Buddhadasa.org

โอสาเรตัพพธรรม ตอนที่ ๑๓ — หลักปฏิบัติเกี่ยวกับโลกุตตรธรรม

โอสาเรตัพพธรรม — คำบรรยายประจำวันเสาร์ ภาควิสาขบูชา พ.ศ. ๒๕๑๔ ณ สวนโมกขพลาราม ไชยา · เสาร์ที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๑๔

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.508 ท่านสาธุชน ผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย, การบรรยายในวันนี้มีโดยหัวข้อว่า หลักปฏิบัติเกี่ยวกับโลกุตตร- ธรรมที่นี่และเดี๋ยวนี้. การบรรยายในวันนี้น่าจะงด เพราะว่า อาตมา เป็นหวัด ; แต่ก็ไม่อยากจะงดเพราะว่าจะเสียกำหนดการที่กำหนดไว้ ดังนั้น ก็จะได้ว่าไปตามเรื่องเท่าที่จะทำได้ "โลกุตตรธรรมที่นี่และเดี๋ยวนี้" เมื่อพูดขึ้นอย่างนี้ คนโดยมากก็ฉงน หรือไม่เชื่อ เพราะได้ยินได้ฟังกันมาเป็นอย่างอื่น, มีความเชื่อกันจนเป็นธรรมเนียม เป็นอย่างอื่น คือไม่ใช่ที่นี่และเดี๋ยวนี้. หมายความว่าต้องรอต่อตายแล้ว อีกกี่ชาติ หรือกี่สิบชาติ หรือร้อยชาติพันชาติก็ไม่แน่ ; เพราะเขาถือว่าเป็นสิ่งที่ยากที่จะลุถึงได้. ส่วนอาตมาบอกว่า "ที่นี่และเดี๋ยวนี้" มันต่างกันยิ่งกว่าหน้ามือเป็นหลังมือไปเสียอีก ; เพราะฉะนั้นเราจะต้องพิจารณากันดูว่ามันเป็นอย่างไร. ๔๗๓)

น.509 โลกุตตรธรรม คืออะไร ข้อแรกที่สุดก็จะต้องพิจารณากันถึงคำว่าโลกุตตระ หรือโลกุตตรธรรมนั่นเอง. คำว่า "โลกุตตรธรรม" ที่รู้จักกันทั่วไปแต่ก่อนก็คือ โลกุตตรธรรม ๙ : ๙ คือ มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ รวมกันเป็น ๙. มรรค ๔ ผล ๔ ก็คือ : โสตาปัตติมรรค โสตาปัตติผล สกิทาคามีมรรค สกิทาคามีผล อนาคามีมรรค อนาคามีผล อรหัตตมรรค อรหัตผล ๔ คู่นี้ ๘ ข้อ แล้วมีนิพพานอีก ๑ รวมเป็น ๙ เรียกว่าโลกุตตรธรรม ๙. โลกุตตรธรรม ๙ อย่างนี้ไม่เคยพบในบาลีพระพุทธภาษิต คือไม่มีพระพุทธภาษิตที่พูดถึงโลกุตตรธรรม ๙ อย่างที่เราถือกันอยู่เป็นประจำ ; คงมีอยู่แต่ในหนังสือชั้นหลัง ๆ เรื่องอื่น ๆ ที่ไม่ได้มีในพระพุทธภาษิต เช่นบารมี ๑๐ อย่าง หรืออะไรต่างๆ เหล่านี้ก็มีอยู่เป็น อันมาก ล้วนแต่มีขึ้นในหนังสือชั้นหลังด้วยกันทั้งนั้น. คำว่า "โลกุตตระ" ที่เป็นพระพุทธภาษิตโดยตรงนั้น มีพบแต่ในเรื่องที่ เกี่ยวกับสุญญตา. ถ้าตรงไหนมีเรื่องสุญญตา ที่พระพุทธองค์ตรัสเอง : ตรงนั้น จะต้องมีคำว่า "โลกฺตตรา" อยู่ด้วยเสมอไป. บทที่แพร่หลายที่สุดก็คือบทที่ว่า เย เต สุตตฺตา ตถาคตภาสิตา คมภีรา คมภีรตถา โลกฺตฺตรา สุญญตปปฏิสิยุตฺตา แปลใจความสั้น ๆ ง่าย ๆ ในภาษาไทยก็คือว่า : สุตตันตะที่พระตถาคตได้กล่าวแล้ว เป็น เรื่องลึกซึ้ง เป็นเรื่องที่มีอรรถลึกซึ้ง เป็นเรื่องที่อยู่เหนือโลก และประกอบอยู่ด้วย สุญญตา. อย่างนี้มีหลายแห่งในพระพุทธภาษิต ที่พูดถึง "โลกุตตรา"; แต่ไม่เคยมี ที่แยกออกเป็น ๙ เหมือนที่เรารู้กัน. เพราะฉะนั้นที่เรารู้กันอยู่เดี๋ยวนี้จึงไขว้กันอยู่กับ ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส. แต่ว่ามีทางที่จะทำความเข้าใจกันได้ต่อไป; เราจะต้อง พยายามทำความเข้าใจ ความหมายเฉพาะ แม้จะเป็นเรื่องปลีกย่อยของเรื่องนั้น ๆ. ในข้อแรกจะต้องทำความเข้าใจกันถึงคำว่า โลกุตตระ. "ถางโลกุตตระนี้ ตัวหนังสือแปลว่า พ้นโลก หรือเหนือโลก ; แต่ว่าพวกชาวบ้านมักจะแปลงเป็น ภาษาไทยว่าโลกอุดร, คนแก่ ๆ จะพูดว่าโลกอุดร. เมื่อฟังคำว่าโลกอุดร มันก็มี

น.510 ความหมายเพี้ยนต่อไปอีก กลายเป็นโลกอีกโลกหนึ่ง ทางทิศอุดร หรืออะไรทำนองนั้น. ที่จริงตัวหนังสือที่ว่า โลกุตตระ = โลก + อุตตระ รวมกันเป็นโลกุตตระนั้นเอง กลายมา เป็นคำว่าโลกอุดร. โลกะ แปลว่า โลก, อุตตระ แปลว่า ยิ่ง หรือ เหนือ, โลกุตตระ ก็แปลว่าเหนือโลก หรือยิ่งกว่าโลก หรือพ้นไปจากโลก. ที่นี้คำว่าโลกอุดรก็อย่าง เดียวกัน คือมาจากคำว่าโลกุตตระนั้นเอง ; ถ้าใครสมัครจะใช้คำว่าโลกอุดร ก็ให้ เข้าใจเสียว่า เป็นคำที่หมายถึงเรื่องที่พ้นโลกหรือเหนือโลก. ปัญหา ที่ ต้องพิจารณา ที่นี้ก็มีข้อที่จะต้องพิจารณาดูต่อไปว่า ที่ว่า "เหนือโลก" หรือ "พ้นโลก" หมายถึงอะไร ? อะไรที่อยู่เหนือโลก หรือพ้นโลก? ถ้าหมายถึงแผ่นดิน หรือสถานที่ หรือวิมาน หรืออะไร ที่อยู่เหนือโลกพ้นโลก อย่างนี้ก็ยิ่งผิดต่อไปอีก. ในบาลี เรียกว่า โลกุตตรธรรม แปลว่า ธรรมที่เหนือโลกหรือพ้นโลก. ที่นี้คำว่า "ธรรม" นี้มีความหมายกว้าง : หมายถึงข้อปฏิบัติเพื่อให้เป็นอย่างนั้น ก็ได้, หรือหมายถึง ภาวะที่เป็นอย่างนั้น ก็ได้ ในที่นี้หมายถึงภาวะที่ให้เป็นอย่างนั้น ก็มีข้อที่จะต้อง ถามต่อไปว่า ภาวะของอะไร ? ก็ไม่มีภาวะของอะไรนอกจากภาวะของจิต ; ฉะนั้น คำว่า โลกุตตรธรรม จึงแปลว่า ภาวะของจิตที่อยู่เหนือโลก. “ภาวะของจิตของมนุษย์ที่อยู่เหนือโลก" นี้ คนธรรมดาก็ยังฟังไม่ออก อีกว่า จิตจะอยู่เหนือโลกได้อย่างไร ? เมื่อจิตก็อยู่ในร่างกาย ร่างกายก็อยู่ในโลก ; แล้ว ภาวะของจิตที่อยู่เหนือโลกนั้นเป็นอย่างไร? ก็มีปัญหาต่อไป ปัญหาชนิดนี้. เกิดขึ้นมาจากความที่ไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่าโลก. คำว่า "โลก มิได้หมายถึงแผ่นดิน เสมอไป แต่หมายถึงอะไร ๆ ที่เป็นความหมายของโลก, หรือเป็นพิษสงอัน ร้ายกาจของโลก. ฉะนั้นที่ว่า "อยู่เหนือโลก" อย่างนี้ก็หมายความว่า "อยู่เหนือความ ครอบงำของโลก". ในโลกนี้มีอะไร ๆ หลาย ๆ อย่างที่จะครอบงำจิต. ถ้าจิตอยู่เหนือ

น.511 อำนาจครอบงำนั้นแล้ว ก็ต้องเรียกว่า อยู่เหนือโลก คือเหนือความครอบงำของโลก นั้นเอง. ที่นี้โลกจะมีอะไรสำหรับครอบงำจิตใจของสัตว์ ? ก็มีเรื่องที่กล่าวไว้ใน พระบาลีโดยชัดเจน ซึ่งจะได้กล่าวกันต่อไปข้างหน้า. เดี๋ยวนี้เรากำลังวินิจฉัยกันถึงข้อที่ว่า : โลกุตตระนั้นคืออะไรแน่? แล้วทำไมจึงมีได้ที่นี่และเดี๋ยวนี้ ? ถ้าหมายถึงมรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ ก็มีได้ต่อ เมื่อบรรลุมรรค ๔ ผล ๔ หรือบรรลุนิพพาน. จะมีที่นี่และเดี๋ยวนี้ได้อย่างไร ? นี่แหละ คือข้อที่จะต้องศึกษาให้เข้าใจ และยังเกี่ยวข้องกันอยู่กับคำหลาย ๆ คำที่ทำให้เข้าใจยาก ; เม้ที่เรียกว่ามรรค ๔ ผล ๔ นั้น ก็ยังต้องเอามาวินิจฉัยอีกต่อหนึ่ง. มรรค ๔ หรือ ผล ๔ ก็คือ พระโสดา ฯ พระสกิทาคา ฯ ฯลฯ อย่างที่กล่าวมาแล้ว. พระโสดาบันที่ยังเป็นผู้ครองเรือน ยังเสวยกามคุณ ยังบริโภครสอัน เกิดจากเพศตรงกันข้าม ยังมีภรรยาสามี อย่างนี้จะเรียกพระโสดาบันนั้นเป็นโลกุตตระ กันได้อย่างไร ? ในความหมายไหน ? พระสกิทาคามี ก็ยังเป็นอย่างนั้น คือ ยังเป็นฆราวาส ยังมีภรรยาสามี ยังบริโภครสอันเกิดจากเพศตรงกันข้าม อย่างนี้เป็นต้น. ทีนี้ก็ขึ้นไปถึงพระอนาคามี พระอนาคามีไม่เกี่ยวข้องกับกามคุณ ไม่เกี่ยวข้อง กับเพศตรงกันข้าม แต่ดูก็ยังพะวงอยู่เป็นอันมากในรูปาวจรภพ คืออยู่ในภพที่ บริสุทธิ์สะอาดอย่างที่เรียกกันว่า รูปภพ forยังมีอาลัยอาวรณ์ไม่อยากจะจากไปจากภพ. ขอให้เข้าใจว่าภพนั้นมี ๓ ภพ คือ กามภพ รูปภพ และอรูปภพ พระอนาคามีแม้จะ ไม่พะวงอยู่ในกามภพ แต่ก็ยังพะวงอยู่ในรูปาวจรภพ ถือเป็นที่สุขสบาย จึงมีอาการ เหมือนกับยังพะวงอยู่ในรูปาวจรภพนั้นเป็นอันมาก อย่างนี้จะเรียกว่าเป็นโลกุตตระได้ อย่างไร ?

น.512 พระอรหันต์เท่านั้นที่อยู่เหนือภพทั้ง ๓, อยู่เหนือทุกอย่างซึ่งเป็นเครื่อง เกาะเกี่ยว ; ส่วนพระโสดาบัน สกิทาคา อนาคามี นั้นยังมีเรื่องเกาะเกี่ยว เกี่ยวกับภพ เกี่ยวกับโลก อย่างนี้จะเรียกว่าเป็นผู้อยู่เหนือโลกได้อย่างไร ? ผู้ที่อยู่เหนือโลกโดย สิ้นเชิงก็มีแต่พระอรหันต์. ทีนี้ภาวะของพระอรหันต์ก็จะดูซ้ำกันกับเรื่องของนิพพาน. พระอรหันต์ย่อม บรรลุนิพพาน ๒ ประการคือ สุปาทิเสสนิพพาน, หรือ อนุปาทิเสสนิพพาน ; ไม่บรรลุนิพพาน ๒ อย่างนี้ก็ไม่ใช่พระอรหันต์. เรื่องพระอรหันต์เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ นิพพานโดยตรงอยู่แล้ว ทำไมจะต้องพูดถึงนิพพานให้เกินเข้ามาอีกกลายเป็น ๙ ? ปัญหาดังกล่าวนี่แหละเป็นข้อที่ชวนฉงน ไม่ใช่จะชักชวนให้คิดให้ยุ่งหัว ; แต่ต้องการจะให้พิจารณาดูให้ดี จนให้พบว่า ที่เรียกว่าอยู่เหนือโลกนั้นเป็นอย่างไร ? และตามที่เราสมมติกันอยู่เอง ว่ากันเอาเองนี้ ว่ามรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ เป็นโลกุตตระ นี้มันยังเป็นที่น่าสงสัยอย่างไร ? ก็เป็นที่น่าสงสัยอย่างที่ว่ามาแล้ว : ว่าพระโสดาบัน พระสกิทาคามี ยังพะวงอยู่ด้วยกามภพ, พระอนาคามียังพะวงอยู่ด้วยรูปาวจรภพ ; พระอรหันต์เท่านั้นที่อยู่เหนือภพโดยประการทั้งปวง แล้วก็มีนิพพานโดยสมบูรณ์. นิพพานของพระอรหันต์ก็เป็นอย่างเดียวกับคำว่านิพพานโดยทั่ว ๆ ไป. พระอรหันต์ อยู่เหนือโลกนี้ฟังได้ง่ายเข้าใจได้ง่ายชัดเจนที่สุด ; แต่พระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี จะอยู่เหนือโลกนั้นเข้าใจได้ยาก. ขอให้ไปลองคิดดูอย่างนี้ การอยู่เหนือโลก หรือโลกุตตรธรรม มีได้ที่นี่และเดี๋ยวนี้ หนทางออกก็มีอยู่ทางเดียวคือว่า : พระโสดาบัน เป็นต้นนี้ เป็นแต่ เพียงผู้ที่แน่นอนว่าจะอยู่เหนือโลกเท่านั้น เวลานี้ยังไม่ได้อยู่เหนือโลก ; แต่เป็น ผู้ที่แน่นอนว่าจะอยู่เหนือโลก. ฉะนั้นจึงสงเคราะห์ไว้เป็นฝ่ายผู้ที่อยู่เหนือโลก ไม่เอา มารวมไว้กับปุถุชนที่จมโลก. ถ้าอธิบายอย่างนี้ ก็พอจะเข้าใจได้ ว่า พระอริยบุคคล

