Buddhadasa.org

โอสาเรตัพพธรรม ตอนที่ ๑๒ — หลักปฏิบัติเกี่ยวกับไตรลักษณ์

โอสาเรตัพพธรรม — คำบรรยายประจำวันเสาร์ ภาควิสาขบูชา พ.ศ. ๒๕๑๔ ณ สวนโมกขพลาราม ไชยา · เสาร์ที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๑๔

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.463 ท่านสาธุชน ผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย, การบรรยายประจำในวันนี้ มีหัวข้อว่า หลักปฏิบัติเกี่ยวกับไตร ลักษณ์ ดังที่ท่านทั้งหลายก็ได้ทราบอยู่แล้ว. ที่จริงเรื่องไตรลักษณ์เป็น เรื่องที่ได้เคยพูดมาแล้วบ่อย ๆ และเขียนมาแล้วก็มาก. สำหรับในวันนี้ จะได้กล่าวถึงเฉพาะวิธีการปฏิบัติ หรือหลักสำหรับปฏิบัติ จำกัด ให้แคบ เข้ามา และหมายถึงปัญหาทางการปฏิบัติที่ได้มีอยู่จริงกับพุทธบริษัทเรา. สำหรับการปฏิบัติเกี่ยวกับไตรลักษณ์นี้ มองเห็นได้ยากจึงไม่ค่อย ได้พูดกัน เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่าไตรลักษณ์นั้นเป็นเพียงลักษณะของสังขาร ; ในชั้นแรก เราจึงมองไม่เห็น ว่าเราจะปฏิบัติในลักษณะนั้นได้อย่างไร เพราะมันเป็นลักษณะของ สังขาร. ๔๓๒

น.464 ทีนี้เราก็คิดดูต่อไปถึงข้อที่ว่า เมื่อสังขารมีลักษณะอย่างนั้น เราควรจะ ปฏิบัติต่อสังขารเหล่านั้นอย่างไร ; นี่แหละคือข้อปฏิบัติที่เกี่ยวกับไตรลักษณ์ เพราะเหตุที่คำว่า "ไตรลักษณ์" เป็นเพียงกฎความจริงของสังขาร นั่นเอง คนโดยมากจึงปฏิบัติได้แต่เพียงออกชื่อว่า พระไตรลักษณ์, ใช้คำว่า "พระ" เติมเข้ามาข้างหน้า เรียกว่า "พระไตรลักษณ์" แล้วก็เคยชินแต่เพียงการออกชื่อด้วย ปาก จนกระทั่งมากลายเป็นคำสำหรับพลั้งปาก : เช่นพลั้งปากว่า พุทโธ ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา; พลั้งปากอย่างนี้ก็มีพลั้งกันอยู่บ่อย ๆ จนเป็นธรรมเนียมไปเลย. อย่างนี้ก็ยิ่งไม่รู้เรื่องของไตรลักษณ์ เพราะเคยชินกับพระไตรลักษณ์จนเกินไป และ เคยชินแต่ในทางพลั้งปาก หรือพูดแต่ปาก เหมือนกับพวกที่เอาพระเครื่องห้อยคอ มีความเคยชินมากเกินไป จนไม่ต้องนึกถึงว่า พระพุทธเจ้าพระองค์จริงนั้นคือ อะไร. เขาถือเสียว่ามีพระอยู่ที่คอแล้ว ก็ไม่ต้องนึกถึงพระพุทธเจ้าอะไรที่ไหนอีก. คนทั่วไปเคยชินกับพระไตรลักษณ์แต่เพียงพลั้งปากกันอย่างนี้ การปฏิบัติจึงมี ไม่ได้, มีได้เพียงพลั้งปาก หรืออะไรทำนองนั้น, ก็เพียงแต่ออกชื่อพระไตรลักษณ์ แล้วก็ออกชื่อไปในฐานะเป็นของศักดิ์สิทธิ์, เห็นได้ตรงที่ว่าได้เติมคำว่า "พระ" เข้าไป เป็น "พระไตรลักษณ์". ที่จริงไตรลักษณ์นั้นเป็นเพียงลักษณะของสังขารคือไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา แล้วทำไมคนชั้นหลังใส่คำว่า "พระ" เข้าไปให้อีก เป็น "พระไตรลักษณ์" นี่ก็แสดงว่าเป็นการนับถืออย่างเดียว ไม่ได้เป็นการปฏิบัติ, นับถือมากเกินไปจนไม่ ต้องปฏิบัติ, ออกชื่อพระไตรลักษณ์ได้วันละร้อยหนพันหนก็ได้ แต่แล้วก็ไม่มีการ ปฏิบัติ. ฉะนั้นคำที่เติมเข้ามาว่า พระนั่นพระนี่นั่นแหละ มักจะเป็นไปในทางแสดง ให้เห็นว่า เป็นความยึดมั่นถือมั่นมากเกินไป; ไม่ได้เป็นเรื่องการปฏิบัติโดยกาย วาจา ใจ อย่างมีสติสัมปชัญญะเลย ; เรื่องพระไตรลักษณ์ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่รวมอยู่ ในประเภทนี้ คือประเภทพูดกันแต่ปาก.

น.465 เดี๋ยวนี้เรากำลังมีปัญหาขึ้นว่า เพียงแต่พูดอยู่แต่ปากอย่างนี้ มันจะได้ ประโยชน์อะไร ? มันคงจะได้ประโยชน์บ้าง แต่ดูว่าจะน้อยเกินไป ไม่เป็นเนื้อเป็นตัว ไม่เป็นจริงเป็นจัง ; จึงต้องเอามาพูดกันให้เข้าใจ และให้มีการปฏิบัติ ความรู้ประกอบ ในการปฏิบัติ เกี่ยวกับ ไตรลักษณ์ ในขั้นแรกจะต้องดูให้ดีว่า สิ่งที่เรียกว่าไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นั้น ตั้งอยู่ในฐานะเป็นหัวใจของศาสนา : กล่าวคือเป็นหัวใจของ พระพุทธศาสนาด้วยเหมือนกัน ซึ่งเล็งไปในทางความรู้ หรือความจริง ; ไม่เหมือน เรื่องศีล สมาธิ ปัญญา. เรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญา นี้ ระบุชัดลงไปที่ตัวการกระทำ ว่าต้องทำอย่างนั้น ๆ อย่างนั้นจึงเป็นหัวใจของพุทธศาสนาที่เห็นได้โดยง่าย ; ส่วน เรื่องไตรลักษณ์ คือไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา นี้เป็นหัวใจของพุทธศาสนาใน ส่วนปัญญา, หรือส่วนการรู้แจ้งแทงตลอดเป็นส่วนใหญ่. ถ้าว่าอีกทีหนึ่งก็ว่า เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาในแง่รวม ๆ กันไปอย่างกว้าง ๆ : เช่นในแง่ของปริยัติ ในแง่ของปฏิบัติ และในแง่ของปฏิเวธ. การที่เรามาเรียนเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อยู่เสมอ, มาพูด มาปรึกษาหารือ มาคิดนึกกันอยู่เสมอ อย่างนี้ก็เป็นเรื่องปริยัติ. )ถ้าเรามีสติระวัง ปฏิบัติต่อสังขารทั้งปวง ให้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อย่างนี้ ไตรลักษณ์จึงจะมาอยู่ในรูปของการปฏิบัติ ; แล้วโอกาสหนึ่ง พอมีการ เห็นแจ้งแทงตลอดอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็เป็นการบรรลุมรรค ผล อย่างนี้ก็ เป็นไตรลักษณ์ ในส่วนปฏิเวธ คือรู้แจ้งแทงตลอด. ถ้าท่านทั้งหลายเข้าใจในข้อนี้ คือสังเกตมองเห็นตามที่เป็นจริงในข้อนี้ ก็จะเห็นไตรลักษณ์ในแง่ของการปฏิบัติได้โดย ถูกต้องและชัดเจน.

น.466 เราพูดถึงไตรลักษณ์กันอยู่เสมอ นี้ก็มีประโยชน์ให้เข้าใจกว้าง ๆ ไปที่ก่อน ว่า ไม่เที่ยงอย่างไร ? เป็นทุกข์อย่างไร ? เป็นอนัตตาอย่างไร ? เป็นพระไตรลักษณ์ หนังสือ, เป็นพระไตรลักษณ์ปากพูด, หรือว่าเป็นพระไตรลักษณ์คิดค้นไปตามเหตุผล แต่ไม่ใช่รู้แจ้งแทงตลอด. มันเป็นเรื่องคิดค้นไปตามเหตุผลที่คนมีปัญญา มีหัวคิด แล้วก็คิดได้ทั้งนั้น แล้วก็จำไว้ได้ด้วย ; อย่างนี้ยังไม่เป็นตัวปฏิบัติแท้ ; เป็นปฏิบัติ ในส่วนปริยัติ, หรือว่าเป็นปริยัติสำหรับให้เข้าใจเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เหมือนที่ เราทำกันโดยมาก ทำกันอยู่ในโรงเรียนโดยเฉพาะ จึงไม่ได้บรรลุมรรค ผล อะไร. ข้อปฏิบัติ เกี่ยวกับ ไตรลักษณ์ ทีนี้เมื่อรู้เรื่องดีแล้วว่า เรื่องไตรลักษณ์เป็นอย่างไร ? แล้วจะปฏิบัติได้ อย่างไร ? นี่จึงค่อยมีหวังว่าจะได้ผล. การปฏิบัติเกี่ยวกับไตรลักษณ์นั้น ขอให้ กำหนดไว้ให้แม่นยำว่า จะต้องแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท หรือ ๒ ชนิด เช่นเดียวกับ การปฏิบัติทั่ว ๆ ไป : - ข้อปฏิบัติประเภทที่ ๑ หรือประเภทแรก ก็คือว่า เราศึกษาให้เข้าใจ แล้วเอามาพิจารณาในลักษณะที่ลึกซึ้ง ด้วยจิตที่เป็นสมาธิอยู่เสมอ ; ให้เห็นความจริง ของสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ที่มีอยู่รอบตัวเรา ซึ่งเป็นที่รักใคร่ยินดี หรือเกลียดชังของเรา เพื่อให้รู้ว่า "สิ่งทั้งหลายทั้งปวงอันใคร ๆ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ว่าเรา - ว่าของเรา" นั่นเอง. นี้เราต้องทำอยู่เป็นประจำ เป็นข้อปฏิบัติที่ต้องปฏิบัติอยู่เป็นประจำ เมื่ออยู่ลับหลังอารมณ์ ข้อปฏิบัติประเภทที่ ๒ ก็คือ เมื่อเผชิญหน้ากันกับอารมณ์ : อารมณ์ ที่จะมาทำให้รัก หรือให้เกลียด หรือให้กลัว หรือให้เป็นทุกข์ อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ก็ต้องอาศัยสิ่งที่เรียกว่า สติ ; ) แล้วก็ ลากเอาความรู้เรื่องพระไตรลักษณ์ที่เคยทำจน

น.467 ชำนาญนั่นแหละ มาใช้ให้ทันท่วงที ... " สติทำให้ระลึกได้ในความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของสิ่งที่เข้ามากระทบ หรือว่ากำลังเกิดขึ้นเฉพาะหน้า, แล้วจตก็เลยเฉยได้ ไม่เกิดอภิชญา ไม่เกิดโทมนัส กับสิ่งเหล่านั้น. นี้เป็นการปฏิบัติอีกแบบหนึ่ง คือข้อปฏิบัติเมื่อเผชิญหน้ากันกับเรื่องที่เกิดขึ้น. เมื่อไม่มีเรื่องเกิดขึ้น เราก็ปฏิบัติลับหลัง : พิจารณาสิ่งทั้งปวงทั้งหมด ทั้งสิ้น โดยรอบด้านรอบตัวว่า เป็นสังขารที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา. ทั้งนี้ก็เพื่อจะเปลี่ยนนิสัยใจคอของเรา เปลี่ยนความเคยชินของเราไปทีละน้อย ๆ ; เพื่อไม่ให้ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งปวง. การปฏิบัติอย่างนี้มีความสำคัญมากเหมือนกัน ถ้าทำอยู่เป็นประจำ นิสัยที่จะยึดมั่นถือมั่นนั้นจะน้อยลง ; หมายความว่าจะยึดมั่นถือมั่น ยาก ; อะไรที่จะมาทำให้เกิดความยินดียินร้ายนั้นทำได้ยาก. ข้อปฏิบัติเมื่ออยู่ลับหลังอารมณ์นี้ เหมือนกับการฉีดยาป้องกันโรคอะไรอย่าง หนึ่งไว้เป็นการล่วงหน้าตลอดไป, เป็นสิ่งที่ทำความปลอดภัย, หรือว่าน่าดูกว่าการที่จะ ปล่อยให้โรคมาถึง แล้วจึงค่อยต่อสู้กัน. แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อโรคมาถึงเข้า เราก็ต้อง ต่อสู้ เหมือนกับการรักษาโรคที่ได้เกิดขึ้นมาแล้วจริง ๆ.ติก อย่างหนึ่งมันเป็นเหมือนกับ การป้องกันอยู่ตลอดเวลา ไม่เกิดโรคขึ้นมาก็ดีไป ; อีกอย่างหนึ่งถ้าเกิดโรคขึ้นมาโดย เหตุใดเหตุหนึ่งเสียแล้ว ก็ต้องมี การรักษา; เราใช้เรื่องพระไตรลักษณ์นี้สำหรับช่วย ตัวเรา ในสองลักษณะอย่างนี้. ตามธรรมดาเราอยู่กับพระไตรลักษณ์เหมือนกับฉีดยาคุ้มกันโรค แต่พอโรค เกิดขึ้น ก็ต้องเปลี่ยนไปใช้ยาชนิดที่จะฆ่าโรคนั้นโดยตรง ; ยาฆ่าโรคก็คือพระไตรลักษณ์ นั้นอีกเหมือนกัน. ฉะนั้นจึงเห็นได้ว่า เราต้องพึ่งพาอาศัยพระไตรลักษณ์ตลอดเวลา ประมาทไม่ได้; พระไตรลักษณ์จะต้องอยู่กับเนื้อกับตัวตลอดเวลา เหมือนที่ฉีดยา เป็นภูมิคุ้มกันโรค ; แล้วพอเกิดโรคก็เป็นภูมิรักษา ทำลายโรคนั้น.

น.468 การปฏิบัติอย่างแรกเป็นเรื่องของปัญญา หรือถ้าเป็นสติก็เรียกว่าสติปัฏฐาน คือ ตั้งหน้าตั้งตากำหนดจิต ฝั่งลงไปในสติ ถึงความจริงของเรื่องไตรลักษณ์นี้, ทำสติปัฏฐานนี้อยู่ตลอดเวลา. แต่แล้วสติปัฏฐานนี้ต้องเอาไปใช้เป็นอาวุธ เป็น เครื่องต่อต้านเฉพาะหน้า ในเมื่อเกิดกรณีที่มีเรื่องขึ้นมาจริง ๆ ถ้าเราไม่ฝึกสติปัฏฐาน ไว้ให้เป็นประจำอยู่ตลอดเวลา มันก็ยากที่จะมีสติขึ้นมาได้ในเมื่อมีอารมณ์มากระทบ. หรือว่ามันยากที่จะมีสติเกิด ระลึกได้ขึ้นมาเมื่อมีอารมณ์กระทบ. แม้มีสติเกิดได้เองบ้าง กำลังของสติก็น้อยเกินไป ไม่ละเอียดลออ ไม่รุนแรงพอที่จะฆ่าอารมณ์นั้น ๆ ได้. ฉะนั้นขอให้เข้าใจหลักปฏิบัติโดยคร่าว ๆ หรือโดยหัวข้อย่อ ๆ ไว้เป็น ๒ ประเภท อย่างที่ กล่าวมานี้ เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่าไตรลักษณ์. ทีนี้เราก็จะได้พูดกันถึงเรื่องราวที่เกี่ยวกับพระไตรลักษณ์นี้ในส่วนที่เป็น ปัญญาที่จะต้องอบรมบ่มไว้ให้เป็นสติปัฏฐานอยู่เสมอ ให้ละเอียดออกไป. ขอให้ทุกคนเข้าใจว่า ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องนั้นจำเป็นก่อน : ไม่ว่าในเรื่องอะไรหมด ต้องมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องนั้น ๆ ก่อน จึงจะมี ประโยชน์. ขอให้นึกถึงเครื่องมือเครื่องใช้ในบ้านในเรือน ถ้าเราไม่รู้จักวิธีใช้แล้ว มันจะมีประโยชน์อะไร ; จะไปซื้ออาวุธที่ดีที่สุด ที่แรงร้ายที่สุด เอามาไว้ประจำตัว แต่แล้วใช้ไม่เป็น ไม่รู้ว่าจะใช้อย่างไร ; อย่างนี้มันก็ไม่มีประโยชน์. นี่เปรียบ เหมือนกับ คนธรรมดาสามัญทั่วไป มีพระไตรลักษณ์ ไว้กับเนื้อกับตัว ในลักษณะ อย่างนี้; และทั้งที่พระไตรลักษณ์นั้นเป็นอาวุธสูงสุด ร้ายแรงที่สุด ขจัดกิเลสได้หมดจด สิ้นเชิง ทำให้บรรลุ มรรค ผล นิพพานได้ ; แต่แล้วใช้ไม่เป็น. หรือเหมือนกับ คนบ้าคนหนึ่ง จะไปซื้อปืนจากพวกฝรั่งราคาตั้งแสนตั้งล้าน วิเศษที่สุด ดีที่สุด เอามาไว้ แล้วก็ใช้ไม่เป็น. นี่มันจะได้แก่พวกเราส่วนมากซึ่งกำลังเป็นกันอยู่อย่างนี้ ; ขอให้ ช่วยกันระมัดระวังสักหน่อย.

น.469 การเข้าใจอย่างถูกต้องทั่วถึง ในสิ่งที่เราจะพึงปฏิบัตินั้น เป็นความ จำเป็นอย่างยิ่ง. นี่แหละคือเหตุผลที่เราจะต้องพิจารณาเรื่องของไตรลักษณ์ ในแง่ ที่เกี่ยวกับการปฏิบัติ. ศึกษาไตรลักษณ์ ให้เข้าใจ แล้วจะเห็นคุณค่า ๑. ข้อแรกที่สุด เราถูกสอนไปแต่ในทางคงทนถาวร จึงไม่รู้จัก ไตรลักษณ์; เป็นเหตุหนึ่งที่เราจะต้องหยิบขึ้นมาดูกันใหม่ หรือเตือนอยู่เสมอว่า ต้องหยิบขึ้นมาดูกันใหม่ คือข้อที่ว่า ธรรมะประเภทนี้มีอยู่แล้วที่เนื้อที่ตัวของเราทุกคน, เต็มอยู่ที่เนื้อที่ตัวของเราทุกคน, ทั้งเนื้อทั้งตัวเต็มอยู่ด้วยพระไตรลักษณ์ ; แต่ แล้วก็มองไม่เห็น. มันเหมือนเส้นผมบังภูเขาบ้าง หรือเหมือนกับว่าหาไม่พบของที่ แขวนอยู่ที่หน้าผากของตัวเองบ้าง ; มันมีการปิดบังในลักษณะอย่างนี้. เส้นผม เส้นเล็ก ๆ บังภูเขาได้ เพราะว่ามันอยู่ในที่ที่บังได้ หรือมีการบังอย่างถูกวิธี. ของที่ ใหญ่กว่าเส้นผมสักหน่อย เช่นนิ้วมือนิ้วเดียว เอามาบังที่ลูกตา ยังอาจบังไม่ให้เห็น อะไรทั้งโลกก็ได้. เดี๋ยวนี้สิ่งที่เรียกว่าไตรลักษณ์นั้นอยู่ที่เนื้อที่ตัว ทั้งเนื้อทั้งตัวของเราแล้ว ทำไมเราจึงไม่เห็น. ไตรลักษณ์มีอยู่ที่เนื้อที่ตัวเต็มไปหมด ตลอดเวลาด้วย แต่เรา ก็ไม่เห็น; เพราะมันมีเส้นผมอะไรบังอยู่. นี้เราจะต้องรู้ถึงข้อที่ว่า เป็นเพราะเหตุ ที่ตั้งแต่เราเกิดมา เราถูกสอน ถูกอบรม, ถูกแวดล้อม ไปแต่ ในทางที่ตรงกันข้าม : เห็นไปในทางคงทนถาวรเรื่อย ; เราจึงไม่รู้จักไตรลักษณ์. ขอให้ไปคิดดูให้ดี ๆ สังเกตดูให้ดี ๆ ว่า พอเราเกิดมาในโลกนี้ เราก็ถูก สอน ถูกแวดล้อมให้มีความคิดนึกไปในทางที่ตรงกันข้ามจากพระไตรลักษณ์. เราถูก สอนให้คิดไป ให้รู้สึกไปในทำนองที่ว่า มันเป็นของทนทานถาวร อะไร ๆ ก็ทนทานถาวร : ทำบ้านทำเรือนก็ทำให้ทนทานถาวร ทำนั่นทำนี่ก็ให้ถาวร. แม้แต่

น.470 ร่างกายนี้ก็ตั้งใจว่าจะให้มันไม่ตาย ให้มันถาวร ; แล้วก็พูดกันแต่เรื่องความสุข สนุกสนาน เอร็ดอร่อย ๆ ทั้งวันทั้งคืน. ที่พูดกันมากที่สุดก็ว่า ตัวกู - ของกู โดยรู้สึกตัวบ้าง ไม่รู้สึกตัวบ้าง ทั้งวันทั้งคืน. อย่างนี้มันจึงเกิดนิสัยที่ตรงข้ามกับ พระไตรลักษณ์ขึ้นมา ; นี้ก็คือเส้นผมที่สามารถบังภูเขา. ๒. อีกอย่างหนึ่งจะต้องรู้ไว้ว่า สัญชาตญาณของคน คิดไปแต่ในทาง ถาวร. สิ่งที่เรียกว่า "สัญชาตญาณ" นั้น คือ ความรู้สึกที่เกิดมีได้เองตามธรรมชาติ ไม่ต้องมีใครสอน : เช่นหนู รู้จักทำรัง นกรู้จักทำรัง หรืออะไรทำนองนี้ เขาเรียก ว่า "สัญชาตญาณ". แมลงผึ้งรู้จักทำรัง, หรือคนเมื่อมีอายุ เติบโตเป็นหนุ่ม เป็นสาว ก็รู้จักการสืบพันธุ์ได้ โดยไม่ต้องมีใครสอน ; มีอะไรอีกมากมายหลายอย่าง อย่างนี้ เขาเรียกว่า "สัญชาตญาณ". สัญชาตญาณ คือญาณ หรือความรู้ที่เกิด ได้เองตามธรรมชาติ ทีนี้สัญชาตญาณของคนเรานี้ เป็นไปแต่ในทางที่จะคิดว่า แน่นหนา ถาวร มั่นคง ไม่แตกไม่ดับ, แล้วก็มีความสุขสนุกสนานเอร็ดอร่อย, แล้วก็มี เป็นตัวกู - เป็นของกู. สัญชาตญาณเดิม ๆ เป็นอย่างนี้อยู่แล้วในสันดาน, พอคลอด ออกมาจากท้องแม่ สัญชาตญาณเดิมก็ติดตามมาด้วย สำหรับจะมาขยายตัวให้มากยิ่ง ๆ ขึ้นไป. ฉะนั้นเด็ก ๆ ของเราที่ไม่ได้รับการอบรมตามหลักของพระอริยเจ้า ย่อมมี ความเจริญก้าวหน้าของสัญชาตญาณ ไปในทางที่ตรงกันข้ามจากพระไตรลักษณ์, มัน จึงเกิดเป็นเส้นผมบังภูเขาอยู่เรื่อยไป, ไม่เห็นพระไตรลักษณ์ ที่มีอยู่ที่เนื้อที่ตัว ทั้งเนื้อทั้งตัวอยู่ตลอดเวลา. นี่เรียกว่าอุปมาเหมือนเส้นผมบังภูเขา, เส้นผมมันอยู่ชิดตากว่า ; มันเลยบัง ได้ง่ายกว่า ทั้งที่มันเล็ก แต่ดูเหมือนกับเราเอาเส้นผมมาบังภูเขาได้. หรือว่าของมัน อยู่ที่หน้าผาก เรามองไม่เห็น ก็เพราะว่า มันอยู่ในลักษณะที่เราไม่มีวิธีมองกัน ; หรือ

น.471 เพราะมองไม่เห็น. เราไปมองแต่ในทางอื่น แม้จะไกลออกไปเท่าไรก็ยังมองเห็น ส่องกล้องก็ยังเห็น ; แต่ที่อยู่ที่หน้าผากนี่กลับมองไม่เห็น. ถ้าของอยู่ท้ายทอย บางที ยังว่าน่าจะมองไม่เห็น ; แต่ของอยู่ที่หน้าผาก ก็ยังมองไม่เห็นอยู่นั่นแหละ. แม้มี เพชรอะไรติดอยู่สักเม็ดหนึ่งที่หน้าผาก ก็มองไม่เห็น. นี้คืออาการที่เรามองไม่เห็น สิ่งที่ประเสริฐที่สุด คือไตรลักษณ์ ที่จะป้องกันไม่ให้เกิดความทุกข์ และบำบัด รักษาความทุกข์ได้ เพิกถอน ความโง่หลง เสียก่อน แล้วพิจารณา ให้รู้จักกฎความจริงในไตรลักษณ์ ทีนี้ก็มาทำความเข้าใจในเรื่องนี้ แปลว่าเรามาเลิก หรือเพิกถอนความโง่ ความเขลา ความหลง กันเสียสักชั้นหนึ่งก่อน : โดยมารู้ว่า "สิ่งที่เรียกว่าพระไตรลักษณ์ นั้นอยู่ที่เนื้อที่ตัว ทั่วไปทั้งเนื้อทั้งตัวของเรา", จะเป็นรูปหรือเป็นเวทนา หรือเป็น สัญญา สังขาร วิญญาณ ส่วนไหน ๆ ก็ตามของสิ่งที่สมมติว่าตัวเรานี้ ล้วนแต่มี ลักษณะเป็นไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทั้งนั้น ; he นี่คือพิจารณาส่วน ข้างในของตัวเรา. ข้างนอกตัวเรา บุตร ภรรยา สามี ของเราก็เป็นอย่างนั้น ; ที่เลวไปกว่านั้น ทรัพย์สมบัติพัสถาน วัว ควาย ไร่ นา เงิน ทอง ข้าวของ อะไร ๆ มันก็เป็นอย่างนั้น เช่นเดียวกัน ; คือชวนกัน รู้จักความมีลักษณะไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ทั่วไปให้หมดทั้งโลก, ในบรรดาสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นสังขาร เป็นอย่างนี้ ทั้งนั้น. แม้จะถูกใครยึดถือว่าของตน หรือไม่ถูกใครยึดถือว่าของตน มันก็เป็น อย่างนี้ทั้งนั้น ; ไม่ว่าจะเวลาไหน ยุคไหน มันก็ล้วนแต่เป็นอยู่อย่างนั้น ไม่มีใคร บังคับได้ มันมีลักษณะเหมือนกับเป็นพระเจ้าเสียเอง. ฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึง ตรัสว่า : -

น.472 อุปปาทา วา ภิกขเว ตถาคตานิ อนุปปาทา วา ตถาคตาน์. - ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย, เพราะว่าตถาคตทั้งหลายเกิดขึ้นก็ตาม หรือเพราะว่าตถาคตทั้งหลาย ไม่เกิดขึ้นก็ตาม ; ธิตา ว สา ธาตุ ธมมฏฐิตตา ธมฺมนิยามตา - ธาตุนั้น ย่อมตั้งอยู่ โดยความเป็นธัมมฐิติเป็นธัมมนิยาม ว่า : สพฺเพ สงฺขารา อนิจจาติ - สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนิจจัง เป็นของไม่เที่ยง, สพฺเพ สงฺขารา ทุกชาติ - สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นทุกข์, สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาติ - ธรรมทั้งหลาย ทั้งปวงเป็นอนัตตา. ตํ ตลาดโต อภิสมพุชฌติ อภิสเมติ - ตถาคตได้รู้พร้อม เฉพาะแล้ว เข้าถึงพร้อมเฉพาะแล้วซึ่งธรรมธาตุอันนั้น. อภิสมพุชฌิตวา อภิสเมตวา ครั้นรู้พร้อมเฉพาะ ถึงพร้อมเฉพาะ ดังนั้นแล้ว, อาจิกฺขติ - ย่อมบอก, เทเสติ - ย่อมแสดง, ปญฺญเปติ - ย่อม บัญญัติ, ปฏฺธิเปติ - ย่อมตั้งไว้เฉพาะ, วิวรติ - ย่อมเปิดเผย, วิภชติ -ย่อม จำแนก, อุตตานี กโรติ -ย่อมกระทำให้เป็นของง่าย ว่า : สพฺเพ สงฺขารา อนิจจา - สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง, สพฺเพ สงขารา ทุกขา - สังขาร ทั้งหลายทั้งปวงเป็นทุกข์, สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาติ - ธรรมทั้งหลายทั้งปวง เป็นอนัตตา ดังนี้. นี้คือพระพุทธภาษิตในพระบาลี ติกนิบาต อังคุตตรนิกาย, และยังมี ที่อื่นอีก. ขอให้ท่านทั้งหลายกำหนดจดจำข้อความนี้ไว้ด้วย ; เพราะว่าเป็นเครื่องให้ เกิดกำลังขึ้นมา สำหรับที่จะเชื่อ หรือว่าสำหรับที่จะเอาจริงเอาจัง, สำหรับจะกลัว สำหรับจะละอาย ไม่รีรอชักช้ำอยู่. ทั้งนี้พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้เป็นใจความว่า : พระพุทธเจ้าจะเกิดหรือไม่เกิด กฎความจริงอันนี้มันมีอยู่อย่างนั้น พระพุทธเจ้า ไม่เกิดมันก็มีอยู่อย่างนี้ พระพุทธเจ้าเกิดมันก็มีอยู่อย่างนี้ ; คือมีอยู่ว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นั่นเอง.

น.473 บรรดาสิ่งทั้งหลายที่เป็น สังขาร คือมีเหตุปัจจัยปรุงแต่งแล้ว ก็ย่อม ไม่เที่ยง และเป็นทุกข์. บรรดาสิ่งทั้งหลายทั้งที่เป็น สังขาร ทั้งที่เป็น วิสังขาร ก็ล้วนแต่เป็นอนัตตา : ไม่มีภาวะแห่งความเป็นตัวเป็นตน. ขอให้นึกถึงข้อที่ว่า พระพุทธเจ้าท่านมายืนยันให้พวกเราทราบว่า : ตถาคต เกิดขึ้นมันก็เป็นอย่างนี้ ตถาคตไม่เกิดขึ้นมันก็เป็นอย่างนี้. เดี๋ยวนี้ตถาคตเพียง แต่รู้, รู้แจ้งเห็นจริงในข้อนี้ แล้วจึงเอามาบอกให้ทราบ. เพราะว่าคนเป็นอันมากยัง ไม่ทราบ เอามาแสดงให้มันแพร่หลายออกไป, เอามาบัญญัติเป็นกฎเป็นเกณฑ์สำหรับ ศึกษาเล่าเรียนกำหนดจดจำ, เอาขึ้นมาตั้งไว้ให้เด่น ให้เห็นความจริงเป็นข้อเท็จจริง ที่เด่นเห็นได้แต่ไกล ; เหมือนกับดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ลอยเด่นอยู่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าทรงประสงค์ให้เราเห็นความจริงเด่นชัด แล้วทรงเปิดเผย ; นี้หมายความว่า ก่อนนี้มันเร้นลับ มันปกปิด มันคว่ำ พระพุทธเจ้าทรงกระทำให้ เปิดเผยออกมา ; แล้วทรงจำแนกแจกแจงออกไปโดยรายละเอียดเพื่อให้เข้าใจแจ่มแจ้ง ทั่วถึง และไม่คลุมเครือ. ดังบทสุดท้ายที่มีคำว่า อุตตานี กโรติ กระทำให้เป็นของ ง่าย หรือของหงาย ; หมายความว่าก่อนนี้เป็นของยากที่สัตว์ทั้งหลายจะเข้าใจ เหมือน กับของคว่ำอยู่ ; พระพุทธเจ้าทรงหงาย แล้วก็ทรงแสดง ทรงเปิดเผย ทรงชี้แจง ทรงทำให้มันง่าย พอที่คนทั้งหลายจะเข้าใจได้ง่ายว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา อย่างนี้. พวกเรานับว่ามีโชคดี ที่เกิดมาในยุคในสมัย ที่ยังมีพระพุทธเจ้าอยู่ โดย พระคุณคือคำสั่งสอนของพระองค์ยังอยู่ ; กล่าวได้ว่าเกิดทันในศาสนาของพระพุทธเจ้า ; มีโชคดีกว่าคนที่เกิดมาไม่ทันศาสนา ไม่ได้ยิน ไม่ได้ฟัง ไม่มีโอกาสที่จะได้ยินได้ฟัง. เรามีโอกาสได้ยินได้ฟัง ; แต่แล้วมันก็ยังมีทางที่จะกลายเป็นอย่างอื่น คือสักว่าฟัง แต่แล้วก็ไม่เข้าใจ.

น.474 ทีนี้ การปฏิบัติมันก็อยู่ตรงที่ว่า จะต้องทำความเข้าใจว่าไม่เที่ยง เป็น ทุกข์ เป็นอนัตตานั้นเป็นอย่างไร? คำอธิบายเกี่ยวกับไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา นี้พูดกันมามากมายแล้ว, จะคงพูดแต่เพียงหัวข้อ หรือใจความสำคัญ. แต่ก็อีก นั่นแหละ มันจะเข้าตำราเดียวกันไปหมดที่ว่า ไม่เอาจริงเอาจังกันในส่วนการ ปฏิบัติ หรือไม่มีการปฏิบัติเสียเลย. เราพูดกันแต่เรื่องว่า อย่าทำชั่ว ทำความดี ; แต่แล้วก็ไม่ได้ทำ ; เพราะเราบังคับตัวเองให้ทำดีไม่ได้. เราพอจะรู้ว่าอะไรชั่ว อะไรดี แต่แล้วก็ทำความดีไม่ได้, ทั่ว ๆ ไปก็มี ลักษณะอย่างนี้; ไม่มีอะไรมาบังคับให้ทำดี. เรื่องไตรลักษณ์นี้ก็เหมือนกัน พอจะ รู้จักว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นอย่างไร ; แต่แล้วก็ ปฏิบัติให้เห็นจริงเห็นจัง ไม่ได้; เราจึงมีความทุกข์กันอยู่ในโลกนี้ทั่วไปทั้งโลก ทั้งโลกไม่ยกเว้นใคร. คนทั้งหลายตามธรรมดามืดบอดหลับอยู่ ด้วยความไม่เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ; ไม่รู้ ว่าอะไรเป็นอย่างไร, ไม่รู้ว่าโลกเป็นอย่างไร. คนทั้งหลายก็เลยหลับตาทำไป ตามอำนาจ ของกิเลส จึงได้กระทำอย่างเป็นอันธพาล; เพราะฉะนั้นความเป็นอันธพาลทั้งช่วง ทั้งหมด ทั้งสิ้น ทุกชนิดนี้ ตั้งรากฐานอยู่บนการไม่เห็นพระไตรลักษณ์. ความเห็นแก่ตัว หรืออันธพาล ทำให้ไม่เห็นไตรลักษณ์ ขอให้ช่วยไปคิดไปนึกกันทุก ๆ คน ด้วยว่า ความเป็นอันธพาลในโลกนี้ มีรากฐานอยู่บนการที่คนเราไม่เห็นพระไตรลักษณ์ ; พอเห็นพระไตรลักษณ์เท่านั้น อันธพาลจะหมดไป. ทีนี้เราจะพูดถึงคำว่า "อันธพาล" กันสักหน่อย ; ผู้ที่เรียกตัวเองว่าเป็น อุบาสก เป็นอุบาสิกา เป็นภิกษุ เป็นสามเณร ก็ยังเป็นอันธพาลได้. His ฟังดูไม่น่าเชื่อ แต่จริงที่สุด : ภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา เป็นอันธพาล มีอยู่มากในโลกนี้ ในเวลานี้ กระทั่งว่าในวัดนี้ ; เพราะไม่รู้ว่า อะไรไม่เที่ยง : อะไรเป็นทุกข์

น.475 อะไรเป็นอนัตตา อย่างไร. อันธ - แปลว่า มืด, พาล แปลว่า อ่อน หรือโง่. ต้องจำคำว่า "อันธ" - อันธนี้แปลว่ามืด เช่น มืดแห่งกลางคืน ; อันธ แปลว่ามืด หรือบอด, แล้ว พาล แปลว่าอ่อนเหมือนเด็กอ่อน ซึ่งยังโง่อยู่. " ถ้าภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ยังโง่ - ยังอ่อน ต่อพระไตรลักษณ์ ไม่รู้อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ชนิดที่จะป้องกันกิเลสได้ หรือว่าแก้ไขกิเลสได้แล้ว , เขาเหล่านั้นก็ยังเป็นอันธพาล. นี้เป็นสิ่งที่ต้องคิดดูเป็นข้อแรก. อันธพาล ชนิดที่เรียกว่าเที่ยวเกเรรังควาน, เป็นอันธพาลอยู่ตามถนน หนทางที่นั่นที่นี่ เที่ยวจี้ เที่ยวขโมย เที่ยวทำอะไรต่าง ๆ, นั้นก็เป็นอันธพาล อย่างเลว ออกไปอีก ; นี่ก็เพราะไม่เห็นไตรลักษณ์. ถ้าคนเหล่านี้มองเห็น ไตรลักษณ์ เหมือนพระพุทธเจ้าท่านสอนแล้ว เขาจะทำอย่างนั้นไม่ได้ ; เขาจะเขยิบ ฐานะเหมือนผู้เป็นภิกษุสามเณรมองเห็นไตรลักษณ์แล้ว ก็บรรลุมรรค ผล พิพพาน ไปได้. ถ้า "อันธพาล" ตามข้างถนนเห็นพระไตรลักษณ์บ้าง ก็จะหยุดความเป็นอันธพาล ได้: เพราะมีความรู้ว่าอะไรเป็นอย่างไร ; รู้ว่าคนเราเกิดมาทำไม, จะไม่เป็นอันธพาล เลวไปอีก. มองดูให้กว้างออกไปอีก ทั้ง โลกก็เป็นอันธพาล : เป็นนักศึกษาอันธพาล เป็นสุภาพบุรุษอันธพาล เป็นนักการเมืองอันธพาล เป็นนักปกครองอันธพาล เพราะ เหตุที่ไม่รู้จัก อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ; แล้วก็ทำให้โลกนี้วุ่นวายไปด้วยการ เบียดเบียน. โลกยังเต็มอยู่ด้วยการเบียดเบียนอยู่เพียงใด ก็ชื่อว่ายังมีคนอันธพาลอยู่ ในโลกเพียงนั้น ; วาง เพราะคนในโลกส่วนใหญ่เป็นคนมืด เป็นคนบอด ; ไม่เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, ไม่จัดไม่ทำสิ่งทั้งหลายทั้งปวงไปในลักษณะที่จะทำให้เกิด สันติภาพ หรือเกิดความสุข. ฉะนั้นจึงเรียกว่ากำลังเป็นอันธพาลกันอยู่ทั้งโลก หรือ ว่าโลกส่วนใหญ่เป็นอันธพาล ; มีไม่กี่คนที่ไม่เป็นอันธพาล และมีอยู่เป็นส่วนน้อย ก็เลยมองไม่เห็น ; มองทีไรเห็นเป็นอันธพาลไปทั้งโลก คือมีแต่ความเห็นแก่ตัว.

น.476 ขอให้จำคำ ๆ นี้ไว้ให้เป็นพิเศษว่า "มีแต่ความเห็นแก่ตัว", ทุกหัวระแหง มีแต่ความเห็นแก่ตัว. ฉะนั้นจึงคิด จึงพูด จึงทำ ไปแต่ ในทางที่จะเอาเปรียบ ผู้อื่น ทำลายผู้อื่น. เพื่อได้ประโยชน์ของผู้อื่นมาเป็นของตัว ; อย่างนี้ทั้งนั้น. นี่ขอให้มองดูความสำคัญของพระไตรลักษณ์ ว่าเมื่อขาดไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ; และเมื่อ โลกนี้ขาดปัญญาในข้อนี้ไปแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นในโลกนี้. นี้เป็นข้อเท็จจริงของ พระเจ้า กล่าวคือสิ่งที่มีอำนาจสูงสุดเหนือสิ่งใด ; ทำนองเดียวกับที่พระพุทธเจ้าตรัส : ว่า ตถาคตเกิดขึ้นก็ตาม ตถาคตไม่เกิดขึ้นก็ตาม สิ่งนี้จักต้องเป็นอย่างนี้อยู่เสมอไป. นี่มีความเด็ดขาดแน่นอนอย่างนี้; แล้วคนก็ไม่รู้ คนก็ไปคิดเอาว่า "เราจะทำอะไร ได้ตามชอบใจของเรา", แล้วจึงทำไปตามความเห็นแก่ตัวของตัว, จึงได้มีแต่ ความทุกข์เต็มไปทั้งโลก. ถ้าเรามองเห็นข้อนี้จะเกิดกำลังอันหนึ่งขึ้นมา คือกำลังที่จะ เป็นแรงผลักดันให้ประพฤติปฏิบัติได้. เดี๋ยวนี้แม้เรารู้ว่า อะไรดีอะไรชั่วแล้ว เราก็ยังปฏิบัติไม่ได้ เพราะขาด กำลังที่จะมาทำให้เกิดการปฏิบัตินี้ได้ ; ฉะนั้นถ้ามัวแต่พูดกันให้เหนื่อยเปล่า ๆ ว่า จงทำดี เว้นชั่ว, หรือว่าอะไรทำนองนี้, โดยไม่มีการปฏิบัติอย่าง "ทำดี เว้นชั่ว" โลกก็ยังต้องเต็มไปด้วยคนชั่วอยู่นั่นเอง. ในวงพุทธบริษัทโดยเฉพาะนี้ก็เหมือนกัน ถ้าพูดกันแต่เรื่องไตรลักษณ์จน ใช้คำว่า “พระไตรลักษณ์" แล้วก็พลั้งได้ แม้เมื่อลื่นหกล้มก็ยังพลั้งออกไปเป็น ไตรลักษณ์ ; แม้อย่างนี้ก็ยังคุ้มอะไรไม่ได้ เพราะไม่เป็นพระไตรลักษณ์จริง, เป็น พระไตรลักษณ์แต่ปาก. ฉะนั้นเราต้องพยายามศึกษาให้มาก จนเกิดความกลัว ว่า ถ้าไม่มีพระไตรลักษณ์แล้ว จะเป็นความสูญเสียหรือวินาศ หรืออะไรอย่างร้ายแรง ถึงที่สุด.

น.477 คนไม่กลัวความทุกข์ จึงประมาท ต่อพระไตรลักษณ์ ทีนี้ เราจะคิดอย่างไร ? เราจะพิจารณากันอย่างไร ? จึงจะเกิดความ กลัวอันนี้ขึ้นมา คือเกิดความไม่ประมาทขึ้นมา. . เดี๋ยวนี้เราอยู่ด้วยความประมาท โดยรู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้าง ; แล้วเราจะคิดกันอย่างไร ที่จะให้เกิดความไม่ประมาท ขึ้นมาได้. แนวของการคิด ก็คิดเป็นลำดับมา อย่างที่ได้กล่าวมาบ้างแล้ว : ว่าเรื่อง ไตรลักษณ์เป็นอย่างนี้ เด็ดขาดตายตัว เป็นกฎของธรรมชาติ เป็นกฎของธรรมะ ไม่เห็นแก่หน้าใคร ; ใครจะรู้หรือใครจะไม่รู้ ธรรมชาติก็ไม่ให้ความผิดแปลกแตกต่าง อะไรกัน. เหมือนกับกฎหมายบ้านเมือง เขาถือว่า ใครจะบอกว่าไม่รู้ นี้ ไม่ได้ : จะรู้หรือไม่รู้ก็ตามใจ ถ้าทำผิดแล้วต้องเป็นผิด กฎธรรมชาติก็เป็นอย่างนั้น ; แต่มันยิ่งกว่ากฎหมาย ; เพราะว่ากฎหมายนี้ทำขึ้นด้วยคน ปฏิบัติด้วยคน รักษาด้วยคน วินิจฉัยด้วยคน. กฎหมายยังมีเผลอ มีพลั้ง มีผิดพลาดได้ ; แต่ส่วน กฎธรรมชาตินั้น เป็นไปโดยธรรมชาติ มันไม่ใช่คน ; มันยิ่งกว่าคน เป็นเหมือนกับพระเจ้า, เป็น พระธรรมที่ ไม่รู้จักผิดพลาด แกไม่รู้จักง่อนแง่นคลอนแคลนไปตามสิ่งที่เข้ามาประเล้า ประโลม. เดี๋ยวนี้ในโลกนี้เรายังถือกันว่ามีความยุติธรรมด้วยกฎหมาย ; แต่แล้วผู้ถือ กฎหมาย ผู้รักษากฎหมาย ผู้วินิจฉัยกฎหมายนั้น ยังง่อนแง่นคลอนแคลนได้. เรา อย่าไปหวังอาการอย่างนี้กับ กฎของพระธรรม; ต้องถือว่า เป็นสิ่งที่เด็ดขาด ไม่มี ง่อนแง่นคลอนแคลน, จะมีผลตรงไปตรงมา : ทำอย่างนั้นลงไปจะต้องมีความทุกข์, ทำอย่างนี้จะต้องไม่มีความทุกข์ หรือจะต้องดับทุกข์ได้; เป็นของตายตัวอยู่อย่างนี้. กฎธรรมชาติอันนี้เป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องรู้ ไม่รู้ไม่ได้ ; เว้นไว้แต่ว่ายอม เป็นทุกข์. มันเป็นกฎที่มนุษย์จะต้องรู้ สำหรับที่จะไม่เป็นทุกข์ ; ถ้าไม่รู้ ก็จะต้องมี

น.478 การทำผิด แล้วก็จะต้องเป็นทุกข์ ; นี้ก็น่ากลัวพอสมควรอยู่แล้ว. ขอให้คิดกันให้ มาก คือกลัวความทุกข์ ; ถ้าถึงขนาดที่ไม่กลัวความทุกข์แล้ว พระเจ้าก็ช่วยไม่ได้, พระพุทธเจ้าก็ช่วยไม่ได้ ; ถ้าคนไม่กลัวความทุกข์แล้ว ไม่มีใครช่วยได้. ฉะนั้น ควรจะต้องมีอะไรสักอย่างหนึ่ง ที่ช่วยกันในเบื้องต้น พอให้คนได้รู้จักกลัวความทุกข์. มันก็ไม่มีอะไร นอกไปจาก การทำให้รู้จักสิ่งที่เรียกว่าความทุกข์จริง ๆ แล้วจะ กลัวทุกข์. การที่ ไม่กลัวความทุกข์ก็เพราะไม่รู้จักความทุกข์จริง ๆ. คนไปกลัวผี กลัวเสือ กลัวคน กลัวโรค กลัวเจ็บไข้ มีมากมาย ; แต่เขาไม่กลัวสิ่งที่น่ากลัวกว่า คือความทุกข์ ; เพราะมองไม่เห็น ไม่เข้าใจสิ่งที่เรียกว่าความทุกข์ กลับไปเห็นความ ทุกข์เป็นความสุขไปเสียก็มี แม้ว่าจะไม่พูดถึงขนาดที่ว่าเป็นความทุกข์ที่เห็นได้ชัด มันก็ยังมีเรื่องที่จะ ต้องพูด ให้รู้กันอีกมาก. สำหรับคนที่มีจิตใจสูง พอที่จะกล่าวได้ว่า รู้จักกลัวความ ทุกข์แล้ว ; นี้ก็คือข้อที่ว่า คนที่จิตใจสูง รู้จักกลัวความทุกข์บ้างแล้วนั้น ยังโง่ ยังตื่นเต้น ยังหลงใหลต่อสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง. ความโง่หลงนี้มันก็ เป็นความทุกข์เหมือนกัน ; แต่เป็นความทุกข์ที่คนมองไม่เห็นว่าเป็นความทุกข์, กลับ เห็นเป็นความสนุกไปเสียก็มี พอใจไปเสียก็มี : เที่ยวตื่นเต้นนั่นนี่ เที่ยวหลงใหล มัวเมานั่นนี่ หรือบางทีโง่อยู่นั่นแหละ กลับคิดว่าสบายที่สุด ; เขาจะรู้สึกอย่างนั้น เมื่ออยู่ด้วยความโง่กลับรู้สึกว่าสบายที่สุด เพราะคิดอะไรไม่เป็น คิดอะไรไม่ได้ ปล่อยมัน ทึม ๆ ไปอย่างนั้น รู้สึกว่าสบายดีเหมือนกัน. นี้ก็คือคนที่ ไม่รู้จักพระไตรลักษณ์ อีกนั่นเอง. ถ้ารู้จักพระไตรลักษณ์ก็จะหายโง่ หายหลง หายตื่นเต้น ในสิ่งทั้งหลาย ทั้งปวง ถึงขนาดที่จะเรียกว่าไม่หัวเราะไม่ร้องไห้, คืออะไรจะมาทำให้หัวเราะ ก็ไม่ได้ ; เพราะรู้จักสิ่งนั้นดี. ไม่หัวเราะ ไม่หลงไปจนถึงรักถึงอะไร จนถึงกับ

น.479 หัวเราะได้ ; แล้วก็ไม่ร้องไห้, คือจะไม่กลัวอะไรนั่นเอง. เดี๋ยวนี้เพราะเราไม่รู้ ว่าอะไรเป็นอะไร เราก็ดีใจ ยินดีร่าเริง หัวเราะร่า ในเมื่อได้อย่างใจ, แล้วก็ ร้องไห้ ในเมื่อไม่ได้อย่างใจ. นี่คือพวก "คนอันธพาล" คนทั่วไปอาจจะไม่เรียก คนเหล่านี้ว่า "คนอันธพาล" หรือคนผิดปกติ; แต่พระอรหันต์ หรือพระพุทธเจ้า ท่านมองคนชนิดนี้ไปในลักษณะที่เป็น "คนอันธพาล" เป็นคนโง่. ดังเช่น เราชอบเต้นรำกัน สวยงามอย่างนั้นอย่างนี้ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ในอริยวินัยนี้ การเต้นรำคืออาการของคนบ้า ; แต่ชาวโลกทั่วไปทั้งโลกในปัจจุบันนี้ เขานิยมการเต้นรำว่าเป็นวัฒนธรรม เป็นของดี เป็นประโยชน์ เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่มีใครว่าใครบ้า ; เว้นแต่ในหลักธรรมอริยวินัยของพระอริยเจ้านั้นถือว่า การเต้นรำ เป็นอาการของคนบ้า, การหัวเราะเป็นอาการของเด็กอ่อน, การร้องเพลงเป็น การร้องไห้ ; คำกล่าวเหล่านี้มีอยู่ในบาลี. . เพราะว่าเมื่อใจอยู่ในระดับสูงแล้ว จึง มองเห็นลักษณะดังที่กล่าวมาอย่างนี้ได้ ส่วนคนธรรมดาทั่วไป ไม่ไปว่าใครว่าเป็นบ้า ทั้งที่ว่าเขาเหล่านั้นเดี๋ยวหัวเราะเดี๋ยวร้องไห้ ; .. อะไรมาทำให้น่าชอบใจก็หัวเราะ, อะไรมาให้น่ากลัวก็กลัว, ก็วิ่งหนีก็ร้องไห้ ; เพราะคนธรรมดาใจยังไม่สูงเหมือน พระอริยเจ้า. คำว่าเป็น "คนบ้า" หรือเป็น "คนอันธพาล" หรืออะไรนี่ มีหลายความ หมาย ; แต่ดูกันง่าย ๆ ก็คือว่ามันปรกติอยู่ไม่ได้. คนที่ไม่รู้พระไตรลักษณ์โดย แท้จริงนั้นมันปรกติอยู่ ไม่ได้ : เดี๋ยวก็จะหัวเราะ เดี๋ยวก็จะร้องไห้เสมอไป. แล้ว ก็ไปคิดดูเอาเองว่า เดี๋ยวหัวเราะเดี๋ยวร้องไห้, เดี๋ยวหัวเราะเดี๋ยวร้องไห้, อย่างนี้เป็น คนดีหรือคนบ้า แล้วมันน่าเหน็ดเหนื่อยไหม ? เทียบกันกับอยู่โดยปรกติ โดยไม่ต้อง ร้องไห้ โดยไม่ต้องหัวเราะนี้ อันไหนจะดีกว่ากัน ? ในที่สุดก็จะมองเห็นคุณของพระไตรลักษณ์ ที่จะทำให้คนไม่ต้องหัวเราะ ไม่ต้องร้องไห้ : คือไม่ไปเป็นทาสของอารมณ์ : เดี๋ยวไปเป็นทาสของอารมณ์ที่ทำให้ ยินดีก็ยินดี, เดี๋ยวไปเป็นทาสของอารมณ์ที่ทำให้ยินร้ายก็ยินร้าย ; แล้วก็ยินดียินร้าย

น.480 อย่างนี้อยู่ตลอดชีวิต, เป็นการดิ้นรนอยู่ตลอดเวลา ไม่ถึงกับเป็นทุกข์มากมาย ; แต่ เป็นความทุกข์อย่างลึกซึ้ง ซ่อนเร้นอยู่ในความดิ้นรนนั้น. ถ้ามองเห็นคุณของพระ ไตรลักษณ์นี้แล้วจะทำให้หยุดดิ้นรนได้. ถ้าทำได้มากถึงขนาดแล้ว พระไตรลักษณ์นี้จะทำให้เย็นเป็นนิพพาน ชนิดใดชนิดหนึ่ง, เย็นเป็นนิพพานอย่างชั่วครั้งชั่วคราวก็ได้, นิพพานจริงที่มาก ขึ้นไปๆ ก็ได้. เรื่องเย็นเป็นนิพพานนี้เราพูดกันแล้วอย่างละเอียดลออที่สุด เมื่อการ บรรยายครั้งที่แล้ว ๆ มา. ขอให้ระลึกนึกถึงการบรรยายนั้น ๆ รู้ความหมายของคำว่า เย็น ; แล้วก็มารู้ในเวลานี้ว่า พระไตรลักษณ์นี่แหละจะช่วยให้เย็น, จะไม่ร้อน ; แต่จะเย็นเป็นนิพพานชนิดใดชนิดหนึ่ง ตามมากตามน้อย ตามความสามารถที่ตนรู้ และปฏิบัติได้. นี้เรียกว่าการรู้พระไตรลักษณ์ด้วยปัญญา คือรู้จริง ๆ จะมีประโยชน์. ถ้า ไม่รู้ก็คือโง่ คือบอด คืออันธพาล; ไม่ว่าจะเป็นพระ เป็นเณร หรือเป็นอุบาสก เป็นอุบาสิกา ก็เป็นคนโง่เป็นอันธพาล. ทำตัวเองให้เดือดร้อนก่อนโดยไม่รู้สึกตัว, ทำตัวเองให้เดือดร้อนเป็นทุกข์, แล้วก็เปะปะไปทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนด้วยอีกมากมาย. คนโง่ทำตัวเองให้เป็นทุกข์ แล้วก็จะเปะปะทำผู้อื่นให้เดือดร้อนออกไปมากมาย รบกวน กันไม่มีที่สิ้นสุด ; และความโง่ชนิดที่ร้ายแรงที่สุดก็คือความโง่ที่เกิดมาจากการที่ ไม่รู้เรื่องพระไตรลักษณ์ ; ความโง่อื่น ๆ ไม่ร้ายแรงเท่า. ขอให้เราจงพยายามที่จะเข้าใจพระไตรลักษณ์, หรือว่ารู้เสียบ้าง ก็ยัง ดีกว่าไม่รู้เสียเลย ; อย่างน้อยเราต้องรู้เสียบ้าง ดีกว่าไม่รู้เสียเลย ; เพื่อจะได้มีสติ ยับยั้งได้บ้างเป็นครั้งเป็นคราว. ถ้าเรารู้อยู่บ้าง ก็จะระงับยับยั้งได้บ้าง, หรือว่า มันเผลอไปสักครึ่งหนึ่งแล้วก็รู้สึกตัว แล้วก็กลับมาได้ ยังดีกว่าไม่รู้เสียเลยอย่างนี้

น.481 ธรรมลักษณะ ของ ไตรลักษณ์ เอาละ ทีนี้ก็จะพูดเรื่อง พระไตรลักษณ์แยกออกจากกันเป็น ๓ พวก : พวกแรกเรียกว่า อนิจจัง รู้ความไม่เที่ยง คือเปลี่ยนแปลงเรื่อย ของสิ่งที่มีเหตุมีปัจจัย ปรุงแต่ง ; คือสิ่งทั้งปวงที่เราเรียกกันว่าโลกว่าสังขารนั้นแหละ ทั้งโลกเปลี่ยนแปลงเรื่อย. พวกที่ ๒ ก็เป็นทุกข์ คือว่าเป็นของที่ต้องทน ทนได้ยากหรือต้องทน. พวกที่ ๓ ก็ว่าเป็นอนัตตา คือไม่มีความเป็นตัวตน. พวกที่ ๑ อนิจจัง ความไม่เที่ยงนี้ อธิบายกันได้หลายอย่าง จะเอา เวลา เป็นเครื่องวัด ก็บอก ความไม่เที่ยง, หรือว่าจะเอา กิริยาอาการ เป็นเครื่องวัดก็ บอกความไม่เที่ยง, เอา รูปร่าง เป็นเครื่องวัดก็ บอกความไม่เที่ยง ; แต่ว่าสิ่งเหล่านี้มันเนื่องกัน. ดูให้ดี : เวลาเป็นเครื่องบอกว่าอะไรได้เปลี่ยนไปอย่างไร, รูปร่าง อาการ มันก็บอกว่าเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในเวลาเท่าไร, ฉะนั้นกฎเกี่ยวกับเวลา และเกี่ยวกับเนื้อที่นี้ เป็นกฎเกณฑ์ที่บอกความไม่เที่ยง หรือความเปลี่ยนแปลง, เราจะต้องทำความเข้าใจ. ถ้าเวลามันสั้นเกินไป ”คือชั่วกระพริบตาเดียว เราก็ยากที่จะรู้ว่ามัน เปลี่ยนแปลง ;ว่า แต่ถ้าเวลานานตั้งชั่วโมงสองชั่วโมง เราก็รู้ได้ว่ามันเปลี่ยนแปลง. ถ้าเวลาหลายวัน หลายเดือน หลายปี เราก็รู้ได้ว่า อ้าว ! มันเปลี่ยนแปลงเยอะแยะ เปลี่ยนแปลงมาก เช่น จากหนุ่มเป็นแก่อย่างนี้เป็นต้น. ถ้าฉลาดในเรื่องเวลาแล้ว แม้แต่ชั่วกระพริบตาเดียว ก็รู้ความเปลี่ยนแปลงได้ อย่างน้อยก็รู้ว่าตาที่มันกระพริบ นั้น ก็คือความเปลี่ยนแปลง ขณะจิตเดียวก็เป็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไป ; ชั่วขณะจิตเดียว มันก็คือความเปลี่ยนแปลงของจิตนั้นเอง.

น.482 ขอให้เข้าใจ ความสัมพันธ์กันระหว่างเวลากับวัตถุ ก็จะรู้ความ เปลี่ยนแปลงได้โดยง่าย ; แล้วก็เห็นว่าสิ่งทั้งหลายนี้เปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อย ราวกับว่า มันไหลเป็นน้ำ, เหมือนกับน้ำที่ไหลไปเรื่อยไม่มีหยุด. หยาบ ๆ ก็ว่า เกิดมาเป็นเด็ก เป็นหนุ่ม เป็นสาว เป็นผู้ใหญ่ เป็นคนแก่ คนเฒ่า แล้วเป็นคนตาย ; ที่นี้ระยะเดียว ที่เป็นเด็กนี้ มันก็ยังมีเปลี่ยนแปลงอย่างนั้นอย่างนี้เป็นประจำวัน ; แล้วในเพียงชั่ว ๒ - ๓ นาทีนี้ มันก็เปลี่ยนแปลง ทางความคิด ความนึก ทางอิริยาบถ ทางอะไรต่าง ๆ ก็มีการเปลี่ยนแปลงเรื่อย. ดังที่ได้พูดเมื่อคราวที่แล้วมาว่า ชั่วเวลาเคี้ยวข้าวอยู่ในปาก ยังไม่ทันจะกลืน ลงไปในคอทั้งหมด ความเปลี่ยนแปลงทางจิต เกิดเป็นภพ เป็นชาติ ขึ้นมาได้หลาย ชนิด : เมื่ออร่อยอยู่ก็คิดจะเป็นโจรเป็นขโมยหามากินอีก ก็บ หรืออะไรทำนองนี้ ; นี้เป็นความเปลี่ยนแปลงทางจิตที่รุนแรงที่ใหญ่หลวง. เรารู้จักความเปลี่ยนแปลงโดยหลักทั่วๆ ไป อย่างนี้แล้ว ก็เป็นความรู้ อันหนึ่ง, คือเป็นความรู้ข้อแรกว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเปลี่ยนแปลง ; ฉะนั้น อย่าไปโง่ว่ามันจะแน่นอน เที่ยงแท้ตามความประสงค์ของเรา. ขอให้เชื่อลงไป เสียทีก่อนว่า สิ่งทั้งหลายเปลี่ยนแปลง ; แต่เดี๋ยวนี้มันหลอกเรา คือความ เปลี่ยนแปลงนั้นกลับหลอกเรา ทำให้เราโง่ถนัดใจลงไปอีก. เมื่อเรากินอาหาร เพราะ ได้มีการเปลี่ยนแปลงที่ลิ้น : เดี๋ยวเผ็ด เดี๋ยวหวาน เดี๋ยวเค็ม เดี๋ยวเปรี้ยว เดี๋ยวขม เดี๋ยวอะไร; มันก็เลยอร่อยไปเลย. ในสำรับกับข้าวถาดหนึ่งนั้นมีของหวาน ของเปรี้ยว ของเผ็ด ของเค็ม ของขม สลับกันได้มาก ๆ อย่างนี้, เปลี่ยนแปลง กันมาก ๆ อย่างนี้ ยิ่งอร่อยไปเลย, ยิ่งเพลิดเพลินเมาหมกมากขึ้นไปอีก. นี่เพราะว่า รสของความเปลี่ยนแปลง ; ถ้าไม่มีความเปลี่ยนแปลงแล้ว มันไม่มีรสไม่มีชาติ; มันต้องเปลี่ยนแปลงระหว่างสุขกับทุกข์-ทุกข์กับสุข-สุขกับทุกข์เรื่อย ๆ ถ้าเปลี่ยนแปลง กันอยู่อย่างนี้ยิ่งมีรสมีชาติ ไปกินกับข้าวที่รสขมสักนิดหนึ่ง คน แล้วมากินกับข้าวที่ รสหวาน ; อย่างนี้มันก็รู้สึกรสนั้นแรงมาก คนก็เลยติดในรถได้,

น.483 ข้อนี้มีความสำคัญมากตรงที่ว่า ความเปลี่ยนแปลงมันหลอกเรา ให้ เห็นเป็นของน่าปรารถนาไปเสีย คือให้เกิดความสุขสนุกสนานเอร็ดอร่อย เพราะ ความเปลี่ยนแปลงนั้นด้วย. เราก็มาสนใจส่วนนี้ : สนใจส่วนที่มันอร่อย ก็เลยไม่รู้ ไม่ชี้กับส่วนที่มันเปลี่ยนแปลง ; เพราะมีความประมาท มีความมัวเมา, เพราะไม่รู้ เรื่องความไม่เที่ยง. สำหรับเรื่องความไม่เที่ยงนี้เป็นข้อแรกที่พระพุทธเจ้าตรัสเป็นข้อแรก ; คล้าย ๆ กับว่า ค่อยเห็นง่ายสักหน่อย จึงเอามาไว้เป็นข้อแรกข้อหนึ่ง, เห็นง่ายกว่า ความทุกข์. ความทุกข์เห็นง่ายกว่าความเป็นอนัตตา จึงเอาความเป็นอนิจจังมาให้เห็น เป็นข้อแรก ; ยิ่งกว่านั้นยังรู้ได้อีกว่า พวกอื่นนอกจากพวกพุทธศาสนา ก็ยังมี สอนเรื่องอนิจจัง. พระพุทธเจ้าท่านก็ยังเคยตรัสถึงศาสดาบางคนที่สอนเรื่องอนิจจัง แต่ว่าเขาสอนแต่เรื่องอนิจจัง ไม่ได้สอนไปถึงทุกขัง อนัตตา. เขาสอนเรื่องอนิจจัง อย่างดี อย่างมาก อย่างอะไรรุนแรงเหมือนกัน; แต่สอนเรื่องทุกขังเรื่องอนัตตา ไม่เป็น; ศาสดานั้น ๆ ก็อยู่ในประเทศอินเดียด้วยกัน. ในประวัติศาสตร์ของวิชาความรู้ ก็มีปรากฏอยู่ว่า ทางฝ่ายตะวันตก ใน ประเทศกรีก ประเทศบรมโบราณพ้องสมัยกับพุทธกาลก็มีนักปรัชญา นักคิดบางคน สอนเรื่องความเปลี่ยนแปลงเหมือนกัน ในลักษณะที่พอ ๆ กัน.เพราะฉะนั้นเราพอจะ พูดได้ว่า เรื่องความเปลี่ยนแปลงนี้ เป็นลักษณะที่มองเห็นได้ง่ายกว่าลักษณะ อันอื่น ๆ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีความลึกซึ้ง หรือว่ามีแง่มีมุมที่แปลกกันอยู่นั่นเอง ; ที่ต้องการมากที่สุดก็คือ ความเปลี่ยนแปลงชนิดที่ทำให้เกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายคลาย กำหนัด. ถ้าเห็นความเปลี่ยนแปลงจริง และสมบูรณ์ถึงที่สุด ก็จะเกิดความ เบื่อหน่ายคลายกำหนัด บรรลุมรรค ผล นิพพาน ไปได้เหมือนกัน โดยไม่ต้องพูดถึง ความทุกข์ หรือความเป็นอนัตตา, พูดถึงแต่ความไม่เที่ยงอย่างเดียวนี้ ให้รุนแรงถึง

น.484 ขนาดเถอะ จะทำให้เกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด และบรรลุ มรรค ผล นิพพาน ได้เหมือนกัน คือว่ารู้ทุกข์ หรือรู้อนัตตาได้เหมือนกัน แต่เป็นอย่างน้อย ซ่อนอยู่ใน ความไม่เที่ยงนั้น ซึ่งไม่ปรากฏออกมาเด่นชัด, เด่นชัดแต่ความไม่เที่ยง. ผู้ที่เห็นอนิจจังเป็นเบื้องหน้าอย่างนี้แล้ว บรรลุนิพพานก็มีเหมือนกัน ; เขาเรียกว่า อนิมิตตวิโมกข์ หรืออนิมิตตนิพพาน - นิพพานหรือวิโมกข์ ที่ได้มา โดยเห็นความไม่เที่ยงเป็นหลักเป็นประธาน ; เห็นแจ้งว่า ไม่มีอะไรเป็นที่เกาะเกี่ยวได้ มันไหลเสียเรื่อย ไม่มีอะไรจะเกาะยึดจับเอาได้ ; กระทำจิตให้เบื่อหน่ายคลาย- กำหนัดแล้ว หลุดพ้นได้เหมือนกัน. ถ้าอาศัยความเป็นทุกข์มาเป็นหลักเป็นประธาน ก็บรรลุนิพพานประเภท อัปปณิหิตวิโมกข์ หรือ อัปปณิหิตนิพพาน. อย่างนี้มองในแง่ที่ว่า มันไม่มีที่ตั้ง ที่อาศัย ที่เกาะ ที่ยึด ; เพราะมันเป็นทุกข์ไปหมด ไปเอาเข้าที่ไหนไม่ได้. บางคน เห็นอนัตตา - ไม่มีตัวตน เป็นเบื้องหน้า ไม่ค่อยคำนึงไม่ค่อยรู้สึก ถึงอนิจจัง ทุกขังอะไร, มีแต่อนัตตาเป็นเบื้องหน้า ก็บรรลุนิพพาน ประเภทที่ เรียกว่า สุญญตนิพพาน, หรือ สุญญติโมกข์ ; อย่างนี้หลุดพ้นหรือบรรลุนิพพาน เพราะว่าเห็นชัดในความว่าง, เห็นทุกสิ่งเป็นของว่างไปหมด. ข้อที่เอามากล่าวไว้เป็น ๓ อย่าง นี้ก็เพื่อความครบถ้วนหรือว่าสมบูรณ์ ; แต่มิได้หมายความว่าคนผู้ปฏิบัติจะต้องเห็นครบทั้ง ๓ อย่างเท่า ๆ กัน ; คนบางคน บางพวก บางประเภทมีจิตใจต่าง ๆ กัน ; บางคนเขาจะเห็นอนิจจังมากกว่าทุกขังอนัตตา, หรือว่าบางคนจะเห็นทุกขังมากกว่าอนิจจังอนัตตา, บางคนจะเห็นอนัตตามากกว่าอนิจจัง ทุกขัง ก็ได้ ; "และเมื่อกล่าวโดยทั่วไปที่มีอยู่ตามเรื่องราวในพระคัมภีร์แล้ว คนเห็น อนัตตานี้บรรลุมรรค ผล มากกว่าพวกอื่น. ถ้าลงเห็นอนัตตาแล้ว มันจะต้อง

น.485 แน่นอนที่จะเบื่อหน่ายคลายกำหนัด ; ถ้าเห็นอนิจจัง หรือ ทุกขัง บางทีก็ยังไม่แน่ มันส่ายไปเสียทางอื่นก็มี เพราะว่ามันหลอกได้มาก. เรื่องอนิจจังนี้หลอกได้มากกว่าเรื่องทุกขัง ; เรื่องทุกขังก็หลอกได้ มากกว่าเรื่องอนัตตา ; แต่ถ้าถึงเรื่องอนัตตาแล้วเกือบจะไม่หลอกอะไรเลย. เรื่อง อนิจจังมันหลอกก็เหมือน อย่างที่พูดมาเมื่อตะกู้นี้แล้วว่ามันสนุกดี แลนิมอร่อยดีในการ เปลี่ยนแปลงนั้น. คนทุกวันนี้อยู่ได้ด้วยการเปลี่ยนแปลง ถ้าไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง เขาว่าเศร้าว่าเหงา, โดยเฉพาะเด็ก ๆ หนุ่มๆ สาวๆ สมัยนี้ เขาว่าเศร้าว่าเหงา ใน เมื่อไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ; นั้นก็คือความโง่ที่เพิ่งเกิดมาจากความที่ไม่รู้ว่าอนิจจังนั้น เป็นอย่างไร. พวกที่ ๒ ทุกขัง เราได้พูดยกตัวอย่างเรื่องอนิจจังมาพอสมควรแล้ว ทีนี้จะพูดถึงเรื่องทุกขังบ้าง ทุกขังนั้นเอาตามความหมายที่มีอยู่เฉพาะก็คือว่า "มันทนยาก" ; คำว่า "ทนยาก" นี้ ก็ยังไม่ดีเท่ากับพูดว่า "ต้องทน". ทุกขังนี้จึงแปลว่าต้องทน เขาแปลกันว่าทนยาก อยู่เป็นประจำ ; แต่อยากจะแนะว่ายังไม่ดี แปลว่าทนยากนั้น แปลเสียใหม่ดีกว่าว่า "ต้องทน" , ทุกอย่างมันต้องทน ; ไม่ใช่มันเบาสบาย สนุกสนาน เอร็ดอร่อย. มันต้องทน เหมือนกับว่าแบกหรือหามอะไรอยู่. ลองเปรียบเทียบดูว่า เรื่องหัวเราะนี้ก็คือการ "ต้องทน" ชนิดหนึ่ง, การ ร้องไห้นี้คือการ "ต้องทน" ชนิดหนึ่ง. ถ้ามองดูกันหยาบ ๆ แล้วจะไม่เห็น ; ถ้ามองดู กันอย่างละเอียดแล้ว จะเห็นว่ามัน "ต้องทน" คือ ต้องทนทำ หรือว่ามัน ต้องทำ. พูดรวบความเสียทีเดียวหมดเลยก็ได้ว่า : ชีวิตนี้คือสิ่งที่ต้องทน, ตัวชีวิตเองนั้น เป็นสิ่งที่ต้องทน, เราต้องทนทำทุกอย่าง เพื่อมีชีวิตอยู่.

น.486 พอพูดขึ้นทุกคนจะนึกได้ ดังเช่นว่า "ต้องทนกินอาหาร". นี้ถ้าคนโง่ ก็มองเห็นว่าไม่ต้องทน ; ถ้ามองให้ละเอียดจะเห็นว่าการที่เรากินอาหารนี้มันต้องทน : คือมันต้องกิน. มีคำว่า "ต้อง" อยู่ที่ไหนแล้ว จะมีคำว่า "ทน" หรือ "ต้องทน" อยู่ที่นั้น. เมื่อถึงเวลาที่ร่างกายต้องการอาหาร ก็ ต้อง ไปกินอาหาร ; ถึงบทที่มัน จะอิ่ม ก็ต้อง อิ่ม, ถึงบทที่ต้องไปถ่าย ก็ต้อง ไปถ่าย ; มันมี "ต้อง" ไปทั้งนั้น แต่คนโง่มองไม่เห็น. ถ้าใช้สติปัญญาอย่างของพระพุทธเจ้า เราจะพบว่ามันมีคำว่า ต้อง - ต้อง - ต้อง แทบจะทุกลมหายใจเข้าออก. เพราะว่าเรา ต้อง หายใจเข้าแล้วเราต้อง * หายใจออก ; นี้ก็คือ "ต้อง" คำว่าต้องหมายความว่าทน. เราต้องลุกขึ้น ไม่ใช่เรา จะนอนอยู่ได้ตลอดวันตลอดคืน, เราลุกขึ้นแล้วเราจะ ต้อง ทำอะไรที่จะต้องทำ ; เกี่ยวกับ การหากิน ก็ต้อง ทำ ; แล้วเรายังจะต้อง ปฏิบัติบริหารร่างกาย. แม้ที่สุดแต่ว่าเมื่อเรา เมื่อยขึ้นมา เราก็ ต้อง บิดตัว ; มัน ต้อง ไปเสียทั้งนั้น, มันต้องอย่างนั้นต้องอย่างนี้ ต้องอย่างโน้น ไปจนกว่าจะค่ำลง แล้วก็นอนอีก แล้วก็ตื่นอีก ; แล้วก็นอนอีก แล้วก็ตื่นอีก เต็มไปด้วยสิ่งที่เรียกว่าต้อง. ทีนี้ถ้าเป็นเรื่องที่ใหญ่โตมันก็ "ต้อง" รู้สึกขนาดใหญ่ : เช่นมันเจ็บปวดขึ้นมา ก็ต้องเยียวยารักษา, จะตายขึ้นมา ก็ต้องไปหาหมอ ; หรือว่าจะต่อสู้กันโดยวิธีใด วิธีหนึ่งก็ตามใจ มันก็เป็นความทุกข์ปรากฏออกมาชัด. ฉะนั้น ชีวิตทั้งหมดนี้เป็น ความทุกข์ก็ โดยความหมายที่ว่า ต้องทน คือต้องทนทำอะไรอย่างหนึ่งอยู่เสมอ ต้องแบกภาระอันนั้นอยู่เสมอ. เรื่องต้องทนนี้พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ ในบทสวดที่เราสวดกันอยู่ทุกวัน ว่า : ภารา หัว ปณจฺขนธา - ขันธ์ทั้ง ๕ เป็นของหนักเน้อ. เมื่อมันเป็นของ หนักแล้วจะไม่ต้องทนอย่างไรได้ ? เพราะว่าของหนักไม่ว่าจะหนักมากหนักน้อย อะไร

น.487 ก็ตาม มันต้องแบก มันต้องทน. ภารหาโร จ ปุคฺคโล - บุคคลนั่นแหละเป็น ผู้แบกของหนักนี้ไป, กิ๊ก "บุคคล" นี้เกิดจากความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวถู ; พอมี ความรู้สึกว่า "ตัวกู" เท่านั้น มันก็จะต้องทน, ทนแบกสิ่งที่เป็นของกู. ภาราทานํ ทุกขิ โลเก. บอกไว้ชัดแล้ว การแบกของหนักเป็นทุกข์. นี้ ต้อง - ต้อง - ต้อง - ต้อง ไปหมดทั้งวันทั้งคืน นี้คือของหนัก ; ฉะนั้นจึงเป็นทุกข์. ภารนิกเขปนํ สุข - ขว้างของหนักทิ้งไปเสีย จึงจะเป็นความสุข ; นั่นคือ ไม่ต้อง. - อ คัม "เดี๋ยวนี้เรามีอยู่แต่ "ต้อง" เพราะว่าเรามีความยึดมั่นถือมั่นว่า ตัวกูจะอยู่ จะเป็น จะตาย จะอย่างนั้นอย่างนี้ ; มันเลย "ต้อง" ไปหมด ; จนกว่าจะ สลัดตัวภู ทิ้งออกไปเสียได้ จากความยึดมั่นถือมั่น เมื่อนั้นแหละ จะหมดจากสิ่งที่เรียกว่า ต้อง : คือไม่มีอะไรที่จะต้อง ต้องอย่างนั้น ต้องอย่างนี้อีกต่อไป, จะเป็น ภารนิกเขปนํ สุข - ทิ้งของหนักออกไปเสียเป็นความสุข. เดี๋ยวนี้มันเป็นความ "ต้อง" ต้องอย่างนั้น ต้องอย่างนี้ : พูดง่าย ๆ ว่า ต้องมาที่นี่. ทำไมจึงต้องมาที่นี่ ? เพราะว่าอยากฟัง จึงได้มาที่นี่, ต้องมาที่นี่ เพราะมันอยากฟัง. แล้วทำไมจึงอยากฟัง ? ก็เพราะรู้สึกว่า ต้องแก้ไขอะไรบางอย่าง ; ต้องรู้เท่าทัน ต้องอะไร, มันจึงอยากฟัง อยากรู้ขึ้นมา หรือว่าอยากจะพ้นทุกข์ก็ได้. เพราะฉะนั้น ความทุกข์ เป็นภาระสำหรับให้เรา "ต้อง" ; ต้องพยายามที่จะให้พ้น ทุกข์ ; ฉะนั้นความทุกข์นี้จึงเป็นของหนักซ้ำลงไปอีกทีหนึ่ง. เรามักชอบความทุกข์ เพราะเราไม่รู้ว่าเป็นความทุกข์. เราเห็นกงจักรเป็น ดอกบัวเรื่อย ; ต้อง - ต้อง - ต้อง วันหนึ่งไม่รู้กี่ร้อยกี่พันกี่หมื่นครั้ง; ไปหลงชอบ อยู่อย่างนั้น ไม่เบื่อหน่ายในความทุกข์เลย. พิจารณาดูจะเห็นสมที่มีพระพุทธภาษิต ที่ฟังดูแล้วน่าขัน แทบไม่น่าเชื่อ ที่ว่า ... อก นิพพินทติ ทุกเข เอสมฺโค วิสุทฺธิยา - เมื่อเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้ว เมื่อนั้นจึงจะเบื่อหน่ายในความทุกข์ หรือ

น.488 ในสิ่งที่เป็นทุกข์. ก่อนนี้ไม่เบื่อหน่ายในความทุกข์ ไม่เบื่อหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ เห็นเป็นสนุกไปเรื่อย : ได้กิน ได้เล่น ได้หัวเราะ ได้ร้องไห้ ได้อิ่ม ได้หิว ได้อะไร มันเป็นสนุกไปหมด ; ต่อเมื่อเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จึงจะเกลียดความทุกข์. เดี๋ยวนี้ยังไม่เกลียดความทุกข์ ก็เรียกว่าเรายังมีหน้าที่ ที่จะต้อง ศึกษาคำว่า ความทุกข์นี้ ให้ดี ๆ จนมีความเบื่อหน่าย : ออ นิพพินฺทฺติ ทุกเข - เมื่อนั้นจึงจะ มีความหน่ายในความทุกข์.แล้วการศึกษานี้ไม่มีอะไรดีกว่านั่งพิจารณาให้เห็นว่า : ถ้ามีความยึดมั่นถือมั่น เป็นตัวกู - ของกู อยู่แล้ว ; n มันต้อง - ต้อง - ต้อง - ต้อง, ต้องนั่น ต้องโน่น ต้องนี่ไปหมด, อย่างเป็นทาส เป็นขี้ข้า เป็นบ่าว เป็นอะไรของ กิเลสนี้ เรียกว่า ความทุกข์. ผู้ใดมองกันแต่ในแง่นี้ก็เป็นพระอรหันต์ได้ นิพพานได้ เป็น อัปปณิหิต- วิโมกข์ หลุดพ้นไปได้ เพราะมองเห็นว่า ไม่มีที่เกาะที่ยึดตรงไหนได้ ; ไปแตะเข้า ที่ไหนเป็นไฟทั้งนั้น, ไม่มีที่เกาะที่ยึดตรงไหนได้. นิพพานที่มีความหมายอย่างนี้ ก็มี ; มาจากการเห็นทุกข์เป็นใหญ่, เห็นอนิจจัง อนัตตา เป็นส่วนน้อยเป็น ส่วนแฝง. นี่คำว่า ทุกข์ ถ้าแปลว่า "สิ่งที่ต้องทน" แล้วก็เข้าใจง่าย. ถ้าแปลว่า ทนยากนี้ บางทีเราไม่รู้สึก, กำลังอร่อยอยู่, เราไม่รู้สึกว่าทนยาก ; กำลังอร่อยนี้ ไม่รู้สึกว่าทนยาก. แต่กำลังอร่อยนี้ ถ้ามองให้ดี จะเห็นว่าก็ต้องทน : คือต้องทน อร่อยนั่นแหละ. มันเป็นอย่างอื่นไม่ได้ มันต้องทนอร่อย ต้องมาทนอร่อยกับมัน ; เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าอร่อยก็ต้องทน ไม่อร่อยก็ต้องทน ; ลงมีตัวกู - ของภู อยู่แล้ว มันยังต้องทนทั้งนั้น. ความสุขก็ต้องทน, ความทุกข์ก็ต้องทน : ทนแบกไว้ ทนรับเอาไว้ ทนกิน ทนทำ ทนใช้ ทนเสวย ทนอร่อย ; ในที่สุดก็ต้องทนอร่อย กะมัน.แฝ กฉะนั้นความทุกข์จึงแปลว่าต้องทนก็แล้วกัน ; เป็นของหนักที่ต้องทนแบก.

น.489 พวกที่ ๓ อนัตตา คำว่า อนัตตา ตามตัวหนังสือแปลว่า ไม่ใช่อัตตา. อน แปลว่า ไม่, หรือไม่ใช่ ; อัตตา แปลว่า อัตตา อนัตตา แปลว่า ไม่ใช่อัตตา ; แต่ ความหมายนั้นหมายถึงว่า ไม่มีสิ่ง หรือไม่มีภาวะ หรือไม่มีลักษณะ, หรือไม่มี ความหมายอะไร ๆ ที่จะเป็นตัวตนได้ตามที่เราโง่ทึกทักเอาเอง. เด็ก ๆ ก็ตาม ◌ือ ผู้ใหญ่ก็ตามากมีความรู้สึกตามความโง่ ทึกทักเอาเองว่า ตัวกู-ว่าของกู อยู่ในอำนาจของกู เป็นไปในวิสัยของกู กูสร้างมันขึ้น กูทำมันขึ้น กูหามาไว้ กูถืออำนาจเหนือมันได้. อย่างนี้ก็เรียกว่าตัวตน หรืออัตตาที่เป็นความรู้สึก ที่โง่ขึ้นมาเอง, โง่ขึ้นเรื่อย ๆ ตามอายุที่มากขึ้น ๆ ตั้งแต่เด็กจนเป็นผู้ใหญ่ .. อัตตานี้ เป็นเพียงความโง่ ความยึดมั่นความสำคัญเอาเองว่าตัวกู - ว่าของภูนี้เรื่อยขึ้นมา จนโต จนแก่ จนเฒ่า; บางทีก็ละไม่ได้ เพราะโชคไม่ดี ไม่ได้ฟังคำสอนของ พระอริยเจ้า ของพระศาสดา แล้วละไม่ได้ จนตายเข้าโลงไป ; แต่บางคนโชคดี ได้ยินได้ฟังเรื่องที่ทำให้ละความยึดมั่นถือมั่นนี้บ้าง. ทีนี้เราจะดูกันให้ละเอียดสักหน่อย ก็เพราะ เพราะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญอยู่. มันเป็นสัญชาตญาณอันหนึ่ง ที่จะเกิดความรู้สึกขึ้นมาเอง ว่าตัวกู - ว่าของกู มันลึกลับ ซับซ้อนมาก. ทำไมคำว่า ตัวกู หรือ อัตตา นี้ จึงเกิดขึ้นมาได้ในความรู้สึก ของคนเรา ? เราต้องเทียบลงไปดูโดยถอยหลังไป, ถอยหลังไปถึงคนที่ยังโง่มาก ๆ, ถึงคนที่ยังเป็นสมัยป่าเถื่อน สมัยหิน สมัยที่ยังไม่นุ่งผ้า ที่ยังไม่เป็นคนแท้ ยังครึ่งคน ครึ่งลิง เป็นลิงเป็นสัตว์อะไรลงไปตามลำดับ. ถ้าเราดูกันให้ละเอียดเราจะพบความจริงข้อหนึ่งว่า เมื่อจิตใจของสัตว์ที่มี ชีวิตนั้นยังไม่สูงพอที่จะคิดนึกอะไรนัก ก็ยังไม่มีอัตตา ไม่มีตัวตน ในความหมายนี้ ; มันเพิ่งมีเมื่อรู้จักคิด รู้จักนึก รู้จักสังเกต ;กิมแล้วมันสังเกต หรือ คิดหรือนึกไปผิดทาง

น.490 ไปในทางของความยึดมั่นถือมั่น หรือไปในทางของความโง่. ถ้าต้องการศึกษา กันละเอียดอย่างนี้ก็ศึกษาได้เหมือนกัน คือจากความหมายของคำว่า อัตตา นั้นเอง. อัตตา เป็นภาษาบาลี ภาษาบาลีนี้มีดีอยู่อย่างหนึ่งที่ว่า คำบาลีแต่ละคำมันมี รากของคำ เขาเรียกว่า ธาตุ, ธา - ต. ธาตุ ของคำ, รากของคำ ว่ามีความหมาย อย่างไร. ภาษาบาลีทุกคำมีความหมาย ; เพราะเขาพยายามจับค้นไปถึงต้นตอที่สุดว่า มนุษย์รู้สึกอย่างไร จึงเกิดคำพูดคำนี้ขึ้นมา ; แล้วรากศัพท์หรือรากของคำ ๆ นั้น ก็มี ความหมายอย่างนั้น ๆ.นั้น มันมีมากคำและทุกคำ ไม่มีเวลาพอที่จะเอามาบรรยาย ; จะบรรยายเฉพาะคำว่า "อัตตา" นี้ดีกว่า. คำว่า อตตา นี้ เราอาจจะมองเห็นได้จากรูปศัพท์ที่ว่าอัตตา : มันมาจาก รากศัพท์หรือธาตุของศัพท์ว่า อต ก็ได้, หรือมาจากธาตุที่ว่า อส ก็ได้. ถ้ามาจาก ธาตุว่า อต ; อตธาตุแปลว่าไฟ, หรือว่า ถึง, หรือว่า ติดต่อกันเป็นนิจ. อตธาตุ ลงวิภัตติปัจจัยเสร็จแล้ว สำเร็จรูปเป็นอัตตา ; ฉะนั้น อัตตา แปลว่าผู้ ไปหรือผู้ถึง โดยติดต่อกันเป็นนิจ. ตรงนี้หมายความว่ามีสิ่ง ๆ หนึ่ง ซึ่งไปไหนมาไหนอะไร ติดต่อกันอยู่เป็นนิจ, ไม่เปลี่ยนแปลง, ไม่ใช่คนอื่น; ก็มีวิญญาณหรือมีเจตภูต หรือมีตัวตน หรือมีอะไรก็ตาม ที่เป็นผู้ไปนั้นมานี้ - ไปนั่นมานี่, ทำนั่นทำนี่, ไปนั่น มานี่ ติดต่อกันอยู่เป็นนิจ โดยเป็นคน ๆ เดียวกันเป็นนิจ. "คำว่า อัตตา แปลว่า อย่างนี้ ถ้าถือว่ามาจาก อต ธาตุ. คำว่า อัตตานี้ อาจจะมาจาก อส ธาตุ แม้จะไม่มีในคัมภีร์ในตำราที่เรียน บาลีตามธรรมดา ; แต่พอมองเห็นว่ามันมีได้. ถ้าว่าอัตตามาจาก อส ธาตุ ก็ แปลว่า ผู้กิน ; เพราะคำว่า อส นั้นแปลว่ากิน. เดี๋ยวนี้เขาใช้พูดอธิบายกันอยู่ทั่วไปในการ เทศน์ การสั่งสอนว่า : อัตตา ๆ นี้แปลว่า ผู้กิน ; กินอะไร ? กินโลก. อัตตานั้นแปลว่า ผู้กินโลก. โลกคือทั้งโลก ทั้งโลกคือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ

น.491 ธัมมารมณ์, รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ทั้งโลก มีสิ่งที่เป็นผู้กิน ; สิ่งนั้น เรียกว่าอัตตา. นี้ก็แปลว่าตัวอัตตานั้น คือตัวที่บริโภค หรือรู้สึก หรือเสวย สิ่งต่าง ๆ. อส ธาตุ อีกคำหนึ่งแปลว่า ไป หรือว่า ถือเอา ; ถ้าแปลว่าผู้ถือเอา ก็หมายความว่า ทำหน้าที่ถือเอานั้นเอานี้เป็นของภู. สิ่งใดที่ทำหน้าที่ถือเอานั่นเอานี่ เอาทุกอย่าง เป็นของกู ; สิ่งนั้นเรียกว่าอัตตา. อส ธาตุ บางหมวดแปลว่า ผู้มีแสงสว่าง ก็มี ; นี้จะต้องหมายถึงสิ่ง ที่มีจิต จิตนั้นคือแสงสว่าง คือมันรู้อะไรได้ ; ฉะนั้นอัตตาคือสิ่งที่มีจิต หรือมีแสงสว่าง ที่รู้อะไรได้. อส ธาตุ ที่มา ในหมวดภูธาตุ นี้ แปลว่า เป็น หรืออยู่ ; ถ้าถือเอา อส แบบนี้ ; อัตตาก็แปลว่า ผู้เป็น หรือผู้อยู่ คือผู้เป็นอยู่เป็นภพเป็นชาติ ตลอดชาติ ตลอดภพ ครองภพครองชาติ นี้เรียกว่าอัตตา. รวมกันทั้งหมดนี้ก็ได้ความว่า : มนุษย์เมื่อเริ่มรู้สึกว่าต้องมีอะไรอย่างหนึ่งแน่ ที่จะเป็น ผู้กิน ผู้ใช้ ผู้อยู่ ผู้ไป ผู้พูด ผู้นึก ผู้คิด ผู้รู้สึก ผู้ท่องเที่ยวไปใน วัฏฏสงสาร ; อันนี้แหละเรียกว่าอัตตา. คำว่า "อัตตา" จึงเกิดขึ้นในคำพูดของมนุษย์ ในโลกเป็นอันแรก กล่าวคือจะเป็น "ผู้เป็นเจ้าของ" ทั้งหมดนี้ : เจ้าของร่างกาย, เจ้าของอะไรนี้ แล้วจะเป็นผู้รู้ ผู้พูด ผู้คิด ผู้ทำอะไรทุกอย่าง ; แล้วมีความหมาย ใหญ่หลวง คือเป็นผู้กิน : เป็นผู้กินโลก กินสิ่งทุกสิ่งที่มีอยู่ในโลก ; นี้คือ อัตตา ตามตัวหนังสือเป็นอย่างนี้ ทีนี้เรามาดูตามความรู้สึก หรือตามข้อเท็จจริง จะเห็นว่า มันตรงตามตัว หนังสือ : ความรู้สึกด้วยอุปาทานว่าตัวกู- ว่าของภู นี้คือ ผู้ที่จะยึดครอง, ผู้ที่จะเอา

น.492 ผู้ที่จะได้ ผู้ที่จะกิน ผู้ที่จะทำอะไรทุกอย่างแก่สิ่งต่าง ๆ; นั่นแหละคือ ตัวกู - ของกู คืออัตตา. แพงที่นี้ความรู้สึกอันนี้มันเจริญขึ้นมามาก ๆ มากตามสติปัญญาของมนุษย์ที่ เจริญมาก ; แล้วมนุษย์ยิ่งมีการศึกษาตามธรรมดา คือไม่ใช่ศึกษาทางศาสนา, มีการ ศึกษาที่ทำให้มันสมองเฉลียวฉลาดตามธรรมดามากขึ้นเท่าไร ; อัตตาของมนุษย์ ก็จะใหญ่มากขึ้นเท่านั้น จะเหนียวแน่น จะเข้มข้นมากขึ้นเท่านั้น, แล้วก็บ้ามากขึ้น เท่านั้น โง่มากขึ้นเท่านั้น จะเป็นทุกข์มากขึ้นเท่านั้น. ฉะนั้นในโลกนี้เวลานี้มนุษย์ จึงมีความทุกข์มากขึ้นเท่านั้น, มากขึ้นตามที่อัตตามันใหญ่ออกไป. อัตตาจึงนับว่าเป็นของหนัก ที่ต้องแบกมันไว้เรื่อยๆ ; แล้วก็เป็นของที่ให้ เกิดความทุกข์อย่างลึกซึ้ง ด้วยความสำคัญผิดไปหมด สำคัญเป็นตัวกู สำคัญเป็นของกู. สำคัญเป็นตัวกู นี้เรียกว่า อัตตา หรือ อลังการ, สำคัญว่าของภู นี้เรียกว่า อัตตนียา หรือ มมังการ ; รวมกันแล้วก็คืออัตตาทั้งนั้น. ความรู้สึกที่แรกต้องมีอัตตาเป็นตัวกู ก่อน แล้วจึงมีอัตตนียา แปลว่าเนื่องด้วยตัวกู ; พอมีตัวถูกับสิ่งที่เนื่องด้วยตัวถู รวมกันเข้า ก็เกิดเป็นความคิดที่ไม่มีที่สิ้นสุด ในการที่จะเกิดความโลภ ความ โกรธ ความหลง ความเห็นแก่ตัว ความเบียดเบียนตนเอง เบียดเบียนผู้อื่น โทษหรือพิษอันร้ายกาจของอัตตาเกิดขึ้น แล้วก็ถอนยาก, มีแต่จะ หนาแน่นขึ้นมา - หนาแน่นขึ้นมา; เป็นความจริงที่เห็นยาก ว่าทุกสิ่งเป็นอนัตตา คือ ไม่ใช่ตัวตน ไม่มีตัวตน .. มันจะเห็นไปแต่ในทางมีตัวตนเสียเรื่อยไป .. มนุษย์ใน โลกเราจึงอยู่กันในสภาพอย่างนี้ คือมีตัวมีตนกันเข้า ; แล้วตนนี้ตนกู, ตนนั้น ตนมึง, ตนนั้นตนเขา ตนนี้ตนเรา, มันก็มีกู มีสู มีเขา มีเรา มีพวกเขา มีพวกเรา, แล้วก็มีได้มีเสีย ของเขา ของเรา ของพวกเขา ของพวกเรา : ๗ มีสภาพเป็นการ เบียดเบียนตน เบียดเบียนผู้อื่น ; โทษที่ร้ายกาจของอัตตาเป็นอย่างนี้,

น.493 ทีนี้มามองให้เห็นตามที่เป็นจริง อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านเห็น ท่านตรัสว่า : สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา - สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่ใช่อัตตา, เป็นเพียง ปฏิจจ- สมุปปั้นนธรรม คือเป็นเพียงสังขารตามธรรมชาติปรุงแต่งกันขึ้นเป็นนั้น เป็นนี่ เป็น ความรู้สึกคิดนึก อย่างนั้น อย่างนี้. ร่างกายเป็นปฏิจจสมุปปั่นนธรรม เพราะว่า ปรุงแต่งขึ้นมาจากข้าวปลา อาหาร จากดินฟ้าอากาศ จากเหตุปัจจัยแวดล้อม, เป็น ของปรุงแต่งขึ้นมาชั่วคราว ๆ ; นี้เรียกว่า ปฏิจจสมุปปั่นนธรรม - สิ่งที่อาศัยกัน เกิดขึ้นแล้ว. จิตก็เหมือนกัน, ความรู้สึกคิดนึกอะไรต่าง ๆ ที่เป็นขณะ ๆ นี้ล้วนเป็น ปฏิจจสมุปปั้นนธรรมทั้งนั้น ; แล้วความที่ปฏิจจสมุปปันนธรรมอันหนึ่ง เนื่องกัน ไปถึงปฏิจจสมุปปันนธรรมอีกอันหนึ่งนั้น เขาเรียกว่า "ปฏิจจสมุปบาท" อย่างที่เรา พูดกันอย่างละเอียดเมื่อการบรรยายครั้งที่แล้วมานี่เอง. หน่วยหนึ่ง ๆ เป็นปฏิจจ- สมุปปั่นนธรรม, แล้ว ความที่มันเกี่ยวข้องปรุงแต่งกันระหว่างหน่วยนั้น เขา เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท อันได้แก่ความอาศัยกันเกิดขึ้น. ถ้าเข้าใจปฏิจจสมุปบาทจะเห็นชัดว่า ไม่มี อัตตา ; ทุกสิ่งเป็นเพียง ของประจวบเหมาะ, แล้วเกิดขึ้นชั่วขณะ แล้วดับไป. เปรียบเหมือนกับว่า ลมพัด พอเหมาะสมขณะหนึ่ง ทำให้น้ำเป็นฟองน้ำขึ้นมา เป็นฟูฝอยขึ้นมา ชั่วขณะ หนึ่งแล้วก็ดับไป. ทางวัตถุมองเห็นได้ง่าย : เช่นเราไปยืนที่ริมทะเล เห็นลูกคลื่น เป็นทิว ประจวบเหมาะระหว่างน้ำ ระหว่างลม ระหว่างตลิ่ง ระหว่างความแวดล้อม อื่น ๆ ก็ฟูขึ้นมา เป็นฟองอย่างน่าอัศจรรย์ ; เสร็จแล้วก็ดับไป ; นี้เป็นทางวัตถุ ทางจิตใจก็เหมือนกัน เมื่อมีอะไรมากระทบเหมาะสมกันเข้าหลายอย่าง ก็เกิดความ รู้สึกสำคัญมั่นหมายว่าตัวกู - ว่าของภู ขึ้นมา เป็นพัก ๆ, เป็นพัก ๆ, เกิดขึ้น - ดับไป, เกิดขึ้น - ดับไป. นี้ ไม่ใช่อัตตา เป็นเพียงของประจวบเหมาะ เกิดขึ้น

น.494 ชั่วขณะ ๆ เรียกว่า ปฏิจสมุปปั่นนธรรม ; มีความเข้าใจอย่างนี้ เรียกว่าเห็น อนัตตา. ถ้าเห็นอนัตตาจริง จะไม่มีความรู้สึกที่เป็นตัวตน - เป็นของตน, ไม่ เกิดโลภ เกิดโกรธ เกิดหลง อะไรได้ ขณะนั้นก็เป็นนิพพาน. ถ้าอาศัยการเห็น อนัตตาเป็นหลักใหญ่ออกหน้าอยู่อย่างนี้ การบรรลุนิพพานนั้นก็เป็น สุญญตนิพพาน หรือ สุญญตวิมุตติ หรือ สุญญตวิโมกข์ แล้วแต่จะเรียก ; และต้องไม่ลืมว่าที่เป็น นิพพานนี้ ก็เป็นได้ทุกชนิดของนิพพาน : นิพพานชั่วคราวก็ได้ นิพพานถาวรก็ได้ นิพพานบังเอิญชั่วคราวเมื่อกระทบกับความเหมาะสม, เกิดเห็นอนัตตาขึ้นมา ชั่วขณะหนึ่ง ก็ได้. แม้ไม่ต้องเป็นพระอรหันต์ ถ้าเห็นอนัตตาได้ชั่วขณะหนึ่ง ก็เป็นนิพพานไปขณะหนึ่ง ก็เป็นสุขไปขณะหนึ่ง แล้วกลับร้อนก็ได้ ; เว้นเสียแต่ จะเห็นอนัตตาชัด และลึกพอจนถึงกับเปลี่ยนเนื้อตัว จิตใจ ขันธสันดานนี้ได้หมด ก็เป็น นิพพานจริง เป็นพระอรหันต์จริง กิเลสไม่กลับกำเริบขึ้นมาอีก. การเห็นไตรลักษณ์จะพิจารณารวมกันทั้ง ๓ ลักษณะ คือความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา พร้อมคราวเดียวกันก็บรรลุนิพพานได้ ; พิจารณาแยกกัน แต่ละลักษณะก็ยังบรรลุนิพพานได้, ทั้งนี้แล้วแต่ความถนัดของแต่ละบุคคล. การเห็นพระไตรลักษณ์ อย่างใดอย่างหนึ่งย่อมแล้วแต่อุปนิสัย การเห็นไตรลักษณ์แต่ละลักษณะต่างกันอย่างไร ? ตอนนี้อยากจะพูดว่า พวกที่มีอุปนิสัย คือที่เคยมีอะไรคิดนึก ศึกษา พยายามมามากในจิตในใจ ที่เรียกว่า อุปนิสัยนั้น พวกนี้ถ้ามีอุปนิสัยทางอนิจจังก็อาศัยอนิจจัง บรรลุมรรคผลไปได้, ถ้ามีอุปนิสัยทางทุกขัง ก็อาศัยทุกขัง บรรลุมรรคผลไปได้, ถ้ามีอุปนิสัยทาง อนัตตาก็อาศัยอนัตตา ฟังเรื่องอนัตตาเรื่องเดียวบรรลุมรรค ผล นิพพาน ไปได้ก็มี. บุคคลมีอุปนิสัยลักษณะใดลักษณะหนึ่งของไตรลักษณ์อยู่ในตัวแล้ว ฟังแต่เรื่องนั้น ก็บรรลุมรรค ผล นิพพาน ไปได้เหมือนกัน.

น.495 ทีนี้ก็ยังมีพวกทั่ว ๆ ไปที่ไม่มีอุปนิสัยตามลักษณะใดโดยเฉพาะ ก็ต้อง มาตั้งต้นฝึกฝนกันใหม่เหมือนกับเรียน ก. ข. ก. กา ไปเลย ; ถ้าอย่างนี้ก็จะต้อง อาศัยทั้ง ๓ ลักษณะนี้เนื่อง ๆ กันไป ผสมกันไป : ให้เห็นความไม่เที่ยงพอสมควร แล้วพิจารณาให้เห็นว่า เพราะไม่เที่ยงจึงเป็นทุกข์; ทั้งไม่เที่ยงทั้งเป็นทุกข์ นั่นแหละคืออนัตตา. นี่คือหลักที่เราสอนกันมากในโรงเรียน : ให้ดูความไม่เที่ยง พอสมควร ; แล้วถ้ามันไม่เที่ยงจะถือว่าเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ ? มันก็ต้องถือว่า เป็นทุกข์. เมื่อทั้งไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลง และทั้งเป็นทุกข์อย่างนี้ จะเรียกว่า เป็นเรา ว่าของเราได้หรือ ? ก็ต้องตอบว่า ไม่ได้. นี่ทำอย่างนี้เรื่อยไป อาศัยทั้ง ๓ อย่าง ผสมผเสกันไปก็บรรลุ มรรค ผล นิพพาน ได้ ; แต่จะไม่ค่อยมีด้วยซ้ำไป เพราะว่า คนเรามีจิตใจเฉพาะ มีอุปนิสัยอะไรสะสมมาเฉพาะ. ถ้าเป็นการบรรลุด้วยการเห็นอนัตตา ก็ใช้คำว่าอนัตตาไปเลย, คน ส่วนใหญ่ หรือส่วนมาก จะบรรลุ มรรค ผล นิพพาน ได้ ด้วยการเห็นอนัตตา. ลำพังเห็นอนิจจังอย่างเดียว หรือเห็นทุกขังอย่างเดียวก็จะมีได้ แต่เป็นส่วนน้อย มีปริมาณน้อย. เราจะเล่นฉลาด ต้องเอาทั้ง ๓ อย่างนี้ อุตส่าห์พยายามไป อันไหน จะช่วยได้ ; มันก็คงจะเกิดบรรลุขึ้นสักขณะหนึ่งแล้วก็ช่วยได้." เราพยายามไปทั้ง ๓ อย่างนี้ แล้วมันก็จะช่วยได้สักอย่างหนึ่งแน่ ; ซึ่งเราก็ยังรู้ไม่ได้ว่าอันไหน เพราะว่า คนเรามันไม่เหมือนกัน. สำหรับเรื่องอนัตตา ที่จะต้องรู้จักอัตตาเสียก่อน นี้จะช่วยได้; เพราะว่า มันเกี่ยวข้องกับเรามาก ๆ. เกี่ยวข้องกับเรามากอย่างไร ? ก็ตอบได้ง่าย ๆ ตรงที่ว่า เรามีความรู้สึกที่เป็นตัวกู - เป็นของกู, เป็นตัวกู - เป็นของกู, นี้มากกว่าความรู้สึก อย่างไหนหมด. ฉะนั้นแก้ความรู้สึกที่เป็นอัตตาอันนั้นเพียงอย่างเดียวให้หายไป ก็จะ เห็นอนัตตา หรือบรรลุมรรค ผล นิพพาน ได้ด้วยการเห็นอนัตตา; คือว่าเดี๋ยวนี้ เราก็มีความรู้สึก หรือความโง่ที่แน่นหนา เป็นพื้นฐานอยู่แล้ว ในส่วนที่เป็นอัตตา ;

น.496 ไม่ใช่ส่วนอนิจจัง หรือส่วนทุกขัง ; แต่เป็นส่วนที่เกี่ยวกับอัตตา หรืออนัตตามากกว่า คือ เรารู้สึกมีตัวกู - มีของกู อยู่ตลอดเวลา ; นี้ไม่อิงไปถึงอนิจจัง หรือทุกขัง, มันเป็นเรื่องตัวกู - ของกู อยู่ทั้งวันทั้งคืน. ฉะนั้นต้อง แก้มันโดยตรงที่เรื่องอนัตตา คือไม่มีตัวกู - ไม่มีของกู . ทีนี้ยิ่งสมัยนี้แล้ว มันก็ยิ่งเลยเถิดไปถึงว่า คนทั้งหลายเชื่อกันว่าวิญญาณ เกิดใหม่ ตายแล้วเกิดใหม่, มีวิญญาณไปเกิดใหม่กันอยู่เป็นประจำ ทั่วไปทุกหัวระแหง ; นั้นก็คือเรื่องอัตตา ต้องทำลายต้องแก้เสียด้วยอนัตตา . เขาเชื่อว่ามีอัตตา หรือมี วิญญาณ หรือมีเจตภูต ที่สิงอยู่ในร่างกายนี้, เวลานี้ทำหน้าที่รู้สึกคิดนึก หรือพูด หรือทำ หรือกิน หรือใช้ หรืออะไรอยู่ตลอดเวลา, จนกว่าร่างกายจะแตกทำลาย เน่าเข้าโลงแล้ว วิญญาณนี้ก็ไปเกิดใหม่ต่อไป. พวกที่เขาเชื่อกันในเรื่องตายแล้วเกิดใหม่อย่างนี้อยู่แล้วเป็นเจ้าเรือน เป็น รกรากอันแน่นหนาอยู่แล้ว ; การหลุดพ้น สำหรับบุคคลประเภทนี้ ก็ต้องเรื่องอนัตตา, ต้องระดมลงไปที่อนัตตา ; เรื่องอนิจจัง เรื่องทุกขังนั้นไม่มีแรงพอ ที่จะมาแก้ความโง่ ของคนพวกนี้ได้. ต้องเอาเรื่องอนัตตาที่อย่างแรงพอกัน มาแก้ความโง่ของคนพวกนี้ ให้เขา มองให้เห็นตามที่เป็นจริงเรื่อยไป ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นเพียงปฏิจจ- สมุปปั้นนธรรม คือ เหตุปัจจัยอาศัยกันปรุงแต่งเกิดขึ้น - ดับไป, เกิดขึ้น - ดับไป, ไม่มีตัวตนที่เที่ยงแท้ถาวร . พวกเราชาวไทยเคยได้รับคำสั่งสอนจากพวกพราหมณ์มาก่อน ในเรื่องที่มี อัตตา มีวิญญาณ มีเจตภูต ไม่รู้ว่ากี่สิบชั่วคนมาแล้ว, คงจะสักสองสามพันปีมาแล้ว ก็ได้ จึงมีความเชื่ออันนี้อย่างแน่นแฟ้น ; พูดได้ว่าเรามีบาป, มีบาปชนิดนี้ประจำตัว มาก่อนแล้ว.ท่าน ฉะนั้นการแก้บาปนี้ ก็ต้องแก้ด้วยเรื่องเฉพาะของมัน ก็คือเรื่องอนัตตา เรามีอัตตากันจนเป็นธรรมเนียม เป็นวัฒนธรรม เป็นธรรมเนียม ว่ามีอัตตา

น.497 ไปเกิด . พอใครตายลงก็บอกว่า อ้าว, ไปเกิดดี ไปเกิดเป็นนั่น - ไปเกิดเป็นนี่ ; พากันมีอัตตาอย่างนี้ ถือลัทธิอัตตาอย่างนี้. ทางแก้ ก็ต้องแก้ด้วยเรื่องอนัตตา . ทีนี้ก็มาถึงไตรลักษณ์, เรา เอาเรื่องไตรลักษณ์ทั้ง ๓ นี้ มาเป็นเรื่อง สำหรับฆ่าอัตตาก็ยังได้ . ถ้าเรา รู้เรื่องอนิจจัง ว่าไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงเท่าไร ; เราก็เอาอาวุธ อนิจจังนี้ มาฆ่าอัตตา คือมาฆ่าตัวกู - ของกู หรือมาฆ่าวิญญาณ ฆ่าเจตภูตนั้นเสีย ว่าวิญญาณที่ว่ากันนั้นมันไม่มี, วิญญาณที่เที่ยงแท้ถาวรอย่างนั้น ไม่มี ; มีแต่ปฏิจจสมุปปั่นนธรรม ปรุงแต่งเกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไป, เกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไป. นี่แหละ เอาอนิจจังมาฆ่าอัตตา . ถ้าเห็นทุกขัง ชีวิตนี้เป็นของต้องทน . ความเป็นอยู่ทุกอย่าง ภพหรือ ชาติ นี้เป็นของต้องทน. ทีนี้ก็เอาความต้องทนนั่นแหละคือตัวทุกข์; ฉะนั้นไม่มีอะไร นอกจากตัวทุกข์. ชีวิตนี้ ไม่มีอะไรนอกจากความทุกข์ ; เพราะชีวิตทั้งหมดนี้คือ ความต้องทน ; ไม่มีตัวตนที่ไหน มีแต่ความต้องทน . เอาความต้องทนนี่แหละ ฆ่าอัตตาเสีย ว่าไม่ต้องมีอัตตา, มีความต้องทนอยู่แล้ว เป็นทุกข์อยู่แล้ว เอาทุกขัง ความทุกข์มาม่าอัตตาเสีย . สำหรับอนัตตานั้น ย่อมจะฆ่าอัตตาอยู่แล้วโดยอัตโนมัติ โดยธรรมชาติ อยู่แล้ว คือเห็นว่า ไม่มีตัวตน , ไม่มีผู้กิน ผู้อยู่ ผู้ใช้ ผู้ไป ผู้ท่องเที่ยว ผู้เวียนว่าย อะไรเลย ; ทุกสิ่ง เป็นสังขารธรรมล้วน ๆ เป็นปฏิจจสมุปปั้นนธรรมล้วน ๆ : อย่างนี้ก็เรียกว่า อนัตตา นี่ก็ฆ่าอัตตา เหมือนกัน. ปฏิบัติอย่างวิธีนี้เห็นจะง่ายกว่าวิธีอื่น คือว่า เห็นอนิจจังก็เพื่อฆ่าอัตตา, เห็นทุกขังก็เพื่อฆ่าอัตตา, เห็นอนัตตาก็เพื่อฆ่าอัตตา นอกนั้นก็ไม่มีอะไรอีก; จะเห็นธรรมะจริง ก็เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทั้ง ๓ อย่างนี้ ให้มันระดมกันฆ่าอัตตา ; อย่างนี้ก็เลยบรรลุ มรรค ผล นิพพาน ได้ง่ายกว่าวิธีอื่นๆ

น.498 ขอให้สนใจไว้เป็นหลักอย่างที่กล่าวมานี้ก่อน โอกาสข้างหน้าเราจะพยายาม ทำความเข้าใจกันให้ยิ่งกว่านี้ ; ในที่นี้เอาแต่เพียงว่าพระไตรลักษณ์นี้จะมีไว้สำหรับฆ่า อัตตา. เรา มีพระไตรลักษณ์เป็นอาวุธสำหรับฆ่าอัตตา คือตัวกู ของกู ตามปรกติ. เราฆ่าอัตตาโดยวิธีทำให้มันอดอาหาร ผอมอยู่เรื่อย, และถ้าเกิดเผชิญหน้ากันขึ้นมา เมื่อไร ก็ฆ่ามันให้ตายเสีย ทันทีเลย ; ถือพระไตรลักษณ์นี้เป็นอาวุธ, หรือว่าเป็น เครื่องทำลายอัตตาตัวตนกันในลักษณะอย่างนี้. อานิสงส์ ของ พระไตรลักษณ์ ถ้าเรามองเห็นความประเสริฐวิเศษแห่งอานิสงส์ของพระไตรลักษณ์แล้ว ก็จะ เกิด ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ขึ้นมาในการปฏิบัติ ; จะมีการปฏิบัติที่ซ้อนการปฏิบัติ ขึ้นมา. เราต้องมีอะไรมาช่วยให้เกิดความอยากปฏิบัติ แล้วจะมีกำลังใจในการที่จะ ปฏิบัติ, มีเครื่องกระตุ้นอะไร ๆ ที่จะปฏิบัติ, แล้วก็ปฏิบัติได้ง่าย ; ฉะนั้นจึงต้อง พิจารณาให้เห็นอานิสงส์ของไตรลักษณ์ : - ข้อ ๑. จะต้องเห็นลู่ทางในการที่จะใช้พระไตรลักษณ์ เพื่อจะกำจัดเสีย ซึ่งความทุกข์โดยประการทั้งปวง. อย่ารู้เอาไว้เพียงแต่สำหรับพลั้งเวลาหกล้ม มันไม่มี ประโยชน์ ; เช่นเดียวกับเอาพระเครื่องแขวนคอจนชิน มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร, ต้องใช้ให้เป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาจริง ๆ. ข้อ ๒. พระไตรลักษณ์ . อนิจจัง ทุกขัง อนัตตานี้ ขอ ให้ถือว่าเป็น อารมณ์ของสัมมาทิฏฐิ ; เรารอดตัวได้เพราะสัมมาทิฏฐิ. สมฺมาทิฏฐิ สมาทานา สพฺพํ ทุกฺขํ อุปจฺจคํ - สัตว์ทั้งหลายล่วงพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงได้เพราะสมาทาน สัมมาทิฏฐิ ; เพราะมีสัมมาทิฏฐิอยู่เป็นประจำก็ล่วงพ้นจากความทุกข์ได้. พูดไว้ เป็นหลักอย่างนี้มันก็เป็นเรื่องเดียวกัน : เพราะว่ามีสัมมาทิฏฐิ นั้นก็คือมีความรู้ถูกต้อง,

น.499 ความรู้ถูกต้องก็คือความรู้ว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ; รวมเป็นประโยคใหม่ขึ้นมาว่า สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย - ธรรมทั้งหลายทั้งปวงอันใคร ๆ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น . ทำไมจึงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ? ก็เพราะว่าเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา . เมื่อ เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็เห็นว่าไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ; นี้คือสัมมาทิฏฐิ. สัมมาทิฏฐิ ก็ดับทุกข์ได้ ; ฉะนั้นเมื่อเราอยากจะมีสัมมาทิฏฐิเราต้องสนใจ ทำความสว่างไสว แจ่มแจ้งในเรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. ข้อ ๓ . ทีนี้จะพูดให้ละเอียดมากออกไปอีกก็ได้ ยังมีมากเรื่องจนพูดไม่ไหว แต่อยากจะยกตัวอย่างอีกเรื่องหนึ่งว่า พระไตรลักษณ์นี้เป็นอารมณ์ของวิปัสสนาญาณ ทุกขั้น ทุกตอน ทุกลำดับเลย. เมื่อปฏิบัติไปจนถึงขั้นที่เกิดวิปัสสนาเป็นญาณของ วิปัสสนาแล้ว ต้องเป็นเรื่องเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทั้งนั้น. ตัววิปัสสนาแบ่งออก เป็น ๙ ตอน ๙ ญาณ หรือว่าแถม ๑๐ ทั้งขั้นตระเตรียมเรียกว่าสัมมสนญาณ : - ญาณอันดับ ๑ ขั้นต้นก็ต้องเริ่มเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เข้มข้นเข้า ไปอีก เป็น อุทัยญาณ - เห็นความตั้งขึ้นและเปลี่ยนไป ; ญาณนี้ก็เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือความตั้งขึ้นและเปลี่ยนไปของสังขารทั้งปวง. ญาณอันดับ ๒ ก็เห็น ภังคญาณ - เห็นแต่ความดับ ๆ ๆ ๆ ; ก็คือเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, มันจึงเห็นความดับ ๆ ๆ ๆ แห่งสังขารอยู่ได้. ญาณอันดับ ๓ จากภังคญาณนั้น ก็เห็น ภยตุปัฏฐานญาณ - เป็นของ น่ากลัว ; น่ากลัวเพราะว่าทุกสิ่งเต็มไปด้วยลักษณะของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. ญาณอันดับ ๔ ถัดไปอีก ก็เป็น อาทีนวญาณ - เต็มไปด้วยโทษ ; สังขารทั้งหลายเต็มไปด้วยโทษ เพราะมันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันจึงเต็มไป ด้วยโทษ.

น.500 ญาณที่ ๑ อุทยัพพยญาณ ญาณที่ ๒ ภังคญาณ

น.501 ญาณที่ ๓ ภยตุปัฏฐานญาณ •ยาสารธารยว เผาสารธรกิจณทช์ชญา เบรกัดปีออกจะสรรหา และพัเฉพาะกาลยาตราชาอร ญาณที่ ๔ อาทีนวญาณ มิตไฮ เขตราชธนชาติรุณาธิธนาธิศตร์ฯ เอริคาร์ธรเราอายกรุณา ลบางพารา แลดูชั่วธิราชได้ซึ่งการมาตราเหนิงชาย สูรกฤษณารู้

น.502 ญาณที่ ๕ นิพพิทาญาณ เยเกจิรูปาอตีตานาคต ปจฺจุปฺปนฺนา เยเกจิเวทนาสญฺญาสงฺขารา วิญฺญาณํ ฯลฯ ญาณที่ ๖ มุญจิตุกัมยตาญาณ เยกาจิสงฺขารานํ โทสโต ทิสฺวา มุญฺจิตุกมฺยตาญาณํ สณฺฐาติ

น.503 ญาณที่ ๗ ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ เขากรธรณชาติรรณาณี นายเชาเขารณา เค้กอาหารรษณิกบุตราชการในคุสมา ดุ อิญฺตสุ โก้เอกสารรา จรญบุญ) กรมชาญเม ริงพฤษภาบุญรูดี โก ดู วิจัชาญา สหภาษี ญาณที่ ๘ สังขารุเปกขาญาณ เอกราชอริสุขนา เชือกการรุทการดูภาวนา พิเช ตตู ชินีโฮวูที่ได้ซีจะเป็นเครา ริต้าดุเบรกเทพยกระดับ

น.504 ญาณที่ ๙ สัจจานุโลมิกญาณ ของวิทยุณา อายผู้ใช้มาธุรการ ปริญญาการ ณาเข้าไปสู่การ เหาชาติธาณทเป็นสุขกฤษณา อุตสาหมุนด์ หมุนและ

น.505 ญาณอันดับ ๕ หลังจากนั้นก็เกิดนิพพิทาญาณ - น่าเบื่อเหลือประมาณ ; เพราะมันเต็มไปด้วยอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จึงน่าเบื่อเหลือประมาณ. ญาณอันดับ ๖ หลังจากนั้นก็เกิดมุญจิตุกัมมยตาญาณ - อยากจะพ้นไป ; ก็อยากจะพ้นไปจากสิ่งที่เต็มไปด้วยอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ซึ่งเป็นของร้ายกาจ. ญาณอันดับ ๗ หลังจากนั้นก็มีปฏิสังขานุปัสสนาญาณ - พิจารณาหาทาง ที่จะออกไปเสีย จากอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ; ก็อาศัยแรงของการเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นี้ ผลักดันให้ออกไปตามทาง. ญาณอันดับ ๘ ที่นี้ก็มาถึง สังขารูเปกขาญาณ - วางเฉยในสังขาร ทั้งหลายทั้งปวง ; เหมือนบุรุษวางเฉยในภรรยาที่หย่าขาดกันแล้ว เหมือนภาพที่เขียน ไว้ที่ฝาผนังตรงนั้น ไปดูกันเสียบ้าง มันก็เพราะเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นั่นแหละ จึงเกิด สังขารุเปกขาญาณ. ญาณอันดับ ๙ อันสุดท้าย ก็เป็น สัจจานุโลมิกญาณ - ได้ที่ และ พร้อมเพรียงที่จะรู้อริยสัจจ์แล้ว ก็เพราะการเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ถึงที่สุด. นี้ก็เป็นตัวอย่างที่ยกมาแสดงว่า การเห็นพระไตรลักษณ์แล้วย่อมเป็นอารมณ์ ของวิปัสสนาญาณ ทั้ง ๙ เลย. ต่อไปนี้ก็เป็นการบรรลุ มรรค ผล สมมติเป็นพระโสดาบันขึ้นมา สำเร็จ มรรค ผล ในการปฏิบัติครั้งนี้เพียงเป็นพระโสดาบันขึ้นมา. จะทำอย่างไรต่อไปที่จะ เป็นพระสกิทาคามี ขึ้นมาอีก ? ก็ต้องเพิ่มแรงของ การเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ขึ้นไปอีก จึงจะบรรลุ มรรค ผล ขั้นสกิทาคามี. พิจารณาทำนองเดียวกันแต่ว่าเพิ่มแรงการเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาขึ้นไปอีก ก็จะเป็น พระสกิทาคามีขึ้นมา.

น.506 แล้วทำอย่างไรจึงจะ เป็นพระอนาคามี ต่อไปอีก ? ก็เพิ่มแรงเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ต่อไปอีก. ทีนี้เป็นพระอนาคามีแล้ว ก็ไม่มีทางไหนอีก นอกจากจะเพิ่มแรงของการ เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ขึ้นไปอีก จึงจะ เป็นพระอรหันต์ ; หมายความว่าพระ- อนาคามีเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่ถึงที่สุด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ จึงต้องเพิ่มส่วนที่ยังขาด จึงจะเป็นพระอรหันต์. จากปุถุชนไปเป็นพระอริยเจ้า ก็ด้วยแรงของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา : เป็น พระอริยเจ้าที่ ๑ จะเลื่อนไปเป็นพระอริยเจ้าที่ ๒ ก็ด้วยแรงของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, พระอริยเจ้าที่ ๒ หรือสมณะที่ ๒ จะเลื่อนขึ้นเป็นสมณะที่ ๓ ก็ต้อง ด้วยแรงอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, พระอริยเจ้าที่ ๓ จะเลื่อนขึ้นเป็นพระอริยเจ้าที่ ๔ คือพระอรหันต์ ก็ต้องด้วยแรงของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ซึ่งมากขึ้น ๆ ฉะนั้น ไม่มีอื่นที่จะช่วยให้เลื่อนขึ้นไปตามลำดับ ๆ จนถึงการบรรลุมรรค ผล ขั้นสุดท้าย ; นอกจากเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. ทีนี้แม้ว่าเราจะอยู่เป็นปุถุชน ไม่อยากเป็นพระอริยเจ้า อยากจะเป็นปุถุชน ที่พอทนอยู่ได้ ก็ต้องอาศัยความรู้เรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นี้เหมือนกัน. เห็นไหมว่ามันไม่มีทางหลีก ; ไม่มีที่ไหนที่ไม่ต้องการ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. เราจะมีความรู้สึกเป็นสุข หายใจสะดวก หายใจมีความสุขอยู่บ้าง ก็ต้องอาศัยความรู้เรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. ดังนั้นเราจึงต้องปฏิบัติกันในลักษณะอย่างนี้, รู้ชัดอย่างนี้, มุ่งหมายหมายมั่นในการปฏิบัติอย่างนี้; แล้วก็ปฏิบัติอยู่ทั้งต่อหน้าและลับหลังของอารมณ์ ขอให้ศึกษาวิชาความรู้เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อยู่เป็นประจำ ทำให้ กิเลสมันอดอาหาร มันร่อยหรอเบาบางไป; พอถึงคราวเผชิญหน้ากันกับอารมณ์จริง ๆ ก็ใช้อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาเต็มที่ ก็จะสกัดกั้นการปรุงแต่งที่จะเป็นความทุกข์ ที่จะ เป็นความโลภ ความโกรธ ความหลง นั้นเสียได้ ; เหมือนกับที่ได้อธิบายมาแล้ว

น.507 ข้างต้นว่า ยาฉีดที่คุ้มกันก็ชื่ออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, ยาฉีดที่จะแก้ ให้หายไปเลย ก็เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. หวังว่าทุกคนจะได้สนใจ ให้สมกับที่ว่าเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ที่พระพุทธเจ้า ท่านได้ตรัสไว้ว่า : - เมื่อใดเห็นตามเป็นจริงว่าสังขารทั้งปวง เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์, ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ; เมื่อนั้นจะเบื่อหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ นั้นเป็นหนทางแห่งความหมดจด. เมื่อเดินไปตามทางแห่งความหมดจดแล้ว, มันก็ เป็นไปตามลำดับญาณทั้งหลาย, แล้วก็ไปตามลำดับขั้นของมรรค ผล ความเป็น พระอริยเจ้าทั้งหลาย ; แล้วก็ไปจบลงที่นิพพาน อันสมบูรณ์ อันสูงสุด อันเด็ดขาด อันไม่กลับหลังอีก. ถ้ายังไม่ถึงนั่น ยังจะอยู่ไปในชีวิตประจำวันเวลานี้ ก็ต้องอาศัยอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ช่วยให้เกิดนิพพานชั่วคราว ๆ อยู่เรื่อยไป : เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาทีไร ก็เย็นลงไปที่นั้น ; พอลืมไปมันก็ร้อน, พอเห็นอีกก็เย็นอีก. ฉะนั้น จงมีชีวิตอยู่ด้วยพระไตรลักษณ์ คืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในลักษณะอย่างนี้เถิด ; อย่าเอาไว้เพียงเผลอหกล้มแล้วก็พลั้ง ; อย่างนั้นไม่มีประโยชน์อะไร. แล้วบางคน ยังพลั้งมากไปกว่านั้นจนน่าเกลียดเสียอีก ก็ยิ่งไม่มีประโยชน์. มันเป็นธรรมเนียม ประเพณีของคนโง่ ได้เพชรได้พลอยแล้วก็ไม่รู้ว่าจะเอาไปทำอะไร, แล้วก็หาไม่พบ ว่าอยู่ที่ไหน. อยู่ที่หน้าผากก็หาไม่พบ มีอยู่ที่เนื้อที่ตัวก็หาไม่พบ, เป็นเส้นผมบังภูเขา อยู่เรื่อย ; อย่างนี้จะไม่ให้เรียกว่าคนโง่แล้วก็ไม่รู้จะเรียกว่าอย่างไร. ขอให้ระวังความเป็นอันธพาล มีได้แม้แก่ภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ; จะเป็นอันธพาล เพราะไม่เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. ขอพูดซ้ำแล้วซ้ำอีก เพื่อว่าอย่าได้ลืม หรืออย่าได้ประมาทในเรื่องที่สำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนา คือ เรื่องพระไตรลักษณ์ หรือเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. นี้ก็พอสมควรแก่เวลาสำหรับวันนี้ จะขอยุติไว้เท่านี้ก่อน.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต