น.375 ท่านสาธุชน ผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ในวันนี้ จักพึงมีโดยหัวข้อว่า หลัก ปฏิบัติเกี่ยวกับปฏิจจสมุปบาท ดังที่ท่านทั้งหลายก็ทราบกันดีอยู่แล้ว. คำว่า ปฏิจจสมุปบาท ยังคงเป็นคำที่แปลกประหลาด หรือ แปลกหูสำหรับคนส่วนมาก ; แต่แล้วเราก็ไม่อาจจะเปลี่ยนไปใช้คำอื่นได้ จะต้องใช้คำนี้อยู่ต่อไป ; ฉะนั้น เป็นหน้าที่ของท่านทั้งหลาย ที่จะต้อง พยายามเข้าใจคำว่าปฏิจจสมุปบาทนี้ ให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป จนกว่าจะเคยชินเป็น คำธรรมดา. ผู้ที่เคยบวชเรียน ก็พอจะได้ยินได้ฟังคำนี้อยู่บ้าง ; แต่ผู้ที่ เป็นชาวบ้านเต็มที่แล้วก็จะฉงนและเป็นเหตุให้ไม่สนใจ ; ที่นี้ก็เลยไม่เข้าใจ เรื่องที่สำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนา ; ดังนั้นจึงเห็นว่าควรจะเอามาพูด ให้เป็นเรื่อง ที่เข้าใจกันเป็นธรรมดาไป ในที่สุด. ๓๔๔
น.376 การที่ต้องเอาเรื่องนี้มาพูดก็เพราะว่า มันเป็น หัวใจของพุทธศาสนา. เมื่อพูดถึงหัวใจของพุทธศาสนา คนโดยมากก็นึกถึงเรื่องอริยสัจจ์. นี่ขอให้ เข้าใจว่าปฏิจจสมุปบาทนี้ ก็คือ อริยสัจจ์ที่สมบูรณ์แบบ คือว่าเต็มขนาด : จึงขอ เรียกว่า "อริยสัจจ์ใหญ่" ซึ่งจะได้อธิบายกันต่อไป. ในที่นี้ขอให้สรุปความสั้น ๆ ไว้ที่ หนึ่งก่อนว่า เรื่องปฏิจจสมุปบาทเป็นเรื่องอริยสัจจ์ใหญ่, เป็นหัวใจของพุทธศาสนา ; ฉะนั้นต้องเอามาพูดกันจนเป็นที่เข้าใจอย่างยิ่ง. สิ่งที่ควรจะทราบไว้ต่อไป : สิ่งที่เรียกว่าปฏิจจสมุปบาทนั้น มันมีอยู่ ในคนเราแทบจะตลอดเวลา. สิ่งที่เรียกว่าปฏิจจสมุปบาท ที่ยังพังไม่รู้ว่าอะไร นั่นแหละ มันมีอยู่ในคนเรา ในตัวเราเกือบตลอดเวลา แล้วเราก็ไม่รู้จัก ; ก็เรียกว่ามันเป็นความผิดของเรา, ไม่ใช่ความผิดของธรรมะ. เราไม่สนใจ เราจึง ไม่รู้จักสิ่งที่มีอยู่ในตัวเรา แทบว่าตลอดเวลา ; เดี๋ยวก็จะได้พูดให้ฟัง ว่ามันมีอยู่ใน คนเราแทบตลอดเวลาอย่างไร. เรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้ เป็นเรื่องที่ ถ้าผู้ใดเข้าใจแล้ว ก็อาจจะปฏิบัติเพื่อ ดับความทุกข์ของตนได้. และเมื่อมองกันอีกทางหนึ่ง เราต้องถือว่าเป็นหน้าที่ ที่เรา จะต้องทำกันทุกคน ; และช่วยทำกันและกัน ให้เข้าใจเรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้ให้ได้. มันเป็นหน้าที่ของคนเรา ที่จะต้องเข้าใจเรื่องนี้ แต่ละคน ๆ แล้วมันยังเป็นหน้าที่ ที่จะต้องช่วยให้ผู้อื่นเข้าใจด้วย. ข้อนี้เป็นพระพุทธประสงค์; และเมื่อเราทำได้ ดังนี้แล้ว ความตรัสรู้ของพระพุทธองค์ก็จะไม่เป็นหมัน. ข้อนี้เป็นเช่นเดียวกับเรื่องอริยสัจจ์ : ถ้าไม่มีผู้ใดรู้เรื่องอริยสัจจ์ ความ ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ก็จะเป็นหมัน คือไม่มีประโยชน์อะไร. เรื่องปฏิจจสมุปบาท มันยิ่งไปกว่านั้น หมายความว่าเป็นเรื่องอริยสัจจ์ที่สมบูรณ์เต็มที่. รวมความแล้วก็ว่า เราจะต้องช่วยกันและกัน ให้รู้เรื่องปฏิจจสมุปบาท กว้างขวางออกไปทั่วทุกคนในหมู่ พุทธบริษัท. นี้เป็นเหตุผลในขั้นต้น อย่างย่อ ๆ ว่า ทำไมเราจึงต้องพูดเรื่องปฏิจจ- สมุปบาท ซึ่งเป็นเรื่องอริยสัจจ์ใหญ่,
น.377 ทีนี้ก็จะขยายความเรื่องนี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นไป โดยจะตั้งหัวข้อว่า เรื่อง ปฏิจจสมุปบาทนี้คือเรื่องอะไร? แล้ว เพราะเหตุใดจึงต้องมีเรื่องนี้ ? ปฏิจจสมุปบาท เพื่ออะไร? และจะมี ได้โดยวิธีใด ? (๑) ถ้าถามว่า ปฏิจจสมุปบาทคืออะไร ? ก็ตอบว่า ปฏิจจสมุปบาท คือการแสดงให้ทราบว่า ทุกข์จะเกิดขึ้นมาอย่างไร และจะดับลงไปอย่างไร โดยละเอียด ; และแสดงให้ทราบว่า การที่ทุกข์เกิดขึ้นและดับไปนั้น มีลักษณะ เป็นธรรมชาติที่อาศัยกันและกัน ; ไม่ใช่ต้องมีเทวดา หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรืออะไร ที่ไหน มาช่วยทำให้ความทุกข์เกิด หรือทำให้ความทุกข์ดับ. มันเป็นเรื่องของธรรมชาติ ที่เกี่ยวเนื่องกันอยู่หลาย ๆ ชั้น และอาศัยกัน แล้วทำให้ความทุกข์เกิดขึ้น หรือจะทำให้ ความทุกข์ดับไป ก็ตาม. คำว่า "ปฏิจฺจ" แปลว่า อาศัย ; คำว่า "สมุปฺปาท" แปลว่า เกิดขึ้นพร้อม; เรื่องของสิ่งที่อาศัยซึ่งกันและกันแล้วเกิดขึ้นพร้อม นี่คือ เรื่องปฏิจจสมุปบาท. อีกส่วนหนึ่งก็เป็นการแสดงให้รู้ว่า ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา อยู่ที่นี่ หรือว่าจะเวียนว่ายต่อไป. มันเป็นเพียงธรรมชาติล้วน ๆ ที่เกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไป. ถ้าเข้าใจเรื่องปฏิจจสมุปบาท ก็จะเข้าใจได้ว่า ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา ที่เรา เรียกว่า "ตัวกู” นี้ไม่มี. เมื่อคนไม่รู้เรื่องนี้, ก็ปล่อยไปตามความรู้สึกคิดนึกตาม ธรรมดา ซึ่งมีอวิชชาครอบงำแล้ว มันก็รู้สึกว่า มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา นี่ความ มุ่งหมายของเรื่องปฏิจจสมุปบาทเป็นอย่างนี้. ใจความสำคัญก็คือว่า แสดงให้รู้ว่าทุกข์ เกิดและดับอย่างไร และการเกิดและดับนั้น เป็นการอาศัยซึ่งกันและกันเกิดและดับ ; และว่าอาการอย่างนั้นทั้งหมดนั้น ก็มิใช่สัตว์ มิใช่บุคคล มิใช่ตัวตน เรา เขา. ที่ยิ่งไปกว่านั้นอีกก็คือว่า การที่มันอาศัยกัน เกิดขึ้นและดับลงนี้ มันรุนแรง แบบสายฟ้าแลบ ; คือรวดเร็ว รุนแรงแบบสายฟ้าแลบ. ขอให้ทุกคนสังเกตดู ให้ดีว่า ความคิดนึกของคนเรา ที่เกิดขึ้นมานี้ มันรวดเร็วรุนแรง. ตัวอย่างเช่น
น.378 ความโกรธอย่างนี้ เกิดขึ้นมารวดเร็วเหมือนกับสายฟ้าแลบ. นี้เรียกว่า พฤติของจิต ที่เกิดขึ้นรวดเร็วรุนแรง เหมือนสายฟ้าแลบ ที่เป็นไปเพื่อความทุกข์ในชีวิตประจำวัน ของคนเรานั่นเอง. นั่นแหละคือเรื่องปฏิจจสมุปบาทโดยตรง ถ้ามองเห็น จะรู้สึกว่า จะเป็นเรื่องที่น่าหวาดเสียว หรือเป็นเรื่องที่น่ากลัวที่สุด ; แต่ถ้ามองไม่เห็น มันก็ เหมือนกับว่าไม่มีอะไร. นี่ถ้าถามว่า ปฏิจจสมุปบาทคืออะไร อย่างเป็นภาษา ธรรมดาสามัญที่สุด ก็ตอบว่าคือเรื่อง พฤติของจิตที่เกิดขึ้นเป็นไปเพื่อทุกข์ แล้วก็ รวดเร็วรุนแรงเหมือนสายฟ้าแลบ แล้วก็มีอยู่ในชีวิตประจำวันของคนเรา. นี่แหละคือตัวปฏิจจสมุปบาท. (๒) ปัญหาที่สองถามว่า เพราะเหตุใดเราจึงต้องมีเรื่อง ปฏิจจ - สมุปบาท ? เราต้องมีเรื่องปฏิจจสมุปบาท เพื่อการศึกษาและปฏิบัติ. เดี๋ยวนี้ไม่มีใคร รู้เรื่องนี้ แถมยังกำลังเป็นมิจฉาทิฏฐิ. มิจฉาทิฏฐิของคนทั่ว ๆ ไปก็เป็นเหมือนมิจฉาทิฏฐิ ของภิกษุ สาติ เกวัฏฏบุตร. ภิกษุรูปนี้ ทั้งที่เป็นภิกษุก็มีทิฏฐิที่ถือและยืนยันว่า "ตเทวิทิ วิญญาณํ สนฺธาวติ สิสรฺติ, อนญฺญี". ซึ่งแปลว่า "วิญญาณนี้เท่านั้น ที่แล่นไป ที่ท่องเที่ยวไปไม่มีสิ่งอื่น"," ภิกษุรูปนี้ถือว่า วิญญาณนั้นเป็นสัตว์ เป็นบุคคล ; แล้วก็แล่นไป, แล้วก็ท่องเที่ยวไป ในวัฏฏสงสารคือการเกิดแล้วเกิดอีก ; ไม่มีสิ่งอื่น. การที่ถือว่าวิญญาณนั้นเป็นสัตว์ หรือเป็นบุคคล ตัวยืนโรง สำหรับแล่น ไปในวัฏฏสงสาร เช่นนี้ ก็เพราะไม่ทราบความจริงเรื่องปฏิจจสมุปบาท จึงได้เกิดมีทิฏฐิ เป็นมิจฉาทิฏฐิขึ้นมาอย่างนี้. ภิกษุทั้งหลายพยายามที่จะให้ภิกษุรูปนี้ สละทิฏฐินี้เสีย, 1 เมื่อเธอไม่สละ ก็พากันไปทูลพระพุทธเจ้า. พระพุทธเจ้าตรัสให้หาตัวไป แล้วก็ทรงสอบถามว่า มีทิฏฐิอย่างนั้นจริงไหม ? ภิกษุรูปนี้ก็ทูลว่ามีทิฏฐิอย่างนั้นจริง ; คือว่า "วิญญาณ ๑. บาลี มหาตัณหาสังขยสูตร มู.ม. ๑๒/๔๗๒/๔๔๐.
น.379 นี้แหละแล่นไปท่องเที่ยวไปไม่ใช่อื่น". ที่นี้พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสถามว่า อะไรเป็น วิญญาณของเธอ ? ภิกษุนี้ทูลตอบว่า "ยวายํ ภฺเต วโท เวเทยโย, ตตร ตตร กลฺยาณิ ปาปกานํ กมฺมานํ วิปากํ ปฏิสิเวเทติ". ซึ่งแปลว่า "ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ! สิ่งใดที่มันพูดได้ หรือมันรู้สึกอะไรได้ แล้วมันเสวยวิบากของกรรมทั้งหลาย ทั้งที่เป็นกรรมดีและกรรมชั่ว นั่นแหละคือวิญญาณ".๑ นี้ก็ยิ่งเป็นมิจฉาทิฏฐิหนักยิ่งขึ้นไปอีก : ตัววิญญาณ คือสิ่งที่ทำให้พูดได้ ที่ทำให้รู้สึกอะไรได้ แล้วเสวยผลกรรมต่อไปข้างหน้า. คนธรรมดาฟังไม่ถูกว่า ทำไมการถืออย่างนี้จึงเป็นมิจฉาทิฏฐิ; เพราะ ใคร ๆ ก็เชื่อว่า วิญญาณมีอยู่ แล้ววิญญาณเป็นอย่างนั้น ๆ ฉะนั้นคนธรรมดาพูดกันเสีย แต่อย่างนั้น จนชิน ก็เลยไม่รู้ว่า นี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ. คำพูดเช่นนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ เพราะยืนยันว่าวิญญาณเป็นของเที่ยง เป็นของ ที่มีอยู่ ในตัวมันเอง มิใช่เป็นเพียงปฏิจจสมุปปั่นนธรรม คือมิใช่เป็นเพียงผลของ ปฏิจจสมุปบาท. ที่แท้ วิญญาณเป็นเพียงปฏิจจสมุปปั่นนธรรม หมายความว่า ไม่มีตัวตน เพียงแต่ว่า อาศัยเหตุปัจจัยปรุงแต่งเกิดขึ้น สืบต่อกันไปชั่วคราว ๆ เท่านั้น. อย่างนี้ เรียกว่า เห็นว่าวิญญาณนั้นเป็นปฏิจจสมุปปั่นนธรรม, ซึ่งตามนัยแห่งปฏิจจสมุปบาท แสดงให้เห็นว่า ตัวตนไม่มี. ทีนี้ภิกษุ สาติ เกวัฏฏบุตร นี้ยืนยันว่ามีตัวตน ; หรือยืนยันว่าวิญญาณนี้ เป็นตัวตน คือมันแล่นไป มันท่องเที่ยวไป หรือว่าอยู่ที่นี่ เขาก็พูดว่า เป็นผู้พูด เป็นผู้รู้สึกอารมณ์ต่าง ๆ แล้วเป็นผู้เสวยวิบากของกรรม ทั้งหลาย ที่เป็นกุศลเป็นอกุศล คือว่ามีตัวตน มีตัวเรา ที่เป็นอย่างนั้น, แล้วเรียกมันว่าวิญญาณ. ๑. บาลี มหาตัณหาสังขยสูตร. ม. ม. ๑๒/ ๔๗๕/๔๔๓.
น.380 นี่เพราะเหตุว่า คนทั้งหลาย มีทิฏฐิอย่างนี้กันอยู่ทั่วไป โดยไม่รู้ว่าเป็น มิจฉาทิฏฐิ เราจึงต้องมีเรื่องปฏิจจสมุปบาท ที่บอกให้รู้ความจริงว่า มันไม่มีตัวตน ; วิญญาณนั้น มิใช่ตัวตน. ถ้าว่าวิญญาณมี มันก็เป็นเพียงปฏิจจสมุปปันนธรรม คือ ธรรมชาติที่อาศัยกันเกิดขึ้นทยอยกันยิบ ๆ ไป เท่านั้นเอง ; ไม่เป็นตัวเป็นตนอะไร ที่ไหน. เพราะเหตุนี้จึงต้องรู้เรื่องปฏิจจสมุปบาท. ( (๓) ทีนี้ถามว่ารู้ปฏิจจสมุปบาทเพื่ออะไร ? ก็เพื่อพ้นจากมิจฉาทิฏฐิที่ว่าคนมีอยู่ : แล้วคนไปเกิด ; แล้วคนเป็นไป ตามกรรมเหล่านี้ ; แล้วก็เพื่อจะดับทุกข์สิ้นเชิง คือมีสัมมาทิฏฐิขึ้นมา. ถ้ายังหลง เรื่องวิญญาณเป็นตัวตน ก็ยังเป็นมิจฉาทิฏฐิ มันก็มีความทุกข์และดับทุกข์ไม่ได้ ; ฉะนั้นจะต้องรู้เรื่องวิญญาณที่แท้จริง ว่าเป็นอะไร ; คือเป็นปฏิจจสมุปปั่นนธรรม เกิดขึ้นโดยนัยแห่งปฏิจจสมุปบาท อย่างนี้มันจึงจะดับทุกข์ได้, และจะดับทุกข์ได้สิ้นเชิง โดยที่มีสัมมาทิฏฐิ เข้าใจอย่างถูกต้อง. ข้อนี้มีหลักบาลีสั้น ๆ ว่า ปฏิจจสมุปปนฺนํ วิญญาณิ .... กา วิญญาณเป็นปฏิจจสมุปปั่นนธรรม ; คือสิ่งที่อาศัยกันและกัน เกิดขึ้น; อญฺญตร ปจฺจยา นตฺถิ วิญญาณสส สมฺภโว ... ถ้าปราศจากซึ่ง ปัจจัยเหล่านั้นแล้ว การเกิดขึ้นแห่งวิญญาณมี ไม่ได้.๑ ข้อนี้แสดงว่า ถ้าวิญญาณมีตัวตนจริง, มันก็ควรมีได้โดยตัวมันเอง โดยไม่ ต้องอาศัยปัจจัยอะไร ; เดี๋ยวนี้ตัวมันเองมิได้มี ; มีแต่ปัจจัยที่ปรุงแต่งกันขึ้น แต่ มันประณีตลึกลับถึงกับทำให้รู้สึกคิดนึกได้ ให้นามรูปนี้ ทำอะไรได้ พูดจาได้ อะไร ได้ต่าง ๆ ก็เลยเข้าใจผิดไปในตัวมันเอง ว่ามีอะไรอันหนึ่งเป็นตัวเป็นตนอยู่ในนามรูปนี้ ซึ่งในที่นี้เรียกกันว่าวิญญาณ. เรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้ ก็มีเพื่อประโยชน์อันนี้เอง ให้ละมิจฉาทิฏฐิเสีย แล้วจะได้ดับความทุกข์สิ้นเชิงได้. (๔) ทีนี้ปัญหาต่อไปก็มีว่า จะมีการดับทุกข์ได้โดยวิธีใด ? ทำอย่างไร ? คำตอบก็เหมือนกับที่แล้ว ๆ มา ในหลักทั่ว ๆ ไปว่า จะได้โดยการปฏิบัติ ที่ถูกต้อง คือการมีชีวิตอยู่อย่างถูกต้อง หรือการเป็นอยู่ที่ชอบ. ความเป็นอยู่ที่ชอบนั้น ๑. บาลี มหาตัณหาสังขยสูตร มู.ม. ๑๒/๔๗๕/๔๔๓.
น.381 ก็คือ การเป็นอยู่ที่สามารถทำลายอวิชชาเสียได้ ด้วยวิชชา คือการเป็นอยู่ที่ทำลาย ความโง่ เสียได้ด้วยความรู้. หรือถ้าจะสรุปความอีกทีหนึ่ง ก็เป็นการสรุปว่า คือการ มีสติอยู่ตลอดเวลา; และโดยเฉพาะอย่างยิ่งมีสติเมื่อมีอารมณ์มากระทบ. นี่ขอ ให้เข้าใจคำว่า “เป็นอยู่โดยชอบ" นั้น เป็นอยู่อย่างนี้ คือเป็นอยู่โดยมีสติสมบูรณ์ อยู่ทุกเวลา และโดยเฉพาะเมื่อมีอารมณ์มากระทบ. เมื่อเป็นอยู่อย่างนี้ ความโง่ เกิดไม่ได้ อวิชชาเกิดไม่ได้ สามารถขจัดอวิชชาออกไปเสียได้ มันเหลืออยู่แต่วิชชา หรือความรู้. นี้แหละคือความเป็นอยู่ชอบ เป็นอยู่ชนิดที่ความทุกข์เกิดไม่ได้. โดย หลักใหญ่ ๆ เรื่องปฏิจจสมุปบาทมันมีอยู่อย่างนี้. ๑. เมื่อถามว่าปฏิจจสมุปบาทคืออะไร? ก็คือการแสดง ให้รู้เรื่องความทุกข์ที่เกิดขึ้นในรูปสายฟ้าแลบ ในจิตใจของคนเรา เป็นประจำวัน. ๒. เพราะเหตุใดเราจึงต้องรู้เรื่องนี้ ? ก็เพราะว่า คนมัน กำลังโง่ ไม่รู้เรื่องนี้. ๓. รู้เพื่อประโยชน์อะไร ? เพื่อให้รู้ถูกต้องและให้ดับ ทุกข์เสียได้. ๔. จะดับทุกข์ได้โดยวิธีใด ? ก็โดยวิธีที่ปฏิบัติให้ถูกต้อง ตามกฎเกณฑ์ของปฏิจจสมุปบาท คือ อย่าให้กระแสปฏิจจสมุปบาท มันเกิดขึ้นมาได้ เพราะว่ามีสติรู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลา. เรื่องมัน สัมพันธ์กันอยู่อย่างนี้. รวมกันก็เรียกว่า "ปฏิจจสมุปบาท" สอนผิดจนปฏิบัติไม่ได้ ทีนี้ยังมีปัญหาที่ร้ายแรง หรือยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ปัญหาที่ว่า เรื่องปฏิจจ- สมุปบาทนี้ กำลังสอนกันอยู่อย่างที่เรียกว่า ไม่ตรงหรือไม่ถูกต้องตามพระบาลีเดิม ;
น.382 หมายถึงบาลีพระพุทธภาษิต ที่มีอยู่ในสุตตันตะทั้งหลายที่เป็นของเดิม. ของเดิมใน บาลีมีไว้อย่างหนึ่ง มีอยู่อย่างหนึ่ง, แล้วเดี๋ยวนี้มาสอนกันไปเสีย อีกอย่างหนึ่ง. ความผิดแปลกกันในข้อนี้ ก็คือว่าในพระบาลีเดิม พูดเรื่องปฏิจจสมุปบาทไว้ในลักษณะ ที่มันติดต่อกันเป็นสายไปเลย : ในรอบหนึ่งมีอยู่ ๑๑ อาการ อย่างนี้ มันติดต่อกัน เป็นสายไปเลย. ‘เดี๋ยวนี้มาสอนกันว่าใน ๑๑ อาการ รอบหนึ่งนี้ จะกินเวลายืดออกไป ตั้ง ๓ ชาติ ; คือชาติในอดีตด้วย ชาติในปัจจุบันด้วย ชาติในอนาคตด้วย ไปสอน กันเสียอย่างนี้ จนปฏิบัติอะไรไม่ได้. ตามหลักพระบาลีเดิมนั้น มันติดต่อกันไปทั้งหมด ๑๑ อาการ ในขณะเดียว ที่คนเรามีเรื่องที่เป็นกิเลสเกิดขึ้นในใจ ครั้งหนึ่ง; เพราะฉะนั้น ไม่ต้องกินเวลา ตั้ง ๓ ชาติ : กินเวลาไม่ถึงชาติ, กินเวลาไม่ถึงปี, กินเวลาไม่ถึงเดือน, กินเวลา ไม่ถึงวัน ; หมายความว่า บางทีเพียงชั่วกระพริบตาเดียวเท่านั้น ปฏิจจสมุปบาทเต็มรอบ เป็นเรื่อง ๆ หนึ่ง มีความทุกข์เสร็จแล้ว. นี้คือการสอนที่ผิดจากพระบาลีเดิม แล้วเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท ก็กลายเป็นเรื่องที่ไม่มีประโยชน์อะไรเลย นอกจากไว้เถียงกันเล่น. ถ้าสอนอย่างถูกต้องตามพระบาลีเดิมก็จะมีประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะตรงกับปัญหา เฉพาะหน้าที่มีอยู่เป็นประจำวัน, ฉะนั้น ขอให้ตั้งใจฟังต่อไป. การที่จะเข้าใจได้ดี ที่แรกก็จะต้องรู้เรื่อง จำนวนปฏิจจสมุปบาทธรรม ๑๑ นั้นแหละ เสียก่อน. ๑๑ นั้นก็คือ : - ๑. อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา : เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงเกิดสังขาร ; ๒. สงฺขารปจฺจยา วิญญาณํ : เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงเกิดวิญญาณ ; ๓. วิญญาณปจฺจยา นามรูป : เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงเกิดนามรูป ; ๔. นามรูปปจฺจยา สฬายตน์ : เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงเกิดอายตนะหก ; ๕. สหายตนปจฺจยา ผสฺโส : เพราะอายตนะหกเป็นปัจจัย จึงเกิดผัสสะ ; ๖. ผสฺสปจฺจยา เวทนา : เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา ; ๗. เวทนาปจฺจยา ตณฺหา : เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา ;
น.383 ๓๕๒ ที่วัดถึงแก่นโกแลตตอต้นเหมะลดหน้าชอบค์ กี้ โอสาเรตัพพธรรม ๘. ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ : เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงเกิดอุปาทาน ; ๙. อุปาทานปจฺจยา ภโว : เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงเกิดภพ ; ๑๐. ภวปจฺจยา ชาติ : เพราะภพเป็นปัจจัย จึงเกิดชาติ ; ๑๑. ชาติปจฺจยา ชรามรณ์ โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสอุปายาสา : เพราะ ชาติเป็นปัจจัยจึงมีชรา มีมรณะ โสกะปริเทวะ ทุกขโทมนัส อุปายาส ซึ่งเป็นความ ทุกข์ทั้งนั้น เกิดขึ้น. นับดูได้ตั้ง ๑๑ ตอน หรือ ๑๑ อาการ อาศัยกัน. เมื่อมีการอาศัยกันถึง ๑๑ ตอน มันจึงเป็นปฏิจจสมุปบาทรอบหนึ่งหรือสาย หนึ่ง. ใน ๑๑ ตอนนี้ ที่แสดงไว้ในพระบาลี จะเห็นได้ว่า ติดต่อกันไป ไม่มีอะไร มาคั้น : ไม่จำเป็นต้องเอา ๒ ตอนแรกไปไว้ชาติในอดีต ; แล้วเอา ๘ ตอนตรงกลาง มาไว้ในชาติปัจจุบัน ; แล้วอีกตอนหนึ่งไปไว้ในชาติหน้า ; แล้วรอบหนึ่งสายหนึ่ง กินเวลา ๓ ชาติ. อย่างนี้มันจะทำอะไรกันได้ จะควบคุมมันได้อย่างไร จะปฏิบัติ ดับทุกข์ได้อย่างไร เพราะมันแยกกันอยู่ : เหตุอยู่ชาติหนึ่ง ผลอยู่ชาติหนึ่ง, แล้ว จะควบคุมมันได้อย่างไร. ฉะนั้น เดี๋ยวนี้เราไม่ได้ประโยชน์จากปฏิจจสมุปบาท หรือความรู้เรื่องปฏิจจสมุปบาทเลย เพราะเราเข้าใจผิด สอนกันผิด ให้มัน คร่อมกันอยู่ตั้ง ๓ ชาติ แล้วมีปฏิจจสมุปบาทเพียงรอบเดียว วงเดียวเท่านั้น. ถ้าสังเกตดูในพระบาลี จะเห็นว่ามันไม่ใช่อย่างนั้น ไม่ต้องรอถึง ๓ ชาติ จึงจะมีปฏิจจสมุปบาทครบรอบ : ในอึดใจเดียวเท่านั้น ก็มีปฏิจจสมุปบาทครบได้ ทั้งรอบ ; หรือจะสองอึดใจ สามอึดใจก็ได้ แล้วแต่กรณี. แต่ว่าแม้แต่อึดใจเดียว มันก็เป็นได้ครบทั้งรอบ ไม่ต้องรอเป็นชาติ ๆ แล้วตั้ง ๓ ชาติ กระแสปฏิจจสมุปบาทเกิด ตัวอย่างที่ ๑ ที่นี้จะยกตัวอย่างให้ฟังในการเป็นอยู่ทุกวัน ๆ ของคนเรา มีปฏิจจสมุปบาท อย่างไร : เด็กเล็ก ๆ คนหนึ่งร้องไห้จ้าขึ้นมา เพราะตุ๊กตาตกแตก. . นี่ก็ลองกำหนด ไว้ให้ดี เดี๋ยวจะอธิบายให้ฟังว่าเป็นปฏิจจสมุปบาทอย่างไร. มีเด็กเล็ก ๆ คนหนึ่งร้องจ้า
น.384 ขึ้นมา เพราะตุ๊กตาตกแตก : พอเขาเห็นตุ๊กตาตกแตกนี้ เรียกว่า ตา กับรูปกระทบกัน เกิดจักษุวิญญาณขึ้นมา รู้ว่าตุ๊กตาตกแตก. ตามธรรมดา เด็กคนนี้ประกอบอยู่ด้วยอวิชชา เพราะว่าเขาไม่เคยรู้ธรรมะ ไม่รู้อะไรเลย ; เมื่อตุ๊กตาตกแตกนั้น ใจของเขาประกอบอยู่ด้วยอวิชชา. อวิชชาจึงปรุงแต่งให้เกิดสังขาร คืออำนาจชนิดหนึ่ง ที่จะให้เกิด ความคิดความนึกอันหนึ่ง ที่จะเป็นวิญญาณ ; สิ่งที่เรียกว่าวิญญาณ ก็คือเห็นตุ๊กตาตกแตก แล้วรู้ว่าตุ๊กตาตกแตก อันนี้ เป็นวิญญาณทางตา เพราะอาศัยตาเห็นตุ๊กตาตกแตก. แล้วมือวิชชาอยู่ในขณะนั้น คือ ไม่มีสติ เพราะว่าไม่มีความรู้เรื่องธรรมะเลย จึงเรียกว่า ไม่มีสติ และมือวิชชาอยู่ ; ฉะนั้นจึงเกิดอำนาจปรุงแต่ง วิญญาณ ที่จะเห็นรูปนี้ ไปในทางที่จะเป็นทุกข์. ความประจวบของตากับรูปคือตุ๊กตา แล้วกับวิญญาณที่รู้นี้ รวมกันเรียกว่าผัสสะ เดี๋ยวนี้ผัสสะทางตาได้เกิดขึ้นแก่เด็กคนนี้ ; แล้วจากผัสสะอันนี้ ถ้าจะพูด ให้ละเอียดก็ว่า ให้เกิดนามรูป คือร่างกายและใจของเด็กคนนี้ขึ้นมา ชนิดที่พร้อม สำหรับที่จะเป็นทุกข์. นี่ขอให้รู้ว่า ตามธรรมดาร่างกายจิตใจของเราไม่อยู่ในลักษณะที่จะเป็นทุกข์ จะต้องมีอวิชชา หรือมีอะไรมาปรุงแต่ง ให้มันเปลี่ยนมาอยู่ในลักษณะที่มันอาจจะเป็น ทุกข์, ดังนั้นจึงเรียกว่า นามรูปก็เพิ่งเกิดเดี๋ยวนี้ เฉพาะกรณีนี้ ; หมายความว่า มันปรุงแต่งวิญญาณด้วยอวิชชานี้ขึ้นมาแล้ว วิญญาณนี้ก็จะช่วยทำให้ร่างกายกับจิตใจนี้ เปลี่ยนสภาพ ลุกขึ้นมาสำหรับทำหน้าที่ พร้อมที่จะเป็นทุกข์. และในนามรูปชนิดนี้ ขณะนี้จะเกิดมีอายตนะอันพร้อมที่จะเป็นทุกข์. คือ ไม่หลับอยู่ตามปรกติ แล้วมันก็จะมีผัสสะที่สมบูรณ์ ที่พร้อมที่จะเป็นทุกข์ เฉพาะ ในกรณีนี้; แล้วมันก็มีเวทนา คือความรู้สึกเป็นทุกข์ ; แล้วเวทนาที่เป็นความ ทุกข์นี้ ทำให้เกิดตัณหา คือความอยากไปตามอำนาจของความทุกข์นั้น ; อุปาทาน ยึดมันเป็นความทุกข์ของกู ; มันก็เกิด "กู่" ขึ้นมาเรียกว่า ภพ ; แล้วเบิกบาน
น.385 เต็มที่เรียกว่า ชาติ ; แล้วมีความทุกข์ในเรื่องตุ๊กตาแตกนี้ คือร้องไห้ ; นั่นก็คือ สิ่งที่เรียกว่าอุปายาส แปลว่าความเหี่ยวแห้งใจอย่างยิ่ง. ทีนี้ เรื่องชาตินี้มันมีความหมายกว้าง คือรวมชรามรณะอะไรไว้เสร็จ. ถ้าไม่มีอวิชชาก็จะไม่ถือว่าตุ๊กตาแตก หรือตุ๊กตาตาย หรืออะไรทำนองนั้น ; แล้วก็ จะไม่มีทุกข์แต่อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นเลย. เดี๋ยวนี้ทุกข์มันเกิดเต็มที่เพราะว่า มัน เกิดอุปาทานว่าตัวกู, ตุ๊กตาของกู, แล้วตุ๊กตาก็แตกแล้ว, แล้วก็ทำอะไรไม่ถูก เพราะมีอวิชชา; ดังนั้นจึงร้องไห้. การร้องไห้คืออาการของความทุกข์ ขึ้นสูงสุด เต็มที่ ถึงที่สุดของปฏิจจสมุปบาท. ตรงนี้คนโดยมากฟังไม่เข้าใจ ในข้อลี้ลับ ของข้อที่ว่า ภาษาธรรมะหรือ ภาษาปฏิจจสมุปบาท นี้เขาไม่ได้ถือว่า คนได้เกิดอยู่แล้วตลอดเวลา ; หรือว่า นามรูปได้เกิดอยู่แล้ว หรืออายตนะได้เกิดอยู่แล้ว ; ถือว่า เท่ากับยังไม่ได้เกิด เพราะมันยังไม่ได้ทำอะไรตามหน้าที่. ต่อเมื่อมีธรรมชาติอันใดอันหนึ่ง มาปรุงแต่งให้มันทำหน้าที่ เมื่อนั้นจึงจะเรียกว่าเกิด : เช่นลูกตาของเรา, เราก็ถือว่า มีอยู่แล้วหรือเกิดอยู่แล้ว ; แต่ตามทางธรรมะถือว่ายังมิได้เกิด จนกว่าเมื่อใดตานั้น จะเห็นรูป ทำหน้าที่การเห็นรูป จึงจะเรียกว่ามีตาเกิดขึ้นมา : แล้วรูปก็เกิด ขึ้นมา ; แล้ววิญญาณทางตานั้นก็เกิดขึ้นมา ; ๓ อย่างนี้ช่วยกัน ทำให้สิ่งที่เรียกว่า ผัสสะเกิดขึ้นมา ; แล้วผัสสะนี้ทำให้เกิดเวทนา ตัณหา เรื่อยไปจนตลอดสาย. ทีนี้ถ้าว่า ต่อมาเด็กคนนี้ เอาเรื่องตุ๊กตาแตกมานอนคิด แล้วนอนร้องไห้ อยู่อีก ; นี่มันกลายเป็นเรื่องทางมโนวิญญาณ ไม่ใช่ทางจักษุวิญญาณแล้ว ; คือ เขาคิดนึกขึ้นมาถึงตุ๊กตาที่แตก ก็เป็นเรื่องความคิดที่เป็นธัมมารมณ์ ; แล้วธัมมารมณ์ กับใจสัมผัสกัน ทำให้เกิดมโนวิญญาณ รู้สึกถึงเรื่องที่ตุ๊กตาแตก. นี้มันสร้างนามรูป คือ ภายกับใจในขณะนั้น ให้เปลี่ยนปั๊บไปเป็น นามรูปที่จะเป็นที่ตั้งของอายตนะ ที่จะเป็นทุกข์ ; อายตนะนั้นก็จะสร้างให้เกิดผัสสะ ชนิดที่เป็นที่ตั้งของความทุกข์ :
น.386 เกิดเวทนา, ตัณหา, อุปาทาน จนเป็นทุกข์ จนนอนร้องไห้อยู่อีกครั้งหนึ่ง ทั้งที่ ตุ๊กตามันแตก มาตั้งหลายวันแล้ว หรือหลายอาทิตย์แล้วก็ได้. ความคิดที่ปรุงแต่ง ทยอยกันอย่างนี้ เรียกว่าปฏิจจสมุปบาท มีอยู่ในคนเราเป็นประจำวัน. กระแสปฏิจจสมุปบาทเกิด ตัวอย่างที่ ๒ ยกตัวอย่างอีกว่านักเรียนคนหนึ่งสอบไล่ตก นอนร้องไห้อยู่ หรือสมมติว่า เป็นลม. เด็กคนนี้ไปเห็นประกาศที่ปิดอยู่ว่า ในบัญชีนั้นมีชื่อของตัว แสดงว่าตก สอบไล่ตก, หรือไม่มีชื่อของตัวก็แสดงว่าสอบไล่ตก. เขาเห็นประกาศนั้นด้วยตา ; ประกาศนั้นมันมีความหมาย : มันไม่ใช่รูปเฉย ๆ; มันเป็นรูปที่มีความหมายที่บอก ให้เขารู้ว่าอย่างไร. สำหรับเขานั้น เมื่อเห็นประกาศนี้ด้วยตา มันเกิดจักษุวิญญาณ ชนิดที่จะทำให้นามรูป คือร่างกายจิตใจตามปรกติของเขา เปลี่ยนปั๊บไปเป็นลักษณะ อย่างอื่น คือลักษณะที่จะให้เกิดอายตนะ แล้วผัสสะ ที่จะเป็นทุกข์. อายตนะที่มีอยู่ตามปรกตินั้นไม่เป็นทุกข์ พอถูกปรุงแต่งอย่างนี้ อายตนะนั้น มันจะต้องเป็นทุกข์ คือจะช่วยไปในทางที่ให้เกิดความทุกข์ คือมีผัสสะ เวทนา เรื่อยไปจนถึงตัณหา อุปาทาน : เป็นตัวกู สอบไล่ตก แล้วเป็นลมล้มพับลงไป ในชั่วที่ตาเห็นประกาศนั้น อึดใจหนึ่งเท่านั้นก็เป็นลมล้มลงไปแล้ว. อย่างนี้เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาทได้ทำงานไปแล้วตลอดสายทั้ง ๑๑ อาการ. เขามีตัวกูที่สอบไล่ตก เป็นทุกข์อย่างยิ่ง เป็นโทมนัสอย่างยิ่ง เป็นอุปายาสอย่างยิ่ง. ต่อมาหลายชั่วโมง หรืออีกสองสามวัน เขามานึกถึงเรื่องนี้ก็ยังเป็นลมอีก. อย่างนี้มันก็มีอาการอย่างเดียวกัน คือเป็นปฏิจจสมุปบาทอย่างเดียวกัน แต่ครั้งนี้อาศัย ทางมโนทวาร หรือมโนวิญญาณ : มีวิญญาณอย่างนี้เกิด แล้วก็สร้างนามรูปที่จะ เป็นทุกข์ สร้างอายตนะที่จะเป็นทุกข์ สร้างผัสสะเวทนาที่จะเป็นทุกข์ แล้วก็มีตัณหา มีอุปาทาน ; ปรุงเพื่อเป็นทุกข์ไปตามลำดับแล้ว ก็ไปรุนแรงถึงขั้นสุดเมื่อเป็นชาติ เป็น “ตัวกูสอบไล่ตก" อีกทีหนึ่ง.
น.387 กระแสปฏิจจสมุปบาทเกิด ตัวอย่างที่ ๓ ยกตัวอย่างอีกว่า นางสาวคนหนึ่งเห็นแฟนของตัว ไปควงอยู่กับผู้หญิง คนอื่น : นี่ขออภัยพูดคำโสกโดกหยาบคายอย่างนี้บ้าง เพราะว่าเขาพูดกันอย่างนี้ ; มันก็มีหัวอกหัวใจร้อน เหมือนกับนรกเข้าไปอยู่ในนั้นสัก ๑๐ ขุม. ในหัวใจของนางสาว คนนั้น มันร้อนเหมือนกับมีนรกเข้าไปอยู่สัก ๑๐ ขุม ภายในชั่วอึดใจเดียว หรือ ครึ่ง อึดใจเท่านั้น หลังจากที่เห็นแฟนของเขา ไปควงกันอยู่กับผู้หญิงคนอื่น. การรุกต่อเทอม นี้หมายความว่าตาของแกกระทบกับรูปนั้น, รูปของแฟนที่ควงอยู่กับผู้หญิง คนอื่นนั้น, ฉะนั้นมันก็สร้างวิญญาณ คือจักษุวิญญาณขึ้นมาในทันทีทันใดนั้น. ก่อนหน้านี้ไม่มีวิญญาณชนิดนี้ ; มีแต่วิญญาณที่ไม่ทำหน้าที่อะไร ; หรือเรียกได้ว่า ไม่ได้มี. ที่นี้วิญญาณชนิดนี้ กับรูป กับตานี้ รวมกันเป็นผัสสะ เมื่อตะกี้นี้ผัสสะไม่ได้มี เดี๋ยวนี้มี : มีผัสสะคือการกระทบกันระหว่างตา กับรูป กับจักษุวิญญาณ. ผัสสะเกิดขึ้นแล้ว แล้วก็ทำให้มีเวทนา ตัณหาเรื่อยไป. หรือว่าจะเอา ละเอียดกระทั่งว่าพอวิญญาณเกิดขึ้นแล้ว ก็เปลี่ยนร่างกายและใจนี้ไปเป็นคนละชนิดเลย ; แล้วก็สร้างอายตนะ ตานั้นแหละ ให้มันพร้อมที่จะเป็นทุกข์ แล้วมันก็มีผัสสะ มีอะไร ที่เป็นเวทนา เป็นตัณหา เป็นทุกข์ได้ นี้พูดให้มันละเอียด : มีเวทนาที่เป็นทุกข์ ก็มีตัณหาดิ้นรน แล้วก็มีอุปาทานว่า กู! กู ! กู ! กูแย่แล้ว กูตายแล้ว กูอะไรอย่างนี้. นี่มันเป็นชาติ มันเป็นตัวกูที่เป็นทุกข์; ตัวกูชนิดที่เป็นทุกข์ ได้เป็น ชาติเกิดขึ้นมา มันก็ต้องเป็นทุกข์. หรือว่าเพียงเป็นตัวกูเท่านั้น ก็ยึดถือชาตินี้ให้เป็น ความทุกข์ ; เป็นความสูญเสียของกูแล้วก็มีทุกข์ มีโทมนัส มีอุปายาส อย่างนี้คือ ปฏิจจสมุปบาทที่เต็มรูปเต็มสายทั้ง ๑๑ อาการ อยู่ที่หัวใจของเด็กหญิงคนนี้. นี้เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาทสายนี้รอบนี้ได้เกิดขึ้นทางตา. ทีนี้ สมมติว่านางสาวคนนี้ถูกเพื่อนหลอก : ที่จริงแฟนของเขาไม่ได้ไปควง กับใครที่ไหน แต่เพื่อนด้วยกันมาหลอกว่า แฟนของเธอไปควงอยู่กับผู้หญิงคนนั้น
น.388 แล้วมันเชื่อ; อย่างนี้ก็เข้ามาทางหู คือว่าเสียงกระทบหูเกิดโสตวิญญาณที่ประกอบ อยู่ด้วยอวิชชา เพราะปราศจากสติ วิญญาณนี้ก็จะสร้างนามรูป คือกายกับใจของเขา อันใหม่ทันที สำหรับที่จะมีอายตนะ ที่จะทำหน้าที่ให้เป็นทุกข์ในกรณีนี้ ; มีผัสสะ สมบูรณ์ มีเวทนาขึ้นมาตรงตามเรื่องนั้น คือทุกขเวทนา, มีตัณหาดิ้นรน, มีอุปาทาน ยึดมั่น, มีภพเป็นตัวกู - ของกูเต็มที่, เป็นชาติของกู ที่มีความทุกข์ โทมนัสอุปายาส. นี้เรียกว่าเขาเป็นทุกข์ตามกฎเกณฑ์ของปฏิจจสมุปบาทครบถ้วน หากแต่ว่าทางหู. ทีนี้ นางสาวคนนี้อีกเหมือนกัน ต่อมาหลายชั่วโมงหลายวัน เขาเพียงแต่ เกิดนึกระแวงขึ้นมาเองเท่านั้น ไม่มีใครมาบอก และไม่ได้เห็นด้วยตา แต่เขานึกระแวง ขึ้นมาในใจ ว่าแฟนของเขาไปควงกับผู้หญิงอื่นแน่ เพราะเหตุอย่างนั้น ๆ ; เขา สันนิษฐาน. อย่างนี้ปฏิจจสมุปบาทก็เกิดขึ้นทางมโนทวาร คือธัมมารมณ์กระทบมโน เกิดมโนวิญญาณ ; มโนวิญญาณนี้ก็สร้างนามรูปใหม่ คือเปลี่ยนนามรูป ร่างกาย จิตใจเปล่า ๆ ที่ไม่ทำอะไร ให้เป็นร่างกายและใจที่จะเป็นทุกข์ขึ้นมา. จากนามรูป นี้ก็สร้างอายตนะที่ทำให้เป็นทุกข์, สร้างผัสสะที่จะทำให้เป็นทุกข์, สร้างเวทนาที่ จะทำให้เป็นทุกข์, แล้วก็มีตัณหาดิ้นรนไปตามเวทนานั้น, มีอุปาทานยึดมั่นแล้วมัน ก็เป็นทุกข์อย่างเดียวกันอีก. นี้เรียกว่าปฏิจจสมุปบาทตอนนี้ ของนางสาวคนเดียวกันนี้ อาศัยมโนวิญญาณ : เมื่อเขาเห็นรูปด้วยตา ปฏิจจสมุปบาทของเขาก็อาศัยจักษุวิญญาณ ; เมื่อเขาได้ฟัง เพื่อนหลอก ไม่ใช่เรื่องจริง เขาก็อาศัยโสตวิญญาณ ; แล้วเขาระแวงเอาเอง เขา อาศัยมโนวิญญาณ ; นี่แสดงว่ามันอาจจะอาศัยอายตนะอื่น ๆ ก็ได้ แล้วก็มีความทุกข์ ได้เหมือนกัน. ขอให้คิดดูว่าชั่วแวบเดียวเท่านั้น ปฏิจจสมุปบาทก็เป็นไปครบวงจรที่จะ เป็นทุกข์ : เป็นไปเต็มรอบหรือสายหนึ่งครบทั้ง ๑๑ อาการ, หรือว่าชั่วขณะที่ ลูกสะใภ้เห็นหน้าแม่ผัว อึดอัดดิ้นรนร้อนใจอยู่นี้ ชั่วอึดใจเดียวเท่านั้น ปฏิจจสมุปบาท
น.389 ๓๕๘ โอสาเรตัพพ ธรรม ก็เป็นไปครบถ้วนทั้ง ๑๑ อาการ : เขาเห็นรูปด้วยตาแล้ว ก็สร้างจักษุวิญญาณ ชนิดที่เปลี่ยนนามรูปนี้ มาเป็นนามรูปที่พร้อมที่จะเป็นทุกข์, สร้างอายตนะ ที่จะเป็นทุกข์, สร้างผัสสะที่จะเป็นทุกข์, เวทนาเกิดขึ้นก็เป็นทุกขเวทนา ; ตัณหา ก็ดิ้นรน เพราะไม่ชอบหน้าแม่ผัว มันก็มีอุปาทานเป็นภพเป็นชาติเป็นตัวกู ที่เกลียด หน้าแม่ผัว แล้วก็เป็นทุกข์อยู่. นี่มันเสียเวลากันมากสักหน่อยในเรื่องนี้ ; ขอให้ทนฟัง. กระแสปฏิจจสมุปบาทเกิด ตัวอย่างที่ ๔ ทีนี้ จะไม่พูดถึงคนนั้นคนนี้ แต่จะพูดว่าใครคนใดคนหนึ่ง กำลังเคี้ยวอาหาร อย่างเอร็ดอร่อยอยู่ในปาก. กินของเอร็ดอร่อยนั้น คนธรรมดาต้องขาดสติเสมอ. ต้องเผลอสติ, ต้องมีอวิชชาครอบงำเสมอ ; ขอให้เข้าใจไว้อย่างนั้น. เมื่อกำลัง กินอะไรอร่อยที่สุดนี้ มันเป็นเวลาที่เผลอสติเพราะความอร่อย มือวิชชาผสมอยู่ด้วยเสร็จ. ความคิดของคนที่อร่อยทางลิ้นนี้ เป็นปฏิจจสมุปบาทเต็มรอบอยู่แล้ว โดยลักษณะอย่างเดียวกัน : รสกระทบกับลิ้น เกิดชิวหาวิญญาณ สร้างนามรูปใหม่ ขึ้นมา สำหรับจะเป็นทุกข์ ; หรือเปลี่ยนนามรูปธรรมดานี้ขึ้นมา เป็นนามรูปใหม่ ที่จะเป็นทุกข์. นี่นามรูปเกิด แล้วก็เกิดอายตนะ ที่พร้อมที่จะให้มันเกิดผัสสะ และ เวทนาชนิดที่จะเป็นทุกขเวทนา, เกี่ยวกับกรณีนี้ ; หรือเป็นสุขเวทนา เกี่ยวกับกรณีนี้. ถ้าอร่อย มันก็เป็นสุขตามภาษาชาวบ้านพูด. แต่พอไปยึดถือความอร่อยเข้า เท่านั้น เป็นอุปาทาน ก็กลายไปในทางที่จะเป็นทุกข์ เพราะหวงในความอร่อย, ยึดมั่นถือมั่นวิตกกังวลในความอร่อย, มีอุปาทานในความอร่อย ; แล้วความอร่อย หรือความสุขนั้น ก็กลายเป็นทุกข์ขึ้นมาทันที. นี่กูอร่อย ! กูมีความสุข ! ภูมีความสุข ก็จริง ; แต่ว่าหัวใจมันเป็นทาสของความสุข, เพราะร้อน เพราะยึดมั่นในความสุขนั้น. นี่แยบยลของปฏิจจสมุปบาท มันไปลึกซึ้งอย่างนี้. ถ้าชาวบ้านพูดก็ว่า เป็นความสุข ; ถ้าปฏิจจสมุปบาทพูด ก็กลายเป็นตัวทุกข์. นี้ ส่วนที่เขาอร่อยมันก็ เกิดเป็นปฏิจจสมุปบาทเสร็จไปเต็มรอบแล้ว.
น.390 ที่นี้ ยังมีต่อไปว่า เพราะเขากินอร่อยนั่นแหละ เขาจึงคิดว่าพรุ่งนี้กูจะไป ขโมยมันมากินอีก : เขาเกิดเป็นโจรขึ้นมาในขณะนั้น. นี้เมื่อคิดจะขโมยมีความคิด อย่างโจรเกิดขึ้น ก็กลายเป็นโจร. สมมติว่าเขาไปขโมยทุเรียนของสวนข้างบ้าน มากิน อร่อย แล้วคิดว่าพรุ่งนี้กูจะไปขโมยอีก : ความคิดเป็นโจร หรือกลายเป็นโจร นี้เป็น ภพ ๆ หนึ่งเกิดขึ้นในใจ. หรือว่า ถ้ากินเนื้อสัตว์อร่อย คิดว่าพรุ่งนี้จะไปยิงไปฆ่า มากินอีก. นี้มันก็เกิดเป็นนายพรานขึ้นมา. หรือแม้แต่ว่ามันหลงอร่อยจริงอร่อยจัง ก็เกิดเป็นเทวดาที่กลุ้มอยู่ด้วยความอร่อย ; หรือถ้ามันอร่อยถึงขนาดที่ว่า ปากเคี้ยว ไม่ทันใจอยาก. นี้มันเป็นเปรต เพราะมันอร่อยจนปากเคี้ยวไม่ทัน ไม่ทันกับความ อร่อยของมัน. ลองคิดดูเถิดว่า ชั่วแต่เคี้ยวอาหารอร่อยในปากนี้ ยังเป็นปฏิจจสมุปบาท ได้หลายชนิด ; ฉะนั้นขอให้สังเกตให้ดี ๆ ว่าปฏิจจสมุปบาทนั้นคือเรื่องของวงจรของ ความทุกข์ ; ปฏิจจสมุปบาทนั้นคือการบรรยายให้ทราบถึงความทุกข์ ที่เกิดขึ้นมาเต็มรูป เพราะอำนาจความยึดถือ : ต้องมีอุปาทานความยึดถือด้วย จึงจะเป็นความทุกข์ตาม ความหมายของปฏิจจสมุปบาท. ถ้ายังไม่ทันยึดถือ แม้จะมีความทุกข์อย่างไร ก็ไม่ใช่ความทุกข์ในปฏิจจสมุปบาท. ความทุกข์ในปฏิจจสมุปบาท ต้องอาศัยความยึดถือ เสมอไป ความทุกข์ในปฏิจจสมุปบาท ต้องอาศัยความยึดถือ เสมอไป : เหมือนอย่างว่า ชาวนาตากแดดตากลม คำนาอยู่ในทุ่งนาร้อนเหลือเกิน ; แต่ถ้าไม่ เกิดความยึดถือแล้ว ที่เรียกว่า "ร้อนเหลือเกิน" นั้น มันเป็นความทุกข์ตามธรรมดา, ยังไม่ใช่ความทุกข์ในปฏิจจสมุปบาท. ถ้าความทุกข์ในปฏิจจสมุปบาท มันต้องยึดถือ ถึงกับกระวนกระวาย เกี่ยวกับ "ตัวกู" ถึงกับน้อยใจว่า กูเกิดมาเป็นชาวนา เป็นเวร เป็นกรรม ต้องอาบเหงื่อต่างน้ำ ฯลฯ ; ถ้าไปคิดอย่างนี้แล้ว อย่างนี้เป็นทุกข์ตามแบบ ปฏิจจสมุปบาท.
น.391 ถ้ามันร้อนจนแสบหลังก็เฉย ๆ, เพียงรู้สึกว่าร้อน รู้สึกว่าอะไรอย่างนี้ ไม่ได้ยึดถือถึงขนาดเป็นตัวกูขึ้นมาอย่างนี้ ; ยังไม่ใช่ความทุกข์ตามแบบของปฏิจจ- สมุปบาท ; ฉะนั้นขอให้สังเกตให้ดี แล้วแยกกันเสียในตอนนี้ว่า ถ้าความทุกข์ที่ถูก ยึดถือเป็นทุกข์สมบูรณ์แล้ว เป็นทุกข์ในปฏิจจสมุปบาท. อย่างสมมติว่า เราทำมีดที่ คม ๆ บาดมือ เช่น มีดโกนบาดมือเลือดไหลแดงร่า รู้สึกว่าเจ็บเท่านั้น แต่ไม่ถึงกับยึดถือ ไม่ถึงกับเป็นทุกข์อย่างปฏิจจสมุปบาท. อย่าเอาไปปนกันเสีย : ความทุกข์ในปฏิจจสมุปบาทต้องไปจาก อวิชชา สังขาร - วิญญาณ - นามรูป - อายตนะ - ผัสสะ - เวทนา - ตัณหา - อุปาทาน - ภพ ชาติ เสมอไป; มันต้องครบอย่างนั้น จึงจะเรียกว่าเป็นความทุกข์ตามแบบปฏิจจสมุปบาท. ทีนี้ ถ้าจะพูดเป็นหลักสั้น ๆ ผู้ที่เรียนธัมมะธัมโมมาแล้วอาจจะเข้าใจได้ว่า อายตนะภายใน ได้พบกันกับอายตนะภายนอก ที่มีค่าหรือมีความหมาย อย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วเป็นที่ตั้งแห่งอวิชชา : ยกตัวอย่างทางตา เช่นว่าทอดสายตาไป อย่างนี้ก็เห็นต้นไม้ เห็นก้อนหิน เห็นอะไรก็ตาม แต่ไม่มีความทุกข์เลย เพราะว่าสิ่งที่เห็นนั้นยังไม่มีค่า ไม่มีความหมายสำหรับเรา. แต่ถ้าเราเห็นเสือ หรือว่าเห็นอะไร ที่มันมีความหมาย เห็นผู้หญิง หรือว่าเห็นอะไรที่มีความหมาย นี้มันผิดกัน เพราะอย่างหนึ่งมีความหมาย อย่างหนึ่งไม่มีความหมาย. หรือว่าถ้าสุนัขตัวผู้เห็นผู้หญิงสาวสวย ๆ มันก็ไม่มีความหมาย ; แต่ถ้าเป็นชายหนุ่มเห็นหญิงสาวสวย ๆ นี้มันมีความหมาย : คือผู้หญิงนั้นมีความหมาย สำหรับเขา ; ฉะนั้นการเห็นของสุนัขไม่อยู่ในเรื่องของปฏิจจสมุปบาท แต่การเห็น ของชายหนุ่มนั้น อยู่ในเรื่องของปฏิจจสมุปบาท, เดี๋ยวนี้เรากำลังพูดถึงคน : คนเป็นผู้เห็น. พอทอดสายตาไป เห็นอะไร ตามธรรมดานี้ แต่ไม่เกิดความหมาย อย่างนี้ยังไม่มีเรื่องของปฏิจจสมุปบาท. เหลือบตาไปดูซิ รอบ ๆ นี้มีต้นไม้ มีหญ้า มีก้อนหิน ไม่มีความหมายอะไรเลย เว้นไว้ แต่มันเป็นกรณีที่มันมีความหมาย : เช่นว่าเมื่อมันเป็นเพชรขึ้นมา หรือเป็นก้อนหิน ศักดิ์สิทธิ์อะไรขึ้นมา เป็นอะไรขึ้นมา อย่างเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมา มันจึงจะ
น.392 มีความหมาย ; แล้วมันจึงจะเกิดเรื่องในจิตใจ แล้วมันจึงจะเป็นปฏิจจสมุปบาท. เพราะฉะนั้นเราจึงจำกัดความลงไปว่า อายตนะภายในคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบกับอายตนะภายนอก คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธัมมารมณ์ ต้องเป็น สิ่งที่มีความหมายด้วย, แล้วเป็นที่ตั้งแห่งอวิชชา คือเป็นที่ตั้งแห่งความโง่ ความหลงด้วย ; เมื่อนั้นแหละการกระทบระหว่างอายตนะภายใน กับอายตนะภายนอก จึงจะทำให้เกิดวิญญาณ, วิญญาณที่สร้างขึ้นมาปุ๊บเดียว จากการกระทบนี้ ; แล้วมัน ก็จะเกิดสังขาร คืออำนาจอีกอันหนึ่ง ที่จะปรุงแต่งต่อไปอีก. หมายความว่าปรุงแต่ง นามรูป คือ กายกับใจของผู้เห็นนี้ให้เปลี่ยนไป เป็นกายกับใจชนิดที่บ้าขึ้นมาทันที หรือมัน โง่ขึ้นมาทันที คือมัน พร้อมที่จะเป็นทุกข์. เมื่อร่างกายจิตใจเปลี่ยน ก็หมายความว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้มันก็เปลี่ยน ไปด้วย เป็นอายตนะที่จะไป "บ้า" ด้วยกัน, แล้วมันก็เกิดผัสสะที่บ้า เวทนาที่บ้า, ตัณหาอุปาทานที่บ้า, จนได้เป็นทุกข์ ไปจบลงที่เป็นตัวกู ที่ชาติ ; ตัวกูเต็มที่ ที่คำว่าชาติ. ทีนี้ความแก่ ความเจ็บ ความไข้ ความตาย ความทุกข์อะไรมันจะเกิด เป็นสิ่งที่มีความหมายขึ้นมาทันที เพราะว่ามันยึดถือ, และยึดถือว่าของกู. นี่คือ เรื่องปฏิจจสมุปบาทที่มีอยู่ในชีวิตประจำวัน ; ก็นับว่าพอ สมควรแล้วที่จะทำให้ท่านทั้งหลายพอมองเห็นว่า เรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้ เกิดขึ้น แพล็บเดียวครบทั้งรอบ ครบทั้ง ๑๑ อาการ ; แล้ววันหนึ่ง ๆ เกิดไม่รู้กี่ร้อยรอบก็ได้. ไม่ใช่ว่ารอบเดียวแบ่งไว้ ๓ ชาติ : ชาติในอดีตครึ่งท่อน. ชาติในปัจจุบันท่อนหนึ่ง, ชาติในอนาคตอีกท่อนหนึ่ง ; ไม่ใช่อย่างนั้น ! อาตมาได้สังเกตเห็นว่ามันมีความเห็นผิดกันถึงขนาดนี้ ; ฉะนั้นเราจึงถือว่า ปฏิจจสมุปบาทที่สอนกันอยู่เวลานี้ ไม่ถูกตามพระบาลีเดิม ; ซึ่งจะแสดงเหตุผล ให้ฟังต่อไป ในที่นี้เอาแต่เพียงว่า สิ่งที่เรียกว่าปฏิจจสมุปบาทนั้น คืออย่างที่กล่าว มาแล้วนี้ ; /และคือ สิ่งที่เกิดขึ้นชนิดสายฟ้าแลบ ; ที่จะเป็นไปเพื่อทุกข์ ในจิตใจของเรา, แล้วเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นประจำวัน.
น.393 กำเนิดของเรื่องปฏิจจสมุปบาท ต่อไปนี้ก็จะพูดถึงเรื่อง กำเนิดของเรื่องปฏิจจสมุปบาท. เรื่องปฏิจจ- สมุปบาทมันก่อขึ้นมาได้อย่างไร มีกำเนิดอย่างไร ก็ถือเอาพระพุทธเจ้าเป็นหลัก คือเรื่องที่ พระพุทธเจ้าท่านมาตรัสเล่าให้ฟังในพระบาลี สูตรที่ ๑๐ แห่งพุทธวรรค อภิสมัยสังยุตต์ นิทานวัดค์ สังยุตตนิกาย : ถ้าเป็นฉบับบาลีก็เล่มที่ ๑๖ หน้า ๑๑ หัวข้อที่ ๒๖ ในสูตรนั้น พระองค์ได้เล่าถึงการออกผนวชของพระองค์เอง ที่ได้ทรงทำความเพียรในระยะ ๖ ปีนั้น : เดี๋ยวทำอย่างนั้นเดี๋ยวทำอย่างนี้ ; แล้วในที่สุดในระยะเวลาหนึ่ง ได้ค้นเรื่องสิ่งที่เรา กำลังเรียกกันเดี๋ยวนี้ว่า ปฏิจจสมุปบาทนั้น, ซึ่งจะขออ่านพระพุทธภาษิตนั้นให้ฟังดีกว่า. พระบาลีนั้นมีว่า : "ภิกษุทั้งหลาย ! ครั้งก่อนแต่การตรัสรู้ เมื่อเรายังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็น โพธิสัตว์อยู่ ได้เกิดความรู้สึกอันนี้ขึ้นว่า สัตว์โลกนี้หนอถึงทั่วแล้ว ซึ่งความทุกข์ ย่อมเกิดแก่ตายจุติบังเกิดขึ้นอีก. เมื่อสัตว์โลกไม่รู้จักอุบายเครื่องออกไปให้พ้นจากทุกข์ คือชรา มรณะ แล้ว การออกจากทุกข์จักปรากฏขึ้นได้อย่างไร. "ภิกษุทั้งหลาย! ความสงสัยได้เกิดขึ้นแก่เราว่า เมื่ออะไรมีอยู่หนอ ชรา มรณะ จึงได้มี ? ชรา มรณะมีเพราะปัจจัยอะไรหนอ ? ภิกษุทั้งหลาย ! ได้เกิดความ รู้สึกด้วยปัญญา, เพราะการพิจารณาโดยแยบคาย เกิดขึ้นแก่เราว่า : เพราะชาตินี่เองมีอยู่ ชรามรณะจึงได้มี ; ชรามรณะมีเพราะชาติเป็นปัจจัย เพราะภพนี่เองมีอยู่ ชาติจึงได้มี ; ชาติมีเพราะภพเป็นปัจจัย. เพราะอุปาทานนี่เองมีอยู่ ภพจึงได้มี ; ภพมีเพราะอุปาทานเป็นปัจจัย. เพราะตัณหานี่เองมีอยู่ อุปาทานจึงได้มี ; อุปาทานมีเพราะตัณหาเป็นปัจจัย. เพราะเวทนานี่เองมีอยู่ ตัณหาจึงได้มี ; ตัณหามีเพราะเวทนาเป็นปัจจัย. เพราะผัสสะนี่เองมีอยู่ เวทนาจึงได้มี ; เวทนามีเพราะผัสสะเป็นปัจจัย. เพราะสหายตนะนี่เองมีอยู่ ผัสสะจึงได้มี ; ผัสสะมีเพราะสหายตนะเป็นปัจจัย. เพราะนามรูปนี่เองมีอยู่ สหายตนะจึงได้มี ; สหายตนะมีเพราะนามรูปเป็นปัจจัย
น.394 เพราะวิญญาณนี่เองมีอยู่ นามรูปจึงได้มี ; นามรูปมีเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย. เพราะสังขารนี่เองมีอยู่ วิญญาณจึงได้มี ; วิญญาณมีเพราะสังขารเป็นปัจจัย. เพราะว่าอวิชชานี่เองมีอยู่ สังขารจึงได้มี ; สังขารมีเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย ดังนี้". แล้วก็ทรงทบทวนอีกแบบหนึ่งว่า : เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงเกิดสังขาร ; เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงเกิดวิญญาณ ; เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงเกิดนามรูป ; เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงเกิดสหายตนะ ; เพราะสหายตนะเป็นปัจจัย จึงเกิดเป็นผัสสะ ; เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเป็นเวทนา ; เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา ; เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงเกิดอุปาทาน ; เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงเกิดภพ ; เพราะภพเป็นปัจจัย จึงเกิดชาติ ; เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ โสกะปริเทวะ ทุกขะ โทมนัสอุปายาส ; ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้น มีได้ด้วยอาการ อย่างนี้. "ภิกษุทั้งหลาย ! ดวงตา ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ในสิ่งที่เรา ไม่เคยฟังมาแต่ก่อน ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ว่านี้คือความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ ย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้". นี้คือ การค้นปฏิจจสมุปบาทของพระพุทธองค์ เมื่อก่อนตรัสรู้ ; เรียกว่า การค้นห่วงแห่งลูกโซ่ของความทุกข์ ; ทรงพบว่าความทุกข์มันเกิดขึ้น โดยอาการ
น.395 ๑๑ อย่าง ๑๑ ตอนอย่างนี้ : เมื่ออายตนะพบกันแล้ว มีอวิชชาเป็นเจ้าเรือนอยู่เวลานั้น คือ ไม่มีสติ แล้ว, มันก็สร้างสิ่งที่เรียกว่าวิญญาณ ขึ้นมาทันที. นี้อย่าเข้าใจว่า วิญญาณเป็นตัวตนถาวรอะไร : มันเพิ่งมีเมื่ออายตนะกระทบกัน. ( วิญญาณเกิดขึ้น ก็สร้างสังขารหรืออำนาจปรุงแต่งนามรูปใหม่ขึ้นมาทันที. นามรูปถูกปรุงแต่งเป็น นามรูปสำหรับที่จะมีทุกข์ แล้วที่นี้ก็เกิดปรุงอายตนะชนิดที่จะช่วยให้มีทุกข์, เกิดผัสสะ ชนิดที่จะให้มีทุกข์, เกิดเวทนาชนิดที่จะให้มีทุกข์เฉพาะในกรณีนี้ เป็นลำดับไป จนเกิดตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ เป็นตัวกู ได้มีความทุกข์เต็มที่. นี้เรียกว่าก่อนหน้านี้ ก็ไม่มีใครค้นพบเรื่องนี้. พระพุทธเจ้าทรงเป็น บุคคลแรกในประวัติศาสตร์ ของพุทธศาสนา เท่าที่เรารู้ว่าพระองค์ทรงเป็นบุคคลแรก ที่ค้นพบเรื่องปฏิจจสมุปบาท แล้วก็ตรัสรู้ ; เพราะฉะนั้นเรื่องราวนี้ หรือพระสูตร ๆ นี้ เรียกว่าเป็นกำเนิดของสิ่งที่เรียกว่า "ปฏิจจสมุปบาท". ทีนี้ ก็มาถึงเรื่องที่ค่อนข้างจะยุ่งยาก สำหรับคนธรรมดา แต่มันก็ช่วยไม่ได้ ที่จะต้องเอามาพูดให้ฟัง เพื่อความสมบูรณ์ คือปฏิจจสมุปบาทที่มีอยู่ถึง ๑๑ อย่าง ๑๑ อาการนั้น มันมีได้หลายแบบ ดังที่ตรัสไว้ในพระพุทธภาษิตต่าง ๆ ในตอนหลัง เมื่อตรัสรู้แล้ว. แบบที่ ๑ แบบธรรมดา ในบางคราวพระพุทธเจ้าท่านตรัสปฏิจจสมุปบาท อย่างแบบธรรมดาสามัญ ตั้งแต่ต้นไปจนถึงปลายมี ๑๑ อาการ อย่างที่เราสวด แบบท่องสวดมนต์กันอยู่เป็นประจำ ว่าอวิชชาให้เกิดสังขาร, - สังขารให้เกิดวิญญาณ, - วิญญาณให้เกิดนามรูป, - นามรูป ให้เกิดอายตนะ, - อายตนะให้เกิดผัสสะ, - ผัสสะให้เกิดเวทนา, - เวทนาให้เกิด ตัณหา, - ตัณหาให้เกิดอุปาทาน, - อุปาทานให้เกิดภพ, - ภพให้เกิดชาติ, - ชาติ ให้เกิดชรามรณะนี้ : อย่างนี้เรียกว่าปฏิจจสมุปบาทสายเดียวรวด แต่ต้นไปยังปลาย นี้แบบหนึ่ง ; เป็นแบบทั่วไปที่เราได้ยินได้ฟังมากที่สุด ปรากฏเป็นสูตรอยู่ หลายสิบ
น.396 หลายร้อยสูตร อยู่ในพระไตรปิฎก. นี้เรียกว่าอย่างชนิดที่หนึ่ง ; พูดแต่ต้นไปจน ตลอดปลาย. แบบที่ ๒ กลับจากปลายเข้ามา บางทีก็ตรัสแต่ปลายเข้ามาหาต้น คือ แทนที่จะตั้งต้นจากอวิชชา สังขาร วิญญาณไปหาทุกข์ กลับตรัสตั้งต้นแต่ทุกข์เข้ามา : ว่าทุกข์เกิดเพราะชาติ, ชาติเกิด เพราะภพ, ภพเกิดเพราะอุปาทาน, อุปาทานเกิดเพราะตัณหา, ตัณหาเกิดเพราะ เวทนา, เวทนาเกิดเพราะผัสสะ, ผัสสะเกิดเพราะอายตนะ, อายตนะเกิดเพราะนามรูป, นามรูปเกิดเพราะวิญญาณ, วิญญาณเกิดเพราะสังขาร, สังขารเกิดเพราะอวิชชา. อย่างนี้ตรัสตลอดสาย แต่กลับจากปลายเข้ามา เรียกว่า ปฏิโลม ; ถ้าตรัสแต่ต้นไป เรียกว่า อนุโลม, พูดกันง่ายๆ จำง่าย ๆ ก็มีกัน ๒ แบบขึ้นมาแล้ว. แบบที่ ๓ ตั้งต้นตรงกลาง - ย้อนมาหาต้น แบบที่ ๓ ไม่ได้ตรัสตลอดสาย ๑๑ อาการอย่างนั้น, ไม่ได้ตรัสตลอดสาย อย่างนั้น ; ไปตรัสตั้งต้นตรงกลาง คือไปตรัสเริ่มด้วยอาหาร ๔ มี กวพิงการาหาร เป็นต้น ; แล้วก็ตรัสว่าอาหารนี้มาจากตัณหา, แล้วตัณหามาจากเวทนา, เวทนา มาจากผัสสะ, ผัสสะมาจากสหายตนะ, สหายตนะมาจากนามรูป, นามรูปมาจาก วิญญาณ, วิญญาณมาจากสังขาร, สังขารมาจากอวิชชา ; จับตรัสเอาที่ตรงกลาง ของสายทั้งสาย แล้วย้อนมาหาต้นคือมาหาอวิชชาอย่างนี้ก็มี อย่างในมหาตัณหาสังขยสูตร ก็มีอย่างนี้. แบบที่ ๔ จับเอาที่ตรงกลาง - พุ่งไปทางปลาย แบบที่ ๔ อีกแบบหนึ่งนั้นจับเอาที่ตรงกลางเหมือนกัน แต่ไม่กลับมาหาต้น หากพุ่งออกไปทางปลาย นี้มีมากที่สุด ; และมักจะจับเอาตรงเวทนาเป็นหลัก. เวทนา ที่เป็นสุข, ทุกข์, อทุกขมสุข, นั่นแหละเป็นต้นเงื่อน, แล้วก็เกิดตัณหา . เกิด อุปาทาน เกิดภพ เกิดชาติ เกิดทุกข์ไปเลย, ไปทางปลาย ; แม้ครึ่งสายนี้ก็เรียกว่า
น.397 ปฏิจจสมุปบาท ; เพราะว่ามันสำเร็จประโยชน์เหมือนกัน คือมันแสดงให้เห็นว่าความ ทุกข์เกิดขึ้นมาอย่างไรได้เท่ากัน ; มันจึงเป็นอันว่า แล้วแต่ประโยชน์ ที่พระพุทธเจ้า ท่านทรงประสงค์ ในเวลานั้น ว่าจะตรัสเพียงเท่าไร หรือเหมาะแก่ใคร. ในเรื่องปฏิจจสมุปบาทมีถึง ๔ แบบนี้ คัมภีร์วิสุทธิมรรคให้คำอุปมาไว้ดีมาก ว่าคน ๆ หนึ่งเขาต้องการเถาวัลย์ แล้วก็เข้าไปในป่าตัดเถาวัลย์มาใช้ประโยชน์. วิธีที่ ตัดเถาวัลย์นั้น บางคนก็ตัดที่โคน แล้วก็สาวมาทั้งสายตลอดปลาย นี้ก็วิธีหนึ่ง ; อีก วิธีหนึ่งก็จับที่ปลายถอนให้หลุดโคนออกไปเลย ได้มาทั้งสายดึงไปทางปลาย นี้ก็วิธีหนึ่ง ; ทีนี้บางทีมันไม่ทำอย่างนั้น เพราะเขาไม่ต้องการอย่างนั้น แต่ไปตัดเข้าที่ตรงกลางสาย แล้วดึงเอามาแต่ที่โคน ดึงเข้าไปตลอดโคน แล้วเอามาครึ่งท่อน นี้ก็อีกวิธีหนึ่ง ; แล้ว บางทีไม่ต้องการอย่างนั้น ก็ไปตัดที่ตรงกลาง แล้วดึงเอามาแต่ส่วนปลายครึ่งท่อน ; มันเลยเกิดเป็น ๔ อย่าง ๔ วิธีขึ้นมา. การไปตัดหวายตัดเถาวัลย์มาใช้ทำประโยชน์ อย่างนั้นอย่างนี้ มันย่อมแล้วแต่ต้องการอย่างไร มันก็สำเร็จประโยชน์ทั้งนั้น. นี้คือ การตรัสปฏิจจสมุปบาท มีใน ๔ ความหมายอย่างนี้ ๔ ลักษณะอย่างนี้ : พระพุทธ- โฆษาจารย์ ผู้แต่งคัมภีร์วิสุทธิมรรค ท่านก็ยืนยันในข้อนี้อย่างนี้. แบบที่ ๕ ดับที่ตรงกลาง แต่แล้วยังไปพบอีกวิธีหนึ่งซึ่งแปลกไปกว่านี้ คือตรัสอย่างในบางสูตร สมุทย์วาร เป็นความเกิดแห่งทุกข์ไปได้ครึ่งท่อน ครั้นไปถึงตัณหา แล้วก็เปลี่ยน เป็น นิโรธวารเสีย : ดับตัณหา ดับอุปาทาน ดับภพ ดับชาติเลย ; อันนี้ก็ แปลกมาก แต่ทำไมพระพุทธโฆษาจารย์ไม่เอามาพูดก็ไม่รู้ : พูดแต่ ๔ อย่าง ที่กล่าว แล้วข้างต้น. อันนี้มันน่าฉงนที่ว่า ตรัสว่าอวิชชา ให้เกิดสังขาร, สังขารให้เกิด วิญญาณ, วิญญาณให้เกิดนามรูป, นามรูปให้เกิดอายตนะ, อายตนะให้เกิดผัสสะ, ผัสสะให้เกิดเวทนา, เวทนาให้เกิดตัณหา พอถึงตัณหาชะงัก, กลับกลายเป็นว่า
น.398 เพราะดับตัณหาเสียได้ อุปาทานดับ ; เพราะอุปาทานดับ ภพดับ ; เพราะภพดับ ชาติดับ ; เพราะชาติดับ ชรามรณะโสกะปริเทวะดับ. ข้อนี้มันมีอาการคล้าย ๆ กับว่า ถึงตรงนี้มันเกิดการเปลี่ยนกลับหน้ามือเป็น หลังมือ เพราะมีสติเกิดขึ้น ไม่เผลอให้ไปจนถึงตลอดสาย ; คือเราเกิดรู้สึกตัวขึ้นมา ในกลางคันนั้นเอง ; เป็นเรื่องนึกได้แล้วก็ไม่ปล่อยให้ไปตามแบบของปฏิจจสมุปบาท ; เรื่องเกิดมันเลยกลายเป็นเรื่องดับ : มันดับที่ตรงกลาง, คือตรงที่ตัณหานั่นเอง และทุกข์ก็ไม่เกิด. นี้ก็กลายเป็นปฏิจจสมุปบาทที่เกิดทุกข์ไม่ได้ถึงที่สุด เพราะมันไป เปลี่ยนจากสมุทยวาร กลายเป็นนิโรธวาร คือดับทุกข์เสียที่ตรงกลาง. นี้ก็มีอยู่อีกแบบหนึ่ง. ข้อนี้จะเปรียบอย่างไรกับการไปตัดหวายตัดเถาวัลย์ในป่า : มันก็เปรียบ เหมือนกับเราไปอยู่ที่ตรงกลางย่าน แล้วก็ดึงเข้ามาทั้งโคนทั้งปลายหลุดมาทั้งโคนทั้งปลาย โดยที่เราจับที่ตรงกลาง ; นี้ก็ได้มาทั้งสายเหมือนกัน. นี้เรียกว่าแบบหรือนัยของปฏิจจสมุปบาท ที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสสอน แก่ผู้ฟังมีหลายแบบอย่างนี้. ตัวเรื่องปฏิจจสมุปบาท ทีนี้ก็จะมาพิจารณากันถึง ตัวเรื่องปฏิจจสมุปบาท ให้เป็นที่เข้าใจกัน ยิ่งขึ้นไป. ผู้ที่ท่องสูตรปฏิจจสมุปบาทได้แล้ว ก็เป็นการดี, ฟังง่าย, ฟังเข้าใจง่าย; ส่วนชาวบ้านที่ท่องไม่ได้คงจะลำบากหน่อย แต่ก็ช่วยไม่ได้เพราะวันนี้เป็นวันที่กำหนดไว้ สำหรับอธิบายเรื่องปฏิจจสมุปบาท ; ใครจะถือเอาได้มากน้อยเท่าไรก็ตามใจ. ทีนี้ เราจะได้พูดกันถึงลักษณะของปฏิจจสมุปบาทธรรมทีละชื่อ ๆ ทั้ง ๑๑ ชื่อ; เริ่มจาก ที่พูดว่า อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร. อวิชชาคืออะไร ? อวิชชาคือความไม่รู้ในทุกข์, ความไม่รู้ในเหตุให้ เกิดทุกข์, ความไม่รู้ในความดับแห่งทุกข์, ความไม่รู้ในทางให้ถึงความดับแห่งทุกข์ ; ความไม่รู้ ๔ อย่างนี้เรียกว่าอวิชชา : และอวิชชานี้เป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร.
น.399 สังขารนั้นคืออะไร ? พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า ตโยเม ภิกขเว สงขารา ; กายสงขาโร วจีสงขาโร จิตฺตสงฺขาโร : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลาย ๓ เหล่านี้ คือ กายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร. ในพระบาลีพุทธภาษิต อธิบายคำว่าสังขารว่า สิ่งที่จะปรุงแต่งให้เกิดหน้าที่ทางกาย สิ่งที่จะปรุงแต่งให้เกิดหน้าที่ทางวาจา สิ่งที่จะ ปรุงแต่งให้เกิดหน้าที่ทางจิต. พระพุทธภาษิตว่าอย่างนี้ สำหรับคำว่าสังขาร. แต่พวกเราในโรงเรียนสอนธรรมนี้ ไม่สอนกันอย่างนี้ ไปสอนตามแบบ วิสุทธิมรรค ว่าสังขาร ๓ คือปุญญาภิสังขาร, อปุญญาภิสังขาร ; อเนญชาภิสังขาร ; มันเป็นคนละเรื่องไป. หรือมันจะคาบเกี่ยวกันได้ มันก็ต้องอธิบายกันอีกมาก. นี้ให้รู้ ไว้ก่อนว่า พวกที่ชอบอธิบายปฏิจจสมุปบาท คร่อมถึง ๓ ชาติ นั้น มักจะอธิบายคำว่า สังขาร ไปในรูปนี้เสมอ คือ ปุญญาภิสังขาร, อปุญญาภิสังขาร, อเนญชาภิสังขาร, แต่ว่าในบาลีพุทธภาษิตแท้ ๆ นั้นมีว่า กายสังขาร วจีสังขาร มโนสังขาร ; สังขารให้เกิดวิญญาณ. วิญญาณคืออะไร ? พระพุทธเจ้าตรัสว่า ฉยิเม ภิกขเว วิญญาณํ กายา ฯลฯ : ภิกษุทั้งหลาย, หมู่แห่งวิญญาณ ๖ เหล่านี้ คือ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ. นี่คือ วิญญาณ ๖ นั่นเอง. ทีนี้พวกที่อธิบายปฏิจจสมุปบาทอย่างคร่อมชาติ แม้วิสุทธิมรรคนี้ก็เหมือนกัน อธิบายเลยเถิดเป็น ปฏิสนธิวิญญาณ ; แล้วในหนังสือตำราเรียนรุ่นหลังทุกเล่ม ก็อธิบายไปทำนองปฏิสนธิวิญญาณ เพราะไม่เข้าใจว่าถ้าอธิบายเป็นวิญญาณ ๖ แล้ว มันจะได้เรื่องได้ราวอย่างไร เพราะผู้อธิบายเชื่อว่าจะ " เกิดใหม่ " กันตรงนี้ เลยอธิบาย คำว่าวิญญาณนี้ เป็นปฏิสนธิวิญญาณ มันก็เลยเถิดไปคนละเรื่องคนละสายไปเลย. พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า จักชุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ, เป็นวิญญาณ ๖ ; แต่พวกเรามา อธิบายกันเป็นปฏิสนธิวิญญาณ สำหรับคำ ๆ นี้. ที่นี้วิญญาณมันให้เกิดนามรูป
น.400 นามรูป คืออะไร ? ในบาลีตรัสไว้ชัด : พระพุทธภาษิตนั้นว่า เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิกาโร นี้คือนาม ; มหาภูตรูป ๔ และอุปาทายรูป ที่อาศัยมหาภูตรูป ๔ นั้น นี้คือรูป. นี้ตรงกันหมด, ใครก็สอนอย่างนี้ว่ารูปที่เป็น เนื้อหนังมังสา หรือเลือดลมในกายนี้เรียกว่ามหาภูตรูป. แล้วภาวะต่างๆ ที่อาศัยอยู่ กับมหาภูตรูปนั้น เช่นภาวะสวย ภาวะไม่สวย ภาวะหญิง ภาวะชาย เป็นต้น ภาวะต่าง ๆ นี้ เรียกว่าอุปาทายรูป. รวมกันทั้ง ๒ รูปเรียกว่ารูป. ที่นี้นามรูปให้เกิดสหายตนะ. สหายตนะ คืออะไร ? สายตนะ คืออายตนะ ๖ นี้ พระพุทธเจ้าท่าน ก็ตรัสว่า จักขุอายตนะ, โสตายตนะ, ฆานายตนะ, ชิวหายตนะ, กายายตนะ, มนายตนะ . เหมือนที่เราสวดกันอยู่ ; และสหายตนะให้เกิดผัสสะ. ผัสสะ คืออะไร ? ตรัสว่า ฉยิเม ภิกขเว ผสฺสกายา จกฺขุสมฺผลฺโส โสตสมฺผลฺโส ฆานสมผลโส ชิวฺหาสมฺผสฺโส กายสมฺผสฺโส มโนสมฺผลฺโส ; นิก็ ผัสสะ ๖ ตามชื่อแห่งทวาร ๖. ที่นี้ผัสสะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา. เวทนา คืออะไร ? เวทนานั้นก็คือเวทนา ๖ อย่าง ได้แก่เวทนาเกิดทาง จักษุสัมผัส, เวทนาเกิดจากโสตสัมผัส, เวทนาเกิดจากฆานสัมผัส, เวทนาเกิดจาก ชิวหาสัมผัส, เวทนาเกิดจากกายสัมผัส, เวทนาเกิดจากมโนสัมผัส, โดยเอาตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นหลัก. ที่นี้เวทนาทำให้เกิดตัณหา. ตัณหา คืออะไร ? ตัณหาก็มี ๖ อีก คือรูปตัณหา ตัณหาในรูป, สัททตัณหา ตัณหาในเสียง, คันธตัณหา ตัณหาในกลิ่น, รสตัณหา ตัณหาในรส, โผฏฐัพพะตัณหา ตัณหาในสัมผัสผิวหนัง ; ธรรมตัณหา ตัณหาในธัมมารมณ์. ทีนี้ตัณหาเป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทาน. อุปาทาน คืออะไร ? อุปาทานนี้ตรัสว่า จตฺตาริมานิ ภิกฺขเว อุปาทานานิ กามุปาทานํ ทิฏฐฺปาทานํ สีลพฺพตุปาทานํ อตฺตวาทุปาทานํ ; คือ
น.401 อุปาทาน ๔ มี กามุปาทาน ทิฏฐฺปาทาน สีลัพพตฺปาทาน อัตตวาทุปาทาน ดังที่เรา ก็รู้กันดีอยู่แล้ว. อุปาทานเป็นปัจจัยให้เกิดภพ. ภพ คืออะไร ? ภพมี ๓ คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ ภพเป็นปัจจัย ให้เกิดชาติ. ชาติ คืออะไร ? ชาติคือการเกิดขึ้น หรือการก้าวลง หรือการเป็น พร้อมขึ้นมาในหมู่สัตว์นิกาย, การปรากฏแห่งขันธ์ทั้งหลาย, การได้อายตนะเฉพาะ ; นี้เรียกว่าชาติ. ชรามรณัง นั้นก็คือ หัวหงอก พันหัก หรืออะไรก็ตาม คืออาการของชรา ความเสื่อมแห่งอินทรีย์เรียกว่า ชรา และความตายนั้นก็เรียกว่าการจุติ การแตก การทำลาย การทำกาลกิริยา การแตกแห่งขันข์ การทอดทิ้งซากศพ การขาดแห่ง ชีวิตินทรีย์นี้เรียกว่าความตาย. นี่มันมีปัญหาที่ทำให้เกิดความเข้าใจยาก ตรงที่คำพูดนี้เป็นคำพูดอย่าง ธรรมดาสามัญ แต่ความหมายมันไม่ใช่ธรรมดาสามัญ : ที่พูดว่าชาติความเกิดนี้ มันคือ ความเกิดแห่งตัวกู ซึ่งเป็นเพียงความรู้สึก, ไม่ใช่การเกิดจากท้องแม่. สำหรับการเกิดจากท้องแม่นั้น คนเราเกิดทีเดียวครั้งเดียวแล้วเลิกกัน. แล้วต่อมายังมีการเกิดอีก เกิดแล้วเกิดอีก วันหนึ่งหลาย ๆ เกิดนี้ คือเกิดด้วยอุปาทาน ด้วยภพที่มีความรู้สึก ว่าตัวกูเป็นอย่างไรที่หนึ่ง ก็เรียกว่าเกิดชาติหนึ่ง, พอเกิด ชาติอย่างนี้ขึ้นมาแล้ว ก็ยึดถือเอา ความเกิดจากท้องแม่ หรือความเกิดชนิดนั้น เป็นความทุกข์ เพราะมีความกลัว ความหวั่นวิตกกังวลต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการเกิดทั้งหมด. ครั้นเกิดชาติอย่างนี้ขึ้นมาแล้ว มันก็จะลามปามไปวิตกกังวล เรื่อง ความเจ็บความไข้ หรือความตายที่จะมาถึงข้างหน้านี้ต่อไปอีก. ที่จริงความเจ็บไข้ ความตายยังไม่มาถึง เราก็เป็นทุกข์แล้ว เพราะมองไว้เสมอว่า ความเจ็บของกู ความ แก่ของกู ความตายของกู ; ยิ่งพอมันแสดงวี่แววอะไรให้เห็น ก็ยิ่งเป็นทุกข์หนัก.
น.402 เดี๋ยวนี้เรากลัวตายอยู่ตลอดเวลาโดยไม่รู้สึกตัว, เราเกลียดความแก่ ความชรา เพราะ เราคิดว่าจะมาถึงกู. ถ้าอย่ามีกูเสียอย่างเดียว ความแก่ ความชรา ความตายนี้ไม่มีความหมาย อะไร. ฉะนั้นปฏิจจสมุปบาท รอบหนึ่ง สายหนึ่ง ก็คือความโง่ที่ทำให้เป็น ความทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่ง ครั้งหนึ่ง : ทุกข์เพราะได้ของถูกใจก็ได้, ทุกข์ เพราะได้ของไม่ถูกใจก็ได้, ทุกข์เพราะได้ของที่ยังไม่รู้ว่าถูกใจ หรือไม่ถูกใจก็ได้ เมื่อยึดมั่นแล้วเป็นทุกข์ทั้งนั้น. นี้คำขยายความของปฏิจจสมุปบาทมันมีอย่างนี้. ความหมายของคำในปฏิจจสมุปบาท ที่นี้สิ่งสำคัญที่สุดก็มาถึง คือ ความหมายของคำในปฏิจจสมุปบาทเหล่านี้ ความหมายของคำแต่ละคำเหล่านี้ เป็นความหมายในทางภาษาธรรม ของผู้รู้ธรรม ; ไม่ใช่ความหมายของชาวบ้านผู้ไม่รู้ธรรม. เราได้แยกออกไว้เป็น ๒ ภาษาคือ ภาษาคน หมายถึงภาษาคนธรรมดาที่ไม่รู้ธรรม ; แล้วก็ภาษาธรรมคือ ภาษาของผู้รู้ธรรม ; ภาษาปฏิจจสมุปบาทนี้เป็นภาษาธรรม เดี๋ยวจะแสดงให้เห็นเป็น ลำดับไป. ถ้าเราถือเอาความหมายของปฏิจจสมุปบาท ในภาษาคนแล้ว ก็จะเกิดความ ยุ่งยาก และจะเข้าใจไม่ได้, จะยกตัวอย่างให้ฟังว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้ที่โคน ต้นโพธิ์นั้น การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ก็คือการทำลายอวิชชาเสียได้ : พระพุทธเจ้าทำลายอวิชชาเสียได้ ก็คืออวิชชาดับ ; อวิชชาดับ สังขารก็ดับ ; สังขารดับวิญญาณก็ดับ ; วิญญาณดับ นามรูปก็ดับ ; แล้วทำไมพระพุทธเจ้า ไม่ตาย ? คิดดูที่หรือว่าดับอวิชชาเสียได้ ที่การตรัสรู้ที่ต้นโพธิ์นั้น เพราะอวิชชาดับ สังขารก็ดับ คืออำนาจปรุงแต่งวิญญาณและนามรูปก็ดับ, แล้วทำไมพระพุทธเจ้า
น.403 ไม่สิ้นพระชนม์คาที่ ที่โคนต้นโพธิ์นั้น ในวินาทีนั้น 2 นี้ก็เพราะว่าคำพูดใน ปฏิจจสมุปบาทนี้ มันเป็นภาษาธรรม : คำว่า "ดับ" นี้ก็เป็นภาษาธรรม ; คำว่า "เกิด" นี้ก็เป็นภาษาธรรม ; ไม่ใช่เกิดทางเนื้อหนัง ไม่ใช่ดับทางเนื้อหนัง. เมื่อเข้าใจไม่ถูกแล้ว ปฏิจจสมุปบาทสายหนึ่ง ก็จะเข้าใจเป็นว่าเกิด ๒ หน : เกิดตรงนามรูปนี้ที่หนึ่ง แล้วไปเกิดตรงชาติโน้นอีกทีหนึ่ง ก็เลยเข้าใจว่าเกิด ๒ หน. เมื่อเข้าใจว่าเกิด ๒ หนู ก็เลยเป็นสายปฏิจจสมุปบาททำให้เป็น ๓ ชาติ คือ ชาติในอดีต ชาติในปัจจุบัน ชาติในอนาคต มันเลยเตลิดเปิดเปิงยุ่งกันไปใหญ่ ‘ไม่ตรงตามเรื่อง : และที่น่าขันที่สุด ก็คือ เมื่อเกิดพูดว่า เกิด ๒ หนูได้, แต่พอถึงทีดับ หรือตาย ก็หากล้าพูดว่า ตาย ๒ หนไม่ เพราะไม่รู้ว่ามันจะตาย ๒ หนู ได้อย่างไร. คำว่า ภพ คำว่า ชาติ ที่แปลว่า ความมีความเป็นหรือความเกิดขึ้นในกรณี ของปฏิจจสมุปบาทนี้ มิได้หมายถึงความเกิดทางมารดา ไม่ใช่เกิดจากครรภ์มารดา ; มันเกิดทางนามธรรม ที่เกิดด้วยอุปาทาน ที่ปรุงขึ้นมาเป็นความรู้สึกว่า "ตัวกู" นั่นแหละคือเกิด. ข้อนี้ก็มีพระบาลีที่ตรัสไว้ชัด ที่จะอ้างเป็นหลักได้คือ บาลีมหา- ตัณหาสังขยสูตร อีกเหมือนกัน : พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ในสูตรนั้นว่า "นันทิใดในเวทนาทั้งหลาย นั้นคืออุปาทาน". หมายความว่า เมื่อเรามีการกระทบทางอายตนะ เกิดเวทนา เป็นสุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนาอะไรก็ตาม, ก็มีนันทิในเวทนานั้น.๑ นั่นแหละคืออุปาทาน ; นันทิคืออุปาทาน เพราะว่านันทินี้มันเป็นที่ตั้งของความยึดถือ : ถ้ามีนันทิแล้วก็หมายความว่าต้องมีความยึดถือ. นันทิ แปลว่า ความเพลิน หรือความพอใจ. "นันทินั้นเองคือ อุปาทาน ชนิดที่พระองค์ตรัส. เราพอใจสิ่งใด หมายความว่า เรายึดถือสิ่งนั้นเข้าแล้ว เพราะฉะนั้นนันทินั้นเองคืออุปาทาน แล้วนันทินั้นเอง เป็นสิ่งที่ต้องมี ในเวทนา ; ๑. เราเพลินไปในสุขเวทนา ด้วยความรู้สึกของราคะ, เพลินในทุกขเวทนา ด้วยความรู้สึกของ โกธะ หรือ โทสะ, เพลินในอทุกขมสุขเวทนา ด้วยความรู้สึกของโมหะ.
น.404 เพราะฉะนั้นเป็นอันว่าเมื่อใดเรามีเวทนาแล้ว เมื่อนั้นมีนันทิ แล้วเมื่อนั้นมีอุปาทาน ; "เพราะมีอุปาทานนี้ก็มีภพ, เพราะมีภพนี้ก็มีชาติ, เพราะมีชาตินี้ ก็มีชรามรณะเกิดขึ้น พร้อมเป็นความทุกข์" นี้แสดงว่าภพกับชาตินี้ มันมีติดต่อกันไปจากเวทนา จากตัณหา จากอุปาทาน ไม่ต้องรอต่อตายแล้วไปเกิดใหม่ ; ไม่ต้องรอให้ตายแล้วไปเกิดใหม่ จึงจะมีภพมีชาติ สิ่งที่เรียกว่าภพว่าชาตินั้น จะมีอยู่ที่นี่ ในวันหนึ่ง ๆ ไม่รู้กี่ครั้งกี่คราว ; และจะมี ทุกคราวที่มีเวทนา ; แล้วประกอบอยู่ด้วยอวิชชา ซึ่งเพลิดเพลินเป็นนันทิ ; และนันทินั้นคืออุปาทาน ; อุปาทานก็สร้างภพสร้างชาติ. ฉะนั้นคำว่าภพว่าชาตินั้น มีอยู่ที่นี่ เดี๋ยวนี้ ในวันหนึ่ง ๆ ไม่รู้กี่ครั้งกี่ครา ไม่ต้องรอต่อตายแล้วไปเกิดใหม่. คำว่าภพ ว่าชาติ ในลักษณะอย่างนี้ มันเป็นภาษาธรรม : ภาษาธรรม ของผู้รู้ธรรม ไม่ใช่ภาษาชาวบ้าน. ถ้าเป็นภาษาชาวบ้าน ต้องรอตายแล้วไปเกิดใหม่ จึงจะมีภพมีชาติ แล้วก็มีที่เดียวเท่านั้น เพราะคนเรามันเกิดมาทีเดียวแล้วก็ตายเข้าโลง ไปแล้ว จึงจะมีภพมีชาติใหม่อีก. เดี๋ยวนี้ภพหรือชาติในภาษาธรรมมีวันหนึ่งหลายหน คือเกิดตัวกูของกูหนหนึ่ง ก็เรียกว่ามีภพมีชาติหนหนึ่ง ; แล้วเดือนหนึ่งก็มีได้หลาย ร้อยหน, ปีหนึ่งก็มีหลายพันหน, หลายพันภพชาติ แล้วตลอดชาตินี้ ก็มีหลายหมื่น หลายแสนภพชาติ ฉะนั้นเราจะต้องรู้จัก สิ่งที่เรียกว่าภพว่าชาติ ที่มีอยู่ในชีวิต ประจำวัน วันหนึ่งหลาย ๆ หนนี้. ทีนี้จะเห็นได้ทันทีว่า เรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้ เป็นเรื่อง ที่นี่ และ เดี๋ยวนี้ ; ไม่ใช่รอต่อตายแล้ว หรือต้องกินเวลาตั้ง ๓ ชาติ จึงจะมีปฏิจจสมุปบาทสักรอบหนึ่ง ที่แท้ในวันหนึ่ง ๆ มีตั้งหลาย ๆ หนู : เมื่อใดมีเวทนา มีตัณหาอุปาทาน เมื่อนั้น มีรอบของปฏิจจสมุปบาท แล้วมีภพมีชาติ ; ทำให้เห็นได้ว่ามันมีในชีวิตประจำวัน ของคนทุกคน. เหมือนกับยกตัวอย่างเมื่อตะกี้นี้แล้วว่า เด็กสอบไล่ตก, หรือว่า
น.405 นางสาวคนนั้นเขาเป็นทุกข์เพราะแฟน ; นี้เป็นตัวอย่างธรรมดาสามัญ ดี ในชีวิต ประจำวัน. ที่นี้ปัญหามันก็เหลืออยู่ว่า จะอธิบายกันอย่างไรจึงจะเห็นได้ว่า มือวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ ครบถ้วนก่อนจะเกิดเวทนาขึ้นมาได้ เท่านั้นเอง. เรื่องนี้ไม่ยาก : ตัวการตัวร้าย ตัวที่เป็นเรื่องยุ่งยาก มันอยู่ที่เวทนา. เวทนาเราก็รู้จักกันดีอยู่แล้ว มันก็เกิดอยู่เป็นประจำแล้ว รู้จักเวทนาก็แล้วกัน. ถ้า อยากรู้มากไปกว่านั้น ก็สาวขึ้นไป ๆ, เวทนามาจากผัสสะ ; ผัสสะก็มาจากอายตนะ ที่ปรุงขึ้นเฉพาะ ; อายตนะก็มาจากนามรูปที่ปรุงขึ้นเฉพาะ, นามรูปก็มาจากวิญญาณ ที่ปรุงขึ้นเฉพาะ ; วิญญาณก็มาจากสังขารที่ปรุงขึ้นเฉพาะ ; แล้วสังขารก็มาจาก อวิชชา อันเป็นต้นตอ : อย่ามีอวิชชาอย่างเดียว สิ่งเหล่านี้เป็นมีไม่ได้. นามรูป อย่างที่เป็นทุกข์นี้จะไม่เกิด ; อายตนะอย่างที่จะเป็นทุกข์นี้จะไม่เกิด ; ผัสสะอย่างนี้ จะไม่เกิด ; มันเกิดอย่างอื่น คือเกิดอย่างที่ไม่เป็นทุกข์. ดังนั้น อวิชชาอย่างเดียว เท่านั้น ที่มันสร้างนามรูป, กายใจ, อายตนะ, ผัสสะ, เวทนา, ในทางที่จะเป็นทุกข์ ทั้งนั้น. นี่ขอย้ำ ขอเตือนอยู่เสมอ, ให้เข้าใจคำว่าภาษาธรรม กับภาษาคนให้ดี. คำว่า "เกิด" ในทางภาษาคน หมายความถึงการเกิดจากท้องแม่ ; คำว่า "เกิด" ในภาษาธรรมหมายถึงมันเกิด เมื่อสิ่งนั้นมันทำหน้าที่ของมัน ในลักษณะที่จะเป็น ทุกข์ คือประกอบอยู่ด้วยอวิชชาเป็นมูลเหตุ. นี่เวลานี้นามรูปยังไม่ได้เกิด เพราะ ยังไม่ได้ทำหน้าที่ "ตัวกู" - "ของกู" อะไร แม้แต่ว่านั่งฟังเทศน์อย่างตั้งใจอย่างนี้ ก็ไม่ใช่ตัณหาอุปาทานอะไร มันเป็นเรื่องที่เป็นไปตามธรรมดา ยังไม่มีปฏิจจสมุปบาท. ที่พูดมาทั้งหมดนี้ ก็เพื่อให้เป็นการเข้าใจล่วงหน้าว่า ภาษาปฏิจจสมุปบาท นั้นเป็น ภาษาธรรม มีความหมายเฉพาะ ; อย่าเอาความหมายภาษาชาวบ้านไปใช้เข้า จะฟัง ไม่ถูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเช่นคำว่า "เกิด".
น.406 ข้อสำคัญข้อต่อไป ก็คืออยากจะให้ท่านทั้งหลายทราบว่า ปฏิจจสมุปบาทนั้น มันคือเรื่องอริยสัจจ์สี่พิสดาร : ปฏิจจสมุปบาทฝ่ายสมุทย์วาร คือฝ่ายเกิดนั้น มันเป็น เรื่องสมุทัยในอริยสัจจ์ : อวิชชาให้เกิดสังขาร, สังขารให้เกิดวิญญาณ, วิญญาณ ให้เกิดนามรูป, เกิดอายตนะ, ผัสสะ, เวทนา, ตัณหา, อุปาทาน, ตลอดสาย นี้เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาทฝ่ายสมุทย์วาร. นี้แหละคือทุกขสมุทัยในอริยสัจจ์สี่. ทีนี้ปฏิจจสมุปบาทฝ่ายนิโรธวาร ที่ว่าเพราะอวิชชาดับ, สังขารดับ, เพราะ สังขารดับ วิญญาณดับ, เพราะวิญญาณดับ นามรูปดับ, เพราะนามรูปดับ สหายตนะดับ, ผัสสะดับ, เวทนาดับ, ตัณหาดับ, อุปาทานดับ, ภพดับ ชาติดับ ; นี้เป็นเรื่องดับ ; อย่างนี้เรียกว่านิโรธวาร. นี้ก็คือ ทุกขนิโรธอริยสัจจ์ในเรื่องอริยสัจจ์สี่ ส่วนตัวความทุกข์นั้นตรัสเหมือนกับในที่อื่น ๆ. ส่วนตัวหนทางให้ถึงความ ดับทุกข์ก็ตรัสเหมือนกัน คือตรัสมรรคมีองค์แปด ; ฉะนั้นปฏิจจสมุปบาทนั้น คือ เรื่องอริยสัจจ์สี่ ที่กล่าวโดยละเอียด : แทนที่จะกล่าวว่าตัณหาให้เกิดทุกข์สั้น ๆ ลุ่น ๆ เช่นนี้ ; ก็แยกตรัสกล่าวเป็น ๑๑ อย่าง เป็น ๑๑ อาการ เป็นปฏิจจสมุปบาทไปเลย : แทนที่จะพูดสั้น ๆ ว่า ดับตัณหาเสียเป็นการดับทุกข์อย่างนี้ ก็กลายเป็นดับอวิชชา, ดับสังขาร, ดับวิญญาณ ฯลฯ เรื่อยมาเป็น ๑๑ อาการ ; นี้มันละเอียดกว้างขวางอย่างนี้. แต่ถึงอย่างนั้น ก็ไม่พ้นจากความเป็นเรื่องเดียวกัน คือเรื่องอริยสัจจ์สี่นั่นเอง. การอธิบายปฏิจจสมุปบาทที่ผิดหลัก ทีนี้เราก็ดูกันต่อไป ถึงเหตุการณ์ที่สำคัญ ที่สำคัญที่สุด คือการอธิบาย ปฏิจจสมุปบาทผิดหลัก แล้วก็ไม่เป็นพุทธศาสนา ; แล้วก็ไม่มีประโยชน์ แล้วก็ มีแต่ให้โทษ. การอธิบายปฏิจจสมุปบาทสายเดียว คร่อมถึง ๓ ชาตินั้น ผิด : ผิดหลัก ในพระบาลี ; ผิดทั้งโดยทางพยัญชนะ และโดยอรรถะ :
น.407 โดยพยัญชนะนั้น พระพุทธเจ้าก็ตรัสติดต่อกันมาอย่างไม่มีอะไรแทรกแซงได้ ดังข้อความในตอนที่ได้อ่านพระบาลี เรื่องการค้นคว้าปฏิจจสมุปบาทก่อนตรัสรู้ให้ฟัง แล้ว ว่าอวิชชาให้เกิดสังขาร, สังขารให้เกิดวิญญาณ, วิญญาณให้เกิดนามรูป, นามรูป ให้เกิดอายตนะ, อายตนะให้เกิดผัสสะ, แล้วมันติดต่อกันมาอย่างนี้ ไม่มีขาดตอน ไม่มีตัดตอน ไม่มีไขว้ไม่มีเขว. พอไปพูดให้ไขว้ให้เขว มันก็ผิดหลักทางพยัญชนะนี้. ในทางอรรถะมันก็ผิด : ผิดที่เห็นได้ง่ายๆ ก็คือว่า การตรัสปฏิจจ- สมุปบาทนี้ เป็นการตรัสเพื่อให้คนรู้เรื่องมิจฉาทิฏฐิ แล้วทำลายความยึดมั่นถือมั่น ว่าอัตตา ว่าสัตว์ ว่าบุคคลเสีย จึงได้ตรัสให้มันติดต่อกันไปเรื่อยทั้ง ๑๑ อาการ เพื่อให้ มองให้เห็นว่า ไม่มีตรงไหนจะเป็นอัตตาตัวตนได้. ทีนี้มีผู้มาอธิบายกันเสียใหม่ โดยให้ปฏิจจสมุปบาทสายเดียวคร่อม ๓ ชาติ แล้วให้เนื่องเป็นคน ๆ เดียวกัน : กิเลสของคนในชาติก่อน ทำให้เกิดวิบากในชาตินี้, ตอนหนึ่ง ; วิบากในชาตินี้มี แล้วทำให้เกิดกิเลสในชาตินี้ใหม่ แล้วทำให้เกิดวิบาก ในชาติหน้า. เมื่อสอนปฏิจจสมุปบาทอย่างนี้ มันกลายเป็นสอนเรื่องอัตตา กลายเป็น สอนว่ามีอัตตาตัวตน สัตว์ บุคคล เวียนว่ายในสังสารวัฏฏ์เหมือนกับมิจฉาทิฏฐิของ ภิกษุชื่อ สาติ เกวัฏฏบุตร ที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้น. เรากลับไปสอนให้มีอัตตา ในเมื่อพระพุทธเจ้าท่านสอนเรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้ สอนเพื่อไม่ให้มีอัตตา. ท่านได้ตรัส เป็นหลักชัด ๆ ไว้อย่างนั้นแล้ว เรามากลับอธิบายไปเสียใหม่กลายเป็นมีอัตตาอีก. ข้อนี้ถ้าเราเอาหลัก เช่นมหาปเทสมาเป็นเครื่องวัด เป็นเครื่องทดสอบ เราจะรู้ทันทีว่า สอนอย่างนี้ผิด อธิบายอย่างนี้ผิด; เพราะมันย้อนกลับไปมีอัตตา : มันไปเข้ากันได้กับฝ่ายที่ว่ามีอัตตา แล้วมันเข้ากันไม่ได้กับฝ่ายที่ว่าไม่มีอัตตา ; เพราะ ฉะนั้นที่ว่ามีอัตตา, จึงผิดหลักพระพุทธศาสนาซึ่งสอนว่าไม่มีอัตตา, ฉะนั้นถ้าท่าน
น.408 ผู้ใดเข้าใจปฏิจจสมุปบาท ไปในลักษณะที่จะไม่ ให้มีอัตตาได้แล้วนั้นนั้นแหละ คือถูก. แต่ถ้าเข้าใจไปในทำนองที่มีอัตตาขึ้นมา มันก็คือผิด : การอธิบายปฏิจจ- สมุปบาทในลักษณะคร่อมกัน ๓ ชาติจึงผิด เพราะสอนให้เกิดความคิดว่ามีอัตตา. ถ้า อธิบายติดต่อกันไปอย่างหลักในพระบาลีโดยตรง อย่าไปแก้ไขอะไร ไม่มีทางจะเกิดอัตตา นั่นแหละจึงจะถูก. อธิบายผิดกันมาตั้งแต่เมื่อไร เอาละทีนี้จะพูดต่อไปถึงความรู้ ที่มันจะแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นว่า ทำไมจึงมีการ อธิบายผิด ? และ อธิบายผิดกันมาตั้งแต่เมื่อไร ? เดี๋ยวนี้ในเมืองไทยก็ดี ในประเทศพม่าก็ดี ในประเทศลังกาก็ดี สอนเรื่อง ปฏิจจสมุปบาทอย่างเดียวกัน แทบทั้งนั้น คือสอนตามข้อความที่มีอธิบายอยู่ในคัมภีร์ วิสุทธิมรรค. เรื่องมี ๓ ชาติ คร่อม ๓ ชาตินี้ พวกฝรั่งชั้นเก่งที่สุดก็มาถือเอาตามนี้, อธิบายเอาตามนี้เป็นคุ้งเป็นแควไปเลย. แปลว่าทุก ๆ ประเทศที่เป็นพุทธบริษัท เขากำลังสอนปฏิจจสมุปบาทชนิดที่คร่อม ๓ ชาติ, สายเดียวคร่อม ๓ ชาติ ; กันอยู่ทั้งนั้น. นี่เมื่อผมพูดอะไรแปลกออกไป ก็อาจจะต้องถูกค่าจากคนทั้งโลกก็ว่าได้. ผมกำลังพยายาม ที่จะชี้ให้เห็นว่า ไม่มีทางที่จะคร่อมถึง ๓ ชาติ ; ดังนั้นเราก็ต้องติดตามว่ามีการ อธิบายผิดได้อย่างไร ? อธิบายผิดกันมาตั้งแต่เมื่อไร ? อธิบายผิดกันมาตั้งแต่เมื่อไร อันนี้รู้ได้ยาก ; แต่ข้อที่ว่าอธิบายผิด รู้ได้ง่าย เพราะมันผิดจากพระบาลีเดิม และเพราะผิดความมุ่งหมายของปฏิจจสมุปบาทที่ทรง สอนเพื่อให้ทำลายอัตตา ฉะนั้นจึงถือว่าอธิบายผิด. สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรม พระวชิรญาณวงศ์ วัดบวรนิเวศ ; ท่านทรงมีความเห็นว่าเรื่องนี้ อธิบายผิดกันมา ตั้งพันปีแล้ว ; ท่านก็ไม่ทรงศรัทธา ในการที่จะอธิบายปฏิจจสมุปบาท คร่อม ๓ ชาติ ; แล้วท่านก็อธิบายไปในทำนองว่า มันคร่อมอยู่เพียงชาติเดียว ; แต่แล้วก็ไม่แน่พระทัย ที่จะอธิบายรายละเอียด ก็เลยทิ้งไว้ลุ่น ๆ แต่ข้อที่ท่านทรงยืนยันความเข้าใจของท่าน ก็คือ มันคงจะอธิบายผิดกันมาตั้งพันปีแล้ว ข้อนี้ผมก็เห็นด้วยพระองค์ท่าน ; แต่
น.409 ผมว่าอาจจะเลยไปถึงว่าเกินกว่าพันปี อธิบายผิดกันมาเกินกว่าพันปี เพราะว่าหนังสือ วิสุทธิมรรคนี้ มีอายุตั้ง ๑,๕๐๐ ปีแล้ว. ในหนังสือวิสุทธิมรรรคนั้น อธิบายปฏิจจสมุปบาทเริ่มเป็น ๓ ชาติทั้งนั้น คร่อมถึง ๓ ชาติทั้งนั้น แล้วในการแต่งคัมภีร์วิสุทธิมรรคนั้น พระพุทธโฆษาจารย์ก็ยัง เขียนไว้ว่า อธิบายตามที่เขามีมีกันอยู่ก่อนแล้วด้วย; ประเดี๋ยวจะเอามาอ่านให้ฟัง สำหรับคำพูดของพระพุทธโฆษาจารย์. เรื่องมันมีหลักฐานว่า ท่านอธิบายตามที่มี อธิบายกันอยู่ก่อนแล้ว ฉะนั้นสมัยของท่านมันก็ตั้ง ๑,๕๐๐ ปีแล้ว และถ้าต่อไปจาก นั้นอีก มันก็เกือบ ๒,๐๐๐ ปี หรือเกิน ๒,๐๐๐ ปี ผมมีความเห็นว่า อาจจะอธิบายผิด กันมาตั้งแต่หลังสังคายนาครั้งที่ ๓ คือ พ.ศ. ประมาณ ๓๐๐ ก็ได้ ; ดังนั้นก็แปลว่า ผิดกันมาตั้ง ๒,๒๐๐ ปี มันจะต้องอธิบายผิดกันมาตั้ง ๒,๒๐๐ ปีมาแล้ว ไม่ใช่ ๑,๐๐๐ ปี อย่างสมเด็จพระสังฆราชเจ้าท่านว่า. ประเดี๋ยวจะชี้ให้ดู. ถ้าจะพูดว่าเมื่อไรให้แน่นอนนั้น ต้องค้นหาหลักฐานทางโบราณคดี; มัน ลำบากมากไปอีก. แต่เมื่อเราพูดกันอย่างนี้ ที่ไม่มีทางจะผิดได้ ก็ต้องพิจารณาถึงข้อ ที่ว่า ทำไมจึงเกิดการอธิบายอย่างนี้ขึ้น. ขอให้ฟังดูให้ดีๆ ว่า ทำไมจึงเกิดการอธิบาย แหวกแนวของพระพุทธเจ้าไปได้ ในเมื่อพระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้เป็นหลักอย่างนี้ ไม่มี ทางจะคร่อม ๓ ชาติ; แล้วทำไมมันจึงไปคร่อม ๓ ชาติ และให้มีอัตตาขึ้นมาได้. ข้อนี้ผมตั้งข้อสันนิษฐานว่า มันมีได้โดยที่ไม่รู้, เกิดไม่รู้, เกิดเข้าใจไม่ได้ แล้วก็เดาหรือสันนิษฐานกันโดยไม่เจตนานี้อย่างหนึ่ง. เพราะว่าเรื่องปฏิจจสมุปบาท เป็นเรื่องที่ลึกซึ้งที่สุดในพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าก็ตรัส และใคร ๆ ก็ยอมรับว่า มันเป็นเรื่องลึกซึ้งที่สุด. ทีนี้พอมาถึงสักประมาณ ๓ - ๔๐๐ ปีเกิดเข้าใจไม่ได้ ก็เริ่ม เกิดความคิดแตกแยก ; ที่นี้ต่อมาอีกมันก็แตกแยกหนักเข้า ๆ จนกระทั่งกลายเป็น ตรงกันข้ามไป. อย่างนี้เรียกว่าไม่มีใครเจตนาอธิบายให้ผิด ; มันเป็นเพราะ ความไม่รู้.
น.410 ทีนี้มาเดากันดูอีกทางหนึ่งดีกว่า ว่าจะมีทางเป็นได้ไหมว่า อาจจะเกิดมี หนอนบ่อนไส้ขึ้นในพุทธศาสนา : มีคนขบถทรยศเป็นหนอนบ่อนไส้ เกิดขึ้นใน พุทธศาสนา แกล้งอธิบายเรื่องปฏิจจสมุปบาท ซึ่งเป็นหลักของพุทธศาสนาให้ผิดเสีย คือให้เป็นสัสสตทิฏฐิในฮินดู หรือกลายไปเป็นศาสนาพราหมณ์ ปฏิจจสมุปบาทของ พระพุทธเจ้า ไม่มีทางที่จะมีอัตตา, ชีโว, อาตมันหรืออะไรทำนองนั้น ; ไม่มีทางที่ จะเป็นอย่างนั้น เพราะว่าเป็นของพุทธ. แล้วถ้ามีใครมาอธิบายปฏิจจสมุปบาท ซึ่งเป็น หัวใจของพุทธศาสนา ให้มันเกิดคร่อม ๓ ชาติอย่างนี้ มันก็เกิดเป็นอัตตาขึ้นมา เขาก็ กลืนพุทธศาสนาสำเร็จ. ถ้าว่ามีเจตนาเลวร้ายกันถึงขนาดนี้ ก็แปลว่า ต้องมีคนแกล้งอธิบายขึ้นมา ให้มีช่องให้เกิดอัตตาขึ้นมาในพุทธศาสนา แล้วศาสนาพราหมณ์ก็กลืนศาสนาพุทธ วูบเดียวหมดโดยกระทันหัน, นี้เป็นเรื่องสันนิษฐานในแง่ที่เลวร้ายอย่างนี้ก็มีได้. อีกทางตรงกันข้าม ก็คือเผลอไปหรือโง่ไป อธิบายไปด้วยทุนรอนคือความรู้ ที่ผู้อธิบายมีอยู่เดิม ก็อาจจะผิดไปโดยไม่ทันรู้ เพราะว่าเข้าใจไม่ได้, ก็อาจจะมีได้ เหมือนกัน แต่อย่างไรก็ตาม จะเจตนาหรือไม่เจตนา ผลมันก็เหมือนกัน .. พุทธศาสนาสูญไปจากประเทศอินเดีย รู้ไหม ? ว่าเพราะอะไร ? เขาว่า กันว่าเพราะอย่างนั้น เพราะอย่างนี้ เพราะอย่างโน้น เช่นเพราะข้าศึกภายนอก เข้ามา ย่ำยี ผมว่าไม่น่าเชื่อ ; ผมเห็นว่า พุทธศาสนาสูญไปจากประเทศอินเดีย เพราะว่า พุทธบริษัทเริ่มตีความ ของ หลักพุทธศาสนาผิดเอง : อธิบายพุทธศาสนาผิดเสียเอง เช่น อธิบายปฏิจจสมุปบาทที่เป็นพุทธแท้ ๆ ให้กลายเป็นฮินดูหรือเป็นพราหมณ์ ไป ; คือกลายเป็นคร่อม ๓ ชาติ กลายเป็นมีอัตตาไป. เพียงเท่านี้เท่านั้น มันก็เป็นไปโดยพฤตินัยแล้ว นั่นแหละโดยความจริงแล้ว :พุทธศาสนาหมดไปจาก ประเทศอินเดียทันทีเลย พออธิบายปฏิจจสมุปบาทผิด กลายเป็นมีอัตตา ตัวตนไปแล้ว ก็แปลว่าพุทธศาสนาหมดแล้ว ไม่มีเหลืออยู่แล้ว ในประเทศ อินเดีย คือ ได้ไปผนวกเป็นศาสนาพราหมณ์ที่มีอาตมันเสียแล้ว !
น.411 นี้แหละต้องมีการอธิบายผิดกันมาตั้งแต่เมื่อมีเหตุการณ์อย่างนี้ โดยเจตนา หรือโดยไม่เจตนาก็ยังรู้กันได้ยาก. การ ศาสนาพราหมณ์เป็นข้าศึกแก่พุทธศาสนา ต้อง การจะกลืนพุทธศาสนา ฉะนั้นก็ต้องมีผู้พยายามจะกลืน. นี้จะเป็นสิ่งที่มีได้ ไม่ใช่ แกล้งใส่ร้าย. พุทธศาสนาไม่ใช่สัสสตทิฏฐิ จึงไม่ได้พูดว่ามีสัตว์, บุคคล, ตัวตน ; มีคนนั้นเวียนว่ายตายเกิดเป็นคนนั้นไปเรื่อย. พุทธศาสนาไม่มีสัตว์ ไม่มีคน แต่แล้ว ก็กลายมาเป็นพูดให้มีสัตว์ มีคน เวียนว่ายไปในกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท ๓ ภพ ๓ ชาติ เรื่อยไป อย่างนี้พุทธศาสนาก็สลายหมด. ทีนี้ หลักฐานอะไรก่อนหน้านี้ มันไม่มีเป็นตัวลายลักษณ์อักษร ; เพิ่งมี ลายลักษณ์อักษรชัด ในสมัยที่มีหนังสือวิสุทธิมรรค : ข้อความในหนังสือวิสุทธิมรรค ก็แสดงไปในลักษณะที่ว่ามี ๓ ภพ ๓ ชาติ มีปฏิสนธิวิญญาณ คือ ตอนต้นของปฏิจจ- สมุปบาท แล้วไปเกิดภพใหม่มีวิบาก, แล้วก็มีกิเลสสำหรับจะไปเกิดในภพหน้าอย่างนี้ หลักฐานที่เป็นตัวหนังสือชัดเช่นนี้ มีในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ; นี้มันก็เพียง ๑,๕๐๐ ปี. ถ้าก่อนหน้านั้นก็น่าจะนึกไปถึงว่า เมื่อสมัยทำสังคายนาครั้งที่ ๓ ซึ่งมีการ จับพระสึก ว่าพระองค์ไหนเป็นพระปลอมก็จับสึก พระองค์ไหนเป็นพระแท้ไม่ต้องสึก. ในการชำระนั้น ก็มีการถามเรื่องหลักธรรมว่า ท่านมีความเห็นอย่างไร เกี่ยวกับหลัก พุทธศาสนา. ถ้าองค์ไหนตอบไปในทำนองอวิภัชชวาที คือว่าไม่แบ่งแยกชีวิตเป็น ปฏิจจสมุปบันนธรรม, เป็นขันธ์, เป็นธาตุ, เป็นอายตนะ, แล้วก็ ไปพูดเป็นมีตัวตน อย่างนี้ที่เวียนว่ายตายเกิด อย่างที่ภิกษุสาติเกวัฏฏบุตรพูดนั้นแล้ว ก็ถือว่าผู้นั้นเป็นพวก อวิภัชชวาที เป็นมิจฉาทิฏฐิ ชนิดสัสสตทิฏฐิ แล้วก็จับสึก. ข้อนี้หมายความว่าในการทำสังคายนาครั้งที่ ๓ นั้น เขาจับพระที่ถือลัทธิว่า มีอัตตา, ตัวตน นั้นสึก ; เหลือไว้แต่พระที่ไม่ถือว่ามีอัตตาตัวตนเท่านั้น ; เพราะ ฉะนั้นเค้าเงื่อนมันมีหมอกควัน มาตั้งแต่สมัยสังคายนาครั้งที่ ๓ นั้น มันก็ ๒,๒๐๐ ปี มาแล้ว ที่ยอมรับกันว่ามีคนมาปลอมบวชเป็นพระในพุทธศาสนา แล้วก็มีความเห็น เป็นตัวเป็นตน ว่ามีตัวมีตนนี้. ข้อนี้เองพอที่จะเป็นเค้าเงื่อนที่จะทำให้เกิดการอธิบาย
น.412 ที่มีตัวตนขึ้นมา ในพระพุทธศาสนา, แม้จะถูกจับสึก ก็คงไม่หมด คงเหลือรอดอยู่, หรือแม้ที่ถูกสึกไป ก็ยังไปพูดไปสอนได้อีกอยู่ดี, ในฐานะเป็นคนปลอมเข้ามา. สรุปความแล้ว ก็อยากจะกล่าวว่า ก่อนสังคายนาครั้งที่ ๓ ขึ้นไป คือว่า ก่อน พ.ศ. ๓๐๐ ขึ้นไปนั้น หลักธรรมยังบริสุทธิ์อยู่ ; พอหลังจากนั้นก็เริ่มเลอะ เลือนมาในทางที่จะมีตัวมีตน. นี่มันผิดกันมาตั้งแต่เมื่อนี้. พระพุทธศาสนา สูญไปจากอินเดียก็เห็น ๆ กันอยู่. แล้วทำไมศาสนาไชนะหรือศาสนานิครนถ์ ที่เขา เรียกกันผิด ๆ ว่าศาสนาเชน มันไม่สูญจากอินเดียเล่า ? ก็เพราะยังไม่เปลี่ยนหลักอะไร ; มีหลักเดิมอย่างไร ก็มีอยู่อย่างนั้น ดังนั้นจึงไม่สูญ. พุทธศาสนาเกิดไปเปลี่ยนหลัก จากไม่มีตัวตน กลับมามีตัวตน ; มันก็สูญ ก็เรียกว่าสูญได้โดยอัตโนมัติในทันทีนั้น, มะคลิกพอเริ่มมีตัวตนเข้ามาในพุทธศาสนาแล้ว พุทธศาสนาก็สูญจากอินเดีย นี้ก็คือเหตุการณ์ที่ว่าปฏิจจสมุปบาทเริ่มอธิบายผิด.ไกรตกแต่ หลักฐานที่มีอยู่เป็นลายลักษณ์อักษรก็คือหนังสือคัมภีร์วิสุทธิมรรค. ประเดี๋ยวเราจะ ลองวิจารณ์หนังสือคัมภีร์วิสุทธิมรรคกันดู. ในตอนนี้ต้องการจะพูดแต่เพียงว่า ได้มี การอธิบายปฏิจจสมุปบาท ผิดพระพุทธประสงค์ดั้งเดิมกันมาตั้งแต่เมื่อไร. เหตุที่ทำให้อธิบายผิด ที่นี้ เหตุที่ทำให้อธิบายผิด อย่างที่เรียกว่าไม่ใช่ในทางร้าย ไม่ใช่มีใครแกล้ง เป็นหนอนบ่อนไส้ แต่เป็นไปในทางที่มันผิดเอง เพราะโง่ไม่รู้ มันก็มีอย่างที่ว่า มาแล้วว่า เพราะไม่เข้าใจในภาษาธรรม ; เข้าใจแต่ภาษาคน ; ภาวะที่เคยเข้าใจ ในภาษาธรรมมันก็เลือนหายไปหมด จนเหลือแต่ภาษาคนตก ที่นี้ก็อธิบายกันไปตามภาษา คน มันก็เป็นสัสสตทิฏฐิขึ้นมา. เพราะฉะนั้นเราจะต้องทำความเข้าใจในภาษาคน และ ภาษาธรรมกัน ในส่วนที่สำคัญที่สุดอีกครั้งหนึ่ง คือคำว่า "คน" กับคำว่า "นามรูป". ถ้าเราเรียกกันตามภาษาชาวบ้าน หรือภาษาคน ก็เรียกตัวเรานี่ว่า "คน" ถ้าเรียกในภาษาธรรมเราไม่เรียกว่า "คน" ... แต่เราเรียกว่า "นามรูป" คือกายกับใจ.
น.413 ทีนี้จะเรียกว่าคนหรือจะเรียกว่านามรูปก็ตามใจเถิด มันยังมีปัญหาอยู่ที่ว่า มันมีการเกิด ดับเท่าไร ? อย่างไร ? คนหรือนามรูปนี่แหละ มันมีการเกิดดับอยู่อย่างไร ? ถ้าถามอย่างนี้คำตอบมีถึง ๓ ชั้น ลึกซึ้งกันอยู่ถึง ๓ ชั้น คือ :- (๑) นามรูปเกิดดับ เกิดดับ ๆ ๆ ๆ อยู่ทุกขณะจิตนี้, จัดเป็นชั้นที่ ไม่มี ใครรู้ หรือไม่มีใครอยากรู้ และไม่จำเป็นจะต้องรู้ ว่านามรูปกายใจของเรา เกิดดับ ๆ ๆ ๆ อยู่ทุกขณะจิต. นี้เป็นภาษาอภิธรรม เกินความต้องการ ; เพราะ จิตนั้นมันมีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ตามระยะของสิ่งที่เรียกว่า ภวังคจิต : เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป รอบหนึ่งนี้เรียกว่าขณะจิตหนึ่ง ; แล้วก็ยังเร็วยิ่งกว่ากระพริบตาเสียอีก ; ฉะนั้น ตามความหมายนี้เขาถือว่า "นาม - รูป" หรือว่าคน ๆ หนึ่งนี้เกิดดับ ๆ ๆ ๆ อยู่ ทุกขณะจิต นับไม่ทัน : เราไม่มีปากที่จะนับมันทัน เพราะว่าขณะจิตมันเร็วกว่า ที่ปากจะนับทัน. นามรูปหรือคนนี้เกิดดับอยู่ทุกขณะจิต นี้ความหมายหนึ่ง. มันเหมือนกับ frequency ของไดนาโมไฟฟ้านั้น ; รอบหนึ่งก็คือไฟฟ้าออกมาทีหนึ่ง รอบหนึ่ง ไฟฟ้าก็ออกมาทีหนึ่ง ทีนี้มันนาทีละ ๑,๐๐๐ กว่ารอบ มันก็เลยดูไม่ทัน แต่มันก็อาจ ติดกันเป็นดวงแดงโร่ที่หลอดไฟ ไม่มีกระพริบที่หลอดอย่างนี้. ทีนี้ขณะจิตก็เหมือนกัน : มันถี่ยิบขนาดนั้นจนเราไม่รู้สึกว่าเราเกิดดับ ๆ ๆ ; จน เราต้องอาศัยการศึกษาเรื่องทางจิต ชนิดนั้น จึงจะรู้ว่านามรูปหรือคนนี้ มันเกิดดับ ๆ อย่างถี่ยิบอยู่ทุกขณะจิต หรือเร็ว ยิ่งกว่า frequency ของกระแสไฟฟ้าที่เราใช้อยู่ทุก ๆ วันนี้เสียอีก. นี้มันเป็นเรื่อง เกิดดับ ๆ อีกชนิดหนึ่งไม่เกี่ยวกับปฏิจจสมุปบาท. ปฏิจจสมุปบาทไม่ได้หมายถึง การเกิดดับชนิดนี้. การเกิดดับทุกขณะจิตนี้มันเป็นกลไกทางจิตล้วน ๆ เป็นความรู้ส่วนเกิน ประเภทอภิธรรมเพ้อ โดยไม่ต้องเกี่ยวกับปฏิจจสมุปบาท. และคำว่า "เกิด" ในกรณี อย่างนี้ เขาไม่ใช้คำว่า "ชาติ" แต่เขาไปใช้คำอื่น ว่า อุปาทะ มี อุปาทะ - ฐิติ-
น.414 ภังคะ, อุปาทะ - ฐิติ - ภังคะ, อุปาทะ - ฐิติ - ภังคะ, ฯลฯ อย่างนี้เรื่อยไป. อุปาทะ = เกิด, ฐิติ = ตั้งอยู่, ถังคะ = ดับไป. ใช้คำว่าอุปาทะ, มิได้ใช้คำว่า ชาติ ; แต่ก็แปลว่า "เกิด" เหมือนกัน. เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ๆ ถี่ยิบนับไม่ทัน นั่นแหละนามรูป หรือคนเราเกิดดับอยู่อย่างนั้นชนิดหนึ่ง. (๒) อีกชนิดหนึ่ง, นามรูปเกิดดับเหมือนคนธรรมดาสามัญรู้ คือว่า เกิดจากท้องแม่, เรียกว่าเกิดออกมา พอตายเข้าโลงเรียกว่าดับ. ตั้งอยู่ ๘๐ ปีบ้าง ถึง ๑๐๐ ปี ก็มี ; ตามธรรมดานี้ชั่ว ๘๐ ปี ๑๐๐ ปีนี้ มีเกิดหนเดียว มีดับหนเดียว ; นี้เกิดดับแค่คำพูด ๒ คำนี้เท่านั้นเอง. พูดว่า "เกิด" ขึ้นมาคำหนึ่ง แล้วทิ้งระยะไว้ นานถึง ๘๐ ปี หรือ ๑๐๐ ปี จึงพูดว่า "ดับ" นามรูปหรือคนเกิดหรือดับทำนองนี้ กินเวลาตั้ง ๘๐ ปี หรือ ๑๐๐ ปี นี้อย่างหนึ่ง เป็นคำพูดในภาษาคน. ส่วนภาษา อภิธรรมเพ้อนั้นถี่ยิบจนนับไม่ทัน : คนเกิดดับ ๆ ถี่ยิบจนนับไม่ทัน. ที่นี้ เกิด - ดับ อย่างภาษาโลกนี้มันกินเวลาตั้ง ๘๐ ปี ๑๐๐ ปี ทนนับไม่ค่อยไหว : นับว่า "เกิด" ครั้งหนึ่ง แล้วรอไปอีก ๑๐๐ ปี จึงจะนับว่า "ดับ". ภาษาอภิธรรมเพ้อฝ่ายโน้นมัน ก็เกินไป ภาษาคนฝ่ายนี้มันก็เกินไป. (๓) ทีนี้มันยังมีที่ตรงกลาง คือที่เป็นภาษาปฏิจจสมุปบาทที่กำลังกล่าวนี้. ความเกิดดับของภาษาปฏิจจสมุปบาท ก็คือเกิดขึ้นแห่งเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วก็ เกิดตัณหา แล้วก็อุปาทาน แล้วก็ภพ แล้วก็ชาติ ; นี้นับทัน พอจะนับได้ แล้วเห็น ๆ อยู่ด้วย. ในหัวใจของคนเราเกิดความรู้สึกเป็น "ตัวกู" ครั้งหนึ่ง ก็เรียกว่าชาติหนึ่ง ภพหนึ่ง ; แล้วมันก็อาจนับได้. ถ้าขยันสังเกตก็จดไว้วันหนึ่ง ๆ เราอาจจะพบและ จดได้เลย ว่าวันนี้เราเกิด "ตัวกู" กี่ครั้ง พรุ่งนี้เกิดกี่ครั้ง มะรืนกี่ครั้งก็คอยจดไว้ได้. นี้ไม่ได้ถี่ยิบจนนับไม่ทัน แล้วก็ไม่ได้หมายความว่าเกิดจากท้องแม่ แล้วดับคือเข้าโลง. มันเป็นการเกิด - ดับ เกิด - ดับ ของคนเราหรือนามรูปในลักษณะที่เป็น "ตัวกู-ของกู" ที่ถูกปรุงด้วยอวิชชาครั้งหนึ่ง ๆ.
น.415 นามรูปนี้ประกอบด้วยอวิชชาปรุงเป็นอุปาทาน ว่า "ตัวกู-ของกู" เพื่อมี ทุกข์ครั้งหนึ่ง ๆ ; นี้เรียกว่าชาติหนึ่ง ๆ หรือเกิดดับครั้งหนึ่ง ๆ ที่เราเห็น ๆ กันอยู่ เหมือนตัวอย่างที่เล่าให้ฟังข้างต้น นี่แหละวันหนึ่ง ๆ ก็หลายเกิดหลายดับเหมือนกัน. เพราะฉะนั้นขอให้เข้าใจว่าคำว่าเกิด-ดับ ๆ ในภาษาปฏิจจสมุปบาทนั้นมีความหมาย เฉพาะ คือหมายถึงเกิด - ดับของ "ตัวกู" เท่านั้น. ส่วนการเกิด - ดับในภาษา อภิธรรมเพ้อ หรือภาษาชาวบ้านธรรมดา ที่ว่าเกิดจากท้องแม่แล้วเข้าโลง นั้นมัน อีกภาษาหนึ่ง ; อย่าเอาไปปนกันระหว่าง ๓ ภาษานี้. ถ้าปนกันเป็นไม่รู้เรื่อง ปฏิจจสมุปบาทแน่ เพราะปฏิจจสมุปบาทจะหมายเอาแต่เพียงเรื่องตรงกลาง ; ไม่ถี่ จนกำหนดไม่ได้, และไม่ห่างจนชาติหนึ่งมีเพียงหนเดียว, กล่าวคือ หมายเอาการ เกิดดับแห่งอุปาทานว่า "ตัวกู" ครั้งหนึ่ง ; แล้วยิ่งกว่านั้นก็คือให้เห็นการเกิดดับ อย่างนี้เป็น ปฏิจจสมุปปั่นนธรรม คือเป็นเพียงธรรมชาติที่อาศัยกันแล้วเกิดดับ : อาศัยกันเกิดขึ้น หรืออาศัยกันดับลงไป. คนเราคนหนึ่ง ๆ เป็นเพียงปฏิจจสมุปปั่นนธรรมขณะหนึ่ง ๆ, กรณี หนึ่ง ๆ ; อย่าให้เป็นตัวเป็นตนเป็นอาตมันอะไรขึ้นมา; เป็นเพียงธรรมชาติซึ่งอาศัยกัน เกิดขึ้นแล้วดับลงอยู่เสมอ ; จะสมมติเรียกว่าคนก็ได้, จะเรียกว่านามรูปคือกายใจ ที่กำลังไปด้วยกันก็ได้ ; มันเป็นเพียงปฏิจจสมุปปั่นนธรรม. มันเป็น "คน" ขึ้นมา เพราะอวิชชาตัณหาอุปาทานที่ทำให้คิดว่าตัวกู. "คน" ชนิดนี้เราจะต้องฆ่ามันเสียให้ตาย. พอฆ่าคนชนิดนี้เสียได้ นั่นแหละคือการดับทุกข์ ; เพราะคนชนิดนี้เองมันเป็นต้นเหตุ ของความทุกข์. การที่พระองค์ทรงแสดงปฏิจจสมุปบาท ก็เพื่อจะให้รู้จักป้องกัน อย่าให้มีคนชนิดนี้เกิดขึ้นมา แล้วจะได้ไม่เป็นทุกข์ นี้เรียกว่าเกิด - ดับ ๆ ชนิดที่มัน เป็นเรื่องของปฏิจจสมุปบาทคืออย่างนี้. ทีนี้เกิด - ดับอีกชนิดหนึ่งที่เป็น การเกิด - ดับของวัตถุล้วน ๆ สิ่งที่เรา ไม่ถือว่ามีความคิดนึกหรือมีความรู้สึก เช่นการเกิดของหญ้าบอนอะไรเหล่านี้ มันเป็น อีกเรื่องหนึ่ง อย่าเอามาปน ; เพราะไม่เกี่ยวกับอวิชชาอุปาทานอะไร. ต้นหญ้า
น.416 ต้นบอนมันก็มีชีวิต มันก็เกิดมันก็ดับ แต่มันไม่เกี่ยวกับ อวิชชา ตัณหา อุปาทานอะไร. อย่าเอามาปนกัน ; มันเป็นการเกิด - ดับอีกชนิดหนึ่ง. เรารู้จักคน หรือ นามรูป ที่เกิด - ดับในแง่ของปฏิจจสมุปบาทเหล่านี้ก็แล้วกัน. ทั้งนี้ก็เพื่อจะได้แยกออกจากกัน เสียให้ขาด ; ให้เด็ดขาดว่า ปฏิจจสมุปบาทตามบาลีเดิมของพระพุทธองค์นั้น ไม่แยก เป็น ๓ ชาติ แล้วก็เป็นเรื่องที่มีอยู่ในชีวิตประจำวันหนึ่ง ๆ มีได้หลาย ๆ รอบ หลาย ๆ วง. ที่ไปอธิบายคร่อมชาติเป็น ๓ ชาติ นั้น เป็นของใคร พูดขึ้นเมื่อไร ก็ไม่รู้ เพิ่งปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษรอยู่ ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคเป็นแห่งแรก ; แต่เค้าเงื่อนดูจะมีมาก่อนนั้น. ถ้าอยากจะรู้เรื่องนี้โดยละเอียด เราก็ไปดูตำราเรื่อง ปฏิจจสมุปบาทอย่างคร่อมชาติที่ครูสอนกัน อยู่ในโรงเรียนนักธรรม ตลอดถึงคัมภีร์ วิสุทธิมรรคเอง ; ก็จะมองเห็นการอธิบายปฏิจจสมุปบาท ในลักษณะคร่อม ๓ ชาติ โดยหลักใหญ่ก็คือเอาอวิชชากับสังขารเป็นอดีตเหตุ ในอดีตชาติ ; แล้วเอาวิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา เป็นปัจจุบันผลในปัจจุบันชาติ ; " และก็เอาตัณหา อุปาทาน กับภพส่วนที่เป็นกรรมภพนี้ มาเป็นปัจจุบันเหตุ ในปัจจุบันชาติ ; แล้วก็ เอาภพส่วนที่เป็น อุบัติภพ กับชาติชรามรณะนั้น ไปเป็นอนาคตผลในชาติหน้าโน้น ; มันจึงได้เป็น ๓ ชาติ. •ทบทวนอีกก็ว่า ๑๑ ปัจจยาการนี้ เอา ๒ อันแรกไปไว้ชาติอดีต, เอา ๘ อันตรงกลางมาไว้เป็นชาติปัจจุบัน, แล้วเอาอีก ๑ นี้ หรือ ๒ ของผลนั้นไปไว้ใน ชาติที่จะมาทีหลัง, มันคร่อมชาติ ๓ ชาติอย่างนี้ ; และมีเงื่อนต่อเรียกว่าสนธิ ตรง ระหว่างอดีตชาติ จะมาต่อกับปัจจุบันชาตินี้ทีหนึ่ง แล้วระหว่างตรงกลางของปัจจุบัน- ชาติ ที่มันต่อกันระหว่างเหตุกับผลนั้นอีกทีหนึ่ง, แล้วก็ไปต่อกันตรงที่ว่าปัจจุบันชาติ ไปต่อกับชาติอนาคตนั้นก็อีกทีหนึ่ง ; มันมีสนธิชัดๆ ลงไปอย่างนี้ แล้วยังมีแปลก ใช้คำว่า "อัทธา" แปลว่ากาลไกล ; เป็นอดีตัทธา ปัจจุบันนัทธา อนาคตัทธา ; นี้ผิดจากในบาลีที่ไม่เคยมีปัจจุบันนัทธา ; จะมีก็แต่ อดีตัทธา และอนาคตัทธาคือไกล
น.417 ฝ่ายอดีต และไกลฝ่ายอนาคต ; ส่วนปัจจุบันไม่พูดว่าไกล. เดี๋ยวนี้เขาแปลคำ อัทธา นี้ ว่า "เวลา" เสีย มันก็เลยใช้ได้ทั้ง ๓ กาละ คือทั้งอดีตทั้งปัจจุบันทั้งอนาคต. ทีนี้ก็จัดให้อาการต่าง ๆ ทั้ง ๑๑ อาการนั้น เป็นกิเลสบ้าง เป็นกรรมบ้าง เป็นวิบากบ้าง คืออวิชชาเป็นกิเลสในอดีตชาติ, สังขารเป็นกรรมในอดีตชาติ, แล้วก็วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา เป็นวิบากทั้งหมดในปัจจุบันชาติ, ตัณหา อุปาทาน เป็นกิเลสในปัจจุบันชาติ, แล้วภพส่วนที่เป็นกรรมภพ ก็เป็น กรรมแห่งปัจจุบันชาติ ซึ่งก็จะปรุงชาติอนาคต. ที่นี้ภพส่วนอุบัติภพ กับชาติ ชรา ก็กลายเป็นวิบากในชาติอนาคต; มันเลยได้อดีตชาติ ปัจจุบันชาติ อนาคตชาติ เป็น ๓ ชาติอย่างนี้. อธิบายอย่างนี้เรียกว่าปฏิจจสมุปบาทที่คร่อมไว้ถึง ๓ ชาติ ในวงเดียว สายเดียว กินเวลา ๓ ชาติ ลองคิดดู. เรื่องนี้สมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมพระวชิรญาณวงศ์ ท่านตรัสว่า อธิบายกันผิดมาตั้งพันปีแล้ว. ท่านเชื่ออย่างนั้น แล้วท่านก็ไม่ทรงแน่ใจว่าจะ อธิบายอย่างไรแน่ ท่านจึงสันนิษฐานว่า มันคงจะสักชาติเดียวละกระมัง. ที่นี้ผมก็ยัง คงเป็นเด็กดื้อ ที่จะดันทุรังถือเอาตามตัวหนังสือในบาลีที่ว่า รอบหนึ่งของพฤติของจิต ในปฏิจจสมุปบาทนี้ มันเหมือนสายฟ้าแลบ เมื่อมันเกิดการปรุงแต่งด้วยอำนาจอวิชชานี้ เรียกว่ารอบหนึ่ง สายหนึ่ง. เพราะฉะนั้น ปฏิจจสมุปบาทนั้นเพียงวันเดียว ก็มีได้ หลาย ๆ สิบปฏิจจสมุปบาท. การอธิบายอย่างคร่อม ๓ ชาตินี้มันผิด ไม่ตรงตามพระบาลีที่เห็นอยู่ ในบาลีเดิม ๆ ในพุทธภาษิตในสุตตันตะทั้งหลายอย่างหนึ่ง, แล้วมันผิดเพราะนำมาซึ่ง ความคิด ที่เป็นอัตตาหรืออาตมัน ซึ่งเป็นสัสสตทิฏฐินี้อีกอย่างหนึ่ง, แล้วที่ร้ายที่สุด มันผิดเพราะใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้เลยนี้อย่างหนึ่ง. การอธิบายปฏิจจสมุปบาทให้เป็น ๓ ชาติคร่อมกันนี้ ไม่มีประโยชน์ อะไรเลย เพราะมันใช้ปฏิบัติอะไรไม่ได้. เมื่อเหตุมันอยู่ชาติโน้น ผลมันอยู่ชาตินี้ แล้วจะแก้ไขอะไรได้ ; แล้วเหตุมีอยู่ชาตินี้จะได้ผลต่อในชาติหน้า แล้วมันจะได้ ประโยชน์อะไรกับใคร นอกจากพวกที่ถือสัสสตทิฏฐิ แล้วก็ฝันเอาเท่านั้นเอง.
น.418 อนึ่งลักษณะอย่างนี้ไม่ใช่สันทิฏฐิโก ไม่ใช่อกาลิโก ไม่ใช่ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ เพราะฉะนั้นจึงถือว่าอธิบายปฏิจจสมุปบาทคร่อม ๓ ชาตินี้ผิด เพราะไม่สบหลัก สันทิฏฐิโก อกาลิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ ด้วย ; และไม่เป็นประโยชน์ อะไรด้วย เพราะใช้ปฏิบัติอะไรไม่ได้ ; เพราะนำมาซึ่งสัสสตทิฏฐิ ความเห็นว่าอัตตา ว่าตัวตน ฉะนั้นจึงขอให้เลิกเสียเถอะ แล้วไปถือเอาตามพระบาลีเดิมให้ตรงตามตัวอักษร ให้ตรงตามอรรถะ ตรงตามพยัญชนะ. พระพุทธโฆษาจารย์ ที่นี้ก็จะพูดถึงพระพุทธโฆษาจารย์กันบ้าง เพราะผมได้พูดค้างไว้แล้วว่า จะพูดถึง. สำหรับพระพุทธโฆษาจารย์องค์นี้ พุทธบริษัทแทบทั้งหมดเชื่อว่าเป็น พระอรหันต์. ฟังให้ดี ๆ นะ พระพุทธโฆษาจารย์นั้น เขาเชื่อกันว่าเป็นพระอรหันต์ ทีนี้ผมไม่มีความเชื่ออย่างไหนหมด : ผมดูแต่ว่าท่านทำอะไร, ท่านพูดอะไร, แล้ว อะไรเป็นประโยชน์ก็ถือว่าถูก, อะไรไม่เป็นประโยชน์ก็ถือว่าผิด ; โดยส่วนใหญ่จะ เห็นว่าท่านเป็นผู้มีความรู้มากที่สุด แล้วก็มีประโยชน์มากที่สุด อธิบายเรื่องที่มีประโยชน์ ไว้หลายสิบหลายร้อยเรื่อง แต่เรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้ผมไม่เห็นด้วยเลย เพราะพูดไปใน รูปที่เป็นอาตมัน เป็นศาสนาพราหมณ์ไป. ผมไม่ได้เคารพหรือเชื่อพระพุทธโฆษาจารย์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะมี ส่วนที่ผมไม่เห็นด้วยอยู่หลายเปอร์เซ็นต์เหมือนกัน : ผมจะเคารพได้ตั้ง ๙๐ - ๙๕ เปอร์เซ็นต์ คือว่าใน ๑๐๐ เรื่องนั้นน่ะเห็นด้วย ๙๕ เรื่อง แต่ ๔ - ๕ เรื่องนี้ ไม่เห็นด้วย เช่น เรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้เป็นต้น. ถ้าพูดโดยน้ำหนักแล้วก็จะเห็นว่า เรื่องปฏิจจ- สมุปบาทเพียงเรื่องเดียวนี้ มันจะทำลายน้ำหนักของเรื่องอื่นไปเสียทั้งหมดก็ได้. เรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้ยาก ยากเย็นลึกซึ้งด้วยเหตุอะไรก็ตามใจ แต่ทุกคน ยอมรับว่ายากเย็นลึกซึ้งจนถึงกับว่า พระพุทธโฆษาจารย์เมื่อจะอธิบายเรื่องปฏิจจสมุป
น.419 บาทนี้ ท่านถ่อมตัวท่านออกตัวน่าประหลาด ! ถ้าเรื่องอื่นแล้วท่านเปล่งสีหนาท องอาจ เป็นราชสีห์ ! เมื่อพระพุทธโฆษาจารย์ท่านจะอธิบายเรื่องอะไรก็ตาม จะแต่งคัมภีร์ อะไรก็ตาม จะขึ้นปณามคาถา หรือคำเริ่มเรื่องอย่างองอาจเป็นราชสีห์. แต่พอถึง เรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้ท่านกลับถ่อมตัว ในการถ่อมตัวของท่านนั้น แสดงความลังเล, แล้วออกตัวไว้เต็มที่ เพื่อจะไม่ให้มีทางผิดเข้ามาหาตัว. . คำออกตัวของท่านเป็น คำประพันธ์ไพเราะมาก ผมจะอ่านตามตัวหนังสือที่ท่านได้เขียนไว้ เกี่ยวกับเรื่อง ปฏิจจสมุปบาทนี้ว่า : - “การอธิบายอรรถะแห่งปฏิจจสมุปบาท ทำได้ยากนัก สมดังที่โบราณาจารย์กล่าวไว้ว่า ธรรมะ ๔ เรื่องคือ สัจจะ ๑, สัตตะ ๑, ปฏิสนธิ ๑, และปัจจยาการ คือปฏิจจสมุปบาทนี้ ๑, นี้เป็นเรื่องที่ เห็นได้ยาก เอามาพูดมาแสดงได้ยาก ข้าพเจ้าคำนวณดูโดยน้ำหนักแล้ว เห็นได้ว่า การอธิบายเรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะทำได้ โดย ง่าย เว้นเสียแต่จะทำโดยท่านผู้แตกฉานในอาคมและอธิคม. วันนี้ข้าพเจ้า ตั้งใจจะอธิบายปัจจยาการแห่งปฏิจจสมุปบาท แต่ก็มิได้ไว้ใจว่าจะถึง ความสมบูรณ์ของแก่น เพราะเป็นเหมือนกับการหยั่งลงไปในมหาสมุทร แต่ว่าพระศาสนานี้มีนัยแห่งการอธิบายที่อาจจะอธิบายได้มากมายหลายแง่ หลายมุม, ทั้งแนวที่ท่านบุรพาจารย์เคยอธิบายไว้ก็ยังมีอยู่ ไม่สูญหายไป อาศัยเหตุ ๒ ประการนี้ ข้าพเจ้าจักปรารภการอธิบายให้กว้างขวาง ขอให้ท่านทั้งหลายจงสดับเถิด" นี้คือคำออกตัวอย่างไพเราะที่สุดของพระพุทธโฆษาจารย์ เมื่อท่านจะอธิบาย เรื่องปฏิจจสมุปบาท. ถ้าอธิบายเรื่องอื่นแล้ว ท่านองอาจเหมือนราชสีห์เลย ไม่ออกตัว แล้วไม่ขอโอกาสอะไรไว้เลย แต่อันนี้ท่านว่ามันยาก แต่กล้าทำเพราะเหตุว่า ถือเสียว่า พระพุทธศาสนานี้ อธิบายได้หลายแง่หลายมุม เพราะฉะนั้นเราต้องอธิบายได้ สักแง่หนึ่งมุมหนึ่ง ; แล้วอีกประการหนึ่งก็คือว่า พระอาจารย์แต่ก่อน ๆ ก็ได้เคย อธิบายปฏิจจสมุปบาทไว้บ้างแล้ว ฉะนั้นเราก็ถือเอาคำอธิบายนั้นได้. แต่ถึงอย่างนั้น
น.420 ท่านก็ยังลังเลว่าการกระทำครั้งนี้ของท่าน จะไม่ดิ่งลงถึงกันสมุทร เหมือนมหาสมุทร มันลึกมาก ที่เราจะหยั่งมันไม่ถึงกันอยู่นั่นเอง ; ฉะนั้น ที่ท่านอธิบายไว้มากมาย ละเอียดลออเท่าไร ก็ไม่เป็นการรับรองว่าจะถึงกันของมหาสมุทร. นี่สรุปแล้วเห็นว่า ท่านยอมรับว่ามันยากอย่างยิ่ง แล้วท่านไม่แน่ใจว่าท่านจะ หยั่งลงได้ถึงก้นสมุทร คือหัวใจของเรื่อง คำอธิบายเก่า ๆ มีอยู่แล้ว แล้วท่านก็อาจจะ อธิบายได้แง่ใดแง่หนึ่ง ตามความปรารถนาของท่าน เพราะฉะนั้นจึงตัดสินใจอธิบาย ปฏิจจสมุปบาท และแล้วคำอธิบายของท่านมันก็ปรากฏออกมาในรูปที่ว่าคร่อม ๓ ชาติ เพราะมีปฏิสนธิวิญญาณจากอดีตชาติมาสู่ชาติปัจจุบัน และชาติปัจจุบันก็ทิ้งปฏิสนธิ- วิญญาณให้แก่ชาติต่อไป. เมื่อมีแววแห่งการคร่อม ๓ ชาติมาแล้วเช่นนี้ ต่อมาก็มีการ ขยายให้แรง ให้หนัก ให้ชัด ยิ่งขึ้นในโอกาสหลัง ๆ โดยพวกเรารุ่นหลัง ๆ นี่เอง. เมื่ออธิบายกันแบบนี้ ปัญหามันเกิดขึ้นว่า เมื่อกิเลสและกรรม เช่น อวิชชา และสังขาร ซึ่งเป็นกิเลสและกรรมแห่งชาตินี้ มันจะไปมีผลต่อชาติหน้าโน้น ; มันก็ เป็นอันว่าไม่มีวิบากของกรรมไหน ที่เราจะได้รับในชาติที่ทำนั้นเลย : ก็แปลว่าเรา ไม่มีโอกาสได้รับผลกรรมทันชาติที่เรามีตาเห็นเลย. ผู้มีกิเลสหรือผู้ทำกรรมจะไม่ได้ รับผลของกรรมในชาติปัจจุบัน ทันตาเห็นเลย ต้องรอไว้ต่อชาติหน้าเรื่อย. ถ้าท่านใช้คำว่าชาติในภาษาธรรม เป็นอย่างที่ผมพูดเมื่อตะก็แล้ว มันก็ ได้รับผลทันตาเห็นทุกวัน ๆ ๆ เลย เป็นอกาลิโก เป็นสันทิฏฐิโกเต็มที่อย่างนี้. การที่ จะไปยืนยันว่ากิเลสและกรรมในชาติอดีตให้ผลในชาติข้างหน้านี้ มันก็ไม่ไหวอยู่แล้ว ; ทีนี้เมื่อกล่าวให้เป็นคน ๆ เดียวกัน ทั้งชาติอดีต ชาติปัจจุบัน ชาติอนาคต มันก็กลาย เป็นสัสสตทิฏฐิ เป็นอันตคาหิกทิฏฐิไป. มันก็เลยยิ่งขัดขวางกับเรื่องปฏิจจสมุปบาท ที่พระองค์ตรัสไว้เพื่อจะทำลายสัสสตทิฏฐิ และอันตคาหิกทิฏฐิ นั่นเอง. ความเสียหายใหญ่หลวง ก็คือเราหมดอิสรภาพ ที่จะควบคุมกิเลสหรือ กรรม เพราะมันอยู่เสียคนละชาติกับเราเรื่อยไป. ชาตินี้เป็นวิบาก, ตัวเรานี้เป็นวิบาก, เรานั่งอยู่ที่นี่เป็นวิบาก, แล้วต้นเหตุของวิบากนี้ คือกรรมและกิเลสนี้อยู่ชาติโน้น ชาติที่
น.421 แล้วมา; แล้วกิเลสและกรรมที่ชาตินี้มันจะไปมีผลเป็นวิบากชาติหน้าโน้น เราก็ ไม่ได้ รับประโยชน์อะไร. นี้เรียกว่าเราไม่มีอิสรภาพ ในการที่จะได้รับผลแห่งการกระทำ ของเราทันตาเห็นในชาตินี้; ไม่อาจจะทำอะไรแล้ว ได้รับผลเป็นที่พอใจในชาตินี้ได้ ถ้าอธิบายอย่างนี้. ทำกรรมในชาตินี้ต้องรอรับผลในชาติหน้า แล้วมันจะน่าชื่นใจที่ตรงไหน ? นั่นแหละมันเป็นข้อที่ผิดหลักความเป็น สวากขาตธรรม : สวากขาโต ภควตา ธมฺโม - ธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้ากล่าวไว้ดีแล้ว เป็นสนทิฏฐิโก อกาลิโก เอหิปสสิโก ; นี้มันผิดไปหมดเลย ไม่เป็นสันทิฏฐิโก, ไม่เป็นอกาลิโก, ไม่เป็นปัจจัตตัง เวทิตัพโพ. เพราะอธิบายคำว่าชาติผิด เกิดไปคร่อม ๓ ชาติขึ้นมา ในปฏิจจสมุปบาทสายหนึ่ง. นี่อย่าลืมว่าภาษาที่ใช้นี้แหละทำยุ่ง ! เรื่องส่วนตัวพระพุทธโฆษาจารย์ ทีนี้จะวิจารณ์เรื่องส่วนตัวพระพุทธโฆษาจารย์กันบ้าง. ไม่ใช่จ้วงจาบ ไม่ใช่นินทา ไม่ใช่ใส่ร้าย ; แต่เอามาเป็นเหตุผล สำหรับ ประกอบการอธิบายปฏิจจสมุปบาทของท่าน ซึ่งมันมีแง่ให้เราตั้งข้อสังเกต. เพียงแต่ ตั้งข้อสังเกตว่า พระพุทธโฆษาจารย์นั้น ท่านเป็นพราหมณ์โดยกำเนิด, ท่านเป็น เลือดเนื้อเชื้อไขของพราหมณ์, ท่านจบไตรเพทอย่างพราหมณ์คนหนึ่ง, มีวิญญาณ อย่างพราหมณ์ แล้วจึงมาบวชในพุทธศาสนานี้ แล้วได้รับสมมุติกันในหมู่คนบางพวก ว่าเป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง เมื่อ พ.ศ. ร่วมพันบี. นักโบราณคดีถือว่าท่านเกิดทาง อินเดียใต้, มิใช่ชาวมคธ, บางพวกดึงท่านมาเป็นมอญก็มี, ไม่เหมือนในอรรถกถา ที่ถือว่าท่านเป็นชาวมัธยมประเทศ. ท่านเป็นพราหมณ์โดยเลือดเนื้อ แล้วมาเป็นพระ อรหันต์ในพุทธศาสนานี้ แล้วถ้าเกิดไปอธิบายปฏิจจสมุปบาทของพุทธให้กลายเป็น พราหมณ์อย่างนี้ มันยิ่งสมเหตุสมผล คือท่านเผลอไปก็ได้. ถ้าท่านเผลอท่านไม่ใช่ พระอรหันต์เป็นแน่นอน. ข้อนี้จะว่าอย่างไรก็ต้องพูดอย่างที่เรียกว่า ขอฝากไว้ให้ท่าน ผู้มีสติปัญญาพิจารณาดูเถิด.
น.422 ที่นี้ของที่ประหลาด ๆ ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ของพระพุทธโฆษาจารย์นั้น ยังมีอีกบางเรื่องดังที่ผมพูดเมื่อตะกี้นี้. เรื่องปฏิจจสมุปบาทคร่อม ๓ ชาตินี้ก็เรื่องหนึ่งแล้ว เราพูดกันเข้าใจแล้ว. ทีนี้ก็เรื่องที่ท่านอธิบายอะไร ๆ ในพุทธศาสนา กลับกลายไป เป็นพราหมณ์อย่างนี้ มันมีอยู่หลายเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเช่นเรื่องโลก, หรือ เรื่องโลกวิทู. เมื่อท่านอธิบายบทโลกวิทู ซึ่งเป็นพระพุทธคุณบทนี้ ท่านอธิบายโลก แบบโลกอย่างพราหมณ์ไปหมด ตามที่เขาพูดกันอยู่ก่อน. ท่านไม่อธิบายโลกอย่าง ที่พระพุทธเจ้าอธิบาย : โลกอย่างพระพุทธเจ้าอธิบายนั้น, ท่านอธิบายว่า โลก ก็ดี เหตุให้เกิดโลก ก็ดี ความดับสนิทแห่งโลก ก็ดี ทางให้ถึงความดับสนิทแห่งโลก ก็ดี ตถาคตได้บัญญัติไว้ในร่างกายที่ยาวประมาณว่าหนึ่ง ที่ยังเป็น ๆ ที่มีสัญญาและใจ. ข้อนี้หมายความว่า ในร่างกายที่ยาววาหนึ่งเท่านั้น มีทั้งโลก มีทั้งเหตุให้ เกิดโลก มีทั้งความดับสนิทแห่งโลก และทางให้ถึงความดับสนิทแห่งโลก คือ พรหมจรรย์ทั้งหมดอยู่ในร่างกายที่ยาววาหนึ่ง และเป็นร่างกายที่ยังเป็น ๆ อยู่ ; ตาย แล้วไม่มี. ในร่างกายที่มีชีวิตมีความรู้สึกปกตินี้ ในนั้นมันมีครบ. พระพุทธเจ้า ท่านเป็น "โลกวิท" เพราะท่านรู้โลกอันนี้; เพราะว่าโลกอันนี้คืออริยสัจจ์ทั้งสี่ : โลก, เหตุให้เกิดโลก, ความดับสนิทของโลก, ทางให้ถึงความดับสนิทของโลก, มันคือเรื่องอริยสัจจ์. ถึงที่จะอธิบายโลกวิทูให้พระพุทธเจ้า หรือถวายพระพุทธเจ้า พระพุทธ- โฆษาจารย์ ท่านไม่อธิบายโลกอย่างนี้. ที่ท่านอธิบายนั้น ผมว่ามัน ไม่เป็นพุทธ, คือท่านไปอธิบายโลกอย่างที่เป็นโอกาสโลก เหมือนที่เราได้ยินได้ฟังเรื่องปรัมปรา ในไตรภูมิพระร่วงอะไรทำนองนั้น. มันมาจากความเชื่อปรัมปราของพวกพราหมณ์ ว่าโลกกลมเท่าไร กว้างเท่าไร ยาวเท่าไร จักรวาลโตเท่าไร แผ่นดินหนาเท่าไร น้ำหนาเท่าไร ลมหนาเท่าไร เขาพระสุเมรุสูงเท่าไร เขาบริวารสูงเท่าไร หิมวันต์ใหญ่ เท่าไร ต้นหว้าใหญ่เท่าไร ไม้ประจำโลก ๗ ต้นเป็นอย่างไร ดวงอาทิตย์ขนาดเท่าไร ดวงจันทร์ขนาดเท่าไร ทวีปอีก ๓ ทวีปใหญ่เท่าไร นี่มันไม่ใช่เรื่องของพุทธเลย.
น.423 อธิบายโอกาสโลกอย่างนี้ เพื่ออธิบายคำว่าโลกวิทู ว่าพระพุทธเจ้ารู้เรื่องนี้ อย่างนี้, นี่ผมไม่เชื่อเลย. นี่ขอให้คิดดู อธิบายโอกาสโลก อย่างนี้มันเป็นเรื่องของพราหมณ์, เรื่องฮินดูเก่าก่อนพุทธกาล, ทีนี้พออธิบายขึ้นมาถึง สัตว์โลก ท่านก็ไปอธิบายเรื่องว่า คือสัตว์ทั้งหลาย มีอินทรีย์ต่างกัน มีธุลีในนัยน์ตาน้อยบ้างมากบ้าง, อินทรีย์กล้าอ่อนบ้าง, รู้ง่ายบ้าง รู้ยากบ้าง เป็นภัพพะบ้าง เป็นอภัพพะบ้าง ; ไม่มีโลกอริยสัจจ์ ๔ เลย. พออธิบายถึง สังขารโลก ท่านอธิบายแต่เพียงว่า พระพุทธเจ้าทรงทราบ เรื่องนามรูป, เรื่องเวทนา, เรื่องอาหาร, เรื่องอุปาทาน, เรื่องอายตนะ, เรื่อง วิญญาณฐิติ, เรื่องโลกธรรม ๘, เรื่องสัตตาวาส ๙, เรื่องอายตนะ ๑๐, และ อายตนะ ๑๒, ธาตุ ๑๘, อย่างนี้ มันมีแต่เรื่องอย่างนี้ ไม่มีเรื่องอริยสัจจ์ ซึ่งอธิบาย โลกครบทั้ง ๔ ความหมาย. เพราะเหตุดังกล่าวมาจึงถือว่าพระพุทธโฆษาจารย์ อธิบายคำว่า "โลกวิทู" นี้ เป็นพราหมณ์โต้ง ๆ เสียเป็นส่วนใหญ่, แล้วที่อธิบายเป็นพุทธบ้างก็กระเส็นกระสาย ไม่ตรงตัวโลก ทั้ง ๔ ความหมาย : คือ โลกอย่างหนึ่ง, เหตุให้เกิดโลกอย่างหนึ่ง, ความดับสนิทของโลกอย่างหนึ่ง, ทางให้ถึงความดับสนิทของโลกอย่างหนึ่ง, ซึ่งมี อยู่ในร่างกายที่ยาวประมาณวาหนึ่ง พร้อมทั้งสัญญาและใจ ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านตรัสเอง ตรัสแล้วตรัสอีก. เมื่อท่านอธิบายอย่างนี้ ผมว่า "โลกวิทู" ตามแบบของพระพุทธ- โฆษาจารย์อย่างนี้ไม่เป็นพุทธ สมกับตามที่ว่าเป็นหัวใจของเรื่อง. ที่แท้นั้นเรื่องปฏิจจสมุปบาทนี่แหละ เป็นเรื่องอธิบายโลก, อธิบายเหตุ ให้เกิดโลก, อธิบายความดับสนิทของโลก, ทางให้ถึงความดับสนิทของโลกไว้, ในร่างกายที่ยาวประมาณวาหนึ่ง. ข้อนี้หมายความว่าเรื่องปฏิจจสมุปบาทฝ่ายสมุทย์วารก็ดี ฝ่ายนิโรธวารก็ดี มันมีอยู่ในคนที่ยังเป็น ๆ ที่ยาวประมาณวาหนึ่งนี้. คนยังเป็น ๆ ยังไม่ตาย ยาวประมาณวาหนึ่งนี้ มีปฏิจจสมุปบาททั้งฝ่ายสมุทยวาร ทั้งฝ่าย นิ โรธวารอยู่ในนั้น แล้วไม่มีทางที่จะเป็นอัตตา ตัวตน สัตว์บุคคลอะไรได้.
น.424 ทีนี้ยังมีเรื่องบางเรื่องที่ว่าทำความยุ่งยาก เช่น จตุปาริสุทธศีล, หรือศีล ๔ อย่างนี้ ก็ไม่เคยพบในที่อื่น นอกจากในคัมภีร์ของพระพุทธโฆษาจารย์ : ท่านไป ดึงเอาอินทรีย์สังวรมาเป็นศีลข้อหนึ่ง, แล้วทำให้นักเรียนเรียนลำบาก ; แล้วไปดึงเอา อาชีวปาริสุทธิมาเป็นศีลข้อหนึ่ง ซึ่งทำความลำบาก, แล้วไปดึงเอาปัจจเวกขณ์ปัจจัย ทั้งสี่ คือจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ เภสัช มาเป็นศีลอีกข้อหนึ่ง ; มันทำให้เป็นศีล ที่มีความหมายก้าวก่ายกันยุ่งไปหมด ลำบากแก่การศึกษาที่มีหลักมีเกณฑ์. การบัญญัติ ศีลอย่างนี้ไม่มีในพระบาลี มีแต่ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ของพระพุทธโฆษาจารย์ อย่างนี้ เป็นต้น. เรื่องอื่น ๆ เช่น เรื่องนิพพาน ๒ อธิบายอย่างพระอรหันต์ตายแล้วจึงจะเป็น อนุปาทิเสสนิพพาน ; พระอรหันต์ที่ยังเป็นอยู่ เป็นสอุปาทิเสสนิพพาน ; นี้ยืนยันมาก ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค แล้วก็ ไม่ตรงตามพระบาลีในพระไตรปิฎก เช่น ในอิติวุตตกะ เป็นต้น. มีเรื่องหลายเรื่องที่ว่าเราไม่อาจจะเห็นด้วยกับพระพุทธโฆษาจารย์นี้ : ผมไม่ เห็นด้วยเต็มทั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะมีส่วนที่ยังไม่เข้าใจ หรือว่าปรับกันไม่ได้ อย่างนี้. นี่ผมพูดมากไปก็ถูกค่าโดยผู้ที่เขาถือว่า พระพุทธโฆษาจารย์เป็นพระอรหันต์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์. แต่เราแอบมาพูดกันแต่พวกเรา ก็เอาไปวิจารณ์ดู ไม่ต้องเชื่อ ผมก็ได้. ต่อไปนี้จะพูดถึงเหตุผลที่ว่าเรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้ ไม่ใช่เรื่องที่คร่อม ๓ ชาติแน่, แล้วมันมีเหตุผลอย่างไร ? มันมีเหตุผลมากเหลือเกิน. ข้อ ๑. เหตุผลอันแรก ก็เกี่ยวกับภาษาคนภาษาธรรมนั้นเอง : ปฏิจจ- สมุปบาทไม่ใช่ภาษาคนแน่ .. ตะกี้ก็พูดทีหนึ่งแล้ว ถ้าเรื่องปฏิจจสมุปบาทเป็นภาษาคน เรื่องก็จะเป็นไปว่า พอพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว จะต้องสิ้นพระชนม์คาต้นโพธิ์นั่นเอง : พออวิชชาดับ, สังขารดับ, วิญญาณดับ, นามรูปก็ดับ ; ก็ตายกันที่ตรงนั้นเอง. นี่แหละคือข้อที่แสดงว่า เรื่องปฏิจจสมุปบาทไม่ใช่คำพูดในภาษาคน. อวิชชาดับ สังขารดับ วิญญาณดับ นามรูปดับ พระพุทธเจ้าก็ยังไม่ได้สิ้นพระชนม์ ที่ตรงนั้น ;
น.425 ยังอยู่ต่อไปอีก ๔๕ ปี สอนพวกเรา คำที่ใช้ในภาษาปฏิจจสมุปบาทนั้น ไม่ใช่ภาษาคน อย่างนี้เอง. ถึงแม้ปฏิจจสมุปบาทในฝ่ายเกิดก็เหมือนกัน : อวิชชาเกิด สังขารเกิด วิญญาณเกิด นามรูปเกิดอย่างนี้ มันไม่ใช่เกิดอย่างภาษาคน เพราะพระพุทธเจ้าท่านตรัส ยืนยันว่า เมื่อเวทนาเกิดเป็นนันทิ แล้วเกิดตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ; คนก็ไม่ได้ ตายทางร่างกาย คนไม่ได้เกิดทางร่างกาย, คน ๆ นั้นก็ยังเป็นอย่างนั้น แต่ว่าในใจ ของเขานั้นมีเกิด มีดับ ; มีตัวกูเกิด มีตัวกูดับ ; ฉะนั้นคำว่านามรูปในกรณีนี้ มันหมายถึงนามรูปในภาษาธรรม. นามรูปภาษาคน คือกายกับใจที่เรามีกันอยู่ตลอด เวลา เรียกว่าเกิดแล้วตั้งอยู่ตลอดเวลา. นี่เป็นภาษาปุถุชนอย่างยิ่ง ว่าเกิดแล้วตั้งอยู่ ตลอดเวลา. ภาษาปรมัตถ์เพื่อ อภิธรรมเพ้อ ก็ว่าเกิดถี่ยิบอยู่ทุกขณะจิต. แต่ภาษา พระพุทธเจ้าที่เป็นภาษาธรรมแท้เกี่ยวกับเรื่องนี้กล่าวว่า เกิดอยู่ทุกที่ที่กระทบอารมณ์ ทางอายตนะ แล้วก็มือวิชชาเป็นเจ้าเรือน จนกว่าจะดับไปด้วยกันครั้งหนึ่ง ๆ. ทีนี้ถ้าถือเอาโดยภาษาคนตลอดสายของปฏิจจสมุปบาทแล้ว ในสายหนึ่งนี้จะมีเกิด ๒ หน ; เลยกลายเป็นเรื่องที่เข้าใจไม่ได้; นั่นแหละทำให้ต้องอธิบายเป็น ๓ ภพ ๓ ชาติ ต่อไป จนเป็นสัสสตทิฏฐิ. นี่แหละภาษาคนกับภาษาธรรมต่างกันอย่างนี้. ในตอนนี้ " ผมจะพูดเรื่องที่เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด ที่มันแตกต่างกันเหลือ ประมาณ ระหว่างภาษาคนกับภาษาธรรม คือจะยกตัวอย่างด้วยคำว่า สัมภเวสี. เมื่อเรา กรวดน้ำเราว่า : ภูตา วา สมฺภเวสี วา สพฺเพ สตฺตา กวนตุ สุขิตตฺตา ดังนี้เป็นต้น. นี้หมายความว่า มีสัตว์อยู่ ๒ ประเภท : สัตว์ ภูตา คือสัตว์ที่ เกิดแล้วหนึ่ง ; สัมภเวสี คือสัตว์กำลังแสวงหาที่เกิดเพื่อจะเกิดหนึ่ง. โดย ทั่วไปในเมืองไทยหรือในประเทศไหนก็ตามเขาอธิบายอย่างนี้ ว่าที่เกิดแล้วเป็น ๆ เช่น พวกเราที่นั่งอยู่ได้ นี้เรียกว่า ภูตา, คือเกิดแล้ว. ส่วนสัมภเวสีนั้นมันเป็นเพียง วิญญาณ ไม่มีร่างกายเที่ยวลอยล่องอยู่ในอากาศธาตุ เที่ยวหาที่เกิด ; เป็นวิญญาณ เที่ยวหาที่เกิด ; นั่นเขาเรียกว่า สัมภเวสี.
น.426 คำอธิบายนี้เป็นภาษาคนธรรมดา, แล้วยังเป็นฝ่ายอื่นด้วย คือไม่ใช่ฝ่าย พุทธ ; เพราะฝ่ายพุทธไม่ได้ยืนยันว่ามีวิญญาณตัวตนอย่างนั้น เที่ยวลอยล่องเป็นตัว เป็นตนเที่ยวหาที่เกิดอย่างนั้น มีแต่ในพวกสัสสตทิฏฐิ ; ในศาสนาพุทธไม่มี. สิ่งที่ เรียกว่า "วิญญาณ" ต้องเป็นปฏิจจสมุปบันนธรรมเสมอ : เกิด - ดับตามเหตุปัจจัย เฉพาะหน้าเสมอ. วิญญาณลอยล่องอย่างนั้นไม่มี; เพราะฉะนั้นสัมภเวสีอย่าง ภาษาคนของพวกนั้น ไม่ใช่สัมภเวสีในพุทธศาสนา. นี้ตามความเห็นของผม ! สัมภเวสีในความหมายของพุทธศาสนานี้ มีความหมายในทางภาษาธรรม แตกต่างออกมา จากนั้นไม่เหมือนกันเลย : สัมภเวสี คือจิตของคนปุถุชนธรรมดา ในเวลาที่ยังไม่มี ตัณหา อุปาทาน ยึดมั่นถือมั่น เป็นตัวเป็นตน. นี่ถ้าพังไม่ดีไม่รู้เรื่องนะ : คือในวันหนึ่ง ๆ ตามปกติของคนเรานี้ บางเวลา เรามีตัณหา อุปาทาน ยึดมั่นเป็นตัวกูเป็นของกูขึ้นมา ; แต่เวลาส่วนมากมันเฉย ๆ นะ ; เช่นคุณนั่งอยู่นี้มันไม่มีตัวมีตนหรอก, เพราะไม่ได้มีตัณหาอุปาทานอะไร : นั่งอยู่ ตามปกติ ใจคอตามปกติ จิตว่างตามปกติ นั่งฟังผมพูด ; แต่บางเวลาคุณมีตัณหา อุปาทาน ที่เดือดจัดจนเกิดทุกข์. มันมีอยู่ ๒ อย่าง อย่างนี้ : ในเวลาใดเกิดตัณหา อุปาทาน เป็นตัวภูเร่า ๆ ร้อน ๆ อยู่ นั้นน่ะเป็น “ภูตา" คือเกิดแล้ว ; ซึ่งเวลาปกติ มันเป็นสัมภเวสี รอจนกว่าเมื่อไรจะมีการเกิด, เตรียมพร้อมที่จะเกิด. นี่แหละ สัตว์ทั้งสองพวกนี้ ควรกรวดน้ำอุทิศให้มัน : เมื่อเกิดอยู่ก็โง่ ส่วนที่ไม่ได้เกิดอยู่ ก็ไม่ได้รู้อะไร. ถ้าพูดภาษาอภิธรรมกันหน่อยก็ว่า จิตที่มันมิได้อยู่ในภวังค์ คือว่าตื่นจาก ภวังค์ มีอาวัชชนะบ้าง แต่ไม่ถึงกับเป็นตัวกูของกู ; เป็นจิตธรรมดาไม่มีกระแสแห่ง ปฏิจจสมุปบาท, เป็นจิตที่ว่างอยู่เองตามธรรมชาติ ตามธรรมดา ในชีวิตคนธรรมดา สามัญทั่วไปนี้ คือ สัมภเวสี. นี้หมายความว่า เมื่อคนมีความรู้สึกคดนึก อยู่ ตามธรรมดาไม่เกิดกิเลสตัณหา เป็นตัวกูของกู นั่นแหละเป็นสัมภเวสี. คุณก็ สัมภเวสี ใครก็สัมภเวสี คือมันรอว่าเมื่อไรจะเกิดตัวกู - ของกู : เป็นสัมภเวสี ที่น่าสงสาร คือพร้อมที่จะเกิดตัวกู-ของกูเมื่อไรก็ได้.
น.427 ทีนี้พอได้อารมณ์สบเหมาะเผลอสติไป มีอวิชชาครอบงำ เกิดเป็นตัวกู - ของกูขึ้นมา นี้เป็นภูตา ก็น่าสงสารอย่างยิ่งขึ้นไปอีก ; ควรได้รับความเมตตาปรานี กรวดน้ำอุทิศให้มันทั้งภูตาและสัมภเวสี แต่ว่าเมื่อมันมีตัวกู - ของกูจัดขึ้น มาเป็นภูตา เดี๋ยวมันก็หมดฤทธิ์ เช่นมันโกรธหรือมันรักขึ้นมา เดี๋ยวไม่ถึงชั่วโมงมันก็หมดฤทธิ์แล้ว ภูตาตายไปอีก กลายเป็นสัมภเวสีอีก ; แล้วสัมภเวสีรอเวลาอยู่อย่างนั้น เดี๋ยวก็มีภูตา ตัวกู-ของกูขึ้นมาอีก ด้วยรักบ้าง ด้วยโกรธบ้าง ด้วยเกลียดบ้าง ด้วยกลัวบ้าง ด้วยอะไร ๆ ที่เป็นปฏิจจสมุปบาทขึ้นมาที่หนึ่ง ก็เป็นภูตาทีหนึ่ง แล้วประเดี๋ยวเหตุปัจจัยของกรณีนั้น เสื่อมสลายดับตายลงไป มันก็ไปเป็นสัมภเวสีอีก. นี่ผมยืนยันว่าสัมภเวสีอย่างนี้ มันเป็นเรื่องที่ใช้ประโยชน์ได้ ปฏิบัติได้ ควบคุมได้ อะไร ๆ ได้ แล้วก็มีประโยชน์ ; มันต่างกันกับสัมภเวสีที่เขาพูดว่า พอคน ตายเอาร่างใส่โลงแล้ว วิญญาณเที่ยวลอยล่องหาที่เกิดนั้น เป็นสัมภเวสี. ผมไม่ถือว่า อย่างนั้นเป็นสัมภเวสี ; แล้วก็ไม่เกี่ยวข้องด้วย เพราะมันไม่มีประโยนช์อะไร แล้วก็ มองเห็นไม่ได้ เข้าใจไม่ได้ ต้องเชื่อตามคนอื่น ; แล้วยังแถมเป็นสัมภเวสีสัสสตทิฏฐิ อีกด้วย. ทีนี้บาลีที่จะช่วยรับสมอ้าง ในความคิดเห็นอันแหวกแนว ของผมอย่างนี้ มันมี คือพระบาลีเรื่องอาหาร ๔ ในสูตรที่ ๓ - ๔ มหาวัดด์, อภิสมัยสังยุตต์ (๑๖/๑๑๘/๒๔๐). พระพุทธเจ้าตรัสอาหาร ๔ คือกวพิงการาหาร ผัสสาหาร มโนสัญ- เจตนาหาร วิญญาณาหาร คุณเรียนนักธรรมโทกันมาแล้ว คุณก็จำได้แม่นอยู่แล้วว่า อาหาร ๔ นั้นคืออะไร แล้วอาหาร ๔ นี้พระพุทธเจ้าตรัสว่า ภูตานํ สตฺตานํ ธิติยา เพื่อความตั้งอยู่ ได้แห่งสัตว์ที่เกิดขึ้นแล้ว คือภูตสัตว์ ; สมุภเวสีนํ สตฺตานํ อนุคุกหาย เพื่อความอนุเคราะห์แก่สัตว์ที่ยังเป็นสัมภเวสี. อาหารทั้งสี่นี้ ทรงอธิบายพร้อมทั้งอุปมา อันแสดงให้เห็นว่า เป็นเรื่องใน ชีวิตประจำวันของคนเป็น ๆ ในวันหนึ่ง ๆ ทั้ง ๔ อาหาร ; ดังนั้นสัตว์ทั้งสองชนิดนั้น ก็คือคนเราในวันหนึ่ง ๆ. อาหาร ๔ นี้ ทำหน้าที่อนุเคราะห์เท่านั้นเอง แก่พวก
น.428 สัมภเวสี ; แต่ว่าทำหน้าที่ที่จำเป็นอย่างยิ่ง คือเป็นที่ตั้งที่รองรับภูตสัตว์ที่เกิดแล้ว ; มันไม่เหมือนกันอย่างนี้. ตัวอย่างนี้ชักมาเพื่อให้เข้าใจว่าแม้แต่คำว่า สัมภเวสี กับคำว่า ภูตา ก็ยังมี ความหมายเป็น ๒ แบบ : แบบภาษาคนแบบหนึ่ง ; แบบภาษาธรรมแบบหนึ่ง ; และแบบซึ่งจะใช้เป็นประโยชน์ได้ในการศึกษาธรรมและปฏิบัติธรรม และอยู่ในอำนาจที่ เราควบคุมได้ เกี่ยวข้องได้ อะไรได้นี้ มันต้องอธิบายในแบบภาษาธรรม. ดูมันออกจะ ประหลาด ซึ่งทุกคน ตามปกติยังไม่มีกิเลสเกิดนี้ เป็นสัมภเวสี พอกิเลสเกิดมีตัณหา อุปาทานก็กลายเป็นภูตสัตว์ไป; ฉะนั้นคนที่ยังไม่สิ้นภพสิ้นชาติ คนเดียวกันนั่นแหละ เดี๋ยวเป็นสัมภเวสี เดี๋ยวเป็นภูตสัตว์ เดี๋ยวเป็นสัมภเวสี เดี๋ยวเป็นภูตสัตว์. ทีนี้เราต้องการจะระงับเสียทั้งภูตสัตว์และสัมภเวสี ก็ต้องอาศัยการปฏิบัติ ที่ถูกต้องตามหลักของปฏิจจสมุปบาท : อย่าให้มีตัวตน อย่าให้มีตัวกูเกิดอย่างเต็มรูป หรือว่าเกิดชนิดที่รอเวลาอย่างสัมภเวสีนั้นด้วย ; หมายความว่า อย่าเป็นทั้งสัมภเวสี อย่าเป็นทั้งภูตสัตว์ ก็เพื่อจะกำจัดอาหารทั้ง ๔ ให้หมดไป อย่าให้มีความหมาย อย่า ให้อาหารทั้ง ๔ ปรุงแต่งได้; นี้คือความรู้เรื่องปฏิจจสมุปบาทให้ประโยชน์อย่างนี้. นี้ภาษาคนกับภาษาธรรมที่เกี่ยวกับคำว่าสัมภเวสี. ทีนี้ไหน ๆ ก็พูดแล้วไม่กลัวเสียเวลาแล้ว พูดกันไปเรื่อยดีกว่า : จะยก ตัวอย่างภาษาธรรมอีกสักคำหนึ่ง คือ คำว่าทุกข์. ความทุกข์นี้มันมีอยู่หลายระดับ : ในภาษาธรรมชั้นสูงสุด ก็คือคำว่าทุกข์ ในปฏิจจสมุปบาทนั่นแหละ. ในบาลีปฏิจจสมุปบาทมีคำว่าทุกข์, มีการเกิดขึ้น แห่งทุกข์, การดับลงแห่งทุกข์, ซึ่งเป็นปฏิจจสมุปบาทฝ่ายสมุทย์วารและฝ่ายนิโรธวาร. คำว่าทุกข์ในกรณีนี้ไม่เหมือนใครอื่น : มีความหมายใช้เฉพาะแต่ในเรื่องปฏิจจสมุปบาท เพราะมันผิดจากที่อื่นเขา. ปฏิจจสมุปบาทฝ่ายสมุทย์วาร คือฝ่ายเกิดขึ้นนั้น ก็คือ อวิชชาให้เกิดสังขาร สังขารให้เกิดวิญญาณ ไปจนถึงเกิดทุกข์นั้น นี้เรียกว่าปฏิจจ- สมุปบาทฝ่ายสมุทยวาร.
น.429 ปฏิจจสมุปบาททั้งสายส่วนนี้บัญญัติไว้เป็นมิจฉาปฏิปทา ไปดูในบาลีสูตรที่ ๓ พุทธวรรค นิทาน. สํ. ๑๖/๕/๒๐. มิจฉาปฏิปทาคืออะไร ? มิจฉาปฏิปทา คือ ปฏิจจสมุปบาทฝ่ายสมุทย์วารเกิดขึ้นเป็นทุกข์. แล้วส้มมาปฏิปทา ความถูกต้อง คืออะไร ? ก็คือปฏิจจสมุปบาทฝ่ายนิโรธวารดับลง ๆ จนหมดทุกข์ ; เรียกว่าสัมมา- ปฏิปทา คือฝ่ายความถูกต้อง. ฝ่ายที่เกิดขึ้น ๆ นั้นเป็นมิจฉัตตะ คือฝ่ายผิด. คำว่า "ทุกข์" ในฝ่ายสมุทย์วารก็มีการเกิดขึ้นแห่งทุกข์ ; ฝ่ายนิโรธวาร ก็มีการดับลงแห่งทุกข์. คำว่าทุกข์ในกรณีนี้ไม่เหมือนใคร เพราะมันหมายเอา เฉพาะการเป็นทุกข์ ที่มีอุปาทานยึดถือแล้วเป็นทุกข์ เพราะฉะนั้น บุญก็เป็นทุกข์ บาปก็เป็นทุกข์ เหญชาก็เป็นทุกข์ ; อย่างที่จำแนกไว้ว่าปุญญาภิสังขาร, อปุญญาภิสังขาร, อเนญชาภิสังขาร. คำว่า "สังขาร" ของปฏิจจสมุปบาทนั้น มันเป็นที่ตั้งของทุกข์ทั้งนั้นเลย เพราะสังขารคำนี้เป็นคำที่หมายถึงปัจจัยที่จะส่งไปถึงความทุกข์. ปุญญาภิสังขารจึงเป็น ไปเพื่อทุกข์ ; แต่ชาวบ้านไม่เข้าใจอย่างนั้น ; เขาเข้าใจว่าบุญแล้วก็ต้องเป็นเรื่องสุข นี้เป็นพวกบุญญาภิสังขารที่ปรุงแต่งบุญ ทำให้ได้บุญขึ้นมา. ส่วนอปุญญาภิสังขาร ปรุงแต่งบาปได้บาปขึ้นมา, อเนญชาภิสังขาร ปรุงแต่งภาวะไม่หวั่นไหว ได้ความ ไม่หวั่นไหวขึ้นมา. ทั้ง ๓ อย่างนี้ยังเป็นทุกข์ เพราะว่ามันเป็นที่ตั้งของอุปาทาน : อุปาทาน ยึดครองบุญ ยึดครองบาป ยึดครองอเนญชา ทั้ง ๓ อย่างจึงเป็นทุกข์หมด เพราะฉะนั้นคำว่าทุกข์ ในปฏิจจสมุปบาทมีความหมายเป็นพิเศษกว่าความทุกข์ในที่อื่น. บาปนั้นเป็นมิจฉัตตะ เป็นทุกข์ก็ง่ายแล้ว ; แต่ว่าบุญหรืออเนญชาก็ยัง เป็นทุกข์ และเป็นมิจฉัตตะอยู่นั่นแหละ ; แม้ว่าจะเป็นบุญหรืออเนญชา ก็ยังเป็น มิจฉัตตะ เพราะว่ามันกำลังเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน. สำหรับอเนญชานั้นที่จริงมัน ก็เอียงไปในทางเป็นบุญ แต่เขาไม่เรียกว่าบุญ เรียกเป็นความไม่หวั่นไหว ไม่กระดุก กระดิกไปตามบาปและบุญ แต่ยังมีตัวกู-
น.430 พวกอเนญชานี้ก็คือ ที่ชอบเรียกกันว่า "พรหม" ทั้งหลาย. พวกนี้ก็ยังมี ตัวกู ไม่ติดบาปติดบุญอะไร แต่มีตัวกู ; ถึงแม้จะไม่หวั่นไหว มีจิตไม่หวั่นไหว ในฌานในสมาบัติอยู่แล้ว ก็ยังเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน เพราะมีตัวกู : มีอเนญชาของกู มันก็เป็นทุกข์. ฉะนั้นจึงขอให้ถือว่า คำว่าบุญ หรือคำว่าทุกข์ นี้สับสนกันหมดเลย. ชาวบ้านพูดว่าบุญ แล้วก็ต้องเป็นสุขและดี แต่ภาษาปฏิจจสมุปบาทแล้ว เป็นทุกข์ เหมือนกันหมด : บุญก็เป็นทุกข์ ดีก็เป็นทุกข์ กุศลก็เป็นทุกข์ เพราะ ว่าถูกปรุงขึ้นมา แล้วก็ปรุงต่อไป เพราะฉะนั้นจึงจัดเป็นปฏิจจสมุปปันนธรรมที่จะต้อง เป็นทุกข์. ถ้าเรามองเห็น เข้าใจจนยอมรับว่า ภาษาคนกับภาษาธรรมต่างตรงกัน ข้ามกันอย่างนี้; แล้วเลือกเอาภาษาธรรมใช้กับปฏิจจสมุปบาทแล้ว ก็จะเข้าใจปฏิจจ- สมุปบาทได้ง่ายเข้า. ข้อ ๒. ทีนี้ก็มาถึงตอนที่มันยาก เข้าใจยากอยู่นิดหน่อย ว่าเรื่องปฏิจจ- สมุปบาทนี้ มันจำกัดความไว้เฉพาะแต่ในขอบเขต ของการยึดมั่นถือมั่นเท่านั้น : มิได้หมายความว่า ถ้ามีชีวิตจิตใจมีความรู้สึกคิดนึกได้แล้ว จะเป็นปฏิจจ- สมุปบาทไปหมด เพราะฉะนั้นกฎเกณฑ์ของปฏิจจสมุปบาท ไม่ใช้แก่เด็กในครรภ์. เพื่อจำง่ายก็พูดอย่างนี้ดีกว่า ว่าหลักเกณฑ์เรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้ เราไม่ ใช้แก่เด็กในครรภ์ เพราะเด็กในครรภ์ยังไม่มีความรู้สึกชัดเจนถึงกับจะมีอวิชชา ตัณหา อุปาทานได้. มีพระบาลีที่กล่าวเกี่ยวแก่การเกิดของเด็ก จนกว่าจะเกิดปฏิจจ- สมุปบาท คือบาลีมหาตัณหาสังขยสูตร มูลบัณณาสก์มัชฌิมนิกาย (๑๒/๔๔๘/๔๕๓); ให้คำอธิบายความข้อนี้ไว้ชัดเจนที่สุด พระพุทธเจ้าตรัสว่า : ชีวิตคนมันตั้งต้นขึ้นมา อย่างไร. ตรัสว่าเมื่อบิดามารดาอยู่ร่วมกัน แล้วมารดาก็มีระดูแล้ว แล้วมีคันธัพพะก็ เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะ สัตว์จึงจะเกิด. ถ้าบิดามารดาไม่อยู่ร่วมกัน มันก็ไม่มีโอกาสจะเกิด ; บิดามารดาอยู่ร่วมกัน แต่มารดาไม่มีระดูแล้ว มันก็ไม่มีทางจะเกิด ; หรือว่าอยู่
น.431 ร่วมกันมีระดูแล้ว แต่ถ้าคันธัพพะไม่เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะ มันก็ไม่เกิดเหมือนกัน ; มัน ต้องประกอบด้วยองค์ ๓ : บิดามารดาอยู่ร่วมกัน มารดามีระดูแล้ว แล้วก็คันธัพพะ ซึ่งไม่รู้ว่าจะแปลว่าอะไร เป็นภาษาไทย ก็เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะ. ถ้าพูดอย่างวิชาสมัย นี้ก็ว่า คันธัพพะนี้ก็หมายถึงเชื้อของฝ่ายบิดา แล้วมันก็ไปตั้งอยู่เฉพาะในไข่ของมารดา ; ต้องมีอย่างนั้นมันจึงจะเกิดสัตว์ขึ้นมาได้. ถ้าบิดามารดาอยู่ร่วมกันและมารดาก็มีระดู แล้ว แต่ว่าคันธัพพะ ไม่เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะ มันก็เกิดไม่ได้ คือว่าเชื้อบิดาไม่ได้ผสม ในไข่ฝ่ายมารดา มันก็เกิดไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงว่าต้องครบทั้ง ๓ อย่าง แล้วมันก็ ตั้งครรภ์ขึ้นมาได้. ทีนี้ พอครรภ์แก่ ๙ เดือนบ้าง ๑๐ เดือนบ้าง แล้วมารดาก็คลอดบุตร ; มารดาคลอดบุตรออกมาแล้ว โตเป็นเด็กทารกแล้ว เล่นของเล่น เล่นทราย เล่นดิน อย่างเด็กเล่น, นี่ก็ยังเฉยอยู่ ; จนกระทั่งเด็กที่เป็นขนาดกุมารแล้วนี้ ได้รับการบำเรอ ทางรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส แล้วเกิดความยินดียินร้าย ; นี่แหละปฏิจจสมุปบาท จึงจะตั้งต้น. ปฏิจจสมุปบาทไม่อาจจะตั้งต้นแก่เด็กในครรภ์ ไม่อาจที่จะตั้งต้นแก่เด็กที่ยัง เล็กเกินไป ปฏิจจสมุปบาทจะตั้งต้นได้เฉพาะเด็กที่เริ่มมีความรู้สึกรู้จักในทางยึดมั่นถือมั่น ฉะนั้นจึงมีบาลีเขียนไว้ชัด เป็นพระพุทธภาษิตตรัสไว้ชัดว่า : โส (กุมาโร) จกขุนา รูป ทิสวา บียรูเป รูเป สารชาติ, กุมารนั้นครั้นเห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ย่อมมีความ กำหนัดในรูปอันเป็นที่รัก ; อปปี้ยรูเป รูเป พยาปชชติ, ย่อมมีความขัดเคืองใน รูปอันไม่เป็นที่รัก ; อนุปฏฺจิตกายสติ จ วิรติ, เขาอยู่ด้วยกายสติที่ไม่ได้เข้าไป ตั้งไว้ คือไม่มีสติ; ปริตฺตเจตโส มีจิตเบาคือปราศจากความรู้ ปราศจากวิชชา เต็มไปด้วยอกุศล ; ตญจ เจโตวิมุตฺติ ปญฺญาวิมุตติ ยถาภูติ นปปชานาติ. เขา ไม่รู้จักเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติตามที่เป็นจริง ; ยตฺถสฺส เต ปาปกา อกุสลา ธมฺมา อปริเสสานิรุชฌนฺติ, ชนิดที่รู้แล้ว บาปอกุศลธรรมทั้งปวงจะดับไปไม่มีเหลือ นี่ฟังดูให้ดี ผมจะทบทวนเฉพาะแต่ภาษาไทย เอาใจความอีกครั้งหนึ่งว่า เด็กอยู่ในครรภ์ ครบกำหนดคลอดออกมา ; ยังเล็กอยู่ เล่นดิน เล่นทรายไปตามเรื่อง
น.432 จนกว่าจะถึงระยะหนึ่ง ซึ่งเด็กนั้นได้รับการเกี่ยวข้องกับกามคุณ ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ; เมื่อเห็นรูปที่น่ารักก็รักหรือกำหนัด, เมื่อเห็นรูปที่ไม่น่ารักก็ขัดเคือง ; เขาอยู่ด้วยจิตใจที่ปราศจากสติที่ตั้งไว้ดีแล้ว, หมายความว่าไม่มีความรู้เรื่องนี้จะตั้งสติ ไว้อย่างไร มีแต่อวิชชา มีจิตใจที่เบาหวิวไปตามอารมณ์ที่มากระทบ. ที่แปลกประหลาดอย่างยิ่งตรงนี้ ก็มีว่า : กุมารนั้นไม่รู้เจโตวิมุตติ ปัญญา- วิมุตติ ตามที่เป็นจริง ชนิดที่จะดับบาปอกุศลทั้งหลายได้ ; นี้มันน่าหวัว ; แต่ ว่ามันจริงที่สุด คือเด็กกุมารนี้ไม่เคยรู้เรื่อง เจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ คือวิธีที่จะทำจิต ให้ว่าง, ให้ปล่อยวางจากกิเลสจากอารมณ์ ; มันไม่รู้อะไรในเรื่องนี้เลย, แปลว่า เด็กนั้นไม่รู้เรื่องวิมุตติเลย ; แล้วก็ไม่มีสติด้วย. ทีนี้เด็กนั้นมันถึงพร้อมอยู่ด้วยอนุโรธะและวิโรธะ คือยินดี ยินร้าย กลับไป กลับมาอยู่อย่างนี้ ; ได้เสวยเวทนา อันเป็นสุขบ้าง อันเป็นทุกข์บ้าง เป็นอทุกขมสุขบ้าง ; เด็กนั้นก็ยินดีเพลิดเพลินกล่าวสรรเสริญ มัวหมกอยู่ในเวทนานั้น ; เมื่อเป็นเช่นนั้น นันทิย่อมเกิดขึ้นแก่กุมารนั้น. นันทิใดในเวทนาทั้งหลาย ; นั่นคืออุปาทาน. เพราะมีอุปาทานจึงมีภพ, เพราะมีภพจึงมีชาติ, เพราะมีชาติจึงมีชรามรณะ. นี่เรื่องของเด็กเล็ก ๆ ตั้งอยู่ในครรภ์ในท้องแม่ คลอดออกมายังไม่รู้เรื่อง ยังไม่เกี่ยวกับปฏิจจสมุปบาท ; จนกว่าจะได้เกี่ยวข้องกับกามคุณ ๕ แล้ว รู้จักยินดียินร้าย และในใจไม่มีปัญญา ไม่มีวิชชา ไม่มีความรู้เรื่องวิมุตติ คือความหลุดพ้นจากความทุกข์ และสติก็ตั้งไว้ไม่เป็น, เพราะไม่รู้เรื่อง. ทีนี้ได้เสวยเวทนาจากเบญจกามคุณนั้น สุขบ้างทุกข์บ้างอทุกขมสุขบ้าง แล้ว มันก็ อภินนทติ - เพลิดเพลินอย่างยิ่ง, อภิวทติ - ออกปากสรรเสริญชมเชยอยู่ ว่า ดีโว้ย อร่อยโว้ย, นี่คืออภิวทติ; แล้วก็ อชโฌสาย ติฺธิติ - มัวเมาหมกมุ่น จมอยู่ในรสของเวทนานั้น. เมื่อเป็นอยู่อย่างนั้น สิ่งที่เรียกว่านันทิ ก็เกิดขึ้นในจิต ของเด็กนั้น : เมื่อเห็นรูปที่น่ารักก็กำหนัด, เห็นรูปไม่น่ารักแล้วขัดเคือง ; อย่างนี้
น.433 คือ นันทิเกิดขึ้น ; นันทินั้นคืออุปาทาน. นี่แหละคือการตั้งต้นของปฏิจจสมุปบาท ที่ตรงนี้. เพราะฉะนั้นในกรณีของปฏิจจสมุปบาทนี้ เด็กต้องโตขนาดที่รู้ความหมาย ของเบญจกามคุณ ; แล้วจิตธรรมดาสามัญของเด็กนั้น ประกอบอยู่ด้วยอวิชชา คือ ไม่มีความรู้เรื่องวิมุตติ. นี่การที่จะเกิดปฏิจจสมุปบาทขึ้นมาได้ ต้องประกอบด้วยองค์อย่างนี้ว่า : เด็กต้อง โตพอที่จะรู้เรื่องเบญจกามคุณ ; และก็ไม่มีความรู้เรื่องธรรมะหรือเรื่องวิชชา ; เมื่อได้เสวยเวทนาใด แล้วก็มีอาการเพลิดเพลินอย่างยิ่ง ชมเชยอย่างยิ่ง มัวหมกมัวเมา อย่างยิ่ง ; ตัวนั้นคือนันทิ. นันทินั้นคืออุปาทาน นี่แหละปฏิจจสมุปบาทตั้งต้น อย่างนี้. เด็กโตมากแล้ว ถึงแม้จะไม่ถึงขนาดที่จะแต่งงาน ก็มีอาการอย่างนี้ได้. เด็กเริ่มรู้เรื่องอารมณ์ทางเบญจกามคุณแล้ว ปฏิจจสมุปบาทจึงจะเริ่มตั้งต้นลงไป ในเด็กนั้นได้. นี้เราเคยเข้าใจผิดไขว้ ๆ เขว ๆ กันอยู่มากเกี่ยวกับเรื่องนี้. ดี เดี๋ยวนี้ก็พบ พระพุทธภาษิตที่แสดงไว้ชัดอย่างนี้. เด็กนี้ก็มีภพ มีชาติ : เด็กตัวน้อย ๆ นี้มีภพ มีชาติขึ้นมาใหม่ มันก็ไม่ใช่ภพชาติที่ออกมาจากท้องแม่ แล้วเด็กตัวน้อย ๆ นี้ จะมีภพ ชาติเรื่อย ๆ ไป ทุกคราวที่ประสบอารมณ์ทางกามคุณห้า ดังที่กล่าวมาแล้วนั้น ทุกวัน ๆ ทุกเดือน ทุกปี จนไม่ว่า กี่ภพ กี่ชาติ ไม่ต้องตายเข้าโลงก็มีภพมีชาติใหม่ อยู่ทุกวัน. ร่างกายไม่ต้องตายก็มีภพมีชาติอยู่เรื่อยไปอย่างนี้. นี้เป็นเรื่อง ของปฏิจจสมุปบาท : เป็นกระแสของปฏิจจสมุปบาทในกุมารน้อยที่เพิ่งเกิดนั้น. สรุปใจความได้สั้น ๆ นิดเดียวว่า ปฏิจจสมุปบาทเกิดเพราะมีความยินดี ยินร้าย, และไม่มีสติ, เพราะไม่รู้ว่าจะตั้งสติอย่างไร, แล้วก็ไม่รู้สิ่งที่จะดับทุกข์ คือวิมุตติเลย ; จิตใจต้องมีอาการอย่างนี้จึงจะมีปฏิจจสมุปบาท แล้วมีในชาตินี้เอง ที่นี่ เดี๋ยวนี้ ติดต่อกันไป ๆ จนกว่าจะตายไม่รู้ว่ากี่รอบ กี่สาย กี่ร้อยรอบ พันรอบของ ปฏิจจสมุปบาท ; ฉะนั้นการอธิบายปฏิจจสมุปบาทรอบเดียวคร่อมตั้ง ๓ ชาติ นี้ผมเห็น ว่าผิดแน่.
น.434 ข้อ ๓. ทีนี้ก็มาถึงตอนที่สำคัญที่สุดที่ว่า ความเกิดขึ้นแห่งปฏิจจสมุปบาท ตลอดทั้งสายนี้ มันเร็วขนาดที่เรากำหนดไม่ได้ ; เรียกว่าสายฟ้าแลบดีกว่า ฟ้าแลบ แปล๊บอย่างนี้ เราจะเห็นว่าฟ้าแลบแปล๊บเดียวเท่านั้น. ในนั้นจะมีอะไรเป็นลำดับ ๆ อยู่ตั้ง ๑๑-๑๒ ลำดับ อย่างที่เราไม่รู้. เช่น พอเราโกรธเป็นทุกข์ขึ้นมา แวบเดียว เท่านั้นเราก็โกรธและเป็นทุกข์เสร็จแล้ว : เราไม่รู้ว่า ในแวบเดียวแวบนั้น มีตั้ง ๑๑ ระยะ : ตั้งแต่อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ตั้ง ๑๑ ระยะในแวบเดียวนั้น. เรากระทบอารมณ์ทางตาเป็นต้น แวบเดียว เป็นความรักหรือความโกรธอะไรเสร็จแล้ว เรียกว่าสายฟ้าแลบ. แต่ใน สายฟ้าแลบนั้น แบ่งออกเป็น ๑๑ ตอนได้ มันจึงจะเป็นปฏิจจสมุปบาท. มีพระพุทธภาษิตแสดงเรื่องโลกอย่างที่ว่า เมื่อตะกี้นี้ว่า โลก, เหตุให้ เกิดโลก, ความดับของโลก, ทางให้ถึงความดับของโลก, มีอยู่ในกายเป็น ๆ ที่ยาววาหนึ่งนี้. ในโลกสูตร, โยคเขมิวัดค์, สหายตนสังยุตต์ พระพุทธเจ้า ท่านตรัสการเกิดขึ้นแห่งโลก และความดับลงแห่งโลก โดยนัยแห่งปฏิจจสมุปบาทว่า : "ภิกษุทั้งหลาย, ความเกิดขึ้นแห่งโลกเป็นไฉน ? อาศัยจักษุและรูปเกิด จักษุวิญญาณ : ประชุมพร้อมแห่งธรรมทั้ง ๓ นั้นคือ ผัสสะ ; เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ; เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงมีตัณหา ; เพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงมีอุปาทาน ; เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงมีภพ; เพราะภพเป็นปัจจัยจึงมีชาติ; เพราะชาติเป็น ปัจจัยจึงมีชรามรณะ โสกะปริเทวะ ทุกขโทมนัสอุปายาส ; ภิกษุทั้งหลาย นี้แลความ เกิดขึ้นแห่งโลก". การเกิดแห่งปฏิจจสมุปบาทอย่างที่พูดกันอยู่ทั่วไปนี้ พระพุทธเจ้าตรัสว่า นี่แหละคือการเกิดขึ้นแห่งโลก. การเกิดขึ้นแห่งทุกข์นั้น ก็คือการเกิดขึ้นแห่งโลก ; แล้วก็เพิ่งมีเมื่ออายตนะภายใน อายตนะภายนอกกระทบกัน เกิดวิญญาณขึ้น. ทีนี้มันยากลำบากตรงที่ว่า ตั้งแต่อวิชชาปรุงแต่งสังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะนี้ เราแยกไม่เป็น ว่ามันได้มีการปรุงแต่ง ๆ ตั้ง ๒ - ๓ - ๔ ระยะที่ตรงนั้น
น.435 เพราะมันเร็วยิ่งกว่าสายฟ้าแลบ มารู้สึกเป็นเวทนา เป็นสุขหรือทุกข์ สบายใจ หรือไม่ สบายใจ เสียแล้ว ; ส่วนความดับแห่งโลกก็เหมือนกันอีก คือว่าดับแห่งอวิชชา สังขาร วิญญาณ ก็เป็นการดับลงแห่งทุกข์แล้ว ก็คือความดับแห่งโลก. ความเกิดแห่งโลก ความดับแห่งโลก ทรงแสดงไว้อย่างนี้ ; แล้วความเกิดแห่งโลกเร็วยิ่งกว่าสายฟ้าแลบ ความดับลงแห่งโลก ก็เร็วยิ่งกว่าสายฟ้าแลบ ; ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่ว่า ถ้าไม่สนใจกันเป็น พิเศษ อย่างละเอียดลออแล้วไม่มีทางจะเข้าใจได้ ในเรื่องของปฏิจจสมุปบาท ว่าใน ระยะที่สายฟ้าแลบแว็บนั้น มันมีตั้ง ๑๑ อาการ. ข้อ ๔. ทีนี้จะพูดเรื่องภพ เรื่องชาติให้ชัดขึ้นไปอีกว่า ไม่ใช่ต่อเมื่อ เข้าโลงแล้วจึงไปเกิดใหม่ มันเกิดอยู่ในวันเดียวตั้งหลายภพหลายชาตินี้. เดี๋ยวนี้อยากจะพูดว่า แม้กำลังเคี้ยวอาหารอยู่ในปาก ยังไม่ทันจะกลืน : เคี้ยวอาหารคำเดียวนี้ เคี้ยวไปเคี้ยวมาอยู่ในปาก ไม่ทันจะกลืน ; ชั่วเวลาเพียงเท่านั้น ก็อาจมีภพ มีชาติ ได้ตั้งหลายหน หลายครั้ง หรือหลายรอบ. เพราะว่าเราเคี้ยวอาหาร อยู่ในปากกว่าจะกลืนเข้าไป, สมมุติว่า ๒ นาที หรือนาทีเดียวก็เถอะ ; นาทีหนึ่งตั้ง ๖๐ วินาที, ใน ๖๐ วินาทีนี้ ความคิดอาจจะน้อมไปน้อมมาเรื่องความอร่อย, เรื่อง ความไม่อร่อย, หรือว่าคิดอย่างอื่นเพลินไปเนื่องจากความอร่อยนี้เป็นต้น. ชั่วเวลา เพียงเท่านี้มันอาจจะเกิด "ตัวกู - ของกู" ได้ ; เดี๋ยวอย่างนั้นเดี๋ยวอย่างนี้ กว่าจะได้ กลืนลงคอลงไป แล้วเคี้ยวคำใหม่อีกกว่าจะอืม ; กว่าจะกินอาหารอิ่มนี้เกิดภพเกิดชาติ ได้นับไม่ถ้วน. ถ้าคนมันคิดเก่ง รู้สึกเก่ง หรือไวต่อความรู้สึก หรือว่ามันมีอะไรมา แวดล้อมมากเกินไป ชั่วเคี้ยวอาหารกว่าจะอิ่มใน ๑ มื้อนี้ เกิดภพเกิดชาติได้นับไม่ถ้วน. ในเรื่องนี้พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ในสูตรที่ ๔ มหาวัคด์, อภิสมัยสังยุตต์ สังยุตตนิกายเล่ม ๑๖ หน้า ๑๒๒ ว่า "ภิกษุทั้งหลาย, ถ้าราคะ นันทิ ตัณหา มีอยู่ ในกวพิงการาหาร ไซร้ วิญญาณก็เป็นสิ่งที่ตั้งอยู่เฉพาะ และเจริญงอกงาม ในกาฬิงการาหารนั้น ; ในที่ใดวิญญาณตั้งอยู่เฉพาะและเจริญงอกงาม การก้าวลง แห่งนามรูปย่อมมีในที่นั้น" ดังนี้. ฟังถูกไหม, มันอาจจะลึกเกินไปจนพึ่งไม่ถูก.
น.436 ขอกล่าวซ้ำใหม่ว่า " ภิกษุทั้งหลาย ถ้าราคะ นันทิ ตัณหา มีอยู่ในกวพิงการาหารไซร้ วิญญาณก็เป็นสิ่งที่ตั้งอยู่เฉพาะ และเจริญงอกงาม ในกวพิงการาหารนั้น". เมื่อเราเคี้ยวข้าวอยู่ในปาก แล้วรู้สึกอร่อย ด้วยราคะ นันทิ ตัณหา อยู่ : เมื่อนั้นวิญญาณจะตั้งอยู่ในขณะแห่งการเคี้ยวคำข้าวนั้น และเจริญงอกงามในคำข้าวนั้น. นี่หมายความว่า มันละเอียดจนถึงกับว่าคำข้าวคำเดียว เคี้ยวกว่าจะแหลก กว่าจะกลืน เข้าไป นี้มันมีหลายระยะที่จะให้วิญญาณเกิดขึ้นได้ เป็นวิญญาณหลาย ๆ วิญญาณ : อร่อยที่หนึ่ง อร่อยแวบหนึ่ง อร่อยอย่างหนึ่งอีก เปลี่ยนไปอร่อยอีกอย่างหนึ่ง นี้วิญญาณ จะเกิดขึ้นใหม่ทุกที. ถ้าวิญญาณเกิดขึ้นแล้ว ก็หมายความว่า สร้างนามรูปใหม่ทุกทีไป ด้วยเหมือนกัน. ความรู้สึกในใจถูกตั้งขึ้น เดี๋ยวอย่างนั้น, เดี๋ยวอย่างนี้, เป็นไปตาม อำนาจของวิญญาณ ; มีกายกับใจที่จะเปลี่ยนไป และเรียกว่ามันทำหน้าที่ของมัน. ก่อนนี้มันไม่ทำหน้าที่ ; เดี๋ยวนี้มันเกิดทำหน้าที่ไปตามกำลังของวิญญาณ : วิญญาณ เกิดหลายหน นามรูปก็เกิดดับหลายหน ในขณะที่เคี้ยวข้าวอยู่เพียงคำเดียว ; เพราะฉะนั้นพระองค์จึงตรัสว่า ในที่ใด, หมายความว่าในคำข้าวใด, วิญญาณตั้งอยู่ เฉพาะ และเจริญงอกงาม ; การก้าวลงแห่งนามรูป ย่อมมีในที่นั้น, คือในคำข้าวนั้น. นี้หมายความว่านามรูปที่ถูกสร้างขึ้นด้วยอวิชชา สังขาร นี้มันจะเกิดขึ้นเป็นแบบหนึ่ง ๆ เนื่องกับคำข้าวที่กำลังเคี้ยวอยู่นั้น ; เพราะว่าเคี้ยวลงไปที่หนึ่ง ๆ ไม่ใช่ว่ามันเหมือนกัน ทุกที ; มันมีความรู้สึกที่เปลี่ยนไป ๆ ฉะนั้นจึงสร้างนามรูปใหม่ได้หลายแบบ กว่าจะ กินข้าวเสร็จคำหนึ่งกลืนลงไปในคอ. เรื่องซับซ้อนในพระบาลีนั้นยังมีต่อไปว่า "การก้าวลงแห่งนามรูปมีใน ที่ใด, คือในคำข้าวใด, ความเจริญแห่งสังขารย่อมมี ในที่นั้น". นี่มันจะย้อนไป ทำให้อำนาจปรุงแต่งที่เป็นสังขารนั้นเกิดขึ้นอีก เกิดขึ้นอีก ๆ หรือมากขึ้นหรือแรงขึ้น จนกลายเป็นกรรมทางมโนกรรมอย่างแรงขึ้นมาแล้ว.
น.437 เรื่องยังมีต่อไปว่า "ความเจริญแห่งสังขารย่อมมีในที่ใด; อายุตี- ปุนพุภวาภินิพฺพฺติ คือการเกิดขึ้นเฉพาะในภพใหม่ต่อไป ย่อมมี ในที่นั้น". เมื่อนั่งกินข้าวเคี้ยวข้าวอยู่ มีความปรุงแห่งสังขารในที่นั้น ก็จะมีการเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ สืบต่อไปในที่นั้น : ไม่ทันลุกจากการกินข้าว ก็มีภพใหม่เกิดขึ้นเฉพาะต่อไปในที่นั้น. ทีนี้การเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ต่อไป มีในที่ใด ; ชาติ ชรา มรณะ ต่อไปก็ย่อมมีในที่นั้น. ข้อนี้ถ้าอธิบายอย่างภาษาคนที่เขาอธิบายกัน มันกลายเป็นเรื่องชาติหน้า ชาติต่อไปหมด. แต่ตัวหนังสือบาลีพระพุทธภาษิตไม่ยอมให้เป็นไปเช่นนั้นได้ : มีพูด ถึงเรื่องที่เกิดนันทิ ราคะ ตัณหา ในเมื่อกำลังเคี้ยวข้าวอยู่ในปากเท่านั้น ไม่ได้พูด อะไรใหญ่โตมากมาย. นี่เรื่องกวพิงการาหาร คืออาหารคำข้าวที่เคี้ยวด้วยปากก็เป็นอย่างนี้ ทีนี้ ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร อีก ๓ อย่าง ก็เป็น อย่างนี้ คือถือหลักเดียวกัน. นี้จะยิ่งทำให้เห็นได้ว่า หน้าที่ฝ่ายรูปธรรม คือคำข้าว แท้ ๆ มันยังเป็นได้อย่างนี้ ; ที่นี้อาหารฝ่ายนามธรรมเช่น ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร มันยิ่งรวดเร็วกว่านี้ ฉะนั้นอาหารฝ่ายนามธรรมที่กระทำด้วยจิตใจ โดยเฉพาะ การสร้างให้เกิดภพใหม่ชาติใหม่ มันรวดเร็วยิ่งกว่านี้.นี้ข้อเท็จจริงที่จะ ต้องมองดูให้เห็นเกี่ยวกับพระสูตรนี้. หลักเกณฑ์อันนี้เรามีว่า ราคะ หรือนันทิ คือความกำหนัด ความพอใจ ในความอร่อยนั้น มันเกิดมีอยู่ได้แต่ในขณะที่กำลังลิ้มรสอยู่เท่านั้น พอไม่มีการเคี้ยว การกินการอะไร มันเกิดไม่ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งทั้งหลายจะเกิดได้ ก็แต่ในขณะที่มันมี ความรู้สึกอร่อยอยู่ที่ลิ้น, ราคะ นันทิ มันมีอยู่เฉพาะเมื่อรู้สึกอร่อยอยู่ที่ลิ้น ในขณะ เคี้ยวอาหารนั้น ; ดังนั้นชิวหาวิญญาณที่อาศัยรสกับลิ้นนั้น มันก็เข้าไปตั้งมั่นใน
น.438 อาหารนั้น แล้วเจริญงอกงามมากออกไป ยิ่งนานเท่าไรมันก็ยิ่งมีวิญญาณเกิดงอกงาม มากออกไปเท่านั้น. นี้เป็นวิญญาณตามความหมายในปฏิจจสมุปบาท ที่ว่าสังขารให้เกิด วิญญาณ ไม่ใช่ปฏิสนธิวิญญาณ แล้วก็ถูกตู่เอาไปเป็นปฏิสนธิวิญญาณหมด โดยพวก ที่ถือรู้แต่ภาษาคน พูดเป็นแต่ภาษาคน มีตัวตน คร่อมภพคร่อมชาติเสียเรื่อย. แต่ ถ้าจะพูดกันอีกทีหนึ่ง ก็พูดได้เหมือนกันว่า วิญญาณอะไรก็ตามที่ทำหน้าที่ให้เกิด อุปาทาน ภพ ชาติ ในปฏิจจสมุปบาท ได้ตามนัยที่ผมกล่าวมาแล้วข้างต้น ก็อาจ เรียกวิญญาณนั้นว่า "ปฏิสนธิวิญญาณ" ได้เหมือนกัน, เพราะมันสืบต่อการเกิด "ตัวกู" ให้ติด ๆ กันไป. ขอให้ท่านทั้งหลายได้รู้ว่าวิญญาณอย่างนี้ ที่เจริญงอกงามมาจากราคะและ นันทิ เมื่อกำลังเคี้ยวอาหารนั้นเป็นวิญญาณธรรมดา ไม่ใช่ปฏิสนธิวิญญาณอย่าง ชาวบ้านพูด. แต่วิญญาณธรรมดาในแบบของปฏิจจสมุปบาทนี้จะสร้างภพสร้างชาติตาม นัยแห่งปฏิจจสมุปบาทที่แท้จริง ที่นี่เดี๋ยวนี้มากมายก่ายกอง. ที่ใช้คำว่า "นามรูป หยั่งลง" หมายความว่าเพิ่งหยั่งลง เมื่อรู้สึกอร่อยในอาหารที่กำลังเคี้ยวอยู่ในปาก : นามรูปเพิ่งทำหน้าที่ของนามรูปเต็มที่ตอนนี้ ; ไม่ใช่ว่านามรูปทางกายและใจ ที่เกิด เหมือนอย่างที่เขาเรียกว่า ตายไปเข้าโลงแล้วไปเกิด. สิ่งที่เรียกว่า "ความเจริญแห่งสังขาร" ก็หมายถึงสังขารในปฏิจจสมุปบาท คือสิ่งที่จะปรุงแต่งกายวาจาใจให้ทำหน้าที่ให้มันรุนแรงมากขึ้น เรียกว่ามี, ว่าแก่กล้า กว้างขวางมากขึ้น. ในพระบาลีเรียกว่า "ความเจริญแห่งสังขาร" ก็คือเป็นไปรวดเร็ว ในขณะนั้น ในขณะที่เคี้ยวอาหารอร่อยอยู่ ; เพราะฉะนั้นมันจึงสามารถที่จะสร้างภพ ใหม่ ชาติใหม่ คือ "ตัวกู" ใหม่ๆ "ตัวกู" "ตัวกู" "ตัวกู" ใหม่ ๆ ทะยอยขึ้น มาเรื่อยอย่างมากมาย อย่างกว้างขวาง. นี้เรียกว่าความเจริญแห่งสังขาร.
น.439 เมื่อเป็นดังนั้นปัญหาของ "ตัวกู” ที่เกี่ยวกับการเกิดแก่เจ็บตายหรืออะไร ก็ตาม มันก็มีมากและเป็นทุกข์มาก ดังนั้นจึงตรัสต่อไปเป็นข้อสุดท้ายว่า "ภิกษุ ทั้งหลาย อายตี ชาติ ชรา มรณ์ ย่อมมีในที่ใด เรากล่าวสิ่งนั้นว่า สโลกํ สรชํ สอุปายาสํ" . ปัญหายุ่งยากใจเกี่ยวกับเรื่องชาติ เรื่องชรา เรื่องมรณะ คือปัญหา เรื่องยุ่งยากกวนใจ เนื่องมาจากความยึดมั่นถือมั่นเอาเป็นของตัว. ปัญหาเกี่ยวกับชาติ ชรา มรณะ นี้ มันอยู่ในที่ใดหรือในสิ่งใด พระองค์ ทรงเรียกสิ่งนั้นว่า มีความโศก มีธุลี เต็มไปด้วยอุปายาส. นี่ก็หมายว่าภาวะใหม่ ของ "ตัวกู" นี้ เต็มไปด้วยความโศก เต็มไปด้วยกิเลส เต็มไปด้วยความคับแค้น. รวมความว่า ภพใหม่หรือชาติใหม่นี้มีได้มากมาย แทบจะนับไม่ไหว ในขณะ ที่ปากเคี้ยวอาหารกินอร่อยอยู่ ยังไม่ทันจะสิ้นคำ และในนั้นก็มีราคะ มีตัณหา มีนันทิเกิดอยู่ด้วย ; แล้วทำให้เกิดสังขารด้วย ; เป็นเรื่องที่สมบูรณ์สำหรับที่จะเป็น ปฏิจจสมุปบาทรอบหนึ่ง ๆ. หลักปฏิบัติ หรือจะเรียกว่าจักรราศี ของปฏิจจสมุปบาท ทีนี้ก็มาถึงเรื่องที่เรียกว่าเป็นหลักปฏิบัติ. นี้มันก็เกินเวลามามากแล้ว เรื่องมันยังไม่จบ ; แล้วเราไม่มีโอกาสจะพูดอีก และเราก็ได้วางหัวข้อไว้แล้วว่าจะพูด เรื่องหลักปฏิบัติเกี่ยวกับปฏิจจสมุปบาท ดังนั้นก็ต้องพูดต่อไป. หลักโดยวงกว้างนี้มันน่าประหลาดที่สุด. ผมจะเรียกมันว่า "จักรราศี" ของปฏิจจสมุปบาท : ตั้งต้นติดต่อกันไปตั้งแต่สมุทยวาร จนไปถึงนิโรธวาร แล้ว น่าหวัวก็ตรงที่ว่า มันจะแสดงให้เห็น "อานิสงส์ของความทุกข์" ขอให้ฟังต่อไป. พระพุทธภาษิตนี้ตรัสลำดับ เรื่องดับทุกข์ไว้อย่างน่าประหลาด : พระพุทธเจ้า ท่านตรัสว่า เรารู้ เราเห็น เราจึงกล่าว ; ถ้าเราไม่รู้ไม่เห็น เราก็ไม่กล่าวถึงความ
น.440 ปฏิจจสมุปบาท ๒๔ ( ปฏิจจสมุปบาท ซ้อน ปฏิจจสมุปบาท ) [ ตรัสไว้ในบาลี ตติยสูตร ทสพลวรรค, สํ; ๑๖/๓๕/ ๖๘ ] ทุกข์ [ เพชรในหัวคางคก ] ใคร Oอวิชชา↓สังขาร↓วิญญาณ↓นามรูป↓อายตนะ↓ผัสสะ↓เวทนา↓ตัณหา↓อุปาทาน↓ภพ↓ชาติ↓ชรามรณะ↘ Oนิพพาน↑ขยญาณ↑วิมุตติ↑วิราคะ↑นิพพิทา↑ยถาภูตญาณทัสสนะ↑สมาธิ↑สุข↑ปัสสัทธิ↑ปีติ↑ปราโมท↑ศรัทธา↗ าพบได้ O สบาสบายเอย !
น.441 สิ้นไปแห่งอาสวะ ; ความสิ้น ไปแห่งอาสวะย่อมมี เมื่อรู้เห็นลักษณะความเกิด ความดับ แห่งขันธ์ทั้งหลาย ; นี่ทรงยกเอาความสั้นแห่งอาสวะนั้น ว่ามีได้ เมื่อมีการรู้การเห็น ในความเกิดขึ้นและความดับไป และรู้เห็นลักษณะแห่งความเกิด และความดับ ของเบญจขันธ์ที่เกิดขึ้นด้วยอุปาทาน คือรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ๕ อย่างนี้. ถ้ารู้ว่าลักษณะมันเป็นอย่างไร เกิดอย่างไร ดับอย่างไร โดยแท้จริงแล้ว จะเป็นไปเพื่อสิ้นอาสวะ ; หรือความสิ้นอาสวะมีได้เพราะรู้เรื่องนี้. นี่พระพุทธองค์ ทรงยืนยันว่าตถาคตรู้เห็นเรื่องนี้จึงได้กล่าว ; ถ้าไม่รู้ไม่เห็นจะไม่กล่าว คือจะไม่ทรง เอาเรื่องที่ไม่ได้รู้ ไม่ได้เห็นมากล่าวเป็นอันขาด .. ความสิ้นอาสวะนั้น ใหม่ ถ้ามีขึ้นแล้ว จักทำให้เกิดญาณที่รู้ว่าจิตสิ้น อาสวะแล้ว .- ญาณในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่ง อาสวะ นี้จะมีได้ต่อเมื่อมีวิมุตติ มาแล้ว ; - วิมุตติคือความหลุดพ้นจะมี ก็เพราะมีวิราคะ มันอิงวิราคะ มีวิราคะเป็น ที่อาศัย ; - วิราคะมันต้องอาศัยนิพพิทา ; - นิพพิทานี้ต้องอาศัยยถาภูตญาณทัสสนะ คือเห็นสิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริง ; - ยถาภูตญาณทัสสนะนี้ต้องอาศัยสมาธิ ; สมาธิ ต้องอาศัยความรู้สึกที่เป็นสุข ; - สุขนี้ต้องอาศัยบัสลัทธิคือความรำงับ; - บัสสิทธิ นี้ต้องอาศัยปีติ; - ปีติต้องอาศัยปราโมทย์; - ปราโมทย์ต้องอาศัยศรัทธา ; - และก็แปลกตรงที่ว่า ศรัทธานี้ต้องอาศัยความทุกข์. ทีนี้ก็วกเข้าหาปฏิจจสมุปบาทว่า - ความทุกข์นั้นต้องอาศัยชาติ ; - ชาติ ต้องอาศัยภพ ; - ภพต้องอาศัยอุปาทาน ; - อุปาทานต้องอาศัยตัณหา ; - ตัณหา ต้องอาศัยเวทนา; - เวทนาอาศัยผัสสะ ; - ผัสสะอาศัยอายตนะ ; - อายตนะ อาศัยนามรูป ; - นามรูปอาศัยวิญญาณ ; - วิญญาณอาศัยสังขาร ; - แล้วสังขาร อาศัยอวิชชา ; แล้วก็จบกัน.
น.442 นี้แปลว่าการสิ้นอาสวะนั้น จะต้องได้อาศัยสิ่งที่เป็นปัจจัยลงมาตามลำดับ ตามลำดับ ๆ ตามนัยที่กล่าวแล้วจนมาถึงศรัทธา. เรามีศรัทธาในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ศรัทธาในการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์นี้ : นี้เรียกว่า เรามีศรัทธา. ทีนี้ลองย้อน กลับขึ้นไปอีกทีว่า พอมีศรัทธา มีก็ปราโมทย์ ; มีปราโมทย์ก็มีปีติ ; มีปีติก็มีปัสสิทธิ ; มีบัสสิทธิก็มีสุข ; มีสุขก็มีสมาธิ; มียถาภูตญาณทัสสนะ : มีนิพพิทา ; วิราคะ ; วิมุตติ ; แล้วมีญาณ ที่รู้ว่ามีวิมุตติแล้ว ; ก็มีความสิ้นไปแห่งอาสวะนั้น ; นี่แสดงว่า มันต้องตั้งต้นที่ศรัทธา. ทีนี้ ศรัทธาเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยทุกข์ นี้เป็นของแปลก. เข้าใจว่าคงไม่ เคยได้ยินกันสักกี่คนนักว่า ศรัทธาที่เรามีกันอยู่นั้น มันตั้งอยู่ได้เพราะอาศัยความ ทุกข์ : ถ้าไม่มีความทุกข์บีบคั้น เราไม่วิ่งมาหาพระพุทธเจ้า จริงไหม ? เราวิ่งมาหา พระพุทธเจ้า เอาพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง, มีศรัทธาในพระพุทธเจ้าอย่างเคร่งครัด, นั้นเพราะว่าเราถูกความทุกข์บีบคั้น. ความเป็นอยู่ในชีวิตจึงกลายเป็นว่า ความทุกข์ เป็นเหตุให้เกิดศรัทธา, ความทุกข์เลยกลายเป็นของดี เหมือนกับเพชรมีอยู่ในหัว คางคก ที่แสนจะน่าเกลียด : ในความทุกข์กลับมีเพชร คือสิ่งที่บังคับให้เราวิ่งมาหา พระพุทธเจ้า ‘แล้วก็มีศรัทธา. ในพระพุทธภาษิตนี้ตรัสความทุกข์เป็นที่ตั้งแห่งศรัทธา แล้วความทุกข์ก็มา จาก อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป คือปฏิจจสมุปบาท ก็แปลว่าเป็นการแสดง ให้เห็นว่า อย่าเสียใจเลย อย่ากลัวเลย อย่าน้อยใจเลย : เรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้ ถ้าเราทำให้ดี ความทุกข์นั้นจะกลายเป็นที่ตั้งของศรัทธา ; แล้วศรัทธาก็จะทำให้เจริญ งอกงามในธรรมเรื่อยๆ ไปจนถึงความสิ้นอาสวะ. การมองความทุกข์กันในแง่นี้ จะมี อาการเหมือนกับว่า พบเพชรพลอยอยู่ในหัวคางคกที่แสนจะน่าเกลียด. แต่ที่นี้คน ก็เกลียดก็กลัวกันเสียหมด ; คางคก ลูกหนู กิ้งกือ ไส้เดือนอะไรก็กลัวกันเสียหมด ;
น.443 แต่ถ้ามารู้ว่าความทุกข์นี้เป็นปัจจัยแห่งศรัทธา เป็นที่ตั้งที่เจริญงอกงามแห่งศรัทธาแล้ว เรื่องก็เป็นอันว่า กลายเป็นสิ่งที่ใช้ให้เป็นประโยชน์ได้. เอาละนี่มันก็เลยเวลามามากแล้ว ; เรื่องก็มากประเด็น เชื่อว่าคงจำไม่ไหว นอกจากจะไปทบทวนเอาใหม่จากเทปบันทึกเสียงนี้ ; แต่ผมสรุปความให้ได้ว่า เรื่อง ปฏิจจสมุปบาททั้งหมดนี้ มันมีประโยชน์อย่างไร. สรุปความ เกี่ยวแก่ปฏิจจสมุปบาทสรุปความได้ว่า : - โลกก็ดี เหตุให้เกิดโลกก็ดี ความดับโลกก็ดี ทางแห่งความดับโลกทั้งหมด นี้ก็ดี มันมีขึ้น เมื่อมีการรับอารมณ์ทางอายตนะ ในปฏิจจสมุปบาทฝ่ายสมุทยวาร และ นิโรธวารนั่นเอง ; และทั้งหมดนั้นอยู่ในร่างกายที่ยาวว่าหนึ่ง ที่ยังเป็น ๆ ตายแล้วไม่มี ; ปฏิจจสมุปบาททั้งสายนั้นไม่มีทางจะแยกเป็น ๓ ภพ ๓ ชาติ หรือคร่อมภพ คร่อมชาติ อย่างที่พูดกันในภาษาคน ไม่มีเหตุผลแม้ในทางพยัญชนะ คือตัวหนังสือ คือคำว่า "ปฏิจจ" นั้นเอง. คำว่า ปฏิจจ นี้ แปลว่าอาศัย แต่เป็นการอาศัยชนิดที่ติดเนื่องกันไปทีเดียว ไม่มีขาดตอน : ตรงนี้สอนบาลีกันอีกนิดหนึ่งว่า "ปฏิจจ” แปลว่าอาศัย คือสืบเนื่อง กันไปไม่ขาดตอน. อุปมาเหมือนอย่างว่ามีดวงอาทิตย์ : เพราะมีดวงอาทิตย์ จึงมีโลก ; เพราะมีโลกจึงมีน้ำในโลก ; เพราะมีน้ำในโลก จึงมีการระเหยขึ้นไปเป็นไอน้ำ; เพราะ มีการระเหยเป็นไอน้ำจึงมีเมฆฝน ; เพราะมีเมฆฝนจึงมีฝน ; เพราะมีฝนจึงมีการ ตกลงมา ; เพราะมีการตกลงมาถนนจึงเปียก ; เพราะถนนเปียกมันจึงลื่น : !! เพราะ ถนนลื่นนาย ก. จึงหกล้ม ; เพราะนาย ก. หกล้มศีรษะของนาย ก. จึงแตก ; เพราะ
น.444 ศีรษะแตก นาย ก. จึงไปหาหมอ ; ผจกเพราะนาย ก. ไปหาหมอ หมอต้องทำการรักษา ; เพราะมีการรักษามันจึงมีการหาย. อย่างนี้คุณไปตัดตอนมันได้หรือ ? นี่หมายความว่ามันต้องเนื่องกันไปอย่างนี้ ไม่มีอะไรแทรกแซงให้ขาดตอนได้. นั่นแหละคือความหมายของคำว่า "ปฏิจจ" ดังนั้นปฏิจจสมุปบาท ก็แปลว่า มันอาศัยเนื่องกันอย่างนี้เกิดขึ้น ; ฉะนั้นมันแบ่งเป็น ๓ ภพ ๓ ชาติ ไขว้กันไม่ได้ ; มันไม่มีเหตุผลแม้ในทางตัวหนังสือที่จะไปแยกมันเป็น ๓ ภพ ๓ ชาติ. ไม่มีเหตุผลจะต้องแยก เพราะว่าเรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้เป็นเรื่องอริยสัจจ์สี่ แท้ ๆ เป็นอริยสัจจ์ในชีวิตประจำวัน. ถ้าว่าเป็นปฏิจจสมุปบาทชนิดคร่อม ๓ ชาติแล้ว ไม่มีประโยชน์อะไรเลย แก่เรา ; และไม่อาจจะเป็นสันทิฏฐิโก อกาลิโก และปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ : และถ้าเกิดไปถือปฏิจจสมุปบาทคร่อม ๓ ภพ ๓ ชาติ ก็จะมีสัสสตมิจฉาทิฏฐิ อย่างภิกษุสาติเกวัฏฏบุตร. ถ้าเขาจะแยกเป็น ๓ ภพ ๓ ชาติ ก็มีไว้เถียงกันเล่นสนุก ๆ แล้วไม่มี ความจริงเลย ; สอนปฏิจจสมุปบาทกันอย่างสนุก ๆ เถียงกันสนุก ๆ ; ยิ่งลึกซึ้งยิ่งสนุก แล้วไม่มีประโยชน์อะไรเลย เพราะปฏิบัติไม่ได้. . มันต้องเป็นปฏิจจสมุปบาทที่ถูกต้อง ตามพระบาลีเดิม, แล้วก็ปฏิบัติได้, ควบคุมได้, ล้วนแต่ที่นี่, อยู่ในเขตที่มือ คว้าถึงทั้งนั้น ; หมายถึงเราอาจปฏิบัติได้ จัดการได้ทั้งนั้น. ฉะนั้นปฏิจจสมุปบาท คร่อม ๓ ชาติ นั้นมันเป็น เนื้องอก เป็น โรคมะเร็ง เนื้องอกทางปริยัติ ที่รักษา ไม่หาย อย่างโรคมะเร็งทั่วไป. ทีนี้ใจความของมันก็มีว่า ปฏิจจสมุปบาทเกิดทุกคราวที่กระทบอารมณ์ : ต้องมีการกระทบอารมณ์, แล้วผู้นั้นต้องเป็นผู้ที่ โตพอสมควรแล้ว ไม่ใช่เด็กในครรภ์
น.445 ไม่ใช่เด็กอ่อนอ้อแอ้ ไม่ใช่เด็กที่ยังไม่รู้ความคิดนึก, ต้องโตเป็นเด็กขนาดที่รู้อะไร ได้แล้ว, แล้วเขากระทบอารมณ์โดยปราศจากสติ หรือวิชชา, มีแต่อวิชชา, อายตนะ ข้างนอกอายตนะข้างในของเขา ช่วยให้เกิดการสร้างวิญญาณขึ้นมา, วิญญาณก็สร้าง นามรูปในทันใดนั้น สร้างอายตนะในทันใดนั้นเพื่อให้กลายเป็นนามรูป หรืออายตนะ อันใหม่ ที่จะทำอะไรไปตามอวิชชา ; การสร้างนั้นเป็นแบบสายฟ้าแลบ, ถ้าเป็น มากจะถึงกับสะดุ้ง. ขอให้จำคำว่า ถ้าเป็นมากจะถึงกับสะดุ้ง ; เช่นเมื่อเราเหลือบตาไปเห็น อะไรเราสะดุ้ง, ได้ยินเสียงอะไรเราสะดุ้ง, หรือว่าเห็นเหตุการณ์อะไร ถึงกับขนลุก สะดุ้ง มันเป็นมากถึงอย่างนั้น เป็นอติมหันตารมณ์อย่างยิ่ง มันก็ถึงกับสะดุ้ง. ใน กรณีที่สังขารสร้างวิญญาณถึงกับสะดุ้ง, ในแวบของการสะดุ้งนั้น มันมีอาการของปฏิจจ- สมุปบาทตั้งหลายตอน : อวิชชาสร้างสังขาร, สังขารสร้างวิญญาณ, วิญญาณสร้าง นามรูป, นามรูปสร้างอายตนะขึ้นมา, ผัสสะนั้นจึงรุนแรงถึงกับสะดุ้ง. ถ้ารุนแรง • จนถึงกับสะดุ้งแล้ว ทั้งหมดนั้นจะต้องมีลำดับถูกต้องตรงตามปฏิจจสมุปบาท. ปฏิจจสมุปบาทเป็นเรื่องแสดงข้อเท็จจริง ของความทุกข์, ที่เกิดและที่ดับ ; ไม่ใช่แสดงเรื่องคนที่เป็นเจ้าของความทุกข์ ; ที่หอบหิ้วความทุกข์คร่อมภพ คร่อม ชาติ. คนที่เป็นเจ้าของความทุกข์ไม่มี, เกิดความทุกข์ โดยไม่ต้องมีผู้ทุกข์. ฉะนั้นขอให้ทุกคนมองเห็นว่า ปฏิจจสมุปบาทมุ่งแสดงความเกิดและดับแห่งความทุกข์, ไม่ได้แสดงตัวบุคคลที่เป็นเจ้าของความทุกข์ที่เกิดและดับ, แล้วยังเป็นเรื่องแสดง กฎเกณฑ์แห่งเหตุและปัจจัยอย่างละเอียด อย่างมีประโยชน์, อย่างที่ไม่มีที่ไหนในโลก จะแสดงได้. นี่เราคุยโวแทนพระพุทธเจ้าว่า เรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้ เป็นเรื่องแสดง กฎเกณฑ์เกี่ยวกับเหตุและปัจจัย อย่างที่ไม่มีที่ไหนในโลกแสดงได้!
น.446 ในที่สุดนี้ ก็อยากจะพูดว่า เรามาปลงอาบัติกันเถิด : ผมก็เคยเรียนปฏิจจ- สมุปบาทมาอย่างผิดต่อพุทธประสงค์ ; ช่วยไม่ได้ เมื่อเรียนนักธรรม; แล้ว ผมก็ยังเป็นครูสอนนักธรรมอีก ๑ ปี แล้วก็สอนปฏิจจสมุปบาทผิดต่อความจริงทั้งนั้น. นี่ผมเองเคยเรียนผิดและสอนผิด เรื่องปฏิจจสมุปบาทชนิดคร่อม ๓ ชาติ; ฉะนั้น ขอปลงอาบัติ ขอแสดงการขออภัย ขอโทษ กันที่นี่ในเวลานี้ ในความผิดแต่หนหลัง ; และขอยืนยันว่าที่ได้พยายามค้นคว้าต่อมาตลอดเวลาหลายสิบปีนี้ ได้พบปฏิจจสมุปบาท ในลักษณะอย่างนี้ คือ ปฏิจจสมุปบาทที่อยู่ในขอบเขตที่เราควบคุมได้, ปฏิบัติได้, มีสติถูกต้องป้องกันได้ ; ทันควันในขณะที่อารมณ์มากระทบอย่างเดียว ; เป็น เรื่องปฏิจจสมุปบาทที่มีประโยชน์ ... ที่เป็น หลักของการปฏิบัติ ถ้าถามว่าปฏิบัติอย่างไร ? ไม่มีคำตอบอย่างอื่นนอกจากว่า มีสติ เมื่อมี อารมณ์มากระทบ อย่าเผลอสติ อย่าให้เกิดอวิชชาปรุง สังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ ชนิดที่จะไปเป็นทุกข์ : รักษาให้เป็นอย่างเดิมไว้เสมอ ; เป็นสัมภเวสี ไม่เกิดก็ยังดีกว่า เพราะมันไม่เกิดทุกข์. ทีนี้ขอให้พรว่า ต่อไปนี้จงมีความรู้ที่ถูกต้อง ; พวกที่เป็นฆราวาส กลับ ไปถึงบ้านแล้ว ก็ให้รู้จักปฏิจจสมุปบาทให้ถูกต้อง : แม้ในครัว ที่กำลังเคี้ยวอาหาร เอร็ดอร่อยอยู่ในครัวนั้น ก็ให้รู้ว่าภพชาติอาจจะเกิดได้หลายสิบหลายร้อย. การแสดง อธิบายปฏิจจสมุปบาทอย่างนี้ ผมจะต้องถูกด่าลั่นโลก ไม่เฉพาะแต่เมืองไทย ; เพราะ ว่าในประเทศไหนเขาก็สอนกันแต่เรื่องคร่อมภพ คร่อมชาติ. เพียงแค่การพูดถึงเรื่อง สุญญตา อภิธรรม นี้ ยังถูกด่าแต่ในเมืองไทย ลั่นเมืองไทย ; แต่การพูดเรื่องปฏิจจ- สมุปบาทนี้ ผมรู้แล้วว่าจะต้องถูกค่าอย่างลั่นโลก. แต่ว่าในฐานะที่เป็น "พุทธทาส" ก็ต้องทำ.
น.447 เราเป็นทาสของพระพุทธเจ้า รู้อะไรว่าเป็นอย่างไร, อะไรเป็นที่เสียหาย แก่พระพุทธเจ้าแล้วต้องต่อสู้ แล้วต้องทำ ; เพราะฉะนั้นไม่กลัว ให้ใครพากันด่า กันจนลั่นจักรวาล ก็ไม่กลัว ; อย่าว่าเพียงถูกด่าลั่นโลกเลย. นี้คือเรื่องปฏิจจสมุปบาทที่ไม่คร่อมภพคร่อมชาติ กับปฏิจจสมุปบาทที่คร่อม ภพคร่อมชาติ มันต่างกันอย่างนี้ : ที่คร่อมภพคร่อมชาติไม่มีประโยชน์อะไร ปฏิบัติ ไม่ได้, ไว้คุยโม้เป็นนักปราชญ์ที่ไม่รู้จักตัวเอง ; ส่วนปฏิจจสมุปบาทที่ปฏิบัติได้นั้น พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ ; เราถือเอาตามนั้นแล้วดับทุกข์ได้ไม่ข้องแวะกับสัสสตทิฏฐิ หรือ อันตคาหิกทิฏฐิ ; ไม่มีอัตตาตัวตนในปฏิจจสมุปบาท ; เป็น อริโย, เป็น อัตถสัญหิโต, เป็นของประเสริฐเต็มไปด้วยประโยชน์. เป็นอันว่าเรื่องปฏิจจสมุปบาทอันยืดยาวนี้ ต้องพูดกันยืดยาวหน่อย, แล้ว ก็พูดทีเดียว อาจจะไม่มีโอกาสพูดอีก ก็ต้องขออภัยตรงที่ว่า เลยเวลาไปมาก จนทำให้ . คนบางคนรำคาญ. เอาละพอกันที. มีบันทึกคำชี้แจงเกี่ยวกับการศึกษาเรื่องปฏิจจสมุปบาท
น.448 บันทึก คำชี้แจงเกี่ยวกับการศึกษาเรื่องปฏิจจสมุปบาท การศึกษาเรื่องปฏิจจสมุปบาท เป็น เรื่องสำคัญหรือจำเป็นสำหรับพุทธ- บริษัท ดังบาลีในสังคีติสูตร ทีฆนิกาย (๑๑/๒๒๖/๒๒๗) ตอนสังคีติยทุกัง ซึ่งมีอยู่ว่า “ธรรมสองอย่าง อันพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้รู้ ผู้เห็น ผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ ตรัสไว้ดีแล้ว มีอยู่, อันภิกษุทั้งหลายพึงทำสังคีติ (คือสอบสวน) ในธรรมสองอย่างนั้น, ไม่พึงวิวาทกันในธรรมนั้น, โดยประการที่พรหมจรรย์ (ศาสนา) นี้ จะพึงมั่นคง ตั้งอยู่นาน. ข้อนั้นจะพึงเป็นไปเพื่อหิตสุขแก่มหาชนเป็นอันมาก, เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์หิตสุข แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย, ธรรมสองประการนั้นคืออะไรเล่า ? ธรรมสองประการนั้นคือ : อายตนกุสลตา ความเป็นผู้ฉลาดในเรื่องอายตนะ ๑, ปฏิจจสมุปปาทกุสลตา ความเป็นผู้ฉลาดในเรื่องปฏิจจสมุปบาท ๑", นี้แสดงว่าเรื่องปฏิจจสมุปบาท เป็นสิ่งที่พวกเราจักต้องพยายามช่วยกันทำให้ เกิดมีความเข้าใจอันถูกต้อง ในระหว่างกันและกัน ทั้งเพื่อเห็นแก่ตัวเอง, แก่ศาสนา, และแก่ประโยชน์ของเทวดาและมนุษย์, และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อการ ไม่ทะเลาะวิวาท กัน ในหมู่พุทธบริษัทเอง ดังที่กล่าวมาแล้ว, โดยที่เรามีปัญหาเกิดขึ้น เกี่ยวกับการ ปฏิบัติในเรื่องนี้ เพราะมีความเห็นไม่ตรงกัน. หนทางใดมีอยู่เพื่อความเป็นเช่นนั้น เราจะถือเอาประโยชน์จากหนทางนั้น ให้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้. คำบรรยายเรื่องนี้ มิได้มุ่งหมายเพื่อสร้างเงื่อนปมสำหรับวิวาทกัน หากแต่เพื่อขจัด " การทะเลาะ ๔๑๗
น.449 วิวาทกัน " ระหว่างครูผู้สอนกับศิษย์ผู้เรียนเรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้เท่านั้น, ตลอดถึง คู่ที่ทำการศึกษาสนทนาเรื่องนี้ ในรูปอื่น ๆ นอกโรงเรียน. ปฏิจจสมุปบาท เป็น เรื่องลึกซึ้งที่สุด สมกับเป็น หัวใจของพุทธศาสนา หรือ ตัวแท้ของศาสนา . ดังนั้นจึงจำเป็นอยู่เอง ที่จะทำให้เกิดปัญหาบางอย่างขึ้น จนกระทั่งปัญหานั้นย้อนกลับมาเป็นอันตรายแก่ตัวศาสนาเอง เช่น ทำให้พุทธบริษัท ไม่ได้รับประโยชน์ จากตัวแท้ของพุทธศาสนา ในเรื่องนี้. เมื่อพระอานนท์กราบ ทูลว่า เรื่องปฏิจจสมุปบาท ดูเป็นเรื่องง่ายเรื่องตื้นสำหรับตัวท่านเอง พระพุทธองค์ ได้ตรัสว่า " ดูก่อนอานนท์ ! อย่ากล่าวอย่างนั้น, ดูก่อนอานนท์ ! อย่ากล่าวอย่างนั้น, ปฏิจจสมุปบาทเป็นเรื่องลึก, ลักษณะหน้าตาก็ดูเป็นเรื่องลึก. หมู่สัตว์นี้ไม่รู้, ไม่รู้ ตามเราสอน, ไม่แทงตลอดซึ่งปฏิจจสมุปบาท จิตจึงยุ่งเหมือนกลุ่มด้ายยุ่ง, เหมือน กลุ่มเศษด้ายที่เป็นปม, พัวพันกันยุ่งเหมือนเซิงหญ้ามุญชะและหญ้าบัพพชะ, ไม่ล่วงพ้น สั่งสาระ คืออบาย ทุคติวินิบาตไปได้ " ดังนี้, - (สูตรที่ ๑๐ ทุกขวัดค์, อภิสมัยสังยุตต์, ๑๖/ ๑๑๑/ ๒๒๕). ข้อนี้เป็นสิ่งที่แสดงว่า . เราจะทำเล่น ๆ กับเรื่องนี้ไม่ได้, แต่จะต้อง ระดมทุ่มเทกำลังสติปัญญาทั้งหมด ศึกษาเรื่องนี้ด้วยความไม่ประมาท. สำหรับชาวบ้านธรรมดาสามัญ ที่รู้จักแต่สัสสตทิฏฐิ คือมีความรู้สึกว่ามี ตัวตนอยู่ตลอดเวลานั้น เรื่องปฏิจจสมุปบาท ก็เป็นเรื่องลึกเกินกว่าที่จะเข้าใจได้ง่าย ๆ แล้วก็จะกลายเป็นเรื่องปรัชญาอันลึกซึ้งยุ่งเหยิง เหมือนกลุ่มด้าย ดังที่กล่าวแล้ว, แล้ว ก็จะต้องทุ่มเถียงกัน เหมือนคนตาบอดคลำช้าง ที่คลำถูกอวัยวะของช้างในที่ต่างกัน, แต่ สำหรับพระอรหันต์ นั้น เรื่องนี้จะกลายเป็นเรื่องวิชาธรรมชาติ หรือเป็นวิทยา- ศาสตร์อันเปิดเผย เหมือนสิ่งของที่เอามาใส่ฝ่ามือดูเล่น ทั้งที่ไม่รู้จักชื่อของมันก็ได้, กล่าวคือ ท่านรู้จักสิ่งต่าง ๆ ดีจนไม่ยึดมั่นในสิ่งใด ไม่เกิดตัณหาอุปาทาน ไม่ว่าอารมณ์ ชนิดไหนจะมากระทบ เพราะความมีสติสมบูรณ์ถึงที่สุด, ท่านดับทุกข์ ได้สิ้นเชิงตาม วิธีการของปฏิจจสมุปบาทฝ่ายนิ โรธวาร , แต่ท่านไม่จำเป็นจะต้องรู้จักชื่อทั้ง ๑๑ ชื่อ
น.450 ของอาการแห่งปฏิจจสมุปบาททั้งหมดนั้นก็ได้, ท่านพ้นทุกข์ไปแล้วตามวิถีทางของ ปฏิจจสมุปบาทฝ่ายนิโรธวารแล้ว, แต่ท่านอาจจะสอนเรื่องปฏิจจสมุปบาทโดยละเอียด แก่ใครไม่ได้, หรือถึงกับพูดไม่เป็นเอาเสียเลย : ดังนี้ก็ได้. นั่นแหละคือ ความ ลึกซึ้งของเรื่องปฏิจจสมุปบาท ที่ลึกซึ้งถึงขนาดที่ต้องใช้สติปัญญา ในขั้นพระสัมมา- สัมพุทธเจ้า ในการค้นหา และนำมาอธิบายสั่งสอนแก่คนทั่วไป แต่ก็ยังยากลำบากที่สัตว์ ทั้งหลายจะเข้าใจ จนถึงกับพระองค์ทรงดำริ น้อมพระทัยไปในทางที่จะไม่สั่งสอนใคร เสียเลย ในคราวตรัสรู้ใหม่ ๆ โดยทรงเห็นว่าจะเหนื่อยเปล่า หรือได้ผลไม่คุ้ม ค่าเหนื่อย, แต่ในที่สุด กำลังพระมหากรุณากระตุ้นให้พระองค์ทรงทนลำบาก เพื่อสอน เรื่องที่ยากหรือลึกซึ้งนี้จนได้ เพื่อเห็นแก่คนบางคน ที่อาจจะเข้าใจได้ และมีอยู่ ในโลกนี้. ข้อนี้เราจะต้องเห็นความยากลำบากของพระพุทธองค์ ในการที่จะต้องทรง อธิบายเรื่องที่คนธรรมดาสามัญเข้าใจไม่ได้, ให้เข้าใจจนได้. ข้อเท็จจริงอันลึกซึ้งเกี่ยวกับเรื่องนี้ มีอยู่ว่า พระพุทธเจ้าท่านประกาศ ศาสนา ด้วยความยากลำบาก คือต้อง ตรัสด้วยภาษาถึงสองภาษา ในคราวเดียวกัน, คือตรัสโดย " ภาษาคน " สำหรับสอนศีลธรรมแก่คนที่ยังหนาไปด้วยสัสสตทิฏฐิ คือ มีความรู้สึกเป็นตัวเป็นตน เป็นของ ๆ ตนจนยึดมั่นอยู่อย่างเหนียวแน่นเป็นประจำ, และตรัสโดย " ภาษาธรรม " สำหรับสอนคนที่มีธุลีในดวงตาอันเบาบางแล้ว จะ ได้เข้าใจปรมัตถธรรม เป็นการสอนปรมัตถธรรม ให้รอดพ้นไปจากสัสสตทิฏฐิ อันเป็น สมบัติดั้งเดิม เพื่อให้ทิ้งสมบัติดั้งเดิมนั้นเสีย, มันเป็น ๒ ภาษากันอยู่ดังนี้. สำหรับ ปฏิจจสมุปบาทนั้น เป็นเรื่องปรมัตถธรรม ที่ต้องพูดกันด้วย "ภาษาธรรม" เป็นเรื่อง ที่ตรงกันข้ามไปหมด จากเรื่องศีลธรรม, แล้วจะนำมาตรัสด้วยภาษาคน ที่ใช้สำหรับ เรื่องศีลธรรม ได้โดยวิธีใด หรืออย่างไร ? เมื่อตรัสโดยภาษาคน มันตรัสไม่ได้, ถ้าตรัสโดยภาษาธรรม คนฟังก็ตีความตามภาษาคนไปหมด เลยไม่เข้าใจ หรือ เข้าใจผิดอย่างตรงกันข้ามไปเสียเลย. อันนี้เอง เป็นต้นตอของปัญหาอันยุ่งยาก
น.451 สำหรับการสอนเรื่องปฏิจจสมุปบาท ที่ทำให้ทรงท้อพระทัย ในทีแรกถึงกับจะไม่ ทรงสอน, ที่ทรงสอนแล้วก็ยังไม่เข้าใจ ดังเรื่องของภิกษุสาติเกวัฏฏบุตร ดังที่กล่าว ถึงในหนังสือเล่มนี้ ที่หน้า ๓๔๗ เป็นต้น, กระทั่งถึงที่พวกเราเวลานี้ สอนเรื่องนี้ กันไม่รู้เรื่อง, พูดกันไม่รู้เรื่อง, สนทนากันไม่รู้เรื่อง, รับคำสอนแล้วปฏิบัติ อะไรไม่ได้, ยิ่งปฏิบัติยิ่งผิดไกลออกไปอีก, ดังนี้เป็นต้น. เมื่อทรงสอนศีลธรรม ก็ต้องตรัสอย่างมีสัตว์ มีบุคคล มีตัวตน กระทั่ง มีตถาคตเอง, กระทั่งสอนให้ทำบุญกุศล ตายแล้ว จะได้รับผลบุญกุศลที่สร้างไว้. ครั้นทรงสอนปรมัตถธรรม ก็ตรัสอย่างไม่มีสัตว์ บุคคล กระทั่งตถาคตเอง, มีแต่ สิ่งที่อาศัยกันเกิดขึ้นชั่วขณะ ๆ ทยอยกันไป ที่เรียกว่าปฏิจจสมุปปั่นนธรรมแต่ละอย่าง ๆ ติดต่อกันเป็นสาย เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท. ไม่มีทางที่จะพูดว่าตัวใคร แม้ในขณะนี้, จึงไม่มีใครเกิด หรือใครตาย ไปรับผลกรรมเก่า ทำนองสัสสตทิฏฐิ, และทั้งไม่ใช่ ตายแล้วก็สูญไปในทำนองอุจเฉพทิฏฐิ, เพราะว่าไม่มีคนที่จะตายไปขาดสูญเสียแล้ว ตั้งแต่บัดนี้. ความอยู่ที่ตรงกลางนี้แหละ คือเรื่องปฏิจจสมุปบาท หรือ มัชฌิมาปฏิปทาทางปรมัตถธรรม, ๓ คู่กับอริยมรรคมีองค์แปด ซึ่งเป็นมัชฌิมาปฏิปทา ที่ใช้ได้กระทั่งทางศีลธรรม. ตามปรกติคนธรรมดาทั่วไป ก็ยึดถือทางศีลธรรม เพื่อ สบายใจอยู่ด้วยความดี ตลอดเวลาที่เหตุปัจจัยของความดียังไม่เปลี่ยนแปลง. พอเหตุ ปัจจัยนั้นเปลี่ยนแปลง หรือว่ามันแสดงความไม่เที่ยงเป็นอนัตตา และเป็นทุกข์ เพราะ ความยึดถือขึ้นมา ความรู้เพียงแค่ศีลธรรมนั้น ก็ไม่เป็นที่พึ่งได้ จึงต้องหันไปหาเรื่อง ปรมัตถธรรม เช่นเรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้ เพื่อกำจัดความรู้สึกเป็นทุกข์ ที่เลื่อนระดับ สูงขึ้นไป, คือมีใจอยู่เหนือความมีตัวตน หรืออะไรที่เป็นของตน กระทั่งความดีชั่ว บุญบาป สุขทุกข์, โดยไม่มีความทุกข์อะไรเหลืออยู่เลย. ดังนั้น การสอนเรื่อง ปฏิจจสมุปบาทชนิดที่มีตัวตนและเนื่องกันเป็นชาติ ๆ ไปนั้น ผิดหลักปฏิจจสมุปบาท หรือ ผิดหลักของพุทธวจนะ ซึ่งต้องการจะสอนให้คนหมดสิ้นความรู้สึกว่าตัวตน, หรืออยู่
น.452 เหนือความรู้สึกว่ามีตัวตนโดยประการทั้งปวง. ดังนั้นเรื่องปฏิจจสมุปบาท จึง ไม่ เกี่ยวข้องกับเรื่องศีลธรรม ที่ยังต้องอาศัยสัสสตทิฏฐิ หรือความมีตัวตนเป็นมูลฐาน แต่ประการใด. อย่างไรก็ตาม เรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้ อาจมี ได้เป็น ๒ อย่าง คืออย่างที่ อธิบายผิดหรือเพ้อ จนปฏิบัติอะไรไม่ได้ และอธิบายกันมาผิด ๆ ตั้งพันปีแล้ว (ดังที่ กล่าวในหน้า ๓๓๗ แห่งหนังสือเล่มนี้), และอีกอย่างหนึ่งก็คือปฏิจจสมุปบาทที่ถูกต้อง หรืออธิบายอย่างถูกต้องตรงตามพุทธประสงค์ ใช้ปฏิบัติได้ที่นี่เดี๋ยวนี้ ได้รับผลที่นี่ เดี๋ยวนี้, ได้แก่การระวังเมื่อมีการกระทบทางอายตนะ อย่าให้เวทนาปรุงเป็นตัณหา ขึ้นมาได้, และปฏิบัติกันอยู่ทั่ว ๆ ไปโดยไม่เรียกว่าปฏิจจสมุปบาทก็ยังมี และได้ผล เป็นที่พอใจอยู่ตลอดเวลา. ผู้สนใจจะต้องระวังให้ดี เพื่อให้ถูกตัวปฏิจจสมุปบาท ของพระพุทธเจ้า ในเมื่อมันปนเปกันอยู่เป็นสองชนิดนี้. ปฏิจจสมุปบาทที่แท้ของ พระพุทธเจ้าก็ไม่ใช่อุจเฉททิฏฐิ ที่จะทำให้คนไม่ทำดี ไม่รับผิดชอบ หรือไม่รักชาติ เหมือนที่ชอบหาความกันอยู่ทั่วไป, และทั้งไม่ใช่สัสสตทิฏฐิ ที่ทำให้คนหลงตัวเอง หรือ หลงชาติ หลงทุกอย่างที่เป็นตัวตนของตน อย่างคนบ้าหลัง. ปฏิจจสมุปบาทไม่ใช่ เรื่องเพ้อทางปริยัติ เหมือนที่พูดกันอยู่โดยมาก, แต่ต้องเป็นเรื่องปฏิบัติที่รัดกุม คือ มีสติควบคุมความรู้สึก เมื่อมีการกระทบทางอายตนะ อย่าให้เกิดตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ขึ้นมาได้ โดยที่ไม่ต้องใช้คำว่า "ปฏิจจสมุปบาท" ซึ่งเป็นคำเทคนิคมากเกินไป นี้ก็ยังได้. สิ่งที่เราจะต้องช่วยกันระวัง ก็คืออย่าอธิบายปฏิจจสมุปบาท อันเป็นหัวใจ ของพุทธศาสนา ให้กลายเป็นลัทธิ อนิมิสมฺ ที่มี จิต เจตภูต วิญญาณอะไร ในทำนอง เป็นผีมีตัวตนไปเกิด หรือสิ่งในร่างที่เกิดแล้ว อยู่ตลอดเวลาเลย, นักศึกษาหรือฝรั่ง แห่งยุคปรมาณู ยุคอวกาศ หรือยุคปิงปองก็ตาม เขาจะหัวเราะเยาะเอา. แพง ขอให้ ช่วยกันกู้หน้าพุทธบริษัทไทย ในส่วนนี้อย่างเคร่งครัด. อย่าเอาการสอนศีลธรรม
น.453 ด้วยภาษาคนหรือภาษาสัสสตทิฏฐิ มาปนกันกับการสอนปรมัตถธรรม ด้วยภาษาธรรม หรือภาษาสัมมาทิฏฐิอันสูงสุด กล่าวคือความรู้เรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้เลย : การปฏิบัติ ตามหลักปฏิจจสมุปบาทนั้น จัดเป็น มัชฌิมาปฏิปทาฝ่ายปรมัตถธรรม (ปรากฏอยู่ใน สูตรที่ ๕ อาหารวัดค์ นิทานสังยุตต์ ๑๖/๒๐/๔๓), และในสูตรเดียวกันนี้ ได้ทรงระบุ สัมมาทิฏฐิอันสูงสุด หรือที่เป็นโลกุตตระ ว่าได้แก่ทิฏฐิที่ไม่เอียงไปทางสัสสตทิฏฐิ หรืออุจเฉททิฏฐิ ด้วยอำนาจความรู้เรื่องปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง. ปฏิจจสมุปบาท เป็น เรื่องอยู่ระหว่างกลาง : ระหว่างความมีตัวตน กับความขาดสูญจากตัวตน, และเป็น เรื่องที่มีหลักของตัวเองว่า "เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี, เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ" . และหลักอันนี้เอง ที่ทำพุทธศาสนาไม่ให้ตกไปฝ่ายสัสสตทิฏฐิ และทั้งฝ่ายอุจเฉททิฏฐิ, แต่อยู่ตรงกลาง. ดูให้ดีๆ อย่าให้เรื่องมันกลายเป็นว่า เรากำลังสอนเรื่องปฏิจจสมุปบาท อย่างไม่ใช่พุทธ แต่กลายเป็นฮินดูหรือพราหมณ์ไปเสียแล้ว. ในหมู่ที่มีสัสสตทิฏฐิจะมี สิ่งที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาทไม่ได้, เพราะมันเป็นของตรงกันข้าม. การสอน ปฏิจจสมุปบาทไป ในรูปของสัสสตทิฏฐินั้น คือการทำลายหลักเรื่องปฏิจจสมุปบาทเสีย นั่นเอง. นี่แหละคือข้อที่ต้องระวัง. ข้อความในบาลี คือพระพุทธวจนะ ในสูตรทั้งหลายที่เป็นของเดิม ๆ พิจารณาดูแล้วจะเห็นได้ว่า มีการแยกกันได้อย่างชัดแจ้ง : เป็นเรื่องทางศีลธรรม ของ ผู้ที่ยังต้องมีสัสสตทิฏฐิอยู่พวกหนึ่ง, และเป็นเรื่องทางปรมัตถธรรมเพื่อทำลายสัสสตทิฏฐิ เสีย และก็ไม่เลยไปถึงอุจเฉททิฏฐิด้วย นี้ก็มีอยู่ส่วนหนึ่ง. ครั้นตกมาถึงยุคอรรถกถา เกิดการน้อมเอียงขึ้นมากมายทั่วไปหมด คืออธิบายเรื่องปรมัตถธรรม ไปในรูปของ สัสสตทิฏฐิ แม้กระทั่งเรื่องเช่นปฏิจจสมุปบาทนี้, มีโอกาสสักนิดหนึ่งเมื่อไร ก็จะ อธิบายไปในรูปที่มีตัวตน ตายแล้วไปเกิดโดยคนคนเดียวกัน, หรือกลายเป็นเรื่อง วัตถุไปหมด. ตัวอย่างเช่นนรก ก็จะอธิบายแต่นรกใต้ดิน หลังจากตายแล้วทั้งนั้น, ไม่ขึ้นรกในกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท ที่น่ากลัวกว่า และอยู่ที่นี่แล้ว เสียเลย, หาก
น.454 จะมีนรกชนิดที่ตรัสไว้ในลักษณะที่เกิดทางเวทนาในปฏิจจสมุปบาท ก็พาเอาไปไว้ใต้ดิน หลังแต่ตายแล้วเสียอีกตามเคย. ดังนั้น ในการศึกษาเรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้ ต้องถือ เอาบาลีเดิมเป็นหลัก อย่ามอบตัวให้กับอรรถกถาอย่างไม่ลืมหูลืมตา, หรืออย่ามอบตัว ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ให้กับหนังสือที่แต่งชั้นหลัง เช่นคัมภีร์วิสุทธิมรรค เป็นต้น ( ซึ่งเชื่อ กันว่าผู้แต่งเป็นบุคคลคนเดียวกันกับผู้รวบรวมอรรถกถาทั้งหมด ) ซึ่งจะทำให้ได้ยิน ได้ฟังแต่เพียงอย่างเดียว เหมือนกับการผูกขาด. แต่จะต้องสงวนสิทธิ์และใช้สิทธิ์ ตามที่พระพุทธองค์ทรงมอบไว้ให้ โดยหลักแห่งกาลามสูตร, และมหาปเทสฝ่ายสุตตันตะ ดังที่ตรัสไว้ในมหาปรินิพพานสูตรเป็นต้นนั่นเอง มาเป็นเครื่องคุ้มครองป้องกัน การตก เป็นทาสของหนังสือที่แต่งหรืออธิบายกันในชั้นหลัง ซึ่งเอียงไปในทางสัสสตทิฏฐิยิ่งขึ้น ทุกที. แต่ถ้ามีมหาปเทสเป็นต้นชนิดที่อยู่ในมือ เราจะสามารถเลือก เฟ้นเอาแต่ของ ที่ถูกต้อง ออกมาจากกองขยะกองใหญ่ที่สุม ๆ กันไว้นั้นได้ อย่างมากมายเหมือนกัน, มิใช่จะไม่มีประโยชน์อะไรเสียเลย, เว้นแต่ว่าจะต้องมีการเลือกคัดอย่างเคร่งครัด ตาม กฎเกณฑ์ที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้ สำหรับการเลือกคัดจริง ๆ เท่านั้น. ท่านผู้เป็น นักปราชญ์แห่งยุค เช่นสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส ท่านก็ ทรงแนะไว้อย่างนี้, แถมทรงแนะให้กระทำการวิจารณ์เช่นนี้ แม้แก่ปกรณ์ชั้นบาลี สังคีติด้วยซ้ำไป, กีและข้าพเจ้า ก็ได้ทำตัวเป็นสานุศิษย์ที่เชื่อฟังอย่างดีของท่าน ตลอดมา. ตามหลักการของมหาปเทสนั้น สิ่งใดหรือปัญหาใด ลงกันไม่ได้กับหลักการ ส่วนใหญ่ในธรรมและวินัยหรือที่เรียกว่า สุตฺเต โอสาเรตฺพํ, วินเย สนุท เสตฺพํ, แล้วให้ถือว่าพังมาผิด จำมาผิด อธิบายผิด หรือสอนผิดแล้วแต่กรณี สำหรับกรณีของ ปฏิจจสมุปบาทนี้ มีหลักการใหญ่เพื่อกำจัดสัสสตทิฏฐิ และไม่เลยออกไปสู่อุจเฉททิฏฐิ ด้วยในขณะเดียวกัน, ดังนั้น การสอนปฏิจจสมุปบาทให้เข้าใจไปในทำนองว่าเป็น บุคคลคนเดียวกัน ๓ ชาตินั้น, เป็นสิ่งที่รับไม่ได้โดยมหาปเทส. หนังสือ "ปฏิจจ- สมุปบาทจากพระโอษฐ์" ที่กำลังจัดพิมพ์อยู่จะช่วยพิสูจน์อย่างมากในข้อนี้.
น.455 หลักเกณฑ์ที่เนื่องกันอยู่กับปฏิจจสมุปบาท จะมีอยู่ดังต่อไปนี้ : - ๑. จะมีภพ หรือชาติ ทุกคราวที่มีการกระทบทางอายตนะ ที่ปราศจาก สติปัญญาในเรื่องของวิมุตติ ดังที่กล่าวไว้ในหน้า ๓๗๒ ของหนังสือนี้, เรียกอีกอย่างหนึ่ง ก็ว่า ในขณะกระทบนั้น มีแต่อวิชชา จึงปรุงเป็นปฏิจจสมุปบาท. ๒. ในภาษาปฏิจจสมุปบาท จะไม่มีคำว่า บุคคล ตัวตน เรา เขา ซึ่งเป็นผู้มีทุกข์ หรือดับทุกข์ หรือแล่นท่องเที่ยวไปในวัฏฏสงสาร ดังเรื่องของภิกษุ สาติเกวัฏฏบุตร ในหน้า ๓๔๗ ของหนังสือนี้. ๓, ในภาษาปฏิจจสมุปบาท จะไม่มีคำว่า "สุข" จะมีแต่คำว่าทุกข์ และดับไม่เหลือแห่งทุกข์, เพราะไม่มุ่งจะแสดงสุข ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งสัสสตทิฏฐิ, เว้นแต่ จะกล่าวโดยภาษาคน ถือเอาภาวะไม่มีทุกข์นั้น เป็นความสุขเพื่อประโยชน์แก่การสอน ศีลธรรมเท่านั้นเอง ดังที่กล่าวว่า นิพพานเป็นยอดสุขเป็นต้น. ๔. ปฏิสนธิวิญญาณ ชนิดที่เป็นตัวตน ไม่มีในภาษาปฏิจจสมุปบาท, ดังนั้นคำว่าวิญญาณในปฏิจจสมุปบาท จึงทรงระบุไปยังวิญญาณหก, แต่ถ้าจะหาเลศ เรียกวิญญาณเหล่านี้ว่า "ปฏิสนธิวิญญาณ" ก็ยังมีทางทำได้ คืออธิบายว่า วิญญาณหก นี้เอง ก่อให้เกิดนามรูป - สหายตนะ - ผัสสะ - เวทนาขึ้นมา, แล้วยังสืบต่อลงไป ถึงภพ และชาติ " อันเป็นตอนปลายของปฏิจจสมุปบาท, แต่พระองค์ไม่ทรงเรียก หรือทรงอธิบายไว้ในที่ไหนว่า ปฏิสนธิวิญญาณ, เพราะทรงประสงค์ให้เรามองกัน ในแง่ของวิญญาณ ตามธรรมดานั่นเอง. คำว่าปฏิสนธิวิญญาณเพิ่งมีใช้ในหนังสือ ชั้นหลัง เป็นการดึงสัสสตทิฏฐิกลับเข้ามาสู่พุทธศาสนาโดยปริยาย และเป็นกาฝากของ พุทธศาสนา ซึ่งจะคอยกัดกินพุทธศาสนาให้หมดไป. "เรามีวิญญาณหก ตามธรรมดา และมีปฏิจจสมุปบาทได้โดยไม่ต้องอาศัยคำว่า ปฏิสนธิวิญญาณเลย.
น.456 ๕. ในวงของปฏิจจสมุปบาท มีแต่ปฏิจจสมุปปั่นนธรรม คือสิ่งที่ได้ อาศัยสิ่งอื่น แล้วเกิดขึ้น ปรากฏอยู่ชั่วขณะ เพื่อปรุงแต่งให้เกิดสิ่งอื่นต่อไป .. . การที่ ปรุงแต่งกันนั้นเรียกว่าปฏิจจสมุปบาท. มีคำที่ต้องสนใจหรือศึกษาเพียงสองคำเป็น หลักสำคัญ, อย่าให้เกิดเป็นตัวตน หรือเป็นสัสสตทิฏฐิขึ้นมา, และก็อย่าให้เห็นเป็น ตรงกันข้ามจากตัวตน จนไม่มีอะไรเสียเลย คือกลายไปเป็นอุจเฉททิฏฐิ, แต่ให้อยู่ ตรงกลาง ที่เรียกว่ามัชฌิมาปฏิปทา คือมีปฏิจจสมุปบันนธรรมนั่นเอง. ๖. ถ้ากล่าวไปในทางเรื่องกรรม : ปฏิจจสมุปบาทมุ่งหมายแสดง กรรมที่ไม่ดำไม่ขาว และเป็นที่สิ้นสุดแห่งกรรมดำกรรมขาว, โดยจัด บุญ อบุญ และอเนญชา เป็นเรื่องทุกข์ไปหมด, ต้องเหนือสิ่งทั้งสามนี้ จึงจะดับทุกข์สิ้นเชิง ; ดังนั้นจึงไม่เป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวตน หรือสัสสตทิฏฐิแต่ประการใดได้. ๗. หลักพุทธศาสนา ต้องประกอบอยู่ด้วยความเป็นปัจจุบันธรรมหรือ สันทิฏฐิโก เสมอ ; การให้ปฏิจจสมุปบาทรอบเดียวกินเนื้อที่ตั้ง ๓ ชาติ (ตามความ หมายในภาษาคนธรรมดา ) นั้นไม่ใช่หลักสันทิฏฐิโก ; อาการของปฏิจจสมุปบาท ทั้ง ๑๑ อาการ ต้องเป็นสันทิฏฐิโก ทั้ง ๑๑ อาการตลอดเวลา, จึงจะเป็นปฏิจจสมุปบาท ชนิดที่ทรงสอน. ๘. สูตรของปฏิจจสมุปบาทนั้น ตรัสไว้หลายแบบ เช่นแบบอนุโลม จากอวิชชาไปหาความทุกข์, แบบปฏิโลม จากความทุกข์ไปหาอวิชชา, และมีทั้ง ฝ่ายนิโรธวาร คือการดับ ซึ่งตรัสทั้งสองแบบด้วยเหมือนกัน, และยังมีตรัสตั้งต้น ที่อายตนะกระทบกัน แล้วเกิดวิญญาณผัสสะเวทนาไปเลย โดยไม่ต้องกล่าวชื่อของ อวิชชาออกมา ก็ยังมี, และตรัสเพียงเวทนาลงไปหาความทุกข์ก็มี. ที่แปลกที่สุดนั้น. ตรัสรวมสมุทย์วารกับนิโรธวารไว้ในสายเดียวกัน คือตรัสว่า อวิชชาให้เกิดสังขาร - วิญญาณ - นามรูป ไปจนถึงตัณหา แล้วเปลี่ยนเป็นตรัสความดับของตัณหา - อุปาทาน
น.457 เรื่อยไปจนถึงดับทุกข์ ; ทำนองจะทรงแสดงยืนยันว่า แม้ปฏิจจสมุปบาทจะดำเนิน ไปจนถึงตัณหาแล้ว ก็ยังอาจจะเกิดสติกันกระแสตัณหานั้นให้หยุด และวกกลับ กลายเป็นการดับทุกข์ได้อย่างน่าอัศจรรย์. ถ้าเราจะนำเอาสูตรของปฏิจจสมุปบาท ทุก ๆ แบบมาดูพร้อม ๆ กัน จะทำให้มองเห็นได้ชัดทีเดียวว่า เรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องกินเนื้อที่หรือเวลา คร่อมกันถึง ๓ ภพ ๓ ชาติ มาก (ตามความหมาย ในภาษาคนธรรมดา ) เลย. ๙. ปฏิจจสมุปบาท เป็นเรื่องของขณิกวาท ไม่ใช่สัสสตวาท, ดังนั้น คำว่า เกิด คำว่า ชาติ เป็นต้น ย่อมหมายถึงการเกิด ในขณะแห่งปฏิจจสมุปบาท สายหนึ่ง ๆ ในชีวิตประจำวันของคนธรรมดา, คือเผลอสติเมื่อมีการกระทบทางอายตนะ ครั้งหนึ่ง ตามที่กล่าวไว้ในข้อ ๑. นั่นเอง, รู้ได้ง่าย ๆ เช่นเกิดโลภ, หรือโกรธ, หรือหลง, ครั้งหนึ่ง ๆ ก็มีการเกิดแห่งตัวกูชาติหนึ่ง ๆ เสร็จไปแล้ว. ถ้าใครยังรักที่จะ ใช้คำว่า ชาตินี้ ชาติหน้าอยู่ ก็จงถือเอาชาติในลักษณะขณิกะ เช่นนี้ก็ยังได้, " ยังจะ ตรงตามความเป็นจริง เป็นสันทิฏฐิโก และมีประโยชน์กว่า ที่จะถือเอาการเกิดตาม ภาษาคน ( คือออกจากท้องแม่ครั้งหนึ่ง ) ซึ่งไม่ใช่ภาษาปฏิจจสมุปบาทที่เป็นภาษา ขณิกวาท, และทำให้เข้าใจเรื่องปฏิจจสมุปบาทไม่ได้. เราควรจะชอบชาติหน้า ที่ใกล้ ๆ ที่คว้าถึง และจัดการได้ตามต้องการ ดีกว่าชาติหน้าที่ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน ๑๐. ปฏิจจสมุปบาทสำหรับพูด นั้นเป็นปรัชญา ; ไม่จำเป็น และ ไม่มีประโยชน์อะไรนัก. ปฏิจจสมุปบาทแท้จริง คือการปฏิบัติ เพื่อไม่ให้ทุกข์เกิดขึ้น มาได้ ด้วยการมีสติในทวารทั้งหก เมื่อมีการกระทบทางอายตนะนั่นเอง โดยหลักที่ เรียกว่า สำรวมอินทรีย์ในทวารทั้งหลาย โดยประการที่อาสวะจะไม่เกิดขึ้นได้, ซึ่ง เป็นปฏิจจสมุปบาทฝ่ายนิโรธวารอยู่โดยสมบูรณ์, แม้จะมีชื่อเรียกเป็นอย่างอื่น แต่เป็น เรื่องเดียวกันแท้ .... ปฏิจจสมุปบาทชนิดนี้ตรัสเรียกว่า สัมมาปฏิปทา (๑๖/๕/๒๐).
น.458 ทั้งหมดนี้ เป็นหลักทดสอบเพื่อรู้จักปฏิจจสมุปบาทที่แท้จริง คือปฏิบัติได้ และมีประโยชน์แก่การดับทุกข์โดยตรง : มีความทุกข์เพราะกิเลสครั้งหนึ่ง ก็จัดเป็น ปฏิจจสมุปบาทคราวหนึ่ง หรือรอบหนึ่ง, และ คล้ายกับมีการเกิด ๒ หน คือ เมื่ออายตนะภายนอกและภายในกระทบกัน เกิดวิญญาณขึ้น ในขณะที่ประกอบอยู่ด้วย อวิชชา นี้คือการเกิดขึ้นของวิญญาณ - นามรูป - อายตนะ ซึ่งก่อนหน้านี้ เหมือนกับ มิได้มี เพราะกำลังหลับอยู่. วิญญาณในขณะนี้จึงอยู่ในลักษณะที่พวกสัสสตทิฏฐิจะขนาน นามให้ว่า "ปฏิสนธิวิญญาณ" ครั้นเกิดเวทนาด้วยอำนาจของผัสสะแล้ว ก็จักเกิดกิเลส โดยตรง คือตัณหาอุปาทานอันจะก่อให้เกิดภพ - ชาติ ซึ่งเป็นการเกิดอีกครั้งหนึ่ง, ซึ่ง เป็นการเกิดของอัตตวาทุปาทาน เป็นตัวกู - ของกู อันจะเสวยทุกข์ด้วยปัญหาอันเกิดมา จาก ชาติ - ชรา - มรณะ - โสกะ - ปริเทวะ - ทุกขะ - โทมนัส - อุปายาส, หรือที่เรียก รวม ๆ ว่า ปัญจฺปาทานักขันธ์อันเป็นทุกข์. โค รวมความว่าในปฏิจจสมุปบาทรอบหนึ่ง จะมีการเกิด ๒ หนดังนี้, แต่ไม่จำเป็นต้องตายเข้าโลง จึงจะมีตายหรือเกิด ซึ่งเป็น เรื่องของร่างกายในภาษาคน ไม่ใช่เรื่องปฏิจจสมุปบาทที่พระองค์ตรัสไว้. เรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้ มี ประโยชน์ที่ทรงมุ่งหมาย คือจะกำจัดเสียซึ่ง อัตตานุทิฏฐิ หรือความสำคัญว่าตัวตน ให้ชัดเจนลงไป, ลำพังแต่จำแนกให้เห็นว่า ขันธ์ห้าเป็นอนัตตา อย่างนั้นอย่างนี้ มันยังไม่พอ จึงต้องแสดงให้เห็นชัดด้วย ลักษณาการของปฏิจจสมุปบาท, ว่า ขันธ์ทั้งหลายนี้ เพิ่งเกิดเมื่อมีอาการ ๑๑ อาการ ของปฏิจจสมุปบาทเกิดขึ้นครบถ้วน โดยหลักที่ว่า "เพราะสิ่งนี้มี, สิ่งนี้จึงมี, ฯลฯ". นี่ทำให้เห็นอนัตตาชัดลงไป ทั้งที่ตัวกิเลส, ตัวกรรม, และตัววิบากของกรรม ; หรือ อีกอย่างหนึ่งก็ว่า เป็นอนัตตาทั้งที่ตัวเหตุ และตัวผล ตลอดไปไม่เว้นระยะ. ถ้าไม่ แจ่มแจ้งในอาการของปฏิจจสมุปบาท, เพียงแต่ได้ฟังว่าเบญจขันธ์เป็นอนัตตา ; ก็อาจ จะเกิด ความฉงนอย่างน่าขบขัน ดังเรื่องของภิกษุรูปหนึ่งในปุณณมสูตร ชัชชนิยวัดค์ สังยุตตนิกาย ว่า "ท่านผู้เจริญทั้งหลายเอ๋ย ได้ยินว่าขันธ์ทั้งห้า เป็นอนัตตา,
น.459 กรรมทั้งหลายที่อนัตตากระทำ จะถูกต้องอัตตา ที่กระทำได้อย่างไร" ดังนี้, (๑๗/๑๒๖/๑๙๒). ข้อนี้เป็นการเห็นอนัตตาครึ่งท่อนตามที่ได้ฟังว่าขันธ์เป็นอนัตตา, พอจะมองเห็นได้, แต่ครั้นถึงคราวที่การทำกรรมมีผล ก็กระโดดออกไปรับเอาผลนั้น มาเป็นของตน สุขหรือทุกข์ก็ตาม, ทำให้เกิดอาการเล่นตลกขึ้นมา. แต่ถ้ามีความ แจ่มแจ้งในอาการของปฏิจจสมุปบาทแล้ว ความหลงชนิดนี้ ก็เกิดขึ้นไม่ได้. ผู้ที่เข้าใจแจ่มแจ้งในหลักของปฏิจจสมุปบาท ที่เป็นณิกวาท ไม่มี อะไรที่เป็นตัวตนดังที่กล่าวแล้วนั้น ก็ยังสามารถที่จะมีชาตินี้ - ชาติหน้า, มีอบาย คือ นรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย, มนุษย์ สวรรค์ พรหม, กระทั่งถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ได้ในกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาทนั้นเอง ด้วยอำนาจการปรุงแต่ง ของอภิสังขารที่เป็นบุญ เป็นอบุญ และเป็นอเนญชา ดังที่ทราบกันดีอยู่แล้ว. ถ้าการ ปรุงแต่งนั้นสำเร็จรูปในตอนเกิดเวทนา, หรือในตอนเกิดชาติก็ตาม, ถ้ามีอาการ เป็นความเดือดร้อนใจ ก็มีความหมายแห่งนรก, ดังที่พระองค์ตรัสเรียกในสูตรที่ ๓ ปปาตวัดค์ สัจจสังยุตต์ว่า นรก ชื่อมหาปริฬาหะ, และในสูตรที่ ๒ เทวทหวัดค์ สหายตนสังยุตต์ว่า ฉผัสสายติกนรก (๑๘/๑๕๘/๒๑๔) เป็นต้น, ซึ่งเป็นนรกจริง หรือน่ากลัวยิ่งกว่านรกใต้ดินของพวกสัสสตทิฏฐิ. และในสูตรที่ ๓ ถัดไป ได้ตรัสถึง สวรรค์ ชื่อ ฉผัสสายติกสวรรค์ ซึ่งเป็นสวรรค์แท้หรือสวรรค์จริง ยิ่งกว่าสวรรค์บนฟ้า ของพวกสัสสตทิฏฐินันเอง. ถ้าเวทนาหรือความทุกข์นั้น เต็มไปด้วยความกลัว ก็เป็น อสุรกาย, ถ้าเต็มไปด้วยความหิวดั่งใจจะขาด ก็คือเปรต, โง่ก็คือสัตว์เดรัจฉาน, ทุกข์พอ ประมาณอย่างมนุษย์ก็เป็นมนุษย์, อร่อยอยู่ด้วยกามารมณ์นานาชนิด นานาระดับ ก็คือ สวรรค์ชั้นต่าง ๆ กัน, และเมื่ออิ่มอยู่ด้วยสุขเวทนาหรืออทุกขมสุขเวทนาในรูปฌาน และ อรูปฌานนานาชนิด ก็คือความเป็นพรหมนานาชนิด อีกนั่นเอง,เป็นของจริงยิ่งกว่า ที่กล่าวว่าจะได้จะถึงต่อเมื่อเข้าโลงแล้ว. ทั้งนี้เพราะตีความหมายของคำว่า โอปปาติกะ
น.460 ในพุทธศาสนาผิดไปนั่นเอง. ใน กระแสนิโรธวาร แห่งปฏิจจสมุปบาทนั้นเอง เราจะหาพบพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่แท้จริง เป็นสันทิฏฐิโก และปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ ยิ่งกว่าพระรัตนตรัย ที่มัวพร่ำเพ้อหากันแต่ปาก ของพวกสัสสตทิฏฐิ อีกนั่นเอง. ชาตินี้ คือปฏิจจสมุปบาทวงปัจจุบัน, ชาติหน้า ก็คือปฏิจจสมุปบาท วงถัดไป ตามลำดับ ๆ. แม้นี้ก็เป็นชาตินี้ ชาติหน้าที่แท้จริง ยิ่งไปกว่าชาติของพวก สัสสตทิฏฐิ ที่เอาการเกิดจากท้องแม่และการเข้าโลง เป็นเครื่องกำหนดนับสิ่งที่เรียกว่า ชาติตามภาษาคน หรือภาษาเด็กอมมือ, ไม่ใช่ภาษาปฏิจจสมุปบาท ของพระพุทธองค์เลย. แม้นี้ก็เป็นเครื่องช่วยได้ดีที่สุดในการศึกษา ให้รู้จักสิ่งที่เรียกว่าปฏิจจสมุปบาท ชนิดที่ เป็นของพระพุทธเจ้า ; มิใช่ของพวกอาจารย์สัสสตทิฏฐิ ที่ว่าเอาเองในยุคหลัง ๆ แล้วก็ ว่าสืบปรัมปราต่อ ๆ กันมาจนบัดนี้. สิ่งที่จะช่วยให้เข้าใจข้อเท็จจริง ที่ว่า ภาษาปฏิจจสมุปบาท หรือภาษา สูงสุดในทางธรรม เป็นสิ่งที่ต่างจากภาษาชาวบ้านธรรมดา ที่ยังต้องเจืออยู่ด้วยสัสสตทิฏฐิ นั้น มีอยู่มากมายหลายอย่าง. ตัวอย่างเช่นสิ่งที่เรียกว่า "สัมมาทิฏฐิ" : สัมมาทิฏฐิ ที่ตรัสไว้ในภาษาคนสำหรับปุถุชนทั่วไปนั้น จะระบุว่ามีโลกนี้โลกหน้า มีบิดามารดา มีนรกสวรรค์ มีกรรมและคนผู้ทำกรรม รับผลกรรม ชาตินี้และชาติต่อๆ ไป ตาม โวหารคนธรรมดาสามัญเข้าใจและยึดถือ. ครั้นมาถึง สัมมาทิฏฐิชั้นกลาง ดังที่ปรากฏ อยู่ในฐานะเป็นองค์แห่งอัฏฐังคิกมรรคนั้น ไม่ทรงระบุเช่นนั้น, ระบุแต่เรื่องทุกข์ กับ ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์เท่านั้น, จะไม่ระบุ หรือยอมรับว่ามีบุคคลผู้ทุกข์ หรือผู้ทำ การดับทุกข์เลย, และก็เรียกว่าสัมมาทิฏฐิด้วยเหมือนกัน. ครั้นมาถึง สัมมาทิฏฐิ ชั้นสูงสุด หรือชั้นโลกุตตระจริง ๆ ดังที่ตรัสไว้ใน สูตรที่ ๕ อาหารวัดค์นิทานสังยุตต์นั้น กลับระบุสูงขึ้นไปอีก คือทิฏฐิที่เห็นปฏิจจสมุปบาทจริงแล้ว ไม่เอียงไปทางอัตถิตา (ความเห็นว่าตัวตนมี) และ ไม่เอียงไปทางนัตถิตา (ว่าตัวตนไม่มี), เพราะเห็น ชัดอยู่แต่ในระหว่างกลาง คือเห็นกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท ซึ่งมีอยู่ว่า "เพราะสิ่งนี้มี
น.461 สิ่งนี้จึงมี ; เพราะสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี" ; ดังนี้. ทุกอย่างมิใช่ตัวตนหรือ บุคคลในความหมายใด ๆ แม้แต่จะกล่าวว่านรกสวรรค์ ก็ไม่มีหนทาง. พแบบ ยิ่งกว่านั้น ยังเรียกการเห็นถึงขนาดนี้ว่า มัชฌิมาปฏิปทา โดยแท้จริงอีกด้วย, (๑๖/๒๑/๔๓) เพราะไม่เอียงไปทางสัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิ แต่ประการใดเลย.เพิก ขอให้สังเกตให้ เห็นว่า สัมมาทิฏฐิในภาษาคน นั้นพูดว่ามีตัวตน, ส่วนสัมมาทิฏฐิในภาษา ธรรม หรือภาษาปฏิจจสมุปบาทนั้น หามีตัวตนไม่. แต่ก็เป็นสัมมาทิฏฐิใน พุทธศาสนาด้วยกันทั้งนั้น. ภาษาคน สำหรับสอนศีลธรรม แก่คนทั่วไป, ภาษาธรรม สำหรับสอนปรมัตถธรรม แก่ผู้มีธุลี ในดวงตาแต่เล็กน้อย สำหรับ จะเป็นอริยสาวกต่อไปเท่านั้น. พระพุทธองค์ต้องตรัสด้วย ภาษา ๒ ภาษา อยู่อย่างนี้เสมอ ; และเรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้ เป็นเรื่องปรมัตถธรรมอันสูงสุด, ไม่ใช่ เรื่องศีลธรรม, ดังนั้นจึงไม่มีตัวตนสำหรับมาท่องเที่ยวเป็นชาติ ๆ จนปฏิจจสมุปบาท สายหนึ่งต้องกินเนื้อที่ หรือเวลาตั้ง ๓ ชาติเลย. ในที่สุดนี้ แต ก็มาถึงปัญหาที่จะต้องทำการวิจารณ์การสอน หรือการอธิบาย ปฏิจจสมุปบาทรอบหนึ่งตั้ง ๓ ชาติ ว่าทำการวิจารณ์ด้วยวัตถุประสงค์อะไร. การสอนปฏิจจสมุปบาทรอบเดียว กินเนื้อที่ ๓ ชาติ ( ตามภาษาคน ) นั้น เป็นที่เข้าใจตรงกันว่า ออกมาจากคัมภีร์วิสุทธิมรรค ของพระพุทธโฆษาจารย์ โดยตรงบ้าง อย่างกำกวมบ้าง, เพราะเท่าที่มีหลักฐานอันเป็นลายลักษณ์อักษร ปรากฏอยู่ ไม่มีคัมภีร์ไหนเก่าเท่าคัมภีร์วิสุทธิมรรค ที่อธิบายเช่นนี้, ดังนั้น การวิจารณ์ของข้าพเจ้าจึงพุ่งไปยังคัมภีร์นั้น หรือผู้ที่เชื่อกันว่าเป็นผู้แต่งคัมภีร์นั้น, ดังที่ปรากฏอยู่ที่หน้า ๓๘๗ แห่งหนังสือเล่มนี้. แต่เมื่อกล่าวให้ถูกต้องแล้ว การวิจารณ์ ไม่ใช่วิจารณ์พระพุทธโฆษาจารย์ เพราะปฏิจจสมุปบาทนี้ เป็นของพุทธศาสนา เป็น ของพระพุทธเจ้า เราต้องช่วยกันมีไว้ศึกษาหรือปฏิบัติในลักษณะที่ถูกต้อง, คือมี ประโยชน์ ; และเราไม่พอใจคำอธิบายของผู้ใด ที่เห็นว่าเขาอธิบายผิดไปจากความ มุ่งหมายของพระพุทธเจ้า, ดังนั้นคำวิจารณ์ ก็มิใช่คำวิจารณ์อะไร เป็นเพียงการ
น.462 แสดงเหตุผลที่ขอให้ย้อนไปพิจารณาพระบาลีเดิม ๆ อันเกี่ยวกับปฏิจจสมุปบาทนี้ กันเสียใหม่, เพื่อทุกคนจะเป็นผู้รู้ได้เอง เห็นได้เอง ว่าเป็นอย่างไร โดยไม่ต้องเชื่อ ข้าพเจ้า หรือเชื่อใครให้ผิดหลักกาลามสูตร. การทำอะไรงมงายไป ตามที่ตรัสห้ามไว้ ในกาลามสูตรทั้ง ๑๐ ข้อนั้นเป็นสิ่งที่ใช้ไม่ได้แน่. เราจะต้องใช้สิ่งที่ตรัสเรียกว่า "ยถาภูตสัมมัปปัญญา" ดังที่ตรัสไว้ในสูตรที่ ๘ มหาวรรค, อภิสมัยสังยุตต์ (๑๖/๑๔๔/๒๒๔) เป็นเครื่องมือตัดสินปัญหาเหล่านี้. สมมติว่า ถ้าข้าพเจ้าจะมุ่ง วิจารณ์พระพุทธโฆษาจารย์จริง ๆ แล้ว ข้าพเจ้าก็จะวิจารณ์ในแง่ว่าคัมภีร์วิสุทธิมรรค ของพระพุทธโฆษาจารย์นั้น เป็นคัมภีร์ที่เพียงแต่เอานิทานต่าง ๆ กับบท วิเคราะห์ศัพท์ทางปริยัติ มาพอกหุ้มให้กับคัมภีร์วิมุตติมรรค, ซึ่งมีอยู่ก่อนแล้ว เท่านั้นเอง. เรื่องมันจะไปกันใหญ่โต และเป็นการวิจารณ์กันจริง ๆ. เดี๋ยวนี้ ข้าพเจ้าต้องการแต่เพียงจะดึงความสนใจของพวกเรา ที่รักพระพุทธเจ้ามากกว่าผู้ใด มาสนใจในคำอธิบายเรื่องปฏิจจสมุปบาท ที่พระองค์ได้ตรัสไว้อย่างมากมาย นั้น กันเสียใหม่, แม้มันจะยากลำบากเพียงไร ก็ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ต้องอุทิศยิ่งกว่าอุทิศ เพื่อให้สิ่งที่ทรงประสงค์จะให้เป็นประโยชน์แก่สรรพสัตว์ เป็นประโยชน์แก่สรรพสัตว์ ได้จริง, ไม่ใช่ให้นอนเป็นหมันอยู่ดังเช่นในบัดนี้ ซึ่งดีแต่เพียงเอาไว้เถียงกัน ในลักษณะที่ไม่มีประโยชน์อะไรเกิดขึ้นมา. เมื่อคำอธิบายของพระพุทธโฆษาจารย์ ไม่ประกอบด้วยเหตุผล ต่อการพิสูจน์ ตามหลักแห่งพระพุทธวจนะ ในสูตรทั้งหลาย อันเป็นปกรณ์ชั้นบาลีแล้ว ก็อาศัยกำลังใจจากกาลามสูตรเป็นต้น นั่นเอง ที่ไม้ซีก พุทธทาส จะงัดไม้ซุงพุทธโฆษาจารย์ไปตามสติกำลัง. แม้จะเป็นที่แย้มสรวลของผู้ใด ก็ยังมีปีติปราโมทย์ ในการกระทำของตนเป็นอย่างยิ่ง, เพื่อว่าความถูกต้องจะเข้ามาสู่ วงการศึกษาเรื่องปฏิจจสมุปบาท อันเป็นเรื่องหัวใจของพุทธศาสนา กันเสียที ดังบาลี สังคีติยทุกัง ที่ยกมาไว้ให้เห็น ในตอนขึ้นต้นของคำชี้แจงนี้แล้ว. พุทธทาส อินทปัญโญ สวนโมกขพลาราม ไชยา ๓๐ กันยายน ๒๕๑๔
Buddhadasa