น.513 ขั้นต้น ๆ ที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์นั้น เป็นผู้ที่แน่นอนว่าจะอยู่เหนือโลก จึงจัดไว้ ในฝ่ายเหนือโลก. ผู้ที่จะเข้าใจ "เรื่องเหนือโลก" ยังจะต้องรู้จักสังเกตให้มากกว่านั้นว่า เมื่อ พระโสดาบัน เป็นต้น ถูกจัดไว้ฝ่ายเหนือโลกแล้ว เราก็น่าจะนึกถึงอาการที่อยู่เหนือโลก บางอย่างของคนอื่นต่อไป ; โดยเฉพาะก็คือ บุถุชนนี่เอง ในบางโอกาส ในบางเวลา คนเราก็ยังมีเวลาที่จะเป็นอิสระไปจากความบีบคั้นของโลก, ภาวะจิตใจของ คนเราต้องมีเวลาว่างจากการบีบคั้นของโลก. ถ้ามีการบีบคั้นของโลกไม่ว่างเสียเลยแล้ว คนเราก็เป็นบ้าตายหมด ไม่มีโอกาสที่จะมานั่งพูดนั่งฟังกันอยู่ที่นี่ได้. ฉะนั้นขอให้ สังเกตดูให้ดีโดยยุติธรรมว่า เรามิได้อยู่ภายใต้การบีบคั้นของโลก ตลอดวันตลอดคืน ทุกลมหายใจเข้าออก. การบีบคั้นของโลกจะมีเป็นครั้งเป็นคราว, เป็นเรื่องเป็นราวคราว หนึ่ง ๆ เท่านั้น ก็คือเมื่อเผลอ เมื่อไม่มีสติเพียงพอ ; เพราะไปยึดมั่นถือมั่นในสิ่ง ที่เป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่นเข้า ; เมื่อนั้นแหละจะถูกสิ่งที่เรียกว่าโลกบีบคั้น หรือ เผาลน หรือกดทับ หรือพัวพันหุ้มห่ออะไรต่าง ๆ ก็แล้วแต่จะเรียก. พอความรู้สึก อันนั้นหมดไป อันจิตใจของคนเราก็กลับเป็นจิตที่ว่างอยู่อย่างเดิม : เรียกว่า "โลก" ไม่ได้บีบคั้นจิตใจของคนเราไปตลอดเวลา. มันแล้วแต่ว่าเมื่อไรเผลอ : คือ ขาดสติ ขาดความรู้ ปล่อยไปตามอำนาจของความไม่รู้คืออวิชชา ; เมื่อนั้น ก็เกิด "โลก" ขึ้นมาทันที, แล้วก็ครอบงำท่วมทับจิตใจของบุคคลนั้น. ตามธรรมดาโลกก็อยู่แต่โลก มนุษย์ก็อยู่แต่มนุษย์ จิตของมนุษย์ก็อยู่ไป ตามประสาจิตของมนุษย์ : แต่ว่าจิตของมนุษย์นี้มันมีเผลอ ; เผลอเมื่อไร โลกก็เกิด เป็นโลกชนิดที่จะครอบงำจิตใจมนุษย์. ฉะนั้นเราจะต้องรู้ว่า ภาวะของจิตใจที่อยู่ เหนือการครอบงำของโลกนั้น ก็มีอยู่อย่างหนึ่ง ; ภาวะของจิตใจที่ยังไม่ถูกโลกครอบงำ

น.514 นี้ก็มีอยู่อย่างหนึ่ง. แต่ผลมันคล้าย ๆ กันคือว่า ถ้าไม่ถูกโลกครอบงำแล้ว จิตใจก็ยัง คล้าย ๆ กัน คือว่าง หรือเป็นอิสระจากอำนาจบีบคั้นของโลก. อีกประการหนึ่งคำว่า "โลกุตตรา" ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ ว่าเนื่อง เฉพาะด้วยสุญญตานั้น เป็นเรื่องที่มีความหมายลึกซึ้ง, ลึกซึ้งสำหรับเราจะต้อง พิจารณาดูให้ดีว่า คำว่า "โลกฺตตรา" ในที่นี้ไม่ได้เล็งถึงมรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ โดยตรง ; แต่กล่าวไว้กว้าง ๆ ว่า "เรื่องที่เกี่ยวกับสุญญตาแล้วละก็เป็นเรื่อง เหนือโลก", ธรรมะที่เกี่ยวกับสุญญตาแล้วละก็เป็นเรื่องเหนือโลก, หรือภาวะของจิต ที่ประกอบอยู่ด้วยสุญญตาแล้ว ก็เป็นภาวะของจิตที่อยู่เหนือโลก ; เป็นคำกลาง ๆ ไม่ต้องระบุลงไปว่าได้แก่บุคคลใด ที่ไหน อย่างไร ; อย่างนี้ก็ได้. เมื่อใครมีจิตใจเป็นอย่างไหนก็เรียกว่าคนนั้นเป็นอย่างนั้น, ถ้า เป็น ชั่วคราวก็เป็นอย่างชั่วคราว, ถ้าเป็นอย่างถาวรตลอดไปก็เรียกว่าอย่างถาวร ตลอดไป. มันจึงแปลกกันอยู่แต่ที่ว่าบุถุชนคนธรรมดา บางคนมีจิตใจว่างจากการ บีบคั้นของโลกเพียงชั่วคราว. พระอรหันต์พวกเดียวเท่านั้นที่จะมีจิตใจว่างจากการ บีบคั้นของโลกโดยสิ้นเชิง. พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี ก็ยังถูกโลก บีบคั้นอยู่เป็นคราว ๆ เช่นเดียวกับคนธรรมดา ; แต่ว่าในลักษณะที่อ่อนกว่า หรือ เบากว่าบุญชนธรรมดาสามัญทั่วไป. แต่เมื่อเล็งถึงข้อที่ว่ายังถูกอำนาจของโลกบีบคั้นแล้ว ก็ยังถูกบีบคั้นอยู่ด้วยกันทั้งนั้น. ปุถุชนก็ตกหนักในฐานะที่ถูกบีบคั้นมาก จนกลายเป็นนรก หรืออบาย ไปทีเดียว, ซึ่งจะมีความร้อนใจเป็นนรก, จะมีความหิวเป็นเปรต, จะมีความ ขลาดกลัวเป็นอสุรกาย, หรือจะโง่เป็นสัตว์เครัจฉานไปในที่สุด ; ) นี่มันมากถึง อย่างนี้. บุญชนยังมีอะไรที่จะเป็นเครื่องต่อต้านการบีบคั้นของโลกน้อย ; ฉะนั้นถึง คราวที่โลกจะบีบคั้น มันก็บีบคั้นได้มากถึงอย่างนี้. ต่อเมื่อได้ศึกษาฝึกฝนเรื่อย ๆ ไป

น.515 มีสติปัญญา ก็ค่อยกระเตื้องขึ้นมา ๆ เป็นกัลยาณปุถุชนชั้นดีแล้ว ; โลกก็บีบคั้น ได้น้อยลง ; กระทั่งเป็นพระอริยเจ้าขั้นต้น ๆ : คือเป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี เป็นต้น, โลกก็บีบคั้นได้น้อยลง ไม่ถึงขนาดที่เรียกว่าตกนรก หรือตกอบายอีกต่อไป. ผู้ที่ถูกโลกบีบคั้นน้อยลง ไม่ร้อนใจเหมือนตกนรก ไม่หิวเหมือนเปรต ไม่โง่เหมือนสัตว์ เดรัจฉาน ไม่ขี้ขลาดเหมือนอสุรกายอีกต่อไป ; นี่ก็พอเรียกได้ว่าเป็นพระโสดาบัน ผู้แรกถึงกระแสของนิพพาน แต่ยังไม่ถึงพระนิพพานโดยสมบูรณ์. ด้วยเหตุดังกล่าวมานี้ ก็เป็นการสมควรแล้ว ที่จะจัดพระโสดาบันไว้ในฝ่าย ของโลกุตตระ คือผู้ที่จะอยู่เหนือโลกโดยแน่นอนในอนาคต หรือจะเรียกว่าเป็น ชั้นเตรียมก็ได้ ; จะไปจัดไว้ฝ่ายบุญชนก็ไม่ถูก, จะว่าเหนือโลกโดยสิ้นเชิงก็ยังไม่ได้, แต่เป็นผู้เตรียมพร้อมที่จะเหนือโลกโดยสิ้นเชิง. ส่วนพระบาลีที่เกี่ยวกับสุญญตานั้น กล่าวไว้เป็นกลาง ๆ ว่า : ถ้ามีการประกอบอยู่ด้วยสุญญตาก็ต้องเรียกว่าเหนือโลก ไม่มากก็น้อย ไม่ตลอดเวลาก็ชั่วคราว ; ฉะนั้นจึงมีความหมายที่กว้างอันเป็นความหมาย ที่เราควรจะสนใจ. คนธรรมดาสามัญควรจะสนใจเรื่องเกี่ยวกับสุญญตา ก็เพื่อว่าจะให้เราได้พบ ภาวะ ที่จิตของเราตามธรรมดาสามัญนี้ อาจจะอยู่เหนือการครอบงำของโลกได้ เป็นพัก ๆ หรือเป็นคราว ๆ ด้วยเหมือนกัน. อย่างเช่นว่า ท่านกำลังนั่งอยู่ที่นี่ ก็เรียกว่า "ว่างจากการบีบคั้นของโลก" แม้แต่ชั่วขณะที่นั่งอยู่ที่นี่ มันก็ยังมีลักษณะ แสดงให้เห็นว่า เรากำลังว่าง หรือปลอดภัยจากการบีบคั้นของโลก. เมื่อเราอยู่กับ บ้าน อยู่กับการงาน อยู่กับความรับผิดชอบ อยู่กับสิ่งที่ยั่วยวนให้เกิดกิเลสนานาชนิดนั้น จิตไม่เป็นอย่างนี้; แต่จิตถูกบีบคั้น ให้อยู่ใต้อำนาจของสิ่งที่เรียกว่าโลก. เมื่อจะศึกษาเรื่องโลกุตตระ ก็จำเป็นที่จะต้องเริ่มต้น ก. ข. ก. กา กันไป ก่อน : จากการศึกษา ให้รู้จักภาวะของจิตของเราเอง โดยไม่ต้องไปเชื่อตามคนอื่น ว่า จิตที่ว่างจากการบีบคั้นของโลก หรืออยู่นอกเหนือการบีบคั้นของโลกเป็นอย่างไร ?

น.516 แม้ว่าจะมีอยู่ชั่วขณะอันเล็กน้อย จิตก็ยังมีลักษณะที่ผิดกันอย่างตรงกันข้ามจากขณะที่มัน อยู่ใต้ความบีบคั้นของโลก. เพราะฉะนั้นจงสนใจให้สุดความสามารถของแต่ละคน ๆ ; เพราะว่า "ความที่ปราศจากความบีบคั้นของโลก" นั่นแหละเป็นลักษณะของ นิพพาน. เราพอใจ สนใจ ในสิ่งที่เรียกว่านิพพาน ; แล้ว ทำไมจึงไม่สนใจในตัว นิพพานจริงๆ คือภาวะที่จิตมันว่างจากการบีบคั้นของโลกซึ่งเรียกว่าโลกุตตระนี้เล่า? การที่จิตจะว่างได้ เป็นอิสระได้ เป็นพัก ๆ อย่างนี้ ย่อมดีกว่า ที่จะติดคุกติดตะรางไป ตลอดวันตลอดคืนตลอดชีวิต, จิตมีเวลาว่างบ้าง สลับกันอยู่อย่างนี้ ก็นับว่าเป็นการดี อย่างยิ่งแล้ว ; คือช่วยถ่วงกันให้พอดี ไม่ให้บ้ามากนัก และก็ไม่ให้ดีเกินไป; เพื่อ ค่อย ๆ รู้ขึ้นไปตามลำดับ ๆ ว่ามันจะต้องเป็นอย่างไร ? มันมีอยู่อย่างไร ? และควรจะ กำจัดส่วนไหนออกไป ? ควรจะพอกพูนสิ่งไหนเข้าไว้ ? สำหรับคำว่า "นิพพาน" นั้น ในที่บางแห่งพระพุทธองค์ทรงยกตัวอย่าง ว่า : ความสุขที่เกิดมาจากจตุตถฌานนั้นเป็นตัวอย่างแห่งรสของนิพพาน อย่างนี้ก็มี; เพื่อว่า คนที่ยังไม่ได้บรรลุนิพพานจริง ๆ อยากจะชิมรสของพระนิพพานให้เต็มที่ ร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ทำได้ โดยการชิมรสของจตุตถฌาน ; พยายามเจริญสมาธิขึ้นไปถึงชั้น จตุตถฌานก็จะได้รับความสงบสุขทางจิตใจ พอที่จะเรียกได้ว่าเป็นรสของพระนิพพาน. มันต่างกันแต่ว่ารสของพระนิพพานแท้จริงนั้น ตายตัวลงไป ไม่กลับเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น ; ส่วนรสของจตุตถฌานนี้ แม้จะสูงสุดอย่างนั้นแล้ว อาจกลับเปลี่ยนลงมา เป็นปกติ ธรรมดาได้ ; เพราะยังไม่ใช่นิพพานที่แท้จริง, เป็นเพียงนิพพานให้ชิมดูเป็นตัวอย่าง, หรือนิพพานสำหรับผู้ที่รีบด่วน จะชิมรสของพระนิพพานโดยเร็ว ก็ชิมได้เหมือนกัน เท่ากันในขณะนั้น. แต่โดยเหตุที่นิพพานตัวอย่างยังกลับเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไปได้ จึงเรียกว่ายัง ไม่แท้จริง ยังไม่เด็ดขาด ; เรียกโดยบาลีเขาเรียกว่าเป็น กุปปธรรม คือกลับกำเริบได้.

น.517 ถ้าไม่กลับกำเริบได้อีกต่อไป ไม่เปลี่ยนแปลงได้อีกต่อไป ก็เรียกว่า อกุปปธรรม. ฉะนั้นการที่เรามีจิตว่างจากการบีบคั้นของโลกนั้น มันเป็นลักษณะกุปปธรรม คือ ยังกลับเปลี่ยนแปลงได้. เราก็มีหน้าที่แต่เพียงว่าจะรักษา "จิตว่าง" ไว้ ให้มาก ขึ้น ๆ จนว่างติดต่อกันไม่มีการเปลี่ยนแปลง. วันหนึ่ง ๆ เรามี "จิตว่าง" จากการ บีบคั้นของโลก ๒ - ๓ คราว ก็ยังดีกว่าไม่มีเสียเลย. ทีนี้เราก็ทำให้มันมากขึ้น เป็นวันหนึ่ง ๆ มีนิพพานตั้ง ๑๐ คราว ๒๐ คราว ระยะเวลาที่ถูกบีบคั้นก็จะน้อยลงไป, เวลาที่ว่างไม่ถูกบีบคั้นก็จะมากขึ้น ; ขยายส่วน ที่ไม่ถูกบีบคั้นให้มากขึ้น ๆ ออกไป เดี๋ยวก็เต็มวัน คืออยู่ได้ด้วยจิตที่ปราศจากการบีบคั้น ของโลกได้ตั้ง ๒๔ ชั่วโมง วันรุ่งขึ้นมันจะเปลี่ยนไปบ้างก็ช่างมัน; นับว่าดีอยู่แล้ว ที่เราเอานิพพานไว้ได้ตั้งวันหนึ่ง. เดือนหนึ่งเอาให้ได้หลาย ๆ วัน, ให้หลายวันมากขึ้น จนได้ทั้งเดือน, หลายๆ เดือนก็เอาไว้ได้เดือนหนึ่งหรือหลายๆ เดือน ; แล้วปีหนึ่ง ก็ยังได้ตั้งหลายเดือน. คือขยายออกไปอย่างนี้เรื่อย ก็เป็นการแน่นอนว่า สักวันหนึ่ง มันจะมีเต็มที่ ไม่เปลี่ยนกลับไปกลับมา. ฉะนั้น คุณธรรมสูงสุดที่ปรากฏแก่จิตเป็น ครั้งคราวนั้น จะต้องสนใจและเข้าใจ ; ถ้าไม่สนใจ ไม่เข้าใจ ก็จะเป็นคน โง่ดักดาน, หรือยิ่งไปกว่าดักดาน ; เพราะว่าพระนิพพานมาปรากฏให้ชิมลอง อยู่เสมอก็หาสนใจไม่. นี่แหละขอให้คิดดูให้ดีเถิดว่า : สิ่งที่เรียกว่า โลกุตตรธรรม คือภาวะของ จิตที่ว่างจากการครอบงำของโลกนั้น ก็มีอยู่บ่อย ๆ นั่นแหละคือนิพพานที่ แท้จริงชนิดหนึ่งเหมือนกัน หากแต่ว่าเป็นของชั่วคราว. ของชั่วคราวอย่างนี้ เรียกในบาลีว่า สามายิก, สามายิกํ แปลว่า ชั่วสมัย ไม่ตลอดกาล ; ของชั่วคราว ก็ยังดีกว่าที่จะไม่มีเสียเลย. ถ้าไม่มีเสียเลยเราก็ตาย หรือเป็นบ้าตาย ; นี่เวลาสงบ เวลาพักผ่อนยังมีอยู่บ้าง เราจึงไม่เป็นบ้าตายในทางจิตใจ, ในทางร่างกายก็เหมือนกัน

น.518 ถ้าเราทำงานเรื่อย ไม่มีพักผ่อน เราก็ต้องตายแน่ ; ฉะนั้นเราต้องมีการพักผ่อนทาง ร่างกายให้สมควรกัน เราจึงไม่ตาย. ทางจิตใจนี้ก็เหมือนกันอีก จะต้องมีการพักผ่อน หรือให้ได้มีโอกาสที่จะ พักผ่อนตามสมควรกัน จึงไม่เป็นบ้า ; อย่างน้อยก็ไม่ปวดหัว ไม่เป็นโรคเส้นประสาท. แต่ทีนี้เราต้องการให้มากไปกว่านั้น ก็ขยายเวลาที่เป็นอย่างนั้นให้มากขึ้น ๆ จนติดต่อ ถึงกันไปหมด ; มันก็ไม่เป็นชั่วขณะ ไม่เป็นชั่วสมัยอีกต่อไป ก็จะเป็นนิพพานจริง สมบูรณ์เด็ดขาดขึ้นมาได้อย่างนี้. ทั้งหมดนี้ไม่ได้พูดเพื่ออย่างอื่น นอกจากจะพูดในความประสงค์ ให้ท่าน ทั้งหลายสังเกตดูให้ดี ให้พบสิ่งที่เรียกว่าโลกุตตรธรรม ชนิดที่มีได้ที่นี่และเดี๋ยวนี้ ; แม้เป็นตัวอย่างสินค้าสักนิดสักหน่อยหนึ่ง อย่างนี้ก็ยังเป็นการดี. ขอยืนยันเรื่อง "นี่ที่และเดี๋ยวนี้’ เมื่อยังเป็น ๆ ยังไม่ตาย นี้อยู่เสมอไป. การพูดอย่างนี้มัน ขวางกัน มันฝืนกัน กับความรู้สึกของคนแต่ก่อน ที่พูด ๆ กันมาอย่างอื่น : เขาจะเอา สิ่งเหล่านี้ไปไว้ต่อ "ชาติในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ" ไม่รู้ว่ากี่สิบชาติร้อยชาติ พันชาติก็ได้ ; พอเราเอามาพูดว่า "ที่นี่และเดี๋ยวนี้" เขาก็หาว่าบ้า หรืออวดดี. เขาจะว่าอย่างไรก็ตามใจเขา ; เราเอาสิ่งที่เป็นประโยชน์ ที่แท้จริง ให้ได้ก็แล้วกัน ; เพราะฉะนั้นขอให้ฟังคำอธิบายที่ว่า "ที่นี่และเดี๋ยวนี้" ที่ยังเป็น ๆ อยู่นี่แหละ ให้มาก สักหน่อย. หลักฐานที่มา ที่จะแสดงให้เห็นว่าเรื่องสำคัญ ๆ ในพระพุทธศาสนานั้น ต้องเป็น "ที่นี่และเดี๋ยวนี้" เมื่อยังเป็น ๆ อยู่นี้ทั้งนั้น มีอยู่มากมายที่สุด ; และ เรื่องสำคัญที่สุด ก็คือเรื่องที่เกี่ยวกับโลกนั่นเอง. พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสว่า : โลกนี้ก็ดี เหตุให้เกิดโลกนี้ก็ดี ความดับสนิทของโลกนี้ก็ดี ทางให้ถึงความดับสนิท ของโลกนี้ก็ดี ตถาคตบัญญัติว่ามีในกายที่ยาวประมาณวาหนึ่งนี้ ที่ยังมีสัญญาและใจ.

น.519 ท่านทั้งหลายลองคิดดูให้ดี คือจะต้องฟังดูให้ดีก่อน แล้วคิดดูให้ดีว่า พระพุทธเจ้าท่านตรัสอย่างนี้ท่านหมายความว่าอย่างไร ? ท่านว่า "โลกทั้งโลกก็อยู่ ในร่างกายที่ยาววาหนึ่งนี้" ; แต่เราไม่กล้าเถียงท่าน เพราะว่าเรานับถือท่าน. ท่านจะพูดว่าอย่างไรเราก็ไม่เถียง. แต่ถ้าเด็กคนหนึ่งมาพูดอย่างนี้เราก็จะตวาดเอาว่า เด็กบ้า, ว่าโลกทั้งโลก จะมาอยู่ในร่างกายยาวว่าหนึ่งนี้ได้อย่างไร. เพียงเท่านี้แล้ว มิหนำพระพุทธองค์ก็ยังตรัสว่า : เหตุให้เกิดโลกทั้งหมด ก็รวมอยู่ที่ร่างกายยาววา หนึ่งนี้, แล้วยังตรัสว่า ความดับสนิทไม่มีเหลือของโลก ก็หาพบได้ในร่างกาย ที่ยาววาหนึ่งนี้; แล้วก็ยังแถมต่อไปถึงเรื่องที่ ๔ ว่า ทางปฏิบัติให้ถึงความดับ ไม่เหลือแห่งโลกนี้ ก็รวมอยู่ในร่างกายที่ยาววาหนึ่งนี้ ; แต่ทรงกำชับยืนยันว่า กายที่ยังเป็น ๆ. คำตรัสที่ว่า "มีสัญญาและใจ" นี้หมายความว่าในร่างกายที่ยังเป็น ๆ ; ถ้าร่างกายที่ตายแล้ว เป็นอันว่าไม่มีสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด. ร่างกายที่ยังเป็น ๆ ที่ยาวเพียง ประมาณวาหนึ่งนี้ มีโลก, มีเหตุให้เกิดโลก, มีความดับสนิทของโลก, มีทาง ให้ถึงความดับสนิทของโลก ; ก็ลองคิดดูเถิดว่ามันเป็นอย่างไร ? มันไม่เหมือนกับ เรื่องธรรมดาสามัญทั่วไป ที่เราพูด หรือเราเข้าใจกันอยู่. เราจะต้องรู้จักโลกชนิด ที่มาอยู่ในร่างกายยาววาเดียวนี้ได้, แล้วรู้จักความดับสนิทของโลก คือนิพพาน ที่มามีอยู่ในร่างกายที่ยาววาเดียวนี้ได้ โดยขนาดและโดยเวลา ก็คือว่า เมื่อยังเป็น ๆ เท่านั้น ; ตายแล้วไม่ต้องพูดถึงกัน. เราจะถือเอาพระพุทธภาษิตข้อนี้ เป็นหลักยืนยันก็ได้ว่า เรื่องของคน ตายแล้วไม่ต้องพูดกัน จะพูดกันแต่เรื่องคนเป็น ๆ ; ที่เรียกว่าในทิฏฐธรรมนี้ คือในธรรมอันตนเห็นแล้ว : คือตนรู้สึกได้ เพราะตนยังไม่ได้ตาย. ตนจะเข้าใจได้ จะรู้สึกได้ จะเห็นได้ จะเสวยได้ จะชิมได้ โดยตนเอง ; เพราะยังไม่ตาย. เรื่อง ทางจิตใจต้องเป็นอย่างนี้, เราก็อยากให้เป็นอย่างนี้, พระพุทธเจ้าท่านก็ทรงยืนยันว่า

น.520 เป็นอย่างนี้ ก็คือบทที่เราสวดกันอยู่ทุกวันว่า : สนฺทิฏฐิโก อกาลิโก ปจฺจฺติ เวทิตพโพ. สนฺทิฏฐิโก - อันบุคคลนั้นพึงเห็นได้ด้วยตนเอง. อกาลิโก - ไม่ ประกอบอยู่ด้วยเวลา. หากแต่ว่ามีการกระทำถูกต้องเมื่อไร ก็มีผลเมื่อนั้น เป็นเรื่อง ที่เห็นได้เฉพาะคน. ทีนี้เรื่องโลกุตตระก็คือเรื่องความดับสนิทของโลกนั่นเอง ; แต่หมายถึง โลกทางจิตใจ, โลกที่เป็นความทุกข์ หรือโลกที่เป็นกิเลส ; ไม่ใช่โลกแผ่นดิน. ที่พระพุทธเจ้าท่านว่า เรื่องเกี่ยวกับโลกทุกๆ เรื่อง อยู่ในร่างกายที่ยาววาหนึ่งนี้ ท่าน หมายถึงเรื่องที่เกี่ยวกับจิตใจ ; ฉะนั้น "โลก" จึงสามารถที่จะอยู่ในร่างกายที่ยาว วาหนึ่งที่ยังเป็น ๆ นี้ได้; เราจึงมีหวัง หรือควรจะหวัง ว่าเราต้องได้มันที่นี่และ เดี๋ยวนี้. หัวข้อที่ควรจะกำหนดกันไว้ทุกคนก็มีอยู่ว่า : เราต้องการที่จะอยู่เหนือ การบีบคั้นของโลกที่นี่และเดี๋ยวนี้. ถ้าใครไม่ต้องการสิ่งนี้ ก็แปลว่าคนนั้นยังไม่รู้ค่า ของศาสนา, ยังไม่รู้จักศาสนา, ยังไม่รู้จักพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ; รู้จัก แต่ปากเท่านั้น รู้จักแต่ชื่อ ; รู้จักแต่ปากสวดร้องท่องบ่นเหมือนนกแก้ว นกขุนทอง เท่านั้น. ถ้าผู้ใดรู้จักธรรมะตัวจริง, รู้จักพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ตัวจริง, เขาจะมีความเชื่อ มีความหวังที่ว่า เราสามารถที่จะอยู่เหนือการบีบคั้น ของสิ่ง ที่เรียกว่าโลกได้ ที่นี่และเดี๋ยวนี้. ควรรู้จัก โลก ว่า เป็นสิ่งน่ากลัว ต่อไปนี้ เราควรจะนึกถึงความบีบคั้นของโลกกันเป็นส่วนใหญ่ เพื่อให้รู้จักว่า มันน่าเกลียดน่ากลัวสักเท่าไร. สิ่งที่เรียกว่าโลกนั้น อย่าเข้าใจว่า มีแต่แผ่นดิน ; แผ่นดินนั้นเป็นเพียงเปลือกของโลก หรือว่าเป็นฐาน เป็นภาชนะรองรับสิ่งที่เรียกว่าโลก, เราคงจะโง่ไปหน่อย ที่ไปเห็นแผ่นดินเป็นโลก ควรจะถือว่าแผ่นดินทั้งหมดทั้งโลกนั้นไม่ใช่ตัวโลก จะเรียกว่าเปลือกก็ได้ เพราะมันมี

น.521 อะไรใส่ไว้ในนั้น ; จะเรียกว่าฐานรองรับ หรือภาชนะเหมือนถ้วยหรือชามที่จะใส่อะไร ไว้ในนั้น ก็ได้. ฉะนั้นเมื่อพูดถึงแผ่นดิน ก็อย่าไปคิดว่าเป็นตัวโลก แผ่นดิน เป็นเพียงเปลือกของโลกเท่านั้น. ในแผ่นดิน หรือบนแผ่นดินนั้น มันมีอะไรอยู่ ? มันก็มีภูเขา มีต้นไม้ มีสัตว์ กระทั่งมีคน ; เหล่านี้จะเป็นเยื่อเนื้อของสิ่งที่เรียกว่าโลก. ทีนี้ตัวคนเรานี้ ก็ยังไม่ใช่ตัวคน มันเป็นเพียงเปลือกของคน ; ตัวคนจะ ต้องเป็นจิตใจของคนที่มีอยู่ในคน นั่นแหละจึงจะเรียกว่าคน. ฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่าจิตใจ นี้เอง เป็นตัวการที่จะทำยุ่ง : อะไรต่างๆ จะสุขจะทุกข์ หรือว่าจะสงบ หรือจะ วุ่นวาย มันก็เกี่ยวกันอยู่ที่จิตใจนี้เอง. พระพุทธเจ้าท่านเรียกจิตใจว่าเป็นโลก นี้มันถูกกว่า ที่คนโง่ ๆ จะเอาแผ่นดินมาเรียกว่าโลก. พึงพิจารณาดูโดยลำดับ : ในแผ่นดินมีอะไร ? ในนั้นมีอะไร ๆ? ในนั้นมีอะไร? จนถึงสำคัญที่สุด จะเห็นว่า ภาวะที่เป็นจิตใจของสิ่งที่มีอยู่ในโลกนั้นต่างหาก คือตัวการสำคัญ. อะไรที่เข้าไปอยู่ในจิตใจของคน อันนั้นแหละคือโลกของคน ; เพราะ ฉะนั้นก็ได้แก่ ความทุกข์ ที่เข้าไปมีในจิตใจของคน นั่นแหละคือโลก. จิตใจ · ของสัตว์เดรัจฉานก็ยังไกลกันมากกับจิตใจของคน ; จิตใจสัตว์ไม่ยอมรับเอาสิ่งที่เรียกว่า "โลก" เข้าไว้มาก ๆ เหมือนจิตใจของคน ; ฉะนั้นปัญหาที่เกี่ยวกับโลกจึงมีอยู่ในจิตใจ ของคน มากกว่าที่จะไปอยู่ในจิตใจของสัตว์เดรัจฉาน. คนมีจิตใจ แล้วมีทางที่จะรับ เรื่องราวต่าง ๆ เข้ามาสู่จิตใจ : ทางตาบ้าง ทางหูบ้าง ทางจมูกบ้าง ทางลิ้นบ้าง ทางกายบ้าง หรือทางจิตใจ ที่จะคิดนึกเอาเองบ้าง, รวมเป็น ๖ ทางด้วยกัน ; เพราะ ฉะนั้นเรื่องที่จะเข้ามารบกวนจิตใจ จึงเข้ามาได้ง่าย หรือมาก เพราะมีทางที่จะเข้าได้ถึง ๖ ทาง. ทางที่โลกจะเข้ามาบีบคั้นหัวใจของมนุษย์ เขาเรียกว่า "ทวารหรือ ประตู" มีอยู่ ๖ ทางได้แก่ : ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, เป็นประตูปล่อยให้โลก

น.522 หลั่งไหลเข้ามาบีบคั้นหัวใจ. นี้คือปัญหา ; แล้วปัญหาก็ไปอยู่ตรงที่ว่า เราตกอยู่ ใต้อำนาจของสิ่งที่มาบีบคั้น. ถ้าเราฉลาดพอ, หมายความว่า ถ้าจิตใจของคนฉลาดพอ สิ่งที่เข้ามานั้นบีบคั้นจิตใจไม่ได้ ก็ไม่มีปัญหา ไม่ต้องเสียเวลามานั่งพูดกันที่นี่ให้ เหนื่อยเปล่า ๆ เดี๋ยวนี้ปัญหามันมีอยู่จริง ๆ ตรงที่ จิตใจของเราไม่สามารถที่จะต่อสู้ ป้องกัน สิ่งที่จะเข้ามาบีบคั้นจิตใจนั้น ๆ; ผลก็คือเรามีความทุกข์อยู่บ่อย ๆ บางทีก็มี ความทุกข์จนชินชาไป ไม่รู้สึกว่าเป็นความทุกข์ ; มากไปกว่านั้นก็เห็นความทุกข์ เป็นความสุขไปเสียอีก ; ก็เลยหมดเรื่องกัน สำหรับคนที่มองเห็นอย่างนั้น แล้วก็เลย ไม่ต้องสนใจในพระพุทธศาสนา. เราตกอยู่ใต้อำนาจของสิ่งที่เข้ามาบีบคั้นเพราะอะไร ? ก็เพราะว่าจิตใจ หรือตัวเรานั้นมันโง่; เพราะโง่ จึงได้ ไปยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่เข้ามาบีบคั้นจิตใจ ของเราแท้ๆ สิ่งใดจะเข้ามาให้รัก ก็รัก, อะไรจะเข้ามาให้เกลียด ก็เกลียด, เข้ามา เพื่อได้ผลได้กำไรก็รัก หรือยึดมั่น, เข้ามาเพื่อให้เสียให้ขาดทุน ก็ยึดมั่น. นี้แหละ เรียกว่า ไม่ว่าสิ่งใดจะมาในแง่ไหน ก็รับเอา ; เป็นการยึดมั่นถือมั่นหมด ไม่ว่าแง่ได้หรือ • แง่เสีย แง่รับหรือแง่ปฏิเสธ. รวมความว่าจะเป็นแง่ positive หรือ negative จิตใจ ก็รับเอาทั้งนั้น สำหรับเข้ามาเป็นปัญหา,สำหรับจะได้มาหนักอกหนักใจ แล้วก็มี ความทุกข์ไปไม่ว่าในแง่ได้หรือในแง่เสีย. ได้มาก ๆ ก็เอามาเป็นทุกข์เพราะวิตกกังวล, เสียไปมาก ๆ ก็เป็นทุกข์เพราะว่าเสียดาย. ถ้ามีการยึดมั่นถือมั่นอย่างนี้แล้ว ก็เป็น ปัญหาทั้งนั้น ไม่ว่าได้หรือเสีย, และจะมีความทุกข์ทั้งนั้นทุกกรณี. ถ้าเราเกิดมีจิตใจที่เฉลียวฉลาดขึ้นมา ตามแบบของพระพุทธเจ้า ว่า "กูไม่ ยึดถือกับมึง" จริง ๆ อย่างนี้แล้ว ทุกข์เข้าครอบงำไม่ได้ ก็เลยไม่มีปัญหา. ทั้งหมดนี้ จะเห็นได้ชัดว่า เป็นเรื่องทางจิตใจ ไม่ใช่เรื่องทางกาย, เป็นเรื่องของทาง จิตใจหรือวิญญาณ ; ตัวปัญหาก็เป็นปัญหาทางวิญญาณหรือจิตใจ,

น.523 เรื่องวิญญาณหรือเรื่องของจิตใจนี้ มีได้ที่นี่ มีได้เดี๋ยวนี้, มีได้ อย่างติดต่อกันไปอย่างถี่ยิบ กลับไปกลับมา ๆ อยู่ตลอดวันตลอดคืน. เมื่อเราค้นพบ หรือมองเห็นว่า ปัญหามีอยู่ตลอดวันตลอดคืน ที่นี่และเดี๋ยวนี้, แล้วเราจะไป แก้ปัญหานี้ต่อตายแล้ว อย่างนี้มันจะเป็นคนบ้าหรือคนดี ? ถ้าจะมัวไปคิดว่า ต่ออีกร้อยชาติ - พันชาติจึงจะแก้ปัญหานี้ อย่างนี้จะเป็นคนบ้าสักกี่ร้อยเท่ากี่พันเท่า ในเมื่อปัญหามันอยู่ที่นี่และเดี๋ยวนี้ แล้วจะไม่คิดแก้ไขกันที่นี่และเดี๋ยวนี้; แล้ว จะไปแก้ไขต่อตายแล้วนั้นจะทำไปทำไม ? เดี๋ยวนี้ที่นี่ จิตใจกำลังถูกความบีบคั้น จากสิ่งที่เรียกว่าโลก จะต้องเอาชนะให้ได้ที่นี่ ; อย่าไปมัวนึกถึงชาติหน้าอยู่เลย. ขอพูดย้ำกันอีกทีหนึ่งว่า ที่พูดทั้งหมดนี้ ไม่ได้สอนให้เลิกเชื่อเรื่อง ชาติหน้า ; เรื่องชาติหน้าหรือชาติต่อ ๆ ไปนั้น ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตามใจ. ใครจะเชื่อก็ได้ แต่ขอให้มองเห็นว่า ที่นี่และเดี๋ยวนี้เป็นชาติที่สำคัญกว่า ; เพราะว่าปัญหามีอยู่ที่นี่, ความทุกข์มีอยู่ที่นี่, กำลังเผาลนอยู่ที่นี่. เราต้องแก้ปัญหา เหล่านี้ให้ได้ที่นี่. ทีนี้มันวิเศษอยู่ตรงที่ว่า ถ้าเราแก้ปัญหาเหล่านี้ที่นี่ ได้หมดแล้ว จะไม่ มีปัญหาอะไรเหลืออีกต่อไปแม้ในชาติหน้า ; แม้ว่าชาติหน้าจะมีอีกกี่ร้อยชาติ พันชาติ ปัญหาจะไม่มีเหลืออยู่เลย ; เพราะว่าเราได้แก้ปัญหาชนิดนี้ ชนิดเดียวกันนี้ ได้สำเร็จเด็ดขาดลงไป ที่นี่ในชาตินี้แล้ว. เพราะฉะนั้น อย่าเพ่อไปนึกถึงชาติหน้า โน้นให้ช่วยการเลย เสียเวลาเปล่า ๆ ตั้งหน้าตั้งตาทำอะไรลงไป ที่นี่และ เดี๋ยวนี้ ให้เสร็จลงไป ที่นี่และเดี๋ยวนี้ ในชาตินี้ แล้วก็เป็นอันรับประกันว่า ชาติหน้าก็ต้องได้ตามที่ตนต้องการ ; ชาตินี้ได้เท่าไร ชาติหน้าก็ได้เท่านั้น. ถ้ามัวผัดไปต่อชาติหน้าก็จะไม่ได้ทำ ความทุกข์มันก็เหลืออยู่เรื่อยไป; อย่างนี้เป็นคนโง่สักเท่าไร. ปู่ย่าตายายของเราเคยพูดว่า "คนดีค้าใกล้ ๆ คนบ้าใบ้

น.524 ค้าไกล ๆ คำเตือนสติอย่างนี้ควรจะเอามาใช้กันในกรณีอย่างนี้; คำเตือนนี้หมายความ ว่าอย่าไปหวังนิพพาน หรือหวังอะไรต่อชาติที่ไม่รู้ว่าอีกกี่ร้อยชาติในอนาคตเลย. จง พยายามให้เป็นขึ้นมา ที่นี่และเดี๋ยวนี้ แม้จะได้สักนิดหนึ่งก็ยังดี ยังเป็นของจริง และได้จริง, เป็นสนทิฏฐิโก อกาลิโก ปจฺจตฺติ เวทิตพโพ ขึ้นมาจริง ๆ ก็ยังดี. ทีนี้ถ้าทำได้นิดหนึ่ง ขึ้นมาเป็นตัวอย่างแล้ว ; ก็ต้องแน่นอนว่า เราจะ ทำเพิ่มขึ้นมาได้อีกสองนิด สามนิด สี่นิด ; หลาย ๆ นิด มากเข้า ๆ จนกระทั่งติดต่อ กันไป, ติดต่อกันไป ; นี้ก็คือทำให้มีจิตใจว่างจากการบีบคั้นของโลก ยาวออกไป ๆ. ส่วนที่ถูกโลกบีบคั้นนั้น สั้นเข้ามา ๆ จนบางวันไม่ปรากฏ จนบางเดือนไม่ปรากฏ จนบางปีไม่ปรากฏ ; ไม่เท่าไรก็ได้ผลสมบูรณ์ คือได้ความว่างจากการบีบคั้นของโลก โดยสมบูรณ์. นี่คือข้อสำคัญที่สุด ที่เอามาพูดกันในวันนี้ ขอให้ทุกคนจงตั้งอกตั้งใจ มองดูเข้าไปยังจิตใจของตน ให้รู้จักสิ่งที่เรียกว่าจิตใจ ; แล้วให้รู้ว่าจิตใจอยู่ใน ภาวะเช่นไร : อยู่ในภาวะที่ถูกโลกบีบคั้น, หรือว่าอยู่ในภาวะที่ ไม่ถูกโลกบีบคั้น. เราจะต้องดูให้ละเอียดลงไปว่า อะไร ๆ ที่เรา มีอยู่ เกี่ยวข้องอยู่ ใช้อยู่ กินอยู่ บริโภค อยู่นั้น มันอยู่ในลักษณะที่บีบคั้นเราหรือหาไม่ ? นี้จะต้องเอาเรื่องจริงเข้ามาพูดกัน ว่าเงินทอง ข้าวของ ทรัพย์สมบัติ บุตรภรรยาสามีอะไรต่าง ๆ สารพัดอย่าง ที่เรากำลัง มีอยู่นั้น ; สิ่งต่าง ๆ นั้นอยู่ในภาวะที่บีบคั้นหัวใจเราหรือเปล่า ? ถ้าไม่มีการบีบคั้น หัวใจแต่ประการใดเลย ก็ไม่มีปัญหา นับว่ามีบุญมากแล้ว ดีกว่าเทวดาเสียอีก ; หรือว่าถ้าเป็นอยู่เช่นนั้นจริง ก็นับว่าเป็นนิพพานสมบูรณ์อยู่แล้วโดยไม่รู้สึกตัว. ขอให้มองเห็นกันอย่างนี้ ว่า ถ้าไม่มีการถูกบีบคั้นจริง ๆ มีใจคอปรกติ สงบเย็นไปทุกอย่าง, ประพฤติประโยชน์อยู่ ได้ตลอดเวลา โดยไม่ต้องมีความทุกข์ เลย แล้วก็ขอให้ถือว่า นั้นแหละเป็นโลกุตตระ หรือเป็นนิพพานอยู่ในตัวแล้ว ; อย่าต้องปรารถนาอะไรให้มากไปกว่านั้นเลย.

น.525 ทีนี้ในทางที่ตรงกันข้าม ถ้าว่าสิ่งเหล่านี้มีอยู่ หรือเกี่ยวข้องกันอยู่กับเรา ในลักษณะที่บีบคั้นหัวใจอยู่บ่อย ๆ แล้ว ; ก็ให้ถือว่านี่แหละคือตัวปัญหาที่จะต้อง แก้ไข ที่จะต้องสะสาง. คมิ ฉะนั้นเราต้องรู้จักสังเกต ให้รู้จักสิ่งทั้งสองนี้กันจริงๆ. เสียก่อน กล่าวคือ ภาวะของจิตใจที่ถูกโลกครอบงำ นี้อย่างหนึ่ง, ภาวะของจิตใจ ที่ไม่ถูกโลกครอบงำ นี้อีกอย่างหนึ่ง. สองอย่างนี้ต้องรู้จักให้ดีที่สุด ตามที่มีอยู่จริง ในชีวิตประจำวันของเรา ; แล้วเราก็จะเข้าใจสิ่งที่เรียกว่าโลกุตตระนี้ ได้ โดยง่าย. เดี๋ยวนี้กลัวแต่ว่าจะเข้าข้างตัว โดยไม่รู้สึกตัว ; เพราะโง่มากจึงเข้าข้างตัวโดยไม่รู้สึกตัว ว่าเข้าข้างตัว ก็เลยพูดไปเสียอย่างอื่นหมด,ไม่ตรงตามความจริง, ไม่เป็นไปตาม ความจริง, พูดกันไม่รู้เรื่อง. ปุถุชน ยังติดคุกตะรางทางวิญญาณ อยู่ตลอดเวลา ถ้าถือตามหลักทั่ว ๆ ไป ตามหลักคำสอน หรือว่าเหตุผลที่ทำให้ต้อง มีคำสอนขึ้นมาในโลกนี้นั้น เราถือกันว่า ตามปรกติธรรมดาสามัญ บุถุชนคนเรานี้ มีจิตใจชนิดที่ยังไม่มีความสามารถ ไม่มีคุณธรรม ไม่มีคุณสมบัติพอ จึงถูกความ บีบคั้นจากโลกรอบด้านอยู่เสมอ ; เรียกว่าติดคุกติดตะรางในทางวิญญาณอยู่ ตลอดเวลา. คำว่า "ตลอดเวลา" นี้ มิได้หมายความว่าต้องทนทรมานอยู่ตลอดเวลา ; แต่ต้องทนทรมานอยู่ชั่วเวลาที่ไปยึดมั่นถือมั่นเข้า. เหมือนกับนักโทษติดคุกติดตะราง อยู่ในคุกอยู่ในตะรางแท้ ๆ นั้น ถ้าเขารู้สึกว่าเขาติดคุก เขาก็เป็นทุกข์, ถ้าเขา นอนหลับไป เขาก็ไม่รู้สึกว่าเป็นทุกข์. หรือถ้าเขาลืมไปเสียว่าไม่ใช่คุกไม่ใช่ตะราง กำลังทำอะไรอยู่ หรือกำลังเล่นอะไรอยู่ กำลังคิดทำอย่างอื่นอยู่ เวลานั้นก็ไม่ใช่เป็น เวลาที่เขาติดคุกติดตะราง ทั้งที่เขายังอยู่ในคุกในตะราง. มนุษย์เราก็มีลักษณะ อย่างนั้น ติดคุกอยู่ตลอดเวลา ติดคุกในทางวิญญาณ ติดคุกในทางจิตใจ คุกของสิ่งที่เรียกว่าโลก. สิ่งที่เรียกว่า "โลก" คือสิ่งที่จะเข้ามาจับเอาจิตใจของสัตว์ ที่มีความรู้สึกคิดนึกได้นั้นให้เข้าอยู่ในคุกของ "โลก".

น.526 สิ่งที่เรียกว่า "โลก" นี้ ตามภาษาธรรมแบ่งเป็น ๓ พวก : เป็น กามโลก รูปโลก อรูปโลก, บางทีก็เรียกว่า กามภพ รูปภพ อรูปภพ ; ทั้งสองประเภทนี้ เหมือนกัน .. ถ้าเรียกว่าถามโลก ก็โลกคือกาม, ถ้าเรียกว่ารูปโลก ก็โลกคือ รูปธรรมล้วน ๆ ไม่เกี่ยวกับกาม, ถ้าเรียกว่า อรูป โลก ก็โลกที่เกี่ยวกับสิ่งที่ไม่มีรูป แล้วก็ไม่เกี่ยวกับกามด้วยเหมือนกัน. คุกที่ ๑ โลกที่เกี่ยวกับถาม นี้เป็นโลกที่ต่ำที่สุด คือจิตใจยังอยู่ใต้อำนาจ ธรรมชาติมากที่สุด, ไม่มีสติปัญญาที่จะเอาชนะความรู้สึกตามสัญชาตญาณ หรือ ตามธรรมชาติได้เลย. อันนี้ก็ ไม่มีใครติเตียนใคร; แต่ให้ถือว่าเป็นเรื่องที่ ปล่อยให้เป็นไปตามสัญชาตญาณ. ผู้หญิง ผู้ชาย เป็นหนุ่ม เป็นสาว ก็บูชาเรื่อง อันเกี่ยวกับรสระหว่างเพศ ตามความรู้สึกของสัญชาตญาณที่จะต้องทำให้รู้สึกอย่างนั้น ๆ อย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ; เพราะว่าในร่างกายของเขานั้นมีต่อม มี gland สำหรับ ทำหน้าที่ให้เกิดความรู้สึกอย่างนั้นอย่างนี้ จึงเกิดความรู้สึกที่เป็นเรื่องระหว่างเพศ ขึ้นมา ถูกบีบคั้นก็ทำไปตามนั้น จนกว่าจะหมดฤทธิ์ของความรู้สึกที่ต่อม gland นั้น สร้างขึ้นมา. แต่ว่าอย่างนี้มันไม่เท่าไร ที่เลยมากกว่านั้นมากไป ก็คือว่าคนไปอุตริ ส่งเสริม ให้กลายเป็นความบ้าหลังระหว่างเพศ มากยิ่งขึ้นไปอย่างที่ไม่รู้จักสิ้นสุด. ถ้าคนเราจะมีความรู้สึกเรื่องเกี่ยวกับเพศตามครั้งตามคราว ตามความสุกงอม ของต่อม หรือ gland เหล่านั้น ปัญหาจะไม่มากเหมือนเดี๋ยวนี้. เดี๋ยวนี้ขยายออกไป ให้เป็นเรื่องที่เป็นความหิวกระหายของจิตตลอดเวลา ทั้งวันทั้งคืน ทั้งเดือนทั้งปี ก็เลย ได้รับบาปรับกรรมมากเกี่ยวกับข้อนี้. เรื่องเกี่ยวกับทางเพศนี้จัดไว้เป็นพวกหนึ่ง เรียกว่า กามโลก - คือโลกของคนที่ตกอยู่ใต้อำนาจของกาม. มนุษย์เป็นมากกว่า สัตว์เดรัจฉาน ; สมน้ำหน้ามนุษย์ที่คิดเก่ง, อุตริประดิษฐ์ประดอยเก่ง, ก็เลยได้รับ ความทุกข์เกี่ยวกับกามนี้ มากกว่าสัตว์เดรัจฉาน,

น.527 สัตว์เดรัจฉานมีความรู้สึกตามสัญชาตญาณในทางกามนี้อย่างเดียวกันกับมนุษย์ แต่มันไม่ขยายมากออกไปกว่าที่สัญชาตญาณต้องการ ; ฉะนั้นปัญหาระหว่างเพศเกี่ยวกับ สัตว์เดรัจฉานจึงมีน้อย. ส่วนของคนขยายมีมากขึ้นไป, ยิ่งเป็นเทวดาในชั้นกามาวจร ด้วยแล้วก็ยิ่งมาก, จนเป็นสัตว์ที่มีการหายใจเข้าออกเป็นถามไปเลย. ทั้งหมดนี้ เขาเรียกว่า กามโลก หรือถามภพ เป็นคุกตะราง สำหรับกักขังดวงวิญญาณของ สัตว์ประเภทหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่ในวัยหนุ่มวัยสาว. คุกที่ ๒ รูปโลก หรือรูปภพ เมื่อมันเหน็ดเหนื่อยในเรื่องเกี่ยวกับกาม หรือเบื่อระอาในเรื่องเกี่ยวกับกาม ก็มาติดคุกที่ ๒ เป็นลุกทางวิญญาณ คือเรื่องเกี่ยวกับ สิ่งที่มีรูป ที่เป็นที่ตั้งของความยึดถือ ; แม้ว่าไม่เกี่ยวกับกาม. ที่เป็นมากแก่ชาวบ้าน ที่เห็นได้ง่าย ๆ เกี่ยวกับคนธรรมดาสามัญ ก็หมายถึงสมบัติพัสถานนานาประการ ที่ไม่ เกี่ยวข้องกับกามโดยตรง : เราจะต้องมีนั่นนี่ที่สวยงาม เราย่อมมีเครื่องใช้ไม้สอย ต่าง ๆ แม้แต่ถ้วยชาม เราก็ไม่ได้มี เพียงเพื่อจะใส่อาหารกิน ; แต่เรามีไว้เพื่อ จะให้มันสวยจับอกจับใจจับตา ให้มันเต็มไปทั้งบ้านอีกด้วย. แม้แต่เรื่องถ้วยเรื่องชาม นอกจากจะสวยงามทางศิลปะแล้ว, ยังมีค่าทางโบราณคดีด้วย .. นอกจากนั้นสิ่งของต่าง ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับเพศ ไม่เกี่ยวกับกามโดยตรง ก็จะต้องมีอีก ที่บ้านจะต้องประดับประดา, ที่ลานบ้านจะต้องประดับประดา, บ้านเรือนจะต้องหรูหรา จนไม่รู้ว่าจะหรูหราไป อย่างไร ; ก็โง่ทำตาม ๆ เขาไป. เขานิยมเขาเห่อกัน ว่าสร้างบ้านสร้างเรือนอย่างไร มันจึงจะมีหน้ามีตา ก็ทุ่มเทกันลงไปในส่วนนั้น. นี้เรียกว่าติดอยู่ในรูป โลก หรือรูปภพ : อันนี้ไม่ได้เล็งถึงกาม. ถ้าเป็นเรื่องกามเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ก็เป็นเรื่องของกามภพ และกามโลก รวมอยู่ด้วย ; แต่ถ้าเป็นเรื่องรูปธรรมล้วน ๆ เช่นคนแก่ ๆ หลงใหลในต้นไม้, หลงใหล ในสัตว์เลี้ยง, แม้แต่หลงใหลในไม้เท้าไม้ถือ ของสวยงามอะไร อย่างนี้มันก็หลงใหล

น.528 ได้มาก มากเหมือนกับเมื่อหนุ่ม ๆ เคยหลงในเรื่องเพศ; อย่างนี้เขาเรียกว่า ติดคุก ติดตะรางในทางวิญญาณส่วนที่เป็นรูปภพ. คุกที่ ๓ ที่นี้ถ้าว่าหลุดออกมาจากคุกตะรางที่ ๒ นี้ได้ มันก็ยังมีคุกตะราง ที่ ๓ รออยู่อีก คือ อรูปภพ หรืออรูปโลก ซึ่งหมายถึงสิ่งที่ไม่ต้องมีรูป ; เป็นเพียง ธัมมารมณ์รู้สึกได้ด้วยใจ เช่น เกียรติยศชื่อเสียงเป็นต้น. แม้ที่สุดแต่สิ่งที่เรียกว่า บุญว่ากุศล นั่นก็เถอะ; ระวังให้ดี เป็นที่ตั้งแห่งความลุ่มหลงได้มากเท่ากัน. พวกที่หลงใหลในเกียรติยศจนยอมตาย อย่างนี้ก็เพราะว่ายึดมั่นถือมั่นมาก ; หรือยิ่งไป กว่านั้นอีก เพียงแต่ว่าชอบอยู่นิ่ง ๆ เงียบๆ ไม่มีอะไรมารบกวนก็หลงใหลในความสุข เพียงเท่านี้; อย่างนั้นก็จะต้องรวมไว้ในข้อนี้อีกด้วยเหมือนกัน, นี่เรียกว่าที่คนธรรมดา สามัญจะเป็นไปได้. ถ้าระดับที่สูงขึ้นไป เรื่องรูปภพ อรูปภพนี้อธิบายเป็นอย่างอื่น : รูปภพ อธิบายว่าหลงใหลในความสุขอันเกิดมาจากสมาธิ ที่ใช้รูปธรรมเป็นอารมณ์, อรูปภพ ก็หลงใหลในความสุขที่เกิดมาจากสมาธิอันใช้สิ่งที่ไม่มีรูปเป็นอารมณ์. แต่ว่าจะพูดไป อย่างไหน ๆ เท่าไร ๆ มันก็มารวมอยู่ที่ความหมาย ๓ อย่าง อย่างที่กล่าวมาแล้ว ข้างต้นนี้เอง คือ ความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้ง ๓, สิ่งทั้ง ๓ คือ เพศตรงกันข้าม เป็นเรื่องกามคุณ นี้อย่างหนึ่ง, แล้วเป็นสิ่งของ เป็นรูปธรรมบริสุทธิ์ เป็นที่ตั้ง แห่งความยึดมั่นถือมั่น นี้ก็อย่างหนึ่ง, แล้วก็สิ่งที่ไม่มีรูป เป็นเพียงนามธรรม เช่นเกียรติยศชื่อเสียง นี้ก็อีกอย่างหนึ่ง ; ๓ อย่างนี้เรียกว่า กามภพ รูปภพ อรูปภพ, บางทีก็เรียกว่า กามโลก รูปโลก อรูปโลก. มองในแง่ข้างนอก มันเป็นคุกเป็นตะรางกักขังดวงวิญญาณ ; ถ้ามองข้างใน หมายความว่า คุกนี่แหละคือตัวที่จะเข้าไปบีบคั้นจิตใจ ที่อยู่ลึกแสนจะลึก ให้มี ความทุกข์ทนหม่นหมองได้. ฉะนั้นจงระวังให้ดีว่า เรื่องที่จิตตกอยู่ในภาวะ ที่ถูกบีบคั้น

น.529 อยู่เป็นประจำวันนี้ มันมาจากเรื่องทั้ง ๓ ดังกล่าวข้างต้น. มนุษย์เราอย่าให้เสียเปรียบ สัตว์เดรัจฉานมากนักเลย ; สัตว์เดรัจฉานเป็นทุกข์เพราะเรื่องกามโลก รูปโลก อรูปโลก น้อยกว่ามนุษย์มาก อย่างเหลือที่จะเปรียบกันได้. แม้ว่ามันจะเป็นสัตว์ที่โง่เขลา อยู่ใน ชั้นที่โง่เขลาไม่รู้อะไร แต่มันก็ได้เปรียบเรา ในข้อที่ว่ามันไม่ทุกข์ในส่วนที่ไม่จำเป็น ; คือไม่ทุกข์เกินไปในส่วนที่ไม่จำเป็น. มนุษย์เราขยายส่วนที่ไม่จำเป็นออกไปเรื่อย มากออกไปเรื่อย จนไม่รู้ว่าจะจบจะสุดลง หรือจะเพียงพอกันที่ตรงไหน ; ฉะนั้นจึงมี ความทุกข์มาก เพราะติดคุกติดตะรางทางวิญญาณ, จึงพูดว่าติดคุกติดตะรางทาง วิญญาณ ก็ได้. ที่กล่าวมานี้พูดเป็นอุปมาง่าย ๆ ดูจากข้างนอก ว่าจิตใจนี้มันหลุดพ้นไปจาก คุกตะรางไม่ได้, เป็นจิตใจที่จมติดอยู่ในโลกทั้ง ๓ แล้วก็ที่นี่และเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่ ต่อตายแล้ว อย่าลืมเสีย. แจงนึกไว้เสมอว่า ที่นี่และเดี๋ยวนี้ มันติดคุกติดตะราง ทางวิญญาณอยู่ ; เพราะฉะนั้นมันต้องหลุดจากคุกตะรางกัน ที่นี่และเดี๋ยวนี้. อย่าผัด ไว้สำหรับไปหลุดจากคุกจากตะราง ต่ออนาคตกาลหลายร้อยชาติข้างหน้าเลย. มันเป็น เรื่องที่หลงใหลหรือมีโมหะมีอวิชชามากเกินไป. อาการที่เรียกว่าติดคุกอยู่ในโลก และ การที่หลุดออกไป ได้จากโลก ที่นี้จะได้กล่าวถึงอาการที่ติดคุกอยู่ในโลก และการหลุดออกไปได้จากโลก โดยละเอียดต่อไป. อาศัยพระพุทธภาษิตโดยตรง เพราะว่าได้มีคำตรัสของพระพุทธเจ้า ไว้อย่างชัดเจนแล้ว. พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสสิ่งที่ผูกพันจิตใจให้ติดอยู่กับโลกไว้อย่าง ละเอียด, และยังมีข้อความที่ทรงนำมาเล่า ดังที่ตรัสว่า เป็นเรื่องสำคัญ ที่พระองค์ ได้ทรงค้นเรื่องนี้ จนกว่าจะพบวิธีที่จะหลุดออกมาจากคุกตะรางอันนี้เสียได้ก่อน จึง ค่อยปฏิญาณพระองค์เองว่าเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.

น.530 ขอให้ท่านทั้งหลายลองฟังพระพุทธภาษิตนี้ดู เป็นสูตรที่ ๑ ในสัมโพธิวัคค์ ปัณณาสก์ที่ ๓ ของติกนิบาต อังคุตตรนิกาย มีข้อความที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสแก่ภิกษุ ทั้งหลายว่า : "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เมื่อก่อนแต่การตรัสรู้ เมื่อเรายังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่ ได้นึกคิดว่า ในโลกนี้อะไรหนอเป็นอัสสาทะ ? ในโลกนี้อะไร หนอเป็นอาทีนวะ ? ในโลกนี้อะไรหนอเป็นนิสสรณะ ? ในที่สุดเราก็ได้เห็นชัดแจ้ง ว่า สุขโสมนัสอาศัยสิ่งใดเกิดขึ้นในโลกนี้ นั่นแหละคืออัสสาทะในโลก, และ ความที่โลกนี้ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา นี้เป็นอาทีนวะในโลก, การกำจัดเสียได้ การละเสียได้ซึ่งฉันทราคะในโลกนั้น นั่นเป็นนิสสรณะแห่งโลก" นี้เป็นคำตรัสของพระพุทธเจ้า ซึ่งบางคนอาจจะฟังไม่รู้เรื่องเลย ; จึงต้องขออธิบายว่า :- เมื่อพระพุทธเจ้าจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้านั้น ท่านตั้งปัญหาขึ้นในใจของ ท่านว่า ในโลกนี้มีอะไรเป็นอัสสาทะ คือเป็นเสน่ห์หรือเป็นเหยื่อล่อ. ในที่สุด ท่านพบว่า ความสุขหรือความโสมนัส อาศัยสิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นแหละเป็นเสน่ห์ หรือเป็นเหยื่อล่อในโลกนี้. ข้อนี้ก็ได้แก่อารมณ์ : รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เป็นต้น ที่ทำให้เกิดสุขโสมนัสขึ้นในจิตแล้วอันนั้นเป็นอัสสาทะคือเสน่ห์ในโลก. อธิบายว่า ในโลกทั้งโลกนี้ไม่ว่าที่ไหน มันมี ความสำคัญอยู่ตรงสิ่งที่มนุษย์ ต้องการ. สิ่งที่มนุษย์ต้องการก็คือ สิ่งที่จะให้ความรู้สึกเป็นสุขเอร็ดอร่อยแก่จิตใจ ของมนุษย์ ; เป็นเรื่องที่รู้ทางตาก็ได้ ทางหูก็ได้ ทางลิ้น ทางจมูกก็ได้ ทางกาย ทางใจ เองก็ได้ อันนั้นเป็นเสน่ห์ หรือเป็นเหยื่อล่อในโลก. ถ้าเราเข้าใจเราก็จะเห็นได้ว่า มันมีเต็มไปหมดทั่วทุกหัวระแหง, คือสิ่งที่เรียกว่าเหยื่อหรือเสน่ห์ของโลกนั้น มีอยู่ ในโลกเต็มไปหมดทั่วทุกหัวระแหง. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าท่านได้พบแล้วว่า อันนี้ เองเป็นอัสสาทะในโลก คือเหยื่อล่อหรือเสน่ห์ของโลก,

น.531 ทีนี้ก็มาถึงว่า : อะไรเป็นอาทีนวะ คือความเลวทราม ความต่ำทราม ของโลก ? ก็ตรัสว่าทรงค้นพบว่า ความที่มันไม่เที่ยงมันเป็นทุกข์ทรมาน และมี ความแปรปรวนเป็นธรรมดา ; นี้แหละเป็นอาทีนวะ คือความเลวทรามของโลก. อะไรจะเป็นเครื่องออกไปเสียได้จากโลกชนิดนี้ ? ก็ตรัสว่า : การ ทำลายเสียซึ่งฉันทราคะ การละเสียซึ่งฉันทราคะซึ่งมีอยู่ในโลกนั้นแหละ เป็น อุบายเป็นเครื่องออกไปเสียได้จากโลกนี้. ฉันทราคะคือความกำหนัดพอใจด้วย ความหลงใหลในรส คือในอัสสาทะของโลกนั่นเอง. อธิบายมาเพียงย่อ ๆ เท่านี้ เราก็พอจะมองเห็นได้เป็นเงา ๆ เป็นลาง ๆ แล้วว่า ความจมอยู่ในโลก ก็คือจมอยู่ในสิ่งยั่วยวนหรือเสน่ห์ของโลกนั่นเอง. ความ ที่จะอยู่เหนือโลกพ้นโลกได้ ก็คือการทำลายความกำหนัดยินดีในสิ่งยั่วยวนของโลกนั้น นั่นเอง. พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสเกี่ยวกับพระองค์เองอีกต่อไปว่า "ภิกษุทั้งหลาย, เมื่อเรายังไม่รู้แจ้งชัดซึ่งอัสสาทะ อาทีนวะ และนิสสรณะ ของโลกตามเป็นจริงอยู่ ตราบใด ตราบนั้นเราก็ยังไม่ปฏิญญาว่าได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในโลกนี้ ทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์" ลองฟังให้ดีจะรู้จักจิตใจของพระพุทธเจ้าได้ดียิ่งขึ้น คือท่านเป็นคนตรง คนจริงเท่าไร ; ท่านบอกว่า ตลอดเวลาที่ยังไม่รู้ : ว่าอะไรเป็นเหยื่อล่อ, หรือ เสน่ห์ของโลก, หรืออะไรเป็นโทษอันต่ำทรามของโลก, หรืออะไรที่จะเป็นเครื่อง ออกมาพ้นจากสิ่งเหล่านี้ในโลกได้แล้ว ; เมื่อนั้นยังไม่ประกาศตัวว่าเป็นพระพุทธเจ้า ในโลกทั้งหลาย. โลกทั้งหลายก็คือเทวโลก มารโลก พรหมโลก ทั้งเทวดาและ มนุษย์ ทั้งสมณะและพราหมณ์. หมายความว่าในทุก ๆ โลกนี้ มีเหยื่อ มีอัสสาทะอย่างนี้

น.532 เสมอกันทั้งนั้น. ถ้ายังไม่รู้จักสิ่งเหล่านี้ หรือว่าไม่เอาชนะสิ่งเหล่านี้ได้แล้ว ก็ยังไม่มี สิทธิหรือความถูกต้องอันใด ที่จะประกาศว่าตัวเองเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า. นี่เราต้องรู้จักพระพุทธเจ้าของเราไว้ในลักษณะอย่างนี้ ที่เกี่ยวกับการติดอยู่ ในโลก หรือการหลุดออกมาได้จากโลกนั้น. .. พระองค์ก็ตรัสต่อไปว่า : "ภิกษุ ทั้งหลาย, เมื่อใดเรารู้แจ้งชัดซึ่งอัสสาทะ อาทีนวะ และนิสสรณะของโลก อย่างถูก ต้องตามเป็นจริงแล้ว ; ww เมื่อนั้นเราปฏิญญาว่า ได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ทั้งหลาย ทั้งเทวดา และมนุษย์ ทั้งสมณะและพราหมณ์ ; เมื่อนั้นญาณทัสสนะได้เกิดขึ้นแก่เราว่า ความหลุดพ้นของเราไม่กลับหลัง ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย บัดนี้ภพใหม่มิได้มี". นี่แหละท่านทั้งหลายลองฟังดูให้ดี ว่า พระพุทธเจ้าท่านทรงยืนยัน ทรง ประกาศ ทรงชี้แจงชัดแจ้งว่า เมื่อยังไม่รู้เรื่องการติดอยู่ในโลก และการหลุด ออกมาจากโลกแล้ว ยังไม่ประกาศตัวเป็นพระพุทธเจ้า. โคกดง ในที่สุดก็ได้รู้ รู้จน ถึงกับว่า "เดี๋ยวนี้ความหลุดของเราไม่กลับหลัง" นก "วิมุตติ" คือความหลุดพ้น ของเรา ที่เรียกว่า หลุดจากคุกจากตะราง เหมือนที่พูดเมื่อตะกี้นี้ จะไม่กลับหลัง คือจะไม่กลับเข้าไปในคุกนั้นอีก ; และว่า ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย หมายความว่า การเกิดขึ้นแห่งอัสมิมานะ ว่าตัวกู - ว่าของกู นี้เป็นครั้งสุดท้าย ; ไม่เกิดอีกต่อไป หลังจากนี้. ความเกิดใหม่ไม่มีอีกต่อไป เพราะว่าพระองค์ได้ทรงปฏิบัติต่อปัญหา ทั้งหมดนั้น ที่นี่และเดี๋ยวนี้ ; ฉะนั้นจึงสามารถทำให้ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย และไม่มี การเกิดใหม่อีก."ถ้าเราไปมัวหวังแต่ที่จะให้มีการเกิดใหม่อีก มันก็ไม่มีทางที่จะ หลุดพ้นจากโลกนี้ออกไปได้. พระองค์ได้ตรัส .เกี่ยวกับการตรวจค้นในเรื่องอัสสาทะต่อไปอีกว่า : ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย, เราได้ตรวจค้นอัสสาทะต่าง ๆ ที่มีอยู่ในโลก สิ่งใดที่เป็นอัสสาทะ

น.533 ในโลก เราก็ประสบต่อสิ่งนั้น ; อัสสาทะในโลกมีเพียงใด เราเห็นอย่างดีแล้วด้วย ปัญญาในอัสสาทะเพียงนั้น. ข้อนี้หมายความว่า ส่วนที่เป็นเหยื่อล่อหรือเป็นเสน่ห์ ในโลกมีอย่างไรบ้าง และมีเท่าใด? พระพุทธเจ้าท่านใช้ภาษา logic เพียงสองคำว่า อย่างไรและเท่าใด ก็พอแล้ว : มันมีอยู่อย่างไร และมันมีเท่าใด, พระองค์ได้ ตรวจค้นจนพบหมดว่ามีอย่างไร, และมีเท่าใด, จนทรงเห็นอย่างชัดแจ้งด้วยปัญญา. พอมาถึงอาทีนพก็ตรัสว่า : เราได้ตรวจค้นอาทินพของโลกแล้ว อันใดสิ่งใด เป็นอาทินพของโลก เราได้ประสบสิ่งนั้นแล้ว ; อาทีนพในโลกมีเท่าใด อาทินพเท่านั้น เราก็ได้เห็นอย่างดีด้วยปัญญาแล้ว ... นี่หมายความว่า ความเลวของโลก ความร้ายกาจ ของโลก ความน่าอันตรายของโลก มีอย่างไร และมีเท่าใด ก็ทรงเห็นแจ้งด้วยปัญญา เท่านั้น อย่างนั้น .. ในเรื่องนิสสรณะตรัสต่อไปว่า เราได้ตรวจค้นนิสสรณะ คืออุบาย เป็นเครื่องออกมาเสียจากโลกว่าสิ่งใดเป็นนิสสรณะในโลก ; เราก็ได้ประสบนิสสรณะ นั้นแล้ว. นิสสรณะในโลกมีอย่างไร ; นิสสรณะนั้นเราก็ได้เห็นด้วยปัญญาเป็น อย่างดีแล้ว. สำหรับนิสสรณะอุบายออกจากโลกนี้ไม่ต้องพูดว่ามีเท่าใด ; เพราะมัน มีเพียงอย่างเดียว คือ มัชฌิมาปฏิปทา หรือว่า อริยมรรค, หรือว่าปฏิบัติถูกต้อง ทุกอย่างนี้ มีเพียงอย่างเดียวสำหรับที่จะออกมาเสียจากโลก ที่นี้พระองค์ก็ตรัสในลักษณะเป็นการอธิบายต่อไปว่า : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ถ้าอัสสาทะคือเสน่ห์ของโลก จักไม่มีในโลกแล้วไซร้ สัตว์ทั้งหลายก็จะไม่พึงติดใจ ในโลก ; เพราะเหตุที่อัสสาทะมีอยู่ในโลก เหตุนั้นสัตว์ทั้งหลายจึงติดใจในโลก. ข้อความนี้ก็ไม่ลึกซึ้งอะไร คือตรัสว่า เพราะในโลกนี้มีอัสสาทะคือเหยื่อล่อหรือเสน่ห์ สัตว์ทั้งหลายนี้จึงได้ติดอยู่ในโลก. ถ้าไม่มีอัสสาทะอยู่ในโลก สัตว์ทั้งหลายจะไม่ติดอยู่ ในโลก.

น.534 คำอธิบายมีอีกว่า : ภิกษุทั้งหลาย, ถ้าอาทีนพในโลกจักไม่มีแล้วไซร้ สัตว์ทั้งหลายก็จะไม่พึงเบื่อหน่ายต่อโลก เพราะเหตุที่อาทินพมีอยู่ในโลก เพราะ เหตุนั้นสัตว์ทั้งหลายจึงเบื่อหน่ายต่อโลก. นี้ก็เป็นสิ่งที่น่าคิด ว่าโทษอันต่ำทราม, หรือความเป็นอันตรายในโลกนี้ ถ้าไม่มี สัตว์ทั้งหลายก็จะไม่รู้จักเบื่อต่อโลก. เราน่า จะขอบใจความร้ายกาจของโลก ที่มันทำให้คนรู้จักเจ็บปวดเข็ดหลาบกันเสียบ้าง. ถ้ามีแต่ได้อย่างอกอย่างใจเพลิดเพลินไปเสียทุกอย่าง คนก็จะไม่รู้จักเบื่อต่อโลก. ในสูตรอื่นก็มีกล่าวไว้คล้าย ๆ กัน เป็น เรื่องเกี่ยวกับปฏิจจสมุปบาท ตรัส ถึง เหตุที่ความทุกข์เกิดขึ้นได้อย่างไร, พอความทุกข์เกิดขึ้นเต็มที่แล้ว ความทุกข์นั้น ทำให้ดิ้นรนแสวงหา ความดับทุกข์ ; แล้วก็มีศรัทธา ; ซึ่งได้ตรัสว่า : ศรัทธา ของพุทธบริษัททั้งหลายมีอยู่ได้ เพราะอำนาจของความทุกข์บีบคั้น. ฟังดูก็ คล้าย ๆ เป็นการด่า ว่าถ้าไม่มีความทุกข์บีบคั้นแล้ว ก็จะไม่วิ่งไปหาพระพุทธเจ้าเลย. คนในโลกเป็นเสียอย่างนี้ ; ไม่ใช่ว่าศรัทธาแท้จริงอะไรนัก เพราะความทุกข์มัน บีบคั้น จึงได้วิ่งไปมีศรัทธาในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ว่าให้ช่วยที่. นี่พังดู จะเป็นคำด่าอยู่ในตัวก็ได้ ; หรือว่าจะเป็นความจริงที่เป็นรากฐานของความจริง ที่เรา ต้องปฏิบัติ อย่างนั้นก็ได้เหมือนกัน. ถ้าเป็นเรื่องของการปฏิบัติแล้ว เราก็ต้องรู้จักความทุกข์ ให้ดี ๆ. พยายาม เข้าใจในความทุกข์ให้ดี ๆ ถ้าเข้าใจไม่ดี เดี๋ยวจะไปหลงรักเอาความทุกข์ ไป เห็นกงจักรเป็นดอกบัวเข้า ก็ไม่รู้จักเบื่อได้เหมือนกัน. ในที่นี้พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า อาทีนพ หรือความร้ายกาจในโลกนั้นมีมาก, มันมีมากพอที่จะทำให้สัตว์รู้สึกเบื่อหน่าย เข็ดหลาบสักวันหนึ่ง ; พระองค์จึงตรัสว่า เพราะเหตุที่อาทีนพในโลกมันมีอยู่ สัตว์ ทั้งหลายจึงอาจจะเบื่อหน่ายต่อโลกได้.

น.535 ที่นี้ก็มีคำตรัสต่อไปว่า , :ภิกษุทั้งหลาย, ถ้านิสสรณะในโลกจักไม่มี แล้วไซร้ สัตว์ทั้งหลายก็จะไม่สามารถออกไปจากโลกได้เลย เพราะเหตุที่นิสสรณะใน โลกมีอยู่ สัตว์ทั้งหลายจึงออกจากโลกได้. นี้พูดตามภาษาธรรมดาเรา ๆ ก็ว่าเพราะ หนทาง หรือวิธีที่จะออกไปจากโลกได้นั้น มีอยู่, สัตว์โลกจึงออกไปได้. ถ้า หนทางหรือวิธีไม่มีแล้ว ก็ไม่มีสัตว์ไหนจะออกไปจากความทุกข์ได้, จะอยู่กับความทุกข์ ตลอดเวลา. นี้ก็คือคุณค่าของพระศาสนาที่แท้จริงที่ว่าเป็นนิสสรณะ คืออุบายเป็นเครื่อง ให้ออกจากความทุกข์ได้. เรามีพระศาสนาก็เพื่อเหตุนี้ คือมีเพื่อเป็นนิสสรณะ สำหรับจะออกจากความทุกข์ หรือออกไปเสียจากโลกได้. มนุษย์จะจมโลก หรือพ้นโลกได้อย่างไร เอาละทีนี้ก็มาถึงใจความสำคัญของเรื่องที่ว่า มนุษย์จะติดจมอยู่ในโลก หรือว่า จะพ้นออกไปจากโลกได้อย่างไร ? พระพุทธภาษิตนี้มีว่า : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, สัตว์ทั้งหลายยังไม่รู้แจ้งชัด ซึ่งอัสสาทะ อาทีนวะ และนิสสรณะของโลก อย่างถูกต้องตามเป็นจริงอยู่ตราบใด, สัตว์ทั้งหลายก็จักยังมีใจถูกกักขัง ยังติดจม ยังไม่หลุด ยังไม่พ้นจากโลกนี้ ทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ทั้งหมู่สัตว์ทั้งหลาย พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์ ทั้งสมณะและ พราหมณ์อยู่ตราบนั้น. นี้คือส่วนที่จะจมโลก จะติดโลก แล้วก็ติดไปทุกโลก : โลกมนุษย์ โลกเทวดา โลกมาร โลกพรหม. คนทำบุญอยากไปสวรรค์ อย่างนี้ ก็คือติดเทวโลก ; เท่าที่มีอะไร ๆ อยู่ในมนุษย์โลกยังไม่พอ. สิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่ใน มนุษยโลกนี้ ก็ไม่ใช่เล็กน้อย ล้วนเป็นที่ตั้งแห่งความยึดติด ทั้งเพื่อโลกนี้ และเพื่อ โลกอื่น. พระพุทธเจ้าท่านตรัสลงไปชัดเจนว่า : เพราะไม่รู้เรื่องเสน่ห์ของโลก, เพราะไม่รู้เรื่องความเลวทรามของโลก, เพราะไม่รู้อุบายเป็นเครื่องออกจากโลก ;

น.536 สัตว์ทั้งหลายจึงมีจิตใจ ; ตรงนี้ฟังดูให้ดี, ไม่ใช่ร่างกาย. สัตว์ทั้งหลาย จึงมีจิตใจ ถูกกักขังเหมือนกับติดคุกติดตะราง ๆ ยังติดแน่นยังไม่หลุด ยังไม่พ้น จากโลกทุกโลก ไม่โลกนั้นก็โลกนี้. จัดรัก ถ้าอธิบายกันให้ละเอียดแล้วจะเห็นได้ว่าใน วันหนึ่ง ๆ นี้ มันมีโลกหลายชนิดเกิดขึ้นในจิตใจ : คิดอย่างมนุษย์ก็เป็นโลกมนุษย์, คิดอย่างเทวดาก็เป็นโลกเทวดา, ไม่คิดอย่างพรหมก็เป็นโลกอย่างพรหม. ตรงนี้จะขอเวลานิดหน่อยเพื่ออธิบายว่า บางชั่วโมงหลงใหลในกามารมณ์ ทางเพศ ; นี่มันก็ติดคุกอย่างเทวโลก. ทีนี้ถ้ามันได้มาอย่างดี อย่างในเรื่องกามารมณ์ชั้นสูงสุด ก็เรียกว่า มารโลก คือปรินิมมิตวสวัตติ. คำว่า มารโลก นี้ อย่าเข้าใจผิดว่าเป็นโลกของยักษ์ของมาร ที่ดุร้าย น่าเกลียดและน่ากลัว. คำว่ามารโลก เป็นชื่อของสวรรค์ชั้นปรินิมมิตวสวัตติ คือสุดยอด, เป็นชั้นกามารมณ์ทางเพศสุดยอด. ที่ว่าสุดยอดนั้น สุดยอดในทางที่มี คนคอยอำนวยทุกอย่างทุกประการ อย่างสุดที่จะคอยอำนวยให้แก่กันและกันได้. สวรรค์ ชั้นต่ำ ๆ ลงมาเช่นชั้นยามา ชั้นดุสิต อย่างนี้ยังไม่ถึงอย่างนั้น. สวรรค์ชั้นต่ำ ๆ ยังไม่ เรียกว่ามารโลก คงเรียกว่าเทวโลกตามธรรมดา ; ส่วนสวรรค์ชั้นสูงสุดในทาง กามารมณ์เรียกว่ามารโลก เล็งถึง ปรินิมมิตวสวัตติ คือโลกที่เต็มไปด้วยกามารมณ์ ที่มีคนคอยอำนวยถึงที่สุด. พรหมโลก นั้นคือว่างพักผ่อนจากกามารมณ์ หยุดอยู่ในความสงบ. เมื่อ คนเรานี้เดือดจัดขึ้นมาในทางกามารมณ์ได้พักหนึ่ง แล้วมันก็ทรุดลง นั่งลง พักเหนื่อย ต้องการความสงบ. มนุษย์เราติดอยู่ด้วยกันทุกโลก, ผลัดกันติดโลกนี้ที โลกโน้นที อย่างนี้จึงว่าติดอยู่ในเทวโลก มารโลก พรหมโลก ทั้งเทวดาและมนุษย์ ทั้งสมณะ และพราหมณ์. นี้เป็นเรื่องที่แสดงถึงความติดจมอยู่ในโลก.

น.537 คำตรัสแสดง เรื่องการพ้นจากโลก มีว่า : ภิกษุทั้งหลาย, เมื่อใดสัตว์ ทั้งหลายรู้แจ้งชัดตามที่เป็นจริงซึ่งอัสสาทะ ซึ่งอาทีนวะ และนิสสรณะของโลกแล้ว ; เมื่อนั้นแหละสัตว์ทั้งหลายจึงจะมีใจไม่ถูกกักขัง ออกมาได้ หลุดพ้นไปได้ จากโลกนี้ จากเทวโลก มารโลก พรหมโลก จากสัตว์ทั้งหลาย ทั้งเทวดาและมนุษย์ ทั้งสมณะ และพราหมณ์. มีถ้อยคำสั้น ๆ เท่ากันแต่ตรงกันข้าม คือ ต้องรู้แจ้งประจักษ์ชัด ด้วยปัญญาตามที่เป็นจริง, คือรู้สึกด้วยใจจริง ถึงขนาดที่จะมีความเปลี่ยนแปลง ในทางจิตใจ คือเบื่อหน่ายคลายกำหนัด ว่าเสน่ห์ยั่วยวนของโลกเป็นอย่างไร, "ความ เลวทรามของโลกนั้นเองเป็นอย่างไร, แล้วทางออกมาเสียให้พ้นจากเรื่องอย่างนั้นเป็น อย่างไร, เมื่อนั้นแหละจึงจะออกได้. ฉะนั้นจึงไม่มีทางอื่น นอกจากจะศึกษากัน อย่างแท้จริง ด้วยการรู้จักตัวจริง ไม่ใช่ฟังคนอื่นบอก ; จนมองเห็นด้วยจิตใจ แล้วเกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด ที่นี้ก็มีเรื่องเบ็ดเตล็ด ที่ควรจะเข้าใจกันไว้ด้วย ในข้อนี้พระพุทธเจ้าท่าน ตรัสว่า : ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย, สมณะ หรือพราหมณ์เหล่าใด ยังไม่รู้แจ้งชัด ซึ่งอัสสาทะ อาทีนวะ และนิสสรณะ ของโลกตามเป็นจริงแล้ว เราไม่นับว่าสมณะ หรือพราหมณ์เหล่านั้น เป็นสมณะจริงในสมณะทั้งหลาย ; ไม่นับว่าเป็นพราหมณ์ จริงในพราหมณ์ทั้งหลาย. อนึ่งสมณะและพราหมณ์เหล่านั้น ไม่ได้กระทำให้แจ้งด้วย ปัญญาอันยิ่งเองซึ่งประโยชน์ แห่งความเป็นสมณะและพราหมณ์อยู่ในปัจจุบันนี้แล้ว. อธิบายว่าพวกที่อ้างตัวเองเป็นพราหมณ์ก็ดี เป็นสมณะก็ดี ถ้าเขาไม่รู้ แจ้งชัดในเรื่องทั้ง ๓ นี้ คือ เรื่อง อัสสาทะของโลก อาทีนวะของโลก นิสสรณะ ของโลกแล้ว : พระพุทธเจ้าท่าน ไม่ถือว่า นั้นเป็นสมณะจริง แต่เป็นสมณะเก๊ ; นั่นไม่ใช่พราหมณ์จริง แต่เป็นพราหมณ์เก๊ ; กดไลสมณะและพราหมณ์พวกนี้ไม่ได้รับ ประโยชน์อะไร จากการเป็นสมณะและพราหมณ์เลย. "เป็นสมณะและพราหมณ์ที่

น.538 ไม่ได้รับประโยชน์อะไร จากการเป็นสมณะและพราหมณ์เลย" ; นี่ฟังดูให้ดี ๆ กัน ทุกคนทั้งภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ว่าจะเป็นสมณะเก๊ พราหมณ์เก๊; ซึ่ง รวมมาถึง อุบาสกเก๊ อุบาสิกาเก๊ ภิกษุเก๊ สามเณรเก๊ อะไรได้ด้วย ; เพราะว่า ไม่รู้เรื่องทั้ง ๓ นี้ตามที่เป็นจริง. ในส่วนที่ตรงกันข้าม พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า : ภิกษุทั้งหลาย, ส่วน สมณะและพราหมณ์เหล่าใดรู้แจ้งชัดซึ่งอัสสาทะ อาทีนวะ และนิสสรณะของโลก อย่างถูกต้องตามที่เป็นจริง ; สมณะและพราหมณ์เหล่านั้นเราตถาคตถือว่าเป็นสมณะ ในสมณะทั้งหลาย เป็นพราหมณ์ในพราหมณ์ทั้งหลาย. อนึ่งสมณะและพราหมณ์ ทั้งหลายเหล่านั้น "ย่อมกระทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งของตนเอง ซึ่งเป็นประโยชน์ แห่งความเป็นสมณะและพราหมณ์สำเร็จอยู่ได้ในปัจจุบันนี้". ข้อความนี้ก็ตรงกันข้าม กับที่แล้วมา เห็นได้ง่าย ๆ ว่า ต่อเมื่อรู้เรื่อง ๓ เรื่องนี้ประจักษ์ชัดด้วยปัญญาตาม เป็นจริง จึงจะเป็นสมณะจริง เป็นพราหมณ์จริง; แล้วได้รับประโยชน์จาก การเป็นสมณะและพราหมณ์นั้น. ที่นี้ก็มีเรื่องที่ตรัสต่อไปอีกนิดหน่อย ก่อนจะจบพระสูตรนี้ว่า : ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย, การร้องเพลงเป็นการร้องไห้ในธรรมวินัยของพระอริยะ, การฟ้อนรำ เป็นอาการของคนบ้าในวินัยของพระอริยะ, การหัวเราะคือความเป็นเด็กอ่อน นอนเบาะในวินัยของพระอริยะ ; เพราะเหตุนั้นพึงละเสียโดยเด็ดขาด ซึ่งการ ขับร้องและการฟ้อนรำ หากเมื่อเกิดธรรมปราโมทย์ขึ้นแก่เธอทั้งหลายแล้ว พึงกระทำ แต่ความยิ้มแย้มเถิด. ในที่นี้ทรงแสดงเรื่อง ๓ เรื่องที่น่าสนใจ แต่ทุกเรื่องนั้นแสดงให้เห็นว่า "คนหลงกับคนไม่หลง" นั้น ต่างกันอย่างไร, จะ คนหลงนั้นก็จมโลก, ส่วนคนไม่หลง

น.539 ก็ขึ้นเหนือโลก. นี้ทรงแสดงว่า การร้องเพลงนั้นคือการร้องไห้ ; ในหมู่พระ- อริยเจ้าถือว่าการร้องเพลงนั้นคือการร้องไห้ แต่ชาวโลกผู้นิยมหลงใหลในการ ร้องเพลงนั้น ไม่รู้สึกว่ามันเป็นการร้องไห้กกเห็นเป็นการร้องเพลงสนุกสนาน. ในพวกพระอริยเจ้าถือว่าการร้องเพลงเป็นการร้องไห้ ก็ต้องอธิบายไปในทางที่ว่า เป็น การร้องไห้ทางวิญญาณ คือมันถูกกิเลสบีบคั้น จึงได้ตะเบ็งเสียงหลับตา น้ำตาไหล อยู่ได้ เหมือนกับการร้องไห้. สรุปเอาแต่ใจความก็คือว่า พระอริยเจ้าทั้งหลายถือว่า การร้องเพลงนั้น น่าละอาย น่ารังเกียจเหมือนกับการร้องไห้, การเต้นรำการฟ้อนรำนั้น พระ- อริยเจ้าถือว่า เป็นอาการของคนบ้า. . เดี๋ยวนี้เขาเต้นรำกันทั้งโลก เขานิยมยกย่อง เป็นศิลป เป็นเครื่องมือสังคม ล้วนแต่มีอานิสงส์มากมายทั้งนั้น ; แต่ในวินัยของ พระอริยเจ้าถือว่าเป็นอาการของคนบ้า, แล้วก็ต้องเป็นบ้าทางวิญญาณอีกตามเคย, จึงได้ อุตส่าห์ลุกขึ้นมาเต้นโดยไม่เห็นแก่เหน็ดแก่เหนื่อย ตามแต่จะให้ทำท่าทางอย่างไรก็ทำไป. เดี๋ยวนี้อุตริวิตถารมากกันไป ถึงกับว่าแทบจะเปลือยกายเต้นรำ มันก็ยิ่งเป็นอาการของ คนบ้ามากขึ้นไปกว่าเดิม. การหัวเราะนั้น ในหมู่พระอริยเจ้าถือว่า ความเป็นเด็กอ่อนนอนเบาะ ; นี้ต้องทำในใจถึงเด็กเพิ่งคลอด นอนยิ้มแหยอยู่ตลอดเวลาในเบาะ มีอาการอย่างไร. พระอริยเจ้าถือว่าการหัวเราะของคนเราตามธรรมดา คืออะไรก็หัวเราะ อะไรก็หัวเราะ, หัวเราะพร่ำเพรื่อ ; แสดงให้เห็นฟันอย่างพร่ำเพรื่อ. อย่างนี้เรียกว่าการหัวเราะใน ที่นี้ ถือว่าเป็นอาการของเด็กอ่อนนอนเบาะ; มันก็เป็นเรื่องโง่หรืออ่อนหรือเป็นพาล, พาลแปลว่าอ่อน; คนแก่ ๆ กลายเป็นเด็กไปก็อย่างนี้ .. ก่อนที่นี้ตรัสสรุปความว่าในสิ่งทั้ง ๓ นั้น เรื่องการร้องเพลงและการฟ้อนรำ นั้น พึงกระทำ เสตุฆาต. เสตุฆาต นี้แปลว่า พังทลายสะพานนั้นเสีย :

น.540 เสตุ แปลว่า สะพาน, ฆาตะ แปลว่า ทำลายเสีย, ทำลายสะพานเสียอย่าให้เดิน ไปมากันได้ ; ก็คือเว้นเด็ดขาด ละเด็ดขาด ชนิดที่เกี่ยวข้องกันไม่ได้อีกต่อไป ; นี้เรียกว่าทำ เสตุฆาต. ส่วนการหัวเราะ นั้น ถ้ามีกำลังของความปีติและปราโมทย์ เกิดขึ้นมาอย่างถูกต้องโดยธรรมแล้ว ก็พึงทำแต่อาการยิ้มแย้มเถิด ; พระพุทธเจ้า ท่านขออย่างนี้ ว่าอย่าถึงกับหัวเราะแสดงฟันเลย. ในอาการ ๓ อย่าง แสดงความหลงของบุคคลผู้จะจมอยู่ในโลกนั้น คือ การ ร้องเพลง การเต้นรำ หรือ การหัวเราะ อันเป็นสัญญลักษณ์ของคนหลง คน ไม่รู้จักโลก คือคนจมอยู่ในโลก. นี่ไปคิดเอาเองก็พอจะเห็นได้ว่า : คนไม่รู้จัก โลกเท่านั้น จึงจะหลงอยู่ได้ในโลกนี้ ด้วยการเต้นรำ ด้วยการร้องเพลง ด้วยการ หัวเราะร่วนตลอดวัน ; แต่พอเริ่มรู้จักโลกขึ้นมา มันก็หยุดได้. สำหรับการปฏิบัตินั้น ถ้าเวลานี้ยังจมโลกอยู่ ก็ต้องพยายามที่จะ รื้อถอนตนขึ้นมา ; ละเว้นสิ่งที่ควรละเว้นได้ โดยเด็ดขาด ; ที่เว้นไม่ไหวก็อย่า ทำให้มากนัก เช่น หัวเราะนี้เอาแต่เพียงยิ้มแย้ม. นี้ก็คืออุทาหรณ์หรือตัวอย่าง อันแสดงถึงการจมโลก และการที่จะอยู่เหนือโลกโดยวิธีอย่างนี้. ในที่สุดก็ตรัสว่า : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ความอิ่มหนำในการเสพสิ่งทั้ง ๓ อย่าง ย่อมไม่มี. สิ่งทั้ง ๓ อย่างนั้นคืออะไร ? คือความหลับหนึ่ง, การดื่มสุราเมรัย หนึ่ง, การประกอบกิจของบุคคลผู้อยู่กันเป็นคู่คือเมถุนธรรมหนึ่ง ; ความอิ่มหนำ ในการเสพสิ่งทั้ง ๓ นี้ ไม่มีแล. นี้ก็แสดงให้เห็นว่า สิ่งที่จะทำให้หลงหรือจมอยู่ ภายใต้โลกนั้น ก็คือสิ่งที่ไม่รู้จักอิ่มสำหรับบุคคลประเภทนั้น : การแสวงหาความสุข จากการนอน การดื่มสุราเมรัย การประกอบกิจกรรมระหว่างเพศ เป็นสิ่งที่อิ่มไม่ได้ สำหรับบุคคลเหล่านั้น ; เพราะฉะนั้นก็ถือเอาอาการนั้นเองว่า เป็นอาการที่จมโลก. ฉะนั้นผู้ใดอิ่ม จนระอา จนเบื่อ ก็ถูกจัดไว้ในพวกที่อยู่เหนือโลก ; อำนาจของโลก

น.541 ในส่วนนี้บีบคั้นไม่ได้ ; คือจิตใจมีภาวะอยู่เหนือความบีบคั้นของโลก, เหนือความ ไม่อิ่ม ๓ อย่างดังกล่าวมา. นี้เราก็เห็นได้ทันทีว่ามันเป็นเรื่องที่นี่ เป็นเรื่องเดี๋ยวนี้ไม่ต้องรอต่อตายแล้ว ; ความขึ้นมา เสียจากอำนาจบีบคั้นของโลกนั้น มันต้องเป็นเรื่องทำกันที่นี่และเดี๋ยวนี้ ไม่ต้องรอต่อตายแล้ว ; แม้ที่สุดจะไม่ต้องรอต่อแก่ต่อเฒ่าก็ยิ่งดี. แต่ถ้าเราพิจารณา ดูให้ดีว่า ถ้าประกอบกระทำประพฤติในสิ่งเหล่านี้อยู่ด้วยสติสัมปชัญญะแล้ว ไม่เท่าไร ก็จะเกิดความเบื่อหน่าย ; แต่ถ้าทำไปด้วยความลุ่มหลงตลอดเวลาแล้ว ก็ยากที่จะเกิด ความเบื่อหน่าย. ฉะนั้นการมีสติสัมปชัญญะ ประกอบกระทำสิ่งใด ที่ตนต้อง กระทำนั้น มีประโยชน์มาก ; คือว่าสติสัมปชัญญะนั้นจะทำให้รู้จักสิ่งที่ควร รู้จัก ทั้ง ๓ นั้นโดยเร็ว : คือรู้จักอัสสาทะ เสน่ห์อันยั่วยวนของโลก, อาทีนวะ โทษ อันต่ำทรามของโลก, และนิสสรณะ คืออุบายเป็นเครื่องออกไปพ้นจากโลก. เท่าที่บรรยายมาทั้งหมดนี้ ก็ควรจะสรุปความกันเสียทีในตอนสุดท้ายนี้ ซึ่ง จะขอยืนยันอยู่เสมอตลอดไปว่า หลักปฏิบัติเกี่ยวกับโลกุตตระ คือภาวะที่อยู่เหนือโลก นั้น ต้องที่นี่และเดี๋ยวนี้ มิใช่ต่อตายแล้ว. ให้ถือว่าคำว่า "โลกุตตระ" นั้นแปลว่า "ภาวะของจิตที่อยู่เหนืออำนาจบีบคั้นของโลก", ลักษณะหรือภาวะของจิตที่อยู่เหนือ การบีบคั้นของโลก คือโลกบีบคั้นไม่ได้. "โลก" ในที่นี้ก็คือสิ่งทั้งปวงที่จะเข้าไปสู่จิตใจ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจเอง เป็น ๖ ทาง สิ่งที่มีค่าแก่กิเลสตัณหาของมนุษย์ก็คือ อารมณ์ทั้ง ๖ นี้ ; ฉะนั้น โลกนี้มีค่า มีราคา ก็เพราะมันให้สิ่งทั้งปวงที่เป็นอารมณ์ ทั้ง ๖ เข้าสู่จิตใจทั้ง ๖ ทาง. เราเห็นได้ทันทีว่า เดี๋ยวนี้ในโลกเขาขวนขวายกันเป็น การใหญ่ แทบจะพลิกแผ่นดินทั้งโลกให้ทั่วถึง เพื่อค้นหาอะไรที่ดีที่วิเศษ ; มันก็ ไม่พ้นไปจากสิ่งทั้ง ๖ นี้ คือสิ่งที่จะอำนวยความรู้สึกเอร็ดอร่อย ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ที่พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่าอัสสาทะ เสน่ห์ หรือเหยื่อล่อในโลก นั่นเอง.

น.542 สิ่งทั้งปวงระบุไปยังเรื่องจิตใจเท่านั้น อันเป็นตัวการสำคัญ ; ส่วนร่างกายนั้น มันไปตามอำนาจของจิตใจ : จิตใจเป็นผู้สั่งร่างกายให้เคลื่อนไหวกระทำไปตามอำนาจ ของจิตใจ. ฉะนั้น เราจงควบคุมที่จิตใจ แล้วจะเป็นการควบคุมอื่น ๆ ทั้งหมด ; ส่วนร่างกายที่จะต้องเป็นไปตามอำนาจวิบากกรรมนั้น เราเรียกว่าเศษ หรือส่วนน้อย, เป็นเรื่องส่วนน้อย ที่ผลกรรมแต่หนหลังจะมาบีบคั้นบ้าง นั้นมันเป็นส่วนน้อย ไม่ มากมายไม่อันตรายอะไร ; สิ่งที่มาบีบคั้นหนักที่สุด ก็คือกิเลสหรือความโง่ ความหลง ที่นี่และเดี๋ยวนี้. ถ้าหากว่าจะมองให้ละเอียดไปถึงความเกี่ยวเนื่องกันทางสังคม อำนาจ ทางสังคม ความบีบคั้นทางสังคม ที่เข้ามาเกี่ยวข้องบ้าง นั้นมันก็เล็กน้อย เหมือนกับ เรื่องของวิบากกรรมแต่หนหลัง ; อย่าถือเป็นเรื่องใหญ่เลย. เรื่องใหญ่ก็คือการ บีบคั้นของกิเลส ตัณหา อวิชชา อย่างที่กล่าวมาแล้ว. เมื่อใดจิตอยู่เหนือความ บีบคั้นเหล่านี้ได้ เรียกว่าโลกุตตรธรรม, คือภาวะของจิตที่อยู่เหนือการบีบคั้นของโลก ทีนี้เราก็ให้ความยุติธรรมแก่พระธรรม แก่พระพุทธเจ้าบ้าง : อย่า เห็นว่าเป็นเรื่องเหลือวิสัยในการที่เราจะเอาชนะสิ่งบีบคั้นเหล่านี้ ; ตามธรรมดา มันก็ไม่ได้บีบคั้นอยู่ตลอดเวลา เรายังมีความประจวบเหมาะที่มีจิตใจน้อมไปในทางที่ จะหยุด ในการที่จะพักผ่อน ในการที่จะหาความสงบ. เราต้องการความปลอดโปร่ง ความไม่มีอะไรรบกวน ความเงียบ ความสงบ ความสงัด ความจืดสนิท เหมือนกับเรา ไปกินน้ำตาล น้ำหวานอะไรเข้ามาก ๆ ; ในที่สุดก็อยากจะกินน้ำที่จืดสนิท. จิตใจ ก็เหมือนกัน มันก็มีธรรมชาติที่จะเป็นอย่างนั้นอยู่ในตัว ; แต่ว่าเจ้าของจิตโง่ เจ้าของ ไม่สนับสนุน ไม่ให้โอกาสแก่จิตที่จะเป็นไปในทางนั้น. จิตที่ประกอบอยู่ด้วยอวิชชา นี้แหละไปให้โอกาส หรือ อำนวยให้แก่ อัสสาทะในโลก ที่จะมาครอบงำจิต ; เจ้าของก็พลอยโง่ว่า ชาตินี้ไม่ต้องรื้อไม่ต้อง ถอนกันแล้ว ปล่อยไปอย่างนี้จนเน่าเข้าโลงไปดีกว่า; ยอมสนุกสนานไปกับความทุกข์นี้.

น.543 คนหลงระเริงกันอยู่ เลยเกิดลัทธิที่ว่า : กินดื่มร่าเริงเต็มที่ ไม่ต้องมีหยุด ไม่ต้องมีหย่อน รีบทำเร็ว ๆ พรุ่งนี้เราอาจจะตายเสียก็ได้ อย่างนี้เป็นต้น ; การบูชาความเป็นทาสของโลก ก็เกิดขึ้น กลายเป็นสังคม เป็นสมาคม ที่บูชาความเป็นทาสของโลก .. นี้เรียกว่าโลกียธรรม : ภาวะของจิตที่พัวพันอยู่กับโลก, ตรงกันข้ามจาก โลกุตตรธรรม คือภาวะของจิตที่อยู่เหนือการบีบคั้นของโลก. ถ้าเราจะรู้จักให้ดี ทั้ง ๒ อย่าง ต้องศึกษาจากจิตใจ, และศึกษาให้เป็นอย่างยิ่ง ในขณะที่มีจิตใจ สะอาด สว่าง สงบ พอสมควร. เมื่อมาอยู่ในที่ที่มีการแวดล้อมพอให้จิตใจสะอาด สว่าง สงบบ้าง แล้ว ก็จงพยายามศึกษาให้เข้าใจให้ถึงที่สุด. อย่าไปมัวคิดเสียว่า ต้องอีกหลายร้อยชาติจึงจะอยู่เหนือโลก : คิดอย่างนั้นเป็นคนบ้าคิด ; เพราะว่า เป็นทุกข์ทรมานอยู่ที่นี่และเดี๋ยวนี้ มีปัญหาอยู่ที่นี่และเดี๋ยวนี้, แล้วจะไปค่อยแก้ปัญหา ต่อตายแล้ว ; นี้เป็นคนบ้าคิด. เราจงพยายามขยายเวลาที่จิตใจเป็นอิสระปลอดโปร่งนี้ ให้กว้าง ออกไป ๆ ยาวออกไป ๆ ช่วงเวลาที่จิตเป็นทุกข์ทรมานมันก็หดสั้นเข้า ; แล้วก็จะถึง ความเต็มบริบูรณ์ในการมีจิตอยู่เหนือการบีบคั้นของโลกได้สักวันหนึ่ง. พระพุทธเจ้า ท่านก็ตรัสว่า "นิพพานมีอยู่ในร่างกายที่ยาวประมาณวาหนึ่งที่ยังเป็น ๆ. ยังเป็น ๆ คือที่นี่และเดี๋ยวนี้". ขอให้ช่วยระลึกนึกถึงพระพุทธดำรัสข้อนี้ไว้บ่อย ๆ ว่า ในร่างกายที่ยัง เป็น ๆ จะหาพบนิพพาน ตายแล้วไม่มีทางจะหาพบ. ขอให้ทุก ๆ ท่านสนใจให้ เป็นอย่างยิ่ง ในสิ่งที่เรียกว่า โลกุตตรธรรม คือภาวะที่จิตใจอยู่เหนือการบีบคั้น ของโลก และต้องเป็นสิ่งที่มีที่นี่และเดี๋ยวนี้ ในชีวิตที่ยังเป็น ๆ นี้ ให้สำเร็จประโยชน์ ด้วยกันทุกคนเทอญ. คำบรรยายสมควรแก่เวลา ขอยุติไว้เพียงเท่านี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต