณหานี้ เพื่อความเข้าใจดี เราจะต้องเข้าใจว่าแบ่งออกเป็น ๒ ชนิด ก็ได้ : ดับสิ้นเชิง คือดับจริง ๆ ตามความมุ่งหมายของอริยสัจจ์ นี้เรียกว่าดับตัณหา
น.361 จริง ๆ ด้วยอริยมรรค มันไม่มาเกิดอีก นี้อย่างหนึ่ง, ดับตามธรรมดา ที่มันดับอยู่เอง นี้อย่างหนึ่ง. ดับตามธรรมดา คือมันดับอยู่เอง ; เพราะขึ้นชื่อว่าสังขารแล้วไม่มีอะไร ที่จะตั้งอยู่ได้ มันต้องดับ ; เช่นความทุกข์ก็ตาม เกิดขึ้นมาแล้ว พอหมดเหตุหมด ปัจจัย เดี๋ยวมันก็สลายไปเอง.ไม่มีใครมาดับ, มันก็ดับเพราะความเปลี่ยนแปลงของ สังขาร. กิเลสความโลภ ความโกรธ ความหลงเกิดขึ้นมา ไม่มีอริยมรรคที่ไหนมาดับ, มันก็ดับเพราะความเปลี่ยนแปลงของเหตุปัจจัย. เดี๋ยวความโลภมันก็ดับไป เดี๋ยว ความโกรธมันก็ดับไป อย่างนี้เรียกว่ามันดับไปตามธรรมดาของสังขาร ที่มีเหตุปัจจัย ปรุงแต่ง แล้วมันเปลี่ยนแปลง ; นี้ก็เรียกว่าดับตามธรรมดา ไม่ใช่ดับด้วยอริยมรรค. หรือว่า ในขณะนั้นเราเกิดสติขึ้นมา : เอ้า! ความโลภเกิดแล้ว โว้ย ! ละอายขึ้นมา ความโลภนั้นหายไป ความโลภนั้นดับไป; อย่างนี้ก็ไม่ใช่ดับด้วย อริยมรรค. มันดับตามธรรมดา เพราะเหตุปัจจัยมันเข้ามา เช่นสติเป็นต้น. ฉะนั้น ดับตัณหาที่เราจะต้องดับ หรือว่าอยู่ในวิสัยที่เราจะต้องทำเป็นประจำวันนั้น คือดับ อย่างที่ว่ามีสติ. ดับตัณหานี่ พยายามทำเรื่อย ๆ ไป จนกว่าจะถึงโอกาสที่จะดับด้วย อริยมรรค. ตามธรรมดาเป็นประจำวันนี้ เราพยายามมีสติไว้เรื่อยเถิด ไม่ให้ตัณหา หรือไม่ให้กิเลสเกิดได้ ; ไม่เท่าไรมันจะเกิดเป็นอริยมรรคได้ เพราะมีความเคยชิน แต่ที่กิเลสไม่เกิด มีสติอยู่เสมอ กิเลสไม่เกิด. ที่นี้ความเคยชินของกิเลสที่จะเกิด มันก็จางไป ; กิเลสที่มีความเคยชินในการที่จะเกิดนั้น, ความเคยชินนั้นจะจางไป ๆ, จางไป ๆ. วันหนึ่งคืนหนึ่งข้างหน้า จะมีปัญญา หรือมีอริยมรรคญาณมาทำให้จาง, จางไปถึงที่ผุด, ไม่อาจจะเกิดได้อีก. ฉะนั้น เดี๋ยวนี้เราต้อง ทำอย่าให้มันเกิด ; เราระวังอย่าให้มันเกิด ไม่มีโอกาสเกิด มันก็เปลี่ยนนิสัยที่จะเกิด เป็นไม่เกิด.
น.362 ระวังแต่อย่าให้มันเกิด ; กิเลสมันก็ไม่ได้เกิด กิเลสมันก็ไม่อ้วนท้วน. กิเลสอ้วนท้วนนั้น คือมันมีความเคยชินที่จะเกิดได้ตามสะดวกมากขึ้น ; อย่างนี้เรียกว่า กิเลสอ้วนท้วน. ที่จริงมันก็ไม่ได้อ้วนท้วนมาแต่ไหน แต่มันมีความเคยชินที่จะ เกิดได้ง่ายมากขึ้น ; เราเรียกว่ากิเลสมันอ้วน. ที่นี้เราไม่ ให้มันเกิดบ่อยเข้า ๆ ; กิเลสมันผอม คือมันเกิดได้ยาก เกิดได้ช้า ; ความเคยชินที่จะเกิดมีน้อยลง. ข้อปฏิบัติ มีอยู่อย่างนี้ เป็นเคล็ดลับอยู่อย่างนี้. จงพยายามมีสติป้องกันความเกิดของกิเลส ให้มากขึ้น ๆ . ทีนี้เมื่อกิเลสมันไม่ ได้เกิด โดยเหตุใดก็ตาม ความทุกข์ก็ไม่มี มันก็ได้ กำไรอยู่แล้ว ; แม้ยังไม่สิ้นเชื้อ ไม่สิ้นอนุสัยของกิเลส แต่มันก็ไม่มีความทุกข์อยู่แล้ว. ตอนใดไม่เกิดกิเลส ตอนนั้นก็คือไม่เกิดตัณหา ; เราจะเรียกเสียใหม่ว่า "ความยังไม่เกิด", ความที่กิเลสตัณหายังไม่เกิด. นี้เราจะมีประโยชน์ข้อนี้ : นี่เดี๋ยวนี้ที่เรามานั่งสบายอยู่นี้ คือมันยังไม่เกิด กิเลส ตัณหา มันยังไม่เกิด เราก็สบายอยู่อย่างนี้ ; พอกิเลสตัณหาเกิด เราก็หมดความสบาย. นี้เราเอาประโยชน์จาก "การที่กิเลสยังไม่เกิด" นี้ให้มากเข้าไว้ก่อน ; เพราะ เป็นสิ่งที่เอาได้ง่ายๆ. ระวังอย่าให้มันเกิดได้ ในเมื่อมันยังไม่เกิด." ที่เป็นไปเอง ในชีวิตประจำวันของเรา ก็มีเหมือนกัน ที่กิเลสยังไม่เกิด เพราะเหตุปัจจัยมัน ไม่มี. กิเลสจะเกิดต่อมีเหตุปัจจัย ; เพราะฉะนั้นเวลาที่กิเลสไม่เกิด เพราะไม่มี เหตุปัจจัย ก็มีอยู่มากในวันหนึ่ง ๆ. เราดูให้ดี ; เราอย่าไปลำเอียงไปโทษมัน เสียเรื่อย ; ที่จริงมันไม่เกิดเอง ก็มีอยู่มาก. ฉะนั้น ข้อนี้ต้องถือประโยชน์ ไว้ก่อน เอาให้ได้ก่อน คือเมื่อตัณหายังไม่เกิด กิเลสยังไม่เกิด เรายังสบายดีอยู่นี้. เมื่อมีการปฏิบัติธรรมอยู่อย่างถูกต้อง โดยเฉพาะสตินี้ กิเลสก็ไม่เกิด ยังไม่เกิดอยู่เรื่อย, มันยังไม่เกิดยิ่งขึ้นทุกที. เพราะเรามีธรรมะอยู่ กิเลสยังเกิดไม่ได้ ; มันก็เกิดภาวะอันหนึ่งขึ้นมา เรียกว่าภาวะว่าง ความว่างจากตัณหา ; นี้มีประโยชน์ ทั้งนั้น ภาวะที่ว่างจากตัณหานี้ไม่ว่าจะเป็นชนิดไหน มีประโยชน์ทั้งนั้น. ภาวะ
น.363 ที่ว่างจากกิเลสแล้วก็มีประโยชน์ทั้งนั้น ; ว่างเพราะตัณหายังไม่เกิด ก็ได้, ว่างเพราะเรา ควบคุม ไม่ให้ตัณหาเกิด ก็ได้, แล้วว่างเพราะอริยมรรคตัดทำลายมันหมดแล้ว ก็ได้ มันได้ทั้ง ๓ ว่าง. ว่างเพราะมันไม่เกิดเองตามธรรมดา เพราะว่าเป็นอยู่เหมาะสม มันไม่เกิดอย่างนี้ก็ได้, แล้วว่างเพราะเราคอยตั้งหน้าตั้งตาบำเพ็ญธรรม ประพฤติ กัมมัฏฐานสติภาวนาอะไรอยู่ มันก็ไม่เกิดเหมือนกัน, ที่นี้อันสุดท้ายกิเลสหมดแล้ว เพราะอริยมรรคนี้ มันก็ ไม่เกิดเหมือนกัน. นี้เรียกว่าภาวะที่ว่างจากตัณหา ๓ ชนิด ชนิดใดชนิดหนึ่งก็ตามมีประโยชน์ ทั้งนั้น ; ยิ่งว่างจากตัณหาได้มากเท่าไร ก็เป็นพระอริยบุคคลมากเท่านั้น. อนุปาทิเสสบุคคลคือพระอรหันต์ นี่ตัณหาไม่มีเหลือ : คือทำลายตัณหาหมด จนไม่มีตัณหาเหลือ; นี้เรียกว่าอนุปาทิเสสบุคคล. บุคคลที่ไม่มีตัณหาเหลือเศษนี้ เป็นพระอรหันต์พวกเดียว. สอุปาทิเสสบุคคล - บุคคลที่ยังมีตัณหาเหลือ ตัณหาดับแล้วยังมีเหลือเศษ ก็คือบุคคล ๙ จำพวก : คือพระโสดาบัน ๓ จำพวก พระสกิทาคามี ๑ จำพวก พระอนาคามี ๕ จำพวก รวมกันเป็น ๙ จำพวก. ๙ จำพวกนี้เรียกว่าบุคคลผู้ดับตัณหา แล้วยังมีส่วนเหลืออยู่. ฉะนั้นพระอริยบุคคลก็ไม่ใช่ใครอื่น คือบุคคลที่ทำงาน เกี่ยวกับตัณหาในการละตัณหา เรียกว่าอริยะเหมือนกัน ; อริยสัจจ์ทำให้เกิดอริยบุคคล ก็คือข้อนี้. อริยสัจจ์ที่ทำให้ตัณหาหมด ก็ทำให้เป็นอริยบุคคล ประเภทอรหันต์. อริยสัจจ์ขนาดที่ทำให้ตัณหาหมดไปบางส่วนเหลือบางส่วน ก็ทำให้เกิดพระอริยบุคคล ชนิดที่เป็นพระโสดาบันบ้าง พระสกิทาคามีบ้าง พระอนาคามีบ้าง. รวมความแล้ว พระอริยบุคคลก็คือผู้ที่ดับตัณหาได้หมด หรือว่าดับได้ตามสัดตามส่วนของความเป็น พระอริยบุคคล. ดับตัณหามันไม่มีค่าอะไรนัก ; ที่จริงนั้น ดับทุกข์มันมีค่า. ดับตัณหา นั้นมาทำให้ดับทุกข์ได้ ; ฉะนั้น ดับตัณหาก็พลอยมีค่าไปด้วย. ดับตัณหาได้
น.364 เท่าไร ก็ดับทุกข์ ได้เท่านั้น. ที่เรียกว่าทุกขนิโรธ - ทุกข์ดับนี้ ก็เพราะว่ามันดับ ตัณหา. ดับตัณหาก็คือดับอุปาทาน ดับอุปาทานคือดับความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกู - ว่าของภู ในสิ่งทั้งปวง. สำหรับ "สิ่งทั้งปวง" นี้มันมีส่วนที่จะต้องเข้าใจเอาไว้ สิ่งทั้งปวงที่เป็น ส่วนเหตุ ก็คือ ๑๐ หมวด ที่ว่าบียรูป สาตรูป ๑๐ หมวด ๖๐ อย่างที่ว่ามาแล้ว. ดับ ความยึดมั่นถือมั่นในบี่ยรูป สาตรูป ๖๐ อย่างนั้นเสีย หรือถ้าจะสรุปแล้วก็เหลือแต่ ๖ อย่างคือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฎฐัพพะ ธัมมารมณ์. ถ้าเป็นส่วนผล ก็ดับความยึดมั่นถือมั่น ในสิ่งที่เป็นส่วนผล กล่าวคือ ดับความยึดมั่นถือมั่นในความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความโศก ความปริเทวทุกขโทมนัส อุปายาส พลัดพรากจากของรัก ประสบกับสิ่งไม่รัก. หรือ เรียกอย่างสรุป ก็คือเบญจพันธ์ที่ประกอบด้วยอุปาทาน นี้เรียกว่าดับความยึดมั่น ถือมั่นในธรรมะประเภทที่เป็นผล. ที่นี้ ดับความยึดมั่นถือมั่นในธรรมประเภทที่เป็นธรรม เป็นกิริยา ; ซึ่ง จะไม่เรียกว่าเหตุว่าผล ; ก็คือว่า :- - ยึดมั่นถือมั่นในกรรม ในผลกรรม ในตัวกรรม ; ก็อย่ายึดมันว่ากรรม ของเรา, ในผลกรรมก็อย่ายึดมั่นว่าผลกรรมของเรา. - ในภพทั้งหลาย กามาวจรภพ รูปาวจรภพ อรูปาวจรภพ คือว่าภพชนิด ไหนก็ตามใจ รวมทั้งอบายด้วยก็ไม่ยึดมั่นภพเหล่านั้นว่าของเราว่าตัวเรา. - แม้แต่ภูมิของจิต กามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ โลกุตตรภูมิ ก็ ไม่ยึดมั่นภูมิเหล่านั้นว่าของเราหรือว่าตัวเรา. อันสุดท้าย มรรค ผล นิพพาน ก็ไม่ยึดมั่น ; มรรค ผล นิพพาน ว่าของเรา. นี้มันยึดไม่ได้ ; มรรค ผล นิพพาน จะยึดว่าของเราไม่ได้. ถ้ายึดก็คือ
น.365 ไม่ใช่ของจริง จะว่านิพพานของเรานี้มีไม่ได้ ; เพราะว่าเมื่อบรรลุถึงนิพพานนั้น ตัวเราหมดเสียแล้ว จิตหมดตัวเราแล้วจึงจะบรรลุนิพพานได้ ฉะนั้น จิตจึงไม่มีโอกาส จะยึดถือว่า นิพพานของเรา. ถ้าเรายังโง่อยู่ เราก็พูดได้ว่านิพพานของเรา นิพพานที่เราจะเอา นิพพาน ที่เราจองไว้ล่วงหน้า ; อย่างนี้ก็พูดได้. แต่เมื่อจิตได้บรรลุถึงขั้นนั้นจริงมันหมดตัวเรา ; ก็เลยไม่มีนิพพานที่จะเป็นของเรา. นิพพานก็ของนิพพาน นิพพานก็สักว่านิพพาน สักว่าธรรมชาติ, เป็นที่ดับแห่งความทุกข์ทั้งปวง ; ไม่ใช่ตัวกู - ไม่ใช่ของกู. ฉะนั้น วิธีปฏิบัติเกี่ยวกับนิโรธสัจจ์ นี้ก็คือว่า รู้ข้อที่ว่ายึดมั่นอะไรไม่ได้; ระวังไม่ให้มี ความยึดมั่นถือมั่น มันจึงจะเป็นนิโรธ คือดับอยู่เรื่อย. พอยึดมั่นถือมั่น ก็เป็น สมุทัยขึ้นมาทันที, พอมีตัณหา มีอุปาทาน เป็นสมุทัยทันที ; พอว่างตัณหา ว่างอุปาทานก็เป็นนิโรธทันที. รู้ข้อนี้ไว้ให้ดีๆ สำหรับการปฏิบัติ ; ถ้าปฏิบัติ ก็ต้องศึกษาจนให้รู้ข้อนี้. อริยสัจจ์ที่ ๔ คือ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์ ที่เรียกว่า มรรค นี้คือตัวการปฏิบัติโดยตรง. ๓ อย่างข้างต้นที่แล้วไปนั้น - เป็นเรื่องรู้มากกว่า เรื่องการปฏิบัติ; ถ้าปฏิบัติก็ปฏิบัติเพื่อทำให้รู้. ทีนี้พอมาถึงขั้นนี้ก็ทำจริง ๆ ให้ กิเลสหมดไป เรียกว่ามรรค หรือว่ามัชฌิมาปฏิปทา, หรือเรียกว่านิโรธคามินีปฏิปทา ชื่อมีหลายชื่อแต่รวมแล้วคือมรรค - หนทางที่จะดับทุกข์. ทีนี้เราจะพูดไปในแง่ของการปฏิบัติล้วน : ในแง่ของปริยัติพูดมามากมาย แล้วคราวก่อน ก็พูดมากแล้ว ไม่เอามาพูดอีก ทีนี้จะพูดในแง่ทฤษฎี ในแง่ที่จำเป็น แก่การปฏิบัติคือ วิถีทางที่จะดับตัณหา, ทางที่จะดับตัณหาคือมรรคนี้ เราจะยกเอา คำของพระอานนท์มาพูด ก่อนคำของพระพุทธเจ้า. พระอานนท์พูดว่า "จงอาศัยตัณหาละตัณหา" นี่พูดภาษาคนที่สุด ภาษา โฆษณาชวนเชื่อที่สุดว่า จงอาศัยตัณหาละตัณหา. คนที่ยึดมั่นธรรมะจัดก็ฟังไม่ถูก
น.366 เหมือนกัน แต่ชาวบ้านจะพังถูก : อาศัยตัณหานั่นแหละละตัณหาเสีย ; นี้มันคนละ ตัณหา. ตัณหาที่จะเอามาใช้เป็นเครื่องมือใช้ละตัณหานั้น คือตัณหาฝ่ายข้างดี, ได้แก่ความอยากซึ่งไม่ควรเรียกว่าตัณหา คือความต้องการที่มาจากปัญญา มาจาก วิชชา. พระอานนท์แกล้งเรียกว่าตัณหา ซึ่งพระพุทธเจ้าไม่เคยเรียก. ความ อยากดีนั้นแหละเรียกว่าตัณหาของพระอานนท์ ; แล้วก็เอามาเป็นเครื่องมือละตัณหา ที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์. คำอธิบายในสูตรนี้มีอยู่ชัดดังที่ พระอานนท์ ได้อธิบาย ว่า : บุรุษนั้นควรจะคิดว่า คนอื่นทำไมเขาจึงปฏิบัติได้ หรือว่าละมันได้ เราก็เป็น คน ๆ หนึ่งเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราก็ควรจะทำได้ ; เพราะฉะนั้น อาศัยมานะ อาศัยตัณหา อาศัยข้อนี้ อยากจะดับความทุกข์นั้นเสีย ; เราต้องอยากดับทุกข์ มันจึงจะดับทุกข์ได้. เราต้องอยากดับทุกข์ อยากดับทุกข์นี้ ที่จริงไม่ควรเรียกว่าตัณหา แต่ทีนี้ ภาษาชาวบ้านภาษาคนโง่ ๆ เรียกว่าตัณหาก็เอา. อาศัยความอยากละความอยากเสีย, อาศัยตัณหาละตัณหาเสีย ; แต่ความอยากทีแรกนั้นคือความอยากดี แล้วก็ไปละชั่วเสีย. ฉะนั้นทุกคนต้องเตรียมพร้อมที่ว่า เราจะต้องมีความพยายาม มีความต้องการ ที่จะละตัณหาเสีย. ความพยายามความต้องการอันนี้ เรียกว่าตัณหาที่มาจากปัญญา มาจากวิชชา รู้ดีรู้ชั่วแล้ว, เกิดต้องการขึ้นมา, กล แล้วก็จะละความอยากโง่ ๆ ที่มาจาก อวิชชาเสีย. การที่จะคิดดับตัณหา ละตัณหาในเบื้องต้น ก็เพราะว่าอยากจะดับมันเสีย ทีนี้จะเอาตัณหาละตัณหามันก็อย่างเดียวกันอีกนั่นแหละ คือจะต้องทำลายอวิชชาเสีย ต้องมีความอยากในการที่จะทำลายอวิชชาเสีย, หรือป้องกันไม่ให้อวิชชาเกิดก็ได้ เหมือนกัน ; คืออย่าเผลอสติแล้วอวิชชาเกิดไม่ได้. เรื่องนี้ไม่ค่อยพูดกัน พูดกันแต่ เรื่องอะไรก็ไม่รู้ ไม่พูดกันในข้อที่ว่า อวิชชานี้เพิ่งเกิด เพิ่งเกิดเมื่อตากระทบรูป หูได้ยินเสียงเป็นต้น. อวิชชามันจึงเกิดตั้งต้นขึ้นมาที่นั่น ; ไม่ใช่มันเกิดอยู่แล้ว ไม่ใช่
น.367 มันเกิดอยู่ตลอดเวลา ; ที่สอนกันมาผิด ๆ นั้นสอนให้เข้าใจผิด เอาอวิชชาเกิดอยู่ในใจ ตลอดเวลา นั้นมันผิด. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า : มันเพิ่งเกิดเมื่อเผลอสติ, เมื่อขาดสติ อวิชชา ก็ตั้งต้นขึ้นมาทำงานตามหน้าที่ของอวิชชา ; เช่นตากระทบรูป ถ้าขณะนั้นเผลอสติ อวิชชาก็ก่อเชื้อก่อรูปขึ้นมา สำหรับปรุงกิเลสทั้งหลายจนเป็นตัณหาอุปาทาน. ดังนั้น เมื่อมีสติป้องกันอวิชชา อวิชชาก็ไม่เกิด ตัณหาก็ไม่เกิด, หรือว่าอวิชชากำลัง เกิดอยู่ เผลอไปแล้ว ก็มีสติอันที่ ๒ เข้ามา อวิชชาก็ดับ ตัณหาก็ดับอีกเหมือนกัน. ฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่า สติ นั้นแหละ เป็นเครื่องมือที่จะป้องกันการเกิดแห่งอวิชชาด้วย, แล้วก็จะทำลายอวิชชาที่กำลังเกิดอยู่ด้วย นี้สรุปข้อแรกก็ว่า อาศัยตัณหาละตัณหา มันเป็นอย่างนี้ : อยากดับตัณหา นั่นแหละแล้วจะได้ดับตัณหา. ทีนี้จะใช้คำอื่นว่า อยู่ด้วยอัฏฐังคิกมรรคคือเป็นอยู่ โดยชอบ ; ไม่ใช้ คำว่า อาศัยตัณหาละตัณหาแล้ว ดูมันน่ากลัว. แม้จะพูดว่า หนามยอกเอาหนามบ่ง มันก็น่ากลัว. ที่จริงมันก็เป็นวิธีที่สำเร็จประโยชน์ ; ถ้าหนามยอกเข้าไปแล้วหาหนาม มา ๒ อัน งัดหนามอันนั้นออก มันก็ได้เหมือนกัน ; แต่มันน่ากลัว. "อยู่ด้วยอัฏฐังคิกมรรค" คือปฏิบัติในมรรคมีองค์ ๘ อยู่ตลอดเวลา ตัณหาไม่มีทางเกิด กิเลสไม่มีทางเกิด กิเลสไม่ได้อาหารหล่อเลี้ยง. นี่ไปศึกษา เรื่องมรรคมีองค์ ๘ ที่เคยพูดกันมาหลายครั้งหลายหนจนจำได้ จนเข้าใจกันแล้ว : สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัป โป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ นี้ว่าเป็นอย่างไร. ถ้าอยู่ด้วยลักษณะอย่างนั้น ไม่มีทางที่ ตัณหาจะเกิด เพราะมันเป็นสติ เป็นปัญญา เป็นศีล เป็นอะไรสมบูรณ์ในนั้น. ตัณหาเกิดไม่ได้ แล้วก็ไม่มีอะไรเป็นอาหารหล่อเลี้ยงตัณหาด้วย ; ฉะนั้น ตัณหานุสัยก็ร่อยหรอลง.
น.368 ตัณหาธรรมดาไม่เกิด ; ตัณหานุสัยคือความเคยชินแห่งตัณหา ก็ร่อยหรอ ลง, ร่อยหรอลง. สักวันหนึ่งก็ถึงความสิ้นสูญไป. ฉะนั้นจึงอยู่โดยที่ว่าตัณหานุสัย ไม่ได้อาหารหล่อเลี้ยง ก็คือไม่ให้มันเกิดนั่นเอง เมื่อไม่ได้เกิดมันก็สูญเสียความเคยชิน ในการเกิด ; จนร้อยวันไม่ได้เกิด ร้อยเดือนไม่ได้เกิดนี้; มันก็สูญเสียความเคยชิน ในการเกิด ; สักวันหนึ่งมันก็หมด. ฉะนั้นอยู่ด้วยอัฏฐังคิกมรรค ตัณหาไม่มี โอกาสเกิด และไม่มีการได้อาหารหล่อเลี้ยง. นี้พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่า “การเป็นอยู่โดยชอบ" , มีชีวิตเป็นอยู่ โดย ชอบชนิดที่ทำให้โลกนี้ ไม่ว่างจากพระอรหันต์. ถ้าอยู่กันอย่างนี้ โลกนี้ไม่ว่างจาก พระอรหันต์ ; แล้วดีกว่านั้นก็คือว่า ถ้าอยู่กันอย่างนี้ โลกนี้จะอยู่กันเป็นผาสุก : ไม่ต้องรบราฆ่าฟันกัน ไม่ต้องทำอันตรายเบียดเบียนกัน แม้แต่เรื่องเล็กเรื่องน้อย. อัฏฐังคิกมรรคมีอยู่ ๘ องค์ คือความถูกต้อง ๘ ชนิด : ความเข้าใจ ถูกต้อง ความปรารถนาถูกต้อง พูดจาถูกต้อง การงานถูกต้อง เลี้ยงชีวิตถูกต้อง พากเพียรถูกต้อง มีสติถูกต้อง สมาธิถูกต้อง ; ๘ อย่างถูกต้องรวมกันเป็นสิ่งเดียว เส้นเดียว คือมรรค .. ฉะนั้นจึงเรียกว่าหนทางเส้นเดียว สำหรับบุคคลเดียวเดินไป สู่สิ่ง ๆ เดียวคือนิพพาน คือความดับทุกข์; ทำแทนกันไม่ได้ แล้วก็ไม่มีมากทาง มากเรื่อง ไม่ยุ่งยากมากเรื่อง. มีเรื่องเดียว : ทางเส้นเดียวสำหรับบุคคลคนเดียว, เดินไปสู่สิ่ง ๆ เดียว ; นี้ก็คืออัฏฐังคิกมรรค. ทีนี้ ต้องสนใจว่ามีการปฏิบัติอย่างไร ? ในอัฏฐังคิกมรรคหรือมรรค มีองค์ ๘ นี้ ซึ่งมีมากถึง ๘ องค์. แต่อย่ากลัวอย่าท้อถอย เรื่องจำนวน ๘ นั้นเพียงขู่ ให้กลัว, ที่แท้ก็มีสำคัญอยู่ข้อเดียวคือ สัมมาทิฏฐิ. ถ้าสัมมาทิฏฐิมีแล้ว อันอื่น ถูกลากมาเป็นหางมาเอง. ขอให้มีสัมมาทิฏฐิเถอะ ที่เหลืออีก ๗ จะถูกลากมาเป็นขั้วเดียว พวงเดียวกัน. ฉะนั้น อย่าไปกลัวว่ามันมาก ทำสัมมาทิฏฐิอย่างเดียวให้สำเร็จ ; อย่ามีความเห็นผิด อย่าเข้าใจผิด พอเข้าใจถูกแล้วมันจะเกิด "ชอบ" ขึ้นมาเองในทาง ที่จะดับทุกข์ ; และมันจะง่ายเสียทีเดียว. ถ้าไม่อย่างนั้นมันจะยากจะรู้สึกว่าเหลือวิสัย
น.369 ไปเลย. ถ้าสัมมาทิฏฐิไม่พอ จะเห็นว่านี้ยาก นี้เหลือวิสัย อย่าเอามาพูดกับชาวบ้าน แต่ถ้าสัมมาทิฏฐิมีพอแล้ว จะเห็นเป็นของอยู่ในวิสัย สามารถที่จะทำได้. พระพุทธเจ้าจะไม่ตรัสสิ่งที่เหลือวิสัยของคน ; พระพุทธเจ้าท่านก็ ยืนยันเองอย่างนี้ แล้วเราก็ควรจะเชื่ออย่างนี้ ว่าพระพุทธเจ้าจะไม่พูดให้เสียเวลา ด้วยการเอาเรื่องที่คนทำไม่ได้มาพูด. อาตมาจึงเอาเรื่องสัมมาทิฏฐิขึ้นมาพูดเป็นเรื่อง แรก, และการปฏิบัติในมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งเป็นตัวสำคัญของอริยสัจจ์ ก็คือสัมมาทิฏฐินั้น. ฉะนั้น ขอให้สนใจคำว่า "สัมมาทิฏฐิ" คำเดียวนี้ให้มาก. สัมมาทิฏฐิโดยตรง โดยหลักใหญ่ โดยหลักสำคัญที่สุดก็คือความรู้เรื่อง อริยสัจจ์ ๔ นั่นเอง : ฉะนั้น ต้องรู้เรื่องอริยสัจจ์ ๔ นี้ให้ถูกต้อง ให้แจ่มกระจ่าง ให้ถูกต้องด้วย ให้ครบถ้วนด้วย แล้วก็เป็นสัมมาทิฏฐิ : ว่า ทุกข์คืออะไร ? เหตุให้ เกิดทุกข์คืออะไร ? ความดับทุกข์คืออะไร ? ทางให้ถึงความดับทุกข์คืออะไร ? มันก็ วกมาที่การรู้เรื่องอริยสัจจ์ทั้ง ๔. นี้คือตัวสัมมาทิฏฐิ สำคัญที่สุด ; เพราะปัญหา ก็คือต้องการจะดับทุกข์, มันมีเรื่องเดียวว่าจะดับทุกข์ ก็ต้องรู้เรื่องทุกข์, รู้เรื่องเหตุให้ เกิดทุกข์, รู้เรื่องสภาพความสิ้นทุกข์, และรู้เรื่องหนทางให้ถึงสภาพนั้น ; สี่เรื่องนี้ จึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับคำว่า "สัมมาทิฏฐิ". ทีนี้ คำว่า สัมมาทิฏฐินั้นมันกว้าง ถ้าเรื่องใดที่เกี่ยวกับประโยชน์อันนี้ แล้ว เรียกว่าสัมมาทิฏฐิหมด ; สัมมาทิฏฐิที่ ๑ รู้เรื่องอริยสัจจ์. สัมมาทิฏฐิที่ ๒ รู้เรื่องไตรลักษณ์ คือเรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนิจจัง ทุกขัง ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา. เราท่องกัน อยู่ทุกวัน ให้รู้ว่าสังขารทั้งหลายมีแต่ความเปลี่ยนแปลงเรื่อย ; เพราะเป็นไปตามเหตุ ตามปัจจัย. ส่วนสิ่งทั้งปวงทั้งสังขารและไม่ใช่สังขารนั้นเป็นอนัตตา ไม่มีส่วนที่จะเป็น ตัวตนหรือของตน เป็นธรรมชาติเท่านั้น.
น.370 สัมมาทิฏฐิที่ ๓ เป็นเรื่อง รู้เรื่องกรรม และ ความสิ้นไปแห่งกรรม : เรื่องกรรมคือกรรมดีกรรมชั่ว ใครทำกรรมใดไว้ต้องได้รับผลแห่งกรรมนั้น. นี้เรียกว่า เรื่องกรรม เป็นไปตามกรรม อยู่ใต้อำนาจของกรรม. แล้วถัดไปก็เป็นเรื่องกรรมที่สาม ที่ทำให้สิ้นกรรม, คืออริยมรรค ที่ตัดกิเลสได้ นั่นแหละเป็นกรรมที่สาม ทำเข้าแล้ว จะเกิดความสิ้นไปแห่งกรรม ไม่มีกรรมใดเหลือ. นี่ถ้ารู้ ถ้าเข้าใจแจ่มแจ้งในเรื่องนี้ ก็เรียกว่าสัมมาทิฏฐิในเรื่องกรรม รายละเอียดต่าง ๆ ได้พูดมาแล้ว ในการบรรยายครั้งที่ แล้วมา ที่เรียกว่าเรื่องกรรมกับความสิ้นกรรม. สัมมาทิฏฐิที่ ๔ ระบุไปยังเรื่องปฏิจจสมุปบาท มีรายละเอียดที่จะพูดถึง กันในการบรรยายคราวหน้า, หลักการปฏิบัติเกี่ยวกับปฏิจจสมุปบาท นี้ก็ไม่มีอะไร ความหมายสำคัญมันอยู่ที่ว่า ให้มีปัญญาเข้าใจแจ่มแจ้งให้เห็นว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวง นี้มันเป็นไปตามลำพังไม่ได้ ; มันต้องอาศัยสิ่งต่าง ๆ ปรุงแต่ง อาศัยกันและกันเป็นไป, ไม่มีอะไรเป็นของสิ่งเดียวแล้วเป็นไปได้ตามลำพังตัวเอง. ให้ดูเหมือนอย่างว่า ร่างกายนี้มันอาศัยข้าวปลาอาหาร อาศัยดินฟ้าอากาศ อาศัยอุปกรณ์อะไรต่าง ๆ มันจึงเป็นไปได้, เป็นไปได้ วันหนึ่ง ๆ มันไม่มีอะไรเป็นตัวเอง ตามลำพังได้. ความทุกข์ก็เหมือนกัน ก็ต้องอาศัยเหตุหรือปัจจัยที่เกี่ยวข้องนั้น ส่งต่อกันไปเรื่อย : อวิชชาให้เกิดสังขาร, - สังขารให้เกิดวิญญาณ, - วิญญาณให้เกิดนามรูป, - นามรูปให้เกิดอายตนะ, - อายตนะให้เกิดผัสสะ, - ผัสสะให้เกิดเวทนา, - เวทนา ให้เกิดตัณหา, - ตัณหาให้เกิดอุปาทาน, - อุปาทานให้เกิดภพ, - ภพให้เกิดชาติ, - ชาติให้เกิดทุกข์. ไม่มีอะไรเกิดได้ตามลำพัง หรือเป็นอยู่ได้เองตามลำพัง หรือหยุด อยู่ได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนไป. อย่างนี้เขาเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท เข้าใจแจ่มแจ้ง เรื่องนี้ก็เป็นสัมมาทิฏฐิอันสูงสุด. สัมมาทิฏฐิอันสุดท้าย ที่ ๕ ที่อยากจะเอามาพูดก็คือ สัมมาทิฏฐิ เรื่อง สุญญตา ที่เป็นยูโดทางวิญญาณ เอาทีเดียวทุกข์ไม่มีเหลือนั้น คือเรื่องสุญญตา ; ถ้าเข้าใจเรื่องสุญญตาก็เป็นสัมมาทิฏฐิสูงสุด. ทุกสิ่งว่างจากตัวกู - ของกู.
น.371 ทั้งหมดนี้เรียกว่า สัมมาทิฏฐิในชั้นโลกุตตรธรรม ; ที่ว่าจะช่วยให้คนไป เหนือโลก. ถ้าเป็นสัมมาทิฏฐิฝ่ายโลกียธรรม ที่จะทำให้คนเวียนว่ายอยู่ในโลก ; นี้ก็คือมายึดเรื่องดีเรื่องชั่ว มีบุญมีบาป มีนรกมีสวรรค์ ทำดีไปแค่สวรรค์ ทำไม่ดี ไปนรก นี้ก็เวียนว่าย. สัมมาทิฏฐิสำหรับเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสารอย่างดี ๆ นี้ไม่พ้นทุกข์สิ้นเชิง เป็นแต่เพียงว่าได้สุขเวทนาประเภทโลกียะ สนุกสนาน เพลิดเพลินไปวันหนึ่ง เกิดสวย เกิดรวย เกิดดี เป็นเทวดา เป็นเศรษฐี, วนเวียน อยู่แต่ตรงนี้, รวมทั้งอย่าลบหลู่บุญคุณพ่อแม่ครูบาอาจารย์ด้วย. นี้เขาเรียกว่า สัมมาทิฏฐิฝ่ายชั้นต้น ชั้นมูล ชั้นรากฐาน ; แต่สัมมาทิฏฐิขั้นสูงขึ้นไป มันไม่เอา สิ่งเหล่านี้; ไม่ยอมเวียนว่ายอยู่ในสิ่งเหล่านี้; จึงกลายเป็นเรื่องรู้อริยสัจจ์ รู้เรื่องไตรลักษณ์ รู้เรื่องกรรม รู้เรื่องปฏิจจสมุปบาท รู้เรื่องสุญญตาไปโน่นเลย. รวมความว่า สัมมาทิฏฐิฝ่ายที่ให้ออกไปยังนิพพานนั้นพวกหนึ่ง, สัมมาทิฏฐิ สำหรับให้เวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสารชั้นดี ๆ นี้อีกพวกหนึ่ง. ส่วนเรื่องอริยสัจจ์นี้ไม่ต้องการ สัมมาทิฏฐิอันต้น ๆ ต่ำ ๆ สำหรับเวียนว่ายที่ดี. สัมมาทิฏฐิในอัฏฐังคิกมรรค ต้องการ ให้ออกไปจากความทุกข์ทั้งปวง จึงระบุไปยังเรื่องอริยสัจจ์ ; เพราะฉะนั้น ถ้ามี สัมมาทิฏฐิอย่างนี้แล้วไม่ต้องกลัว ขอให้มีจริง มันจะลากอันอื่นมาหมด. พอเรามีสัมมาทิฏฐิถูกต้อง - ความปรารถนาก็ต้องถูกต้อง เพราะความรู้ ถูกต้องมีเสียแล้ว ไม่มีทางปรารถนาผิด. พอสัมมาทิฏฐิถูกต้อง - พูดจาก็ถูกต้อง เพราะมันพูดไปตามจิตใจ จิตใจมีสัมมาทิฏฐิ ปากก็พูดถูก ; - กายมันก็ทำงานถูก, - เลี้ยงชีวิตก็ถูก, - ความเพียรก็ถูก, - สติ, - สมาธิพลอยถูกไปหมด. แต่ว่า สมาธิทำหน้าที่อีกอย่างหนึ่ง คือว่าส่งเสริมกำลังของสัมมาทิฏฐิให้แรงยิ่งขึ้นไป, เป็นตัว กำลัง ; ฉะนั้น มรรคมีองค์ ๘ เลยสมบูรณ์ ; อยู่เป็นมรรคชนิดที่เรียกว่าเส้นเดียว สายเดียว อันเดียว เรียกว่า อริยมรรค.
น.372 ถ้าเข้าใจอย่างนี้แล้วก็จะสนใจแต่เรื่องสัมมาทิฏฐิ ไม่มากเรื่อง สัมมาทิฏฐิ เหมือนกับเครื่องนำทาง เหมือนกัปตันเรือ เขามีเข็มทิศที่เดินถูกทาง ไม่เดิน หลงทาง. สมัยโบราณ ก่อนมนุษย์รู้จักใช้เข็มทิศ เขาใช้นกชนิดหนึ่ง” เลี้ยงไว้สำหรับหาหนทาง ในทะเล ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรเสียเลย. นี่เมื่ออยู่อย่างครบถ้วนด้วยความถูกต้อง ๘ ประการนี้ เรียกว่า อยู่ โดยมี อัฏฐังคิกมรรคแล้ว โลกไม่ว่างจากพระอรหันต์ : คืออยู่โดยไม่มีการยึดถืออะไร สิ่งใดว่าเป็นตัวกู ว่าเป็นของกู. นี่คือปฏิบัติในมรรคมีองค์ ๘, หรือ เรียกว่า มรรค คือ รู้อย่างถูกต้อง เข้าใจอย่างถูกต้อง แล้วก็เชื่ออย่างถูกต้อง ; ศรัทธา ความเชื่ออย่างถูกต้องรวมอยู่ในข้อนี้; ศรัทธาเชื่อผิดเอาไปไว้ที่อื่นไม่เกี่ยวกับข้อนี้, ศรัทธาที่ถูกต้องมารวมอยู่ในสัมมาทิฏฐิ. สรุปความเรื่องนี้ที่ว่า อริยสัจจ์ทั้ง ๔ เรื่อง อริยสัจจ์ทั้ง ๔ นั้น อย่าไป เข้าใจว่าเป็นเรื่องเหลือวิสัยหรืออยู่ไกล มีอยู่สำหรับคนบางพวก. ขอให้เข้าใจ เสียใหม่ว่าอยู่กับคนทุกคน และมีอยู่แล้วในคนทุกคน. ใช้คำว่า "มีอยู่แล้วในคนทุกคน" , อริยสัจจ์มีอยู่แล้วในคนทุกคน, เกิด - ดับ ๆ ๆ อยู่ในคนทุกคน. เดี๋ยวมีทุกข์ เพราะมีตัณหา, "เดี๋ยวตัณหาดับไป; ทุกข์นั้นก็ดับไปตามธรรมชาติ. หรือว่ามีสติ นึกขึ้นได้, ตัณหาดับไป ทุกข์ก็ดับไป ; อย่างนี้วันหนึ่งคืนหนึ่งมีอยู่แล้ว. ในเด็กก็มี ในหนุ่มสาวก็มี ผู้ใหญ่ก็มี คนแก่คนเฒ่าก็มี อย่างที่ได้ยกตัวอย่างมาให้ฟังข้างต้น. ฉะนั้น จำกัดความสักหน่อยก็ว่า อริยสัจจ์นั้นเป็นเรื่องที่มีอยู่จริงในคนทุกคน ในชีวิต ประจำวัน ทั้ง ๔ อริยสัจจ์ ครบอยู่แล้ว ในร่างกายที่ยาวเพียงประมาณวาหนึ่งเท่านั้น. ทีนี้ยังแถมว่า แม้ไม่ถึงว่า คือในเด็ก ๆ ที่ตัวยังไม่ยาวถึงว่า ก็มีอริยสัจจ์นี้อยู่แล้ว. พระพุทธเจ้าท่านพูดอย่างถ้อยคำธรรมดา โวหารธรรมดา : ว่าในร่างกาย ที่ยาวประมาณวาหนึ่ง ; นี้หมายถึงคนผู้ใหญ่. คนผู้ใหญ่บางคนก็ยาวกว่าวา, ผู้ใหญ่ บางคนก็ไม่ถึงวา ; แต่ว่าเด็ก ๆ เมื่อรู้สึกผิดชอบชั่วดีแล้วก็อยู่ในวิสัยที่จะมีอริยสัจจ์
น.373 เกิด - ดับ ๆ อยู่ในนั้น. ให้หาดูให้ดี: ถ้าผู้ใดรู้เรื่องอริยสัจจ์แล้วปฏิบัติจะไม่มี ทุกข์เลย ผู้ใดไม่รู้แล้วก็ปฏิบัติไม่ได้ ไม่ปฏิบัติก็ต้องมีทุกข์เท่านั้น. ทีนี้มาถึงหน้าที่ ขอให้จำไว้ หน้าที่คือ ๑. ต้องรู้ในส่วนที่ควรรู้ คือ เรื่องทุกข์. ๒. ต้องละในสิ่งที่ต้องละ คือสมุทัย. ๓. ต้องทำให้แจ้งในส่วนที่ควร ทำให้แจ้ง คือนิโรธ. ๔. ต้องทำให้เกิดมีในส่วนที่ควรทำให้เกิดมี คือมรรค. พูดกลับกันก็ว่า ทุกข์ เป็นสิ่งที่ควรรู้, สมุทัย เป็นสิ่งที่ควรละ, นิโรธ คือสิ่งที่ควรทำให้แจ้งออกมา, มรรค เป็นสิ่งที่ควรทำให้มีขึ้น. "เราต้องทดสอบ มีเครื่องทดสอบว่า เรื่องมันว่าอย่างไร ? เรื่องนั้นเราต้องทำอย่างไร ? แล้วเรื่องนั้นเรา ทำเสร็จแล้วหรือยัง ? นี่เป็นเครื่องวัดตัวเองว่า เรารู้ไหมว่าเรื่องนั้นมันว่าอย่างไร ? และว่าเรื่องนั้นแหละเราจะต้องทำอย่างไร ? และเรื่องนั้นเราทำเสร็จแล้วหรือยัง ? พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่า ญาณเกี่ยวกับอริยสัจจ์ สำหรับเป็นความรู้ที่จะบอกให้รู้ว่าเรา ได้มีอริยสัจจ์หรือไม่. นี้เรียกว่าเป็นเรื่องจำเป็นแก่คนทุกคน อยู่ในวิสัยที่จะทำได้และจะทดสอบได้. อย่าไปเข้าใจว่าไม่ได้มีอยู่ หรือว่าเหลือวิสัย ; ฉะนั้น ถ้าพูดเรื่องอริยสัจจ์แล้ว เขา ชอบเล่านิทานกันเรื่องหนึ่งเป็นการส่งท้าย ; คือนิทานเรื่องคนที่ ไม่ยอมเชื่อว่า ความดับทุกข์นั้นมีอยู่. ที่นั่งอยู่ที่นี่ก็ดูเหมือนจะมีหลายคนที่ไม่ยอมเชื่อว่าเราอาจจะ ดับทุกข์ได้ หรือว่าความดับทุกข์นั้นมีอยู่ ; คือเห็นเป็นเหลือวิสัยไปเสีย ; หรือ บางทีก็ไม่เชื่อว่านิพพานนั้นมีอยู่ในวิสัยของมนุษย์. นี้คือพวกวัตถุนิยม รู้จักแต่ที่ตัว สัมผัสด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย ของตัวเองเท่านั้น. เขาเล่าว่า : เต่ากับปลาไปพบกันเข้า มันเป็นเพื่อนกันและพบกันบ่อย ๆ ปลาถามเต่าว่า พักนี้หายไปไหนเสียนาน. เต่าเผอิญบอกว่ามันไปบนบก พบอะไร สวยงามมาก มีอะไรอร่อย ๆ ทั้งนั้น เลยเพลินไป. ปลาเพิ่งได้ยินคำว่า "บก" ไม่รู้ว่าบก นั้นคืออะไร ก็คะยั้นคะยอให้เต่าอธิบายว่าบกนั้นคืออะไร เต่าก็บอกไปตามสติปัญญาว่า บกนั้นคืออะไร ; ปลาก็ไม่เข้าใจ.
น.374 ยกตัวอย่างเช่น เต่าจะบอกว่าบกนี้เป็นของแข็งเดินไปได้ ปลาจะเข้าใจ ได้อย่างไรว่าบกแข็งแล้วเดินไปได้ ; เพราะมันไม่มีตีนและมันไม่เคยขึ้นบนบก. แล้ว ปลายังถามโง่ ๆ ว่า : บกนี้เมื่อเราเดินเข้าไปแล้ว มันแหวกให้จมูกของเราผ่านไปได้ อย่างนั้นหรือ ? เต่าก็บอกว่าไม่ได้ บกมันเป็นอย่างนั้นไม่ได้. ปลาเคยรู้แต่เรื่องน้ำ มันก็ถามแต่ปัญหาอย่างน้ำ. เต่าก็บอกว่าไม่ได้. ทีนี้ปลาโกรธขึ้นมาว่า : ไอ้โกหก เอาเรื่องไม่จริงมาพูดทั้งนั้น ; ไป ๆ เลิกกัน อย่าเป็นเกลอกันเลย. นี่ระวังให้ดี เราไม่รู้ไม่ยอมเชื่อว่าบกคือพระนิพพานมีอยู่ ; ใครมาพูด ให้ฟังก็ว่าบ้า แล้วก็เลยไม่ต้องพูดกัน. นี้คือผู้ที่พูดว่าเรื่องอริยสัจจ์ไม่เกี่ยวกับชาวบ้าน, เรื่องอริยสัจจ์ไว้ให้พระอริยเจ้าไปนิพพาน. เขาไม่ยอมเชื่อว่าอริยสัจจ์เกี่ยวกับชาวบ้าน ก็เหมือนกับปลานั้นที่ไม่เคยรู้เรื่องบก. นี้ขออย่าได้มีความประมาทเลย ให้เชื่อว่าความดับทุกข์มีอยู่จริง สิ่งที่เรียก ว่านิพพานนั้นมีอยู่จริง แล้วอยู่ในวิสัยที่จะถึงได้ ด้วยการปฏิบัติที่ถูกต้อง ตามแนว ของเรื่องอริยสัจจ์นั่นเอง. เอาละพอกันที.
Buddhadasa